อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาได้ใน 99 วัน โดยเน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาต้องมีการพัฒนาและอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่ได้ หยิบยกปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแม้ว่าความคิดเห็นหรือมุมมองของท่านกับผมจะไม่ตรงกันแต่ผมถือว่าหยิบยกปัญหานี้ ขึ้นมาก็ด้วยเจตนาที่น่าจะตรงกันก็คือต้องการที่จะสร้างความสงบสุขในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมาย ร่วมกัน ก่อนที่ผมจะได้กราบเรียนถึงแนวทางการแก้ปัญหาแล้วก็ชี้แจงเพื่อนสมาชิก ในหลาย ๆ เรื่องที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา คงต้องขออนุญาตทําความเข้าใจ ๒ เรื่องที่มักจะมี การพาดพิงแล้วก็อาจจะทําให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการแสดง จุดยืนของผมหรือของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต
เรื่องแรก ก็คือที่ได้พูดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไปหาเสียงว่าจะทําให้เกิด ความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใน ๙๙ วัน ไม่ใช่ครับ เขียนชัดครับว่าเป็นเรื่องของการ จัดตั้งองค์กรมาแก้ไขปัญหา แล้วก็นโยบาย ๙๙ วันที่ท่านบอกว่าทําได้หรือไม่ได้ ผมก็กราบเรียนนะครับว่าจะเรียนฟรี จะเรื่อง อสม. จะเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจ พอเพียงหรือชุมชนพอเพียง ทําครับ แล้วผมก็เป็นคนยอมรับความจริงเพียงพอที่ ๙๙ วัน ผ่านไป บอกว่าที่จะตั้ง ศอ.บต. เป็นการถาวรยังทําไม่ได้ แต่ที่ทําเลยก็คือใช้กลไกใหม่ก็คือ คณะรัฐมนตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาระหว่างที่เราจะมีการนําเสนอกฎหมายต่อไป อันนี้ก็คือเพื่อทําความเข้าใจนะครับว่า ท่านชอบหยิบยกว่า ๙๙ วันไปสัญญาว่าจะทําให้ เหตุการณ์สงบ ผมว่าทั้งพวกผมแล้วก็พี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีใครคิดหรอกครับ ว่าจะแก้กันได้ใน ๙๙ วัน
เรื่องที่ ๒ ครับ ท่านพูดว่าพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเสมือนกับว่า ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์นั้นน่าจะมี ความได้เปรียบในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ความจริงเราก็ได้รับความกรุณาจากพี่น้อง จังหวัดชายแดนภาคใต้พอสมควร แต่ว่าสถิติหนึ่งที่ท่านต้องยอมรับก็คือว่า ความสําเร็จของ พรรคประชาธิปัตย์ใน ๓ จังหวัดนี้ในการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกับความสําเร็จของ พรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดอื่นในภาคใต้ต้องถือว่าต่ํากว่า มีปีเดียวเท่านั้นละครับ คือปี ๒๕๔๘ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทลาย เกินความคาดหมายใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านและผมวิเคราะห์ไม่ต่างกันครับ ว่าเป็นปฏิกิริยาจากนโยบายรัฐบาลและจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีของกรือเซะ และตากใบที่นําไปสู่ปรากฏการณ์เช่นนั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมก็อยากจะกราบเรียนต่อว่า แล้วที่ผมเคยอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ผมไม่อยากจะ ก้าวล่วงท่านนะครับ แต่ว่ามุมมองของผมกับของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครนี่แตกต่างกัน คําพูดที่ท่านได้อ้างว่าเป็นคําพูดของผมนั้นเป็นการอภิปรายต่อจุดยืนของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ที่มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาว่าเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของทาง ตํารวจ ทหารเป็นหลัก แล้วความจริงเมื่อวันก่อนท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ก็ยังได้พูด ด้วยซ้ําครับในการตอบโต้ที่มีเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ทําไมท่านไม่ลงไปในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ท่านพูดในสภาแห่งนี้ครับว่าเป็นนโยบาย ของรัฐบาลในขณะนั้นที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้าไป พูดง่าย ๆ เหมือนกับว่าต้องการ ทําให้เรื่องของการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องปกติของตํารวจ ทหารที่จะทํากัน ผมอภิปรายวันนั้น ผมบอกว่านายกรัฐมนตรี วันนั้นเป็นผู้อํานวยการ กอ.รมน. ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รัฐบาลของพล เอก สุรยุทธ์ ได้สร้างขึ้นมาใหม่แล้วบังเอิญเอาเรื่องของภาคใต้เข้าไปรวมในนั้นด้วย เพราะไม่ได้ทํากฎหมายเรื่อง ศอ.บต. เป็นการเฉพาะ ที่ผมอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร จึงเป็นประเด็นที่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านที่บอกว่าฝ่ายการเมืองอยู่ตรงนี้ ปล่อยเป็นเรื่องของทหารตํารวจ แต่ผมเห็นกับแนวทางว่าการเมืองต้องเข้าไปนําการทหาร ในพื้นที่ และผมเชื่อว่าการเมืองที่เข้าไปนําการทหารในพื้นที่ก็จะต้องยึดอยู่บนหลักในเรื่อง ของปรัชญาหรือแนวพระราชดําริเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ๒ ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้ ก็ดําเนินการอย่างนี้ ตามแนวทางนี้ ผมไม่โต้แย้งท่านเลยครับ ถ้าท่านถามผมวันนี้ว่ารัฐบาล มองว่าสิ่งที่ทํามานี้ดีแล้ว สําเร็จแล้ว พึงพอใจแล้วไม่ใช่ครับ ผมยอมรับครับ แล้วก็ผมไม่เคยพูด นะครับ ถ้าคนตายน้อยกว่าความสําเร็จ เหมือนผมจะไม่เคยพูดว่าจับยาเสพติดได้มากกว่า คือความสําเร็จ เพราะผมตระหนักดีว่าตัวชี้วัดที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ครับ ผมยังเคยนําตัวชี้วัด อีกหลายเรื่องเข้ามา สําคัญที่สุดจากแนวคิดเรื่องนโยบายการเมืองนําการทหาร ก็คือว่า ที่สุดแล้วนี้จํานวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องลดลงครับ ที่สุดแล้วการใช้กฎหมายพิเศษ ต้องลดลงครับ เพราะฉะนั้นอยากจะทําความเข้าใจกับท่านอย่างนี้ เช่นเดียวกับประเด็น ที่ท่านพูดว่าใช้งบประมาณลงไปมามายมหาศาล กราบเรียนครับว่า รัฐบาลก็ถืองบประมาณ เป็นเครื่องมือสําคัญในการแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ไม่ได้มองว่า การแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ได้ด้วยเงิน อันนี้ก็ต้องแยกเช่นเดียวกัน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถามว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางของการแก้ไขปัญหานั้น เราประเมินกันอย่างไร ผมขอกราบเรียนว่าหัวใจสําคัญ ๒ เรื่องที่เราพยายามทําคือ ๑. การพัฒนา ๒. คือการอํานวยความยุติธรรม แต่เป้าหมายสุดท้ายคือทําอย่างไรชนะใจ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะถ้าเราสามารถชนะใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ นั่นคือ การมีแนวร่วม นั่นคือความสําเร็จที่เกิดขึ้นจากล่างขึ้นบน นั่นคือแนวทางที่จะเป็น หลักประกันที่ดีที่สุดของความสงบสุขที่จะมีความยั่งยืนและเกิดขึ้นได้ใน ๓ จังหวัด ในกระบวนการพัฒนานี้ที่พูดถึงงบประมาณที่ลงไปมากนี้ กราบเรียนว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ บอกว่าจัดงบประมาณไปเยอะ ๆ และนั่นจะเป็นความสําเร็จ ไม่ใช่ครับ แต่เราก็พยายามทํา โครงการในลักษณะซึ่งมีความเจาะจงลึกลงไปในแง่ของความต้องการของชุมชน และครอบครัว เช่น โครงการที่ให้แต่ละหมู่บ้านนั้นคิดกันเอง สนับสนุนเงินไป ถ้าผมจําไม่ผิด ก็ ๑๒๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ไปดําเนินการกัน ซึ่งผมก็ลงไปในพื้นที่ก็มีพี่น้องประชาชน เอาความสําเร็จของโครงการเหล่านี้มาด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งใน ๕ จังหวัด และที่สําคัญ ก็คือเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจตรงนี้ จริงอยู่ครับปัญหาของผู้ประกอบการก็แก้ไขกันไป ในเรื่องของสินเชื่อบ้างอะไรบ้าง แต่สําคัญก็คือว่าเป็นครั้งแรกที่เราวางเป้าหมายไปเลยว่า พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดภาคใต้ควรที่จะมีรายได้เฉลี่ยเท่ากับเฉลี่ยของประเทศเสียที วางไว้ปลายทาง ๑๒๐,๐๐๐ บาท เริ่มต้นประมาณ ๖๔,๐๐๐ บาท ผมเข้าใจว่าขณะนี้ ประเมินดูแล้ว ๖๔,๐๐๐ บาททําได้เป็นส่วนใหญ่หรือเกือบหมด ถามว่าตรงนี้ส่งผลไหม ผมยืนยันครับว่าส่งผล ส่งผลให้หลายพื้นที่ถ้าจะพูดกันตรง ๆ เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในชุมชน บางชุมชนด้วยความยากลําบาก วันนี้ลักษณะของพื้นที่เหล่านั้นลดลงครับ ทําให้หลายพื้นที่ ซึ่งพี่น้องประชาชนจะไม่ค่อยช่วยในเรื่องของข่าวสาร วันนี้ช่วยมากขึ้นครับ แต่ถามว่า ทําได้ครอบคลุมหรือยัง ยังครับ ยังมีอีกหลายร้อยหมู่บ้านชุมชนซึ่งยังทําไม่สําเร็จ นี่เราเอาความจริงมาพูดกัน ขณะเดียวกันในแง่ของการที่จะปรับกระบวนการในเรื่องของ ความยุติธรรมหรือกลไกของการใช้กฎหมายเราก็เดินหน้าเช่นเดียวกัน ศอ.