รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑ (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๒๖ ถึง วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีผู้เซ็นชื่อเข้าประชุม ๑๙๒ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุม เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ มี ๓ ท่านได้ขอปรึกษาหารือคนละ ๒ นาทีนะครับ คุณขยัน วิพรหมชัย เชิญเลยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือ ปัญหาในพื้นที่จังหวัดลําพูน
เรื่องที่ ๑ เทศบาลตําบลบ้านโฮ่ง อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ขอดําเนินการขุดลอกลํานํ้าลี้จากกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เพื่อดําเนินการแก้ไข ปัญหานํ้าท่วม ซึ่งถ้าหากกรมเจ้าท่าดําเนินการขุดลอกต้องใช้งบประมาณจํานวน หลายสิบล้านบาท แต่เทศบาลตําบลบ้านโฮ่งขอดําเนินการขุดลอกเองเพื่อเป็ น การประหยัดงบประมาณของราชการ
เรื่องที่ ๒ กํานันตําบลนาทราย อําเภอลี้ จังหวัดลําพูนขอขุดลอกลําเหมืองแม่ลอง หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๑๐ ตําบลนาทราย เพราะลําเหมืองตื้นเขิน
เรื่องที่ ๓ ชุมชนบ้านห้วยต้ม อําเภอลี้ จังหวัดลําพูนขอขุดลอกลําเหมืองแม่ปู เพราะลําเหมืองตื้นเขิน
เรื่องที่ ๔ พี่น้องหมู่ที่ ๓ บ้านปู ตําบลลี้ ขอเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งทางราชการ ได้ดําเนินการเวนคืนที่ดินดังกล่าวเพื่อไปทําเหมืองแร่ แต่ขณะนี้ชาวบ้านได้ย้ายไปอยู่ ในเขตป่าสงวนซึ่งเสื่อมโทรมแล้ว ชาวบ้านก็ขอให้ทางราชการได้ดําเนินการออกเอกสารสิทธิ คืนให้กับชาวบ้าน
เรื่องที่ ๕ เทศบาลตําบลหนองยวงขอไฟฟ้ำแสงสว่างในเขตถนนบ้านเหล่าดู่ และบ้านห้วยปันจ้อย
เรื่องที่ ๖ ได้เกิดวาตภัยในเขตพื้นที่ตําบลป่ำพลู อําเภอบ้านโฮ่ง ตําบลทาขุมเงิน อําเภอแม่ทา ตําบลนครเจดีย์ ทําให้บ้านเรือน สวนลําไย ได้รับความเสียหาย เป็นจํานวนมาก นอกจากนั้นก็มีคนเสียชีวิต จึงอยากจะฝากท่านประธานสั่งการไปยัง กระทรวงมหาดไทยให้ดําเนินการเร่งรัดในการช่วยเหลือบรรเทาเยียวยาพี่น้องที่ประสบ วาตภัยในครั้งนี้ด้วย
เรื่องสุดท้าย ชาวบ้านบ้านห้วยม้าโก้ง บ้านทรายทอง ตําบลป่ำสัก อําเภอเมือง จังหวัดลําพูนขอบ่อนํ้าเพื่อการเกษตร กราบขอบคุณครับ
ต่อไปคุณวัชระ เพชรทอง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ความเดือดร้อนของประชาชนนั้นมีทุกวัน ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้โปรด ไปทําการปราบปรามการเปิดบ่อนการพนันจับยี่กีในเขตหนองแขม เพราะเนื่องจากว่า มีการเปิ ดบ่อนการพนันจับยี่กีในเขตหนองแขมมากเป็ นพิเศษในขณะนี้ ในหลาย ๆ หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านพงษ์ศิริชัย ๔ หมู่บ้านศูนย์การค้าหนองแขม หมู่บ้านหรรษากรมที่ดิน และทําการเล่นกันถึงวันละ ๑๐ ครั้ง ซึ่งเป็นการสวนนโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ขอกราบเรียนเรื่องการสร้างถนนสายร่มไทร ซึ่งเป็นถนนสายที่เชื่อมต่อระหว่างถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกกับบางบอน ๓ ปรากฏว่า พี่น้องเดือดร้อนเป็นอันมากยังสร้างไม่เสร็จ และเสร็จล่าช้าเกินกว่าที่กําหนด ท่านประธานครับ ที่สําคัญนักข่าวสาวสวยจากช่อง ๓ ขวัญใจของท่านประธานชื่อน้องเทมก็ร้องเรียนมาด้วย ว่าบ้านอยู่ในถนนสายนั้น
ผมไม่มีขวัญใจอย่างท่าน หรอกครับ
ครับ กราบขออภัยท่านประธาน ที่เคารพครับ
เอาเรื่องของคุณดีกว่า อย่าเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม
เดือดร้อนเป็นอันมาก และถนน ที่นั่นก็ปรากฏว่ายํ่าแย่ อยากให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดแก้ไขและสร้างให้เสร็จ ทันกําหนด รวมทั้งถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ในเขตหนองแขม
ท่านประธานครับ และอีกเรื่องคือเรื่องยุงลายชุกชุม อยากให้หน่วยราชการ กรุงเทพมหานครไปพ่นกําจัดยุงลาย
เรื่องสําคัญคือสืบเนื่องจากการใช้มาตรการเคอร์ฟิว (Curfew) ทําให้ พี่น้องประชาชนที่มีอาชีพขายผ้าที่ตลาดโบ๊เบ๊ในเวลากลางคืนเดือดร้อนไม่สามารถ ทํามาหากินได้ อยากให้รัฐบาลหาทางช่วยเหลือ
เรื่องของโรงงานใจบาปที่ปล่อยนํ้าเสียลงในคลองภาษีเจริญ ในเขตอําเภอ กระทุ่มแบน และในเขตของกรุงเทพมหานคร อยากให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สํานักงานสิ่งแวดล้อม และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไปทําการจับกุมโรงงานที่ปล่อยนํ้าเสีย เพราะทําให้ปลาตายเป็นอันมาก
สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมทราบข่าวว่ามีการจะลอบสังหาร ท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อยากให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ติดตามและอย่าให้กรณีอย่างนี้เกิดขึ้น ในประเทศของเรา ขอบคุณครับ
คุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทย เรื่องที่ผมจะหารือต่อไปนี้เป็นเรื่องอยู่ในความรับผิดชอบ ของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ต้องฝากถึงรัฐบาลได้ช่วย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องภาคอีสาน เพราะปัจจุบันขาดแคลนนํ้าเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะนํ้าดื่มนํ้าใช้ นํ้าประปาขุ่นและแดงสกปรกดื่มไม่ได้ นํ้าเพื่อการเกษตรก็ไม่มี โดยเฉพาะที่ตําบลบ้านแพง อําเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม อ่างเก็บนํ้าหนองเครือเขา ซึ่งเป็นอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่ ขนาด ๖๐๐ ไร่ เป็นแหล่งนํ้าอุปโภคบริโภคและนํ้าเพื่อการเกษตร ปัจจุบันตื้นเขิน นํ้าแห้ง นํ้าประปาขุ่นดื่มไม่ได้ นํ้าเพื่อการเกษตรก็ขาดแคลน พี่น้องเกษตรกร หลายหมู่บ้านต้องแย่งนํ้าจากอ่างเก็บนํ้าหนองเครือเขาที่เป็นแหล่งนํ้าแห่งเดียวกัน จึงอยากจะขอให้กรมชลประทานได้ไปขุดลอกอ่างเก็บนํ้าหนองเครือเขาที่ตําบลบ้านแพง อําเภอบ้านแพงให้ลึก ๑-๒ เมตร ซึ่งจะเป็นนํ้าเพื่อการเกษตรแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้มี นํ้าดื่มนํ้าใช้เพื่อการเกษตรตลอดปี
แห่งที่ ๒ ที่เป็นปัญหาอยู่เป็นจํานวนมาก เพราะว่าในหน้าฝนนํ้าท่วม หน้าแล้งไม่มีนํ้า จึงอยากจะขอให้กรมชลประทานได้ทําประตูเปิดปิดระบายนํ้าห้วยลังกา ที่บ้านท่าลาด ตําบลบ้านแพง อําเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เพราะว่าจะได้เก็บกักนํ้า ไม่ให้นํ้าไหลลงแม่นํ้าโขงทั้งหมด แล้วก็พี่น้องเกษตรกรจะได้มีนํ้าเพื่อการเกษตรตลอดปี
ต่อมาเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. นครพนม จากถนนทางหลวง ๒๑๒ เขตเทศบาล อําเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นถนนสําหรับไปสู่แหล่งท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ภูลังกา เป็นนํ้าตกตาดขาม ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมาหลายปียังไม่ได้มีการซ่อมแซม และ อบจ. นครพนมก็ไม่มีงบประมาณ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณนิยม วรปัญญา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี เขต ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรจํานวนมาก แล้วก็ พระสงฆ์ด้วยครับ ขอให้ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง สําหรับคลองลํานารายณ์ คลองเดื่อ คลองสะแก ปีกลายได้ขุดให้แต่พองบประมาณไปถึงก็เป็นหน้าฝนเลยขุดได้นิดเดียว แล้วก็เลยต้องคืนเงิน
ข้อ ๒ ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขุดลอกคลอง แล้วก็ให้เป็นห้วงเป็นวัง ไม่ใช่ขุดแล้วนํ้าไหลเลย ขุดกักเก็บนํ้า ๓๙ แห่งที่จังหวัดลพบุรี
ข้อ ๓ ขอให้ชาวไร่อ้อยได้รับเงินเกี๊ยวอย่างที่เคย อันนี้ชาวไร่อ้อย ไปร้องเรียนจํานวนมากว่าทางโรงงานนํ้าตาลไม่จ่ายค่าเกี๊ยวให้
ข้อ ๔ ขอให้แบ่งเงินปันผล ๗๐ : ๓๐ ตาม พ.ร.บ. อ้อยและนํ้าตาลทราย ให้ชาวไร่อ้อยอีกสักตันละ ๓๐๐ บาท
ข้อ ๕ ขอให้กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝี มือแรงงาน กรมการศึกษา นอกโรงเรียน ช่วยเร่งอบรมสอนวิชาชีพไฟฟ้ำ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเชื่อม จักสานและทอผ้า
ข้อ ๖ ขอให้ประกันราคาข้าวเกวียนละ ๑๔,๐๐๐ บาท ปัจจุบันนี้ชาวนา ขายข้าวได้เกวียนหนึ่ง ๖,๐๐๐ กว่าบาทยังมีอยู่ครับ เพราะว่ากําหนดที่ประกันไว้นั้น มันไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้ทั่วถึงได้ ขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ไขระเบียบใหม่นะครับ
ข้อ ๗ ขอให้เร่งเจาะบ่อบาดาลให้กับจังหวัดลพบุรี ๓๐ บ่อ
สําหรับรายละเอียดผมได้เสนอไปยังท่านประธานแล้วนะครับ ขอตามหนังสือนั้น อันนี้ผมพูดรายละเอียดทั้งหมดคงไม่ทันครับ
ต่อไปคุณนริศ ขํานุรักษ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือ
เรื่องที่ ๑ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบาย และสนับสนุนให้มีโรงเรียนปอเนาะต้นแบบขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ผมกราบเรียนว่าในจังหวัดพัทลุงของผม มีโรงเรียนปอเนาะประมาณ ๕๐ ที่เช่นเดียวกันนะครับ อยากขอให้ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนให้มีโรงเรียนปอเนาะต้นแบบสัก ๑๐ ที่นะครับ
เรื่องที่ ๒ ฝากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้งบประมาณ ที่รัฐบาลจัดสรรให้ อสม. ที่ให้ อบจ. ตั้งเบิก แล้วก็มีมติคณะรัฐมนตรีให้ อบจ. โอนเงิน ไปให้สาธารณสุขจังหวัดเป็นหน่วยงานตั้งเบิก ขณะนี้จังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดเดียว ที่ อบจ. ยังไม่ส่งมอบเงินดังกล่าวให้กับสาธารณสุขจังหวัดในการเบิกจ่าย ทําให้เกิดปัญหา มากมายทีเดียวนะครับ
เรื่องที่ ๓ ผมอยากให้ทาง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรุณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงได้ตรวจสอบดําเนินการ เพราะว่าขณะนี้ ในจังหวัดพัทลุงมีการพนันมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นวัวชน วัวเถื่อนนะครับ แล้วก็มี การเล่นการพนัน ลองสอบถามครับว่าขณะนี้จังหวัดมีอะไรมันถึงทําให้จังหวัดพัทลุง มีการพนันมากทีเดียว หรือว่าไปหาเงินมาทําอะไร ท่านช่วยตรวจสอบแล้วก็ดําเนินการ ให้ผมด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๔ ถนนทุกสายในจังหวัดพัทลุงที่เป็นถนนเลียบคลองชลประทาน ชํารุดเสียหายและชลประทานไม่มีเงินงบประมาณซ่อมแซมบํารุงแต่อย่างใดนะครับ มุ่งซ่อมแซมเฉพาะส่วนที่เป็นทางนํ้า แต่ว่าถนนนี้เป็นประโยชน์มาก ผมก็อยากกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าขอให้รัฐบาลได้สนับสนุนการปรับปรุงถนนของชลประทาน ด้วยครับ กราบขอบคุณครับ
เชิญคุณสถาพร มณีรัตน์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย สืบเนื่องมาจากงบไทยเข้มแข็งของจังหวัดลําพูนที่ได้รับจัดสรรไป ๔๗ ล้านบาท โดยการขุดลอกลํานํ้าลี้ ลํานํ้าแม่กวง ลํานํ้าทา และลํานํ้าสาขาลํานํ้าแม่กวง มีการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งผมเองก็แปลกใจว่าทําไมไม่มีอีออคชัน (e-Auction) ซึ่งทางผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยในเขตจังหวัดลําพูนได้ร้องเรียน ผ่านกระผมมาปรึกษา วันนี้ผมเห็นว่าท่านมากันพร้อมหน้าก็เลยอยากจะใคร่ใช้เวที สภาแห่งนี้หารือความชอบธรรมว่างบไทยเข้มแข็งนั้นให้อํานาจใคร อย่างไร ทําไมไม่มี การประมูล เขาเรียกว่าประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือว่าเป็นการโปร่งใสที่สุด ทําไม ต้องให้อํานาจผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อํานาจจ้างในกรณีพิเศษโดยอ้างว่าจะหมดเวลา รัฐบาลจะต้องเอางบคืน อะไรทํานองนี้ละครับ ผมเองก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ว่าได้รับ การร้องเรียนจากผู้ประกอบการในจังหวัดลําพูนหลายเรื่อง ก็นําเรียนท่านที่เกี่ยวข้อง ช่วยดําเนินการโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นจะไม่ทันกาลและจะทําให้โครงการดี ๆ ของท่านนั้น ไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล เพราะว่าขณะนี้ฤดูฝนก็จะเข้ามาแล้ว ถ้าเราอนุมัติ โครงการขุดลอกไปก็จะได้ขุดลอกเฉพาะส่วน ๆ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เรื่องที่ ๒ ก็คือผักตบชวาลํานํ้าแม่กวงมีเป็นจํานวนมาก ก็อยากจะนําเรียน ท่านผู้เกี่ยวข้องช่วยจัดงบประมาณในการขุดลอกผักตบชวาจากลํานํ้าแม่กวงให้หมดสิ้น เพราะว่าลํานํ้าแม่กวงนั้นเป็ นลํานํ้าสาขาใหญ่ในการที่อุดหนุนนํ้าภาคเกษตร แล้วยังอุดหนุนภาคนิคมอุตสาหกรรมด้วย พอมีผักตบชวามากก็ทําให้นํ้าเน่าเสีย ขอกราบเรียนท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัด ชัยภูมิ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะปรึกษาหารือเรื่องของบ้านเมือง เมื่อเช้าผมฟังข่าว จากช่อง ๓ เขาไปสํารวจ ท่านประธานทราบไหมครับคนที่เสียหายจากกรณีเหตุการณ์ ที่มันเกิดขึ้นอย่างเลวร้ายในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายย่อย ในแถวราชประสงค์ในแถวนั้นทั้งหมดเขาร้องเรียนและปรึกษาผมว่าคนที่เสียหายจริง ๆ ไม่ใช่คนที่เป็นผู้เช่า เป็นคนเช่าช่วง เช่ากันมาไม่รู้กี่ช่วง ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะ คุณอภิสิทธิ์ต้องไปตรวจสอบ จะใช้เงินกี่พันล้าน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ให้ไปถึงมือคนที่ เดือดร้อนจริง ๆ เพราะอะไรครับ เพราะตอนนี้เท่าที่ทราบคนที่เช่าช่วง คนที่ไม่ได้เสียหายอะไร กําลังไปขอรับเงินแต่คนที่เสียหายจริง ๆ เขาไม่ได้ ตอนนี้กําลังมีขบวนการที่จะเรียกเงิน จากรัฐบาลโดยที่เขาไม่เสียหาย ตอนนี้ผมกังวลใจ ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องขอโทษพี่น้องประชาชนทุกคนแทนรัฐบาล ผมขอโทษจริง ๆ ที่ทําให้เกิดความสูญเสีย ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าผมเลือกได้ผมไม่อยากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ทําให้ประชาชนต้องสูญเสียถึง ๑๐๐ ศพ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผมยินดี ให้อภัย ผมยินดีปรองดองกับท่าน แต่ผมว่าท่านต้องไปคุยกับคนที่ท่านจะปรองดอง ผมจะให้อภัยครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณคมเดช ไชยศิวามงคล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล กราบเรียนท่านประธานครับ ในโอกาสที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาเช้าหน่อย ผมอยากป้ อนข้อมูลกับท่านนิดหนึ่งว่าการปรองดองของประเทศ ถ้าท่าน ตัดสินใจผิดมันจะเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง สงครามกลางเมือง ถ้าแก้ไขปัญหาผิด จะเป็ นสงครามเต็มเมืองเลย ชาวบ้านที่มาเรียกร้องทั้งหมดเกิดการพัฒนาการ จากระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ ในการที่ให้สภาตําบล เป็นนิติบุคคล มันมาจากนั้นแล้ว มันไม่ได้ก้าวกระโดดมา เป็นระบอบประชาธิปไตย ที่เรียนรู้ การเมืองไม่มีโรงเรียนอย่างชัดเจน ไม่มีสูตรสําเร็จ มันมาจากนั่น มันขับเคลื่อนมา สิ่งที่ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตก็คือคําว่าก่อการร้าย อาวุธสงครามเป็นรถ ๆ มันเกิดขึ้น ได้อย่างไรว่าในม็อบ (Mob)
๑. มีนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ
๒. ในสถานที่แห่งนั้นมีวงจรปิดนับหมื่นตัว
๓. เฮลิคอปเตอร์บินอยู่ ๒-๓ ลํา
๔. ตึกสูงมีคนอยู่ทุกตึกตรงนั้น
๕. กล้องมือถือทุกคนเป็นหมื่นตัว
๖. สันติบาลที่เข้าไปในม็อบอยู่ในนั้นปลอมปนเข้าไป
๗. ทหาร ตํารวจ อยู่รอบม็อบ ทําไมมันจะไม่เห็นอาวุธสงครามในส่วนนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ ระวังสงครามกลางเมืองมันจะเป็นสงครามเต็มเมือง
หมดเวลาแล้วครับ ประทานโทษครับ เนื่องจากวันนี้พระราชบัญญัติงบประมาณเป็นเรื่องสําคัญของแผ่นดิน กระผมขอความกรุณา ขณะนี้ผมขอปิดการปรึกษา ผู้ที่จะปรึกษาทั้งสิ้นมีอยู่ ๑๐ ท่าน เอาไว้พรุ่งนี้เช้า มาแต่เช้าก็แล้วกัน มีรายชื่อดังต่อไปนี้นะครับ ท่านเชน เทือกสุบรรณ ท่านยุคล ท่านวิชัย ท่านอรรถพร ท่านบรรพต ท่านอรุณี ท่านสุนทรี ท่านอํานวย ท่านสมัย ท่านเกียรติ์อุดม พรุ่งนี้ต้องมาแต่เช้า ไม่อย่างนั้นก็ถูกตัดสิทธินะครับ
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๘ คน
ขณะนี้มีผู้เซ็นชื่อ เข้าประชุม ๒๔๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว กระผมขอดําเนินการประชุม ตามระเบียบวาระการประชุมนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ จึงขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้น เพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ
(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
เชิญเลขาธิการ อ่านพระบรมราชโองการ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศพระราชกฤษฎีกา
เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา
พ.ศ. ๒๕๕๓
__________
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
เป็นปีที่ ๖๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดําริว่า มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี”
เชิญนั่งครับ
๒.๒ รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ซึ่งไม่มี ในระเบียบวาระนะครับ
ด้วยในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวันนี้ นอกจากมีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาต ให้มีการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุม เพราะทุก ๆ ปี งบประมาณแผ่นดินจะมี การถ่ายทอด นอกจากวาระที่สองจะไม่มีการถ่ายทอดนะครับ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
ขอเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแถลงหลักการและเหตุผล เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้
หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นจํานวนไม่เกิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น เป็นจํานวน ๒,๐๓๙,๖๕๓,๙๓๗,๖๐๐ บาท และเพื่อชดใช้ เงินคงคลัง เป็นจํานวน ๓๐,๓๔๖,๐๖๒,๔๐๐ บาท
เหตุผล
๑. เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นได้มีงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ สําหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน
๒. เพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ว่าด้วยเงินคงคลัง ที่กําหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลขออนุญาตเสนอคําแถลงประกอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับสมบูรณ์ เป็นเอกสาร และขอสรุปสาระสําคัญดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่คณะรัฐมนตรีนําเสนอต่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายสําคัญ ๒ ประการคือ
ประการแรก เพื่อให้งบประมาณเป็นกลไกในการเสริมสร้างความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ซึ่งจากระยะเวลา ๑๗ เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้ ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจจากเดิมที่ลดลงร้อยละ ๗.๑ ในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๒ ให้กลับมาขยายตัวถึงร้อยละ ๑๒ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันถึงความถูกต้องเหมาะสมของแนวทางการดําเนินงานทางเศรษฐกิจ ในระยะที่ผ่านมา
ประการที่สอง ใช้กลไกของงบประมาณสําหรับวางรากฐานของประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคมที่เป็นปัญหาต่อเนื่อง มาเป็นเวลานาน ดังจะเห็นได้จากสถิติช่องว่างความเหลื่อมลํ้ารายได้ระหว่างกลุ่มประชากร ร้อยละ ๒๐ ที่มีรายได้สูงสุดกับกลุ่มประชากรร้อยละ ๒๐ ที่มีรายได้ตํ่าสุด ที่มีความห่างกัน ถึง ๑๒.๗ เท่า ในปี ๒๕๕๑ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากข้อมูลสถิติในปี ๒๕๒๙ ที่มีช่องว่างห่างกัน ๑๒.๘ เท่า ดังนั้นนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ได้ดําเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา จึงให้ความสําคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้าของรายได้ และสร้าง ความเป็นธรรมในสังคมด้วยการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อย การขยายโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เพิ่มโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และคนชรา ให้ได้รับเบี้ยยังชีพและสวัสดิการสังคมมากขึ้น ตลอดจนการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและประกอบอาชีพ ทางการเกษตรผ่านโครงการประกันรายได้เกษตรกรและโครงการลงทุนในระบบชลประทาน เพื่อพัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อเกษตรกรตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคภายใต้สังคมที่มี ความสมานฉันท์และพอเพียง
ก่อนที่จะแถลงสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมขอรายงานภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ฐานะ และนโยบายการเงินการคลังของประเทศดังต่อไปนี้
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๓ ขยายตัวร้อยละ ๑๒.๐ เร่งตัวขึ้น จากที่ขยายตัวร้อยละ ๕.๙ ในไตรมาสที่ ๔ ของปีที่ผ่านมา เป็นการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สําคัญได้แก่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออก สินค้าและบริการ รวมถึงการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวในอัตราสูง การบริโภคภาคเอกชน ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวต่อเนื่องของรายได้เกษตรกรและการจ้างงาน นอกจากนี้ การนําเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรได้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายตัว ของการลงทุนภาคเอกชน
สําหรับภาคการค้าต่างประเทศในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๓ ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยรวม ๒,๑๓๒.๙ ล้ำนดอลลาร์ สหรัฐ และ ๕,๒๕๒.๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลําดับ การส่งออกขยายตัวร้อยละ ๓๒.๐ จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวทั้งราคาและปริมาณ โดยเฉพาะ สินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ส่วนการนําเข้า ขยายตัวร้อยละ ๖๓.๖ ตามการขยายตัวของการนําเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเป็นสําคัญ
ในระยะเวลาที่เหลือของปี ๒๕๕๓ สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และภาคการท่องเที่ยว แต่จากความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจไทยประกอบกับการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการ ลงทุนภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงและรักษารายได้ของเกษตรกร โดยมาตรการประกันรายได้เกษตรกรจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี ๒๕๕๓ ขยายตัวประมาณร้อยละ ๓.๕ ถึงร้อยละ ๔.๕ อัตราเงินเฟ้ อประมาณร้อยละ ๓ ถึงร้อยละ ๔ อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงที่ควรต้องพึงระวังในระยะที่เหลือของปี ๒๕๕๓ ได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ความเปราะบางในการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก แรงกดดันด้านเงินเฟ้ อจากความผันผวนของราคานํ้ามันในตลาดโลก การแข็งค่าของเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
สําหรับปี ๒๕๕๔ คาดว่าแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สําคัญยังคงมาจาก การขยายตัวของการส่งออก ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภคและการจ้างงานขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การใช้กําลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามในปี ๒๕๕๔ ยังคงมี ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อความสามารถ ในการแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกของประเทศไทย การผันผวนของราคานํ้ามัน ที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ อ รวมทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นซึ่งจะทําให้ต้นทุน ในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น
ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บ รายได้สุทธิทั้งสิ้นจํานวน ๑,๗๒๐,๕๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๘.๖ จากปี ก่อน และเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จํานวน ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว คงเหลือเป็ นรายได้สุทธิที่สามารถนํามาจัดสรร เป็ นรายจ่ายของรัฐบาล จํานวน ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือร้ อยละ ๑๕.๙ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อให้เศรษฐกิจ สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้กําหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ รวมทั้งสิ้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เปรียบเทียบกับ งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพิ่มขึ้นเป็ นจํานวน ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ ๒๑.๘ โดยเป็นงบประมาณขาดดุล จํานวน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๔.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีจํานวนทั้งสิ้น ๑๘๘,๖๖๔.๒ ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จํานวนทั้งสิ้น ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท เพื่อชดใช้รายได้ที่ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้ว ตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๙ วรรคหนึ่ง
สําหรับฐานะและนโยบายการเงินนั้น นับตั้งแต่ช่วงปลายปี ๒๕๕๑ วิกฤตการณ์การเงินโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้ อยังอยู่ในระดับตํ่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงดําเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยได้ มีนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ๔ ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ จากร้อยละ ๓.๗๕ มาอยู่ที่ร้อยละ ๑.๒๕ ต่อปี และคงอัตรานี้ ต่อไปเพื่อช่วยพยุงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๕๒ ประกอบกับการดําเนินนโยบายการคลังที่เหมาะสม และเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจเอเชียที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทําให้เศรษฐกิจไทย สามารถฟื้นตัวทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน และการส่งออก
ฐานะการเงินของประเทศอยู่ในเกณฑ์มั่นคง ปริมาณเงินสํารอง ระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน ๒๕๕๓ มีจํานวน ๑๔๖,๖๙๓.๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า ๔ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้นซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง
ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นการดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยใช้จ่ายจากรายได้สุทธิ จํานวน ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกจํานวน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงินงบประมาณทั้งสิ้นจําแนกเป็นรายจ่ายประจํา จํานวน ๑,๖๖๒,๖๐๔.๒ ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จํานวน ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท รายจ่ายลงทุน จํานวน ๓๔๔,๔๙๕.๑ ล้านบาท และรายจ่ายชําระคืนต้นเงินกู้ จํานวน ๓๒,๕๕๔.๖ ล้านบาท
รัฐบาลได้กําหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณไว้ ๘ ยุทธศาสตร์ และ ๑ รายการค่าดําเนินการภาครัฐ โดยมีรายละเอียดการดําเนินงานที่สําคัญและวงเงิน งบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์การจัดสรรดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๖๑,๙๘๙ ล้านบาท เพื่อดําเนินงานอย่างต่อเนื่องในเรื่องสําคัญ ๕ ประการ ประกอบด้วย
๑.๑ การสร้ำงค่านิยมในการปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ งบประมาณ จํานวน ๒๔๓ ล้านบาท เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมกันปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมกิจกรรมการปลูกจิตสํานึกให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ สนับสนุนให้ ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยใช้แนวทางสันติ ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และความหลากหลายของวัฒนธรรม ประเพณี
๑.๒ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ จํานวน ๑๙,๑๐๒ ล้านบาท โดยน้อมนําแนวทางพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดําเนินการตามยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนา พื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิภาพ ในการเสริมสร้างสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข และส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ ของประชาชน โดยดําเนินโครงการต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ รวม ๒,๐๗๓ หมู่บ้าน อํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม พัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาชุมชน รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของประชาชน
๑.๓ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณ จํานวน ๑๐,๐๖๓.๔ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ทางเศรษฐกิจฐานรากของหมู่บ้านและชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พัฒนาและสนับสนุนองค์กรภาครัฐและเอกชนในการปฏิบัติงานตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริให้เกิดสัมฤทธิผล สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับ ประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีความเข้มแข็ง สามารถยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชน ๑,๐๐๐ กองทุน
๑.๔ การสร้างระบบประกันความเสี่ยงและระบบกระจายสินค้าเกษตร งบประมาณ จํานวน ๕๒,๔๒๖.๔ ล้านบาท โดยดําเนินการประกันรายได้ให้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว มันสําปะหลัง และข้าวโพด ๙.๕ ล้านราย แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ประมาณ ๓.๙ ล้านราย ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยงด้านการผลิต และราคาสินค้าเกษตรไม่น้อยกว่า ๓๓,๐๐๐ ราย
๑.๕ สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี งบประมาณ จํานวน ๘๐,๑๕๔.๒ ล้านบาท เพื่อให้โอกาสการศึกษาแก่เยาวชนอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญและสายอาชีพ จํานวน ๑๓ ล้านคน ให้มีคุณภาพและมาตรฐานโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ตําราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การรักษาความมั่นคงของรัฐ จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘๖,๓๖๔.๕ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๒.๑ การรักษาความสงบเรียบร้ อยภายในประเทศ งบประมาณ ๑๐,๖๓๕.๗ ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้มีการล่วงละเมิดได้
๒.๒ การเสริมสร้ำงระบบป้ องกันประเทศ งบประมาณ จํานวน ๑๖๕,๐๓๑.๒ ล้านบาท โดยมุ่งพัฒนาทางการทหาร ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ พัฒนาความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ ส่งเสริมบทบาท ในการรักษาสันติภาพของโลกภายใต้กรอบสหประชาชาติ ตลอดจนบริหารจัดการ พื้นที่ชายแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพปัญหาในพื้นที่
๒.๓ การพัฒนาระบบแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองและแรงงานต่างด้าว งบประมาณ จํานวน ๑,๒๐๑.๔ ล้านบาท โดยปรับปรุงระบบการตรวจคนเข้าเมือง จัดระเบียบชายแดน ดําเนินการป้ องกันปราบปรามผู้หลบหนีเข้าเมืองและควบคุมแรงงาน ต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย จับกุมและผลักดันคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ออกนอกราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ตลอดจนดูแล ตรวจสอบ ควบคุม การทํางานของแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมายไม่น้อยกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน
๒.๔ การป้ องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และการรักษา ผลประโยชน์ของชาติ งบประมาณ จํานวน ๙,๔๙๖.๒ ล้านบาท เพื่อพัฒนาและเสริมสร้าง ความร่วมมือระหว่างประเทศและประชาคมโลกในการอํานวยความปลอดภัย การเตรียม ความพร้อมและการจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดจากภัยก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมทั้งการพัฒนาระบบงานด้านข่าวกรองและการสื่อสาร
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมลํ้า ทางสังคม จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖๒๔,๔๑๘.๗ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๓.๑ การขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษา งบประมาณ จํานวน ๓๑๗,๔๖๖.๖ ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัยได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถ เข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างทั่วถึงด้วยการสนับสนุน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ มุ่งเน้นจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าใจวิถีชีวิต ประชาธิปไตยและเตรียมคนรุ่นใหม่ให้เป็ นพลเมืองดี สร้างครูยุคใหม่ที่เก่ง ดี และมีจิตวิญญาณความเป็นครูควบคู่ไปกับการเป็นนักประชาธิปไตยโดยพัฒนา จํานวน ๑๗๐,๙๐๐ คน เร่งรัดผลิตครูพันธุ์ใหม่สําหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอาชีวศึกษา จํานวน ๖,๒๐๐ คน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร กิจกรรม และพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้เป็นผู้มีวินัย เคารพกฎหมาย และเคารพสิทธิ ของผู้อื่น รวมทั้งคัดเลือกและยกย่องบุคคลต้นแบบ สร้างเครือข่ายและระดมทรัพยากร จากทุกภาคส่วน สนับสนุนการผลิตบัณฑิตในสถาบันการศึกษาของรัฐให้มีการจัดการศึกษา ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียนทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคสังคม จํานวน ๑.๖ ล้านคน นอกจากนั้นยังได้จัดสรรกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษาประมาณ ๙๙๗,๔๐๐ คน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีแก่สถานศึกษา จํานวน ๓๒,๐๐๐ แห่ง
๓.๒ การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานแรงงาน งบประมาณ จํานวน ๒๙,๐๗๙.๗ ล้านบาท โดยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน จํานวน ๓.๒ ล้านคน ช่วยเหลือ ให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน แรงงานใหม่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแรงงานนอกระบบ ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการทํางานและมีโอกาสในการสร้างรายได้และการประกอบ อาชีพตามความต้องการไม่น้อยกว่า ๖๔,๒๐๐ คน คุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย จํานวน ๒.๓ ล้านคน สนับสนุนให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ และตลาดแรงงานแก่ประชาชนประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่งเสริมการกํากับดูแล แรงงานไทยในต่างประเทศให้ได้รับความเป็นธรรมและดําเนินการทางกฎหมาย เพื่อป้ องกันไม่ให้แรงงานถูกหลอกลวงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากบุคคลหรือบริษัทจัดหางาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และให้การคุ้มครองลูกจ้างในระบบประกันสังคม จํานวน ๙.๓ ล้านคน
๓.๓ การพัฒนาด้านสาธารณสุข งบประมาณ จํานวน ๒๑๑,๔๔๕.๔ ล้านบาท โดยเพิ่มคุณภาพการให้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชนที่ขึ้นทะเบียน ประมาณ ๔๘ ล้านคน ด้วยการปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายรายหัวเพื่อประกันว่าประชาชน จะได้รับบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้บริการและเพิ่ม สิทธิประโยชน์แก่ผู้ป่วยกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และผู้ป่วยโรคเอดส์ จํานวน ๑๕๒,๐๐๐ ราย ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จํานวน ๑๖,๓๐๓ ราย และบริการควบคุมป้ องกันรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แก่กลุ่มประชากร จํานวน ๒.๓ ล้านคน และค่าบริการผู้ป่วยจิตเวช ๑๑๙,๓๗๑ คน อุดหนุนคนไทยไร้รัฐโดยให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มบุคคลที่รอสถานะ สัญชาติไทย จํานวน ๔๕๗,๔๐๙ คน ส่งเสริมและพัฒนาระบบบริการสถานีอนามัยให้เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล ๘,๔๑๐ แห่ง
ดําเนินงานสาธารณสุขเชิงรุก โดยสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ แบบองค์รวม สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบสมัชชาสุขภาพ และส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ในการเฝ้ำระวังโรคและดูแลผู้ป่วยในชุมชน และเตรียมความพร้อมสําหรับภาวะฉุกเฉิน ทางสาธารณสุข เช่น การควบคุม ป้ องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็นต้น เพิ่มประสิทธิภาพการบริการการแพทย์เฉพาะทางและระดับ ตติยภูมิที่มีความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้ป่วยกว่า ๖๐๒,๐๐๐ ราย พัฒนาการบําบัดรักษา ผู้ป่วยด้านจิตเวชประมาณ ๗๗๘,๐๐๐ ราย ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย พัฒนาและส่งเสริม การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตามแนวพระราชดําริ ได้แก่ โครงการฟันเทียม พระราชทาน โครงการควบคุมป้ องกันการขาดสารไอโอดีนและแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ ในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร และโครงการด้านสาธารณสุขที่สําคัญ เช่น โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว โครงการ ศูนย์สามวัย เป็นต้น
ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล ในระดับนานาชาติ รวมทั้งสนับสนุนการดําเนินงานของสภากาชาดไทยเพื่อให้ประเทศ มีบริการโลหิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล เป็นศูนย์กลางในการบริจาคดวงตา และอวัยวะและสนับสนุนการผลิตแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ให้มีคุณภาพและเพียงพอ
๓.๔ การส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม งบประมาณ จํานวน ๗,๙๘๙.๗ ล้านบาท โดยใช้มิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นกลไก ในการขับเคลื่อนสังคมด้วยการประสานเชื่อมโยงสถาบันครอบครัว สถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษา และสถาบันสังคมอื่น ๆ รวมทั้งทํานุบํารุงและรักษามรดก ทางศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม และการมีค่านิยมที่ดีงามให้แก่ประชาชน สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่ดีมีคุณภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการขจัดสื่อที่เป็นภัยต่อเด็กและเยาวชน จัดตั้งโครงการลานบุญลานปัญญา ณ ศาสนสถานในทุกจังหวัด ๖๐๐ แห่ง จัดให้มี การบวชและอบรมจริยธรรมเด็กภาคฤดูร้อน จํานวน ๒๐๐,๐๐๐ คน สนับสนุนการอบรม ศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจํามัสยิด ๗๙๘ ศูนย์ บูรณปฏิสังขรณ์วัดกว่า ๓,๔๐๐ วัด สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อสร้างศาสนทายาทที่ดีแก่ประชาชน ๑.๓ ล้านคน และพระภิกษุสามเณร ๒๐๗,๐๐๐ รูป สนับสนุนองค์กรเครือข่ายสภาวัฒนธรรม ในระดับตําบลทั่วประเทศ จํานวน ๖,๙๑๙ แห่ง
๓.๕ การสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งบประมาณ จํานวน ๔๗,๐๗๖.๔ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันด้านความมั่นคงในการดํารงชีวิต มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างครบวงจร สนับสนุนการหยุดยั้ง การเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิ ให้การคุ้มครองและจัดสวัสดิการทางสังคมแก่เด็ก สตรี ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ให้สามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนให้การคุ้มครอง สิทธิผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งดําเนินการให้คนพิการมีหลักประกันความมั่นคง ในการดํารงชีวิต โดยจัดเบี้ยยังชีพแก่คนพิการประมาณ ๘๔๒,๘๐๐ คน สนับสนุน การประกอบอาชีพของผู้มีรายได้น้อยและจัดเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น ๕.๗ ล้านราย
๓.๖ การป้ องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ จํานวน ๔,๙๔๘ ล้านบาท โดยเชื่อมโยงและบูรณาการกับจังหวัดในการดําเนินนโยบายสังคมเข้มแข็ง ให้ความสําคัญ กับกระบวนการป้ องกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเป็นเหยื่อของยาเสพติดผ่านช่องทางสื่อ สนับสนุน กิจกรรมสําหรับเยาวชน เช่น โครงการรณรงค์และป้ องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ทู บี นัมเบอร์ วัน (To Be Number One) และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมโดยจัดตั้งหมู่บ้าน ชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด ให้การบําบัดรักษา ฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด จํานวน ไม่น้อยกว่า ๘๗,๐๐๐ ราย รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
๓.๗ การส่งเสริมและพัฒนากีฬาและนันทนาการ งบประมาณ จํานวน ๖,๔๑๒.๙ ล้านบาท โดยส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ผู้พิการ และประชาชน จํานวน ๓๒ ล้านคนได้ออกกําลังกาย เล่นกีฬาและร่วมกิจกรรมนันทนาการ มีการจัดการศึกษา ด้านกีฬาระดับพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา การให้บริการทางวิชาการด้านกีฬา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านกีฬาและนันทนาการ ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตลอดจนพัฒนาทักษะด้านกีฬา สู่ความเป็นเลิศและอาชีพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๒๑๙,๗๙๗.๓ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๔.๑ การเงิน การคลัง งบประมาณ จํานวน ๒๐,๑๖๓.๙ ล้านบาท โดยกําหนดนโยบายการเงิน การคลัง ที่จะทําให้เกิดความสมดุล พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่เริ่มฟื้นตัว จากความผันผวนของสภาวะการเงินโลก บริหารจัดการหนี้สาธารณะให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้วินัยการเงิน การคลัง ส่งเสริมการออม การลงทุน ฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่รัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ ปรับปรุงระบบ ภาษีและการจัดเก็บภาษีเพื่อขยายฐานรายได้ให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส
๔.๒ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร งบประมาณ จํานวน ๘๕,๗๙๑.๘ ล้านบาท โดยสนับสนุนการบริหารจัดการที่คํานึงถึงความต้องการสินค้าเกษตร ของตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งดําเนินการเชิงรุกในการจํากัดปริมาณ ออกสู่ตลาดของพืชผลเกษตรคุณภาพตํ่า เพื่อเพิ่มมูลค่าและการรักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนโครงการประกันรายได้เกษตรกร พัฒนาความสามารถและความเข้มแข็ง ของเกษตรกร ชุมชนและสถาบันเกษตร ส่งเสริมการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปสินค้ำเกษตรตามระบบมาตรฐาน และความปลอดภัยในการส่งออกสินค้าเกษตร ส่งเสริมการทําการเกษตรตามแนวพระราชดําริ การทําเกษตรอินทรีย์และการลดใช้สารเคมีในการปรับปรุงคุณภาพดินและสินค้าเกษตร พัฒนา ปรับปรุง และขยายระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน ไม่น้อยกว่า ๑๕๓,๖๐๐ ไร่ และบริหารจัดการนํ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่ชลประทาน ๒๔.๑๗ ล้านไร่ สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ยากไร้มีที่ทํากินเป็นของตนเอง ๑๒๓,๐๐๐ ราย ดําเนินการฟื้นฟูอาชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ๒๑๓,๒๕๐ ราย เพื่อให้ เกษตรกรสามารถดํารงชีพได้อย่างมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
๔.๔ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ งบประมาณ จํานวน ๙,๒๙๐ ล้านบาท โดยการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย และจัดกิจกรรมทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่สนใจ และดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินกิจการเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในทุกระดับ ตั้งแต่การปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอน การวิจัย การส่งเสริม วิสาหกิจชุมชนขนาดต่าง ๆ และการผลักดันมาตรการทางภาษีเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน ที่เป็ นรูปธรรม บูรณาการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทย และบริการสุขภาพให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยมีเป้ำหมายเพิ่มจํานวน นักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็น ๑๖ ล้านคน คิดเป็นรายได้ประมาณ ๖๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ยังพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายหลักในการจัดการประชุม จัดแสดงสินค้า และนิทรรศการนานาชาติ โดยเพิ่มจํานวนผู้เดินทางและรายได้จากนักท่องเที่ยว กลุ่มประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลไม่ตํ่ากว่า ๗๒๐,๐๐๐ คน คิดเป็นมูลค่ารายได้ จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า ๕๗,๖๐๐ ล้านบาท
๔.๕ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการตลาด การค้า และการลงทุน งบประมาณ จํานวน ๖,๙๕๘.๑ ล้านบาท โดยดําเนินมาตรการเชิงรุก เพิ่มเครือข่ายธุรกิจไทย ให้ครอบคลุมภูมิภาคสําคัญ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปทําการค้า และการลงทุนในต่างประเทศ โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการค้าระหว่างประเทศ ๑๑๘,๐๐๐ ราย ส่งเสริมองค์ประกอบทางการค้าให้เอื้อต่อความสามารถในการแข่งขัน ด้วยระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์บริการครบวงจร ระบบอํานวยความสะดวก ช่องทางเดียว ระบบตรวจร่วมจุดเดียว และระบบโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์ (Logistics Electronics) ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึง สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงยั่งยืนด้ วยแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมองค์ความรู้ทางสังคม กับนวัตกรรมที่ทันสมัยในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างค่านิยมที่ถูกต้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาในสังคมไทย
๔.๖ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้า และบริการ งบประมาณ จํานวน ๘๕,๘๙๔.๔ ล้านบาท โดยการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทั้งทางบก นํ้า อากาศ และทางราง พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและระบบบริการหลาย ๆ รูปแบบเพื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากล พัฒนาและบํารุงรักษาท่าเรือ เขื่อน และร่องนํ้า จํานวน ๑๒๑ แห่ง ปรับปรุงท่าอากาศยาน ๒๖ แห่ง ปรับปรุงรักษาทางและสะพาน ในชนบทไม่น้อยกว่า ๔๔,๐๐๐ กิโลเมตร และก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐาน และเพื่อการท่องเที่ยว แก้ไขบริเวณอันตรายบนทางหลวงและทางหลวงชนบท จํานวน ๑,๖๒๕ แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งสินค้า สนับสนุนระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อให้มีต้นทุนตํ่า เร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น ๔ ช่องจราจร แก้ไขปัญหา การจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองหลัก พัฒนาและบํารุงรักษา โครงข่ายทางหลวงและทางหลวงชนบท รวม ๖๖,๐๖๘ กิโลเมตร ก่อสร้างรถไฟทางคู่ ในเส้นทางชายฝั่งทะเลตะวันออกตอนจังหวัดฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ก่อสร้าง ระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน พัฒนาระบบการขนส่งทางรถไฟสายตะวันออก (พญาไท-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) รองรับผู้โดยสารไม่น้อยกว่า ๔๘ ล้านคนต่อปี และสินค้าไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านตันต่อปี
๔.๗ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน งบประมาณ จํานวน ๒,๑๓๐ ล้านบาท เพื่อประกันว่าประเทศไทยจะมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและสนับสนุน ความพยายามที่จะลดสัดส่วนการพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันจากต่างประเทศ อนุรักษ์ พลังงานทั้งในภาคครัวเรือน ชุมชน อุตสาหกรรม ภาคบริการและการขนส่ง พัฒนา พลังงานทดแทนและพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นที่มีความยั่งยืน
๔.๘ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร งบประมาณ จํานวน ๒,๗๔๐.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ดิจิตอล คอนเทนท์ (Software digital content) รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ของประเทศ นําเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการบริหารและบริการ ภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนําเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ในการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิต เสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่กลุ่มอาชีพในชุมชน ส่งเสริมการตลาด และการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ (Software) และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คิดเป็ นมูลค่าการตลาดและการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ จํานวน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓๖,๙๕๔.๙ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๕.๑ การอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ งบประมาณ จํานวน ๑๖,๕๗๗.๘ ล้านบาท โดยผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดผลทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาวิกฤติป่าไม้ของชาติในพื้นที่วิกฤติ ๓๐ จังหวัด ป้ องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลครอบคลุมพื้นที่ ๒๓ จังหวัด ป้ องกัน และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ประโยชน์ได้ในพื้นที่ป่าไม้ ทางทะเลและชายฝั่ง ๑.๔๖ ล้านไร่ ทรัพยากรปะการัง หญ้าทะเล ๑๘๖,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ ๑๔๐ ล้านไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ๕๔,๕๐๐ ไร่ ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ ๖,๑๐๐ ไร่ จัดทําแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ความยาว ๓,๗๕๐ กิโลเมตร อนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่ำที่หายากใกล้สูญพันธุ์ และให้บริการด้านทรัพยากรธรณีและธรณีวิทยา ๔๐๐,๐๐๐ ราย ตลอดจนจัดทําข้อมูล ทางกายภาพเพื่อการวางผังเมืองในระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศจีไอเอส (GIS) พื้นที่ ๑๓,๗๓๒ ตารางกิโลเมตร จํานวน ๒๐ ผังเมือง รวมทั้งจัดทําผังเมืองชุมชนและผังเมือง อนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ รวม ๓๑๘ แห่ง
๕.๒ การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า งบประมาณ จํานวน ๖,๘๐๒.๗ ล้านบาท โดยใช้แนวทางตามพระราชดําริในการเก็บกักนํ้าในฤดูฝนที่มีปริมาณนํ้ามาก เพื่อให้มีนํ้า เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่และชุมชน ลดปัญหาการขาดแคลนนํ้า ในฤดูแล้ง รวมทั้งกําหนดกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าทั้ง ๒๕ ลุ่มนํ้า ผ่านเครือข่ายประชาชน องค์กรลุ่มนํ้าและผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๕.๓ การป้ องกัน เตือนภัย แก้ไขและฟื้นฟูความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสาธารณภัย งบประมาณ จํานวน ๘,๔๗๕.๙ ล้านบาท โดยจัดให้มีระบบการเตือนภัย และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติและสาธารณภัยในพื้นที่ ที่มีความเปราะบางเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ รวมถึงพื้นที่บริเวณชายแดนและชายฝั่ง จัดตั้งเครือข่ายเพื่อเฝ้ำระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย จัดให้มีศูนย์ข้อมูลติดตาม การเปลี่ยนแปลงและเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ป่ำอนุรักษ์ครอบคลุมพื้นที่ ๗๓ ล้านไร่ บริหารระบบเตือนภัยที่ได้มาตรฐานตามหลักสากลตลอด ๒๔ ชั่วโมง พยากรณ์ รายงาน ประกาศเตือนภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทันเหตุการณ์อย่างทั่วถึง
๕.๔ การบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม งบประมาณ จํานวน ๔,๙๙๗.๗ ล้านบาท โดยการควบคุม กํากับ ดูแล รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ นํ้าเสีย กลิ่น เสียง และขยะทุกประเภท บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป้ำหมายเร่งด่วน ๒๕ จังหวัด ๗๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ สําหรับบริการด้านการท่องเที่ยว ๒๔๓ แห่ง พัฒนาเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการ คุณภาพสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหามลพิษและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในพื้นที่จังหวัดระยอง ควบคุมอนุญาต กํากับ ดูแลโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการวัตถุอันตราย ๓๐,๐๐๐ ราย ตรวจสอบ ประเมินและส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเป็นที่ยอมรับจากชุมชนและสังคม
๕.๕ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ งบประมาณ จํานวน ๑๑๘ ล้านบาท โดยดําเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและภาคธุรกิจให้มีส่วนร่วม ในการจัดการก๊าซเรือนกระจก
ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘,๕๓๒.๓ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๖.๑ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม งบประมาณ จํานวน ๔,๒๙๒.๕ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ การถ่ายทอด องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในการพัฒนา ขีดความสามารถ พัฒนาเครื่องจักรต้นแบบและขยายผลเชิงพาณิชย์ ให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบสินค้าและเครื่องมือต่าง ๆ ประมาณ ๓๖๘,๐๐๐ รายการ และบริการ ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศเพื่อนําไปประยุกต์ใช้และสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้การสนับสนุน นักเรียนทุนรัฐบาล และทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ทุน และส่งเสริมพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒๑,๖๐๐ คน
๖.๒ การวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ งบประมาณ จํานวน ๑๔.๒๓๙.๘ ล้านบาท โดยพัฒนาความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค การนําผลงานวิจัยไปเผยแพร่ และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ เรื่อง รวมทั้งยกระดับสถาบันอุดมศึกษา ๙ แห่งที่มีศักยภาพสูง และส่งเสริมการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ๖๙ แห่ง ตามโครงการ มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ โดยมีเป้ำหมายผลงานวิจัยกว่า ๑,๕๐๐ โครงการ เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการนําข้อมูล และผลการวิจัยเกี่ยวกับระบบภูมิสารสนเทศมาเป็นแนวทางในการกําหนดมาตรการ แผนงาน เพื่อบริหารจัดการนํ้าในระดับพื้นที่ ๗๕ จังหวัดทั่วประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๘,๑๘๒.๖ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๗.๑ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณ จํานวน ๗,๒๘๖.๓ ล้านบาท โดยดําเนินการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี ส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน ผ่านการขับเคลื่อนภายใต้ กรอบความร่วมมืออาเซียน และผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสมาคมอาเซียนขึ้นในภูมิภาค สนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทสําคัญที่สร้างสรรค์การดําเนินความร่วมมือในกรอบ สหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ และเวทีระหว่างประเทศ โดยดําเนินการ ตามพันธสัญญาการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในมิติต่าง ๆ กับประเทศคู่ค้าและประเทศหุ้นส่วน ยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันและให้เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก
๗.๒ การบริการกงสุลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ งบประมาณ จํานวน ๘๙๖.๓ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดําเนินการกงสุล งานพิธีการทูต การให้คําปรึกษา ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ในการคุ้มครอง ดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทย ทั้งในและต่างประเทศให้ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และได้รับการปฏิบัติ อย่างเท่าเทียมจากต่างประเทศ ส่งเสริมชุมชนไทยในต่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง มีความภูมิใจในอัตลักษณ์ของความเป็นไทย สนับสนุนเครือข่ายคนไทยในต่างแดน กับภาคประชาคมต่าง ๆ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓๐๔,๒๘๗.๖ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๘.๑ การส่งเสริมการกระจายอํานาจการปกครอง งบประมาณ ๒๙,๙๘๙.๓ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จํานวน ๗,๘๕๑ แห่ง มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนในท้องถิ่นที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้ความสําคัญกับการเร่งรัด ดําเนินการถ่ายโอนภารกิจและการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดผลในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ สนับสนุนกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองแห่งความสะดวก ปลอดภัย และเพิ่มศักยภาพเมืองพัทยาให้เป็นศูนย์กลาง แห่งการท่องเที่ยว โดยในภาพรวมรัฐบาลได้จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไว้ จํานวน ๑๗๓,๙๐๐ ล้านบาท เมื่อรวมกับประมาณการรายได้ที่ท้องถิ่น เก็บเองและรัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้ จํานวน ๒๕๗,๓๕๕ ล้านบาทแล้วทําให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้รวม ๔๓๑,๒๕๕ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่รัฐจัดสรร ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล ร้อยละ ๒๖.๑๔
๘.๒ การบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัด งบประมาณ จํานวน ๑๘,๓๔๔.๑ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดดําเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงในพื้นที่อย่างบูรณาการ รวมทั้งการบริหารจัดการตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับ ศักยภาพ โอกาสและความต้องการของประชาชน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคี การพัฒนาทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้ สามารถกําหนดแนวทางในการบริหารงาน แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ในเขตจังหวัด และกลุ่มจังหวัดได้อย่างเหมาะสม
๘.๓ การบริหารจัดการภาครัฐ งบประมาณ จํานวน ๔๔,๐๖๑.๙ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีขีดความสามารถอํานวยความสะดวก การให้บริการแก่ประชาชนอย่างเสมอภาค ทั่วถึง มีคุณภาพมาตรฐาน มีธรรมาภิบาล และความโปร่งใส พัฒนาระบบบริหารบุคลากรภาครัฐให้สามารถปฏิบัติราชการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของประชาชน
๘.๔ การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม งบประมาณ จํานวน ๗๖,๖๔๔.๖ ล้านบาท โดยการพัฒนากฎหมาย ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและทั่วถึง พัฒนาองค์ความรู้และความเข้มแข็ง ขององค์กรเครือข่ายภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้เสียหายเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ความยุติธรรม เชิงสมานฉันท์ และการระงับข้อพิพาท พัฒนาประสิทธิภาพการทํางานและระบบ บริหารจัดการการบังคับคดีตามคําพิพากษา การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
๘.๕ การสนับสนุนการจัดการของรัฐสภา ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ งบประมาณ จํานวน ๓๕,๒๔๗.๗ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารงานของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการพัฒนาด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน และสร้างระบบ อํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเสมอภาค การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สนับสนุนการดําเนินมาตรการในการป้ องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งส่งเสริมให้ภาครัฐและประชาชนมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการใช้จ่ายของภาครัฐให้เป็ นไป อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า และโปร่งใส
สําหรับรายการค่าดําเนินการภาครัฐจัดสรรงบประมาณ จํานวน ๕๐๙,๔๗๓.๑ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ
๙.๑ การบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น งบประมาณ จํานวน ๕๐,๓๕๐ ล้านบาท เพื่อสํารองไว้เป็ นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น สําหรับแก้ไขปัญหาในสภาวะฉุกเฉิน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิได้ คาดหมาย เช่นกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงที่มีผลกระทบต่อโครงสร้าง พื้นฐาน พื้นที่การเกษตร ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
๙.๒ การบริหารบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ จํานวน ๒๑๒,๒๑๓ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินช่วยเหลือ ข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสํารอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ และเงินสมทบของลูกจ้างประจํา และค่าใช้จ่ายการปรับบัญชีเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนรายเดือนของบุคลากรภาครัฐ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
๙.๓ การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ งบประมาณ จํานวน ๒๑๖,๕๖๔ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน การรักษาวินัยทางการคลัง การดําเนินการชําระหนี้ของรัฐบาล และติดตามการชําระหนี้ ของรัฐวิสาหกิจและองค์กรอื่น ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้ผูกพันไว้
๙.๔ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง งบประมาณเพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้ เงินคงคลังจ่ายไปก่อน จํานวน ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการคลัง และเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่านอกจากการใช้จ่าย งบประมาณรายจ่ายเป็นเครื่องมือในการดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว รัฐบาล จะใช้กลไกอื่น ๆ ของภาครัฐเข้ามาสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้วย เช่น การเสริมสร้าง ความเป็นธรรมทางสังคม โดยให้สถาบันทางการเงินของรัฐเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนหรือหนี้นอกระบบ โครงการฟื้นฟูและพักชําระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน และขณะนี้รัฐบาล ได้พยายามผลักดันร่างกฎหมายต่าง ๆ เพื่อลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม เช่น ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทย ๒๔ ล้านคน ที่ยังไม่มีระบบประกันสังคมใด ๆ ให้มีระบบการออมที่ช่วยให้มีรายได้ดูแลตนเอง หลังเกษียณอายุ และร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า และส่งเสริมการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ สาระสําคัญของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลได้แถลงมาทั้งหมดเป็นส่วนสําคัญของกรอบ และแนวทางหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ที่รัฐบาลจัดทําขึ้นเพื่อวางรากฐาน ในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งเป็น ปัจจัยหลักของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางใด รัฐบาลมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่หน่วยงานภาครัฐใช้กลไก ด้านงบประมาณเข้าไปร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้เพื่อสนับสนุนกลไกที่จะดูแลพี่น้องประชาชนทุกคนให้สามารถ ดํารงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข มีความสามัคคีปรองดองกัน นําไปสู่สังคมสมานฉันท์ในที่สุด
กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านจะให้ การสนับสนุนและรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้งดําเนินการตามขั้นตอน จนประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย เพื่อเป็นหลักในการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้บังเกิดผลดี แก่ประชาชนและประเทศชาติต่อไป ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ คือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ผมก็ขอบคุณที่วิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลง กันแล้วนะครับคือฝ่ายรัฐบาล ๘ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๓ ชั่วโมง และรัฐบาล ๕ ชั่วโมง ก็อยู่ในภาวะที่เราจําเป็น อย่างกลางคืนเราก็ทําได้แค่ ๔ ทุ่มกว่า ๆ เราก็ต้องรีบกลับ เพราะว่าอยู่ในภาวการณ์วิกฤติของบ้านเมือง แล้วก็กระผมขอความกรุณานะครับ เราจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของเราไปตามเนื้อผ้าของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓๕ มาตรานี้นะครับ ซึ่งกระผม ขอขอบคุณที่ทางฝ่ายค้านก็ได้ส่งรายชื่อมาให้ผมเรียบร้อยแล้วจะได้ดําเนินการตามนี้ ต่อไปนะครับ คืออยากจะให้รวมพิจารณาไปเลย เวลาของพวกท่าน ๑๓ ชั่วโมง ของท่านชลน่านเขาก็ให้ ๑๕ นาทีเห็นเขาเขียนมา มีอะไรครับค่อยอภิปรายในเรื่อง งบประมาณเลยดีกว่า คือหมายความว่าท่านตกลงที่เซ็นชื่อมาให้ผมนี้นะครับ ฝ่ายค้าน มีพรรคเพื่อไทย พรรคประชาราชกับพรรคมัชฌิมาธิปไตย ๑๓ ชั่วโมงใน ๒ วันนะครับ ก็แล้วแต่แบ่งกันอย่างไรผมก็ไม่ทราบอันนี้ แล้วแต่ทางฝ่ายวิป เราจะดําเนินการที่วิปได้มี หนังสือแจ้งมาทางประธาน ก็ไม่จําเป็นกระมังครับคุณชลน่านเข้าเนื้อผ้าเลยครับ คนแรกนะครับ เชิญท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ๓๐ นาที เชิญเลยครับ
ท่านประธานครับ ก่อนที่ผม จะอภิปรายผมขออนุญาตท่านประธานว่าจะใช้แผ่นชาร์ท (Chart) แสดงตัวเลขนะครับ
ผมว่าควรจะแจ้งให้ทาง เจ้าหน้าที่เขาตรวจสอบดูก่อน แล้วก็ขออนุมัติเราจะได้อนุมัติ อย่างนี้เราก็ไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นอะไร
ผมจะอภิปรายงบประมาณ ตัวเลขเล็กน้อยครับ จะได้ให้ประชาชนที่ฟังทางบ้านได้เข้าใจครับ
ผมไม่ทราบ ให้เจ้าหน้าที่ ไปดูหน่อยว่าจะอนุญาตไหม ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูเพื่อให้มันถูกต้องตามระเบียบครับ เจ้าหน้าที่ ทีหลังไม่ใช่คุณจะถือเข้ามาเลย คุณทําหนังสือให้ท่านเซ็น แล้วก็แจ้งให้ประธานทราบ ประธานก็จะได้ดําเนินการตามระเบียบข้อบังคับให้ถูกต้องครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เชิญเลยครับ ถือว่าท่านรับผิดชอบเองครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้การอภิปรายงบประมาณของฝ่ำยค้าน เรามีความตั้งใจและมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้ให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินภาษีได้เล็งเห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้บริหารงานล้มเหลวในการดําเนินนโยบายของรัฐบาลอย่างไร การทุจริต การคอร์รัปชัน (Corruption) ในงบประมาณแผ่นดินทํากันอย่างไร การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องหากินกับงบประมาณแผ่นดินเขาทํากันอย่างไร อันนี้ เป็นสิ่งที่พรรคฝ่ำยค้านตั้งใจที่จะอภิปรายในวันนี้ การจัดทํางบประมาณ มันเป็ น ที่น่าสังเกตว่าได้มีการจัดสรรปันส่วนไปให้หมู่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคละครับ ถ้าหาก ฝ่ายค้านไม่นําข้อมูลเหล่านี้มาเสนอให้ประชาชนได้เห็นถึงวิธีการอันแยบยล วิธีการ แอบแฝงและซ่อนเร้น การใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนก็จะเข้าใจว่ารัฐบาล ชุดนี้จัดทํางบประมาณแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เดี๋ยวผมจะเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายงบประมาณในวันนี้ได้เห็นลูกเล่น และธาตุแท้ของรัฐบาลชุดนี้ที่มักจะถูกเรียกและขนานนามว่ารัฐบาลนี้กู้มาโกง ท่านประธานครับ การอภิปรายในวันนี้พรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เพื่อที่จะให้พี่น้อง ประชาชนได้ติดตามการอภิปรายได้ง่าย เราจะแบ่งกลุ่มการอภิปรายออกเป็น ๕ กลุ่มครับ
กลุ่มที่ ๑ ซึ่งผมเป็นหัวหน้าจะพูดถึงภาพรวมของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔
กลุ่มที่ ๒ จะมาพูดถึงการใช้งบประมาณด้านความเชื่อมั่น ด้านความมั่นคง ของรัฐ
กลุ่มที่ ๓ จะพูดถึงการใช้งบประมาณในกระทรวงที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ ทั้งหมด
กลุ่มที่ ๔ ก็จะอภิปรายในกระทรวงที่เกี่ยวกับด้านสังคม
กลุ่มที่ ๕ จะอภิปรายด้านการปกครองและคมนาคมที่ส่วนใหญ่ดูแล โดยพรรคภูมิใจไทย และรัฐวิสาหกิจภายใต้การกํากับดูแลของพรรคภูมิใจไทย อันนี้ ต้องเน้นเป็นพิเศษครับท่านประธาน
ที่จริงแล้วการพิจารณางบประมาณในวันนี้ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ารัฐบาล ทําไมต้องเร่งรีบ ถ้าเปรียบเทียบกับในทุก ๆ ปี สมัยท่านสมัคร สุนทรเวช ในการพิจารณา งบประมาณ ปี ๒๕๕๒ เริ่ม ๒๗ มิถุนายน พอนายอภิสิทธิ์เมื่อปีที่แล้วงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ก็เริ่มพิจารณา ๑๗ มิถุนายน ก็ทําทุกอย่างเรียบร้อย แต่วันนี้ ๒๖ พฤษภาคม พวกผมต้องกราบเรียนเลยครับว่าปิดสมัยประชุมที่ผ่านมาไม่ได้ยืนรับพระบรมราชโองการ ปิดประชุมสภาเลย เป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และวันนี้ก็มารับพระบรมราชโองการ เปิดสภาสมัยวิสามัญ ท่านประธานนึกเอาง่าย ๆ ก็แล้วกันนะครับ ผมไม่อยากจะพูดมาก แต่ผมมองว่าการทํางบประมาณชุดนี้ด้วยความเร่งรีบนี่ เพราะมันมีตัวเลขงบประมาณ ที่รัฐบาลนี้ใช้จากเงินกู้และเงินที่ยึดมาจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ เดี๋ยวผมจะแฉให้ ท่านประธานดูว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งรีบจัดทําเพื่อจะได้โกงกินอย่างต่อเนื่อง มีการทุจริต จากรัฐมนตรี จากพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ ว่ากําลังสนุกสนาน กับการที่บ้านเมืองวุ่นวายและตัวเองก็ไปหากินกับงบประมาณแผ่นดิน ก็จะแฉให้ดูเลยครับ ท่านประธาน วันนี้รัฐบาลจะมีงบไทยเข้มแข็งที่เป็นงบลงทุนที่ผ่านมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจําเป็ นเลยที่จะต้องกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากเอา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปปิดหีบ เดี๋ยวผมก็จะเฉลยให้ฟังว่ามีเหตุผลกลใด และงบลงทุนปกติ ในปี ๒๕๕๓ ก็บอกว่ามี ๒๑๒,๐๐๐ ล้านบาทมันน้อยไม่พอก็เลยจําเป็นต้องใช้งบ โครงการไทยเข้มแข็งอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเดี๋ยวผมก็จะเฉลยให้ดูว่า มันมีเงินซ่อนเร้นอยู่ที่รัฐบาลชุดนี้จะด้วยความรู้เท่าถึงการณ์หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เดี๋ยวพี่น้องประชาชนฟังการอภิปรายของผมด้วยตัวเลขทั้งหมดแล้วก็จะเข้าใจ แล้วพี่น้องประชาชนวินิจฉัยเอาเองว่ารัฐบาลชุดนี้ทุจริตหรือซื่อตรงโปร่งใสก็สุดแล้วแต่ ดุลยพินิจของพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปราย แต่สิ่งที่น่าเสียใจครับ ในสภาวการณ์ เช่นนี้ ปัจจุบันนี้รัฐบาลควรที่จะเร่งรีบเยียวยาความรู้สึกของประชาชน ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากมาตรการของรัฐบาลเอง ๒ มาตรการคือ มาตรการขอคืนพื้นที่เมื่อ ๑๐ เมษายน ตายไป ๒๕ ศพ แล้วมาตรการที่ ๒ กระชับวงล้อม ๑๔-๒๐ พฤษภาคม กว่า ๖๐ ศพ น่าที่จะเลื่อนการพิจารณางบประมาณไปก่อนก็ได้ เรามีเวลาเหลือเฟือ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ต้องตอบให้สังคมได้รู้ว่าทําไมต้องเร่งรีบเหลือเกิน วันนี้ต้องยอมรับครับว่านายอภิสิทธิ์โชคดีที่ประชาชนตายไปเกือบร้อยศพยังอยู่ใน ตําแหน่งได้ ยังมานําเสนออ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสภาแห่งนี้ได้แบบหน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้าน ไร้ความรู้สึก แทนที่จะรีบนํางบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ที่เก็บได้เกินเป้ำเอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่ถูกไฟไหม้ พี่น้องประชาชนที่เสียชีวิต เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมตนเอง เป็นผู้นํารัฐบาลควรที่จะมีความเสียสละ ใจกว้าง สิ่งที่ผ่านพ้นไปก็ให้มันผ่านพ้นไป เราต้อง มาเดินหน้ากันใหม่ วันนี้มากล่าวหาคนโน้นคนนี้เป็นผู้ก่อการร้าย ทั้ง ๆ ที่เขามาตามสิทธิ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๓ เขาไม่ได้มีอาวุธแต่รัฐบาลไปกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ถามจริง ๆ นายอภิสิทธิ์คนที่ตายไปมีผู้ก่อการร้ายอยู่ในนั้นไหม มีอาวุธ ถืออยู่ไหม ท่านต้องใช้ดุลยพินิจของท่าน ท่านจบถึงเมืองนอกทั้ง ๒ คน ทั้งนายกรณ์ ทั้งนายอภิสิทธิ์ รู้จักความเสียสละไหม รู้จักความสมานฉันท์ไหม ยอมแพ้ ยอมชนะ กันบ้างเล็กน้อยมันจะเป็นอะไรไป สังคมไทยจะได้เดินไปได้ และที่ผมปลื้มใจที่สุด ท่านประธาน ที่อยากจะให้เอางบประมาณแผ่นดิน ปี ๒๕๕๓ ไปช่วยพี่น้องประชาชน คือพี่น้องที่เป็นพ่อค้ารายย่อยที่ถูกเผาไปนั้น เมื่อไมโครโฟนของทีวี (TV) ไปจ่อปากเขา เขาไม่เคยกล่าวหาผู้ชุมนุม ทุกคนบอกว่าแล้วก็แล้วกันไปถือว่าจบ ควรจะเดินหน้าต่อไป ผมต้องกราบขอบพระคุณพี่น้องพ่อค้า ร้านค้าต่าง ๆ ที่เสียหาย แต่เขายังมีจิตใจ อันกว้างขวาง ผมต้องขอบคุณแทนผู้มาชุมนุมครับ ไม่มีการประณามกล่าวหาใส่ร้าย ซํ้าเติมแต่อย่างใด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะทํา และการประกาศเคอร์ฟิว คืนนี้ ต้องรีบอภิปรายให้จบโดยเร็ว มีเคอร์ฟิวแล้วนี่ทําให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านค้า ผู้ที่ทํางาน กลางคํ่ากลางคืน ขาดรายได้ ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่เกี๊ยวอะไรนั่นมันขายไม่ได้ เขาเข็นไปขาย กลางคืนทั้งนั้น รายได้เขาอยู่อย่างนั้น ส้มตํา เนื้อย่าง ทําไมไม่คิดถึงประชาชนที่หากิน กลางคํ่ากลางคืนบ้าง เพราะทั้ง ๒ ท่าน ทั้งนายกรัฐมนตรีกับนายสุเทพไม่เคยไปซื้อกิน ข้างถนนกลางคํ่ากลางคืนเลยไม่รู้ว่าพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน บ๋อย แท็กซี่ เดือดร้อน ไปหมด นางนั่งดริงก์ (Drink) กลางคืนก็เสียหายหมด ธุรกิจล้มระเนระนาด คิดให้ดีสิครับ ท่านประธานครับ ผมจะขออาศัยตัวเลขนี้อภิปราย ท่านประธาน ที่ผมจะต้องอาศัย ตัวเลขนี้อธิบายความเนื่องจากอย่างนี้ครับ กล้องช่วยซูม (Zoom) ให้เห็นนะครับ พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจเรื่องงบประมาณแผ่นดิน ตัวเลขไม่ได้ยุ่งยากเหมือนปีที่แล้ว วันนี้ผมนําเสนอตัวเลขงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ทําไมต้องย้อนไปถึง ปี ๒๕๕๒ เพราะปี ๒๕๕๒ เป็นวิกฤติที่เขาเรียกว่าแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) รัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารบ้านเมืองทําเป็นกระต่ายตื่นตูม หรือว่าอาจจะฉลาดเกินกว่าที่ผมคิดก็ได้ มันเป็นที่มาของงบไทยเข้มแข็ง แล้วผมจะชําแหละให้ดูทีละเรื่อง ๆ เพราะมันเกี่ยวข้อง กับผมโดยตรง เพราะผมไม่เคยเห็นด้วยกับพระราชกําหนดเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พรรคเพื่อไทยไม่เคยเห็นด้วยกับพระราชกําหนดเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรายื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความท่านประธานจําได้นะครับว่าไม่ควรที่จะอนุมัติให้มีพระราชกําหนด โดยเร่งด่วน เพราะว่ามันยังไม่สิ้นปีงบประมาณ เหตุการณ์มันเกิดอย่างนี้ท่านประธาน แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดผมอยากจะชี้แจงตัวเลขข้างบนนี้นะครับ รายจ่ายปี ๒๕๕๒ ตั้งไว้ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ คือปีนี้ตั้งไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายจ่ายลดลงนะครับ ปีนี้ปี ๒๕๕๔ ที่กําลังพิจารณาตั้งไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะก้าวกระโดดขึ้นมามาก รายได้ตั้งเป้ำไว้ในปี ๒๕๕๒ ๑,๕๘๕,๕๐๐ ล้านบาท นายสมัคร สุนทรเวช ปี ๒๕๕๓ ตั้งไว้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณรายรับ พูดถึงรายได้ที่ตั้งไว้ ว่าจะเก็บได้ พอปี ๒๕๕๔ นี่ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องประชาชนถ้าฟังนะ จําตัวเลขเหล่านี้ให้ดีเดี๋ยวผมจะอธิบายคณิตศาสตร์ ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ พอมาปี ๒๕๕๒ เริ่มเกิดวิกฤติ ท่านสมัครตั้งงบประมาณ เพิ่มเติมไว้ ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลอภิสิทธิ์มาอนุมัติ ได้มาทันใช้ เป็นรัฐบาลแรก ที่ใช้งบเพิ่มเติมกลางปี แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธาน ต้องขอย้อนความไปให้ทราบ สักเล็กน้อยอย่างนี้ว่าในแต่ละปีนี่ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มันจะเป็นงบขาดดุล อย่างปีแรกนี่นะครับ ขาดดุลประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่ ๒ ขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ตั้งงบไว้ ขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อขาดดุลแล้วในแต่ละปีรัฐบาลมีสิทธิที่จะกู้ครับ กู้เงิน ในประเทศตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ มันจะมีเพดานไว้ให้เลย เพราะฉะนั้นการขาดดุลในแต่ละปีนี่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่ถึงเพดานเงินกู้ที่จะกู้ได้ รัฐบาลก็จะกู้เติมวงเงินได้เพื่อมาชดเชยการขาดดุล อันนี้คือ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ ท่านประธานจําได้นะครับ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๒ นายกรณ์ จาติกวณิช ออกมาพูดเลย เนื่องจากวิกฤติคาดว่ารายได้ ในการจัดเก็บปี ๒๕๕๒ จะพลาดเป้ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นายอภิสิทธิ์มาพูดใกล้เคียงกัน นายอภิสิทธิ์บอก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในที่สุดวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายกรณ์ มาพูดผ่านเดลินิวส์ บอกว่าขาด เก็บไม่ถึงเป้ำ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับคือที่มา ท่านประธานดูนะครับ จาก ๑,๕๘๕,๕๐๐ ล้านบาทที่คาดว่าจะเก็บได้ นายกรณ์บอก เก็บไม่เข้าเป้ำ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอา ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาทไปลบ ๑,๕๘๕,๕๐๐ ก็คาดว่า จะเก็บได้แค่ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้คาดว่าจะเก็บได้ เขาบอกว่า พลาดเป้ำไป ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือที่มา ประการที่สําคัญที่สุดพอบอกว่า เก็บพลาดเป้ำไป ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท บังเอิญในวงเงินกู้ที่มาชดเชยขาดดุลตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ มันเหลือเงินอีก ๙๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอามาชดเชย ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเสีย ขาดไปจริง ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับคือที่มาที่รัฐบาล ต้องการออกพระราชกําหนดเพื่อไปปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจากตัวเลขอันนั้น มันเดือนพฤษภาคม พอตั้งว่าค่าจัดเก็บรายได้ปี ๒๕๕๒ ไว้ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอมาปี ๒๕๕๓ มันก็เป็นตัวเลขรายได้ที่ตั้งเป้ำไว้ จะตั้งเป้ำให้เท่ากับ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่มันจะน่าเกลียด เศรษฐกิจมันต้องโตทุกปี ก็เลยตั้งว่าจะจัดเก็บได้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละเป็นที่มาของงบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๕๓ ว่าต้องเป็น ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยอมขาดดุลไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่เกินวงเงินชดเชยที่จะกู้ได้ เพราะมันมีสูตร ในการคิดคํานวณ ท่านประธานมาดูนี่ครับ คาดว่าจะเก็บได้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็จัดแบ่งงบรายจ่ายเป็นงบรายจ่ายประจํา เงินเดือนข้าราชการ ๑,๔๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบลงทุน ๒๑๒,๖๘๙ ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าปี ๒๕๕๒ ไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็เป็นที่มาอีกที่รัฐบาลบอกว่างบลงทุนในปี ๒๕๕๓ ไม่พอต้องใช้งบโครงการไทยเข้มแข็ง ก็เลยเป็นที่มาของต้องกู้อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นนะครับว่ากู้เพื่อมาปิดหีบปี ๒๕๕๒ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้เพื่อมาทํางบลงทุนในปี ๒๕๕๓ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ คือที่มาครับท่านประธาน แต่พอปลายปี งบประมาณ ๒๕๕๒ อะไรเกิดขึ้นครับ รัฐบาลบอกว่าเก็บเงินได้เกินคาดหลังจากขึ้นภาษีนํ้ามัน ภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา พลาดเป้ำ ไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยไปกู้ ออกพันธบัตรให้พี่น้องประชาชน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขมันก็เลยเป็นอย่างนี้ครับ เก็บได้จริงแทนที่จะเป็น ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามที่คาด มันก็เก็บได้ ๑,๕๓๕,๐๐๐ ล้านบาทเป็นตัวเลขที่เก็บได้จากที่ตั้งเป้ำไว้ ๑,๘๕๐,๕๐๐ ล้านบาท ก็ขาดไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เอาเงินจาก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาปิดหีบ เห็นไหมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันก็จะมีเงินเหลือ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่จะต้องการไปปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปปิดหีบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เหลือ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ามาทําอย่างไร ท่านประธานครับ จากนั้น พอตัวเลขในการจัดเก็บได้จริงมัน ๑,๕๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ควรจะเป็นตัวเลขที่มา ตั้งเป้ำในการจัดเก็บปี ๒๕๕๓ เมื่อตัวเลขตั้งไว้ผิดมันก็จัดเก็บผิด วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลเก็บได้มาประกาศกันโครม โครม โครม ผอ. สํานักงานบริหาร หนี้สาธารณะออกมาประกาศมาโม้ผ่านสื่อว่ารัฐบาลเก็บได้เกินเป้ำ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็แทนที่จะเป็น ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับกลายเป็น ๑,๕๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่า รัฐบาลมีเงินเหลือจากการจัดเก็บงบประมาณ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นก้อนที่ ๒ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการไม่ต้องไปปิดหีบ เหลือมาจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นยอดแรก ยอดที่สอง ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้ลงทุน ๒๑๒,๖๘๖ ล้านบาทนี่ ต้องดูตัวเลขนี้ครับท่านประธาน ตั้งไว้ตามงบประมาณ ๒๑๒,๖๘๖ ล้านบาท บวกเก็บได้เกินเป้ำ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกเหลือจากงบ โครงการไทยเข้มแข็งปิดหีบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบไทยเข้มแข็งที่บอกว่าเอาไปลงทุน ตั้งไว้ต่างหากอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกเงินยึดทรัพย์จากนายกรัฐมนตรีทักษิณ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จในปี ๒๕๕๓ รัฐบาลมีเงินลงทุนและเหลือใช้ทั้งหมด ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเห็นตัวเลขนี้ไหม ปี ๒๕๕๓ เงินเหลือมากมาย แทนที่จะยกเลิกพระราชกําหนด ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาททิ้ง ก็ยังเหลือเฟือ แต่รัฐบาลลูกเล่นใส่ประชาชน เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทําไมถึงไม่ยอมยกเลิก งบโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วท่านประธานมาดูปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ถ้า ๒ ปีบวกกัน ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบลงทุนในปี ๒๕๕๔ ๓๔๑,๓๗๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรัฐบาล มีงบลงทุนใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย ทุจริตได้ ๑,๑๒๒,๐๕๙ ล้านบาท รัฐบาลโกหกประชาชนทําเป็นหน้าเศร้าว่าเงินไม่มี แล้วก็โม้ ท่านพยายามที่จะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน แต่ท่านช่วยไม่จริง ยกตัวอย่างหนี้นอกระบบกะจะช่วยพี่น้องเกษตรกร ให้ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ แหม ประโคมข่าวไปทั่วโลกว่าจะช่วยแก้หนี้นอกระบบ วันนี้ไปถึงไหนท่านกรณ์ทําได้ไหม ล้มเหลวทุกอย่าง ไม่เคยปฏิบัติอะไรได้เลย นี่แหละครับท่านประธาน รัฐบาลถึงได้อยู่ร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมีความสุข เพราะเงินงบประมาณมันเยอะ และสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน โครงการไทยเข้มแข็งนี่ มันง่ายในการทุจริตในการจัดตั้งงบประมาณ เพราะมันไม่ผ่านกระบวนการวิธีการ งบประมาณอย่างที่เรากําลังทํากันในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานเข้าใจนะครับ เพราะว่า รายละเอียดโครงการไม่จําเป็นต้องเสนอผ่านคณะ ประธานเป็นปลัดกระทรวงการคลัง นั่งกันอยู่ รัฐบาลเอาอะไรยัดเข้าไปให้ก็สรุป ๆ แล้วก็ดําเนินโครงการเลย ราคากลาง เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผมจะมาแฉให้ดูว่ามันมีการกินกันอย่างไร ตัวอย่างครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการปลากระป๋ อง ในโครงการถนนไร้ฝุ่น กระทรวงสาธารณสุข สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ราคากลางดึงมาจากสรวงสวรรค์จะตั้งเท่าไรก็ได้ แล้วก็ประมูลกัน สมมุติตั้งไว้ ๑๐๐ บาท ก็เสนอราคากันที่ ๙๙.๙๙ บาท แล้วก็ได้ไป แล้วก็มีการจัดสรรคอมมิชชัน (Commission) ลงไป ท่านประธานครับ ถ้าฝ่ำยค้าน รู้ไม่เท่าทันก็ไม่สามารถดูแลปกป้ องภาษีเงินกู้ที่รัฐบาลชุดนี้จะกู้ แล้วปีนี้ก็จะกู้อีกนะครับ เดี๋ยวผมจะมีตัวเลขเลยว่าหนี้สาธารณะของประเทศนี้เป็นเท่าไร ประชาชนมีหนี้สินต่อหัว ณ วันนี้เท่าไร และปัญหาในงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ในโครงการบางโครงการที่ผมพูดไปแล้วพรรครัฐบาลก็จะออกมาตอบโต้ทุกครั้ง สูญเสียไปเป็นเงินมหาศาล เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดู ทุกปี เราต้องเอาเงินภาษีประชาชน ไปจ่ายดอกเบี้ยเหล่านี้ ลูกเล่น ลูกไม้ ของรัฐบาลที่ตั้งใจจะหากินกับงบประมาณแผ่นดิน ท่านไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ ผมอ่านคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในข้อ ๔.๒ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตร ๔.๕ การปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ๔.๓ ภาคอุตสาหกรรม ๔.๔ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการตลาด การค้าและการลงทุน ท่านเขียนอย่างนี้ในยุทธศาสตร์ ท่านไม่มีความเข้ำใจเลย มีอย่างที่ไหน ท่านจัดตั้งงบประมาณ ท่านลองดูนะครับเล่มนี้ บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ภาพรวม ตั้งงบประมาณไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองดูงบประมาณกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมได้ไป ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับงบประมาณ ทั้งแผ่นดิน ๘ เปอร์เซ็นต์ ถามว่ากระทรวงกลาโหมเคยทํารายได้เข้าประเทศไหม ทําให้ เศรษฐกิจไทยดีขึ้นไหม แต่พอมาเปิดหน้า ๖ งบการท่องเที่ยวจัดไว้ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กระทรวงกลาโหม ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ พอมาดู กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงเหล่านี้ดูแลการผลิตของ พี่น้องเกษตรกร ดูแลภาคอุตสาหกรรม ดูแลเรื่องการท่องเที่ยว นํารายได้เข้าสู่ประเทศ เห็น ๆ อยู่ แต่นายอภิสิทธิ์ให้นายกรณ์ไปร่วมกับสํานักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ แบบนี้ มิน่าประเทศไทยมันถึงได้ล้าหลัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน กระทรวงกลาโหม ภาพนี้สื่อต่างชาติถ่าย ใช้อาวุธจริงและมีปลอกกระสุนจริงกระเด็น ออกมาเห็นชัด ๆ กล้องโคลส (Close) ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นหน่อย ลูกกระสุนเล็ก ๆ กระเด็น ลูกกระสุนจริง จัดงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมไปซื้ออาวุธแล้วมาเล็งยิง ประชาชน อันนี้สื่อต่างชาติเอารูปชัด ๆ นี้มา อันนี้ไม่ใช่ลูกซอง ลูกซองอยู่ข้างหลังนี้ อันนี้เอ็ม ๑๖ (M16) และท่านประธานดูสิครับ เอ็ม ๑๖ ทั้งนั้น แล้วมีคนตายนอนอยู่ตรงนี้ กล้องโคลสสิครับ และอย่างนี้จัดงบประมาณแบบนี้ได้อย่างไร ทําไมไม่มุ่งเน้น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน โดยงบของกระทรวงแรงงานจัดไว้ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องแรงงานทั่วประเทศจะไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ต้องการรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี มีการส่งแรงงานออกไปนอกประเทศได้ ทําไมไม่จัดสรรงบประมาณ ให้มาก แต่ผมก็เข้าใจเพราะตลอดชีวิตของนายอภิสิทธิ์ไม่เคยค้าขาย ไม่เข้าใจคําว่า เศรษฐกิจ เรียนแต่หนังสือ อันนี้ละครับคือความย่อยยับของประเทศไทย วันนี้ การท่องเที่ยวเสียหายก็แทนที่จะเอาเงินปี ๒๕๕๓ ซึ่งเมื่อกี้ผมให้เห็นแล้ว มันเหลือ ตั้ง ๗๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีเงินใช้ ทําไมไม่ไปอุดหนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปแค่ ๓๐ สตางค์ จาก ๑๐๐ บาท งบประมาณตั้งไว้ ๑๐๐ บาท ให้การท่องเที่ยว ๓๐ สตางค์ น่าเกลียด ทําไม่เป็นก็ออกให้คนอื่นมาทํา โอทอป (OTOP) พี่น้องที่ทํามาค้าขายโอทอปในแหล่งท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะประกอบธุรกิจได้ ทิ้งร้าง ไม่มีคนเดิน เพราะเขาก็ไม่เคยค้าขายทั้ง ๒ คนนี้ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ ชีวิตนี้ ไม่รู้วิธีการค้า มาบตาพุดต่างชาติย้ายออกไปหมดแทนที่จะเอางบประมาณมาลง กระทรวงอุตสาหกรรมเยอะ ๆ อันนี้เอาไปลงกระทรวงอุตสาหกรรม ๓๐ สตางค์ เทียบกับ ๑๐๐ บาทของงบประมาณ แล้วมันจะไปแก้ไขปัญหาได้อย่างไร มันจะสร้างความเชื่อมั่น ให้ต่างชาติมาลงทุนในอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้อย่างไร ผมเห็นแล้วผมเศร้าใจ โดยเฉพาะเกษตรกร วันนี้เกษตรกรไทยจนเอา ๆ ทําสินค้าเกษตรออกมาเจ๊ง แต่ในขณะที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ ขอประทานโทษ ซีพี (CP) ท่านทําอะไรเจริญรุ่งเรือง มีเงินมีทองรํ่ารวย ราคาหุ้นเมื่อก่อน ๗ บาท วันนี้ขึ้นไป ๑๘ บาท รวยอยู่เจ้าเดียว ในขณะที่พี่น้องเกษตรกร ยากจน
ท่านประธานครับ ขอเวลาอีกนิดเดียวครับ ประเด็นที่ผมจะพูด เป็น ๒ ประเด็นสุดท้าย มันมีข้อน่าสังเกตอย่างนี้ครับว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลต้องจ่ายออกไป ในแต่ละปี นี่ครับ สื่อวันก่อนลงว่า ผอ. สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะบอกว่าในปี ๒๕๕๔ รัฐบาลได้จัดสรรงบชําระหนี้ จํานวน ๒.๓ แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชําระเงินต้น ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมดอกเบี้ยมันสูงอย่างนี้ ผมก็เลยไปเชิญ ผอ. สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะมาชี้แจง เขาเอาข้อมูลให้ผมครับ เป็นที่น่าตกใจครับท่านประธาน มันเป็นการชําระดอกเบี้ยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ไปกู้ยืมตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ตอนนั้นจําได้นะครับมี ปรส. และมีการขายหนี้เน่า หนี้ดี ขายให้ฝรั่ง หนี้เน่าเก็บไว้เอง และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็ไปกู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยในปี ๒๕๔๒ ที่รัฐบาลจะต้องเอางบประมาณแผ่นดินไปจ่าย ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ เฉลี่ยแล้วปี ละ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท พอมาปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓ เฉลี่ยต่อปี ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทเป็นงบประมาณที่จะใช้ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งได้อย่างสบาย แต่ดอกเบี้ยนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลมาก็ต้องชดใช้ มันเป็นกรรมของบ้านเมืองที่คนบริหาร ประเทศชาติในอดีตสร้างความเสียหายไว้ และที่สําคัญที่สุดประเด็นสุดท้าย หนี้สาธารณะครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวหนี้สาธารณะ ถ้าดูในเอกสารฉบับย่อนี้ ตารางที่ ๔.๒ เล่มเล็กนี้งบประมาณโดยสังเขป หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ ยังไม่รวมหนี้ที่ยังไม่ได้กู้จนครบ พ.ร.ก. และยังไม่รวมปี นี้นะครับ มีแล้วทั้งหมด ๓,๔๐๗,๘๕๓ ล้านบาท และเมื่อเอา ๗๖ ล้านคนไปหารคร่าว ๆ วันนี้ประชาชนคนไทย มีหนี้ต่อหัว ๔๕,๐๐๐ บาท ปีที่แล้วผมจําได้ ผมลุกขึ้นอภิปรายในสภาแห่งนี้ ณ ปีที่แล้ว หนี้ยังแค่ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อหัว วันนี้มันก้าวกระโดดมาเป็น ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประชาชน คนไทยเกิดมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ร้องอุแว้ ๆ เราเป็ นหนี้แล้ว ๔๕,๐๐๐ บาทต่อหัว ท่านประธานครับ พวกผมเองพยายามที่อภิปรายให้ได้นํ้าได้เนื้อมากที่สุด ถามว่าวันนี้ ประชาชนเขาอยู่ได้ไหม เขาอยู่กันไม่ได้ครับ จะมีเฉพาะเศรษฐีบางกลุ่มที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผู้มีอันจะกินที่อยู่ได้แต่พี่น้องในชนบทเขารายได้ไม่พอรายจ่าย รัฐบาลเหลืองบประมาณ อย่างนี้อย่าได้อับอายเลย ท่านกลับไปใช้วิธีการนโยบาย ๖ มาตรการ ๖ เดือน ท่านใช้ ๖ มาตรการ ๑ ปียังได้เลย ลดค่านํ้ามันเสีย ภาษีนํ้ามันเก็บอะไรมากมาย สมัยรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น ๑๓๐ เหรียญต่อบาร์เรล นํ้ามันก็ ๔๐ บาท วันนี้รัฐบาลท่าน ๓๐ กว่าเหรียญ ๗๐ กว่าเหรียญก็ ๔๐ บาท อะไรกันนักกันหนา รู้จักวิธีคิดบ้างครับท่านประธาน ประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน ค่านํ้า ค่าไฟ กลับมาใช้วิธีการเดิม ให้ใช้ฟรีมันจะช่วย พี่น้องประชาชนอย่างน้อยก็ได้ช่วยด้านจิตใจ
ครับ
คงจะไม่พูดมากแล้วครับ ที่เหลือผมจะไปอภิปรายตอนช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ ๓๑ และวันที่ ๑
ท่านเกินไปเกือบ ๖ นาทีครับ
จะทําหน้าที่ในสภาให้เต็มที่ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงสมาชิกที่เพิ่ง อภิปรายจบไปในบางประเด็นที่ผมคิดว่ามีความสําคัญ
