สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

ฐิติมา ฉายแสง อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และโกหกหลอกประชาชน เธออธิบายว่าผู้นำประเทศต้องมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ เช่น มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าทํา กล้าตัดสินใจ และไม่คอร์รัปชัน เพื่อสามารถนำประเทศไปสู่ความเจริญและแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม เธอยังชี้ว่าประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ในยุคของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับกลายเป็นที่ติดขัด และไม่ได้ทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีกับประเทศอื่น ๆ

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ว่าวันนี้ดิฉันคงจะไม่มาพูดเรื่องเกี่ยวกับการสั่งฆ่าประชาชนของรัฐบาลชุดนี้ เพราะว่า เมื่อสักครู่นี้ด้วยนะคะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้พูดมาหรือว่าโชว์ภาพต่าง ๆ แต่ประโยคที่ท่านสุเทพพูดมาว่ามีการซ้อมยิงกันที่สนามหลวงนั้นก็จบเห่ หมดความน่าเชื่อถือ ไปโดยฉับพลัน เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันจะมาอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค่ะ ซึ่งดิฉันจะชี้ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่สมควรเป็น นายกรัฐมนตรีอย่างไร และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นได้โกหกหลอกต้มประชาชน ไปวัน ๆ อย่างไร หรือว่าทําอะไรไปบ้างที่ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องตกระกําลําบาก หรือว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ แล้วก็เก่งแต่ปาก ไร้วิสัยทัศน์ บริหารราชการ แผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด จนทําให้ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเวทีโลกต้องถอยหลัง ลงคลอง แล้วก็แพ้ประเทศอื่นอย่างไร แล้วก็จะชี้ให้เห็นว่านี่ล่ะค่ะประเทศไทย โชคดีหรือ โชคร้ายกันแน่ที่มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายเหตุผลต่าง ๆ ดิฉันก็จะ อภิปรายว่าไม่สามารถไว้วางใจอย่างไรนะคะท่านประธาน

ท่านประธานคะ มีคนเคยถามว่าผู้นําประเทศนั้นมีคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ ประการมากกว่าคนปกติอย่างไร เหตุผลที่เขาต้องมีคุณสมบัติพิเศษก็คือว่าผู้นําประเทศ ต้องทํางานใหญ่ค่ะท่านประธาน ทํางานระดับชาติ ทํางานระดับโลก ต้องจัดการกับปัญหา ต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่หลากหลายซับซ้อน ต้องดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนจํานวน สิบหรือร้อยล้านคนเลยก็ว่าได้ แล้วต้องบริหารจัดการให้ประเทศเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ผู้นําประเทศต้องรอบรู้มีวิสัยทัศน์ ต้องกล้าคิด กล้าทํา กล้าตัดสินใจ เพื่อจะนําพาประเทศนั้นไปสู่ความเจริญ โลกใบนี้มันมีการเปลี่ยนแปลง มันมี ความท้าทาย มันมีการแข่งขันรออยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นผู้นําประเทศจึงสําคัญ แต่ว่า มุมมองของคนทั่วไปบางคนอาจจะบอกว่า ผู้นําประเทศนั้นเป็นคนซื่อมือสะอาดก็เพียงพอ แล้ว ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ามันก็จริงนะคะ ไม่เถียง ว่าผู้นําประเทศต้องเป็นคนดี ซื่อ มือสะอาด ไม่คอร์รัปชัน แต่ถามว่าแค่นี้มันพอไหม มันพอที่จะนําพาประเทศให้ เจริญก้าวหน้าไปหรือเปล่า ต้องคํานึงถึงความสามารถในการบริหาร ต้องคํานึงถึงการมี วิสัยทัศน์ด้วยหรือเปล่า ถามว่าคํานึงไหม ต้องคํานึง ผู้นําประเทศนั้นจะต้องมีความสามารถ ในการทําให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้ และยิ่งในปัจจุบันมันต้องทําให้ประเทศนั้นสามารถ แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสง่างามด้วยค่ะท่านประธาน แต่ถ้าหากผู้นําประเทศนั้นมีคุณสมบัติ แค่เพียงเป็นคนพูดเก่ง เป็นคนมีวาทศิลป์ พูดจาจนคนเคลิ้ม โต้วาทีหรือปาฐกถาไปไปวัน ๆ แต่ความสามารถไม่มี ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่กล้าตัดสินใจทําในสิ่งที่ถูกที่ควร และแถม ไม่รับผิดชอบในคําพูดของตัวเอง พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย ประเทศชาติมันจะเป็นอย่างไร แล้วยิ่งถ้าไม่ซื่อสัตย์สุจริตด้วยประเทศชาตินั้นจะเป็นอย่างไร คําตอบคือประเทศชาตินั้น จะเป็นเหมือนอย่างประเทศไทยที่เป็นอยู่อย่างนี้ค่ะท่านประธาน

เรื่องแรก ที่ดิฉันจะอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่ะท่านประธาน ท่านประธานรู้สึกไหมคะว่า ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้นับจากที่คุณอภิสิทธิ์นั้นดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นถือว่าย่ําแย่และไม่ราบรื่น สามารถ พูดได้ว่าการต่างประเทศของไทยนั้นอยู่ในยุคที่ตกต่ํามาก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บริหาร ราชการแผ่นดินด้านต่างประเทศล้มเหลวผิดพลาดมโหฬารจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีบริหาร อย่างไรถึงทําให้คนหนีกระสุน หนีลูกระเบิด แล้วก็อพยพไปอาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย ทําอย่างไร ดิฉันไม่เคยคาดเดาเลยนะคะว่าการดําเนินงานของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จะมาทําให้ดิฉันเห็นภาพแบบนี้ เคยเห็นแต่ตอนที่ท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นั้น ทํามี ชื่อเสียงมาก เปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้า