บต. กฎหมายออก เมื่อปลายปี โครงสร้างยังไม่เสร็จครับ เพิ่งอยู่ในกระบวนการของการที่จะไปสรรหาคนที่จะ เข้ามาเป็นสภาที่ปรึกษา มีตัวแทนมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในตัวคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซึ่งเราก็จะเร่งทําต่อไป ขณะเดียวกันปัญหาในลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมกราบเรียนครับว่าผมให้ความสําคัญมากแล้วก็เอาจริง เราต้องไม่ให้เกิดปัญหาที่มัน ค้างคาใจมาถึงปัจจุบัน อย่างกรณีของกรือเซะ ตากใบอย่างที่ว่า แต่ก็เกิดเหตุในรัฐบาลนี้ ก็คือกรณีของมัสยิดที่บ้านไอร์ปาแย แต่ผมขอกราบเรียนนะครับเมื่อสักครู่ที่ท่านพูด ผมยืนยันแน่นอนว่าไม่เคยมีคําพูดออกจากปากผมเลยครับว่าที่บ้านไอร์ปาแยเป็นเรื่องของ ผู้ก่อการหรือก่อความไม่สงบ ตรงกันข้ามครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะยืนยัน กับผมได้ว่าสิ่งแรกที่ผมคุยกับท่านเหล่านี้ ผมกําชับว่าอย่าพูด อย่าไปคาดคะเน อย่าไป คาดการณ์ อย่าไปชี้นําว่าเป็นใคร แล้วสุดท้ายก็มีการออกหมายจับ และผมคิดว่าตอนที่ออก หมายจับ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในชุมชนมองว่าเราไม่ได้ไปพยายามใส่ความใคร แต่สุดท้ายพอตํารวจจัดให้มีพยานต่าง ๆ มาชี้ตัว ไม่ชี้ ก็ปล่อยตัว เสนอสั่งไม่ฟ้องนะครับ แต่ผมก็บอกว่าหยุดไม่ได้นะ ที่สุดอัยการก็จึงส่งกลับมาใหม่ แล้วขณะนี้ผมก็จึงบอกว่าพิสูจน์ หลักฐานและหน่วยงานอื่น ๆ ต้องเข้าไปช่วยครับ เพราะผมรู้ว่าประเด็นอย่างนี้เช่นเดียวกับ บางกรณีที่เกิดขึ้นนะครับ อย่างเช่นในทัณฑสถาน หรือกรณีที่เกิดกับผู้นําชุมชน ผู้นําศาสนา มันกระเทือนใจพี่น้องประชาชน ยากจริง ๆ ครับ แต่ผมตามตลอด กรณีอย่างอิหม่ามยะผา ผมก็ดูแลว่าไม่ใช่เรื่องเงียบหายไปเฉย คดีต้องเดินต่อ ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ ป.ป.ช. เพราะเป็นการ กล่าวหาว่ามีการเสียชีวิตขึ้นระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมให้ความมั่นใจครับ ว่านี่คือแนวทางที่ทํา เมื่อทําอย่างนี้แล้วในภาพรวมโครงสร้างนโยบายท่านก็จะเห็นครับ ขณะนี้ที่ท่านบอกว่าเราส่งกองกําลังเข้าไปเป็นแสนอะไรนี่ครับ ที่จริงสิ่งสําคัญคือว่า เราพยายามลดกําลังที่ไปจากนอกพื้นที่ครับ เพราะเรารู้ว่ามีปัญหาความกลมกลืนในเรื่องของ วัฒนธรรม การปรับตัว ความไม่เข้าใจซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม และผมดูแล กอ.รมน. มา ๒ ปี หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงเขาตอบสนองนะครับ เขาปรับลด แต่ยังลดช้าครับ เขาลดลงครับ แต่กําลังที่ท่านนับจํานวนมาก นั่นคือคนในพื้นที่ครับที่เราก็ได้ ดึงเข้ามาให้เขามีส่วนร่วมในการดูแลในเรื่องของความปลอดภัยพร้อม ๆ กันไป สิ่งที่ท่าน เสนอแนะและเป็นประโยชน์และผมเห็นด้วยเราก็ขยับไปทุกทางเช่นการศึกษา ดึงต่างประเทศเข้ามาครับให้เห็นว่าเราไม่เคยปิดกั้น และยังส่งเสริมในเรื่องของการที่จะเป็น ศูนย์กลางของอิสลามศึกษาด้วยครับ มอ. ปัตตานีก็จะทําหน้าที่ตรงนี้ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วก็ส่งเสริมการสอนระบบ ๒ ภาษา มีการนําไปทดลองนําร่องแล้วก็พบว่าเมื่อเรื่องภาษา เราสามารถคลายให้กับเด็กในพื้นที่ได้เป็นกุญแจสําคัญไปสู่ความสัมฤทธิ์ในเรื่องของ การศึกษาในวิชาการอื่น ๆ ด้วยของเด็กในพื้นที่ ส่วนกรณีที่ท่านตั้งข้อสังเกตซึ่งผมต้อง ขอขอบคุณว่าพอถึงระดับมัธยมผู้ชายหายไปไหน