สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

โสภณ ซารัมย์ อธิบายถึงโครงการรถตู้เอ็นจีวีและชี้แจงความจริงเกี่ยวกับการกระทำของตนเอง โดยอธิบายว่าโครงการนี้มีอยู่ก่อนหน้าเขา และมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เขายอมเสี่ยงเพื่อแก้ไขปัญหารถตู้ที่วิ่งผิดกฎหมาย

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอชี้แจง ข้อกล่าวหาของท่านสมาชิกที่อภิปรายไป ที่ผ่านมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวกระผม ส่วนที่ เรื่องเผารถเมล์ผมก็ได้ให้หน่วยงานไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคนที่ไปกระทําอยู่แล้ว ส่วนว่าคดีเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของตํารวจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ท่านก็จะตอบเอง ส่วนเรื่องที่ท่านกล่าวหาผมเหมือนกล่าวหาน้อย แต่ว่าท่านถอดถอนผม ผมต้องชี้แจง นะครับ

ประเด็นแรก ท่านบอกว่าเรื่องรถตู้ที่ท่านพูด เรื่องรถตู้ที่มีนโยบายแล้วบอกว่า มีส่วนต่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ ผมกราบเรียนเลยว่าผมเรียนที่ไปที่มานิดหนึ่ง เพื่อจะได้เข้าใจ ว่าโครงการนี้ไม่ได้เกิดในยุคผม ที่จริงโครงการนี้เกิดขึ้นในยุคปี ๒๕๔๘ ถ้าท่านจําไม่ผิด ก็รัฐบาลของใครท่านก็ไปจําเอา ในยุคปี ๒๕๔๘ เขามีมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ที่จะให้ส่งเสริมการใช้รถตู้เอ็นจีวีเป็นรถร่วม ขสมก. ในกรุงเทพฯ ขณะนั้นก็มีการไปเปิด โครงการ อันนี้คือภาพของท่านรัฐมนตรีที่ไปกล่าวรายงานในการเปิดโครงการที่ใช้รถเอ็นจีวี หลังคาสูง นี่คือภาพของท่านประธานในงาน ก็คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปเปิดโครงการนี้ คือส่งเสริมให้มีการใช้รถเอ็นจีวีเพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งตอนนั้นพลังงานมีปัญหา โครงการนี้ ที่ไปที่มาของโครงการ ฉะนั้นโครงการรถเอ็นจีวีไม่ได้เริ่มในยุคผมเป็นยุคก่อนหน้าผม คือเริ่มจากปี ๒๕๔๘ ที่ส่งเสริมให้ใช้รถเอ็นจีวีในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็อย่างที่มติ คณะรัฐมนตรีได้ให้ไว้เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘ อันนี้คือมติคณะรัฐมนตรีให้ไว้ก่อน พอหลังจากนั้นในปี ๒๕๕๑ คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางก็ได้มีมติที่จะอนุมัติในปี ๒๕๕๑ ในปี ๒๕๕๑ นี่ ขนส่งทางบกกลางมีมติอยู่ ๓ ข้อที่จะให้แก้ไขปัญหารถตู้ในเขตปริมณฑล ๓๐๐ กิโลเมตร คือ ๑. ต้องเป็นหลังคาสูง ๒. เป็นเอ็นจีวี ๓. ต้องเป็นรถที่ใช้ไม่เกิน ๑๐ ปี อันนี้ก่อนผม ปี ๒๕๕๑ อันนี้คือผมลําดับให้ท่านประธานและท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ รวมทั้งคนที่ฟัง ป.ป.ช. ที่ฟังผมอยู่ว่าโครงการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนผม แล้วก็มติทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นก่อนผม เมื่อผมมารับตําแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ ผมได้ แต่งตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหารถตู้ ผมกราบเรียนว่าอย่างที่ท่านสมาชิกท่านพูดนั่นถูกแล้ว ที่บอกว่ารถตู้วิ่งเกลื่อนเมืองอยู่ขณะนี้ มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เยอะแยะมาก แล้วก็จอดที่ไม่เป็นระบบ ใต้ทางด่วนบ้างอะไรทั้งหลาย ท่านสมาชิกในสภาท่านทราบดี ที่จริงเรื่องรถตู้ผมไม่ควร ไปตอแยด้วยซ้ําเพราะผลประโยชน์มันมหาศาล แต่ผมเห็นว่าถ้าปล่อยปละละเลยอยู่อย่างนี้ มันจะทําให้ประชาชนที่ใช้รถตู้ไม่ได้รับการคุ้มครอง ใช้รถตู้ที่ไม่มีคุณภาพและที่สําคัญก็คือ ทําลายระบบการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครหมด ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ ไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า ฉะนั้นจึงได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีขออนุญาตที่จะใช้ โครงการจัดระเบียบรถตู้ ตามผลการศึกษาตามมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งทําไว้ก่อนยุคผมอยู่แล้ว ผมก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาอีกคณะหนึ่งนะครับ อันนี้คือได้แต่งตั้ง คณะทํางานในยุคผมก็คือ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านประกิจ พลเดช เป็นประธาน คณะทํางาน ให้ไปพิจารณาแก้ไขปัญหารถตู้ที่เดินผิดกฎหมายตามแนวนโยบายของกระทรวง คมนาคม ให้เสนอแนวทางและมาตรการการจัดระเบียบรถตู้ และมอบหมายให้แต่งตั้งบุคคล เพื่อปฏิบัติงานในโครงการนี้ อันนี้คือคําสั่งผมที่ให้ไปจัดระเบียบรถตู้ คณะทํางานก็ไปทํางาน มาตามลําดับ หลังจากที่คณะทํางานไปทํางานแล้ว ผมก็เห็นปัญหาว่าวันนี้ที่มารายงานผมว่า รถตู้ที่มันวิ่งเกลื่อนกันทั้งหมดมีอยู่ ๖,๐๐๐ คัน ผมก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยว่าเอาอย่างนี้ ให้นัด เจ้าของรถตู้ทั้งหมดที่มีวิ่งอยู่ ณ ขณะนี้ ไปพบกันไปลงทะเบียนที่เมืองทอง วันนั้นก็มีการ เอาผมไปพบกับผู้ประกอบการรถตู้ทั้งหมดที่เมืองทอง ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมรับฟังการชี้แจง และลงทะเบียนครั้งนั้นก็คือ ๓,๒๕๕ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่สงสัย เพราะว่าท่านถอดถอน ผมหนักเรื่องนี้ ท่านบอกว่าผมมีผลประโยชน์ทับซ้อน ออกนโยบาย ทํามาหากินเรื่องนี้ ท่านรู้ไหมครับว่าผมไปประกาศอะไร วันนี้ท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ ท่านต้องทราบว่ารถตู้ที่วิ่งอยู่ในขณะนี้เขาไม่ได้ปล้นใคร เขาหากินโดยสุจริตแต่มันผิดระเบียบ กฎหมายของบ้านเมือง แล้วมันวิ่งกันอยู่ทุกวันนี้ท่านจะเห็นคดีข่มขืนอะไรที่เอารถตู้ไปทํามิดี มิร้าย เอาผู้โดยสารไป ฉะนั้นผมเอง ผมยอมเสี่ยงเรื่องนี้ ผมบอกว่าอย่างไรก็ต้องทํา เพื่อคนที่เขาหาเช้ากินค่ํา กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท ต้องไปเสียเบี้ยใบ้รายทางอย่างที่ทราบ ผมก็ไปพบกับรถตู้ ๓,๐๐๐ กว่าคนที่มาร่วมประชุมที่เมืองทอง สิ่งที่ผมไปให้นโยบายบอกว่า ๑. ต้องเป็นรถตู้ที่วิ่งจริงมีเส้นทางวิ่งจริงอยู่ ณ ขณะนี้ แล้วต้องมีรถตู้จริง ไม่ใช่เป็นรถตู้ ใครต่อใครทั้งหมด ๒. จะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายเบี้ยใบ้รายทางแต่อย่างใด ยกเว้นระเบียบของ ทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ ถ้าผมต้องการทําโครงการนี้เพื่อที่จะหาผลประโยชน์ จากโครงการนี้ ผมไม่เอาหน้าเอาตาคนที่เป็นรัฐมนตรีไปประกาศต่อหน้าคน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนหรอก แล้วก็ไปประกาศเบอร์โทรศัพท์ด้วยว่าใครมีปัญหาบอกผมมาเลย ใครที่ไปเสียผลประโยชน์อะไรแจ้งผม ผมก็รับโทรศัพท์เรื่องนี้จนวุ่นวายกันไปหมด หลังจากที่ผมได้ไปให้นโยบายแล้ว ผมกลับมาให้นโยบายของข้าราชการในกระทรวงว่าเรื่องนี้ ต้องทําให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ทําเพื่อช่วยเหลือคนจริง ๆ ช่วยเหลือทั้งประชาชน ช่วยเหลือ ทั้งคนที่ขับรถตู้ ช่วยเหลือทั้งระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล สิ่งที่ผมมาให้นโยบายวันนั้น ยังไม่พอครับ หลังจากนั้นผมก็ทราบว่ามันมีปัญหาอะไรต่าง ๆ ผมจึงได้ออกคําสั่งฉบับหนึ่งเป็นนโยบายของผม ออกคําสั่งฉบับหนึ่งเพื่อที่จะให้หน่วยงาน ไปปฏิบัติได้ถูกต้อง ในคําสั่งที่ผมให้คราวนั้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร ท่านประธานที่เคารพ นี่คือคําสั่งหนังสือของผมที่แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดระเบียบรถตู้ครั้งนี้ ๑. ต้องไม่ผิดกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ๒. ต้องจัดระเบียบเพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนและความต้องการ และเพิ่มทางเลือกทางบริการให้แก่ประชาชน ๓. หากการดําเนินการดังกล่าวไปกระทบกับผู้ประกอบการรายใดต้องมีมาตรการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ และต้องดําเนินการตามนโยบายของกระทรวงให้รอบคอบและโปร่งใสเป็น ประโยชน์แก่ทางราชการ นี่คือหนังสือที่ผมกําชับหลังจากที่มอบนโยบายแก่ข้าราชการไป แล้วยังกําชับเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรให้หน่วยงานไปปฏิบัติ ผมกราบเรียนเลยครับว่า วันนี้ปัญหารถตู้เป็นปัญหาของสังคม สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านว่าผมได้พูดกับข้าราชการใน กระทรวงบอกว่าถ้าใครไปทํามาหากินเรื่องนี้มีหลักฐานผมเอาตาย เพราะผมไปประกาศแก่ หน้าประชาชนตั้ง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนในเรื่องนี้ หลังจากนั้นการดําเนินการต่าง ๆ ก็เป็นไป คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางร่วมกับบริษัทขนส่งก็คือ บขส. ก็ไปดําเนินการ ขึ้นทะเบียน ขึ้นทะเบียน รถตู้ทั้งหมดที่ไปขึ้นทะเบียนที่มีปรากฏอยู่ในสาระบบที่บอกว่า ๙,๐๐๐ กว่าคัน ผมกราบเรียนว่ารถตู้ที่ไปจัดระเบียบของกระทรวงคมนาคม ทั้งหมดที่บอกว่า ๙,๐๐๐ คัน ไปจัดระเบียบจริง ๆ คือ ๓,๔๗๖ คัน ๓,๔๗๖ คันนี้ รถสภาพเดิมคือเอารถเดิม ๆ มาขึ้นทะเบียนเราจดให้เลย ท่านจะบอกว่าผมไปสั่งซื้อรถได้อย่างไร รถที่เป็นรถเดิม ๆ มาจด ทะเบียน ๒,๙๒๓ คัน เป็นรถหลังคาสูงเอ็นจีวี ๑,๙๒๖ คัน เป็นรถหลังคาสูงดีเซล ๑๘๓ คัน และเป็นรถหลังคาเตี้ย ๘๐๐ กว่าคัน เราจดให้หมดครับ นี่คือสภาพที่ไปจดรถ แต่เป็นรถใหม่ รถใหม่ที่เขาออกใหม่ใน ๓,๔๗๖ คัน คือ ๕๕๕ คัน เป็นรถหลังคาสูง ๔๐๐ กว่าคัน เป็นรถที่ หลังคาต่ํา เชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ คือ ๙๙๔ คัน อันนี้คือปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา เมื่อผม รับทราบ ฉะนั้นผมก็รู้ว่าเมื่อความต้องการของรถตู้มันสูงก็มีคําครหาเยอะแยะ มีคําร้องเรียน มาที่ผม ผมก็ได้ไปตั้งคณะกรรมการ โดยท่านปลัดกระทรวงได้สั่งการให้ดูเรื่องนี้ จนเป็น หนังสืออีกฉบับหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานเพื่อท่านสมาชิกจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่ ท่านกล่าวหาผมว่าออกโครงการนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะหาผลประโยชน์จากคนซื้อรถ เพื่อบอกว่ารถราคาสูง เพื่อที่จะบอกว่าเพื่อไปล็อค สเปค ให้รถราคาสูง ข้อสรุปของคณะกรรมการ ที่สรุปมายังผม ท่านปลัดได้เกษียนหนังสือมาหาผมบอกว่า ในกรณีของ บขส. เห็นควรปฏิบัติตาม ข้อ ๑ ข้อ ๒ ก็คือผู้ประกอบการรายใดที่มีอยู่แล้วก็ให้มาจดเราก็รับจดไป ส่วนในกรณี คุณลักษณะของรถที่ผู้ประกอบการนี่ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน จึงขอเสนอควรยกเลิกรถ ที่หลังคาสูงให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ประกอบการเอง และในกรณีก๊าซเอ็นจีวี ก็ให้ยกเลิก สรุปความก็คือให้ยกเลิกทั้งรถหลังคาสูงและรถเอ็นจีวี เมื่อถึงผม ผมก็บอกว่าทราบและแจ้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการ จนนํามาเป็นเหตุที่คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ได้ยกเลิกตามประกาศนี้ ขณะนี้ได้ยกเลิกทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ท่านดําเนินการมาก็คือ ริเริ่มในปี ๒๕๔๘ ที่จะให้รถตู้หลังคาสูงที่ท่านบอกว่ารถตู้หลังคาสูงเอ็นจีวีมายกเลิกในยุคผม ส่วนที่ ท่านกล่าวหาผมบอกว่ามีการนํารถ มีการออกนโยบายนี้แล้วมีส่วนต่างที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ข้อมูลนี้ก็คือข้อมูลจากกกรมการขนส่งทางบกที่ผมได้ไป ตรวจสอบ เมื่อปี ๒๕๔๙ นี้รถที่โตโยต้าเขานํามาจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกนี้ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วเขามาซื้อขายกันในราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้คือซื้อขาย ตามทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก ตามเอกสารของกรมการขนส่งทางบกที่ต้องเสียภาษี ในปี ๒๕๕๐ นี้ต้นทุนของรถที่โตโยต้าเขาขายก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เขาขายกันที่มาจด ทะเบียนซื้อขายกันก็ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๑ ก็ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ต้นทุนก็คือ ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ นี่คือในยุคของผม อันนี้คือในยุคของรัฐบาลก่อน ๆ นั้น ในยุคของผมก็คือ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๒ นี้รถที่มาจดทะเบียนต้นทุนที่เขาแจ้งจดทะเบียนกับ กรมการขนส่งทางบกก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ราคารถก็คือ ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๓ รถที่จดทะเบียนก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ บาท รถก็ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐-๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นท่านถามผมว่าส่วนต่างไปไหน ผมกราบเรียนว่านี่คือกลไกการตลาดที่เกิดขึ้นก่อนผม เกิดขึ้นก่อนผม ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นในยุคผม ผมต่างหากที่มายกเลิกเรื่องที่ท่านดําเนินการไป ถ้าท่านบอกว่าโครงการนี้เพื่อหาประโยชน์ เพื่อออกสเปกล็อกประโยชน์ เพื่อออกนโยบาย เพื่อทํามาหากิน ท่านเป็นคนออกไม่ใช่ผม ฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าเรื่องรถตู้นี้ ผมเรียนว่าเป็นปัญหาของสังคมจริง ๆ อย่างที่ท่านสมาชิกพูดถึงนั้น ใช่ ว่ารถตู้ที่วิ่งอยู่ขณะนี้ มันเยอะมาก เยอะจนเป็นปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นในอนาคตที่เราจัด ระเบียบรถตู้ต่อไปก็คือ ๑. เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นป้ายเหลืองแล้ว ไม่ว่ารถอะไรที่มาเป็นป้ายเหลือง แล้วนี้จะต้องมีสถานีจอด ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการที่จะพิจารณาสถานี จอดเหมือนหมอชิต ก็จะมีจับให้รถตู้ไปจอดตามสถานี มีการควบคุมราคา มีการควบคุม มาตรฐาน เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงที่กระทรวงคมนาคมดําเนินการในเรื่องการจัด ระเบียบรถตู้นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ ๑. คือเจ้าของรถที่เขาวิ่งกันอยู่ตามเส้นทางที่ผิดกฎหมาย ช่วยมาให้ถูกกฎหมาย รถอื่นที่ไม่ใช่มีวิ่งอยู่แล้วไม่อนุญาต ๒. เป็นการช่วยเหลือผู้โดยสารคือ ผู้บริโภคทั้งหมดให้มีการได้คุ้มครอง ๓. ก็คือเป็นการจัดระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร ให้เกิดความสมดุล ฉะนั้นต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่กรุณาบอกเรื่องนี้ ผมจะได้ชี้แจงท่านประธาน ให้เข้าใจว่าเรื่องนี้ตั้งใจทํา ตั้งใจทําเพื่อเป็นประโยชน์ของคนที่หาเช้ากินค่ํา หาเงินส่งงวดรถ โดยไม่ถูกเบียดบังจากผู้ที่เอาเปรียบกินบนหลังคน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิกที่ยื่นอภิปราย ผมว่าเรื่องนี้ตรงไปตรงมาจริง ๆ กราบขอบคุณครับ