แต่ว่าตอนนี้ในยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปลี่ยนสนามการค้ามาเป็นสนามรบเรียบร้อยแล้ว สงสารประชาชนแถบชายแดนมาก ๆ ท่านประธาน ท่านประธานจําได้ไหมคะว่าดิฉันเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณกษิต ภิรมย์ ดิฉัน บอกว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นไม่ควรแต่งตั้งคุณกษิต ภิรมย์ เพราะคุณกษิต ภิรมย์ นั้นเป็นคนที่มี บุคลิก แล้วก็มีทัศนคติที่เป็นภัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดิฉันเคยพูดไว้ เพราะว่าเขา ด่าผู้นําประเทศอื่นเสีย ๆ หาย ๆ เสร็จแล้วถ้าเกิดว่าจะไปเจรจาความเมืองใด ๆ มันไม่มีทาง ประสบความสําเร็จหรอก เรื่องนี้ทําให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่มีประสิทธิภาพ ในการแต่งตั้งคนมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะว่าไปเอา นักเลงมาเป็นนักการทูต ท่านประธาน และตอนนี้เป็นอย่างไร มันลามไปถึงอะไร ไปถึงการทะเลาะกับผู้นําประเทศ ไปทะเลาะกับประเทศที่เป็นมหาอํานาจ เช่น ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย ประเทศจีน ท่านไม่รู้บ้างหรือว่าประเทศรัสเซียเขาเป็น ๑ ใน ๕ ของประเทศ ที่เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แล้วไปทะเลาะกับกรรมการตัดสิน เสียก่อน อะไรจะเกิดขึ้น และประเทศอินเดีย ประเทศอินเดียก็เป็นคณะกรรมการมรดกโลกด้วย เพราะฉะนั้นเขาเลยเปลี่ยนท่าที ท่าทีที่จะให้ไทยนั้นสนับสนุนไทยในยูเนสโกค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ เรื่องที่ให้คุณกษิต ภิรมย์ ทํางานเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศอะไรก็แล้วแต่ จริง ๆ ดิฉันไม่อยากพูด แต่ที่ต้องพูดเพราะว่ามันต้องดูไปให้ เห็นถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ เป็นผู้นําที่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะ ปลดกษิต ภิรมย์ ออก เป็นคนที่ไม่เห็นกับชาติบ้านเมือง ไม่เด็ดขาดเลย เป็นคนที่มัวแต่ เห็นประโยชน์พวกพ้อง เกรงอกเกรงใจกันไป นั่นหมายความว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นไม่เข้าใจ เรื่องการต่างประเทศค่ะท่านประธาน ไม่เข้าใจเรื่องการทูต จึงล้มเหลวเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศมาก ดิฉันมาพิจารณาดูแล้ว จากเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชาที่มันเกิดเรื่อง เกิดราวมานี่เป็นเพราะคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนเริ่มต้น ล้มเหลวผิดพลาดทางการวาง ยุทธศาสตร์ของคุณอภิสิทธิ์เอง ถามว่าล้มเหลวอย่างไร ท่านประธานจําวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ได้ไหมคะ ตอนที่คุณอภิสิทธิ์เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาและกล่าวปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีสมัครแล้วก็รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ท่านอภิสิทธิ์ ใช้ความสามารถของตนเอง ใช้วาทศิลป์ของตนเองมาเป็นการร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ปลุกปั่น ปลุกกระแสสร้างชาติ ปลุกระดมโดยเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเป็นประโยชน์ใน การที่จะล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ด้วยคําอภิปรายค่ะท่านประธาน คําอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่องเขาพระวิหารว่า พูดกับท่านสมัครนะคะว่า ท่านพูดตรงกับที่พวกกระผมพูด คือของ กัมพูชา คืออาคาร คือตัวปราสาท พูดแบบนั้นท่านประธาน มันทําให้คนเข้าใจว่าเฉพาะตัว ปราสาทเป็นของกัมพูชา แต่คนคิดต่อไปบอกว่า ถ้าอย่างนั้นดินใต้ปราสาทก็เป็นของไทยนะสิ มันถึงได้เกิดเรื่องเกิดราวยุ่งเหยิงไปหมด เพราะฉะนั้นการพูดของคุณอภิสิทธิ์นั่นแหละทําให้ กลุ่มพันธมิตรนั้นเขารู้สึกถึงความหวงแหนในดินแดนมาก และเขาก็ลามไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งขณะนี้ทวงเขาพระวิหารคืน ทวงดินแดนที่เคยไม่ได้เป็นของไทยแล้วกลับคืนมาหมด อะไรก็แล้วแต่ มากไปเหลือเกิน เพราะฉะนั้นตัวนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั่นละค่ะ เป็นต้นเหตุท่าน ประธานคะ เป็นต้นเหตุที่ทําให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เป็นต้นเหตุ ที่ทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นด้อยลงไป ท่านจงใจใช้เรื่อง เขาพระวิหารมาเป็นแผนล้มรัฐบาลสมัคร ท่านจงใจใช้วาทศิลป์ของท่านปลุกปั่นความรู้สึก ของคน ทําให้พันธมิตรนั้นโกรธแค้นรัฐบาลสมัครแล้วก็โกรธแค้นประเทศกัมพูชา ท่านทําไป แบบนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเพียงเพื่อจะเอาชนะรัฐบาลสมัครเท่านั้น ไม่ได้คิดจะรับผิดชอบอะไร แล้วต่อมาพอท่านมาเป็นรัฐบาลเสียเอง เป็นอย่างไรคะท่านประธาน ท่านก็ไม่รู้จะยุติปัญหานั้น อย่างไร นี่ละค่ะคือการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดของคุณอภิสิทธิ์ที่คลายปมปัญหาตัวเองไม่ออก ผลลัพธ์ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหาย ประเทศชาติล่มจม ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นดําเนินยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาดซ้ําอีก ดิฉันจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานจําได้ไหมคะว่าประเทศกัมพูชานั้น เขาแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ จําได้นะคะ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นไม่พอใจ พอไม่พอใจถามว่าทําอย่างไร ถอนทูตกลับ แล้วก็ประกาศยกเลิก ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจใด ๆ กับทางประเทศกัมพูชา อันนี้มันส่อให้เห็นความอ่อนด้อย ประสบการณ์ เพราะการถอนทูตกลับมันเป็นมาตรการที่แรงเกินเหตุจนไม่เหลือมาตรการ ใด ๆ เอาไว้ตอบโต้อีกเลย ท่านประธาน และยังสามารถทําให้ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ มันสะสมไปอยู่ที่ประเทศกัมพูชาอีกด้วย ยังไม่หมดนะคะ คุณอภิสิทธิ์ทําอย่างไรอีก ยังไม่หยุดความผิดพลาด เราก็ทราบกันดีว่าก่อนปีใหม่ท่านส่ง ส.