สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

กรณี จาติกวนิช อภิปรายเรื่องการปั่นหุ้น และการใช้ข้อมูลภายใน โดยอ้างว่าไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้ และเคยชี้แจงรายละเอียดกับคณะอนุกรรมาธิการแล้ว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องภาษีและภาษีขายยาสูบ รวมถึงการดูแลตลาดหลักทรัพย์ และการกล่าวหาว่าเขาปั่นหุ้น โดยยืนยันว่าเขาและภรรยาไม่ได้ซื้อขายหุ้นหลังจากเข้ามาเป็นรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเก็บภาษีบุหรี่ โดยกล่าวถึงบทบาทของกรมสรรพสามิต และโรงงานยาสูบ ในการเก็บภาษีท้องถิ่น และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีเพื่อให้ครบถ้วน

นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อการ อภิปรายของท่านประเกียรติ นาสิมมา เมื่อสักครู่ก็มีอยู่ ๒ ประเด็นที่ท่านได้กล่าวหาผมว่า ปฏิบัติโดยไม่ชอบ ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่และอื่น ๆ นะครับ

เรื่องแรก ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับศัพท์ที่ใช้กันโดยทั่วไปว่าการปั่นหุ้นหรือการใช้ ข้อมูลภายในซึ่งผมคงจะต้องอธิบายชี้แจงถึงนิยามความหมายของคําว่า การปั่นหุ้น หรือการ ใช้ข้อมูลภายใน ให้ท่านสมาชิกผ่านท่านประธานและให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจก่อนที่จะ ชี้แจงว่า ผมไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนั้น และโดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไทยคม ที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมากล่าวหาว่าผมได้สร้างราคาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่มี ข้อเท็จจริง และผมก็ได้เคยไปชี้แจงในรายละเอียดให้กับคณะอนุกรรมาธิการการเงิน การคลัง และการธนาคาร ไปเรียบร้อยแล้ว ในการชี้แจงครั้งนั้นท่านประเกียรติก็อยู่ด้วย และความจริงก็ได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อท่านยังเอา เรื่องเก่ามากล่าวหาผม ผมก็ต้องขออนุญาตที่จะใช้สิทธิในการชี้แจง

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการจําหน่ายยาสูบในประเทศและภาษี ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมก็จะขออนุญาตชี้แจงในประเด็นนั้นเช่นเดียวกัน ก่อนอื่นนะครับ ท่านประธานผมต้องถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะมีโอกาสได้ชี้แจงเรื่องหุ้น เพราะในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสืบเนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจของทางรัฐบาล และสืบเนื่อง มาจากผลประกอบการของบริษัทที่เป็นบริษัทเอกชน แล้วก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์ มีผลประกอบการในที่นี้หมายถึงผลกําไรที่ดีขึ้นอย่างมาก ทําให้ผลกําไรของ ทางบริษัทนั้นส่งผลสะท้อนกับราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านประธานครับ ตอนที่รัฐบาลเราเข้ามารับผิดชอบบริหารราชการเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ณ วันนั้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับเพียงแค่ประมาณ ๔๐๐ จุด หลังจากนั้นเราก็ได้บริหารจัดการทําให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แล้วก็ตามที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่ ในการชี้แจงต่อท่านสมาชิก ท่านจุลพันธ์ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวม ในตลาดหลักทรัพย์ ณ ปีนี้ มีผลกําไรรวมกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แน่นอนที่สุดครับ เมื่อผลกําไรของบริษัทดีขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็ต้องดีขึ้นด้วย นี่ก็คือสาเหตุที่ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับขึ้นมาสูงกว่าระดับ ๑,๐๐๐ จุดเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจช่วง ปี ๒๕๔๐ ประเด็นนี้ก็จึงเป็นประเด็นที่ทําให้มีการกล่าวหาตลอดช่วงการทํางานของผม ๒ ปี ที่ผ่านมาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการค้าขายในตลาดหลักทรัพย์หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรกับการปั่นให้ราคาตลาดหลักทรัพย์ปรับขึ้นอยู่ในระดับนี้หรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียน ว่าตั้งแต่ที่ผมเคยอยู่ในวงการนี้แล้วก็อาจจะเป็นสาเหตุทําให้เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเข้าใจว่า ใครก็ตามที่อยู่ในวงการค้าหลักทรัพย์ต้องรู้ดี วิธีการการปั่นหุ้นและต้องมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้น ซึ่งผมขออนุญาตเรียนว่าเป็นการดูถูกผู้ที่อยู่ในอาชีพที่ผมเคยอยู่ แล้วก็เป็นการสะท้อนถึง มุมมองหรือแนวความคิดของท่านที่อาจจะเกิดจากพฤติกรรมที่ท่านเองคุ้นเคยในกลุ่มพวกของท่าน ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าใครก็แล้วแต่ที่จะเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ จะทํางานในธุรกิจหลักทรัพย์ จะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการกํากับดูแลที่ใกล้ชิดและเข้มข้นมากที่สุด ทั้งโดยตลาดหลักทรัพย์และสํานักงาน กลต. มีความเข้มข้นในแง่ของกฎระเบียบ การค้าขายหุ้น ในบัญชีของตัวเอง โดยส่วนใหญ่พวกโบรกเกอร์เขาจะไม่ค่อยเล่นหุ้นด้วยตัวเองหรอกครับ ส่วนใหญ่รางวัลและรายได้ของเขาก็จะมาจากการให้คําแนะนําให้กับลูกค้าของเขาได้มีโอกาส ค้าขายหุ้น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในอดีตที่ผ่านมาการซื้อขายหุ้นในบัญชีของตัวเอง แม้แต่รวมไปถึง กรณีที่อาจจะส่อให้เห็นว่ามีการเข้าไปใช้ข้อมูลภายในหรือการปั่นหุ้นก็เป็นกรณี ๆ มีให้กับ ตลาดหลักทรัพย์และ กลต. เข้าไปตรวจสอบโดยเรื่อยมา ผมอยู่ในวงการนี้มา ๑๙ ปีครับ ก่อนที่จะลาออกมาสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๔๗ต้องขออนุญาตเรียนว่า ไม่เคยแม้แต่ ครั้งเดียวที่มีข้อกล่าวหาให้กับผม มีการเสนอเรื่องที่ส่อไปถึงการค้าขายหุ้นที่ขัดต่อกฎหมาย ให้กับ กลต. หรือตลาดหลักทรัพย์ต้องมาเสียเวลาในการที่จะตรวจสอบตัวกระผมเอง เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็ยืนยันโดยประวัติ แต่ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ข้อเท็จจริงของเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนมากกว่าก็คือดูตามข้อเท็จจริงในเรื่องที่ เกิดขึ้น ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไทยคม คือบริษัทไทยคมก็คือเป็นเจ้าของดาวเทียมที่ใช้ ในการสื่อภาพของรายการโทรทัศน์อยู่หลายรายการที่อาศัยการสื่อสารผ่านดาวเทียม และประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นในช่วงของการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว สุดท้าย ได้มีการออกพระราชกําหนดฉุกเฉินโดยรัฐบาล ซึ่งทําให้การกระจายภาพของสถานีโทรทัศน์ ณ เวลานั้น ที่เป็นการกระจายภาพที่มีลักษณะการปลุกระดม และมีการเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ จึงขัดต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และสร้างความกังวลให้กับทางรัฐบาลว่า