ประการแรก ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมขอความกรุณาแยกแยะสิ่งที่ รัฐบาลแล้วก็เจ้าหน้าที่กําลังดําเนินการอยู่ ผมจําเป็นที่จะต้องยํ้าครับว่ารัฐบาลไม่เคย กล่าวหาพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รัฐบาลเข้าใจ แล้วก็ยอมรับสิทธิของพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมด้วยความเข้าใจว่ามาเรียกร้องสิ่งที่เป็น ความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือประชาธิปไตย แต่ในการชุมนุม ๒ เดือนที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่มีอาวุธแล้วก็ใช้อาวุธในการก่อการร้ายก็ต้องดําเนินการตามกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าต้องแยกแยะคน ๒ กลุ่มนี้ออกจากกันนะครับ เรื่องของการที่ท่านได้ตั้งคําถามเกี่ยวกับงบประมาณ มีอยู่บางประเด็นที่ผมคิดว่า อยากทําความเข้าใจ
ประการแรก ที่บอกว่ารัฐบาลเร่งรีบในการเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น กราบเรียนว่าที่เราตัดสินใจใช้ช่วงเวลานี้ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องมีการพิจารณาโดยฝ่ำยนิติบัญญัติ ๑๐๕ วัน ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร บวกกับ ๒๐ วันของวุฒิสภา เพราะฉะนั้นที่เราเสนอ เข้ามาแล้วตามกระบวนการนี้ทั้งหมดเขาจะนับจากวันที่เราส่งเอกสาร ถ้าเราพิจารณา เร็วเท่าไรก็หมายความว่าให้เวลากับคณะกรรมาธิการมากเท่านั้น อันนี้เป็นประโยชน์ สําหรับฝ่ำยนิติบัญญัติไม่ใช่สําหรับฝ่ำยบริหารครับ เพราะว่าสุดท้ายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็จะไปใช้วันที่ ๑ ตุลาคม เหมือนเดิมครับ เราก็เผื่อเวลาสําหรับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการให้มากขึ้น แล้วก็ เผื่อเวลาว่าเมื่อผ่านสภาแล้วจะต้องผ่านกระบวนการอื่นก่อนที่จะนําไปประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาให้ทันในวันที่ ๑ ตุลาคม อันนี้คือเหตุผลในเรื่องกรอบเวลาของ การพิจารณางบประมาณ
ประการที่สอง ในส่วนของการพูดถึงว่าควรจะเร่งไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ขอเรียนนะครับรัฐบาล ไม่ได้ช้าเลยครับ เมื่อวานคณะรัฐมนตรีก็ได้มีการพิจารณาอนุมัติหลักการในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ มีการอนุมัติ หลักการและงบประมาณไว้เรียบร้อยสําหรับทั้งกรณีของพี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ ในการทํามาค้าขายเพราะถูกวางเพลิง มีการจัดงบประมาณในเรื่องของการดูแลลูกจ้าง พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง มีการจัดมาตรการสําหรับผู้ค้ารายย่อยซึ่งประสบปัญหาค้าขาย ไม่ได้มา ๒ เดือนแล้วก็ต้องเสียค่าเช่า เพราะฉะนั้นมาตรการเหล่านี้เดินหน้าเต็มที่ เช่นเดียวกับงบประมาณในการที่จะฟื้นฟูชุมชนแล้วก็เยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบ ไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่ามาเสนองบประมาณที่นี่แล้วไม่สามารถที่จะขับเคลื่อน เรื่องของการฟื้นฟูได้นะครับ
ส่วนปัญหาในเรื่องของเคอร์ฟิวก็มีการลดเวลาของการเคอร์ฟิวโดยลําดับ แล้วก็จะเร่งในการที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ต้องขอเรียนครับ ผมก็เข้าใจหัวอก ของพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะมีรายได้ในช่วงเวลากลางคํ่ากลางคืน แต่ต้องนึกถึง หัวอกของพี่น้องประชาชนอีกจํานวนมากซึ่งยังรู้ สึกไม่ปลอดภัยเพราะยังมี กลุ่มบุคคลซึ่งเคลื่อนไหวบ้าง แม้กระทั่งพูดในลักษณะข่มขู่บ้างว่าจะยังมีการเคลื่อนไหว ในลักษณะที่มีการใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นเราก็จะหาความพอดีในส่วนนี้
สําหรับรายละเอียดงบประมาณนะครับ คงจะมีเวลาในการชี้แจง ในอีกหลายส่วน แต่ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าตัวเลขที่ท่านเอามารวมกันแล้วอ้างว่า เป็นเงินลงทุนมากมายมหาศาลนั้น ความจริงจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่ อย่างน้อย ๒ รายการที่ท่านเอามาบวกนี่ครับคือที่บอกว่าจัดเก็บรายได้เกินเป้ำอะไรต่าง ๆ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้รัฐบาลไม่ได้เอามาใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมนะครับ จะเป็นการนับซํ้ากับตัวเลขอื่นและตัวเลขของเงินที่ยึดทรัพย์ได้ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เข้าคลังครับ ไม่ได้เอาออกมาใช้ครับ เป็นการเสริมฐานะความมั่นคงทางการคลัง ของประเทศเท่านั้นเอง นอกจากนั้นเงินลงทุนที่มีการดําเนินการทั้งหมดก็ไม่ได้ดําเนินการ ภายในปีงบประมาณเดียวด้วย
แล้วก็ที่สําคัญที่สุดครับ มาตรการต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าเป็นการบริหาร ที่ล้มเหลวนี่ ความจริงขณะนี้น่าจะพิสูจน์แล้วนะครับ พิสูจน์แล้วก็คือจากลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นการหดตัวของเศรษฐกิจที่รุนแรงมากต้นปีที่แล้ว ต้นปีนี้มันขยายตัว ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทําให้เราไม่จําเป็นที่จะต้องกู้เงินตาม พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการที่มีการกู้ยืมเงินพิเศษมากระตุ้นเศรษฐกิจมันได้พิสูจน์ แล้วครับว่ามันได้ผล ส่วนสัดส่วนของหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๔๐ กว่า ๆ ตํ่ากว่าประมาณการ แล้วถ้าใครติดตามข่าวสารในเรื่องของ เศรษฐกิจโลกจะพบนะครับว่าประเทศอื่น ๆ ขณะนี้มีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ ที่อยู่ในระดับที่สูงมากครับ อาจจะเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซํ้า ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เข้าสู่สถานการณ์เช่นนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่า น่าจะเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องในทิศทางการบริหารได้
สุดท้ายครับ ท่านไปพูดเปรียบเทียบในเรื่องของกระทรวงประหนึ่งว่า รัฐบาลไม่จัดความสําคัญในเรื่องของเศรษฐกิจกับความมั่นคง ความจริงตัวเลข ของงบประมาณแต่ละกระทรวงว่าไปแล้วการเปลี่ยนแปลงแต่ละปีจะไม่เปลี่ยนแปลง มากนักหรอกครับ แต่ถ้าอยากจะดูทิศทางอย่าไปดูสัดส่วนครับ ดูอัตราการเจริญเติบโต กระทรวงกลาโหมปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มเพียงร้อยละ ๑๐.๖ แต่กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเพิ่มร้อยละ ๔๒ กระทรวงพาณิชย์เพิ่มร้อยละ ๑๖.๙ กระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มร้อยละ ๒๐.๕ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไปตามทิศทางที่เราได้ให้ความสําคัญมากขึ้น กับกระทรวงเศรษฐกิจในการฟื้นฟู ขอบพระคุณครับ
ต่อไป พันเอก วินัย สมพงษ์ เชิญ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ
มีอะไรคุณวิฑูรย์ นามบุตร เขากําลังอภิปรายอยู่มีอะไรครับ คุณประท้วงผมใช่ไหมครับ ไม่ใช่ คุณประท้วงหรือเปล่า
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร ผมประท้วงพาดพิงครับ
ท่านประท้วงผมว่าอะไร
ผมถูกพาดพิง เมื่อกี้ที่ผู้อภิปรายคือ ท่านสุรพงษ์
ไม่ใช่คุณประท้วงอะไรผม
ผมถูกพาดพิงเสียหายครับ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ
เรื่องมันเสร็จไปแล้วครับ เขาไม่ถือสาหาความหรอกนิด ๆ หน่อย ๆ
ถือครับ เสียหายมากถ้าไม่ได้ชี้แจง แล้วผมขอใช้เวลาชี้แจงนิดเดียว
เขาทราบกันทั้งประเทศ แล้วละครับเรื่องของท่าน ท่านบริสุทธิ์ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ
แต่อันนี้เขากล่าวหาว่าผมทุจริต เรื่องปลากระป๋ อง
ไม่ได้ทุจริต ถ้าทุจริต เขาดําเนินคดีแล้วครับ
เขาพูดอีกแล้ว
คือปากพาไป ก็ไม่เป็นไร พอแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ใช้เวลา ในสภาเยอะครับ แล้วผมไม่เคยขออะไร ขอเวลานิดเดียวครับท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพครับ
คุณประท้วงก็มีสิทธิ ประท้วง และผมยังไม่อนุญาตให้คุณพูด ตอนนี้ผมไม่อนุญาต เชิญท่านวินัยครับ
ต้องขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า
นั่งลงครับ เชิญท่านวินัย
ถ้าเกิดผมไม่ได้ชี้แจง
เชิญท่านวินัยครับ ผมแก้ให้แล้วว่าท่านบริสุทธิ์ ท่านพูดสู้ผมไม่ได้หรอกครับ พอแล้วครับ นั่งลงครับ นั่งลงเถอะคุณวิฑูรย์ เป็นถึงอดีตรัฐมนตรีมีระเบียบ มีวินัยบ้าง ข้อบังคับเป็นสิ่งสําคัญ เชิญนั่งลงครับ มันไม่ได้เสียหาย ผมบอกคุณบริสุทธิ์แล้ว ไม่อนุญาตครับ คุณไม่นั่ง ใช่ไหมครับ ผมก็เคารพคุณ นั่งเถอะครับ ให้คนอื่นเขาพูดก่อนเถอะครับ มันไม่มีเนื้อหา สาระอะไร ไม่มีอะไร นิด ๆ หน่อย ๆ ครับ อภัยกันได้ นักการเมืองก็หูทวนลมบ้าง ไม่หรอกครับ วินาทีหนึ่งผมก็ไม่ให้ ผมบอกไม่ให้แล้วก็ไม่ให้ เชิญท่านวินัย สมพงษ์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ ขออภิปรายงบประมาณของรัฐบาลในปี ๒๕๕๔ ในประเด็น กว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ๑ ประเด็น แล้วก็แตะลงไปในแผนงานด้านการขนส่งคมนาคมสั้น ๆ อีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ผมจะใช้วิธีการที่เข้าใจให้ง่ายที่สุด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของภาษีที่อาจจะนั่งฟังอยู่ที่บ้านได้เข้าใจภาพรวม ของเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับพวกเราครับ ท่านประธานสภาครับ กระผมอาจจะพูด ให้ข้อพึงสังวร ให้ข้อท้วงติง ให้ข้อคิดเห็น พูดให้คิด มองเผิน ๆ ฟังแล้วผมคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับงบประมาณของรัฐบาลปีนี้หรือเปล่า มิได้ครับ ผมขอกราบเรียนว่าผมพร้อม ที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาลปีนี้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย จึงอยากจะตั้งข้อพึงสังวรพูดให้คิด รัฐบาลนั้นได้ผ่านวิกฤตการณ์ทางสังคม ทางการเมือง นอกสภาเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคมมาหมาด ๆ ใหม่ ๆ และหลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ที่ผ่านไป เราทุกคนก็ทราบว่าภาระ อันหนักหน่วงของรัฐบาลที่นอกเหนือจากงบประมาณที่ท่านเขียนมาในปี นี้ก็คือ ข้อเรียกร้องค่าเยียวยาต่าง ๆ ของสังคมที่ได้รับความเสียหาย ต่างก็เรียกร้อง ความเสียหาย เรียกร้องค่าเยียวยาจากรัฐบาลอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งมันอยู่ นอกเหนือจากงบประมาณที่ท่านได้ตั้งเอาไว้ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ด้วยภาระ ที่ท่านต้องรับอย่างมากจึงเป็นความห่วงใยของกระผมว่าในภาวการณ์อย่างนี้มีอะไร ที่กระผมจะท้วงติงให้ข้อคิดท่านได้บ้างก็จะขออนุญาตให้ในตอนนี้ ท่านประธานสภาครับ ภาพรวมของงบประมาณของรัฐบาลในปี ๒๕๕๔ ถ้าพูดง่าย ๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจก็คือ งบประมาณทุก ๆ ๑๐๐ บาทรัฐบาลหามาได้ด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของรัฐบาลเองจริง ๆ เพียงประมาณไม่ถึง ๘๐ บาท เกือบ ๘๐ บาท ทํางานตัวเป็นเกลียวเก็บภาษีแต่ก็ได้ไม่ถึง ๘๐ บาท ไม่ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ รัฐบาลต้องตากหน้าไปกู้เขา มาใช้ แปลความว่าบ้านเราหลังใหญ่ หากินไม่คุ้มปากคุ้มท้อง มันแปลความว่า รายรับนั้นไม่พอกับรายจ่าย มันต้องกู้เขามาประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ สิ่งที่กระผมมีความเป็ นห่วงเป็ นใยอย่างยิ่งว่าในภาวการณ์อย่างนี้ ทําอย่างไรรัฐบาลจึงจะผ่านวิกฤติการเงิน การคลัง ที่จะต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง ในปี ๒๕๕๔ นี้ได้ ผมหวังว่ารัฐบาลคงต้องคิดเหมือนผม แต่เราจะต้องเน้นถึงวินัยการเงิน การคลัง อย่างยิ่งยวด อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ จึงจะผ่านวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง ในปี ๒๕๕๔ ได้ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ หนี้ที่ต้องไปกู้เขามาประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นี้ ถ้าเผื่อเรามองว่าหนี้เก่า ๆ ที่สะสมกันอยู่เมื่อนับถึงประมาณต้นปีนี้ หนี้สาธารณะก็คือประมาณ ๓.๔ ล้านล้านบาทเศษ ๆ ครับ และถ้าปีนี้รัฐบาลกู้เขามาอีก ประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืองบ ๑๐๐ บาทกู้เขามาอีกประมาณ ๒๐ กว่าล้านบาท เพื่อเอามาใช้มันแปลว่าหนี้สาธารณะจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ ๓.๘ ล้านล้านบาทเศษ ๆ ๓.๘ ล้านล้านบาทมันแปลความว่าอย่างนี้ครับ เด็กอุแว้ออกจากครรภ์มารดาจนกระทั่ง คนแก่ไม่ว่าหญิงหรือชายก่อนจะสิ้นใจต้องแบกภาระหนี้สาธารณะคนหนึ่งก็ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าบาทครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ การกู้หนี้ยืมสินนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่สนุก ผมมั่นใจรัฐบาลก็ไม่พึงประสงค์จะกู้หนี้ยืมสินเอามาใช้แม้จะจําเป็นเพียงใดก็แล้วแต่
ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่องการกู้หนี้ยืมสินครับ ผมอยากจะเล่าในอดีตในสมัย หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ประเทศจักรวรรดินิยม ประเทศล่าเมืองขึ้น สมัยก่อน เขาล่าเมืองขึ้นทั่วโลก ส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศทางซีกโลกตะวันตก ยามที่ประเทศของเขา มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจตกตํ่า ประเทศที่ล่าเมืองขึ้นจักรวรรดินิยม ก็ไปเที่ยวขูดรีดภาษีเก็บทรัพย์สมบัติต่าง ๆ มาทํานุบํารุงประเทศของตน ครั้นต่อ ๆ มา ประเทศที่เคยเป็ นเมืองขึ้นได้เป็ นเอกราช ไปบีบบังคับหรือไปเบียดเบียนเขาไม่ได้ ประเทศตะวันตกก็จึงได้ใช้วิธีหาเงินกู้มาทํานุบํารุงบ้านเมืองของตนเองในยามที่ เศรษฐกิจยํ่าแย่ นั่นเป็ นค่านิยมของทางซีกโลกตะวันตก ซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ให้ทางรัฐบาลได้คิดใคร่ครวญ พูดให้คิดว่าค่านิยมอย่างนี้มันก็คงจะต้องแตกต่าง จากทางโลกตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือว่าประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา ในยามที่เศรษฐกิจยํ่าแย่ ประเทศทางซีกตะวันออกเป็ นประเทศที่ถูกล่าเมืองขึ้น เป็นประเทศที่ถูกล่า ประเทศทางซีกตะวันออกไม่ได้คิดกู้ครับ ส่วนหนึ่งของซีกตะวันออกก็คือ ในยามเศรษฐกิจตกตํ่าเขาจะสอนให้คนอดทน ขยัน ประหยัด ใช้วิธีการเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยํ่าแย่ ผมพูดอย่างนี้เพื่อให้ท่านได้คิดว่าค่านิยมตะวันตกนั้นยามเศรษฐกิจยํ่าแย่ กู้ กู้ กู้ แล้วก็กู้ แต่ค่านิยมทางโลกตะวันออกนั้นเศรษฐกิจตกตํ่าไม่พยายามกู้ครับ แต่อดทน ประหยัด ขยัน พอกิน พอใช้ เศรษฐกิจพอเพียง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ รายได้สุทธิ ของรัฐบาลในปี ๒๕๕๔ คิดแล้ว ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่มันก็ยังตํ่ากว่ารายจ่ายประจํา รายจ่ายประจํานั้นมากกว่า มันท่วมกับรายได้สุทธิของรัฐบาล แปลว่าอย่างนี้ครับ แปลว่า ค่าเงินเดือนข้าราชการ เบี้ยเลี้ยง ค่านํ้า ค่าไฟฟ้ำ ประปา โทรศัพท์ ของราชการมันมากกว่า รายได้สุทธิของรัฐบาล อันนี้เป็นข้อที่น่าห่วงใย ปีนี้งบประจําของท่าน ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมทราบว่ารัฐบาลพยายามจะบีบให้มันน้อยลง ๆ แต่ท่านทําได้เพียงเท่านี้ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เป็นสิ่งที่น่าห่วงใยนะครับ ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ เราจําเป็นจะต้องต่อห้องนํ้า ต่อห้องครัว เพราะครอบครัวที่ใหญ่โตแม้หาได้น้อยกว่า รายจ่ายก็ต้องไปเที่ยวกู้เขามา กู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนว่าจะเป็นภาระ ให้กับลูกหลานวันข้างหน้า ก็ขอกราบเรียนว่าเป็นข้อห่วงใยที่กระผมอยากจะให้ท่าน ได้ตระหนักถึงวินัยการเงิน การคลัง ของเศรษฐกิจในขณะนี้
ประเด็นต่อไป ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอก้าวไป เรื่องที่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ นิดหนึ่ง แผนงานทางด้านการขนส่งและบริการของรัฐบาล ทรานสปอร์เทชัน (Transportation) แล้วก็โลจิสติกส์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า รัฐบาลคงมีความตั้งใจที่จะทํารถไฟ ๔ รางทางคู่ ทํารถไฟความเร็วสูง ซึ่งเรื่องนี้ มันบ่มเพาะตัวมาตั้งแต่เกือบ ๒๐ ปีแล้ว
หมดเวลาแล้วครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านจะทําเรื่องนี้ไม่สําเร็จจนกว่าท่านจะแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ รถยนต์ให้ได้ ผมกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการการคมนาคมได้จัดทําเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งจุดตัดรถไฟ รถยนต์ ๒,๔๖๓ จุด คณะกรรมาธิการการคมนาคมได้ทําข้อเสนอแนะรัฐบาลว่าจะต้องใช้ งบประมาณ ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลา ๖ ปี ปีไหนทําอะไร ตรงไหน อย่างไร บอกไว้หมด ผมจะขออนุญาตท่านประธานสภาแจกเอกสารนี้ให้กับกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ทุก ๆ ท่านในโอกาสต่อไป กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณครับ เกินเวลาไป ต่อไปนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ๑๕ นาที เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน กระผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในวาระ รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอให้สภาแห่งนี้ เป็ นผู้พิจารณาว่าจะอนุมัติให้รัฐบาลชุดนี้ได้ใช้เงินในจํานวนที่เสนอมานี้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายในส่วนที่เป็น ภาพรวมของงบประมาณทั้งหมดในเวลา ๑๕ นาที ผมดูจากหลักการและเหตุผลที่ทาง คณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามา ท่านประธานครับ หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นจํานวนไม่เกิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้จ่าย ๒ กรณี เป็นรายจ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินกับรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง ซึ่งรายจ่ายชดใช้ เงินคงคลัง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ผมจะไม่ลงรายละเอียด
ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้นโยบายของงบประมาณที่รัฐบาล เสนอเข้ามา ๖ เรื่อง ๘ ยุทธศาสตร์ กับ ๑ การใช้จ่ายภาครัฐ ผมพยายามตรวจสอบ ในรายละเอียดทั้งหมด ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่าผมไม่สามารถที่จะ รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้กับคณะรัฐมนตรีชุดนี้หรือรัฐบาลชุดนี้นําเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนไปบริหาร ประเทศชาติได้ ผมมีเหตุผลดังนี้ครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่เป็นประการแรกสุด ที่ผมต้องกราบเรียน ที่ไม่สามารถที่จะรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ วงเงิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทได้
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องความสามารถในการจัดเก็บรายได้ รัฐบาลเสนอ ภาคการจัดเก็บรายได้มาทั้งหมดเป็นเงินจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร จากรายได้แผ่นดิน ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ แล้วเป็นเงินกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นไปตาม พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะที่ให้สัดส่วนงบประมาณการกู้ชดเชยการขาดดุล เอาไว้ร้อยละ ๒๐ ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดก็คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็อีกร้อยละ ๘๐ ของการส่งใช้เงินต้นที่ปีนี้รัฐบาลตั้งไว้ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ก็ได้อีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท บวกกับที่ท่านจะไปกู้เพื่อที่มาพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ในกรณีการกู้เงินต่างประเทศอีกร้อยละ ๑๐ ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่มีความเชื่อมั่นว่า ท่านจะเก็บเงินมาได้ และสิ่งสําคัญเงินกู้ที่ท่านจะกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขที่แท้จริง ท่านประธานครับ กลับไปดูรายละเอียด ผมจําเป็นต้องเอาโครงการไทยเข้มแข็งขึ้นมา แสดงให้ท่านประธานได้รับทราบผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพว่ารัฐบาลนําเสนอโครงการ ไทยเข้มแข็งทั้งรอบที่ ๑ รอบที่ ๒ เม็ดเงินทั้งหมดตีเป็นกลม ๆ คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นพระราชกําหนดผ่านรัฐสภาแห่งนี้ไป ขณะนี้กู้ไปแล้วและเบิกจ่ายแล้วตัวเลขกลม ๆ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ยังไม่ได้กู้ต้องกู้ให้เสร็จภายใน ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ คืองบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้น เม็ดเงินที่ท่านจะกู้ในปี ๒๕๕๔ ที่เป็นเงินบาทชดเชยเงินขาดดุล ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านต้องกู้ไปใส่ในโครงการไทยเข้มแข็ง นั่นคือ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้สาธารณะที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปผมยํ้าอีกทีนะครับ ขณะนี้ ตัวเลขจริง ๆ อยู่ที่ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร้อยละ ๔๑ ตัวเลขนี้ ผมเอามาจากสิ้นเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ทางท่านบอกใช้ ๓.๔ แต่ผมดูแล้วคือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับอีก ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ ๔,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร้อยละ ๔๖ ท่านประธานครับ ดูตรงนี้ ศักยภาพของการที่เราจะนําเงินมาใช้ชดเชยเงินกู้ก็ดี ศักยภาพในการจะกู้เงินก็ดี โดยเฉพาะ การกู้เป็นเงินบาท เราต้องกู้ภายในประเทศ สถาบันการเงินภาคเอกชนต่อไปไม่ต้องไปทํา อย่างอื่น มาหากินกับรัฐบาล ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๑๔ เงินไม่ใช่น้อยครับ ท่านประธาน และท่านจะหวังภาคเอกชนให้พัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร นโยบายท่าน ออกมาสวยหรูมากครับ พัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน เสริมสร้างการคลัง ของประเทศบนพื้นฐานความยั่งยืนของการคลังของประเทศภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่านประธานครับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้มกัน แต่นี่ท่านไม่พอเพียงเลยครับ แค่กู้ในปีนี้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องประชาชนคนตาดํา ๆ ที่เป็นเจ้าของประเทศจะมีความรู้สึกอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมไม่อาจจะให้ความไว้วางใจที่จะ ให้งบประมาณฉบับนี้ผ่านไปได้ กราบเรียนผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับ นั่นเป็นภาระ อันยิ่งใหญ่ ในส่วนของการจัดเก็บรายได้ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ไม่เชื่อว่า ท่านจะทําได้ ท่านบอกว่าตัวแปรที่จะทําให้การจัดเก็บรายได้ท่านแปรผันมีอยู่ ๓ ตัว เรื่องของนํ้ามัน เรื่องของดอกเบี้ยขาขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่านไม่บอกเราเลยคือวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศเราในขณะนี้ วิกฤติที่เกิดจากการดําเนินการ ของรัฐบาลในการที่จะดูแลผู้ชุมนุมทางการเมือง ท่านอย่าคิดว่ามีผลกระทบภายใน อย่างเดียวนะครับ ยุทธศาสตร์ความเชื่อมั่นต่างประเทศของท่าน ท่านทุ่มเม็ดเงินไป แสนกว่าล้านบาท ผมเชื่อว่าตรงนั้นเป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสมาก เพราะท่านเองได้บอกกับ พี่น้องชาวโลกทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวง บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้ก่อการร้าย เพราะว่าการส่งออก คนที่เขาจะมาลงทุน ท่านบอกว่าท่านปลื้มมาก รายได้ ๑๒ ไตรมาสแรก ของปี ๒๕๕๓ หลังเดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ท่านลองประมาณการสิว่า ท่านจะเก็บได้เท่าไร นี่ของปี ๒๕๕๓ นะครับ และสิ่งที่ท่านเองจะต้องทุ่มเทไปกับ การฟื้นฟูประเทศ เยียวยาดูแลคนที่ได้รับผลกระทบเม็ดเงินเท่าไรครับ ไม่ใช่เฉพาะ กรุงเทพฯ นะครับ ต่างจังหวัดอีกมากมาย ประชาชนภาพรวมอีกที่มีผลกระทบต่อรายได้ ของเขา ระบบภาษีอากรที่ท่านจะนํามาใช้ ผลกระทบเท่าไรครับ ผมเชื่อว่าท่านเขียน ในเอกสารนี้ไม่ทัน เพราะมันเกิดเมื่อวันที่ ๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร ของเราแต่ท่านประกาศงด ท่านบอกเชื่อมั่นในระบบรัฐสภามาก ประกาศงดเพื่อไปทํา การบีบรัดกระชับพื้นที่ และมีผู้คนตายไปอีก ๕๐ กว่าคนที่มีตัวเลขอยู่ ที่ไม่มีตัวเลข ไม่ทราบ ท่านประธานครับ เรื่องเหล่านี้เองผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า
เหตุผลข้อแรก ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถจะจัดเก็บรายได้ให้ได้ เท่ากับ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ ทั้งเงินกู้และการจัดเก็บ
ข้อที่สอง ท่านประธานครับ ผมมาดูความสามารถในการบริหารจัดการ ในการใช้งบประมาณ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ภาพรวม เม็ดเงินทั้งหมดที่ออกมาผมค่อนข้างมีความแปลกใจนะครับว่าสิ่งที่เป็นนโยบาย ของรัฐบาลที่มีความผิดพลาด มีความล้มเหลว มีการจัดงบประมาณลักษณะ การเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง สิ่งเหล่านี้มันทําให้ไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ของประเทศชาติบ้านเมืองได้เลย เฉพาะกลุ่ม เฉพาะด้านนั่นเอง เฉพาะจังหวัด ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะเน้นยํ้าเรื่องสัดส่วน เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไป บอกว่าต้องดูสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของแต่ละกระทรวง แต่เม็ดเงินรวม ท่านประธานครับ บางพรรคการเมืองที่สมาชิกอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล ๓๒ เสียง ได้เงินไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ขนาดที่บางพรรค ๓๒ เสียงเช่นกัน ผมไม่เอ่ยชื่อหรอกครับ ได้เงินไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เม็ดเงินที่เขาได้ไปในกระทรวงของเขา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษกับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๑๐ เท่าตัวครับ ท่านอาจจะบอกว่าก็กระทรวงมันกระทรวงสําคัญ กระทรวงที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงภายใน กระทรวงที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐาน กระทรวง ที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน อันนั้นผมไม่ว่าครับ แต่ดูแล้วสิ่งที่เราเป็นกังวลก็คือว่า ภาพการนํางบประมาณไปใช้ โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณที่เป็ นงบโครงการ ไทยเข้มแข็ง ซึ่งสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็จะได้มาชี้แจงในรายละเอียดต่อไปว่าผลพวง ของการใช้งบประมาณอย่างนั้นท่านได้ปล่อยปละละเลยอย่างไร นั่นคือความล้มเหลว ความผิดพลาดในการบริหารงบประมาณ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะความภาคภูมิใจ ของรัฐบาลที่บอกว่ามีความสําเร็จในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องของการประกันรายได้ เขียนไว้ชัดเจนครับ บอกว่ามีความสําเร็จ มีความภาคภูมิใจมากของรัฐบาล เรียนฟรี ๑๕ ปีประสบผลสําเร็จ นี่ผมเพิ่งจ่ายให้ลูกไปนะครับ ๒ คนเกือบหมื่นบาท ป. ๖ กับ ม. ๑ ผมต้องจ่าย อันนี้เรียนฟรี ๑๕ ปีหรือครับ ท่านประธานครับ นโยบายประกันรายได้ ที่ท่านบอกท่านภาคภูมิใจที่จะนํางบประมาณไปเสริมสร้างแบบใหม่ในปี ๒๕๕๔ เพื่อขยายต่อโครงการนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีครับ ท่านทราบไหมครับว่านโยบายประกันรายได้ของท่าน ท่านเขียนไว้ ในเอกสารบอกว่าประกันพืชผลไว้นะครับ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงโดยรัฐธรรมนูญ ท่านก็ทําไม่ได้ เพราะไปแข่งขันกับภาคเอกชน รัฐไม่มีสิทธิไปแข่งขันกับภาคเอกชน ท่านเลี่ยงบอกว่าเป็นการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ก็ไม่ว่ากระไรครับ การใช้ภาษานี่ แต่วิธีการคิดของท่านนี่ครับ ท่านทราบไหมครับ ท่านบอกว่าจะมียุทธศาสตร์ในการที่จะ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่นะครับ ขณะนี้ พี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสาน ที่ปลูกข้าวโพด ท่านทราบไหมครับว่าผืนแผ่นดินที่เป็นป่าไม้ ถูกทําลายอย่างหนักหนาสาหัสเพราะอะไรครับ เพราะต้องการเงินเพียง ๒๐,๐๐๐ บาท ของท่าน หรือ ๒๐ ตันของท่าน หรือจํานวนผลผลิตที่ท่านให้คํานวณเป็นไร่ออกมาแล้ว ทุกคนจะต้องได้ ๓๓ ไร่สําหรับการปลูกข้าวโพด เพื่อให้ได้ผลผลิต ๒๐ ตันตามที่ท่าน ตั้งเป้ำเอาไว้ มันเป็นนโยบายทางอ้อมที่ทําให้พี่น้องไปตัดไม้ทําลายป่า โดยเพียงว่าจะได้ เงินแค่ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปีเท่านั้นเอง แต่ท่านก็ไม่ได้ดูแลผลผลิต ที่แท้จริง ข้าวก็ไม่ได้ดูแลผลผลิตที่แท้จริง ทําไมราคาเกวียนละ ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ท่านออกนโยบายมาสวยหรูมาก ตรงนี้เองมันเป็นความผิดพลาดล้มเหลวในเชิงนโยบาย ที่คิดและไม่มีมุมมองในการที่จะป้ องกัน ท่านอย่าได้ไปโทษเกษตรกรเลยครับ อย่าได้โทษพวกผมนะครับ บอกว่าเรียกร้องให้กลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้รับ อันนี้ เราเรียกร้องในสภาจริงครับ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เขาทํามาหากินเดิมที่ท่านยังไม่มอบ เอกสารสิทธิให้เขา แต่ท่านไม่มีมาตรการที่จะไปป้ องกันในสิ่งที่เขาจะรุกรานบุกรุกใหม่ สร้างปัญหามวลชนครับ เจ้าหน้าที่รัฐทํางานลําบากมาก อันนี้ละครับคือตัวอย่าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ของความผิดพลาดเชิงนโยบายที่ท่านคิดไม่ถึงว่าท่านให้เงินแค่ ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท มันคุ้มกับการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ร้อนเอา ๆ นะครับ ร้อนทั้งอากาศ ฝนก็วิปริต ร้อนทั้งอารมณ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นร้อนทั้งประเทศ ท่านประธานครับ นี่คือความผิดพลาด ความล้มเหลว ของการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติที่จะบริหารงบประมาณ ท่านประธานครับ ในสิ่งที่ผมเอง ต้องกราบเรียนท่านประธาน เรื่องความผิดพลาดในการบริหารจัดการ จริง ๆ ผมไม่อยาก พูดหรอกครับ เพียงแต่ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่ามันมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของท่าน มีผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของท่าน โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ผิดพลาด ท่านทราบอยู่นะครับ ผมเชื่อว่าท่านเรียนมาแน่นอนเรื่องการบริหารความเสี่ยงว่าถ้ากระทําอย่างนี้ ความเสี่ยงเกิดขึ้นคืออะไร เมื่อมีการบีบรัด เมื่อมีการสลาย เมื่อมีการตาย เหตุการณ์ การลุกลามเรื่องการเผาบ้านเผาเมืองก็เกิดขึ้น แน่นอนครับท่านบอกส่วนหนึ่งเกิดจาก เสื้อแดง ส่วนที่สองเกิดจากผู้ก่อการร้ายกองกําลังไม่ทราบฝ่าย แล้วถามว่าผู้ก่อการร้าย ที่เผานี่มันเป็นใคร คนตาย ๖๕ ศพขณะนี้ที่ตรวจสอบประวัติทั้งหมดไม่มีใครมีประวัติ เป็นผู้ก่อการร้ายเลย อันนี้คือสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดในการบริหารเชิงนโยบายของท่าน ที่จะนํางบประมาณเหล่านี้ไปใช้ไม่ให้เกิดประโยชน์ มันเป็นเรื่องที่ผมไม่สามารถจะ รับหลักการกฎหมายฉบับนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า รัฐบาลเองพยายามที่จะใช้เม็ดเงิน ไม่ว่าจะเป็ นงบโครงการไทยเข้มแข็งก็ดี หรืองบประมาณปกติก็ดี พยายามตั้งเม็ดเงินให้สูงไว้ ผมมาไล่เลียงดูท่านบอกว่าสภาวะ เศรษฐกิจดี ผมขออีกนิดเดียวครับ ไม่จําเป็นต้องมี พ.ร.บ. เงินกู้เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามว่าท่านเอา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใส่ในงบประมาณฉบับนี้ หรือไม่ แล้วใส่ใส่ตรงไหน แผนงานโครงการของ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกกระทรวง ทบวง กรม เขาทําไว้หมดแล้วครับ ผมยกตัวอย่างเช่นกระทรวงสาธารณสุข แผนงานส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของครุภัณฑ์ที่จะดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างต่อในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ เมื่อเขา ถูกยกเลิกไปอย่างนี้ท่านเอางบประมาณปกตินี้ไปใส่ให้เขาหรือไม่ ผมตรวจสอบแล้ว งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขเท่าเดิมครับ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่เหมือนกับ กระทรวงกลาโหม ไม่เหมือนกับกระทรวงอื่น ที่ท่านพยายามให้ความสําคัญ ก็ขอบคุณครับ ท่านให้ความสําคัญเรื่องกองทุน ท่านเพิ่มขึ้นเป็ นแสนกว่าล้านบาทในสํานักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะเป็นเม็ดเงินเป็นรายจ่ายต่อหัว นี่ต้องถือว่าขอบคุณ แต่สิ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาภาพรวม ท่านตัดงบโครงการไทยเข้มแข็ง เขาแล้วนี่ เขาจะเอาเม็ดเงินที่ไหนไปใช้ ท่านอย่าบอกนะครับว่าท่านจะกู้ไปให้ต่อ โดยภาพรวม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานว่าผมไม่สามารถ ที่จะให้การยอมรับ หรือรับรอง รับหลักการ ในกฎหมายฉบับนี้ได้ เพราะไม่อยากเห็น ความย่อยยับของประเทศชาติบ้านเมืองเราภายใต้การบริหารโดยรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ ท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เรียนท่านสมาชิกนะครับ แต่ละวิปก็กําหนดเวลา การอภิปรายมา ถ้ามีการอภิปรายเกินเวลาก็ต้องไปหักในเวลาของแต่ละฝ่ายออกนะครับ ก็บริหารจัดการกันเอง ท่านภูมิพัฒน์ ๗ นาที เชิญครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ที่เคารพ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทย จังหวัดนครพนม ผมได้อ่าน ร่าง พ.ร.บ. นโยบายของรัฐบาลอย่างถี่ถ้วน แล้วก็ได้อ่านบทวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว แล้วก็สิ่งที่ผมอยากฝากถึงทางรัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ผมได้ศึกษาดูแล้ว ยุทธศาสตร์ ที่สําคัญที่สุดของประเทศไทยเรา สิ่งนั้นที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในขณะนี้ นั่นก็คือยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะทางรัฐบาลเองมีเงิน งบประมาณจํานวนมหาศาลที่จะไปช่วยในเรื่องชุมชนเข้มแข็ง หรือขับเคลื่อนในเรื่อง ต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องการคมนาคม เรื่องนํ้าอุปโภคบริโภค นํ้าเพื่อการเกษตร แต่สิ่งที่ สําคัญที่สุดผมอยากให้รัฐบาลได้มีการขับเคลื่อนหน่วยงานราชการในเชิงรุก มียุทธศาสตร์ ในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้ทุกหน่วยงานได้เข้าถึงประชาชน ได้เข้าไปพบปะ พี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกร ว่าพี่น้องของเรามีปัญหาอะไรบ้างเพื่อจะได้แก้ไขปัญหา ได้ตรงประเด็น โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรปัจจุบันมีปัญหามากโดยมีการขาดแคลนนํ้า ปุ๋ ยราคาแพง พืชผลการเกษตรตกตํ่า ที่พี่น้องเกษตรกรร้องเรียนมา สิ่งที่สําคัญที่สุด หน่วยงานราชการของรัฐเองต้องเข้าไปถึงพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา ถ้าพี่น้องราษฎรของเขาหรือเกษตรกรของเขามีการทําการเกษตรปลูกพืชผัก ผลไม้ พอเริ่มทําปั๊บหน่วยงานการเกษตรต่าง ๆ เขาก็จะเข้าไปพบปะ ไปพูดคุย สํารวจ และทําการวิจัยดินให้ แล้วก็แนะนําการตลาดว่าควรจะซื้อจะขายกันอย่างไร เริ่มต้น ก็ทําเล็ก ๆ ขายในหมู่บ้าน แล้วก็ขยายเป็นอําเภอ เป็นจังหวัด แล้วส่งออกไปต่างประเทศ ในลักษณะแบบนี้ นั่นคือเป็นหน่วยงานและเป็นแบบอย่างที่ดี แล้วใครจะเปิดธุรกิจ ห้าง ร้าน อะไรต่าง ๆ แม้กระทั่งร้านอาหาร ก็จะมีหน่วยงานของรัฐ หน่วยงาน ของกระทรวงสาธารณสุข เข้าไปดูแลให้ ดูแลการทําให้สะอาด แล้วก็มีที่จอดรถ มีอะไร เรียบร้อยหมด นั่นคือตัวอย่าง แม้กระทั่งประเทศเกาหลีใต้ ธ.ก.ส. ของเขาเอง ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านรับผิดชอบอยู่ ธ.ก.ส. ของประเทศ เกาหลีใต้เขาไม่ทําแค่กินดอกเบี้ยของพี่น้องเกษตรกรมารับฝากเงิน ถอนเงิน ธ.ก.ส. ของเขาที่ผมไปดูงานมาผมเข้าไปผมตกใจ พอเข้าไปปั๊บเห็นพืชผลทางการเกษตรกองเต็ม ในสํานักงานของธนาคารของเขา โดยที่เขาทําหน้าที่ซื้อขายสินค้าทางการเกษตรเอง แล้วก็ซื้อสินค้าการเกษตร ซื้อข้าว ซื้อมะเขือเทศ ซื้อมันฝรั่ง หรืออะไรต่าง ๆ จากพี่น้อง เกษตรกรในราคาแพง ให้พี่น้องเกษตรกรเขาได้กําไร แล้วเวลาขายในประเทศก็ขาย ในราคาถูกแต่ส่งออกในราคาแพง นั่นคือสิ่งที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ของประเทศเกาหลีใต้เขาได้ปฏิบัติ ของประเทศเรามีแต่รับฝากเงินจากพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ให้ดอกเบี้ยตํ่า ๆ เวลาคิดดอกเบี้ยเงินกู้ก็คิดถึง ๐๙.๗๕ บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่สูงมาก แพงมาก พี่น้องเกษตรกรก็มีหนี้สินกันไปทั่วแล้วก็ล้มละลาย นั่นคือสิ่งที่อยากให้ ทางกระทรวงการคลังได้พิจารณา เพราะว่ารัฐบาลยืมเงินจากพี่น้องประชาชนเองก็เพียง ดอกเบี้ยร้อยละ ๓ หรือเวลาเราจะให้บริษัท ห้าง ร้าน ไปกู้เงินก็จะคิดแค่ดอกเบี้ย ร้อยละ ๓ แต่พี่น้องเกษตรกรเวลากู้เงิน ธ.ก.ส. ต้องคิดถึง ๐๙.๗๕ บาท เวลาจ่ายช้า เพียงวันเดียวก็ปรับเพิ่มอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๒.๗๕ บาท นี่คือสิ่งที่พี่น้องเกษตรกร มีปัญหามาก พอไปยื่นกู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้ให้กับ ธ.ก.ส. ได้นะครับ
เรื่องต่อมา สิ่งที่อยากจะฝากทางรัฐบาลจะได้ช่วยให้พี่น้องของเราได้มี ฐานะดีขึ้น ได้รํ่ารวยขึ้น ก็คือเรื่องนํ้าอุปโภคบริโภค นํ้าเพื่อการเกษตร ที่รัฐบาลกําลังทําอยู่ ปัจจุบันนี้ ซึ่งในปี นี้ก็ช่วยพี่น้องโดยเฉพาะจังหวัดนครพนมของผมนะครับก็ได้ให้ พี่น้องเกษตรกรได้มีฐานะดีขึ้น โดยมีการทําประตูระบายนํ้าลําห้วยทวย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ถึงเกือบ ๕๐๐ ล้านบาท และทําอ่างเก็บนํ้า ทําฝาย ทําประตูปิดเปิด ระบายนํ้าซึ่งมีประโยชน์กับพี่น้องอําเภอท่าอุเทน อําเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร รวมแล้วถึง ๕๐๐ กว่าล้านบาท นั่นคือสิ่งที่ประชาชน พี่น้องเกษตรกรมีความภาคภูมิใจในรัฐบาลชุดนี้เพื่อที่ให้พี่น้องเกษตรกรมีนํ้า เพื่อการเกษตรตลอดปี ถึงอย่างไรผมอยากจะให้ทางรัฐบาลได้ช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง โดยเฉพาะในชนบทที่อยู่ห่างไกล เพราะปัจจุบันพี่น้องในชนบทได้มองเห็นจากข่าวสาร ต่าง ๆ โดยที่มีการพัฒนาต่าง ๆ จะเน้นหนักไปที่จังหวัดใหญ่แล้วก็ในกรุงเทพฯ พี่น้องในชนบทก็อยากฝากให้รัฐบาลได้ช่วยพัฒนา ขอให้มีการพัฒนาจังหวัดที่อยู่ ห่างไกลอย่างจังหวัดชายแดนของกระผมคือ จังหวัดนครพนม หรือจังหวัดสกลนคร ของท่าน ส.ส. ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย หรือจังหวัดอํานาจเจริญของท่าน ส.ส. วิเชียร อุดมศักดิ์ ซึ่งมีปัญหามากในเรื่องการขาดแคลนนํ้าดื่ม นํ้าใช้ นํ้าเพื่อการเกษตร แม้กระทั่ง ถนนหนทางเป็นถนนดินลูกรัง ก็เป็นปัญหาให้พี่น้องของเรายากจน ถ้ามีถนนไร้ฝุ่นก็ทําให้ พี่น้องของเรามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไปมาได้สะดวก ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือทําธุรกิจค้าขายอะไรต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นั่นคือสิ่งที่สําคัญของพี่น้อง ในชนบท แม้กระทั่งครูที่สอนในโรงเรียน ถ้าไปอยู่ในโรงเรียนที่แห้งแล้งกันดาร ถนนเป็นดินลูกรัง ครูในโรงเรียนมี ๕ ท่าน ๖ ท่านก็ขอย้ายออกจากโรงเรียนทั้งหมด เพราะว่าเขาทนสภาพที่ยากจนไม่ไหว โดยเฉพาะในหน้าฝนมีดินโคลนตม รถติดหล่ม ต้องมีจอบ มีเสียม ติดไปในรถยนต์ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลเองต้องพึงตระหนัก การพัฒนา ต้องพัฒนาให้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน โดยเฉพาะถนนไร้ฝุ่นซึ่งเป็นประโยชน์มหาศาลกับพี่น้อง ในชนบท ส่วนทางด้านการศึกษาตามที่รัฐบาลมีนโยบายอยู่แล้วว่าจะสร้างโอกาส และความเสมอภาคในการเรียนรู้ ก็อยากจะขอให้รัฐบาลได้เน้นหนักในชนบทเพิ่มเติม เพื่อเป็ นประโยชน์แก่พี่น้องในชนบทได้มีความรู้ เท่าเทียมกับคนในกรุงเทพฯ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป เชิญท่านไชยา พรหมา ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่กําลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ มียอดเงินถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมในฐานะที่เป็นผู้แทนฝ่ายค้านก็คงจะใช้เวลาตรงนี้ ในการที่จะติติงถึงความเหมาะสมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ และผมก็คงจะ ปล่อยเลยไปไม่ได้ที่จะให้งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กําลังพิจารณากันอยู่ ในขณะนี้ที่ไม่ได้รับการพิจารณาด้วยความรอบคอบและให้เกิดประโยชน์สูงสุด ของประเทศนี้ ความจริงแล้วบรรยากาศที่เรากําลังพูดกันอยู่ในขณะนี้น่าที่จะเป็น บรรยากาศของการพูดถึงเหตุการณ์หลังจากวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้นเมื่อสัก ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมา หลายคนพูดถึงความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะตัวท่านนายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็ นนายกรัฐมนตรีพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งที่ปล่อยให้ความสูญเสีย ของพี่น้องประชาชนได้เกิดขึ้นในประเทศนี้ และยากแล้วก็ต้องใช้เวลาในการที่จะเยียวยา สมานฉันท์ สร้างความปรองดอง ระยะเวลาสั้น ๆ นี่คงไม่สามารถที่จะทําให้ความสงบ ของบ้านเมืองนั้นกลับมาโดยเร็ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะจัดทํางบประมาณนําไปสู่การแก้ไขปัญหาและได้แก้ไข สิ่งที่มันเกิดขึ้น อย่างน้อยก็เป็นการเยียวยาแล้วก็สร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศนี้ ต่อไป ในเรื่องของความชอบธรรมในการบริหารประเทศนั้น ผมคิดว่าพวกผมยังมีเวลา ที่จะต้องพูดกันในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้โครงสร้าง ของสังคมนั้นได้ถูกทําลายครับ จะเกิดขึ้นโดยนํ้ามือของใครก็ตาม แต่โดยความเชื่อ ที่รัฐบาลมีสมมุติฐานความเชื่อว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นเกิดมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาจาก ประชาชนที่มีความบริสุทธิ์ส่วนหนึ่งและเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย แล้วก็มีผู้ก่อการร้าย ในสมมุติฐานที่รัฐบาลมีความเชื่อว่ามีคนที่ไม่หวังดีในการที่จะสร้างความวุ่นวาย ในบ้านเมืองนั้น เป็นสมมุติฐานที่รัฐบาลเองก็มีสิทธิในการที่จะคิดอย่างนั้นได้ แต่ผล ของมันที่เกิดขึ้นนั้นมันทําให้โครงสร้างของสังคม ไม่ว่าจะเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นั้นถูกทําลายไป เมื่อสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นแล้ว ถามว่ารัฐบาลมีมาตรการ อย่างไรในการที่จะเยียวยาให้สิ่งที่มันเกิดขึ้นที่เป็นโครงสร้างหลักของสังคมนั้นได้รับ การเยียวยาและได้รับการแก้ไข และวางมาตรการในอนาคตว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถามว่าวันนี้มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องทํานั้นคืออะไร เงินงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมดูในรายละเอียดใช้เวลาที่จะได้ศึกษา ได้ดูในเนื้อหาสาระแล้ว ผมยังมีความเป็นห่วงว่ามันน่าที่จะไปมุ่งสู่การฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติว่าวันนี้สถานภาพของประเทศเรานั้นอยู่ในท่ามกลาง สายตาของสังคมโลก มีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของประเทศนั้นอย่างไร การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่วันนี้เอสเอ็มอี (SME) ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมทั้งหลายอยู่ในสภาพที่ยํ่าแย่ แล้วรัฐบาลมีมาตรการจะเยียวยาในสิ่งเหล่านี้ อย่างไร ผมยังไม่เห็นในรายละเอียดและการชี้ชัดในสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง สิ่งเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ การกําหนดยุทธศาสตร์ที่ผิด โดยเฉพาะ ในรายละเอียดงบประมาณที่ได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ และได้กําหนดกรอบยุทธศาสตร์ ทั้งหมดของโครงสร้างประเทศนี้ไว้ ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อกําหนด ยุทธศาสตร์ที่ผิดแล้วมันจะนําไปสู่การกําหนดยุทธวิธีที่ผิดครับ ทําไมผมถึงพูดอย่างนั้น ผมอยากจะเรียนว่าถ้าหากรัฐบาลตั้งสมมุติฐานที่ผิดแล้วมันจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา และองคาพยพของสังคมนี้มันจะบิดเบี้ยว มันจะไม่สําเร็จผลตามที่เราต้องการ เงินงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเหมือนกับเอาเงินนี้ไปละเลงโดยไม่ได้ เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมชี้แนะ สิ่งที่ผมติติงนั้น ผมต้องการจะเห็นการใช้เม็ดเงิน ที่เป็นภาษีอากรของประชาชนทุกบาททุกสตางค์นั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ที่ผมบอกนั้นใน ๘ ยุทธศาสตร์หลัก รัฐบาล ได้วางเป้ำหมายและเน้นหนักในเรื่องของยุทธศาสตร์สําคัญที่เป็ นโครงสร้ำง ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเป็ นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเร่งรัดให้เกิดขึ้นในขณะนี้ ใน ๘ ยุทธศาสตร์หลักนั้นรัฐบาลได้จัดลําดับความสําคัญครับ โดยให้ความสําคัญ ในเรื่องของยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ยุทธศาสตร์การรักษา ความมั่นคงของรัฐทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นี้เราใช้เงินงบประมาณรวมกัน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นในเนื้อหาสาระว่าใน ๒ ยุทธศาสตร์นี้เป็นปัญหา ของประเทศ เป็นปัญหาของสังคม ที่จะต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ซึ่งผมบอกว่า นี่คือสมมุติฐานที่ผิดครับ สมมุติฐานที่ผิดก็คือรัฐบาลไปตั้งโจทย์ว่าวันนี้ที่จะต้องใช้เม็ดเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทใน ๒ ยุทธศาสตร์นี้ เนื่องจากว่ามีปัญหาที่จะต้องนําเม็ดเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปเพื่อการส่งเสริมและปลูกจิตสํานึกให้ประชาชน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความสมานฉันท์ สร้างความสามัคคี ของคนในชาติ
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ บอกว่าเงินเหล่านี้ไปเพื่อการเทิดทูนและพิทักษ์รักษา สถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาความมั่นคงของรัฐ มันแสดงอะไรครับท่านประธาน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งโจทย์ผิดครับ ประชาชนคนไทย ๖๐ กว่าล้านคน ในวันนี้ทุกคน ที่เกิดมาเป็นคนไทยนั้นมีความจงรักภักดี มีความเทิดทูน ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครหรอกครับที่จะคิดทําลายล้างสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อสมมุติฐานที่รัฐบาลตั้งโจทย์ผิดนี่ ผมถึงบอกว่ามันจะนําไปสู่ยุทธวิธีในการขับเคลื่อนองคาพยพของสังคมนี้ผิดเช่นกัน เพราะท่านเชื่ออย่างนี้สิครับถึงมีการกล่าวหาว่าคนที่มาชุมนุมที่ราชประสงค์ คนที่มาชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศนั้นคือกลุ่มที่ต้องการทําลายล้างสถาบัน ข้อกล่าวหาว่าคนเหล่านี้มีพวกผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่ในพี่น้องผู้ชุมนุมนั้น วันนี้มันสร้าง ความเคียดแค้น ความกดดัน และนําไปสู่ความเกลียดชังรัฐบาล จึงไม่แปลกอะไรเลยครับว่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งได้อยู่ในภาวะของการถูกกดดันครับ ถูกกดดันไม่รู้ว่าจะมี ทางออกอย่างไร มันเหมือนกับว่าผลักประชาชนนี้เข้าสู่มุมอับ การเผาบ้านเผาเมือง เป็นสิ่งที่พวกเราไม่พึงปรารถนาที่อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศ เหตุการณ์ เหล่านี้จําลองมาจากเหตุการณ์ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ เหตุการณ์ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ก็คือสมมุติฐานที่ผิด ที่คิดว่าการปราบประชาชนโดยใช้กองกําลังทหาร ที่มัสยิดกรือเซะนั้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปราบประชาชนที่ราชประสงค์เช่นกันครับ ท่านบอกว่าท่านจะใช้การขอคืนพื้นที่ ท่านจะใช้คําว่าการขอกระชับพื้นที่ อะไรก็ตามแต่ หรือจะหาเหตุผลเพื่อเป็นองค์ประกอบ ให้สมเหตุสมผลในการที่จะใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง นั่นหมายความว่าการนําไปสู่การใช้อํานาจทางการทหารในการที่จะเข้าล้อมปราบ ประชาชน ๒ มือเปล่า เมื่อประชาชนที่เป็นผู้บริสุทธิ์จํานวนมากถูกกดดันเราจึงเห็น การชุมนุมในต่างจังหวัด และสุดท้ายก็นําไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง ผมไม่อยากจะเห็น รัฐบาลสร้างความกดดันกับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเพราะมันเป็นปัญหาทางด้านการเมือง จริงอยู่ครับปัญหาทางด้านการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ปัญหาการเมืองจะแก้ด้วย กําลังทหารโดยใช้กฎหมาย รัฐบาลมีสิทธิในการที่จะใช้กฎหมาย รัฐบาลมีสิทธิ ในการจะออกกฎหมาย แต่การออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายนั้น ถามว่า มันมีความเป็ นธรรมหรือเปล่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มันเกิดจากปัญหา ความไม่เป็นธรรมครับ นั่นก็คือภาครัฐไปกดดันประชาชน วันนี้มวลชนในต่างจังหวัด ก็เฉกเช่นเดียวกันครับ มีความรู้สึกว่าวันนี้รัฐบาลกําลังผลักดันให้ประชาชนส่วนหนึ่ง ไปเป็นผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ พยายามที่จะบอกกับสังคมโลกว่าคนเหล่านี้คือคนที่ ทําลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลตั้งโจทย์ผิดครับ การกําหนด ยุทธศาสตร์ ๒ เรื่องนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ควรจะทํามากที่สุดนั้นก็คือการเยียวยาในภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ วันนี้เรามองไปถึงพี่น้องที่เป็นนักธุรกิจที่เป็นเอสเอ็มอีครับ ที่เป็นนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมนี่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจบริการ ท่านได้จัดสรรงบประมาณไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ ระดับมหภาคนั้นอย่างไร ถ้าดูตัวเลขและสัดส่วนแล้วเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ไปแล้วว่าถ้าเปรียบเทียบเงินในสัดส่วน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอาตัวเลขง่าย ๆ เปรียบเสมือน เงิน ๑๐๐ บาท ในภาคธุรกิจบริการ ในภาคการพาณิชย์ และอุตสาหกรรม นั้นที่ถือว่า เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศท่านจัดงบประมาณไปเท่าไรในสัดส่วนนี้ กระทรวง อุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในกระทรวงอุตสาหกรรม มีธนาคารเอสเอ็มอี วันนี้สภาพของธนาคารเอสเอ็มอีเป็นธนาคารง่อยเปลี้ยเสียขาครับ ทั้ง ๆ ที่ว่าแนวคิดเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ทําให้เศรษฐกิจฐานรากมีการเจริญเติบโต ในอดีต สิ่งเหล่านี้ในกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมให้มีโอกาสฟื้นฟู มีโครงการพี่เลี้ยง มีโครงการที่จะทําให้นักธุรกิจเหล่านี้ ยืนบนขาของตัวเอง ได้รับการซัพพอร์ต (Support) ในเรื่องของเงินทุน แต่วันนี้รัฐบาล ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้น้อยมากครับ ผมถึงบอกว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้ยกเมฆขึ้นมาพูด หรอกครับ เพราะว่ามันอยู่ในเอกสารที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในสภาแห่งนี้ว่า ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๓ เปรียบเทียบกับปี ๒๕๕๔ อยู่ในอัตรา ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันคือร้อยละ ๓.๕-๔.๕ แต่มีความแตกต่างกันเฉพาะในเรื่องของอัตรา เงินเฟ้ อเท่านั้นละครับว่าในปี ๒๕๕๓ อัตราเงินเฟ้ ออยู่ที่ร้อยละ ๓ ถึงร้อยละ ๔ แต่ปี ๒๕๕๔ อยู่ประมาณร้อยละ ๒ ถึงร้อยละ ๓ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นรัฐบาลเอง ก็พยากรณ์ว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมันจะเกิดขึ้นภายใต้การบริหาร และการใช้งบประมาณตรงนี้ ผมคิดว่าเมื่อดูในเนื้อหาสาระแล้ว รัฐบาลได้เดินมาในทาง ที่ผิดครับ เพราะฉะนั้นในงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เดี๋ยวเพื่อนสมาชิก ของผมจะพูดในรายละเอียดว่าเราจะไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลเองก็ต้องตอบคําถามของประชาชนว่าเงินที่ท่านจะใช้ ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ท่านจะแก้ไขและเยียวยาปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้น จากซากปรักหักพังของสังคมและเป็นโครงสร้างของสังคมนั้นอย่างไร ไม่ใช่ว่าวันนี้รัฐบาล มีความภาคภูมิใจว่าท่านได้ช่วยเหลือนักธุรกิจจากเหตุการณ์ความไม่สงบรายละ ๕๐,๐๐๐ บาท รายละ ๓๐,๐๐๐ บาทแล้วจะถือว่าปัญหานั้นยุติไป ไม่ใช่ครับ การเยียวยานั้นจะต้องมีความต่อเนื่อง การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผมเชื่อว่า นักการเมืองในซีกฝ่ายค้านก็ดีก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการที่จะสร้างความสมานฉันท์ และความปรองดอง แต่ท่านจะต้องไม่มีอคติและมีมุมมองในทางที่ผิดว่าพวกเรานั้น คือผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ
บทสรุปตรงนี้ผมอยากจะบอกท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าการจัดสรร งบประมาณของท่านในปีนี้ เราเห็นว่าไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่สมควรว่าจะเน้นในเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศนี้ให้กลับคืนมา เน้นในเรื่อง การสร้างเศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจขนาดเล็กนําไปสู่เศรษฐกิจมหภาค งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ พวกกระผมไม่สามารถที่จะให้การรับรองในความบกพร่อง ในการกําหนดยุทธศาสตร์และการนําเงินงบประมาณไปใช้ ดังนั้นพวกกระผมจึงไม่สามารถ ที่จะให้การรับรองและรับหลักการได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อแผ่นดิน กราบเรียนเลยว่าจากท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงร่างนโยบายประกอบงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น ดูรายละเอียดแล้วรู้สึกน่าจะดีใจ สิ่งหนึ่งนั้น จะเห็นได้ว่างบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ว่างบประมาณเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีที่แล้วคือ งบประมาณ ปี ๒๕๕๓ นั้น ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ว่างบประมาณนั้นเพิ่มขึ้น ๒๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกคนดีใจว่างบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ข้อเท็จจริงแล้วเป็นงบประมาณกระจุกตัว กระจุกตัวหมายถึงว่ากระจุกตัวเฉพาะ กระทรวงที่เป็นหลัก ต้องกราบเรียนอย่างท่านไชยา พรหมา ได้อธิบายในงบประมาณ มาแล้ว จริง ๆ แล้วนั้นจะเห็นได้ว่า
งบของกระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณเพิ่มขึ้น ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณปีที่แล้ว
งบประมาณกระทรวงมหาดไทย ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก งบประมาณปีที่แล้ว ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์
งบกลางเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี ที่แล้ว ๕๐,๐๐๐ ล้ำนบาท ๑๒.๘ เปอร์เซ็นต์
งบประมาณของกระทรวงคมนาคมเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี ที่แล้ว ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมครับว่างบประมาณนั้นเป็นงบประมาณ ที่กระจุกตัวแต่จริง ๆ แล้วรัฐบาลนั้นมองถึงว่าทําอย่างไรจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ขยายการส่งออกภาคอุตสาหกรรมแล้วเร่งรัดการลงทุนของประเทศให้ดีขึ้น นี่คือ ความสําคัญในการที่จะจัดสรรงบประมาณลงสู่ประเทศ ความสําคัญนั้นรัฐไม่ได้ให้ ความสําคัญแก่ความหายนะ ๒ เดือนที่ผ่านมาอะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทย อะไรเกิดขึ้น กับสังคมของเรานั้น ความเสียหายนั้นภาคธุรกิจเสียหายกี่หมื่นล้าน กี่แสนล้านบาท รัฐบาลเคยมองตรงจุดนี้หรือเปล่า
กระทรวงการคลัง อยากกราบเรียนเลยว่ากระทรวงการคลังนั้น งบประมาณของกรมธนารักษ์ดูแล้วลดลง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่กรมธนารักษ์นั้น เพิ่มขึ้น ๑๔๕ ล้านบาท กรมบัญชีกลางเพิ่มขึ้น ๑๖๔ ล้านบาท กรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้น ๒๐๐ ล้านบาท นี่คือหน่วยงานที่หาภาษีให้กับพี่น้องประชาชนมาใช้ในการบริหารประเทศ กลับไม่ให้ความสําคัญกับการพัฒนาของหน่วยงานหลัก ๆ ที่หาให้กับรัฐบาล
ยังไม่พอครับ งบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านทราบไหมครับว่า งบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นมองดูแล้วเพิ่มขึ้นประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๑,๐๐๐ ล้านบาทงบประมาณนั้นกระจายออกไปถึงกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ๙๔ ล้านบาท สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพียง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเพิ่มจากปีที่แล้ว โอ้โฮ ท่านรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ความเสียหายตรงนี้ท่านต้องกลับไปคิด ต้องกลับไปทบทวนของกระทรวงอุตสาหกรรม ยังไม่พอครับ สํานักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มจากปีที่แล้ว ๑๑๓ ล้านบาท อะไรเกิดขึ้นกับกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเคยมองไหมครับ ผมนั้นเห็นแล้วก็เสียใจกับการทํางบประมาณ
กระทรวงไอซีที (ICT) เพิ่มขึ้น ๓๗๘ ล้านบาทจากปีที่แล้ว สํานักงาน ส่งเสริมซอฟต์แวร์มากกว่าปีที่แล้ว ๔๙ ล้านบาท นี่ครับให้ท่านมองถึงความสําคัญนี่คือ ๓ หน่วยงานหลัก ๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ หารายได้ให้กับประเทศชาติ แต่ท่านไม่ให้ ความสําคัญเลย ท่านไปดูเรื่องการศึกษา ท่านไปดูเรื่องกระทรวงมหาดไทย ท่านไปดู เรื่องงบกลาง นั่นคือ ๔ หน่วยงานหลัก ๆ ของกระทรวง ทบวง กรม นั้นเป็นหน่วยงานที่ใช้ งบประมาณ แต่งบประมาณที่จะดึงการลงทุน การจัดเก็บรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนนั้น ท่านให้ความสําคัญน้อยมาก นี่คือการขับเคลื่อนของรัฐบาล ต้องกลับไปนั่งคิด นั่งวิเคราะห์ อย่างเช่นงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา งบประมาณในการปฏิรูปครู บุคลากรนั้น ๓๓๑ ล้านบาท มากกว่าหน่วยงาน บางหน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรม หลัก ๆ ที่หาเงินให้กับรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ การจะพัฒนาครูได้ดีนั้นจะต้องมุ่งถึงคุณภาพของครู ทําอย่างไรนั้นจิตวิญญาณของครู ยังจะมีเรื่องการศึกษาตรงจุดนี้ คณะผู้บริหารนั้นท่านจะเห็นได้ว่าเรื่องของการทุจริต ของเขต ๗ นั้น ๕ คนสอบวินัยอย่างร้ายแรง ประวิงเวลาไม่ดําเนินการอะไร นี่คือ ความเสียหายของครู ถึงแม้อบรมมา เงิน ๓๓๑ ล้านบาทก็จะไม่ได้ผล ในเมื่อความสําคัญ ตรงนี้ไม่มีอะไรกับรัฐบาล
กระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเพิ่มขึ้น ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่รวมของกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยานะครับ เพิ่มขึ้น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพิ่มขึ้น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านให้ไปดูที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา อะไรเกิดขึ้นครับ ปัญหาเรื่องการทุจริตในองค์กร สตง. เคยเข้าไปตรวจสอบหรือเปล่า ป.ป.ช. เข้าไปตรวจสอบหรือเปล่า อันนั้นคือการทุจริต เราต้องดําเนินการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยวก็ดี หรือแหล่งการบูรณะประวัติศาสตร์ก็ดี งบประมาณปีนี้ ของอําเภอพิมายหรือเขตจังหวัดนครราชสีมานั้นมีน้อยมากครับ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นให้ไปดูเรื่องการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนะครับ ทางหลวงด้วยครับ ฝากทางหลวง นม. ๓๐๕๑ นม. ๔๐๐๖ และ นม. ๔๐๖๑ ด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอแจ้งรายชื่อท่านที่จะอภิปรายจะได้เตรียมตัว จากนี้จะเป็น ท่านฐิติมา ฉายแสง ต่อด้วยท่านสาธิต ปิตุเตชะ ท่านไพจิต ศรีวรขาน และนายแพทย์ไกร ดาบธรรม แล้วก็ท่านต่อพงษ์ ไชยสาส์น เชิญท่านฐิติมา ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยที่จะให้เป็นผู้ที่ อภิปรายในภาพรวมของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะอภิปรายว่าปกติเมื่อมีร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณเข้าสู่สภานั้น ส.ส. จะต้องทําหน้าที่ในการวิเคราะห์แล้วก็พิจารณาว่า รัฐบาลนั้นได้จัดสรรงบประมาณไปในทิศทางใดบ้างหรือเปล่า หรือสอดคล้อง กับนโยบายรัฐบาล หรือยุทธศาสตร์ของประเทศไปหรือไม่ อย่างไร เพื่อที่จะติติงหรือให้ คําแนะนํากับรัฐบาลได้ เช่น พิจารณาว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร หรือว่าดัชนีชี้วัดเรื่องนั้นเรื่องนี้ สถานะทางการคลังของประเทศเป็นอย่างไร หรือปริมาณ หนี้สาธารณะจนถึงปัจจุบันจะเป็นอย่างไรบ้าง เป็ นต้น หรือแผนจัดการจัดเก็บรายได้ หรือประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงิน แต่ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะไม่อภิปรายถึงเรื่อง ดังกล่าวข้างต้นในรายละเอียดค่ะ เพื่อจะเป็นสาระสําคัญดิฉันคงไม่ทําเพราะอะไร มันจะมีประโยชน์อะไรคะท่านประธาน มันจะมีความหมายอะไรคะในการที่ดิฉันจะต้อง มานั่งพูดถึงจีดีพี (GDP) หรือมาพูดถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือไปพูดถึงเรื่อง หนี้สาธารณะนักหนา ในเมื่อเรามีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวแล้วไม่ฟังคําของพี่น้องประชาชนเลย เพราะเคยอภิปรายไว้ในสภาแห่งนี้ว่า ไม่ว่าประชาชนจะ ๑ คนหรือ ๑๐๐,๐๐๐ คน เขาออกมาเรียกร้องก็ต้องฟังเขา แต่นี่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับไม่ทําตามที่ตัวเองเคยพูดไว้เลย แถมยังโหดเหี้ยม อํามหิตสั่งยิงประชาชนก็ได้ ประชาชนนั้นเขามามือเปล่า หรือใส่ร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์
ท่านฐิติมาครับมีผู้ประท้วง ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานและผมก็ได้ยินประโยคเดียวกัน เป็นประโยคที่เสียดสี ให้ร้ายอย่างรุนแรง นายกรัฐมนตรียิงประชาชน ท่านพูดประโยคนี้ได้อย่างไรครับ ถ้าจะพูดประโยคนี้กรุณา แสดงหลักฐาน ถ้าไม่แสดงหลักฐานหรือแสดงหลักฐานไม่ได้ต้องถอนคําพูดนี้ครับ
ประธานขอวินิจฉัยท่านฐิติมาครับ ขอความกรุณาท่านถอนคําพูดที่ว่านายกรัฐมนตรี สั่งยิงประชาชน เพราะว่าตรงนั้นคงจะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ต้องพิสูจน์กันต่อ ตอนนี้อย่าเพิ่งด่วนพิพากษา ขอความกรุณาแล้วก็ขอให้เข้าประเด็นเรื่องงบประมาณ ท่านถอนคําพูดเถอะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันเองคงจะพูดในเรื่องงบประมาณแน่นอน แต่ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรีอาจจะ สั่งยิงประชาชน
เดี๋ยวท่านถอนเสียก่อน ถอนคําพูดเมื่อสักครู่ ส่วนท่านจะใช้คําอะไรใหม่ก็ว่ากัน ถอนคําพูด
คงจะมีอีกหลายคนพูดทํานองนี้ไปอีกเยอะ แทนดิฉันก็ได้นะคะ
คืออย่างนี้ท่านฐิติมา ประธานมีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านกรุณาดูข้อบังคับ ข้อ ๖๑ บางเรื่องมันยังไม่ใช่เป็นบทพิสูจน์ที่เห็นชอบร่วมกัน เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ก็ขอความกรุณาท่านได้ละเว้นขอถอนคําพูดเถอะครับ
ได้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขอถอนคําพูด เพราะว่าคงจะต้องให้ไปอยู่ในกระบวนการของศาลกันต่อไป
ก็อภิปรายต่อเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณครับ
ดิฉันคงขอพูดอีกนิดหนึ่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ได้สนใจข้อเรียกร้องของประชาชน ถึงแม้ประชาชนจะมา เป็นล้านคนก็ตาม กลับไปสนใจการใช้เงินงบประมาณ ท่านประธานคะ ถามว่าดิฉันทําไม พูดอย่างนี้ ท่านประธานจําได้ไหมคะตอนที่มีการเจรจากับแกนนํา นปช. นั้นถ่ายทอดสด ออกทีวีไปทั่วประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรียังเอาเรื่องการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี มาเป็ นเรื่องต่อรองกับผู้ชุมนุมทางการเมืองได้ด้วย ท่านบอกว่าเวลาที่เหมาะสม ในการยุบสภาควรเกิดขึ้นหลังจากการพิจารณางบประมาณเสร็จสิ้น ในขณะที่พวกเรา หรือนักวิชาการ หรือผู้ที่มีความรู้ต่าง ๆ เรื่องงบประมาณเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าต่อให้ไม่มี การพิจารณางบประมาณเลยข้าราชการก็สามารถปฏิบัติงานได้ เพราะว่ามันใช้ งบประมาณปี ก่อนไปพลางได้ถูกไหมคะท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้สนใจ แต่การใช้เงินงบประมาณ ไม่ได้สนใจการแก้ปัญหาสถานการณ์วิกฤติให้ยุติลง อย่างสันติเลย ถ้าหากท่านยุบสภาซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากนะท่านประธาน ยุบสภา เป็นเรื่องตามระบอบประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา แต่นั่นท่านไม่สนใจ กลับมาขอคืนพื้นที่ ทําให้คนตายไป ๒๕ คน บาดเจ็บอีกกว่า ๙๐๐ คน และมาขอกระชับพื้นที่ ให้คนตายไปรวมแล้ว ๘๐ กว่าคน บาดเจ็บอีกกี่ร้อยก็ไม่รู้ ถ้าหากยุบสภาไปก่อน วันที่ ๑๐ เมษายนมันคงจะไม่มีการเลือดตกยางออกหรือคนตายเลย เพราะฉะนั้นในวันนี้ จริง ๆ แล้วรัฐบาลควรจะเร่งรีบให้บ้านเมืองกลับสู่สถานการณ์ปกติโดยเร็วเสียก่อน ยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกเลิกเคอร์ฟิวเสีย ให้พ่อแม่พี่น้อง เขาทํามาหากินกันได้ สํารวจความเสียหายของบ้านเมือง นํางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งดิฉันขอเสนอว่านํางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ กลับไปทําใหม่ เพราะบ้านเมืองสถานการณ์ มันไม่อยู่ปกติแล้ว ทําให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเสียมันจะเหมาะสมกว่า แต่ท่านก็เร่งรีบบรรจุวาระนี้เข้าสู่สภา ซึ่งในยามสถานการณ์ปกติก็ยังไม่เร่งรีบกัน ขนาดนี้นัก เลื่อนไปอีก ๑ เดือนก็ยังได้ เอากลับไปปรับปรุงให้มันสอดคล้องให้กับ หน่วยงานที่จะทําเงินให้กับประเทศมีเงินมากขึ้น มีงบประมาณมากขึ้น ยกตัวอย่างค่ะ ท่านประธาน
มีผู้ประท้วงอีกนะครับท่านฐิติมา ท่านผู้ประท้วงประท้วงผิดข้อบังคับข้อไหนครับ
ท่านประธานก่อนที่จะพูดข้อบังคับ ท่านประธานครับ ผม ประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชลบุรี ท่านประธานครับ เรากําลังจะพิจารณาในเรื่องงบประมาณครับ กระผม ขอให้ท่านผู้อภิปราย ผมจะไม่ขัดจังหวะขอให้อภิปรายในเรื่องเนื้อหาที่เรากําลังจะจัดทํา เรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นถ้ามาพูดเรื่องสถานการณ์นี่ปล่อยให้กระบวนการของศาล เขาว่ากันไม่ดีกว่าหรือครับ ท่านจะไปใช้เวทีนอกสภาเสร็จ ถ้านอกสภาไม่สมดังใจ ท่านก็มาใช้เวทีในสภานี้มันไม่ถูกต้องนะครับ
เอาละครับพอแล้วครับ ประธานเข้าใจประเด็นแล้วครับ อย่างนี้ครับท่านฐิติมากําลัง อธิบายว่าท่านยังไม่เห็นความเหมาะสมที่จะนําร่างงบประมาณเข้ามาเร่งรีบอภิปราย หรือพิจารณาในช่วงนี้ น่าจะไปดูเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน นี่เป็นความเห็นของท่านนะครับ ท่านก็กําลังจะเข้าสู่เรื่องของงบประมาณแล้ว ท่านฐิติมาครับ ขอความกรุณาเอาเรื่อง ของงบประมาณนะครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร เชิญครับ
ท่านประธานคะ ขอให้ผู้ที่ประท้วงนั้น มีความอดทนสักหน่อย เพราะว่าประโยคต่อไปที่ดิฉันจะพูดมันก็เป็นเรื่องงบประมาณ เพราะดิฉันกําลังจะยกตัวอย่างว่ากระทรวงหรืองานที่มันจะทําเงินเข้าสู่ประเทศนั้น มันเป็นอย่างไร ขณะนี้ชาวต่างประเทศเขาไม่อยากจะมาเที่ยวประเทศไทย เพราะฉะนั้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรจะได้รับงบประมาณมากกว่านี้ไปอีก ๔ เท่า ๕ เท่า เลยก็ได้ แต่ขณะนี้ได้เงินแค่เพียง ๕,๘๐๐ ล้านบาทซึ่งมันถือว่าน้อยมากกับหน่วยงาน ที่ทําเงินให้กับประเทศ ท่านประธานคะ พี่น้องประชาชนอาจจะบอกว่าก็ผ่านวันนี้ไป แล้วก็ไปเพิ่มงบประมาณทีหลัง อย่าลืมนะคะว่ามาตรา ๑๖๘ วรรคห้านั้นไม่สามารถ เพิ่มงบประมาณได้ มันตัดกันได้อย่างเดียว แปรญัตติตัดกันได้อย่างเดียว ดิฉันยกตัวอย่าง เพิ่มเติมค่ะท่านประธาน รัฐบาลควรจะเอาร่าง พ.ร.บ. นี้กลับไปแก้ไขเพิ่มงบประมาณ ให้กับใคร เพิ่มงบประมาณให้กับเอสเอ็มอีหรือโอทอปให้เขาไปตั้งตัวให้ได้ เพิ่มไปให้เขา สักแสนล้านเลยก็ได้เพราะอะไร เพราะจะได้ช่วยเหลือเขาได้ แต่ท่านไม่เพิ่มงบประมาณ ให้กับหน่วยงานที่ทําเงินให้กับประเทศ ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าในสถานการณ์แบบนี้ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมแบบนี้แล้ว รัฐบาลจะสามารถหาเงินเข้าสู่ ประเทศได้ หรือหาเงิน หรือเก็บภาษีให้ได้ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ตามที่ประมาณการไว้ แล้วท่าน ผอ. สํานักงบประมาณ ในฐานะเป็นผู้จัดทํางบประมาณ ท่านก็ควรจะมีข้อมูลว่า ผลกระทบที่มันเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้มันจะมีผลกระทบกับประมาณการรายรับอย่างไร แล้ว ผอ. สํานักงบประมาณนั้นท่านจะมีข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลอย่างไรบ้าง ท่านประธานคะ ท่านประธานรู้ว่างบประมาณนี้มันเข้าสู่สภาแห่งนี้เพราะอะไร ดิฉันมีความคิดว่าเขาแบ่งเค้กกันเต็มที่เลย แบ่งเค้กกันได้เพราะว่าพรรคภูมิใจไทย ได้งบประมาณไปถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาททีเดียวนะคะ ถือว่าสูงมาก แน่นอนดิฉันก็คิดว่าใช่ ต้องเป็ นการเอาใจ ๓๒ ที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยเพื่อสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล หรือเอาใจทหาร จากงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ๑๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเป็น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเติมเข้าไปอีก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ มันเป็นอะไร มันเป็นขวัญกําลังใจ ให้กับทหารหรือเปล่า ที่มาปราบปรามผู้ชุมนุมมือเปล่า เป็นกําลังใจกันหรือเปล่า เป็ นรางวัลหรือเปล่า สู้การลดงบประมาณถ้าเอากลับไปแก้ไข ลดงบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทของกองทัพจะดีกว่าไหม ท่าน ผบ.ทบ. จะชอบใจไหม ถ้าจะเอาเงินนี้ ไปช่วยเหลือประชาชนคนยากคนจน หรือเอาไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ซึ่งขายสินค้าพืชผล ไม่ได้ราคาจะดีกว่าไหมคะ หรือว่าเอาไปเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนต่าง ๆ นานา มันจะมีประโยชน์มากกว่าไหมคะ ท่านประธานคงจําได้ว่าดิฉันเคยอภิปรายไว้ในวาระที่สอง และวาระที่สามของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ ดิฉันบอกว่าถ้าผู้นําของประเทศเป็นคนมีคุณธรรม มีหิริโอตตัปปะ บ้านเมืองจะสงบ ประชาชนจะมีความสุข สงบสุขมาก แต่ถ้าผู้นําเป็นคนใจโหด อํามหิต ท่านจะสามารถ ใช้งบประมาณและหน่วยงานราชการที่อยู่ในมือของท่านนั้นไปอย่างผิดทาง ดิฉันเคยพูด อย่างนั้นไว้แล้วเป็นอย่างไรคะ ณ วันนี้เป็นอย่างไร เหมือนเป๊ ะเลยไหมกับที่ดิฉัน เคยอภิปรายไว้ หน่วยงานอะไรที่อยู่ในสังกัดของนายกรัฐมนตรี
ท่านฐิติมาครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านผู้ประท้วง ผิดข้อบังคับข้อไหนครับ
ท่านประธานครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ท่านกล่าวถ้อยคําว่าผู้นํารัฐบาลใจโหด ซึ่งอาจจะ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนว่านายกรัฐมนตรีมีจิตใจอย่างที่ท่านได้กล่าวไป ในการอภิปราย ผมคิดว่าการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรไม่เหมือนกับการจัดละครวิทยุ ต้องมีความรับผิดชอบในนิติภาวะและคําพูดของตนเองมากกว่านี้ ขอให้ ท่านประธานควบคุมด้วยครับ
ครับ ท่านฐิติมาครับ ผมก็ทราบว่าเมื่อกี้ท่านอ้างถึงคําพูดเมื่ออภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ก็เป็นหลักทั่วไป ฉะนั้นก็อย่าให้มีความรู้สึกว่ามันไปเสียดสีท่านผู้อื่นแล้วกัน ขอความกรุณาเคร่งครัดในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ หน่อย เชิญต่อครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธานคะ ดิฉัน ขอบพระคุณนะคะ วันนี้ถูกประท้วงไป ๓ ครั้ง ตั้งแต่เช้ามายังไม่ค่อยประท้วงกัน ก็ดีค่ะ ได้รับการให้เกียรติกันอย่างยิ่ง ท่านประธานคะ ดิฉันพูดไปเมื่อคราวที่แล้วดิฉันพูดไว้ว่า โหดเหี้ยมอย่างนี้มันไม่ถูก ผู้นํารัฐบาลต้องมีใจเป็นธรรม มีคุณธรรม มีหิริโอตตัปปะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าหน่วยงานในสังกัดโดยตรงของนายกรัฐมนตรี เลย กรมประชาสัมพันธ์เอย สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กอ.รมน. ทหาร ตํารวจ หรือตอนนี้เพิ่มดีเอสไอ (DSI) เข้าไปด้วย มีบทบาทในการปราบปราม ผู้ชุมนุม เพราะฉะนั้นถ้างบประมาณพวกนี้นําเข้าไปมากขึ้น ๆ แล้วไปทําผิดที่ผิดทาง มันเป็นอย่างไร ประชาชนล้มตาย บาดเจ็บ เสียหาย แล้วประเทศชาติก็ยับเยิน เป็นดังที่ ดิฉันอภิปรายไว้อย่างเต็มที่ แต่มันแตกต่างกันกับนายกรัฐมนตรีคนก่อน ๆ ที่เขามี คุณธรรมเขาจึงไม่ทําแบบนั้น เขาไม่ใช้หน่วยงานเหล่านี้มากลั่นแกล้งประชาชนก็ได้ หรือว่ามาปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างโหดร้ายแบบนี้ก็ได้ ท่านประธานคะ ดิฉันสงสาร ประเทศไทยมากขึ้นไปอีกที่มีผู้นําประเทศที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็เป็ น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย วันนี้ทั้งหมดที่ดิฉันอภิปรายมานั้น ดิฉันคิดว่า ส.ส. พรรคเพื่อไทยท่านอื่นได้อภิปรายมาดิฉันก็ฟังมา คิดว่าดิฉันคงไม่สามารถที่จะ เห็นดีเห็นงามไปกับการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะการเพิ่มเติมไปให้กับหน่วยงาน ที่ไม่ควรจะได้รับ แล้วก็ให้น้อยไปกับหน่วยงานที่ควรจะได้เงินมากกว่านี้ เพื่อนําเงินเข้าสู่ ประเทศมากขึ้นกว่านี้ดิฉันจึงไม่สามารถจะรับหลักการการจัดทํางบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่อย่างไรก็ตามก็คงต้องฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ดูในรายละเอียดด้วยว่างบประมาณซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนนั้นเอาไปใช้ถูกที่ถูกทาง เหมาะสมแค่ไหน อย่างไร ประเทศชาติจะเจริญหรือว่าจะเอาภาษีอากรนั้นมาสั่งยิง หรือสั่งฆ่าหรือเปล่า อาจจะสั่งปราบปรามหรือเปล่า หรือจะใส่ร้ายผู้ชุมนุมว่า เป็นผู้ก่อการร้าย กระทําการอย่างโน้นอย่างนี้ รัฐบาลอาจจะเป็นผู้เผาเสียเองก็ได้ รัฐบาล อาจจะทําข้อผิดพลาดมากมาย ซึ่งก็คงต้องปล่อยให้ศาลท่านเป็นผู้วินิจฉัยว่ารัฐบาลนั้น ประมาทจงใจใช้อํานาจรัฐโดยมิชอบหรือไม่ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
เอาละครับ เดี๋ยวให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจง นั่งเถอะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านบุญยอดนั่งเถอะครับ ผู้อภิปรายจบแล้วครับ นั่งเถอะครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจง เถอะครับ ไม่แล้วครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะชี้แจง นั่งเถอะครับ จบแล้วครับผู้อภิปรายอภิปรายจบแล้ว เชิญนั่ง เชิญท่านบุญยอด นั่งเถอะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ชี้แจงครับ ท่านนั่งเถอะครับ ไม่ต้องประท้วง แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สําหรับกรณีที่มีการพาดพิงถึงเหตุการณ์ การชุมนุมและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ นอกเหนือจากกระบวนการการตรวจสอบ ของกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการของรัฐสภาซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าแล้ว ซึ่งทั้งหมดรัฐบาลพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ตัวกระผมเองพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ผมมี ความจําเป็นที่จะต้องกราบเรียนชี้แจงอีกครั้งหนึ่งสืบเนื่องมาจากการอภิปรายของสมาชิก ฝ่ายค้าน
ประการแรก กรณีของท่าน ส.ส. ไชยา ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน เช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ขอกราบเรียนทําความเข้าใจว่ากรณีของกลุ่มที่กระทําความผิด ในเรื่องของก่อการร้ายก็ดี กลุ่มที่กระทําความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดีนั้นเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเองครับ รัฐบาลไม่เคยกล่าวหาว่าพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมนั้นเป็นคนที่เข้าข่ายใน ๒ เรื่องนี้ ตรงกันข้ามเราบอกว่ากลุ่มคน ๒ กลุ่มนี้กลับใช้พี่น้องประชาชนซึ่งมีความเดือดร้อน มีข้อเรียกร้องในทางประชาธิปไตยนั้นเข้ามาเป็นเครื่องมือ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้อง มีการอภิปรายชี้แจง ตรวจสอบ พิสูจน์กันต่อไปในอนาคตนะครับ
อย่างไรก็ตามท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จได้กล่าวหาผมว่าได้บริหาร ประเทศโดยนึกถึงเรื่องการใช้งบประมาณมากกว่าความสงบสุขหรือการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ก็ดี ไม่นับที่ท่านได้ถอนคําพูดไปแล้วว่ามีการสั่งให้ปฏิบัติการกับประชาชนก็ดี ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ตอนที่ผมเป็ นฝ่ำยค้านผมพูดครับว่าพี่น้องประชาชน มาเรียกร้องต้องรับฟัง และผมก็คิดว่าถ้าผมไม่รับฟังนี่กระบวนการการเจรจาซึ่งไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อนในประเทศนี้ ที่นายกรัฐมนตรีนั้นไปพบปะเจรจากับแกนนําผู้ชุมนุม คงไม่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็ที่เกิดขึ้นทั้ง ๒ วันนั้น ฝ่ายที่ขอยกเลิกการเจรจาคือฝ่ายแกนนํา ของผู้ชุมนุม
ส่วนประเด็นของงบประมาณที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ผมอยากจะกราบเรียน สั้น ๆ ว่าในขณะนั้นผมก็ได้กล่าวว่าใช่ครับ งบประมาณถ้าเราไม่ผ่านไปตามกําหนดก็ใช้ งบประมาณปีก่อนไปพลางก่อนได้ แต่บังเอิญงบประมาณปีก่อนคือที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ มันเป็นงบประมาณซึ่งค่อนข้างผิดปกติครับ เพราะเป็นงบประมาณที่ต้องจัดทําขึ้นโดยมี เงินรายได้ที่มันสูญหายไปจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็จะทําให้เกิดความไม่สะดวก แล้วก็งบประมาณหลายส่วนที่มีการดําเนินการอยู่ ก็ต้องไปอยู่ในกรอบของงบโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ใช่งบประมาณตามปกติ งบประมาณที่จะใช้ไปพลางก่อนก็จึงจะเป็นปัญหา แล้วก็ต้องยอมรับว่ามีข้อเรียกร้อง ของอีกหลายภาคส่วนในสังคมที่เขาก็ต้องการให้ปฏิทินงบประมาณเป็นไปตามปกติ นอกจากนั้นจะเห็นว่าหลังจากนั้นผมยังได้เสนอแผนปรองดอง แผนปรองดองในขณะนั้น ที่มีการนําเสนอว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งก็หมายถึงจะมีการยุบสภา ในเดือนกันยายน ก็เป็นตัวบ่งบอกว่ารัฐบาลนี้พร้อมที่จะให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เป็ นผู้มาบริหารงบประมาณ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาที่บอกว่าผมไปคิดถึงเรื่อง ของการใช้เงินบริหารงบประมาณมากกว่าการแก้สถานการณ์ ผมคิดว่าเหตุการณ์ ที่ผ่านมา ข้อเสนอการเจรจาก็ดี แผนปรองดองก็ดี เป็นคําตอบอยู่ในตัวแล้วว่ามิได้เป็น เช่นนั้น ส่วนกรณีของปฏิบัติการต่าง ๆ ในพื้นที่ซึ่งก็คงจะต้องมีการพูดคุยกันต่อไป โดยเฉพาะในสัปดาห์หน้า ผมก็ขอยํ้าอีกครั้งนะครับ ท่านใช้คําว่าเข้าไปปราบปราม ประชาชน ที่จริงมาตรการทุกมาตรการที่มีการดําเนินการไปเป็ นความพยายาม ที่จะลดความสูญเสียให้มากที่สุด แล้วก็ทําให้การชุมนุมนั้นสามารถที่จะยุติลงได้ โดยรัฐบาลนั้นไม่ต้องบุกเข้าไปในพื้นที่ราชประสงค์ ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีการบุกเข้าไปในพื้นที่ ราชประสงค์ และการชุมนุมก็ยุติลง แต่เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าจะมีการตรวจสอบต่อไป
สุดท้ายเรื่องงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่มีการดําเนินการกันมาในอดีตนั้น ที่จริงแล้วก็เป็น เรื่องที่ทางฝ่ายความมั่นคงเขาก็ร้องอยู่เสมอว่าสัดส่วนงบประมาณต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีงบประมาณทางด้านของกองทัพนั้นค่อนข้างจะตํ่าเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็เป็นข้อเรียกร้อง มาโดยตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นในปี นี้เป็ นเพียงการคืนสัดส่วนงบประมาณในส่วนของ การป้ องกันประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ย้อนกลับไปประมาณปี ๒๕๕๑ เท่านั้นเองครับ ก็คือก่อนที่ผมจะเข้ามาทําหน้าที่ ไม่ได้มีการเพิ่มเติมเป็นพิเศษ แล้วก็อย่างที่กระผม ได้กราบเรียนไปแล้วว่าสัดส่วนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ ของกระทรวงกลาโหม เทียบกับกระทรวงต่าง ๆ นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างตํ่า ท่านดูเอกสารงบประมาณจะพบ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๒ กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๒๐ กระทรวงพาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ กว่า ๆ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็อยากจะ กราบเรียนยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านมีความเข้าใจ ส่วนกระบวนการของการแก้ไข ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็ต้องยอมรับว่างบประมาณในที่จัดทําในขณะนี้ได้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ แต่หลังเหตุการณ์ขณะนี้รัฐบาลก็ได้บริหารงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ในการที่จะเข้าไป แก้ไขปัญหา เพราะท่านต้องไม่ลืมนะครับว่างบที่เราพูดอยู่ทั้งหมดนี้เริ่มใช้คือ ๑ ตุลาคม อีกหลายเดือนเลยครับ เราจะมาหวังพึ่งตัวนี้เป็นตัวตั้งต้นในการแก้ไขปัญหาคงไม่ได้ แต่การปรับแนวทางต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในงบประมาณ โดยยังคงยุทธศาสตร์ โดยยังคง รายการต่าง ๆ ไว้ ผมเชื่อมั่นว่าสามารถที่จะมารองรับเรื่องของแผนปรองดองที่จะเกิดขึ้น ต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ
คุณบุญยอดไม่ต้องประท้วงละครับ คือท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะท่านถูกพาดพิง ท่านก็ได้ชี้แจงหมดแล้ว ไม่จําเป็นต้องประท้วงหรอกครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมประท้วงท่านว่า ท่านประธานไม่ได้ควบคุมให้สมาชิกอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ผมจดตามนะครับ ท่านสมาชิกอภิปรายคําว่าปราบปรามผู้ชุมนุม ๔ ครั้งครับ
เอาละครับ
ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องลง รายละเอียดหรอกครับ แล้วก็ไม่ต้องถอนก็ไม่เป็ นไร แต่จริง ๆ ต้องเรียนท่านว่า ถ้าการประชุมสภาจะเดินไปข้างหน้าอย่างที่เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนเราจะไม่ประท้วงเลย ถ้าการอภิปรายนั้นจะอยู่ในข้อบังคับ และจะอยู่ในเรื่องราวที่เราจะพูดกันในเรื่อง งบประมาณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
เอาละครับ นั่งเถอะครับ
ท่านประธานมีหน้าที่ต้อง ควบคุมการประชุมให้ดําเนินต่อไปนะครับ
เชิญนั่งครับ
ขอบพระคุณครับ
ประธานก็ควบคุมการประชุมท่านก็เห็นนะครับ ประธานก็พยายามที่จะให้ผู้อภิปรายอยู่ใน ประเด็นเรื่องของงบประมาณ ก็เรียนเพื่อนสมาชิกอย่างนี้นะครับ สัปดาห์หน้าก็จะมีญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านก็จะได้พูดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เหตุการณ์ทั้งหลายเต็มที่อยู่แล้ว แต่วันนี้เรากําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็ขอให้อยู่ในประเด็นของเรื่องงบประมาณ เชิญท่านสาธิตครับ เชิญเลยครับ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิ ตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตทําหน้าที่อภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในส่วนของงบกลาง ซึ่งปีนี้รัฐบาลได้ตั้งงบไว้ทั้งสิ้นเป็นเม็ดเงิน ๒๖๕,๗๖๓ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน ๑๒.๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณนะครับ ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ ๕๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ งบกลางก็เข้าใจกันดีว่าเป็นงบประมาณ ที่ถูกตั้งขึ้นไว้ในการแก้ไขปัญหา ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า ในสมัยที่ผ่านมาเราจะพบว่ารัฐบาลที่ผ่านมาได้มีการตั้งงบกลาง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกกล่าวหาว่าการใช้งบกลางใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ในการหาเสียง ท่านประธานจําได้นะครับ ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างว่า ในการลงพื้นที่ของอดีตนายกรัฐมนตรีบางท่านได้ใช้งบกลางในการใช้ ประโยชน์ทางการเมืองอย่างมากมาย ผมยกกรณีที่จังหวัดนครสวรรค์มีอดีตนายกรัฐมนตรี บางท่านลงไปพื้นที่แล้วก็พูดปราศรัยกับพี่น้องประชาชนว่าถ้าเลือกพรรคการเมือง ที่ท่านเป็นผู้บริหารอยู่ก็จะได้รับงบประมาณมากเป็นพิเศษอย่างนี้เป็ นต้นนะครับ แต่ผมขอเรียนว่าผมขอสนับสนุนการจัดทํางบกลางของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งผมคิดว่า ได้ถูกใช้ให้ไปเป็ นไปตามหลักเกณฑ์ของวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งงบประมาณ ซึ่งเรียกว่า งบกลาง ถ้าดูจากหลักเกณฑ์ที่แท้จริงก็คือว่าเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการเร่งรัดการดําเนินงาน การแก้ไขปัญหาเฉพาะกิจเร่งด่วนที่ถ้าไปใช้งบปี มันอาจจะล่าช้า ไม่สามารถทันท่วงทีในการแก้ไขปัญหาได้ ผมยกกรณีตัวอย่าง การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ได้ดําเนินการเอางบกลางไปใช้อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด ในกรณีที่มาบตาพุด ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด เป็นปัญหาที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจครับ เพราะว่าเป็นปัญหาที่มีผลกระทบ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ นักลงทุน ประชาชนในพื้นที่ เพราะเป็นปัญหาในหลายมิติ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่ต้องสร้าง ความสมดุล แล้วก็เป็นความยากในการที่จะแก้ไขปัญหา ๒ ส่วนที่มีความต้องการ ที่แตกต่างกัน ความต้องการแรกก็คือว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ต้องการเห็น การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ แล้วก็ประชาชนทั้งประเทศก็ต้องการเห็นการเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่ที่อยู่รองรับปัญหามลภาวะ ปัญหาคุณภาพชีวิต เขาต้องการหยุดการเจริญเติบโตนั้น เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้เคยมีใครไปสนใจ ไปดูแล ไปเยียวยาผลกระทบที่เกิดจาก โรงงานอุตสาหกรรม เมื่อเกิดปัญหาขึ้นภาคประชาชนเองได้นําปัญหาทั้งหมดขึ้นไปฟ้ อง ศาลปกครอง ศาลปกครองจึงมีคําสั่งระงับโครงการต่าง ๆ ๗๖ โครงการ ทําให้เกิด ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมากมาย ในขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่บอกว่าสิ่งที่เป็น ความเจริญเติบโตของประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้น คนในพื้นที่ได้รับ ผลกระทบอย่างรุนแรง แต่งบประมาณที่ลงไปสู่พื้นที่นั้นไม่เคยได้รับมาก่อนเป็นเวลา หลายสิบปี ผมยกตัวอย่างปัญหาง่าย ๆ ครับท่านประธาน ปัญหาในเรื่องของนํ้าประปา คนในพื้นที่เขาไม่เคยได้รับการตอบสนอง เขาเรียกร้องนํ้าประปาที่ต้องใช้ให้ทั่วในเขตชุมชน ในพื้นที่ที่ตั้งเรียกร้ องมาหลายสิบปี ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ภายใต้การนํา ของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านใช้ความพยายาม ความตั้งใจจริง ในการแก้ไขปัญหา ได้ส่งให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้ลงพื้นที่ ไปประชุมทุกวันจันทร์ทุกอาทิตย์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเราจะไม่ได้รับความร่วมมือเลยครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่าเราไม่ไปแก้ไขเยียวยา ปัญหาที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานมากว่า ๑๐ ปี นั่นคือปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต รัฐบาลนี้ได้อนุมัติงบกลางทั้งสิ้นเป็ นเงิน ๘๐๐ กว่าล้านบาทเข้าไปแก้ไขปัญหา ถ้าพูดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตเรื่องที่สําคัญคือ เรื่องอาการเจ็บป่วยของพี่น้องประชาชน เรื่องนี้คนที่นี่มีความเจ็บป่วยมากกว่าคนที่อื่น และคนที่นี่ก็มีความเจ็บป่ วยในเรื่องของผลกระทบทางอากาศ ทางนํ้า เขาเรียกว่า โรคเฉพาะคือโรคเวชศาสตร์เขตร้อน รัฐบาลใช้งบกลางทั้งสิ้น ๒๘๐ ล้านบาทไปก่อสร้าง โรงพยาบาลเฉพาะทางให้กับคนที่มาบตาพุด รัฐบาลมีโครงการตรวจสุขภาพ เฝ้ำระวังโรค ของประชาชนในเขตควบคุมมลพิษเป็นเงิน ๕๘ ล้านบาท มีรถ เขาเรียกว่า รถโมบาย แคร์ (Mobile care) เพื่อลงไปตรวจสุขภาพประชาชนที่อยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม รัฐบาล ใช้งบกลางเป็นเม็ดเงิน ๓๐๐ ล้านบาทไปซ่อมปรับปรุงทําให้คนจังหวัดระยองคนในพื้นที่ มาบตาพุดมีนํ้าประปาใช้ แล้วก็จะเสร็จให้ทันภายในปีนี้ ทั้งหมดนี้คือการใช้งบกลาง เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาเพื่อต้องการความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชนที่ทําอย่างไรก็ได้ ที่ต้องการให้เห็นความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตของประเทศที่ต้องอยู่ ควบคู่กันไปกับประชาชนในพื้นที่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยังไม่รวมทั้งโครงการขนถ่าย ขยะมูลฝอยจากเทศบาลมาบตาพุดเป็นเม็ดเงิน ๒๗๐ ล้านบาท
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาอันจํากัดผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ได้มี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหลังจากที่ฟังท่านนายกรัฐมนตรีพูดในการชี้แจงการจัดทํา งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นี้ มุ่งเน้นในเรื่องการเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจและควบคู่กันไปกับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างโครงการที่สําคัญ ๆ อีกสัก ๒ โครงการซึ่งเป็นงบกลางประจําปี ยกตัวอย่างเช่น การแก้ไขจัดการเพลี้ยแป้ งมันสําปะหลัง อันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสถานการณ์ที่ต้องแก้ไข ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า ทั้งหมดอันนี้คือการจัดทํางบกลางที่เป็นเครื่องมือในการแก้ไข ปัญหาให้รัฐบาล ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในส่วนของงบกลางซึ่งปี นี้ได้ตั้งไว้เพิ่มจากปี ที่แล้ว ๕๑,๐๐๐ ล้านบาท ขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีที่ตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา ของพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านไพจิต ศรีวรขาน ๑๕ นาที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในการทําหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในการอภิปรายงบประมาณเป็นหัวใจในการที่จะต้องทํา อย่างตรงไปตรงมา ผมไม่คิดว่าจะได้พิจารณางบประมาณตั้ง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่ามกลางภาวะสังคมแล้วจิตใจของประชาชน ของนักการเมือง ที่กระทบอย่างรุนแรง ที่ไม่เคยเกิดขึ้นครับท่านประธาน ผมต้องกราบเรียนว่าการเสนอแบบลุกลี้และร้อนรน ท่ามกลางคาวเลือดและควันปืนที่ฉาวโฉ่อยู่นี่ มันยากที่จะได้รับความรอบคอบ ผมขอให้ วิปรัฐบาลเลื่อนไป ก็ต้องขอบคุณว่าได้เลื่อนอยู่วันสองวัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมถือว่า ถ้านับย้อนไป ๗ วัน พี่น้องตายกองพะเนินเทินทึกอยู่ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ท่านประธานครับ การขอกระชับพื้นที่แล้วมีผู้เสียชีวิตโดยคําสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงเกิน ควรจะเลื่อนไปเสีย มีพวกเราขอหลายคน มันรีบร้อนเร็วกว่ากําหนด ๑ เดือน เดือนหน้ายังทัน ไม่เคยพิจารณาแบบนี้ เพราะฉะนั้น ผมถือว่าเป็นงบประมาณที่จะอภิปรายให้เกิดความละเอียดรอบคอบสมกับความตั้งใจ ของประชาชนก็ลําบาก อันที่ ๒ งบประมาณตัวนี้กู้บนพื้นฐานต้องกู้เงินเขามาใช้ เป็นแชมเปี้ยน (Champion) ของการกู้เงินเลย ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากยอดที่ผม เคยเป็นผู้แทนราษฎรแล้วพิจารณาทุกครั้งไม่เคยมีการขาดดุลมากมาย ก็บอกว่า เศรษฐกิจฟื้นแล้ว อัตราเจริญเติบโต ๑๒ เศษ ๆ สุดยอด แต่คราวนี้ทําไมต้องกู้อีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เมื่อ ๒ อาทิตย์ก่อนก็ไม่ได้ทําอะไรอีก ก็มาขอกู้เงินจากรัฐสภา กู้ไปทํารถไฟฟ้ำ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมากู้ที่จะไปทําอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกากับ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา แต่ว่าโชคดีที่จะสลายการชุมนุม ขอกระชับพื้นที่แล้วก็ บอกปิดราชการแล้วไม่มายกมือกันอีก นัดประชุมกัน ๓ รอบ แสดงเจตนาว่ารัฐบาลนี่ ไม่ได้ทําอะไร จะกู้อย่างเดียว จะหาเงินมาเพื่อจัดซื้อจัดจ้างให้ทันตามเวลาเพราะเวลา มันเหลือน้ อย ท่านประธานครับ แชมเปี้ยนการกู้ เงินของรัฐบาลที่นําโดย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันนี้นับจากเข้ามาผมดูตัวเลขจากหนี้สาธารณะเขาบอกว่า ประมาณ ๗๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นไม่รวมตัวรอบหลังที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพใหญ่ เงินฟื้นตลาดหุ้น ตลาดทุน เงินอะไรทั้งหลาย ของท่านที่ยังไม่ได้ยกมือกัน ความจริงนัดแล้วว่าจะต้องมายกมือ เอาเงินกู้มาอีก ถ้ารวม ยอดนั้นก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้จะต้องกู้เพื่อการขาดดุลงบประมาณอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปเลย ๑.๑.๒ ล้านล้านล้าน ก็ไม่ต้องทําอะไร ถามว่ากู้มาแล้ว เอาไปทําอะไร มีพวกเรามาบอกตามทิศทางการพิจารณา ตามเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น ในช่วงเวลาปีเศษ ๆ ที่ท่านบริหารการเงิน การคลัง ความฉาวโฉ่ของการทุจริต บางทีจับได้ คาหนังคาเขา บางทีเกือบทําแล้วรัฐมนตรีก็ต้องออกหลายคน ท่านประธานครับ เป็นงบประมาณที่รักทหารแต่ไม่รักเกษตรกร ให้งบประมาณมากมาย กระทรวงกลาโหมได้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ภาคเกษตรเขาบอกแล้ว กระทรวงเกษตร และสหกรณ์นี่ได้ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ทั้งกระทรวง คน ๔๐ กว่าล้านคนได้ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาตัวเลขกลม ๆ นะครับ กองทัพอย่างเดียว ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ ขายข้าว ขายปอ ขายมันสําปะหลัง ให้พี่น้องนี่ราคามีปัญหาหมด ต้องชุมนุม ต้องประท้วง ได้เงินไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ คิดได้อย่างไร ทําได้อย่างไร ขาดความจริงใจที่จะซึมซับ ต่อการใช้เม็ดเงินของประชาชนในการแก้ปัญหาที่เป็ นชีวิต ที่เป็ นความเป็ นอยู่ ปากท้องของประชาชน เป็นเหตุที่ไม่ควรที่จะได้รับการพิจารณา เป็นงบประมาณที่เราบอกว่า บุญคุณต้องทดแทน ต่างตอบแทนกัน ท่านประธานครับ ผมพูดถึงงบทหารนี่ เมื่อรัฐบาล ประชาธิปไตยปกตินี่เขาใช้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมพิจารณา มาตลอด รัฐบาลของท่านชวนที่เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เดิมนี่ก็อยู่ในราวนี้ละครับ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกินนี้ พอปฏิวัติเสร็จคณะปฏิวัติก็ปรับงบ ของกองทัพขึ้นมาทีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งที่แล้วนี่ คราวนี้เป็น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย นี่ต่างตอบแทนกันนะครับ ท่านตั้งรัฐบาลกันโดยไปตั้งในค่ายทหาร เอารถตู้จากปั๊มนํ้ามันไป เจรจากันเสร็จ แยกตัวไปคุมไว้ พาเข้ามานั่งในมุมนี้ มีท่านรองนายกรัฐมนตรีควบคุมอยู่ข้างหลัง แล้วก็โหวตเสียงกัน วันนี้เห็นว่าจะซื้อจะหา เท่าที่ผมดูรายละเอียดของกระทรวงกลาโหม ท่านประธานครับ กองบัญชาการกองทัพไทย ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท กองทัพบกแชมเปี้ยนเลย ๘๓,๐๐๐ ล้านบาท กองทัพเรือ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท กองทัพอากาศ ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท แชมเปี้ยนคือกองทัพบก นี่แชมเปี้ยนที่ขอกระชับพื้นที่ ๘๓,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้อง ไม่ใช่ตายหลัก ๘๘ คนหรอก ท่านจุรินทร์ที่บอกข่าวออกมา ๘๘ คน มันหลักหลายร้อย วันนี้คนสูญหายตามหากันอยู่ เพราะคนที่เสียชีวิตไม่มีใครอยู่ ก็จะเป็นเรื่องที่โบราณ บอกว่าช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิ ดมันไม่มิดนะครับ ผมเห็นว่าที่ทุกกองทัพ ถ้าไปดูเนื้อในนะครับ หลัก ๆ ประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ แผนเสริมสร้างระบบ การป้ องกันประเทศ แผนนี้ทั้งหมด อยู่ทุกกองทัพ แม้กระทั่งกองบัญชาการ กองทัพไทย ผมพูดเพราะผมมีโอกาสได้พิจารณาในรายละเอียด ในชั้นการพิจารณา จะดูละเอียด จะอยู่ในแผนนี้ทั้งหมดครับท่านประธาน ถ้ายอดเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง การใช้จ่ายเพื่อการบํารุงกองทัพโดยปกติก็จะอยู่หลัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มันเกินไปเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาบอกว่าเป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทั้งหมดนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็อยู่นี่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาตอบผมที่สภา ถามว่าการจัดซื้อคราวนี้อาวุธเกือบทุกอย่างจะไม่มีราคากลาง เทียบเคียงราคาที่เคยซื้อ เทียบเคียงบริษัทข้างเคียง ๓ บริษัท ก็คนจัดหาเตรียมการชงมา ทั้งหมดก็ใช้วิธีการอย่างนี้ ถามว่าเป็นวิธีพิเศษใช่ไหม มันจะแตกต่างจากการจัดซื้อ ในระบบราชการเกือบทั้งหมด ท่านประธานครับ เงินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีมติคณะรัฐมนตรีชุดนี้ละครับเป็นล้านล้านจะใช้วิธีการซื้อยุทโธปกรณ์ทั้งหมด เครื่องบินรบลําละเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซื้อแล้วยังไม่เห็นของผูกพันไว้ ๖-๗ ปี มันฉาวโฉ่นะครับ แล้วยังจะต้องผูกไป ผูกไป ผูกไป วันนี้ตัวเลขผูกไปถึงปี ๒๕๕๘ ปีหน้า ก็จะเป็นปี ๒๕๕๙ ที่เขาบอกว่าปีละแสนล้านบาทมันจริง ๆ บุญคุณต้องตอบแทนกัน หรืออย่างไร ผมไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอํานาจในการบริหารกองทัพ เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบนะครับถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมเคยถาม ไปแล้วบอกว่าอาวุธนี่อย่าไปฆ่าพี่ฆ่าน้องผมนะ ท่านก็รับปากผมกลางสภาไม่ยิง ไม่ฆ่า มีแต่กระบองกับโล่ วันนี้เป็นอย่างไรทุกศพตายด้วยอาวุธสงครามทั้งนั้น ผมจึงเห็นว่า เรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะมี
ท่านไพจิตมีผู้ประท้วงครับ ท่านอรรถพรประท้วงอะไรครับ
ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเกรงใจท่านผู้อาวุโสนะครับ ผมทนฟังการอภิปรายของท่าน แล้วผมจับความว่า ประเด็นการอภิปรายของท่านเน้นหนักในการพยายามจะทําให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจว่า รัฐบาลนี้ปราบปรามประชาชน ผมอยากทวงถามหลักฐานของท่านครับว่ารัฐบาลนี้ สั่งฆ่าประชาชนอย่างไร แต่ถ้าท่านต้องการหลักฐานว่าอ้ายโม่งดําในกลุ่มของท่านฆ่าทหาร อย่างไร ผมจะไปแสดงให้ท่านดูครับ
เอาอย่างนี้ครับท่านอรรถพรครับ ผมเข้าใจประเด็นประท้วงแล้ว คือผมก็เรียนเพื่อนสมาชิก วันนี้เราพูดเรื่องงบประมาณเดี๋ยวสัปดาห์หน้าก็จะพูดเรื่องราวเหล่านี้ในญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนะครับ ท่านไพจิตเพียงแต่ยกประเด็นว่า จัดงบให้กระทรวงกลาโหมมาก แล้วท่านก็พาดพิง เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมท่านจะมาชี้แจงเอง เชิญท่านไพจิตกรุณาอยู่ในเรื่องงบประมาณ เชิญครับ
ด้วยความเคารพครับ ผมได้กราบเรียน แล้วว่าผมนี่มันรักใครรักจริง ผมเชื่อมั่นว่าระบบสภาจะเป็นกลไกที่จะทําให้บ้านเมือง อยู่เย็นเป็นสุขครับท่านประธานครับ แต่ถ้าอย่างอื่นก็แปลว่าถ้าจะใช้กําลังเข้าปราบปราม ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทําลายฝ่ำยตรงกันข้าม มันไม่สงบหรอกครับ เพราะฉะนั้นผมเห็น งบประมาณแบบนี้แล้ว ท่านประธานครับ ที่ซื้อมาแล้วที่ตายกันยิงหัวหลุดหัวขาด สไนเปอร์ (Sniper) ก็มีอีกนะครับในนี้ หรือปืนยิงทางไกลกระบอกละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฝึกยิงอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่าให้ผมเห็นอีก คราวนี้อย่าเอามาอีกอย่าซื้อแม้แต่ กระบอกเดียว ค่าบํารุงรักษาถ้าไม่จําเป็นไม่ต้องจ่าย ใครที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณ ช่วยดูตัวนี้หน่อยมันเอาไปยิงไปฆ่าพี่น้องประชาชนทั้งหมดนะครับ คุณไปรักษา ความปลอดภัยนอกประเทศก็ไป ท่านประธานครับ ที่ฉาวโฉ่สุดอัปยศเลยคือจีที ๒๐๐ (GT200)
พอแล้วครับท่านอรรถพรครับ ผมได้บอกกับผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นแล้วก็ไม่มีอะไร แล้วท่านกําลังจะขึ้นประเด็นอื่นแล้ว นั่งเถอะครับ พอแล้วครับ แล้วท่านก็ประท้วง ซํ้าประเด็นแล้วเชิญนั่งครับ ท่านไพจิตครับ กรุณาเหลือเวลาอีก ๓ นาทีกว่า เชิญเข้าประเด็น เรื่องงบประมาณครับ พอแล้วท่านครับท่านอรรถพรครับ
ขอบพระคุณครับ จีที ๒๐๐ เป็นอุทาหรณ์ ให้เห็นว่าอาวุธที่ซื้อนี่ชงกันมาเพื่อจะกินอย่างเดียว มันไม่ได้มีประสิทธิภาพในการไปตรวจ ๒๐ อันถูก ๓ อันซื้อมาได้อย่างไร แล้วทําไมซื้อล่ะก็ต้องการหาเงินหาทอง ผมรับไม่ได้นะครับ วิธีการถ้าแบบนี้ฝากสํานักงบประมาณช่วยดูด้วย
ท่านอรรถพรครับ ประธานฟังอยู่ครับ ท่านก็ยกประเด็นการจัดซื้อซึ่งท่านว่าไม่ชอบ ซึ่งเป็น สิทธิที่ท่านจะอภิปรายและเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านจะมาชี้แจงเอง นั่งเถอะครับ ไม่ต้องประท้วงหรอกครับไม่มีประเด็นที่ประท้วง เชิญนั่งครับ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ให้ประท้วงซํ้ากันอย่างนี้ก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหนครับท่านอรรถพร ขอความกรุณาเถอะครับ เชิญท่านไพจิตครับ ท่านเข้าประเด็นเลยครับ
ท่านประธานครับ ความจริงผมมีเรือเหาะ สุดอัปยศเช่นเดียวกัน เรือเหาะวันนี้ไม่เหาะ ซื้อมาทําไมมีปัญหาแล้วก็แพงเกินเหตุ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังช่วยดูให้หน่อยนะครับ ผมเห็นเวลาผมพิจารณา งบประมาณเจ้าหน้าที่สํานักงบประมาณก็เกรงใจเสนอมาแบบนี้ ผมถามว่าได้ดูราคาไหม เอกชนเขาซื้อมาถ่ายละคร ๓๐ ล้านบาท ไปหลับหูหลับตาซื้อ ๓๔๐ ล้านบาทได้อย่างไร แล้วมันไม่เหาะ มาใช้ประโยชน์อย่างไร หรือไม่ ผมไม่อยากให้เงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนที่เขาฝากให้ผมมาทําหน้าที่ดูแลนี่ อย่าเอาไป อย่าเอาไปทําในสิ่งที่เสียหาย วันนี้ความจําเป็น ความเดือดร้อน ผมเอา ตัวอย่างมาให้เห็นว่างบประมาณของกองทัพปีนี้ต้องดูให้รอบคอบ ผมไม่อาจอนุมัติ แม้แต่บาทเดียวนะครับ ไปยิง ไปฆ่า ทําลาย ไม่ใช่หลักร้อย มันหลักหลายร้อยร่วมพันคน นั่นคือพี่น้องประชาชนที่เขาเป็นเจ้าของเงินทั้งหมดนะครับอันนี้ เราจะต้องเอาเงินเขา ไปซื้ออาวุธแล้วก็มายิง
เอาละครับท่านไพจิต มีผู้ประท้วงนะครับ
ผมขอถือโอกาสนี้กราบเรียน ท่านประธานว่าสัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม ขอบพระคุณครับ
พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ เอาละครับ เชิญท่านต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังจะขอชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับ วันนี้มีการอภิปรายเรื่องของงบประมาณนะครับ ส่วนใหญ่ประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณนอกจากในแง่ของหลักการการใช้เม็ดเงินแล้วก็จะเกี่ยวกับ ตัวเลขแล้วก็ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นตัวเลขงบประมาณ ซึ่งก็มักจะเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธกัน ไม่ค่อยได้นะครับ ดังนั้นเพื่อให้มีความชัดเจนผมอยากที่จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ มาก ๆ นะครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะขออนุญาตฟังการอภิปรายต่อเนื่อง แล้วก็จะมีประเด็น ที่อยากจะควบรวมเพื่อชี้แจงอีกครั้งหนึ่งตอนท้ายนะครับ แต่วันนี้ก็มีอภิปรายกันถึง งบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมค่อนข้างมาก แล้วล่าสุดเพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ก็ได้สะท้อนให้ประชาชนเข้าใจว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ของรัฐบาลที่นําเสนอ ด้วยการอภิปรายในวันนี้เป็ นงบประมาณที่รักทหารแต่ไม่รักเกษตรกร ซึ่งตรงนี้ มีความจําเป็นที่จะต้องชี้แจงเพราะว่าข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น
ในส่วนงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ก่อนอื่นเลยนะครับผมจะไม่ขอ ลงไปในรายละเอียดว่างบประมาณที่ขอจัดสรรมานั้นขอจัดสรรในรายละเอียดเพื่อไปซื้อ อะไรบ้าง ซึ่งตรงนั้นคงจะเป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่จะชี้แจง แต่ผมขออนุญาตที่จะนําเรียนว่างบประมาณโดยรวมของกระทรวงกลาโหมที่ได้กําหนดไว้ที่ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีการอภิปรายกันเหมือนกับว่าเป็นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กระทรวงกลาโหมอย่างมากมาย ข้อเท็จจริงนะครับ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นงบประมาณ เม็ดเงินเท่าเทียมกันกับงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในปี ๒๕๕๒ ที่ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นงบประมาณของรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช เพราะฉะนั้นในส่วน ของตัวเม็ดเงินที่รัฐบาลนี้จัดสรรให้กับกระทรวงกลาโหมนั้นไม่ได้แตกต่างเลยกับเม็ดเงิน งบประมาณโดยรวมที่ท่านเคยเป็นรัฐบาลในสมัยนั้นได้จัดสรรให้กับกระทรวงเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผมก็อยากที่จะให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายอยู่ ได้เข้าใจ
นอกจากนั้นถ้าดูในแง่ของอัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับงบประมาณ ปีที่แล้ว ในส่วนของกระทรวงกลาโหมนั้นเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ งบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ท่านอ้างว่าเราไม่รักเกษตรกร ผมอยากจะขอเรียนนะครับว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก็คืองบประมาณที่รัฐบาลได้จัดสรรเพื่อดูแลเกษตรกรนั้นไม่ได้เพียงแค่ปรากฏ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ยกตัวอย่างนะครับ ตัวอย่างที่สําคัญก็คือโครงการ การประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นเม็ดเงินงบประมาณอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลนี้ ได้จัดสรรเพื่อดูแลให้เกษตรกรมีระดับรายได้ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งงบประมาณ ส่วนนั้นจะปรากฏในงบประมาณที่เราจัดสรรให้กับรัฐวิสาหกิจ เพราะจะเป็นการเบิกจ่าย งบประมาณผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรคือ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคาร ในสังกัดของกระทรวงการคลัง ซึ่งถ้ารวมเม็ดเงินกันแล้วก็จะเห็นว่าจะมีเม็ดเงินงบประมาณ ปรากฏอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ อีกหลายกระทรวงครับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป้ำหมายของรัฐบาล ก็คือมีไว้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณเรียนฟรีที่จัดสรร งบประมาณผ่านกระทรวงศึกษาธิการถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณที่จะดูแล เรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรอีกหลายประเภท อย่างเช่น การใช้ไฟฟ้ำฟรีก็เป็นงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในงบประมาณของรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันนะครับ อันดับแรกว่าในส่วนงบประมาณของกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่ได้แตกต่างกับที่รัฐบาลของท่านได้เคยจัดสรรไว้เลย แล้วก็ในส่วนของการดูแล เกษตรกรนั้นเรามีเจตนาตั้งใจเต็มที่ที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรผ่านหลาย ๆ กระทรวงครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านนายแพทย์ไกร ดาบธรรม ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ไกร ดาบธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรครวมชาติพัฒนา กระผมเห็นด้วยในภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และในจํานวนนี้เป็นรายจ่ายประจําถึง ๖๘.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่กรอบวงเงินอันนี้ได้รับ การพิจารณาก่อนมีเหตุการณ์ ๗-๘ วันที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมตามมาอย่างมากมาย เพื่อเสถียรภาพและความสามารถ ในการแข่งขันของตลาดโลก กระผมเห็นว่าควรจะมีการปรับเพิ่มงบประมาณรายจ่าย ประจําปีนี้ แต่ก็คงเป็นไปได้ยากครับ เพราะว่ากรอบวงเงินได้ถูกกําหนดมาแล้ว อีกทั้ง จะนําพระราชบัญญัติเงินกู้กลับมาใช้ก็คงเป็นไปได้ยากอีกเช่นกันครับ เพราะปัจจุบัน เรามีหนี้สาธารณะเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่า ควรจะมีการปรับลดโครงการที่ไม่เร่งด่วน แล้วนําเงินเหล่านั้นมาลดความเหลื่อมลํ้า ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะพี่น้องในชนบทและโครงการที่มีการจ้างงาน อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในโครงการเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุทุกคน ค่าตอบแทน กับพี่น้อง อสม. ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากจากผู้สูงอายุ และ อสม. รวมทั้งพ่อแม่ พี่น้องในชุมชน พ่อค้า แม่ค้า ในหมู่บ้านก็ขายของได้มากขึ้นลูกหลานส่วนหนึ่งไม่ต้อง ทิ้งถิ่นไปหางานทําในเมืองและในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเม็ดเงินตัวนี้สามารถที่จะกระจายรายได้ และเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในชนบท รวมทั้งสร้างงานให้กับลูกหลานในชุมชนได้ เป็นอย่างดี กระผมจึงขอเสนอว่าน่าจะมีการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุเป็นเดือนละ ๑,๒๑๕ บาท ถึง ๒,๐๐๐ บาท ทําไมต้องเป็นตัวเลขนี้ล่ะครับ เพราะจากการวิจัย มีการกําหนดว่าผู้ที่มีรายได้ตํ่ากว่า ๑,๒๑๕ บาทต่อเดือนต่อคนในเขตชนบทถือเป็น คนยากจน ซึ่งในเขตเมืองใช้ที่ ๒,๐๒๐ บาท และปัจจุบันค่าครองชีพก็ได้มีการปรับตัว สูงขึ้นอย่างมาก และมีการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้กับ อสม. ซึ่งเป็นขวัญ และกําลังใจในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้ กับ ภาครัฐได้เป็นอย่างมาก ความเหลื่อมลํ้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในบ้านเรามีมา อย่างยาวนานแล้วก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีหนี้สินและมีรายได้ตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะเกิดจาก โครงสร้างราคาสินค้าทางการเกษตรที่ไม่เป็นธรรมและการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า บางคน รัฐบาลจึงต้องหันมาดูแลในเรื่องของโครงสร้างการผลิต การจําหน่าย พืชผล ทางการเกษตร รวมทั้งหนี้สินของเกษตรกรอย่างจริงจัง เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนของ พี่น้องเกษตรกร รวมทั้งทําให้เกษตรกรขายพืชผลได้ในราคาที่เป็นธรรม ที่ผ่านมาเกษตรกร ไม่สามารถที่จะรวมตัวกันเพื่อต่อรองราคาสินค้าทางการเกษตร มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องการผลิตและการจําหน่ายสินค้าการเกษตรก็น้อยมาก กระผมจึงขอเสนอว่า ถ้าเราจัดให้มีนักวิชาการด้านการเกษตรและการตลาดอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกที่ทั้ง อบต. และเทศบาล ซึ่งคัดเลือกจากลูกหลานของเกษตรกรที่อยู่ในตําบล หรือในอําเภอนั้นมาดูแลเรื่องการผลิตทางการเกษตรและการขายสินค้าทางการเกษตร ในทุกตําบล ผมเชื่อว่าจะทําให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ในบ้านเรามี อบต. และเทศบาลรวมแล้วประมาณ ๘,๕๐๐ แห่ง ถ้าจ้าง ๒ อัตราก็ประมาณ ๑๗,๐๐๐ อัตรา คิดว่าเงินเดือนคนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท จะใช้เงินปีละประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินจํานวนนี้รัฐบาลก็เป็นคนสนับสนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูป เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างงานให้กับลูกหลานของเกษตรกรในชุมชนแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า จะสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มการจําหน่ายสินค้าการเกษตร เพิ่มรายได้ให้ เกษตรกรอย่างชัดเจน การปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรในกองทุนฟื้นฟูและเกษตรกร ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ตรงนี้ดีครับ แต่ควรจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ทุกกลุ่ม เพราะส่วนใหญ่หนี้สินที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาของโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน แล้วก็ต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรทุกคน ของบ้านเรา
อีกปัญหาหนึ่งครับ ปัญหาเรื่องที่ดินทํากินซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของ เกษตรกรบ้านเรา มีเกษตรกรจํานวนมากไม่มีที่ดินทํากินครับ หรือมีที่ดินทํากินแล้ว ไม่มีเอกสารสิทธิ การที่รัฐบาลพยายามที่จะจัดหาที่ดินทํากินให้เกษตรกรและเร่งรัด ในการออกเอกสารสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในเรื่องของ โฉนดชุมชน ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้วครับ เพียงแต่ขอให้เพิ่มเติมงบประมาณ แล้วก็เร่งรัดในการดําเนินงานออกเอกสารสิทธิให้กับเกษตรกรเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม อย่างรวดเร็ว กระผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้โปรดนําข้อเสนอของกระผมได้ไปพิจารณาด้วยนะครับ
ท้ายนี้ขอให้คนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม ประเทศไทยกลับมาเป็น สยามเมืองยิ้มอย่างที่ทั่วโลกเขารู้จักเรา ขอบคุณครับ
เชิญท่านต่อพงษ์ ไชยสาส์น ๑๕ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ต่อพงษ์ ไชยสาส์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสทางสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐบาล ก็มีหน้าที่ที่จะโน้มน้าวในความคิดของสมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้เชื่อตาม กรอบยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่จะไปบริหารประเทศชาติบ้านเมืองโดยใช้งบประมาณ สูงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยขึ้นมา งบประมาณจํานวนถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยรวม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ำยค้านก็ต้องมีหน้าที่ในเรื่องของการที่จะโน้มน้าวให้รัฐสภาแห่งนี้ เชื่อไปตามฝ่ายค้าน โดยใช้หลักการและเหตุผลหักล้างไปตามแนวคิดควบคู่ของรัฐบาล ตามยุทธศาสตร์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้รัฐบาลได้จัดทําแผนงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นสูงเป็นเงินจํานวน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นการประมาณการ จัดเก็บรายได้ของปี ๒๕๕๔ นั้นเป็นเงินงบประมาณอยู่ประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้เรามีงบประมาณขาดดุลประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เราจะเห็นว่า การแถลงของรัฐบาลบอกว่างบประมาณที่จะพัฒนาประเทศชาตินั้นมีเพียงแค่เป็น เงินงบประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินงบประมาณเพราะอะไรครับ เพราะรายจ่าย มันไปสูงถึง ๘๐.๓ เปอร์เซ็นต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คือว่าหามาได้เท่าไรเป็นงบใช้จ่ายประจํา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของงบพัฒนาประเทศเป็นเงินกู้ทั้งหมด ตรงนั้นเราอยากจะ เตือนสติรัฐบาลว่าวันนี้ความพอเพียง ความที่เป็นประเทศไทยนั้น เราจะพัฒนาไปใน ทิศทางใดตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้กําหนดไว้จริงเท็จอย่างไร วันนี้หน้าที่ของฝ่ายค้าน ต้องหักล้างในส่วนตรงนั้นครับ เราจะเห็นนะครับว่าวันนี้รัฐบาลพยายามที่จะมุ่งเน้น ในเรื่องของแผนพัฒนา สร้างความเชื่อมั่นในประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ ตามยุทธศาสตร์ทั้งหมด ๘ ข้อ ๘ ยุทธศาสตร์ ๑ แผนงานที่รัฐบาลฝากไว้กับสภาแห่งนี้ได้พิจารณา แนวทางของฝ่ายค้านเราต้อง ไม่เห็นด้วยกับแผนพัฒนาในส่วนตรงนี้ ผมต้องกราบเรียนในคําพูดของท่านฐิติมา ฉายแสง นะครับ ประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านก็บอกว่าท่านท้วงติงแล้วว่าให้รัฐบาล ใช้เวลาอีกสักนิดหนึ่งเพื่อดูสถานการณ์ เพื่อดูความรอบคอบกับสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ประเทศไทยนั้นจะได้รับการพัฒนาหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลของท่านถูกต้อง และถูกทางจริงเท็จอย่างไร วันนี้เราจะเห็นว่าสถานการณ์ของประเทศไทยนั้น เกิดความแตกแยก เกิดความเหลื่อมลํ้าของสังคมเป็ นอย่างมาก เราจะเห็นความเชื่อมั่น ในประเทศไทยนั้น ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ในการบริหาร ประเทศชาติของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าในการพิจารณางบประมาณปีหน้านี้นะครับ เราย้อนกลับมาดูงบประมาณในปีนี้ว่า รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินตรงตามยุทธศาสตร์ที่ใช้งบประมาณที่ขอกับรัฐสภาแห่งนี้ ไปมากน้อยขนาดไหน จะเห็นนะครับว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐบาลนี้มาขออนุมัติ วงเงินจากสภาแห่งนี้ ย้อนกลับไปก็ต้องขอบอกว่ายกเลิก ตอนนั้นมี พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มี พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องมา ปรับเปลี่ยน ปรับไปปรับมาจนไม่มีทิศทางที่จะบริหารประเทศชาติ ที่จะสร้างความมั่นคง หรือจะสร้างความมั่นใจให้กับประเทศชาติ หรือจะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างแท้จริงนะครับ ตรงนั้นผมอยากจะฝากให้รัฐบาลนํางบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นี้ไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายค้านเราก็จะให้การสนับสนุน ถ้าท่านคิดตริตรองได้ดีแล้วเรากลับมาพิจารณาใหม่ในส่วนตรงนี้ แต่ผมคิดว่าเวลา มันก็คงจะล่วงเลยไปในขั้นตอนที่จะพิจารณาในปี ๒๕๕๔ นี้ก็ต้องพิจารณาไป แต่เป็น คําท้วงติงของฝ่ายค้านว่าเราเห็นรายละเอียดของโครงการหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่รัฐบาล เสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าเราอยากจะเชิญชวนให้รัฐบาลกลับไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะเห็นว่างบประมาณนั้น จะบริหารราชการแผ่นดินตามยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์การสร้ำงความเชื่อมั่นของประเทศไทย ใช้เงินงบประมาณสูงถึง ๑๖๑,๙๘๙ ล้านบาท คิดเป็นงบประมาณถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่จะใช้ ในการที่จะผลักดันให้ยุทธศาสตร์นั้นขับเคลื่อนไปได้ ผมอยากจะดึงให้รัฐบาลกลับมา เห็นว่าวันนี้ความสําคัญของภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมุมมองนานาประเทศเขามี ทัศนคติในเรื่องมุมมองของประเทศไทยนั้นเป็นลบ ผมอยากจะโน้มน้าวให้ท่านนําไป พิจารณาใหม่ วันนี้เราพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ถ้ารัฐบาลพร้อมที่จะรับความคิดเห็น ของสมาชิกฝ่ายค้านนะครับ ผมคิดว่าวันนี้การฟื้นฟู การที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับ คนในประเทศไทยนั้นก็เป็นความสําคัญ แต่ผมไปดูงบประมาณที่เป็นสัดส่วนที่มอบให้กับ กระทรวงการต่างประเทศตามยุทธศาสตร์ที่ ๗ ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ วันนี้รายได้หลักของประเทศไทยนั้นพึ่งพากันในเรื่องของการส่งออก เป็นจํานวนมาก สูงถึงประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ในเรื่องของภาพลักษณ์ที่จะให้ กระทรวงการต่างประเทศที่เป็นหน่วยการตลาด ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว วันนี้ทูตหลาย ๆ ประเทศทํางานอย่างเหน็ดเหนื่อย ท่านคิดงบประมาณให้เขาเป็นสัดส่วนแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ มันเพียงพอหรือครับในเรื่องการที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ในเรื่อง ของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศได้เข้าใจสถานการณ์ เหตุการณ์ปัจจุบัน ในขณะนี้ ได้เข้าใจในเรื่องของการบริหารที่จะให้ความเชื่อมั่นในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว มันไม่เพียงพอครับ ผมจะโน้มน้าวให้รัฐบาลได้มุ่งเห็นว่าสัดส่วนการที่จะทุ่มเทไปให้กับในส่วนของต่างประเทศนั้น ผมคิดว่ามันสมควรแก่เหตุแล้วครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเราจะเห็นว่างบประมาณที่จะไป ให้กับกระทรวงการต่างประเทศนั้นมีจํานวนเพียงน้อยนิด แต่วันนี้ท่านเองก็เห็น ความสําคัญของกระทรวงการต่างประเทศมากพอสมควร แต่การกระจายงบประมาณนั้น น้อยเกินไป ถ้าเป็ นไปได้ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้พิจารณา ในสัดส่วนตรงนี้เพราะว่าอะไรครับ ความเดือดร้อนของทูตหลายประเทศมีความเป็นอยู่ อัตคัด หน้าตาดีแต่เงินไม่มี ผมบอกได้เลยนะครับว่าวันนี้เขาก็เดือดร้อน เขาต้องทํางาน ในเรื่องของการตอบปัญหา ตอบโจทย์หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย วันนี้เราจะเห็นว่าหลายประเทศนั้นให้ความสําคัญกับประเทศไทย หลายประเทศนั้น มารุมมองประเทศไทยว่าประเทศไทยจะพัฒนาประเทศไปได้อย่างไร จะแก้ไขปัญหา ความเหลื่อมลํ้าของสังคม จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนอย่างไร เขากลัวครับ เขากลัวว่าประเทศไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นในการล่มสลายของการที่จะสร้าง ความปรองดองของคนในโลกนี้ เราจะเห็นว่าในหลายประเทศมีสถานการณ์ที่เกิด ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มประเทศเอเชียกลาง เราจะเห็นว่า ความขัดแย้งในมุมมองทัศนคติของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลนั้นก็เป็นลบ เราจะเห็นว่า ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเองวันนี้ก็มีปัญหา มีปัญหาอะไรครับ ในเรื่องของงบประมาณ ไม่คล่องตัว กลุ่มประเทศกรีซที่ประสบปัญหาในเรื่องของภาวะขาดทุน ประเทศสเปนวันนี้ ก็เกิดภาวะขาดทุน ทําไมรัฐบาลไม่เชิญชวนให้คนในสภานี้ก็ได้ หรือคนในสังคม ของรัฐบาลก็ได้ ถ้าบอกว่าปรับลดเงินเดือนไปคนละ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ โดยท่านนายกรัฐมนตรี เป็นคนเริ่มก่อน คนต่อมาก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปรับลดเงินรายได้ ของตัวเองนั้นไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศนี้ เพื่อสร้าง ความมั่นคงและความมั่นใจของประชาชนต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าท่านสามารถทําได้ แล้วท่านก็โน้มน้าวพวกเราสิครับให้ดําเนินการตามนั้นเหมือนกัน ผมเชื่อมั่นว่าประชาชน ก็จะเข้าใจภาวะการบริหารของท่าน แต่วันนี้ท่านไม่ได้ทําอะไรเป็ นตัวอย่างให้ประชาชน ได้เข้าใจเลยว่าการบริหารประเทศชาติของท่านนั้นจะไปตรงตามยุทธศาสตร์ที่ท่าน กําหนดไว้หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาในปี ๒๕๕๓ นั้นผมบอกได้เลยว่าสอบตกครับ สอบตกไปหลายโครงการ ประชาชนยังไม่เกิดความเชื่อมั่น ปัญหาภาคใต้ก็ยังไม่ได้รับ การแก้ไข แต่โชคดีที่มีการพิจารณาในเรื่องของการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นมา ตรงนั้นผมก็เชื่อมั่นว่าจะเป็นกลไกในส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้เกิดการปรองดอง แล้วก็การแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นอย่างดีครับ
ในส่วนสรุปสุดท้ายผมอยากจะฝากในรายละเอียดนิดหนึ่งในส่วนของ กระทรวงการต่างประเทศ เราเห็นแล้วการทํางานในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ค่อนข้างจะยากลําบากกับงบประมาณที่ทางรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปให้ ผมยกตัวอย่างเช่นในงบเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่ท่านจัดสรรไปให้ ในงบประมาณกลางปีที่ผ่านมา จํานวนเงิน ๓๗๕ ล้านบาท ท่านแบ่งเป็น ๒ โครงการ โครงการที่ ๑ ๑๕๐ ล้านบาทไปให้กับกระทรวงการต่างประเทศเป็นคนบริหาร แต่ท่าน ตัดตอน ๑๗๕ ล้านบาทไปให้กับสํานักนายกรัฐมนตรีเป็ นคนบริหารจัดการ ๑๗๕ ล้านบาท ตรงนั้นท่านมาขอกับสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าท่านจะไปให้กับ กระทรวงการต่างประเทศเป็นคนบริหารจัดการในส่วนตรงนี้ แต่สุดท้ายท่านก็ไปแบ่งปัน งบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศคืนไปให้กับสํานักนายกรัฐมนตรีไปบริหาร ไปบริหารอะไรบ้างครับ ๑. ไปโรด โชว์ (Road show) เป็นเงินค่าเดินทางทั้งหมดประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท เป็ นการสร้างภาพลักษณ์โดยการให้ผู้บริหารประเทศเดินทางไป ประเทศต่าง ๆ ผมว่ามันไม่ถูกต้อง การเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่จะใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลนั้น ผมอยากให้รัฐบาลได้พึงระวังในการใช้งบประมาณในส่วนตรงนี้ เราสามารถตรวจสอบ ได้ครับ วันนี้ท่านบริหารงบประมาณนั้นไม่ไปตรงตามเป้ำประสงค์ แล้วผลสัมฤทธิ์ มันออกมาจึงไม่เป็นไปตามที่ท่านคาดหมายไว้ ผมเชื่อมั่นนะครับว่าการบริหารเงิน ก็เป็นส่วนหนึ่ง ก็ฝากคติไปให้กับรัฐบาลว่าการบริหารคนก็เป็นส่วนสําคัญ วันนี้ถ้าถาม บอกว่าท่านจะต้องมีข้อกล่าวหา เห็นหลายคนก็พูดในเรื่องของผู้ก่อการร้าย วันนี้ผมรู้ว่า ท่านกําลังตามจับผู้ก่อการร้ายอยู่ แต่บอกว่าคนกําลังนําไปจับนั้นเองก็ยังมีกรณีกล่าวหา ในเรื่องผู้ก่อการร้ายสากลอยู่ ผมเกรงว่าจะเป็ นผู้ก่อการร้ายที่มีอํานาจไปไล่จับ ผู้ก่อการร้ายที่ไม่มีอํานาจในส่วนตรงนั้น อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลว่า ให้พึงระมัดระวังในเรื่องภาพลักษณ์เป็นอย่างมาก แล้วก็ใช้งบประมาณให้ตรงเป้ำ ตรงตามความประสงค์ และไปมุ่งเน้นในเรื่องของยุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ สร้างความมั่นคง สร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ สร้างความรักของคน ในชาติให้มากที่สุด ขอขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขออ่านรายชื่อผู้ที่จะอภิปรายชุดต่อไปดังนี้นะครับ ดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ต่อด้วยท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ท่านสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ และท่านอรุณี ชํานาญยา เชิญดอกเตอร์รัชดา ๗ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในหมวดงบกลางที่จัดไว้สําหรับเงินสํารองจ่ายฉุกเฉิน โดยรัฐบาลกําหนด กรอบวงเงินไว้ที่ ๔๗,๖๐๐ ล้านบาทในสภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติเช่นนี้มีการก่อการจลาจล มีการปลุกระดมให้ประชาชนคนไทยลุกขึ้นมาเผาบ้านเมือง ทั้ง ๆ ที่เป็นแผ่นดินเกิด ของตนเอง มีกลุ่มคนที่เป็นผู้ทรยศชาติ หวังจะเห็นประเทศชาติเสียหายล่มจม การตั้ง งบประมาณเพื่อการสํารองฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราไม่อาจคาดการณ์ ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า จะมีความสูญเสีย มีความรุนแรงอย่างไรและโดยผู้ใด เราเพียงทราบแต่วันนี้ว่ายังมีกลุ่มคนที่คิดทําลายชาติ และรอเวลาออกมาสร้าง ความเดือดร้อนให้แก่ประเทศชาติเมื่อโอกาสมาถึง ท่านประธานคะ พี่น้องประชาชนอาจจะ ตั้งคําถามว่างบฉุกเฉินที่ตั้งไว้ถึง ๔๖,๗๐๐ ล้านบาทนั้นมันมากไปไหมสําหรับเหตุการณ์ ข้างหน้าที่เรายังคาดไม่ถึง แต่ถ้าท่านประธานพิจารณาเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจจะพอทราบได้ว่ามันไม่สูงเกินไปเลย ในกรณีจลาจล ที่เกิดขึ้นที่เมืองแอลเอ ปี ๑๙๙๒ เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดความเสียหายทั้งเมือง รัฐบาลกลาง ของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นถึง ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท อีกกรณีหนึ่งก็คือเหตุการณ์ ๙๑๑ ที่เมืองนิวยอร์ก รัฐบาลกลางให้เงินช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบกับเงิน ๔๖,๗๐๐ ล้านบาทที่จะช่วยฟื้นฟูกรุงเทพมหานคร พื้นที่อื่น ๆ ที่อาจจะเกิดความหายนะขึ้น ดิฉันคิดว่ามันไม่มากเกินไปเลยนะคะ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่หวังจะทําลายประเทศชาติ นําไปสู่ความเสียหาย ของอาคาร ๓๗ แห่ง มีผู้เสียชีวิต ๘๕ ราย ผู้บาดเจ็บ ๑,๔๐๒ คน และผู้ประกอบการ นับพันที่ได้รับความเสียหาย เปรียบเสมือนตายทั้งเป็น ทุกวันนี้รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตรการช่วยเหลือไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินสด การลดหย่อนภาษี การหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่า การหาแหล่งค้าขายให้ การเยียวยาต่าง ๆ ส่วนหนึ่ง ก็มาจากเงินกู้แล้วก็หวังว่าหากมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก เงินฉุกเฉินนี้จะได้จัดสรร มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ไม่มีการเยียวยาใดหรอกค่ะ ที่จะสามารถชดเชยความเสียหายและลบเลือนความเสียหายที่เกิดขึ้นในใจทั้งหมด ของคนทั้งประเทศให้หมดสิ้นไป ยังมีผู้เสียหายรายใหญ่อีกรายหนึ่งที่ต้องการ ความช่วยเหลือแล้วก็คิดว่าเงินฉุกเฉินนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็คือกรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่การเริ่มต้นการชุมนุมในวันที่ ๑๒ มีนาคม จนถึง ๑๙ พฤษภาคม กรุงเทพมหานคร มีค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่บุคลากร ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความสะอาดที่จะต้อง รับผิดชอบทําความสะอาดบริเวณพื้นที่ชุมนุมเก็บกวาดขยะวันละนับพันตัน ถ้าไม่เข้าไปเก็บผู้ชุมนุมก็ขู่จะเผารถขยะหรือขู่ว่าจะเผาศาลาว่าการบ้าง จะต้องจัดเงิน ส่วนหนึ่งให้กับพนักงานที่ดูแลในเรื่องทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล และหน่วยฉุกเฉินต่างๆ คิดเป็ นค่าใช้จ่ายวันละประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมาก็รวมแล้ว ๑๒๐ ล้านบาท และยังมีค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น จากการเผาทําลายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเผาสะพาน การทําลายกล้องวงจรปิด ค่าเสียหายเหล่านี้ถ้าได้รับการจัดสรรจากทางรัฐบาลก็จะช่วยเอื้ออํานวยให้ กทม. ลดภาระในเรื่องการบริหารงบประมาณได้เป็นอย่างยิ่ง เพราะในส่วนของกรุงเทพมหานครเอง ก็มีภาระที่จะต้องจัดสรรเงินเพื่อไปใช้ในการลงทุน การพัฒนากรุงเทพมหานคร เพื่อกลับสู่สภาพความเป็นเมืองที่น่าอยู่อีกครั้งหนึ่ง ที่ดิฉันกล่าวไปแล้วไม่ได้หมายความว่า เม็ดเงินฉุกเฉินจะเป็นประโยชน์เฉพาะกรุงเทพมหานครทั่วไปนะคะ เพราะความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการเผาบ้านเผาเมืองนั้นมันก็เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น ๆ ด้วย เช่น การเผาศาลากลาง จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมุกดาหาร ดังนั้น งบฉุกเฉินจํานวน ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ถ้าจัดสรรให้เป็นประโยชน์จะทําให้หน่วยงาน ราชการเข้าไปคลี่คลายปัญหาที่เกิดปัญหาขึ้นได้อย่างทันท่วงทีนะคะ
อีกส่วนหนึ่งที่ดิฉันจะขออภิปรายสนับสนุนก็คืองบของกระทรวง การต่างประเทศ ในครั้งนี้รัฐบาลจัดสรรไว้ ๗,๖๖๙ ล้านบาท คิดเป็น ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมด จะว่าไปแล้วดิฉันคิดว่ามันน้อยไปด้วยซํ้าสําหรับบทบาทหน้าที่ ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องเป็นองค์กรหลักในการเสริมสร้างสถานะและ บทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติอย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี วิกฤติการเมือง และจลาจลที่เกิดขึ้น อีกทั้งการเสนอข่าวที่บิดเบือนของสํานักข่าวต่างประเทศบางแห่ง ทําให้นานาชาติไม่มั่นใจและขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งแน่นอนที่สุดความไม่มั่นใจของต่างชาตินี้จะนําไปสู่ผลของการย้ายฐานการลงทุน และย้ายฐานการท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะต้องเร่งเดินหน้าสร้างความเข้าใจและความมั่นใจต่อนานาชาติ อีกทั้งจะต้องมีบทบาท อย่างสร้างสรรค์กับนานาชาติในระดับพหุภาคี กลุ่มอาเซียนและองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสําคัญที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ให้แก่ กระทรวงการต่างประเทศทําหน้าที่กอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยคืนมา
สุดท้ายดิฉันขอเป็นกําลังใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล เดินหน้าในการบริหารประเทศต่อไป อย่าได้ท้อแท้กับเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นนะคะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากการจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่ติดลบ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จริง ๆ บรรยากาศ ต่าง ๆ มันไม่เหมาะเลยในสถานการณ์ช่วงนี้ การบริหารคน งาน เงิน เวลา เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคมต่าง ๆ ไม่เอื้ออํานวยในด้านความเชื่อมั่น ประเทศไทยตอนนี้ ตกอยู่ในภาวะที่ขาดความเชื่อมั่น ประเทศไทยดูไปอีกมุมหนึ่งเหมือนกับโรงฆ่าสัตว์ คนไทยฆ่าคนไทย เรากินเงินเดือน เก็บภาษีจากคนไทย ใช้เงินภาษีของคนไทย จัดงบประมาณที่มาจากคนไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก การลงคะแนนของคนไทย แต่กลับกลายเป็นว่าคนไทยสั่งคนไทยฆ่าคนไทย มันเกิดขึ้น อย่างไรครับท่านประธาน แนวทางในการจัดสรรงบประมาณที่ผมดูจะขออภิปรายตามมาตรา ๕ มาตรา ๙ มาตรา ๒๗ มาตรา ๑๙ จากสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้ มันผูกพันกัน สถานการณ์ในช่วงนี้เวลาที่เป็นสุญญากาศมีหลายจุดด้วยกัน จากมาตรา ๕ การจัดสรรงบประมาณ ๕๐ กว่าล้านบาท ในด้านการปรองดอง การสมานฉันท์ ถือว่า ไม่มีเจตนาจะสมานฉันท์หรือปรองดองเลย มันใช้งบน้อยมากครับ กรมประชาสัมพันธ์ สื่อสารสนเทศต่าง ๆ การใช้สื่อบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้งให้สังคม อย่างรุนแรง ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย สื่อบางฉบับ สื่อบางช่อง โดยเฉพาะสื่อหลัก ใช้เวทีสื่อเป็นเครื่องมือในการทําลายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในด้านการเมือง อํานาจ และผลประโยชน์ นี่คือสิ่งที่เกิดข้อขัดแย้ง โฆษกบางคนเหมือนนักพากย์มวย พากย์ให้ คนไทยฆ่าคนไทย ให้คนไทยฆ่ากันเอง สื่อกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉาน ที่ทําลายล้างประเทศไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับท่านประธาน เงินงบประมาณที่ใช้ โดยเฉพาะงบที่ใช้ในด้านการประชาสัมพันธ์ของหลายกระทรวง กลับเข้าไปใช้ในการสร้างผลประโยชน์ให้สื่อ ไม่ว่าการประชาสัมพันธ์ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม หลังจากการปฏิวัติ ปี ๒๕๔๙ นําสื่อสารฝ่ายตรงข้ามกับการล้มล้างรัฐบาลเข้ามาเป็น สนช. จัดสรรงบประมาณเต็มรูปแบบ ไม่มีตัดงบประมาณ ไม่มีการตรวจสอบ การจัดสรรงบประมาณอดีตที่เราเคยใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความแตกต่างกัน อย่างชัดเจน ปรัชญาของการออกกฎหมาย ซึ่งท่านประธานก็เป็นนักกฎหมาย ปรัชญา ในการออกกฎหมายที่ดีที่สุดก็คือกฎหมายใดก็ตามที่สร้างความสุขให้พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ เกิดความแตกต่างกันไม่ว่าในด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านความมั่นคง กฎหมาย ปี ๒๕๔๐ ทําให้การเมืองแข็งแรง แข็งแกร่ง ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ให้ประเทศ การจัดสรรงบประมาณพี่น้องประชาชนมีความสุข มีแนวทางปรัชญาในการแยกแยะการบริหารประเทศจากการค้าเสรีที่ใช้กันเป็นองคาพยพ รวบรวมไปทั้งหมดทั่วประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๓ ของประเทศได้ใช้ แนวทางการบริหารประเทศโดยการแยกแยะการค้าแบบเสรีและประชานิยม หมายถึงว่า การค้าแบบเสรีให้ปลาใหญ่อยู่กับปลาใหญ่ไปแข่งขันกันเอง ไม่เอาปลาใหญ่มาอยู่กับ ปลาเล็กซึ่งจะถูกปลาใหญ่กิน ถ้าเปรียบเทียบในการเลี้ยงปลา ประชานิยมก็คือการเอาปลาเล็กมารวมอยู่ด้วยกัน แล้วก็ให้หัวอาหาร ส่งเสริมให้เกิด ความแข็งแกร่งแข็งแรงขึ้นมา ประชาชนมีความสุขโดยทั่วหน้ากัน หลังจากใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในการจัดสรรงบประมาณ ๒ ปีเข้า ๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ปรากฏว่าคนไทยฆ่ากันเองครับ หนี้สินขึ้นมาถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ กําลังจะไต่ ขึ้นมาเรื่อย ๆ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ราคานํ้ามันก็ต่างจากต่างประเทศถึง ๑๐ บาท ในการเก็บภาษีอากร กรมสรรพสามิตต่าง ๆ ไม่ว่าเหล้า บุหรี่ เบียร์ และนํ้ามัน แตกต่างกัน ความทุกข์ ความแตกแยก ความสมานฉันท์ ความปรองดองไม่มี เกิดความแตกแยกกัน อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าเรามาดูแนวทางการบริหารงบประมาณหรือการจัดสรร ภาคเศรษฐกิจอย่างเดียวผมไม่มั่นใจว่าประเทศไทยจะไปรอด มันจะเป็ นเหมือน ปราสาททราย จัดตั้งกันไป สวยหรูกันไป ใช้งบประมาณกันไป โกงกินกันไป แต่สุดท้าย การเมืองที่ไม่มีความแข็งแกร่ง ไม่มีความแข็งแรง จะทําลายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง อีกต่อไปไม่ว่าในระยะสั้น ในระยะกลาง หรือระยะยาว เพราะฉะนั้น ในช่วงที่เป็นสุญญากาศตรงนี้ โดยเฉพาะภาครัฐบาล ท่านประธานครับ ในช่วงเวลาที่เป็น สุญญากาศ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกตัดสินจาก กกต. ว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคเป็นเอกฉันท์เป็นเวลาที่อันตรายที่สุดของบ้านเมือง ผมเคยนําเสนอในสภา ครั้งหนึ่งแล้วว่าเวลาที่เป็นสุญญากาศตรงนี้เป็นอันตรายที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะมามอง ในแง่การจัดสรรงบประมาณอย่างเดียวไม่ได้ ในการจัดสรรงบประมาณ ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้วิจารณญาณในการใช้เวลาที่สั้นที่สุดในการพิจารณายุบพรรคหรือไม่ยุบพรรค ให้เกิดความเชื่อมั่นของรัฐบาล ของพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เดินไปได้ หรือถอยหลัง หรือตั้งหลักใหม่ ไม่ใช่ปล่อยห้วงเวลาให้เกิดขึ้นในแนวทางอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่อันตราย ที่สุดของประเทศ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในทางบวก ทางลบ หรือเสมอตัวในประเทศ โดยเฉพาะในการบริหารประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่าน ถ้าตั้งโจทย์ผิดจากการปรองดองจากคําพูด แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดการปรองดองเลย ตั้งแต่เริ่มต้น คําว่า ผู้ก่อการร้าย คําว่า ล้มเจ้า คําว่า จลาจล คําว่า ๒ มาตรฐาน คําว่า ปิดสื่อด้านเดียว คําว่า ใช้กฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเองด้านเดียว เป็นการทําลาย บ้านเมืองอย่างสูงสุดในช่วงนี้ ผมยังไม่เห็นแนวทางที่ท่านพูดและทําแล้วเริ่มต้น ผมตั้งถามไป ในช่วงการปรึกษาหารือในช่วงเช้าว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคลางแคลงว่า การสลายการชุมนุม การจลาจล การกระชับพื้นที่หรือการเรียกชื่ออะไรต่าง ๆ ให้สวยหรูสวยงาม ประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดว่าท่านไม่มีเจตนาที่จะปรองดองเลย เพราะว่าการสลายการชุมนุมประเด็นสําคัญคือหลังจากสลายแล้วมันมีการตรวจสอบ สถานที่ชุมนุม ถ้ามีการออมชอมตกลงการเจรจา มันจะต้องมีคนกลางเข้าไปตรวจอาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดพร้อมกับสื่อ คณะกรรมการทุกฝ่ายต้องเข้าไป เราจะเห็น อาวุธสงครามหรือไม่เห็นอาวุธสงคราม ถ้าท่านสลายการชุมนุมแล้วส่งคนของรัฐบาล เข้าไปตรวจเองทั้งหมดตรงนี้มันไม่ได้เกิดความเชื่อมั่นเลยครับ การตั้งข้อสังเกตข้อสงสัย ๗ ข้อด้วยกัน คือ ๑. คําว่าผู้ก่อการร้าย อยู่ราชประสงค์มีวงจรปิดเป็นหมื่นตัวมันหนี ไปได้อย่างไรข้อมูลต่าง ๆ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านผู้ประท้วงประท้วงอะไรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงท่านผู้อภิปรายที่ไม่ได้รักษาประเด็นคือที่พูดมานี้ยังไม่เกี่ยวกับเรื่องของ งบประมาณเลยครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
อย่างนี้นะครับท่านผู้อภิปรายครับ ผมก็เข้าใจว่าท่านพยายามยกประเด็นเรื่องการเมือง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิจ การบริหาร แล้วก็โยงมาถึงเรื่องงบประมาณ แต่ไม่อยากให้ยกตัวอย่างจนกระทั่งมันกลายเป็นนอกประเด็นงบประมาณนะครับ ขอให้ อยู่ในประเด็น เหลืออีก ๒ นาที สรุปเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากให้ ทางรัฐบาลถอนร่างออกไปก่อน มันเป็นเจตนาที่ผมชี้ให้เห็นว่าเราจะมามองจุดนี้จุดเดียว ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากนําเสนอต่อเลยครับท่านประธานว่าในด้านความเชื่อมั่น ในด้านการแก้ไข ความปรองดอง ความสมานฉันท์ ความเชื่อมั่นอย่างตํ่าในประเทศ ต้องเกิดขึ้น ต่างประเทศมีทูตต่างประเทศมาตลอด เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็น ที่มันไม่ควรจะยุติหรือจะกลับคืนสู่สภาพปกติหรือจะลามไป ที่ผมนําเสนอว่าระวัง สงครามกลางเมืองมันจะเป็นสงครามเต็มเมือง ถ้าตั้งโจทย์ผิดมันจะออกไปอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมนําเสนอตรงนี้อยากให้ท่านช่วยชี้แจงด้วยว่าการสลาย การชุมนุมนี่ ๑. วงจรปิดเป็นหมื่นตัว ๒. โทรศัพท์มือถือซึ่งถ่ายรูปได้เป็นหมื่นเครื่อง ๓. ปืนสไนเปอร์ ๔. ตึกสูง ๕. คนที่เข้าไปเป็นสันติบาลในกลุ่มผู้ชุมนุม ทหาร ตํารวจ
เอาประเด็นนี้ไปไว้สัปดาห์หน้าได้ไหมครับ มีการอภิปรายเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วนะครับ
ก็นิดหนึ่งครับ
ท่านสรุปเรื่องงบประมาณเลยครับ เหลือเวลานิดเดียว
ตรงนี้ผมอยากให้ถอนร่างครับ ก็นิดเดียวครับท่านประธานครับ นิดเดียวเพราะว่ามันยังขาดความเชื่อมั่นอยู่ตรงนี้ แล้วมันจะทําให้ประเทศเสียหาย ๖. เฮลิคอปเตอร์ซึ่งสามารถใช้ดาวเทียมส่องลงมาได้ การตรวจสอบ ทหาร ตํารวจ ต่าง ๆ เต็มไปหมด สื่อมวลชนทั้งในทั้งนอก มันควรจะมี การตรวจสอบร่วมกันเพื่อหาหลักฐานที่จะชี้ว่ามันเกิดการตั้งข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริงหรือไม่
ประท้วงประเด็นเดิมหรือเปล่าครับ คือผมได้ให้ผู้อภิปรายสรุปแล้ว ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เดี๋ยวท่านจะจบแล้วครับ ให้ผู้อภิปรายสรุปเรื่องงบประมาณได้แล้วนะครับ
ท่านประธานครับ อย่างนั้นผม ขอสรุปเลยว่าอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีใช้วิจารณญาณในการบริหารประเทศ อย่างเที่ยงธรรมที่สุด จุดหนึ่งที่เคยนําเสนอท่านก็คือเอาหัวโขนออก ใช้วิจารณญาณดี ๆ เราได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน ในการพิจารณางบประมาณวันนี้เงินภาษี มาจากพี่น้องประชาชน วันนี้ใช้เงินงบประมาณของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมด ไม่อยากให้คนไทยสั่งคนไทยฆ่าคนไทยครับท่านประธาน
เอาละจบแล้วครับ คืออย่างนี้ครับ เป็นความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านผู้อภิปราย ผมฟังดูก็ไม่ได้ไปกล่าวหาใครนะครับ เป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์อยากให้สร้าง ความเชื่อมั่นเรื่องความปรองดอง ความสมานฉันท์ แล้วจะทําให้ทุกอย่างดี
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่ต้องประท้วงหรอกครับ นั่งเถอะครับ จะได้ให้ผู้อภิปรายท่านต่อไป ท่านบุญยอดพอแล้ว ไม่อนุญาตให้ประท้วงแล้วครับ ไม่มีประเด็นอะไรที่เสียหายครับ เชิญท่านสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ เชิญท่านอภิปรายเลยครับ ไม่มีเสียดสีครับ ผมฟังอยู่ครับ ผมฟังตลอด ท่านบุญยอดนั่งเถอะครับ ขอความกรุณาท่านนั่งลงครับ นั่งลงเถอะครับ ประธาน ได้วินิจฉัยไปแล้วเชิญท่านนั่งลง เชิญนั่งลงครับ นั่นเป็นความคิดเห็นของท่านผู้อภิปราย ท่านผู้ฟังที่เขาฟังอยู่เขารู้ นั่งลงครับ ๆ ไม่เสียหาย ๆ นั่งลง ไม่ได้บอกว่าสื่อฉบับไหน พอแล้วนั่งเถอะครับ นั่งลงครับ ขอความกรุณาท่านบุญยอดครับ คือท่านไม่ได้ไปบอกใคร ท่านบอกสื่อ ฉะนั้นสื่อไหนไม่ทราบนะครับ ท่านไม่ได้ไประบุ เออ ถ้าฉบับนั้นฉบับนี้ หรือช่องนั้นช่องนี้ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้ยังไม่มีใครเสียหาย เป็นความคิดของท่าน เข้าใจครับ นั่งนะครับ จบแล้วครับ จบแล้ว ๆ ท่านไม่ได้ระบุให้ใครเสียหาย เป็นความคิด ของท่านว่าถ้าสื่อมีส่วนทําให้เกิดปัญหาความแตกแยกท่านก็บอกสื่อนั้นเป็นอย่างที่ ท่านว่า ท่านก็ไม่ได้บอกสื่อไหน เชิญนั่งเถอะครับ เชิญท่านผู้อภิปรายท่านต่อไป ท่านสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ๗ นาที เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมเอง ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในส่วนของกระทรวงกลาโหมและภาพรวมนะครับ ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลโดยเฉพาะ ภายใต้การนําของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราอยู่ในสภาพที่น่าเห็นใจครับ เพราะว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรุมเร้าจากปีที่แล้ว ปีนี้ก็ยังไม่จบครับ ปีนี้วิกฤติเศรษฐกิจ ก็เริ่มลามจากประเทศกรีซทางยุโรป หนําซํ้ามีวี่แววว่าจะไม่จบในเวลาอันสั้น เราถูกซํ้าเติม ด้วยสถานการณ์ที่คนไทยทุกคนช่วยกันเอาฟืนเผาบ้านตัวเอง ผมสังเกตการอภิปราย ที่ผ่านมาไม่มีใครดึงฟืนออกจากกองไฟเลยครับ ถ้าเช่นนั้นผมก็ขอดําเนินมาตรการ เช่นเดียวกันก็คือพูดความจริงให้หมด เพราะถ้าวันนี้เราไม่เริ่มต้นด้วยการพูดความจริง แล้วสังคมคงเดินหน้าไปไม่ได้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเอางบประมาณไปเพื่อสร้างบ้าน สร้างเมือง อีกฝ่ายหนึ่งก็พยายามเผาบ้านเผาเมืองอยู่ตลอดเวลา เราคงยอมรับสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่สร้างความมั่นคง เพื่อประเทศชาติ เปรียบเสมือนว่าพวกเราอยู่ในบ้านถ้าไม่มีรั้วที่แข็งแรง ไม่มีหลังคา ที่มั่นคง เราคงนอนไม่สะดวก กระทรวงกลาโหมก็เป็นเป้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ถ้าจะมาพิจารณากันในภาพรวมของงบประมาณในปีนี้ จะเห็นว่าสาระสําคัญไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยครับ คือกระทรวงกลาโหมเองได้รับเม็ดเงิน งบประมาณในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจลดลงจากปี ๒๕๕๒ จาก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มาเป็นในปี ๒๕๕๓ นั้น ๑๕๔,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ และในปีนี้มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายในส่วนของกระทรวงกลาโหมไว้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านต้องดูสาระที่สําคัญครับว่ากระทรวงกลาโหมได้รับเม็ดเงินในสัดส่วนต่อจีดีพีนั้น ตํ่าลงค่อนข้างเยอะ คือจากปีที่แล้วประมาณ ๙.๓ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ก็ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือลดประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะมาก แต่จํานวนเงินที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงนั้นไม่สําคัญหรอกครับ เพราะผมคิดว่ากองทัพที่ดีนั้นเราควรมีการปรับปรุง ยุทโธปกรณ์ควรมีการพัฒนาบุคลากรที่ต่อเนื่อง มีอาวุธเพื่อให้คงสภาพกองทัพที่มั่นคง เพื่อเป็นที่น่าเกรงขามกับประเทศเพื่อนบ้านหรือว่าภูมิภาคนี้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่า อํานาจการต่อรองทางเศรษฐกิจนั้นขึ้นอยู่กับความมั่นคงของทหาร แล้วก็ความสามัคคี ของคนในชาติด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงกลาโหมโดยเฉพาะกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ คนที่เป็นทหารหาญนั้นน่าสงสารครับ เขาเองนั้นรับใช้ชาติด้วยความมั่นคงแต่กลับถูกมองว่าเสียหายนะครับ กลับถูกมองว่า เป็นคนที่ทําร้ายประชาชน ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ถูกต้องหรอกครับ พวกผมก็ต้องบอกว่า ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่นั้นมีความเสี่ยงภัยจากอันตรายที่คุกคามจากอริราชศัตรู ภายในประเทศเองไม่ใช่จากต่างประเทศ คนเหล่านั้นต้องไปเสี่ยงภัย พี่น้องทหารต้องไป เสี่ยงภัยกับกองกําลังติดอาวุธที่ไม่ทราบฝ่าย แต่ผมก็คิดอยู่อย่างหนึ่งครับว่ามีขบวนการ คู่ขนานอยู่แทบทุกวงการไม่เว้นแต่ในสภาแห่งนี้ที่ช่วยกันทําลายจิตใจของทหาร เหยียบยํ่า จิตใจของพี่น้องประชาชนตลอดมา ประชาธิปไตยแบบไหนครับที่ทําร้ายประชาชน ประชาธิปไตยแบบไหนครับที่ตั้งด่านปิดล้อม จะค้นใครก็ค้นได้
มีผู้ประท้วงครับ ท่านผู้ประท้วงประท้วงเรื่องอะไรครับ
ประท้วง ท่านผู้อภิปรายนะครับ ขอให้ท่านถอนเมื่อสักครู่ที่บอกในสภาแห่งนี้มีการกล่าวร้ายทหาร ทําร้ายทหารอยู่ตลอดเวลา ขอให้ถอนประโยคเมื่อสักครู่นี้ครับ
ถอนคําว่าอะไรนะ
ประโยคที่ท่านได้กล่าวว่า ในสภาแห่งนี้มีขบวนการหรือมีผู้ที่กล่าวร้ายสถาบันทหารนี่ ทําร้ายสถาบันทหารอยู่ เป็นลักษณะนี้นะครับ เป็นประโยคอยู่เมื่อสักครู่นี้ คือฟังแล้วมันไม่ดีครับ ให้ถอนเถอะครับ ในสภาแห่งนี้เราพูดจาด้วยเหตุด้วยผลนะครับ วันนี้ผมก็ตั้งใจนั่งฟังทั้ง ๒ ฝั่ง ๒ ด้านว่า อะไรเป็นอะไร พยายามจะดูเรื่องงบประมาณอย่างเดียว แต่วันนี้ท่านมากล่าวในสภาแห่งนี้ มีขบวนการที่กล่าวร้ายใส่ร้ายป้ำยสีทหารตลอดเวลาว่าทหารฆ่าประชาชน ขอให้ถอน ตรงนั้นนะครับ
เอาละครับ คือประธานวินิจฉัยนะครับ ประธานนั่งฟังอยู่ก็ไม่ได้มีถ้อยคําอะไรที่เสียหายนะครับ ท่านประเสริฐ ประธานวินิจฉัยแล้วครับไม่ต้องถอนครับ อภิปรายต่อ พอแล้วครับ คือเป็นความคิดเห็นของท่านผู้อภิปราย แล้วไม่ได้ไประบุว่าเป็นใครนะครับ ฉะนั้นไม่มีใคร เสียหายหรอกครับ นั่งนะครับ เชิญนั่งครับท่านประเสริฐครับ เชิญผู้อภิปรายต่อ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม สรวุฒิ เนื่องจํานงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขอบคุณท่านประธานที่ใช้วิจารณญาณที่ถูกต้องนะครับ เพราะว่าการประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ นั้นถ้าท่านถูกพาดพิงโดยตรงเท่านั้นท่านถึงลุกขึ้นมาตอบโต้ได้
อภิปรายประเด็นงบประมาณครับ
ครับ ขนาดของกองทัพที่เหมาะสม ผมคิดว่าเราเองเราต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตยุทโธปกรณ์เพื่อลดความสูญเสีย เมื่อเข้าไปปราบปรามหรือว่าเมื่อเข้าไปต่อสู้กับข้าศึกภายในต่างประเทศ แต่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่างบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมไม่ค่อยได้รับความสําคัญ สักเท่าไร เพราะจากเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นสูงสุด ๓๐ หน่วยงานราชการที่บรรจุอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับนี้ กระทรวงกลาโหมเป็นการเพิ่มที่น้อยที่สุดกระทรวงหนึ่งนะครับ ผมมีความห่วงในส่วนนี้ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ปกป้ องพี่น้องประชาชนจากอริราชศัตรู ภายในหรือภายนอกเท่านั้น ยังมีหน้าที่ในการรักษาความสงบ สร้างความสมานฉันท์ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันที่พวกเรารักและเทิดทูน ท่านประธานครับ บางคนผมก็คิดว่าชอบความรุนแรงตลอดมา ก็อยากจะเห็นว่าคนต่างด้าวบางท่าน ที่เคยมีวาสนาเป็ นอดีตผู้นํานั้นก็นิยมความรุนแรงตลอด ชอบเกี่ยวกับเรื่องอาวุธ ยุทโธปกรณ์นี่ละครับ ท่านประธานฟังผมก่อนท่านประธานจะหยุดนะครับ กรรมมันมีจริงครับ เหมือนที่ท่านผู้อภิปรายฝ่ายค้านเคยบอกไว้ มีข้อเท็จจริงที่ออกมาเนื่องจากกรรมกําหนด นี่ละครับ บอกว่ามีคนต่างด้าวบางคนไปทําสัญญากับประเทศอังกฤษในการซื้อ ยุทโธปกรณ์โดยเอาไก่ไปแลก แต่โชคร้ายครับไก่จํานวนนี้ถูกยาฆ่าแมลงตาย แล้วสื่อ ในประเทศอังกฤษก็ตีกันยกใหญ่เลยครับว่าจะทําให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้น ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ ไม่แดงออกมานะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานได้ตรวจสอบพฤติกรรม ของคนที่เป็นคนต่างด้าวที่จะสร้างความเสียหาย ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น ยังข้ามไป สร้างความเสียหายในต่างประเทศ ล่าสุดครับ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วก็ข้ามไปประเทศ ศรีลังกา
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับท่านผู้ประท้วง
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อ ๖๑ ให้พูดอยู่ในประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ แล้วอย่าไปพูดเสียดสีในทางใส่ร้ายผู้อื่นนะครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ กรุณาเตือนด้วยครับ
ครับ ท่านเหลือเวลาอีก ๑ นาที ๑๘ วินาที ขอความกรุณาสรุปประเด็นงบประมาณ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างไร ไม่ต้องไปยกตัวอย่างอะไรหรอกครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม สรวุฒิ เนื่องจํานงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมยืนยันว่า สิ่งที่ผมพูดอยู่ในกรอบงบประมาณ เพราะผมไม่อยากให้รัฐบาลทําซํ้า ทําผิดซํ้า ในกรณี ที่ปั่นป่ วนในบ้านเมืองยังไม่พอ ผู้นําประเทศบางท่านที่เป็นอดีตผู้นํานั้นก็ยังไปทํา ความเสียหายในต่างประเทศอีก
คือท่านผู้อภิปรายขอความกรุณาครับ เรากําลังช่วยกันพิจารณางบประมาณ เอาเรื่อง งบประมาณ ไม่ต้องไปเท้าความอดีต แล้ววันนี้ท่านผู้นํารัฐบาลก็พยายามสร้างบรรยากาศ ปรองดอง สมานฉันท์ เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็น่าจะช่วยกันเดินแนวนั้น สรุปเรื่องงบประมาณเถอะครับ
ครับท่านประธาน ถ้าอย่างนั้น ผมขอสรุปว่ากระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงที่น่าสงสารครับ ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็จะ ถูกโจมตีอย่างเข้าใจผิด ท่านเคยเห็นอกเห็นใจคนที่เป็นลูกหลานที่อยู่ในกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ บ้างไหม คนเหล่านี้ไปต่อสู้แทนเรา เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ในต่างประเทศ มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านหรือใครก็ตาม คนเหล่านี้เรียกว่าไปสละชีพ แทนเราแต่กลับต้องมาถูกเข้าใจผิด ถูกโจมตีจากข้อหาที่ไม่เป็นความจริงครับ ทุกคน ในประเทศวันนี้รู้ความจริงอยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเรารับรู้ด้วยสายตา ขบวนการที่มุ่งหมาย จ้องทําลายสถาบันที่เป็นที่รักและเทิดทูนของเรานั้นมีอยู่จริงครับ บางคนผมก็เห็น พูดอีกเวทีหนึ่งเป็นอย่างนี้ พอออกไปข้างนอกก็พูดอีกอย่างหนึ่ง จิตใจท่านทําด้วยอะไร ท่านลองถามตัวเองดู ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านต่อไปครับ ท่านอรุณี ชํานาญยา ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรุณี ชํานาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันได้รับมอบหมายให้อภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในหัวข้อยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบไว้ ๑๖๑,๙๘๙ ล้านบาท แล้วก็ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้ ๑๘๖,๓๖๔.๕ ล้านบาท ทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นั้น ที่ดิฉันสนใจ อยากอภิปรายนั่นก็คือ ในเรื่องของแผนการปลุกจิตสํานึกให้ประชาชนมีความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ แผนสร้างความสมานฉันท์สามัคคีของคนในชาติ การรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ งบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลจะต้องกู้มาเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในงบขาดดุลที่รัฐบาลตั้งไว้ เพราะรายได้จากการ ประมาณการของรัฐบาลนั้นอยู่ที่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งดิฉันเองก็ยังไม่คาดหวังว่า รัฐบาลจะเก็บภาษีหรือเก็บรายได้เข้าเป้ำ ๑,๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้น เป็นความกังวลค่ะท่านประธาน ในยุทธศาสตร์ที่ดิฉันจะได้อภิปรายนั้นเกี่ยวข้อง กับแผนงานทั้ง ๒ แผนงาน ซึ่งได้ตั้งในหัวข้อของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ หลายหน่วยงานด้วยกัน ชื่อแผนงาน การสร้างค่านิยมในการปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็คือ การสร้างค่านิยมในการปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ และส่วนที่สอง ก็คือเสริมสร้าง ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธานที่เคารพคะ เราคงจะจําได้ว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น เมื่อไม่นานนี้เอง ปี ๒๕๔๙ เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ของพวกเราพสกนิกรชาวไทยทุกคนต่างปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น และปีนั้นเอง ก็เป็นปีที่ตรงกับประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพคะ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่ในชีวิตของดิฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีคนไทยคนไหนที่ไม่มีความรู้สึกปลื้มปี ติยินดี ทุกคนต่างล้วนปลื้มปี ติยินดี เป็นล้นพ้นทั้งสิ้น งบประมาณที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเอาไปใช้ในการจัดงาน มันคุ้มค่ามหาศาลค่ะ จะกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นล้านบาท ดิฉันคงไม่ติดใจสงสัย เพราะนั่นคือ ภารกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณและรัฐบาลชุดนั้นได้กระทําให้คนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งชาวโลกได้มีความรัก ความเทิดทูน และหวงแหนสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ท่านประธานที่เคารพคะ แต่น่าเสียดายว่ามันเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองเรา เมื่อทุกครั้งที่มีปัญหาการเมืองนี่มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีความพยายามที่จะเอาประเด็น คําว่าความจงรักภักดีมาเป็นเครื่องมือในการทําลายล้างกัน เพราะหลังจากที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ใช้งบประมาณในการจัดงานเฉลิมฉลองไม่ถึงปี รัฐบาล ชุดนั้นก็ถูกยัดเยียดข้อหาหมิ่นสถาบัน ซึ่งเป็นข้ออ้างข้อหนึ่งของการทําการปฏิวัติ รัฐประหารค่ะ มีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามยัดเยียดข้อหาให้ หลังจากนั้นก็เกิดความวุ่นวาย มาตลอดจนผ่านไปถึงรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช ผ่านไปถึงรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และปัจจุบันรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความวุ่นวาย ก็ยังไม่จบสิ้น ท่านประธานคะ กลุ่มคนเสื้อแดงหรือที่เรียกว่า นปช. และส่วนหนึ่งที่ถูก ยัดเยียดข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น เบื้องต้นได้มาทําการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา คืนอํานาจให้ประชาชน แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นอีกนั่นแหละกลับถูกยัดเยียดข้อหาขบวนการ ล้มเจ้าเข้ามาอีก พูดมาถึงตรงนี้ดิฉันจึงอยากจะเสนอให้รัฐบาลที่ได้ตั้งงบประมาณไว้ ตรงนี้ว่าให้เรารัก เทิดทูน หวงแหน พระมหากษัตริย์ ท่านใช้งบประมาณเหล่านี้ได้ไหม ในการที่จะไปไล่ล่ากลุ่มคนที่พยายามจะดึงเอาสถาบันที่เรารัก เทิดทูน หวงแหนนี้ มาทําลายล้างกันทางการเมือง ดิฉันขอเสนอนะคะ และดิฉันก็ยังเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ และมีความสงสัยว่ารัฐบาลชุดของท่านนี่จะเป็นบุคคลที่มีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในนั้น หรือเปล่า ท่านลองใช้ความพยายามดูนะคะท่านประธาน อันนี้เป็ นประเด็นหนึ่ง ในยุทธศาสตร์ที่จะนําไปสู่การที่จะสร้างความเชื่อมั่นของประเทศและทําให้เกิด ความมั่นคงของรัฐไทยของเราได้
ท่านประธานที่เคารพคะ ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของแผนงาน การสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดอง ของคนในชาติ ท่านตั้งงบประมาณไว้ หลายหน่วยงานมากเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นที่สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านตั้งไว้ ๕๑ ล้านบาท ท่านตั้งไว้อยู่ในสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ๒๕ ล้านบาท ในสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ๑๐ ล้านบาท กองบัญชาการกองทัพไทย ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท กองทัพบก ๓๐ ล้านบาท กองทัพเรือ ๑๐ ล้านบาท กองทัพอากาศ ๐.๖ ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ๑๑.๒ ล้านบาท กรมการปกครอง ๔๐.๓ ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมอีก ๔.๕ ล้านบาท ให้ท่านแบ่ง งบประมาณในส่วนนี้ไปรักษาเทิดทูนสถาบันของเราให้ดีนะคะ แต่แผนงานการปรองดอง ที่ท่านจะใช้ในงบประมาณส่วนนี้ดิฉันค่อนข้างไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยนั้นเพราะว่า มันมีความรู้สึกที่เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ ณ วันนี้ยังถูกประชาชน ครึ่งค่อนประเทศมีความสงสัยว่าจะทําให้เกิดความปรองดองได้หรือไม่ หน่วยงานทหาร กองทัพ ไม่ว่ากองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หน่วยงานสภาความมั่นคง กอ.รมน. เหล่านี้ที่ท่านตั้งงบประมาณไว้นั้นมันจะไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน คนไทยครึ่งค่อนประเทศได้อย่างไร แล้วในขณะที่ตัวนายกรัฐมนตรีเองวันนี้ท่านก็ยังถูกสงสัย และประชาชนทั่วประเทศ ค่อนประเทศยังเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าท่านเป็นผู้สั่งการในการสลายการชุมนุมจนเกิด การตายเกือบร้อยศพ มันจะนําไปสู่การปรองดองได้อย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกต ร่วมกันไหมคะท่านประธานที่เคารพ หน่วยงานทหารจะมีความสามารถได้อย่างไรที่จะไป ทําเรื่องของการปรองดอง เพราะทหารต้องอยู่ในค่าย และทหารก็ต้องไปรบอยู่ชายแดน ปกป้ องผู้รุกราน หํ้าหั่นกับผู้ร้ายต่างประเทศที่จะมารุกรานบ้านเมืองของเรา ทหารไม่ใช่ ที่จะต้องมาทําหน้าที่นี้ ท่านควรจะใช้งบประมาณตรงนี้ไปให้สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้พระสงฆ์องค์เจ้าเป็นผู้นําธรรมะไปสั่งสอน ไปเผยแพร่ ทําให้พี่น้องประชาชนไทย มีความสงบในจิตใจและเกิดการปรองดองขึ้นมันไม่ดีกว่าหรือคะ ดิฉันเองขออนุญาตนะคะ มีความคิดเห็นที่ต่างกับอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ด้วยความเคารพท่าน คือท่านชวน หลีกภัย ท่านบอกว่าวันนี้ประชาชนรู้สึกไม่ดีกับตํารวจ แต่เชื่อมั่นกับทหาร แต่ในความเห็นส่วนตัวของดิฉันแล้วเท่าที่ดิฉันได้สัมผัส กับพี่น้องประชาชน ดิฉันมีความรู้ สึกว่าเขาเชื่อมั่นในตํารวจแต่ไม่ไว้วางใจทหาร ความเห็นของฝ่ายการเมืองเรายังแตกต่างกันได้ แต่ล้วนแล้วเป็นข้อมูลที่ต้องมาพูดกัน ฉะนั้นแผนการปรองดองนั้น ท่านประธานที่เคารพคะ มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องมาขบคิดร่วมกัน วันนี้ภาวะผู้นําของประเทศของเราจะต้องประกอบไปด้วยในหลาย ๆ เรื่องที่จะนํา การปรองดองแล้วก็ใช้งบประมาณมาสู่แผนปฏิบัตินั้น นายกรัฐมนตรีหรือผู้นําประเทศ ต้องมีความยุติธรรม มีจริยธรรม มีคุณธรรมที่สูงส่ง และที่สําคัญความจําต้องดีด้วย ท่านประธานคะ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะบางคนขึ้นสู่ที่สูงไปแล้วมักจะจําอะไรข้างหลัง ไม่ค่อยได้ เช่นเดียวกันค่ะ ท่านคงจําได้นะคะ การปรองดอง ท่านนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ท่านเป็นอดีตผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านได้พูดมาตลอดอยากเห็น การปรองดอง ท่านจําได้ไหมว่าเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่มีกลุ่มพันธมิตรมาล้อม รัฐสภาแห่งนี้ แล้วมีตํารวจไปสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สนํ้าตา และวันนั้นก็มีการสูญเสียชีวิต ๒ ชีวิตเกิดขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้หลังจากเกิดเหตุการณ์ได้ ๒ วัน ท่านพูดต่อสื่อค่ะ ดิฉันติดตามการทํางานของท่านในฐานะที่ท่านก็เคยเป็นอดีตที่ดิฉันได้ตั้งความหวัง ไว้กับประเทศไทยคนหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่วันนี้ความหวังนั้นฝันสลายไปแล้ว ท่านประธาน ที่เคารพ วันที่ ๙ ตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีในขณะที่เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้พูดบอกว่าผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเราจะมีรัฐที่ทําร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส และยังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ ณ บัดนี้เขาสูญเสียไปแล้ว นายกรัฐมนตรีไปยัดเยียดข้อหา ใส่เขาอีก พฤติกรรมอย่างนี้ไม่มีทางนําพาซึ่งความสมานฉันท์ ปรองดอง ไม่มีทางนําพา ซึ่งความสมานฉันท์ ปรองดอง นี่เป็นคําพูดของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันซึ่งตอนนั้น เป็ นผู้นําฝ่ำยค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงทัศนคติความเห็นต่อเหตุการณ์ การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม เช่นเดียวกันค่ะท่านประธาน ถ้าท่านนึกถึงคําพูดวันนั้นนิดหนึ่ง ท่านคงจะไม่ยัดเยียดข้อกล่าวหาโดยผ่าน ศอฉ. ว่าพี่น้องประชาชนที่เป็นการ์ด (Guard) นปช. ๕๐๐ คนนั้นเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วตัวดิฉันเอง ซึ่งเป็น ส.ส. ท่านทราบไหมคะ ยังถูกเหวี่ยงแหยัดเยียดข้อหาว่าเป็นท่อนํ้าเลี้ยงให้กับ กลุ่มผู้ก่อการร้ายอีก เป็น ๑ ใน ๑๐๖ คนที่ถูกไม่ให้ทําธุรกรรมการเงิน ดิฉันเดือดร้อนค่ะ เพราะดิฉันอาจจะไม่รํ่ารวยเหมือนท่านประธาน ไม่รํ่ารวยเหมือนท่านรัฐมนตรี แต่ดิฉัน ก็เป็น ส.ส. คนหนึ่งที่ใช้เงินค่าตอบแทนแต่ละเดือนต้นเดือนชนปลายเดือน แต่วันนี้ตอนนี้เดือดร้อนเพราะการเหวี่ยงแหของท่าน ท่านประธานที่เคารพคะ นั่นยังไม่เท่านะคะ ความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีในขณะที่เป็ นผู้นําฝ่ำยค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรที่จะนํามาซึ่งการปรองดองวันนี้มีความเห็นและคําพูดต่อการเสียชีวิต ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อโบว์ ขออนุญาตเอ่ยนามของท่านต่อวิญญาณของท่าน ที่เสียไปแล้ว ท่านบอกว่าเขาเป็นเด็กสาวซึ่งจบการศึกษาดี ไปชุมนุมด้วยความเชื่อ อย่างบริสุทธิ์ว่าเขาไปพิทักษ์ความถูกต้อง แล้วรัฐบาลเป็นคนหรือเปล่ากระทํากับบุคคล ถึงขั้นเสียชีวิตแล้วยังยัดเยียดปรักปรําใส่ร้ายบอกว่าเขาพกพาอาวุธอีก วันนี้เหตุการณ์ เปรียบขึ้นไม่ต่างกันเลยค่ะท่านประธานที่เคารพ คงจําได้นะคะวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ มีผู้หญิงสาวที่ชื่อคุณเกศเป็นผู้ช่วยอาสาพยาบาล ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ในทุ่งสังหารหมู่ก็คือวัดปทุมวนาราม ซึ่งวัดปทุมวนารามนั้นท่านเจ้าอาวาส บอกว่าเป็นเขตอภัยทาน แต่กลับกลายเป็นทุ่งสังหารหมู่ไปแล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้น เป็นผู้ช่วยอาสาพยาบาลถูกยิงเสียชีวิตในขณะที่ยังเป็น
คุณอรุณีมีผู้ประท้วงครับ เชิญนายแพทย์สุกิจครับ ประท้วงอะไรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เที่ยวนี้ ผมขอประท้วงท่านประธาน ทั้งท่านที่แล้วสืบเนื่องมาจนถึงท่านประธานเองด้วยนะครับ มันจะเป็นการอภิปรายงบประมาณไปได้อย่างไรครับถ้าท่านปล่อยให้พูดในเรื่อง เหตุการณ์ที่แล้วมาอย่างนี้ตลอด ประชาชนเขาก็ไม่ได้ฟังสิครับว่ารัฐบาลตั้งงบประมาณมานี้ ถูกต้องหรือเปล่า ผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า มีข้อบกพร่องตรงไหนหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าให้ท่านช่วยควบคุมการประชุมด้วยครับ ให้พูดอยู่ในประเด็นงบประมาณให้สมกับที่รัฐบาลอุตส่าห์เปิดประชุมสมัยวิสามัญ มาเพื่อจะให้มาพูดเรื่องงบประมาณกันในวันนี้ ขอบคุณครับ
ต้องขอคุณอรุณีพูดให้อยู่ในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ด้วยนะครับ ก็เหลืออีกไม่ถึงนาทีนะครับ ขอเชิญต่อครับ
ท่านประธานคะ เมื่อกี้เวลาดิฉัน เหลือเกือบ ๒ นาทีนะคะ เจ้าหน้าที่ได้เบรก (Brake) เวลาตอนประท้วงไปหรือเปล่าคะ ดิฉันจําได้ว่าเหลือ ๑ นาทีกว่า ๆ
ปกติเวลาประท้วงจะหักเวลานะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ที่ดิฉันพูด ก็เพราะว่าวันนี้ผู้นําประเทศต้องเป็นผู้นําในการปรองดอง แล้วท่านจะต้องเป็นผู้ที่ใช้ งบประมาณแห่งการปรองดองที่เสนอต่อสภาแล้วความเชื่อมั่นมันจะไม่เกิด เพราะฉะนั้น ที่ดิฉันพูดให้เห็นเหตุ เห็นภาพ ก็เพราะอยากจะให้ถอนงบประมาณด้วยนะคะ ท่านประธานที่เคารพ อีกนิดเดียวก็จะจบแล้วค่ะ
สุดท้ายนี้ท่านบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นพันธมิตรมีสิทธิที่จะ ทําถูกทําผิดได้แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิทําผิด ไม่มีสิทธิทําร้ายประชาชน นั่นคือจุดยืน ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคําพูดของท่านค่ะ วันนี้ท่านยังมีจุดยืนนั้นอยู่หรือเปล่า เพราะท่านจะต้องเป็นผู้นําในการที่จะนําไปสู่แผนการปรองดองที่ใกล้จะถึงในอนาคตนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าท่านลองกลับไปทบทวนใหม่ว่างบประมาณที่ท่านเสนอขึ้นสู่สภานั้น ดิฉันเองเป็นผู้ไปยกกล่องงบประมาณจากตึก ๓ ข้างหลังขึ้นรถในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม มีความรู้สึกว่างบประมาณกล่องนั้นเป็นงบประมาณเลือด แล้วพระราชบัญญัติที่ถูกเสนอ ที่เรียกว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นั้นมีความสงสัยว่าจะถูกเสนอโดยนายกรัฐมนตรี ที่มือเปื้อนเลือดหรือเปล่าท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปท่านนายกรัฐมนตรีจะขอตอบชี้แจงนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จในบางประเด็นนะครับ ที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้าในเรื่องของการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ สิ่งที่ท่าน สะท้อนมาเป็นการสะท้อนเป็นอย่างดีว่าบ้านเมืองของเรามีช่องว่างในเรื่องของความเชื่อ ความเข้าใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความไว้วางใจที่มีต่อกลุ่มบุคคล ต่าง ๆ ที่ท่านเปรียบเทียบไม่ว่าจะเป็นกรณีของทหาร ตํารวจ แล้วก็ได้มีการเสนอแนะว่า จะต้องดึงคนทุกกลุ่มรวมทั้งพระสงฆ์ หรือองค์กรทางศาสนา และองค์กรอื่น ๆ เข้ามาร่วม ในการดําเนินการในเรื่องของแผนปรองดอง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอซึ่งคงจะมองตรงกัน แล้วก็จะมีการดําเนินการเพื่อให้การเดินหน้าของการปรองดองนั้นเป็นอยู่ในบรรยากาศ ที่ทุกฝ่ายมีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจของความสําเร็จนะครับ
อย่างไรก็ตามท่านได้อภิปรายพาดพิงถึงกระผม เอาละครับ อาจจะต้องการ ให้คนคิดไปอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ผมขอเรียนยํ้าอีกครั้งนะครับ จุดยืนที่ผมเคยแสดงไว้ ในวันที่ ๗ วันที่ ๘ วันที่ ๙ ตุลาคม ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของผมจนถึงปัจจุบันนี้ ผมยืนยันนะครับว่าไม่ได้ขัดแย้งกันหรอกครับ ผมอยากจะยํ้าอีกครั้งว่าจุดยืนในวันนั้น สิ่งแรกที่ผมได้แสดงก็คือว่าเมื่อมีการมาประท้วงเรียกร้องชุมนุม โดยเฉพาะเป็ น การเรียกร้องที่มีข้อเรียกร้องทางการเมือง ผมพูดชัดครับว่าคนเป็นรัฐต้องรับฟัง และผม ก็ยังไม่ได้พูดด้วยซํ้าครับว่าไม่จําเป็นที่จะต้องเชื่อฟัง ความหมายวันนั้นก็คือว่าขณะนั้น มีการเรียกร้องอย่างมากให้รัฐบาลในขณะนั้นลาออก ไม่อยากให้ยุบสภา อย่างนี้เป็นต้น ผมยืนขึ้นอภิปรายในสภาให้ความคิดเห็นผมก็บอกว่าการจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ในขณะนั้นลาออกหรือนายกรัฐมนตรีสมชายในขณะนั้นลาออก ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นปัญหาที่เกิดความคลางแคลงใจว่าถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องชุมนุม และกดดันสามารถให้ดําเนินการตามนั้นได้ ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะมีมากกว่า หรือน้อยกว่าในสังคมที่ไม่เห็นด้วย แล้วเราก็จะมีการสร้างบรรทัดฐานซึ่งอาจจะผิดไปก็ได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นจุดยืนชัดของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเช่นเดียวกัน แต่การรับฟังผมคิดว่า มันแสดงออกได้ครับ ผมได้ยํ้าไปแล้วว่าช่วงระยะเวลา ๒ เดือนของเหตุการณ์ ผมได้ แสดงออกทั้งในเรื่องของการที่เข้าไปเจรจาโดยตรงกับแกนนําก็ดี การเสนอแผนปรองดอง ที่ได้รับฟังความคิดเห็นในข้อเรียกร้องเรื่องของการยุบสภาก็ดี อย่างที่ผมเชื่อว่าไม่ได้มี นายกรัฐมนตรีท่านอื่นเคยดําเนินการมาก่อน อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งซึ่งผมได้แสดง
ประการที่ ๒ เรื่องปัญหาการเสียชีวิตของพี่น้องประชาชน กระผมก็ได้ กราบเรียนครับว่าอยู่ในกระบวนการที่จะต้องมีการตรวจสอบ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมยืนยันได้ ในนโยบายของรัฐบาลและ ศอฉ. ของกองทัพด้วย ก็คือว่าเราพยายามอย่างยิ่งในการหลีกเลี่ยง ไม่ให้เกิดการสูญเสีย และไม่มีกรณีใด ๆ หรอกครับที่จะไปสั่งทําร้ายพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่มีแนวทางซึ่งก็คงจะได้มีการพิจารณาอภิปรายกันต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่านได้เปรียบเทียบกรณีการเสียชีวิตของน้องโบว์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงของการเคลื่อนไหว ของกลุ่มพันธมิตรกับพยาบาลอาสาท่านหนึ่งที่เกิดขึ้นเข้าใจว่าที่วัดปทุมวนาราม ผมก็ขอกราบเรียนนะครับว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เคยไปกล่าวหา บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บว่าคนคนนั้นจะต้องเป็นผู้ก่อการร้าย ผมเพียงแต่บอกว่าการชุมนุมเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะแตกต่างจากครั้งอื่น ๆ และเห็นได้ชัด ก็คือว่ามีกลุ่มบุคคลซึ่งใช้อาวุธ แม้กระทั่งอาวุธสงครามต่อเจ้าหน้าที่ แม้กระทั่ง ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมไปถึงในบางกรณีเชื่อได้ด้วยครับว่ามีการให้กองกําลัง ทําร้ายประชาชนแม้กระทั่งผู้ชุมนุมด้วยกันเอง คนที่ได้รับความสูญเสียนั้นเราไม่ได้ไป กล่าวหาเขาเลยครับ และผมก็ได้ลุกขึ้นมาชี้แจง ๒ ครั้งแล้วในการประชุมในวันนี้ว่า เราไม่ได้ไปกล่าวหาบุคคลที่มาชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ และต้องไม่ลืมนะครับ เหตุการณ์ความสูญเสียไม่เคยเกิดขึ้นในบริเวณราชประสงค์คือตรงเวทีเลยครับ เพราะนั่นคือจุดยืนของรัฐบาลที่ดําเนินการมา ๒ เดือนด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง กรณีของพยาบาลอาสานั้นก็เป็นกรณีซึ่งเรากําลังค้นหาข้อเท็จจริงกันอยู่ครับ ผมทราบว่า เหตุที่เกิดขึ้นที่วัดปทุมวนารามมีบุคคลที่ถูกยิง แล้วก็กลุ่มพยาบาลอาสาหรือกลุ่มแพทย์อาสา พยายามเข้าไปช่วยเหลือครับ แล้วก็นําบุคคลที่ถูกยิงในช่วงแรกเข้าไปในเต็นท์ที่อยู่ ในวัดครับ แล้วก็มีการกราดยิงในเต็นท์เช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ก็อยู่ในช่วงที่มีการสอบสวน กันอยู่ว่าใครเป็นผู้กระทําอย่างไร และผมไม่ได้กล่าวหาพยาบาลอาสาแน่นอนเลยครับ ผมพูดคุยกับคนที่เข้าไปทํางานที่เป็นอาสาสมัครด้วยความเข้าใจกันนะครับว่าแต่ละคน มีหน้าที่ทําอะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมขอยืนยันในจุดยืนเดิมนะครับ และขอเรียนครับว่าเรื่องต่าง ๆ ต้องมีการพิสูจน์ และผมพร้อมให้มีการพิสูจน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของผู้ที่ทํางานในระดับนโยบายก็ดี แม้กระทั่งระดับผู้ปฏิบัติ ที่มีการซักซ้อมกัน ผมขอยืนยันว่าทุกคนพร้อมที่จะให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็ นความเชื่อของท่าน สิ่งที่ท่านอาจจะพยายามจะบอกกับ พี่น้องประชาชนอีกจํานวนหนึ่งจะจริงจะเท็จอย่างไรก็ต้องมีการพิสูจน์กัน
ผมก็อยากจะยืนยันว่า ณ วันนี้รัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการที่จะสร้าง กระบวนการปรองดอง เราเดินหน้าในการทําในสิ่งที่เราคิดว่ามีความจําเป็นสําหรับ บ้านเมืองของเราแต่เราต้องไม่ปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ทุกอย่าง ทั้งความรุนแรง แม้กระทั่งประชาชนผู้บริสุทธิ์มาเป็นโล่มนุษย์ มาทําการยึดบ้านยึดเมืองได้ตามใจชอบ ผมจึงอยากให้พวกเราทุกคนแยกแยะครับ ผมได้พูดไปในการแถลงต่อพี่น้องประชาชนครับว่า อย่างไรเสียพวกเราอยู่ในบ้านเดียวกันแต่เราต้องจัดการกับคนที่เผาบ้านครับ ส่วนคน ที่อยู่ในบ้านแล้วคิดแตกต่างกันว่าบ้านควรจะเป็นอย่างไร เราก็มาพูดคุยกันในฐานะ คนบ้านเดียวกัน ขอบคุณครับ
คุณบุญยอดประท้วงผมอีกเช่นเคยใช่ไหมครับ
ท่านผู้ทําหน้าที่ประธาน ในที่ประชุมครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ แม้ว่า เรื่องนี้จะเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ ผมยิ่งคิดว่าวันนี้เป็นวันที่ สําคัญมากที่ท่านไม่ควรมาทําหน้าที่เป็นประธานในวันนี้ เพราะว่าท่านเองและสมาชิก บางคนในที่นี้ล้วนแล้วแต่ร่วมกับการชุมนุมมาตั้งแต่ต้นทั้งสิ้น จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ ที่เลวร้ายมาจนกระทั่งถึงวันที่ผ่านมา ผมคิดว่าท่านไม่สามารถที่จะควบคุมอย่างเป็นกลาง ได้หรอกครับที่จะทําให้การประชุมงบประมาณในวันนี้ผ่านพ้นไปได้ ตั้งแต่เช้ามาท่านก็คง จะเห็นว่ามีความพยายามที่จะนําเอาสถานการณ์ต่าง ๆ เข้ามาพูดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่วาระ อย่างนั้นนะครับ
สรุปแล้วคุณบุญยอดประท้วงเรื่องอะไรนะครับ
ผมประท้วงว่า ท่านไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นกลางในการทําหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมแห่งนี้ ผมคิดว่า ผมขอทําหน้าที่การเป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร ผมขอใช้สิทธิของผมที่จะเดินออกจาก ห้องประชุมแห่งนี้จนกว่าท่านจะลงจากบัลลังก์ครับ
ก็เป็นสิทธิที่ทําได้นะครับ ก็ต้องเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับขณะนี้มีกระบวนการ ยื่นถอดถอนผมอยู่ เราก็รอให้การดําเนินการเป็นไปตามกระบวนการนะครับ
(นายเชน เทือกสุบรรณ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณเชนประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และข้อ ๖๑ ผมนั่งรับฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในญัตติของการอภิปรายงบประมาณ ผมพยายาม ที่จะทําใจเป็ นกลางเหมือนกัน แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าเป็ นที่ต้อง คิดเหมือนกัน เพราะว่าจนกระทั่งสมาชิกอภิปรายเกือบจะจบและนั่งฟังจนจบ ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกได้อภิปรายไปเรื่อย ๆ ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณ ผมคิดว่าท่านประธานจําเป็นต้องควบคุมการอภิปรายโดยไม่จําเป็นต้องให้พวกเรา ประท้วงครับ ผมคิดว่าการประท้วงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นที่ชอบใจของใครก็ตาม แต่ว่าการประท้วงเกิดขึ้นเนื่องจากท่านประธานไม่ได้พยายามทําหน้าที่ของท่านประธาน อย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และข้อ ๖๑ และขออนุญาตว่าถ้าท่านประธานกรุณากํากับการอภิปรายให้สมาชิกอภิปราย อยู่ในญัตติที่เรากําลังอภิปรายก็จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ก็ต้องขอสมาชิกทุกฝ่ำยละเว้นการอภิปรายที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง งบประมาณ แต่พาดพิงได้นิดหน่อยครับ ผมยินดีและจะสังเกตว่าเมื่อมีการพาดพิง ผมก็เปิดโอกาสให้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้อภิปรายชี้แจงอย่างเต็มที่นะครับ ไม่ได้มี การท้วงติงหรือรวบรัดอะไรเลย นี่คือความเป็นธรรมที่จะต้องให้กับทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ
ต่อไปผมจะอ่านรายชื่อไว้ให้เลยนะครับ ท่านจะได้เตรียมอภิปรายได้ตามที่ วิปเสนอมานะครับ คุณรณฤทธิชัย คานเขต ๗ นาทีนะครับ คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ๑๕ นาที คุณสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ๘ นาที นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ๑๕ นาที คุณฮอชาลี ม่าเหร็ม ๗ นาที คุณสงวน พงษ์มณี ๑๕ นาที ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ๗ นาที พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ๑๕ นาที คุณรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๗ นาทีครับ ต่อไปเชิญคุณรณฤทธิชัย คานเขต ๗ นาทีครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รณฤทธิชัย คานเขต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดแค่ ๒ เรื่อง เพราะเวลา ๗ นาที คงพูดอะไรได้ไม่มากนัก แต่อยากจะขอกราบเรียนว่าของกรมทางหลวง ซึ่งจริง ๆ แล้ว จังหวัดยโสธรมีเส้นทางสาย ๒๓ เขาเรียกถนนแจ้งสนิท จากจังหวัดอุบลราชธานีเส้นนี้ จะยาวไปถึงบ้านไผ่ เป็นเส้นทางสายแรก เป็นเส้นเลือดของพี่น้องภาคอีสานตอนล่าง ที่จะเข้ากรุงเทพฯ เมื่อสมัยก่อน ผมเคยพูดไว้เมื่อตอนปี ๒๕๓๙ ว่าถนนเส้นนี้คือ ถนนดับสนิท เพราะว่าพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาโดยใช้เส้นทางหมายเลข ๒๓ เกิดอุบัติเหตุมากเหลือเกิน ตอนนั้นพออภิปรายแล้วก็ได้รับเงินงบประมาณในการที่จะ ก่อสร้างจากทาง ๒ เลน (Lane) เป็น ๔ เลน แต่ก็เริ่มมาจากบ้านไผ่ มาช่วงประมาณสัก ๔-๕ ปีที่แล้วก็ได้มาจากจังหวัดอุบลราชธานี แต่ว่าจังหวัดยโสธรพี่น้องประชาชน ใช้เส้นทางสายนี้จากอําเภอเมืองออกมาสู่อําเภอคําเขื่อนแก้วไปอําเภอเขื่องในที่จะไป จังหวัดอุบลราชธานีแคบมากเลย อุบัติเหตุเกิดขึ้นตลอดเวลา ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ผมเรียนเชิญท่าน บอกท่าน ไปดูหน่อยได้ไหมว่าทําไมจากจังหวัดยโสธรออกมาเงินงบประมาณในการที่จะก่อสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนตรงจุดนี้มันไม่เคยมีมาเลย ท่านก็ให้ความกรุณา ท่านก็ไปตรวจดู และตอนนี้ก็เห็นได้ข่าวว่าท่านให้ช่างลงไปสํารวจแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะได้ หรือไม่ได้อย่างไร ขอฝากไว้ด้วย เพราะมันเป็นส่วนที่พี่น้องประชาชนที่เขาจะสัญจรไปมา และตอนนี้พี่น้องจากภาคอีสานตอนล่างที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯ ก็จะต้องผ่านจังหวัดยโสธร จากจังหวัดยโสธรตีออกไปสายสุวรรณภูมิแล้วไปออกโคราช เส้นทางสายนี้คนใช้ เยอะมากเลย ก็ขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงทางกรมทางหลวงไว้ด้วย
อีกอันหนึ่งคือกรมทางหลวงชนบทนะครับ ผมมีโอกาสได้ไปเปิดงานถนนไร้ฝุ่น ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองท่านไปเป็ นประธาน ท่านพูดกับ พี่น้องประชาชนว่าถนนไร้ฝุ่นมีความจําเป็น และผมเองผมก็ถามกับท่านที่นี่ว่าถนนไร้ฝุ่น ในจังหวัดยโสธร ผมเองกับ ส.ส. พิกิฏ ศรีชนะ เราไม่สามารถที่จะทําโครงการได้ เพราะว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ชัดเจนห้ามผู้แทนราษฎรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง โครงการและงบประมาณของรัฐ แต่ว่าเราเป็นตัวประสานนะครับ ประสานเพื่อที่จะให้ พี่น้องที่เขาเดือดร้อนทําเรื่องเสนอ แล้วเราก็ให้ทางหลวงจังหวัดได้เข้าไปสํารวจ ส่วนใหญ่ก็ออกแบบไว้แล้ว แต่เห็นได้ข่าวว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๓ งบโครงการ ไทยเข้มแข็งก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยพึ่งใบบุญจากงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ว่างบตัวนี้มันยังมีอยู่หรือเปล่า แล้วจะแก้ไขอย่างไร เพราะทั้งประเทศกรมทางหลวงชนบท ได้งบประมาณประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ เส้นทางที่จําเป็นต้องใช้ ผมเชื่อว่าอย่างน้อย ๆ มี ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ สาย ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึง หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบว่าจังหวัดยโสธรถนนไร้ฝุ่นยังจะมีอยู่อีกหรือเปล่า ก็ฝากไว้ ๒ เรื่อง สําหรับกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวงแผ่นดิน
แต่ว่าตัวสําคัญที่สุดจริง ๆ อยากจะพูดวันนี้ ไป ๓ นาทีแล้ว พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ท่านตรัสตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ว่านํ้าคือชีวิต แต่ผมไม่รู้ว่ารัฐบาล ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้เอาสมองของตัวเองนี่คิดถึงเรื่องที่พระองค์ท่านตรัสเพื่อให้พวกเรา ได้มีจิตใต้สํานึกในการจะแก้ไข พี่น้องเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศถ้าไม่มีนํ้าแล้ว มันจะประกอบอาชีพอย่างไร แต่ว่าสําคัญที่สุดพี่น้องภาคอีสานวันนี้ ๑๙ จังหวัด ผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณเมื่อปี ที่แล้ว ผมอยากรู้ข้อมูลว่าระบบชลประทาน ในภาคอีสานบ้านเรา ๑๙ จังหวัดมันมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ทําไมคนมันยากจน เกษตรกร ทําไมมันตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าความยากจน เงินทองไม่มีเข้าบ้าน ใครชักจูงไปไหนก็ไปกันทั้งนั้นเพราะอะไร เพราะมันไม่มีงาน ผมเคยคุยกับลูกหลานพี่น้องที่อยู่กรุงเทพฯ บอกกลับบ้านเสียทีสิ อยู่ที่นี่แล้วเราทําอะไรกันบ้าง เงินเหลือจ่ายกันบ้างไหม มีเงินเก็บเงินกํากันหรือเปล่า เขาบอกไม่มี อ้าวแล้วทําไมไม่กลับบ้าน อยู่บ้านมีนาไหม มี อ้าวแล้วทําไมไม่กลับไป ทํางานที่บ้านเรา อาชีพอิสระด้วย เขาบอกกลับไปอย่างไรนํ้ามันไม่มี จะไปประกอบอาชีพ อะไร ผมขอข้อมูลจากทางกรมชลประทาน จากหน่วยงานซึ่งเกี่ยวข้องกับนํ้าทั้งหมด ปรากฏว่าภาคอีสานมีระบบชลประทานอยู่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๑๐.๑๖ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วภาคอื่นล่ะ ภาคกลางตอนที่ข้อมูลออกมา ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ภาคเหนือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภาคใต้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณภาคตะวันออกยัง ๒๗ เปอร์เซ็นต์เลย คนภาคอีสาน ๑ ใน ๓ ของประเทศครับ พื้นที่ ๑ ใน ๓ ของประเทศ แต่ได้รับเงินงบประมาณในการที่จะไปแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้านี่เอานํ้าซึ่งมันไหลกันอยู่ หน้าบ้านผมมีแม่นํ้าชีแต่เอานํ้าจากแม่นํ้าชีเข้าไปสู่นาไม่ได้เพราะมันขาดเงินงบประมาณ ปี นี้พอได้รับหนังสืองบประมาณเอามาเปิ ดดู ท่านประธานครับ มันน่าเจ็บใจไหม ภาคอีสานเอาอีกแล้วครับ ได้รับเงินงบประมาณน้อยที่สุด แล้วมันจะไปไล่ตามเขาทัน ได้อย่างไร ครอบครัวที่เป็นเกษตรกรจะสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนได้อย่างไรครับ ไม่เคยคิดเอาพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาไตร่ตรองกันเลยว่า นํ้าคือชีวิต วันนี้นํ้าแบ่งออกเป็ น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือนํ้าที่มันมีต้นทุนอยู่แล้ว อย่างภาคอีสานมีแม่นํ้าชี มีแม่นํ้ามูล เป็นแม่นํ้าสายหลัก มีแม่นํ้าพรหม มีแม่นํ้าสงคราม มีแม่นํ้าอีกหลายสาย จังหวัดเลยก็มี มันมีแม่นํ้าสายหลัก มีแม่นํ้าสายย่อย แต่ว่ามันเอานํ้า ขึ้นไปไม่ได้ เพราะมันขาดเงินงบประมาณ ความคิดมีบ่แพ้ ทุนสิค้าหากบ่มี อันนี้คือ คนภาคอีสานเขาพูดมาอยู่ตลอดเวลา วันนี้มาดูงบประมาณของกรมชลประทาน บวกกับหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของกรมชลประทาน มีกรมชลประทาน มีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมทรัพยากรนํ้ากับกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล ปีนี้เอาเงินงบประมาณที่ได้ลงภาคอีสาน เท่าไร ภาคอีสาน ๑ ใน ๓ ของประเทศ งบประมาณที่ได้เท่าไร
แต่ว่าอันหนึ่งที่อยากจะฝากเป็นของกระทรวงมหาดไทยก็คือเรื่องไฟฟ้ำ เพื่อการเกษตร มันมีส่วนหนึ่งที่มีแหล่งนํ้าต้นทุนอยู่สามารถที่จะเอานํ้าเข้าไปสู่ไร่นาได้ ในส่วนหนึ่งมันไม่มีแม่นํ้าไหลผ่าน ไม่มีคู คลอง หนอง บึง แก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ได้ไหม ได้ครับ ผมทํามาแล้วโดยใช้บ่อเจาะ ซึ่งชาวบ้านเขาเจาะของเขาเองอยู่แล้ว แต่ว่าเขาใช้นํ้ามันไม่ได้เพราะนํ้ามันมันแพง ๑ ไร่ในตอนที่ไฟฟ้ำเพื่อการเกษตรยังไม่ลงไป เขาทําหอม กระเทียม ตกไร่หนึ่งประมาณ ๔,๐๐๐ บาทถึง ๕,๐๐๐ บาท พอเขามีเงิน งบประมาณตอนนั้นใช้งบเอสเอ็มแอล (SML) มีอยู่ ๕ หมู่บ้าน ได้ไป ๑,๒๕๐,๐๐๐ บาท
กรุณารวบรัดด้วยครับ ใช้เวลาเกินไปนาทีหนึ่งแล้วครับ
ครับ ถ้าอย่างนั้นนิดเดียว ผมจะสรุป ให้เห็นว่ามันสามารถแก้ไขได้ มันจะมีงบเอสเอ็มแอลอยู่ พอดีเขาได้หมู่บ้านละ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ๕ หมู่บ้านเขาได้ ๑,๒๕๐,๐๐๐ บาท ผมขอให้ อบต. สมทบอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ๑,๒๕๐,๐๐๐ บาท เขาไลน์ (Line) ไฟ ๓ เฟส (Phase) เข้าไปแล้วก็มีหม้อแปลง ๕๐ แค่นั้น แล้วสายอ่อนที่จะเอาต่อเข้าไปเพื่อที่จะ ไม่ต้องใช้นํ้ามัน ใช้ไฟฟ้ำแทน เขาทําของเขาเองครับ แล้วผลสุดท้ายเป็นอย่างไร รู้ไหมครับ ลดต้นทุนจาก ๔,๐๐๐ บาทถึง ๕,๐๐๐ บาทต่อไร่ เขาทําหอม กระเทียม เหลือไร่ละ ๖๐๐ บาท นี่ผมอยากให้หน่วยงานที่ฟังอยู่ เจ้าหน้าที่ที่ฟังอยู่ในห้องอยู่ที่ ตึกวุฒิสภา หรือตึกของเรา ช่วยพิจารณาหน่อยว่าไฟฟ้ำเพื่อการเกษตรที่บอกว่าจะให้ รายละ ๔๐,๐๐๐ บาท เอาไปรวมกันได้ไหม แล้วไลน์ไฟให้เขาเข้าไปเลย ที่บ้านผม ที่อําเภอคําเขื่อนแก้วมันมีอยู่ ๓ ตําบลเขารออยู่ตอนนี้ ปัจจุบันเขามีบ่อเจาะแล้ว เหลือเฉพาะแต่ไลน์ไฟเข้าไปให้เขา ผมว่าใช้จุดหนึ่งประมาณสัก ๑,๐๐๐ ไร่ หรือ ๒,๐๐๐ ไร่ ปกติถ้าใช้สถานีสูบนํ้าย่อยประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ ต้องใช้เงินสําหรับที่จะตั้งสถานี กับมีคลองนี่ตกแล้วประมาณ ๒๐ ล้านบาท แต่ตัวนี้ผมว่าไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็สามารถแก้ไขปัญหาพี่น้องได้แล้ว ก็ฝากท่านประธานไปถึง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการไฟฟ้ำส่วนภูมิภาคช่วยปรับแผนหน่อย รายละ ๔๐,๐๐๐ บาทปรับรวมกัน ได้ไหม แล้วไลน์ลงไปเป็นทุ่งเลย ตัวนี้จะเกิดประโยชน์ครับ ขอบคุณมากครับ เวลาเกินไป นิดหนึ่งต้องขออภัยครับ
ต่อไปเชิญคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจาก พรรคเพื่อไทยให้มาอภิปรายในยุทธศาสตร์ที่มีความสําคัญ ๒-๓ เรื่อง ก่อนที่จะเข้าสู่ เนื้อหานั้นผมขออนุญาตได้กล่าวถึงลักษณะของงบประมาณในการบริหารประเทศที่ดีนั้น จะต้องเป็นอย่างไร
ประการแรก การพัฒนาประเทศนั้นต้องเป็นการพัฒนาสู่ความยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศและนําพี่น้องประชาชนไปสู่ความสุขได้
ประการถัดมานั้นก็เป็นการใช้เม็ดเงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า