ผมขอกราบเรียนครับว่านโยบายปฏิรูป ประเทศขณะนี้เป้าหมายสําคัญที่กําลังขับเคลื่อนเรื่องหนึ่งก็คือว่าพยายามไปตามให้ได้ครับ ว่าเด็กที่ออกไปจากระบบโรงเรียนทําอย่างไรจะกลับเข้ามา ผมขอขอบคุณที่ท่านได้ชี้ตรงนี้ และผมก็จะไปพยายามดําเนินการเพื่อให้เรานําคนเหล่านี้กลับเข้ามาสู่ระบบโรงเรียนมากขึ้น แต่ว่าที่สําคัญที่สุดครับ แนวคิดการเมืองนําการทหารและแนวคิดว่าที่สุดต้องแก้ด้วย การพัฒนาและความยุติธรรม ไม่ใช้กฎหมายพิเศษ เราเดินอย่างต่อเนื่องจริง ๆ ครับ ๔ อําเภอ จังหวัดสงขลา ยกเลิกกฎอัยการศึก อําเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี ยกเลิก พ.ร.ก. เอากฎหมายความมั่นคงเข้าไป เดือนนี้เป็นเดือนแรกที่กําลังเดินเรื่องกระบวนการตามมาตรา ๒๑ ซึ่งผมคิดว่าและหวังว่าท่านจะให้การสนับสนุน มาตรา ๒๑ ก็คือการที่เราจะเปิดโอกาสให้ คนที่กระทําความผิดเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงด้วยความหลงผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้ามามอบตัว แล้วแทนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ ศาลก็จะให้เข้าไปรับการอบรม แล้วเราก็จะดูแลเขาครับให้กลับมาเป็นคนของสังคม กําลัง ดําเนินการแล้วก็เชื่อว่าเร็ว ๆ นี้ก็จะเริ่มมีคนกลุ่มแรกใน ๔ อําเภอ จังหวัดสงขลา ที่เข้ามาสู่ กระบวนการนี้ ถามว่า ถ้าผมบอกว่าสิ่งเหล่านี้เราทํามามันมีความสําเร็จในแง่ไหน อย่างไร ก็ต้องบอกนะครับว่าหลายเป้าหมายมันไปได้ครับในระดับหนึ่ง การมีส่วนร่วม การยกระดับ ความเป็นอยู่ การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม การระมัดระวังในเรื่องการดูแล สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการทําความเข้าใจกับต่างประเทศ แต่ตัวเหตุการณ์ความรุนแรง นี่ครับ ตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่เราจะต้องมีการปรับแนวทางอีก ข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก ที่อภิปรายท่านแรกเป็นข้อสังเกตที่ดีครับ ที่บอกว่าพอเอาตัวเลขเหตุการณ์มาเปรียบเทียบแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันเป็นลักษณะของการก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ลักษณะอาชญากรรมการ ก่อกวนลดลง มันจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่าเมื่อเราใช้วิธีรุกทางการเมืองนี่ครับ พื้นที่ของ ผู้ที่ใช้ความรุนแรงมันจะถูกบีบ แล้วเขาจะต้องใช้วิธีการตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แทนความถี่ นี่เป็นปัจจัยหนึ่ง ปัจจัยที่ ๒ แนวการต่อสู้ซึ่งพยายามจะขยายวงไปสู่ การต่างประเทศครับ ต้องยอมรับว่าจังหวะเวลาช่วงนี้ที่จะมีการประชุมโอไอซี (OIC) มักจะ เป็นปัญหาอยู่เสมอ ประการที่ ๓ ผมยอมรับครับว่าการปรับแนวทางหลายอย่าง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในแง่ของการประสานการบูรณาการ เรายังต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้น ในพื้นที่เมือง ซึ่งขณะนี้ผมได้มีการจัดให้มีการประชุมและเพิ่งลงบันทึกความเข้าใจร่วมกันว่า ต่อไปนี้ทุกหน่วยครับเราจะให้ฝ่ายที่จะต้องดูแลความสําคัญที่สุด ซึ่งก็สอดคล้องกับ การอภิปรายของท่านก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นหลัก ถ้านับในระดับจังหวัดขึ้นมา ก็จะเป็นท่านเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งปัจจุบันก็คือเป็นผู้ที่รักษาการอยู่ระหว่างที่เรากําลังขอ อนุมัติอัตรากําลังเข้ามาในตัวสํานักงานของ ศอ.