อาจจะทําให้สถานการณ์ เลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระผมติดต่อไปกับผู้ที่มี อํานาจสูงสุดในการกํากับดูแลบริษัทไทยคม ในที่นี้บริษัทไทยคมนั้นเป็นบริษัทลูกของกลุ่ม บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) แต่ผมคิดว่าท่านประธานรวมไปถึงเพื่อนสมาชิก ก็คงพอเข้าใจได้ว่า บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เองก็อันดับแรกไม่ใช่ผู้กํากับสูงสุด เพราะก็ยังมีผู้ถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจึงเป็นเหตุให้ผมได้เดินทางไป ประเทศสิงคโปร์เพื่อที่จะไปพบปะกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของทางกลุ่ม บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ก็คือ บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ นั่นคือสุดท้าย ได้เดินทางไปในวันที่ ๑๗ เดือนเมษายน โดยที่ผมได้ขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านศิริโชค โสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้เดินทางร่วมไปกับผมด้วย เพราะผมมีความกังวล ว่าความรู้ในแง่เทคนิคเกี่ยวกับกรรมวิธีการถ่ายทอดภาพสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้น ของผมเองอาจจะมีจํากัด และอาจจะต้องอาศัยความรู้ของท่าน ส.ส. ท่านศิริโชคที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ให้คําแนะนํากับกระผมได้ เรา ๒ คนจึงเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๓ ถามว่าเราไปประเทศสิงคโปร์เราไปพูดคุยเรื่องอะไร อันดับแรกในส่วนของผม ผมก็ไปพูดถึงความกังวลต่อการปฏิบัติที่ขัดต่อ พรก. ฉุกเฉิน แจ้งให้ผู้ถือหุ้นเขาได้ทราบว่า บริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่นั้น อาจจะมีแนวทางการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมายของประเทศของเรา ผู้ถือหุ้น เขาก็รับทราบในประเด็นนี้ แล้วก็ได้ให้คํามั่นว่าจะไปสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป นอกจากนั้น ผมก็ได้มีการพูดคุยกันในหลักการถึงความต้องการการเป็นเจ้าของบริษัทดาวเทียมนี้ต่อไปโดย บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์สาเหตุที่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพราะผมทราบครับ เพราะทาง บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์เองได้เคยแถลงข่าวไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๙ ช่วงที่ทาง บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์มาซื้อหุ้นของคุณทักษิณ ชินวัตร ก็คือหุ้นชินคอร์ป นอกจากที่จะได้หุ้น ในบริษัทโทรศัพท์มือถือเอไอเอสไปแล้ว สิ่งที่ติดพ่วงไปด้วยมีอีก ๒ บริษัท ก็คือไอทีวีและบริษัทไทยคม เขาก็ได้ให้ข่าวไว้แล้วก็ได้แจ้งกับทาง กลต. ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาครอบงําบริษัทไทยคม ที่เขาซื้อบริษัทชินคอร์ป จริง ๆ แล้วที่ เขาต้องการคือเอไอเอส ดังนั้นเมื่อมีความชัดเจนว่าในเชิงยุทธศาสตร์เขาอาจจะไม่ได้มีเจตนา ต้องการที่จะถือหุ้นบริษัทไทยคม แน่นอนครับก็เป็น หนึ่งในเรื่องที่ผมก็ได้ตั้งคําถามของเขา ว่าแนวคิดนี้ของเขายังคงอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ยังไม่ได้พูดกันนะครับว่าจะซื้อจะขาย ไม่มี การเจรจาราคา มีข้อสังเกตร่วมกันว่ามีประเด็นความไม่ชัดเจนทางกฎหมายมากมาย ที่จะต้องสะสางกว่าที่เราจะถึงจุดนั้นได้ แต่ประเด็นหลักที่ไปพบกับทางบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ก็คือเพื่อที่จะขอความร่วมมือให้เขาดูแลความประพฤติของผู้บริหารในบริษัทลูก ของเขาไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมายของประเทศไทยของเรา ซึ่งหลังจากนั้น ผมกับท่านศิริโชคก็เดินทางกลับ นั่นคือวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๓หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากว่าทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ก็ดูเหมือนว่าได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีก็ได้พูดคุย กับทางผู้บริหาร ทางบริษัทไทยคมเองก็ยุติการปฏิบัติหรือแนวทางที่ขัดต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ทําให้ไม่มีสาเหตุใด ๆ ที่ผมจําเป็นที่จะต้องติดต่อพูดคุยกับบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ต่อไป และแน่นอนที่สุดไม่มีข้อมูลหรือสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้นที่ผมจะต้องแจ้งต่อสาธารณชน เพราะว่า ล้วนแล้วแต่เป็นการพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว จนกระทั่งเกือบ ๆ ๒ เดือนต่อมา วันที่ ๑๓ มิถุนายน ก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่างประเทศ เครือข่ายบลูมเบิร์กพูดถึงแหล่งข่าวที่หลัง จากนั้น ผมขออนุญาตเรียนเบื้องต้น ได้มีการสอบสวนโดยทาง กลต. กับทางผู้สื่อข่าว ก็ได้พบว่ามีแหล่งข่าวที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลแต่อย่างใด ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร และไม่ได้เป็นสมาชิกหรือตัวแทนของรัฐบาลแต่อย่างใด ออกมาให้ข่าวว่าได้มีการ พูดคุยกันระหว่างกระผม คุณศิริโชคและทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ทางหนังสือพิมพ์ รายวันของไทยเอง คือหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ก็ได้โทรมาถามผมว่าข่าวที่ปรากฏใน บลูมเบิร์กว่าผมได้มีการพูดคุยกับทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ได้เปิดประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับ แนวโน้มการถือหุ้นของบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ แนวโน้มการซื้อหุ้นของ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ โดยรัฐบาลไทยนั้นเป็นจริงหรือไม่ แน่นอนที่สุดครับผมไม่ได้อยู่ในสถานะ ที่จะกล่าวความเท็จได้ ผมก็ตอบไปว่าผมไปจริง คือถ้าท่านนึกภาพ ณ วันนั้นถ้าผม ปฏิเสธข้อเท็จจริงก็เท่ากับเป็นการพูดเท็จ แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร ท้ายแล้วอาจจะ เป็นภัยต่อผมในระยะเวลาที่ตามมา และเนื่องจากการที่ผมไปพูดคุยกับ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรผิดหลัก ผิดเกณฑ์ ผิดกฎหมายแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผล ที่ผมจําเป็นที่จะต้องบิดบังประเด็นนั้น ไม่ได้เอามาโฆษณา ไม่ได้เอามาป่าวประกาศ เพียงแต่ ตอบคําถามที่มีกับผมจากทางสื่อมวลชน นั่นคือวันที่ ๑๓ มิถุนายน หลังจากนั้นเมื่อสักครู่ ท่านประเกียรติก็ได้อภิปรายถูกต้องนะครับ ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติครับ ประเด็นที่สําคัญในการที่จะตอบว่ามีการใช้ข้อมูลนี้ลักษณะของการปั่นหุ้นเพื่อทํากําไรหรือไม่ ต้องไปพิสูจน์ก่อนว่าก่อนที่จะเป็นข่าวนั้น ผมและพวกได้ไปดักซื้อหุ้นล่วงหน้าหรือไม่ หลังจากนั้นมาปล่อยข่าวเพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นเพื่อหวังผลในการขายทํากําไร ข้อเท็จจริงก็คือ ผมไม่ได้เคยเข้าไปซื้อหุ้นไทยคมในช่วงนั้นเลย แล้วความจริงในชีวิตนี้ผมไม่เคยซื้อหุ้นไทยคม เลยด้วยซ้ําไป ไปดูว่ามีคนอื่นซื้อไหม