วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องการบริหารกระทรวงที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการแต่งตั้งที่ปรึกษาและปลัดกระทรวง และเรียกร้องให้สมศักดิ์ เทพสุทิน เข้าใจในเรื่องนี้ วิชาญ มีนชัยนันท์ ชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีปัญหาการประสานงานและบูรณาการ ทำให้เกิดปัญหาการจัดการของกันและกัน เช่น ขาดของหรือเกินของ นอกจากนี้ รัฐบาลไม่ได้ตรวจเช็กความต้องการของประชาชนภายในประเทศอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาการส่งออกของสินค้า และยังชี้ว่ารัฐมนตรีละเลยในการติดตาม ตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ขาดแคลนอาหาร ราคาสินค้าขึ้น และปัญหาพืชผลทางการเกษตร ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยถูกทำลาย และเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าอย่างจริงจัง
ผมบอกว่าที่ปรึกษาคือท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน นะครับ ถ้าผมพูดผิดนะครับขออนุญาตนะครับท่านอนุชานะครับซึ่งเป็นสามี ของท่านเองซึ่งตอนนั้นบอกว่าจะมาช่วยดูแลในส่วนต่าง ๆ ก็ดีใจครับ เพราะเป็นที่ปรึกษา ทีนี้ปรากฏว่ามันอาจจะมีเหตุว่าท่านเองไปทําเรื่องของฟุตบอลไปดูแลเรื่องอื่น ด้านนี้ก็เลยขาด ในเรื่องของการให้การดูแล ในเรื่องของการดําเนินการในเรื่องของกระทรวง ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ถ้าพูดผิดก็ขออนุญาตเพราะเวลาน้อยครับ ต้องเร็วสักหน่อยหนึ่ง สิ่งหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้นะครับปัญหาต่าง ๆ ก็เลยเกิดขึ้นว่าคนที่จะเข้ามาดูแลผมเห็นใจนะครับ ท่านอาจจะเป็นรัฐมนตรีที่ถูกเชิดให้ทําเรื่องโน้นเรื่องนี้ ให้ดูแลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วบางสิ่งบางอย่าง ท่านเองไม่ถนัดเอง ผมก็เข้าใจครับ ถึงบางครั้งท่านไปตั้งที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวง นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ซึ่งท้ายที่สุด ก็ไปพัวพันอย่างไรไม่ทราบนะครับกับเรื่องกรณีการซื้อข้าว และเข้าไปยุ่งในเรื่องของกองทุนกู้ยืมเงิน ต่าง ๆ สุดท้ายก็โดนปรับออกโดยท่านนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนนั้นตัวท่านเองก็ไปดําเนินการในเรื่อง ของการตั้งปลัดกระทรวงมาตรวจสอบ แม้กระทั่งการตั้งปลัดกระทรวงกว่าจะตั้งได้ยากเย็นมาก ครับท่านประธาน ๓ ครั้ง ตั้งไปตั้งมานายกรัฐมนตรีเองก็ต้องมาสอบถาม ไม่เป็นไรครับ เพราะตัวท่าน เอง ผมเองเข้าใจว่าการทํางานในระบบของพรรคการเมืองมันคงจะยุ่งนะครับ ดังนั้นผมจึงกล่าวหาว่า ท่านเองขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จนทําให้การบริหารในกระทรวงดังกล่าว เสียหาย
ประการต่อมาเป็นในเรื่องของรัฐมนตรีเอง ขาดการประสานงานและบูรณาการ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงทําให้เกิดการล้มเหลว ท่านประธานครับ ผมเรียนแล้วนะครับว่า กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่สําคัญ ท่านเองจะต้องลงไปติดต่อประสานงานนอกจากภายในกระทรวง แล้ว ท่านเองคงจะต้องไปติดต่อประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกระทรวง ซึ่งผลิตวัตถุดิบต่าง ๆ แล้วต้องทราบสต็อก ทราบจํานวนความต้องการว่าปีนี้ผลิตเท่าไร