ประการถัดมานั้นก็คือเรื่องของการสร้างความเป็ นธรรมในสังคม เป็นการสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้าน การเมือง แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมก็ตาม นอกจากนั้นแล้วยังต้องมีการกระจายตัว ของงบประมาณที่ลงทุกพื้นที่นี้อย่างมีความทั่วถึงและเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเปิดดูงบบูรณาการจังหวัด ไปดูที่จังหวัด นครราชสีมาได้รับงบประมาณ ๒๖๒ ล้านบาท ในหมวดค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ได้รับ การสนับสนุน ๘๓ ล้านบาท ไปลงที่อําเภอวังนํ้าเขียวอําเภอเดียว จังหวัดนครราชสีมา มี ๓๒ อําเภอ อีก ๓๑ อําเภอเขาไม่ได้เดือดร้อนหรืออย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่เป็นตัวอย่างของการกระจายงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็ไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นงบประมาณของปี ๒๕๕๔ นี้เป็นการตั้งในลักษณะขาดดุล ซึ่งตั้งไว้ ประมาณ ๒.๐๗ ล้านล้านบาท ในที่สุดรัฐบาลต้องมีความจําเป็นที่จะต้องกู้เงินมาชดเชย ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่งผลให้พี่น้องคนไทยของเรานั้นมีหนี้สินต่อหัวต่อคนเพิ่มขึ้น สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังนั้นได้เคยส่งสัญญาณเตือนรัฐบาล บอกว่าถ้ารัฐบาลกู้เงินตามพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วจะส่งผลให้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นเพิ่มเป็น ๖๒ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ รัฐบาล ไม่ได้ฟัง รัฐบาลก็ยังเดินหน้ากู้เงินในเรื่องนี้ แล้วก็ทําให้ประเทศนั้นมีหนี้สินที่เกิดจาก การกู้เงินเป็นจํานวนมาก รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ในเรื่องงบประมาณไว้ ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ผมจะขออภิปรายใน ๒-๓ ยุทธศาสตร์ ที่มีความสําคัญ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ในการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ตั้งงบประมาณไว้ ๑๖๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ งบตัวนี้ได้เพิ่ม ขีดความสามารถในการบริหารโครงการที่เรียกว่า หนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอทอปนั้น เพียง ๓๐๑ ล้านบาท ก็ยังดี ยังดีที่ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ นั้นได้ตั้งไว้เพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปีนี้ตั้งไว้ ๓๐๑ ล้านบาท ดีที่ได้เพิ่มขึ้น ท่านประธานครับ แต่งบ ตัวนี้ยังไม่เพียงพอในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ในการส่งเสริมอาชีพ ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งได้รับประโยชน์ในเรื่องรายได้จากโครงการโอทอปนี้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ารัฐบาลปัจจุบันนี้ไม่ได้ส่งเสริมและไม่ได้มีความสนใจเรื่องของ โครงการหนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด
แผนงานที่สอง ก็คือแผนงานในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ รัฐบาลตั้งงบไว้ทั้งสิ้น ๑๙,๑๐๒ ล้านบาท วันนี้ปัญหาภาคใต้ดํารงอยู่ แล้วก็ดํารงอยู่มาตั้งนานแล้วตั้งแต่หลายรัฐบาลที่ผ่านมา มิหนําซํ้ารัฐบาลปัจจุบันยังได้ ขยายผลของความขัดแย้งกว้างไกลเข้าไปอีก โดยได้ผ่านร่างกฎหมายที่มีความสําคัญฉบับหนึ่ง ในเรื่องการจํากัดคํานิยามของคําว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดิมนั้นมีอยู่ ๓ จังหวัดก็คือ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส เปลี่ยนนิยามของจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น ๕ จังหวัด เพิ่มจังหวัดสตูล และเพิ่มจังหวัดสงขลา ท่านประธานที่เคารพครับ ๒ จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ในการท่องเที่ยว การที่รัฐบาลได้กําหนดให้เป็นเขตปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น ๕ จังหวัดนั้นจึงเท่ากับเป็นการทําลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศ แล้วก็ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ ๒ จังหวัดนั้นเสียหายขึ้น เพราะต่างประเทศและคน ในประเทศจะเชื่อมั่นรัฐบาลนี้อย่างไร
ยุทธศาสตร์ในเรื่องความมั่นคงของรัฐ เป็ นความจริงนะครับ ที่กระทรวงกลาโหมนั้นได้รับงบประมาณในปี ๒๕๕๓ ๑๕๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ กําลังจะได้รับ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นในสัดส่วน ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลเกรงใจกองทัพเป็นพิเศษ เพราะว่ากองทัพนั้นมีส่วนในการสนับสนุน ในการจัดตั้งรัฐบาลที่บริหารประเทศในปัจจุบันนี้อยู่ เรียกว่ากองทัพขออะไรมา ได้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินกริพเพน (Gripen) ไม่ว่าจะเป็นรถถังจากประเทศ ยูเครน หรือบอลลูนซึ่งกําลังจะส่งมอบอีกไม่กี่วันนี้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศนี้อยู่ในสภาวะกู้เงิน จนลืมถึงสถานะการเงินและการคลังของประเทศ ไปดูเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ในการเสริมสร้างกองทัพในปี ๒๕๕๔ เอากองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองบัญชาการกองทัพไทย เอางบประมาณมารวมกันทั้งสิ้นเป็นงบจัดซื้ออาวุธ เพียงอย่างเดียวประมาณ ๓๓,๒๙๖ ล้านบาท ถามสักคําเถอะครับว่าท่านซื้ออาวุธทุกปี ผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องมาจนถึงปี ๒๕๕๕ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ท่านยัง ก่อหนี้ผูกพันในการซื้ออาวุธอีกจนถึงปี ๒๕๕๘ อีกหลายหมื่นล้านบาท ท่านเอาไปซื้อ อาวุธอะไรมากมายขนาดนั้น ในขณะที่ประเทศนั้นยังไม่ได้มีสงครามต้องสู้รบกับ ต่างประเทศแต่อย่างใด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามแผนป้ องกันประเทศ ท่านประธานครับ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ มีงบประมาณจากการนี้รวมทั้งสิ้น ๖,๒๗๓ ล้านบาท ถามว่างบประมาณจํานวนมาก ขนาดนี้ท่านเอาไปทําอะไร ยิ่งช่วงนี้มีข่าวในเรื่องต่าง ๆ หลังจากการสลายการชุมนุมมา มากมาย บอกว่ามีการเบิกงบประมาณมาส่วนหนึ่งถึงวาระเป็ นประมาณร่วม ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในการสลายการชุมนุมของพี่น้องประชาชน ก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็ นอย่างไร ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องตอบคําถามในประเด็นนี้ ด้วยเหตุผล หลายอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงเหตุผลข้อ ๓ ก็คือ ยุทธศาสตร์ในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ต้องเรียนว่าผมไม่ได้เห็นด้วยเลย กับการบริหารงานของรัฐบาล แล้วก็การผ่านร่างงบประมาณฉบับนี้ เพราะรัฐบาล ขาดยุทธศาสตร์ที่มีความชัดเจน มีความซํ้าซ้อน ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย และที่สําคัญนั้น รัฐบาลบริหารงานโดยขาดหลักธรรมาภิบาล ผมขออนุญาตท่านประธานได้ยกกรณี ตัวอย่างการขาดหลักธรรมาภิบาลของรัฐบาล โดยยกตัวอย่างถึงกรณีการสลายการชุมนุม หลักในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้นประกอบด้วย ๕ หลัก ท่านประธานที่เคารพครับ
เรื่องแรก หลักนิติธรรม เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเป็นธรรม และด้วยความยุติธรรม แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ ที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้สลายการชุมนุมตามหลักกติกาสากลแต่อย่างใด
เรื่องที่สอง หลักคุณธรรม หลักคุณธรรมเป็ นการยึดความถูกต้อง มีความอดทน มีความอดกลั้น และมีจริยธรรม ตอนสลายการชุมนุมรัฐบาลได้ประกาศ นโยบายหนึ่งบอกว่าจะตัดนํ้า ตัดไฟ แล้วก็งดการสนับสนุนในเรื่องการส่งเสบียงอาหาร ให้กับผู้ชุมนุม นานาอารยประเทศเขาไม่เคยทําหรอกครับ ในเรื่องการตัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ นอกจากนั้นแล้วมีการยิงกระสุนปืนจริงเข้าไปในวัดปทุมวนาราม ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นอธิบดีกรมการศาสนาได้เข้ามา
ผมต้องขอคุณประเสริฐพยายามหลีกเลี่ยงสักนิด ไม่อย่างนั้นก็จะมีผู้ประท้วงนะครับ
ท่านประธานครับ ผมได้ ยกตัวอย่างการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีซึ่งรัฐบาลนี้ขาดธรรมาภิบาล ซึ่งเป็ น ยุทธศาสตร์ที่ ๘ ของการแถลงนโยบายรัฐบาลในครั้งนี้
เรื่องที่สาม หลักคุณธรรม ต่อนิดเดียวท่านประธานที่เคารพครับ คุณธรรม ที่ได้กล่าวถึงก็คือมีการยิงปืนโดยอธิบดีกรมการศาสนานั้นไม่ออกมาแสดงความรู้สึก แต่อย่างใดในการยิงในวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทาน ถ้าเปรียบเทียบการชุมนุม ๒ อย่างนี้แล้ว ความน้อยเนื้อตํ่าใจของการชุมนุม ๒ กลุ่มคนนั้นมีต่างกันครับ ม็อบที่เรียกว่าเสื้อเหลืองนั้น ทหารไม่เคยสลายการชุมนุมอย่างนี้ แต่ม็อบที่เรียกว่าเสื้อแดงนั้นทหารใช้กําลัง อย่างรุนแรง มีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตเป็นจํานวนมากซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรื่องที่สี่ หลักความโปร่งใส ความโปร่งใสนั้นก็คือการไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ด้วยความเป็นธรรม ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้ รัฐบาลนั้นเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว สื่อหลักที่เป็นของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นทีวีก็ดี ไม่เคยให้ความสําคัญกับพี่น้องประชาชนที่เสียชีวิตและได้รับ การบาดเจ็บเสียหายแต่อย่างใด กลับไปให้ความสําคัญในเรื่องของอาคาร ร้านค้าต่าง ๆ ที่ถูกทําลาย แล้วก็มีการเยียวยากันต่อเนื่อง ไม่เคยพูดถึงที่พี่น้องประชาชนเสียชีวิต แล้วต้องได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้ละครับ ผู้เสียชีวิตร่วมร้อยกว่าคนนั้น เป็นคนยากคนจน เป็นชีวิตพี่น้องประชาชนที่นายกรัฐมนตรีได้บอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน
เรื่องที่ห้า หลักการมีส่วนร่วม หลักการมีส่วนร่วมนั้นก็คือการเปิดโอกาสให้ บุคคลหรือคณะบุคคลนั้นได้เข้ามาร่วมในการตัดสินใจในกรณีเหตุการณ์ที่มีความสําคัญ ถ้าวันนั้นรัฐบาลฟังความคิดเห็นของ ส.ว. ที่กําลังจะเจรจาไปกับรัฐบาล เพียงเวลา ไม่กี่ชั่วโมงจะไม่มีคนเสียชีวิตเป็นจํานวนมากดังที่ปรากฏทุกวันนี้ เพราะรัฐบาลมีใจ คับแคบแล้วก็ไม่ใช้ความพยายามในการเจรจาอย่างจริงใจ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน จึงเกิดขึ้น
สุดท้ายก็คือหลักความรับผิดชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ความรับผิดชอบนั้นก็คือการมีสํานึกต่อสังคม นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ว่าแม้พันธมิตรจะทําผิดแต่รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิทําร้ายประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทําร้ายจากภาครัฐ แต่รัฐบาล ที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ต้องมีคนรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงการยุบสภาหรือแม้กระทั่งการลาออก ท่านประธานครับ แต่วันนี้ไม่มีคําพูด แม้กระทั่งความเห็นใจและความเสียใจ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ไม่เคย ออกมาแสดงความรู้สึกในเรื่องนี้ ผมจึงเห็นว่ารัฐบาลนี้ขาดซึ่งหลักธรรมาภิบาลการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี หนังสือพิมพ์ออนไลน์ (Online) ฉบับหนึ่งของประเทศอังกฤษชื่อ ดิ การ์เดียน นิวส์เปเปอร์ (The Guardian Newspaper) ได้ให้คนแสดงความคิดเห็น
มีผู้ประท้วงครับคุณประเสริฐ คุณอรรถพรประท้วงอะไรครับ
ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ท่านประธานนะครับ กรุณาควบคุมผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นเรื่องงบประมาณ ท่านอภิปรายออกไปไกลจนเกินความเหมาะสม อภิปรายเพื่อบรรยากาศที่ดีของสภา แห่งนี้ครับ
ก็ขอคุณประเสริฐอภิปรายให้อยู่ในประเด็นด้วยนะครับ เชิญต่อครับ เหลืออีกนาทีเดียว
ท่านประธานครับ ผมกําลัง จะจบแล้วครับ จริง ๆ แล้วผมพยายามบอกว่ารัฐบาลนี้ขาดยุทธศาสตร์ที่มีความสําคัญ ก็คือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยกกรณีศึกษาของการสลายการชุมนุม ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับนี้มีผู้แสดง ความคิดเห็นมาบอกว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้นยังต้องการให้คนจน ในประเทศนี้มีสถานะที่เหมือนเดิม เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้ประโยชน์จากสถานะ ของคนยากจนมาโดยตลอด ผู้คนชั้นสูงจึงไม่ต้องการให้ฝ่ำยเสื้อแดงชนะ นี่เป็ น ความคิดเห็นของพลเมืองโลกในต่างประเทศ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากการที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปผมเห็นว่างบประมาณฉบับนี้ มีความไม่เหมาะสม แล้วก็มีความเหลื่อมลํ้าทางด้านสังคม แล้วก็เหตุผลหลาย ๆ อย่าง ที่ผมได้กราบเรียนแต่เบื้องต้น ผมจึงเห็นว่าไม่รับหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับนี้ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญคุณสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ๘ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เขต ๒ จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานครับ วันนี้ในวาระที่ประชุมสภาก็เป็นการอภิปรายในวาระแรก ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งใน แต่ละปีสภาเราก็จะพิจารณางบประมาณตรงนี้นะครับ ในแต่ละปีงบประมาณที่ทําเข้ามา เสนอในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นการชี้ทิศชี้ทางของประเทศไทยแห่งนี้ว่า จะเดินไปในทิศทางไหน แต่ในทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็จะต้องเจอกับปัญหา ในการจํากัดของงบประมาณที่หาได้ ที่จัดเก็บได้ แล้วที่สําคัญการพัฒนาประเทศ ที่จะสามารถไปได้ก็อยู่ที่งบของการลงทุน ซึ่งในแต่ละปีงบประมาณที่อยู่ในสัดส่วน ของการลงทุนก็จะอยู่ในสัดส่วนที่น้อย แล้วแต่ละปีงบในส่วนนี้ก็ลดลง อย่างปีนี้สัดส่วน ทั้งหมดก็เหลืออยู่ประมาณ ๑๖.๖ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ และงบที่เป็นงบลงทุนตรงนี้ก็จะถูกกระจายเพื่อในการพัฒนาและแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่ พี่น้องทั่วประเทศไทยในทุก ๆ อําเภอ แล้วเราก็เชื่อว่ามันจะต้องทําให้เกิดความยุติธรรม และกระจายเท่าเทียมกันในทุก ๆ คน ทุก ๆ หมู่บ้าน การกําหนดพื้นที่ในต่างจังหวัด ทิศทางที่การขาดเหลือของต่างจังหวัดในแถบอําเภอหรือว่าในหมู่บ้าน ความต้องการ ของพ่อแม่พี่น้องเพื่อต้องการแก้ปัญหาก็จะอิงอยู่กับเรื่องของถนนหนทาง เรื่องของแหล่งนํ้า เรื่องของสถานพยาบาล แล้วก็เรื่องของการศึกษาที่ยังเป็นสิ่งสําคัญในการที่จะต้องได้รับ งบประมาณในสัดส่วนนี้เพื่อจะพัฒนา ถ้าเทียบกับคนในกรุงเทพฯ จะแตกต่างกัน เพราะว่าคนกรุงเทพฯ ค่อนข้างจะพร้อมเพรียงไม่ว่าจะมีถนนหนทางมาก เพียงแต่ว่า การแก้ปัญหาในกรุงเทพฯ คือการแก้ปัญหาเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัย ของชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องที่ผมอยากจะอภิปราย แล้วก็จะของบประมาณเพื่อที่จะ แก้ปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องในเขตเลือกตั้งที่ ๒ ของจังหวัดสุรินทร์ อันประกอบไปด้วย ๗ อําเภอที่สําคัญก็คือเรื่องของแหล่งนํ้า เพราะว่านํ้าอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไป นํ้าก็คือชีวิต ผมเกิดอยู่ต่างจังหวัดแล้วก็คลุกคลีอยู่กับ ท้องไร่ท้องนามามาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่เคยพบประสบในสภาผู้แทนราษฎรเวลาอภิปรายกัน เรื่องของปุ๋ ยแพง หลาย ๆ ท่านก็จะบอกว่าให้ใช้ปุ๋ ยอินทรีย์แทน หรือการทดแทนปุ๋ ยเคมี แต่ในความเป็นจริงแล้วในต่างจังหวัดถ้าเกิดว่าฝนฟ้ำไม่ตกตามฤดูกาลแล้วข้าวมันเกิด ไม่ทัน พอฝนทิ้งช่วงมาตอนท้าย ฝนจะมาชาวบ้านก็ต้องอาศัยปุ๋ ยเคมีเพื่อที่จะต้องเร่ง ให้ทันฝน นั่นคือปัญหาว่าถ้าเกิดขาดนํ้าเราจะแก้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องนํ้าจึงเป็นสิ่งสําคัญ แหล่งชลประทานก็เป็นสิ่งสําคัญ ในมือผมนี่มันก็เลยมีโครงการที่เป็นโครงการเพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของแหล่งนํ้า ที่ผมได้รับการประสานมาจากในพื้นที่ อย่างโครงการเรื่องสถานีสูบนํ้าด้วยพลังไฟฟ้ำ พร้อมระบบส่งนํ้าบ้านเชียงดาว ตําบลจานเตย อําเภอท่าตูม อันนี้ก็เป็นการเพิ่มพื้นที่ ชลประทาน แก้มลิงหนองเสม็จพร้อมอาคารประกอบ ที่ตําบลกระหาด อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ เรื่องนี้ก็บรรเทาภัยจากนํ้านะครับ แก้มลิงหนองแคนพร้อมอาคารประกอบ ตําบลเสม็จ อําเภอสําโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ แก้มลิงหนองวังกกพร้อมอาคารประกอบ ที่ทุ่งศรีชุมพล อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ก็บรรเทาภัยจากนํ้าด้วยนะครับ สถานีสูบนํ้า ด้วยพลังไฟฟ้ำพร้อมระบบส่งนํ้าที่บ้านหนองบัว ตําบลเบิด อําเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ สถานีสูบนํ้าด้วยพลังไฟฟ้ำพร้อมระบบส่งนํ้าบ้านโจก ตําบลแก สถานีสูบนํ้าด้วยพลังไฟฟ้ำ พร้อมระบบส่งนํ้าบ้านหนองแวง หนองหลวง อําเภอโนนนารายณ์ แก้มลิงที่บ้านนางเข็ม พร้อมอาคารประกอบที่ตําบลยางสว่าง แก้มลิงที่ห้วยไผ่พร้อมอาคารประกอบที่ดอนแรด อําเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ แล้วก็มีเรื่องของพนังกั้นนํ้าเมื่องบประมาณปีที่แล้ว ทางอําเภอรัตนบุรี ที่ตําบลดอนแรด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดกับแม่นํ้ามูลได้รับงบประมาณ เพื่อจัดสรรในการสร้างพนังกั้นนํ้า เวลานํ้าท่วมมานี่มันก็จะไม่เข้าสู่ที่นาของพ่อแม่พี่น้อง แต่ว่าแนวกั้นนํ้าก็ได้ทําเท่ากับงบประมาณที่ให้ไป ดังนั้นในพื้นที่อื่น ๆ ที่ยังประสบกับ ปัญหาเรื่องภัยนํ้าท่วมอยู่ตอนนี้ก็อยากที่จะของบประมาณเพื่อจะแก้ปัญหาในสัดส่วน เรื่องนี้ต่อไป จริง ๆ แล้วมีโครงการที่เกี่ยวกับระบบชลประทานที่ต้องการเงินงบประมาณ เพื่อจะไปแก้ปัญหาให้อีกมากมายนะครับ ซึ่งในเวลาที่จะอภิปรายก็คงจะไม่เพียงพอที่จะ ใช้ในการอภิปรายบอกหมดทั้งโครงการนะครับ ซึ่งผมก็อยากจะฝากหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในเรื่องของแหล่งนํ้าหรือถนนเพื่อที่อยากจะประสาน โดยเฉพาะในเขต เลือกตั้งของผมที่ยังขาดงบประมาณอีกมากนะครับ เพื่อที่จะช่วยเหลือแก้ปัญหา ในส่วนนี้ให้กับพ่อแม่พี่น้องในเขตเลือกตั้งที่ ๒ ของจังหวัดสุรินทร์ด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อกี้ก็เป็นการอภิปรายในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ผมจะได้ใช้เวลา ส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คงจะเป็ นเรื่องของเหตุการณ์ ที่บ้านเมืองเราก็ผ่านพ้นมาเมื่อไม่นานนี้นะครับ เป็ นวิกฤติที่หนักหนาสาหัส และความสูญเสียที่ค่อนข้างมาก ผมก็ติดตามนะครับ ไม่ว่าจะทางข่าวสารหรือว่าทางสื่อ ต่าง ๆ นะครับ มีหลาย ๆ อย่างที่รับทราบรับรู้เข้ามา ก็เลยอยากจะฝากท่านประธาน หรือว่าทางนายกรัฐมนตรีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องของมุมมองเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ว่า ในเรื่องที่เกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์แล้วก็มีผู้เสียชีวิตนะครับ ที่เราดูแล้วก็น่าจะเป็นประชาชนเกือบร้อยชีวิต แล้วก็บาดเจ็บอีก ฝั่งหนึ่งก็เชื่อว่า เป็นการยิงหรือการทําร้ายจากฝั่งทหาร อีกฝั่งหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นการทําร้ายหรือการยิงจาก ผู้ก่อการร้ายนะครับ ผมก็อยากจะฝากสําหรับผู้ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในวันนี้ว่า การแก้ปัญหาเพื่อไปสู่ในการปรองดองนี่อยากให้ทําเรื่องให้ชัดเจนแล้วก็ยุติธรรม วันนี้ ความชัดเจนและความยุติธรรมนี่จะแก้ปัญหาไปสู่ความปรองดองได้ ไม่ใช่เพราะ ความเชื่อนะครับ แล้วก็สถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ที่ผ่านจุดนั้นมา การสูญเสีย ผมก็อยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องที่รับฟังอยู่ในทุก ๆ ฝ่ำยหรือทุก ๆ ข้าง วันนี้ไม่ว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะนะครับ บ้านเมืองหรือว่าประเทศไทยของเราวันนี้ก็คงที่จะ ไม่เหมือนเดิมนะครับ ก็อยากจะฝากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับ ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะอยู่ในสภา ผมอยากจะพูดเรื่องที่ผมเคยพูดปีที่แล้วเกี่ยวกับ งบประมาณ ผมคิดว่าการจัดงบประมาณปีนี้ผมว่าเลวร้ายกว่าปีที่แล้ว ในเรื่องไหน ท่านประธานครับ ผมกําลังจะบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าพรรคที่เป็น พรรคเสียงส่วนใหญ่ในรัฐบาลท่านกุมได้เฉพาะกระทรวงการคลังซึ่งเป็นกระทรวงหาเงิน แต่กระทรวงซึ่งเป็นกระทรวงพัฒนา เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ นี่พรรคร่วมรัฐบาลเขาดูแลหมด เพราะฉะนั้นผมจะดูตรงนี้เป็นหลักว่าจัดงบประมาณลงไปอย่างนี้ที่บอกว่าจะสามารถ แก้ปัญหาประเทศชาติได้จริงหรือเปล่า รายได้ที่เข้ามาปีนี้อย่าเพิ่งดีใจนะครับ มันเป็น รายได้ที่ท่านเก็บมาจากการจ่ายภาครัฐ การลงทุนภาครัฐ ยังไม่ใช่เป็นกระบวนการ สร้างโภคทรัพย์ทางสังคมของกระบวนการการผลิตที่แท้จริงเลย ผมอยากจะให้ท่านดู อย่างนี้ ผมจะพูดภาพรวมให้ท่านเห็น แล้วก็อยากจะพูดถึงงบซึ่งท่านตั้งไว้ประมาณ ๑๖.๘ เปอร์เซ็นต์คือ งบเพื่อความมั่นคง เพื่อความเชื่อมั่น และเพื่อความมั่นคงของรัฐ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมคิดว่าที่ท่านตั้งไว้อย่างนี้จะไม่พอในส่วนหลัง หลายคน บอกว่าตั้งงบทหารมากไป ผมว่าไม่พอ เพราะอะไรครับ เพราะผมฟังมาทั้งวัน แล้วก็ ฟังสื่อตลอด ผมรู้สึกอย่างนี้ไม่ได้กระแหนะกระแหนใคร รู้สึกเหมือนกับว่าวันนี้ ผู้บริหารประเทศปล่อยให้สื่อของรัฐและสมาชิกของพรรคตัวเองเยาะเย้ยถากถาง แล้วก็ซํ้าเติมตลอดเวลา แล้วก็มาประกาศว่าประเทศเราอย่างไร ๆ ก็มีผู้ก่อการร้าย ผมดูงบประมาณ ท่านดูเถอะครับ ขออนุญาตอ่านเอกสารที่ผมเขียนไว้หน่อยหนึ่ง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานี่รายได้หลักของแผ่นดิน รายได้หลักที่เข้ามา ๕,๘๐๐ ล้านบาทได้ไปปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวง คมนาคมโครงสร้างพื้นฐาน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์เท่าไร กระทรวงขาย ๗,๓๐๐ ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรมเท่าไร ๖,๗๐๐ ล้านบาท รวมคร่าว ๆ งบที่จะไปพัฒนาและลงทุน ให้เกิดโภคทรัพย์ทางสังคม ๑๙๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง รวมคร่าว ๆ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้การลงทุนของประเทศนี้จะทําอย่างไร ผมพูดผ่านท่านประธานไปยังองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สภาหอการค้าไทย คุณฟังผมพูดนะครับ คุณต้องมีหน้าที่เสนอต่อรัฐบาลที่คุณคิดว่า จะบริหารประเทศให้ประเทศพัฒนาได้จัดงบประมาณซึ่งเป็นเงินของแผ่นดินให้ตรงกับ ความต้องการของแผ่นดิน ๑๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนครับ ท่านนักธุรกิจครับ ในนี้มันมีงบประจําอยู่ด้วย ผมถามว่าทําไมไม่ดึงเอากระทรวง ๖-๗ กระทรวงนี้สักครึ่งหนึ่งไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคุณจะได้จัดงบลงได้เต็มที่ วันนี้ใครไม่เห็นด้วย จัดการไปพัฒนาเด็กลงไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเกี่ยวกับ กระทรวงศึกษาธิการ อ้ายนั่นมันจําเป็นระยะยาว บ้านเรากําลังมีปัญหาเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากการปฏิวัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน และยังมีผลกระทบต่อสงครามไพร่นะครับ มันเกิดขึ้นจริง และมีปัญหาจริง ๆ จัดงบอย่างนี้แก้ไม่ได้แน่นอน ถ้าท่านจะตอบผมว่าแก้ได้ ท่านต้อง ตอบแบบมีนัยสําคัญว่าโภคทรัพย์ที่จะให้เขาไปขายนี่กระทรวงพาณิชย์ได้ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทจะทําอย่างไร กระทรวงอุตสาหกรรมได้ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะทําอย่างไร ทั้งหมดที่ผมพูดนี่ผมพูดเรื่องงบประมาณเนื้อ ๆ นะครับ รัฐบาลทุกรัฐบาล ตอนนี้จะต้องเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือเอางบประมาณมาบอกกับสมาชิกรัฐสภาว่า ฉันจะทําอย่างนี้นะ แล้วเราก็มีสิทธิที่จะมาพูด ไม่ใช่ความกรุณาของรัฐบาล เหมือนสมาชิกบางท่านบอกว่ารัฐบาลได้กรุณาให้พูดเรื่องนี้ ไม่ใช่ เป็นหน้าที่ต้องมาชี้แจง ต่อสภา มาขอนัดต่อสภา ผมพูดภาพรวมแค่นี้ แล้วก็สรุปให้ฟังว่าผมยังเห็นว่าจัดปีนี้ แย่กว่าปีที่แล้ว ถ้าไม่แย่อย่างไรก็ช่วยให้การศึกษาผมด้วยครับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ผมเห็นใจท่านครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จัดการอย่างนี้
เรื่องต่อไป เรื่องงบทหาร ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท บอกว่าขึ้นมานิดเดียว ขึ้นจากปีที่แล้วก็เยอะอยู่แล้ว ปีที่แล้วเอาไปก้อนแค่นี้ ปีนี้ขึ้นมานิดเดียว ก็ขึ้นจากก้อนแค่นี้ เกษตรมันก้อนแค่นี้ ปี นี้ให้ท่านเท่านี้ ก็เท่านี้เองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น การตอบคําถามนี่มันต้องยึดโยงกับภาพรวมต่อกองทัพ ผมจะพูดเรื่องอะไรครับ พูดเรื่อง กระบวนการใช้เงินของพวกคุณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ไปซื้อ ท่านประธานเป็นนายทหารอยู่ เขาไปซื้อของแต่ซื้อของทุกครั้งมันผูกพันกับการซ่อมบํารุงใช่ไหมครับท่านประธาน ท่านประธานก็เป็นทหารอยู่ บางยี่ห้อบริษัทนี้ซ่อมไม่ได้และราคาซ่อมแพงกว่าซื้ออีก แล้วซื้ออย่างนี้มันจะผูกพันไปเรื่อย ๆ ทําไมไม่หันซ้าย หันขวา ผมเองนี่หงุดหงิดเรื่องนี้มาก ตอนเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ท่านประธานเชื่อไหมครับ ลงทุน ทําดินปื นที่เอาไปกรอกในลูกกระสุนที่จังหวัดนครสวรรค์นี่ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตั้งแต่ตั้งโรงงานมาทําการผลิตเหมือนโรงเรียนเด็ก ๆ เหมือนโรงเรียนอนุบาล ผลิตได้ ๑๐.๘ เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านมา ผลิตอย่างไรครับ ติดเครื่องเต็มที่ครับ ตอนเช้า ๘ โมงติดเครื่อง เพราะเข้าตามทหาร เขารัน (Run) ๒๔ ชั่วโมง อันนี้ ๘ โมงเปิด วอร์ม (Warm) จนเครื่อง ได้ที่แล้วผลิตไปพอถึงบ่ายสี่โมงปิดอีก คือไม่ได้ตั้งใจซื้อและไม่ได้ตั้งใจลงทุนครับ ทําไมผมพูดประเด็นนี้ กองทัพวันนี้ถ้าคุณไม่ปรับปรุงการซื้อของ คุณจะทําให้บุคลากร ในกองทัพไม่มีความรู้เรื่องอาวุธ วันนี้คนซ่อมปืนได้จะเกษียณหมดแล้ว ไม่จริงก็บอกว่า ไม่จริงนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านช่วยบอกด้วย เรื่องจริงนี่ผมรู้มาว่า คนกลุ่มนี้เขาเกษียณหมดแล้ว ผมสงสารประเทศนี้ครับ ไม่อย่างนั้นจะมีทหารที่ไม่รู้ตั้งกรม กอง อะไรขึ้นมาก็มาพูดเรื่องอาวุธแบบคนไม่รู้ ท่านประธานครับ วันนี้อาวุธที่ผู้ก่อการร้าย มีใหม่มาก กระสุนเหล่านั้นถูกเหงื่อมือนี่ ๓ วันมันดําปี๋แล้ว มันหมองไปแล้ว อันนี้ยังใหม่ บอกว่าไปยึดได้ โอ้โฮ นี่มันที่สุดเลยประเทศไทย เพราะอะไรครับ เพราะเอางบประมาณ ไปใช้โดยการซื้อ ไม่ได้ใช้โดยการลงทุน ทั่วโลกเขาซื้อของอย่างไรครับ ซื้อเสร็จคุณต้องมีเงื่อนไขว่ามาสอนให้พวกเราแล้วมาทํา การผลิตที่พวกเรา ซื้ออะไหล่ก็ซื้อในประเทศเราแล้วส่งไปขายต่างประเทศอีก วันนี้เอาเงิน ส่วนนี้ปรับหน่อยได้ไหม ไม่ต้องเสียหน้า ไม่ต้องอายครับ เอาเงินจํานวน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซื้อของเอามาทําการผลิตได้ไหมครับ รัฐมนตรีในคณะของท่านคนหนึ่งก็เก่งมาก แต่ท่าน อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมผมคิดว่าท่านคงให้คําแนะนําได้เพราะว่าท่านสนใจเรื่องนี้มาก ผมพูดถึงกระทรวงกลาโหมในฐานะที่ท่านได้เงินไปซื้อของแล้ว ผมบอกว่าอย่าทําตราบาป ให้กับแผ่นดินเหมือนแท่งพลาสติกที่เอามาตรวจระเบิด อายเขามากครับท่านประธาน ผ่ามาแล้วข้างในไม่มีอะไรเลย ซื้อได้เครื่องหนึ่งเป็นล้านบาทก็มี มันเกิดอะไรขึ้น ท่านครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ ภาพรวมของงบประมาณเรื่องตั้งมันจะตั้งอย่างนี้ แต่เรื่องตัดนี่เจ็บปวด เหลือเกินท่านประธาน แต่จังหวัดผมแม่นํ้าลี้ครับ ๑๔๘ ล้านบาทมีหลักฐานหมดว่าชัด ๆ ทําฝาย ๆ ช่วยตัดเหลือ ๒ โครงการ ๒ โครงการท่านประธานคิดว่าเหลือเท่าไรครับ เหลือ ๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท ได้กรุณาตัดแค่ ๑๔๒ ล้านบาทเท่านั้นครับ เหลือให้ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร ผมพูดเรื่องนี้หมายความว่าการตัด การย้ายโครงการ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังได้กํากับดูแลด้วยครับ อย่าอาศัย ช่องทางของกฎหมายวิธีการงบประมาณ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาทําให้เรื่องนี้ มันเสียหายกับงบประมาณเลยครับ แบ่งให้น้อยอยู่แล้วยังไปโยกงบประมาณที่น่าเสียหาย อีกด้วย ผมคิดว่าไม่มีจังหวัดไหนที่เจ็บปวดเท่าจังหวัดผมกับการโยกย้ายงบประมาณ แม่นํ้าแม่ทาทั้งหมดถูกอุทกภัยได้งบไปแล้วตัดจนกระทั่งบัดนี้ผมไม่ทราบว่าจะสร้างได้ หรือเปล่า ผมพูดเรื่องนี้แค่นี้
แต่ที่ผมจะพูดสุดท้าย ผมกําลังจะบอกให้พี่น้องประชาชนว่าตั้งหลักให้ดี ผมกําลังจะบอกให้รัฐบาลว่าสร้างกระบวนการตั้งรับให้ดี ผมกําลังจะบอกนักธุรกิจว่า คุณต้องมานั่งปรึกษาหารือกันแล้วสร้างกระบวนการตั้งรับทางธุรกิจอย่างเร่งด่วน ทําทุกอย่างต้องมียุทธศาสตร์ รายได้จากการท่องเที่ยวมันคงมาเป็นกอบเป็นกํามาก เพราะเขาจะได้มาดูผู้ก่อการร้าย เขาจะได้เดินทางมาดูผู้ก่อการร้ำยแล้วผมคิดว่า กระทรวงการคลัง แล้วกระทรวงที่ผมพูดถึงก็คือกระทรวงยุติธรรมดูตาม้าตาเรือ เสียหน่อยหนึ่ง โอ้โฮ ผมไม่มีบัญชีในธนาคารพาณิชย์ไหนเลยครับท่านประธาน ถูกห้ามทํา ผมตกใจเลยครับ ตกใจกลัวเขาไม่รู้จะตรวจสอบตรงไหนครับท่านประธาน แล้วผมคิดว่าวันนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปรองดอง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสิ่งอื่น ผมจะบอกท่านว่า อย่างนี้ครับ มันมีเรื่องนกพิราบจับเหยี่ยว นกพิราบมันปรึกษาหารือกัน ทําไมเหยี่ยว กินเราตลอด เหยี่ยวนี้ไม่ดีเหลือเกิน ไม่จริงครับท่านประธาน เหยี่ยวต้องกินนกพิราบ เป็นเรื่องปกติครับ แต่ความไม่ดีมันอยู่ตรงไหน อยู่ตรงนกพิราบทั้งหลายเสือกเลือกเหยี่ยว เป็นหัวหน้า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าประเทศนี้จะไปได้หรือไปไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ ฉบับนี้นะครับ อยู่ที่จิตสํานึกของคนบริหารประเทศนี้ว่าคุณจะเอาประเทศไว้หรือจะเอา พรรคการเมืองไว้เพียงบางพรรคเท่านั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันสําคัญของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พิจารณาวาระที่มีความสําคัญยิ่ง คือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๔ งบประมาณเหล่านี้เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน เราในฐานะที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจึงชอบที่จะต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ ท่านประธาน ที่เคารพครับ โดยระบอบประชาธิปไตยในเมื่อเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ประชาชนเลือกเรามาทําหน้าที่ เรามีโอกาสในการเลือกผู้บริหารมาทําหน้าที่บริหารชาติแล้ว ในสภาแห่งนี้อย่างน้อย ๓ ครั้ง ครั้งแรก ท่านประธานคงจําได้ในการเลือกนายกรัฐมนตรี สภาแห่งนี้ได้เลือกท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่สอง สภาแห่งนี้เช่นกันได้เลือกท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และครั้งที่สาม ก็สภาแห่งนี้เช่นเดียวกันได้เลือกท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มาทําหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้มาทําหน้าที่นายกรัฐมนตรีก็ได้ใช้นโยบาย ในการบริหารชาติบ้านเมืองผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ นโยบาย เหล่านี้แน่นอนที่สุดมุ่งบังคับบัญชาข้าราชการซึ่งเป็นกลจักรสําคัญในการทํางาน ตามนโยบายของรัฐบาล ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนภาคเอกชนเพื่อสนองตอบ ต่อนโยบายเหล่านั้น โดยมีเป้ำหมายสําคัญที่สุดคือการพัฒนาชาติบ้านเมือง ในปีนี้ มีงบประมาณมากถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่มากที่สุดเท่าที่พวกเรา ได้บริหารชาติบ้านเมืองมา ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเผื่อว่าพิจารณางบประมาณถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท พวกเราก็จะเห็นได้ว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างงบประมาณ ที่ได้จัดการในปีที่แล้วคือปี ๒๕๕๓ ความเชื่อมโยงเหล่านั้นผ่านนโยบายไทยเข้มแข็ง ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่มุ่งสนองตอบ ต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน นโยบายไทยเข้มแข็งเมื่อปีที่ผ่านมาและเชื่อมโยง ถึงงบปี ๒๕๕๔ อันนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง เช่น มีเป้ำหมายที่จะก่อให้เกิด ความสุขให้กับพี่น้องคนไทยทั้งชาติ นโยบายลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ลดรายจ่ายปีที่แล้ววันนี้ยังคงดําเนินการต่อไป นั่นคือนโยบายเรื่องการเรียนฟรี นโยบาย เรื่องการรักษาพยาบาลฟรี นโยบายเรื่องการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่าง ให้ท่านได้แลเห็น เช่น เรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ยังคงดําเนินการต่อไป การประกัน รายได้เกษตรกรซึ่งเป็นการเพิ่มเงินให้กับกระเป๋ำของพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ และเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าคนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความจริงใจต่อเกษตรกร มากน้อยเพียงใด ท่านประธานที่เคารพ ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายนี้เป็ นธรรมที่สุด และไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะมีการโอนเงินให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยตรงทั่วทั้งประเทศ ค่าตอบแทน อสม. ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋ำให้กับพี่น้อง ประชาชน รวมถึงค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เช็คช่วยชาติ ถนนไร้ฝุ่น รวมถึงเรื่อง ของนโยบายการพัฒนาแหล่งนํ้า นั่นก็ได้ดําเนินการในช่วงปี งบประมาณที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพ รถคันนี้แล่นมาได้ประมาณปีเศษ ในขณะที่รถคันนี้มีคนขับชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล่นผ่านระยะเวลามาประมาณปีเศษ ท่านครับ เส้นทางที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่ต้องกราบเรียนต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานคงจําได้ว่าปีเศษที่รถคันนี้ คนชื่ออภิสิทธิ์ขับผ่านมา เส้นทางที่ผ่านมามีการชุมนุมของบุคคลบางกลุ่ม การทําลาย การประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนที่พัทยา นั่นก็เป็นประสบการณ์ของรถคันนี้ได้ผ่านมา การมุ่งร้ายหมายชีวิตต่อนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย รถคันนี้ก็ผ่านมาเช่นกัน มีหลุมขนาดใหญ่ในเดือนเมษายน วิกฤติเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา แต่ไม่ว่า จะผ่านมาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ รถคันนี้ก็วิ่งผ่านมาแล้วปีเศษ ๆ ถ้าวิ่งผ่านมาแล้ว ปีเศษ ๆ งบประมาณที่กระผมเห็นว่าควรจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในที่นี้คืองบประมาณ ในเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐตามยุทธศาสตร์ที่ ๒ ซึ่งเอกสารฉบับนี้ได้นําเรียนต่อพวกเรา ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพ การรักษาความมั่นคงของรัฐมีความสําคัญยิ่ง ถ้าเผื่อว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณจํานวนนี้ไม่เพียงพอ ไม่เหมาะสม แน่นอนที่สุด ก็จะกระทบต่อภาพรวมทั้งประเทศเหมือนกับที่กระทบอยู่ในปัจจุบัน ในงบประมาณ ฉบับนี้บอกกับพวกเราว่ามีงบประมาณ จํานวน ๑๘๖,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ หรือร้อยละ ๙ เป็นงบประมาณเพื่อใช้ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ในขณะเดียวกันถ้าดูรายข้อย่อย ข้อ ๒.๑ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ มีงบประมาณเพียง ๑๐,๖๓๕.๗ ล้านบาท ท่านประธานครับ จําเป็ นที่จะต้องใช้ งบประมาณฉบับนี้หรือไม่ จําเป็นอย่างยิ่งครับ จําเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณเพื่อการนี้ หรือไม่ จําเป็นอย่างยิ่ง แต่ในความเห็นของกระผมถ้าสถานการณ์ในปัจจุบันควรจะเพิ่ม งบประมาณด้านนี้เป็ นพิเศษ ทําไมต้องเพิ่มงบประมาณด้านนี้เป็ นพิเศษครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเผื่อว่าพวกเราเข้าไปในการสื่อสารซึ่งวันนี้ย่อโลกทั้งโลก เข้ามาในอินเทอร์เน็ต (Internet) ถ้าท่านประธานกดคําว่าเผาบ้านเผาเมือง ท่านประธาน จะพบกับคลิป วิดีโอ (Clip video) ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นคลิป วิดีโอที่ผู้นําหรือแกนนํา ผู้ชุมนุมได้พูดในแต่ละครั้งแต่ละโอกาสซํ้าแล้วซํ้าเล่า ๆ จนในที่สุดเกิดปรากฏการณ์ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพราะสิ่งเหล่านั้นมิใช่หรือจึงทําให้เกิดงบประมาณเพื่อการป้ องกัน ประเทศ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่หรือจึงก่อให้เกิดงบประมาณเพื่อการรักษาความสงบ เรียบร้อยภายในประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ จังหวัดอุบลราชธานีบ้านผมสูญเสีย ศาลากลางจังหวัด จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดมุกดาหาร สูญเสีย ศาลากลางจังหวัด จังหวัดเหล่านี้มีศาลากลางที่งดงามเป็นที่พึ่งพิงของพี่น้องประชาชน ศาลากลางแต่ละแห่ง ใช้งบประมาณมากกว่า ๓๐๐ ล้านบาท ถ้า ๔ แห่งเราต้องใช้ งบประมาณถึง ๑,๒๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เราเสียงบประมาณเหล่านั้นฟรี ๆ ไม่ได้อะไรเลย ท่านครับ ถ้าเผื่อคิดมุมกลับครับ วันนี้สถานีสูบนํ้าด้วยพลังไฟฟ้ำ เราใช้งบประมาณ ๓๐ ล้านบาทได้พื้นที่ชลประทาน ๔,๕๐๐ ไร่ ๓๐ ล้านบาทได้พื้นที่ ชลประทาน ๔,๕๐๐ ไร่ ถ้าเราเอางบประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาทไปก่อสร้างสถานีสูบนํ้า ด้วยพลังไฟฟ้ำให้กับพี่น้องชาวอีสานเราจะได้พื้นที่ชลประทานมากถึง ๑๘๐,๐๐๐ ไร่ วันนี้ เราถอยหลังมามากแล้วครับท่านประธาน งบประมาณฉบับนี้ถ้าเผื่อจะพิจารณา เป็นพิเศษเพื่อการระแวดระวังป้ องกันฟื้นฟูประเทศ ปฏิรูปประเทศ ควรจะเพิ่มนโยบาย เรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศให้มากยิ่งกว่านี้ ขอบพระคุณครับ
วิปฝ่ายค้านเสนอชื่อท่าน ร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บํารุง นะครับ เชิญท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ๑ ชั่วโมงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย กลุ่มที่ ๖ เขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรีและจังหวัดสมุทรปราการ แต่เดิมผมไม่มีคิว ในการอภิปราย ก็คิดว่าจะเอาเวลาไปใช้ในญัตติไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อสักครู่ท่านประธาน วิปฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิกได้กรุณาอนุญาตให้โอกาสผมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมเรียนกับท่านประธานเพื่อสร้าง ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและสมาชิกในสภาว่ากฎหมายสําคัญที่สุดของนักการเมือง คือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มี ความศักดิ์สิทธิ์ประกอบไปด้วย ๓ ศาสตร์
๑. เป็นนิติศาสตร์เพราะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ต้องเสนอทุกปี
๒. เป็นรัฐศาสตร์เพราะต้องผ่านรัฐสภา
๓. เป็นเศรษฐศาสตร์เพราะเป็นกฎหมายการเงิน
ถ้าในความสําคัญของการเมืองญัตติไม่ไว้วางใจถือว่าเป็นลําดับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณถือว่าเป็นลําดับที่ ๒ บรรดาสมาชิกที่ขึ้นมาทักท้วงด้วยความเคารพจริง ๆ ผมไม่ได้สอนท่านแต่ท่านกําลัง เข้าใจผิดว่าการอภิปรายเรื่องงบประมาณวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีไม่ได้ ไม่ใช่ เพราะรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจะเอาเงินไปใช้ต้องเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีศักยภาพ มีความพร้อมในการบริหารราชการเพราะเอาเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน เขาไปใช้ ผู้แทนราษฎรต้องมีหน้าที่ตรวจสอบ ต้องวิจารณ์ได้ นโยบายที่ท่านอภิสิทธิ์ได้กําหนดเอาไว้จะบรรลุเป้ำหมายได้ต้องมีเงิน เงินคืองบประมาณ ผมอ่านหนังสือพิมพ์ ผมดูโทรทัศน์ ท่านประธานที่เคารพ ผมมีความรู้สึกว่าคนในฝ่ายรัฐบาล ขาดความเข้าใจ แสดงความไม่รู้หรือภาษาชาวบ้าน วัยรุ่นเขาเรียกว่าอ้ายพวกปัญญาทึบ กระทรวงการคลังออกมาบอก
ต้องขอให้ท่านเฉลิมอย่าใช้ถ้อยคํา
ไม่หรอก ผมไม่ได้ว่าใคร ท่านประธานฟังก่อน ผมไม่ได้ระบุใคร ผมบอกพวกปัญญาทึบที่แสดงความเห็นอย่างนี้ ทึบอย่างไรครับ ท่านประธานรู้ไหมครับการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีเป็นหน้าที่ สํานักงบประมาณ กระทรวงการคลังไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลังเปรียบเสมือน สามีหาเงินมาได้ก็ให้ภรรยาซึ่งเป็นสํานักงบประมาณ บ้านเราจัดตั้งสํานักงบประมาณ เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสํานักงบประมาณขึ้นต่อทําเนียบไวท์ เฮ้าส์ (White House) ในประเทศสหรัฐอเมริกา บ้านเราขึ้นต่อสํานักนายกรัฐมนตรี ประเทศอังกฤษ เราเอารัฐสภาเขามาใช้ เขาจัดงบประมาณขึ้นต่อกระทรวงการคลัง นี่คือความแตกต่าง ของเราเปลี่ยนสมัยอาจารย์ป๋ วย อึ๊งภากรณ์ ผมต้องบอกอย่างนี้เพราะครั้งหนึ่งผมเคยเป็น รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีทํางานเกี่ยวกับงบประมาณมา ๓ ปี คุณอย่ามาอวดดี อวดเด่น แสดงความโง่เขลาเบาปัญญาว่างบประมาณมันจัดโดยกระทรวงการคลัง มันไม่ใช่ ก่อนที่ผมจะพูดถึงภาพรวมแมคโคร (Macro) และลงลึกคือไมโคร (Micro) และไปเยี่ยมตามกระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานที่จะเอาสตางค์ไปใช้ ผมอยากเรียน ท่านประธานว่ากฎหมายงบประมาณมันก็มี ๓ อย่าง
๑. สมดุล แปลว่าได้เท่าไรใช้เท่านั้น
๒. ขาดดุล ได้น้อยใช้มาก
๓. เกินดุล ได้มากใช้น้อย
มีเท่านี้แหละครับ รัฐบาลจัดทํางบประมาณขาดดุลไม่มีใครว่าหรอกครับ ฝรั่งบอก เมค มันนี มัสท์ สเปนด์ ดอนท์ สเปนด์ นอท ทู เมค (Make money must spend don’t spend not to make) หาเงินต้องใช้เงิน ถ้าไม่ใช้เงินมันหาเงินไม่ได้ พวกผมรู้ไหมครับ พรรคเพื่อไทยรู้ไหมครับ พรรคเสียงมากที่สุดที่ได้มาจากการเลือกตั้งถูกต้องชอบธรรม เมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๐ ได้คะแนนมากกว่าพรรคแกนนําจัดตั้งรัฐบาล ผมไม่โง่กัน หรอกครับ รู้ครับว่ารัฐบาลจะเอาเงินไปใช้จ่าย แต่มันเป็นกฎหมายคุณต้องมาขออนุมัติ ต่อสภา ผมเอามาวิเคราะห์วันนี้ ผมเอาของรัฐบาลทั้งนั้นละครับ มันไม่มีอะไรมากเลย มี ๓๕ มาตรา ถ้าอนุมัติ มาตรา ๓๕ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทุกปีเป็นอย่างนั้น แต่ปีนี้ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ คิดอย่างไร อ้าว เหมือนเดิม เหมือนกันละครับ ไม่ได้อึกทึกครึกโครม นักเรียนนอกนักเรียนนา จัดทํางบประมาณเก่ง บางคนก็ไม่ได้ทําธุรกิจ ไม่ได้มีอะไรเลย ท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพ เท่าที่รู้จักมา ผมอ่านข่าวก็มีแต่เพียงว่าเอาที่คุณพ่อไปขายที่หัวหิน แล้วก็ได้กําไรมานิดหน่อย ทําธุรกิจอะไรล่ะครับ ข้าราชการเขาทํางาน รัฐวิสาหกิจ เขาหาเงิน ฝ่ายเอกชนเขาก็ทํามาหากิน นายกรัฐมนตรีก็เสียภาษีครับ ผมเสียไหมครับ เสียครับ ครอบครัวท่านเสียไหม เสียครับ ครอบครัวผมเสียไหม เสียครับ โอ้โฮ นายกรัฐมนตรีชุดนี้ทําธุรกิจเก่ง เคยขายโอเลี้ยงสักแก้วไหมครับ ไม่มี รายได้เอามา จากไหนล่ะครับ
๑. กรมสรรพากร
๒. กรมศุลกากร
๓. กรมสรรพสามิต
๔. ได้จากการท่องเที่ยว
ผมไม่ใช่นักปราชญ์ราชบัณฑิตที่อวดรู้เรื่องงบประมาณ แต่มันเรียนรู้กันได้ รัฐบาลได้ขอร่างพระราชบัญญัติทั้งหมด ๓๕ มาตรา รัฐบาลบันทึก วิเคราะห์ สรุปสาระสําคัญ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐบาลวิเคราะห์ ผมก็เปิดอ่านครับ นี่เล่มที่ ๒ เล่มที่ ๓ ผมดูงบประมาณโดยสังเขป ผมดูแล้วผมก็แปลกใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความชื่นชม ชื่นชอบ ท่านเรียน รัฐศาสตร์ ผมไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ ท่านไม่ได้จบรัฐศาสตร์ ท่านจบเศรษฐศาสตร์ ก็ลือกันเหลือเกินว่าท่านนายกรัฐมนตรี โอ๊ย ท่านเอกซ์เพิร์ท (Expert) ทางอีโคโนมิค (Economic) ท่านเก่งเหลือเกิน ผมไม่ว่าหรอกครับ แต่สํานักงบประมาณมันจัดทํา งบประมาณอย่างไร งบประมาณสังเขป ท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาเปิดตาราง ๑-๑ หน้า ๕ สิครับ นี่มันบ้าแล้วครับ มันบอกว่างบประมาณเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์มวลรวม ของประเทศจีดีพีจะโต ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมบอกมันบ้าแล้วเพราะอะไรครับ สภาพัฒน์บอก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๔ เปอร์เซ็นต์ เก่งสุดคือ ๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศกรีซ ทวีปยุโรปเกิดปัญหาก็ไม่รู้จะกระทบค่าเงินบาท ของประเทศไทยหรือไม่ ถ้าเงินบาทมันแข็งการส่งออกลําบาก อันตราย เขียนได้อย่างไรครับ บอกจะโต ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ บรรทัดสุดท้าย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจีดีพีจะโต ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เขียนมาได้อย่างไร ก็รัฐบาลบอก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ สภาพัฒน์บอกไม่เกิน ๖ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดเอสทิเมท (Estimate) เพ้อฝัน อิเมจิน (Imagine) ผมก็เอาตรงนี้ แล้วมาวิเคราะห์ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่างบประมาณปี นี้รัฐบาลจัดทํา งบประมาณแบบขาดดุล โครงสร้างงบประมาณมีเท่านี้ละครับ ๑. ค่าใช้จ่ายประจํา ๒. ในการใช้จ่ายลงทุน ๓. ใช้หนี้ ไม่ได้วิลิศมาหรา ไม่ได้เป็นอย่างอ้ายพวกที่ทํางาน สถาบันการเงิน ทั้งอาชีพหากินในการปั่นหุ้น ทําจนบริษัทล้มหายตายจาก อ้ายผู้เกี่ยวข้อง ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศอยู่เมืองไทยไม่ได้ มาลอยหน้าออกทีวีแป๊ บ แป๊ บ แป๊ บ เก่งเศรษฐศาสตร์คนเกลียดทั้งประเทศ เป็นคนเมืองนอกให้รางวัล พวกผมไม่ให้หรอกครับ พวกผมอยู่ในโลกของความเป็นจริง รัฐบาลจัดทํางบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมีเศษ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขอาจจะผิด อาจจะวิเคราะห์วิจารณ์แต่ละเล่มไม่เหมือนกัน ก็รัฐบาลทํางบประมาณแท้ ๆ ยังแสดงความทึบไปบอกว่าจีดีพีเติบโต ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เสียเหลี่ยม ผมไม่โทษหรอกครับ นายกรัฐมนตรีอาจจะมีภารกิจมากก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง อย่าให้ผมมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีไปนั่งตรงนั้นบ้างนะ ผมไม่ให้พลาดอย่างนี้ครับ อ้ายพรรคเพื่อไทยมันมีคนไม่มีความสามารถ เฉลิมจะเป็นนายกรัฐมนตรี พอใส่ชื่อไปหน่อย ฟ้ำจะถล่มแผ่นดินจะทลาย ปี ที่แล้วก็ใส่ครับ มันเป็ นแคนดิเดท ไพรม์ มินิสเตอร์ (Candidate Prime Minister) ไม่ได้เป็นหรอกนะครับ อภิปรายล้มหายตายจาก ทุจริต ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท รถไฟฟ้ำสายสีม่วง สุดท้ายก็รวมตัวกันมาโกงก็ยกมือให้แก่กัน ผมจะพูดในญัตติไม่ไว้วางใจ ผมบอกว่างบประมาณงบลงทุน งบใช้จ่ายประจําใช้หนี้ ในทางบัญชีพูดได้เลย รัฐบาลก็หลังพิงฝา อภิสิทธิ์ไม่ใช่เทวดา เป็นใครก็ต้องทําอย่างนี้ เพราะมันจํากัดด้วยรายได้ ผมไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไม่เก่ง แต่ว่าท่าน ก็ไม่ได้เก่งเกินพวกผม ท่านจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีทั้งหมด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่แล้ว ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นบริษัทใครเป็นผู้จัดการนี่ เถ้าแก่ไล่ออก ทําไมไล่ออกครับ ท่านมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผมอ่านดูเหตุดูผล บางส่วนควร บางส่วนไม่ควรครับ นายกรัฐมนตรีไม่ได้เอาสตางค์ไปให้เมียนี่ครับ ไม่ได้ไปแจกเพื่อน เอาไปบริหารราชการแผ่นดิน พี่น้องประชาชน ๖๓ ล้านคน ๗๖ จังหวัดรวมกรุงเทพมหานคร นายกรัฐมนตรีต้องมีเงินตรงนี้ไปเพราะนโยบายรัฐบาลจะสู่เป้ำหมาย แอบโซลูท ทาร์เกต (Absolute target) ได้ต้องมีบัดเจท (Budget) รู้ไหมครับ รู้ครับ ให้ไหมครับ ต้องวิพากษ์ ต้องวิเคราะห์ รัฐบาลใช้จ่ายประจําทั้งหมด ๑,๖๖๖,๐๐๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท ถามว่าทําไม ใช้จ่ายประจํา เพราะมันมีภารกิจประจํา คําว่า จ่ายประจํา ผมไม่ได้จบบริหาร ผมไม่ได้จบ เศรษฐศาสตร์ แต่บังเอิญไปเรียนมินิ เอ็มบีเอ (Mini MBA) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์เขาสอนเหมือนกัน ใช้จ่ายประจําแปลว่าสูญเปล่า หรือออกซ์ฟอร์ด (Oxford) ว่าไม่จริง ใช้จ่ายประจําสูญเปล่าคือจ่ายแล้วหมดเลย นั่นคือจ่ายประจํา ต่อมารัฐบาล ก็บอกว่าเป็นหนี้เงินคงคลังอยู่ก็เอาไปใช้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ต้องทําไหมครับ ต้องทํา ตอนนี้ก็มาถึงงบลงทุน รัฐบาลกําหนดไว้จํานวน ๓๔๔,๔๙๕,๑๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลเพิ่มจากปีที่แล้วในปี ๒๕๕๓ ของงบประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาตัวเลข กลม ๆ เพิ่มเท่าไรครับ ร้อยละ ๖๐.๗ ถามว่าทําไมต้องเพิ่ม เพราะรัฐบาลมีภารกิจ มีพันธกิจ ได้กําหนดนโยบายที่ต้องทํางานให้สอดคล้องรองรับกับนโยบายรัฐบาล ถึงจะต้องเอาเงินไปใช้ รัฐบาลได้กําหนดยุทธศาสตร์ไว้หลายยุทธศาสตร์ แต่ในหลายยุทธศาสตร์รัฐบาลเขียนเอกสารทะเลาะกันเองครับ รัฐบาลโดยการนํา ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ผมพูดเมื่อสักครู่ ท่านไม่ได้เก่งกาจสามารถตามที่คนเชื่อ ฝรั่งมังค่าจะเชื่อท่านก็เชื่อ แต่พวกผม พรรคเพื่อไทยไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อว่าท่านเก่งกาจสามารถ ท่านบอกว่าจะพัฒนาประเทศ โดยการส่งเสริมการส่งออก ท่านประธานรู้ไหมครับกรมส่งเสริมการส่งออกอยู่ที่ไหน ก็อยู่กระทรวงพาณิชย์ ใครทําหน้าที่ กรมการค้าต่างประเทศ ทั้งที่กระทรวงท่านให้งบเขา ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในเอกสารท่านผมไม่อยากพูดว่าเอกสารที่เขียนมาเป็นเอกสาร เฮงซวย เพราะเดี๋ยวจะประท้วง ทําไมบอกว่าเฮงซวย มันเฮงซวยจริง ๆ ยุทธศาสตร์ อย่างนี้จะส่งเสริมการส่งออกเพื่อเอาเงินอินคัม (Income) ต้องส่งออกไป ต้องคํานึงถึง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ต้องขยายการพัฒนาเศรษฐกิจสู่รากหยั่งลึกแบบยั่งยืน เกลียดนัก พันตํารวจโท ทักษิณ แล้วที่พรํ่าพูดนโยบายต่าง ๆ นี่ก็เอามาจาก พันตํารวจโท ทักษิณ ทั้งนั้น ผมไม่ว่าท่านลอกเลียนลิขสิทธิ์หรอกครับ เป็นสิทธิ หรือตํารามันอาจจะตรงกัน ท่านส่งเสริมการส่งออกทําไมท่านถึงจัดงบประมาณให้กรมการค้าต่างประเทศนิดเดียวครับ เดี๋ยวตอนเยี่ยมกระทรวงผมจะบอกประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าตั้งอย่างนี้ ได้อย่างไร ท่านบอกว่าประเทศมั่นคงดู ๔ เรื่อง ๔ ราวสุดท้ายผมจะวิจารณ์ให้ฟัง ๓ เล่ม ของท่านผมนั่งอ่านมาในรถ เสียดายพรรคเขาบอกว่าไม่มีเวลาให้ผม พอมาถึงก็ปรับเปลี่ยน ถ้าได้เตรียมตัวกว่านี้น่าจะดีกว่านี้ ผมจะวิเคราะห์งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ในภาพรวม หรือแมคโคร
ในประการที่ ๑ งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่จริงท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบได้ว่าไม่จริง ถ้าเท็จก็แปลว่าท่านเขียนเอกสารไม่ถูกต้อง เหมือนกับบอกจีดีพีจะโต ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ เอามาจากไหน สภาพัฒน์บอกว่า ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๖ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาล กระทรวงการคลัง ก็แป๊ บ แป๊ บ แป๊ บ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านหลอกคนอื่นได้ แต่ท่านหลอกพรรคเพื่อไทยไม่ได้หรอก ท่านทํางบประมาณไม่เป็ น ผมก็ไม่เป็ น คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่เป็น กระทรวงการคลังทั้งกระทรวงไม่เป็นเพราะมีหน้าที่หาเงิน ที่นั่งกันอยู่ หน้าสลอนถึงเวลาก็เจ้าหน้าที่งบประมาณเขียนเลคเชอร์ (Lecture) ฟุตโน้ต (Footnote) เลฟโน้ต (Leftnote) ชอร์ต โน้ต (short note) ส่งมาทั้งนั้น เพราะเขารู้ ผมกล้าพูดได้ นักการเมืองเมืองไทยถึงผมไม่ทอป เทน (Top ten) แต่ผมก็ทอป ไฟว์ (Top five) เก่งที่สุด ท่านบุญชู โรจนเสถียร ตายแล้ว รองลงมาอันดับ ๒ อันดับ ๓ ต้องถ่ายรูปคือ ท่านชัย ชิดชอบ ท่านบรรหาร ศิลปอาชา พรรคประชาธิปัตย์ให้คนหนึ่ง พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล นอกนั้นผมไม่เห็น พวกท่านนั่นแหละในสายตาพวกผมไม่มีเรทติ้ง (Rating) ไม่รู้เรื่องหรอก ท่านนายกรัฐมนตรีโชคดีนะครับจากสํานักนายกรัฐมนตรีจัมพ์ อัพ (Jump up) เป็นนายกรัฐมนตรีเลย โอ๊ย คนชื่นชอบ แหมเขาส่งผมมามันตัวปลอมแท้ ๆ ๖ กระทรวง จะขึ้นนายกรัฐมนตรี โอ๊ย กินไม่ได้นอนไม่หลับ พรรคท่านก็ออกมาว่าเฉลิมเป็นไม่ได้ อ้าว ทําไมเป็นไม่ได้ ผมส่วนสูงไม่ถึงหรือ หรือไม่มีปริญญาตรี ครั้นจะบอกว่าจบตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวก็หาว่ามาโอ้อวด รับดุษฎีบัณฑิตพร้อมกันนะท่านนายกรัฐมนตรีกับผม ท่านดุษฎีบัณฑิต ท่านกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ ขอบคุณที่ให้เกียรติสถาบันผม สถาบันผมก็ให้เกียรติ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบให้ท่านรับวันแรก ผมวันที่สอง ท่านรับเวลาสั้น ๆ ผมใช้เวลา ๕ ปี แต่ถามท่านมีเกียรติไหม มีเกียรติ ท่านต้องห้ามลูกพรรค มันไม่ได้เป็นอยู่แล้ว โอ๊ย ด่าผม เช้า สาย บ่าย เย็น อ้ายพวกไม่มีงานทํา ท่านประธานครับ ผมจะวิเคราะห์งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ประการที่ ๑ งบนี้ขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับนี้ประกอบด้วยงบรายจ่าย ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจํา ค่าใช้จ่ายบุคลากร ๑,๖๖๒,๖๐๔.๒ ล้านบาท ถามว่าสูงกว่ารายรับของงบประมาณท่านเอสทิเมทเอาไว้ ว่าท่านจะรับ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รายจ่ายประจํา ๑,๖๖๒,๖๐๔.๒ ล้านบาท จ่ายมากกว่ารับ งบประมาณที่ท่านทํารายรับอย่างนี้ภาษาชาวบ้านในท้องตลาดเขาบอกไม่พอค่าโสหุ้ย จะนับทั้งค่าเยียวยาที่ท่านบอกท่านต้องไปดูแลคนนั้นคนนี้ เอาเถอะทําเถอะ ผมไม่พูดเรื่องนี้ ผมเข้าใจนายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้เกลียดท่านนะ แต่อะไรที่ท่านทําผิดผมบอกผิด อะไรที่ทําไม่ได้ผมกล้าคริทิไซส์ (Criticize) ผมไม่เกรงใจท่าน บางคนบอกไม่ได้นะ ไปว่าอภิสิทธิ์เดี๋ยวชาวบ้านเกลียด ผมบอกบางคนเขาบอกถ้าไม่ด่าอภิสิทธิ์ชาวบ้านเกลียด มันก็ไปวัดกันการเลือกตั้งครั้งหน้า แม่น บ่ นายกรัฐมนตรีว่าสิ่งที่พูดนั้นจริงเท็จแค่ไหน
ข้อ ๒ งบประมาณฉบับนี้รัฐบาลต้องก่อหนี้ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทนี่ไม่รวม พระราชกําหนด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่รวมพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชบัญญัติ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมั่วหมด ตอนกู้บอกมีไพรออริตี้ (Priority) พออยู่ไปหน่อยเก็บภาษีได้เพิ่ม เฮ้ย ไม่เอาแล้ว นี่นโยบายขายขนมครก ไม่ได้นะ ตอนกู้ต้องคิดให้รอบคอบ ต้องตรวจสอบ ให้สมบูรณ์ว่าเราจะกู้เพราะอะไร และถ้าจะเลิกเพราะอะไร นี่พอเก็บภาษีได้เพิ่ม เศรษฐกิจดีท่านก็บอกว่าที่ขอกู้ไม่เอาแล้ว พระราชกําหนดมันจบแล้ว ก็เหลือพระราชบัญญัติ ทีนี้งบประมาณปีนี้ท่านต้องกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ชดเชยส่วนที่ขาดดุล นายกรัฐมนตรี เข้าใจตรงกันนะ ขาดดุลก็แปลว่าขาดทุน เสร็จเรียบร้อยเงินกู้ดังกล่าวนี้ท่านเอาไป ชําระหนี้เดิม พูดกันให้ชัด กู้มาไปชําระหนี้เดิม พอปีนี้ท่านบริหารราชการบ้านเมืองอย่างนี้ พอปี หน้ากู้อีกขาดดุลอีก ตั้งงบรายจ่ายประจํามากอีกเพราะยุคโกลบัลไลเซชัน (Globalization) การพัฒนาทางการเมืองต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาประเทศก็ต้องกู้ กู้เสร็จกู้ปี นี้ใช้ปี ที่แล้ว ปี ต่อไปก็ใช้หนี้ อยู่ในสภาพของงูกินหาง ท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๐ ที่รัฐบาลจะต้อง ดําเนินการ ท่านบอกว่าขาดดุล จํานวน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๔.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ นายกรัฐมนตรีต้องบอก รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังต้องพูด ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ นี่มันใกล้ครึ่งเข้าไปแล้ว อันตรายครับ ประเทศกรีซมีปัญหา ยุโรปมีปัญหา เงินยูโร (Euro) ลด เงินปอนด์ลด เงินดอลลาร์ ต่อไปเงินไทยเราแข็งขึ้น ๆ ส่งออกไม่ได้เอาเงินที่ไหน หรือนายกรัฐมนตรีรู้ล่วงหน้าว่า จากนี้ต่อไปมันส่งออกไม่ได้ก็เลยไม่ให้งบกรมการค้าต่างประเทศ รู้หรือ ถ้าไม่รู้ก็หมั่นไส้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือ สวยนัก สวยเริด สวยเจ็บ เลยให้งบน้อยหน่อย อย่างนั้นหรือเปล่า ท่านอาจจะไม่คิดแต่ผมมีสิทธิ สตางค์ของผม สตางค์พวกผม สตางค์ พ่อแม่พี่น้องของผม โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศคนภาคอีสาน คนภาคเหนือ มีสิทธิ ท่านอาจจะเป็นปอปปูลาริตี้ (Popularity) ในฮาร์ท ออน ทาวน์ (Heart on town) ก็เรื่องของท่าน ท่านอาจจะเป็นพระเอกลูกกรุง ผมอาจจะเป็นพระเอกลูกทุ่ง ก็แล้วแต่ การแบ่งตลาดทางการเมือง ท่านก่อหนี้ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๔.๑ ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ ตัวเลขฟังดูเผิน ๆ ต่อไปสัดส่วนกู้ยืมเงินรัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ ผมเอสทิเมทไว้ถ้าท่านอยู่ถึงปีหน้าจะพุ่งถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ฝรั่งบอกแดนเจอรัส (Dangerous) คนไทยบอกอันตรายนะ ถ้าขึ้นถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็รู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยากให้เป็ น ถ้าผมเป็ น นายกรัฐมนตรีก็ไม่อยากให้เป็น แต่ท่านกรุณานิดหนึ่งเถอะ รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจดี รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ คนในรัฐบาลพร้อม ท่านรู้ไหมคนของท่านบางคน พ่อให้สมบัติหมู่บ้านไว้บริหารจนเจ๊งแล้วมาเป็นทีมเศรษฐกิจ ผมไม่อยากพูด นโยบาย ทั้งหมดเรื่องชุมชนเข้มแข็งออกมาจากข้างบน มีคนกลางมารับงาน มีลูกน้องไปวางงาน มีเจ้าหน้าที่ มีสมาชิกพรรคไปทํามาหากิน เขาเอา ๑ บอก ๒ เขาเอา ๔ บอก ๕ ต้องเฉ่งปี๋กัน ตอนญัตติไม่ไว้วางใจ นี่เพียงแต่บอกว่าอย่ามาคุยว่าทีมเศรษฐกิจเลอเลิศ ไม่มีทาง พวกท่านไม่ได้ครึ่งหนึ่งทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ผมเรียนนะครับ งบประมาณฉบับนี้ ถือว่ากู้หนี้ใหม่ไปใช้คืนหนี้เก่า เถียงผมมาสิ ต่อมาก็งบประมาณการก่อหนี้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านหลักก็เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง อัตราการเติบโตท่านมองเอาไว้ว่า ปี ๒๕๕๔ จะคาดการณ์ไว้ที่ ๓.๕-๔.๕ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ สภาพัฒน์บอก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อรัฐบาลครับ ขอประทานโทษ งบประมาณใส่มาในงบประมาณ โดยสังเขปบอก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกเลย ๓.๕-๔.๕ เปอร์เซ็นต์นี่พอไปได้ ทีนี้ท่าน ก่อหนี้ จํานวน ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพื่อสร้างส่วนเพิ่ม ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศร้อยละ ๓.๕ ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีใด ไม่ต้องออกซ์ฟอร์ดหรอกครับ เอามินิ เอ็มบีเอจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นี่แหละ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะรู้ได้ชัดว่ารัฐบาลกําลังดําเนินนโยบายแผ่นดินที่ไม่มี ประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิผล ท่านเขียนเอกสารวิเคราะห์งบประมาณ หน้า ๒ ย่อหน้าที่ ๒ รัฐบาลก่อหนี้ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คิดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ๓.๔-๔.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ท่านเขียนของท่านไว้มันคอนทราสต์ (Contrast) กันกับ ที่สํานักงบประมาณได้วิเคราะห์เอาไว้ ท่านประธานที่เคารพ เพื่อความชัดเจน หนี้สาธารณะ พี่น้องประชาชนจะได้รู้ คือหนี้ของรัฐบาลที่กู้ทั้งในและนอกประเทศ หากรวมงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ บวกเข้าแล้วจะมีหนี้ปริ่ม ๆ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่เคยทํางานบริษัทซื้อหุ้น บริษัทขายหุ้น พวกผมไม่ให้แต้มครับ คุณไม่ได้มีศักยภาพเหนือพวกผมหรอก แต่บังเอิญ โชคช่วย แล้วเลิกพูดสักทีเถอะอ้ายที่มาลูกคนนั้นหลานคนนี้ อย่าให้ผมพูดนะ ผมนี่ อภิปรายในสภาจนพ่อนักการเมืองคนหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีปลดออก ผมนี่เป็น คนอภิปราย แต่ผมอาภัพ ศัตรูเยอะ ทําคุณงามความดีไว้คนก็ลืม ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก็น็อก (Knock) เสียกลางสภาก็ยุบสภาไป พ่อนักการเมืองคนหนึ่งก็โดนน็อกกลางสภา ผมนี่แหละอภิปราย บริษัทหนึ่งที่ทําธุรกิจการเงินเจ้าของโยงไปโยงมาเอาเงินออกซ้าย เข้าขวา หน้า หลัง คนในรัฐบาลชุดนี้ก็ทํางานอยู่ด้วย วันนี้หนีไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ฝีมือเฉลิมนี่แหละครับ ผมอภิปราย โอ๊ย มีคนมาด่ามีคนมาติดต่อ คุณเฉลิมด่านี่ยั้งให้ที ผมบอกไม่มีหรอก การเมืองต้องตรงไปตรงมา ไปทางไกลรู้กําลังม้า นานเวลารู้นํ้าใจคน
ท่านประธานครับ รัฐบาลบอกว่าถ้าลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคมจะให้สังคม มีมาตรฐานเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดหลายที่ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า จะทําเมืองไทยให้เป็นเวลแฟร์ (Welfare) รัฐสวัสดิการ ใครเขียนตําราให้ท่าน ท่านต้องให้ มันไปอยู่ไกลท่านที่สุด จนกว่าท่านจะพ้นจากตําแหน่งหน้าที่ ประเทศที่จะเป็นเวลแฟร์ หรือรัฐสวัสดิการได้นั้นเขาต้องเก็บภาษี ๗๕ เปอร์เซ็นต์ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เมืองไทยสูงสุด ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเพ้อ ท่านฝัน ถ้าท่านคิดว่าจะแอบโซลูท ทาร์เกตนั่นได้ แต่ไม่ใช่ปัจจุบัน รัฐสวัสดิการต้องเก็บภาษี ๗๕-๘๐ เปอร์เซ็นต์ เขาปูพื้นฐานในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ประเทศสวีเดน ประเทศเดนมาร์ก และอีกประเทศหนึ่ง ๓ ประเทศ ทําไมผมถ่องแท้ล่ะ ผมรู้ดีเพราะผมเคยไปลี้ภัยที่นั่น ผมเข้าใจดีกว่านายกรัฐมนตรีไหม ดีกว่า อยู่ไม่ห่างกันเท่าไรหรอก แต่ประเทศอังกฤษมันเมืองเปิด ประเทศเดนมาร์ก เขาเมืองปิด เขาเป็นรัฐสวัสดิการ เขาฝังรากหยั่งลึกลงมานับร้อย ๆ ปี ท่านอภิสิทธิ์มาเป็น นายกรัฐมนตรีปีกว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการ หาเสียงอย่างอื่นก็หาเถอะ อย่าทําเลยอย่างนี้ คนไม่รู้นักข่าวก็เขียน โอ อภิสิทธิ์อวตารมาเกิดจะพลิกประเทศ จะพิค อิท อัพ (Pick it up) เมืองไทย จะดําเนินการเป็นรัฐสวัสดิการ ท่านทําไม่สําเร็จ แล้วโอกาสรอบหน้าท่านมา ทําเนียบไม่ถูกแล้ว หาเข็มทิศยังมาไม่ถูกผมจะบอกให้ ไปเถอะท่านต้องไปตรงอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านบอกว่าจะลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม ท่านเปิดงบประมาณดู ผมเอาของท่านมาวิพากษ์วิจารณ์ ยํ้าอีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้เตรียมตัว เพราะเขาให้ไปคิว ไม่ไว้วางใจ ในกลุ่มงานจังหวัดกําหนดเอาไว้ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อจะแก้ปัญหา ความเหลื่อมลํ้าทางสังคม แต่ปรากฏว่าร้อยละ ๘๐ ของ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเป็นการจ่ายประจํา ร้อยละ ๘๐ หารไปสิท่านนายกรัฐมนตรี ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเอา ๘๐ หาร จะเหลือ เงินนิดเดียวครับ เหลือ ๔,๐๐๐ ล้านบาทใน ๗๕ จังหวัด หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ เขาไม่เอาของท่านเพราะเขามีงบของเขา เหลือ ๔,๐๐๐ ล้านบาทที่จะแก้ปัญหา ความเหลื่อมลํ้าตํ่าสูงเฉลี่ยแล้วจังหวัดได้จังหวัดละ ๕๓ ล้านบาทเศษ สํานักงบประมาณ ก็ซื่อบื้อใส่มา ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ดูงบประจํา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ใน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท มันเหลือทั้งหมด ๔,๐๐๐ ล้านบาท เอา ๗๕ จังหวัดหารไป เหลือจังหวัดละ ๕๓ ล้านบาทไม่พอ ทําไมไม่คิดล่ะ หรือมัวไปออกทีวี ศอฉ. เลดี้ แอนด์ เจนเทิลเมน (Lady and Gentlemen) กู๊ด มอร์นิ่ง (Good morning) กู๊ด อาฟเตอร์นูน (Good afternoon) กู๊ด อีฟวนิ่ง (Good evening) เลยไม่ได้อ่านงบประมาณครับ ผมก็เลยเรียกท่าน จอมพล อภิสิทธิ์ แล้วก็เรียก พลเอก ปณิธาน บางคนเขาถามว่าเหน็บแนมไหม บอกไม่ใช่ ไปอยู่นานเหลือเกินนี่ก็เลย ต้องตั้งให้เป็นจอมพล อ้ายนั่นก็ออกรายการ เลดี้ แอนด์ เจนเทิลเมน ด่าคนอื่นเขาด่าได้ เวลาใครเขาด่าบ้างบอกนักวิชาการ คุณมาเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คุณทําหน้าที่ โฆษกรัฐบาลคุณเป็นนักการเมืองเต็มตัว แล้วคุณมาบอกเวลาใครด่า โอ๊ย ไปด่า นักวิชาการ อ้ายนักวิชาการคําจํากัดความคืออะไร ต้องเรียนจบแค่ไหน ปริญญาตรี เป็นได้ไหม ปริญญาโทเป็นได้ไหม ปริญญาเอกเป็นได้ไหม มันก็อยู่ที่พวกคุณจะยกย่อง ส่งเสริม แล้วไปบอกพรรคเพื่อไทยหาคนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ บอกท่านประธานผ่านไป นายกรัฐมนตรี พรรคผมนะตั้งแต่ภารโรงพรรคยันหัวหน้าพรรคพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ทุกคนเพราะภารโรงพรรคผมจบปริญญาโทเป็นตับเป็นได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบอกว่ารัฐบาลกําหนดยุทธศาสตร์ ในข้อ ๓ รัฐบาลบอกว่าจะสร้างสรรค์งบประมาณ ๖๒๔,๔๑๘ ล้านบาทเพื่อดําเนินยุทธศาสตร์ การพัฒนาสังคมคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม ผมอ่านทบทวน ยุทธศาสตร์พบแต่นโยบาย ยู แฮฟว เดอะ โพลิซี โอนลี่ (You have the policy only) คุณมีนโยบาย รัฐบาลไม่มีมาตรการ ไม่ว่าจะมาตรการวัฒนธรรม ศาสนา กีฬา นโยบาย ประชาสงเคราะห์และประชาสังคมเป็ นสําคัญ ไม่พบนโยบายมาตรการส่งเสริม ให้ประชาชนมีโอกาสสูงเหมือนกับที่ท่านทักษิณเขาทํากองทุนหมู่บ้าน พักชําระหนี้เกษตรกร เอสเอ็มอี เอสเอ็มแอล รักษาฟรี ดูแลพี่น้องประชาชน จึงเป็นขวัญใจคนยากคนจนตลอดมา มันจัดนโยบายกําหนดเม็ดเงินสู่เป้ำหมาย มันคนละชั้น คนละวิชัน (Vision) พันธกิจ ภารกิจ มันต่างกันด้วยสติปัญญา ท่านประธานที่เคารพ ต่อมาก็บอกว่าจะให้ความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย จะทํามาตรฐาน เขากล่าวหาท่าน ๒ มาตรฐาน ด้วยความเคารพท่านประธาน นายกรัฐมนตรีรู้เต็มอก ผมนี่รู้จักกับท่านมานาน ผมหวังดีกับท่านนะ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้อิจฉาก็บุญทํากรรมแต่ง ปี ๒๕๒๖ ผมปราศรัยให้พรรคประชาธิปัตย์ที่สนามหลวง ท่านก็บอกว่าท่านจะมาช่วย หาเสียง พักเรียนจากประเทศอังกฤษ เขาบอกท่าน ๒ มาตรฐาน ผมกําลังบอกว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่มีมาตรฐาน ๒ มาตรฐานยังดี ยังมี ๑ มี ๒ นี่ท่านไม่มี มาตรฐาน ผมเรียนนะครับ รัฐบาลไม่ได้จัดงบประมาณให้คนยากจน อะไรจะไปซํ้า ที่ท่านทักษิณทําไว้ กลัวเลียนแบบทักษิณ อ้ายนี่ไม่ได้ คนจําทักษิณได้ เขาไม่รู้จักอภิสิทธิ์ คิดได้อย่างไร อ้ายคลังก็เก่งนัก ไม่รู้หรอก ไม่เชื่อออกทีวีดีเบท (Debate) กันไหม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านกับผมเอาช่องไหนก็ได้ยกเว้นช่อง ๑๑ ผมไม่อยากไปเพราะไปแล้วซวยผมไม่ไปช่องนี้ ท่านประธานครับ รัฐบาลไม่มีความจริงใจ แก้ไขปัญหา ความเป็นธรรม แผนปรองดอง มันเกิดไม่ได้
ประการที่ ๓ นายกรัฐมนตรี รัฐกําหนดนโยบาย ปี ๒๕๕๔ ไว้ไร้ทิศทาง ไม่แน่นอน ท่านจะไปไหน ช่วยคนจน พัฒนาสังคม ลดความเหลื่อมลํ้า แก้ปัญหา การว่างงาน แก้ปัญหาเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นปัจจัยสําคัญทางด้าน เศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาท่านให้เขานิดเดียว ผมไม่อยากพูด เดี๋ยวพรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวผมต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเร็วกว่ากําหนด ไม่ครับ ยังไม่ใช่ คิวผม ผมรอได้ เพราะผมกะเล่นการเมืองอีก ๒ ปี ปีนี้ผม ๖๓ ปี วันเกิดครบพรุ่งนี้ อีก ๒ ปี ผม ๖๕ ปี ถ้าไม่ได้เป็นก็เป็นรัฐมนตรี ๖ สมัยพอแล้ว ผมไม่มีเรื่องทุจริต ใครจะเกลียด จะชังบ้างไม่เป็ นไร ผมมีหลักของผม ผมมีสเตตัส (Status) ผมเป็ นตัวของตัวเอง ผมทํางานทางการเมืองผมมีความสุข ผมเรียนท่านประธานว่าความเป็นธรรมของรัฐบาล ชุดนี้ เดี๋ยวผมจะไปเยี่ยมดีเอสไอตอนเอางบประมาณ เวลาพวกผมพูดถึงท่านทักษิณ ท่านบอกเป็นทายก เป็นสาวก แล้วอยู่ปักษ์ใต้มึงหาเสียงไม่ชูพี่ชวนใครเลือกล่ะ ปักษ์ใต้ ๑๔ จังหวัด ถ้าไม่ชูพี่ชวนมึงเป็ นผู้แทนราษฎรได้ไหม พี่ชวนย้ายไปตั้งพรรค พรรคประชาธิปัตย์ก็เรียบร้อยแพ้หมด เขาเคารพใคร พูดถึงใคร เป็นสิทธิ ผมเคารพ
ท่านเฉลิมครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณอรรถพรประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ อยากให้ควบคุมการอภิปรายของท่านเฉลิม อยู่บํารุง ให้อยู่ในประเด็นที่รวบรัด กระชับ แล้วก็สอดคล้องกับเวลาที่ได้รับ ท่านได้อภิปราย ให้ความบันเทิงมานานพอสมควรแล้ว ผมเชื่อว่าน่าจะเขาสู่ประเด็นที่ชัดเจน ผมเป็นห่วง สุขภาพของท่านด้วยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ เพราะว่าวิปฝ่ายค้านได้เสนอให้ท่านเฉลิมอภิปราย ๑ ชั่วโมง ขณะนี้ ยังมีเวลาเหลืออีก ๒๖ นาที แต่อย่างไรก็ตามก็ขอให้พูดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณนะครับ ส่วนเมื่อกี้ที่พูดถึงท่านผู้อาวุโสผมว่าท่านพูด ด้วยความชื่นชมคงไม่เป็นไรครับ ก็ขอให้รวบรัดด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าการกําหนดเวลาพูดของฝ่ายค้านเป็นเรื่องของพวกผม เมื่อกี้บอกเลยบอกว่าท่านเฉลิมพูดต่อกี่ชั่วโมงก็ได้ เอาเวลาของเราไม่ใช่เรื่องของ พรรคประชาธิปัตย์ อย่าลํ้าเส้นเวลาของใคร
ทางวิปฝ่ายค้านเสนอมา ๑ ชั่วโมงนะครับ
ไม่เป็นไรครับ เปลี่ยนใหม่ แล้วครับ
ขอเชิญอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมพูดนี่งบประมาณทั้งนั้น แต่ผมทําความเข้าใจกับงบประมาณผมถึงมีไซด์ไลน์ (Sideline) อย่างไรละ ถ้าผมไม่ทําการบ้านผมยืนขึ้นมางบปีนี้ขาดดุลเท่านี้ ลงทุนเท่านี้ รายจ่ายประจําเท่านี้ ใช้หนี้โครงการเท่านี้ รายรับเท่านี้ จีดีพีเท่านี้ อ้ายนั่นมันไม่ใช่ผม ผมขึ้นมาผมต้องศึกษา ผมก็รู้ ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องตอบ ผมเรียนท่านประธานต่อนะครับว่ายุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ รัฐบาลกําหนดให้เศรษฐกิจขยายตัวมีเสถียรภาพและยั่งยืนไว้เพียง ๒๑๙,๗๙๗ ล้านบาท ทั้งหมดร้อยละ ๘๐ ต้องจ่ายประจํา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคิดตัวเลขเป็ นไหม ไม่เป็ นก็ถามผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ ถ้าไม่รู้อย่าลอยหน้า ที่คุณพูดออกโทรทัศน์คนไม่รู้นึกว่าคุณเก่ง ผมฟังคุณพูดนี่คุณไม่รู้เรื่องเลย และไม่มีใครจะรู้หรอกครับ ไปอยู่ด้วยระยะเวลา ๑ ปี ๒ ปี ถึงจัดทํางบประมาณเป็น เพราะงบประมาณเขามีการต่อเนื่อง เขามีซีลลิ่ง (Ceiling) ของเขา ท่านประธานครับ บอกว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว มีเสถียรภาพ ๒๑๙,๗๙๗ ล้านบาท ร้อยละ ๘๐ ใช้จ่ายประจําเหลือเพียง ๔๓,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น นายกรัฐมนตรี นโยบายรัฐบาลท่าน เขียนไว้ไม่สอดคล้องรองรับกับยุทธศาสตร์การจัดทํางบประมาณ ไปคนละทิศทาง เขาเรียกเหวี่ยงแห เหมือนกับที่รัฐบาลกําลังกล่าวหา อ้ายนี่ก็ก่อการร้าย อ้ายนี่ ก็ผู้ก่อการร้าย อ้ายนั่นก็ผู้ก่อการร้าย ท่านนะอ้ายผู้ก่อกวน จัดทํางบประมาณนี่เหวี่ยงแห พอมาดูจริง ๆ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศใช้งบประมาณ ๘,๑๘๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท เม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ นายกรัฐมนตรีเขียนไปสิ ถ้าไปดูท่านอย่างนี้เพ้อ ถ้าเอาแต่ละเล่มมายํากัน เล่ม ๑ เล่ม ๒ เล่ม ๓ เอามายํากัน ดูงบประมาณปีที่แล้วจึงรู้เลยว่า งบประมาณปีนี้จัดแบบขาดประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล ไร้ทิศทาง เหลือเงินเดือน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกําหนดจะบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภาวะภูมิอากาศโลกร้อน ท่านจัดสรรงบประมาณ ๓๖,๙๕๔,๙๐๐,๐๐๐ บาท หักรายจ่ายประจํา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่นโยบายโลกนะครับ ตัวเลขท่านทําไว้ ผมไม่ได้นั่งเทียน ต่อมาก็มาดูว่าในบทวิเคราะห์ งบประมาณ หน้า ๘ ข้อ ๔ งบประมาณด้านเศรษฐกิจขยายตัว มีเสถียรภาพ จัดงบเพียง ๒๑๙,๗๙๗,๓๐๐,๐๐๐ บาท ได้จริงเพียง ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ทําหลายโครงการ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีโฟกัส (Focus) ท่านไม่เน้นภารกิจ ท่านกําหนด พันธกิจ ท่านกําหนดภารกิจ แต่ท่านไม่เน้น
ประการที่ ๔ ที่ผมเรียกท่าน จอมพล อภิสิทธิ์ เพราะผมดูจากการทํา งบประมาณ ๔ ข้อดังต่อไปนี้ ในประการที่ ๔ ท่านซ่อนงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์ ที่คลุมเครือเอาไว้ทั้งหมด จํานวน ๑,๑๖๑,๐๑๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท ประกอบไปด้วย ๔ ยุทธศาสตร์ที่ท่านซ่อนเอาไว้
๑. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะรัฐมนตรี ได้ซ่อนยุทธศาสตร์ สร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย ๑๖๑,๙๘๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยเน้นหนักลงพื้นที่ปักษ์ใต้ ผมไม่ได้หวง ผมไม่ได้อิจฉาพี่น้องประชาชนคนภาคใต้ แต่คนทั้งประเทศโบราณเขาบอกว่า ฝนตกให้ทั่วฟ้ำ ท่านไม่ต้องอ่านเคร่งเครียด ไม่ต้องรีบตอบ ไปตอบสรุปก็ได้ กว่าผมจะเข้าใจ ต้องอ่านตั้ง ๓-๔ ชั่วโมง ของท่านทั้งนั้น แต่ผมไปแยกอย่างไร
๒. ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ จํานวน ๑๘๖,๓๖๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เดิมทีนี่ประเทศเขามั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง เสถียรภาพของประเทศดีมาก มายุคท่านนี่ละ คําก็ประเทศไม่มั่นคง คําก็เสถียรภาพประเทศชาติไม่ดี บ้านเมืองกระทบ มีปัญหา มันมีปัญหาเฉพาะรัฐบาลกับประชาชน เขาไม่ได้มีปัญหากับประเทศชาติไม่รู้อีกหรือ เขาไม่ชอบท่านเพราะท่านได้เสียงลําดับที่ ๒ เหมือนพรรคเลเบอร์ (Labour) ของกอร์ดอน บราวน์ พอได้ที่ ๒ รัฐธรรมนูญบอกให้ตั้งรัฐบาล กอร์ดอน บราวน์ บอกไม่ได้เราแพ้เขา เดวิด แมคคัลลัฟ นักเรียนอีตัน (Eton) หลังท่าน ออกฟอร์ดหลังท่าน อ้ายนี่ชอบนั่ง รถจากัวร์ (Jaguar) คันเดียวกับที่ผมนั่ง เขาได้ที่ ๑ เขาเหมือนพรรคพลังประชาชนได้ที่ ๑ แต่ไม่เกินกึ่ง พรรคเสรีประชาธิปไตยจัมพ์ อัพผ่านพรรคที่ ๒ ไปตั้งกับพรรคที่ ๑ กอร์ดอน บราวน์ เขาลาออก แต่ท่านสู้ตั้งแต่แรกก็สู้ เลขาธิการท่านก็ออกมาจะตั้งรัฐบาลแข่ง ผมก็นึกในใจ มันจะแข่งอย่างไรวะก็มันได้ที่ ๒ พรรคประชาธิปัตย์ ๑๖๕ เสียง ๑๖๘ เสียง พรรคพลังประชาชน ๒๓๗ เสียง ไม่ใกล้เคียง ต้องชื่นชมท่านชวน แพ้ ๑ เสียง ๒ เสียง พี่จิ๋วตั้งรัฐบาลไปเลยผมไม่ตั้ง พอพี่จิ๋วไปพี่ชวนมา ไหนว่าเป็ นลูกศิษย์ท่านชวน อ้ายเรื่องดีไม่จํามาบ้าง เออ ประหลาด
๓. ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี จํานวน ๓๐๔,๒๘๗,๖๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลบอกจะบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กู๊ด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Good governance) ไม่ชัดเจน
๔. เรื่องทั้งหมด ท่านนายกรัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี ผู้พรํ่าพลอดเรียกประชาธิปไตย ได้จัดงบเอาไว้เรียกว่าหมกเม็ดถึง ๕๐๙,๔๗๓,๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมบอกท่านประธานครับว่าไปในชั้นกรรมาธิการวาระที่สอง งบประมาณต้องพิจารณาเสร็จ ในชั้นผู้สภาแทนราษฎร ๑๐๕ วัน วุฒิสภา ๒๐ วัน รวมแล้ว ๑๒๕ วัน กรรมาธิการในวาระที่สอง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเลขได้ นายกรัฐมนตรีเอาปากกามาจด ท่านให้งบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น้อยไป เป็นพื้นฐานเป็นรูท (Root) ที่จะหาเงินให้กับประเทศ เพราะบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกร มีอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ตาสี ตาสา ป้ำมี ยายแม้น จะเติบโตมาได้ต้องผลิตผลการเกษตร มันไม่ใช่ดิ อินดัสเทรียล (The industrial) แต่ก็ต้องอิงการอุตสาหกรรม ท่านให้เขาน้อยอีก หรือว่าพรรคเพื่อแผ่นดินมันไม่สอพลอ พรรคเพื่อแผ่นดินไม่เอาใจหรือไม่พูด จริงครับนาย ใช่ครับท่าน สบายครับผม ไม่ใช่ใช่ไหม ให้กระทรวงอุตสาหกรรมน้อย กระทรวงพาณิชย์ให้เขาน้อย ทําไมล่ะ ไหนพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรล่ะ คิดอย่างไร งบประมาณคิดอย่างไร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือว่า ท่านบรรหารพูดขัดหู หรือว่าอดีตหัวหน้าพรรคส่วนสูงไม่ถึงเลยให้เขาน้อย กระทรวงแรงงาน พรรคเดียวกันแท้ ๆ ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นในแมคโครผมบอกเลยยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เด็กนับแต่คลอดอยู่รอดเป็นทารก มีสภาพเป็นบุคคล เป็นหนี้คนละ ๔๕,๐๐๐ บาท นี่คือฝีมือนักเรียนออกซ์ฟอร์ด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง มีคนตาย ๘๖ คน เจ็บป่วย ๒,๐๐๐ คน
ท่านประธานครับ ต่อไปผมจะลงไมโครยังมีเวลาให้ผมไหม มีนะ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ นี่แมคโครภาพรวม ทีนี้ลงไดเรคท์ (Direct) ไมโคร ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจฟัง อย่างน้อย ๆ ท่านก็จบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ท่านชอบมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนใช่ไหมถึงไปเรียน บางทีคนบอกนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้อย่างไรเรียนมหาวิทยาลัยรามคําแหงจบเร็วด้วย ท่านได้หน่วยกิต พื้นฐาน ท่านเรียนนิดเดียวจบแล้ว ขยัน จบนิติศาสตร์จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ คดีอาญามีอายุความ ๒๐ ปี ปีนี้ ๔๖ ปี อีก ๒๐ ปี ๖๖ ปี ท่านมีสิทธิ มีสิทธิเป็นอะไร ผมไม่บอก เก็บไว้เป็นปริศนาไขว้ เก็บไว้เป็นปริศนาธรรม ให้ไปคิด ๖ ศพที่วัดปทุมวนาราม ตอบไม่ได้ครับ ผมไม่ว่าใครผิด ผมไม่ว่าใครถูก เพราะผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ผมไม่ได้ร่วม ในการชุมนุม ผมได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้ปลอดภัย อย่ามีคนล้มหายตายจาก เพราะนิสัยผมเป็นคนขี้กลัว ผมไม่กล้าเหมือนนายอภิสิทธิ์ ผมถูกล้อมที่จังหวัดกระบี่ ๒,๐๐๐ คนล้อมผม ตํารวจบอกสู้ อส. บัวบอกสู้ ผมถามสู้กับใคร สู้กับประชาชนไม่เอา ผมหนี มึงล้อมล้อมไปสิ กูหนี รู้อีกทีผมถึงกรุงเทพฯ แล้ว มันถามเฉลิมอยู่ไหน ผมบอก อยู่บํารุงนะสิจะอยู่ไหน หนีขึ้นเครื่องมาเลย ปัญหามันเกิดจากผมกับคนล้อม ผมจะให้ เจ้าหน้าที่ไปสลายได้อย่างไร ผมหนี แต่นายแน่มากนายกรัฐมนตรีเก่ง คนตาย ๘๖ คน ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นนายตํารวจมือปราบ ผมไม่ใช่นายตํารวจหน่อมแน้มอย่างที่ ออกทีวีตามหลังให้สัมภาษณ์ พุทโธ่ รู้กําพืดมาทั้งนั้น มึงเคยจับโจรกันไหม ไม่เคย นี่แหละมือปราบอยู่กองปราบปรามสามยอด ๑๑ ปี ผมไม่กล้ายิงผู้บริสุทธิ์ ไม่กล้า แม้กระทั่งคนร้ายที่เขาให้จับตาย มันทําผิดอุกฉกรรจ์มหันตโทษ พอชักปื นมาปั๊บ มันยกมือไหว้ผมปล่อยหมดนับสิบคน ไม่เชื่อไปถามนายตํารวจที่สนิทกับท่านสิ พวกตามหลังท่านพวกพกปืนแก๊ปไม่รู้เรื่องหรอก นายกรัฐมนตรีก็เห็น แหม อ้ายนี่ดาวเต็มบ่า เหรียญแม่นปื นเต็มอกคงจะป้ องกันกูได้ พวกนี้มันได้กิตติมศักดิ์ ผมนี่หน่วยสวาท (S.W.A.T.) รุ่นแรก ๑๐๐ นัดผมยิงได้ ๙๘ นัด อันนี้ผมมาเป็นนักการเมือง ถ้าเป็นตํารวจ ผมอารักขาท่านถึงจะปลอดภัย ผิดนักก็ยิงท่านเลยหมดเรื่อง จะได้หมดปัญหา ตาย
ท่านเฉลิมครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ
เดี๋ยวก่อนครับมีผู้ประท้วง เชิญผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ พี่เฉลิมครับ
ก็ขอให้อยู่ในอาการสงบนะครับ รอฟังคุณประมวลประท้วงก่อนครับ
รู้สึกเอนเทอร์เทน (Entertain) มากเกินไป แล้วครับท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ แล้วก็ประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เพราะเราอภิปรายเนื้อหาสาระว่าในเรื่องงบประมาณ เป็นอย่างไรบ้าง ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกสมัยแรกนี่ ผมอยากจะเห็น ส.ส. รุ่นพี่ ๆ แสดงบทบาทในสภาให้เป็นตัวอย่างนะครับ ไม่ใช่มาแสดงจําอวดแบบนี้ เพราะว่าในอนาคตไม่แน่ผมอาจจะเป็ นผู้ แทนราษฎร ผมอาจจะเป็ นสมาชิกที่ดี ผมอาจจะดูแลเรื่องงบประมาณที่ดีได้นะครับ จะได้เอาแบบอย่างพี่ ๆ ที่ทําตัวอย่างให้ดู ไม่ใช่มาทําแบบนี้นะครับ การพูดจาในสภานี้ท่านจะใช้ภาษาต่างดาวหรือภาษาอะไร ก็แล้วแต่ให้แปลด้วย พวกเราสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อาจจะไม่เก่งทางด้าน ภาษาอังกฤษก็ขอให้ช่วยแปลให้พวกเราด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ
ไม่เป็นไรครับ ให้ผมวินิจฉัยก่อนครับ ความจริงบรรยากาศท่านเฉลิมก็กําลังจะเริ่มเข้า ความสนุกสนานบ้างเล็กน้อยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องขอท่านเฉลิมรวบรัดให้อยู่ในประเด็นด้วยนะครับ เชิญอภิปรายต่อครับท่านเฉลิม
ท่านประธานที่เคารพครับ จะประท้วงผมนี่ได้ แต่ผมไม่มีหลุดประเด็นครับ ส่วนท่านฟังผมแล้วท่านไม่ชอบ ก็เรื่องของท่าน ถ้าประชาชนเขาไม่ชอบรอบหน้าเขาก็ไม่เลือกผม ถ้าไม่เลือกผม เป็นผู้แทนราษฎรผมก็เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ผมก็ได้แค่ฝัน อย่างน้อย ๆ ผมก็กําไรยังได้ฝัน จะประท้วงจะอะไรมันทําได้ มีตรงไหนบ้างไม่อยู่ในประเด็น
ผมต้องเรียนท่านเฉลิมครับ การประท้วงก็เป็นสิทธิอย่างหนึ่ง เมื่อผมวินิจฉัยแล้วก็ขอให้ ท่านเฉลิมอภิปรายต่อเลยครับ
ท่านครับ ประเภท มวยไม่มีราคา ม้าไม่มีชั้น
ก็มีผู้ประท้วงต่อครับ คุณประมวลประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายใช้ กิริยามารยาทแบบนี้มาโดยตลอดและทําตัวเป็นผู้ก้าวร้าวมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ผมเข้าใจว่าลูกท่านถึงเป็นแบบนั้นนะครับ
ก็ต้องอย่างนี้ครับคุณประมวล เชิญนั่งลงเถอะครับ ผมว่าบางครั้งเราก็อภิปรายเกินเลย กันบ้างเล็กน้อย อะไรที่อภัยกันได้ก็ต้องให้อภัยกันนะครับ เชิญคุณประมวลนั่งลงครับ ท่านเฉลิมก็ของดเว้นการอภิปรายพาดพิงถึงผู้อื่นนะครับ
ท่านประธานครับ ที่ผม พูดนี่ผมไม่พาดพิงใครให้เสียหายนะครับ
ประท้วงต่อใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปราย ท่านเฉลิมนี่พูดกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีโดยตลอดครับว่าปราบปรามตายไปแล้ว กี่ศพ ๆ แต่ถามว่าท่านมีพยานหลักฐานอะไร ท่านบอกท่านจบกฎหมาย ท่านเรียน ปริญญาเอก จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคําแหง ผมก็เรียนแต่ผมยังไม่จบนะครับ แต่กระบวนการก็ว่าไปตามกฎหมายสิครับ มากล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ มันไม่ถูกต้องนะครับ เอาเรื่องงบประมาณดีกว่าครับ ผมก็อยากจะฟังเรื่องงบประมาณ ทางสภาหรือว่ารัฐบาลนี้จัดทํางบประมาณไม่ดีอย่างไรนี่
คือสรุปแล้วคุณประมวลประท้วงว่าท่านผู้อภิปรายกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่อง การปราบปรามประชาชนใช่ไหมครับ ก็ต้องขอท่านเฉลิม
ท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัยก่อนครับ ขอให้ท่านเฉลิม
ท่านประธานครับ อย่างนี้ ผมเสียหาย
ท่านเฉลิมต้องให้ผมวินิจฉัยก่อนนะครับ เท่าที่ผมฟังมาท่านเฉลิมก็ไม่ได้กล่าวร้าย ท่านนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามก็ขอให้อภิปรายอยู่ในประเด็นของงบประมาณ อาจจะมีพูดเล่นบ้างนิดหน่อยก็พอให้อภัยกันได้ แต่ขอให้รวบรัดด้วยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่บอกนายกรัฐมนตรีไปสั่งฆ่าใคร แต่ผมบอกว่ามีการตายระหว่างท่านเป็ น นายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๙-๒๒ พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช่ไหม ใช่ แล้วไม่บอกตายระหว่างท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะพูดอย่างไร และประท้วงว่า ผมก้าวร้าว ที่มาพาดพิงลูกผมเขาเรียกสําเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล นี่แหละก้าวร้าว ไม่เข้าท่า ผมไม่เคยพูดอะไร
ผมต้องขอทุกฝ่ำยครับ เมื่อเราประท้วงกันไปมา เมื่อผมวินิจฉัยแล้วท่านตอบโต้ ก็ขอความกรุณาอย่าไปพาดพิงในทางเสียดสีของทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ต้องขอความกรุณา ทั้ง ๒ ฝ่ายเลยครับ เชิญคุณเฉลิมครับ
ท่านประธานไม่ต้องมา ขอผม เพราะผมไม่มีสันดาน
ก็คงไม่ต้องประท้วงต่อแล้วครับคุณประมวล ผมได้ตักเตือนไปแล้วครับ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวก็จะยิ่งไปกันใหญ่นะครับ ขอความกรุณาท่านนั่งลงเถอะครับ ผมได้ตักเตือนไปแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ เมื่อกี้ผมพูดในภาพรวม
คุณประมวลยังต้องการประท้วงหรือครับ เชิญครับ แต่ขอไม่ต้องไปพาดพิงนะครับ
ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายครับว่า พูดจาหยาบคายครับ ต้องถอนคําว่าสันดาน คําว่าสันดานเป็นคําสุภาพไหมครับ ถ้าผม บอกว่าสันดานท่านเฉลิมเป็นแบบนี้มาโดยตลอดแล้วท่านจะว่าอย่างไรครับ
เมื่อกี้ท่านเฉลิมพูดว่าอะไรครับ ที่ท่านจะให้ถอน ถอนคําว่าอะไรครับ
คําว่าสันดานครับ บอกว่าผมว่าสันดาน ไม่ดี ไม่ได้พูดว่าสันดานไม่ดี แต่พูดว่าสันดานเป็นแบบนี้ครับ
ต้องอย่างนี้ครับ ผมไม่ได้ยินท่านเฉลิมพูดถึงเรื่องสันดาน
ท่านจะได้ยินอย่างไร ท่านปิดไมโครโฟนครับ ท่านปิดไมโครโฟนก่อนครับท่านประธาน
ตอนที่ผมปิดไมโครโฟนแล้วท่านเฉลิมพูดใช่ไหมครับ
ท่านแซงขึ้นมาเองครับ
ผมก็พยายามจะให้สถานการณ์ในการอภิปรายเป็นไปด้วยดีนะครับ ผมขออย่างนี้ครับ
ท่านประธานครับ ผมเคารพในประธาน และสมาชิกทุกท่านครับ ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจไม่ว่าจะอยู่ในสภาหรือนอกสภา ผมอยากจะดูบรรยากาศว่ารัฐบาลจัดทํางบประมาณเหมาะสมหรือไม่ และมีหลายเรื่อง ที่ผมอยากจะอภิปราย แต่ผมก็เปิดโอกาสให้ท่านเฉลิม ผมถือว่าท่านเป็นผู้อาวุโสที่สุด ในเรื่องทางด้านการเมือง ผมอยากจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในชีวิตการเป็นผู้แทนของผม ใช้ประสบการณ์ของท่านในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะอภิปรายอย่างไร ในการจัดทํางบประมาณ ไม่ใช่มาเล่นลิ้น เล่นละคร อยู่ในสภา
ไม่ใช่การประท้วงแล้วนะครับ
(นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ต้องให้ผมวินิจฉัยทีละคน เชิญคุณหมอนั่งลงก่อนครับ ผมวินิจฉัยการประท้วงของ คุณประมวล เอมเปี ย ท่านอื่นอย่าเพิ่งประท้วงนะครับ ผมได้เตือนท่านเฉลิมไปแล้วนะครับ แล้วก็เรียนต่อสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่ายว่าเวลาเราประท้วงและเราแก้คํากล่าวหาการพาดพิง ต้องขอความกรุณาเราอย่าไปตอบโต้นะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะตอบโต้กันอย่างนี้ไป กลายเป็นวัฒนธรรมของสภาไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอความกรุณาท่านเฉลิม ด้วยนะครับ ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ผมประท้วงผู้ที่ประท้วง ท่านประธาน ประท้วงนี่ผมดูแล้วไม่มีอะไรที่จะเสียหาย ท่านลุกขึ้นมาท่านก็ด่าคน ท่านไปพูดถึงลูกชายท่านเฉลิม ถ้าผมพูดถึงลูกของท่านอภิสิทธิ์ ผมพูดได้ไหม ถ้าผมไปพาดพิงถึงตระกูลเวชชาชีวะอะไรจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ท่านประธาน ต้องควบคุมนะครับ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ลุกขึ้นประท้วง ๆ ท่านห้ามแล้วเขาต้องหยุดนะครับ วินิจฉัยของประธานเป็นที่สุด ถ้าพูดถึงแบบนี้ผมก็จะเอาบ้าง
ผมวินิจฉัยซํ้าอีกครั้งหนึ่งนะครับ ต้องขอร้องพวกเราทุกคนเมื่อประท้วงสมาชิกท่านอื่น หรือเรากล่าวตอบในลักษณะที่ถูกพาดพิงให้เสียหาย ต้องขอความกรุณาทุกฝ่ายครับ อย่าไปตอบโต้แล้วก็กล่าวให้ผู้อื่นเสียหายจนกลายเป็นวัฒนธรรมของสภาไปแล้ว ต้องขอความกรุณาทุกฝ่ายครับ
(นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญคุณยุคลครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. จังหวัดจันทบุรี ผมประท้วงท่านประธานสภา ประท้วงผู้กําลังประท้วง และผู้กําลังอภิปรายด้วย ผมในฐานะ ส.ส. เป็ นคนรุ่นใหม่และเป็ นปี แรกที่ผมได้มารับตําแหน่งการเป็ น ส.ส. ของจังหวัดจันทบุรี ผมไม่อยากจะเห็นท่านที่กําลังอภิปรายใช้สํานวนที่ตลก ในสภาผู้แทนราษฎร มันมากจริง ๆ ครับ ผมอยากจะฟังเรื่องสาระ ผมอยากจะฟังเรื่อง การเสนอพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่เป็นสาระมากกว่านี้ นี่คือผมต้องการครับ
สรุปแล้วเป็นข้อเสนอแนะนะครับ ไม่ใช่ประท้วงนะครับ
ประท้วงด้วยครับ ให้ท่านประธาน ควบคุมตามข้อบังคับ ข้อ ๘ (๓) ให้ท่านประธานพิจารณาด้วยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ตามที่ได้เรียนไปตอนต้นว่าการประท้วงของพวกเราเมื่อประท้วงแล้ว ประธานจะเป็นผู้วินิจฉัยแล้วก็สั่งให้ผู้ถูกประท้วงทําอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เวลาตอบ ตอบพาดพิงเรามักจะไปตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม เรื่องนี้ผมต้องขอร้องอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้ทุกฝ่ายประท้วงแล้วก็ไม่ต้องไปตอบโต้นะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะพาดพิงถึงกัน ไม่จบครับ ก็ขอให้ท่านเฉลิมอภิปรายต่อให้อยู่ใน
ท่านประธานไม่ต้องขอ หรอกครับ ผมอยู่ในกรอบ ส่วนมีสาระหรือไม่ประชาชนเขาฟังทางบ้านเขารู้ ไม่มีรัฐบาล ชมฝ่ายค้าน
ก็ไม่เป็นไรครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ ท่านเฉลิมอภิปรายต่อครับ
ไม่ต้องมาขอร้องผม ผมอยู่ในกรอบ และผมมั่นใจว่าผมก็มีสติปัญญาในการนําเสนอ แต่ส่วนท่านฟังแล้ว ท่านขําก็เรื่องของท่าน ก็ท่านไปชอบเอง แล้วคนนั่งฟังหัวเราะ ผมเอาปื นไปจี้หรือ แล้วมาบอกว่าผมตลก เออ ประสาท ไม่ใช่ มันต้องตรงไปตรงมา
ท่านประธานครับ ผมลงในรายละเอียดงบประมาณ ปี ๒๕๔๔ ที่ทํา มีการจัดทําโครงสร้างงบประมาณแนวทางจัดสรรงบประมาณ ขอประทานโทษ งบประมาณ ปี ๒๕๕๔
เรื่องแรก จะพบว่างบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลไม่ได้บอกว่าเพิ่มนี้มียุทธศาสตร์อย่างไร ยุทธวิธีอย่างไร มาสเตอร์ แพลน (Master plan) อย่างไร แอคชัน แพลน (Action plan) อย่างไร ถ้าจะให้แปลมาสเตอร์ แพลนคือ แผนหลัก แอคชัน แพลนคือแผนรอง ไม่ได้บอกแต่เพิ่ม ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๑.๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด นี่ผมลงรายละเอียดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี และผมยํ้าอีกครั้งหนึ่งเมื่อสักครู่ผมไม่ได้อภิปรายกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าคน ผมไม่ได้พูด ผมบอกว่ามีคนตายสมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธมาสิว่าไม่ใช่ ท่านประธานที่เคารพครับ งบเพิ่มขึ้น ๒๘.๑ เปอร์เซ็นต์ แยกเป็น งบรายจ่ายประจํา ๑.๖๖ ล้านบาท งบรายจ่ายประจําเพิ่มขึ้น ๑๕.๘ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นบริษัท ห้าง ร้าน เป็นผู้จัดการเขาไล่ออกแล้ว เพราะงบรายจ่ายประจําเพิ่มขึ้น ๑๕.๘ เปอร์เซ็นต์ งบเพื่อการลงทุน เมื่อปี ที่แล้วมันลงทุนน้อย ปี นี้ท่านลงทุน ๓๔๔,๐๐๐ ล้านบาท จึงกลายเป็นว่างบลงทุนมันเพิ่ม ๖๐.๗ เปอร์เซ็นต์ มันเยอะ เพราะยอดมันน้อย เพิ่มนิดหนึ่งมันก็เยอะ มีสาระไหม ถ้ามีสาระจดไว้ ถ้าไม่มีสาระ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบก็ได้ ยกมือก็ผ่านอยู่แล้ว แต่ผมมั่นใจว่าผมทําการบ้านที่จะมาบอก กับประธานว่ามันเป็นอย่างนี้ งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ท่านจัดงบประมาณเพิ่มขึ้น ขึ้นมา ๒๒.๒ เปอร์เซ็นต์และกู้ชดเชย ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่ม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันตราย ประเทศกรีซ ยุโรปมีผลกระทบ หนี้สาธารณะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานจําคําพูด ผมไว้ นายกรัฐมนตรีจําคําพูดผมไว้ ถึงผมอายุมากแต่สุขภาพดี เมื่อวานไปตรวจฟิต (Fit) อ้ายคนบอก โอ๊ย เฉลิมเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ ไม่มี ตรวจร่างกายเพอร์เฟคท์ (Perfect) กลับย้อนยุคไปอายุ ๑๘ ปี ไปนอนโรงพยาบาลมาคืนหนึ่ง
ผมมีข้อสังเกต งบประมาณรายจ่ายสูงขึ้นมากหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปดูงบประมาณ ปี ๒๕๕๑ เศรษฐกิจปกติ ขณะนั้นงบประมาณรายจ่ายตั้งไว้ที่ ๑,๖๖๐,๐๐๐ ล้านบาท จีดีพี ปี ๒๕๕๑ อยู่ที่ ๙,๒๓๒ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน งบประมาณเท่ากับจีดีพี ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมผมลงรายละเอียดแล้ว พอมางบ ปี ๒๕๕๓ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็ นคนทํา ท่านตั้งงบประมาณไว้ ทั้งหมด ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านพูดนะ ท่านบอกนะว่าที่ตั้งงบประมาณไว้ตํ่าเพราะมีเงินกู้ ในโครงการไทยเข้มแข็ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เป็นเงินนอกงบประมาณมาลงทุน ในโครงการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว วันนั้นพอฟังได้ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรู้สิครับ ว่านอกงบประมาณเราตรวจสอบไม่ได้ นี่เอาเข้ามาในงบประมาณ ท่านเอา ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมวิพากษ์วิจารณ์ ฝ่ำยค้านเตือนแล้วว่าอย่าไปเชื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พระราชบัญญัติ ทั้งพระราชกําหนดตั้ง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบโครงการไทยเข้มแข็ง งบพอเพียง โกงพอเพียง เขาเฉ่งปี๋ ท่าน ในญัตติไม่ไว้วางใจ พอปี ๒๕๕๓ ท่านบอกที่ต้องตั้งตํ่าเพราะมีเงินกู้นอกระบบ พี่น้องประชาชนฟังเข้าใจ รัฐบาลกู้นอกระบบ ไม่จัดทําในงบประมาณรายจ่ายประจําปี ถ้าผมกล่าวหาได้ไหม รัฐบาลกลัวถูกตรวจสอบจากสภา กล่าวหาได้ ท่านคิดอย่างไร มันเป็นเรื่องในใจ มันพิสูจน์ได้ยาก ท่านประธานครับ พอมางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ท่านตั้ง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ประเมินจีดีพี ปี ๒๕๕๔ ท่านประเมินมากเกินไป ซึ่งเป็ นสัดส่วนงบประมาณต่อจีดีพีเท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขท่านทํามานะ ผมมาถอดรหัส แล้วเอามาบอกท่านประธาน การตั้งงบประมาณครั้งนี้เป็นการตั้ง งบประมาณที่สูงเกินไปหรือไม่ ปี ๒๕๕๓ ท่านตั้งตํ่า ตั้งนิดเดียวครับ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอมาปี ๒๕๕๔ ท่านจัมพ์ อัพ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มากแต่ไม่อธิบายความ ส่งเสริมการส่งออก พัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน เกษตรให้น้อย ส่งเสริมการส่งออก สตางค์ให้น้อย การท่องเที่ยวเสียหายมากมาย ไม่มีงบประมาณไปเพิ่มเติม ต่อมาท่านตั้ง งบประมาณท่านไม่ดูความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สหภาพยุโรปอัดฉีดงบประมาณ ๗.๕ แสนล้านยูโรให้กับประเทศกรีซ ประเทศสเปนกับประเทศโปรตุเกสยังมีความเสี่ยงว่า จะมีปัญหาแบบเดียวกับกับประเทศกรีซหรือไม่ เศรษฐกิจจะขยายตัวเหมือนที่ ๖-๗ เดือน ที่ผ่านมา ไม่มีทางครับท่านนายกรัฐมนตรี ผมฟันธงตรงนี้ ท่านตั้งงบประมาณ บนสมมุติฐานในสถานการณ์ปกติ นี่เศรษฐกิจโลกมันไม่ปกติ แต่ท่านไม่ได้มีเซคเคินด์ แพลน (Second plan) คือแผน ๒ นอร์มอลลี (Normally) ปกติที่ท่านตั้งไว้ ไม่ผิดครับ แต่ผมกําลัง จะบอกว่าปัญหามันจะตามมา ท่านเคยมีแผนรองรับไหม ท่านอย่าไปคิดว่ารัฐบาล รักบ้านรักเมือง พวกผมก็รักบ้านรักเมือง ผมก็ห่วงใยประเทศชาติ เพราะงบประมาณ มันเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ถ้าท่านไปขายที่แล้วเอามาจัดทํางบประมาณสิ ผมไม่ว่าเลยนะ อันนั้นเป็นไพรเวท (Private) อันนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ท่านประธานที่เคารพ ท่านกําลังตั้งงบประมาณที่สูงเกินไปนะครับ ถึงแม้ท่านจะประมาณการรายรับไว้สูง ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ชดเชยขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หนักมากกว่าปีที่แล้ว ต่อมา ท่านดูหรือไม่ ไอเอ็มเอฟ อินเตอร์เนชันแนล โมเนทารี ฟันด์ (IMF International Monetary Fund) ผมดูอินเทอร์เน็ตไม่เป็น แต่บางทีหลานเขาเก่ง พออยากดูบอกเปิดเน็ต ๆ ผมดู ไอเอ็มเอฟเขาออกประมาณการเศรษฐกิจโลก เวิลด์ อีโคโนมิค เอาท์ลุค (World Economic Outlook) ฉบับแก้ไข เดือนเมษายน ปี ๒๐๑๐ เขายังประเมินว่าสิ้นปี ๒๕๕๓ นี้จีดีพีไทย จะขยายตัวได้ไม่เกิน ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมล่ะท่านนายกรัฐมนตรี ไอเอ็มเอฟ เขาเชื่อกันทั่วโลก งบประมาณไปใส่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ท่านต้องให้ ๒ ขั้น มันยอวาที มันยกย่องเกินไป ท่านประธานครับ ไอเอ็มเอฟบอกว่าในปี ๒๐๑๐ ประเทศไทยจะมีอัตราการขยายตัว ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ เขาชื่นชมผมชอบครับ เขาชมประเทศไทย ผมเป็นคนไทยเกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย และต้องตายเมืองไทย ผมไม่ได้แขวะท่านว่าท่านเกิดเมืองนอกก็คุณพ่อ คุณแม่ไปเรียนหนังสือก็โอเค (OK) ไอเอ็มเอฟบอกไทยจะโตผมก็ดีใจ แต่ท่านไม่มี ประมาณการความผันผวนที่เกิดขึ้นกับประเทศกรีซ ประเทศสเปน ประเทศโปรตุเกส ผมเรียนท่านประธานต่อไปว่าแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงและหน่วยงาน ต่าง ๆ ดูรายจ่ายลงทุน ปี ๒๕๕๕ ตั้งไว้เพียง ๓๔๔,๔๙๕ ล้านบาทตํ่ากว่า ปี ๒๕๕๑ งบลงทุน ปี ๒๕๕๔ ท่านขุนคลังตั้งตํ่ากว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๑ อ้ายจ่ายประจําเพิ่มเอา ๆ ทําไมงบลงทุนน้อยกว่าปี ๒๕๕๑ ท่านไปเปิดเถอะแล้วไม่ต้องตอบผมทีเดียว เพราะผม ไม่ฟังอยู่แล้วเป็นหน้าที่ของท่านต้องชี้แจงต่อสภาและสังคม ผมพูดประชาชนเขาเชื่อ พวกผมก็ได้แต้ม เมื่อไม่เชื่อก็เสียแต้ม ผมพูดกับท่านประธานท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ ก็ต้องผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจําคําพูดของผมไว้ ผมไม่ใช่ดอกเตอร์ ทางอีโคโนมิค ผมดอกเตอร์ ออฟ ลอว์ (Doctor of law) ผมจะบอกวันนี้ว่าเงินกู้ชดเชย ขาดดุล ปี ๒๕๕๔ ที่สูงถึง ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เรากําลังจะกู้เงินจํานวนดังกล่าวเอามา เป็นค่าใช้จ่ายประจํา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีจดแล้วไปดูใช้จ่ายประจําแปลว่า สูญเปล่า นั่นนะเจ้าพ่องบประมาณตัวจริงนั่งอยู่ตรงนั้นละครับ ประธานสภาของผมนี่แหละ นี่แหละตัวจริง ท่านประธานครับ ท่านตั้งงบประมาณกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปลงทุน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และจะถือว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจถือว่าไม่สมดุล ขาดจุดเน้นจุดหนัก ขาดจุดโฟกัส