ที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับผมและรัฐบาลก็ไม่พบ นะครับ เพราะว่าทางตลาดหลักทรัพย์ กลต. เขาก็ไปตรวจสอบมาแล้วว่ามีการกระทํา ในลักษณะนั้น ไม่ปรากฏว่ามีใครได้กําไรในลักษณะของการปั่นหุ้นในช่วงระยะเวลานั้นในส่วนของ หุ้นไทยคมแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการปรับขึ้นของราคานั้นก็ปรับจากข่าวที่ปรากฏพร้อมกัน ให้กับทุกคนได้รับทราบในวันที่ ๑๓ มิถุนายนว่ามีการพูดคุยกันในหลักการต่อกรณีการซื้อขาย หุ้นไทยคมระหว่างรัฐบาลไทยกับทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ เป็นเรื่องปกติธรรมชาติมากว่าเมื่อมีข่าวนี้ หุ้นก็จะต้องขึ้น แต่หลักการในการประเมินว่านี่เป็นการปั่นหุ้นหรือไม่ ก็คืออย่างที่ผมเรียน ๑. ดูว่ามีใครเข้าไปซื้อก่อนหรือไม่ แล้วก็ ๒. ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมกันหรือเปล่า และลักษณะคําพูดของผู้พูด นี่พูดในแนวที่หมิ่นเหม่หรือทําให้ประชาชน อาจจะเข้าใจผิดเป็นการกล่าวเท็จหรือไม่ ตามข้อกล่าวหาของคุณประเกียรติ คุณประเกียรติ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านได้เคยตั้งข้อกล่าวหาไว้กับผมในอนุกรรมาธิการครั้งนั้น แล้วว่าไทยคมนี่เป็นของคนไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลบอกว่าจะไปขอซื้อจาก บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์นั้นเป็นการกล่าวเท็จ ท่านครับ ไทยคมนี้เป็นเจ้าของสัมปทาน ตัวดาวเทียมเองสุดท้ายแล้วก็คือเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล แต่ว่าสิทธิในการเก็บรายได้จาก ดาวเทียมนั้นเป็นสิทธิของบริษัท เพราะฉะนั้นเวลาเขาพูดคุยกันเรื่องของการซื้อขายนี้ เขาหมายถึงการซื้อขายหุ้นในบริษัทก็คือการได้สิทธิในการแสวงหารายได้จากทรัพย์สินนั้น ก็คือดาวเทียม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ผิดหรอกครับ เวลาเราพูดถึงการซื้อขายหุ้นไทยคมก็เป็นสิ่ง ที่คนเขาซื้อขายกันอยู่ทุกวัน ก็ตามที่ท่านบอกว่าจริง ๆ เป็นของรัฐอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิอยู่แล้ว ในการซื้อกลับคืนมา แล้วทําไมถึงมีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มันขัดกันครับ ท่านพูด ต้องขออนุญาตเรียนในประเด็นนี้ว่าไม่มีเหตุไม่มีผล ทีนี้แทนที่ผมจะมาเพื่อการยืนยันกับท่าน ว่าผมไม่ได้มีการซื้อหุ้นในบริษัทนี้ก็เท่ากับอาจจะเป็นเพียงการแก้ตัวของผม ในสายตาของท่านดีที่สุด ก็คือเราไปดูผลการตรวจสอบของสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะท่านก็ได้ยื่นเรื่องนี้ไปที่ ป.ป.ช.ท่านยื่นเรื่องนี้ไปที่ กลต. ผู้ที่มีอํานาจ หน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายนี้ก็คือ กลต. เขาไปตรวจสอบแล้ว และมีรายงานกลับมาโดยท่านรอง เลขาธิการ กลต. ท่านวสันต์ เทียนหอม ขออนุญาตเอ่ยนาม เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม นี้เอง ในเรี่องกรณีบริษัทไทยคม มีการกล่าวหาว่า ผมได้กระทําผิดตามที่ท่านได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ตามมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๓๙ และมาตรา ๒๔๐ ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ในเรื่องของการปล่อยข่าว ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ข้อสรุปของ กลต. เขียนชัดว่า ไม่พบข้อบ่งชี้ว่า การเผยแพร่ข่าวของบางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ ๑๓ และ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ เป็นการกระทํา