บต. เป็นการถาวร บทบาทที่จะแบ่งกัน ระหว่างตํารวจ ทหารกับอาสาสมัครนี่ครับกําลังจัดให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ช่องว่างมีครับ กรณีครูนี่ครับต้องขอกราบเรียนว่าพอเกิดเหตุเมื่อปีที่แล้วก็มาทําข้อตกลงกัน ปรับปรุงข้อตกลง ก็ไปได้ค่อนข้างดีครับ แต่ยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง เช่นวันเสาร์ วันอาทิตย์ อย่างนี้เป็นต้น กรณีการตอบโต้ โดยเฉพาะผู้นําทางศาสนาทั้ง ๒ ศาสนาก็ยังเป็นปัญหาอยู่ และที่เราต้องสังเกตเช่นเดียวกันก็คือว่าเมื่อใดที่มีปฏิบัติการในลักษณะของการปิดล้อม ตรวจค้นจะมีการตอบโต้ที่รุนแรงตามมา ซึ่งเราต้องปรับปรุงระบบการป้องกันตรงนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามปัจจัยอื่น ๆ ที่แทรกซ้อนก็มี ความจริงก็มีการตั้งข้อสังเกตกันมาในอดีตว่า นอกเหนือจากปัญหาความไม่สงบ ซึ่งวันนี้อาจจะไม่ได้พูดว่าแบ่งแยกดินแดน หรือปกครอง ตนเองหรืออะไรนี่นะครับ มันมีปัจจัยอื่นด้วย เช่นกระบวนการการค้าเถื่อนทั้งหลายเข้ามา เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลา ๒–๓ เดือนหลังนี้ ผมกราบเรียนครับว่าสภาพอย่างนี้เราต้อง ปรับปรุง แต่หัวใจสําคัญวันนี้ เพราะว่าที่ท่านอภิปรายผมนี่ท่านพูดถึงการเป็นหัวหน้ารัฐบาล และภาวะผู้นํา คือประเด็นวันนี้เราต้องตัดสินใจ ตัดสินใจว่าแนวทางที่รัฐบาลเดินมา เรื่องการเมืองนําการทหาร โครงสร้างแบบ ศอ.บต. การอํานวยความยุติธรรม การยกระดับ รายได้ การพัฒนาเศรษฐกิจเราจะเดินหน้าแนวทางนี้ไหม แม้ ๒-๓ เดือนนี้เกิดเหตุความ รุนแรงที่ดูเหมือนจะมีมากขึ้น ผมตัดสินใจแล้ว พวกผมแน่วแน่ว่าทางนี้เป็นทางที่ต้องเดินต่อ แต่ท่านต้องตัดสินใจเหมือนกันว่าท่านมีความแน่วแน่เหมือนพวกผมไหม หรือท่านจะบอกว่า ต้องเปลี่ยนกลับไปเป็นเรื่องทหาร ตํารวจ ต้องเปลี่ยนเป็นตาต่อตา ฟันต่อฟัน นี่คือทางเลือก ที่สังคมต้องเผชิญ ผมจึงขอกราบเรียนว่า ๒ ปีที่ผ่านมาผมทําในสิ่งที่ผมเคยพูด ผมยังทํา ไม่เสร็จ ความสําเร็จสุดแล้วแต่คนจะประเมิน ผมเองประเมินว่าบางเรื่องเดินหน้าแต่บางเรื่อง ยังมีปัญหา แต่เราก็กําลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งก็เป็นโอกาสดีที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้เสนอว่า แนวที่ผมพูดมานี้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร ของผมชัดเจนอยู่ในตัวครับเราคงมีความเห็นที่ แตกต่างกัน แต่ผมก็คิดว่าเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยเพราะเป้าหมายเราคง ตรงกันคือการสร้างความสงบสุขให้กับพี่น้อง ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอขอบพระคุณครับ