อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงประเด็นหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ นโยบายการต่างประเทศ การดึงดูดการลงทุน และกรณีสัญชาติ โดยอภิปรายเรื่องปัญหาการที่ปราสาทพระวิหาร ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา และยืนยันว่าเขายืนหยัดในฐานะสัญชาติไทย ไม่เคยปกปิดสัญชาติ และไม่เคยสละสัญชาติไทย แม้จะมีสัญชาติอังกฤษก็ตาม
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สําหรับประเด็นที่ท่านสมาชิกเพิ่งอภิปรายไปนั้น ผมสรุปมาเป็นประเด็นหลัก ๆ คงจะเป็น ๓ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คงเป็นเรื่องของนโยบาย การต่างประเทศ แต่ว่าเจาะจงไปค่อนข้างมากที่เรื่องของประเทศกัมพูชา ถัดมาก็เลยวกมา ในเรื่องของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน แล้วก็พูดถึงกรณีของมาบตาพุด ส่วนประเด็นสุดท้ายก็มาพูดถึงเรื่องกรณีของสัญชาตินะครับ
ท่านประธานที่เคารพ เรื่องของไทย-กัมพูชา ความจริงในวันที่ได้มีการ ยื่นญัตติอภิปรายกันในเรื่องของปัญหาการที่มีการปะทะกันเกิดขึ้น กระผมได้มี การชี้แจงค่อนข้างชัดครับว่าสาเหตุที่มาของปัญหาเป็นอย่างไร ท่านพยายามจะบอกว่า เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ในวันที่ผมเป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมไปปลุกกระแส คลั่งชาติแล้วก็ทําให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ท่าน น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลในยุคนั้นไปยอมรับให้ทางประเทศกัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ความตึงเครียดและปัญหาในพื้นที่ ลุกลามมาจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทําไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะประเทศไทยมีบทเรียนมาจากวันที่เราแพ้คดีในศาลโลกว่าถ้าหากว่าเราไม่มีการสงวน สิทธิ รักษาสิทธิ หรือแสดงการดําเนินการตอบโต้อะไรใด ๆ ต่อการกระทําของ ฝ่ายอื่นที่มาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในพื้นที่หรือในดินแดนแล้ว เราอาจจะเจอกับ ปัญหากฎหมายปิดปากเหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นในตอนที่คดีปราสาทพระวิหารขึ้นศาลโลก ตรงนั้นละครับคือที่มาของปัญหาว่าหลังจากที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยเขายืนยันตลอดว่า ถ้าจะขึ้นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต้องเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมเป็นอย่างน้อย เพราะไม่ต้องการให้มีการนําเอากรณีของการบริหารพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร หรือรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลกมาอ้างต่อไปในวันข้างหน้าว่าทางฝ่าย ประเทศกัมพูชาไปขึ้นทะเบียนแล้ว เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แล้ว