เพื่อมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ไทยคม โดยพบว่าการนําเสนอข่าวของ บางกอกโพสต์มีมูลความจริง และผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ยืนยันว่าผู้ให้ข่าวนั้นมิใช่บุคคล ในคณะรัฐบาลหรือผู้มีชื่อถูกพาดพิงในข่าว ส่วนการให้สัมภาษณ์ของบุคคลในคณะรัฐบาล หลังปรากฏข่าวในบางกอกโพสต์ก็มีลักษณะเป็นการตอบข้อซักถามมิใช่การแพร่ข่าวเท็จ ชัดเจนนะครับ ผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้อกล่าวหาของท่านได้ฟันธงออกมา ชัดเจนแล้วว่าที่ดําเนินการไปทั้งหมดนั้น ไม่ใช่การแพร่ข่าวเท็จและไม่ได้มีการผิดตามมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๓๙ และมาตรา ๒๔๐ อย่างที่ท่านได้กล่าวหากระผม ส่วนข้อกล่าวหาว่าได้มีการ เข้าไปดักซื้อหุ้นเพื่อทํากําไรก่อนที่จะมีข่าวในเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นการทําผิดในกรณี มาตรา ๒๔๑ พ.ร.บ. หลักทรัพย์เช่นเดียวกัน ทาง กลต. ก็ได้ไปพิสูจน์ว่าในส่วนของผมเองนั้น หรือนายศิริโชคนั้น หรือบุคลากรกระทรวงการคลังที่อาจจะเกี่ยวข้องท่านอื่น เพราะผมเสนอชื่อ ให้หมดนะครับว่ามีใครรับทราบการเดินทางและการเจรจากับบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ของผมบ้าง ทาง กลต. ไม่พบการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยคมในช่วงของการตรวจสอบ ผมขออนุญาตเรียนท่านว่ามีอยู่ผู้เดียวตลอดช่วงระยะเวลานั้นที่ทาง กลต. และตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีการซื้อขายหุ้นนี้จํานวนมาก ผู้นั้นเป็นอดีตพนักงานของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เองครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการจะตรวจสอบผมขอแนะนําให้ท่านไปตรวจคนอื่น แต่ผมขออนุญาตให้คําตอบแทนท่านเลยนะครับ ท่านอย่าเสียเวลาเลย เพราะว่าทาง กลต. ก็ได้ไปตรวจสอบบุคคลคนนี้ที่เข้าไปซื้อหุ้นแล้ว ถึงแม้ว่ามีพฤติกรรมการซื้อที่ค่อนข้างประหลาด เพราะซื้อจํานวนมากภายในระยะเวลาช่วงก่อนที่จะปรากฏมีข่าวว่าผมได้เดินทางไปพูดคุยกับ บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ทาง กลต. ก็มีข้อสรุปว่า ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะคิดว่าผู้นี้ได้ใช้ข้อมูล ภายใน สาเหตุก็เพียงเพราะว่าเขาได้เริ่มซื้อหุ้นก่อนที่ผมจะเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นไม่น่าที่จะสามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าผมจะเดินทางไป แต่ประเด็นผู้นี้ก็คือเป็น พนักงานของบริษัทไทยคมเองในเครือของกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน)

ส่วนประเด็นสุดท้ายว่า มีการกระทําที่ผิดมาตรา ๒๔๓ อย่างไรหรือไม่ ก็คือ สร้างราคา นี่คือการปั่นหุ้น ก็ได้มีข้อสรุปว่า ไม่พบการซื้อขายที่มีลักษณะเป็นการสร้างราคา กล่าวคือ ไม่พบการซื้อขายแบบกระจุกตัว โดยการซื้อขายของนักลงทุนรายใหญ่ แล้วก็อื่น ๆ ในรายละเอียด และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ไทยคมอย่างมีสาระสําคัญ คือพูดง่าย ๆ ในทุกข้อกล่าวหาที่ท่านมีเพื่อนสมาชิกในพรรคของท่านมีกับผมในเรื่องนี้ ทาง กลต. ก็ตรวจสอบหมดแล้วครับ แล้วก็มีข้อสรุปชัดเจนว่าข้อกล่าวหาทุกข้อทุกประเด็นไม่มีมูล ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้มีความมั่นใจว่าในส่วนตัวของผมเองนั้น ผมตระหนักว่าเรื่องนี้มันละเอียดอ่อน และผมพูดมาหลายครั้งว่ากระทรวงการคลัง เป็นศูนย์รวมข้อมูลที่ล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะมีผลทางใดทางหนึ่งกับราคาหุ้น ดังนั้นเป็นการ ส่วนตัว ผมได้ยุติบทบาทการซื้อขายหุ้นของตัวผมเองตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ผมท้าท่านเลยครับ ผมนี่มีบัญชีค้าขายหลักทรัพย์อยู่ ๒ บัญชี บัญชีหนึ่งอยู่ที่บริษัท หลักทรัพย์ภัทร อีกบัญชีหนึ่งอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง ท่านไปตรวจได้นะครับว่า ผมและภรรยา สุดท้ายได้เคยมีการซื้อขายหุ้นเมื่อใด ผมบอกได้เลยว่านอกจากการเพิ่มทุน ตามสิทธิในบริษัทหนึ่งที่ผมถือหุ้นอยู่ แล้วก็ได้รายงานในบัญชีทรัพย์สินของผมที่บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวงเมื่อปีที่แล้ว ผมและภรรยาไม่ได้เข้าไปซื้อขายหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่ ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี อันนี้ก็เพื่อความสบายใจของทุก ๆ ท่าน

ส่วนการปั่นหุ้น การทําราคาหุ้นเพื่อหวังประโยชน์นั้นก็เป็นเรื่องที่ทาง กลต. ทางตลาดหลักทรัพย์พยายามที่จะออกมาตรการในการควบคุมดูแลมาโดยตลอด ความจริง เรื่องที่เกี่ยวกับการปั่นหุ้น ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลก็เคยมีในอดีต ท่านทราบดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ได้ใช้เวทีนี้ที่จะกล่าวถึง เพราะรัฐมนตรีท่านนั้นก็เป็นรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลของท่าน เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าท่านอาจจะคิดว่าในเมื่อรัฐมนตรีในรัฐบาล ของท่านเขาถูก กลต. สั่งตรวจสอบปั่นหุ้นได้ ก็อาจจะเป็นการกระทําตามปกติของรัฐมนตรี ในทุกรัฐบาล ขอยืนยันว่าไม่ใช่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วนประเด็นในเรื่องของบุหรี่ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ อันดับแรกว่าผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการ ท่านพูดถูกครับ ผมมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องนโยบาย ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับ บุหรี่ในประเทศ โดยเฉพาะนี่ก็มีอยู่ ๒ มิติ มิติแรก ก็คือมิติของบทบาททางกรมสรรพสามิต ซึ่งผมก็ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านมั่นเป็นผู้กํากับดูแล ส่วนมิติที่เกี่ยวกับ บทบาทของโรงงานยาสูบนะครับ ก็มีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านประดิษฐ์เป็นผู้กํากับดูแล โรงงานยาสูบ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ขออนุญาตชี้แจงตามความกังวลของท่านเกี่ยวกับ เรื่องของการจัดเก็บภาษี แต่ผมจะใช้เวลาไม่มากเลยครับ เพราะว่าเรื่องมันก็ค่อนข้าง ตรงไปตรงมา ก็คือในส่วนของภาษีท้องถิ่นที่จะต้องมีการจัดเก็บนั้น มวนละ ๙.๓ บาท ซึ่งเป็นหน้าที่ของตัวแทนที่จะต้องจ่ายภาษีท้องถิ่นให้กับโรงงานยาสูบ และเมื่อจังหวัดมีการ เบิกบุหรี่ไปจําหน่ายก็ต้องมาขอภาษีนี้จากทางโรงงานยาสูบ แต่สั้น ๆ เลยครับ ต่อคําถาม ที่ท่านมีว่ามันมีการชําระภาษีท้องถิ่นครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีการขายบุหรี่ ผ่านบริษัทที่เรียกว่า โมเดิร์น เทรด คําตอบก็คือเราเองมีความกังวลในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน กับท่านว่าการชําระภาษีท้องถิ่นอาจจะยังไม่ครบถ้วน แต่ประเด็นในส่วนของกรมสรรพสามิต ผมต้องขออนุญาตเรียนนะครับ เราเป็นเพียงแค่ตัวกลาง เราไม่ได้มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการที่จะไปติดตามการจัดเก็บภาษี หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของ อบจ. นี่คือภาษีท้องถิ่นครับ แล้วก็เป็นความกังวลของทางกระทรวงการคลังในทุก ๆ กรณีที่เกี่ยวกับภาษีท้องถิ่นว่า ประสิทธิภาพในการจัดเก็บ โดย อบจ. นั้นอาจจะยังมีมาตรฐานสูงไม่เท่ากับประสิทธิภาพ การจัดเก็บโดยกระทรวงการคลังในส่วนกลาง แต่เมื่อกฎหมายเป็นเช่นนั้นภาระหน้าที่ในการ ตามจัดเก็บภาษีท้องถิ่นในส่วนของบุหรี่และอื่น ๆ เป็นภาระหน้าที่ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด ในกรณีนี้