ประชากร จะต้องบริโภคเท่าไร ถึงจะไปสู่การอุตสาหกรรม ไปโรงสี ไปโรงงานต่าง ๆ เช่น โรงงานตอนนี้จาก น้ํามันปาล์มที่ผลิตแล้วมีตัวเลขเท่าไร ขาดเท่าไร เราส่งน้ํามันปาล์มติดอันดับนะครับ เป็นอันดับ ๑๔ ของโลก แต่ตอนนี้อันดับ ๑๔ หายไปแล้ว เพราะอันดับ ๑๔ มันต้องพอบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกหรอกครับ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการประสานงานจนทําให้ความวิตกกังวล ของหอการค้าต่าง ๆ ออกมาพูดครับว่าชักจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับการบริหารงานจัดการแล้ว การไป ประมูลของ ประมูลข้าว มีข่าวออกมาว่ามีการดําเนินการล่วงหน้า แล้วก็ส่อไปในเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ในการประมูล เดี๋ยวผมคงจะมีเพื่อนสมาชิกไปชี้ให้เห็นถึงการทํางานตรงนั้นในเรื่องของข้าว ในเรื่อง ของข้าวโพด หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกลไกที่ท่านบริหารแล้วมีปัญหา ท่านประธานครับ แสดงว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นเกาเหลากันหรือเปล่า กระทรวงแต่ละกระทรวงไม่ได้พูดคุยกันก็เลยเกิดปัญหา ในการจัดการ ของก็เลยขาด ของก็เลยเกิน ของก็เลยล้น แล้วไม่ได้ตรวจเช็กหรือครับว่า ความต้องการของประชาชนภายในประเทศต้องการเท่าไร ส่งออกเสียหมดหรือเปล่า นี่คือปัญหา กระทรวงพลังงานอีกกระทรวงหนึ่ง ท่านเองตรวจเช็กหรือเปล่า เอาน้ํามันปาล์มไปผลิตไบโอดีเซล วันนี้สิ่งที่ขาดเยอะครับ วันนี้น้ํามันถั่วเหลืองนี่ก็หายไปแล้ว ข้าวโพดก็หาย เป็นเรื่องแปลกครับ ประสานงานอย่างไรไม่ทราบครับ ดูเหมือนจะบูรณาการแล้วล้มเหลว
เรื่องที่ ๓ รัฐมนตรีละเลยในการติดตาม ตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น นี่ละครับ หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาบริหารจะเห็นว่ามีการขาดแคลน ของขาดปุ๊บก็ไม่บอก มีสัญญาณบ่งบอกว่าประชาชนเดือดร้อนก็ไม่ดําเนินการ ตั้งแต่เนื้อหมู เริ่มขาด ตั้งแต่ข้าว ตั้งแต่ไข่ ไข่นี่ครับขาด เดี๋ยวจะขาดอีกแล้วครับ ตอนนั้นบอกว่าอากาศเย็น แม่ไก่ไม่ไข่ พออากาศร้อนบอกว่าแม่ไก่เครียด ผมก็เลยไม่รู้ไก่มันต้องไปอยู่อุณหภูมิเท่าไรนะครับ แล้วทุกอย่างครับทําไมไม่ดู ไม่ตรวจสอบทุกอย่าง แล้วติดตามหรือเปล่า ราคาสินค้ามันขึ้นมา ตั้งนานแล้วท่านประธาน แต่พอไปดูแล้วปรากฏว่าราคาสินค้าที่เขาวางขายในท้องตลาดรัฐบาลรู้ ทีหลังทุกทีครับ ไปขอมติ ครม. ออก ๔๑ ชนิดประกันราคาไว้กันไม่ให้ของมันขึ้น แต่ของมันขึ้นไป หมดแล้วครับ เมื่อของมันขึ้นไปหมดแล้วท่านค่อยมาขอบอกว่าประกันให้มันลงมาหน่อย กําไร ตรงนั้นมันโผล่ไปหมดแล้วครับ หรือเป็นมาตรการแบบใหม่ครับในการเก็บภาษี ภาษีที่มันงอกขึ้น ท่านประธานรู้ไหมครับได้จากเงินที่เป็นของขึ้นอยู่ในคราบน้ําตาของประชาชนเกิดจากการเก็งกําไร ของพ่อค้าคนกลาง โดยไม่มีการตรวจสอบดูแล ท่านมีกลไกครับในกระทรวงเยอะแยะ ไม่ว่าอยู่ใน กรมการค้าภายใน ซึ่งจะต้องดูแลราคาสินค้า การกําหนดราคาที่เป็นมาตรฐาน หรือแม้กระทั่ง ที่ท่านสามารถประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของตัวเลขการผลิต หรือกรมส่งออก ว่าปีนี้ความต้องการต่างประเทศเขาต้องการเท่าไร ท่านลืมดูหรือเปล่าครับการตรวจสอบจึงทําให้ ของทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามกลไกของภาครัฐ แล้วก็ไม่เป็นไปตามกลไกของการค้าขาย ในภาคเอกชน เรื่องแปลกจริง ๆ ครับ แต่อันนี้เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกบอกไปแล้วว่าการตรวจสอบ ของเรา เราตั้งราคาแล้วตรวจสอบออกไปดูถึงวันนี้ ท่านรัฐมนตรีออกมาบอกครับบอกว่ามันจะมี การเดินพาเหรดของสินค้าเนื่องจากการปรับราคาค่าแรง การขึ้นของเชื้อเพลิง หรืออะไรต่าง ๆ อีก ๒๐๐ ชนิดนี้มันเรียงคิวครับ เข้าแถวพาเหรด พาเหรดเดินสวนสนามขึ้นไปเพื่อที่จะให้กระทรวง พาณิชย์มาเคาะราคา ๆ จนบางสิ่งบางอย่างเขาบอกว่าเหลือจะอั้นแล้วครับ บอกให้ราคามันคงไว้ อย่างอาหาร บอกให้เหลือจานละ ๒๕ บาท ที่บอกได้ ธงฟ้า ๒๕ บาท แต่ของก็ลดลง ปริมาณลดลง ครับ รับประทานไม่อิ่ม ของบางอย่างคุณภาพต่าง ๆ ก็ลดตามราคา เพราะว่าต้องคงไว้ แต่สิ่งที่ ไม่สามารถที่จะดูแลตรวจสอบได้มันขึ้นไปหมดครับ จานหนึ่ง ๓๐-๔๐ บาท ยิ่งในห้างยิ่งสูงมาก ในสภาเมื่อสักครู่นี้ผมไปถามจานละ ๕๐ บาท ที่เขามาขาย เห็นไหมครับ หรือแม้กระทั่งลงไป ข้างล่างในสภามีไหมครับ เดี๋ยวนี้ราคา ๒๕ บาทซื้อที่ไหนรับประทานได้ ค่าเช่า ค่าของขึ้นหมด ท่านประธานครับ การตรวจสอบติดตามปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ดูเลยครับ เมื่อสักครู่นี้ก็บอกบอกว่า ปัญหาเรื่องฝนตก ภัยแล้ง ตอนนี้ภัยจะแล้งอีกแล้ว วันก่อนฝนตกน้ําท่วม พืชผลทางการเกษตร เสียหาย วันนี้ภัยแล้งอีกแล้วครับ ไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรีมีตัวเลขหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าท่านคงหา ตัวเลขได้ แต่เมื่อหาตัวเลขได้แล้วท่านจะดําเนินการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือเปล่า นี่อีก เรื่องหนึ่ง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าต้องไปใช้เวลา ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๔ คือรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ทําลาย ผู้ประกอบการรายย่อย ส่งผลให้พฤติการณ์การบริโภคเปลี่ยนแปลง อันนี้ชัดเจนครับ เมื่อสินค้า ราคามันต่าง โดยเฉพาะซาปั๊ว ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ อยู่ที่โรงงาน แต่คนที่รับมาเอาของมากระจาย คือ ยี่ปั๊ว ซาปั๊วก็คือคนที่ขายอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ เวลาเขาไปซื้อเขาต้องไปซื้อที่ยี่ปั๊ว เพราะของ มันจํานวนมากเวลาเขาส่งเขาก็คงจะต้องเสียค่าบรรทุกค่าของเขาต้องผ่าน แต่ผมถามว่าเมื่อเป็น อย่างนี้ อย่างน้ํามันปาล์มเขาบอกว่าซื้อตรงทําไมไม่ให้เขาไปซื้อครับ ๔๔ บาท เห็นชัดครับส่งเข้า ขายในร้านที่เป็นห้างใหญ่ ๆ เท่านั้น เล็ก ๆ ไม่มีขายครับ วันก่อนผมไปเดินปรากฏชัดครับเขาบอกว่า ไม่มีของขาย แล้วก็ถ้าจะไปซื้อจริง ๆ คนที่ลําบากก็คือชาวบ้านต้องไปขึ้นรถไปซื้อน้ํามัน สักขวด ๒ ขวด แพงกว่า ๔๗ บาทอีก ท่านต้องคิดต้นทุนด้วยการเดินทาง จึงทําให้ร้านค้าที่เขา ค้าขายไม่มีของขาย พอไม่มีของขายต้องไปซื้อน้ํามันขวดหนึ่งเขาก็ซื้อ อย่างอื่นกลับมาครับ ก็เลยทําให้ร้านห้างต่าง ๆ ที่เป็นห้างใหญ่ ๆ ห้างข้ามชาติทั้งหลาย เขาซื้อของเป็นวอลลุม (Volume) ใหญ่ ๆ ต้นทุนเขาลดต่ําลงมาครับท่านประธาน ร้านเล็ก ๆ ตายหมดแล้ว แล้วกระทรวงพาณิชย์ทําอะไรครับ คุณไปขึ้นทะเบียนจะให้เขาเป็นร้านค้า เขาไม่มี ของขาย เจ๊งหมดครับ กว่าจะได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ นี่เผลอ ๆ น้ําตาลจะขึ้นราคาอีกหรือเปล่า ไม่ทราบนะครับ เพราะวันก่อนผมไปถามนี่น้ําตาลเริ่มจะขาดอีกแล้ว ท่านประธานครับ สิ่งนี้ถ้าไม่ เรียกเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทห้างร้านใหญ่ ๆ แล้วจะเรียกอะไรครับ เพราะของตอนนี้ไปกระจุก อยู่ในร้านใหญ่ คนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับพื้นเพเสร็จหมดครับ ผมจึงบอกได้เลยว่าท่านบริหารงาน ผิดพลาดและเอื้อประโยชน์ให้กับร้านใหญ่ ๆ เอาของไปลงสต็อกเยอะ ๆ ทุกคนไปตรวจหมดเลย ครับ แม้กระทั่งตัวท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีเองเวลาไปตรวจไปเดินตรวจห้างทั้งนั้นละครับ ห้างใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ลงไปดูในตลาดเลย พอผมมาดูตรงนี้ ก็ไปดูครับว่า ที่รัฐบาลบอกว่าอยู่รอดแน่ โดยการประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปรับฐาน ๘ เปอร์เซ็นต์ ให้เงินขั้นต่ํา ๒๑๙ บาท จาก ๒๐๖ บาท แต่โทษทีครับ ท่านลืมอัตราเงินเฟ้อครับ ๒๑๙ บาท อัตราเงินเฟ้อ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๑๒ บาท เท่ากับว่าคุณมีเงิน ๒๑๙ บาท คุณซื้อของได้แค่ ๒๑๒ บาท อันนี้ยังไม่ว่าครับ ผมจะชี้ให้เห็นครับว่า ส่วนรายได้ของประชาชน ผมแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ๐ ถึง ๕,๐๐๐ บาท รายได้ ตอนนี้นะครับ ไปตรวจเช็กมีอยู่ในจํานวน ๖๔ ล้านคนนะครับ ฉายที่จอนิดหนึ่งครับ มีอยู่ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเปิดคลิปที่ ๒ เลยครับ ไล่ตามเลยครับ ช่วยเปิดคลิปที่ ๒ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วน ๕,๐๐๐ ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท มีอยู่ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ลงมา ๓๐,๐๐๐ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีอยู่ ๒.๙๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป มีอยู่ ๐.๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ นี่ที่มาจากสํานักงานสถิติแห่งชาติ แล้วเปิดต่อไปครับ กลุ่มแรงงานที่มีรายได้น้อย เมื่อสักครู่ผมบอกไปแล้วนะครับ คือกลุ่มไหนครับ กลุ่มภาคเกษตรกรรม มีตัวเลขอยู่ ๑๔,๕๔๖,๘๐๐ ราย รายได้เฉลี่ย ๔,๒๔๕ บาท ภาคเกษตรกรรมนะครับ จํานวน ๒๓,๔๘๙,๐๖๔ ราย มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๑๐,๐๖๙ บาท นี่ก็มาจากที่เดียวกันครับ สํานักงานสถิติแห่งชาติ เปิดต่อไปครับ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ท่านประธานครับ ตอนนี้รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทรายได้ในครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ ๑๗,๐๐๐ บาท โทษนะครับ รายจ่าย ครัวเรือนเฉลี่ยทั้งประเทศ ๑๗,๐๐๐ บาท รายได้ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่หนี้สินครัวเรือนต่อครัวเรือน ประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ บาท ถ้าคิดเป็นรายหัวเป็นหนี้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคน ที่มาจาก สํานักงานสถิติแห่งชาติ จึงทําให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากเดือนมกราคม เดือนมกราคม ๘๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมาในเดือนกุมภาพันธ์เหลือ ๘๐.