ส. คนสนิทของท่าน พร้อมกับกลุ่มพันธมิตรแล้วก็กลุ่มผู้รักชาติอะไรนี่ละค่ะ ข้ามแดนรุกล้ําจนกระทั่งถูกจับกุม เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าไม่ค่อยถูกต้องนักที่คุณอภิสิทธิ์ทํา และคุณอภิสิทธิ์ ก็อย่ามาบอกนะคะว่าตัวเองไม่รู้ เพราะว่าคลิปวิดีโอนั้นมันชัดเจน เสียงของ ส.ส. คนสนิท ของท่านบอกว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีรู้คนเดียว พูดชัดเจนท่านประธาน เพราะฉะนั้นอันนี้ อยากจะถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านมีแผนอะไร ท่านควรจะเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ไม่ใช่สร้างความระแวงระหว่างประเทศค่ะท่านประธาน ๗ คนไทยนี้ก็โชคไม่ดี โชคไม่ดีคือเรื่องมันไปเกิดก่อนปีใหม่แล้วเป็นอย่างไร ก็เลยต้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเที่ยวกับครอบครัวที่น้ําตกทีลอซูเสียก่อน กว่าจะกลับมาช่วยเลยติดคุก ไปเสียหลายวัน ก็น่าเห็นใจ แต่เรื่องมันไปลุกลามบานปลายไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่ง ขณะนี้จะทําอย่างไรกันดีท่านประธาน ทีนี้เรื่องนี้มันอาจจะไม่หนักหนาสาหัสถ้าคุณอภิสิทธิ์ มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้นําประเทศกัมพูชาถูกไหมคะ ถ้าเป็นผู้นําคนอื่น ผู้นําคนอื่นป่านนี้ เขากริ๊งกร๊างโทรศัพท์ไปหานานแล้ว คงไม่เกิดเรื่องหนักหนาสาหัสแบบนี้หรอก แต่ว่า เมื่อเป็นคุณอภิสิทธิ์ เป็นแบบนี้ก็เลยเป็นลักษณะพูดไม่ออกค่ะท่านประธาน ปล่อยมากขึ้น ก็คือว่าการปล่อยปละละเลยของคุณอภิสิทธิ์นั้นปล่อยอะไรให้สถานการณ์เลวร้ายลง ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรนั้นยื่นคําขาดให้แสดงแสนยานุภาพทางทหาร จะไปรบกับกัมพูชา ผิด ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มพันธมิตรทําอะไร กลุ่มพันธมิตรด่าผู้นํากัมพูชาเสีย ๆ หาย ๆ ท่านประธาน ประเทศเขารับโทรทัศน์ของเราได้ เขาเลยรู้ว่าใครพูดอะไรบ้าง ใครด่าอะไร เขาบ้าง อันนี้จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทําให้ความสําคัญระหว่างประเทศยังคงย่ําแย่และย่ําแย่ ไปเรื่อย ๆ ท่านประธานคะ ท่านผู้นํากัมพูชานั้นเขามีคําปราศรัย คําปราศรัยของเขาเป็นการ ตอกย้ําว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับกลุ่มคนเสื้อเหลืองไม่เหมือนกัน เขาพูดอย่างนั้น เรื่องนี้ ผมเข้าใจ แต่ผมอยากบอกว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อย่าเอาภาษาของคนเสื้อเหลืองมาพูด เพราะคําบางคําเหมือนคนเสื้อเหลืองพูด ท่านประธานลองคิดดูนะคะว่าเป็นอย่างนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะพูดออกไหม ดิฉันคิดว่าก็คงจะพูดไม่ออก แล้วก็คงไม่กล้าโทรศัพท์ ไปหาท่านสมเด็จฮุนเซน เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์มันยังเสียหายอยู่ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงอีก นะคะ ท่านขาดภาวะผู้นําอย่างร้ายแรงจริง ๆ ตอนที่มีการปะทะกันอยู่ที่ชายแดน ท่านยก บางตอนของเพลงชาติออกมาบอกว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด อันนี้มันทําให้ความรู้สึก ของคนจะต่อต้านกับทางประเทศกัมพูชา ความรู้สึกแบบนี้ต้องถามว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการสันติภาพหรือสงครามกันแน่ ท่านวิเคราะห์ออกไหมถึงทําแบบนี้ แล้ววุฒิภาวะแบบนี้ ต้องไปสร้างกันอีกหลายขุมเลยนะคะกว่าจะเป็นผู้นําประเทศที่ดีได้ ท่านเอาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติไปเสี่ยงกับการกระทําแบบนี้ของท่านไม่ได้ มาถึงตรงนี้ดิฉันอยากสรุปอย่างนี้ค่ะ ว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนปลุกกระแสคลั่งชาติด้วยความชํานาญการใช้วาทศิลป์ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นต้นเหตุเสียเองที่ทําให้เกิดความวุ่นวายระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่มีประสิทธิภาพในการแต่งตั้งบุคคลไปดํารง ตําแหน่งรัฐมนตรี เอานักเลงไปเป็นนักการทูต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นผู้นําที่ไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจที่จะปลดคุณกษิต ภิรมย์ ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถ้าปลด สถานการณ์ย่อมดีขึ้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นผู้นําที่ไม่แก้ปัญหา ปล่อยปละ ละเลยให้กลุ่มพันธมิตรยังคงด่าผู้นําประเทศกัมพูชาอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคน ไม่เข้าใจในเรื่องการต่างประเทศ ดําเนินยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาด ล้มเหลว ซ้ําแล้วซ้ําเล่า สร้างเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้มาตรการทางการทูตแรงเกินเหตุ นายกรัฐมนตรีขาดวุฒิภาวะ ขาดความเป็นผู้นํา วิเคราะห์ไม่ได้ระหว่างสันติภาพกับสงคราม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคนบริหารประเทศเสียจนพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษต้องอพยพ หนีภัยไปอยู่ในหลุมหลบภัย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคนทําให้การค้าขายชายแดน