ต่อคําถามว่า ในส่วนของบริษัทที่ได้รับมีสัญญาหรือรับสัมปทานในการ ขายบุหรี่คือสหสามิตรได้ไปขายบุหรี่ต่างประเทศด้วยหรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า ตามสัญญานั้นเขาไม่มีสิทธิที่จะขาย แต่สิ่งที่เขาทําก็คือเขารับเป็นผู้ชําระภาษีท้องถิ่น แทนบริษัทบางบริษัทที่ได้ขายบุหรี่ อย่างเช่น บริษัท ห้าง ร้าน ตามสถานีบริการน้ํามันเป็นต้น อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญหรืออยากที่จะให้ผู้อื่นมารับผิดชอบในการชําระภาษีท้องถิ่นก็ได้ จ้างบริษัทสหสามิตรมาปฏิบัติหน้าที่แทน แต่ในการขายบุหรี่ด้วยตนเองที่เป็นบุหรี่นําเข้าจาก ต่างประเทศนั้นไม่ได้อยู่ในสัญญาที่จะให้สหสมิตรดําเนินการ อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ความจริงผมได้ให้นโยบายไปทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการไปสู่ทาง กรมสรรพสามิตแล้วว่าควรที่มีการทบทวน เพราะว่าสมัยที่มีการทําสัญญากับสหสามิตร ข้อเท็จจริงก็คือการขายบุหรี่ผ่านโมเดิร์น เทรดนั้นยังมีจํานวนค่อนข้างน้อย แล้วท่านถามว่า ที่โมเดิร์น เทรดนั้นไม่ว่าจะเป็นโลตัสหรืออื่น ๆ นอกจากขายบุหรี่ไทยแล้วก็ขายบุหรี่นอกด้วย แต่ประเด็นนั้นคงเป็นประเด็นทางพาณิชย์ ข้อตกลงระหว่างโมเดิร์น เทรดกับผู้นําเข้าบุหรี่นอกเอง ไม่ใช่เป็นนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่มอบให้กับสหสามิตรทํา อย่างไรก็แล้วแต่ ในกรณีนี้ ณ ปัจจุบันจํานวนบุหรี่ที่ขายผ่านโมเดิร์น เทรดจํานวนค่อนข้างมาก ดังนั้น การควบคุมดูแลในเรื่องของการเก็บจากภาษีท้องถิ่นดําเนินการด้วยความยาก โดยผู้บริหาร ส่วนท้องถิ่นเอง ดังนั้นก็ได้รับรายงานว่าวันที่ ๒๙ มีนาคมนี้เองก็จะมีการประชุมครั้งใหญ่ ที่กรมสรรพสามิตเพื่อที่จะพิจารณาทบทวน แล้วก็จะนําข้อเสนอและข้อสังเกตความกังวล ของท่าน ในการอภิปรายของท่านในเรื่องนี้ในวันนี้ไปให้เขาได้มีโอกาสพิจารณาเพิ่มเติมด้วย เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมชี้แจงครบถ้วนต่อทั้ง ๒ ประเด็น ซึ่งท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายก็ต้องขออนุญาตนําเรียนว่าในส่วนของบทบาทหน้าที่ในการกํากับดูแล ผมและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่สุดความสามารถ แล้วก็ยังมี ข้อบกพร่องในบางส่วน ในบางหน่วยราชการก็ต้องดําเนินการแก้ไขต่อไป แต่เราไม่ได้มีการละเว้น แล้วเราก็จะดูแลประโยชน์ของประเทศชาติในแง่นั้น ส่วนในการปฏิบัติส่วนตัวในเรื่องที่ เกี่ยวกับหุ้น ผมก็ได้มีโอกาสได้ชี้แจงไปแล้ว ก็ขอยืนยันอีกครั้งต่อเพื่อนสมาชิกและพี่น้อง ประชาชนที่ฟังการอภิปรายอยู่ว่าไม่มีการดําเนินการในลักษณะการทํากําไรโดยผิดกฎหมาย ผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยสมาชิกของรัฐบาลนี้แต่อย่างใด และแน่นอนที่สุดโดยส่วนตัว ของกระผมเอง ถึงแม้ว่าผมเคยอยู่ในวงการนี้มีความเชี่ยวชาญในวงการนี้ ยิ่งเป็นสาเหตุทําให้ ผมเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลและแนววิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องครับ ขอบคุณครับ