ต่อไปนะครับ ผมสรุปรัฐบาลมีปัญหาสําคัญ ๓ ประการในการจัดทํา งบประมาณ
ข้อ ๑ มีการตั้งตัวเลขคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม แต่ตัวเลขที่สําคัญโดยเฉพาะจีดีพีมันเป็นตัวเลขชี้วัด รัฐบาลไม่ควรผิดพลาด อย่าไปโทษสํานักงบประมาณ เพราะเอกสารของรัฐบาลแจกให้ผม
ข้อ ๒ มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมาก เป็นพิเศษ ถ้าไม่ได้ทําการบ้าน ท่านดูงบประมาณสังเขปหน้า ๘ พิจารณาสัดส่วน งบประมาณมีเพียง ๕ หน่วยราชการที่ได้รับสัดส่วนงบประมาณเกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ งบกลาง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม นี่ครับหน้า ๘ ท่านเขียนไว้
ข้อ ๓ หากนับรวมงบประมาณ ๑,๒๖๔,๙๐๓ ล้านบาท เท่ากับ ๖๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ๔ ข้อที่ผมตบท้าย อ้ายแมคโครนี่ผมมาไมโคร ท่านนั่งอ่านไปเถอะ ถ้าไม่ทําการบ้าน ๔ ชั่วโมงตามไม่ทันหรอกครับ พอเขาให้เวลาผมยังปั่นยิก ๆ ข้างบน ใครจะว่าไม่มีสาระผมมั่นใจว่ามีสาระ
ท่านประธานครับ ต่อมาผมอยากจะเรียนท่านประธานว่างบประมาณ ที่รวมกันนี่เท่ากับ ๖๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านเอาไปใช้เรื่องความมั่นคงของประเทศ ท่านเอาไปใช้ เพื่อความปลอดภัย ท่านเอาไปใช้ตรงนี้มันเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ไม่มีเอิร์น มันนี่ (Earn money) ไม่มีกําไร เพราะค่าใช้จ่ายประจําทั้งนั้น เหล่านี้ผมไม่แตะกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เพราะไม่อยากลี้ภัยรอบสอง ผมไม่ว่า จะซื้ออาวุธผมไม่พูด แต่ผมบอกในไมโครว่าท่านเอางบไปใช้ส่วนนี้มันจะเป็นภาระไว้ปีหน้า ท่านประธานครับ ๕ หน่วยงานเอาไป ๑,๒๖๔,๙๐๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นัธธิง (Nothing) กระทรวงพาณิชย์ไม่มี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานิดหน่อย ท่านประธานที่เคารพ โครงการไทยเข้มแข็งรอบหนึ่ง รอบสอง อนุมัติไปแล้ว ๔๑,๐๕๘ โครงการ จํานวนเงิน ๓๔๙,๙๖๐,๔๔๐,๐๐๐ บาท แต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เบิกจ่ายจริงได้เพียง ๑๖,๘๗๐ โครงการ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกไป ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือการบริหาร ผิดพลาดบกพร่อง การบริหารรัฐบาล ๑. บริหารผิดพลาด ทุจริต ๒. ไม่บริหารเลย ผิด อนุมัติแล้วไม่ทํางาน คนจีนบอก เตี้ยมเตี้ยม จ๋อ นั่งเฉย ๆ ไม่ได้ ท่านต้องเร่งรัดดําเนินการ ผมถามนิดเถอะว่าคําอธิบายว่าโครงการที่ท่านออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านบอกท่านจะเลิก เก็บภาษีได้แล้ว ท่านเอาส่วนไหน ของสมองมาคิด วันหนึ่งก็จะออกพระราชกําหนดเอาไป ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกพระราชบัญญัติ ท่านยืนแถลงผมไม่ท้วงเลย ไม่ว่าเลย เพราะในใจผมคิดว่ารัฐบาลคงมีความจําเป็นถึงมาขอเงินเป็นพระราชบัญญัติถูกต้อง เป็นพระราชกําหนดไม่ถูก ทีหลังอย่าทํา ไม่ดี ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธาน ไปแล้วทั้งภาพกว้างแมคโครและไมโคร
ต่อไปผมจะใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับ ผมจะไปเยี่ยมตามกระทรวง นิดหน่อยเพราะว่าเดี๋ยวข้าราชการที่มาเขาจะเหงา ท่านประธานมีความรู้ความสามารถ ด้านงบประมาณ เป็ นผู้แทนราษฎรคนเดียว ท่านชัย ชิดชอบ ที่เป็ นกรรมาธิการ งบประมาณเกือบจะทุกปี ผมไม่ได้พูดเอาใจ เก่งผมก็บอกเก่ง พวกโหลยโท่ยผมก็บอกว่า โหลยโท่ย พวกเข้าท่าผมก็บอกเข้าท่า ผมบอกมีท่านบุญชูตายไปแล้ว ท่านบรรหาร ท่านชัย ท่านพิเชษฐ นอกนั้นผมว่าทอป เท็น อาจจะไม่ทอป ไฟว์ ผมเข้าใจงบประมาณ
ท่านประธานครับ มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่าย งบกลาง ก็เรียน ท่านประธานในหน้า ๒ ข้อ ๕ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ มี ๓๕ มาตรา หน้า ๒ ข้อ ๕ เงินสํารองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน และจําเป็น ๔๗,๖๐๐ ล้านบาท นี่ท่านนายกรัฐมนตรีอยากให้มีการประท้วงอีกหรือ อยากให้บ้านเมืองเกิดวิบัติ อุทกภัย วาตภัย เภทภัย อยากเกิดสึนามิ (Tsunami) อีกหรือ ท่านถึงตั้งงบฉุกเฉินไว้เยอะเหลือเกิน ผมรู้ ผมเข้าใจว่างบฉุกเฉินนี้ตั้งไว้ถ้าหากว่าไม่ใช้ ก็แปลงงบได้ นี่อย่างไรที่เขาเรียกว่ามีเล่ห์เหลี่ยมในการตั้งงบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน พอเอางบฉุกเฉินพะหัว มันกว้างวิจารณ์ไม่ได้ ท่านตั้งมาได้อย่างไร ๔๗,๖๐๐ ล้านบาท เพราะต่อไปก็เปลี่ยนแปลงงบเอาเข้าคณะรัฐมนตรี ไปบอกสํานักงบประมาณที่จะ เปลี่ยนแปลงงบ แล้วสํานักงบประมาณกล้าขัดท่านหรือ ลูกน้องไม่กล้าขัด เพราะฉะนั้น การใส่ไว้ตรงนี้ผมไม่ได้บอกทุจริต แต่บอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดงบฉุกเฉินไว้มากเกิน ความจําเป็นแก่เหตุ
ต่อมาก็มาตรา ๕ งบประมาณรายจ่ายสํานักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงาน ในกํากับ ข้อ ๒ กรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกได้เลยนี่ไม่ใช่ กรมประชาสัมพันธ์ เขาเรียกว่ากรมสร้างความแตกแยกของสังคมไทย เมื่อคืนวานซืน ผมนั่งดูไม่เกรงใจภรรยาจะขว้างโทรทัศน์ให้แตก อ้าย ๒ ดอกเตอร์ไปพูดจาเรื่องเอกสิทธิ์ ในสภา รัฐธรรมนูญอ้างมาตรา ๑๓๑ มาพาดพิงถึงท่านประธานว่าท่านประธานปกป้ อง ผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ ก็มันไม่รู้ อีกคนนิติศาสตร์ อีกคนเศรษฐศาสตร์ โอ้โฮ สนุกกันใหญ่ อาจารย์ว่าอย่างไร พี่ว่าอย่างนี้ อาจารย์ว่าอย่างไร พี่ว่าอย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องไปใช้เงินมากสร้างความปรองดองหรอก ท่านปรามอ้ายพวกนี้ เสียบ้าง บอกรัฐมนตรีของท่านว่าอย่าไปออกรายการบ่อย อ้ายพวกนี้นั่นแหละมันออกที ท่านเสีย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แตกแยกหมด มันพูดได้อย่างไรว่าท่านประธานชัยไปปกป้ อง ผู้แทนราษฎร ก็รัฐธรรมนูญเขาเขียน ในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับคุมขังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากสภานั้น ๆ แล้วไหนล่ะ ท่านประธานปกป้ อง โอ๊ย พูดเป็ นตุเป็ นตะ คนฟังไม่รู้เพราะนําหน้าดอกเตอร์ อ้ายดอกเตอร์ที่โง่บัดซบก็มี อ้ายดอกเตอร์ฉลาดก็มี เอางบปรองดองเอางบไปแก้ไขปัญหา ก็ให้พวกเวรตะไลนี่มาออกมันสร้างความแตกแยกตลอด เพราะฉะนั้นกรมประชาสัมพันธ์ เอาเงินไปผมไม่ว่า แต่พฤติกรรมมันสร้างความแตกแยกไม่ใช่กรมประชาสัมพันธ์
ต่อมาข้อ ๖ สํานักข่าวกรองแห่งชาติ อ้ายนี่ได้งบผมไม่ว่าแต่ศักยภาพ ทํางานใช้ไม่ได้ครับ มันทํางานอย่างไร เมื่อวานซืนนายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมคนป่ วย โอ๊ย มีคนเอาดอกไม้มาให้ อยู่ ๆ หญิงวัยกลางคนด่าชัดต่อหน้าจะเดินเข้าไปตบ โกรธ บอกเป็ นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไรคนตายตั้งเยอะ จะเข้าไปตบนายกรัฐมนตรี อ้ายสํานักข่าวกรองแห่งชาตินี่มึงไม่รู้หรือนี่จะมีคนคิดทําร้ายท่านนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเงินเอาไปผมไม่ว่าแต่สมรรถภาพต้องมี อย่ามาเถียงนะว่าไม่มีหรอกครับ ผมไปเยี่ยมคนป่วยมีแต่คนให้ดอกไม้ แม่ค้าข้างโรงพยาบาลบอกว่าเพิ่งซื้อไปเมื่อตะกี้นี้ นํ้ายังไม่ร่วงจากดอกเลยซื้อเอาไปให้ นายกรัฐมนตรี มีหญิงคนหนึ่งต่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ยินหรือเปล่าผมไม่รู้เขากันเอาไว้ นี่ท่านไม่อยู่ ผมบอก สํานักข่าวกรองแห่งชาติมันต้องรู้ว่าอะไรจะเกิดกับนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ไปจังหวัดลพบุรี ขวดเป็นของเมียทหาร รองเท้าเป็นของเมียตํารวจ แล้วก็บอกว่าตํารวจมะเขือเทศ ตํารวจไม่กล้าทํางาน ตํารวจมันรู้กฎหมาย มันรู้ว่าทําแล้วติดคุก ป. วิ. อาญา มาตรา ๑๕๗ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ละเว้น มันรู้ว่าติดคุก มันก็ไม่กล้า ผมถึงยํ้าอีกครั้ง อายุความ ๒๐ ปีรอกันไปเถอะ ใครบางคนอาจจะฝันร้าย
หน้าที่ ๔ ข้อ ๘ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ไม่มากหรอกครับ ๑๙๔ ล้านบาท ให้น้อยไป ก็อ้ายนี่ไม่ใช่หรือที่เอาใจท่าน อ้ายนี่ไม่ใช่หรือที่ชง อ้ายนี่ผู้ก่อการร้าย ๆ ระวังท่านนายกรัฐมนตรีตื่นขึ้นมาจะบอกภรรยาที่บ้านคุณ เป็นผู้ก่อการร้าย ตกใจตื่นนึกว่าเมียเป็นผู้ก่อการร้าย มันไม่ใช่ครับ คนเขายังรักท่านก็มี คนเกลียดก็เยอะ แต่หลัง ๒๒ พฤษภาคมผมบอกได้เลยเขาเกลียดท่านมากขึ้นกว่ารัก คนกรุงเทพฯ อาจจะรักตอนนี้เพราะดูผิวเผิน กาลเวลาผ่านไปหัวใจคนเปลี่ยน
ต่อไปผมพาท่านประธานมาในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกํากับ กระทรวงกลาโหมผมไม่พูดถึง เป็นหน้าที่ของ พรรคพวก ผมเรียนท่านประธานแล้วผมไม่เปิดศึกเพราะผมเปิดศึกต้องได้เสีย อายุมาก ชีวิตนี้เรื่องแพ้ไม่คิด ไม่พูดถึงกระทรวงกลาโหม บรรดามิตรรักนักเพลงที่รอฟังต้องขอโทษ วันนี้ไม่อภิปรายถึงกระทรวงกลาโหม
ต่อมาหน้า ๑๕ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๓ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในกํากับ ท่านประธานที่เคารพด้วยความเคารพจริง ๆ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับผมรักกันชอบกัน วันนี้ที่ต้องพูดถึงเม็ดเงินผมไม่ว่า แต่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ต้องตอบว่าที่นายเทพไท เสนพงศ์ บอกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่งตั้ง โยกย้าย มีคอร์รัปชัน มีการเรียกเก็บเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท กี่ล้านก็แล้วแต่ นี่พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวหา ถ้านายสุวิทย์ไม่ตอบ แปลว่าจริง ถ้านายสุวิทย์ตอบ นายเทพไทต้องยืนยันว่า กระทรวงเรียกรับเงินทองจริง
ต่อไปผมพาท่านประธานไปหน้า ๑๘ มาตรา ๑๖ ผมเจ็บใจแทน กระทรวงพาณิชย์ ยุทธศาสตร์รัฐบาลเขียนชัด ส่งเสริมการส่งออก พัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืน พัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจรากหญ้า แต่ท่านไม่เคยดูแลโอทอป ไม่สนใจ โก อินเตอร์ (Go inter) จะพัฒนาการส่งออกให้งบกรมการค้าต่างประเทศ ๕๑๐ ล้านบาท ทําไมท่านตั้งงบน้อยหรือส่งเดชไปอย่างนั้น เขียนยุทธศาสตร์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ก็นกแก้วนกขุนทอง อวดรู้สู่ฉลาด มีเซนส์ (Sense) แหม ๑ ๒ ๓ มันรู้จริงหรือเปล่า รู้จริง ทําไมจัดทํางบอย่างนี้ล่ะ ผมไม่เห็นด้วย ท่านจัดเม็ดเงินขัดแย้งกับนโยบายยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่ท่านกําหนด
ต่อมาหน้า ๑๙ มาตรา ๑๗ กระทรวงมหาดไทย ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ๗ เดือนเศษ ๆ ในบรรพกาล ในบรรพบุรุษ มีอยู่ ๒ กระทรวง ๑. สมุหกลาโหม ๒. สมุหนายก สมุหกลาโหมคือกระทรวงกลาโหม สมุหนายก คือกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปฐมเสนาบดี ท่านเจ้าคุณกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนไหนเลวร้ายเท่ากับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเรื่องสอบเรียนนายอําเภอ ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะเอาสตางค์ผมไปใช้ ผมต้องวิจารณ์คนไม่ดีเอาสตางค์ไปทําลายหมด ต้องเอางบ ทั้งหมด ๒๓๑,๖๘๕ ล้านบาท กระทรวงมหาดไทยวิบัติ เลวร้าย ท่านปฐมเสนาบดีต้องเสีย พระทัยอย่างแน่นอน
๑. เรื่องสอบนายอําเภอ
๒. คอมพิวเตอร์ ๓,๐๔๐ ล้านบาท
๓. แต่งตั้ง โยกย้ายทุกระดับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ๘ ๑๐ ๑๒ อธิบดี ๒๐๐-๓๐๐ นายอําเภอ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีคนบอก ผู้ว่าราชการจังหวัดเอาสตางค์จากไหน ด้วยเคารพท่านประธาน ท่านประธานมองผม เหมือนลูกหลานต้องให้โอกาสผมอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อาจจะไม่เข้าใจว่า เขาไปเอาสตางค์กันตอนไหน เขาไปเอาหลังจากแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว งบฉุกเฉินเมื่อก่อนจังหวัดมี ๑๐๐ ล้านบาท ขอประทานโทษ สมัยผม ๕๐ ล้านบาท คุณจะใช้คุณต้องบอกปลัด ปลัดจัดการได้จัดการไป เดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น ๑๐๐ ล้านบาท พระสยามเทวาธิราชมีจริง มันคิดกัน ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์หลังจากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว อธิบดีพอไปก็เอางานมา เดี๋ยวนี้ไม่ได้ให้ตั๋วงาน แคช (Cash) เงินสด ผู้รับเหมางานได้ ต่างจังหวัด วางกรุงเทพฯ ใครได้หรือไม่ เอากันอย่างไร เขาจะจัดการกันวันที่ ๓๑ ถึงวันที่ ๑ วันนี้ไม่พูด
๔. ๒๗ ปี ที่ผ่านมาไม่มีการเปิ ดร้ำนค้าอาวุธปื น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยคนนี้เปิดร้านค้าอาวุธปืนเพิ่มเติม ๑๙๓ แห่ง เขาลือกันร้านละ ๔.๕ ล้านบาท เอามาเข้างบประมาณหรือเปล่า ไม่ใช่ ใครรับ ใครจ่าย เขาจะว่ากัน ท่านประธานที่เคารพ ปืนลูกซอง วันที่ ๑๖ เมษายน วันที่ ๑๗ เมษายน ไปเอามาจาก ต่างจังหวัดทั้งหมด ๒ วันรวมกัน ๓,๐๐๐ กระบอก เอากระสุน ๒,๐๐๐ นัด เดิมผมไม่พูด เพราะเอกสารยังไม่มี วันนี้เอกสารอยู่ในกระเป๋ำหลุยส์ วิตตอง (Louis vuitton) แล้วครับ เรียบร้อยหมดจังหวัดนี้กี่กระบอก ๆ ได้มาหมด เอาไว้เฉ่งปี๋ญัตติไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้น กระทรวงมหาดไทยเงินไม่เสียดายแต่เสียดายโอกาสในฐานะผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยไม่เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนไหนนะ
ท่านเฉลิมครับ มีผู้ประท้วง ผมว่าเดี๋ยวก็จะจบอยู่แล้วให้ท่านพูดให้เต็มที่เสียอย่าไปประท้วงเลย เพื่อท่านจะได้พูดให้หมด แล้วก็วันอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านจะได้พูดน้อยหน่อย ผมว่านั่งลงเถอะไม่ต้องประท้วงท่านหรอกครับ ประท้วงก็ประท้วง ประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ด้วยความเคารพ ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ขอประทานอภัยที่เอ่ยนามท่าน ทนฟังมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เช่น อ้ายนั่น อ้ายนี่ อ้ายเลขาธิการสภาพัฒน์ อ้ายสํานักงาน งบประมาณ อ้ายกรมประชาสัมพันธ์ไม่ไปหรอกซวย อย่างนี้หลายคําครับ แล้วก็ มท. ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนที่เลวร้ายที่สุด อย่างนี้เป็นการใส่ร้ำยครับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านช่วยกรุณาวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยแล้วคือว่า ผู้อภิปรายในสภาเขามีเอกสิทธิ์ ทีนี้เมื่อเขาพูดเขาก็ต้องรับผิดชอบเองครับ ผมว่าเขาก็ทํา ถูกแล้ว ไม่ผิดข้อบังคับ ช่วยกรุณาพูดเสียงเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวจะต้องเข้าโรงพยาบาลอีก เบา ๆ หน่อยครับ
ครับ ท่านประธานที่เคารพ คนประท้วงผมเมื่อสักครู่นี้หน้าคุ้น ๆ นะครับ จําได้ว่าครั้งหนึ่งเคยอยู่ด้วยกัน ไม่ทราบว่าใช่หรือเปล่า
ผมว่าอภิปรายไปเถอะ สงสารรุ่นน้องหน่อย
คุณเชิดชัยคุณอยู่ ภาคอีสาน เขาบอกคําว่าอ้ายหยาบ ใครบอกคุณ อ้ายเขาแปลว่าพี่ คุณคิดอะไร ของคุณอยู่
เข้าใจแล้ว ๆ เชิญต่อ
ไม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็ นเด็กเรียบร้อย เอานะในสภาผมเป็นหนึ่งในสามที่ประธานรัก ผมบอกเลย ผมเป็นคนเรียบร้อยนะ ผมไม่ใช่อะเกรสซีฟว์ (Aggressive)
เข้าหลักหมดแล้วละ ตอนนี้อภิปรายเนื้อหาเกือบจะจบแล้ว
เข้ามาแล้วครับ ก็มาถึง กระทรวงยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ใครจะประท้วงรอฟังผมก่อน กรมสอบสวนคดีพิเศษขยันเหลือเกินเรื่อง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถ้าใครจะบอกว่า ผมเป็ นสาวกรู้ ไว้เลย ผมสาวก พันตํารวจโท ทักษิณ พวกผมชื่นชมศรัทธา พันตํารวจโท ทักษิณ ผมยอมรับความรู้ความสามารถ พันตํารวจโท ทักษิณ พรรคเพื่อไทย จะชู พันตํารวจโท ทักษิณ ที่ท่านบอกเป็นผู้ก่อการร้ายเมื่อฤดูการหาเสียง ผมบอกเลย อย่ามาสงสัยว่าเฉลิมเป็นสาวก ของจริง อย่ามาลือ ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลออกหมายจับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้เป็นดุลยพินิจของศาล แต่ศาลท่านออกหมายจับโดยทนาย พันตํารวจโท ทักษิณ ไม่ได้ซักค้าน เพราะหนังสือ มอบอํานาจไม่เรียบร้อย ศาลท่านใช้ดุลยพินิจก็มอบอํานาจโดยทั่วไป จะใช้เฉพาะเรื่อง ไม่ได้ การไต่สวนจึงเป็นการไต่สวนฝ่ายเดียว
๑. ไต่สวนรองอธิบดี
๒. ไต่สวนพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ
๓. ไต่สวนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ
ไต่สวน ๓ คนฝ่ายเดียว ศาลก็บอกว่าอนุมัติให้จับ เป็นดุลยพินิจของศาล ผมไม่ก้าวล่วง แต่ พันตํารวจโท ทักษิณแล้วทนายความเขามีสิทธิ เขามีสิทธิอย่างไรครับ เขามีสิทธิขอเพิกถอนหมายจับ วันนี้หนังสือมอบอํานาจเป็นการเฉพาะเรื่องทนายรับมาแล้ว ทนายยื่นเรื่องที่ศาลอาญา ถนนรัชดา เพื่อขอถอนหมายจับ ศาลท่านต้องไต่สวน ทีนี้ก็จะมีข้อมูลสาย พันตํารวจโท ทักษิณ เข้าไปหักล้าง เดิมฝ่ายเดียว ศาลจะเปิดโอกาส ทุกคดีก็จะเข้าไป
ผมว่าเอาเนื้อหาสาระ งบประมาณ
นี่อย่างไรครับ ผมไม่ให้ สตางค์อย่างไร เพราะดีเอสไอมันใช้ไม่ได้ ผมกําลังจะไม่ให้สตางค์ นี่อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ทําไมเร่งรีบ เมื่อ ๑๔.๐๐ นาฬิกา เขากําลังจะขอเพิกถอนหมาย หากศาลท่านวินิจฉัยว่าออกโดยชอบแล้ว พันตํารวจโท ทักษิณก็มีสิทธิอุทธรณ์เพิกถอน หมายจับไปยังศาลอุทธรณ์เหมือนนายสุนัย มโนมัยพิบูลย์ มีสิทธิ กระบวนการยังไม่ยุติ ท่านมาเอาเม็ดเงินไปสร้างความปรองดอง ออกทีวีพรํ่าพูด พูดแล้วพูดอีกปรองดอง พฤติกรรมข้ารับใช้มันปรองดองไหม ยังไม่ทันยุติจะทําเรื่องขอเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ท่านประธานที่เคารพ การขอผู้ร้ายข้ามแดนนั้นมันต้องดูความผิด เทอร์เรอริสท์ (Terrorist) ในเมืองไทย คุณสมบัติความผิดเป็นการก่อการร้ายในสายตาคนไทย แต่ประเทศอื่น ๆ เขาเห็นว่า
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ เอาเชิญประท้วง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ การอภิปรายก็ขอให้อย่าไปกล่าวร้ายป้ำยสีบุคคลที่สามซึ่งเขาไม่มีโอกาสมาแก้ตัวในนี้ และการพูดจาอะไรก็แล้วแต่ ผมบอกให้คํานึงถึงด้วยว่าเขาจะได้รับผลกระทบ ก็ฝากไว้ ด้วยครับ
ก็ขอความกรุณาอยู่ใน กรอบงบประมาณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ดีเอสไอขอเงินมาทั้งหมด ๗๓๒ ล้านบาท ผมไม่เห็นด้วย ผมต้องมีเหตุผล ถ้าคุณทํางาน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทํางานตรงไปตรงมา หลักนิติธรรม รูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) หลักนิติรัฐ ลีกัล สเตท (Legal state) ผมไม่ว่า แต่นี่เป็นทาสผู้รับใช้ หมายจับยังไม่ยุติ คุณไปประชุมเพื่อจะขอตรวจได้อย่างไร
ท่านเฉลิมครับ มีผู้ประท้วงอีกแล้ว เดี๋ยวท่านก็จะสรุปอยู่แล้วละ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี ผมเรียน บอกกับท่านประธานว่าผมอยากจะฟังด้วยเหตุด้วยผล นี่คือข้อที่ ๑ ครับ ส่วนข้อที่ ๒ ผมไม่อยากจะเห็นคําว่าทาสรับใช้ คําว่าทาสรับใช้ รับใช้ใครล่ะ ตรงนี้ท่านเฉลิม ต้องอธิบายความให้ได้ นี่ข้อที่ ๒ นะครับ
ท่านประท้วงอะไร
ส่วนข้อที่ ๓ ผมอยากจะเห็น การอภิปรายของท่านเฉลิมนะครับ อย่าใช้คําว่าแองกรี (Angry) นะครับ คําว่าแองกรี ท่านประธานวินิจฉัยด้วยว่าคือว่าอะไรครับ ท่านเฉลิมผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับ
เขาหาว่าผิดข้อบังคับแล้ว ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอภิปรายผมรับผิดชอบครับท่านประธาน
ท่านรับผิดชอบอยู่แล้วละ
ที่อยากรู้ว่าเป็นทาสรับใช้ใคร ผมอธิบายเลย เป็นทาสรับใช้รัฐบาลชุดนี้ ชัดเจน ถ้าคุณธาริตว่าไม่ได้เป็น แล้วคิดว่าผิด ก็ฟ้ องผมได้ แต่ก่อนมาพูดผมคิดมาแล้วว่ามันไม่ได้ผิด ไม่ผิดอะไรครับ
เชิญต่อเลยครับ คือคนเขารอฟังคนอื่นบ้าง คือถ้านาน ๆ แล้วมันก็จะเซ็งครับ
คือผมกําลังใกล้จบ ท่านประธาน แต่วันนี้ไม่พูดถึงดีเอสไอไม่ได้ ออกมาแถลงเอาความลับในสํานวนมาพูดตลอด คุณบอกเขาทําไมจะจับคนนั้นจะจับคนนี้ คนนั้นมีข้อหานั้นข้อหานี้ ท่านประธาน ก็เห็นผมมานานตั้งแต่กองปราบ บอกนายกรัฐมนตรีเอาบุญ ท่านต้องให้มันหุบปาก เป็ นความลับทางราชการ ต้องพยานหลักฐานครบ ออกหมายจับแล้วไปจับ ไปประชาสัมพันธ์ก่อนเขาก็หนีหมดสิ มันเอาส่วนไหนของสมองมาคิด ทุกเย็นบอกแล้ว พยานหลักฐานไปตรงนี้ มีพยานว่าอย่างนี้
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ ท่านเฉลิม ประท้วงอะไรล่ะคุณอรรถพร มันจะจบอยู่แล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านผู้อภิปรายได้ใช้เวลาไปค่อนข้างมาก
สิทธิของเขา ๑๓ ชั่วโมง เรื่องเวลานี่ทางสภาเขา
ผมเกรงว่าคนที่อภิปรายข้างหลัง จะติดเคอร์ฟิ วกันหมดนะครับ แล้วมุมมองของท่านที่พูดออกมาก็เป็ นมุมมอง ของคนที่ประกาศตัวเองเป็นสาวก พันตํารวจโท ทักษิณ มันก็เป็นมุมมอง อย่างนี้ไม่ได้ มีความประหลาดพิสดารอะไร ในมุมมองของคนอีกจํานวนมากก็อาจจะมองว่านี่คือ การปกป้ องการก่อการร้ายจึงต้องเร่งกระทําครับ ฉะนั้นผมว่าบริหารเวลาของสภาแห่งนี้ ให้เกิดประโยชน์ และได้ให้โอกาสคนที่อยู่ข้างหลังได้อภิปรายเพื่อสร้างประโยชน์ต่อไปครับ ท่านประธานควบคุมด้วยครับ
เข้าใจแล้วครับคุณอรรถพร เข้าใจแล้วครับ ผมก็พยายามควบคุมตามข้อบังคับ ข้อ ๘
(ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ทางโน้นเขานั่งแล้ว ให้คุณเฉลิมพูดให้จบหรือจะพูดแทนคุณเฉลิม
ท่านประธานที่เคารพครับ ประท้วงผมไม่ว่า ว่าผมเถอะ ระฆังมันจะดังต้องมีคนตี ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนอีกนิดหนึ่งที่ผมต้องพูด
ผมขอร้องครับ เดี๋ยวจะจบ อยู่แล้วครับ มันจะยิ่งช้าไปอีกครับ เอา ๆ นิดเดียวก็นิดเดียว ผมว่านิดเดียวของท่าน ตั้งแต่ ผมนั่งฟังประมาณ ๕๐ ครั้งแล้ววันนี้
ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้อยู่ใน ประเด็นเรื่องงบประมาณครับ ผมไม่อยากจะให้ท่านเฉลิมมาใช้เวทีแห่งนี้ เป็นกระบอกเสียงของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับ เอาไปว่ากันในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจครับท่าน อันนี้ผมก็ฟังมานานแล้ว ผมอยากจะดูเนื้อหาสาระครับ
ครับ เขาก็จะปฏิบัติ อยู่แล้วนะครับ เอาให้พอ เอาเชิญ เดี๋ยว ๆ ทีละคน
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. จังหวัดจันทบุรี ผมเห็นท่านเฉลิมอภิปรายวันนี้เก่งจริง ๆ แต่ไม่มีใครเลือกท่านเป็นหัวหน้าพรรคเลยครับ เก่งมากครับ
ครับ เชิญนั่งลงครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ผมทนฟังมานานแล้วครับ
ไม่เป็นไรคุณพงศ์พันธ์ ไม่ต้อง ผมจะสรุป อย่าไปเลียนแบบพวกนั้น ไม่ต้องหรอก
อย่าเถียงกันนะ
ขออนุญาตครับ ผมอยากจะประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานต้องควบคุมผู้ที่ประท้วง
ผมควบคุมเขาไม่ได้ เอกสิทธิ์ของเขา อย่างท่านนี่ท่านยกมือประท้วงผม ผมก็ต้องให้ประท้วงอยู่
ต้องอดทนนิดหนึ่งครับ เป็นรัฐบาลมีสิทธิอยู่แล้วต้องอดทนในการฟังซีกฝ่ายค้านกําลังวิพากษ์วิจารณ์
คือสิทธิเป็นผู้แทนราษฎร ด้วยกันครับ สิทธิของผู้แทนราษฎรเขาอยากจะทําอะไร ประชาชนเขาดูทีวี เขารู้ว่าใครทําอะไร ฉะนั้นนั่งลงถ้าอยากได้เป็นผู้แทนราษฎรต่อไป นั่งลงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยํ้ากับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมพูดถึงดีเอสไอเพราะจะเอางบไป ๗๐๐ กว่าล้านบาทไม่ควรให้ เพราะคุณไม่ปฏิบัติหน้าที่ควรที่พึงจะมี ควรที่พึงจะได้ แล้วอย่ามาสงสัยว่าผมทําตัวเป็นสาวก พวกผมเป็นสาวก พันตํารวจโท ทักษิณจริง ๆ อ้าวแล้วจะเป็นอะไร ถ้าเป็นแล้วไม่ดีคนเขาก็ไม่เลือก ถ้าเป็นแล้วดีเลือกตั้งรอบหน้า เกินกึ่งผมก็เปลี่ยนที่นั่งไปอยู่ทางขวาท่านประธานบ้าง พวกนั้นก็มาอยู่ทางซ้าย แต่เอาเงิน ตั้ง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษเอาไปใช้ผมต้องพูดสิครับ ผมต้องบอกสิครับว่าดีเอสไอ คุณเอา ๗๐๐ กว่าล้านบาท หมายจับยังไม่ยุติคุณไปประชุมทําไม คุณรู้ไหมกฎหมาย ผู้ร้ายข้ามแดนเขาขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา ๒ กรณี ๑. มาลงโทษเมื่อศาลตัดสิน คดีที่ดิน ที่รัชดาภิเษกไม่มีสนธิสัญญา จบ
ผมว่าเอางบประมาณ
จะจบแล้วครับ ๒. จะเอา ตัวกลับมาเพื่อฟ้ อง พันธมิตรสอบสวนผิด เรื่องอยู่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีไม่ไปตาม อายัดบัญชีเขา คนนั้นสนับสนุน อ้ายพวกสนับสนุนพันธมิตร เขาประกาศโทรทัศน์รัฐบาลเคยจับไหม ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นดีเอสไอเอาเงิน ส่วนนี้ผมไม่เห็นด้วย
มาตรา ๒๘ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หน้า ๕๔ ๑. สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งให้เงิน ๑,๗๒๔ ล้านบาทน้อยไป ต้องให้มากกว่านี้ หรือโกรธเขายุบ พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่โกรธต้องไปแปรญัตติ ผมเฉ่งปี๋ตอนไม่ไว้วางใจ เอาเถอะ รอเวลาอีก ๔-๕ ราตรีกาลพบกัน ให้เขาน้อยไป
๓. สํานักงานคณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้เขา ๑,๐๓๒ ล้านบาท น้อยมาก หรือว่าโกรธ ป.ป.ช. สอบ ๑๒ โครงการฮั้วของ กทม. อยู่ในคณะ ป.ป.ช. ให้น้อยโกรธหรือเปล่า ไม่โกรธแล้วไป
๔. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๑๘๒ ล้านบาท ผมอยากจะตัด ให้เหลือ ๑๐ บาท ผมพูดได้ไหมครับ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ โอ๊ย จ้อย จ้อย จ้อย ละเมิดสิทธิ ละเมิดชุมชน ละเมิดพี่น้องประชาชน ประชาชนโดยสุจริต ปราศจากอาวุธ สงบ สันติ อหิงสา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๖ นายกรัฐมนตรีก็เอากับเขาด้วย เร็วไปอย่างไร ทําหนังสือร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่งมา ป.ป.ช. ป.ป.ช. บอกว่าสั่งสลายครั้งแรกไม่เป็ นไร ยังสลายต่อเลยผิด ท่านหลายรอบแล้วนะครับ สั่งหลายรอบนะ ออกโทรทัศน์นะ มีเทป (Tape) บันทึกนะ เพราะฉะนั้นให้เขาน้อยไปสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องน้อยที่สุด พอคราวนี้ได้ยินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก กรอกแกรก ๆ อ้ายหมอคนหนึ่งก็วิ่งไปวิ่งมา ปัทโธ่ นึกว่าเขาไม่รู้มึงเสื้อสีไหน พวกผมไม่ได้กินแกลบ อย่างมากกินข้าวกล้อง เพราะลดแป้ ง ผมกินข้าว ผมรู้สิครับ ผมโตกรุงเทพฯ ผมอยู่กรุงเทพฯ ผมอยู่กองปราบ ๑๑ ปี ผมรู้จัก ไฮโซไฮซ้อ ผมรู้จักใครพูดจริงพูดเล่น ผมรู้จักในวงการครูบาอาจารย์ เวลาอยู่มหาวิทยาลัย ไม่พอใจพวกผมก็ด่า อยู่ ๆ ก็โผล่หัวออกมาให้เห็น อ๋อ นี่พรรคการเมืองพรรคนี้นี่หว่า
ต่อมาก็งบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ท่านให้น้อยไป ผมสรุปท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลจัดทํางบประมาณครั้งนี้ขาดดุลผมไม่ว่า จําเป็น แต่งบประมาณที่จัดทํานโยบายทิศทางไม่เน้นจุดหนัก ไม่เน้นจุดเบา รัฐบาลสับปรับ ล่วงเลย ละเลย กาลเวลาไม่ย้อน ไปดูปี ๒๕๕๑ รัฐบาลจัดทํางบประมาณไม่เทียม สถานการณ์โลก ปัญหาประเทศกรีซ ประเทศโปรตุเกส ประเทศสเปน และในยุโรป รัฐบาลจัดทํางบประมาณไม่พึงระมัดระวัง รัฐบาลจัดทํางบประมาณเอาใจคนบางหมู่ บางเหล่า กระทรวงที่ควรให้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน ไม่ให้ ให้ก็น้อย
รัฐบาลจัดกลุ่ม ๔ กลุ่ม เป็นเงินถึง ๑,๑๖๒,๑๑๔,๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้กับ ๔ กลุ่มงาน เป็นการจัดงบประมาณที่กระจุกไม่กระจาย
งบยุทธศาสตร์ความเชื่อมั่น เหตุที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นเพราะรัฐบาล ไม่มีความน่าเชื่อถือ จัดทํางบประมาณตัวเลขในเอกสารยังขัดแย้งกันเอง ซึ่งไม่น่าอภัย
งบประมาณรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ๑๘๖,๓๖๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็ นงบลงทุน ไม่ได้กําไร ในกลุ่มอาเซียนเราไม่มีศัตรู มีนิดหน่อย ทะเลาะเขมร เพราะท่านเอาผู้ก่อการร้ำยมาเป็ นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านเอาคนเอกซ์คลูซีฟว์ (Exclusive) ท้าทายเขาหมด ด่าเขมร ด่าประเทศจีน ผมมีคลิป (Clip) ในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ สร้างปัญหาให้ตัวเองแล้วโยนว่าพวกผมอาฆาตมาดร้าย ไม่ครับ
ท่านจัดงบยุทธศาสตร์บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ๓๐๔,๒๘๗ ล้านบาท ไม่มีความชัดเจน ฝรั่งบอกไม่โฟกัส
ท่านจัดงบประมาณดําเนินการภาครัฐ งบฉุกเฉิน อันตราย ท่านเปลี่ยนงบได้ ๕๐๙,๔๗๓,๑๐๐ ล้านบาทผมบอกว่างบหมกเม็ด
ผมวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๔ นายกรัฐมนตรีคนเดียวกันนี่ละครับ เมื่อทํางบงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ท่านให้เหตุผล อย่างหนึ่ง กลับไปอ่านดู แต่ว่าพอมาถึงปี ๒๕๕๔ ท่านให้เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง ท่านผิดไหม ไม่ครับ ท่านทําได้ ผมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ไหม มีครับ การอภิปรายของผม ๑ ชั่วโมงกว่าเอาเวลาของพรรคพวก ถ้ามันไร้สาระผมก็ฆ่าตัวตาย พรรคพวกก็ต้องด่าผม ว่าอ้ายนี่โหลยโท่ย ไม่ทําการบ้านแล้วมาอภิปราย ถ้าผมพูดมีสาระพวกผมก็ได้คะแนน และผมไม่รอฟังตอบ ผมไม่เถียงฉอด ฉอด ฉอด ไม่ใช่วิสัยของผม ก่อนจะจบการอภิปราย ผมบอกเลย พวกผมกําลังคิดกันว่าจะไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวาระแรก
และยํ้าท่านประธานที่เคารพอีกครั้งหนึ่ง อย่ามาดูหมิ่นดูแคลนพวกผมว่า เป็นสาวก พันตํารวจโท ทักษิณ อย่าหมิ่นนํ้าใจ อย่าไปรื้อ อย่าไปกล่าวหา อย่าไปสงสัย เพราะมันเป็นเรื่องจริง ถ้าต่อไปพรรคเพื่อไทยมอบให้ผมเป็นแม่ทัพในการหาเสียง ผมจะบอกสังคมไทย แผนการสมานฉันท์เป็นอย่างไร ทําอย่างไร ทุกคนจบหมด ถ้าผมมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีผมจะทํา ๑ ๒ ๓ ๔ ผมจะขึ้นเขียนเป็นคัทเอาท์ (Cutout) ๒ แผ่น แผ่นที่ ๑ จะเขียนว่ากําจัดทรราชเลือกพรรคเพื่อไทย ประเทศชาติมีปัญหา ต้องแก้ไข พรรคเพื่อไทยมีวิธี ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ก็ไปพักผ่อนให้สบาย ๆ หน่อยครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอใช้เวลาคงไม่นานนักในการชี้แจงการอภิปราย ของท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ความจริงก็เป็นสิทธิของท่านที่จะอภิปราย และฟังหรือไม่ฟังคําตอบ แต่ว่าก็อยากจะเรียนท่านประธานครับว่าเห็นท่านก็พูดอยู่ว่า วันหนึ่งอยากจะมานั่งอยู่ตรงนี้ครับ น่าจะรู้จักเรียนรู้ในการฟังการอภิปรายและความเห็น
ท่านเฉลิมนั่งฟังก่อนสิ เสียมารยาท
นอกจากนั้นสิ่งที่ท่านอภิปราย เอาไว้บางเรื่องเป็นความคลาดเคลื่อน ซึ่งผมคิดว่าถ้าท่านนั่งฟังก็จะเป็นประโยชน์ กับท่านเองนะครับ แต่ว่าก็เป็นสิทธิของท่านว่าจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ ผมขอกราบเรียน เฉพาะในประเด็นที่เป็นภาพรวมของงบประมาณเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ พี่น้องประชาชน ส่วนงบประมาณของแต่ละหน่วยงานนั้นก็จะให้ท่านรัฐมนตรีที่กํากับ ดูแล และเกี่ยวข้องนั้นเป็นผู้ชี้แจง สิ่งแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ได้อภิปรายในเรื่องงบประมาณนั้นมีฐานความคิด หรือความเข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรงอย่างน้อย ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ท่านได้พูดว่ารัฐบาลได้ใช้เอกสารงบประมาณและมีตัวเลข ที่ขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ขอทําความเข้าใจกับท่านประธานแล้วก็พี่น้องประชาชนนะครับ การวัดผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศคือความพยายามที่จะวัดรายได้ของคนทั้งประเทศแล้วเอามารวมกัน ซึ่งก็อาจจะวัดจากการดูการมีรายได้ของประชาชนทางหนึ่ง การดูจากการขายสินค้า และบริการอีกทางหนึ่ง ซึ่งตัวเลขที่ออกมามีการประมวลและมีการเปรียบเทียบแต่ละปีนั้นก็ต้องการที่จะดูว่า เศรษฐกิจนั้นมีการเติบโตมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ปัญหามันมีอยู่ตรงนี้ครับว่าเวลาเรา อยากจะเปรียบเทียบตัวเลขรายได้ประชาชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมปีนี้กับปีที่แล้วนี่ ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือว่าแต่ละปีราคาของสินค้าและบริการมันสูงขึ้น ที่เราเรียกกันว่า อัตราเงินเฟ้ อ เพราะฉะนั้นถ้าเราวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือรายได้ออกมาเป็นตัวเงิน แต่ละปี และเราคิดว่ามันโตเท่านั้นเท่านี้ และเราไปเข้าใจว่าคนในประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น เท่านั้นเท่านี้นี่มันจะคลาดเคลื่อน เพราะว่าเราอาจจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าข้าวของมันแพงขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ กรณีอย่างนี้เขาก็จะต้องมีการแถลงตัวเลข ในเรื่องของรายได้ประชาชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมที่หักเอาเรื่องของเงินเฟ้ อออกไปก่อน ก็คือการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง ตัวเลขนี้คือตัวเลข ที่สภาพัฒน์ใช้เวลาประกาศประมาณการทางเศรษฐกิจ เช่นที่เมื่อสักครู่ท่านพูดถึงว่า ทําไมสภาพัฒน์บอกว่าจีดีพีเติบโตร้อยละ ๓.๕-๔.๕ นี่ครับเอกสารที่ทางสภาพัฒน์ เขาใช้ในการแถลงสรุป เขาจะวงเล็บว่าจีดีพีที่เติบโตขึ้นร้อยละ ๓.๕-๔.๕ นั้น วงเล็บว่า เป็นจีดีพี ณ ราคาคงที่ คือหักเงินเฟ้ อออกไปแล้ว มันก็อยู่ที่ ๓.๕-๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันเขาก็ประมาณการเงินเฟ้ อเอาไว้ที่ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น จีดีพีที่โตขึ้นเป็ นตัวเงินก็จะเป็ นจีดีพี ณ ราคาคงที่บวกกับเงินเฟ้ อก็ออกมาที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือตัวเลขที่ทางสํานักงบประมาณได้ใช้ในเอกสารงบประมาณ ซึ่งเขาก็วงเล็บไว้แล้วว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้นใช้ ณ ราคาประจําปี ไม่ใช่ ณ ราคาคงที่ เพราะฉะนั้นที่ท่านพูดบอกว่ารัฐบาลมีความสับสน ใช้ตัวเลขขัดแย้งกัน ไม่ใช่รัฐบาลครับที่สับสน ไม่มีอะไรขัดแย้งกันเลย สอดคล้องต้องกันทั้งหมด แล้วก็เป็น ฐานตัวเลขที่เราใช้ในการประเมินภาวะเศรษฐกิจเพื่อจัดทํางบประมาณ จริงครับ กองทุน การเงินระหว่างประเทศประมาณการล่าสุดบอกปีนี้เศรษฐกิจประเทศไทยจะโตร้อยละ ๕.๕ ความจริงถ้าดูจากตัวเลข ๓ เดือนแรกก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจประเทศไทยน่าจะโตได้ มากกว่า ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ด้วย อาจจะเป็ น ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่นับรวมเงินเฟ้ อ แต่ที่สภาพัฒน์ยังคงประมาณการไว้ที่เดิมเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรง นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่งนะครับ ประการที่ ๑ ที่บอกว่ารัฐบาลหรือสํานักงบประมาณใช้ตัวเลขที่มีความสับสน ประการที่ ๒ ที่เป็นความสับสนอย่างรุนแรงและเป็นฐานความคิดที่ผิดในการพิจารณา งบประมาณที่ท่านได้อภิปรายไป คือท่านบอกว่าประเทศเปรียบเสมือนบริษัท ไม่ใช่หรอกครับ และการบริหารเศรษฐกิจก็ไม่เหมือนกับการบริหารบริษัท แล้วมันจะมี ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพอใช้ฐานความคิดที่ผิด ก็มีบทสรุปที่ผิด เช่น ท่านก็บอกว่างบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจําซึ่งประมาณ ร้อยละ ๘๐ จึงเป็นเรื่องสูญเปล่า คําว่าสูญเปล่าในที่นี้ถ้าเราเทียบรายจ่ายประจํา กับรายจ่ายลงทุน ความหมายก็คือว่ารายจ่ายประจํานั้นจ่ายออกไปแล้ว ซึ่งอาจจะเป็น เรื่องของเงินเดือน ค่าจ้าง และโครงการต่าง ๆ จ่ายไปแล้วก็จบไปในเรื่องนั้น ๆ ครับ ถ้าจะมีการจ่ายใหม่ก็ต้องมาตั้งงบประมาณซํ้า ส่วนงบประมาณที่เป็นงบประมาณลงทุน ท่านก็บอกว่าเป็นงบประมาณที่ไม่สูญเปล่า ก็ถูกในความหมายที่ว่าเราไปสร้างถนนหนทาง เราไปสร้างแหล่งนํ้า มันก็มีโอกาสในการที่จะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าจะบอกว่างบประมาณประจํา เป็นงบประมาณที่สูญเปล่า เพราะคิดว่าประเทศเหมือนบริษัท ท่านบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้หรอกครับ งบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจําที่ผมมั่นใจว่าคนในสภาแห่งนี้รับทราบ และเห็นด้วยกับผมว่าไม่สูญเปล่ามีเยอะครับ ผมไม่คิดว่างบประมาณ ๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ให้เด็กนักเรียน ๑๓ ล้านกว่าคนเรียนฟรี ๑๕ ปีนี่สูญเปล่าในความหมายของประเทศ นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างคนครับ เงินตัวนี้ไม่กลับมาเป็นตัวเงินวันนี้ละครับ แต่เงินตัวนี้สร้างคุณภาพของประชากร ซึ่งวันข้างหน้าเขาจะมีรายได้แล้วก็เสียภาษีกลับมาที่รัฐ เหมือนกับงบประมาณ รายจ่ายประจําซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารกลางวัน นมโรงเรียน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เหล่านี้งบรายจ่ายประจําทั้งสิ้นครับอยู่ในร้อยละ ๘๐ ที่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิมบอกว่า สูญเปล่า ท่านอยากจะยืนยันก็ได้นะครับ ร้อยตํารวจเอก เฉลิมและพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นมายืนยันกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเลยครับว่าการจัดงบประมาณ เพื่อการศึกษา เพื่อนักเรียน เรื่องอาหารกลางวัน เรื่องนม เรื่องกองทุนกู้ยืม สูญเปล่า ถ้ายืนยันผมไม่มีปัญหาครับจะช่วยไปบอกประชาชนว่าท่านคิดว่าสูญเปล่า ถ้าท่านเห็นว่า การจัดงบประมาณ ๓๒,๔๐๐ ล้านบาทเพื่อเป็นเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นเรื่อง สูญเปล่าท่านยืนยันเลยครับ พวกผมยืนยันว่าไม่สูญเปล่า เพราะเป็นการตอบแทน เป็นการแสดงออกถึงความกตัญํูของสังคมนี้ และจะอย่างไรก็ตามผู้สูงอายุเหล่านี้ จะจับจ่ายใช้สอยก็จะมีเงินคืนกลับมาเป็นภาษีอากรให้กับรัฐบาล งบหลักประกันสุขภาพ เป็นแสนล้านบาทนะครับ ตามความหมายของ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม และถ้าพรรคเพื่อไทย สนับสนุนก็ต้องแปลว่าสูญเปล่าด้วย ที่เราเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศนั้น สามารถที่จะเข้าไปรับการรักษาฟรีได้
ประกันรายได้เกษตรกรอีกหลายหมื่นล้านบาทครับที่พี่น้องประชาชน เกษตรกรได้รับเป็นครั้งแรกจากรัฐบาล ในความหมายของท่านก็สูญเปล่าด้วย ผมว่าไม่ใช่ เมื่อเช้ามีเสียงทักท้วงจากเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปรุกที่ป่าเพิ่ม เพราะว่าอยากได้รายได้จากโครงการประกันรายได้ ผมกราบเรียนว่าเราไม่ได้สนับสนุน ให้มีการบุกรุกที่เพิ่มเติมหรอกครับ แล้วเราก็บอกแล้วว่าการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ในโครงการต้องมีเอกสารสิทธิ เราอนุโลมให้เฉพาะปีที่แล้วที่มีการทํากินอยู่แต่รุกเพิ่ม เราไม่ให้ เพียงแต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะยืนยันว่าเป็นครั้งแรกที่พี่น้องประชาชน มองเห็นว่าการเป็นเกษตรกรแล้วนี่มันคุ้มค่า ที่มาจากงบประมาณที่ท่านกําลังบอกว่า สูญเปล่า เพราะฉะนั้นฐานความคิดตรงนี้ละครับที่มันผิดอย่างมหาศาลในการอภิปราย ของท่านที่พูดถึงงบประมาณที่ท่านได้วิเคราะห์เป็ นเวลาชั่วโมงครึ่งเมื่อสักครู่ สําหรับประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงบประมาณ และหลักคิดของรัฐบาลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการพูดถึงในภาพรวมนี่ก็ขอชี้แจง ในเพียงบางประเด็นเท่านั้นครับ
ประเด็นแรก ที่ท่านพูดถึงว่ารัฐบาลนี้ขาดยุทธศาสตร์ ขาดความเข้าใจ ในการบริหารในสถานการณ์ที่เป็ นวิกฤติหรือไม่ ปี ที่แล้ วจึงบอกว่ากู้ เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้จะกลับมายกเลิก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าปีที่แล้วเราประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทุกรัฐบาลทุกประเทศเห็นตรงกัน ว่าจําเป็นที่จะต้องให้ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ลําพังการจัดเก็บภาษีที่จะมาเป็น ฐานของการใช้จ่ายงบประมาณมันไม่พอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นทุกประเทศ ทุกรัฐบาลจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการจัดทํางบประมาณที่ขาดดุล แต่ว่ากรณี ของประเทศไทยนั้นการจัดทํางบประมาณขาดดุลนี่มีข้อจํากัดทางกฎหมาย กฎหมาย งบประมาณ กฎหมายหนี้สาธารณะ บอกเอาไว้ว่าเราขาดดุลไม่เกินสัดส่วนเท่าไร ของงบประมาณหรือของรายได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะกระตุ้นในภาวะ เศรษฐกิจที่วิกฤติอย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วนี่ เราขาดดุลจนชนเพดานตามที่กฎหมายมีเอาไว้นี่ เราเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้นครับ ทางแก้ก็มีอยู่ ๒ ทางครับ
ทางที่หนึ่ง ก็คือไปแก้กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายหนี้สาธารณะ บอกต่อไปนี้เรายกเพดานเราไม่จํากัดตัวเองเราขาดดุลได้มาก ๆ รัฐบาลบอกไม่ควรทําครับ เพราะโดยหลักถ้าเป็นสถานการณ์ปกตินี่ก็ขอให้เพดานอยู่ตามเดิมถูกต้องแล้ว
เราเลือกทางที่สอง ก็คือออกกฎหมายพิเศษคือกู้เงินในสถานการณ์ที่มันมี ความจําเป็นเป็นพิเศษ เป็นการกระทําครั้งเดียวหรือการกระทําเฉพาะกิจเฉพาะครั้ง ก็ว่าได้ ทํากันมาทั้งนั้นในอดีต เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต รัฐบาลในอดีตก็จะออก พระราชกําหนดในการกู้เงิน ให้อํานาจในการกู้เงินเป็นพิเศษ รัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ก็ทําครับ กู้รวดเดียว ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นพระราชกําหนด แต่รัฐบาลนี้ตัดสินใจว่า เราแบ่งเป็น ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเร่งด่วนออกเป็นพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกก้อนหนึ่งมีเวลาคิด มีเวลาพิจารณา ออกเป็นพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกําหนดเราก็เร่งใช้ไปอย่างที่เรากําลังเร่งอยู่ในขณะนี้และมีเป้ำหมายว่าอยากจะ ใช้จ่ายในกรอบวงเงินนั้นให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่พระราชบัญญัติเราก็ถือว่าเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือที่เรามีติดตัวไว้ แล้วผมก็กราบเรียนตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเราอาจจะไม่ใช้ก็ได้ พูดชัดตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ปรากฏว่าในที่สุดหลังจากที่รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจไป เศรษฐกิจ จากติดลบร้อยละ ๗.๑ ต้นปีที่แล้ว ปีนี้ขยายตัวร้อยละ ๑๒ สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก การจัดเก็บภาษีก็เกินเป้ำ เพราะความเชื่อมั่น เพราะยุทธศาสตร์ที่เราวางลงไปว่าเรามี เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นที่มั่นใจของชาวโลก แต่เมื่อเราเก็บรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ไม่มีความจําเป็นจะต้องกู้เงิน รัฐบาลก็แสดงจุดยืนชัดครับว่า
๑. ไม่ต้องการเพิ่มหนี้สาธารณะมากกว่าที่ควรจะเป็น โดยการกู้เงินพิเศษ
๒. นี่แหละครับบทพิสูจน์ว่าเมื่อสามารถนําเงินกลับเข้ามาสู่ระบบ งบประมาณได้ มีระบบตรวจสอบที่ฝ่ายค้านและประชาชนมั่นใจว่าเราก็ไม่อยากหลีกเลี่ยง กระบวนการการตรวจสอบ ยกเลิกเรื่องการกู้เงินพิเศษออกไป เอาเงินลงทุนทั้งหลาย กลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ
โครงสร้างงบประมาณของปี นี้มันจึงมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนว่า งบประมาณที่เป็นงบประมาณลงทุนซึ่งปีที่แล้วลงไปเหลือร้อยละ ๑๒ ของงบประมาณ พลิกกลับขึ้นมาเป็นร้อยละ ๑๖.๖ ได้ ในขณะที่รายจ่ายประจําก็ลดลงจากร้อยละ ๘๔ เป็นร้อยละ ๘๐ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราได้ผ่องถ่ายแผนการลงทุนไทยเข้มแข็งจากเดิม ซึ่งจะใช้การกู้เงินพิเศษกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านต่อว่า ว่าโครงการในไทยเข้มแข็งที่จะอยู่ในพระราชบัญญัติหายไป ที่จริงไม่หายหรอกครับ พ.ร.บ. กู้เงินนั้น ไทยเข้มแข็งนั้น เดิมจะใช้ในกรอบ ๓ ปี ปีนี้เราเอากลับเข้ามาได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสู่ระบบงบประมาณ แต่โครงการที่เหลือรัฐบาลไม่ทิ้งครับ ตั้งใจว่าจะเป็นโครงการที่เป็นลําดับความสําคัญสูงสุดสําหรับคนที่มาจัดทํางบประมาณ ในปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ ต่อไป เพราะฉะนั้นนี่คือความชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ ได้มีการจัดทํางบประมาณ ได้มองการณ์ไกลตั้งแต่เรื่องของการบริหารท่ามกลาง ภาวะวิกฤติ นําบ้านเมืองให้พ้นจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในเบื้องต้น แล้วก็จัดทําระบบ การเงิน การคลังให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพิ่มสัดส่วนของการจัดรายได้ทางด้านการลงทุน ให้เพิ่มสูงขึ้นมาได้อย่างที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ
ร้อยตํารวจเอก เฉลิมพยายามจะบอกว่าการจัดงบประมาณนั้น ไม่ไปคํานึงถึงกระทรวงต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการจัดหารายได้ ความจริงผมได้กราบเรียน และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปแล้วนะครับว่า ที่จริงไม่เป็ นความจริงครับ สัดส่วนงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม ของกระทรวงพาณิชย์ ของกระทรวงต่าง ๆ นั้นก็เพิ่มสูงขึ้นครับ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงอื่น ๆ และผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ครับ ใครที่มีความคิดว่า งานทางด้านไหนจะวัดความสําคัญ วัดความสําเร็จ ต้องอยู่ที่การใช้งบประมาณ เข้าใจผิดครับ กระทรวงพาณิชย์ขณะนี้ประสบความสําเร็จอย่างมากเรื่องการส่งออก ๔ เดือนแรกเพิ่งแถลงไปโตร้อยละ ๓๐ กว่า ไม่ได้ต้องใช้เงินมากครับ มันไม่ได้หมายความว่า กระทรวงพาณิชย์ใช้เงินมากแล้วการส่งออกจะมาก มันไม่ได้หมายความว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องใช้เงินมากแล้วการท่องเที่ยวจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ไม่ได้แปลตามนั้นครับ ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม การท่องเที่ยวอาจจะได้รับการกระตุ้น จากการที่เราพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อาจจะเป็ นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ บางทีเป็นพื้นที่มรดกโลก ถามว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างไร บางทีต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครับ ทําถนนหนทางเข้าไป ดูแลเรื่องสาธารณูปโภคให้ดี งบประมาณที่ลงไปตรงนี้ทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ้าเป็น ถนนหนทางก็อยู่ที่กระทรวงคมนาคม ถ้าเป็ นสาธารณูปโภคก็อยู่ที่รัฐวิสาหกิจ มันไม่ปรากฏออกมาที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครับ แต่มันคืองบประมาณ ที่สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว เหมือนการส่งออกสินค้าครับ สินค้าเกษตรส่งออกได้มากได้น้อย บางทีงบประมาณไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ครับ ต้องไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอยากจะ กราบเรียนครับว่าถ้าไปดูตัวเลขในรายละเอียดนั้น แผนที่เรารองรับไว้ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการการท่องเที่ยวนั้น มีการจัดงบประมาณไว้ รองรับเป็นการทํางานแบบบูรณาการ อันนี้ก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่อง การกระจายงบประมาณไปตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
สําหรับกรณีเรื่องสวัสดิการนะครับ กราบเรียนอย่างนี้ว่าผมพูดถึงเรื่อง การที่คนไทยจะต้องมีสวัสดิการ แต่ผมมักจะไม่ใช้คําว่ารัฐสวัสดิการ เพราะผม ก็ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องเก็บภาษีสูงเหมือนกับประเทศในแถบยุโรป ตอนเหนือครับ แต่ระบบสวัสดิการที่เรากําลังจะสร้างจะเป็ นระบบที่ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนร่วมกัน เหมือนที่เราจะเสนอกฎหมายว่าด้วยกองทุน การออมแห่งชาติครับ จะเป็นการช่วยคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมนี่ครับ ก็คือเกษตรกรกับแรงงานในเมืองหลวงทั้งหลายที่อยู่ นอกระบบไม่เคยมีระบบสวัสดิการเลย วันนี้พอมีกองทุนการออม ถ้าเราผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ รัฐบาลสมทบส่วนหนึ่ง เขาเก็บเงินสมทบส่วนหนึ่ง ระบบสวัสดิการก็จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ภาระที่ออกมาจากภาษีทั้งหมด นี่คือระบบสวัสดิการที่เราวางแนวทางเอาไว้ครับ ไม่ใช่รัฐสวัสดิการที่ขณะนี้หลายประเทศในยุโรปกําลังประสบปัญหา เพราะว่าทําให้ เรื่องของการจัดเก็บภาษีสูงเกินไปและไม่ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเรามาดูทั้งเรื่องของภาระ ในเรื่องสวัสดิการ งบประมาณที่เป็ นรายจ่ายประจํา ที่เราดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย บวกกับการเอางบลงทุนของโครงการไทยเข้มแข็งเข้ามาแล้ว เราขาดดุลอยู่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กังวลกันว่าหนี้สาธารณะจะสูงมาก ความจริงหนี้สาธารณะ ณ ขณะนี้ประมาณเดือนที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ ๔๒ ของจีดีพี สิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ ๔๗ แต่ตอนเกิดวิกฤติประมาณการกันว่าประเทศไทยหนี้สาธารณะถ้าถึงสิ้นปีนี้ต้องเกิน ร้อยละ ๕๐ และจะพุ่งสูงสุดใกล้เคียงร้อยละ ๖๐ เป็นระดับซึ่งมาตรฐานสากลยอมรับ ได้ครับ ที่วิกฤติกันต่างประเทศขณะนี้นั้นร้อยละ ๗๐ ร้อยละ ๘๐ ร้อยละ ๑๐๐ ร้อยละ ๑๒๐ ร้อยละ ๑๓๐ ครับ ประเทศไทยไม่ไปถึงจุดนั้นแน่นอน และเรามั่นใจว่า ถ้าเศรษฐกิจได้รับการประคับประคองให้ฟื้นตัวเหมือน ๓ เดือนแรกนี่ครับ ถ้าเราช่วยกัน ทําบ้านเมืองให้สงบ ผมมั่นใจเลยครับว่าในที่สุดหนี้สาธารณะนั้นก็ไม่ถึงร้อยละ ๖๐ หรอกครับ และเศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาอยู่ในฐานะที่มีความแข็งแกร่ง ฐานะทางการเงิน การคลัง และเงินสํารองระหว่างประเทศไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
มีเรื่องเล็ก ๆ ที่ท่านอภิปราย เดี๋ยวเข้าใจผิดนะครับ งบของจังหวัดที่บอกว่า คํานวณออกมาแล้ว ๕๓ ล้านบาทต่อจังหวัด เพราะว่าไปหักงบรายจ่ายประจําอะไรต่าง ๆ กรณีงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนี้ไม่ใช่ครับ เป็นงบที่จัดไว้ต่างหากนอกระบบกระทรวง ทบวง กรม เป็ นงบซึ่งจะมีคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและ จังหวัดนะครับ และมีสูตรคํานวณว่าแต่ละจังหวัดมีประชากรเท่าไร รายได้เท่าไร จัดเก็บ รายได้ของตัวเองได้เท่าไร มีความจําเป็นในเรื่องไหน อย่างไร คํานวณออกมาเป็นสูตร และจัดเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปครับ ไม่ใช่ต้องมาหักเรื่องของรายจ่ายประจําแต่ประการใด อันนี้ก็กราบเรียน จะมีงบบริหารก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ จังหวัดละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือกลุ่มจังหวัดละ ๑๐ ล้านบาทสุดแล้วแต่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะ กราบเรียน ส่วนที่บอกว่างบสํารองฉุกเฉินที่ปีนี้ตั้งไว้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท สูงนะครับ ก็เท่ากับสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัครนะครับ ไม่ได้มีอะไรผิดแผกแตกต่างไปเลย แล้วก็เป็นระดับงบประมาณที่เป็นงบกลางที่มีไว้สํารองจ่ายที่คิดว่าน่าจะเพียงพอกับ ปัญหา เช่น ภัยแล้ง นํ้าท่วม ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือกรณีที่มีนโยบายจําเป็นเร่งด่วน ก็ไม่ได้มีอะไรที่แอบแฝงแต่ประการใดทั้งสิ้น
ผมขออนุญาตกราบเรียนสุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องของการเมืองอยู่บ้าง ที่พูดกัน ที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไปกลัวว่านโยบายใดซึ่งเป็นนโยบายของท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณแล้วไม่กล้าจัดไม่จริงหรอกครับ เฉพาะปีที่ผ่านมาก็เป็นการเพิ่มทุน กองทุนหมู่บ้านอย่างเป็นระบบครั้งแรกตามขนาดของกองทุนหมู่บ้าน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท สุดแล้วแต่เป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มให้กับทั้งประเทศ กรณีหนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ก็มีการส่งเสริมทั้งในเรื่องของการจัดงาน ในเรื่อง ของการตลาด และกําลังมีการพัฒนาในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานรวมทั้งการทําให้ สัญลักษณ์หนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์นั้นเป็นที่ยอมรับในแง่ของคุณภาพมาตรฐาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยไม่ลังเลหรอกครับ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เดินหน้าครับ
ส่วนนโยบายใหม่ ๆ ที่จะลดความเหลื่อมลํ้าเมื่อสักครู่ผมพูดไปหมดแล้วละครับ งบทั้งหลายที่ท่านบอกว่าสูญเปล่านั่นแหละ เรากําลังสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ทุกคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เกิดหรือแม้กระทั่งก่อนเกิด ในขณะนี้ก็จะมีโครงการในเชิงรุกดูแล โภชนาการของหญิงที่ตั้งครรภ์ ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเริ่มต้นครอบครัว ไปจนถึงการดูแลเด็กเล็กในเรื่องนมไปจนถึงเรื่องของการศึกษาฟรี มีอาหารกลางวัน มีนมโรงเรียน ไปจนถึงการฝึกอาชีพ ไปจนถึงการดูแลกรณีที่มีการตกงานไม่ว่าจะเป็น ภาวะปกติหรือภาวะวิกฤติไปจนถึงเมื่อเกษียณอายุก็มีเบี้ยยังชีพดูแล แล้วก็ส่งเสริม ระบบสวัสดิการชุมชน กองทุนการออมแห่งชาติ แล้วก็จะลดความเหลื่อมลํ้า ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ในเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องมีการแก้ไขต่อไป
เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนชี้แจงว่าอยากทําความเข้าใจ ในความคลาดเคลื่อนในทางความคิด ทั้งในเรื่องของตัวเลขจีดีพีทั้งในเรื่องที่บอกว่า งบประจําไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย เป็ นงบที่สูญเปล่า ทั้งในเรื่องที่บอกว่า การจัดงบประมาณครั้งนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในแง่ของยุทธศาสตร์กับการแก้ไขปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจโลก และขอยืนยันครับว่างบประมาณทั้งหลายนั้นได้จัดอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส แล้วก็จะสามารถตรวจสอบได้ครับ ขอขอบพระคุณครับ
เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของเพื่อนสมาชิกซึ่งได้อภิปราย พาดพิงคาบเกี่ยวกับงานที่ผมรับผิดชอบก็คือในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ความจริงแล้ว ในการอภิปรายงบประมาณของท่านนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งข้อสังเกตหรืออภิปรายลงใน เนื้องานของงบประมาณ แต่ได้มีการอภิปรายทําให้มีความเข้าใจผิดในภารกิจ ของกรมประชาสัมพันธ์และเป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายถ้าหากว่าไม่ได้ชี้แจง ความจริงมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้มีการพูดถึงภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ และพาดพิงเกี่ยวเนื่องไปถึงสื่อสารมวลชนอื่นด้วย ท่านหนึ่งได้กล่าวถึงกรมประชาสัมพันธ์ และมีการพาดพิงถึงสื่อสารมวลชนอื่นว่ามีการใช้สื่อบิดเบือนสร้างความขัดแย้งแตกแยก ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย มีการพาดพิงถึงสื่อบางฉบับบางช่อง โดยเฉพาะสื่อหลักว่าเป็น เครื่องมือทําลายฝ่ายตรงข้ามบ้าง และมีการกล่าวหาหนักไปถึงท่านใช้คําว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อกล่าวหาซึ่งกระทบถึงเพื่อนสื่อมวลชนที่ทําหน้าที่ด้วยความสํานึก ในภารกิจของความเป็นสื่อสารมวลชนทุกคน มีการกล่าวหากรมประชาสัมพันธ์ว่าสร้าง ความแตกแยกอย่างที่สมาชิกเมื่อสักครู่นี้ได้อภิปรายไป ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า รัฐบาลได้มีนโยบายชัดเจนในการรองรับสิทธิและเสรีภาพของสื่อสารมวลชนตามที่ รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ทุกประการ เราได้มีนโยบายชัดเจนในการอภิปรายงบประมาณ และมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าเราปรารถนาที่จะเห็นสื่อที่สะท้อนความจริง มีความสมดุล โปร่งใส มีความรับผิดชอบ โดยการได้รับรองสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญทุกประการ และรัฐบาลก็ยึดถือแนวทางนโยบายนี้ตลอดระยะเวลาที่มี การบริหารราชการแผ่นดินเป็นต้นมา เราทราบดีครับว่าในสภาพที่สังคมมีความขัดแย้ง แตกแยกนั้นสื่อสารมวลชนทุกแขนงทํางานด้วยความยากลําบาก เพราะคนมีความขัดแย้งแตกแยก มีความเห็นที่แตกต่างกันมากเหลือเกิน กรมประชาสัมพันธ์เองในฐานะที่เป็นสื่อสารมวลชนของรัฐหรือแม้แต่กระทั่ง อสมท. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ก็ตาม รัฐบาลยืนยันครับ ว่าทุกสถานีหลักเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนมืออาชีพ การนําเสนอข่าว ทุกประการนั้นเป็นไปด้วยความรับผิดชอบ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมา ก่อนที่จะถึงสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งและมีการชุมนุมในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มได้ใช้สื่อสารมวลชนบางแขนงเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม สร้างความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน และนี่คือที่มาของปัญหาทั้งหมดครับ มีการใช้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมในการปลุกระดมสร้างความคิดเห็น สร้างข้อมูลที่เป็นเท็จ บิดเบือน ปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความเข้าใจผิด มีการใช้สถานีวิทยุชุมชนหลายที่ ในการปลุกระดมสร้างความขัดแย้งแตกแยกและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ล่าสุดก็มีการใช้ คลื่นโทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ (UHF) ซึ่งเป็นคลื่นโทรทัศน์ที่ไม่ได้รับการอนุญาต จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นคลื่นวิทยุที่ผิดกฎหมายในการปลุกระดม สร้างความขัดแย้งแตกแยกให้กับพี่น้องประชาชนโดยการใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ
ผมเรียนท่านประธานตรงนี้เพื่อโยงให้เห็นว่าภารกิจของรัฐบาล และสื่อสารมวลชนอย่างกรมประชาสัมพันธ์นั้นก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน เราทราบดีครับว่ากลุ่มบุคคลที่ใช้เครื่องมือ สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งแตกแยกและปลุกปั่นนั้นได้ผลครับ ประชาชนที่รับฟังโดยไม่ได้รับฟังสื่อสารมวลชนอื่นนั้นก็จะมีความเชื่อไปในทิศทาง ที่มีการปลุกปั่นหรือปลุกระดม ลําพังถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล รัฐบาลไม่เคยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการใช้กฎหมายไปกลั่นแกล้งแต่ประการใดเลยครับ แม้ว่าขณะนี้มีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบางช่องมีการออกข่าวในลักษณะที่คาบเกี่ยว แต่เราก็ยังเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ในสังคมประชาธิปไตย ก็ไม่มีเหตุผล ที่จะใช้กฎหมายไปกลั่นแกล้งบุคคลใดหรือสื่อสารมวลชนแขนงใดแขนงหนึ่ง เป็ นการเฉพาะ แต่เมื่อมีการปลุกระดมขึ้นมาแล้วนําไปสู่การดําเนินการที่เป็ น การก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองหรือเป็ นการสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้น แนวทางหนึ่งก็คือการใช้กฎหมายที่มีอยู่เข้าไปดําเนินการครับ แต่การดําเนินการเหล่านั้น ก็จะไม่เป็นแนวทางให้สื่อสารมวลชนของรัฐต้องกระทําลักษณะเดียวกันครับ ผมเรียน ท่านประธานตรง ๆ ครับ สื่อสารมวลชนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก หรือปลุกระดมนั้นก็จะใช้ถ้อยคําในลักษณะที่ปลุกระดมให้ไปเผา ให้ไปเข่นฆ่า ตั้งค่าหัว นายกรัฐมนตรี ตั้งค่าหัวรองนายกรัฐมนตรี ตั้งค่าหัวโฆษก ศอฉ. มีการใช้ถ้อยคํา ปลุกระดมที่กล่าวหาว่ามีการไปเข่นฆ่าประชาชนบ้าง ให้จับอาวุธขึ้นมาต่อสู้บ้าง ลุกขึ้น ใช้อาวุธไปเผาที่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็มีการดําเนินการเช่นที่ว่าเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ แต่ที่ท่านอภิปรายถึงกรมประชาสัมพันธ์ว่าสร้ำงความขัดแย้งแตกแยกนั้น ไปตรวจสอบดูเนื้อหาทั้งหมดได้เลยครับ ไม่มีการปลุกระดมคนให้เกิดความเข้าใจผิด หรือใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ แล้วบอกให้ไปเข่นฆ่าประชาชนที่มาชุมนุมแต่ประการใดเลย สื่อสารมวลชนของรัฐที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์พยายามให้ข้อเท็จจริงที่เป็น ข้อเท็จจริงว่าอะไรกําลังจะเกิดขึ้น และถ้าเป็นสกูป (Scoop) หรือข่าวพิเศษที่ยาว ๆ ก็จะ ชี้นําไปในทิศทางที่ให้เห็นแก่ความสงบของประเทศเป็นหลักครับ แม้กระทั่งมีเหตุการณ์ ขัดแย้งรุนแรงแตกแยกเกิดขึ้นก็พยายามจะชี้แนะให้เห็นว่าต้องแยกประชาชนออกจาก กลุ่มผู้ก่อการร้าย ออกจากกลุ่มของผู้ต้องการที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง นี่คือแนวทาง ซึ่งสื่อของรัฐดําเนินการมาโดยตลอดครับ บางคนถึงขนาดไปกล่าวหากรมประชาสัมพันธ์ หรือกล่าวหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเหมือนกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๔ ข้อ
ข้อ ๑ ท่านบอกว่ารัฐใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้มีการเข่นฆ่าประชาชน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง กลับไปตรวจดูเนื้อหาได้ครับ ตลอดระยะเวลา ๒ เดือนเศษที่มีการชุมนุมกันอยู่ในบ้านในเมืองของเราจนกระทั่งเกิดจลาจลนั้น สื่อสารมวลชนของรัฐและสื่อสารมวลชนอื่นทุกประเภทพยายามจะดึงความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ชี้ให้เห็นข้อผิดข้อถูก ชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนี้ แม้ว่าทํางานยากลําบาก สื่อสารมวลชนหลายแขนงถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม รถโอบี (OB) ช่อง ๑๑ จอดที่ไหน มีการปลุกระดมโดยแกนนําที่ต้องการใช้ความรุนแรงให้ไปทําร้าย ผู้สื่อข่าวบ้าง ให้ไปรุมกันทุบทําลายรถบ้าง หลายครั้งที่ต้องเอารถโอบีออกจาก จุดที่เกิดเหตุไปอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่ได้โดนแค่ช่อง ๑๑ ครับ สถานีโทรทัศน์อื่นก็โดน เช่นเดียวกัน ล่าสุดในวันที่เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมืองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏชัดเจนมากครับ ผมได้มีโอกาสเห็นวิดีโอ (Video) ที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดครับ ผมเรียนท่านประธานเลยครับน่ากลัวมาก เป็นการจัดการ ที่ผมไม่อยากจะเรียกว่าเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหรอกครับ แต่เป็นกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ คนซึ่งดําเนินการไปเผาอย่างมีการวางแผนไว้ก่อน จะด้วยไม่พอใจเรื่องอะไรที่เป็นข่าว มาก่อนหน้านั้นหรือไม่ก็ตาม เป็ นเรื่องที่จะต้องอยู่ในระหว่างการสอบสวนครับ แต่เป็นความพยายามที่เป็นไปได้ที่ต้องการฆ่าคนทั้งตึก มีทั้งใช้อาวุธระดมยิงมาจาก ฝั่งตรงข้าม มีการจุดไฟเผา หลังจากนั้นสื่อสารมวลชนจํานวนมากที่โทรมาบอกกับ พวกเราว่าจะขึ้นรถไปตรงนั้นตรงนี้จะถูกขู่ตลอดเวลา คุณมาจากช่องนั้นใช่ไหม แล้วคุณ มีโอกาสจะถูกอาวุธอันนี้ คุณมาจากสื่ออันนี้ใช่ไหม คุณจะโดนตรงนั้นตรงนี้ ทั้งหมดนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรอกครับ แต่มันมีความพยายามที่จะไปปลุกปั่น ให้มีความเกลียดชังให้เกิดขึ้น รัฐบาลถึงกําหนดนโยบายในสื่อของเราอย่างชัดเจนครับว่า สื่อของรัฐหรือสื่อใดก็ตาม ด้วยความเคารพในความเป็นมืออาชีพจะต้องไม่เป็นสื่อที่ไป สร้ำงความเกลียดชัง ความแตกแยก ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ภารกิจนี้ของ กรมประชาสัมพันธ์และของรัฐบาลชัดเจนครับ ในวันที่เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมืองไม่มี แม้แต่สักครั้งเดียวที่สื่อของรัฐจะไปปลุกระดมว่าออกไปจัดการกับคนอย่างนั้นอย่างนี้ มีแต่เรียกร้องให้มีการหยุดการกระทําที่ทําให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองโดยรวม คนเดินทางกลับบ้าน แน่นอนครับ มีคนส่วนหนึ่งอาจจะมีความไม่พอใจกับกลุ่มผู้ที่มา ชุมนุม แต่เป็นภาระหน้าที่ของรัฐส่งคนเหล่านั้นกลับบ้าน ถ้าเขาไม่ได้เป็นแกนนํา ก่อความรุนแรงหรือเป็นผู้ก่อการร้ายเราแยกออกจากกันครับ ท่านไปดูภาพได้เลยครับ เราประสงค์จะให้สังคมกลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม มีความรักกันเหมือนเดิม ไม่ใช้สื่อ ปลุกระดมให้มีความเกลียดชังและมีความแตกแยก ข้อกล่าวหาท่านที่มีพูดถึงสื่อที่พูดถึง ถ้อยคําที่ระบุว่าเขาเหมือนไม่ใช่คน หรือแม้แต่กระทั่งความแตกแยก ผมถือโอกาสนี้ เรียกร้องไปยังท่านประธานกับประชาชนทั่วทั้งประเทศว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับ สื่อมวลชนที่ทําหน้าที่อย่างมืออาชีพและสะท้อนความจริงสู่สังคมนี้ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้ง ที่เกิดจากการใช้สื่อบางส่วนเป็นเครื่องมือปลุกระดมให้เกลียดชังมันจะระบาดออกไป และไม่มีตัวยับยั้งความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในสังคมนี้แล้วเราจะอยู่กันไม่ได้ครับ ภารกิจตรงนี้ ชัดเจนและต้องเดินต่อครับ
ในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศแผนปรองดอง ที่มีการพูดถึงการปฏิรูป ประเทศไทย ท่านพูดถึงการปฏิรูปสื่อสารมวลชนอยู่ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาส พบกับนายกสมาคมวิชาชีพสื่อทั้งหมด แสดงความกังวลเป็นไปในจุดเดียวกันว่า ทําอย่างไรสื่อของเราจะมีความเป็นมืออาชีพ และสามารถสะท้อนความคิดความเห็น ของคนในสังคมเพื่อสื่อให้สังคมนี้มีความสามัคคี และมองเป้ำหมายในการพัฒนาประเทศ ร่วมกัน สื่อของรัฐอย่างกรมประชาสัมพันธ์ก็ขานรับครับ อีกไม่นานเราจะมีการปรับเปลี่ยน รูปแบบเป็นสถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ผู้จัดรายการทุกคนที่อยู่ในสถานี สื่อสารมวลชนของรัฐท่านอาจจะชอบหรือไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แต่ทุกคนจะต้องได้รับ การพูดคุยจากฝ่ายกําหนดนโยบายว่านโยบายของเราคือการเดินหน้าสู่การปรองดอง นโยบายของเราคือการเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศไทย นโยบายของเราคือการจะต้อง ไม่ใช้สื่อในการสร้างความเกลียดชัง ความแตกแยก ให้เกิดขึ้นกับประเทศนี้ แต่ข้อเท็จจริงในการเสนอข่าวของสื่อคือข้อเท็จจริง ถ้าศาลมีการออกหมายจับใครก็ตาม เป็นผู้ก่อการร้ายเขาต้องเสนอครับ ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินเช่นนั้น เป็นสิทธิของท่าน แต่สื่อมีหน้าที่เสนอข้อเท็จจริง บางครั้งข้อเท็จจริงก็ขมขื่นสําหรับคน บางคน แม้กระทั่งกับเราเองซึ่งเป็นผู้รับสาร แต่ถ้าความจริงคือความเป็นจริงก็ต้องกลืน ความขมขื่นนั้นลงไปเพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริง ผมถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธาน เพื่อชี้แจงภารกิจของสื่อสารมวลชนของรัฐ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถือโอกาสใช้เวทีนี้ ได้พูดจาแทนสื่อสารมวลชนทั้งประเทศที่ปรารถนาจะสร้างความสามัคคี ความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นกับประเทศ อย่าไปข่มขู่เขา อย่าไปคุกคามเขาไม่ว่าโดยทางใด วันนี้ยังมี โทรศัพท์ไปขู่ฆ่า ไปทําอย่างนั้นอย่างนี้ ให้โอกาสเขาเถอะครับ ถ้าสื่อสารมวลชน ได้ทําหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ผมเชื่อว่าความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะทําให้เรา เข้าใจความจริง และเรามองเป้ำหมายในการพัฒนาประเทศร่วมกันได้มากขึ้น ผมถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ ถ้าหากมีการอภิปราย พาดพิงอีกก็ยินดีที่จะชี้แจงครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณผุสดี ตามไท ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลนําเสนอสําหรับ ๘ ยุทธศาสตร์ต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในภาพรวมดิฉันเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเหตุที่ดิฉันมีความเชื่อมั่น จริง ๆ ว่ารัฐบาลนั้นซึ่งอยู่ภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสามารถ บริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประชาชนอย่างแท้จริงได้เฉกเช่นในปีที่ผ่านมา ท่านประธานคะ ยุทธศาสตร์สําคัญที่ดิฉันสนใจแล้วก็อยากจะขออนุญาตท่านประธาน ฝากประเด็นสําคัญไว้ให้ก็คือยุทธศาสตร์ที่ ๓ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต แล้วก็ลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม และยุทธศาสตร์ที่ ๖ คือการพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ด้วยเหตุที่ว่าทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นี้เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนโดยตรง ดิฉันต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเพิ่มเติม เพื่อจะสนับสนุนความคิดเห็นของดิฉันดังนี้นะคะ ในช่วงเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีเหตุการณ์มากมายที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้คนในสังคมไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งต้องยอมรับนะคะท่านประธานว่ามันเป็นความจริงที่มีการใช้ความรุนแรงทั้งการใช้ คําพูดปลุกระดม ทั้งการใช้อาวุธ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต มีทั้งการเผาบ้าน เผาเมือง ท่านประธานคะ มันเป็นช่วงเวลาที่หลายคนโศกเศร้าที่สุดวันหนึ่งในชีวิต เพราะว่าเห็นบ้านเมืองหายนะลงไปต่อหน้าต่อตา และไม่ใช่ด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เราไม่อาจป้ องกันได้ แต่หายนะด้วยนํ้ามือของคนในชาติด้วยกันเอง ดิฉันต้องขออนุญาต ท่านประธานถือโอกาสนี้แสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้สูญเสียด้วย ท่านประธานคะ เหตุการณ์เหล่านี้แหละค่ะที่สะท้อนตัวตนของผู้คนจํานวนไม่น้อยในประเด็นหลักต่าง ๆ ดังนี้
ข้อที่ ๑ จิตที่อาจจะไม่เมตตา มีความสะใจ ดีใจ ที่เห็นความหายนะ ต่อหน้าต่อตา
ข้อที่ ๒ ค่านิยม และอุดมการณ์ในชีวิตที่ไม่รู้เส้นแบ่งของความดี ความชั่ว ความผิด ความถูก และการใช้ชีวิตโดยไม่มีวิจารณญาณที่จะเลือกส่งและรับ ข้อมูลที่เป็นความจริง แต่เลือกที่จะบิดเบือนข้อมูล เผยแพร่ความเท็จ ไม่กล้ายืนหยัดต่อสู้ เพื่อความถูกต้อง และไม่กล้าหาญทางจริยธรรม แล้วก็เลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ไข ปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลเสียหายมากต่อสังคมในภาพรวม
ข้อที่ ๓ ระบบความเชื่อ ความคิด กระบวนทัศน์ ที่ผู้คนจํานวนไม่น้อย ถูกชักนําให้หลงผิด โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันเองไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นคืออะไร แม้หลังการชุมนุมก็ยังมีผู้กล่าวว่าคนเสื้อแดงยังมีสิทธิจะชุมนุมกันอีกเพราะยังไม่ได้ ประชาธิปไตย และพยายามเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม ทั้งหลายทั้งปวงซึ่งประชาชนนั้นสู้ด้วยมือเปล่า จนหลายคนคงจะเผลอคิดว่า ประชาธิปไตยคือการใช้สิทธิและเสรีภาพที่จะทําอะไรก็ได้ รวมถึงการกระทํา ที่ผิดกฎหมาย แม้แต่การทําร้ายเพื่อนร่วมชาติ การทําลายเศรษฐกิจ การทําร้ายแม้แต่ แผ่นดินแม่ของตัวเองอย่างเหลือเชื่อ
ท่านประธานคะ กระนั้นก็ตามดิฉันก็ยังดีใจที่มีประชาชนคนไทย จํานวนมากทีเดียวที่ช่วยกันทําความสะอาดแม้ไม่รู้จักกันมาก่อน ตรงนี้ละค่ะคือนํ้าใจ คนไทย และถือว่าเป็นจุดแข็งซึ่งเราคงจะต้องช่วยกันปลูกฝังและทําให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ถึงวันนี้ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในการที่จะกอบกู้บ้านเมือง ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นํา ที่เป็นผู้ใช้ความพยายาม อย่างยิ่งในการที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่วิกฤติโดยให้มีความเสียหายน้อยที่สุด ท่านใช้ ทั้งการเจรจา ใช้ทั้งการให้เวลา และที่สุดมีการเสนอแผนปรองดองซึ่งรวมถึงเงื่อนไข ในการยุบสภาด้วย แล้วก็มีการเสนอเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทยที่หลายฝ่ายดูจะเห็นด้วย ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ประเด็นหลักในเรื่อง ของการปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลจะต้องคํานึงถึงก็คือเรื่องของการปฏิรูปคน ปฏิรูป ตัวตนคนไทยให้แข็งแกร่งทั้งร่างกาย สติปัญญา และจิตวิญญาณ เรื่องร่างกาย เรื่องสติปัญญา ในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของการสาธารณสุขและหลายเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ตอบสภาไปแล้ว แต่ทําอย่างไรถึงจะปฏิรูปคนให้มีจิตสํานึก พึ่งตนเอง รักความจริง มีค่านิยมและอุดมการณ์ในชีวิตบนกรอบของคุณธรรม ความพอเพียง ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ใช้องค์ความรู้เป็นพื้นฐานในการดําเนินชีวิต ที่สําคัญที่สุดรักแผ่นดินแม่และกตัญํูต่อแผ่นดินแม่ของตัวเอง ท่านประธานคะ การปฏิรูปเช่นที่ว่านี้เกี่ยวพันกับเรื่องยุทธศาสตร์ ๒ ยุทธศาสตร์ที่ดิฉันได้กล่าวแล้ว ในเบื้องต้น ดิฉันจึงขออนุญาตฝากเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลให้มีความชัดเจน ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ดูเสมือนหนึ่งว่าท่านได้จัดงบประมาณไว้มากถึง ๓๐.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการดูแลคน แต่ไม่มีความชัดเจนแม้แต่ในเรื่องการศึกษาว่าจะปฏิรูป ตัวตนอย่างไร ต้องทําค่ะ ในยุทธศาสตร์ที่ ๖ ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมจัดไว้เพียง ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ซึ่งน้อยนิดเหลือเกิน รัฐบาล ต้องตระหนักนะคะว่าเนื้อหาสาระ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ และทัศนคติทางวิทยาศาสตร์นั้นล้วนแต่เป็ นปัจจัยสําคัญที่สุดในการสร้างคน และสร้างชาติได้ ขอให้รัฐบาลดําเนินการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ท่านประธานคะ อาคารทรุดสร้างใหม่ได้ เศรษฐกิจทรุดฟื้นฟูได้ ถ้าคนทรุดล่ะคะจะหาอะไหล่ที่ไหนมาซ่อมคะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข ๑๕ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังคําแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของท่านนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่เช้า แล้วก็ฟังหลายท่านได้อภิปราย ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ มาอยู่ตลอด
ตัวผมเองเฉพาะในช่วงนี้ก็อยากจะให้ความสําคัญกับนโยบาย ในยุทธศาสตร์ที่ ๗ คือในเรื่องการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐบาลได้ตั้ง งบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๘,๑๘๒.๖ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับการส่งเสริม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณไว้ ๗,๒๘๖.๓ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศ ที่มีบทบาทสําคัญทั่วโลก นี่เป็นส่วนที่ ๑ ครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือในการให้บริการกงสุลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ โดยจัดสรรงบประมาณไว้จํานวน ๘๙๖ ล้านกว่าบาท เพื่อสนับสนุนการดําเนินการ ทางกงสุลและพิธีการทูต ดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมชุมชนไทยในต่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ ของความเป็ นไทย อยู่อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี ตลอดจนเสริมสร้างความรัก และความเข้าใจอันดีกับนานาประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยใช้ แนวทางการทูตเพื่อประชาชนและการทูตวัฒนธรรม
ท่านประธานครับ อ่านดูคําแถลงแล้วก็เพลิดเพลินดี แต่ถามว่า การที่แถลงไว้อย่างนี้แล้วจะทําได้ตามที่แถลงไว้หรือเปล่า ก็คงต้องย้อนกลับไปดู ที่งบประมาณว่าได้แถลงกันไว้อย่างไร ผมย้อนกลับไปดูครับท่านประธานครับ เรื่องราวเดิม ที่รัฐบาลเองได้มีคําแถลงนโยบายไว้ในเรื่องการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศว่า ท่านจะทําอะไรบ้าง มีอยู่หลายข้อ ตั้งแต่เรื่องพัฒนาความสําคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน ในทุกมิติ ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนในระหว่าง ที่ประเทศไทยดํารงตําแหน่งประธานอาเซียนอยู่ รวมทั้งการจัดตั้งประชาคมต่าง ๆ ด้วย ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ ส่งเสริมบทบาทการปฏิบัติร่วมกับประชาคมโลกในการกําหนดบรรทัดฐานระหว่าง ประเทศในเรื่องต่าง ๆ เข้าร่วมข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็น ประโยชน์ต่อประเทศ ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยเพื่อให้เกิดฉันทามติในการกําหนด นโยบายและการดําเนินการต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ต่อประเทศไทย และการเข้าถึงระดับประชาชน โดยส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง และความเชื่อมั่นของนานาประเทศต่อการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดี ของประเทศไทย ท่านประธานครับ ก็แถลงนโยบายไว้อย่างนี้ เสร็จแล้วโดยกฎหมายนะครับ รัฐบาลเองก็ได้ไปดําเนินการต่อ โดยมีประกาศแผนการบริหารราชการแผ่นดินระหว่าง ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๔ แผนบริหารราชการแผ่นดินเหล่านี้ก็คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทําตาม ที่ได้แถลงไว้ต่อสภา แล้วการที่จะทํานั้นก็ย้อนกลับมาดูที่งบประมาณเช่นเดียวกัน ผมก็ไล่ดูตามแผนนโยบายเหล่านี้ และย้อนกลับมาดูงบประมาณที่เสนอในปี นี้ ก็พบว่า ในเรื่องของการต่างประเทศ ท่านประธานครับ สิ่งที่จะทํานี่ แม้งบประมาณจะไม่มาก ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น แต่ว่าถ้าดูพื้นฐานกันไปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่จะกําหนดทิศทาง ที่ชัดเจน ไม่ได้บอกว่าจะพาให้การต่างประเทศของประเทศไทยเดินไปทางไหน แล้วก็ ไม่ได้บอกว่าเป้ำหมายที่เน้นสําคัญที่สุดนั้นคือเราต้องการจะบรรลุในเรื่องอะไร คือถ้าดู จากงบประมาณในเรื่องของวิสัยทัศน์ ท่านก็บอกว่าอยากจะให้กระทรวงการต่างประเทศนี้ เป็ นองค์กรหลักในการเสริมสร้างสถานะและบทบาทของประเทศไทยในเวที ระหว่างประเทศ พร้อมกําหนดพันธกิจไว้ถึง ๙ ข้อ ท่านประธานครับ ใน ๙ ข้อเหล่านี้ ถ้าไล่ไปทีละข้อ ๆ ก็พบว่าก็ไม่ได้แตกต่างจากงบประมาณในปี ที่ผ่านมาเท่าไร อย่างไรก็ดีนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเน้นและให้ความสําคัญเป็ นพิเศษก็คือ ผมได้ไปอ่านคําให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไป โดยลงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็หมายความว่า หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่มันเกิดขึ้นและเกิดวิกฤติขึ้นมา นักข่าวได้ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่หลายข้อ ถามว่าท่านมีบทเรียนอะไร จากวิกฤตการณ์การเมืองที่มันเกิดขึ้น ถามต่อไปว่าแล้วเดินไปข้างหน้านี้นโยบายของ กระทรวงการต่างประเทศกับประเทศต่าง ๆ จะต้องมีการทบทวนอย่างไร หรือไม่ ถามต่อไปอีกว่าแล้วท่านจะฟื้นฟูประเทศอย่างไร จะฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศอย่างไร ดูที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอบไปมีทั้งสิ่งที่จะอยู่ในงบประมาณ เหล่านี้ก็มี ผมอ่านดูแล้วก็มีความสงสัยอยู่หลายเรื่อง ที่สงสัยก็เพราะว่าบางส่วนนั้น ดูเหมือนว่าตัวรัฐมนตรีจะไม่เข้าใจปัญหาอะไรเสียเลย บางส่วนก็ดูเหมือนว่าท่านเข้าใจ เรื่องดี ผมก็เลยคิดว่าในเรื่องของนโยบายการต่างประเทศที่ปรากฏในเล่มงบประมาณ เหล่านี้ ที่มันเกิดปัญหาเป็นเพราะตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นปัญหา หรือเป็นเพราะว่านโยบายมันไม่ชัดเจน แต่ถ้าดูจากพฤติการณ์ที่มันเกิดขึ้นแล้ว ผมคิดว่า เพราะว่าตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ดําเนินนโยบายต่างประเทศ พร้อมกับงบประมาณที่จะนําไปใช้กับต่างประเทศมันน่าจะมีปัญหา ท่านประธานครับ ในส่วนที่ผมพยายามดูแล้วก็อยากจะให้ความสําคัญคือไปดูงบประมาณ โดยทั่วไปก็ไม่มี อะไรที่ชัดเจน แต่พอไปดูงบประมาณในส่วนที่ผมอยากจะให้ความสําคัญก็คือหลังจาก เหตุการณ์วิกฤติเกิดขึ้นมารัฐบาลก็บอกว่าจะต้องมีการไปแก้ไขภาพพจน์ ภาพลักษณ์ ของประเทศ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าอีกไม่นานก็คงจะเดินทางไปต่างประเทศไปโรด โชว์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีกับต่างประเทศผมย้อนมาดูในงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดําเนินงานกิจการต่างประเทศตามยุทธศาสตร์เชิงรุก ๒๔๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการภารกิจทีมประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) ที่เรารู้กันดีนะครับ ๒๕๐ ล้านบาทค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้าง ภาพลักษณ์ในประเทศไทย ไม่มากครับ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโครงการเฉลิมฉลอง ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ๔๒ ล้านกว่าบาท นี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ต้องการจะนําเอามาใช้ ในการแก้ไขปัญหาของภาพพจน์ ภาพลักษณ์ ของประเทศไทยในสายตาของคนต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงการต่างประเทศ เขาตอบนะครับ ตั้งแต่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้เข้ามาทําหน้าที่ ความสัมพันธ์ของเรา กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ดีขึ้นเลยครับ ความสัมพันธ์ของเรากับประเทศอีกหลาย ๆ ประเทศไม่ได้ดีในเชิงรุก ไม่มีครับ ผมย้อนกลับไปดูที่งบประมาณ ในงบประมาณที่บอกว่า เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งปีนี้ก็ยังมีอยู่ ปีที่แล้วงบประมาณส่วนนี้คือ งบประมาณเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศตั้งไว้ ๓๒๕ ล้านบาท ท่านประธานทราบไหมครับ เพื่อนผมที่อยู่ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศเขาบอกว่างบประมาณจํานวนนี้ เข้าใจว่า เมื่อเช้านี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศอาจจะพูดไว้บางส่วนแล้ว ๓๒๕ ล้านบาทไม่ได้ใช้ที่กระทรวงการต่างประเทศ โอนกลับมาใช้ที่สํานักนายกรัฐมนตรี และจํานวนไม่น้อยเอาไปทําอะไรครับท่านประธาน เอาไปจัดร้องเพลงชาติตอนหกโมงเย็น ทีละจังหวัด ทีละจังหวัด ทีละจังหวัด จนกระทั่งชาวบ้านบอกอยากจะสร้างให้คนไทย รักชาติแทนที่จะทําตอนที่เอาธงขึ้นกลับไปเคารพธงชาติตอนเอาธงลง นี่คือส่วนนี้ ฉะนั้น ปีนี้พอมาถึงเรื่องการแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศก็ยังมีส่วนนี้อยู่ ผมคิดว่าในการที่จะไป แก้ไขภาพพจน์ของประเทศ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ถ้าดูจากความเห็นของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถามว่าท่านมีบทเรียนอย่างไรจากวิกฤติ การเมืองที่เกิดขึ้น ท่านตอบว่าท่านไม่เข้าใจว่าทําไมหลายประเทศยังให้ที่พักพิงกับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ยังให้หนังสือเดินทาง ท่านไม่เข้าใจ ผมก็เลยบอกว่า เพราะท่านไม่เข้าใจนี่แหละว่าหลาย ๆ ประเทศให้ความนับถือต่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณอย่างไร ก็เลยทําให้ท่านดําเนินนโยบายที่ผิด อย่างนั้นตลอดที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศหน้าที่หลักก็คือว่าไล่ล่าทักษิณไปทั่วโลก แล้วมันจะไปสร้าง ภาพพจน์ที่ดีได้อย่างไร พอย้อนกลับไปถามว่าแล้วท่านจะแก้ไขภาพพจน์ใหม่อย่างไร ท่านตอบว่าอย่างไรครับ ก็จะไปจ้างทีมมืออาชีพกําลังติดต่อกับบริษัทหรือกลุ่มมืออาชีพอยู่ มีงบประมาณพร้อมไว้แล้ว ผมก็เข้าใจว่างบประมาณส่วนนี้จะเอาไปทําอะไรครับ หลักที่ กลุ่มนี้จะทําก็คือว่าจะไปสร้างภาพพจน์ใหม่ของประเทศ สร้างความเชื่อมั่น โดยร่วมกับ บีโอไอ (BOI) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมส่งเสริมการส่งออก
อันที่ ๒ เกิดจากทีมประมาณ ๕-๖ ทีมไปต่างประเทศ ไปสร้างความเข้าใจ ที่ดีกับต่างประเทศ โดยทีมนี้ก็จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับ กระทรวงการพาณิชย์ ก็เข้าใจว่าคือทีมไทยแลนด์นี่ละครับ เห็นไหมครับท่านประธาน เมื่อท่านรัฐมนตรีพูดอย่างนี้ก็ย้อนกลับมาดูงบประมาณเขาทําอย่างไร อ๋อ เป็นเพราะอย่างนี้เอง เห็นไหมครับ ผมก็เลยถามว่าถ้าอย่างนั้นท่านคิดจะใช้บริษัทมืออาชีพต่างชาติ ผมถามว่า แล้วทูตเอาไว้ทําอะไร เรามีทูตอยู่หลายประเทศ ถ้าทูตเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ อย่างนั้น งบประมาณส่วนนี้ก็ไม่ควรจะมี ผมถึงบอกว่ามันอยู่ที่วิธีคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ข้างหน้าจะเดินหน้ากันไปอย่างไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจ เข้าใจบอกว่าคือเราไม่ต้องไปทบทวนนโยบายต่างประเทศหรอก แต่ต้องหันกลับมาดูตัวเอง ตรงนี้ครับท่านประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บอกต้องหันกลับมาดูตัวเอง ถ้าตัวเองเราดีนี่นะครับ ไปสร้างภาพพจน์ที่ดีในต่างประเทศ คนเขาก็เห็นด้วย แต่ถ้าตัวเราเองไม่ดีจะไปสร้างอย่างไรล่ะครับ
ผมดูจากเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้แล้วก็ดูงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ผมเห็นรัฐบาลในการสลายมวลชนนี่เห็นมีทหารตั้งป้ำยไว้ เขตกระสุนจริง ภาพนี้ มันออกไปทั่วโลกครับท่านประธาน เขตกระสุนจริง แล้วท่านจะไปชี้แจงในต่างประเทศ บอกว่านี่ไม่ใช่กระสุนจริงนะ แล้วจะไปแก้อะไร ไปอย่างนี้เขาเรียกว่าไปโกหก แล้วนึกว่า ต่างประเทศเขาไม่เห็นหรือครับ ท่านประธานครับ หลังจากเหตุการณ์อย่างนี้อีกไม่นานครับ ภาพที่จะมา ต่างประเทศที่บอกว่าอะไรเกิดขึ้นในเมืองไทยจะออกมาสู่คนไทย และจริง ๆ เราจะเห็นของจริงมากขึ้น ๆ นี่คือสิ่งที่มันจําเป็นจะต้องปรับเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ไปแก้ ภาพพจน์ในต่างประเทศ เอาข้างในให้ดี อยู่ดี ๆ เอาอาวุธมาโชว์ เชิญทูตไปดูกันเยอะแยะ ผมก็ว่าทูตทหารก็มีเยอะ บอกเขาว่าอย่างไรครับ เป็นอาวุธที่พบในกลุ่มผู้ชุมนุม นึกว่าทูต เขาโง่หรือครับ ถ้าเขาย้อนถามว่าแล้วอาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธสงครามได้มาจากไหน ถ้าอาวุธสงครามไม่มาจากทหารก็มาจากไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ ทหารบอกไม่ได้มาจากทหาร อย่างนั้นแปลว่าอาวุธเหล่านี้มันหากันได้ง่ายมากในประเทศไทย แปลว่าอะไรครับ แปลว่า ประเทศนี้ไม่มีความปลอดภัยเลย แล้วท่านจะเดินหน้าไปแก้ภาพพจน์อะไรในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมดูจากงบประมาณแล้วนี่ครับ เสียดายงบประมาณเหล่านี้ ผมไม่เชื่อว่า ตัวรัฐมนตรีเองสามารถที่จะทําให้มันเกิดตามวัตถุประสงค์ขึ้นมาได้ สิ่งที่ควรจะทํา คืออะไรครับท่านประธาน ผมไปดูในนโยบายของรัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ ทํา แล้วก็ในงบประมาณนี้ก็ไม่ได้ทําคือการสร้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเสริมสร้าง ความรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ ให้คนไทยรู้ว่า เรื่องของต่างประเทศนั้นมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็ นเรื่องใกล้ตัว สิ่งนี้ไม่มีอยู่ ในงบประมาณเลย คนไทยส่วนใหญ่อาจจะมองกระทรวงการต่างประเทศที่บอกว่า ไปทําหนังสือเดินทางแค่นั้น ไม่ใช่ครับท่านประธานครับ มากกว่านั้น อยากจะให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปรับเปลี่ยน ไม่ต้องไปแก้ภาพพจน์ต่างประเทศหรอก ทําเหมือนอย่างที่พูดนี่ละ มาแก้ภายในให้ดี ถ้าภายในเราดีแล้วข้างนอกมันดีเองครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป คุณรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาใคร ๆ ก็พูดถึงสถานการณ์นี่นะคะ ดิฉันก็เห็นบทบาทของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลประชาชน ทุกกลุ่ม ทั้งในเวลาปกติและในเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือว่าหลังเกิดเหตุก็ตามนี่ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เห็นว่าภารกิจของกระทรวงนี่นะคะก็คงจะต้องมีภารกิจหลายประการ ที่จะต้องดูแลความมั่นคงของทั้งสังคมแล้วก็ของมนุษย์ด้วยนี่ ดิฉันก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อที่จะให้ชุมชนเข้มแข็งแล้วก็เข้าใจกันด้วยดี ทําอย่างไรที่จะให้ ประชาชนได้เข้าใจ ได้รู้เรื่องสิทธิ รู้เรื่องความเสมอภาค แล้วรู้เรื่องการที่จะให้ชุมชน เข้มแข็ง รู้การที่จะให้อยู่ด้วยกันแม้จะมีความแตกต่างกันก็ตาม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า กระทรวงนี้แหละค่ะที่จะต้อง งบประมาณปีนี้ได้มากกว่าปีที่แล้วแค่ ๖๐๐ ล้านบาท ได้ ๙,๘๒๖ ล้านบาท แล้วถ้าสมมุติว่าสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาทําให้มีผู้ที่จะต้องดูแล อีกมาก พี่น้องที่กลับไปกระทรวงนี้จะต้องดูแล ต้องเยียวยาทั้งทางด้านวัตถุแล้วต้องดูแล ทางด้านจิตใจด้วย หรืออาจจะมีคนพิการเพิ่มขึ้น คนเจ็บป่ วยเพิ่มขึ้นก็ได้ ต้องมี นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ไปช่วยดูแล เพราะฉะนั้นงบประมาณตรงนี้ควรจะได้เพิ่ม ขึ้นมา และอีกส่วนหนึ่งก็คือดิฉันคิดว่าเมื่อกระทวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลคนทุกกลุ่ม ก็มีหน้าที่ที่จะต้องทําให้คนทุกกลุ่มเข้าใจหลักการ ของชีวิต หลักการสิทธิต่าง ๆ การทําให้ชุมชนเข้มแข็งได้ด้วยตัวพวกเขาเอง เขาต้องเข้าใจ เรื่องราวต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เขาจะไปรอพึ่งใครไม่ได้แล้ว ดิฉันฟังวันนี้ในที่ประชุม ของสภา เขาไปพึ่ง ส.ส. ก็ยากแล้ว เพราะดิฉันพบว่ามี ส.ส. บางท่านอาจจะพูดเหมือน ๑. ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ๒. รู้แต่บิดเบือนข้อมูลบางอย่าง ๓. รู้แต่พูดเพียงครึ่งเดียว ที่ดิฉันว่า เขาไม่รู้หรือตั้งใจที่จะพูดบิดเบือน เพราะฟังหลายคนพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แล้วเวลาพูดโจมตีรัฐบาลทําให้ดิฉันเป็นห่วง ก็เลยคิดว่ารัฐบาลจะต้องหางบประมาณ มาให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จะต้องเผยแพร่ความรู้ เรื่องประชาธิปไตยให้ประชาชนได้เข้าใจ ต้องประชาธิปไตยที่แท้จริงนะคะ จะได้ถือว่า เป็นภูมิต้านทานด้วย แต่ถ้าในระบบโรงเรียนก็ต้องเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ถือว่า เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะฉะนั้นที่ดิฉันพูดอย่างนี้เพราะว่าต้องทําความเข้าใจในหลายเรื่อง ต้องให้ประชาชนไม่พูดอะไรด้านเดียว ไม่พูดจาจากความรู้สึก เวลาพูดต้องอิง กับข้อเท็จจริง ไม่พูดสิ่งที่ไม่รู้ ดิฉันฟัง ส.ส. บางท่านก็อาจจะพูดถึงเรื่องที่ทําไมรัฐบาล ถึงไม่รับเรื่องที่ ส.ว. จะเจรจา อย่างนี้แสดงว่าพูดแบบคนไม่รู้ ที่พูดเห็นแต่ปรากฏการณ์ แล้วก็พูด อย่างนี้เป็นอันตราย หรืออย่างแม้กระทั่งดิฉันคิดว่าถ้านักการเมืองทําไม่ได้ ประชาชนจําเป็นจะต้องเปลี่ยนแว่นตาเสียใหม่ ไม่ใช่มองสภาพสังคมด้วยแว่นเก่า ๆ เช่นบอกว่ารัฐบาลมือเปื้อนเลือด ต้องถามว่าเลือดใคร ต้องถามด้วยนะคะ เป็นเลือดของ ผู้ก่อการร้ายใช่ไหม แล้วบอกว่าถ้ามีคนตายแล้วรัฐบาลต้องรับผิดชอบ อันนั้นมันก็เป็น การใช้แว่นตาเดิมเหมือนกัน เพราะเดิมทีไม่ว่า ๑๔ ตุลาคม หรือ ๖ ตุลาคม หรือพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ การชุมนุมของพี่น้องประชาชนชุมนุมด้วยมือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้ามีการตาย เกิดขึ้น ประชาชนถูกรัฐบาลยิงแน่นอนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่พอมาถึงคราวนี้เมื่อมีการตาย เกิดขึ้นต้องพิสูจน์นะคะ เพราะว่ารัฐบาลก็มีภาพให้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่ารัฐบาลพยายาม ที่จะหลีกเลี่ยง พยายามที่จะไม่ทําร้าย ไม่ให้เกิดความสูญเสีย แม้กระทั่งคําว่าคืนพื้นที่นี้ ไม่ใช่เราจะมาพูดกันด้วยนํ้าเสียงเยาะเย้ยถากถาง เพราะดิฉันยังสงสัยตอนแรกที่รัฐบาล ประกาศว่าถ้าจะไม่สลายการชุมนุมไม่ให้เกิดการสูญเสียจะทําอย่างไร ดิฉันก็เห็น ปรากฏการณ์คืนพื้นที่ กระชับพื้นที่ ตามที่รัฐบาลได้อธิบายไปแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะกราบเรียนท่านว่าเราจะต้องพูดเรื่องใหม่ ๆ พูดเรื่องข้อเท็จจริงกับพี่น้องประชาชน หรือแม้กระทั่งหลายคนพูดถึงความจงรักภักดี ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา ดิฉันต้องเรียนว่า เราต้องบอกประชาชนว่าต้องมีเหตุผล แล้วต้องไม่ไปรับประกันแทนคนอื่นนะครับ เพราะปรากฏการณ์มันต้องมีที่มาที่ไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าอยากจะให้ กระทรวงนี้มีงบประมาณเพิ่มขึ้น ถ้าสมมุติว่างบประมาณยังน้อยยังปรับเพิ่มยากก็อาจจะ ต้องปรับงบเดิมไปก่อน แต่สําคัญอยากจะเสนอให้ปรับโครงสร้างของกระทรวงเพื่อที่จะได้ แบ่งสันปันส่วนงบประมาณได้
ทีนี้อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่างบประมาณปัจจุบันที่มีอยู่นี่อยากจะให้ เน้นเรื่องเนื้อหาให้มาก ดิฉันไม่อยากให้หมดเงินไปกับเรื่องของรูปแบบเช่นถ้าจะพูดถึง เรื่องวันสตรีสากลหรือสมัชชาสตรีแห่งชาติ ให้ความรู้ด้านความเสมอภาคนี่ อยากจะให้ เป็ นการให้ความรู้ ไม่อยากให้เป็ นการรณรงค์เพราะมันใช้เงินเยอะมากนะคะ หรืออย่างบางทีการไปแสดง การที่ไปรณรงค์อย่างนี้ใช้เงินมาก ๆ ไปจ้าง เขาเรียก ออร์กะไนเซอร์ (Organizer) หรือคะมาจัดงานอย่างนี้ ที่จริงข้าราชการมีความรู้มาก ต้องให้ข้าราชการเป็นคนดําเนินการเอง หรือแม้กระทั่งงบประมาณที่พูดถึงค่าจ้างเหมา ก็ใช้ค่าจ้างเหมาเยอะมาก แล้วถ้าเราจะเสริมความรู้และอาชีพให้เยาวชนนี่นะคะ ดิฉัน คิดว่าเสริมความรู้เสียก่อน อาชีพนี่ต้องให้เขามีแนวความคิดที่จะมีความคิดเรื่องพอเพียง ถ้าไม่อย่างนั้นเขาไม่พอเพียงฝึกอาชีพไปก็อาจจะใช้ไม่ค่อยได้ สําคัญก็คือดิฉันจําได้ว่า ปีที่แล้วในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการก็เสนอว่าให้ตัดค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าไปราชการต่างประเทศชั่วคราวแล้วก็งานวิจัยออกเสีย เอามาทําสิ่งที่จําเป็ น แล้วก็อาจจะต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมให้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ๑๕ นาที