ไทย-กัมพูชาย่อยยับป่นปี้ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ท่านประธานคะ ที่ดิฉันสรุปเป็นระยะนั้น เพราะว่าต้องการชี้ให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นล้มเหลวต่อการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศจริง ๆ นอกจากล้มเหลวยังล่าช้าและไม่พร้อมเลยสําหรับการที่จะทํางาน ด้านการต่างประเทศหรือการทูต ท่านปล่อยให้สื่อต่างประเทศลงข่าวเกี่ยวกับประเทศ กัมพูชา เสนอข่าวไปในทิศทางที่บอกว่าไทยนั้นได้โจมตีประเทศกัมพูชาอย่างหนักและเกิด ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประเทศกัมพูชา เพราะท่านออกแถลงการณ์เรื่อง การยิงถล่มช้ากว่าประเทศกัมพูชามาก นี่คือความสามารถของท่านที่ด้อยเหลือเกิน และดู ทางประเทศกัมพูชามันจะเป็นเรื่องที่ว่าประเทศกัมพูชานั้นเขาเชี่ยวชาญกว่าท่านประธาน เชี่ยวชาญกว่าทางด้านการทูตเพราะอะไร เพราะพอเสียงปืนสงบลง ประเทศกัมพูชา ก็เดินเกมรุกไทยทันที รุกอย่างไร เขาทําหนังสือร้องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติเรียกร้องให้ประชุมฉุกเฉินและเรียกร้องให้จัดส่งกําลังรักษาสันติภาพเข้ามา ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านประธานคะ ถึงแม้ว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่เห็นด้วยกับ การที่ขอของประเทศกัมพูชาทั้ง ๒ เรื่องนี้ คือจัดประชุมฉุกเฉินกับส่งกําลังเข้ามา ถึงแม้ ไม่เห็นด้วย แต่เป็นที่สังเกตว่าเขาบรรจุวาระเรื่องความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาเข้าไปอยู่ใน ที่ประชุมของเขาเร็วมาก และที่สําคัญคือสมาชิกทั้งถาวรและไม่ถาวรไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้เลย มันแสดงให้เห็นว่าอะไรท่านประธานคะ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเรานั้นไม่มีเพื่อน ประเทศไทยเรานั้นไม่มีคนเห็นด้วย ประเทศไทยเรานั้นไม่มีใครช่วยคัดค้านในเวทีโลกเลย นี่มันยิ่งตอกย้ําให้เห็นถึงความตกต่ําทางการทูตของไทยอย่างสิ้นเชิง และที่คณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเชิญให้รัฐมนตรีต่างประเทศต่างประเทศอินโดนีเซียเข้าร่วม ประชุม มีความหมายว่าอะไร มันหมายความว่าเป็นการตอกย้ําอีกว่าให้อาเซียนนั้นเข้ามา ไกล่เกลี่ยระดับภูมิภาค ไม่ใช่ให้ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเจรจากันแบบทวิภาคี คือสองต่อสองอีกแล้ว สอดคล้องกับที่ท่านสมเด็จฮุนเซนท่านพูด กล่าวสุนทรพจน์ไว้เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านบอกว่าต่อไปนี้จะไม่มีการเจรจาทวิภาคีแล้ว การเจรจาต้องมีฝ่ายที่ ๓ เข้าร่วมด้วย ตอนนี้กลไกทวิภาคีไม่มีค่าแล้ว จําเป็นต้องใช้กลไกระหว่างประเทศ แต่ท่านนายกรัฐมนตรียังคงหลอกต้มประชาชนในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย บอกว่ารัฐบาล ยืนยันว่าจะเป็นแนวทางการแก้ไขจะย้อนไปที่การเจรจา ๒ ฝ่ายแบบทวิภาคี ท่านประธาน สถานการณ์มันพาไปจนเป็นพหุภาคีคือการเจรจาหลายฝ่ายไปแล้ว ท่านประธานคะ อันนี้ มันแสดงให้เห็นถึงความสับสนและอ่อนด้อยในเวทีของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก บางคนเขาบอกว่านายกรัฐมนตรีนับเลขไม่เป็นหรือเปล่า นั่นเขาแซว เพราะว่าอะไร เพราะว่าท่านยังพูดถึงทวิภาคีอยู่ มันเลยกลายเป็นตัวตลกทางการต่างประเทศ ทางการทูต ไปโดยปริยาย และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องบอกว่าทําลายประวัติศาสตร์ ทําลายสถิติ เสียแล้ว เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่อาเซียนนั้นได้ใช้การเจรจาแบบพหุภาคี ท่านประธานคะ ดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนถึงกับกล่าวว่าการที่ประธานอาเซียน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียเป็นประธานอาเซียนเข้าร่วมประชุม กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี (UNSC) นั้นถือเป็นวิวัฒนาการ ครั้งสําคัญของอาเซียน และเป็นการสร้างบทบาทใหม่สําหรับกลไกแก้ไขความขัดแย้งของ อาเซียน ดูสิคะ ท่านพูดแบบนี้ และเรื่องไทย-กัมพูชา ท่านประธานคะ มันอาจจะไปกันใหญ่ นับจากนี้ก็ได้ เพราะว่าอะไร ดิฉันได้ยินข่าวว่าทางประเทศกัมพูชาจะนําเรื่องนี้อาจจะไปสู่ ศาลโลกให้ตัดสินเรื่องดินแดนไปเสียเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ละค่ะที่ถือว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นอ่อนด้อยทางการทูต ทางประเทศกัมพูชาเขาทําแบบนี้ รัฐบาลของเราทําแบบนั้น มีน้ําหนักแค่ไหน เกมเขาเหนือกว่าเราเยอะท่านประธานค่ะ เพราะฉะนั้นการจะวางแผน อะไรนี่ไม่ใช่เพียงจะชนะคะคานอย่างเดียว มันต้องรับผิดชอบด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์ ของท่านนี่ต้องรับผิดชอบประเทศร่วมกัน ท่านทําให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียงในอาเซียนไปแล้ว

ท่านประธานคะ ดิฉันพูดมาถึงตรงนี้อยากจะบอกว่าทวีปเอเชียนั้นเป็นทวีป ที่เป็นที่จับต้องของชาวโลก ทั้งประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซียซึ่งมี ประชากรมาก เขามีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ณ ขณะนี้ ประเทศไทยเอง ก็เคยเป็นประเทศที่ล้ําหน้าคนอื่น ๆ อยู่เช่นเดียวกัน เคยสามารถนําเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่ในอาเซียน อยู่ในทวีปเอเชียได้ ถ้าประเทศไทยทําความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีกับ ประเทศทุกประเทศ และทําการต่างประเทศได้ดี ท่านประธาน ประเทศไทยเรายังสามารถขี่ กระแสความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจร่วมไปกับประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ได้ด้วย ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับนั้นมหาศาลจริง ๆ ท่านประธาน แต่ประเทศไทย ในยุคนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับกลายเป็นทําให้ประเทศไทยนั้นเป็นตัวปัญหา เป็นภาระของอาเซียน เป็นผู้นําสงครามกลับเข้ามาในภูมิภาค ประชาคมอาเซียนถามว่า เขาจะสําเร็จได้อย่างไรท่านประธาน มันต้องมาติดหล่มอยู่กับการกระทําของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ติดหล่มอยู่กับน้ํามือของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วอย่างนี้ดิฉัน จะไว้วางใจให้คุณอภิสิทธิ์นั้นบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้อย่างไร ท่านประธานคะ อภิปรายมาทั้งหมดนั้นเป็นแค่เพียงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องเดียวเอง ยังให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนที่ล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน มากมายขนาดไหน แต่มันยังมีเรื่องอื่นที่คุณอภิสิทธิ์นั้นทําความเสียหายมาสู่ประเทศไทย อีกมากมาย ท่านประธานคะ ตลอด ๒ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บริหารประเทศมานั้น ต้องพบว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้เคยเน้นความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ไม่เอาจริง กับเรื่องภาพพจน์ของประเทศไทย ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าท่านนั้นให้ความสําคัญกับ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่านไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ไม่กล้า ดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่จะทําให้เป็นการเร่งให้ประเทศไทยนั้นกลับมาเป็นหนึ่งในผู้นํา อาเซียนอีกครั้ง ในช่วง ๒ ปีที่คุณอภิสิทธิ์บริหารประเทศมา เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ซึ่งดิฉันอยากจะให้ห้องโสตได้นําเสนอภาพที่ ๑ ค่ะท่านประธาน เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ซึ่งเป็นที่ประชุมของผู้นําทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของโลก เป็นผู้จัด อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ห้องโสตขออนุญาต ขอแสดงภาพด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธานคะ ภาพบนจอนี้แสดง ให้เห็นถึงตารางเปรียบเทียบการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดิฉันนําเสนอมาเป็น ๓ ปีนะคะ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ ซึ่งปี ๒๕๕๒ กับปี ๒๕๕๓ เป็นปีที่คุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนจัดการบริหารประเทศอยู่ ท่านดูนะคะ จากข้างล่างแล้วกัน ประเทศอินโดนีเซีย ปี ๒๕๕๑ อันดับเป็นอย่างไร อันดับที่ ๕๕ ปี ๒๕๕๒ อันดับที่ ๕๔ ปี ๒๕๕๓ อันดับที่ ๔๔ อันดับดีขึ้น ต่อมาประเทศจีนอันดับที่ ๓๐ แล้วก็ไปอันดับที่ ๒๙ แล้วก็ไปอันดับที่ ๒๗ เป็นอย่างไรคะ ดีขึ้น ประเทศเวียดนาม ตอนแรก อันดับที่ ๖๙ ต่อมาแย่ลงไปหน่อยเป็นอันดับที่ ๗๕ แต่เขาตีกลับขึ้นมาเป็นอันดับที่ ๕๙ ดีขึ้น ประเทศกัมพูชาจากอันดับที่ ๑๐๗ แย่ไปนิดหนึ่งเป็นอันดับที่ ๑๑๐ แล้วกลับขึ้นมาเป็น อันดับที่ ๑๐๕ ดีขึ้น ท่านดูประเทศไทย ท่านประธาน ปี ๒๕๕๑ อยู่อันดับที่ ๓๔ ปี ๒๕๕๒ อันดับที่ ๓๖ ปี ๒๕๕๓ อันดับที่ ๓๘ ท่านประธานคะ หมายความว่าอะไร ลดลง ๆ ก็หมายความว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นบริหารประเทศเจริญลง เจริญลงทั้ง ๒ ปี ประเทศไทยไม่ถูกจัดอันดับอยู่ในประเทศที่น่าลงทุน ดิฉันขออนุญาตแสดงเอกสารประกอบ ต่อไป เป็นชาร์ทต่อไปนะคะ เชิญภาพต่อไปค่ะ ดิฉันไม่อยากเห็นข่าวแบบนี้ค่ะท่านประธาน หอการค้า ๓๐ ชาติขยาดประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นเขี่ยประเทศไทยพ้นแผนลงทุน ตกใจ ประเทศไทยตกขบวนประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเตรียมลงทุน ๙ ประเทศเอเชีย ไม่มีประเทศไทย ท่านประธาน เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ การประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเติบโต ทางเศรษฐกิจ ทางประเทศญี่ปุ่นให้ความสําคัญในเรื่องของการเติบโตเกี่ยวกับกลุ่มประเทศ เอเชีย เพราะเขาบอกว่าเขาเตรียมพร้อมที่จะมาลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในเอเชียถึง ๙ ประเทศ มีประเทศอินโดนีเซีย มีประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น แต่ไม่มีประเทศไทย ท่านประธานถึงแม้ว่าเม็ดเงินการลงทุนมันจะน้อยมันจะมาก แต่ดิฉันไม่อยากได้ยินข่าวแบบเมื่อกี้นะคะ และนี่เป็นการส่งสัญญาณหรือเปล่า ส่งสัญญาณ จากประเทศญี่ปุ่นหรือเปล่า ที่บอกว่าไปลงทุนประเทศอื่นดีกว่า ท่านประธานจําได้ไหมว่า เมื่อต้นปี ๒๕๕๒ ประมาณสักเดือนมีนาคม มีเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการ สั่นสะเทือน ภาพพจน์ของประเทศไทยมาก นั่นคือเรื่องมาบตาพุดค่ะท่านประธาน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น แก้ปัญหาแบบต้องเรียกว่า รถไฟหวานเย็น ของเมืองไทย ทั้ง ๆ ที่โลกนี้มันเป็นโลกโลกาภิวัตน์ โลกต้องแข่งขันกัน ใครช้าอด เงินทุนเคลื่อนย้ายกันอย่างรวดเร็วมาก นักลงทุนต้องตัดสินใจ อย่างฉับไว แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่รีบเร่งดําเนินการใด ๆ เลย ยังคง ปล่อยให้มีปัญหาต่อภาพพจน์อยู่ ท่านประธานคะเรื่องมาบตาพุดเป็นเรื่องที่สะเทือนวงการ มาก ตั้งแต่ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเดือนเมษายน ๒๕๕๒ พอเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนก็ฟ้องศาลให้ระงับโครงการอีก ๗๖ โครงการเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนเดือนกันยายน ศาลปกครองสั่งระงับโครงการไปเลย ทีนี้ถามว่าเรื่องนี้มันจะเป็นอย่างไร ท่านประธานคะเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้คิดที่จะดําเนินการอะไรอย่างรวดเร็วเลย ท่านแก้ปัญหาแบบที่บอกว่า หวานเย็น ท่านประธานคะเรื่องนี้มันใหญ่โตมาก มันเสียหาย เป็นหลายแสนล้านบาทมาก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติรู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ท่านไม่ได้ดําเนินการใด ๆ ด้วยตัวท่านเอง ท่านไม่นั่งหัวโต๊ะ ท่านไม่เรียกหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งท่านสามารถเรียกมาพูดจาพูดคุยแล้วให้ ปัญหานั้นหมดไปได้ท่านไม่ทํา ท่านปล่อยเวลาผ่านไปอีก ท่านไม่ระดมสรรพกําลังทั้งหลาย เลย ท่านเลือกที่จะตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ท่านเลือกที่จะให้ท่านอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน แล้วปล่อยให้ท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งท่านไม่รู้เรื่องมากมายตั้งแต่ต้นมา ทํางาน ท่านประธานคะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเสียหายมาก เพราะว่าทางหน่วยงานของ ท่านอานันท์ ปันยารชุน ท่านใช้เวลา กว่าจะมารายงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นรอรับ รายงานอยู่ตลอดเวลา ถ้ารายงานยังไม่มา ปัญหาก็ยังไม่ใช่ของรัฐบาล แบบนี้มันเป็นแนวคิด ที่ผิดอย่างหนัก เรื่องรุนแรงใหญ่โตขนาดนี้รัฐบาลต้องลงไปรับผิดชอบเองอย่างเต็มที่ จะปล่อยให้เสียหายแบบนี้ไม่ได้ ดิฉันเลยคิดว่ามันเป็นศิลปะการทํางานของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ด้วย ที่เมื่อมีปัญหาก็ต้องคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบ แล้วตัวเองก็ทําตัวลอย จากปัญหานั้น ท่านประธานการทําแบบนี้จึงถือว่าเป็นการซื้อเวลา แต่การซื้อครั้งนี้ถือว่า ซื้อแพงมาก ซื้อด้วยเงินหลายแสนล้านบาทจริง ๆ เพราะฉะนั้นท่านซื้อเวลาโดยเอา ผลประโยชน์ของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปแลกกับ ความไม่มั่นใจของท่านไม่ได้ ท่านประธานคะ ท่านสวมหมวก ๒ ใบ ท่านมีเสียงในสภาก็มาก เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ท่านสามารถทําเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดได้อยู่แล้ว ออกกฎหมายมาเพื่อให้แก้ปัญหาทุกอย่างท่านทําได้อยู่แล้ว แต่ท่านไม่ทํา ๑ ปีผ่านไป ขณะนี้เป็นอย่างไรคะท่านประธานยังไม่เกิดเรื่องอะไรเท่าไรเลย ยังต้องนั่งรอ กฎหมายอยู่ ท่านประธานคะดิฉันไล่เรียงเรื่องต่าง ๆ ให้เห็นวันเวลานั้น เพราะต้องการให้ เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนไม่มีวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจค่ะ มองไปข้างหน้าไม่ได้ ว่าอะไร หรือสิ่งที่มันทําให้ล่าช้านั้นมันทําให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไร ท่านควรจะมา ดําเนินการเองแต่ไม่ทํา ท่านควรจะสร้างความสมดุลระหว่างชุมชนที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กับการลงทุนแต่ท่านก็ไม่ทํา ท่านประธานคะ ในช่วงระหว่างที่เกิดปัญหา ชาวญี่ปุ่น นักลงทุนต่างชาติ เขาได้นําเสนอ ได้แสดงออกถึงความคิดของเขามากมาย ขอเชิญภาพต่อไปค่ะประธาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่นบอกว่าผลกระทบ อันนี้บอกว่าในสายตานักลงทุน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยคงไม่โดดเด่นอีกต่อไป แทนที่จะห่วงอนาคต ควรดูว่าแต่ละวัน กิจการที่หยุดไปนั้นสูญเสียอะไรไปบ้าง นี่คือสิ่งที่เขาพูด

ภาพต่อไปเป็นอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น ท่านบอกว่าเราตอกย้ําอยู่เสมอว่า มาบตาพุดต้องรีบทํา ยิ่งทําเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะนักลงทุนต้องการความชัดเจน ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นการทําลายบรรยากาศการลงทุน เรายังพบด้วยว่าทุกคนรับฟังแต่ที่สุดแล้ว กระบวนการยังคงล่าช้าเหมือนเดิม

อันต่อไป ท่านทูตอีกนะคะว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ได้จํากัดวงเฉพาะ นักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนไทย แต่ขยายกว้างไปยังกลุ่มนักลงทุนประเทศอื่น ๆ ด้วยที่มองอยู่

อันต่อไป ท่านทิ้งท้ายไว้เลยว่าที่สุดแล้วเกรงว่าประเทศไทยอาจมีโอกาสที่จะ สูญเสียความเป็นผู้นําในภูมิภาคไป และหากเป็นเช่นนั้นญี่ปุ่นคงผิดหวังมาก เพราะประเทศ ญี่ปุ่นต้องการเป็นประเทศคงบทบาทความเป็นประเทศผู้นําในภูมิภาคและจะต้องเป็นผู้นํา ที่เข้มแข็งเช่นในอดีตที่ผ่านมา ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประเภทผู้นําที่เก่ง แต่ปากสักแต่พูด ทําแบบนี้ไม่ได้ ผู้นําที่ดีต้องทําให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า เพราะพูดมา ขนาดนี้แล้ว ยังคงทําประเทศไทยเสียหายแบบนี้ไม่ถูกต้อง นักลงทุนประเทศอื่น ชาติอื่น ที่เขาอยากจะมาประเทศไทยเขาก็เลยไปลงทุนประเทศอื่นหมด ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นกรณีมาบตาพุดจึงสามารถเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น ล้มเหลวล่าช้า ไร้วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถแก้ปัญหาภาพพจน์และการลงทุนของ ประเทศ ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว สูญเสียโอกาสและขีดความสามารถ ในการแข่งขันในตลาดโลก ท่านประธาน ไม่ว่าจะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือว่า เรื่องของมาบตาพุดเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นทําเสียหายกับประเทศไทยมาก เพราะท่านล่าช้า แต่ท่านไม่ได้ล่าช้าแค่เพียง ๒ เรื่องนี้ เราคงจํากันได้ว่าท่านบริหารงานล่าช้า ขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําท่วมก็ท่วมกันไปมากมายครึ่งค่อนประเทศ ก็ช่วยช้ากว่าพิธีกร ช่อง ๓ ปล่อยให้พิธีกรช่อง ๓ ไม่ได้เป็นพิธีกรอย่างเดียว เป็นพระเอกไปเลยท่านประธาน แล้วเป็นอย่างไรคะเมื่อเช้านี้ดูรายการทีวี ปรากกว่าการช่วยสึนามิของประเทศญี่ปุ่น ช่อง ๓ ตอนนี้รับริจาคได้ภายในสัปดาห์เดียว ๕๕ ล้านบาทไปแล้ว รัฐบาลไทยยังคงเงียบอยู่เลย

ท่านประธาน เรื่องน้ํามันปาล์มเป็นอย่างไรคะ เรื่องน้ํามันปาล์มรู้เรื่องตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ปล่อยให้คนเดือดร้อน แย่งชิง ชกต่อยกันนานเหลือเกิน เรื่องลิเบียเป็นอย่างไรคะ ท่านประธานภายใน ๑ สัปดาห์ ประเทศจีนเขาสามารถช่วยคนงาน ของเขา ๓๖,๐๐๐ คน ได้ทันที ประเทศบังคลาเทศเอาเครื่องบิน ๗๔๗ ไปรับ แต่ถามว่า ประเทศไทยเป็นอย่างไร ภายใน ๑ สัปดาห์ค่อยเริ่มต้นที่จะช่วยเหลือ เรื่องยาเสพติด เป็นอย่างไร ๒ ปีไม่เคยทําอะไรเท่าไรเลย เงียบเหงาเลย พอตอนนี้มาเร่งทําใหญ่เลย แล้วอย่างนี้ดิฉันจะปล่อยให้คุณอภิสิทธิ์บริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้อย่างไรท่านประธาน ท่านประธาน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องเดียวมันเยอะแยะ มาบตาพุดมาอีก

ต่อไปค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องที่ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจให้คุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป และไม่ไว้เนื้อเชื่อใจคุณอภิสิทธิ์ เพราะว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นปกปิด คุณอภิสิทธิ์ถือ ๒ สัญชาติ เรื่องที่ดิฉันจะพูดต่อไปคือเรื่องถือ ๒ สัญชาติ ท่านประธานคะ ถามว่าถือ ๒ สัญชาตินั้นผิดไหม คงไม่ผิด มันมีมากมาย หลายคนเขาก็ถือ ๒ สัญชาติกันอยู่ เช่น พ่อ แม่ เป็นคนไทย ไปเกิดในประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าเขาก็มี ๒ สัญชาติ คือสัญชาติไทย กับสัญชาติมาเลเซีย แต่ดิฉันจะไม่มานั่งพูดถึง ๒ สัญชาติของคนทั่วไป ดิฉันจะพูด ๒ สัญชาติ ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นยอมรับ กลางสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ว่าท่านนั้นยังไม่ได้สละ สัญชาติอังกฤษ แสดงว่าดิฉันต้องเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นมี ๒ สัญชาติ คือสัญชาติ ไทยและสัญชาติอังกฤษถูกไหมคะ แต่คําถามที่สังคมเขาถามอยู่คือว่า การมี ๒ สัญชาติ ของคนที่เป็นผู้นําประเทศนั้นถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ นี่คือคําถามที่ ๑ คําถามที่ ๒ ถ้าหากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยถือ ๒ สัญชาติ จะเสียหายอะไร ท่านประธานคะ คนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้นําประเทศ เป็นผู้บริหารสูงสุด เป็นผู้มีอํานาจสูงสุด เป็นผู้กําหนดนโยบาย เป็นผู้ชี้ทิศทางของประเทศได้ นายกรัฐมนตรีต้องมี ความรับผิดชอบด้วย ท่านต้องรับผิดชอบประเทศไทย ท่านจะรับผิดชอบหรือรักษา ผลประโยชน์ของประเทศอื่นมากกว่าประเทศไทยไม่ได้ นี่คือหลักการที่ควรจะบริหารราชการ แผ่นดิน และประชาชนเขามอบความไว้วางใจให้ ก็เพราะเขาให้ทําแบบนี้อยู่ ให้บริหาร ประเทศ แต่ทีนี้ปัญหามันคืออะไรท่านประธาน ปัญหาคือว่า ๒ สัญชาติของนายกรัฐมนตรีนั้น ถ้าท่านไปเจรจาความเมืองกับประเทศอื่น หรือไปลงนามทางการค้ากับประเทศอื่น คําถาม คือว่านายกรัฐมนตรีจะคํานึงประโยชน์ของประเทศไหน แน่นอนดิฉันรู้อยู่แล้วว่าคําตอบ ท่านจะต้องตอบว่าก็คํานึงถึงประโยชน์ของประเทศที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ แต่ว่าถามว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านายกรัฐมนตรีจะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและ ประเทศชาติได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะไม่มีใจโอนเอนไปคํานึงถึงอีก ประเทศหนึ่งที่ท่านเคยได้รับประโยชน์อยู่ ประเทศไทยนั้นต้องตกลงทําสัญญาทางการค้ากับ ประเทศอังกฤษ ถ้าสมมุติขึ้นมา ถามว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะเห็นแก่ประเทศอังกฤษ หรือเห็นแก่ประเทศไทย ท่านจะมีใจเอนเอียงไปสู่บรรยากาศเก่า ๆ ตอนที่ท่านเรียนหนังสือ อยู่ไหม หรือว่าตอนนี้ที่ท่านมีประโยชน์อยู่ หรือท่านมีแผนจะย้ายครอบครัวไปอยู่ประเทศ อังกฤษในเร็ว ๆ นี้ ถามว่ามันมารบกวนในการที่ท่านจะเป็นตัวแทนของประเทศไทย ในการ ที่จะลงนามไปตกลงอะไรไหม ย่อมมีท่านประธาน สมมุติว่าร้ายกว่านั้นเป็นกรณีพิพาท ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษเลย ถามว่าท่านจะรักษาผลประโยชน์ของใคร นี่ละค่ะ คือปัญหาที่บอกว่าผู้นําประเทศต้องรับผิดชอบต่อประเทศ ต้องรักษาผลประโยชน์ ของประเทศ ไม่ใช่อาจจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อาจจะไม่ได้ เสียหายมาก เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมาพูดกันที่คําว่า เหมาะสม ท่านประธาน คนมี ๒ สัญชาติ ไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้นําประเทศ ท่านประธานคะปัญหาของคน ๒ สัญชาติ มันถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างกันก็หลายครั้งในวงสังคมปัจจุบัน คน ๒ สัญชาติ เช่น ประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ท่านประธาน สมมุติว่าคนกลุ่มนี้บางคนทําผิดกฎหมาย ในเมืองไทย เขาหนีไปอยู่ประเทศมาเลเซีย เขาก็ให้รับความคุ้มครองจากประเทศมาเลเซีย ประเทศไทยเอาเรื่องเขาไม่ได้ จับกุมเขาไม่ได้ การทําผิด นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดเท่า ๆ กับ คนไทยทุกคน ท่านประธาน จะมามีสิทธิพิเศษอยู่เหนือกฎหมาย เหนือคนอื่นไม่ได้ ท่านประธาน จะมาทําผิดในเมืองไทยแล้วหนีไปอยู่ประเทศอื่นไม่ได้ ถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง ตัวอย่างที่เห็นในสังคมตอนนี้เป็นข่าวตอนนี้ ท่านประธานนึกถึง ท่านประธานาธิบดีประเทศเปรูท่านมี ๒ สัญชาติ คือสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น นายอัลเบอร์โต ฟูจิมูริ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีนั้นได้ทําผิดกฎหมายอยู่ในประเทศเปรู เสร็จแล้ว จะถูกจับก็หนีไปประเทศญี่ปุ่น แล้วเป็นอย่างไร ได้รับความคุ้มครองจากประเทศญี่ปุ่น ก็จับกุมคุมขังเขาไม่ได้ และถามว่ามันเหมือนกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตอนนี้ไหม เหมือนการหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ ถ้านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทํานะคะ ทําผิดกฎหมาย แล้วหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ ถามว่านี่คือเหตุผลหรือเปล่าที่ท่านจึงไม่ยอมสละสัญชาติ อังกฤษ ท่านหวังผลอะไร ท่านหวังว่าท่านจะหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษตลอดเวลาเลย แล้วใครก็ทําอะไรท่านไม่ได้ เหตุผลแบบนี้หรือเปล่าที่ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน ในรัฐบาล เหตุผลอย่างนี้หรือเปล่าที่ท่านไม่สะทกสะท้านต่อการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่า ประชาชนจนตายไป ๙๑ ศพ เพราะว่าท่านสามารถหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ หรือเครือจักรภพได้ แต่สงสารพวกเจ้าหน้าที่ที่ท่านสั่งการ เขาไม่มี ๒ สัญชาติ เขาไม่ได้ถือ ๒ สัญชาติเหมือนท่าน เขาหนีไปไหนไม่ได้ แบบนี้ถึงเรียกว่าไม่เหมาะสม ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่ควรมี ๒ สัญชาติ ไม่ควรหลอกต้มประชาชนคนไทยมานานขนาดนี้ ควรจะซื่อสัตย์จริงใจต่อการบริหารราชการแผ่นดินและมีคุณธรรม จริยธรรมมากกว่านี้ ท่านจงใจปกปิดความจริง บิดเบือนมาก ท่านประธานดูชาร์ท ของดิฉัน ถามว่าจงใจปกปิด อย่างไร ในปี ๒๕๔๖ ท่านกรอกแบบฟอร์ม กรอกแบบฟอร์มที่จะเป็นกรรมการบริหารของ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน กรอกว่าอะไร กรอกว่าท่านเกิดประเทศอังกฤษ ลายเซ็น ของท่านเลย ปี ๒๕๔๖ ถามว่าตอนนั้นอายุเท่าไร อายุ ๓๙ ปีแล้วท่านประธาน ไม่ใช่เด็ก ๆ ต่อมาภาพที่ ๒ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคในปี ๒๕๕๑ จะต้องกรอก แบบฟอร์มใหม่ส่ง กกต. ใหม่ ท่านบอกว่าอะไร บอกว่าท่านเกิดกรุงเทพมหานคร อะไรกัน ท่านประธาน สมองเลอะเลือนอะไรจะปานนั้น ท่านจงใจปกปิดสัญชาติของท่านมานานแล้ว หลอกต้มประชาชนมานานแล้ว และยังบ่ายเบี่ยงคําตอบอีก ท่านประธานคะ บ่ายเบี่ยง อย่างไร คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียนเชิญให้ท่านมาชี้แจง กรณี ๒ สัญชาติ ท่านไม่ได้มาตอบด้วยตนเอง แต่ท่านตอบเป็นหนังสือ ตอบว่าอย่างไรรู้ไหม คะ ในการตอบหนังสือท่านท่านตอบว่าท่านถือสัญชาติไทย เขาถาม ความหมายเขาถามว่า ท่านถือสัญชาติอังกฤษหรือเปล่า ตอบว่าถือสัญชาติไทย บ่ายเบี่ยงไหมท่านประธาน พอมีคน จับได้ว่าถือสัญชาติอังกฤษ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ย้อนคนอื่นบอกว่าผมสัญชาติไทยครับ ผมไม่มีสัญชาติมอนเตเนโกร ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีพูดอย่างนี้ได้อย่างไร นอกจากนั้น แล้วยังถูกจับได้กลางสภาอีก ยังมาพูดเรื่องนี้อีกบอกว่าพ่อแม่เป็นคนแจ้งเกิด แจ้งเกิดเอง ไม่ได้ อยากถามท่านว่าเป็นคนแจ้งเกิดตัวเองหรือไม่ ท่านประธานคะ มันสง่างามนักหรือคะ นายกรัฐมนตรีของไทยที่พูดแบบนี้ มากไปกว่านั้น พูดอีกว่าถ้าจะให้ผมสละสัญชาติอังกฤษ ผมก็สละได้ แต่คนของท่านที่ถือพาสปอร์ต (Passport) หลายประเทศก็ต้องสละด้วยจะยอม หรือไม่ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีพูดแบบนี้ได้อย่างไร หมายความว่าอะไร และหมายถึงใคร แน่นอนดิฉันก็เข้าใจ ท่านก็คงหมายความว่าผมจะสละก็ได้ แต่คนอื่นต้องสละด้วยนะ จะยอมไหม นี่หมายความอย่างนี้หรือ แล้วอะไร ท่านหมายถึงใคร หมายถึงนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ใช่ไหม ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณต้องสละสัญชาติตัวเองด้วย ท่านประธาน คุณทักษิณจะมีสัญชาติอะไรก็ตาม ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ตอนที่เขาเป็น นายกรัฐมนตรีเขาถือสัญชาติเดียว ชัดเจน ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีต้องสง่างามกว่านี้ ต้องมีสํานึกรับผิดชอบค่ะท่านประธาน ไม่ใช่เที่ยวพูดบ่ายเบี่ยง ยอกย้อน ตอกกลับใคร ๆ เขาไป มีความสามารถในการปาฐกถาไปวัน ๆ แบบนั้น

ท่านประธานคะ การบริหาราชการแผ่นดินสําคัญมาก ท่านต้องมีวิสัยทัศน์ ท่านต้องนําพาประเทศให้ก้าวหน้าไม่ใช่ว่าท่านพูดเก่งอย่างเดียวและพูดก็ขอให้พูดอยู่กับร่อง กับรอยด้วย ดังนั้นพูดมาถึงตรงนี้ดิฉันขอสรุปนะคะท่านประธาน ขอสรุปว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นําที่ไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้ มีเพียงความสามารถในการใช้วาทศิลป์เท่านั้น แต่ไม่มีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ไร้วิสัยทัศน์ บริหารประเทศล้มเหลว ผิดพลาดล่าช้า