แปลว่าในที่สุดถ้ามีการ โต้แย้งกัน วันหนึ่งเหมือนกับไทยได้ยอมรับไปแล้ว นี่คือประเด็นครับ เมื่อประเด็นเป็นอย่างนี้ ผมยืนยันคําอภิปรายของผมทุกถ้อยทุกคําเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ว่าท่านทําไม่ถูก แล้วผมก็ยังยืนยันว่าเราจําเป็นจะต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนไทย ความตึงเครียดเกิดขึ้น หลังจากนั้น ก็เป็นในยุคที่รัฐบาลของท่านกระทําในสิ่งที่ถูกต้องครับ ก็คือทางฝ่ายกองทัพ โดยทหารได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวด้วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นนั้นไม่ใช่พื้นที่ของ ประเทศกัมพูชา แต่ว่าท่านจะเห็นว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชาที่ต้องเผชิญกับปมนี้จะมีตลอดเวลา เพราะประเทศกัมพูชาถูกแรงกดดัน อยู่ตลอดว่าจะต้องมีการนําเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร รัฐบาล ชุดปัจจุบันที่ท่านบอกอ่อนด้อย สามารถไปหยุดยั้งประเทศกัมพูชาในที่ประชุมมรดกโลก มาแล้วถึง ๒ ปี ไม่ให้เขาสามารถที่จะอนุมัติแผนได้ โดยเรายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเราเห็นว่า เป็นของเรา ถ้าประเทศกัมพูชาเห็นว่าเป็นของเขามันก็เข้าสู่กระบวนการตามเอ็มโอยู มีคณะกรรมการเจบีซีเป็นกลไกอยู่ นี่คือข้อเท็จจริงครับ ส่วนความสัมพันธ์ในช่วงที่ไม่ปกติกับ ประเทศกัมพูชาที่สืบเนื่องมาจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลประเทศ กัมพูชานี่ครับ ท่านก็คิดดูก็แล้วกันว่าใครเป็นคนก่อปัญหานี้ละครับ และไม่ได้เป็นเฉย ๆ ครับ เมื่อเป็นแล้วนี่ปล่อยให้ผู้นําของประเทศกัมพูชาให้สัมภาษณ์หรือออกแถลงในลักษณะ ซึ่งกระทบกระเทือนกับสถาบันหลักของประเทศไทย ก็คือสถาบันตุลาการครับ แล้วก็ทําให้ เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนว่าคนซึ่งเคยลงนามในเอ็มโอยูที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพื้นที่ที่จะมีการ เจรจากันทางทะเล กลับกลายเป็นคนที่เคยมาเซ็นสัญญาฝ่ายไทยไปเป็นที่ปรึกษาของ ฝ่ายกัมพูชา แต่ผมแก้ปัญหานี้ครับ ในที่สุดเราก็ผ่านพ้นช่วงนั้นมา แล้วก็ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาก็เดินต่อ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็พูดครับ ว่าความขัดแย้งที่ดํารงอยู่ในเรื่องปราสาทเขาพระวิหารก็เป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ ผมไม่ได้ เปลี่ยนสนามค้าเป็นสนามรบหรอกครับ การค้าชายแดนก็ยังเติบโตอยู่ครับ ปีที่แล้วก็เติบโต ค่อนข้างดี แต่ในพื้นที่นั้นที่ท่านพยายามจะมาอภิปรายในมุมนี้ วันก่อน ปีก่อนท่านไม่ได้ อภิปรายในมุมนี้นะครับ ท่านกลับบอกว่าเราละเลยเพิกเฉยหรือเปล่าในการที่ไม่ประท้วงกับ การก่อสร้างถนนซึ่งวันก่อนเพื่อนสมาชิกก็มาแสดงภาพว่า ก่อสร้างเสร็จ ๖ วันหรือ ๗ วัน หลังจากที่ผมรับตําแหน่งครับ แล้วเราก็ได้มีการประท้วงต่อไป แล้วก็เมื่อมีความพยายาม ที่จะมาก่อสร้างอะไรเพิ่มเติม เราก็มีความจําเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแลพื้นที่ก็นํามาสู่การปะทะ กันซึ่งเราก็พยายามหลีกเลี่ยงครับ ท่านบอกผมอ้างถ้อยคําในเพลงชาติ ท่านก็ยังตกเลยครับ ผมเริ่มต้นจากคําว่า รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เพื่อที่จะบอกให้กับชาวไทย และชาวโลกรู้ครับว่า เราไม่ใช่ฝ่ายที่ประสงค์จะมีความรุนแรงแต่เราไม่ยอมให้ใครรุกราน ท่านไม่เห็นด้วยกับวรรคไหนก็บอกมาเลย ท่านประธานครับ เมื่อเกิดเหตุอย่างนั้นแล้ว ท่านบอกว่าเราอ่อนด้อยหรืออย่างไรถึงปล่อยให้เขานี่เอาเรื่องไปฟ้องในเวทีพหุภาคีก่อน กระผมก็กราบเรียนว่าผมว่ารัฐบาลของท่านกับรัฐบาลของผมซึ่งอาจจะมีความเห็นแตกต่าง กันหลายเรื่อง แต่เฉพาะเรื่องนี้น่าจะเห็นตรงกันนะครับว่า เราเองมีความต้องการที่จะให้ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขกันในระดับทวิภาคีหรือ ๒ ฝ่าย ท่านบอกผมช้า ปล่อยประเทศกัมพูชาไป ร้องสหประชาชาติก่อน แปลว่าท่านเสนอว่าให้ผมไปฟ้องสหประชาชาติหรือครับ ในเมื่อ จุดยืนเราคือต้องการที่จะเจรจากันแบบ ๒ ฝายหรือทวิภาคี แล้วท่านก็บอกอ่อนด้อยมากจน เขารับเรื่อง แต่ทําไมไม่พูดละครับ พอพิจารณาเสร็จแล้วนี่เขาไม่ได้เห็นตามประเทศกัมพูชา ท่านก็บอกเอง ที่ประเทศกัมพูชาขอไป ๒ ข้อเขาไม่ให้ครับ แล้วมันเป็นความล้มเหลว อย่างไรในส่วนของฝ่ายไทย ส่วนกรณีของอาเซียนนั้นท่านต้องเข้าใจครับ เรามีกฎบัตรใหม่ มันมีเรื่องกลไกการที่จะดูแลการพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก อาเซียนก็ย่อมมีบทบาท มากขึ้น แต่จนถึงขณะนี้การสนับสนุนของอาเซียนโดยประธานอาเซียนคือประเทศ อินโดนีเซียก็ยืนยันว่า การดําเนินการต่อไปนั้นที่เขาสนับสนุนนั้นเป็นการเจรจาทวิภาคีครับ ภาษาอังกฤษเขาใช้ไบแลทเทอรอล (Bilateral) ก็คือทวิภาคีนั่นเอง ส่วนทางประเทศ อินโดนีเซียหรือประธานอาเซียนจะเป็นผู้ประสานงาน อํานวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ที่จะให้มีการประชุมกันได้ ๒ ฝ่าย หรือจะสังเกตการณ์หรือไม่อย่างไร นั่นอีกเรื่องหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะมากล่าวหาละครับว่าผมไป ปลุกกระแสคลั่งชาติแล้วก็เกิดปัญหาลุกลามมา ปัญหามันเกิดขึ้นนับตั้งแต่เรื่องการขึ้น ทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวของประเทศกัมพูชาที่ไปผิดพลาดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ และขณะนี้ ผมก็พยายามเดินหน้าเต็มที่คลายปมตรงนี้เพื่อขอให้ยูเนสโกนั้นพักเรื่องนี้ไว้เพื่อ ๒ ประเทศ จะได้มีเวลาแก้ไขปัญหาระหว่างกันและกันได้โดยสันติ ส่วนกรณีของบุคคล ๗ คนที่เดินทางไป ผมก็กราบเรียนครับว่าเคยชี้แจงไปหลายครั้ง ผมไม่เคยปฏิเสธ ผมบอกท่าน ส.