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อแผ่นดิน จังหวัดนครสวรรค์ครับ ก่อนอื่นผมได้นั่งใคร่ครวญว่าวันนี้ ผมจะอภิปรายงบประมาณดีหรือไม่ ถามว่ามีเหตุผลอะไร ผมฟังรัฐบาลตั้งแต่เช้า แล้วก็เหตุการณ์ที่ผ่านมานี่ผมเห็นความมั่นใจของรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี ของรัฐมนตรี ทุกคน ไม่ว่ามีใครพูดอะไรก็ตามเถียงทุกเม็ด รู้สึกว่าตนเองถูกทั้งหมด ทีนี้ถ้าชาที่มัน เต็มถ้ วยแล้วนี่เราจะใส่อย่างไรมันก็ไม่เข้า จริง ๆ แล้วการทํางานในสภา ระบอบประชาธิปไตยนี่คือ การสอบถาม ติดตาม แล้วก็ให้ข้อคิดซึ่งกันและกัน จึงเป็น จริยธรรมของการปกครองระบอบประชาธิปไตย พอผมมองแล้ว เอ๊ะ ถ้าเราพูดแล้วนี่ ท่านจะฟังหรือเปล่า หรือว่าฟังแต่จะเอาไปปฏิบัติหรือเปล่า หรือนําไปปฏิบัติ แต่ก็มีวุฒิภาวะ มีฝี มือ มีประสบการณ์ พอหรือเปล่าที่จะเอาคําแนะนําของทุกคน ไปปฏิบัติอย่างสัมฤทธิผล พอเห็นอย่างนี้ก็รู้สึกเหนื่อยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเป็น หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดจะขอพูดในเชิงสร้างสรรค์ ให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นกระทํางบประมาณนั้นอย่างไรบ้าง ผมได้อ่านงบประมาณที่ได้ทําแล้ว ผมรู้สึกว่ารัฐบาลวางงบประมาณในสมมุติฐานที่ประมาท ถามว่าอย่างไร สมมุติฐาน ที่รัฐบาลได้วางงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เกิดจากหวังว่าในอนาคตกาลข้างหน้านั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยส่งออกจะดีขึ้น โตขึ้น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์หรือ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มเศรษฐกิจของโลกนี่จะปรับตัวขึ้น แต่ท่านทราบไหมครับว่าปัจจุบันที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ปัญหาซับไพรม์ (Subprime) ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกานี่ เดี๋ยวนี้อย่าคิดว่าปัญหา ต่าง ๆ นั้นได้แก้ไขลุล่วงแล้ว เพียงแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถที่ผลิตเงินเองได้ เอาเงินไปอุดทุกประเด็นทุกประตู เขาไม่ยอมปิดไฟแนนซ์ (Finance) หรือปิดทรัสต์ (Trust) หรือปิดสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่าง ๆ เหมือนอย่างบ้านเรา ของเขานี่ครับ แม้บริษัทใหญ่ ๆ บริษัทรถยนต์อะไรก็ตามที่จะเกิดหายนะ รัฐบาลยอมเข้าไปเลยนะครับ แต่เวลามาแนะนําประเทศไทยสมัยไอเอ็มเอฟบอกให้ปิดหมดบ้านเราถึงหายนะ แต่พอ เกิดจากแผ่นดินเขาบ้านเขาเขาไม่ทํา นี่ประเด็นแรก เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี่ปัญหา ประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่จบนะครับ
ประเด็นแรก มาตามปัญหาที่ประเทศโปรตุเกส ประเทศกรีซ แล้วก็ประเทศ อิตาลี ประเทศสเปน ในยุโรปอีก ถ้าท่านติดตามให้ดีนะครับ ปัจจุบันปัญหาประเทศ โปรตุเกสที่เกิดขึ้น หนี้สาธารณะเขาต่อจีดีพีถึง ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศกรีซ ๑๒๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอิตาลี ๑๒๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วประเทศสเปน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ยุโรปมีปัญหาแน่นอน ใหญ่ขนาดนั้นเสร็จแล้วเขาแก้ด้วยอะไรครับ ให้ประเทศฝรั่งเศส กับประเทศเยอรมนีเอาเงินเข้าไปอุด แล้วเรามาดูว่าปัญหาประเทศฝรั่งเศสกับ ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศสหนี้สาธารณะ ๙๒.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วประเทศเยอรมนี ๘๒ เปอร์เซ็นต์ สมัยก่อนเวลาเกิดปัญหาในประเทศเล็ก ๆ ประเทศยากจนจะเห็นว่า ประเทศในเอเชียหรือประเทศไทยที่สมัยก่อนเกิดต้มยํากุ้งนั้น ประเทศยากจนไม่มีเงิน ที่ล้มละลาย แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาประเทศรํ่ารวยทั้งนั้นที่กําลังล้มละลาย สิ่งเหล่านี้ จะกระทบปัญหาโลกมากมาย ผมอยากจะกราบเรียนรัฐบาลว่าท่านไปกู้เงินจํานวนมหาศาล เพื่อหวังที่จะโก ออน (Go on) ไปข้างหน้า ถ้ามีปัญหาของสังคมโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้นท่านมีวิธีการจะแก้ไขอย่างไร เพราะว่าการที่เราจะลงทุน ด้วยการกู้หนี้ยืมสินนั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบและไม่คุ้ม ทีนี้เรามาดูว่าในต่างประเทศ ในยุโรปเขามีมาตรฐานว่าหนี้สาธารณะนั้นต้องไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ประเทศที่ผมกล่าวมาแล้ว ๑๒๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๒๗ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เองจะเห็นได้ภาวะเศรษฐกิจของโลกไม่ว่าอเมริกาหรือ ยุโรปอันตรายมาก ประเทศไทยท่านเรียกร้องที่จะให้เศรษฐกิจพอเพียง เรียกร้อง ให้ประชาชนใช้เงินกันอย่างมัธยัสถ์ แต่รัฐบาลกลับไม่แสดงความมัธยัสถ์ให้เห็น ยังให้ ข้าราชการใช้เงินอย่างฟุ่ มเฟื อย ไม่มีก็กู้ มีคนบอกว่าที่รัฐบาลกู้เพราะต้องการ จะผูกพันความรู้สึกดี ๆ ต่อพรรคร่วมรัฐบาล ผมไม่อยากจะเชื่อว่าคนเราจะเอา ความหายนะของประเทศนั้นเพื่อความมั่นคงของตัวรัฐบาล ผมไม่เชื่อนะครับ แต่ว่าผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ที่ในอีก ไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
อีกประการหนึ่ง ผมมาดูรายละเอียดของงบประมาณตามนโยบาย ๖ ประการนั้น อ่านแล้วสวยหรูมาก เพราะว่ารัฐบาลจะมีกรอบแห่งความยั่งยืนในการคลัง แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ สรุปแล้วมีการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เรามา มองดูถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ขนาดนี้ รัฐบาลมีฐานข้อมูลที่จะแสดงให้ประชาชนว่า มีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ผมคิดว่าประชาชนจะยอมรับได้ ในเบื้องต้น แต่พอเรามาดูถึงเนื้อหา เนื้อหาที่กําหนดไว้ในงบประมาณทั้งหมดเลย ที่ฉบับย่อ ท่านครับ เนื้อหาที่เกิดขึ้นนั้นทางรัฐบาลบอกว่าจะทําให้เศรษฐกิจการคลังยั่งยืน บอกว่าจะทําให้การส่งออกนั้นยั่งยืน มาดูเถอะครับว่างบประเทศไทย งบกระทรวงกลาโหม ได้ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ งบกระทรวงมหาดไทยได้ ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์ งบกระทรวงยุติธรรมได้ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วงบกระทรวงสาธารณสุขได้จํานวนมากมหาศาล จะเห็นได้ว่า งบประมาณต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไปอยู่ในกระทรวงที่ไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าการผลิต เราได้ใช้ ต้นทุนในการบริหารจัดการประเทศสูงเกินไป แต่กระทรวงที่ตามนโยบายจะต้อง ดําเนินการ เช่น กระทรวงพาณิชย์ได้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงไอซีที ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งหมด ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านคิดดูสิครับว่าสิ่งที่ท่านให้ไปอย่างนี้จะมีนัยสําคัญในการขยายตัวเศรษฐกิจได้อย่างไร เมื่อสักครู่นายกรัฐมนตรีพูดว่าจริง ๆ แล้วงบประมาณนั้นไม่ได้อยู่ที่กระทรวงนั้นโดยตรง แต่อาจจะอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงคมนาคม ใช่ครับ แต่จริง ๆ กระทรวงที่เขา รับผิดชอบโดยตรงต้องมียุทธศาสตร์แล้วก็มีความสามารถที่เพียงพอ ผมได้ไปต่างประเทศท่านทูตที่ประเทศอิตาลีท่านมีวิสัยทัศน์ในการจัดงาน เขาเรียก ตลาดนํ้าที่เวนิส (Venice) ท่านเชื่อไหมครับว่ามีความคิดริเริ่มแต่หางบประมาณไม่ได้ แล้วกงสุลที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนจะมีการจัดกีฬาเอเชียนเกมส์ (Asian Games) ครั้งต่อไป ตอนนี้กําลังระดมที่จะเอาผลไม้เอาอะไรไปแจกไปให้คนชิม ท่านเชื่อไหมครับ ไม่มีเงิน ผมไปกับท่านประธานนี่แหละ ไม่มีเงินครับ แล้วถามว่าเงินต่าง ๆ ที่มีเป็นจํานวนมาก ในการขยายตัวเศรษฐกิจไปอยู่ที่ไหนหมด ไปอยู่กระทรวงที่ใช้กําลังอํานาจ ไม่ว่า กระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติต่าง ๆ เป็ นหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาท แสดงว่าประเทศไทยเรามีปัญหาด้านการจัดการ ประเทศอื่นไม่ว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตํารวจหรืออะไร เขากระจายไปสู่ท้องถิ่น เขามีปัญหาน้อย ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีได้ปฏิรูปโครงสร้างของสังคม แล้วท่านจะประหยัด เรื่องงบประมาณต่าง ๆ ในการจัดการนี้อย่างมากมาย จะได้เอาเงินงบประมาณมาทุ่ม ในกระทรวงที่สําคัญ
ทีนี้เรามาดูครับว่าเนื่องจากเวลาผมเหลือน้อย ผมจะขอฝากประเด็น สําคัญที่เกิดขึ้น ผมได้อ่านงบประมาณของรัฐบาลผมเห็นว่ารัฐบาลได้ทําผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ เขียนว่า ในการนําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ต้องมีเอกสารประกอบ ซึ่งรวมถึงงบประมาณรายรับ และวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการในแต่ละ รายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน ที่สําคัญว่ารวมทั้งต้องแสดงฐานะการเงิน การคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่าย และการจัดหารายได้ ประโยชน์และการขาดรายได้จากการยกเว้นภาษีเฉพาะราย ในรูปแบบต่าง ๆ
ท่านเชื่อไหมครับว่าตั้งแต่เปิดงบประมาณดูไม่เคยมีการรายงานรายจ่าย ที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเฉพาะรายในรูปแบบต่าง ๆ เลย สิ่งเหล่านี้รัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ปฏิบัติได้ประมาณสัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ ผมว่าสําคัญอย่างไร ท่านครับ งบประมาณที่รัฐบาลมาแสดงให้เราทราบนี้จริง ๆ แล้ว ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ไม่จําแนกที่ผมว่านี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ท่านดูสิครับว่าในการยกเว้นภาษี กรมที่ยกเว้นภาษีก็คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร บีโอไอ แล้วก็การนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีงานวิจัยของสมาชิกวุฒิสภา บอกเลยว่าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๕๐ ต้องจําแนกแจกแจงแล้วได้เปิดดู แล้วได้ดูถึงการรายงานของกรมสรรพสามิตแล้วก็กรมสรรพากรก็ไม่มีการบอกเหล่านี้ ท่านเชื่อไหมครับว่าในปีหนึ่ง ๆ เราได้ให้สิทธิพิเศษกับบุคคลต่าง ๆ ที่ได้สิทธิพิเศษ จํานวนมหาศาล เป็นแสนล้านบาท สิ่งเหล่านี้ถ้าเราเอามาพิจารณาให้ดูว่าเราให้กับใครบ้าง ทําไมถึงต้องให้ เพราะว่ารัฐบาลได้เขียนไว้ว่าสิทธิพิเศษทางภาษี จริง ๆ แล้วต้องเป็น รายจ่ายภาษีของรัฐแต่สิ่งเหล่านี้ตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้นําเข้ามาในการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร ผมถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แล้วก็จงใจที่จะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ผมขอให้ท่านรัฐมนตรีลองตอบเรื่องนี้ด้วยว่าจริงหรือไม่ หลักฐานที่ผมพูดนี้ ไม่ได้ถูกระบุทั้ง ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องระบุให้ชัดเจนแต่ท่านไม่ปฏิบัติ เป็นการจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ หรือลืมไป ผมอยากให้ท่านตอบด้วยจะได้เห็นว่า รัฐบาลมีความตั้งใจแต่ลืมไป เขาบอกว่าลืมไป เพราะว่าผมได้ตรวจสอบดูทั้งหมดแล้ว ไม่มีจริง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นความสําคัญนะครับ ถ้ามีสมาชิกนํารายชื่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมว่าเรื่องนี้จะยาวยิ่งขึ้น ผมอยากให้รัฐบาลได้ตอบให้ชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในการอุดหนุนนั้นเป็ นเรื่องน่าแปลกครับ เงินที่อุดหนุน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปอุดหนุนนายทุนต่างชาติ ไปอุดหนุนคนรวย ส่วนคนจนนี่ เอสเอ็มอีหรือสิ่งต่าง ๆ กว่าจะอุดหนุนให้ กว่าจะทําอะไรให้นะครับยากลําบากแสนเข็ญ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นมาตรการที่ไม่ควรจะกระทําอย่างยิ่ง
ผมจะขอสรุปว่าในแต่ละปี ๆ เราก็มาพิจารณางบประมาณ จริง ๆ แล้ว งบประมาณต่าง ๆ เป็นการเสนอการใช้โดยข้าราชการประจํา นักการเมืองก็เหมือนเป็น ตัวนายหน้าผ่านเรื่องนี้เท่านั้น แต่สิ่งที่จะต้องคิดใคร่ครวญว่างบประมาณแผ่นดินนั้น เป็นเพียงหน่วยองคาพยพหน่วยหนึ่งนั้น เพราะว่าจีดีพีของเรา ๑๐ ล้านล้านบาท เราจะใช้ งบประมาณแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะกระตุ้น ไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่สําคัญในการพัฒนา บ้านเมืองนั้นไม่ใช่แค่เพียงงบประมาณเท่านั้น แต่จะต้องมีการกระจายศักยภาพ ของประชาชน ของมนุษย์ ให้ชัดเจน สิ่งที่ผมขอฝากในคณะรัฐบาลว่าปัจจุบันสังคม มีความแตกแยกอย่างที่ทุกคนได้ตระหนักแล้ว ความร้าวลึกที่เกิดขึ้นนั้นจะขยายหรือจะ เบาบางก็เพราะการจัดการของรัฐบาล ขอให้รัฐบาลตระหนักนะครับว่าท่านเป็นผู้นํา ของบ้านเมืองอะไรก็ต้องใจเย็น ๆ อะไรที่จะทําให้สังคมมีความแตกแยก แล้วตํารวจ ที่ไปเที่ยวไล่จับบุคคลต่าง ๆ เหมือนภาวะปฏิวัติ เลิกเถอะครับ ผมจําได้เมื่อสมัย ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม สมัยอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เคยไล่ล่าอย่างนี้แหละ จนทุกคนต้อง ออกไปอยู่ในป่า ตอนนี้เราไม่มีป่าแล้ว เราก็อยู่ในเมือง แต่อย่างไรก็ตามผมขอฝากรัฐบาลว่า งบประมาณที่ตั้งขึ้นนั้นทุกคนเห็นว่ามีประโยชน์แต่ไม่มีนัยสําคัญในการทํางาน แต่ถ้าจะมี นัยสําคัญนั้นต้องพัฒนาศักยภาพการผลิตของคน ๖๔ ล้านคนให้ได้มีประสิทธิภาพ แล้วผมขอฝากให้รัฐบาลตอบว่ารัฐบาลมีความจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖๗ หรือไม่ ขอให้รัฐบาลตอบในกรณีที่นโยบายและการขาดรายได้ในการยกเว้นภาษีรูปแบบ ต่าง ๆ นั้นท่านให้ใครบ้าง แล้วทําไมไม่รายงานให้กับสภาได้ทราบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณอรรถพร พลบุตร ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ บรรยากาศการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีนี้ผ่านมาด้วยบรรยากาศ ที่ผิดไปจากการคาดคะเนของสังคม ที่คิดว่าวันนี้จะมีการปะทะคารมหรือมีความรุนแรง เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เช้าเป็นต้นมาบรรยากาศอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้แม้จะ มีการพูดจาพาดพิงกันอยู่บ้างนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา วันที่ไฟยังไม่มอดสนิท วันที่เลือด ยังไม่แห้งสนิท ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาซึ่งเข้าใจได้ อย่างไรก็ตามท่านประธานที่เคารพครับ อาจจะมีหลายข้อมูลซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจ เช่น การได้กล่าวถึงเรื่องราวของการสังหาร พี่น้องประชาชน เรื่องราวของ ๖ ศพที่วัดปทุมวนาราม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่ค่อยสบายใจ แม้ว่าเราจะเข้าใจว่ามุมมองที่แตกต่าง ถ้ามองจากสีลมออกมาที่ราชประสงค์มันก็มุมมองหนึ่ง ถ้ามองจากราชประสงค์ออกมาที่สีลมก็อีกมุมมองหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือว่า ในขณะนี้พยานหลักฐานก็ดี การพิสูจน์ในทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ดี ข้อมูลบุคคลก็ดี
คุณอรรถพร เอางบประมาณครับ อันนี้ค่อยโต้เถียงวันที่ ๓๑ กับวันที่ ๑ ครับ
หรือว่าคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ดีกําลังถูกพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริง และในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจสิ่งเหล่านี้ก็จะ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ฉะนั้นการพูดจาพาดพิงในสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่อาจจะต้อง รับผิดชอบในคําพูดต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเรามองงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ได้เห็นถึงหลายมาตรการซึ่งก็เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว ของการประกันรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการประกันความเสี่ยงของพี่น้องเกษตรกร การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในขั้นรากฐาน รวมทั้งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ของประเทศในเรื่องของสาธารณูปโภคและแหล่งนํ้า สิ่งเหล่านี้จะทําให้ประเทศไทย เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมเป็นอันมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อผมได้มองไปถึงงบบางส่วน ผมเกิดความกังวลใจแล้วก็เกิดคําถาม เช่น งบกลาง ๒๖๕,๐๐๐ ล้านบาท งบของสํานักนายกรัฐมนตรี ๒๕,๔๗๓ ล้านบาท กระทรวงกลาโหม ๑๗๖,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงการคลัง ๒๐๙,๐๐๐ ล้านบาท หรือกระทรวง การต่างประเทศ ๗,๖๐๙ ล้านบาท ผมเกิดความกังวลใจตรงที่ว่ากระบวนการของ งบประมาณแผ่นดินในปี ๒๕๕๔ เริ่มจัดทําสู่กระบวนการตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ภาพของประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ กับภาพของประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ คนละภาพกัน ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ พี่น้อง ชาวจังหวัดอุบลราชธานียังไปยืนร้องเพลงสดุดีมหาราชาในวันที่ ๕ ธันวาคมที่หน้าศาลากลาง จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งมีอายุยาวนานเกือบ ๒๐๐ ปี พี่น้องจังหวัดขอนแก่น มองศาลากลางจังหวัดขอนแก่นด้วยความชื่นชมในฐานะเมืองหลวงของภาคอีสาน ซึ่งเกิดจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนคนอีสานทั้งสิ้น พี่น้องกรุงเทพฯ ยังไปนับ เคานท์ดาวน์ (Countdown) วันปี ใหม่ด้วยความปลาบปลื้มปี ติใจที่เซ็นทรัล เวิลด์ (Central World) เลยครับ คน ๘๐ กว่าคนวันนั้นยังมีลมหายใจครับ แต่เมื่อถึง เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ สิ่งเหล่านี้ราพณาสูรไปจนหมดสิ้น ผมจึงเป็นห่วงเป็นกังวลว่า การจัดตั้งงบประมาณจากภาพของประเทศเมื่อปลายปีที่แล้วมันจะสอดรับกับภาพ ของประเทศที่กําลังเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ ในเดือนพฤษภาคมนี้หรือเดือนตุลาคมที่จะเริ่ม ปี งบประมาณหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็ นคําถามที่ต้องถามรัฐบาล รวมทั้งที่จะต้องขอ ความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่ายที่จะต้องปรับเปลี่ยนหรือแปรญัตติ
หมดเวลาครับ
ว่าเราเป็นเครื่องมือหรือเป็นกลไก ในการขุดรากถอนโคนเสาหลักของประเทศ ผมเชื่อว่าไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านใดยอมได้ นี่มันบ้านของเรา บ้านของคนไทยทุกคน บ้านของในหลวง เราคงไม่ยอมให้ ใครมาเผาบ้านหลังนี้ด้วยเปลวไฟของความอาฆาตแค้น ผมจึงฝากไว้ในดุลยพินิจ ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล กราบขอบคุณครับ
ต่อไปท่าน นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ๑๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ พรรคเพื่อไทย สําหรับร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นก็ได้มีผู้อภิปรายถึง ความไม่ชอบมาพากล ความไม่โปร่งใส การขาดประสิทธิภาพในการวางแผนงบประมาณ ความซับซ้อน ความซ่อนเงื่อน ที่ถูกหมกเม็ดเอาไว้อย่างแนบเนียน ส่อไปในทางที่อาจจะ นําไปสู่การทุจริตเหมือนกับปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ในปี ๒๕๕๔ นี้ก็ได้ปรากฏ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนมากมายหลายโครงการ จนวันนี้พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง ได้ให้สมญานามของรัฐบาลชุดนี้ว่ากู้มาโกง เพราะว่าท่านบริหารราชการแผ่นดิน ในประเทศนี้เพียงปีเศษเท่านั้น เพียงปีเศษนั้นทั้งฝ่ายค้านแล้วยังมีพี่น้องประชาชน อีกจํานวนหนึ่งได้มาร่วมกันตรวจสอบการใช้งบประมาณของท่านก็พบว่ามีโครงการ ที่ทุจริตคอร์รัปชันไปแล้ว มีโครงการที่เชื่อว่าอาจจะมีการทุจริต ตลอดจนโครงการที่พบว่า มีความไม่ชอบมาพากลหลายสิบโครงการ ผมคิดว่าท่านอาจจะจําไม่ได้ว่าจะมี กี่สิบโครงการก็แล้วแต่ เพราะแต่ละครั้งที่มีการออกมาเปิดเผยเรื่องราวอันไม่ชอบมาพากล ก็มีแต่การตีกรรเชียงหนี ประดิษฐ์คําพูดสวยหรูออกมาตอบโต้ตลอดเวลา แต่เท่าที่ผมจําได้ ขณะนี้ยังไม่เคยแก้ไขครับ ผมเตือนความจําให้ท่านว่ามีกี่โครงการที่มันเริ่มขึ้น หลายคน บอกตั้งแต่ผู้บริหารเข้ากระทรวงก้นยังไม่ทันหายร้อนก็มีการทุจริตคอร์รัปชันกันแล้ว ไล่กันมาตั้งแต่ปลากระป๋ องเน่า ต่อมาอีกนิดก็มีการทุจริตซึ่งการทุจริตอันนี้ยอมรับไม่ได้ ทีเดียว เป็นการทุจริตในโครงการที่น้อมนําพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็ นชื่อของโครงการ แล้วก็บังอาจปล่อยให้มีการทุจริตจนต้องระงับโครงการ แต่อย่างไรก็ดีโครงการนี้แหละที่มีการทุจริตก็มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท มีหลายคนคํานวณออกมาว่าความเสียหายเฉพาะโครงการเดียวนั้น ก็อาจจะเป็ นหลายพันล้านบาท เท่านั้นยังไม่พอยังมีการประกาศกฎเหล็ก ๙ ข้อ ให้คณะรัฐมนตรีนั้นได้ใช้เป็นแนวทางในการทํางาน แต่เอาเข้าจริง ๆ กฎเหล็กก็ดูเสมือนว่า เป็นกฎเด็ก เพราะว่าสิ่งที่ท่านได้พูดเอาไว้มันไม่ได้สามารถที่จะใช้บังคับคณะรัฐมนตรีของท่าน จนฉายากู้มาโกงผมเชื่อว่าไม่ได้ได้มาด้วยโชคช่วยหรอกครับ ผมไล่ให้ฟัง อีกครั้งหนึ่งว่ามีโครงการที่ชาวบ้านเขาเชื่อกันว่ามันไม่ชอบมาพากล มีการทุจริต ไล่กันนะครับ ปลากระป๋ องเน่า เช็คช่วยชาติ ชุมชนพอเพียง ต้นกล้าอาชีพ การจัดหา ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การจัดหาครุภัณฑ์ทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่วันนี้หลายคนบอกว่ามันเป็นยุทโธปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้หรือเหล่าทัพ เครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิดที่วันนี้หลายคนบอกเป็ นเครื่องมือลวงโลก เรือเหาะ ตรวจการณ์ของกองทัพบก สิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์จากตัวของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดหามาครับ นี่ยังไม่หมายรวมถึงรถเกราะล้อยาง ยังไม่หมายถึงยุทโธปกรณ์อีกจํานวนมาก ที่ในวันนี้ก็เชื่อว่ามีการไปผูกพันงบประมาณกันเรียบร้อยแล้ว ๑๐ ปีครับท่านประธาน ไปผูกพันกันไว้เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นเอง ถ้าเกิดว่าเราลองมานับจํานวนงบประมาณที่ผูกพันในการไปจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ๑๐ ปี ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเราจัดซื้อในประเทศของเราในการจัดหายุทโธปกรณ์ ปีละ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันกับที่กระทรวงสาธารณสุขที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพ ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ปี ๒๕๕๓ ได้รับเงินงบประมาณเพียง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษเท่านั้น แล้วก็ในปีนี้ ๒๕๕๔ ก็ได้เพียง ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่านั้นเอง นอกจากนั้นยังมีโครงการที่มีความไม่ชอบมาพากลมากมายที่ฝ่ำยค้าน ตรวจสอบพบนะครับ วันนี้ต้องขอบคุณผู้บริหารในรัฐบาลชุดนี้บางคนที่มีจิตสํานึกที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา เมื่อรับทราบสิ่งผิดปกติ ที่ฝ่ายค้านตรวจสอบแล้วเสนอแล้วบอกกล่าวต่อสังคมก็รีบระงับโครงการเอาไว้เพื่อไป แก้ไขให้โปร่งใสเช่นโครงการจัดหาคอมพิวเตอร์ของกรุงเทพมหานคร ที่ท่านผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เมื่อมีการเปิดเผยว่าทีโออาร์ (TOR) นั้น อาจจะมีปัญหา สิ่งที่ท่านทําถูกต้องที่สุดก็คือการระงับเอาไว้ จากนั้นไปตรวจสอบ เมื่อพบว่ามันอาจจะมีปัญหาก็เปลี่ยนทีโออาร์แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น อย่างนี้ต้องขอ ชมเชยครับ ขอชมเชยด้วยใจจริงจากฝ่ายค้านถึงท่านหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ว่าท่านเป็นผู้ที่มี ธรรมาภิบาล แล้วก็เห็นการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐนี่เป็นสิ่งที่สําคัญ ต้องทําอย่างโปร่งใส เพราะว่ามันเป็นเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน เงินในกระเป๋ำของท่านประธานก็เงิน ของผมด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็มีอีกหลายโครงการที่ตรวจสอบออกมาแล้วมีข้อพิรุธมากมายครับ แต่ว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงบางคนบอกอย่างนี้เลยครับว่าอย่างหนาห้าห่วงยังต้องเรียกพี่นะครับ ยังเดินหน้าโครงการโดยไม่เคยออกมาชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบแต่อย่างใด ผมยกตัวอย่างเดียวเพราะจริง ๆ แล้วมีหลายตัวอย่างมากทีเดียว อย่างกรณีของรถเข็นกระเป๋ำ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่านทราบไหมครับท่านประธาน มีการจัดหารถเข็นกระเป๋ำ พร้อมการบริการ ๗ ปี จํานวนไม่ถึง ๑,๐๐๐ คัน เป็นเงินสูงถึงเกือบ ๖๐๐ ล้านบาท ฝ่ายค้านก็พยายามชี้ประเด็นพิรุธมากมายให้กับท่านรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ราคาที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรอบเวลาที่มันรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นไปได้ แต่ท่านไม่เคย ออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านกลับเดินหน้าปล่อยให้มี การเซ็นสัญญาโครงการ จนวันนี้ท่านเดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือจะเดินเข้าไปเอา รถเข็นกระเป๋ำ รถเข็นกระเป๋ำคันที่ท่านใช้ ๑ คัน มีล้อ มีเบรก แต่ไม่มีเครื่องยนต์ เหมือนมอเตอร์ไซค์ ท่านทราบไหมครับราคาของรถ ๑ คันกับการบริการ ๗ ปี เอาเงิน ดังกล่าวนี้ซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ ๒ คัน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในการบริหารงบประมาณที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นหนึ่งในหลายโครงการที่ผมได้ยกตัวอย่างขึ้นมาว่าท่านไม่เคยกํากับดูแล การใช้งบประมาณให้มันเป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้วก็เป้ำหมาย ท่านปล่อยปละละเลย ให้มันเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นครับ แล้วสิ่งที่ปรากฏขึ้นทุกครั้งที่มีการตรวจสอบ หรือมีการนําเสนอเรื่องราวการกระทําอันเชื่อได้ว่าน่าจะมีการทุจริตนี่ ไม่ดําเนินการแก้ไข ไม่แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาแล้วก็ยังมีความพยายามที่จะกลบเกลื่อน บ่ายเบี่ยงประเด็น แสดงการตอบโต้มากกว่าพยายามที่จะแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นวันนี้สังคมไทยในหลายภาคส่วนเขาเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าวันนี้การทุจริต คอร์รัปชันมันเกิดขึ้นแน่นอนภายใต้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี และที่สําคัญที่สุดครับ การทุจริตคอร์รัปชันที่หลายคนเชื่อมีการตรวจสอบ มีการดําเนินการ มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล วันนี้มีการนําเอาตัวผู้กระทําความผิดสัก ๑ คนมาลงโทษตาม อาญาแผ่นดินได้บ้างหรือยังครับ หรือท่านจะใช้วิธีฟอกขาวแบบที่ท่านคุ้นเคยกัน วิธีฟอกขาวที่เกิดขึ้นที่สังคมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดก็คือ ท่านตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ตรวจสอบกันเอง รายงานผลกันเอง ลงโทษกันเอง หรืออีกวิธีหนึ่งครับ เขาบอกใช้วิธีลาออก สลับตําแหน่งกัน เล่นเก้าอี้ดนตรีในคณะรัฐบาล เวลามีเรื่องอื้อฉาวท่านก็ลาออกครับ พอเรื่องเงียบก็แต่งตั้งกันเข้ามาใหม่ มีหน้าของคนที่เขาเชื่อว่ายังมีมลทินอยู่จับเขา กลับเข้ามา แล้วก็ให้มามีส่วนรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินเหมือนเดิม อย่างนี้พี่น้องประชาชนเขาจะไว้วางใจได้อย่างไร ผมคนหนึ่งละครับที่ยอมรับไม่ได้ กับการที่ท่านเอาคนที่มัวหมองแล้ว มีมลทินแล้ว กลับมาบริหารเงินงบประมาณแผ่นดินอีก เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในข้อที่ ๑ คือยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ที่ท่านต้องการบริหาร งบประมาณที่วงเงินสูงถึง ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้น ผมจึงไม่มีความมั่นใจครับว่า ท่านจะบริหารงบประมาณดังกล่าวได้อย่างโปร่งใส เป็ นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้ำหมาย แล้วก็สามารถที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ท่านเสนอมาครับ
ส่วนในเรื่องของยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของประเทศ ที่สมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายคนอภิปรายไปแล้วนั้น หลายคนบอกว่างบประมาณที่ขอมาในวงเงิน ที่สูงขนาดนี้ยังน้อยไป เพราะประเทศของเรานั้นตกอยู่ในสถานะที่อยู่ในความเสี่ยง กับการเกิดการก่อการร้าย ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า ท่านไม่ต้องเสียงบประมาณ ของรัฐแม้แต่บาทเดียวที่จะต้องทุ่มไปให้กับกระทรวงทางด้านความมั่นคงในการป้ องกัน แล้วก็แก้ไขปัญหาการก่อการร้าย เพราะการก่อการร้ายในวันนี้มันเป็นเพียงการเชื่อมโยง หลักฐานภายใต้สมมุติฐานที่คนทั้งประเทศเขาก็คิดได้ครับว่ามันเกิดจากการสร้าง หลักฐานที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็บวกเข้ากับจินตนาการสร้างเรื่องขึ้นมาเองหรือไม่ ผมเอง วันนี้กราบเรียนท่านประธานโดยตรงครับ ผมไม่กล้าชี้หรอกครับว่าใครถูกหรือผิด แล้วก็ เชื่อว่ากระบวนการที่ถูกต้องภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงเขาก็ยังไม่กล้าที่จะชี้ว่า ถูกหรือผิด แต่วันนี้กลับมีคนในรัฐบาลของท่านนี่แหละออกมาชี้ออกมายืนยันว่า คนนั้นทําคนนี้ทําทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ สํานักข่าวต่างประเทศกับสํานักข่าว ภายในประเทศของเราเสนอข่าวเป็นคนละเรื่องกันครับ วันนี้สํานักข่าวต่างประเทศที่เขา เสนอข่าว หลายคนก็ต้องเข้าใจละครับว่าเขาเป็นสํานักข่าวต่างประเทศระดับโลก ได้นําเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาก็พูดชัดเจนครับว่าทหารนั้นได้ใช้อาวุธสงคราม เข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมาก แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมกล้าชี้ครับ แล้วก็จริงแท้แน่นอนครับท่านประธาน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านเพียงแต่ปฏิบัติตามคําพูดที่ท่านเคยแถลงไว้กับสภาแห่งนี้ ถ้าจําไม่ได้ผมทวน นิดเดียวครับ เรื่อง ๑ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คน ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนใช้คํานี้แล้ว ท่านจําได้แน่นอนครับ ถ้าท่านทําแบบที่ท่านแถลงไว้ เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้น งบประมาณที่จะต้องใช้ การบาดเจ็บล้มตาย เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย แล้วก็จะรวมไปถึงเงินจํานวนมหาศาลที่ท่านขอมาในวันนี้ก็ไม่ต้องใช้สักบาทเดียวครับ นอกจากนี้การจัดงบประมาณมหาศาลที่จะใช้ในการรักษาความมั่นคงภายใน ที่ท่านจะต้องไปจัดหาอาวุธมารักษาความสงบเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ แล้วก็ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศนั้น ท่านไม่จําเป็นต้องใช้ครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ทําอย่างที่ตัวเองเสนอก็คือเรื่องของการปรองดองนะครับ วันนี้แผนปรองดองนั้นผมหมายถึงความปรองดองที่เป็นแผนปรองดองจริง ๆ มิใช่การยื่น คําขาดครับ ท่านย้อนนิดนะครับว่าแผนปรองดองที่ท่านพูดมันปรองดองจริงหรือเปล่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านตอนนี้จะนึกได้ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วว่ามันไม่ใช่แผน ปรองดองครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูด มันเป็ นการยื่นคําขาดกับผู้ชุมนุมว่า ท่านจะต้องรับข้อเสนอ ๕ ข้อ ถ้าทําใจให้เป็นธรรม เรื่องนี้มีการยอมรับข้อเสนอกันไป เรียบร้อยแล้วก็เหลือเพียงแต่ข้อเสนอบางเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องที่ต้องการปรองดอง จริง ๆ หลังจากนี้ก็ขอให้มีการพูดคุยกันได้ทุกฝ่ำย อย่าทําแบบแผนการยื่นคําขาด อย่างที่เคยเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองนี้คงจะไม่เข้าสู่ความสงบอย่างที่พวกเราต้องการครับ ดังนั้นการที่ท่านขอใช้งบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ ด้วยกรอบวงเงินที่สูงเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นนะครับ ผมและพี่น้องประชาชน อีกจํานวนมากไม่สามารถยอมรับได้ เพราะพวกเราไม่เชื่อครับว่าท่านจะนําเงินภาษี ของเราไปสร้างความมั่นคงให้กับรัฐตามที่ท่านเสนอมา หรือว่านํางบประมาณดังกล่าวนั้น มาสร้างความมั่นคงให้กับตัวท่านเท่านั้น ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตแจ้งชื่อสมาชิกที่จะอภิปรายจะได้เตรียมตัว จากนี้ จะเป็นท่านฮอชาลี แล้วก็ต่อด้วยท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ท่านอันวาร์ สาและ และท่านเจริญ จรรย์โกมล นะครับ เชิญท่านฮอชาลี ๗ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ความเห็น แล้วก็ให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งทางรัฐบาลได้นําเสนอมา ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อดูในภาพรวมของการจัดทํางบประมาณในปี นี้นั้น จะเห็นได้ว่าในทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ได้มีโอกาสได้จัดทํางบประมาณในปีนี้นั้น เราจะได้เห็นถึงการกระจายตัว ได้เห็นการกระจายตัว กระจายงบประมาณลงไปยัง พี่น้องประชาชนคนไทยในทั่วทุกพื้นที่ ทุกภาค ทุกจังหวัด ไม่ได้คํานึงว่าภาคไหนจะเป็นสีใด ภาคไหนจะเลือกเราหรือไม่เลือกเรา เพราะท่านนายกรัฐมนตรีนั้นท่านเป็ นผู้ที่มี ความเสมอภาค มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อผู้นําที่มีคุณธรรมไม่มีอคติในการจัดทํา งบประมาณก็จะถือว่าประชาชนนั้นต้องมาก่อน นั่นคือภาพรวมที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วก็ให้การสนับสนุนงบประมาณในปีนี้
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ งบประมาณในปีนี้นั้นเป็นงบประมาณ ที่ได้เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นเป็นเพราะว่านโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้นั้นได้เข้าเป้ำแล้วก็เดินมาถูกทาง นโยบายในการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นสามารถจะทําให้กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และทุกกระทรวง ที่จัดเก็บรายได้สามารถที่จะนํารายได้เข้าสู่รัฐได้เพิ่มขึ้น จึงทําให้ งบประมาณปีนี้ในทุกหน่วยงาน ทุกกรม นั้นจึงได้รับเพิ่มขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ ได้รับผลดีต่อพี่น้องประชาชน
ท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยนั้น ผมอยากจะขอเน้นในเรื่องของยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากผมนั้นเป็นนักการเมืองซึ่งมาจากทางพื้นที่ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัด ที่อยู่ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่สมัย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ แล้วก็มาทุกรัฐบาล แล้วก็ได้ถูกยกเลิกในสมัย ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นก็ได้มีคําสั่งของนายกรัฐมนตรี มีการตั้ง ศอ.บต. ขึ้นมา
ท่านประธานครับ ผมอยากจะชี้ว่าตัวเลขที่รัฐบาลได้เดินมาในสมัยรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มีนโยบายหลักที่สําคัญที่สุดซึ่งต่างไปจากรัฐบาลอื่น ๆ นั้นก็คือการที่เอา การเมืองนําการทหารในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของ จิตวิทยามวลชน ในการแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะให้เข้าถึงซึ่งวัฒนธรรมอัตลักษณ์ที่แตกต่างนั้น ต้องใช้พลเรือน ต้องใช้ภาคการเมืองเป็ นหลัก เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า มีเครื่องไม้เครื่องมือที่รัฐบาลนําลงมาในพื้นที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งเขตพัฒนา เศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นการทุ่มงบประมาณลงไป แล้วก็ใช้บุคลากรในระดับกระทรวงเข้าไป ดําเนินการในส่วนนี้ก็จะมีเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาทําให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ลืมตาอ้าปากได้ นอกเหนือจากนั้นก็มีคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าไปตัดสินใจ เข้าไปช่วย เข้าไปนําในเรื่องของงบประมาณ แล้วก็ทําให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้น บรรลุผลแล้วก็เข้าเป้ำ ท่านประธานครับ ในช่วงที่ผ่านมานั้นชาวบ้านให้ข้อมูล ชาวบ้าน ไว้วางใจภาครัฐมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านให้ความไว้วางใจต่อส่วนราชการมากยิ่งขึ้น นั่นเป็น เพราะว่านโยบายของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นมุ่งเน้นให้หมู่บ้านได้มีส่วนร่วม ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน อบต. สารวัตรกํานัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทุกอย่างได้รับการแก้ไข ได้รับ การเพิ่มพูนในเรื่องของเงินเดือน แล้วก็ให้ได้รับความสําคัญในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ จึงสามารถที่จะเอาชนะในบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สีแดง เอาชนะพวกแนวร่วมขบวนการอาร์เคเค (RKK) ได้ นั่นคือสิ่งที่เป็นนโยบายหลัก นอกจากนั้นทางรัฐบาลก็ยังให้มีจังหวัดเข้มแข็ง เพิ่มงบประมาณลงไปใน ๕ จังหวัด นอกจากนั้นยังมีโครงการพนมซึ่งเป็นโครงการพัฒนา ในระดับหมู่บ้านซึ่งอาศัย ๔ เสาหลัก ผู้นําท้องถิ่น ผู้นําท้องที่ ผู้นําศาสนา ผู้นําธรรมชาติ มาร่วมกันคิด มาร่วมกันจัดทํางบประมาณ ซึ่งให้ชาวบ้านคิดในเรื่องของแผนงานโครงการ แล้วก็บริหารโครงการกันเอง โดยรัฐบาลจะยิงงบประมาณตรงเข้าไปยังหมู่บ้าน ไม่ผ่านราชการ ซึ่งทําให้ชาวบ้านได้รับความพอใจ เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าสถิติของ เหตุการณ์ที่เกิดความรุนแรงนั้นได้ลดลงเป็นลําดับ จากปี ๒๕๔๗ สมัยที่ท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ๑,๓๐๐ กว่าครั้ง ในปี ๒๕๔๘ ๑,๘๐๐ กว่าครั้ง ในปี ๒๕๔๙ ๒,๑๐๐ ครั้ง แล้วก็มาปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ มาในปีนี้เหลือ ๘๘๔ ครั้ง นั่นคือผลที่รัฐบาล ได้เดินมาถูกทาง และขณะนี้นั้นรัฐบาลก็ได้เสนอกฎหมายเข้าไปในสภาเรียกว่า พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็จะมีจังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา โดยพัฒนาในรูปของ กลุ่มจังหวัด มีสมาชิกบางท่านอาจจะพูดว่าทําไมจึงเอาจังหวัดสงขลาหรือจังหวัดสตูล เข้ามาด้วย นั่นเป็นเพราะว่ารัฐบาลต้องการที่จะให้พื้นที่ตรงนี้นั้นได้มีการพัฒนา ในเชิงบูรณาการ ในเชิงที่ว่าให้มีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกันซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทํามา ตลอดในสมัย ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา
ท่านประธานสภาที่เคารพ แต่มีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ยังคาใจ ที่อยากจะขอฝากให้รัฐบาลได้รับแล้วก็ไปดําเนินการให้กับพี่น้องประชาชนด้วย นั่นคือกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตากใบ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เหตุการณ์เกิดขึ้น ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่มีการสลายการชุมนุมโดยไม่มีมาตรการที่มีความรอบคอบ ทําให้พี่น้องประชาชนล้มตาย ล้มตายในระหว่างการนําส่ง ระหว่างการควบคุมตัว ถึง ๗๘ คน รวมถึงเด็กแล้วก็รวมถึงเยาวชนซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย นี่คือเป็นรอยตราบาป ที่ทําให้การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบ เพราะฉะนั้นอยากจะขอฝาก รัฐบาลให้ช่วยติดตามเรื่องนี้ เพราะคดีความ ๒๐ ปีครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๒๐ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่เราจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณครั้งสําคัญอีกครั้งหนึ่ง เป็นการพิจารณางบประมาณในขณะที่บ้านเมืองมีวิกฤติความแตกแยกอย่างรุนแรง ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราคงต้องพูดคุยความจริงกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะ แนวโน้มของการจัดงบประมาณแผ่นดิน ตั้งแต่เมื่อหลังมีการปฏิวัติ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่างบประมาณด้านความมั่นคงมีแนวโน้มสูงขึ้น เรื่อย ๆ ถ้าท่านประธานยังจําได้ในช่วงนั้นงบประมาณของกระทรวงกลาโหม หรือทางความมั่นคงอยู่ประมาณสัก ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่วันนี้ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมขึ้นไปถึง ๑๗๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งตรงนี้ เป็นงบประมาณที่สูงมาก ในขณะที่ปี นี้ปี เดียวงบประมาณของกระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้นมาถึง ๑๖,๒๐๐ กว่าล้านบาท ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่มีนัยอะไรครับ มันมากกว่างบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ อีกตั้งเยอะ อย่างเช่น งบประมาณ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๙,๘๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๘,๗๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศ ๗,๖๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ ๗,๓๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม ๖,๗๐๐กว่าล้านบาท กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ๕,๘๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรม ๕,๒๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงพลังงาน ๒,๑๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงทุกกระทรวง หลายสิบปีที่ผ่านมางบประมาณไม่เคยเพิ่มเลย นิดเดียว แต่งบประมาณด้านความมั่นคง ปี นี้เพิ่มขึ้นมหาศาลจาก ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้นอีก เป็นแสนล้านบาทเลย ขึ้นเป็น ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทรวมความมั่นคงทั้งระบบ เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ชี้ให้เห็นอะไรครับ ชี้ให้เห็นว่าวันนี้การบริหารงานราชการ ของรัฐบาลภายหลังมีการปฏิวัติมีแนวโน้มที่ต้องใช้อํานาจนิยมมากขึ้น เพิ่มงบประมาณ ด้านความมั่นคงลงไปกดดัน แล้วก่อให้เกิดผลกระทบกับงบประมาณแผ่นดิน และการพัฒนาประเทศมากขึ้น วันนี้ต้องเรียนว่าเราบอกว่าเราจะพัฒนาประเทศ เราบอกว่า เราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่งบประมาณของกระทรวงเศรษฐกิจเรามีเท่าไรครับ มีนิดเดียว วันนี้ต้องเรียนความเป็นจริงให้กับท่านประธานนะครับว่าพี่น้องประชาชนวันนี้ยากแค้น แสนสาหัส ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะเข้าใจผิดบางเรื่อง ท่านบอกวันนี้เกษตรกรรู้สึกว่า ดีใจที่ได้เป็นเกษตรกร แต่เขารู้ไหมว่าวันนี้ราคาพืชผลการเกษตรตกตํ่าอย่างรุนแรง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราจําได้ไหมครับ พืชผลการเกษตรร่วงหล่นอย่างรุนแรง ข้าวตอนนี้เหลือเท่าไรครับ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท การประกันราคาข้าวแทนที่เกษตรกร จะได้เหมือนตอนจํานําราคาข้าว วันนี้เกษตรกรยากแค้นแสนสาหัสทั้งแผ่นดิน วันนี้อบายมุขเต็มเมือง ยาเสพติดทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชนเต็มไปหมด รัฐบาลต้องการ เม็ดเงินภาษีมาก มาก มาก แล้วอย่างไรครับ รีดภาษีจากพี่น้องประชาชน ภาษีนํ้ามันครับ ภาษีสรรพสามิตครับ รัฐบาลดีใจใช่ไหมว่าวันนี้เก็บภาษีได้มาก ไปถามพี่น้องประชาชนสิครับว่า เขาดีใจไหม เขาไม่ได้ดีใจเลยที่รัฐบาลเก็บภาษีได้มาก เก็บภาษีไปแล้วก็มีการทุจริต เกิดขึ้นมหาศาลในโครงการแต่ละโครงการ ซึ่งหลายโครงการก็มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงไว้แล้ว การพัฒนาประเทศตํ่ามาก อบายมุขมาก ยาเสพติดมาก ผมคิดว่าปรากฏการณ์ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีพี่น้องประชาชนจํานวนมาก ผมว่านับเป็ นสิบล้านคนลุกขึ้นมา เรียกร้องรัฐบาลอยากให้ยุติกระบวนการที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร แล้วเริ่มต้นใหม่ ให้มีการเลือกตั้งนําประเทศกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เลิกกลไกอํานาจนิยม เลิกกลไกการใช้กําลังกดขี่บังคับขู่เข็ญ วันนี้รัฐบาลมองเรื่องของอํานาจนิยม ทะเลาะเบาะแว้ง กับประเทศเพื่อนบ้านเต็มไปหมด รอบบ้านเพื่อนบ้านใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นเขมร ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย ไม่มีใครมีความสุขกับประเทศไทยเลย ทุกคนอึดอัดกับประเทศไทยหมด พอทะเลาะมาก ๆ ก็ต้องจัดซื้ออาวุธให้มาก จัดซื้ออาวุธ ให้มากเกิดการกระทบกระทั่งกันก็ส่งทหารไปรบ ไปรบทหารก็ตายเยอะแยะไปหมด พี่น้องทหารหาญที่เป็นลูกชาวบ้านตายกันมหาศาลภายใต้นโยบายที่เรามีอํานาจนิยม วันนี้ผมต้องเรียนว่ารัฐบาลต้องหันกลับมามองเรื่องความปรองดองและสมานฉันท์กันใหม่ ถ้าหันกลับไปใช้อํานาจนิยม ไปเพิ่มงบประมาณของทหารจํานวนมาก ๆ นี่ ผมคิดว่า รังแต่จะทําให้พี่น้องประชาชนเกิดความเจ็บชํ้านํ้าใจ ท่านประธานครับ เวลาที่ผ่านมานี่ ซื้ออาวุธมามากแล้ว แทนที่จะเอาอาวุธนั้นไว้ปกป้ องแผ่นดิน ทหารเป็นรั้วของชาติ วันนี้เรากลับใช้กองทัพ ใช้ทหารเหล่านั้นไปปราบปรามประชาชน อาวุธที่ได้มานี่นะครับ ที่เราซื้อกันแพง ๆ นี่ครับท่านประธาน สไนเปอร์อย่างนี้เอาไว้ใช้ทําอะไรครับ เอาไว้สังหาร ผู้ก่อการร้าย แต่ว่าประชาชนจํานวนมากที่ตายไปในช่วงเวลาที่ผ่านมานี่นะครับ ที่ถูกสังหารไปในเวลาที่ผ่านมาโดยสไนเปอร์นี่เขาตายไปเป็นร้อยนะครับ พบอาวุธ ที่ศพของเขาไหม ไม่มีครับ ผมเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้รัฐบาลต้องทบทวนใหม่ รัฐบาล ปิดข่าวหมดครับ โอ้โฮ ดีมาก เข้าไปสลายการชุมนุม ส่งเสื้อแดงกลับบ้าน โบกไม้โบกมือ แต่จํานวนคนที่ตายไปในเวลาที่ผ่านมานี้นับเป็นร้อย ๆ ศพ อีกหลายภาพผมเชื่อว่า เดี๋ยวจะมีการพูดคุยในตอนที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่วันนี้ผมจะพูดถึงว่ารัฐบาล ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าสู่กระบวนการปรองดอง ภาพหลายภาพผมเห็นแล้วนี่กดดัน ผมอยากเรียนว่าวันนี้พี่น้องประชาชนจํานวนมากในหลายจังหวัดเกือบทั่วทั้งประเทศ เกิดความคับแค้นข้องใจจนอาจจะกลับกลายเป็นความอาฆาตแค้น สิ่งเหล่านี้จะปล่อยให้ เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยไม่ได้ วันนี้ท่านเป็ นรัฐบาลท่านคิดว่าท่านอยู่ในอํานาจ ท่านมีความสุข ผมถามสักคําสิครับ วันนี้รัฐบาลก็ดี ส.ส. พรรครัฐบาลก็ดี ท่านไปพบพี่น้อง ชาวบ้านท่านมีความสุขไหมครับ ท่านไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร ท่านรู้ได้อย่างไรครับ นั่นคือชาวบ้านเขาพึงพอใจท่านหรือเขาไม่พอใจ เขาจะปองร้ายท่านหรือเปล่า ท่านไปสระผม ท่านไปใช้บริการเขา เขาจะทําอะไรท่านหรือเปล่า ท่านระแวงไปหมดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งระแวงไปใหญ่เลยว่าวันนี้จะมีสไนเปอร์ไปยิงท่าน ต้องจัดกองกําลังป้ องกัน ต้องทําโน่นทํานี่ สิ่งเหล่านี้มันก่อให้เกิดโรคประสาท ก่อให้เกิดการหวาดวิตก และก่อให้เกิดการตึงเครียด ตัวเองจะปลอดภัยหรือไม่ก็ไม่รู้ ครอบครัวจะปลอดภัยหรือไม่ก็ไม่รู้ พรรคพวกเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องจะปลอดภัยหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วเราจะอยู่ในแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น วันนี้การเพิ่มกําลังอาวุธ เพิ่มงบประมาณด้านการทหาร เพิ่มการใช้อํานาจมากขึ้น ๆ และโดยเฉพาะการใช้ในทางที่ผิดคือใช้กับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าเป็นแนวทาง ที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมคงต้องให้ท่านประธานเห็นภาพ ๒-๓ ภาพ ขออนุญาต ท่านประธานใช้ภาพบางเรื่อง
ภาพอะไรครับ
ภาพนี้ครับท่านประธาน เป็นภาพที่มี สื่อมวลชนแสดงให้เห็นภาพทหารที่อยู่หน้าวัดปทุมวนาราม
ท่านสมาชิกครับ มีผู้ประท้วง คืออย่างนี้ท่านวรวัจน์ครับ ปกติภาพถ้าจะขออนุญาตแสดง นี่นะครับ ท่านต้องขออนุญาตประธานเป็นการล่วงหน้าก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นประธาน ก็ไม่สามารถจะวินิจฉัยอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้ เพราะว่าต้องตรวจสอบก่อนล่วงหน้า
ต้องขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ ภาพนี้ปรากฏในสื่อมวลชนอยู่แล้วครับ
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมขอให้ท่านไม่ต้องใช้ภาพหรอกครับ แล้วก็ให้อยู่ในประเด็น งบประมาณด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเพื่อนสมาชิกทั้งหลายก็จะประท้วงอีกละครับ เอาเข้าประเด็นงบประมาณเถอะครับ
ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะพูดถึง การปรองดองและหาวิธีลง ถ้าปล่อยให้เกิดการปะทะกันระหว่างรัฐบาลและประชาชนนี่ ไม่มีใครที่อยู่ในประเทศนี้มีความสุขเลยและจะก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ
ท่านวรวัจน์ครับ คือถ้าจะพูดประเด็นนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะทางออก ซึ่งสัปดาห์หน้าก็จะ มีการพูดจากันในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่วันนี้อยากให้ท่านเจาะประเด็นเรื่อง งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ มากกว่านะครับ ถ้าท่านคิดว่างบกระทรวงกลาโหมมันมากไป จะอย่างไร จะเอาไปเพิ่มที่ไหน ท่านน่าจะเอาประเด็นนั้นมากกว่านะครับ เรื่องทางออก เรื่องปรองดองเอาสัปดาห์หน้าก็ได้ครับ
ผมเรียนท่านประธานครับ วันนี้ ผมยังไม่พูดถึงเรื่องไม่ไว้วางใจนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมพูดวันนี้ คือสิ่งที่ผมจะชี้ว่าวันนี้ถ้าไม่หาทางออก ไม่หาทางยุติ ยังใช้อํานาจนิยม ยังใช้การกดดัน จับกุม ข่มขู่ ตามล่าตามล้าง วันนี้สงครามประชาชนมันเพิ่งเริ่มเกิดหลังจากที่มีคนตาย จํานวนมหาศาล
มีผู้ประท้วงครับ ท่านผู้ประท้วงมีอะไรครับ
ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายว่าท่านกําลังพูดผิดจากประเด็นในการอภิปรายเรื่องงบประมาณ อย่าแสดงภาพเลยครับผมก็มีภาพ ผมก็มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ผมก็มีหลักฐาน การจ่ายเงินผ่านท่อ
เอาอย่างนี้ เอาที่ท่านจะประท้วง ท่านจะว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานต้องควบคุม ให้ผู้อภิปรายได้อภิปรายอยู่ในประเด็นของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ครับ เรื่องปรองดอง เรื่องอะไรต่าง ๆ นานาวันจันทร์ค่อยว่ากันครับ ท่านประธานควบคุมด้วยครับ
ครับ ผมก็เรียนท่านผู้อภิปรายนะครับ ขอความกรุณาท่านวรวัจน์ลงประเด็นเรื่องงบประมาณ ดีกว่านะครับ
ท่านประธานต้องฟังประเด็น วันนี้ ผมกําลังพูดว่าถ้าเรายังเพิ่มงบประมาณด้านการทหารและความมั่นคงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่หาทางปรองดองและหาวิธีการจัดงบประมาณให้ลงตัว นํางบประมาณไปใช้ ในเรื่องของกระทรวงที่พัฒนาสังคมหรือพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ผมเรียนว่าถ้าเรายังทํา สังคมเราแบบนี้พวกเราจะอยู่ในประเทศไทยอย่างไม่มีความสุขเลย วันนี้ผมเรียนว่า ผมจะยังไม่อภิปรายในทํานองอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจะไม่พูด ผมจะไม่ตําหนิในทํานองนั้นเลย แต่ที่ผมอยากจะเรียนนั้น ในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ที่นี่ก็คือว่าวันนี้ผมไม่ประสงค์ ที่จะให้เกิดความรุนแรงไปมากกว่านี้ วันนี้ผมอยากให้สภาเป็นเวทีที่เราได้มีโอกาส ได้พูดคุยกัน แต่ผมไม่อยากพูดในเวทีที่เป็นอภิปราย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ไว้วางใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างไรผมต้องเปิดเผยหมดเลยว่าอะไรมันคืออะไร แต่วันนี้ผมกําลัง บอกว่าวิธีการจัดงบประมาณเรามองเห็นไหมครับว่าย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็รู้แก่ใจว่าวันนี้ต้องเพิ่มงบประมาณให้ทหารเพิ่มมากขึ้น ๆ เพื่ออะไร แล้วมันเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและพี่น้องประชาชนอย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าแทนที่เราจะพัฒนาผิดรูปแบบ แทนที่จะเอา งบประมาณไปช่วยเรื่องความมั่นคง วันนี้หาทางปรองดองเสีย ยุติครับท่าน ต้องเรียน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอความกรุณาว่าหาทางลงเถอะครับ หาทางปรองดอง ยุติการไล่ล่า วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบไปทั้งแผ่นดิน ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ ผมก็คิดว่าท่านก็ไม่มีความสุข คณะรัฐมนตรีก็ไม่มีความสุข ไม่มีใครมีความสุข อยู่ในผืนแผ่นดินนี้ได้ถ้าหากเกิดการปองร้าย เกิดการขุ่นข้องหมองใจและอาฆาตแค้นต่อกัน ประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศที่สงบสุขเป็นสยามเมืองยิ้ม เราเคยอยู่กันอย่างสงบสุข วันนี้มันสงบสุขตรงไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่วันนี้นะครับงบประมาณที่มีอยู่ผมอยากเรียนว่า อย่าทุ่มให้ในเรื่องของความมั่นคง เรื่องอาวุธ เรื่องกองทัพ มากจนเกินไป สิ่งที่ท่านต้องทํา คือแก้ไขความลําบากยากแค้นของพี่น้องประชาชน งบประมาณทุ่มไปในเรื่องของยาเสพ ติด ทุ่มลงไปในเรื่องของการพัฒนาด้านอาชีพ ด้านเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทบทวนใหม่หมดเลยนะครับ ผมคิดว่าวันนี้ ถ้าหากว่าแนวโน้มของการพัฒนาออกมาในรูปแบบนี้ จริง ๆ แล้วผมอยากจะเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับที่อยู่ในมือผมนี้เป็นภาพผู้เสียชีวิตจํานวนมาก แต่ผมก็คิดว่า วันนี้ผมไม่ต้องโชว์ท่านนายกรัฐมนตรีหรอกแต่มันเป็นภาพหลอนอยู่ในใจท่านแล้ว คนตายจํานวนขนาดนี้เกิดขึ้นด้วยอะไรท่านรู้ ถ้าการตัดสินใจเราไม่ตัดสินใจโดยการใช้ ความรุนแรง เราไม่ถอยคนละก้าว ผู้บาดเจ็บล้มตายเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกมาก วันนี้ประวัติศาสตร์มันจารึกไปแล้วว่าผู้ตาย ผู้เสียชีวิต เกิดขึ้นในรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะเดินหน้าต่อหรือครับ ท่านทนความรู้สึกตรงนี้ไหวหรือ ท่านทนความรู้สึกที่มันจะตําหนิ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันตําหนิติเตียนใจเราอยู่ตลอดเวลา และผมเชื่อครับ ผมเชื่อว่าท่านก็คิดหาทางออกอยู่ตลอดเวลา แต่วันนี้ผมก็อาศัย ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะส่งถ้อยคําไปยังท่าน ส่งถ้อยคําไปยังรัฐบาล ได้เวลาหรือยังครับที่ท่านจะคิดปรองดองที่แท้จริง ถอยคนละก้าวสองก้าว ไม่มีประโยชน์ ที่เราจะเดินหน้าฝ่ำฟัน สภาพพี่น้องประชาชนจํานวนมหาศาลที่บาดเจ็บล้มตาย ท่านไปกล่าวหาเขาเป็ นผู้ก่อการร้าย ผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาต ท่านนายกรัฐมนตรีให้ดูภาพเก่านิดหนึ่ง อาวุธเหล่านี้ผมต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า มันมีที่มามาจากที่ใด
มีผู้ประท้วงครับท่านวรวัจน์ เชิญท่านผู้ประท้วง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ท่านกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ ชี้แจงก่อนที่ท่านจะอภิปรายไปชัดเจนแล้วว่าท่านไม่เคยพูดถึงผู้เสียชีวิตมาเป็ น ผู้ก่อการร้าย แต่ท่านพูดถึงกลุ่มกองกําลังติดอาวุธที่เข้ามาร่วมกลุ่มกับผู้ชุมนุม พูดจาชัดเจนก็คือท่านใส่ร้ายท่านนายกรัฐมนตรี
ประเด็นที่ ๒ ก็คือคุยกันชัดเจนแล้วครับว่าวันนี้จะไม่เอาภาพถ่ายต่าง ๆ ที่ท่านประธานสภายังไม่ได้ตรวจสอบ แล้วการมาพูดจาในที่ประชุมแห่งนี้นั้นสามารถ สร้างความบิดเบือนและสร้างความเสียหายให้กับบุคคลอื่นมาตลอด ผมจะพูดต่อ ได้ไหมครับท่านประธาน ถ้าพูดกันและตอบโต้กันในสภาแห่งนี้
เอาละครับทราบประเด็นประท้วงแล้วครับ
ท่านประธานต้องคุมผู้อภิปราย ท่านนี้ให้ดี เพราะว่าพยายามที่จะพูดเอาเล็กเอาน้อยสร้างความเสียหายให้กับคนอื่น ผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจดีครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ใครเป็นคนทํา ใครมีส่วนร่วม
พอแล้วครับ ท่านวรวัจน์ครับ ขอความกรุณาให้อยู่ในประเด็นงบประมาณนะครับ แล้วก็กรุณาระวังข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ด้วย อยากจะให้เป็นเรื่องที่ท่านเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เรื่องงบประมาณ ซึ่งท่านก็พยายามอยู่แล้ว แต่เรื่องยกตัวอย่าง ยกภาพ อะไรทั้งหลายนี่ ประธานไม่อนุญาตนะครับ ขอความกรุณาด้วย เชิญอภิปรายต่อครับ
ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึง เพื่อนสมาชิก ถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเห็นว่าคําเตือนของพวกเราที่เป็น ส.ส. ด้วยกัน มันไม่มีค่า ท่านเห็นว่าในสิ่งที่ผมพยายามพูดออกมานี่มันไม่ใช่ ท่านคิดว่าผมบิดเบือน วันหนึ่งความจริงก็ปรากฏ ผมเรียนเลยครับท่านจะกล่าวหาเขาเป็นผู้ก่อการร้าย หรือจะกล่าวหาเขาเผาบ้านเผาเมืองนี่ท่านพูดได้ แต่ความจริงมันจะปรากฏ ถ้าคําเตือน เราไม่มีค่า เอาเลยครับท่านนายกรัฐมนตรีเดินหน้าล้างผลาญกันไปเลย เดินหน้าครับ
ประท้วงอีกแล้วครับท่านวรวัจน์ เชิญท่านผู้ประท้วงครับ
ผม นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสตูล ความจริงท่านประธานก็ได้กรุณาวินิจฉัยตักเตือน หลายครั้งแล้ว ผมเองก็ไม่อยากจะไปประท้วงท่านนะครับ เคยชื่นชมท่านสมัยที่เป็น รัฐมนตรีเรื่องปลัดขิก เห็นท่านทีไรก็นึกถึงปลัดขิกทุกครั้งนะครับ ก็ขอให้ท่านอยู่ในประเด็น แล้วก็อย่าพูดจาไปแขวะคนอื่น ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยพูดในสิ่งที่ท่านพูดถึงเลยครับว่า ต้องการทําลายล้าง ต้องการอะไร ที่จะไปสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น ไม่เคยเลยครับ แต่ท่านยกเมฆ
เอาละครับ ทราบประเด็นแล้วครับ ท่านวรวัจน์ครับ ขอความกรุณาท่านสรุปในเรื่อง งบประมาณนะครับ ส่วนท่านจะเสนอแนะอะไรต่อมิอะไรนี่ผมว่าสัปดาห์หน้าเรามีโอกาส อีก ๒ วัน ให้มันตรงเรื่องงบประมาณดีกว่านะครับ เหลือเวลาอีกนิดหนึ่ง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนว่า ก็นี่แหละครับที่ผมบอกว่าผมพยายามที่จะหาทางออกให้ พยายามที่พูดคุยกัน พยายาม อาศัยสภานี้เตือนสติกันแต่ท่านก็ไม่ฟัง ท่านก็จะดันทุรังไปเรื่อย ผมอยากเรียนนะครับ ผมก็บอกว่าอย่าเลย อย่าจําเป็นต้องบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างนี้
ท่านธนิตพลประท้วงอะไร เดี๋ยวครับมีผู้ประท้วงอีกแล้ว
ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าที่ผมประท้วงนี่จริง ๆ มันควรจะจบ ตั้งแต่คนแรกที่ประท้วงแล้วครับ เพราะว่าท่านประธานเองก็เตือนท่านวรวัจน์ ให้อภิปรายอยู่ในเรื่องของงบประมาณ ทางวิปรัฐบาลเองก็คุยกันเรื่องของการอภิปราย ระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลนี่ขอให้คุยกันอยู่ในกรอบของงบประมาณ วันจันทร์นี้ ก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เรื่องอย่างนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าท่านประธานคุมการประชุมสภาไม่ได้ ผมก็เกรงว่าการประชุมมันก็ดําเนินไป อย่างไม่ราบรื่นครับ ขอความกรุณาท่านประธานเข้มงวดหน่อยครับว่าถ้าสมาชิก พูดนอกประเด็นแล้วท่านประธานเตือน ๒-๓ รอบไม่เชื่อ ท่านประธานต้องให้นั่งแล้วครับ
ครับ เอาละครับ ขอบคุณครับ คือประธานก็พยายามควบคุมให้บรรยากาศการประชุม มันเรียบร้อย
ผมอยากบอกท่านประธานว่า ผมไม่ได้ออกนอกกรอบเลยครับ
ท่านวรวัจน์ครับ ขอความกรุณาครับ คืออย่างนี้อยากให้ท่านพูดเรื่องงบประมาณ สิ่งที่ท่านกําลังพูดท่านก็จะเห็นนะครับมีผู้ประท้วงตลอด เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวข้อง กับงบประมาณ ส่วนใหญ่ก็จะเป็ นการยกตัวอย่าง เป็ นข้อเสนอแนะ ซึ่งเอาเรื่อง งบประมาณดีกว่าครับ ท่านไม่เห็นด้วยกับการจัดงบประมาณอย่างไร ขอความกรุณาครับ ท่านวรวัจน์ครับ เชิญท่านสรุปได้เลยครับ
ผมเรียนท่านประธานครับ ผมเรียนแล้วว่าวันนี้ด้วยความจําเป็ นของรัฐบาลหลังจากที่มีการปฏิวัติมา มันทําให้เราต้องตั้งงบประมาณทางด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัดส่วน แล้วมันมีผลกระทบไปสู่ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ผมเรียนว่าวันนี้พี่น้องประชาชน ในต่างจังหวัดลําบากยากแค้นแสนสาหัส ราคาพืชผลการเกษตรตกตํ่า ความเป็นอยู่เขา ไม่ได้สุขสบายเลยนะครับ ผมถึงบอกว่าวันนี้ถ้าเรายังคิดแบบอํานาจนิยมต้องเพิ่ม งบประมาณด้านความมั่นคงเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วพี่น้องประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร ผมยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาคือผมต้องการที่ให้แนวโน้มของรัฐบาลเข้าไปสู่การปรองดอง วันนี้ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่บนบัลลังก์อย่างมีความสุข ในฐานะที่คนไปจาก ฝ่ำยประชาธิปไตย ฝ่ำยสภา จากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาวันนี้คือติดอยู่กับฝ่ำยเผด็จการ ฝ่ำยใช้กําลัง ฝ่ำยทหารโหดเหี้ยมอํามหิต ผมบอกว่าเราไม่อยากประสงค์สิ่งนั้นเพราะเขาไปจากสภา ท่านไปจากสภาแห่งนี้ท่านควรจะมี ภาพลักษณ์ที่สวยงามกว่านี้ วันนี้ต้องถามตัวเองครับ เราอยู่ในสภาแห่งนี้แล้วภาพลักษณ์ อย่างนี้เกิดขึ้นเรามีความสุขขนาดไหน ผมก็ท้วงติงในฐานะที่เราก็ต่างอยู่ในสภาแห่งนี้ ถ้าฟังก็ฟังแต่ถ้าไม่ฟังท่านคิดว่าคําเตือนมันไร้ค่าก็ทําไปสิครับ ใช้อํานาจตั้งงบประมาณ ให้เยอะ ๆ ตั้งงบประมาณให้ทหารเพิ่มมากขึ้น ซื้ออาวุธให้มากขึ้น กดดันพี่น้องประชาชน มากขึ้น ให้ กอ.รมน. ให้ความมั่นคงลงไปลุยพี่น้องประชาชน เข้าไปดําเนินการกดขี่ พี่น้องประชาชน ไม่มีใครมีความสุขหรอกครับแผ่นดินนี้ แล้ววันนี้สิ่งที่ผมจะเรียนก็คือว่า ปฏิกิริยาเวลาแรงกดมันมาก แรงต้านมันก็มาก พอแรงต้านมันมากกลับไปถามดูสิครับ วันนี้เขามีความสุขกับรัฐบาลไหม เขาชื่นชมในรัฐบาลไหม มันยังพอมีเวลา มันยังพอมีทางออก วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่บนตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นคนที่กุมอํานาจที่สามารถจะลงได้ สามารถจะปรองดองได้ สามารถจะหาทางออกได้ ทําสิครับ วันนี้ผมเรียกร้องในฐานะ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องครับทําเถอะครับ ผมพูดวันนี้ในเวลานี้ เพราะผมไม่ใช้เวลาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้าวันนั้นผมต้องขออนุญาต ท่านนายกรัฐมนตรีว่าผมก็ต้องเปิดเผยข้อมูลหลายตัว แต่วันนี้ไม่ใช่ แต่ผมมาดูแล้ว คือวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบงบประมาณของประเทศไทยก็คือมันบิดเบี้ยว
ท่านบุญยอดครับ เดี๋ยวครับ
การพัฒนามันน้อยลงไปเรื่อย ๆ
เดี๋ยวท่านบุญยอดครับ คือท่านกําลังสรุปแล้ว ให้ท่านสรุปคงไม่มีประเด็นใด
ท่านบุญยอดอดใจนิดหนึ่งครับ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก วันนี้ไม่ใช่วันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมกําลังจะชี้แจงข้อมูลกับ ท่านนายกรัฐมนตรีบางเรื่อง
เดี๋ยวให้ท่านบุญยอดประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ทุกคนยืนยันนะครับว่า เราได้เปิดโอกาสให้ท่านได้อภิปรายหลายรอบแล้ว ทั้งหมดวนเวียนซํ้าซากกับประโยค เดิม ๆ นะครับ ผมขอให้ท่านใช้อํานาจในข้อบังคับ ข้อ ๖๒ ถ้าประธานเห็นว่าผู้ใดอภิปราย พอสมควรแล้ว ประธานจะให้ผู้นั้นหยุดอภิปรายก็ได้ คําซํ้าที่มีนะครับ ปรองดอง อํานาจนิยม หาทางลง ทําใจได้หรือยัง อะไรทํานองนี้ครับ มันซํ้ามา ๔-๕ รอบแล้ว ๓ นาที สุดท้ายผมก็ไม่ให้แล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องจบแล้วครับ
เอาอย่างนี้ครับ ท่านจะสรุปแล้ว ใจกว้างรับฟังนิดหนึ่งนะครับ ขอให้อยู่ในเรื่องของ งบประมาณนะครับท่านวรวัจน์ ก็อย่าไปพูดหรืออภิปรายในสิ่งที่จะต้องถูกประท้วงอีกนะครับ เอาตรงที่งบประมาณ สรุปเลยครับ เชิญครับ
ครับท่านประธาน ผมพูดนี้เบาที่สุด แล้วนะครับวันนี้ ผมคิดว่าผมพูดโดยสติ ผมคิดว่าผมพูดนี้โดยที่ผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทย มันถึงจุดที่ต้องทําอะไรลงไปสักอย่าง ผมไม่อยากอยู่ในประเทศที่มีแต่ความร้อนรน ผมขอเรียนพี่น้องเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลใจเย็นลง คุยกัน เวลาเรานั่งนอกห้องทําไมเรา คุยกันได้ครับ เวลาเราคุยกันตรงนี้คุยด้วยเหตุด้วยผล ผมไม่ได้ใช้อารมณ์เลย แต่ผมกําลัง บอกว่าวันนี้ประเทศไทยนี้บ้านผมนะครับ แผ่นดินเกิดผมนะ ผมรักประเทศไทย และผมก็เรียนด้วยครับว่าผมรักเทิดทูนสถาบัน ไม่ได้มีอะไรในสิ่งที่เคยกล่าวหาอยู่ใน สังคมที่ว่าให้พวกเราเลย แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เราพยายามสร้าง สร้างยักษ์ตัวใหญ่ เข้ามากล่าวหาคนนั้นกล่าวหาคนนี้ จนถึงวันนี้มันแตกโพละขึ้นมา ผมก็ต้องเรียนว่า ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความสุขครับ ผมเชื่อด้วยความสนิทใจเลย ท่านไม่มีความสุข ท่านเกิดความรู้สึกว่ามันเลยเถิดแล้ว แต่จะหาทางออกกันอย่างไรล่ะ สภานี้อย่างไรก็มานั่งคุยกันสิครับ หาทางออกสิครับ ถอยไปคนละก้าวสองก้าว ให้ประเทศไทยมันน่าอยู่ได้ไหม ไม่ใช่เราจะมาหํ้าหั่นกันในสภาแห่งนี้ ลุกขึ้นในสภาก็มานั่ง ประท้วงกัน ว่ากัน กล่าวหากัน แล้วเราจะเป็นความหวังให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ก็ไม่เป็นไรครับถ้าท่านคิดว่าคําพูดผมมันไม่มีค่า ผมก็จะหยุดพูดแล้วท่านเดินหน้าไปเลย แล้วผมก็จะหมดใจตั้งแต่วันนี้ไปว่ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรครัฐบาล เป็นแบบนี้
เอาละครับท่านวรวัจน์จบได้แล้วครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจง นั่งเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงก็อยากเห็นบรรยากาศการอภิปราย ในสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ อยากจะกราบเรียนในส่วนที่ท่านสมาชิก ผู้ซึ่งอภิปรายได้อภิปรายไปอย่างนี้ครับ ผมเห็นด้วยกับท่านนะครับ ในประเด็นที่ว่า เส้นทางของบ้านเมืองต้องไปในเส้นทางของการพัฒนา แก้ปัญหาของประชาชน ลดความเหลื่อมลํ้า ลดความคลางแคลงใจ ในเรื่องของการถูกเลือกปฏิบัติ การเอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง แล้วท่านก็รู้จักผมพอสมควร ท่านก็ทราบดีว่าแนวทาง ของผมและรัฐบาลก็ไม่ต้องการที่จะให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะของการเผชิญหน้า กดดัน เพราะผมรู้ว่าการเผชิญหน้า การกดดัน ก็ย่อมมีปฏิกิริยาแล้วก็ทําให้ความรุนแรงนั้น เพิ่มมากขึ้น เพียงแต่ว่าข้อเท็จจริงที่ท่านเข้าใจอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ผมยืนยันว่า เป็นแนวทางของรัฐบาลอย่างแท้จริง ผมขอยกตัวอย่างนะครับมีการพูดกันมากในเรื่อง ของการเพิ่มงบประมาณของทหาร แต่ว่าถ้าท่านดูตัวเลขในเอกสารงบประมาณ มันก็บอกอยู่แล้วครับ คืองบประมาณของทุกกระทรวงมันเพิ่มขึ้นนะครับ อาจจะมี กระทรวงการคลังปีนี้ที่ลดลงเท่านั้นเอง แล้วก็แต่ละกระทรวงเขาจะมีฐานงบประมาณ ของเขาอยู่มากน้อยเป็นกระทรวงใหญ่ กระทรวงเล็ก แทบไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเลยครับ แต่สิ่งที่มันบ่งบอกแล้วก็เป็ นคําตอบชัดเจนก็คือว่าสัดส่วนของงบประมาณ อย่างกระทรวงกลาโหมแท้ที่จริงแล้วมันลดลงนะครับมันไม่ได้เพิ่มขึ้น เอกสารก็เขียนชัดครับ ลดลงจากร้อยละ ๙.๑ เป็นร้อยละ ๘.๒ ครับ การเติบโตของมันร้อยละ ๑๐.๖ ก็จริง แต่งบประมาณโดยเฉลี่ยมันเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๑ ครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านกังวลว่า การเพิ่มขึ้นของงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเป็นการบ่งบอกทิศทางว่าเป็นเรื่องของ การที่จะมีการกดดันอะไรเพิ่มเติมขึ้นมันไม่ใช่ และตัวเลขมันก็ไม่ได้บ่งบอกอย่างนั้น แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงครับว่าในส่วนของกองทัพ ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ก็มีความรู้สึกจริง ๆ ว่าสัดส่วนงบประมาณของเขาเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือรายได้ ประชาชาติ ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว มันก็ตํ่าแต่การเพิ่มขึ้นก็ต้องมีเหตุมีผล แล้วก็แน่นอนที่สุดครับต้องเป็นเรื่องของการรักษา ผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ คงไม่ใช่เรื่องที่จะมากดดันซึ่งกันและกันนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะกราบเรียนเพื่อให้เกิดความมั่นใจ
ประการที่ ๒ ท่านเรียกร้องให้เราพยายามที่จะปรองดอง ผมก็ขอยืนยันนะครับ ตลอดระยะเวลาของการชุมนุม ๒ เดือนนี้ ผมพยายามหลายครั้งในการที่จะแก้ไขปัญหา โดยวิธีการการเจรจาบ้าง การเสนอให้มีแผนปรองดองบ้าง เชื่อเถอะครับไม่ใช่ผมนะครับ ที่เป็นผู้ล้มแผนการเหล่านี้ ไม่ใช่ผมหรอกครับที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ใช่ผมหรอกครับ ที่ต้องการให้เกิดการสูญเสียล้มตาย ผมยืนยันได้ แล้วก็วันนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็ต้องไปแยกแยะและพิสูจน์ให้เห็นครับว่าความสูญเสียที่มันเกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นอย่างไร ก่อนที่ท่านจะอภิปรายผมได้ชี้แจงไป ผมคิดว่าอย่างน้อย ๓ ครั้งครับว่าถ้าท่านไปเข้าใจว่า การพูดถึงผู้ก่อการร้ายก็ดี หรือการที่บางคนล่วงละเมิดสถาบันก็ดี ไปหมายถึงกลุ่มคน เสื้อแดงทั้งหมด ไม่ใช่ครับ รัฐบาลไม่เคยพูดอย่างนั้นละครับ รัฐบาลพูดชัดครับว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ๒ เดือนที่ผ่านมาคือกลุ่มกองกําลังที่ติดอาวุธ กลุ่มที่ต้องการเห็น ความรุนแรง และบางกลุ่มนะครับต้องขอกราบเรียนว่าต้องการเห็นความสูญเสียของ ผู้ชุมนุมเองเป็นเครื่องมือของตัวเองทางการเมืองครับ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สร้างปัญหา และสร้างความหนักใจให้กับรัฐบาล ถ้าท่านถามว่าผมมีความสุขไหม ผมไม่มีความสุขหรอกครับ ตั้งแต่ที่ผมทราบว่ามีแผนการอย่างนี้ แต่ว่าผมก็จะต้องหาวิธีการทําอย่างไรให้บ้านเมือง เดินไปข้างหน้าได้บนความถูกต้องและมีการสูญเสียน้อยที่สุดเมื่อมีคนคิดอย่างนี้ อันนี้คือสิ่งที่ผมพยายามทําอยู่ แล้วก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าไม่มีความคิดเลยครับ ที่จะไปไล่กดดัน ล้างผลาญ เดินหน้า อะไรอย่างที่ท่านว่าไม่มีครับ ยกเว้นกลุ่มที่ทําผิดกฎหมาย โดยการใช้อาวุธและความรุนแรงเท่านั้นเองครับ ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุม ส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยู่ในข่ายนั้นเขาไม่ต้องกังวลครับ คนเหล่านั้นจะต้องถูกเชิญชวน ให้เข้ามาร่วมในกระบวนการปรองดองเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศในที่สุด อันนี้คือ อยากจะกราบเรียนยืนยันเจตนาซึ่งผมคิดว่าถ้าเจตนาเป็นอย่างนี้ ผมกับท่านก็คิดไม่ต่างกัน ถ้าท่านยืนยันคําพูดเมื่อสักครู่ว่าแนวทางของประเทศคือการเดินหน้าปรองดองและพัฒนา แต่เราต้องไม่เป็นเครื่องมือของคนที่ประสงค์จะเห็นความรุนแรงและความสูญเสีย แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอันวาร์ สาและ ครับ ท่านวรวัจน์มีอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมยังอยากอยู่ในประเทศไทยอย่างมีความสุข ผมอยากให้บ้านเมืองนี้ร่มเย็น ผมอยากให้เหตุการณ์มันกลับคืนไปสู่เมืองไทยที่น่าอยู่ ท่านรับปากกับพวกเราได้ไหมครับ หยุดเถอะครับ หยุดการทําลายล้างทั้งปวง เลิกกระบวนการทั้งปวง ท่านหยุดได้ ท่านตําหนิเขา หรือว่าเขาจะผิดหรือไม่ผิดก็แล้วแต่ แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยกระบวนการที่
พอแล้วครับท่านวรวัจน์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงชัดเจนแล้วนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี จะขอเพิ่มเติมนะครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ผมคิดว่าเมื่อท่านเสนอในเรื่องของการปรองดองแล้วก็ไม่เผชิญหน้ากันนะครับ ผมคิดว่า การใช้คําพูดว่าให้ผมหยุดเดินหน้าทําลายล้างเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง กระผม เพิ่งชี้แจงต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่าแนวคิดรัฐบาลเป็นอย่างไร ท่านนะหยุดเถอะครับ หยุดพยายามสร้างความเข้าใจผิดครับ ถ้าท่านมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ที่จะปรองดอง เราก็บอกว่าเราเดินหน้าปรองดองกัน คนทําผิดกฎหมายที่ผมบอก เป็นคนกลุ่มน้อย ให้รัฐบาลดําเนินการเถอะครับ เพราะเราคงไม่ต้องการเห็นคนมาเคลื่อนไหว มีกองกําลังติดอาวุธแล้วมาสร้างความวุ่นวายอีก แต่คนส่วนใหญ่ที่เขามาด้วยจิตใจ ที่บริสุทธิ์ เรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรม เราจะช่วยเขาครับ ดูแลเขาครับ ไม่กดดันครับ ถ้าท่านเห็นตรงกันอย่างนี้เราก็เดินหน้าครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าผมต้องหยุด ทําลายล้าง ผมก็ต้องบอกว่าผมไม่ได้เดินหน้าทําลายล้างใครทั้งสิ้น ผมยินดีปรองดอง กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนที่รักประเทศชาติบ้านเมือง แต่จะให้ผมปรองดอง กับกลุ่มติดอาวุธ สร้างความรุนแรง กระทําร้ายต่อบุคคลต่าง ๆ ผมปรองดองกับคนกลุ่มนั้น ไม่ได้เท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ คือเราจะพูดกันเรื่องงบประมาณนะครับ พอแล้วครับเรื่องนี้ ท่านวรวัจน์ พอแล้วครับ คือเรื่องนี้ยังมีเวทีที่จะต้องพูดอีกในสัปดาห์หน้าค่อยว่ากัน เชิญท่านอันวาร์ สาและ ๗ นาทีนะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ งบประมาณวันนี้ที่เรานั่งพิจารณากันทั้งหมดมีความสําคัญต่อประเทศไทย เป็นอย่างสูงครับ งบประมาณ จํานวน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มีความจําเป็นที่จะต้อง รีบเอาไปใช้เพื่อฟื้นฟูประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤติและคับขันในขณะนี้ให้เดินหน้าต่อไป ให้ได้ครับ ผมยินดีที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลพูดในเรื่องการปรองดอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทุกคนอยากจะให้เป็นอย่างนั้น แต่การปรองดองนี่ถ้าหมายถึงผิด แล้วไม่เอาผิด ผมคิดว่าคงไม่ใช่ การปรองดองที่ดีที่สุดก็คือสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ในสังคมให้ได้ เหตุการณ์ที่ผ่านมานี่เราคงไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็ นการสูญเสียชีวิต เป็นจํานวนมากของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียทางภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่จะเดินหน้าต่อไป น่าเสียดายครับ ประเทศไทยได้รับรางวัลรัฐมนตรีคลังของโลก แต่เราก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้มากนัก เพราะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ของเรา เรามีนายกรัฐมนตรีที่ดี ผมยังชื่นชม ถึงแม้ว่าบางครั้งก่อนหน้านี้ จะมีความรู้สึกจากคนที่อยู่ทางบ้านว่าทําไมนายกรัฐมนตรีไม่เด็ดขาดกับการก่อการร้าย ที่เกิดขึ้น
เอาเรื่องงบประมาณดีกว่าครับ เอาเข้างบประมาณ
ก็นี่ครับผมกําลังจะบอก ผมเข้าใจครับ ท่านประธาน แต่ผมกําลังจะบอกว่ามันมีความสําคัญอย่างไร งบประมาณที่จะต้องใช้ มีความสําคัญ ใช่ครับ แต่คนที่จะไปใช้งบประมาณก็มีความสําคัญเช่นเดียวกันครับ วันนี้ที่ผมจะพูดจะเน้นไปในเรื่องของความมั่นคง ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่ผ่านมา บ่งบอกว่าความสําคัญในการแก้ปัญหาในเรื่องของความมั่นคงสําคัญมากขนาดไหน งบของปี นี้ที่ตั้งไว้ ๑๘๖,๓๖๔.๕ ล้านบาทอยู่ในเรื่องของความมั่นคง ผมคิดว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านมาระยะเวลา ๖๐ วัน วันหนึ่งอยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่นับเรื่องของความเชื่อถือจากต่างชาติ ที่จะเข้ามาทํามาค้าขายกับประเทศเรา ถ้าเทียบกับจํานวนที่สูญเสียไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่าเทียบกันไม่ได้เลยครับ นี่จะเป็นตัวที่บอกว่างบทางด้านความมั่นคงนี่มีความสําคัญอย่างไร ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องบอกว่าในนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าเดิมทีทางนายกรัฐมนตรีชวนเอง ท่านต้องการให้ทางกองทัพนี่มีคุณภาพ กองทัพที่เล็กแต่มีประสิทธิภาพ แน่นอนที่สุดครับ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องใช้งบประมาณ ไม่ว่าจะเป็ นการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ ในการทํางานต่าง ๆ เพื่อรักษาประเทศไทย เพื่อเป็ นความมั่นคงของประเทศ ผมคิดว่าอันนี้สําคัญมาก ที่ผ่านมาท่านจําได้ไหมครับ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ วันนี้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่เหมือนกัน แต่เกิดในพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนั้นมีการเรียกร้องให้ปล่อยเจ้าหน้าที่ ชรบ. เรียกความเป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ ชรบ. วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีในอดีตท่านก็บินไปในพื้นที่ครับ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปเจรจาหรือไม่ ไม่ครับ ท่านก็ไปประมาณไม่กี่ชั่วโมง กลับมามีการตาย ๘๔ ศพ แล้วก็สูญหาย ๖๐ คน ผมบอกทําไมผมถึงพูดเรื่องนี้ครับ นี่จะบอกว่าถ้าสมมุติว่าข้อมูลที่ผิดเนื่องมาจากอุปกรณ์หรือการทํางานของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้รับความสนใจ แน่นอนที่สุดครับ เหตุการณ์อย่างนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก และการสูญเสีย คงไม่ใช่ขนาดนี้ ท่านเห็นไหมว่าเวลาที่ผ่านมาไม่กี่วันนี่มีการสูญเสีย ๘๐ กว่าศพ เหมือนกัน แต่เขาชุมนุมมานี่ในระยะเวลา ๒ เดือน แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดในตากใบ ไม่ถึง ๑ วันครับ ไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงที่นั่นตายแล้วครับ ที่นี่ผมต้องชื่นชมนายกรัฐมนตรีว่า ท่านมีความอดทนเป็ นอย่างสูง ถึงแม้ว่าในตอนนั้นจะมีหลายคนไม่เห็นด้วยว่า ท่านไม่เด็ดขาด แต่ทุกคนยอมรับว่าพอหลังจากวันนั้นที่เกิดการสลาย แล้วก็ทุกอย่าง คลี่คลายแล้ว ทุกคนยอมรับว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทํานี่ถูกต้องแล้ว ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเรื่องของเหตุการณ์หลังจากนี้ความสําคัญของฝ่ำยความมั่นคง มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่ว่าให้ไปซื้ออาวุธเพื่อมาประหัตประหารกัน ไม่ใช่ครับ เพราะในวันข้างหน้าอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดก็คือความไม่เข้าใจระหว่างกันนี่ละครับ ความเคียดแค้นที่จะเอาชนะคะคานกันมันจะทําลายล้างระหว่างคนไทยด้วยกัน ไม่รู้จักจบสิ้น ท่านเห็นไหมครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดในภาคใต้ก็เกิดจากความไม่เข้าใจกัน วันนี้มันก็ขยายมาถึงพื้นที่ทั่วประเทศ ผมคิดว่าการประชาสัมพันธ์ การให้ข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้อง และฝ่ำยความมั่นคงจะต้องสร้างความเข้าใจระหว่างพี่น้องให้เกิดขึ้น ให้มากที่สุด ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาได้มีคนหว่านเมล็ดพันธุ์ของความเกลียดชัง เคียดแค้นระหว่างคนไทยด้วยกันบนพื้นฐานของความแตกต่างเรื่องของความคิด ถ้าสมมุติว่าเราไม่หยุดตรงนี้ไปนะครับ วันหนึ่งข้างหน้าเหตุการณ์การตายของคนไทย มันจะไม่ใช่ ๓,๐๐๐ คน หรือ ๔,๐๐๐ คนต่อปีเหมือนกับ ๓ จังหวัดนะครับ ผมคิดว่า ในอนาคตเมล็ดพันธุ์นี้มันจะเบ่งบานโตขึ้นในรุ่นลูกของผม ในรุ่นหลานของท่าน พวกเราต้องช่วยกันหยุดไม่อย่างนั้นการสูญเสียของประเทศไทยในอนาคตจะสูญเสีย ยิ่งกว่าที่เห็นทุกวันนี้เป็นร้อย ๆ เท่าครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านเจริญ จรรย์โกมล ๑๕ นาที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะอภิปรายกันถึงกี่ทุ่มครับวันนี้
ท่านประธานชัย ชิดชอบ มีนโยบายถึง ๔ ทุ่มครึ่งครับ
ผมใคร่ขอเสนอในแนวทางที่จะขอ วิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณที่ทางรัฐบาลได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ว่าไม่น่าจะ เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร ไม่ว่านโยบายในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งหมด ๖ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และสุดท้ายคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเช้าได้ฟังท่านผู้เสนอของบประมาณต่อสภาแห่งนี้ พร้อมกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ประกอบกัน ผมจึงได้เน้น ได้เห็นว่าแนวทางของท่าน ซึ่งเรียกว่ายุทธศาสตร์และนโยบาย ผมพอสรุปได้ประมาณ ๔-๕ ข้อ หรือ ๖ ข้อดังนี้
ข้อที่ ๑ ท่านเน้นในเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร ท่านบอกอย่างนี้นะครับ โดยรัฐบาลจะส่งเสริมสนับสนุนปรับโครงสร้างภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรอย่างครบวงจรเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร
ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ให้มี มูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและสินค้าเชิงสร้างสรรค์
ข้อที่ ๓ ท่านบอกว่าจะส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและบริการ ทั้งในและต่างประเทศให้มีมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ
ข้อที่ ๔ ท่านบอกว่าจะพัฒนาโครงสร้างการตลาด การค้า การลงทุนให้มี การดําเนินการเชิงรุกเพื่อแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม อันนี้กระทรวงพาณิชย์
ข้อที่ ๕ ท่านบอกว่าจะดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน และจัดทําแนวเขตการใช้ ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจนและส่งเสริมการปลูกป่าไม้ อันนี้คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายด้านพัฒนาคือพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อย่างมีเสถียรภาพและมีพลังงานทดแทน
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งซึ่งท่านได้เสนอไปนั้นท่านบอกว่าจะก่อเกิด ผลประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน ผมจึงขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าแนวทาง และนโยบายยุทธศาสตร์ของท่านที่วางไว้นั้นเราก็ต้องมาดูว่าเม็ดเงินที่ท่านวางไว้นั้น จะก่อเกิดประโยชน์และผลสัมฤทธิ์จริงหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้เปรียบเทียบอย่างนี้ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถ้าเทียบจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ตั้งไว้ได้ แค่ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพลังงาน ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๖ กระทรวง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรวมแล้วถ้าคิดเป็นเงินบาท งบประมาณนี้ ๑๐๐ บาทนี่ ทั้ง ๕-๖ กระทรวงที่ผมได้เรียนต่อท่านประธาน ได้ประมาณ ๕.๐ บาทเท่านั้นเองจาก ๑๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะเทียบกระทรวง ต่อกระทรวงให้ท่านประธานได้เห็นว่ามันจริงอย่างที่รัฐบาลได้พูดเมื่อเช้านี้หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ดูจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นเรื่องของภาคการเกษตร ท่านได้เพียง ๓ บาท ๗๐ สตางค์ ถ้าเทียบจากกระทรวงกลาโหมท่านเอาไป ๘ บาท ๒๐ สตางค์ จริงหรือเท็จท่านดูเอาเองนะครับ แล้วมาดูอีกเรื่องหนึ่ง การพาณิชย์ ซึ่งเรามีความจําเป็นจะต้องค้าขายและหารายได้เข้าประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เท่าไรครับ ๔๐ สตางค์ เทียบกับกระทรวงกลาโหม ๘ บาท ๒๐ สตางค์ จากเงิน ๑๐๐ บาท พอมาดู กระทรวงพลังงาน ซึ่งเรามีความจําเป็นในเรื่องของการใช้พลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้เท่าไรครับจากงบประมาณ ๑๐๐ บาท ได้ ๑๐ สตางค์เท่านั้นเอง แต่กระทรวงกลาโหม ได้เท่าไรครับ ๘ บาท ๒๐ สตางค์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของธรรมชาติและแหล่งนํ้าที่จะต้องมีงานอนุรักษ์ปรับปรุงแหล่งนํ้าเพื่อผลผลิต ภาคการเกษตรได้เท่าไรครับ ๑ บาท ๑๐ สตางค์ เทียบกับของทหารไม่ได้เลย ๘ บาท ๒๐ สตางค์ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีความจําเป็นได้ ๓๐ สตางค์ ผมจึงถาม ท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่รับผิดชอบที่เสนอเข้ามานี่ ท่านประธานที่เคารพ เชื่อไหมครับ ประชาชนที่อยู่ในภาคการเกษตรทั้งหมดของเรามีอยู่ประมาณ ๖๔ ล้านคน แต่คนที่อยู่ ในภาคการเกษตรที่เป็นประชาชนส่วนมาก ๕๐ กว่าล้านคน ท่านจัดสรรได้ไปเท่าไร ๕ บาท ๙๐ สตางค์ เทียบกับกระทรวงเดียวผมไม่รู้ว่าท่านเอาไปใช้จ่ายอะไรของทหาร ที่เขาพูดมาตั้งแต่เช้า เอาไป ๘ บาท ๒๐ สตางค์ นี่หมายความว่าอย่างไร ทิศทางของ รัฐบาลชุดนี้ที่ท่านพูดไปว่า ๕-๖ ข้อที่ผมกล่าวนํามาตั้งแต่ต้นนี่มันไม่ใช่ อันนี้คือจุด ที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรเงินงบประมาณกับส่วนที่เกี่ยวข้องมันไม่สอดคล้องกัน ท่านก็พยายาม มาบอกตลอดเวลาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เมื่อเช้านี้ แต่พอมาดูในรายละเอียดจริง ๆ ในเรื่อง การจัดสรร มันไม่ใช่ เราเทียบให้เห็นว่าพี่น้องคนยากคนจนเกษตรกรชาวไร่ชาวนานี่ เป็นคนส่วนมากของประเทศ แต่ได้รับจัดสรรที่เกี่ยวข้องแท้ ๆ มีเท่าไร ก็อย่างที่เห็นนะครับ ก็ถามต่อไปครับว่าเมื่อจัดสรรไปแต่ละกระทรวง ๆ มันเป็นอย่างที่ท่านพูดเมื่อเช้านี้ไหม อันนี้ผมขอลงไปที่รายกระทรวงให้เห็นก่อน เมื่อเทียบกันระหว่างหน่วยงานทหาร กับภาคการเกษตรและทางด้านเศรษฐกิจให้เห็นว่า เอ๊ะ มันจริงไหมการเพิ่มผลผลิต การเพิ่มรายได้ การหารายได้เข้าประเทศ ชี้ให้เห็นว่าอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มันไม่ใช่ ทีนี้พอนําไปถึงในเรื่องของแต่ละกระทรวง ท่านประธานที่เคารพ ท่านบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านได้ประมาณ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทคือ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็มีความดีอกดีใจว่า โอ ได้ประมาณ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นนั้น ผมไม่ดูหรอกครับ ผมสนใจว่า ๓ บาท ๗๐ สตางค์ หรือ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์นี่ท่านสามารถ ไปก่อเกิดผลผลิตให้กับภาคการเกษตรได้จริงหรือไม่ มีผลสัมฤทธิ์จริงหรือไม่ ท่านใช้จ่ายเงินไปตั้ง ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันก่อเกิดประโยชน์จริงหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ เกษตรกรที่เกี่ยวข้องมีอยู่ประมาณ ๕๐ ล้านคนที่จะต้องเข้ามา ดูแลในเรื่องของภาคการผลิต ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์นี่ ผมยกตัวอย่างพืชไม่กี่รายการนะครับ ข้าว อ้อย มันสําปะหลัง ลําไย ลองกองของทางภาคใต้ เงาะ ทุเรียน ผมยกตัวอย่างอย่างเช่นว่าการเพิ่มผลผลิต เมื่อท่านใส่เงินไปประมาณ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านชี้ได้ไหม บอกพวกเราหน่อยสิ ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่นี่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่อยู่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเท่าไรในปี หน้า อ้อยจะเพิ่มขึ้นไหม ข้าวจะเพิ่มขึ้นไหม มันสําปะหลังเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ลําไยเป็นอย่างไร ลองกองเป็นอย่างไร อันนี้อย่างไรเป็ นภาคการเกษตรที่เห็นรายได้กันชัด ๆ ท่านบอกว่าท่านจะลงทุน แต่มันไม่ใช่ ผมก็มามองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของปัจจัยการผลิต เห็นไหมครับ โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรท่านมองเห็นภาพไหมว่าปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ ยในปีที่ผ่านมาและปีที่จะถึงนี้ปุ๋ ยปลอมกันเยอะแยะ ท่านได้ดูเรื่องนี้หรือเปล่า ในเรื่องของการทําความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ราชการที่ลงไปพื้นที่ ท่านมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และความปรารถนาที่จะให้เป็นอย่างที่ท่านพูดหรือเปล่า มันเป็นรูปแบบในการตั้ง งบประมาณเพื่อขอเงินเฉย ๆ แต่เป้ำหมายของท่านจริง ๆ ไม่มีเลยว่าพืชเกษตรตัวไหน ที่ท่านจะลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตตัวไหนมีไหม ท่านชี้ให้เห็นสิครับ ผมยกตัวอย่าง พืชอยู่ตัวสองตัวให้ท่านได้เห็น ปีที่แล้วที่ท่านมาบริหารราชการแผ่นดิน ท่านใช้เงิน ไม่แตกต่างกัน ใช้เงินเอสพี ๒ (SP2) หรืองบไทยเข้มแข็งกับงบนี้ก็เหมือนกัน ท่านดูสิครับ มันเพิ่มขึ้นไหม นี่ผมได้เห็น
ยกตัวอย่างมาที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ผมพูดอยู่ ๒ เรื่องคือ เรื่องข้าว ท่านเห็นไหมครับ ผมตกใจ เห็นท่านรัฐมนตรีบางท่านไปออกทีวี การที่จะทําให้ ข้าวมีราคาก็ต้องแพค (Pack) ข้าว ๕ กิโลกรัมไปขายต่างประเทศ เดี๋ยวนี้กระทรวงพาณิชย์ ทําตัวเป็นยี่ปั๊ว ซาปั๊วกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาราคาข้าวปีนี้มันมีปัญหา ในเรื่องการดําเนินงานของผู้บริหารคือเจ้ากระทรวง โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี ท่านไม่เข้าใจ เวลาข้าวท่านออกมาท่านกลับไปขายข้าวในสต็อก (Stock) มันก็ไม่ขึ้นอยู่แล้ว การประกันรายได้ ท่านเห็นไหมจุดบกพร่อง ท่านไปกล่าวหาเขาคราวที่แล้วบอกว่า เสียเงินไปเปล่า ปีนี้ท่านตั้งไว้เท่าไร ๕๒,๐๐๐ แล้วปีที่แล้วเอสพี ๒ เท่าไร อีก ๔๐,๐๐๐ ไปประกันราคาข้าวประกันความเสี่ยงของท่าน แล้วผมถามว่าการจํานํากับการประกัน การจํานํายังมีข้าวอยู่ แต่การประกันท่านไม่ได้ข้าว
อีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องของอ้อย กระทรวงพาณิชย์ ท่านเห็นไหมครับ กลับไปเอานํ้าตาลจากต่างประเทศในโควตา ค กลับมาขายในโควตา ก ภายในประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบคือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ข่าวเลยออกมาว่า เอ๊ะ ทําไมกระทรวงพาณิชย์ ไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องของนํ้าตาลมาขายภายในประเทศ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ที่สําคัญคือ แทนที่จะให้กรมการค้าภายในกลับไปให้กระทรวงการค้าต่างประเทศเป็นผู้บริหาร การดําเนินงาน เขาจึงลือว่ารายการนี้หากินกับเรื่องของหวาน ๆ คือเรื่องของนํ้าตาลใช่ไหม ได้ข่าวบอกว่าหากินกันได้กิโลกรัมละ ๓ บาท อันนี้ท่านไปทําได้อย่างไร ท่านบอกส่งเสริม ไปต่างประเทศ แต่ท่านกลับเอาโควตาต่างประเทศกลับมาขายในประเทศ อันนี้ ท่านประธานที่เคารพ นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ผมจึงมองว่าถ้าเอาเงินไปให้มันไปไม่ได้ แทนที่ท่านจะต้องไปหาตลาดต่างประเทศ ท่านกลับไปเอารายการต่างประเทศมาขาย ภายในประเทศ
อีกรายการหนึ่งครับท่านประธาน กรมทรัพยากรนํ้า ผมขอสั้น ๆ ว่า ท่านเห็นไหมว่าของกรมทรัพยากรนํ้าท่านบอกว่าอะไรครับท่านประธาน ท่านบอกว่า จะพัฒนา จะดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และจัดแนวทําเขตใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน และส่งเสริมการปลูกป่า ผมบอกว่าการจัดทําเขต แต่ท่านไม่ต้องไปจัดทําเขตหรอก ท่านไปดูป่าดงพะทาย อยู่ที่จังหวัดนครพนม ตั้งแต่ท่านทํามานี่ท่านจัดทําเขตหรือยัง ป่าแปลงนี้เขาจัดมาให้กับพี่น้องเกษตรกรคนยากจนไม่มีทํากิน ๑๐ ไร่ แล้วก็อยู่อีก ๑ ไร่ แต่ผมไม่รู้นะ ถ้าประเทศ ๑ ประเทศ ๒ มาตรฐานอย่างนี้รัฐมนตรีได้ไปเป็นพันไร่ แล้วคนยากคนจนทําไมไม่ได้ แล้วทําไมไม่จัดการเรื่องนี้ ท่านจัดการเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว
เรื่องของกระทรวงพลังงาน ไหนรัฐบาลบอกว่าจะเข้ามาบริหารประเทศ ๙๙ วัน ท่านไปตกลงรับปากกับใครไว้ ท่านบอกว่าไม่เก็บเงินเข้ากองทุนนํ้ามัน สิ่งเหล่านี้ ท่านก็ยังเก็บอยู่ทุกวันนี้ แล้วปีนี้ราคานํ้ามันลดลงไป ท่านดูสิครับ ดีเซลก็ดี เบนซินก็ดี ถ้าเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมาท่านปฏิเสธไหมว่าท่านเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นลิตรละ ๕ บาท ทั้งที่ราคานํ้ามันตลาดโลกนั้นมันลดลงมา อันนี้คืออะไร อันนี้เป็นการเพิ่มภาระ ให้กับเกษตรกรคนยากคนจน
สุดท้ายในเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านตั้งงบประมาณไว้ เท่าไรครับ นิดเดียว ประมาณไม่กี่สตางค์ ประมาณ ๓๐ สตางค์ ท่านดูสิครับบรรยากาศ อย่างนี้ เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ผมไม่เชื่อเลยว่าท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ท่านนั่งอยู่ นีีี่ท่านได้เดินออกไป ท่านดูสิครับว่าสิ่งเหล่านี้ท่านจะต้องปรับปรุงแก้ไข ผมเห็นว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นมีความจําเป็นที่จะต้องหารายได้เข้าสู่ประเทศ อันนี้ มีความจําเป็น
ท่านประธานที่เคารพ สรุปแล้วผมถือโอกาสนี้เรียนท่านประธาน ด้วยเวลาอันจํากัดว่าสิ่งซึ่งผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานผมเห็นว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ชอบท่องขึ้นใจเสมอว่าทุกคนจะต้องอดทน อดกลั้น เสียสละ แต่ท่านดูหรือเปล่าครับ แต่ตัวเองกลับไม่อดทน ไม่อดกลั้น และไม่เสียสละ ท่านกลับทําให้เรา โดยเฉพาะผมมองเห็นว่าการจัดทํางบประมาณเหล่านี้เป็นการปูนบําเหน็จให้กับผู้ที่ มีพระคุณจริงหรือไม่ แล้วก็กลับไม่มองถึงผู้ยากไร้ ผู้ยากจน และประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ๕๐ กว่าล้านคนที่จะต้องได้รับผลจากงบประมาณในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิก ผมขออ่านรายชื่อท่านที่จะอภิปรายชุดต่อไปนะครับ จากนี้จะเป็นท่านอลงกต มณีกาศ ต่อด้วยท่านสถาพร มณีรัตน์ ท่านเจือ ราชสีห์ และท่านไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ เชิญท่านอลงกต มณีกาศ ๘ นาที เชิญครับ ทําอะไรครับ ประท้วงหรือครับ หรืออะไร
ไม่ได้ประท้วงครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง
พาดพิงประเด็นไหนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม และดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิง เมื่อกี้ท่านผู้ทรงเกียรติต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเจริญ จรรย์โกมล ได้พูดถึง ป่ำดงพะทาย ที่บอกว่าทางราชการจัดสรรที่ทํากินให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ยากจน แต่ว่ารัฐมนตรีมีเป็นพันไร่ รัฐมนตรีอยู่ที่จังหวัดนครพนมขณะนี้มีผมคนเดียวครับ ฉะนั้น ถ้าหากว่าผมไม่ชี้แจงก็จะเกิดความเสียหายกับผมครับ
อนุญาตให้ชี้แจงสั้น ๆ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องป่ำดงพะทายในอดีตมันเป็นป่ำที่ไม่ใช่ ป่าสงวน ไม่ใช่อุทยานแห่งชาติ แต่เป็นป่าที่ทางราชการเขาจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนบางส่วนได้รับการจัดสรรแล้วไม่ทําประโยชน์ สิทธิในการครอบครอง ก็หมดไป แต่มีพี่น้องบางส่วนขายสิทธิไปบ้าง ให้คนอื่นเขาครอบครองไปบ้าง เมื่อปี ๒๕๒๙ ปี ๒๕๓๐ ผมไปดํารงตําแหน่งเป็ นครูใหญ่อยู่ที่บ้านท่าหนามแก้ว ตําบลพะทาย อําเภอท่าอุเทน อาชีพผมรับราชการเป็นครู แต่ส่วนหนึ่งผมเป็นเกษตรกร ทํานา ทําไร่ ทําสวน ผมเห็นที่ที่มันเป็นที่ว่างเปล่า แต่เมื่อมีเจ้าของอยู่ผมขอซื้อสิทธิ ในการที่จะเข้าทําประโยชน์ ตอนนั้นผมไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็น รัฐมนตรี ผมเป็นครูแต่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยก็ซื้อมาประกอบอาชีพตัวเอง ทําไร่อ้อย ทําไร่มันสําปะหลัง สุดท้ายปลูกยูคาลิปตัส แล้วสุดท้ายก็มาปลูกสวนยางพารา ที่ตรงนี้ผมเข้าทําประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ซื้อมา และทําประโยชน์ มายาวนานต่อเนื่องติดต่อกัน เมื่อก่อนไม่เคยมีปัญหาอะไรครับ แต่พอมีปัญหา กลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับผมได้เห็นว่าที่มาเป็นที่จัดสรรให้กับเกษตรกร ให้กับ ประชาชนผู้ยากจน ก็เข้าใจว่าที่ตรงนี้เป็นที่ที่สงวนหวงห้าม เป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อะไรต่าง ๆ ได้เอาคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ผมก็ไม่เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณไปติดตาม การบริหารงบประมาณอะไร เขาจัดสรรกันตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๑๘ แล้วยังมาติดตาม งบประมาณเอาป่ำนนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ก็ไปติดตาม ติดตามแล้วจนกระทั่งบัดนี้ หลายเดือนแล้วนี่ทําไมท่านเจริญ จรรย์โกมล จึงไม่สรุปออกมาเสียทีว่าที่ผมเข้าไป ซื้อสิทธิทําประโยชน์ตรงนั้นมา ๒๐ กว่าปีนี่มันผิดไหม มีแต่ว่าทุกครั้งที่มีการพูดถึง ที่ดินก็เอามาพูดกระแนะกระแหนผมอยู่รํ่าไป นักการเมืองที่อยู่ตรงข้ามผมก็เอามา พูดอยู่รํ่าไป ทุกครั้งที่มีประเด็นทางการเมืองก็จะมาพูดอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นท่านเจริญ เป็นประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณตรวจสอบสิครับ ตรวจสอบ แล้วก็สรุปว่าผมผิด เอาผมไปติดคุกสิครับ ไม่ใช่จะมาพูดอยู่อย่างนี้
เอาละครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านก็ได้ชี้แจงส่วนที่พาดพิงท่านแล้วนะครับ ก็เข้าใจกันดี พอแล้วครับ เดี๋ยวจะเป็นการโต้ตอบกันไปมา ท่านได้ชี้แจงแล้วว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรนะครับ เอาสั้น ๆ ครับ
สั้น ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากท่านประธานไปถึงท่านเจริญ จรรย์โกมล ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณท่านตรวจสอบให้จบครับ ถ้าผมผิดเอาผมลงโทษ แต่ถ้าผมไม่ผิดท่านพูดหลายครั้งแล้วท่านต้องขอโทษผมนะครับ ผมไม่เอาอย่างอื่น แต่ท่านต้องขอโทษผมในสภาแห่งนี้ ตรวจสอบให้จบ อาทิตย์นี้จบไหมครับ หรือไม่ท่านก็ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผมเลย ผมเป็ นรัฐมนตรีอยู่เดี๋ยวนี้นี่ ถ้าผมกระทําความผิดอภิปรายไม่ไว้วางใจผม ไม่ใช่มาพูดเสียดสีผมรํ่าไปอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ลูกผู้ชายครับ
เอาละครับ ขอบคุณครับ พอแล้วครับท่านเจริญ เดี๋ยวก็ตอบโต้กันไปมา ท่านพาดพิง ท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจง พอแล้วครับ มีอะไรอีกครับ
คือท่านประธานต้องฟังนิดหนึ่ง ผมไม่ใช่ เป็นคนโต้แย้งใครหรอก เพียงแต่ผมกําลังพูดนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ว่าการที่จะให้เงินท่านไป ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในกระทรวงของท่านนี่ ท่านจะไปทําแนวเขต ท่านประธานเข้าใจนะครับที่ผมพูด ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กําลังก้าวก่ายในเรื่องของ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมาธิการและประธานคณะกรรมาธิการอันนั้นผมไม่ว่าท่าน ผมกําลังพูดถึงการใช้เงินงบประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านบอกว่าท่านจะไปทํา แนวเขตของท่าน ผมก็บอกว่าแนวเขต แล้วป่าดงพะทายคุณทําไมไม่ไปทําล่ะ
๑. ป่าดงพะทายไม่ไปทํา ผมก็พยายามอธิบายด้วยเหตุด้วยผล
๒. ป่านี้มันเป็นการจัดสรรให้กับเกษตรกรคนยากจนแล้วไม่มีที่ทํากิน เขาให้ ๑๐ ไร่ แล้วก็อยู่ ๑ ไร่
ส่วนท่านรัฐมนตรีจะไปครอบครองก็เป็นเรื่องของท่าน ท่านครอบครอง ไม่ชอบด้วยก็เรื่องของท่าน ท่านพยายามแยกให้ออกสิว่าผมกําลังอภิปรายในเรื่องของผม ไม่เชื่อว่าการใช้เงินงบประมาณมันจะเกิดผลสัมฤทธิ์กับพี่น้องประชาชน คนละเรื่องกัน
เอาละครับ
ท่านประธานครับ อันที่ ๒ ท่านฟังนิดหนึ่ง ท่านฟังผมก่อน ท่านใจเย็น ๆ ครับ ผมไม่ได้เป็นคนโต้แย้ง ส่วนประเด็นที่ท่านกําลัง กล่าวถึงคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณซึ่งผมเป็นประธาน ขณะนี้เขาได้ ทําแล้ว เขาได้รายงานแล้วโดยเจ้าหน้าที่ป้ องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ และกรมสอบสวนคดีพิเศษเขาได้ลงไป ได้พูดแล้วก็ขอพูดสักนิดหนึ่งครับ ท่านนะ ครอบครองโดยไม่ชอบ เพราะว่าคุณสมบัติของท่านนะไม่ใช่ แล้วท่านเป็นรัฐมนตรีนี่ ใครจะไปกล้าแตะล่ะ ประเภท ๒ มาตรฐานอย่างไรท่าน เขาเรียกว่ามีเส้นอย่างไร ถ้าคนมีความสํานึกเขาไม่ต้องมาพูดในสภา เขาลาออกไปนานแล้ว
เอาละครับ พอแล้วครับ ๆ ท่านรัฐมนตรีพอแล้วครับ คืออย่างนี้ผมคิดว่าก็มอบให้ กระบวนการตรวจสอบเขาตรวจสอบกันไปนะครับ แล้วข้อเท็จจริงก็จะปรากฏ ไม่เอาแล้ว ขอความกรุณาเถอะครับ จะได้ให้โอกาสท่านสมาชิกได้อภิปรายเรื่องงบประมาณต่อครับ พอแล้วครับ เดี๋ยวก็โต้ตอบกันไปมา ท่านรัฐมนตรีพอแล้วครับ เดี๋ยวข้อเท็จจริง ก็ปรากฏจากการตรวจสอบ เดี๋ยวมันจะโต้ตอบกันไปมาครับท่าน เอาเชิญสั้น ๆ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ เรื่องนี้ถ้าไม่ชี้แจงให้ชัดเจนจะเกิดความเสียหาย กับผม ผมขอเรียนกับท่านที่เคารพครับว่าที่ตรงนี้เป็นที่ที่ว่างเปล่า แล้วขณะนี้ ส.ป.ก. เขาได้กันเขต ส.ป.ก. ออก ที่ไปทับที่ของพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนที่อาศัย อยู่ตรงนั้นหลายพันคนเขาได้ประโยชน์เขาออกโฉนดกันไปหมดแล้ว ที่ตรวจสอบกันมา บอกว่าครอบครองโดยมิชอบ ถามว่าผมครอบครองมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ทําประโยชน์มา ๒๐ กว่าปี ทําไมผมจึงไม่โดนเรียกไปลงโทษลงทัณฑ์ ทําไมจึงไม่มีการกระทําใด ๆ กับผม ฉะนั้นกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณต้องพิสูจน์เรื่องนี้ให้เห็น การที่จะมา สรุปว่าครอบครองโดยไม่ชอบ ครอบครองมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ผมยังเป็นครูบ้านนอกอยู่ ผมยังเป็นเกษตรกรอยู่ ผมยังไม่ได้เป็น ส.ส. ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ๒๐ กว่าปีไม่มีใครทําอะไร ทําไมจึงไม่ลงโทษผม ทําไมจึงไม่เอาผิดผม ฉะนั้นผมขอเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ขอให้ บันทึกไว้ในที่ประชุมว่าถ้าหากภายใน ๑ เดือนยังไม่มีการสรุปในเรื่องนี้ว่าผิดถูกอย่างไร ท่านเจริญต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ครับ
ครับ ข้อเท็จจริงก็คงเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องตรวจสอบ ก็ไม่เป็นไรครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้ ชี้แจงแล้วนะครับ เชิญผู้อภิปรายท่านต่อไปครับ ท่านอลงกต มณีกาศ ๘ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อแผ่นดิน ผมเองได้เห็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็เห็นด้วยในหลักการแล้วก็ชื่นชมกับนโยบายที่ดีของทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งบรายจ่ายตามนโยบายของทางรัฐบาลประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็แบ่งเป็น ๒ หมวดใหญ่ ๆ ก็คือหมวดเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับงบที่จ่าย ตามภารกิจยุทธศาสตร์ของทางรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากกับทางรัฐบาลก็คือว่า เงินที่ผ่านทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เวลาถึงมือพี่น้องประชาชนค่อนข้างจะ ล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นงบ อสม. หรือว่าโครงการนมโรงเรียนหมื่นกว่าล้านบาท งบ อสม. ก็ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือว่าเบี้ยกตัญํูหรือเบี้ยผู้สูงอายุ ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท บางครั้งพี่น้อง อสม. ก็บ่นมากับผมว่าโครงการของรัฐบาลตามจริงก็เป็นโครงการที่ดี ซึ่งถึงแม้ ๖๐๐ บาท อาจจะเป็ นเงินไม่มากแต่ก็เป็ นแรงจูงใจที่จะให้พี่น้อง อสม. ได้ทํางานสาธารณสุขเชิงรุกให้กับทางกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าบางครั้งกว่าจะออก ก็ประมาณ ๒-๓ เดือน ผมเคยมีโอกาสได้ซักถามทางสํานักงบประมาณท่านก็บอกว่า จ่ายเป็นก้อน ปีหนึ่งจ่ายครั้งเดียวซึ่งคาดว่าน่าจะไปล่าช้าอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบ้าง ซึ่งเช็ก (Check) ดูการไหลเวียนของเงินแล้วนอกจากเงินจะไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องเสียเวลาไปที่สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ กว่าจะส่งไป ที่อนามัยหรือที่โรงพยาบาลชุมชน ก็เลยอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้เปลี่ยนหมวดว่าเงินของ อสม. น่าจะไปอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกับ งบของคนพิการที่เดือนละ ๕๐๐ บาท หรือว่าเบี้ยกตัญํู เบี้ยสูงอายุ ก็น่าจะโอนไปอยู่ ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ดูแล ในเรื่องนมโรงเรียน เช่นเดียวกัน ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็น่าจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการดูแล ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ก็จะทําให้การกระจายในเรื่องของงบประมาณได้เร็วยิ่งขึ้น ก็จะเป็ นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นโครงการดีของทางรัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นสโลแกน (Slogan) ทางการเมือง ผมเองก็เป็นหมอและเคยเป็นผู้อํานวยการโรงพยาบาลมาก่อน ตามจริงแล้วมิได้แปลว่า ทุกโรครักษาโดยใช้เงิน ๓๐ บาท แต่บางโรคอาจจะต้องได้เสียเงิน อย่างสมัยก่อนปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ไม่ว่าจะเป็นการฟอกไต ล้างไต หรือว่ารักษาด้วยยาบางอย่าง หรือว่าการตรวจ สุขภาพของพี่น้องประชาชนก็ต้องไปเสียเงินเอง หรือว่าการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ หรือเอชไอวีแต่ว่าในช่วงนั้นอาจจะเป็นช่วงเริ่มต้นเงินไม่พอเพียง ถ้าเทียบสัดส่วน ต่อหัวประชากรคํานวณแล้วตกอยู่แค่ ๑,๒๐๒.๔๐ บาทต่อคนหรือต่อหัวประชากร จากปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ มาถึงปี ที่แล้วนะครับ เงินต่อหัวนี่เพิ่มขึ้นก็ประมาณ ๒,๔๐๐ กว่าบาท แต่ปีนี้รัฐบาลก็ได้จัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับพี่น้องประชาชน มากยิ่งขึ้นอีกนะครับ เป็นเงินคํานวณแล้วประมาณ ๒,๕๔๖ บาทต่อหัวประชากร ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับงบประมาณปีที่แล้วจะเห็นว่าปีที่แล้วนี่เงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รัฐบาลจัดประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี นี้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญ กับพี่น้องประชาชนทุกระดับ เนื่องจากว่ากลุ่มประชากรส่วนนี้ได้ใช้บัตรทอง ซึ่งบัตรทองนี่ เป็นบุคคลที่ไม่สามารถที่จะเบิกจากส่วนประกันสังคมได้หรือว่าไม่สามารถที่จะเบิก จากระบบราชการได้นะครับ นอกจากเงินที่เพิ่มขึ้นแล้วก็จะส่งผลดีกับทางบัตรของผู้รักษา ว่าในเรื่องของการใช้สิทธิสามารถเอาไปใช้รักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นส่งเสริมระยะยาวในเรื่อง ของป้ องกันโรคภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง หรือจากเบาหวาน หรือว่าคนไข้ ฟอกไต ล้างไต ปัจจุบันก็ไม่ต้องเสียเงิน หรือว่าคนไข้เอดส์หรือว่าคนไข้ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถที่จะใช้สิทธิตัวนี้ครอบคลุมขึ้นมาได้มากยิ่งขึ้นนะครับ
สิ่งหนึ่งผมอยากจะฝากเรียนไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสนั่น ขจรประศาสน์ กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พอดีมีท่านที่ฝากมาในเรื่องของกีฬาอาชีพนะครับ ปี ที่ผ่านมาได้มีการจัดทํางบ ของปี ๒๕๕๓ ทั้งหมดรวมถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ กับงบกองทุนกีฬาอาชีพต่าง ๆ เป็นเงินทั้งหมด ๒๘๘ ล้านบาท ซึ่งก็จะเอาไปสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลอาชีพที่กําลังบูม (Boom) อยู่ในเมืองไทย ณ ขณะนี้นะครับ หรือว่า เทนนิสอาชีพ หรือว่ากอล์ฟอาชีพ หรือว่าสนุกเกอร์อาชีพ หรือว่าตะกร้ออาชีพ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของโบว์ลิ่ง (Bowling) หรือแบดมินตัน หรือตะกร้อลอดห่วงนะครับ แต่ปีนี้ ผมตั้งข้อสังเกตครับว่าทําไมงบประมาณที่ทาง กกท. ได้เสนอขึ้นมานั้นถูกสํานักงบประมาณ ตัดลงมาเหลือแค่ ๑๖๔ ล้านบาท ปี ที่แล้วทั้งปี ได้ ๒๘๘ ล้านบาท เฉพาะในส่วน ของฟุตบอลอาชีพนี่ได้ ๒๐๘ ล้านบาท แต่ปีนี้ ๑๐ ประเภทกีฬาที่เป็นกีฬาอาชีพนี่ได้แค่ ๑๖๔ ล้านบาท ผมเองได้มีข้อมูลของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก (Football Premier League) หรือลีก (League) สูงสุดของประเทศไทย หรือฟุตบอล ดิวิชัน ๑ (Football Division1) หรือฟุตบอล ดิวิชัน ๒ (Football Division2) นี่ เงินรายได้ของนักฟุตบอลหรือของบุคลากรทางการกีฬารวมกันทั้งปี ไม่ตํ่ากว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการกระจายรายได้ เป็นการกระจายเรื่องของเงิน เรื่องของอาชีพ ต่าง ๆ ยังไม่รวมถึงเงินหมุนเวียนของแต่ละสนามอีก คาดว่าหลายพันล้าน แต่ปรากฏว่า รัฐบาลจัดให้หรือว่าสนับสนุนกีฬาอาชีพของวงการกีฬาอาชีพของประเทศไทย เพียงแค่ ๑๖๔ ล้านบาทนะครับ ก็อยากจะฝากเรียนถึงท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่นซึ่งดูแลงบกองทุนกีฬาตรงนี้นะครับ คิดว่าอาจจะต้องแบ่งเงิน จากกองทุนกีฬาอาชีพนี่ได้มาสนับสนุนในเรื่องของวงการกีฬาอาชีพต่าง ๆ รวมถึงฟุตบอลอาชีพต่อไปด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอแสดงความเห็นว่านโยบายต่าง ๆ รวมถึงการจัดทํา งบประมาณต่าง ๆ ทุกหมวดทั้ง ๓๕ มาตรานี่ผมเห็นด้วยในหลักการครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ
ครับ เดี๋ยวก่อนจะถึงท่านสถาพรนะครับ พอดีท่านอดีตรัฐมนตรีวิฑูรย์ท่านขอใช้สิทธิพาดพิง สักนิดหนึ่งนะครับ เอาสั้น ๆ นะครับท่าน สัก ๒ นาที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิงเรื่องที่สมาชิกพูดในสภาหลายครั้งและหลายรอบ ตลอดจนวันนี้ก็มีพูดถึงเรื่อง การทุจริตปลากระป๋ อง ผมถือโอกาสว่าผมเสียหายและผมพยายามที่จะสดับตรับฟัง ผมไม่โต้ไม่ตอบมาเป็นระยะเวลาร่วมปี เพราะอยากจะให้กระบวนการต่าง ๆ นี่ดําเนินการไป เสร็จสิ้นกระบวนความ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียนสั้น ๆ ตรงนี้ก็คือว่าผมไปเป็ นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่ถึง ๑๐ วันหรอกครับ ก็มีเรื่องปลากระป๋ องขึ้นมา ที่จริงมีการแจกถุงยังชีพหลายจังหวัดที่ถูกนํ้าท่วมทางภาคใต้ แต่ก็มีปัญหาที่จังหวัดพัทลุงว่ามีปลากระป๋ องไม่มีคุณภาพอยู่ในถุงยังชีพตรงนั้น ที่จริงผมไม่ได้เกี่ยวข้องหรอกครับ ผมพยายามอธิบายในช่วงนั้นก็คือว่าการดําเนินการ เป็ นเรื่องของการปฏิบัติตามปกติ แต่ในเมื่อมีการบอกว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้อง ผมมีการทุจริต ผมก็กราบเรียนกับท่านประธานในสภาและชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า เรื่องปลากระป๋ องนั้นถ้าผมทุจริต ผมทําผิด ไม่เพียงแต่ผมจะลาออกจากรัฐมนตรีหรอกครับ ผมจะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต ท่านประธานที่เคารพ บัดนี้ข้อสรุปต่าง ๆ มันจบไป หมดแล้วครับ เพียงแต่มีสมาชิกบางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร ผมขอเรียนสั้น ๆ ดังนี้ครับว่าผมได้รับโปรดเกล้าฯ เข้าเฝ้ำเป็นรัฐมนตรีวันที่ ๒๓ ธันวาคม และปฏิบัติหน้าที่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ในช่วงนั้นก็มีนํ้าท่วมที่ภาคใต้ ผมก็บอกทางกระทรวงว่า มีอะไรไปช่วยเหลือพี่น้องที่เดือดร้อนก็ให้ไปช่วยบ้าง วันที่ ๓๑ วันที่ ๑ วันที่ ๒ วันที่ ๓ วันที่ ๔ ผมก็ไปส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ผมกลับมาทําหน้าที่ รัฐมนตรีจริง ๆ วันที่ ๕ มกราคม เขามอบถุงยังชีพกันที่จังหวัดพัทลุงวันที่ ๑๑ มกราคม ไม่ถึงสัปดาห์หรอกครับ วันนั้นผมก็ไม่ได้ไปแจกด้วย ผมไปเผาศพยายเนียม กับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ โอเคครับในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นในความเป็นรัฐมนตรี ผมรับผิดชอบ ผมบอกกับท่านนายกรัฐมนตรี ผมบอกกับเพื่อน ส.ส. ในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่มีใครให้ผมลาออก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้ผมลาออก แต่ผมบอกกับนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีสบายใจเถอะ ไม่อยากจะให้ท่านมีปัญหา เดินหน้าทํางานต่อไป ผมจะขอรับผิดชอบในเรื่องนี้เพื่อให้กระบวนการเข้าสู่การตรวจสอบ ท่านประธานครับ การตรวจสอบเดินหน้ามีกรรมการจากทุกฝ่ายครับ ไม่ว่าจากกระทรวง ไม่ว่าจาก ก.พ. ไม่ว่าจากมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจากสภาทนายความ มาเป็นกรรมการสอบครับ ในที่สุดตอนนี้ กรรมการเขาสอบเสร็จแล้วครับ ข้อเท็จจริงก็คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเองไม่ได้ไป เกี่ยวข้องหรอก แต่ในที่สุดกรรมการก็บอกว่าจากข้อเท็จจริงที่ได้รับจากพยานบุคคล พยานเอกสาร ได้รับฟังว่าทางกระทรวงไม่ได้ใช้งบประมาณในการจัดซื้อถุงยังชีพ แต่ประการใด จากการตรวจสอบระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ผ่านส่วนราชการ ผู้ขายตรง และใบสั่งซื้อตั้งแต่ช่วงก่อนผมเป็นรัฐมนตรีหรือหลังเป็นรัฐมนตรี มีข้อมูล ตรงกันว่ากระทรวงมิได้จัดซื้อถุงยังชีพแต่ประการใด และกรรมการก็ยังบอกต่อไปครับว่า เรื่องนี้ไม่ได้จัดซื้อถุงยังชีพ ไม่ได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณในการซื้อถุงยังชีพ และไม่มีพยานหลักฐานใดเกี่ยวกับเรื่องทุจริต ทาง สตง. เขาก็รายงานครับว่าในเมื่อไม่มี การใช้งบประมาณก็ไม่มีเรื่องของทุจริต ทาง ป.ป.ช. เขาก็ชี้แจงว่าเรื่องนี้ในเมื่อ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่ได้ใช้จ่ายงบประมาณก็ตรวจสอบ เรื่องทุจริตต่อไปไม่ได้ ผมถึงอยากจะให้ท่านประธานสบายใจครับว่าในฐานะที่พวกเรา เป็นนักการเมือง ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าถูกกล่าวหาว่าทุจริต ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้ข้องเลยครับ จะให้ผมไปลงโทษปลัดกระทรวง จะให้ผมไปลงโทษข้าราชการประจํา ผมก็ลงโทษไม่ได้ครับ เพราะผมเชื่อมั่นว่าข้าราชการเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ไป และสิ่งของที่เอาไป แจกที่จังหวัดพัทลุงนั้นก็เป็ นสิ่งของที่ได้รับการบริจาคมาทั้งนั้นครับท่านประธาน เป็นคุณวิเชน สมมาตร กับคณะ และพี่น้องประชาชนครบรอบวันเกิด ครบรอบวันแต่งงาน ครบรอบอะไรก็ตาม เขาไปทําบุญและเขาไปมอบของให้กับกระทรวง กระทรวงก็มีหน้าที่ เอาไปมอบต่อ ถึงวันนี้ผมยังไม่รู้จักเลยครับว่า นายวิเชน สมมาตร ที่เอาไปบริจาคกับคณะ หน้าตาเขาเป็นอย่างไร ยังไม่รู้จักเลย ดังนั้นเพื่อที่จะให้พวกเราสบายใจว่าผมในฐานะเป็ นรัฐมนตรีไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ การทุจริตใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ไม่มีการใช้จ่ายเงินงบประมาณแม้แต่ประการใด รวมทั้งเรื่องป้ำย ที่พูดในสภาไม่ได้ใช้งบประมาณครับ เป็นเรื่องทีมงานต้องการประชาสัมพันธ์โครงการ ของกระทรวงเท่านั้น เพราะฉะนั้นขอให้เพื่อนสมาชิกเราเลิกพูดเรื่องนี้เถอะครับ ถ้าพูดไปนี่ ผมก็ต้องมาชี้แจง และผมก็อยากให้สังคมสบายใจว่าเรื่องทุกอย่างมันจบแล้ว ผมเองไม่ได้มีการเกี่ยวข้อง ไม่ได้จริต ทุกสิ่งที่เขาว่ามา ขอบคุณท่านประธานครับ
ก็ได้บันทึกไว้ในรายงานการประชุมแล้วนะครับ เชิญท่านสถาพร มณีรัตน์ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย วันนี้ถือเป็น วันหนึ่งที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทําหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็ นภาษีของราษฎรแผ่นดินนี้ ๖๓ ล้านคนที่มอบอํานาจให้รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะเอาไปบริหารจัดการ ปี ๒๕๕๔ จํานวนทั้งหมด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ กระผมขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายถึงงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์ ยุทธศาสตร์ ของการตั้งงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นั้นไม่ได้เชื่อมโยงกันเลย ยุทธศาสตร์ลุ่มนํ้า ยุทธศาสตร์ของการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ จะต้อง เปิดเสรีการค้าข้าว มันสําปะหลัง และสินค้าเกษตรหลายชนิดครับ ผมได้เปิดดูยุทธศาสตร์ ของการใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์แล้ว ที่เพื่อนสมาชิกฝ่ำยค้านหลายคนได้ท้วงติงไปว่า การจัดสรรงบประมาณนั้นน้อยเหลือเกิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถ้าเราคิดเป็น อัตราส่วน ๑๐๐ บาทนี่ได้แค่ ๓.๗ บาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ๑.๑ บาท กระทรวงพาณิชย์ได้ไม่ถึงบาท แล้วอย่างนี้ยุทธศาสตร์ของงบประมาณที่จะให้ พี่น้องลืมตาอ้าปากได้จะเป็นอย่างไรครับเมื่อเทียบดูการใช้งบประมาณ สิ่งที่น่าห่วงใย ก็คือเรื่องของศักยภาพการแข่งขันภาคเกษตรครับ เรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับ ศักยภาพการแข่งขันด้านเกษตรนั้นเนื่องจากว่ารัฐบาลเราได้ไปเซ็นการเปิดเสรีสินค้า ภาคเกษตร แต่เมื่อหันมาทางยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศว่าด้วย สินค้าเกษตรแล้ว ท่านเอาเฉพาะแผนงานระบบประกันความเสี่ยงของการกระจาย สินค้าเกษตร จํานวน ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นก็คือเรื่องของการประกันรายได้เกษตร เรื่องเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร แต่ท่านไม่ได้ใส่ไปเรื่องศักยภาพการแข่งขันเสรี ของภาคเกษตร ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องตอบพี่น้องภาคเกษตรให้ได้ว่า ท่านเอาไว้ตรงไหน ถ้าวันนี้เปิดเสรีเรื่องข้าว ปี ๒๕๕๔ นี่เปิดเสรีเรื่องข้าว ข้าวจากเขมร ประเทศเวียดนาม ทะลักเข้าประเทศไทยแน่นอนครับ แล้ววันนั้นเกษตรกรไทยจะตั้งหลักอย่างไร ท่านเตรียมความพร้อมหรือยัง ท่านใส่งบประมาณตรงนี้ไปหรือยัง สิ่งนี้เป็ นข้อห่วงใย ของกระผมครับ เมื่อเทียบกับราคาข้าว เมื่อเปรียบเทียบจากตัวเลขที่มาของสํานักงาน เศรษฐกิจการเกษตรที่รวมโดยฝ่ำยวิชาการ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม สด ๆ ร้อน ๆ เลยครับ สินค้าข้าว ข้าวเปลือกนาปีชนิด ๕ เปอร์เซ็นต์ หน่วยต่อบาท ปี ๒๕๕๑ นี่มันเกวียนละ ๑๓,๐๐๐ บาท พอปี ๒๕๕๒ นี่ลดเหลือ ๑๐,๐๔๖ บาท มาปี ล่าสุดปี ๒๕๕๓ เดือนเมษายน เหลือ ๘,๒๕๖ บาท นี่คือข้อห่วงใยว่าเราจะประกันราคาเฉพาะให้ราษฎร หรือชาวไร่ชาวนาได้ค่าประกันความเสี่ยง ได้ค่าประกันราคาไปไร่ละประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาท แล้วก็จบเช่นนั้นหรือครับ หันมาดูกรมการข้าวซึ่งจะต้องเป็นแกนหลักในการป้ องกันการทุ่มตลาด พัฒนาสายพันธุ์ข้าว เพื่อแข่งกับประเทศจีน ประเทศเวียดนาม เขมรในอนาคต ปรากฏว่ากรมการข้าว ได้งบประมาณแค่ ๑,๖๐๐ ล้านบาทครับ แค่เพลี้ยกระโดดท่านก็จะอ้วกตายแล้วครับ นี่คือการตั้งงบประมาณที่ขาดวิสัยทัศน์ด้านการเกษตร ผมไม่ได้อิจฉากระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรอกครับ ไม่ได้อิจฉาปืนเอ็ม ๑๖ ไม่ได้อิจฉาลูกเอ็ม ๗๙ หรอกครับ แต่ผมน้อยใจครับว่าทําไมภาคเกษตรที่เป็นเสาหลัก ในการพัฒนาประเทศ ท่านจัดสรรให้น้อยเหลือเกิน ตรงนี้ต้องฝากรัฐบาลครับถ้าท่านตอบได้ ช่วยตอบเหมือนกับท่านตอบเรื่องการไม่ฆ่าคนนั่นแหละครับว่าท่านเอาไปซ่อนไว้ตรงไหน เรื่องการพัฒนาศักยภาพในการเตรียมความพร้อมการเปิดเสรีภาคเกษตรซึ่งจะรุนแรงมาก ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ นี่ครับ ปี ๒๕๕๓ วันนี้ท่านทราบไหมครับข้าวเวียดนามมาสวมรอย ในเมืองไทย ข้าวจากเขมรเอามาเมืองไทย วันนี้มันผสมปนเปจนไม่รู้ว่าเป็นข้าวไทย หรือข้าวญวนครับ วันนี้ก็ปวดหัวอยู่ กระทรวงพาณิชย์พื้นที่ข้าวกับพื้นที่ผลิตทําไม มันไม่บาลานซ์ (Balance) กันครับ เพราะข้าวมันมาสวมรอย เพราะฉะนั้นวันนี้เราน่าจะ ห่วงใยภาคเกษตรเอาใจใส่ให้มากกว่านี้
หันมาดูในเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็น หัวใจหลักในการจะพัฒนาเรื่องแหล่งนํ้าของประเทศ ปรากฏว่าได้งบประมาณเฉลี่ยแล้ว ๑ บาทกับ ๑ สตางค์เมื่อเทียบเป็นหลักร้อย ท่านครับ ผมเปิดดูยุทธศาสตร์การพัฒนา ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องพัฒนา ๑๘ ลุ่มนํ้าเราไปไหนครับ ท่านเอาหายไปไหนครับ ๑๘ ลุ่มนํ้า ปิง วัง ยม น่าน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์รู้ดีครับ มีการทําผังระบบชลประทานทางท่อของภาคอีสาน การเจาะเขื่อนแม่งัด แม่กวง เฟส ๑ เฟส ๒ หายไปจากงบประมาณเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ บ้านเมือง การพัฒนาเชื่อนแม่กวงนั้นจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน จะได้ผลประโยชน์ ไม่ตํ่ากว่า ๕๐,๐๐๐ ไร่ครับ โดยการเจาะท่อขนาดใหญ่ซึ่งแผนผังเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว การทําอีไอเอ (EIA) หรือผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้วแต่ไปเปิดดูงบประมาณ ในมหภาคไม่มีเลยครับ ไม่มีไม่ว่าหายไปทั้ง ๑๘ ลุ่มนํ้าเลยครับ ปิง วัง ยม น่าน ไปทางภาคอีสานหาย แล้วอย่างนี้เกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไรครับ ท่านก็ได้แต่ บอกว่าพอถึงเวลาฝนแล้งก็บอกว่าให้ชาวนาหยุดการทํานาปรัง นํ้าน้อยต้องเอาไปช่วย เขื่อนผลิตไฟฟ้ำ ช่วยไล่นํ้าเค็มไม่ให้มันไหลเข้ากรุงเทพฯ แต่พอเปิดดูงบประมาณ ท่านไม่มีเชิงบูรณาการเลยครับ มีแต่ตัวหนังสือครับ แต่พอเปิดลงลึกเข้าไปเจาะลึก ในรายกระทรวง ยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ผมจะกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้โกหกครับ โกหกต่อสภาแห่งนี้ เพราะเนื้อเงินกับเนื้องานไม่เหมือนกันครับ อย่างการเปิดเสรีภาคเกษตรก็ไม่มีนะครับ ที่จะเพิ่มศักยภาพแหล่งการผลิตอยู่ไหน การตลาดอยู่ไหน พันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา มันสําปะหลังใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาอยู่ไหน ไม่มีครับ นอกจากนั้นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องเป็ นเซลส์แมน (Salesman) เอาสินค้าเกษตรไปขายต่างประเทศ วันนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เงินไม่ถึงบาทครับ ๐.๔ บาทครับ ท่านต้องตอบคําถามให้ได้ว่า กระทรวงพาณิชย์มันอ่อนระโหยโรยแรงขนาดนี้เลยครับ ไม่มีมิสเตอร์ (Mister) ข้าว ไม่มีมิสเตอร์ลําไย ถึงบอกว่าเราไม่มีข่าวดีในเรื่องสินค้าเกษตรเลย มูลค่าการส่งออก ที่บอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์มันเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมทั้งนั้นครับ ส่งรถยนต์ ส่งเครื่องใช้ไฟฟ้ำ ส่งเรื่องด้านอุตสาหกรรม แต่ด้านเกษตรเราไม่มีข่าวดีว่า เราไปเจาะตลาดใหม่ ๆ เลย มีแต่ข่าวเลวร้ายครับว่าจะขายข้าวก็ไม่ขาย คนนั้นจะขาย คนนี้ไม่ให้ขาย รัฐมนตรีจะขาย นายกรัฐมนตรีไม่ให้ขาย ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ จะขายให้ประเทศนั้นประเทศนี้แล้วก็มาโทษว่าต่างประเทศ มีการใส่ร้าย บิดเบือน ปล่อยข่าว ทําให้ราคาข้าวตก นี่คือข้ออ้างครับ แต่ที่สุดคือ รัฐบาลชุดนี้ไม่มีคนทํางานในกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีเซลส์แมน ไม่มีมิสเตอร์ข้าว ไม่มีมิสเตอร์ลําไย เอาสินค้าเกษตรอย่างนี้ไปขายเทียบได้โดยการตั้งงบประมาณครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เรากําลังพิสูจน์ว่าการตั้งงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นั้นเป็นการตั้ง งบประมาณที่เน้นศักยภาพความมั่นคงมากกว่าเน้นศักยภาพการอยู่ดีกินดีของพี่น้อง ส่วนใหญ่ของประเทศ ทําไมผมถึงกล่าวอ้างเช่นนี้ครับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล เมื่อเทียบกันแล้วด้านการเกษตร ด้านการคมนาคม ด้านการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้านการค้าขาย ด้านกระทรวงพลังงาน มันได้น้อยจริง ๆ ครับ ด้านการท่องเที่ยวก็ยิ่งได้น้อยใหญ่เลย ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็บอกว่าการท่องเที่ยว จะต้องเชื่อมโยงด้วยเรื่องของศักยภาพ การพัฒนาถนนหนทางมันไปแฝงอยู่ในกระทรวงอื่น ผมไม่เชื่อครับ เพราะมันมีหลายตัวที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องพัฒนา มากกว่านี้และต้องได้งบประมาณมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการตั้งงบประมาณ วันนี้เป็นการตั้งงบประมาณที่เน้นศักยภาพความเข้มแข็งในเรื่องของกองทัพและความเข้มแข็ง ในเรื่องของภายในประเทศเป็นหลัก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไปแล้ว ๑.๙ หมื่นล้านบาท แต่ปรากฏว่าในส่วนของภาคอื่น ๆ ศักยภาพเทียบกันไม่ได้ครับ ผมเน้นยํ้าอยู่เสมอว่า จังหวัดชายแดนไม่ใช่มีเฉพาะภาคใต้ ภาคเหนือก็มีครับ ภาคอีสานก็มี และเชื่อว่า ยิ่งภายใต้การกดดันในการดําเนินนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้รัฐ ผมเชื่อว่าจังหวัด ชายแดนภาคเหนือ จังหวัดชายแดนภาคอีสาน อาจจะมีแนวโน้มเหมือนจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าการกระจายงบประมาณนั้น ไม่กระจายครับ มันกระจุก กระจุกอยู่เฉพาะส่วนของความมั่นคง เพิ่มเฉพาะศักยภาพ ขีดความสามารถการป้ องกันประเทศเป็นหลักครับ แต่ขีดความสามารถของเกษตรกร ขีดความสามารถของโอทอป ขีดความสามารถของเอสเอ็มอี ของเรานั้นมีงบประมาณ ให้น้อยมากครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงจําเป็นที่จะต้องมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า งบประมาณทั้งหมด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเอาไปกระจายได้อย่างไร ผมขอฝากทาง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่กําลังจะพิจารณาในวาระที่สอง วาระที่สามนี้ ได้ตรวจสอบดู ให้ถ้วนถี่ โดยเฉพาะในเรื่องของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเรื่องนี้ มันควบคุมทั้งเรื่องสัมปทาน สัมปทานของการสื่อสาร เป็นการควบคุมในเรื่องการเปิดเสรี การสื่อสาร ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะต้อง นําไปดําเนินการและฝากคณะกรรมาธิการด้วย ท่านประธานที่เคารพ ผมตั้งข้อสังเกต ในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของกรมชลประทาน กรมชลประทานนั้น วันนี้ภาวะวิกฤติเรื่องฝนแล้งครับ ภาวะวิกฤติของโลก โดยเฉพาะพืชผลการเกษตรมันบิดเบี้ยว ไปหมดครับ โดยเฉพาะทางภาคเหนือที่ฝนเคยตกก็ไม่ตก มันร้อนครับ ภาคเหนือของเรา ซึ่งเคยอากาศเย็นสบาย ปีนี้สูงสุด ๔๓.๕ องศาเซลเซียส แต่หันไปดูกรมชลประทานแล้ว ได้จัดสรรงบแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่พอครับ เราต้องมองมิติของการพัฒนา ชลประทานในระบบท่อซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณและสามารถที่จะก่อสร้างได้รวดเร็ว ผมก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์และกรมชลประทานว่า ทําอย่างไร ๑๘ ลุ่มนํ้าของเราที่จะร่วมกันกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้คงไว้ เพราะแผนงานตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของแหล่งนํ้าของประเทศ ถ้าเราว่างเว้นไป ยุทธศาสตร์ว่างเว้น เมื่อปี ๒๕๕๔ ไม่มีงบ ปี ๒๕๕๕ ไม่มีงบ จบเลยนะครับ เราจะเกิด สงครามแย่งชิงทรัพยากรนํ้ากันอย่างทั่วประเทศ มันไม่ใช่สงครามการเมืองทางความคิด ทางชนชั้นแล้วนะครับ มันจะเป็นสงครามการแย่งทรัพยากรเรื่องนํ้าเป็นหลัก นี่คือเรื่องใหญ่ อีกเรื่องหนึ่งที่เราไม่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะใส่เข้าไปในยุทธศาสตร์ของการตั้งงบประมาณ ปี ๒๕๕๔
ท้ายที่สุดนี้ผมเองในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านได้ตั้ง ข้อสังเกตการตั้งงบประมาณ ๒-๓ กระทรวงเพื่อลงลึก และด้วยกรอบเวลาอันมีจํากัด เมื่อพิจารณาทั้งงบประมาณในภาพรวมแล้ว ผมไม่อาจไว้วางใจให้รัฐบาลชุดนี้เข้าไป บริหารงบประมาณก้อนนี้ได้ ผมให้ความหวังกับกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง แล้วนํามาเสนอสภาแห่งนี้ในวาระที่สอง วาระที่สาม ผมจะติดตามเรื่องของ การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ในเรื่องของการเปิดเสรีเกษตรกร เรื่องข้าว แล้วก็มี งบประมาณ ไม่ใส่เข้าไปในเรื่องของการป้ องกันเรื่องนี้ ผมจะติดตามในวาระที่สอง วาระที่สามต่อไป กราบขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอถือโอกาสชี้แจงท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายในประเด็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงาน ของกระทรวงพาณิชย์ ต้องกราบเรียนว่าในประเด็นเรื่องปัญหาการค้าข้าวนั้นเป็นเรื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็ นผู้ส่งข้าวออกอันดับหนึ่ง และในปี ที่ผ่านมา ภายใต้งบประมาณที่ผ่านมาเราสามารถที่จะส่งออกข้าวได้ตามเป้ำหมาย ๘.๕ ล้านตัน ปีนี้ได้ตั้งเป้ำหมาย ๙-๙.๕ ล้านตัน การส่งออกในช่วงไตรมาสแรกนั้นอาจจะตํ่ากว่า เป้ำหมายไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอันดับสองคือประเทศเวียดนาม ปรากฏว่า ยอดการส่งออกเขาตํ่ากว่าเป้ำหมายไปเยอะมาก เป็นจํานวน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าสถานการณ์ของทั้งราคาและปริมาณของการส่งออกข้าว การค้าข้าว ระหว่างประเทศนั้น ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ต่างประสบปัญหาโดยทั่วกัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของการส่งออกข้าวก็ยังเป็ นไปตามเป้ำหมายและจะมากกว่าปี ที่แล้ว ด้วยการดําเนินนโยบายเชิงรุก พร้อมกันนั้นผมอยากจะเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ ได้รับการเพิ่มงบประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วแม้ว่าจะเผชิญกับปัญหา วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาอย่างที่ทราบโดยทั่วกัน ถามบอกว่าเป้ำหมาย ของการกําหนดงบประมาณด้วยการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้จําเป็นต้องมีเป้ำหมาย ในการควบคุม ปี ที่ผ่านมาปรากฏว่าเป้ำหมายของการส่งออกลบ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มีการคาดการณ์ว่าอาจจะลบถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาตลาดหลักของเรา ไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ได้รับผลกระทบรุนแรงมากในเรื่องของวิกฤตการณ์ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) แต่ปีนี้หลังจากที่เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว จากเครื่องไม้เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกําหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกในการค้า ระหว่างประเทศ ตลอดจนการใช้ประโยชน์มากขึ้นจากความตกลงเขตการค้าเสรี ความตกลงความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในอาเซียน ในเอเชีย จึงทําให้เรากําหนดเป้ำหมายว่าปีนี้การส่งออกน่าจะทะลุ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยตัวเลขเพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ หักกลบลบปี ที่แล้วก็เท่ากับว่าจากฐานปี ที่แล้ว เราจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๔ เดือนแรกที่ผ่านมา ล่าสุดปรากฏว่า อัตราเฉลี่ยของการเติบโตการส่งออกขยายตัวสูงถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพรทิวา นาคาศัย ได้แถลงวันนี้และเปิดเผยไป ก็คือเพิ่มขึ้นถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่ใช่เฉพาะสินค้าหมวดอุตสาหกรรมหรือกึ่งอุตสาหกรรม แต่เป็นสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมคือด้านอาหาร ซึ่งเป็นศักยภาพของประเทศ ผมเรียนว่าการบูรณาการที่ท่านพูดถึงนั้นก็ถือเป็นแนวคิดที่สอดคล้องต้องกันกับการกําหนด ยุทธศาสตร์นโยบายของรัฐบาลในด้านงบประมาณในปีนี้ เพราะนั่นถือว่าต้นนํ้าก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาสู่กลางนํ้ากระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ทําหน้าที่ในการค้าภายในและส่งออก เพราะฉะนั้นการบูรณาการในเชิง งบประมาณด้วยแผนงานโครงการจึงต้องทํากันอย่างต่อเนื่อง ที่สําคัญก็คือว่ารัฐบาล เอาใจใส่ในเรื่องของเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ที่เรียนอย่างนี้ก็ต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า ไม่มีรัฐบาลไหนไม่มีปัญหาในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรจะมากจะน้อย และ ๒. ก็คือว่า ด้วยระบบของการเข้าไปดูแลเกี่ยวกับราคาตลาดนั้นก็ต้องคํานึงถึงในเรื่องของศักยภาพ การแข่งขันด้านราคาในการส่งออก ซึ่งมีภาวะการแข่งขันสูงมากจึงได้มีการปรับระบบ กลไกตลาด โดยเฉพาะเรื่องข้าวอย่างที่ท่านได้ทราบนะครับว่าเปลี่ยนจากระบบจํานํามาสู่ การประกันรายได้ให้เกษตรกรและปล่อยให้กลไกตลาดดําเนินการไป โดยรัฐเข้าไป แทรกแซงเท่าที่จําเป็น แล้วภาวะของราคาตลาดข้าวนั้นไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่เกิดภาวะ บางครั้งราคาขึ้นสูงบางครั้งราคาตกลงมา ประเทศข้างเคียงก็เช่นกัน ดังนั้น จึงเรียนว่ารัฐบาลได้ดูต้นนํ้าในเรื่องของความพยายามพัฒนาในเรื่องของ ระบบชลประทานเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ พยายามดูเรื่องพันธุ์เพื่อที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และขณะเดียวกันก็สร้างกลไกตลาดที่เข้มแข็งขึ้นมาและเข้าไปดูแลเกษตรกรในเรื่องของ การประกันรายได้ และเป็นการเตรียมรองรับในเรื่องเขตการค้าเสรีที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง เขตการค้าเสรีโดยเฉพาะอาเซียนนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ไม่ใช่เริ่มขึ้นมาในรัฐบาลชุดนี้ และรัฐบาลนี้ได้ปรับตัวอย่างบูรณาการในการเตรียมความพร้อมด้วยการปรับระบบ ท่านพูดถึงเรื่องข้าวนั้นถูกต้อง การสวมสิทธิที่ผ่านมาโดยการเอาข้าวต่างด้าวเข้ามานั้น ซึ่งต้นทุนถูกกว่ามีพฤติกรรมอย่างนั้นจริง และถ้าเราไม่เลิกระบบจํานําปัญหาดังกล่าว ก็จะยิ่งเป็นผลกระทบต่อชาวนาและราคาข้าวในประเทศเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อได้ใช้ ระบบประกันเข้ามาแทนระบบของการจํานําจึงสามารถดูแลป้ องกันในเรื่องการสวมสิทธิ ข้าวต่างด้าว นี่คือมาตรการการปกป้ อง ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ได้กําหนดระเบียบ มาตรการ ไม่ใช่มีการเปิดให้ข้าวเข้าเสรีครับ ได้กําหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องของการกําหนด จุดที่จะนําเข้า ปริมาณที่จะนําเข้าและใช้มาตรการเอสพีเอส (SPS) หรือมาตรการในเรื่อง ของสุขอนามัยพืชเข้ามาดูแลในส่วนนี้ นั่นคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่าได้มีการเตรียม ความพร้อมแม้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลได้ริเริ่มเริ่มต้น ช่วงท่านเป็นรัฐบาลก็เช่นกันครับ แต่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วตรงไหนที่เป็นจุดอ่อนก็แก้ไขเสีย ตรงไหนที่เป็นจุดแข็งก็เสริม ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นั่นคือมาตรการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความตกลงระหว่างประเทศ ในเรื่องเขตการค้าเสรี
และต้องเรียนว่าตั้งแต่เราได้ปรับทิศปรับทางและสร้างความเข้มแข็ง ของความร่วมมือของประเทศโดยเฉพาะอาเซียนและกําหนดเป้ำหมายในการเปลี่ยน จากตลาดเก่า ตลาดเดิม ตลาดหลัก อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปมาสู่ตลาดใหม่ ทางด้านอาเซียนแล้วประเทศคู่เจรจาคือ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่ น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศอินเดีย ปรากฏว่าบัดนี้การส่งออก ไปยังอาเซียนได้เพิ่มขึ้นและทําให้อาเซียนนั้นมาเป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของประเทศไทย แล้วครับ ด้วยสัดส่วนสูงเกือบ ๑ ใน ๔ ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และที่ท่านพูดถึงว่า รัฐบาลนั้นมีปัญหากับประเทศรอบบ้านไม่จริงครับ ประเทศพม่าเราไปดําเนิน ความสัมพันธ์ลงรากหยั่งลึก ไม่ใช่เฉพาะระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ระดับธุรกิจต่อธุรกิจ ท่านคงทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ได้บุกเข้าไปสู่นโยบายขยายการค้าชายแดน ใช้นโยบาย อาเซียน เฟิร์ส (ASEAN First) อาเซียนต้องมาก่อน แล้วก็อาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) คือใช้อาเซียนเป็นฐานในการขยับขยายการค้าของเรา จนกระทั่งทําให้การค้าชายแดน ของเรานั้นสูงถึง ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะต้องทําให้เพิ่มขึ้น เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ท่านรัฐมนตรีครับ ขอความกรุณากระชับหน่อย มีผู้ที่จะอภิปรายอีกมาก
ก็ทั้งวัน ยังไม่ได้ชี้แจงเลยครับท่านประธาน กําลังจะสรุปแล้วครับ คือมันมีหลายประเด็นตั้งแต่เช้า จนบัดนี้นะครับ เพราะฉะนั้นขอเวลาอีกสักนิดเดียวนะครับท่านประธานจะสรุปแล้ว ประเทศพม่ามีชายแดนติดกับเรา ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ในอดีตเราไม่ค่อยจะได้ไปฟื้นฟู ความสัมพันธ์ในเรื่องการค้า เศรษฐกิจเท่าที่ควร เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาเราก็ใช้นโยบาย ดังกล่าวในการบุกเข้าไปฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็ง จนกระทั่งบัดนี้กล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศพม่านั้นเป็นไปด้วย อย่างดียิ่ง จนเรากลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของประเทศพม่า สินค้าของเราสามารถเข้าไป ครอบครองตลาดมาร์เก็ต แชร์ (Market share) เป็นอันดับหนึ่งของประเทศพม่า และยังมี ความร่วมมือในระดับยูเอ็มเอฟซีซีไอ (UMFCCI) ของพม่าคือสหพันธ์หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมของประเทศพม่า ร่วมกับหอการค้าสภาอุตสาหกรรมของประเทศไทย และได้ตั้งสภาธุรกิจไทย-เมียนมาร์ขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย พร้อมกันนั้นก็เตรียมสร้างแลนด์ บริดจ์ (Land bridge) ระหว่างทวายกับจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างกัน ประเทศลาวก็เช่นกันครับ ตั้งแต่จําปาศักดิ์ สุวรรณเขต บริคําไชย คําม่วน ไปถึง เวียงจันทน์ ไปถึงหลวงนํ้าทา ไปถึงบ่อแก้ว ห้วยทราย หลวงนํ้าทา พงสาลี ตลอดแนว ๑๑ จังหวัด ภาคเหนือ ๕ จังหวัด ภาคอีสาน ๖ จังหวัด ๑,๘๐๐ กิโลเมตร เราไปทํา ความสัมพันธ์ไว้จนกระทั่งสามารถบอกได้ว่าประเทศลาวนั้นเขาต้องการที่จะเชื่อมกับ ประเทศไทย ค้ากับประเทศไทยมากที่สุด จนเราเป็ นคู่ค้าและผู้ลงทุนอันดับหนึ่ง ของประเทศลาวในช่วงเวลาเพียงปีเศษเท่านั้นเอง ประเทศมาเลเซีย ถ้าพูดแล้วขออีก ประเทศเดียวครับท่านประธาน เพราะว่าตรงนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ ทราบถึงว่ารัฐบาลได้ทําอะไรไปบ้าง
ครับ ตอนนี้กําลังพูดถึงงบประมาณนะครับท่านรัฐมนตรี
ก็ถูกแล้วครับ คือจะได้ทราบว่างบประมาณที่ได้เพิ่มมา ๑๖ เปอร์เซ็นต์ที่จะขออนุมัติท่านสมาชิกสภานี่ เราจะไปต่อยอดต่อแต้มสร้างแต้มต่ออย่างไร แต่ละเม็ดเงินเพื่อจะได้เกิดความเข้าใจตรงกัน เพราะว่าถ้าท่านสมาชิกสภาไม่สนับสนุนงบประมาณ แล้วก็ต้องขอบคุณหลายท่านบอก อยากให้กระทรวงพาณิชย์มีมากขึ้น เราก็อยากได้มากขึ้น แต่ว่าได้เพิ่มมา ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นแล้วและภายใต้ข้อจํากัดของภาวะทางเศรษฐกิจอย่างนี้เราก็มุ่ง ทํางาน เรื่องเงินนี่เป็นรอง เอาเหงื่อ เอางาน เอาสมอง นี่เป็นตัวนํา เพราะฉะนั้นประเทศ มาเลเซียนี่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเราในอาเซียนและมีอัตราการเติบโตที่ดีมาก แม้ว่ายังมี ปัญหาอุปสรรคบางเรื่องที่จะต้องไป วันที่ ๙ นี่ครับผมก็จะนําคณะเข้าไปเยือน ๕ รัฐ ภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นกลันตัน เปดัก เปอร์ลิส กันตัง ปีนัง เป็นต้น การขับเคลื่อนอย่างนี้เป็นเรื่องที่เรียนว่ารัฐบาลได้กําหนดวิสัยทัศน์ในการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการให้นํ้าหนักกับการค้าชายแดนในวงแหวนรอบอาเซียนของเรา แล้วก็ในส่วน ประเทศคู่ค้าของเราที่มีมา ก็เรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลว่าทําไมรัฐบาลจึงเพิ่มงบประมาณ ให้กระทรวงพาณิชย์ถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ และเราก็บูรณาการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเรื่องการวิจัย พัฒนา และต่อยอดโดยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนระบบจาก แมส โปรดักชัน (Mass production) เป็ นสมาร์ท โปรดักชัน (Smart production) สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรของเรา ข้าวก็จะเพิ่มเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ เป็นข้าวจีไอ (GI) ก็คือข้าวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการยอมรับ รับรองระหว่างประเทศ เราอยู่แบบเดิม อีกไม่ได้ครับ ผมเพิ่งกลับจากกวางโจว เซินเจิ้น ผมเรียนว่ากวางโจว เซินเจิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะว่าคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เข้าไปเป็นรองประธานคณะกรรมการบริหาร และพัฒนาผลไม้แห่งชาติ มีท่านธีระ วงศ์สมุทร ที่บูรณาการในฐานะท่านเป็นประธาน คณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ เพราะฉะนั้นก็เชื่อมโยงกันระหว่าง การผลิตไปสู่การตลาดในและต่างประเทศ คือท่านพาดพิงมาผมก็ต้องชี้แจงนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าขณะนี้เราเข้าไปเชื่อมโยงตั้งแต่สหกรณ์ เกษตรกร ไปสู่ตลาด กลไกการค้า ให้เกิดความเป็นธรรมอย่างเป็นธรรมที่สุดสําหรับเกษตรกร และไปสู่การค้า ระหว่างประเทศ และไปสู่การทําระบบของการเพิ่มมูลค่าที่เรียกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ทําแพคเกจจิ้ง (Packaging) ใหม่ ข้าวแทนที่เราค้าเป็นตัน ๆ อย่างในอดีตต่อไปแปรรูปด้วยผลการวิจัย แล้วก็มาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แล้วก็เพิ่มมูลค่า ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทําแบรนดิ้ง (Branding) ประเทศนิวซีแลนด์ นี่แอปเปิลเชื่อไหมครับ เขาสามารถใช้ยี่ห้อแจซ (Jazz) ขึ้นมา อย่าไปคิดว่าสินค้าอุตสาหกรรมจะมียี่ห้อได้อย่างเดียว ต่อไปแนวคิดรัฐบาลใหม่ชุดนี้ โดยแนวคิดท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นี่คือนโยบายใหม่ ของประเทศ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไปสินค้าเกษตรทุกตัวจะมียี่ห้อ มียี่ห้อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเทศนิวซีแลนด์มีแอปเปิลยี่ห้อแจซ ประเทศสหรัฐอเมริกามีแอปเปิลยี่ห้อวอชิงตัน เข้ามาขายในไทย เข้ามาขายในเอเชีย ต่อไปมังคุดไทยต้องมียี่ห้อ ข้าวไทยต้องมียี่ห้อ ผลไม้ทุกชนิดต้องมียี่ห้อ และกระทรวงพาณิชย์โดยสํานักงานพาณิชย์ซึ่งมีอยู่ ๖๖ แห่งทั่วโลกในกว่า ๕๔ ประเทศ จะทําหน้าที่ส่งเสริมการขาย ส่งเสริมการตลาด เคียงบ่าเคียงไหล่กับสมาคมการค้าและเทรดิ้ง คัมพานี (Trading company) ของเรา ทั้งหลาย นี่คือแนวใหม่ทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยกราบเรียนท่านสมาชิกว่าเข้าใจ ในความห่วงใย แต่ว่าผมในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ทําหน้าที่ เป็นเซลส์แมนตระเวนไปตะลอน ๆ ไป แล้วก็พยายามที่จะช่วย จนกระทั่งเราสามารถ ขยายการส่งออกได้สูงถึงกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่ายังอยู่ในภาวะที่ทั่วโลกยังมีปัญหาอยู่นะครับ ประเทศกรีซมีปัญหา เงินยูโรมีปัญหามีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเรา ในการส่งออก แต่เราก็สามารถทําได้ และในไตรมาสนี้เชื่อไหมครับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่อัตราจีดีพีเติบโตถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการค้าการขายเพื่อชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง หรือว่าผู้ใช้แรงงานตามโรงงาน จะมั่งมีศรีสุขก็ด้วยการค้าการขาย ในและต่างประเทศแต่บรรยากาศต้องสงบเรียบร้อยครับ บรรยากาศต้องสงบเรียบร้อย เขาเตือนว่ามีเคอร์ฟิวนะครับ ก็จะขอจบเพียงเท่านี้ก่อน ขอบคุณท่านสมาชิกครับ
คุณสถาพรอภิปรายไปแล้วนะครับ
ท่านครับ ต่อเนื่อง ๓๐ วินาทีเองครับ
ก็ต้องขออย่างนี้ครับ ขอให้รวบรัดแล้วก็ต้องหักเวลาของฝ่ายค้านนะครับ เชิญคุณสถาพร ก่อนครับ
เมื่อกี้ผมยังเหลืออีก ๓๐ วินาที ท่านประธานครับ การตั้งคําถามเรื่องงบประมาณของกระผมนั้น ผมได้นําเรียน ทางฝ่ายรัฐบาลว่าการจะเปิดเสรีเรื่องข้าว เรื่องสินค้าเกษตร ในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้จุดไหนในการรองรับศักยภาพการแข่งขันในการเปิดเสรี ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาแค่นั้นเองครับ ผมไม่ได้ไปถามว่าท่านรัฐมนตรีเดินทาง ไปเมืองกวางโจว ไปประเทศนิวซีแลนด์ ไปไหนเลย ผมต้องการถามทางรัฐบาลว่าท่านได้ ตั้งงบประมาณไว้จุดไหนที่พี่น้องเกษตรกรของผมจะต้องเจอศักยภาพการแข่งขัน ในการทุ่มตลาดของประเทศเวียดนาม ของประเทศลาว ของประเทศพม่า เรื่องการเปิดเสรีข้าว ในอนาคตแค่นั้นเองครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ
ความจริงท่านรัฐมนตรีมีสิทธิตอบโดยไม่จํากัดเวลา คุณเจริญ จรรย์โกมล ครับ
ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอความกรุณาท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี อย่างนี้ได้ไหมครับ เนื่องจาก ๔ ทุ่มเราก็จะต้องปิด ขอความกรุณาให้พวกเรา ได้พูดก่อนแล้วท่านค่อยตอบทีหลังได้ไหมครับ โดยเฉพาะเรื่องข้าวเดี๋ยวมีหลายท่านจะมา พูดเรื่องข้าว หลายท่านจะพูดถึงเรื่องการบริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทานล้มเหลวอย่างไร อดทนสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ เพราะว่าเหลือ อีกหลายท่าน แล้ววันพรุ่งนี้เราก็จะปิ ดแล้วก็อดทนหน่อย แล้วก็ขอความกรุณา ท่านประธานแล้วก็ฝากรัฐบาลไปด้วย เขาถามประเด็นไหนก็เอาเฉพาะประเด็นนั้น ไม่ต้องไปสาธยายถึงอะไรมากมาย ซึ่งฟังแล้วมันคนละเรื่องแต่ไม่อยากขัดท่าน ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ผมขอให้ฝ่ายค้านเอาก่อน
ก็คงจะต้องขอความร่วมมือซึ่งกันและกันนะครับ ก็ยังเหลือเวลาอีกประมาณสักชั่วโมงครึ่ง เท่านั้นเอง ก็เหลือผู้อภิปรายไม่มากครับ
ตอนนี้ ๓ ทุ่ม ท่านประธานก็ได้อีก ประมาณสัก ๔-๕ ท่าน แล้วพรุ่งนี้เช้าเราก็จะเริ่มแต่เช้า ท่านรัฐมนตรีก็อดทนนิดหนึ่ง อดทนเหมือนกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ ท่านไม่ค่อย ได้พูด อดทนอย่างนั้นได้ไหมครับ
ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ท่านรัฐมนตรีมีสิทธิตอบได้ตลอดเวลาเป็นข้อปฏิบัติที่เราปฏิบัติกันมา โดยตลอด แต่อย่างไรก็ตามอาจจะขอความกรุณาจากท่านรัฐมนตรีให้ฟังคําถามให้จบ แล้วก็ค่อยตอบพรุ่งนี้ให้เลือกเวลาเอานะครับ อย่างนี้จะดีกว่าเป็ นความร่วมมือ ซึ่งกันและกัน
ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ต่อไปคุณเจือ ราชสีห์ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ถือว่า เป็นวันสําคัญของรัฐบาลที่ได้นํางบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทมาเพื่อขออนุมัติ ต่อสภา ผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานว่ารัฐบาลมีความจําเป็นจะต้อง นําเงินงบประมาณเพื่อไปพัฒนาประเทศอย่างรีบด่วน นโยบายสําคัญของรัฐบาลที่ได้บอก กับทางสภาไว้หลายประการที่จําเป็นจะต้องใช้เงินงบประมาณ ไม่ว่าเรื่องการศึกษาฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ การประกันรายได้ของเกษตรกร เงิน อสม. ก็ดี เงินผู้สูงอายุก็ดี การพัฒนาหลายอย่างจําเป็นจะต้องนําเงินงบประมาณไปอย่างรีบด่วน ผมคิดว่าผมเอง มีความเห็นด้วยกับงบประมาณครั้งนี้เป็ นอย่างยิ่ง แต่ว่าผมก็อยากจะขอลงไปดู ในรายละเอียดของกระทรวงบางกระทรวงเพื่อจะฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงรัฐบาล หรือรัฐมนตรี อย่างกระทรวงคมนาคมผมเองเป็ นกรรมาธิการการคมนาคม ของสภาผู้แทนราษฎร เราได้รับทราบปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั่วประเทศครับ ขณะนี้กระทรวงคมนาคมโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่ได้ ทําการเช่าให้ถูกต้องตามระเบียบที่ควรจะเป็น แล้วจะได้นํารายได้อันนั้นมาเพื่อพัฒนา ประเทศได้ ขณะนี้พี่น้องทั่วประเทศก็รอให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อที่จะได้เช่า ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยในเขตเทศบาลนครสงขลาก็ดี ในเขตเทศบาลตําบลเขาลูกช้าง ที่จังหวัดสงขลา มีหลายชุมชนเหมือนกันที่รออยู่ตรงนี้ แต่ว่าผมเองตอนที่เป็นกรรมาธิการ การคมนาคมก็ได้พบกับผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านผู้ช่วยก็รับที่จะไป รีบเร่งประสานงานตรงนี้ ก็ถือโอกาสขอบคุณทางกระทรวงคมนาคมฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมเพื่อจะได้ดูปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องในเขตที่ดินของการรถไฟ แห่งประเทศไทย ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นกระทรวงหนึ่งที่มีความสําคัญมาก กระทรวงสาธารณสุขก็ได้รับเงินงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อมาพัฒนาให้กับพี่น้อง ทั่วประเทศ ในเขตเทศบาลนครสงขลาก็มีปัญหามีอุปสรรคอยู่ เพราะว่าเมื่อก่อนนี้ ในเขตเทศบาลนครสงขลาเรามีโรงพยาบาลประจําจังหวัดสงขลา แต่ว่าหลังจากนั้น เมื่อย้ายโรงพยาบาลประจําจังหวัดสงขลาไปอยู่ข้างนอกห่างจากเทศบาลนครสงขลา เกือบ ๒๐ กิโลเมตร ทําให้พี่น้องในเขตเทศบาลนครสงขลาหรือว่าอยู่ในเขตอําเภอเมือง มีเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ คนก็ขาดโรงพยาบาล โรงพยาบาลเดิม โรงพยาบาลเก่า นั้นก็มีอาคาร เรียบร้อย กลายเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนทั่วไป พี่น้องก็มีความเดือดร้อน แล้วก็ได้บอกกับผม ผมเองก็ได้ประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับความกรุณาจากกระทรวงสาธารณสุข ด้วยดี เพื่อที่จะยกฐานะเป็นโรงพยาบาลอําเภอเมืองของจังหวัดสงขลา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ท่านเองก็ยินดีที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ในเขตเทศบาลนครสงขลาเพื่อจะได้ช่วยรับบริการทางด้านสุขภาพอนามัย ก็ถือโอกาสตรงนี้ ขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ไว้ ณ โอกาสนี้
สุดท้ายนี้ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่มีความสําคัญเรื่องที่พวกเราได้พูดกันในสภา แล้วก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น พี่น้องจากจังหวัดสงขลาได้บอก กับทางผมมาเพื่อจะเป็นกําลังใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะว่า ท่านเองท่านมีความอดทน อดกลั้น เป็นอย่างมากต่อสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีความกดดันมาจากไหนก็ตาม จากสื่อที่ไม่หวังดีจากต่างประเทศ จากหลายฝ่าย ที่กดดันให้นายกรัฐมนตรีได้ทําอย่างโน้นบ้างทําอย่างนี้บ้าง แต่ว่าด้วยที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมีวุฒิภาวะ ท่านมีความเป็นนักประชาธิปไตย ท่านมีความมั่นใจ ไม่ได้ทําอะไร โดยการใช้อารมณ์ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งสําคัญที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านเองเป็นหลัก ท่านมีวุฒิภาวะอย่างยิ่งในการที่จะนําพาประเทศ นําเงินงบประมาณตรงนี้ไปใช้ เรื่องการปรองดองผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านพูดมาก่อน แล้วท่านเองจะได้ทําเรื่องการปรองดองเพื่อให้พี่น้องในประเทศของเราได้มี ความรัก มีความสามัคคี แล้วก็สามารถที่จะให้ประเทศไทยของเราได้น่าอยู่ต่อไป พี่น้อง จากจังหวัดสงขลาก็ขอฝากให้กําลังใจกับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลชุดนี้ ผมถือโอกาสตรงนี้ครับขอขอบพระคุณ แล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องเงินงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ แล้วก็ขอรับหลักการของงบประมาณปี นี้ครับ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญคุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภา ผม ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย จากการที่เราพิจารณางบประมาณนะครับ ผมได้ติดตาม การปฏิบัติงานของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายข้าวในเรื่องการประกันรายได้ก็บอกตรง ๆ มีช่องโหว่เป็นจํานวนมาก ซึ่งผมจะต้องใช้เวทีแห่งนี้เพื่อสะท้อนกลับไปว่าจะต้องติดตาม ตรวจสอบการรั่วไหลต่าง ๆ และประเด็นเรื่องของกลไกตลาดบอกท่านประธานเลยนะครับว่า ที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่เราได้มีโครงการจํานํา แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นประกัน รายได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือว่าราคาข้าวร่วงลงตลอด ทําให้เกษตรกรมีการก่อม็อบกันทั่วไป ภาคกลางนี่มีเยอะมาก ภาคอีสาน ภาคเหนือ เกิดปัญหา นโยบายถ้าดีหมายถึงว่าถ้าดี รองรับในความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ ไม่มีม็อบหรอกครับ ไม่มีใครอยากจะ มาปิดถนนมาสร้างความรําคาญ สิ่งที่เขาทําคือทําเพื่อความอยู่รอด เพราะว่าลงทุนไปแล้ว มันขาดทุน เกิดปัญหามากมายนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาต้นทุนในการผลิต นํ้ามัน เป็นตัวชี้วัดที่จะต้องกําหนดราคาต้นทุนการทําไร่ทํานา ปุ๋ ยก็มาจากปิโตรเคมี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่อาจที่จะไปกํากับได้ว่านํ้ามันควรจะอยู่เท่าไร เพราะเราต้องนําเข้า ประเทศ ที่ผลิตนํ้ามันเอง โอเปก (OPEC) เขายังมีการจับมือร่วมมือกันเพื่อกําหนดทิศทาง ในการผลิตนํ้ามันของเขาเพื่อไม่ให้ล้นตลาดจะส่งผลให้นํ้ามันเขาถูก แต่ในขณะเดียวกัน เราผลิตข้าว เป็นประเทศที่ผลิตข้าวอันดับหนึ่ง แต่เราไม่มีการประสานงานเชื่อมโยงกับ ประเทศที่เขาผลิตข้าวเหมือนกัน อย่างประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม หรือติดกับบ้านเรา ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า อันนี้ชี้ให้เห็นเลยว่าที่ราคาดิ่งเหวทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะแย่งกันขาย ไปดัมพ์ (Dump) ราคาที่ต่างประเทศ ตัวเลขการบริโภคข้าวของโลก ไม่ได้ลดลงมีแต่เพิ่มขึ้น คนที่เคยกินขนมปังในยุโรปเดี๋ยวนี้เปลี่ยนนะครับ เนื่องจาก มีชาวเอเชียไปอยู่เยอะหันกลับมาบริโภคข้าว ดังนั้นอาชีพการทําไร่ทํานาของคนไทยเรา มันไม่ใช่เป็นการที่ทําในสินค้าที่ผลิตเกินความต้องการ ต่างประเทศก็ยังมีความต้องการ แต่สิ่งที่เรากําลังทําอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโครงการจํานําข้าวแล้วเอาข้าว มาเป็นประกันรายได้ ก็อยากจะบอกเลยนะครับว่าโครงการรับจํานําซึ่งทํากันมาต่อเนื่อง ในอดีตเราจะใช้จริง ๆ ๑ ปีเราผลิตข้าวได้อยู่ที่ประมาณ ๓๐-๓๒ ล้านตันต่อปี แต่ตัวเลข ในการที่รับเข้าไปจํานําเพื่อรองรับสินค้าล้นตลาดอยู่เพียงร้อยละ ๓๐ ของจํานวนผลผลิต ทั้งหมด ดังนั้นก็ไม่ได้เป็นเงินที่มากมายนะครับ แล้วการที่เรามีสต็อกข้าว การที่เราระบาย อย่างตรงไปตรงมา อย่างเช่นเราเปิดประมูลในตลาดล่วงหน้าก็จะมีราคาสูงกว่าท้องตลาด ทุกครั้งไป ทั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่ข้าวในสต็อกของเรานั้นเป็นข้าวเก่า เป็นข้าวที่พวกเราบริโภคกัน แต่ข้าวใหม่เราเอาไว้ส่งออก ดังนั้นข้าวในสต็อกของรัฐบาลคือเป็นสิ่งที่มีค่า อย่าเอาไปขายถูก ๆ อย่าเอาไปเปิดประมูล แล้วก็ไปฮั้วกัน เกิดปัญหามากมายก่ายกอง ผมพยายามรักษาผลประโยชน์ ของชาติบ้านเมืองนะครับ เมื่ออภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ เมื่อปีกลายนี้ ในช่วงเวลา ประมาณเดือนมิถุนายน ผมได้เคยท้วงติงไว้แล้วว่าการประมูลข้าวของรัฐบาลที่มี การยกเลิกหลังจากที่ผมได้ติดตามแถลงที่รัฐสภาผ่านสื่อ มีสื่อลงข่าวอยู่ทุกวัน ๆ ส่งผลให้ มีการยกเลิกการประมูลไป แต่แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ มีข้าวในโกดังเบญจรุ่งเรือง (หลังที่ ๒) ตําบลท่าพี่เลี้ยง อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งโกดังเลยเป็นข้าวหอมปทุมธานี มูลค่าท้องตลาดในขณะนั้น ๑ กระสอบ ๒,๕๐๐ บาท แต่เราประมูลขายไปที่ ๑ กระสอบ ๑,๖๐๐ บาท ซึ่งมีส่วนต่างมากมาย แล้วมีการยกเลิกการประมูลไป แล้วก็ผู้ประมูล เอาเหตุผลใดกับรัฐมนตรีในขณะนั้น ปล่อยให้มีการขนสินค้าด้วยเงินของหลวงออกไป ทั้งโกดัง อันนี้ละครับคือความเสียหาย การที่จะใช้เงินงบประมาณเข้าไปในโครงการข้าว หันไปติดตามดูสิครับที่โกดังเบญจรุ่งเรือง (หลังที่ ๒) เมื่อครั้งที่ขนออกไป ท่านที่ดูแล ในส่วนโกดังของรัฐ ท่านเคยไหมครับจะไปติดตามเอาส่วนต่างของราคามาคืนให้หลวง หรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นแล้วว่ามีการรั่วไหลเหลือเกิน จากการที่เปลี่ยนนโยบาย ผมจะบอกเลยนะครับว่าราคาในครั้งที่รัฐบาลสมัครมาเป็นรัฐบาล ข้าว ๑ เกวียน อยู่ที่ ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรีสมชาย ๑ เกวียนอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ บาท แต่แล้วในขณะนี้ท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ๑ เกวียนราคาปัจจุบันที่ราคากลาง อ้างอิง ๗,๖๑๒ บาท นี่คือราคากลางที่เราจะต้องโอนเงินส่วนต่างตรงนี้ให้กับเกษตรกร จะเห็นได้ว่าราคามันต่างกันเกวียนหนึ่ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ประเทศไทยผลิตข้าวได้ ๑ ปี ๓๒ ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย ๑ ตัน ๕,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประกันรายได้เกษตรกร แต่ประกันรายได้ให้ประเทศบ้างหรือเปล่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องคํานึงถึงว่ามูลค่าสินค้าที่เราเคยได้ในอดีต ทั้ง ๆ ที่ปีนี้ประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม ประสบภัยพิบัติ ประเทศฟิลิปปินส์ประสบภัยพิบัติ มีความต้องการข้าวอย่างมาก แต่แล้วราคาเป็นอย่างนี้หรือครับ เป็นสิ่งที่เราชี้ให้เห็นเลยนะครับว่าการที่ไปตั้งราคา ประกันรายได้ไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่มีผู้ซื้อที่ไหนหรอกครับเขาจะมาซื้อของแพงเข้าประเทศเขา เขาก็ต้องกดให้ตํ่า เมื่อกดให้ตํ่าลงความเสียหายในด้านมูลค่าของสินค้าก็เกิดเสียหาย ภายในประเทศของเรา อันนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเรายังคงโครงการรับจํานํา มันคงไม่ดิ่งเหวอย่างนี้ เพราะว่าเรามีการรองรับในเรื่องสินค้าล้นตลาด เพราะการประกัน รายได้นี่สินค้ามันออกมาพรวดเดียวเต็มท้องตลาดไปหมด หนีไปไม่พ้นนะครับ เมื่อซัพพลาย (Supply) มาก ดีมานด์ (Demand) น้อยก็จะต้องถูก ก็ส่งผลให้ราคามันร่วง ทุกวัน ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่าถ้าเราไม่ท้วงติง การดําเนินการดังกล่าวก็จะทําให้เกิด ความเสียหายต่อประเทศชาติ ส่วนเรื่องของโครงการประกันรายได้ที่ผมได้สํารวจในพื้นที่ ที่มีการทําไร่ทํานา เวลานี้มันมีนายทุนที่ไม่เคยทําไร่ทํานา เคยเอานาไปให้เขาเช่าทํา เดี๋ยวนี้ไม่นะครับ เอาโฉนดของตัวเองไปขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรแล้วก็มีเงินโอนเข้าบัญชีมา เท่ากับเงินที่จะไปช่วยเหลือเกษตรกรทําไร่ทํานานี่เวลานี้เจ้าของโฉนดมีสิทธิด้วยหรือ แล้วการตรวจสอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ระดับตําบล มีใครบ้างครับ จะมานั่งจับผิดกัน เขาถือว่าธุระไม่ใช่ เขาก็ดําเนินการกันไป เรามีแขนขาของรัฐหรือเปล่าไปตรวจสอบเหล่านี้ว่าที่ไม่ได้ทํานาแต่มีโฉนด แล้วก็เอาโฉนด มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วรอรับการโอนเงิน แล้วยังมีอีกหลายกรณีนะครับ บางทีเพิ่งจะ หว่านข้าวมีเงินโอนเข้ามา ท่านไปตรวจดู อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เพิ่งจะหว่านข้าว ยังไม่มีข้าวแต่มีเงินโอนประกันรายได้มา ๑ เกวียน ๒,๐๐๐ กว่าบาท คนหนึ่งลิมิท (Limit) อยู่ที่ ๒๕ เกวียน ท่านไปคิดสิครับ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท เงินเหล่านี้ถ้าไปถึงเกษตรกร โดยตรงไปตรงมา ผมก็เห็นด้วยที่รัฐบาลจะช่วยเหลือเกษตรกร แต่ถ้าเงินเหล่านี้เป็นลาภ อันมิควรได้ รัฐบาลก็ต้องไปหาวิธีการเข้าไปตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการรั่วไหล ยิ่งรั่วไหล มากเท่าไรบ้านเมืองก็ไปได้ลําบาก เพราะว่าการที่ท่านโอนไปลักษณะอย่างนี้ผมเป็นห่วง เรื่องความยั่งยืนมันจะไม่ยั่งยืน มันอาจจะชั่วขณะหนึ่ง พอต่อไปในวันข้างหน้า ความเข้มแข็งของเกษตรกรที่จะรอคอยในเรื่องดังกล่าวมันจะมีให้โอนตลอดหรือเปล่า สู้เราเอากลไกตลาดนํากันไป สมัยก่อนเรารับจํานําอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ บาท แต่ท้องตลาด เป็นอย่างไรครับ ไป ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท เคยทํามาแล้วนะครับ รัฐบาลไม่ต้อง ไปรองรับ ใช้กลไกตลาดพยุงกันไป เนื่องจากว่าเราสร้างบรรยากาศไม่ให้ราคามันลง แต่นี่เป็นอย่างไรครับ ผมสังเกตดูตั้งแต่ปีกลายมาแล้วพอราคาขยับจะขึ้นเมื่อประมาณ เดือนธันวาคมเห็นจะได้ข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ที่กระสอบหนึ่งประมาณ ๑,๙๕๐ บาท ผมเคยได้เสนอแนะโดยการแถลงข่าวที่รัฐสภาบอกว่าควรจะระบายได้แล้ว ในตลาดล่วงหน้า ตอนนั้นตลาดล่วงหน้าปาเข้าไปกระสอบหนึ่ง ๒,๐๐๐ บาท ก็ไม่เอาปล่อยปละละเลย จนเดี๋ยวนี้มาเหลือกระสอบละ ๑,๒๐๐ บาท ๑,๓๐๐ บาท เกิดความเสียหายนะครับ เพราะว่าในเรื่องสินค้าเกษตรเป็นสิ่งที่เราจะต้องเกาะติด สถานการณ์ อย่าให้เพลี่ยงพลํ้า การค้าเหล่านี้จะต้องเป็นคนที่รู้วิชาชีพ ต้องรู้กลไกตลาด ท่านต้องเข้าใจว่าความต้องการตลาดตรงไหนที่เขามีความต้องการ ต้องแสวงหา อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เราจะต้องไปหาตลาดแล้วต้องจับมือทําความร่วมมือกับประเทศ ที่ผลิตข้าวเพื่อมีการเชื่อมโยงในเรื่องข้าว เพื่อไม่ให้มาดัมพ์ราคาให้มันถูกลง ๆ แต่สินค้า นํ้ามัน ปุ๋ ย เอาแต่แพงขึ้น อย่างนี้เราเสียหาย เราผลิตข้าวไปพบแต่การขาดทุน ขณะเดียวกันวันนี้ผมได้รับรายงานจากเกษตรกรเขาบอกว่าในราคาที่อ้างอิง ๗,๖๑๒ บาท ราคากลาง แต่ชาวนาไปขายโรงสี โรงสีไม่รับซื้อบอกว่าเขาซื้อราคากลางนี้ไม่ได้ เนื่องจากว่าตลาดในต่างประเทศเขาราคาถูกกว่านี้ ทําอย่างไรครับชาวนานี่มีข้าว ตั้ง ๒๐ เกวียนอย่างนี้จะไปเอาลานที่ไหนตาก เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี พอเก็บสัก ๕ วัน เป็นอย่างไรครับ ข้าวมันร้อนเสียหายเป็นข้าวฟันหนูที่บริโภคไม่ได้ เกิดความเสียหายนะครับ แล้วก็ถ้าข้าวขายไม่ได้ตรงนั้นท่านจะโอนส่วนต่าง ๒,๓๘๘ บาทชดเชยกับที่เป็นฟันหนูไป ชาวนาเขาจะเดือดร้อนแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าความรั่วไหล ช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น ผมมุ่งหวังว่ารัฐบาลทําเถอะครับ สิ่งไหนที่ท่านทําแล้วเกษตรกร ลืมตาอ้าปากได้ผมอนุโมทนา แต่อย่าให้เกิดปัญหาอย่างนี้ ท่านจะไปบังคับ ให้เขาซื้ออย่างไร เขาซื้อแล้วเขาขายไม่ได้ โรงสีกับชาวนามันไม่ใช่ผู้ขัดแย้ง เมื่อชาวนาดี โรงสีเขาก็มีผลผลิตป้ อนโรงงานเขา อันนี้เป็นเรื่องที่เขาผลประโยชน์ร่วมกัน เวลานี้ ที่ท่านตัดช่องทางไปเปลี่ยนเป็ นประกันรายได้ ผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่อง ความพยายามจะตัดเรื่องโรงสีอาจจะได้ประโยชน์ในเรื่องการแปรสภาพ แต่หนีไม่พ้น ระบบมันเป็นอย่างนี้ เพราะชาวนาไม่มีลานตากข้าว รัฐเองจะไปเอาข้าวเปลือกมาไว้ ในโกดังท่านก็ไม่มีโรงสี มันจะต้องใช้ระบบที่มันมีอยู่ในสังคมให้เกิดประโยชน์ มันจะได้ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ อย่าไปกีดกันกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใด มันเป็นเรื่อง วิชาชีพที่เขาจะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน วันนี้ผมก็ขอฝากรัฐบาลในส่วนที่งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องโครงการนโยบายข้าวเพื่อไป สอดส่องไม่ให้เกิดความเสียหาย การที่มีการนําโฉนดมาขึ้นทะเบียนแล้วก็ไม่ได้ทําไร่ทํานา อันนี้ก็เป็นช่องโหว่ การที่เอาโฉนดไปขึ้นทะเบียนปลูกข้าว แล้วขึ้นทะเบียนปลูกข้าวโพด ปลูกมันสําปะหลัง แล้วได้เงินประกันทุกรายการอันนี้ก็ต้องตรวจสอบ ถ้าเกิดมีจริง ความเสียหายเกิดขึ้น ความไม่ยั่งยืนในโครงการต้องเกิดขึ้นแน่นะครับ ผมฝากเพื่อจะให้ โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลมีอํานาจในการตัดสินใจที่จะมาใช้ในโครงการประกันรายได้ ให้มันยั่งยืน อยากจะให้ท่านลงไปตรวจสอบเพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่ เพื่อให้คนที่ไม่ได้ ประกอบอาชีพกลับได้เงินประกันรายได้ ผมเสียดายเงินภาษีประชาชน เพื่อรักษาไว้ เพื่อความยั่งยืนของประเทศเรา ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไปเชิญคุณนริศ ขํานุรักษ์ ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความสําเร็จ ของรัฐบาลหนึ่ง ๆ ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนต้องประกอบด้วย
๑. รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ดี
๒. มีข้าราชการที่ปฏิบัติตามนโยบายที่จริงจัง เอาใจใส่ ทุ่มเท เสียสละ
๓. มีการจัดงบประมาณที่เป็นระบบสอดคล้องกับสถานการณ์ สามารถ สนองตอบต่อปัญหาและพัฒนาประเทศได้
โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ นอกเหนือจากสอดรับกับนโยบายที่ดีแล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลหวังว่าจะแก้ปัญหายุทธศาสตร์ของประเทศ ๘ ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะ ยุทธศาสตร์ที่ผมจะขออภิปรายคือยุทธศาสตร์ที่ ๕ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก ซึ่งรัฐบาล ได้ตั้งงบประมาณไว้ทั้งหมด ๓๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพียง ๑ ยุทธศาสตร์เท่านั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยมีปัญหาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมหลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาป่าถูกบุกรุกและป่าบุกรุกที่ชาวบ้าน
๒. ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากร ทางบก ทางทะเล
๓. ตลิ่งถูกกัดเซาะพังทลาย
๔. โครงการพระราชดําริถูกละเลยเพิกเฉย
๕. หมอกควัน
๖. มลพิษกรณีมาบตาพุด
ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลขออนุมัติงบประมาณจากสภาแห่งนี้และจาก เพื่อนสมาชิกทั้งหมด ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สภาได้พิจารณาอนุมัติ ซึ่งเพิ่มเติมขึ้นมาจากงบประมาณปีที่แล้ว ๑๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ จากปัญหาดังกล่าวผมขออนุญาตอภิปราย เพียงบางปัญหาเช่นปัญหาแนวเขต ปัญหาแนวเขตที่ป่าไม้รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งงบประมาณ ไว้ทั้งหมด ๔๖๖ ล้านบาท ผมอยากเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกได้สนับสนุนครับ เพราะว่ารัฐบาลได้ปรับแผนที่ระวางจากมาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ เป็น ๑ : ๔,๐๐๐ เป็ นมาตราส่วนเดียวกันแล้ว แล้วก็รัฐบาลขออนุมัติที่จะทําแนวเขตทั้งหมด ๓,๗๕๐ กิโลเมตร ซึ่งไม่เคยมีงบประมาณใดที่ระบุไว้ชัดเจนเท่านี้มาก่อน ผมคิดว่า หากปัญหาป่ำไม้ถ้าแนวเขตยังไม่เรียบร้อย ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ดินป่ำไม้ได้เลย อันนี้เป็นหัวใจของปัญหาที่ดินป่าไม้ แล้วก็ฝากว่าเมื่อทําแนวเขตจบสิ้นแล้วปัญหาก็คือ การทํารั้วรอบขอบชิดให้มั่นคงแข็งแรงเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องทําตามมา แล้วผมคิดว่า ถ้างบประมาณ ๔๖๐ ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติมาในวันนี้ไม่เพียงพอ ผมคิดว่ายังมีงบ รายได้ของอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชซึ่งมีปีละหลายร้อยล้านบาทสามารถ เอามาทําได้ ดีกว่าเอาไปทําแนวกันไฟ ดีกว่าเอาไปทําอบรมสัมมนา เพราะว่างบประมาณ ส่วนนี้ไปทําอบรมสัมมนา บางทีเจ้าหน้าที่คนเดียวไปอบรมหลักสูตรเดียวกันถึง ๓ ครั้ง
เรื่องที่ ๒ เรื่องปะการังเทียม ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันอนุมัติ งบประมาณส่วนนี้เพราะเป็นการทําให้ทะเลอุดมสมบูรณ์เป็นไปตามแนวพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และในทางวิชาการว่าการทิ้งปะการังเทียม ลงสู่ทะเลจะทําให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น แต่กราบเรียนท่านประธานว่า แนวพระราชเสาวนีย์อาจจะแตกต่างจากแนวของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบ้าง ตรงที่พระราชเสาวนีย์ต้องการให้นํารถเก่า เครื่องบินเก่า รถไฟเก่า และเรือเก่า ๆ ไปทิ้ง ลงสู่ทะเลเพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีเหลี่ยมมีหลืบมากจะทําให้นํ้านิ่งสัตว์นํ้าหลบร้อนได้ วางไข่ได้ อนุบาลตัวอ่อนและเจริญวัยได้ ส่วนแท่งลูกบาศก์ของกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งนั้นมีประโยชน์น้อยกว่ารถเก่า เครื่องบินเก่า ตามแนวพระราชเสาวนีย์ ผมจึงอยากให้ทบทวนการทําปะการังเทียมนี้ด้วย แต่ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกได้อนุมัติ งบประมาณแค่ ๑,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับการฟื้นฟูทะเลในอ่าวไทย
การป้ องกันการกัดเซาะและฟื้นฟูชายฝั่ง ได้ตั้งงบประมาณไว้แค่ ๕๕ ล้านบาทเอง แต่ว่ามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ นี้ได้อนุมัติ หลักการให้ใช้งบประมาณ ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งทั้งอ่าวไทย และอันดามันรวม ๖๐๐ กิโลเมตร เพราะว่าแต่ละปีเราต้องสูญเสียผืนดินไปหลายหมื่นไร่ รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี การลงทุนแค่ ๑,๙๐๐ ล้านบาทสําหรับการปกป้ องพื้นที่ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ที่พังทลายต่อปีผมคิดว่าคุ้มค่า และฝากเรียนว่าเพียงแต่อ่าวไทยกับอันดามัน เท่านั้นนะครับ ตลิ่งในแม่นํ้าเจ้าพระยา ตลิ่งในแม่นํ้าโขง และตลิ่งในทะเลสาบสงขลา ก็พังทลายอย่างรุนแรงอยู่เช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ที่มีความชัดเจนก็คือค่าใช้จ่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้ องกันรักษาป่า ตามแนวพระราชดําริ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการป้ องกันป่าของโครงการตามแนวพระราชดําริ และผมอยากให้ทางรัฐบาลได้ไปดูแลโครงการตามแนวพระราชดําริอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการป่ารักษ์นํ้า บ้านเล็กในป่าใหญ่ ป่าเปียก ฝายแม้ว ฟาร์มตัวอย่าง ฟู้ ด แบงก์ (Food bank) ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ สวนรวบรวมพันธุกรรมไม้ดอกไม้ประดับ และโครงการหมู่บ้านจุฬาภรณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์
สุดท้ายที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า แม้ว่าในกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะตั้งงบประมาณไว้เพียง ๑๐ ล้านบาทก็คือปัญหา หมอกควันในภาคเหนือ แต่ว่าได้ไปตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ท้องถิ่น และตั้งจากรายได้ของอุทยาน เป็นปัญหาที่สําคัญแล้วก็ หนักหน่วงกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของพี่น้องชาวภาคเหนือ กรรมาธิการที่ผมอยู่ ได้เคยระดมคนเข้าไปดูแลปัญหานี้ในจังหวัดภาคเหนือ แต่เสียดายครับท่านประธาน วันที่กรรมาธิการไปส่วนราชการอื่นได้ให้ความร่วมมือหมดครับ ได้ทุ่มเททํางาน แต่ว่าในทางจังหวัดเชียงใหม่เองไม่มีใครเข้ามาเลยครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มา รองผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มา ปลัดจังหวัดไม่มา ให้ป้ องกันจังหวัดมาคนเดียว ในขณะที่ ปัญหาเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งภาค มันเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งสุขภาพและปัญหา เศรษฐกิจ แต่ได้รับการดูแลจากจังหวัดเชียงใหม่น้อยมาก ผมจึงขออนุญาตเพื่อนสมาชิกว่า ขอให้ช่วยกันสนับสนุนงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ของรัฐบาลเป็นงบประมาณที่เป็นระบบ ครบถ้วนและสามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ และสนองตอบต่อยุทธศาสตร์ที่เป็นปัญหา ของประเทศแต่ละด้าน และสอดรับกับนโยบายที่ดีของประเทศ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
ผมจะอ่านรายชื่อผู้ที่จะอภิปรายในคืนนี้นะครับ ก็จะมีคุณนฤมล ธารดํารงค์ คุณสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน คุณมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ และคุณสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ต่อไปเชิญคุณนฤมล ธารดํารงค์ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ธารดํารงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานนะคะที่ให้โอกาสดิฉันได้ขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ดิฉันได้นั่งเปิดดูงบประมาณคร่าว ๆ นะคะ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณนี้ไว้ประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นยอดที่ค่อนข้างจะสูงมาก แล้วหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไป ในภาพรวมค่อนข้างเยอะนะคะ ดิฉันก็มานั่งเปิดดูในแต่ละยุทธศาสตร์ก็ยังอดรู้สึกดี ไม่ได้นะคะ โดยภาพรวมดิฉันไม่เห็นด้วยกับการจัดงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของรัฐบาลในครั้งนี้ ที่ไม่เห็นด้วยนี่เพราะดิฉันดูว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลนี้ท่านจัดสรรงบประมาณได้ยังไม่ตรงจุด ยังไม่ตรงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเท่าไรนัก อย่างกรณีที่ดิฉันได้ยิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อสักครู่นี้ท่านก็ได้พูดถึงการนําสินค้าไปขาย ต่างประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่กวางโจว ที่ประเทศนิวซีแลนด์ หรืออีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็ นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเวียดนาม ก็ตามทีนะคะ ดิฉันมองว่าท่านยังไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าครองชีพ ท่านไม่ได้พูดถึงสินค้า อุปโภคและบริโภคที่ราคาแพงหูฉี่ ณ ขณะนี้นะคะ ท่านไม่ได้พูดเลยว่าท่านจะหา มาตรการหรือวิธีการใด ๆ ที่จะออกมารองรับราคาข้าวในท้องตลาดบ้านเรา ขอยํ้าว่า บ้านเรานะคะ ปัจจุบันนี้ถ้าท่านไปดูในท้องตลาดบ้านเรา ณ เวลานี้ อย่างไข่สด ไข่ไก่ เบอร์ ๐ นี่ ไม่ทราบว่าท่านไปเดินตลาดสดกันบ้างหรือเปล่า ปัจจุบันนี้เบอร์ ๐ ราคาอยู่ที่ ๓.๗๐ บาทนะคะ ดิฉันไม่เคยเห็นไข่ราคาสูงขนาดนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลท่านสมัครหรือรัฐบาลท่านสมชายแม้จะอยู่ในช่วงระยะเวลาตรงนั้นราคาไข่ ก็ยังอยู่อย่างแพงที่สุด ๒.๔๐ บาทนะคะ ดิฉันมองว่ารัฐบาลนี้โดยเฉพาะผู้นํารัฐบาลอาจจะ ไม่เคยเดินตลาดสดก็ว่าได้ อย่างมากที่สุดท่านก็คงจะเดินเต็มที่ก็แค่ห้างทั่ว ๆ ไปนะคะ แต่ปัจจุบันก็อย่าไปคาดหวังว่าท่านจะได้เดินในห้างทั่ว ๆ ไปเลยนะคะ ฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่า อยากให้ท่านลงไปดูราคาพืชผักในท้องตลาดสดบ้าง เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ดิฉันได้ยิน พ่อแม่พี่น้องได้ออกมาบ่นและออกมาเปรยให้ฟังว่าราคาพืชผักต่าง ๆ แพงมาก เอาง่าย ๆ เลยนะคะผักบุ้ง ผักบุ้งปัจจุบันนี้กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ซึ่งสมัยก่อนนี่ผักบุ้ง เป็นผักอะไรที่เราไม่มองราคามันเท่าไรเลย อย่างมากแพงสุดก็อยู่ที่ ๑๐ บาท แต่ปัจจุบันนี้ ขึ้นเป็น ๒ เท่านะคะ ตรงนี้ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าในเมื่อเราเป็นชาวบ้านตาดํา ๆ รับประทานอาหาร ซื้อผัก ซื้อผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในท้องตลาดนี่แพงมาก ๆ แต่ทําไมคะเกษตรกรของเรายังยากจนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทางภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ก็ตามทีทําไมยังยากจนอยู่ ตรงนี้ดิฉันมองว่าน่าจะเป็นเรื่องของ หลาย ๆ กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกระทรวงพาณิชย์ ท่านจะต้องเข้ามาดูแล
ดิฉันจึงได้มาดูในเรื่องของยุทธศาสตร์นะคะ ยุทธศาสตร์ที่ท่านบอกว่า แบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจ อ่านข้อความแล้วดูหรูมากนะคะ ยุทธศาสตร์ การจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ดิฉันดูตรงนี้แล้วคําว่า มีเสถียรภาพและยั่งยืนมันดูยิ่งใหญ่และยาวนานถ้าแปลกันตรงตัวแล้วนะคะ แต่ท่านให้ ความสําคัญกับงบประมาณตัวนี้ถ้าเทียบไปแล้ว ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองยุทธศาสตร์ตรงนี้ ซึ่ง ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์นี่ท่านก็พอจะทราบตั้งแต่ต้นว่า ประกอบไปด้วยกระทรวงใด ๆ บ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ละตัวนี่เป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปากท้องพี่น้องประชาชนตาดํา ๆ ทุก ๆ คน เสียส่วนใหญ่นะคะ แต่เมื่อมาดูตรงนี้ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ และยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ เมื่อรวมกันมันได้ถึง ๑๖.๘ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขตรงนี้มองดูแล้วน่าเศร้าใจนะคะ อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปในสภาแห่งนี้ว่า รัฐบาลนี้ท่านจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ท่านไม่ได้จัดสรรตรงกับสิ่งที่ท่านได้แถลงไว้ เมื่อเช้าเลยเพราะอะไรคะ ดิฉันรู้สึกว่าท่านไม่มีความจริงใจกับการแก้ไขปัญหา ปากท้องของพี่น้องประชาชนเลย ถ้าท่านมีความจริงใจจริงงบประมาณตัวนี้ ท่านจะต้องเทลงมามากกว่านี้ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งท่านให้เขาแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เทียบเป็นเงิน ๑๐๐ บาท ๑๐๐ บาทท่านให้เขา ๔๐ สตางค์ ท่านให้เขายังไม่ถึง ๑ บาทเลยนะคะ ถามว่าท่านจะ เอาเงินส่วนไหน ท่านจะเอาโครงการใด มาแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนกันแน่คะในเมื่อ งบประมาณท่านไม่เทลงไปให้เขาตรงนี้ ไม่ทราบว่าเพราะกระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวง ของพรรคร่วมเท่านั้นหรือเปล่า อยากฝากให้รัฐบาลลงไปดูตรงนี้สักนิดหนึ่ง ถ้ำท่าน ยังยืนยันว่ายุทธศาสตร์ของท่านต้องการให้ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นการสร้าง ทางด้านเสถียรภาพและความยั่งยืน ท่านน่าจะมีการปรับและเปลี่ยนยุทธวิธีในการจัดสรร งบประมาณให้ทั่วถึงมากกว่านี้นะคะ
แล้วเรามาดูเรื่องของความมั่นคง เป็นที่น่าเสียใจอย่างที่หลาย ๆ คน ก็ทราบเมื่อประมาณในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ เดิมทีดิฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ก็ได้แต่ฟังข่าวสารบ้านเมืองไปธรรมดาเหมือนพี่น้องประชาชนทั่ว ๆ ไป เพราะสื่อที่ท่านให้ ประชาชนทั่วไปได้เสพมันก็เป็นอย่างที่ใคร ๆ หลาย ๆ ท่านก็ทราบ มันก็เป็นด้านเดียว ดิฉันก็ฟังโดยไม่คิดอะไร แต่มา ณ วันนี้ดิฉันเข้าใจว่าทําไมรัฐบาลนี้ถึงได้ให้งบประมาณ กับด้านความมั่นคงมากมายขนาดนี้ เขาบอกว่าจํานวนคนตายแปรผันตามงบประมาณ ดิฉันก็ไม่ทราบว่าจริงหรือเปล่า คําพูดนี้ดิฉันก็ฟังเขามาอีกทีหนึ่ง แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เขาบอกว่าอันนี้เป็นชาวบ้านที่หลาย ๆ ฝ่ายก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ ดิฉันเป็นตัวแทน ของประชาชนก็ได้รับฟังชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์มาว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ทหารฟูมฟักอุ้มชูอยู่ เดิมทีดิฉันไม่เชื่อหรอกค่ะเพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย ดิฉันยังคิด ในแง่ดีอยู่กับท่านนะคะ แต่เมื่อมาเห็นงบประมาณตรงนี้ดิฉันเชื่อได้เลยว่ามันเป็นเช่นนั้น จริง ๆ มันเป็นต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ตรงนี้ก็ต้องขอฝากไว้นะคะท่าน ถ้าท่านจะ ปรองดอง ถ้าท่านจะขอพื้นที่คืน หรือแม้แต่ว่าท่านจะกระชับพื้นที่หรือกระชับวงล้อมก็ตามที สิ่งเหล่านี้อยากให้ท่านได้ลองคิดและพิจารณาดูว่าประชาชนของเราไม่ได้โง่ถึงแม้เขาจะ เสพสื่อฝั่งเดียวก็ตามทีนะคะ
สุดท้ายนี้ก่อนที่จะจบตรงนี้ซึ่งเวลามันน้อยมาก ดิฉันก็เตรียมเรื่องไว้ พอสมควรแต่เมื่อเวลามันเท่านี้ก็อยากจะฝากไว้สิ่งหนึ่งว่าดิฉันไม่มีโอกาสได้พูดในเรื่อง งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ดูว่ากระทรวงศึกษาธิการนี้คือหัวใจสําคัญ อย่างหนึ่งของประเทศเราในการพัฒนา แต่สมองจะไม่แล่นถ้าปากท้องเขาไม่อิ่ม อยากให้ ท่านคํานึงตรงนี้ไว้นะคะ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งท่านคงจะต้องไปบัญญัติศัพท์ ในราชบัณฑิตยสถานใหม่นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรองดองเพราะปัจจุบันนี้ ผลลัพธ์ของการที่รัฐบาลประกาศว่าปรองดองมันหมายถึงการกําจัดฝั่งตรงข้ามให้ราบสิ้น ไปในพริบตา ส่วนในเรื่องของการขอคืนพื้นที่ก็เช่นกัน การขอคืนพื้นที่ผลลัพธ์ของมัน มันกลายเป็นว่ามีคนตายทั้งหมด ๒๕ คน บาดเจ็บประมาณเกือบ ๙๐๐ คน และอีกคําหนึ่งนะคะ ที่รัฐบาลนํามาใช้ก็คือการกระชับวงล้อม ตัวนี้มีประชาชนตายไปประมาณ ๖๓ ท่าน และบาดเจ็บอยู่ประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ รายและยังอยู่ในไอซียู (ICU) ซึ่งนอนพะงาบ ๆ อยู่อีก ๑๗ ราย ตรงนี้ท่านจะต้องไปแก้ไขแล้วนะคะว่าคําเหล่านี้คําจํากัดความของมัน จริงคืออะไร ขอฝากท่านเอาไว้ ณ ที่ตรงนี้ด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ต่อไปเชิญคุณสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ ๘ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุชาติ ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ เป็ นปกติซึ่งแต่ละปี นั้นจะต้องมี ร่างงบประมาณ ปีนี้ก็เป็นสิ่งที่สําคัญที่บ้านเมืองเราจะต้องเดินต่อไปถึงแม้จะเกิดภาวะ ใด ๆ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรมาในขั้นแรกนี้คือขั้นรับหลักการ เพราะสิ่งนี้ที่พวกเรากําลังพิจารณาอยู่ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมก็อยากจะเสนอรัฐบาลให้พิจารณาอย่างลึกซึ้ง เช่น เกี่ยวกับ เรื่องประชาชนเราซึ่งมีความเหลื่อมลํ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่จํากัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเอกสารสิทธิ ทุกจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จังหวัดอุบลราชธานี อําเภอเขมราฐบ้าง อําเภอต่าง ๆ บ้าง อําเภอบุณฑริกบ้าง หรือทุกอําเภอ คือมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิของเรื่องการออกโฉนดที่ดิน กรมที่ดินนั้น ได้งบประมาณไปพอสมควร แต่บางครั้งบางคราวเราไปเน้นเรื่องอื่น แต่การเดินสํารวจ มีน้อย หรือทาง ส.ป.ก. ก็มีพื้นที่ ส.ป.ก. เยอะมากแต่ไม่สามารถออกใบ ส.ป.ก. ให้ทัน และอีกประการหนึ่ง กองทุน ส.ป.ก. นั้นมีการให้กู้ยืม ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ยืมง่ายมาก แต่ท้ายสุดก็มีนายทุนกับเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ไปโกงชาวบ้านรายละ ๒๐,๐๐๐ บาท ไปปรับ ที่นาแค่ ๓ ไร่ ๕ ไร่ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เสียค่าใช้จ่ายในการจ้างปรับที่นาจริง ๆ ก็คือไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท แค่ ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท แต่ชาวบ้านเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท นี่ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ ในคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎร
อีกส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ๆ คือเรื่องไฟฟ้ำ ชาวบ้านมีครัวเรือน ที่ก่อสร้างเพิ่มขึ้นแต่ไฟฟ้ำไม่ทั่วถึง นี่คือครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้ำใช้ อีกประการหนึ่งชาวบ้าน อยู่ตามท้องไร่ท้องนาหรือชาวสวนที่เกิดขึ้นก็ไม่มีไฟฟ้ำขอให้เร่งรัดทางการไฟฟ้ำ ส่วนภูมิภาคช่วยขยายเขตออกไปตามครัวเรือนและตามท้องไร่ท้องนา
ทางกรมการปกครองนั้นที่ว่าการอําเภอหลายแห่งขาดศักดิ์ศรี ของความเป็นอําเภอของกระทรวงมหาดไทย ขาดหอประชุมอําเภอที่อําเภอนํ้ายืน อําเภอนํ้าขุ่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งไม่มีหอประชุมอําเภอ
อีกทางหนึ่งด้านกรมทางหลวงก็ขอขอบคุณกรมทางหลวงที่ให้ไฟฟ้ำ แสงสว่างทําให้ประชาชนมีอุบัติเหตุลดลง แต่ก็มีบางแห่งที่มีเขตชุมชนซึ่งจะต้องมีการขยาย ๔ เลนในเขตชุมชน เช่น ในเขตเทศบาลบัวงาม อําเภอเดชอุดม เทศบาลอําเภอบุณฑริก แม้ชุมชนทุ่งศรีอุดมในตัวอําเภอก็ไม่มี ไม่มีการดูแลในส่วนนี้นะครับ
กรมทางหลวงชนบท ซึ่งผู้แทนในเขตหมู่บ้านชนบทต่าง ๆ นั้นงบประมาณ ส่วนมากก็กระจุกตัวอยู่อําเภอใดอําเภอหนึ่ง ในเขตอําเภอผมนั้นน้อยมากนะครับ หรืออําเภออื่น ๆ เช่น อําเภอเดชอุดม อําเภอบุณฑริก อําเภอนาจะหลวย อําเภอนํ้ายืน อําเภอนํ้าขุ่น อําเภอทุ่งศรีอุดม และอําเภอสําโรง งบของกรมทางหลวงชนบทลงไปน้อยมาก
อีกด้านหนึ่งเรื่องกระทรวงอุตสาหกรรม เราก็ทราบดีว่ารายได้หรือจีดีพี ของประเทศไทยนั้นเพิ่ม ลด ภาคอุตสาหกรรมทําให้รายได้จีดีพีนั้นเพิ่มขึ้นถึง ๔-๕ เท่าตัว แต่อาชีพอื่นนั้นเพิ่มแค่ ๑ เท่าตัว นั่นคือสิ่งที่เราทราบดีว่ารายได้เกิดจากการแปรรูป ทางด้านอุตสาหกรรมนั้นทําให้ความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจดีมากขึ้น แต่ที่ผ่านมานั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณหรือความสนใจจากภาครัฐน้อยมาก งบประมาณ น้อยมาก ทําให้การดูแลด้านอุตสาหกรรมเสื่อมถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปัญหาเกิดขึ้น ตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง ซึ่งทางรัฐบาลเองนั้นยังไม่มีมาตรการที่แก้ไขทําให้ โรงงานอุตสาหกรรมกระเตื้องขึ้น ก็เรียนว่ารัฐบาลนั้นควรให้ความสนใจด้านอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกภาคหนึ่งก็คือเราน่าจะดูแลเรื่องเกี่ยวกับ นํ้ามันอี ๒๐ (E20) ทุกวันนี้เป็นอี ๒๐ น่าจะเพิ่มเป็นอี ๘๕ (E85) หากเป็นอี ๘๕ นั้น เราสามารถที่จะเพิ่มพื้นที่การผลิตของมันสําปะหลัง เพิ่มเสถียรภาพของมันสําปะหลัง ทําให้ประชาชนเรามีราคามันสําปะหลังที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอี ๒๐ นั้นมีส่วนผสมของ เอธานอล (Ethanol) จากมันสําปะหลัง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หากเราเพิ่มขึ้นมาเป็นอี ๘๕ ก็จะให้มันสําปะหลังเพิ่มขึ้นอีก ๔ เท่าตัวครึ่ง เพราะฉะนั้นราคาพืชผลการเกษตร มันสําปะหลังก็จะเพิ่มมากขึ้น และพื้นที่ปลูกข้าวจะลดลงบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ทําให้ข้าว หมดตลาด ส่วนชาวนานั้นเราก็ปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อขาย ปลูกข้าวเหนียว ในภาคอีสานเอาไว้รับประทาน นี่ก็คือส่วนหนึ่งที่รัฐบาลหากเรามีนโยบายทําให้รถยนต์ ที่ใช้อี ๘๕ อยู่แต่มีผลกระทบบ้างเล็กน้อยต่อผู้ผลิตนํ้ามันคือ ปตท. หรือผู้ผลิตรถยนต์ จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างในการผลิต
ก็เรียนอีกอย่างหนึ่งว่าเหมืองต่าง ๆ เหมืองหินหรือเหมืองแร่ต่าง ๆ ซึ่งเป็น สิ่งที่จําเป็นต่อบ้านเมือง เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่ทําให้ประเทศไทยเราเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผู้ดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านทราบไหมครับท่านประธานครับ ๑ คน ดูแลเหมืองถึง ๕๐๐ เหมือง บางจังหวัด ๑ คนต่อ ๕๐๐ เหมือง หรือ ๑ คนต่อ ๑,๐๐๐ เหมืองหรือโรงงาน เพราะฉะนั้นไม่มีผู้ดูแล ไม่มีผู้สนใจ แล้วเหมืองแร่หรือโรงงาน ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ทําให้มูลค่าเพิ่มประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนะครับ ก็อยากให้ ท่านประธานดูแลเพิ่มขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ ขอเรียนถึงกรมปศุสัตว์ เดิมทีนั้นเมื่อรัฐบาลที่แล้ วเรามีโครงการเลี้ยงวัว ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากของรัฐบาลที่แล้ว แต่รัฐบาลนี้ ไม่ทําต่อ และ ธ.ก.ส. ก็ปล่อยละทิ้ง ผู้ร้ายเกิดขึ้นเป็นรัฐบาลปัจจุบันบวกกับ ธ.ก.ส. ซึ่งไปทวงหนี้ทําให้เขายากจนมากยิ่งขึ้น นี่คือบาปเคราะห์ที่ตกแก่ประชาชน
อีกอย่างหนึ่งนะครับ ตอนที่เรามีการประกันราคาพืชผลการเกษตร ชาวบ้านได้รับประโยชน์จริง แต่เจ้าหน้าที่เกษตรอําเภอ เจ้าหน้าที่อําเภอ ได้ทํางาน หามรุ่งหามคํ่าตั้งแต่แปดโมงเช้าถึง ๒๔ นาฬิกาแทบทั้งเดือน แต่ท้ายสุดถ้าขวัญกําลังใจ เบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ทุกอย่างที่เอาไปดูแลเราไม่ได้รับเลยนะครับ ท้ายสุดการถูกด่า หรือการต่อว่าก็เกิดขึ้น นักการเมืองบางคนหลงอํานาจก็ให้ย้ายเกษตรอําเภอบ้าง ปศุสัตว์อําเภอบ้าง โดยอธิบดีต่าง ๆ ไม่ดูถึงข้อเท็จจริง ขาดขวัญกําลังใจที่ผ่านมาอย่างยิ่ง
เรื่องสุดท้ายครับ ขอฝากเรื่องเกี่ยวกับเงินนิตยภัตของพระสงฆ์ ในเขตชนบท เนื่องจากวัดในชนบทนั้นบางครั้งบางคราวค่าไฟฟ้ำ ค่านํ้า ในวัดขาดแคลน เพราะฉะนั้นอยากให้ทางกรมการศาสนาดูแลเรื่องเงินนิตยภัต
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเงิน อปพร. น่าจะมีเกิดขึ้น ขอฝากท่านประธานผ่านถึง รัฐบาลด้วยครับ ขอขอบคุณครับ
คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมยุบสภา ไม่ยอมลาออก พี่น้องประชาชนคนรากหญ้าต้องสังเวยชีวิตไปตั้ง ๘๖ ศพ เพื่อเรียกร้อง อุดมการณ์ทางด้านประชาธิปไตยที่แท้จริง รัฐบาลได้รับชัยชนะนะครับ แต่ชัยชนะนั้น อยู่บนซากปรักหักพัง ประชาชนเขาบอกว่าเข้าขั้นทรราช ท่านประธานครับ ขณะนี้ย่ามใจ ตามล่าตามล้างพี่น้องแกนนําตามจังหวัดต่าง ๆ ทําไมท่านไม่หยุดเสียครับ ตอนนี้เหตุการณ์ มันก็สงบจบสิ้นไปแล้ว อย่างไรก็ขออภัยทาน ขอชีวิตแกนนําที่ยังอยู่ต่างจังหวัดที่ต้องหนี หัวซุกหัวซุน
คุณพิเชษฐ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ ขอเชิญผู้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้อง ประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายครับ ท่านรอครับ รอวันที่ ๓๑ กับวันที่ ๑ ครับ วันนี้เรากําลัง อภิปรายงบประมาณ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับว่านอกประเด็นครับ ตามข้อ ๖๑ ครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ก็ขอคุณพิเชษฐ์อภิปรายให้อยู่ในประเด็น ถ้าจะออกนอกประเด็นบ้าง นิดหน่อยก็พอรับได้นะครับ เพราะว่าแต่ละท่านก็พูดออกนอกประเด็นบ้างแต่ก็ไม่สมควร จะพูดออกนอกประเด็นมากเกินควรนะครับ
(นายวัชระ เพชรทอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณวัชระประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอประท้วงคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ที่ได้กล่าวคําเท็จในสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลนั้นเป็นทรราชและขอชีวิต แกนนําที่ยังอยู่ ซึ่งทั้ง ๒ คําพูดนั้น ผมมีความประสงค์ให้ท่านประธานขอให้ผู้พูดได้ถอน คําพูดดังกล่าวเพราะผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คุณพิเชษฐ์ได้ใช้คําพูดว่ารัฐบาลเป็นทรราช คําพูดนี้ขอให้ถอน เถอะนะครับ เชิญคุณพิเชษฐ์ครับ แล้วก็ขอให้อภิปรายอยู่ในกรอบของเรื่องงบประมาณ ด้วยนะครับ ขอเชิญถอนคําพูดก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมพูดว่าเข้าขั้นทรราช แต่จะเป็นทรราชหรือไม่นั้นต้องรอการพิสูจน์จากคณะกรรมการกลาง ที่จะตั้งขึ้นมาแล้วก็พิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้ได้สั่งฆ่าประชาชนหรือไม่ ผมไม่ได้ว่าท่านเป็นทรราช ผมว่าเข้าขั้นทรราช
ก็เป็นคําพูดที่ฟังแล้วเหมือนเสียดสีนะครับ ก็ขอให้ถอนคําพูดเถอะครับ เชิญครับ
ก็ขอถอนคําพูดนะครับ แต่ว่า นายอภิสิทธิ์คงไม่โชคดีตลอดไป ท่านประธานครับ ผมขอ
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ คุณวัชระประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีอีกประโยคหนึ่งครับท่านประธาน ซึ่งคําพูดประโยคดังกล่าวนั้นทําให้พี่น้องประชาชน ชาวไทยทั้งประเทศเข้าใจผิดในรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือคําพูดที่ว่าขอชีวิตแกนนํา ที่ยังเหลืออยู่ ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศนะครับว่า รัฐบาล
สรุปแล้วประท้วงตรงไหนนะครับ
ประท้วงตรงที่คุณพิเชษฐ์กล่าวว่า ขอชีวิตแกนนําที่ยังเหลืออยู่ ทําให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดครับ และผิดข้อบังคับ ตามข้อ ๖๑ ครับ คือการพูดอย่างนี้หมายความว่ารัฐบาลนั้นมุ่งประสงค์จะเอาชีวิตแกนนํา ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยครับและเป็นความเท็จอย่างสิ้นเชิง
ก็คงเป็นความรู้สึกนะครับ แล้วคําพูดนี้ไม่ต้องถอนนะครับ แต่คําที่เมื่อกี้ผมให้ถอน รัฐบาลเป็นทรราช คุณพิเชษฐ์ก็ถอนไปเรียบร้ อยแล้วนะครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เพื่อความปรองดองผมว่าก็พยายามอภิปรายให้อยู่ในประเด็นนะครับ เชิญคุณวัชระ นั่งลงเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอไว้อาลัย แด่ชีวิตที่สูญเสียไปทั้งหมด ขอให้ท่านไปสู่สุคติสวรรค์ชั้นสัมปรายภพ ท่านประธานครับ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่กู้มากที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่ มีประเทศไทยมา หนี้สาธารณะ ณ วันนี้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ งบเกินดุล งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเกินดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย แล้วงบกลาง ที่นายอภิสิทธิ์กอดไว้เอาไว้ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองอยู่ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เสร็จแล้วทหารก็ได้มากที่สุดตั้งแต่มีกระทรวงกลาโหมมา ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ชาวบ้านเขาเรียกงบประมาณนี้ว่างบประมาณเผด็จการปล้นชาติ ปล้นประชาชน ชาวบ้านเขาว่านะครับผมไม่ได้ว่า เขาฝากมา ปกติงบส่วนนี้ที่มากมาย มหาศาลมันจะมีอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือว่าถ้าเศรษฐกิจเฟื่องฟู เงินทองท่วมล้นประเทศ อันนี้ ตั้งงบประมาณเกินดุลได้