๙ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่น ในอนาคตลดลง อันนี้เป็นศูนย์พยากรณ์จากหอการค้า แสดงว่าคนนี้เริ่มไม่เชื่อถือแล้วก็เริ่มไม่ใช้จ่ายเงินครับ ไปเร็วนิดหนึ่งครับ ถ้ามาเปรียบเทียบแล้ว ของจากตารางที่ผมใส่มานี้ ๑๓ ตาราง ตั้งแต่ข้าวเหนียวราคาเมื่อคิดเทียบจากเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ราคาจาก ๑๓๗ บาท มาเป็น ๑๙๐ บาท ขึ้น ๓๘.๖๙ เปอร์เซ็นต์ เนื้อสุกร ขึ้นประมาณ ๓.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ตัดผมนี้จาก ๕๐ บาท เป็น ๖๐ บาท นี้ขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไข่ไก่ เบอร์ ๒ จาก ๒.๙๖ บาท เป็น ๓.๒๔ บาท ขึ้น ๙.๔๖ เปอร์เซ็นต์ เรียกว่ามันทยอยขึ้นมาหมดครับ เนื้อวัวนี้ก็ขึ้น ๑๒.๗ เปอร์เซ็นต์ สิ่งต่าง ๆ ที่เห็นน้ํามันปาล์มขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ บะหมี่สําเร็จรูปขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงบอกได้เลยว่าราคาที่ท่านควบคุมไว้ ๔๑ รายการ และกําลังจะขึ้นอีก ๒๐๐ รายการ มันขึ้นแน่นอนครับ เพราะรัฐบาลบอกว่าแบงก์ชาติกลัวภาวะเงินเฟ้อมากให้ขึ้น ดอกเบี้ยไป ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นตัวที่ทําให้การบริโภคลดถอยลงไปประมาณ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมครับท่านประธาน ผมเอาตารางมาเปรียบเทียบว่าคนที่มีรายได้จริง ๆ เขามีรายจ่ายอย่างไร ผมตั้งที่รายได้ของคนโสดที่มีรายได้ประกันขั้นต่ํา ๒๑๙ บาท กับนักศึกษาที่จบมาใหม่ก็ประมาณสัก ๘,๕๐๐ บาท มีค่าผ่อนบ้านหรือเช่าบ้านนี้ ๒.๕๐๐ บาท ค่าเดินทางประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ค่าอาหาร ๓,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่าย ๘๐ บาท นี่ต่อเดือน ค่าน้ํา ค่าไฟประมาณ ๕๐๐ บาท ค่าโทรศัพท์จิปาถะ เน็ท (Net) ๙๐๐ บาท ค่านุ่งห่ม ๗๐๐ บาท ลงมาแล้วถ้ามีเงินอยู่ประมาณ ๘,๕๐๐ บาท เขาจะใช้จ่ายเดือนหนึ่งประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท กับอีก ๔๐๐ บาท หักแล้วติดลบประมาณ ๑,๙๐๐ บาท ส่วนถ้ามีครอบครัวให้ ๒ คนทํางาน ๒๐,๐๐๐ บาท เหมือนกันครับ ค่าเช่าบ้าน ๒,๐๐๐ บาท นี่ลดลงมานะครับ ค่าเดินทาง ๔,๐๐๐ บาท ถ้ามีผ่อนรถหรืออะไรนี้ ค่าอาหาร ๕,๐๐๐ บาท รวมเบ็ดเตล็ดแล้ว ๒๒,๗๐๐ บาท ก็เกินอีกครับ ติดลบอยู่ประมาณ ๒,๗๐๐ บาท แต่มีตัวเลขพิเศษพวกนี้เริ่มมีบัตรเครดิตแล้วครับ เป็นหนี้ล่วงหน้าอีก ๓,๐๐๐ บาท ลงมาผัวเมียแต่งงานกันมีลูก อันนี้มีลูก เมื่อกี้ก็มีลูก นะครับ ลูกก็ใช้จ่าย ๒,๐๐๐ บาท กับ ๑,๐๐๐ บาท ไม่รู้อยู่หรือเปล่า ขึ้นอยู่กับการดูตัวเลข เพราะผมเรียกมาสอบถาม พอมา ๖๐,๐๐๐ บาท ท่านดูสิครับ ลงมาเบ็ดเสร็จ ๒ คน รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ติดลบอยู่ประมาณ ๑๘,๕๐๐ บาท สรุปว่าค่าใช้จ่ายนี้ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่คิดต่อครัวเรือน ถ้าของมันขึ้นขนาดนี้ ท่านประธานครับ ตัวเลขขนาดนี้ส่งผลกระทบอะไรครับ เป็นเรื่องแปลกครับ ผมขออนุญาตฉายคลิปนิดหนึ่งครับ ฉายคลิปแผ่นแรกครับ เดี๋ยวดูว่าประชาชนเขาพูดอย่างไรครับ ผมไปอัดมา ขอแผ่นแรกครับ ไม่ใช่ครับ แผ่นที่ ๒ ครับ มันมีแผ่น ๑ กับแผ่น ๒ เอาแผ่นแรกครับ อย่างนี้ต้องทดเวลาให้ผมครับท่านประธาน