ส. พนิช ผมเห็นว่าเมื่อท่านอาสาว่าท่านจะไปประสานงานกับกลุ่มที่เขาคลางแคลงใจเรื่องปัญหา ชายแดนไปพูดคุยกันได้ เขาบอกว่ามีปัญหาของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนไปลงพื้นที่ได้ แต่ว่าเมื่อเข้าไปแล้วเกิดปัญหาขึ้นแล้วถูกจับกุมไปเราก็พยายามดําเนินการครับ ผมพักผ่อน กับครอบครัวช่วงปีใหม่ก็จริงครับ แต่ไม่ได้แปลว่าผมหยุดทํางานนะครับ ผมโทรศัพท์ตลอด ติดตาม เพราะว่าในช่วงปีใหม่คือช่วงที่เราส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปครับ เพราะเราได้วิดีโอมาว่า บุคคลทั้ง ๗ นั้นถูกจับกุมที่ไหนเพื่อไปกดเช็คพิกัดเอามาพล็อท (Plot) ลงเป็นแผนที่ เราจะ ได้มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ออกมาได้ ๕ คนขณะนี้ก็เพราะ ๕ คนนั้นมีเพียง ๒ ข้อหา แต่อีก ๒ คนที่เหลืออยู่ก็พยายามช่วยอยู่ครับ แต่มันมีอีกข้อหาหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา เรื่องจารกรรม เนื่องจากว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของกล้องที่เขาเรียกว่า สปาย แคม (Spy Cam) แล้วก็มีการถ่ายภาพ แล้วมีการสารภาพแล้วไปอยู่ในสํานวนก็ทําให้โทษหนักกว่า แต่ตอนนี้ก็มีการประสานงาน พยายามทําอยู่ครับ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้บุคคลทั้งสองนั้น ได้รับการดูแลในเรื่องของสุขภาพก็ดําเนินการอย่างเต็มที่ พยายามจะบอกว่าในส่วนของ พันธมิตรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมไม่ปฏิเสธว่าผู้นําประเทศกัมพูชา รัฐบาลประเทศกัมพูชา คนประเทศกัมพูชาก็คงจะมีโอกาสได้ดูเอเอสทีวี (ASTV) แล้วถามว่าเขาโกธรไหม ผมก็เชื่อว่า เขาโกธรครับ แต่ผมถามท่านว่าผมมีอํานาจอะไรครับที่จะไปห้ามคนพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมไม่ มีหรอกครับ แต่ว่าถ้าประเทศกัมพูชาดูอยู่ก็คงเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าไปคิดระแวงสงสัยว่าผมไป ให้พันธมิตรด่านายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น ด่าประเทศกัมพูชา แล้วทําไมผมไม่ห้ามเขาด่าผม ละครับ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะกันระหว่างประชาชน สื่อมวลชน คนเคลื่อนไหว กับจุดยืนของรัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะยืนยันนะครับว่าไม่มีปัญหาว่าเราไปอ่อน ด้อยหรือเราไม่แก้ปัญหาเรื่องของประเทศกัมพูชา แต่ปมที่มันผูกไว้เรื่องมรดกโลกที่เรากําลัง จะคลาย ไม่มีใครอยากให้มีการปะทะกัน ไม่มีใครอยากให้มีความรุนแรงหรอกครับ และเรา ก็จะพยายามดําเนินการทุกอย่างตามแนวทางที่กราบเรียนมาเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป ถัดมา ท่านก็พูดว่าความอ่อนด้อยประสบการณ์ทําให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถทางการ แข่งขัน ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าที่จริงแล้วลักษณะของการประเมินขีดความสามารถ การแข่งขัน ความน่าลงทุน ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ มีหลายสํานักครับ บางเรื่อง ประเทศไทยก็อันดับแย่ลง บางเรื่องก็ดีขึ้น ผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่พยายามแก้ไข แต่บอกได้ครับ ว่าประการแรก ผมทํางานอยู่ท่ามกลางบรรยากาศซึ่งไม่เอื้อเท่าไรที่จะให้คนอยากที่จะมามี ความมั่นใจในประเทศไทย เพราะใครล่ะครับไปล้มการประชุมอาเซียนที่เราเป็นเจ้าภาพ บรรยากาศอย่างนี้มันเอื้อไหมละครับ ต่อการที่จะทําให้ประชาชนในประชาคมโลกเขามีความ มั่นใจแต่ผมก็ออกไปชี้แจง แล้วก็จะเห็นว่าดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ที่ท่านอ้างนี่ครับ ก็ให้ ความเชื่อมั่นกับเราพอสมควร เชิญผมไปทุกครั้ง และจากการที่ผมเดินทางไปครั้งแรกที่ ดับเบิลยูอีเอฟก็เป็นผลนํามาสู่การที่ประธานจี ๒๐ (G20) ตอนนั้นตัดสินใจเชิญเราในฐานะ ประธานอาเซียนเข้าไปร่วมประชุมด้วย รวมไปจนถึงว่าปีหน้าเป็นครั้งแรกที่เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม จะมาจัดการประชุมดับเบิลยูอีเอฟ ภาคเอเชียตะวันออกที่ประเทศไทยครับ ผมกราบ เรียนด้วยว่าที่จริงแล้วเรื่องของการลงทุนการแก้ปัญหาเราได้รับการยอมรับระดับหนึ่งครับ แม้ว่าจะมีความไม่เข้าใจอยู่บ้างในเรื่องต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ท่านหยิบยกเรื่องของมาบตา พุดครับ เรื่องมาบตาพุดมันเป็นปัญหาซึ่งเป็นอํานาจในเรื่องของกฎหมายที่ศาลปกครอง ท่านเป็นผู้ชี้ให้มีการระงับในเรื่องของโครงการที่มีการดําเนินการอยู่ในขณะนั้นว่าได้ปฏิบัติ ตามมาตรา ๖๗ แล้วหรือไม่ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของศาล แต่ผมก็ต้องปฏิบัติ ตามและการแก้ไขปัญหานั้นก็ทํามาโดยลําดับครับ ไม่ได้แปลว่ากฎหมายที่ค้างอยู่ที่สภา ที่ยังไม่เสร็จ เราเร่งอยู่นี่ แปลว่าเราแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ใช่ครับ ในที่สุดเราก็มีการทํา ความเข้าใจกับทั้งนักลงทุน กับพี่น้องประชาชน แล้วก็กําหนดขั้นตอนในการดําเนินการ ต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรา ๖๗ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน การประชุม เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัมปีนี้ ต้นปีที่ผ่านมานี้ผมก็ไปประชุม แล้วก็เขาจัดการพูดคุยเป็นพิเศษ ระหว่างผมกับนักลงทุนที่สนใจประเทศไทย ซึ่งมีผู้ประกอบการชั้นนําจํานวนมากเข้ามาร่วม เมื่อมีการสอบถามว่าปัญหามาบตาพุดแก้ไขหรือยังหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบ เอ่ยชื่อ ก็ได้ครับ บริษัทดาวเคมีคอล เขายกมือ เขาบอก เขาตอบเองเลยครับว่าแก้ไขหมดแล้ว และได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลไทยอย่างไร แม้ว่าจะมีความสลับซับซ้อนในเรื่องของ ข้อกฎหมาย แต่ในอีกมุมหนึ่งผมก็อยากจะกราบเรียนว่าเรื่องมาบตาพุดที่เกิดขึ้นนี้ เราก็เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการช่วยพี่น้องประชาชนในมาบตาพุดเองครับ ซึ่งได้รับ ผลกระทบอย่างรุนแรงจากการพัฒนาอุตสาหกรรมแล้วก็ถูกละเลยมาโดยตลอดครับ เราถึง ไปทําเป็นครั้งแรกให้มีโครงการประปาที่เข้าไป ดูแลในเรื่องของการตรวจสุขภาพให้ครบถ้วน ทุกคน พัฒนาในเรื่องของศูนย์ซึ่งต่อไปจะเป็นสถาบันทางด้านอาชีวอนามัย อาชีวเวชศาสตร์ รวมไปจนถึงการที่จะเข้าไปดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น และก็ถือปัญหาของมาบตาพุดเป็น บทเรียนในการตัดสินใจ ในเรื่องของกระบวนการการพัฒนา เช่น ที่เราบอกแล้วว่าในพื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคใต้ซึ่งเคยมีคนคิดว่าอาจจะเอาอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เข้าไป เราตัดสินใจ ครับ เราบอกไม่เอา ท่านประธานครับ ผลที่ท่านพูดว่าทําให้นักลงทุนประเทศญี่ปุ่นไม่มั่นใจ ก็ไม่จริงครับ ปีที่ผมเข้ามา ปี ๒๐๐๙ ปีแรกนะครับ ปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีวิกฤติต่าง ๆ มากมายนี่ หอส่งเสริม การลงทุนก็เข้ามา ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ เฉพาะประเทศญี่ปุ่นนะครับ แต่พอปีถัดมาเพิ่มเป็น ๑๐๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็ว่าอันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ประเทศ สหรัฐอเมริกาเองเหมือนกันนะครับ เฉพาะการลงทุนของฟอร์ดกับดาวน์ เคมีคอลเป็นการ ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้น ก็มายุคนี้ และที่เราเคยตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้ผลิตยานยนต์ ติด ๑ ใน ๑๐ ให้ได้อีกประมาณ ๕ ปีข้างหน้า ถ้าเป็นไปตามตัวเลขที่เป็นขณะนี้ที่มีการขยาย การลงทุนอีก ๒ ปีเราติด ๑ ใน ๑๐ แน่นอนครับของผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เพราะฉะนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าไม่เป็นความจริงนะครับที่บอกว่าเรื่องของความเชื่อมั่นการลงทุน หายไปในช่วงที่ผมเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน
ประเด็นสุดท้าย ที่ท่านพูดขึ้นมา หยิบยกขึ้นมาอีกครั้งก็เรื่องสัญชาติ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่จริงผมไม่มีการปกปิดอะไรนะครับ บังเอิญก็เพิ่งเห็นเอกสารที่เอา มาแสดงเมื่อสักครู่ ซึ่งอาจจะเป็นความผิดพลาดหรือไม่อย่างไร ผมก็จะไปตรวจสอบ แต่ว่า จริง ๆ แล้วผมเล่นการเมืองมาเกือบ ๒๐ ปี ผมกรอกฟอร์มแบบนี้มาหลายครั้งทุกครั้ง ผมยืนยันว่าผมเกิดที่ประเทศอังกฤษ ไปไหนมาไหน ไปบรรยายที่ไหนเขาอ่านประวัติผม เขาก็เริ่มต้นว่าผมเกิดที่ประเทศอังกฤษทั้งนั้น ไม่เคยปกปิดครับ แต่ว่าท่านถามผมว่า ตกลง ๒ สัญชาติหรือไม่ อย่างไร ผมก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้นี่มันเป็นประเด็นในเชิง ข้อกฎหมาย ผมเลือกที่เกิดไม่ได้หรอกครับ ผมก็เกิดที่ประเทศอังกฤษ กฎหมายของประเทศ อังกฤษบอกเกิดที่ประเทศอังกฤษก็ได้สัญชาติอังกฤษหรือมีสัญชาติอังกฤษ แต่ว่าหลักของ กฎหมายระหว่างประเทศนี่ เขาบอกว่าจะดูสัญชาติของคนคนไหนนี่ให้ดูพฤติกรรมครับ ผมเข้ามารับราชการ ทั้งรับราชการทหาร รับราชการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมา ก็ได้มาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แสดงออกชัดเจน อยู่ก็อยู่ที่นี่ จะเข้าประเทศอังกฤษผมขอวีซ่า (Visa) ไม่รู้กี่ครั้งแล้วครับ กรอกฟอร์มให้สถานทูตอังกฤษ เห็นว่าผมนี่สัญชาติไทย ผมก็เลยไม่ได้เคยคิดย้อนกลับไปดูหรอกครับว่ากฎหมายประเทศ อังกฤษมันเขียนว่าอย่างไร ท่านก็ไปหยิบยกขึ้นมาว่าต้องสละสัญชาติ ถามผมว่าสละหรือยัง ผมก็บอกว่าผมยังไม่ได้สละ แต่ถ้าท่านไปอ่านต่อนะครับ ถึงผมสละผมก็มีสิทธิไปขอใหม่อีก ประเด็นก็อยู่ที่ว่า ผมถือว่าผมเป็นคนไทย สัญชาติไทย ผมก็ไม่ไปดูกฎหมายประเทศอังกฤษ ผมยึดถือกฎหมายประเทศไทย แล้วที่ท่านลากเรื่องนี้เข้ามาตรงกันข้ามกับเรื่องนายฟูจิมูริเลย ท่านบอกว่านายฟูจิมูริไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอความคุ้มครอง ตรงกันข้าม ท่านต้องการ ที่จะพยายามลากเอาผมเป็นสัญชาติอังกฤษเพื่อเอาผมไปขึ้นศาลโลกเท่านั้นเอง ลองผมสละ สัญชาติอังกฤษท่านก็บอกว่านี่อย่างไรจะหนีศาลโลก ไม่ได้เป็นเพราะท่านห่วงใยเลยครับ ว่าผมจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผมคิดว่าตลอดระยะเวลาการทํางาน การใช้ชีวิตของ ผมนี่ผมไม่เคยแสดงอาการที่จะไปยึดถือประโยชน์ของประเทศอื่นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศอังกฤษหรือประเทศไหน ไม่มีหรอกครับ แล้วที่ท่านบอกว่าผมอภิปราย ผมตอบคําถาม ท่านมาพูดให้มันเหมือนกับวกวน แต่มันไม่ใช่ ท่านดูสิครับ วันนั้นอภิปราย ผมว่าทําไมไปแจ้งเกิดช้า ผมก็เพียงตอบว่าผมไม่ได้เป็นคนไปแจ้งตัวเองเกิด แล้วผมก็ไม่ได้ว่า ตําหนิคุณพ่อคุณแม่ผมครับ เขาอยู่คนละเมืองครับ ผมเกิดที่นิวคาสเซิลครับ ต้องมาแจ้งที่ กรุงลอนดอน แล้วก็แจ้งว่าผมเป็นสัญชาติไทยด้วย แล้วผมไม่เคยบอกละครับว่าจะสละก็ได้ ถ้าคุณทักษิณหรือใครจะสละ ไม่เคยครับ ผมเพียงแต่บอกว่าถ้าพูดถึงว่ายึดถือประโยชน์ ของประเทศหรือไม่ ผมไม่เคยมีความลังเลใจไม่มีคําถามอยู่ในหัวเลย ผมไม่ไปเป็นที่ปรึกษา ให้กับรัฐบาลต่างชาติถ้าจะมีผลประโยชน์ขัดกับประเทศไทยแน่นอน ผมไม่ไปขอสัญชาติ เพียงเพราะอยากไปทําธุรกิจ หรืออยากจะไปหลบอยู่ที่ไหนในโลก ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งเป็นข้อกฎหมาย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนให้ข้อมูลผมมาขัดกันครับ บางคนก็บอกว่าโดยผลของกฎหมายนี่มันชัดเจนอยู่แล้วว่าผมแสดงตนเป็นคนไทย ใช้สิทธิ ในฐานะคนไทย เข้าประเทศอังกฤษขอวีซ่าแสดงว่าเป็นสัญชาติไทยถือว่าจบไปแล้ว แต่บางคนเขาบอกว่า ๒ สัญชาติยังมีอยู่ เพราะต้องดูกฎหมายของแต่ละประเทศก็ว่าไป แต่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มีคดีที่เคยขึ้นศาลโลกและมีกฎที่เขาเรียกว่า มาสเตอร์ เนชันแนลลิตี้ (Master Nationality) ทั้ง ๒ อย่างนี้ ๒ หลักนี้บ่งบอกชัดครับว่าสัญชาติผม คือสัญชาติไทย ขอขอบคุณครับ