ประการที่สอง ประเทศชาติกําลังจะล่มสลายจําเป็นจะต้องฟื้นฟูขนานใหญ่ จําเป็นจะต้องใช้เงินขาดดุลมาก
แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงนะครับ กระทรวงกลาโหม งบกลางที่นายอภิสิทธิ์กอดไว้และกระทรวงมหาดไทย ๓ หน่วยงานนี้รวมกันแล้ว ๖๑๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็ นเปอร์เซ็นต์ ๓๒ เปอร์เซ็นต์สําหรับ ๓ หน่วยงานนี้ ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศ แต่ใช้งบประมาณมหาศาล กระทรวงที่สร้างรายได้และเป็นการลงทุนเพื่อนําเม็ดเงินเข้ามาสู่ประเทศนั้นมีอยู่ ๕ กระทรวง ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้งบประมาณอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กรมป่าไม้ได้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ให้เขาเยอะ ๆ สิครับ วันนี้กรมป่ำไม้ทํางานไม่ได้ พนักงานก็มีน้อย เขาจําเป็ นจะต้องกันแนวเขตป่ำ อย่างเร่งด่วน ทั้งประเทศนะครับต้องกันแนวเขตป่าออกจากพื้นที่ทํากิน ตราบใดที่เราตั้ง งบประมาณน้อยเขาก็ทําช้า ป่าก็ถูกบุกรุกไปเรื่อย ๆ อันนี้สําคัญมากท่านก็ไม่ให้เขา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ำ และพันธุ์พืชได้ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ๘,๐๐๐ ล้านบาทรักษาป่ำ ทั้งประเทศ วันนี้ดูแลไม่ไหว ถูกบุกรุกทุกวัน กรมทรัพยากรนํ้าได้ ๔,๙๐๐ ล้านบาท เอาไปทําอะไรได้ครับเงินแค่ ๔,๙๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ รัฐบาลให้ความสําคัญ กับนํ้าน้อยมากโดยเฉพาะนํ้ากิน นํ้าใช้ ของกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล ๑,๓๐๐ ล้านบาท วันนี้นํ้าบาดาลที่ไปเจาะในหมู่บ้านต่าง ๆ นั้นท่อตันบ้าง ชํารุดทรุดโทรมบ้าง ไม่มีงบ เข้ามาบํารุงรักษาดูแล ๑,๓๐๐ ล้านบาท มันน่าจะเป็น ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทมากกว่า
ท่านประธานครับ มาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ๗,๖๐๐ ล้านบาท มันไม่ทันต่อสถานการณ์หรอกครับ การจะฟื้นฟูประเทศเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ให้สมดุลกับงบประมาณที่ตั้งไว้อย่างขาดดุลมหาศาล ท่านประธานครับ ผมขอให้กําลังใจ ท่านรัฐมนตรีว่าจริง ๆ แล้วท่านจะต้องได้เป็นแสนล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ได้น้อยไป อย่างไรท่านก็ยอมอยู่แล้วเพราะท่านเป็นพรรคร่วม
กระทรวงพาณิชย์ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่เลยเหมือนลูกเมียน้อย ท่านรัฐมนตรี อุตส่าห์นั่งจนถึงจะหมดเวลานี่ท่านได้รับเงินน้อยมากทําไมท่านไม่ต่อสู้ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประตูของประเทศเลยครับที่จะไปค้าขาย เวลาคณะกรรมาธิการไปต่างประเทศนี่ ทูตพาณิชย์ก็จะบ่นครับ แค่เลี้ยงรับรองก็ไม่มีเลี้ยงรับรองพ่อค้านายทุนต่างประเทศ เขาจะมาติดต่อค้าขายกับประเทศไทย เงินไม่พอครับ
กระทรวงอุตสาหกรรม ๖,๐๐๐ ล้านบาท ๖,๐๐๐ ล้านบาทแค่เอาไป แก้ปัญหามาบตาพุด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็หมดแล้ว ทําไมรัฐบาลไม่คิดที่จะ แก้ปัญหาตรงนี้
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ ๕,๐๐๐ ล้านบาทน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทํารายได้ให้กับประเทศ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วคุณจะไปเยียวยาอะไร วันนี้พระราชกําหนดก็ไม่ยกเลิก เงินแค่นี้เทียบเท่ากับพระราชกําหนดมันเทียบไม่ได้
ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้กระทรวงที่ทํารายได้ให้กับประเทศที่เป็น งบประมาณอยู่ทุกปี ๆ รวมกันแล้วแค่ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเทียบกับงบที่นายกรัฐมนตรี กอดไว้ตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่สมดุลครับ ท่านประธานครับ ๕ กระทรวง ได้ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๓ หน่วยงาน กระทรวงกลาโหม สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ กระทรวงมหาดไทย ได้ตั้ง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ มันจะพาประเทศไปที่ไหนได้ครับท่านประธาน ชาวบ้านเขาบอกว่าเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ไม่จริงใจ ต่อประชาชน ไม่จริงใจในการฟื้นฟูประเทศชาติ ท่านประธานครับ ผมอยากให้เอา งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทกลับไปทําใหม่ พรรคร่วมนะครับ ยกเว้นพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นเด็กดีซึ่งช่วยเหลือปราบปรามประชาชนอย่างดี แต่พรรคอื่นล่ะครับ งบประมาณ ได้น้อยมาก ผมขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลทําอย่างไรก็ได้ ถอนตัว ควํ่างบประมาณไปเลย มันไม่เป็นธรรมสําหรับท่านและไม่เป็นธรรมกับการขับเคลื่อนประเทศ พี่น้องคนไทยทั้งชาติ เขาจะเห็นความดีของพรรคร่วมรัฐบาลก็ตอนนี้แหละครับ อย่างไรผมฝากพรรคร่วมว่า ตัดสินใจเสีย ควํ่างบประมาณเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย มันจะเป็นอะไรไป ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๗ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ภายใต้กรอบนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจําปีโดยภาพรวมแล้ว ดิฉันเองก็ขอสนับสนุนในหลักการ สิ่งที่จะพูดต่อไปอาจจะเป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นบางมุมที่ตัวดิฉันเองมีความสนใจ เนื่องจากว่างบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ ๒๕๕๔ เราทุกคนทราบดีว่าเป็นการกําหนดนโยบายแบบขาดดุล ซึ่งขาดไป ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หากเทียบเป็นสัดส่วนก็คือร้อยละ ๔.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ แต่ว่าทุกคนก็เข้าใจดีว่าเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย ตามยุทธศาสตร์ที่สําคัญของรัฐบาล โดยที่ทางรัฐบาลได้กําหนดนโยบายเอาไว้ ๖ ประการ และยุทธศาสตร์ทั้งหมด ๘ ยุทธศาสตร์
ส่วนตัวของดิฉันเองมีความสนใจในนโยบายที่ ๖ คือการส่งเสริม การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น เพื่อเป็นการเร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจถ่ายโอน ของท้องถิ่น ซึ่งได้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ ๘ คือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในหัวข้อ ๘.๑ คือการส่งเสริมการกระจายอํานาจการปกครอง และรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ จํานวนเงิน ๑๗๓,๙๐๐ ล้านบาท ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ๗,๘๕๑ แห่ง หากคิดเทียบเป็นสัดส่วนแล้วคิดเป็นร้อยละ ๒๖.๑๔ และเมื่อเราย้อนกลับไปเปรียบเทียบ กับเมื่อปี ที่แล้ว ๒๕๕๓ ปี ที่แล้วนั้นทางรัฐบาลได้จัดสรรไปให้ ๒๕.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นการที่เพิ่มขึ้น ก็ต้องขอขอบคุณนะคะ ถ้าถามว่าในตัวแทนของท้องถิ่น ก็ขอบคุณรัฐบาลที่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่แต่ละท้องถิ่น มีปัญหา แล้วก็สภาพภูมิประเทศ แม้กระทั่งวัฒนธรรมก็แตกต่างกัน ดังนั้นในภาพรวม ของงบประมาณที่จัดสรรลงไปทางรัฐบาลได้รวม อย่างเช่น เบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ค่าตอบแทนของ อสม. หรือว่าจะเป็นเงินสวัสดิการของผู้พิการ ตลอดจนนมโรงเรียน ซึ่งเป็ นนโยบายเป็ นการเพิ่มการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนลงไปด้วย ซึ่งรวมอยู่ ในเงินจัดสรรก้อนนี้ ถ้าหากมองภาพว่า ๒๖.๑๔ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นยอดที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าหากมอง อีกมุมหนึ่งการที่เงินเป็นเงินรายได้คงที่ก็จะเหลือเงินที่ใช้ในการแก้ปัญหาของท้องถิ่นนั้น ค่อนข้างที่จะน้อย เพราะว่าเมื่อหักลบเงินยอดนี้ออกไปแล้วเงินที่ทางท้องถิ่นจะได้ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ประมาณ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอย่างที่บอกว่าท้องถิ่นเอง อยากที่จะแก้ปัญหา แล้วก็เป็นการสร้างความเจริญให้ประชาชนในพื้นที่ของตนเองนั้น มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี อย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับนํ้าประปา เรื่องถนน เรื่องไฟฟ้ำ ซึ่งในปัจจุบันนี้เรื่องประปาค่อนข้างจะเป็นปัญหากับพ่อแม่พี่น้องชาวต่างจังหวัด เป็นอย่างมาก แล้วยิ่งในภาวะปัจจุบันนี้เป็นภาวะภัยแล้ง หลาย ๆ ที่ต้องขอรถนํ้าจาก อบต. บ้าง บางที่ไม่มีก็ต้องไปขอที่ อบต. ข้างเคียง หรือว่าไปขอที่เทศบาล ปัญหาตามกลับมาก็คือว่า บางครั้งรถที่จะไปเอานํ้ามาเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคนี้กลับหานํ้าไม่ได้ เทศบาลบางที่ ขัดสนไม่กล้าที่จะจําหน่ายนํ้าให้กับ อบต. ในบริเวณข้างเคียง เพราะกลัวว่าในพื้นที่ของตัวเองนั้น จะไม่พอใช้ ซึ่งตรงนี้เองก็อยากจะฝากกับทางรัฐบาลว่าการที่จะจัดสรรเงินงบประมาณ ลงไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น อยากจะให้เป็นการแก้ปัญหาโดยที่ว่า คนในพื้นที่นั้นเขาได้ใช้เงินงบประมาณในส่วนนี้แก้ปัญหาของตัวเขาเอง ซึ่งในสัดส่วนที่ทางรัฐบาลจัดสรรลงไปก็อยากจะฝากบอกว่าหากเป็นไปได้ในงบประมาณ ของปี ๒๕๕๕ หากว่าท่านได้มีโอกาสกําหนดนโยบายในการจัดสรรงบประมาณแล้วก็ อยากจะให้เพิ่มสัดส่วนของการกระจายอํานาจลงไปที่ท้องถิ่นให้ได้มากขึ้นกว่านี้ หรือถ้าหากว่าเงินค่าตอบแทนของ อสม. และถ้าเกิดส่วนกลางอยากจะเอากลับคืนไป ในของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ทางท้องถิ่นเองก็จะได้เพิ่มงบประมาณตัวนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะ ได้ใช้ในการแก้ปัญหาพื้นที่ของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในส่วนตัวของดิฉันเองก็คงมี มุมมองในลักษณะแบบนี้หลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรก็คงมีเพื่อนสมาชิกท่านอื่นนั้นคงมีอีกมุมมองหนึ่ง ในขณะนี้ดิฉันเอง ก็คงต้องขอบคุณรัฐบาลที่เพิ่งผ่านวิกฤติมา แล้วพวกเราเองก็ต้องมาใช้เวลากันเร่งรีบ ในการจะจัดสรรงบประมาณของปี ๒๕๕๔ ขอขอบคุณไปทางคณะรัฐบาลทุก ๆ ท่าน ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณค่ะ
คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณที่วันนี้ท่านรัฐมนตรียังกรุณาฟังคําอภิปรายในงบประมาณที่ดิฉัน จะได้พูดต่อไป รัฐบาลได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวงเงิน ๒.๐๗ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดทํางบประมาณ แบบขาดดุล โดยรัฐบาลจะต้องกู้เงินมาเพิ่มเติมอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นกู้ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศเรา รัฐบาลคาดเอาไว้ว่าอัตราการเจริญเติบโต ของประเทศเราจะอยู่ที่ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านทราบไหมว่าเราจะมีหนี้สาธารณะ เพิ่มมากเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่น่าตกใจหรอกค่ะท่านประธานถ้ามันไม่มีแนวโน้ม ที่หนี้สาธารณะจะขึ้นไปสูงถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทําไมดิฉันต้องเป็นห่วง ก็เนื่องมาจากว่า บริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s Investors Service) สถาบันที่เขามีหน้าที่ จัดลําดับความน่าเชื่อถือทางการลงทุน ถ้าเรามีหนี้สาธารณะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจะลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศเราลง พูดง่าย ๆ ประเทศไทยก็จะเครดิต ไม่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การที่รัฐบาลจะไปกู้เงินก็น่าจะทําได้ลําบากมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วดิฉันไม่อยากให้ต่างชาติเขามามองว่าประเทศเรามีเครดิตที่ไม่ดี ทางการลงทุน ทางการเงิน แล้วก็จากการที่รัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายว่ารัฐบาล จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดิฉันได้ดูถึงการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานคะ เป็นการจัดแบบขาดดุลโดยต้องไปกู้ยืมเงินมาถึง ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หลักของเศรษฐกิจพอเพียง เรามีเงิน ๑๐๐ บาท จะใช้ไป ๗๐ บาท แต่ดิฉันลองคิด เป็นเปอร์เซ็นต์ดูค่ะท่านประธาน รัฐบาลมีเงิน ๑๐๐ บาท จะใช้ ๑๒๐ บาท อย่างนี้ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าเป็นการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตรงไหน แล้วถ้าหากดู ไปอีก ท่านประธานลองย้อนไปดูที่ปฏิทินการพิจารณางบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๔ พูดง่าย ๆ ดูการจัดทํางบประมาณสมัยนี้แหละค่ะ ของสภาชุดที่ ๒๓ พบว่า ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ในสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช สภาผู้แทนราษฎรของเรา ได้มีการพิจารณางบประมาณในวาระที่หนึ่ง ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ วุฒิสภา พิจารณาในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ สภาผู้แทนราษฎร ของเราพิจารณาวาระที่หนึ่งในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ วุฒิสภาพิจารณาในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒ ท่านประธานจะเห็นว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ รัฐบาลก็พิจารณาเร็วขึ้นกว่าที่รัฐบาล ท่านสมัครพิจารณาอยู่แล้ว ๑๐ วัน ต่อไปดูที่งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ค่ะท่านประธาน วันนี้เราพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เป็นวันแรก คือวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และคาดว่าสมาชิกวุฒิสภาจะพิจารณาผ่านร่างงบประมาณวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ เมื่อลองเอาไปเทียบกับงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ มีการเลื่อนกําหนดในการพิจารณางบประมาณเข้าสู่สภาเร็วกว่าปีงบประมาณ ๒๕๕๓ อยู่ ๒๓ วัน ถ้าเทียบกับปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เร็วอยู่ ๓๓ วัน จะเห็นว่าเร็วกว่ากําหนด ถึง ๑ เดือนเต็ม เราก็ทราบดีค่ะท่านประธานว่าประเทศเรา บ้านเมืองของเรา เพิ่งผ่าน วิกฤติทางการเมือง ต้องเรียกอย่างนั้นค่ะ เพราะเรามีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมาเรียกร้องทางการเมืองของพี่น้องชาวเสื้อแดง หรือว่าจะมี เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นมา ดิฉันไม่โทษหรอกว่าเป็นฝีมือใคร เราคงต้องไปพิสูจน์กัน ต่อไป แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา ๑ เดือน แทนที่รัฐบาลจะนําช่วงเวลาที่มีนี้ไปดูแล้วก็ หารือกันว่าเราจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่รัฐบาลกลับรีบนํา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เข้ามาสู่ การพิจารณาของสภา ทั้ง ๆ ที่ก็ทราบดีนะคะว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ ก็ได้บอก อยู่แล้วว่าในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเรานี้มีระยะเวลาพิจารณาได้ ๑๐๕ วัน รวมกับอีก ๒๐ วันของสมาชิกวุฒิสภา พิจารณาให้เร็วอย่างไรงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ก็ไม่มีทางที่จะนํางบประมาณมาใช้ได้ก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันเริ่มต้น ของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ แล้วอย่างนี้จะเป็นการแสดงออกถึงว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ ความสนใจในการจะเข้าไปแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เขามาเรียกร้องทางออก สิทธิที่เขามีหรือเปล่าคะ แล้วที่สําคัญวันนี้เรามีท่านนายกรัฐมนตรีก็กลับมานั่งฟัง ก็ต้อง กราบขอบพระคุณนะคะ ประเทศไทยเรามีประชาชนทั้งหมดประมาณ ๖๓ ล้านคน ก็ต้องเรียนว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็คือประมาณ ๕๐ ล้านคนเป็นพี่น้องชาวเกษตรกร เมื่อดิฉันมาดูเอกสารงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ดูเฉพาะ กรมที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ดิฉันดูแค่ ๓ กระทรวงคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ ท่านทราบไหมเมื่อเอา งบประมาณ ๓ กระทรวงมารวมกันแล้วคิดออกมาเป็นสัดส่วน ปรากฏว่าพี่น้องชาวเกษตรกร ของดิฉันได้รับงบประมาณเพียง ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ กระทรวงนะคะท่านประธาน ไปเทียบกับ กระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียวได้ถึง ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้าน ดิฉัน เป็นคนต่างจังหวัด เราต้องพูดภาษาที่ชาวบ้านเขาพูดกัน ก็หมายความว่ารัฐบาลให้ ความสําคัญในการป้ องกันอันตรายมากกว่าที่จะมาดูแลเรื่องปัญหาปากท้องก็คือ การดํารงชีวิตประกอบอาชีพของเกษตรกร ทําไมดิฉันพูดอย่างนั้นคะ เมื่อเราเทียบ เป็นร้อยละ มีเงินอยู่ ๑๐๐ บาท เราเอา ๕ บาทไปลงทุนในการประกอบอาชีพ แต่เรา นําเงินอีก ๘ บาทเพื่อไปปกป้ องคุ้มครองตัวเองให้พ้นจากอันตราย นี่ดิฉันพูดแบบ ชาวบ้าน ๆ นะคะ ต้องเรียนว่าเมื่อดิฉันมาดูดิฉันก็เห็นว่ากระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียว ได้เงินงบประมาณมากกว่า ๓ กระทรวงรวมกัน เราต้องยอมรับว่าพี่น้องเราประกอบอาชีพ ทางการเกษตร แล้วการที่ประเทศเราประสบปัญหาต้องไปกู้เงิน การที่ทําอย่างไรให้เงิน มันไหลเข้ามาสู่ประเทศจะต้องได้รับความสนใจเป็นอันดับหนึ่ง แต่ท่านทราบไหมคะว่า ในปัจจุบันนี้ตลาดสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีการปรับราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นมาก ดิฉันคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยเรานี้จะได้หารายได้เข้ามาประเทศเพื่อ ชดเชยกับการที่เราต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศ แต่ปรากฏว่าดูจากงบประมาณ ที่ได้รับการจัดสรร ก็น่าน้อยใจว่าทําไมพี่น้องเกษตรกรไม่ได้รับการสนับสนุนในเรื่อง งบประมาณที่มันมากกว่านี้ การที่พี่น้องเกษตรกรเราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพ ช่องว่างความเหลื่อมลํ้าทางสังคมจะน้อยลงได้อย่างที่มีเขียนเอาไว้ในหนังสืองบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ ดิฉันคิดว่าก็คงจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในการดูแลส่งเสริม เรื่องปัจจัยในการทําการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกด้วยพันธุ์พืชชนิดอะไร ปุ๋ ยอะไร หรือว่านํ้าซึ่งเป็นปัจจัยที่สําคัญ ดิฉันว่าเรื่องพวกนี้รัฐบาลคงจะต้องให้ ความสําคัญ เป็ นลําดับแรก ๆ แต่น่าเสียดายค่ะ เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ ดิฉันได้ยินประจําเลยค่ะ คําขวัญที่ว่า ประเทศไทยของเรานี้ในนํ้ามีปลา ในนามีข้าว แต่ปัจจุบันนํ้าบ้านเรามีเยอะ ในหน้าฝนแต่ไม่มีแหล่งกักเก็บ ทําให้ในหน้าแล้งพี่น้องไม่มีนํ้าในการทําการเกษตร แล้วนํ้าที่เป็นปัจจัยสําคัญอย่างนี้กลับไม่สามารถคงรักษาเอาไว้ให้พี่น้องประชาชน ชาวเกษตรกรได้รับการแก้ไข ดิฉันก็คิดว่าตรงจุดนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบดีว่า ทําอย่างไรตรงบริเวณไหนที่จะต้องได้รับปัญหาในเรื่องนํ้า แต่ปรากฏว่าเราก็ไม่ลงไปดูแล อย่างจริงจัง เราละเลยเกษตรกร เราทราบตรงนี้ท่วมทุกปี ตรงนี้แหละนํ้ามามาก แทนที่เรา จะไปทําแหล่งกักเก็บ เราก็ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ตรงนี้ก็ทําให้เกิดเสียโอกาสในการที่จะรักษา ทรัพยากรนํ้าให้กับเกษตรกร ต้องเรียนว่าเกษตรกรบ้านเราเป็นคนขยันกันทุกคน ท่านทราบ ไหมคะ ไม่ว่าจะทําการเพาะปลูกอะไร โดยเฉพาะพี่น้องที่ทําการเพาะปลูกข้าวค่ะ ท่านประธานคะ อย่าเพิ่งมองดิฉันนะ เมื่อกี้ท่านประธานวิปฝ่ำยค้านบอกว่า ดิฉันเป็นคนสุดท้ายให้ดิฉันพูดยาวได้ ท่านอนุญาตแล้วค่ะ ก็ต้องเรียนว่าเรื่องข้าว ประชาชนเพาะปลูกมาก ท่านทราบไหมคะ
แต่อย่างไรก็ต้องขอรวบรัดด้วยนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวเราจะเลยกําหนดเวลานะครับ ยังเหลือผู้อภิปรายอีก ๑ ท่านครับ ขอรวบรัดด้วยนะครับ
อย่างนั้นดิฉันเข้าเรื่องข้าวเลย ก่อนจะไปเรื่องข้าวพูดเรื่องนํ้านิดหนึ่งค่ะ ที่ดิฉันว่าเพราะอะไรคะ เรื่องนํ้า พี่น้อง ชาวภาคอีสานของดิฉัน ไปดูเป็นรายภาคปรากฏภาคอีสานประสบปัญหาขาดแคลนนํ้า นํ้าท่วม นํ้าแล้ง อยู่ที่ภาคอีสานกันทั้งหมด แต่ปรากฏว่าเรากลับไม่ได้รับความสนใจ ในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าท่านรัฐมนตรีจะได้มาตอบคําถามของดิฉันในที่ประชุมสภาแห่งนี้ เขื่อนยางนาดี เขื่อนชีบน ฝายพระอาจารย์จื๊อ ปัจจุบันยังไม่เห็นโครงการเลยค่ะ ได้ยิน แต่ว่าจะลงมือ กําลังดําเนินการแต่ยังไม่เห็นโครงการที่ลงสู่จังหวัด ก็ต้องเรียนว่า คณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาเรื่องนํ้าเราบอกไว้ว่าต้องมีการจัดสรรงบประมาณ อย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายทั้งปีจึงจะแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้าได้ แต่ท่านทราบไหมคะ งบประมาณปีนี้ดิฉันไปดูมาแล้ว ของกรมชลประทานได้รับเพิ่มขึ้น จากปีที่แล้ว ๑๗,๑๙๘ ล้านบาท คิดเป็น ๔๑ เปอร์เซ็นต์ กรมทรัพยากรนํ้าได้รับจัดสรร ลดลง ๑๑๗ ล้านบาท คิดเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ คิดเบ็ดเสร็จแล้วทั้งประเทศมีงบประมาณ เรื่องนํ้าเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ กับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่างกันเยอะนะคะ แล้วอย่างนี้ พี่น้องเกษตรกรจะได้รับการดูแลได้อย่างไร แล้วอย่างที่เรียนค่ะ ปัญหาเรื่องพันธุ์พืช ปัจจุบันมีราคาแพง พี่น้องผู้ปลูกมันสําปะหลังบอกดิฉันว่าปลูกไปแล้วโดนเพลี้ยเล่นงานหมด เมื่อเข้าโครงการประกันรายได้กับรัฐบาล ปรากฏว่าได้รับเงินชดเชยก็ไม่เพียงพอกับ ค่าพันธุ์ที่ต้องไปลงทุนใหม่คืออีก ๒,๐๐๐ บาท ตรงนี้เกษตรกรรับภาระการขาดทุนแน่นอน ที่สําคัญเลยท่านประธาน เมื่อกี้ดิฉันพูดเอาไว้เรื่องข้าว ท่านทราบไหมคะ ข้าวนาปรัง เอาง่าย ๆ ค่ะ ประชาชนเพิ่งโทรมาเล่าให้ดิฉันฟังเมื่อวานนี้ เขาปลูกข้าวนาปรังมีต้นทุนต่อ ๑ ไร่ อยู่ที่ประมาณ ๕,๐๐๐ บาท แต่ถ้าได้ผลผลิตดีก็ไปขายได้อยู่ที่ ๔,๙๐๐-๖,๐๐๐ บาท แน่นอนค่ะ มีความเสี่ยงในการรับภาระการขาดทุน แต่ท่านทราบไหมคะ ถ้าปลูกแล้ว ไม่ได้ผลผลิตเลยเขาจะได้รับเงินชดเชยแค่ ๑,๓๐๐ บาท นี่ข้อมูล ณ เมื่อวาน ที่เขาได้รับเงินมา อย่างนี้เกษตรกรเราต้องประสบปัญหาแน่นอนในการประกอบอาชีพ เรื่องสุดท้ายที่อยากฝากท่านประธาน
ต้องขอให้คุณสุนทรีรวบรัดได้แล้วครับ
เรื่องสุดท้ายที่ฝากจริง ๆ แล้วค่ะ ท่านประธาน เรื่องหม่อนไหมค่ะ ดิฉันไปดูงบประมาณของกรมหม่อนไหมแห่งชาติ เป็ นกรมใหม่เพิ่งตั้งขึ้นมาค่ะ เมื่อก่อนเป็ นสถาบันหม่อนไหม ท่านทราบไหมคะ ได้รับงบประมาณประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท เมื่อก่อนก็ ๕๐๐ ล้านบาท ปีนี้ก็ ๕๐๐ ล้านบาท แล้วอย่างนี้จะแก้ปัญหาหม่อนไหมที่ขาดแคลนในตลาดมีราคาแพงได้อย่างไร ขนาดเป็นงาน ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถของเราให้ความสําคัญ มีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่คอยเข้ามาดูแล อย่างนี้งานที่ท่านให้ความสําคัญ ดิฉันยังเห็นว่าได้รับงบประมาณเท่าเดิม แล้วอย่างนี้รัฐบาลจะไม่สนับสนุนจัดงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกรมหม่อนไหมแห่งชาติ หน่อยหรือคะ เพื่อเป็นการฉลองตามที่ท่านได้มีพระราชดําริลงมา ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสําคัญค่ะ อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลให้ช่วยดูแลจัดสรรงบประมาณ และแก้ไขปัญหาเรื่องหม่อนไหมอย่างที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถของเราท่านได้ให้ดําริ เอาไว้ด้วยค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
คุณสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ผมจะใช้เวลาสัก ๕ นาที เพื่อให้เวลารวบรัดนะครับ
อันดับแรก ผมจะอภิปรายในวันนี้ก็คือจะพูดถึงเรื่องการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยก่อนที่จะเข้าในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ผมขออนุญาตพูดถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาก่อนนะครับ รัฐบาลนั้น ได้รับจัดสรรมา ๕๔,๓๕๗ ล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นจํานวนที่มากพอสมควรนะครับ นอกจากนั้นแล้วเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลนั้นได้จัดงบไทยเข้มแข็งให้เพิ่มเติม ในส่วนของกรมชลประทานมากเป็นพิเศษ ทําให้โครงการต่าง ๆ ในหลาย ๆ จังหวัด ในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดําเนินการอยู่ ซึ่งผมคิดว่าการที่รัฐบาลได้จัดงบไทยเข้มแข็ง ส่วนหนึ่งเป็นจํานวนมากให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบปีที่ผ่านมา ทําให้คิดว่า ในปีนี้ถ้าฝนมาแล้วก็จะกักเก็บนํ้าได้มากขึ้นนะครับ อันนั้นเป็นเรื่องแรกที่ผมอยากจะเรียนไว้ เพื่อทราบนะครับ
สําหรับในปี ๒๕๕๔ รัฐบาลจัดงบประมาณทั้งหมด ๗๖,๑๓๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมคิดว่าเพียงพอที่จะดําเนินการสําหรับงานในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์นะครับ ซึ่งในส่วนของงบประมาณเมื่อลงไปดูในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่ากรมชลประทานนั้นได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มากเป็นอันดับหนึ่ง กรมการข้าวนั้นได้รับ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นนะครับ กรมส่งเสริมการเกษตรนั้นได้รับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กรมประมง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และส่วนกรมวิชาการเกษตรนั้นประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในสัดส่วนที่เห็นนี้ผมคิดว่าเพียงพอที่จะดูแลเกษตรกรที่กําลังประสบ ปัญหาอยู่นะครับ ผมกราบเรียนนิดหนึ่งว่าผมได้รับทราบจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านไปเยี่ยมโครงการนําร่องโครงการหนึ่ง ในภาคอีสาน ในขณะที่ทุกหมู่บ้านนั้นแล้งแต่มีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งเขียวตลอด ผมอยากให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นําแนวคิดนี้มาเพื่อใช้ในการกักเก็บนํ้าสําหรับปีนี้
สําหรับปัญหาภัยแล้งปีนี้ผมคิดว่าที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนั้นเนื่องจากว่า มันเป็นผลจากการที่รัฐบาลนั้นทําโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วเกษตรกรนั้น ได้รับผลประโยชน์อย่างมาก อย่างที่ผมเห็นก็คือว่าพี่น้องในหลายจังหวัดนั้นเร่ง ทํานากัน พอเร่งทํานากันนํ้าถึงไม่พอในปีนี้ แต่ในปีนี้เราได้งบประมาณในการขุดลอก แล้วก็การจัดคู คลอง ต่าง ๆ นั้นมากขึ้น คิดว่าปีหน้าคงจะเรียบร้อย สําหรับผมนั้น มีข้อสังเกตให้กับท่านกรรมาธิการที่จะมีการจัดตั้งกันขึ้นใหม่ในไม่กี่วันนี้ว่า สําหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น อันดับแรกผมอยากให้ท่านได้พิจารณาจัดสรร โครงการต่าง ๆ นั้นให้เรียงตามลําดับความสําคัญ แล้วก็ให้ความยุติธรรมทั่วทุกภาค ตามความจําเป็น และที่สําคัญอยากให้ท่านรัฐมนตรีซึ่งท่านอยู่ในที่นี้ด้วยช่วยดูแลสอดส่องการจัดทํา งบประมาณ การจัดจ้างงานต่าง ๆ นั้นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและให้มีปัญหา เรื่องการทุจริตให้น้อยที่สุด นั่นคือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือเรื่องของกรมการข้าวครับ ผมพูดเรื่อง กรมการข้าวมาตั้งแต่ปีแรกที่ผมเข้ามาในสภาแห่งนี้ ผมก็ยังคิดว่ากรมการข้าวที่ได้ งบประมาณประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทยังไม่เพียงพอ เพราะว่าการทําพันธุ์ข้าว ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ตันนั้นผมคิดว่ามันน้อยเกินไป อยากให้ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้จัดงบถ้ามีงบเพิ่มเติมขอให้จัดเพิ่มด้วยนะครับ เพราะผมคิดว่าความอยู่รอด ของประเทศไทยนั้นส่วนหนึ่งคือเรื่องของพันธุ์ข้าวครับ ถ้าเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีมีประสิทธิภาพ แล้วเราปลูกข้าวแล้วได้ผลผลิตต่อไร่สูงมันก็จะช่วยให้ประเทศเราดีขึ้นด้วย
เรื่องที่ ๓ ที่ผมอยากฝากให้ท่านรัฐมนตรีได้ดูก็คือเรื่องของกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากในปีที่ผ่านมานั้นนโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลซึ่งเป็นนโยบายที่ดีแล้วก็ เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง แต่มันมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คือการขึ้นทะเบียน แล้วก็ มีปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่ที่อาจจะไม่เพียงพอ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านดูแลในส่วนนี้
และสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ก็คือเรื่องสภาเกษตรกร ทราบว่ากฎหมาย จะผ่านวุฒิสมาชิกในอีกไม่กี่วันนี้ แล้วคงจะเริ่มต้นได้ประมาณเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายนซึ่งก็จะเข้างบประมาณ ปี ๒๕๕๔ พอดีนะครับ สําหรับในตอนนี้ ยังไม่เห็นงบประมาณเลยนะครับ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางรัฐบาลนั้นช่วยจัดสรร งบประมาณให้กับสภาเกษตรกร เพื่อเกษตรกรจะได้เริ่มดําเนินการได้ตั้งแต่ ในปีงบประมาณนี้ครับ ผมคงใช้เวลาเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราอภิปรายมาเป็นเวลาพอสมควรนะครับ เดี๋ยวผมจะขอพักการประชุม แต่ก่อนจะพักการประชุมจะขอให้ทางวิปรัฐบาลได้สรุปว่าเราได้ใช้เวลาไปเท่าไร พรุ่งนี้จะไม่มีการหารือ เมื่อพักการประชุมจะเปิดการประชุมเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ผมขอประกาศรายชื่อผู้ที่จะอภิปรายตามลําดับจะได้เตรียมตัวเอาไว้นะครับ ท่านนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ คุณพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย คุณปาริชาติ ชาลีเครือ คุณประกอบ รัตนพันธ์ คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สัก ๕ ท่านไว้ก่อน เชิญอาจารย์ผ่องศรี ธาราภูมิ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ท่านประธานวิปรัฐบาลได้มอบหมายให้ดิฉันและคณะได้เป็นผู้ประสานงาน การอภิปรายเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุเป้ำหมาย แล้วก็เป็นไปตามข้อตกลง ของวิปทั้ง ๒ ฝ่ำยในเรื่องของการบริหารเวลา ดิฉันขอสรุปว่าในวันนี้เวลาที่ใช้ไป ในการอภิปรายฝ่ำยละ ๑๓ ชั่วโมง รัฐบาลได้ใช้ไปแล้วทั้งคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเวลา ๕ ชั่วโมง ๔ นาที ฝ่ายค้านได้ใช้ไปแล้ว ๖ ชั่วโมง ๔๐ นาทีโดยประมาณ แล้วก็ เวลาสํารองได้ถูกใช้ไปประมาณ ๑ ชั่วโมง ๕ วินาที ในส่วนข้อตกลงเวลาสํารองนั้น ให้ตัดในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลก่อน เพราะฉะนั้นเวลาสํารองของพรรคร่วมรัฐบาล ถูกตัดไปหมดแล้ว ต่อไปนี้เวลาสํารองก็จะต้องเริ่มหักของฝ่ายค้าน ดังนั้นของฝ่ายค้าน จะเหลือเวลาที่บริหารได้อีกประมาณ ๕ ชั่วโมง ก็ขอให้พรุ่งนี้ทุกท่านได้เคารพกติกา ผู้อภิปรายก็ขอให้ใช้เวลาตามที่กําหนดเพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วเพื่อนที่อยู่ตอนท้าย ก็จะไม่มีโอกาสได้พูด ก็ขอความร่วมมือทุกท่านด้วยเพื่อให้สามารถปิดการอภิปรายได้ ในวันพรุ่งนี้ประมาณ ๒๑.๐๐ นาฬิกาตรงคือ ๓ ทุ่มเพื่อให้ลงมติ แล้วก็เพื่อได้ตั้ง กรรมาธิการได้เรียบร้อยภายในเวลาที่กําหนดร่วมกัน ก็ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ
ต้องขอให้สมาชิกทั้ง ๒ ฝ่ายรักษาข้อตกลงไว้ด้วยนะครับ แล้วผมเห็นว่าการอภิปราย งบประมาณในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีครับ ทุกครั้งเราอยู่กันถึงตีสาม ตีสี่ บางครั้งก็อยู่กันถึง สิบโมงเช้า ผมว่าวิธีการปฏิบัติอย่างนี้น่าจะเคอร์ฟิวมันทุกปี จะได้อภิปรายได้สั้น และเข้าประเด็น ขอพักการประชุมครับ
พักประชุมเวลา ๒๒.๓๕ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๘.๕๙ นาฬิกา
สมาชิกเซ็นชื่อเข้าประชุม ๔๖๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ เราก็ต่อนะครับ เมื่อวานท่านรองประธาน สภาผู้แทนราษฎรอภิวันท์ได้เรียนไว้ ๔-๕ ท่านคือ ท่านสุรวิทย์ ท่านพุฒิพงศ์ ท่านปาริชาติ ท่านประกอบ ท่านเปล่งมณี เชิญท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้ศึกษาในเรื่องงบประมาณดังกล่าวในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยละเอียด ก็ถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงมาก เป็นประวัติการณ์ คือเป็นงบประมาณที่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นครั้งแรก ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณที่มากอย่างนี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่น่าเป็นห่วง ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ กระผมเองได้ศึกษาทั้งในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งในเรื่องเนื้อหางบประมาณ ผมเป็นห่วงในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณมากกว่า เพราะว่าที่ผ่านมานั้นในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เกิด ประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดตามเป้ำหมายของโครงการงบประมาณดังกล่าวนั้น เกิดให้เห็นปรากฏเป็นที่ชัดเจน ซึ่งถ้ามีเวลากระผมจะนําเรียนในเรื่องดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่ง ที่กระผมเป็นห่วงก็คือเรื่องการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมเห็นมาแล้วคือเรื่อง การตัดสินใจขึ้นภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อที่จะเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล โดยในครั้งนั้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลตัดสินใจขึ้นภาษีสรรพสามิต นํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อที่จะมีเป้ำหมายเพิ่มงบประมาณประมาณ ๕๐,๐๐๐-๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลอาจจะมองในด้านเดียวว่าต้องการ เพิ่มงบประมาณ แต่ไม่ได้มองเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น การที่รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มภาษีสรรพสามิตทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นกฎหมายห้ามการเก็บภาษี สรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิงเกินลิตรละ ๕ บาท ในขณะนั้นเต็มเพดานเพิ่มไม่ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็ดึงดันจะขึ้นภาษีสรรพสามิตเลยไปแก้กฎหมายเพิ่มภาษีสรรพสามิต นํ้ามันเชื้อเพลิง ท่านประธานครับ คงจํากันได้ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยว่า ไม่ควรเพิ่มภาษีสรรพสามิต เพราะนํ้ามันแพงจะมีผลกระทบต่าง ๆ มากมาย ประชาชน จะเดือดร้อน สินค้าจะแพง ค่าขนส่งแพง ผลกระทบต่าง ๆ ตามมามากมาย ฝ่ายค้าน ไม่ร่วมพิจารณาวอล์คเอาท์ (Walkout) ในการพิจารณากฎหมายฉบับนั้น แต่รัฐบาล เสียงข้างมากลากไปก็ดึงดันนํากฎหมายนั้นผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป ไปถึงวุฒิสภา ทางวุฒิสภาก็ติติง จนในที่สุดวุฒิสภาก็ควํ่ากฎหมายเพิ่มภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิง รัฐบาลก็ยังดึงดันอีกครับ ในที่สุดกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาจนได้แล้วก็มาประกาศใช้ จริงอยู่ครับที่เห็นเงินที่เก็บได้จากภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นก็เป็ นไปตามเป้ำ คือได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผลกระทบที่เรา เห็นชัดเจนว่าประชาชนในขณะนั้น คนไทยไม่ทราบว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ได้รัฐบาลชุดนี้ มาบริหารประเทศ ในขณะที่ราคาต้นทุนนํ้ามันดิบในตลาดโลกในช่วงที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตํ่าลงมากเหลือเพียง ๓๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับสมัย ปี ๒๕๕๐ ซึ่งตอนนั้นนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นํ้ามันดิบในตลาดโลก ราคาสูงมากถึง ๑๔๐ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ราคานํ้ามันที่ขายตามปั๊มต่าง ๆ ปรากฏว่าในช่วงสมัยนายสมัคร สุนทรเวช ราคา ๑๔๐ เหรียญ ราคาใกล้เคียงกับช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก ๓๐ เหรียญ ตํ่ากว่าสมัยนายสมัคร สุนทรเวช ถึง ๓ เท่า โดยทั่วไปแล้วราคาจําหน่ายนํ้ามัน ตามท้องตลาดนั้นจะขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ๓ อย่าง
๑. ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกประมาณ ๕๐-๕๕ เปอร์เซ็นต์
๒. ขึ้นอยู่กับภาษี ภาษีก็อยู่ประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์
๓. ส่วน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นค่าการตลาด เป็นกําไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิง ทําให้ราคานํ้ามันเชื้อเพลิงที่จําหน่ายในท้องตลาด ซึ่งราคานํ้ามันดิบตํ่ากว่าสมัย นายสมัคร สุนทรเวช ถึง ๓ เท่ากลับมีราคาใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ทราบว่าคนไทยโชคดี หรือโชคร้าย ผมอยากกราบเรียนว่าการขึ้นภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิงนั้นมีทางเลือกอื่น ที่สามารถกระทําได้ รัฐบาลต้องการรายได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ไม่จําเป็นต้องขึ้นภาษี สรรพสามิต อาจจะเลือกไม่ขึ้นหรือบางครั้งอาจจะเลือกลดภาษีก็ยังได้ ถ้าไม่ขึ้นภาษี หรือลดภาษีนํ้ามันพี่น้องประชาชนก็จะไม่เดือดร้อน แต่คนก็จะจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจต่าง ๆ ก็เดินหน้า การเก็บภาษีอย่างอื่นอาจจะได้มากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะมากกว่า การขึ้นภาษีซึ่งทําให้ประชาชนเดือดร้อน ก็แสดงว่ารัฐบาลนี้เลือกที่จะขึ้นภาษี เลือกในแนวทางที่ประชาชนเดือดร้อนเพียงเป้ำหมาย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีทางเลือก ที่ดีกว่าที่ทําให้ประชาชนไม่เดือดร้อนแต่รัฐบาลไม่เลือก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นการตัดสินใจ ผมมาเปรียบเทียบกับอีกเรื่องหนึ่ง เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ ที่รัฐบาลตัดสินใจในเรื่องของการชุมนุมที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็เช่นเดียวกันรัฐบาล มีทางเลือกหลายอย่าง อาจจะเลือกปรองดองหรืออาจจะเลือกการใช้ความรุนแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเลือกใช้ความรุนแรงก็เห็นอยู่ครับ ใช้กําลังทหารต่าง ๆ ออกมา กองทัพ ต่าง ๆ ออกมา อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ออกมา ผู้คนล้มตายก็เห็นกันอยู่ และยังมีผล ตามมาคือจะต้องใช้จ่ายงบประมาณ เงินส่วนหนึ่งที่ตั้งไว้ในงบสํารองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจําเป็น ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าจะต้องถูกนํามาใช้ในการที่จะมาเยียวยา ต่าง ๆ นี่เพราะการตัดสินใจแก้ปัญหาการชุมนุมโดยใช้วิธีการรุนแรงจะต้องเสีย งบประมาณไปจํานวนไม่น้อย ผมเห็นแล้วครับจะต้องให้ผู้ค้ารายย่อย จะต้องไปชดเชย เรื่องอาคารต่าง ๆ ผมว่าคราวนี้ต้องเป็นหมื่นล้านบาท หมื่นล้านบาทจะต้องสูญเสียไป โดยใช้ภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเพราะการตัดสินใจของรัฐบาลใช้วิธีการรุนแรง นอกจากจะเสียเงินแล้วผู้คนล้มตาย บอกว่าตายไป ๘๕ คน ความจริงหลายคนบอกว่า ตายมากกว่านี้ ซึ่งเราต้องพิสูจน์กันต่อไป อันนี้คือเรื่องที่เราต้องพูดคุยกัน ผมเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ผลตามมาจากการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล นอกจากเสียงบประมาณ นอกจากคนล้มตาย คนไทยล้มตายนี้เป็นเรื่องสําคัญ และขณะนี้ความแตกแยก ในสังคมมากเยียวยาไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทางเลือกมี ความจริงไม่จําเป็น ต้องใช้ความรุนแรงเช่นนี้ เพราะผมจําได้ก่อนสลายการชุมนุม ก่อนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม อยู่ ๒ วัน ท่านประธานวุฒิสภาโดยวุฒิสมาชิก ๖๔ คนได้มีมติชัดเจนว่าจะขอเข้าไปเป็น คนกลางไกล่เกลี่ยระหว่าง นปช. กับรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขว่าก่อนจะไกล่เกลี่ย ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง ทหารก็ถอยออกไปนิดหน่อยนะครับ
ผมว่าคุณหมอเอาเรื่อง งบประมาณดีกว่า
อันนี้คือเกี่ยวข้องกันครับ
เรื่องนั้นเอาไว้วันที่ ๓๑ วันที่ ๑ ครับ
ผมเรียนว่าอันนี้เกี่ยวข้องกันโดยตรง กับงบประมาณ
คุณหมอพูดงบประมาณ ได้ดีมาก เอาเรื่องนี้เข้ามาแทรกกับงบประมาณแล้วทําให้สูญเสียไปครับ
ได้ครับ ก็หมายความว่าเอาเป็นว่า ถ้าตัดสินใจใช้ความรุนแรงมันก็เสียงบประมาณมาก แต่ถ้าใช้ความปรองดอง ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว วุฒิสมาชิกเขาก็พร้อมอยู่แล้ว มันก็จะทําให้ทุกอย่างไม่เกิด ถ้าเลือก อย่างนั้นปัญหาต่าง ๆ มันจะจบ ทุกอย่างจะดีครับ ผมเรียนว่าในส่วนนี้ก็ฝากไว้ว่าการตัดสินใจใช้นโยบายต่าง ๆ แก้ปัญหา บางอย่าง ตัดสินใจอย่ามองแต่เป้ำอย่างเดียว อย่าใจแคบ อย่ามองแคบ ๆ แค่ต้องการให้สงบ แต่ต้องมองปัญหาว่าปัญหาความแตกแยกจะตามมา ปัญหาคนล้มตาย เดี๋ยวนี้พูดถึง บ้างไหม คนล้มตายแล้วจะเยียวยาอย่างไรก็ไม่พูด อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญผมเป็นห่วงมาก ท่านประธานที่เคารพครับ เดี๋ยวนี้ที่หลายจังหวัดแม้แต่คนมาชุมนุมก็ยังไปตามไล่บี้เขา ชาวบ้านบอกว่า เอ๊ะ ปรองดอง ๆ แต่ทําไมมาไล่บี้ แม้แต่คนมาชุมนุมก็ไปไล่บี้เขา อันนี้ เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนบ่น ขอให้ปรองดองจริง ๆ อย่าปรองดองแต่ปาก อย่าปรองดอง แต่คําพูดนะครับ อันนี้ผมฝากไว้
ท่านประธานที่เคารพครับ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียน ผมไม่ไว้ใจ รัฐบาลชุดนี้ที่จะให้บริหารงบประมาณก้อนใหญ่เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีการทุจริต คอร์รัปชันเกิดขึ้นมากมาย งบประมาณไม่ว่าจะเป็นงบประมาณไทยเข้มแข็ง งบประมาณอื่น ก็ตาม มันทําให้เราไม่ไว้ใจ แม้แต่โครงการชุมชนพอเพียงบ้านละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาทก็ยังตามไป เรียกว่าไปเรียกผลประโยชน์ มีตัวแทนไปอ้างว่าผมมาจาก รัฐมนตรีบ้าง มาจาก ส.ส. คนนั้นคนนี้บ้าง ถ้าชุมชนพอเพียงหมู่บ้านนี้ให้เลือกเอา ๔-๕ อย่างที่ผมนํามาให้ดูนี้ ถ้าเอาอย่างนี้งบประมาณก็มา ถ้าไม่เอาอย่างนี้ไม่มา ถ้าเขาเลือกตามที่เขาบอกเงินมันก็มาจริง ๆ นะครับ แต่ถ้าไม่เลือกมันก็ไม่มา แสดงว่า มันต้องเกี่ยวโยงกัน เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่จบ เดี๋ยวนี้หลายหมู่บ้านในจังหวัดชัยภูมิจ่ายเงินไปแล้ว ของยังไม่ได้ บางหมู่บ้านได้ของได้รถอีแต๋นก็เอารถเก่าไปทาสีใหม่ ยังไม่จบครับ ยังต้องดูกันต่อไป
แล้วที่สําคัญโครงการเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข ผมเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ฉาวโฉ่มาก ผมได้ติดตามในเรื่องนี้เพราะผมเป็น ๑ ในคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข ผมเป็ นแพทย์ด้วย ผมเคยตามเรื่องในสมัยก่อนที่โกงกัน ๑,๔๐๐ ล้านบาท รัฐมนตรีต้องจําคุก แต่คราวนี้ไม่ใช่ ๑,๔๐๐ ล้านบาทครับกลับเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่โกงกันครั้งนี้ออกมาแล้ว ปรากฏว่า ชัดเจนตั้งคนภายในของตัวเองไปตรวจสอบ คุณหมอบรรลุ ศิริพานิช ต้องขออภัย ที่ได้กล่าวถึงท่านแต่กล่าวถึงในทางที่ดีเพราะท่านเป็นผู้ที่ตรวจสอบแล้วก็ผลออกมา ชัดเจนครับว่าท่านตรวจสอบแล้วท่านสรุปเรื่องงบไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ท่านบอกว่า
๑. เรื่องเงินรถพยาบาล มีการนัดฮั้วเรียกเงินรถพยาบาลคันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทจริง โดยมีการประชุมต่าง ๆ ซึ่งผมจะไม่กล่าวชื่อบุคคลต่อไป มีการประชุมกันระหว่างตัวแทนของฝ่ายการเมืองกับฝ่ายผู้ค้ารถ ไปชุมนุมกินข้าวกัน บอกว่าขอคันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รถมีทั้งหมดอยู่ ๘๐๐ คัน รวมแล้วถ้าได้เงินครั้งนี้ ก็ ๘๐ ล้านบาท เรื่องนี้ท่านหมอบรรลุในคณะกรรมการบอกว่าเรื่องนี้น่าจะมีมูลความผิด ทางอาญาด้วย แต่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรเรื่องไปถึงไหน
๒. ยูวี แฟน (UV Fan) ทําเป็นขบวนการ สอบ ๕ คนผิด มีเอาเครื่อง ยูวี แฟนราคาที่ขายกัน ราคายูวี แฟนนั้นขอเรียนว่าซื้อขายกันราคาไม่กี่พันบาทแต่ซื้อกัน ๔๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาทต่อเครื่อง
๓. เอาเป็นว่าทั้งหมดนี้ความผิดชัดเจนในเรื่องนี้มีการพูดแต่แล้วเพียงแต่ มีการย้ายตําแหน่งหน้าที่การงาน ลาออกบ้าง อะไรบ้างหายไป ไปถึงไหนกว่าจะเป็น โครงการขึ้นมาต้องมีการเตรียมการ มาอ้างแต่ว่ายังไม่มีความผิด ยังไม่ได้ซื้อไม่ได้ขายกัน แบบนี้ไม่ได้ครับ
เรื่องแบบนี้จึงไม่ไว้ ใจที่จะให้ รัฐบาลชุดนี้บริหารงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ จากการได้รับฟังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงกรอบ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายสําคัญ ที่รัฐบาลต้องการ ๒ ประการคือ
ประการแรก เพื่อให้งบประมาณที่จัดขึ้นในปีนี้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้าง ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงและมีความยั่งยืนต่อเนื่อง
ประการที่สอง เพื่อใช้กลไกของงบประมาณสําหรับวางรากฐานสําคัญ ของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม
จากจุดมุ่งหมาย ๒ ประการนี้รัฐบาลได้กําหนดยุทธศาสตร์ในการจัดทํา งบประมาณด้วยกันทั้งสิ้น ๘ ยุทธศาสตร์ ซึ่งแต่ละยุทธศาสตร์เท่าที่ผมได้ตรวจสอบ และอ่านดู ขอยอมรับว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องตามภาวการณ์ปัจจุบัน เป็นการแก้ปัญหา บ้านเมือง เป็นการบริหารบ้านเมือง ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า กระผมจึงมีความเห็นว่า งบประมาณที่จัดสรรในปี นี้เป็ นงบประมาณที่ดี ขอให้การสนับสนุนงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ในข้อ ๑.๔ เป็นการสร้างระบบประกันความเสี่ยง ระบบกระจายสินค้าของเกษตรกร ซึ่งได้จัดสรร งบประมาณเป็ นจํานวนเงินถึง ๕๒,๔๒๖.๔ ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีระบบ ประกันความเสี่ยงด้านการผลิตและราคา โดยมีการดําเนินการประกันรายได้ให้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสําปะหลัง และข้าวโพด จํานวน ๙.๕ ล้านราย ซึ่งนโยบาย ประกันรายได้นี้ถือว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลปฏิบัติได้ถูกต้อง เป็นที่ชมชอบและเป็นที่พอใจ ของพี่น้องชาวเกษตรกร จากการปฏิบัติในปีที่แล้วคือปี งบประมาณ ๒๕๕๓ ได้สร้าง ประโยชน์ให้แก่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ฉะนั้นในปีต่อไปคือปี งบประมาณ ๒๕๕๔ ซึ่งจะมีการดําเนินการในการทําตามนโยบายโครงการประกันรายได้ในการลงทะเบียน ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ผมก็ฝากให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการ ประกันรายได้ได้กรุณาลงไปทําความเข้าใจ ทําการประชาสัมพันธ์ และเข้าไปสํารวจ ลงทะเบียน เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ความโปร่งใส มิฉะนั้นก็จะมีปัญหาอย่างที่ผู้อภิปราย บางคนได้กล่าวว่ามีการทุจริต มีการโกง ผมก็อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ไปทําความเข้าใจและชี้แจงเกี่ยวกับรายละเอียดให้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อให้ข้อมูล ออกมาเป็นจริงที่สุด มิฉะนั้นจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกล่าวอ้างและล้มโครงการนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเงินโครงการ ประกันรายได้นี้เป็นเงินที่ลงไปถึงพี่น้องโดยตรง ไม่ได้ผ่านคนกลางหรือผ่านผู้ใด แต่อย่างไร เป็นเงินที่ถึงทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีใครสามารถที่จะมาได้รับผลประโยชน์ หรือเรียกเปอร์เซ็นต์จากพี่น้องประชาชนได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้โครงการนี้ดํารงอยู่ และเป็นผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนตลอดไป
สําหรับยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ดําเนินการตามจุดมุ่งหมายประการที่ ๒ ก็คือเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบท และประกอบอาชีพ เกษตรกรผ่านโครงการประกันรายได้เกษตรกรซึ่งเป็นโครงการดี และอีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาล มีจุดมุ่งหมายที่จะลงทุนในระบบชลประทานเพื่อพัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อการเกษตร ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๕ ซึ่งนโยบายนี้เป็ นนโยบายที่ตรงตาม ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ในข้อ ๔.๒ คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตร โดยได้จัดเงินถึง ๘๕,๗๙๑.๘ ล้านบาท เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกร ในการที่จะนํางบประมาณเหล่านี้เข้าไปพัฒนาปรับปรุงและขยายระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งนํ้า ซึ่งจากการดําเนินโครงการไทยเข้มแข็งในปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นปีแรก คือปีงบประมาณ ๒๕๕๓ โดยโครงการไทยเข้มแข็งได้มีการวางแนวทางที่จะจัดสรร งบประมาณลงไปให้กรมชลประทานในการที่จะนําเงินไปพัฒนาแหล่งนํ้าทั่วประเทศ ภายใน ๓ ปี คือ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ เป็ นเงินตามโครงการประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ดําเนินการให้แก่กรมชลประทานนําไปพัฒนา แหล่งนํ้า อาทิเช่นเหมือนที่จังหวัดชัยภูมิของผม ในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี้ได้มี การดําเนินการไปเป็นเงินประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีการจัด งบประมาณในการแก้ปัญหาแหล่งนํ้าอย่างนี้มาก่อนในอดีต ฉะนั้นผมคิดว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์ที่รัฐบาลต้องดําเนินการต่อเนื่องในปีต่อไปคือในปี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๕ จะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกร จะเป็นการให้ความมั่นคงในเรื่อง การจัดหานํ้าให้แก่พี่น้องเกษตรกรจะเป็ นความมั่นคงในผลผลิตและรายได้ ของพี่น้องเกษตรกรต่อไป หากทําเช่นนี้แล้วผมคิดว่าความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของรายได้ ก็คงจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งผมคิดว่าโดยแนวทางดังกล่าวนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางของรัฐบาล ฉะนั้นผมคิดว่าในการจัดสรรงบประมาณที่จัดมา ในปีนี้เป็นการจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้อง ผมขอให้การสนับสนุน ขอขอบคุณครับ
เชิญคุณปาริชาติ ชาลีเครือ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้ศึกษางบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้นะคะ งบประมาณมากถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และที่สําคัญ ก็เป็นงบประมาณที่ขาดดุลซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้วถึง ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาวะการเมือง ที่เป็นอย่างนี้ที่ยังไม่นิ่งก็ห่วงว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นมันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายเลย
ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะขอพูดในส่วนของงบประมาณกระทรวง พลังงาน กระทรวงพลังงานถือว่าเป็นกระทรวงที่เป็นเส้นเลือดที่สําคัญกระทรวงหนึ่ง เพราะว่าเท่าที่ได้ดูในงบของกระทรวงพลังงานนั้นมีสัดส่วนเพียง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาทุก ๆ กระทรวง รวมแล้ว ๒,๑๓๐ ล้านบาท งบประมาณของ กระทรวงพลังงานนั้นเงินจะมากหรือน้อยมันไม่ใช่ประเด็นสําคัญ ประเด็นสําคัญก็คือว่า จะทําอย่างไรให้เม็ดเงินงบประมาณนั้นทําให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ ต่างหาก ในนโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาลจะเห็นว่านโยบายเรื่องพลังงานทดแทนนั้น รัฐบาลส่งเสริมจริงแต่ไม่เป็นรูปธรรมเลยนะคะ แต่ที่บอกว่าสวยหรูไม่สามารถจับต้อง ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเรื่องการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุน กองทุนสนับสนุน และพัฒนาพลังงานต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขและมีข้อกําหนดที่เลือกปฏิบัติแทบทั้งสิ้น ที่สําคัญกฎต่าง ๆ เหล่านั้นน่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประชาชนธรรมดาอย่างพวกดิฉันนั้นเข้าถึงข้อมูลได้ยากมาก อย่างเช่น แหล่งเงินทุนที่รัฐบาลให้นโยบายกับธนาคารที่ปล่อยกู้สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่าให้กับ ภาคเอกชนที่ประกอบการด้านพลังงานทดแทน แต่ความจริงแล้วผู้ประกอบการ ทั่ว ๆ ไปนั้นเขาไม่รู้ข้อมูล ไม่รู้เงื่อนไขระเบียบต่าง ๆ ส่วนมากคนที่อยู่ใกล้ชิด กลับได้ประโยชน์ตลอดเวลา เงินกองทุนพัฒนาพลังงานมีจํานวนมากนะคะ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลใช้อย่างไม่ระมัดระวัง สุรุ่ยสุร่าย ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล น่าเสียดาย เป็นอย่างมาก ถ้ารัฐบาลเอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างดีป่านนี้ประเทศไทยคงมีพลังงานทดแทนไว้ อย่างเพียงพอ ไม่ต้องเสียดุล เสียเงินนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศ อีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะพูดให้ทราบก็คือจริง ๆ แล้วเรื่องพลังงานไฟฟ้ำเราสามารถนําพลังงาน ที่มีประสิทธิภาพของประเทศไทยมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้ำที่ทําจากพลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้ำที่ผลิตจากชีวมวล รวมทั้งพลังงานลมอื่น ๆ อีกมากมาย
ส่วนกรณีที่อยากจะเล่าอีกก็คือกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องซีดีเอ็ม (CDM) หรือคาร์บอน เครดิต (Carbon Credit) กลไกพัฒนาที่สะอาดเป็น ๑ ใน ๓ กลไกภายใต้ พิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายระดับนานาชาติ มีผลบังคับใช้อย่างเป็น ทางการแล้ว วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รัฐบาลก็น่าจะทําเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วนแต่กลับไม่ทํา ทําให้ประเทศชาติต้องเสียโอกาสในรายได้ที่ควรจะได้รับ ทางที่ดีรัฐบาลชุดนี้น่าจะตั้งหน่วยงานของรัฐบาลที่ทําเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยรับซื้อ คาร์บอน เครดิตให้กับภาคเอกชนแล้วนําไปขายให้ต่างประเทศ นํารายได้ให้กับประเทศไทย อย่างมหาศาล ก็ฝากไว้ด้วยนะคะเรื่องนี้
ท่านประธานคะ อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกเป็นห่วงก็คือเรื่องงบประมาณ เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าซึ่งมีอยู่ ๖,๘๐๒.๗ ล้านบาท การบริหารจัดการนํ้านั้น มีมาโดยตลอดแต่ไม่เคยทั่วถึง ไม่เป็นระบบ ยังมีเรื่องการขาดแหล่งนํ้า นํ้าแล้ง นํ้าท่วมซํ้าซาก แล้งซํ้าซาก ไม่จบไม่สิ้น และงบประมาณตรงนี้ก็กระจุกอยู่ทั่วไป ใครเป็นรัฐบาลก็ได้มาก ใครไม่เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้รับเลย เลือกปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอดมันจะดีได้อย่างไร
อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้เรามีแร่ที่สําคัญ ทรัพยากรมีมากมาย แต่ปรากฏว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่รู้ว่าทําอะไรอยู่ อย่างเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม แม้กระทั่งกระทรวงการคลัง อย่างกรณีเช่น ที่บ้านดิฉันมีเหมืองแร่โปแตชอาเซียน (Potash ASEAN) ซึ่งเกิดมานานแล้วรอกี่รัฐบาล ก็ไม่จบไม่สิ้นสักที ไม่เห็นผลสักที เมื่อคราวที่แล้วดิฉันได้ทวงถามท่านรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ด้วยว่าเหมืองแร่โปแตชจังหวัดชัยภูมิ ถึงไหนแล้ว ประชาชนรอฟังความหวังอยู่ ถ้าเราสร้างตัวนี้ขึ้นมาก็สามารถลดการนําเข้าปุ๋ ย หลายหมื่นล้านบาท และนํารายได้เข้าสู่ประเทศไทยหลายหมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน ก็อยากให้จัดสรรงบประมาณตรงนี้ให้จริงจังและเอาจริงเอาจังด้วย
ท่านประธานที่เคารพรักคะ การทํางบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ ดิฉันมีความเห็นว่าถ้ามองให้สําคัญหัวใจการทํางบประมาณก็คือการหารายได้ให้ได้ มากที่สุด ไม่จําเป็นจะต้องหาโดยวิธีการขูดรีดภาษีจากประชาชนโดยตรง แบบนั้นมันไม่สวย เรามีวิธีหาเงินได้หลายทาง จริง ๆ แล้วรายได้จากประเทศไทยนั้น รายได้จาก การท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นรายได้ที่สําคัญที่สุด แต่วันนี้การเมืองไม่นิ่งค่ะท่าน การเมืองไม่นิ่งอะไรมันก็ไม่ดีทั้งนั้น รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ส่งออกก็ส่งออกไม่ได้ อย่างเต็มที่ ประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว ในเรื่องนี้ก็ต้องฝากรัฐบาลว่าจะต้องมีความจริงใจ ในการแก้ปัญหาการเมือง ไม่ใช่ว่าปากว่าตาขยิบ ปากว่าปรองดอง ๆ ปรองดองแต่ปาก แต่วาจานั้นเชือด ประชาชนล้มตายไปเท่าไร ใครรับผิดชอบตรงนี้ ท่านอย่าหวังเลย การเมืองยังวิกฤติอย่างนี้ไม่มีวันจบสิ้น ดิฉันคิดว่าคนไทยทุกคนรักประเทศไทย รักบ้านเกิดเมืองนอน ดิฉันก็รักเช่นเดียวกัน ก็ขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่า ท่านจะจบเรื่องที่ท่านกระทําอยู่นี้เมื่อไร อย่าให้ประชาชนต้องเกิดความแตกแยกเลย สมานฉันท์ ปรองดอง ขอให้มันเป็นจริงนะคะ ดิฉันก็มีความคิดว่าหากไม่มีความยุติธรรม ความสามัคคีไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และที่สําคัญวันนี้เรามาพิจารณางบประมาณ ก็อยากให้งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้เป็นงบประมาณที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ไม่มีการรั่วไหล อย่างอดีตที่ผ่านมางบประมาณเป็นลักษณะกระจุกไม่กระจาย แต่ในงบประมาณปีนี้ ดิฉันได้สังเกตทุกกระทรวงแล้วว่าน่าจะเป็นงบประมาณที่เลือก ๒ มาตรฐานนะคะ ดิฉันคงไม่ต้องอธิบายว่า ๒ มาตรฐานเป็นอย่างไร ขอขอบคุณท่านประธานค่ะ
ต่อไปคุณประกอบ รัตนพันธ์ ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ที่ยอดวงเงินรวม ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ กระผม ได้ศึกษารายละเอียดของร่างงบประมาณแล้ว ผมกราบเรียนว่าเป็นร่างงบประมาณ ที่เกื้อหนุนต่อเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ได้อย่างดียิ่ง ผมอยากกราบเรียนว่า ในงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้น รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณครอบคลุม ยุทธศาสตร์ที่สําคัญของประเทศ ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน และที่สําคัญที่สุด รัฐบาลให้ความสําคัญกับภาคประชาชนเรื่องของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคง ของประเทศ เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ตั้งโครงการที่สําคัญ ๆ ในงบประมาณวงเงิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นหลายประการด้วยกัน อย่างเช่น
โครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปี ที่กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบอยู่ ก็เป็นที่ชื่นอกชื่นใจของผู้ปกครอง ของพี่น้องปวงชนชาวไทยทั้งหมด เพราะว่าในยุคนี้ เป็นการเรียนฟรีที่มีคุณภาพจริง ๆ
โครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้บุตรหลานของพี่น้องที่ไม่มีเงินทุนมาก พอมีโอกาสได้ศึกษาต่อถึงระดับปริญญาตรี ก็ถือว่าเป็ นโครงการที่มีความสําคัญยิ่ง ในการพัฒนาคุณภาพของเยาวชนของชาติ
โครงการกรรมสิทธิ์ในที่ดินถือว่าเป็นหัวใจที่สําคัญของคนจนที่ถือครอง ที่ดินในจํานวนน้อย ผมคิดว่าโครงการนี้ก็เป็ นโครงการที่ชนะใจพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกัน
โครงการที่เกื้อกูลต่อพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือโครงการประกันรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลภายใต้ การนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เล็งเห็นความสําคัญของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นบุคคลส่วนใหญ่ของประเทศชาติเรา ได้ทําโครงการประกันราคาข้าว ข้าวโพด มันสําปะหลัง รัฐประกาศไม่ให้พี่น้องเกษตรกรนี่ขาดทุน ผมกราบเรียนว่าเป็นโครงการ ที่รัฐบาลกล้าหาญชาญชัยมากในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่สําคัญที่สุดพี่น้องที่ปลูก ยางพาราของประเทศ ไม่ว่าภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลางในบางส่วน วันนี้มีความสุขมากครับ เพราะราคายางทะยานถึง ๑๐๐ กว่าบาทซึ่งไม่เคยปรากฏ มาก่อนในประเทศไทย ราคาปาล์ม ๔-๕ บาทต่อกิโลกรัม พี่น้องมีความสุข ผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐบาลทุ่มเทงบประมาณไปเพื่อที่จะบริหารจัดการให้พี่น้องเกษตรกร พี่น้องประชาชนมีความสุขแล้ว ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่เราน่าจะส่งเสริมสนับสนุน งบประมาณรายจ่ายปีนี้อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องลังเลใจ
ท่านประธานครับ หลังจากผมได้ศึกษางบประมาณรายจ่ายปี นี้แล้ว ผมชื่นใจมากที่รัฐให้ความสําคัญในภาคสังคมเป็ นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุทธศาสตร์ของการพัฒนาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร และการลด ความเหลื่อมลํ้าของประชาชน รัฐบาลให้งบประมาณ ให้ความสําคัญถึง ๓๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมงบประมาณในจํานวน ๖๒๔,๔๑๘ ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นการให้ความสําคัญ ในภาคสังคมที่มีความสําคัญยิ่ง
ในงบประมาณส่วนนี้รัฐให้ความสําคัญกับการศึกษา เพราะผมเคย กราบเรียนท่านประธานหลายครั้งว่าการศึกษาสร้างคนเพื่อที่จะให้คนไปสร้างชาติ ถ้าเกิดว่าผู้คนในชาติมีการศึกษาดีผมเชื่อว่าความวุ่นวายเหมือนที่เราประสบพบเห็นอยู่ ไม่นานมานี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน รัฐทุ่มเทงบประมาณการศึกษาทั้งระบบไม่เฉพาะ กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกระทรวงอื่นที่รับผิดชอบต่อการจัดการศึกษา ถึง ๔๒๒,๑๙๕ ล้านบาท คิดเป็น ๒๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในงบประมาณส่วนนี้ถ้าเรามาดู ในรายละเอียดของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งถือว่าเป็ นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบ การศึกษาของชาติ ที่รับผิดชอบในการพัฒนาเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพ นําไปสู่ ความเจริญเติบโต ความแข็งแกร่ง ความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐให้งบประมาณสูงที่สุด เท่าที่เคยจัดตั้งงบประมาณมาคือ ๓๘๘,๐๕๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เป็นงบประมาณที่พี่น้องประชาชนคนไทยมีความสุขมาก เพราะรัฐให้ความสําคัญ เรื่องของการศึกษา เรื่องสังคม และเรื่องความมั่นคงของชาติ ท่านประธานครับ งบประมาณในส่วนของการศึกษาทั้งหมดผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งท่านให้เกียรตินั่งรับฟังอยู่ขณะนี้ว่า นอกจากที่ท่านจะนํางบประมาณส่วนนี้ไปพัฒนาการศึกษาของประเทศชาติแล้ว ไปพัฒนาเรื่องคุณภาพการศึกษาที่พวกเรากังวลอยู่อย่างมาก ไม่ว่าคุณภาพในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา
แต่ขอฝากเรื่องสําคัญสัก ๒-๓ เรื่องก็คือ เรื่องการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เรื่องการแยกแยะความดีความชั่วให้พี่น้องประชาชนได้รู้อะไรถูก ไม่ถูก วันนี้เรามีปัญหาถ้าเกิดพี่น้องประชาชนขาดคุณธรรม ขาดความยั้งคิดที่ถูกต้อง ก็นําบ้านเมืองไปสู่การล่มสลาย เหมือนที่เราพบเห็นวันนี้พี่น้องที่ไม่เข้าใจ ขาดการศึกษา ไปเผาบ้านเผาเมืองทําลายชาติอย่างมหาศาลไม่เคยปรากฏมาก่อน ผมขอฝากไว้ด้วย ขอบพระคุณมากครับ
ต่อไปคุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข อยู่ไหมครับ ไม่อยู่ผมก็จะอ่านรายชื่อที่จะอภิปรายต่อไปนะครับ มีคุณมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ คุณนันทนา ทิมสุวรรณ คุณยรรยง ร่วมพัฒนา คุณอนุรักษ์ บุญศล คุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ มีอะไรครับ คุณประท้วงหรือเปล่า มีอะไร
ไม่ได้ประท้วงครับ หารือครับท่านประธาน คือในสัดส่วนผู้อภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากทางวิปได้คุยกันแล้วก็คือว่า จะขอให้ลดเวลาผู้อภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์เหลือคนละ ๕ นาที
ลดเหลือกี่นาที
๕ นาทีครับ
บางท่านเห็นเหลือ ๔ นาทีก็มี
ในส่วนที่เหลือ ๔ นาทีก็คือ ๔ นาที แต่ว่าที่ ๗ นาทีขอให้เหลือ ๕ นาทีครับ
ลดจาก ๗ นาทีมาเหลือ ๕ นาทีนะครับ
ครับ
ฝ่ำยรัฐบาลทั้งหมดนะครับ
ไม่ครับ เฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนครับท่านประธาน เนื่องจากเราจะสามารถปิดประชุมได้ตอน ๓ ทุ่มครึ่ง
ทําไมไปปิดปากเขา มากเกินไป
ไม่ใช่ครับท่านประธาน ทางวิปเราคุยกัน ก็คือเราต้องการที่จะปิดประชุมสภาตอน ๓ ทุ่มครึ่ง
เสียเวลา เดี๋ยวผม ดําเนินการตามที่คุณสั่ง เชิญนั่งครับ คุณเปล่งมณีมาแล้ว เชิญ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันในการร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ดิฉันก็ได้ ศึกษาพิจารณาแล้วมีหลาย ๆ กระทรวง หลาย ๆ มาตราที่ดิฉันมีความคลางแคลงใจ ในการที่กระทรวงแต่ละกระทรวงซึ่งเป็นกระทรวงเศรษฐกิจได้รับงบประมาณเป็นจํานวน ที่น้อยมาก อย่างเช่น กระทรวงพาณิชย์ได้งบประมาณทั้งหมดแค่ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเศรษฐกิจทั้งหลาย ซึ่งทําเงินงบประมาณให้กับประเทศชาติมากมายรวมแล้วได้แค่ ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง ดิฉันแปลกใจมาก ไม่ทราบว่าทางผู้บริหารประเทศคือรัฐบาลคิดอย่างไร กับกระทรวงเหล่านี้ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดิฉันให้ความสําคัญ อย่างมาก เพราะว่าพี่น้องประชาชนคนไทย ๖๔ ล้านคน ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ของประเทศเป็นเกษตรกร และพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย ๑๒๒ ล้านไร่ คิดเป็น เปอร์เซ็นต์ ๓๘.๒ เปอร์เซ็นต์ เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศที่ทําการเกษตรแต่ได้งบประมาณ เพียง ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงินแค่ ๗๖,๑๓๘ ล้านบาทเศษเท่านั้นเอง และโดยเฉพาะ กรมชลประทานได้งบประมาณเพียง ๔๑,๕๘๒ ล้านบาทเศษ อันนี้ดูภาพรวม ของงบประมาณทั้งประเทศที่ปีนี้ตั้งอยู่ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบเปอร์เซ็นต์แล้ว น้อยมาก กรมชลประทานได้แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นกรมที่ดูแลเรื่องนํ้าให้กับ พี่น้องเกษตรกร ที่ตัวดิฉันว่าปัญหาของเกษตรกรเรื่องนํ้านี้เป็นเรื่องที่มีมายาวนาน และมาดูเปรียบเทียบกับกระทรวงที่พี่ ๆ เพื่อน ๆ ได้อภิปรายกันมา เช่นกระทรวงกลาโหม กระทรวงนี้ได้งบประมาณถึง ๑๗๐,๒๘๕ ล้านบาทเศษ คิดเป็ นเปอร์เซ็นต์ได้ถึง ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามากนะคะ เพราะว่าอะไรคะ เมื่อปี ๒๕๕๒ ตัวดิฉันได้มีโอกาส เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ก็ได้พิจารณางบของกระทรวงกลาโหมนี้ละค่ะก็ว่าทําไม มากมายก่ายกอง สาเหตุนะคะ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ส่วนมากจะเป็นงบผูกพันที่ผูกพันมาตั้งแต่สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ พวกเราไม่สามารถตัดทอนลงได้เลยซึ่งเป็นงบผูกพัน จนมาปัจจุบันนี้ก็คิดว่างบตรงนี้ ก็ควรที่จะลดลงได้แล้ว สาเหตุเพราะว่าตอนนี้ไม่มีอริราชศัตรูใดทั้งหลาย ไม่ว่าภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันตก ไม่มีแล้ว ตอนนี้เราควรที่จะใช้นโยบาย อย่างของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เปลี่ยนสนามรบให้เป็ น สนามการค้า วันนี้ ณ เวลานี้ปี ๒๕๕๓ แล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย ฝูงบินทั้งหลาย ไม่ใช่ไม่มีความสําคัญ มีความสําคัญ แต่ควรที่จะเพียงพอแล้วหรือยัง ความเข้มแข็ง ของประเทศน่าจะมีเพียงพอแล้ว เราควรที่จะมาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจไม่ดีกว่าหรือ สาเหตุเพราะว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดีประเทศไทยมีผลกระทบ เราควรที่จะมุ่งด้านนี้ และเศรษฐกิจบ้านเราส่วนมากก็ได้มาจากการค้าพืชไร่ของพี่น้องเกษตรกรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะให้ความสําคัญกับงบประมาณตรงนี้นะคะ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ มีมากมายก่ายกองที่ต้องการนํ้าทางภาคการเกษตร ปริมาณความต้องการมีสูงถึง ๕๕,๗๓๕ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ๗๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ในประเทศไทยมีความจุหรือมีปริมาณรองรับแค่เพียง ๕๒,๗๔๑ ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงเกิดภาวะขาดแคลนนํ้าหรือความต้องการ ใช้นํ้าเป็ นจํานวนมากถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร และที่สําคัญในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งต้นทุนนํ้าแค่เพียง ๑๐,๐๘๓ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีความต้องการถึง ๑๓,๓๐๗ ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเกิดภาวะขาดแคลนนํ้ามาก ถึง ๓,๒๒๔ ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหลายนี้ก็ควรที่จะได้รับการแก้ไข
ปัจจุบันประเทศไทยเรามีภาวะภัยแล้ง อุทกภัย ณ ปัจจุบันนี้มีปัญหา เรื่องภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นปัญหาสําคัญ และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้ง ประเทศไทยของเรา ได้เสียงบประมาณ เป็นข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๓ ๓๖ จังหวัด รวมเป็ น ๒๗๗ อําเภอ ๑,๘๗๔ ตําบล ๑๓,๙๗๕ หมู่บ้าน มีพื้นที่ของพี่น้องเกษตรกรเสียหายถึง ๑๑๘,๔๑๘ ไร่ พืชไร่ ๑๑๔,๒๒๗ ไร่ นาข้าว ๓,๔๓๑ ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ อีก ๖๕๖ ไร่ การช่วยเหลือนะคะ ทางกระทรวงมหาดไทยช่วยเหลืออะไรคะ บรรจุนํ้าไปช่วยแจกจ่ายนํ้าอุปโภคบริโภค การซ่อมแซม สร้างทํานบ ฝายชั่วคราว ปิดกั้นลํานํ้า ขุดลอกแหล่งนํ้า ใช้งบประมาณ ในการดําเนินการไปแล้วถึง ๒๖๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการแก้ไข ทําไมล่ะคะพวกเราไม่หาทางป้ องกันโดยการใช้งบประมาณแค่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาระบบนํ้าในประเทศไทยทั้งระบบ ตรงนี้ดิฉันก็ขอเสนอแนะ ดังนั้นจึงขอ ฝากรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขปัญหานํ้าให้กับพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสําคัญ และร่างพระราชบัญญัตินี้ดิฉันเห็นว่ามันมีการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละกระทรวง แบบไม่ยุติธรรม ก็อยากให้รัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ออกไปและนําไปแก้ไขให้กับ กระทรวงที่มีความสําคัญทางด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และดิฉันเน้นกรมชลประทานควรที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้า เป็นสิ่งสําคัญ ก็ฝากเรื่องนี้ด้วย
เวลาที่เหลือดิฉันขอฝากปัญหาหลาย ๆ เรื่อง เกี่ยวกับเรื่องถนน เช่น ถนนไร้ฝุ่นที่พี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ส.ส. พูดมาว่านโยบายถนนไร้ฝุ่น ไม่ใช่ถนนไม่เป็นฝุ่น ท่านไปรื้อลาดยางใหม่ แล้วก็ไม่ได้มีคุณภาพเท่าไร แต่พี่น้องประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้าน และในแหล่งทุรกันดารอีกมากมายที่ต้องกินฝุ่นอยู่ทุกวันนี้ ท่านไม่เห็นบ้างเลยหรือว่า ส.ส. หลายคนออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านคมนาคมให้กับพี่น้องประชาชน อย่างยุติธรรม เพราะพวกเขาไม่มีความผิดใด ๆ ภาษีอากรเขาเสียเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฝากเรื่องการคมนาคมและแหล่งนํ้าด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๗ นาที
ผม มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมเป็น ผู้แทนราษฎรมา ๒ ปีกว่าได้อภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจําปีมาทุกครั้ง ครั้งแรกถ้ายังจําได้ก็คงจะอภิปรายในเรื่องของงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ครั้งนั้นผมจะเน้น ในเรื่องการศึกษา เมื่อปี ที่แล้วงบประมาณรายจ่ายประจําปี นั้นก็ได้มีการพูดถึง การอภิปรายในภาพรวมซึ่งจะเน้นในเรื่องเงินกู้เป็นส่วนหลัก เพราะว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ พ.ร.บ. ที่ยังไม่ผ่านสภานั้นได้มาช่วยเสริมทัพ ให้กับงบประมาณของปี ๒๕๕๓ จาก ๑.๗ ล้านล้านบาทนั ้นได้มาบวกกับอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเป็น ๒.๑ ล้านล้านบาท ที่มาใช้งบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๕๓ ก็คือปีนี้ทั้งปี แต่ว่าเนื่องจากทางรัฐบาลนั้นได้มีการใช้งบประมาณของโครงการเอสพี ๒ หรือว่าโครงการไทยเข้มแข็ง จึงทําให้เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นทําให้เพิ่มจาก ลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลนั้นสามารถที่จะจัดเก็บภาษีได้มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่มขึ้นมา จึงเป็นเรื่องที่มาของรัฐบาลนั้นไม่จําเป็นที่จะต้องไปกู้เงินเพิ่มใน พ.ร.บ. เงินกู้
ส่วนปี นี้ก็มาพูดถึงในเรื่องงบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๕๔ นั่นหมายความว่างบประมาณ ๒.๐๗ ล้านล้านบาทนั้น ผมก็จะเน้นในเรื่องของ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก ต้องเข้าใจว่าผลผลิตที่จะสร้างมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์แบบได้ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างครับท่านประธาน ดังเช่น เรื่องของการศึกษา เรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะ เรื่องของการสาธารณสุข ท่านประธานครับ วันนี้มีอยู่ ๒ หลัก ในเรื่องของกระทรวง สาธารณสุขมีการตั้งงบประมาณเอาไว้ ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมากกว่า ปี ที่แล้ว ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น หรือว่าคิดเป็ นสัดส่วน ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้งหมดเลย ในสัดส่วนผลผลิต ที่ประชาชนจะได้รับและการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยอยู่ในงบประมาณ ในสัดส่วนของสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ตั้งงบเอาไว้ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น พอมาดูในรายละเอียดที่เป็นผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน สํานักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุขก็ได้มีการตั้งโครงการ ไม่ว่าจะเป็ น เปลี่ยน ทดแทน หรือว่าเพิ่มเติม สิ่งที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะเป็นครุภัณฑ์ อาคาร ที่ดิน ค่าก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอาคาร ตึกผู้ป่ วยอุบัติเหตุ ตึกผู้ป่ วยนอก แต่ในสัดส่วนของจังหวัดนนทบุรีเท่าที่ผมได้ดู ในรายละเอียดนั้นก็จะพบว่าจังหวัดนนทบุรีได้รับการจัดสรรมาหลายต่อหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นอาคารผู้ป่วย ๖๐ ห้องของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าซึ่งจะสามารถเพิ่มจํานวน เตียงผู้ป่วยได้ อาคารพักพยาบาล ๓๒ หน่วย เป็นอาคาร ค.ส.ล. คอนกรีตเสริมเหล็ก ๕ ชั้น ได้แก่ โรงพยาบาลบางใหญ่ โรงพยาบาลไทรน้อย แล้วก็โรงพยาบาลปากเกร็ดด้วยก็ดี ท่านประธานครับ จังหวัดนนทบุรีนั้นต้องถือว่าเป็นจังหวัดที่น่าสงสารมาก นั่นก็เพราะว่า ใครต่อใครหลายคนคิดว่าจังหวัดนนทบุรีนั้นเป็นจังหวัดที่เจริญแล้ว มีการพัฒนา ทุกรูปแบบแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าจังหวัดนนทบุรีนั้นมีเขตติดต่อกับกรุงเทพมหานคร แต่ในสภาพความเป็นจริงโรงพยาบาลของรัฐเป็นโรงพยาบาลประจําอําเภอเองก็ดี ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาเลย อาคารยังเป็นอาคารเก่าแก่อยู่ ยังไม่มีการพัฒนาที่จะสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา ถึงแม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขนั้นจะตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีเองก็เถอะ ผมยังมีความมั่นใจว่า พ.ร.บ. เงินกู้ที่มีสัดส่วน ในการที่จะสร้างอาคารผู้ป่วยนอกนั้นอยู่ในตัวของ พ.ร.บ. เองก็ดี แต่ว่าเนื่องจากวันนี้ รัฐบาลไม่คิดที่จะไปให้สภานั้นอนุมัติในสัดส่วนของ พ.ร.บ. เงินกู้แล้วจึงทําให้โครงการ อาคารผู้ป่วยนอกที่อยู่ในบัญชีของ พ.ร.บ. เงินกู้นั้นขาดหายไป ทําให้อาคารต่าง ๆ ของโรงพยาบาลประจําอําเภอนั้นขาดหายไปเช่นกันครับท่านประธาน น่าเห็นใจครับ ผมว่าน่าเห็นใจจริง ๆ แต่ผมก็สงสารพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรี ที่วันนี้โครงการที่จะสามารถขยายโอกาสได้ตอนนี้ถูกลดน้อยลงไปแล้ว ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้ ทางนายกรัฐมนตรีจะแถลงการณ์แล้วว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อยู่ในสัดส่วนของ พ.ร.บ. เงินกู้นั้นจะจัดเข้ามาอยู่ในสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจําปีก็เถอะครับ แต่ว่า ในสัดส่วนของอาคารพักผู้ป่วยนอกนั้นยังไม่มีครับ ท่านประธานครับ วันนี้พวกเราเฝ้ำรอดูงบประมาณที่จะขยายอาคารผู้ป่ วยนอก เพื่อการพัฒนาศักยภาพ ในการรับผู้ป่ วยนอกที่จะมารับการรักษาพยาบาลของตนเองนั้นได้ เพราะว่าเวลาฉุกเฉินจริง ๆ พี่น้องที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองนั้นจําเป็นที่จะต้องส่งต่อ เข้ามาที่โรงพยาบาลประจําอําเภอ แต่ว่าเครื่องไม้เครื่องมือไม่มีเพียงพอครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องทรานซิท (Transit) จากนอกตัวเมืองเข้ามาสู่ในตัวเมือง ซึ่งทําให้เสียเวลาอาจจะไม่ทันกาลเสียชีวิตกันมานักต่อนักแล้วครับท่านประธาน
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังค้างคาใจอยู่แต่ว่าเวลาคงจะไม่เพียงพอแล้ว เพราะว่าเหลืออีกแค่ ๑ นาทีครึ่ง นั่นก็คือความข้องใจเป็นอย่างมากในเรื่องของสภาพัฒน์ ที่มีการจัดลําดับความสําคัญของงบประมาณต่าง ๆ วันนี้คําถามที่ยังค้างคาใจก็คือ สภาพัฒน์นั้นใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาไพรออริตี้ (Priority) ที่ ๑ หรือว่า ความสําคัญที่ ๑ ความสําคัญที่ ๒ แล้วก็ส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีให้มีการพิจารณา งบประมาณต่าง ๆ นั้น ดังตัวอย่างบัญชีโครงการตามแผนพัฒนาราชการ ของจังหวัดนนทบุรี วันนี้ทางจังหวัดนั้นไม่ได้จัดลําดับเลยว่าตรงไหนอยู่ลําดับที่ ๑ ตรงไหนอยู่ลําดับที่ ๒ แต่ว่าได้เขียนงบประมาณเพื่อที่จะเสนอของบประมาณไป ในภาพรวม เสร็จแล้วสภาพัฒน์นั้นก็ได้มีการฟิกซ์ (Fix) เอาไว้ว่าตรงนี้แหละคือลําดับที่ ๑ ตรงนี้แหละคือลําดับที่ ๒ ซึ่งไม่ได้ถามกับทางหัวหน้าส่วนราชการ จึงทําให้วันนี้ โครงการต่าง ๆ ออกมายังไม่ถูกต้องเท่าที่ควรไม่ว่าจะเป็ นในการพัฒนาสถานที่ และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีที่ได้งบประมาณไป ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งลักษณะของงานนั้นคือปรับพื้นสนามหน้าอาคารเรียน ที่ทรุดร้าวและแตกแยก ซ่อมแซมท่อและรางระบายนํ้าให้ใช้งานได้อีก เพื่อให้นักเรียนนั้น ทํากิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งลงตรงนี้อยู่ในตัวเมือง งบประมาณต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ ของเทศบาลนั้นมีเพียงพอครับ แต่ว่านักเรียนที่อยู่ข้างนอกนั้นยังห่างไกลอยู่มาก วันนี้ ก็ต้องขอให้ทางสภาพัฒน์นั้นได้ช่วยชี้แจงนะครับ ไม่ว่าจะผ่านมาทางคณะกรรมาธิการ งบประมาณที่จะตั้งขึ้นในอนาคต ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปคุณนันทนา ทิมสุวรรณ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ เราก็ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ วันนี้ก็เป็นวันที่ ๒ แล้วซึ่งก็มีเพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูดไปถึงหลาย ๆ กระทรวงแล้ว ในส่วนของดิฉันเองซึ่งดิฉันนั้นสนใจในเรื่องการท่องเที่ยวก็จะขอพูดในเรื่องการท่องเที่ยว ในงบประมาณที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ในปีนี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดูว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ประมาณการรายรับของรัฐบาลนั้นมีแค่เพียง ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ก็แสดงว่าปีนี้รัฐบาลต้องกู้เงินมาเพิ่มอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้รายจ่ายและรายรับนั้นสมดุลกัน ปีที่แล้วรัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็กู้เพิ่มตาม พ.ร.ก. เงินกู้อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าปี ๒๕๕๓ รัฐบาลใช้เงิน ไปทั้งสิน ๒,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แสดงว่าในปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ นั้นรัฐบาลก็ใช้เงิน พอ ๆ กันแหละค่ะไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่า ๆ กัน ท่านประธานคะ ต้องยอมรับว่ารายได้ของประเทศเราส่วนใหญ่ก็มาจาก ๓ ส่วน ๓ ภาคใหญ่ ๆ ก็คือ ภาคการเกษตร ภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ต้องยอมรับว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของเราประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้จากการขาย สินค้าเกษตร แต่ในปีที่ผ่านมาราคาสินค้าเกษตรหลายตัวมีราคาตกตํ่า ในขณะที่ต้นทุน การผลิตนั้นไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ ย ยาฆ่าแมลง ล้วนแล้วแต่มีราคาสูงทั้งนั้นทําให้ พี่น้องเกษตรกรประสบกับการขาดทุน บางคนถึงกับเป็นหนี้เป็นสินประสบความยากลําบาก ในการใช้ชีวิต แล้วหันมาดูในเรื่องของการส่งออกก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกตํ่าทําให้การส่งออกของเราก็แย่ตามไปด้วยก็ทําให้ รายได้ในส่วนนี้นั้นไม่แน่นอนแล้วก็ลดลงด้วย
ในส่วนที่คิดว่ายังพอมีความหวังก็คือในเรื่องของการท่องเที่ยวที่จะสร้าง รายได้ให้กับประเทศเราแล้วก็พี่น้องประชาชน ในอดีตนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้น อยากที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เพราะเห็นว่าประเทศของเรานั้นเป็นประเทศที่สงบ คนไทยมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีนํ้าใจโอบอ้อมอารี มีไมตรีจิต ได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม นอกจากนั้นประเทศไทยก็ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม มีป่าเขาลําเนาไพร มีนํ้าตก มีทะเล มีหาดทราย แล้วก็แสงแดดที่อบอุ่นค่ะ สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย และการที่นักท่องเที่ยวแต่ละคนได้เข้ามาเที่ยวนั้นก็จะต้อง มาจับจ่ายใช้สอยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่าอยู่ ค่าช็อปปิ้ง (Shopping) สิ่งที่ตามมาก็คือ ร้านอาหาร โรงแรม ศูนย์การค้าต่าง ๆ ที่จะได้ดําเนินธุรกิจไปได้นะคะ มีอีกหลาย ๆ อย่าง ที่สามารถที่จะสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนของเรา โดยเฉพาะ ในปัจจุบันนี้ก็มีการท่องเที่ยวในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เกิดธุรกิจสปา (Spa) ซึ่งโด่งดัง ไปทั่วโลกตามมา นักท่องเที่ยวบางส่วนก็ชอบที่จะมาใช้ชีวิต ศึกษาวิถีชีวิตแบบพอเพียง การใช้ชีวิตแบบไทย ๆ ชอบไปอยู่ตามชนบทต่าง ๆ ก็ทําให้เกิดธุรกิจโฮม สเตย์ (Home stay) ขึ้นมาอีกค่ะ นอกจากนั้นประชาชนก็ยังมีโอกาสที่จะได้ขายสินค้าโอทอปและของที่ระลึก ต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วยนะคะ ท่านประธานคะ ในปี ๒๕๕๒ นั้น เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยถึง ๑๔,๐๙๔,๖๓๑ คน ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศเราเป็นจํานวนถึง ๕๒๗,๐๐๐ ล้านบาท คิดดูแล้วก็มากถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าเราสามารถที่จะเพิ่มจํานวนนักท่องเที่ยวได้ แน่นอนค่ะรายได้ของเราต้องเพิ่มขึ้นแน่ ๆ ท่านประธานคะ รัฐบาลนั้นทราบดีอยู่แล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ วันที่ท่านแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ นั่นละค่ะว่าสังคมไทยในขณะนั้นมีความขัดแย้ง ประชาชนมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องการเมือง การบริหารประเทศ มีการชะลอตัวของการส่งออก มีการชะลอ การลงทุนของภาคเอกชน การลดลงของราคาสินค้าเกษตร และการลดลงของนักท่องเที่ยว ต่างชาติด้วย ท่านบอกว่าปัญหาเหล่านี้ต้องเร่งแก้ไข ท่านก็มีนโยบายเร่งด่วน ที่จะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีแรกอย่างชัดเจนค่ะ หนึ่งในนโยบายเหล่านั้นก็คือ การฟื้นฟูในภาคบริการและการท่องเที่ยว ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ต่างชาติ เร่งรัดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยดําเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐ แล้วก็เอกชนในการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งเสริมให้คนไทย เที่ยวในประเทศ มีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราหรือวีซ่า (Visa) การยกเว้น ค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติ การยกเว้นค่าธรรมเนียมการลงจอดสนามบิน เพื่อดึงดูดให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น ทําให้ในปี ๒๕๕๒ นั้นเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง ๑๔ ล้านกว่าคน และในปี ๒๕๕๓ นี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ประมาณการ ไว้ว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวถึง ๑๖ ล้านคน แต่จากสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาลในการเข้าสลายการชุมนุมของพี่น้องประชาชน ที่มาชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ว่าท่านจะใช้คําพูดที่สวยหรูว่าเป็นการขอคืนพื้นที่หรือเป็นการกระชับพื้นที่ก็ตาม แต่ความหมายของมันก็คือการชุมนุมทางการเมืองของพี่น้องประชาชนได้ถูกท่านใช้กําลัง ทหารมาปราบปรามพี่น้องประชาชนนั่นเอง การนําเสนอข่าวสารในเรื่องของการชุมนุม ทางการเมืองของพี่น้องประชาชนว่ามีกลุ่มก่อการร้ายบ้าง มีกองกําลังติดอาวุธบ้าง มีภาพข่าวทหารออกมาประจําตามจุดต่าง ๆ เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดค่ะ แม้กระทั่ง การประชุมสภาของพวกเราก็ยังมีทหาร มีตํารวจ อยู่รอบ ๆ สภาเต็มไปหมดเลยค่ะ ท่านประธาน
ผมว่าเอางบประมาณ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่เอาไว้วันที่ ๓๑ กับวันที่ ๑ นะครับ ตกลงกันอย่างนั้น เอาเรื่อง งบประมาณครับ
ดิฉันเล่าให้ฟังค่ะท่านประธาน เพราะว่า สิ่งเหล่านี้คือความจริง เพราะว่าภาพเหล่านี้มันเป็ นการทําลายบรรยากาศของ การท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะท่านประธาน จากข่าวสารทั้งหมดที่แพร่ออกไปทําให้ ทั่วโลก ๑๒ ประเทศห้ามประชาชนของเขาเดินทางเข้ามาในประเทศเราค่ะ ๒๕ ประเทศ เตือนภัยระดับ ๔ ก็คือให้ทบทวนการเดินทางมาในประเทศไทย ๖ ประเทศเตือนภัย ระดับ ๓ ว่าอย่าเข้าไปในที่ชุมนุม และอีก ๔ ประเทศเตือนภัยระดับ ๒ ให้ติดตามข่าวสาร ท่านประธานเห็นไหมคะว่าการท่องเที่ยวของเรานั้นเสียหายไปขนาดไหน และถ้าเรายัง ไม่เร่งฟื้นฟู ยังไม่เร่งให้ความสําคัญ รายได้ของเราก็จะลดลงตามไปด้วยนะคะ การที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเที่ยวในประเทศของเราเขาย่อมต้องการความมั่นใจว่าเขาเดินทาง เข้ามาแล้วเขาจะได้รับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย เขาสามารถที่จะไปที่ไหนก็ได้ อย่างสบายใจในผืนแผ่นดินนี้ รัฐบาลจะทําอย่างไรเพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว ให้กลับมาเหมือนเดิมคะ ต้องเร่งฟื้นฟูอย่างยิ่งใหญ่ค่ะ แต่ดิฉันเห็นงบประมาณที่ท่าน จัดให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ค่อนข้างที่จะกังวล ปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาได้งบประมาณไป ๕,๘๓๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๐.๓ ของงบประมาณ ทั้งหมด และในเงินจํานวนนี้นั้นก็ไม่ได้ใช้เฉพาะในเรื่องของการท่องเที่ยว แต่ยังต้อง จัดสรรไปในเรื่องของการส่งเสริมทางด้านกีฬาด้วยนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีส่วนหนึ่ง ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มาอีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันก็ยังคิดว่า มันน้อยเกินไปอยู่ดีในสถานการณ์อย่างนี้นะคะ ในสถานการณ์ที่ภาคการท่องเที่ยวนั้น เสียหายยับเยินต้องเร่งทําการฟื้นฟู ท่านยังให้ความสําคัญเพียงแค่นี้เองนะคะ ดิฉันคิดว่า ท่านจัดงบประมาณยังไม่เหมาะสมค่ะ บางเรื่องที่ควรส่งเสริมท่านก็ให้งบประมาณมา นิดเดียว บางเรื่องที่ดิฉันคิดว่ายังมีความจําเป็นรองลงมาท่านก็กลับไปให้งบประมาณ อย่างคาดไม่ถึง ไม่ทราบว่าท่านคิดอะไรอยู่นะคะ และอยากจะฝากไปถึงกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาด้วยว่าท่านพอใจแล้วหรือคะกับงบประมาณขนาดนี้ ท่านคิดว่า มันเพียงพอที่จะกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ กู้บรรยากาศของการท่องเที่ยวให้กลับคืน มาได้เหมือนเดิมไหมคะ ดิฉันคิดว่าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นน่าจะมี นโยบายหรือมีทิศทางที่ชัดเจน ดิฉันยังไม่เห็นเลยค่ะไม่ว่าจะเป็ นในระยะสั้น หรือในระยะยาวก็ตาม ก็อยากจะฝากทางรัฐบาลว่าให้ช่วยพิจารณาใหม่ด้วย อย่างไรก็ยังทันนะคะ เพราะว่าดิฉันคิดว่ายังมีงบประมาณอีกหลายส่วนที่ท่านจะนํามา เพิ่มเติมให้ในเรื่องของการท่องเที่ยวได้ ถ้าหากว่ารัฐบาลนั้นมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ในเรื่องนี้ก็กรุณาแก้ไขแล้วก็ปรับปรุงใหม่ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
คุณยรรยง หรือคุณทวีวัฒน์ ใครก่อนใครหลัง เรียงตามลําดับเลย คุณยรรยงก่อนก็แล้วกัน คุณนั่งอยู่แล้ว ถ้าไม่อภิปรายก็ถอนตัวนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยรรยง ร่วมพัฒนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายประจําปีที่รัฐบาล จะต้องเอาไปใช้จ่ายเพื่อใช้บริหารประเทศ แต่ท่านประธานจะสังเกตดูได้ว่าในเรื่อง การจัดสรรงบประมาณประจําปีล้วนแล้วแต่ไปกระจุกอยู่ที่บางแห่งและบางที่ซึ่งไม่ตรงกับ ความต้องการของพี่น้องประชาชนจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณแต่ละปีนั้น จะเห็นได้ว่าจะไปกระจุกตัวอยู่ที่บางแห่ง จากการสํารวจของรัฐบาลทุก ๆ ปีจะเห็นได้ว่า พี่น้องประชาชนคนภาคอีสานนี่ยากจนที่สุดในประเทศไทยเป็ นเพราะอะไรครับ ท่านประธาน ก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลไม่ค่อยเอาใจใส่หรือจะดูแลพี่น้องประชาชน คนภาคอีสานบ้านผม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องที่ จะได้เห็นว่าพี่น้องประชาชนคนบ้านผมนี่เสร็จจากการทําไร่ทํานาแล้วก็ไม่มี อาชีพอื่นทํา ไม่มีรายได้เสริม นอนรอ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พี่น้องประชาชนคนภาคอีสานของเรายังต้องรอคอยความหวังจากรัฐบาลเพื่อจัดสรร งบประมาณไปให้ และจะสังเกตได้ว่าหลังจากการทําไร่ทํานาแต่ละปี นั้นพี่น้องประชาชนคนบ้านผม ส่วนใหญ่แล้วจะทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องออกไปหารับจ้างหรือทํางานในที่อื่น ๆ ผมไปที่หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านสังเกตดูได้เลยว่าจะเห็นคนหนุ่มคนสาวนี้ยากมาก จะเจอเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งถือว่ารัฐบาลในปัจจุบันนี้ก็ให้เบี้ยยังชีพคนเฒ่าคนแก่เพื่อเป็ นเบี้ยยังชีพ เพื่อเป็นรายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ มันไม่พอนะครับ เบี้ยยังชีพแค่ ๕๐๐ บาท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินจํานวนนี้กว่าท้องที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งจะจ่ายไปให้ บางครั้ง บาง อบต. บางตําบล ๓ เดือนจ่ายครั้งหนึ่งก็มี แต่ในขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า เงิน ๕๐๐ บาทเดี๋ยวนี้มันน้อยไปครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะเดี๋ยวนี้ คนเฒ่าคนแก่ไม่ได้กินคนเดียวแล้วครับ มันมีลูกมีหลานมาคอยกินด้วย ก็เพราะว่า คนเฒ่าคนแก่เดี๋ยวนี้อยู่แล้วก็มีเด็ก ๆ มาคอยกิน ยากจนอยู่แล้วก็ยังมีเด็ก ๆ มาช่วยกิน เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าคนหนุ่มคนสาวที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องไปทํางานที่อื่น ไปได้เสีย เป็นเมียผัวกันเสร็จแล้วมีลูกมีเต้าก็ส่งมาให้คุณตาคุณยายเลี้ยง ซึ่งภาษาบ้านผมเขาบอกว่า เด็กน้อยเอากันคนเฒ่ามีลูก เขาว่าอย่างนั้น นั่นก็หมายถึงว่าคนเฒ่าคนแก่อยู่ที่บ้าน อยู่เฉย ๆ ก็มีคนมาช่วยกินช่วยใช้ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีโอกาสตรงนี้รัฐบาลจะต้อง ส่งเสริมให้คนเฒ่าคนแก่มีรายได้เพิ่มขึ้น เบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาทนี้ผมว่ามันน้อยไปครับ ท่านประธาน
อีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนคนบ้านผม มีอาชีพเกษตรกรรมครับ ๙๕ เปอร์เซ็นต์มีอาชีพทํานาแต่ทําแล้วไม่รํ่ารวยกับเขาสักทีครับ ยิ่งทําก็ยิ่งยากจน ยิ่งทําก็เป็นหนี้เป็นสิน เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่า ชาวไร่ชาวนาบ้านผมไม่สามารถจะกําหนดการขายข้าวด้วยตัวเองได้ อยู่ที่พ่อค้า อยู่ที่โรงสี จะเป็ นคนกําหนดราคาข้าว เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็ นข้อเสียเปรียบ ที่พี่น้องชาวไร่ชาวนาของเรานั้นเสียโอกาสเป็นอย่างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนคนบ้านผมทํานาได้ปีละหนเดียว ถ้าปี ไหนเทวดาขยันหน่อยปี นั้น ก็พออยู่ได้ ถ้าปีไหนเทวดาขี้เกียจปีนั้นฝนแล้งครับ แต่ถ้าขยันเกินไปนํ้าก็ท่วมอีกครับ นี่คือความลําบากลําบนของพี่น้องประชาชนคนบ้านผม อยากจะให้รัฐบาลได้ดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมานั้นพี่น้องประชาชนของผมชื่นอกชื่นใจเกี่ยวกับเรื่องนโยบาย ประกันราคาข้าวที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยของเราได้มีแนวคิดตรงเรื่องนี้ แต่ข้อเสียเปรียบ อย่างหนึ่งก็คือว่าการประกันราคาข้าวในภาคอีสานของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางจังหวัดสุรินทร์นั้นรายได้ต่อไร่ ๓๕๙ กิโลกรัมต่อไร่มันน้อยไปครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีที่ผ่านมารัฐบาลจะต้องกําหนดให้สูงขึ้นกว่านี้จะต้องให้ได้อย่างน้อย ๔๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ มันถึงจะอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนคนบ้านผมทํานาปี ละหนเดียว ไม่เหมือนกับคนภาคกลางทํานาได้ปีละ ๓ หนนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเปรียบเทียบตรงนี้ มันจะเสียเปรียบกันเป็นอย่างมาก ปีหนึ่งได้ ๑๕,๓๐๐ บาท ในขณะที่คนภาคกลาง ถึงแม้จะได้เกวียนละ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าปี หนึ่งเขาทําถึง ๓ หน เพราะฉะนั้น ข้อเสียเปรียบตรงนี้มันมีมาก อยากจะให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือดูแลตรงนี้ ซึ่งถือว่า เป็ นงบประมาณและถือว่าเป็ นโครงการที่ดีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็ นเรื่อง ที่พี่น้องประชาชนของเรามีความต้องการอย่างมาก
เกี่ยวกับเรื่องนํ้าทํานาเช่นเดียวกันครับท่านประธาน นํ้าทํานานี้รัฐบาล จะต้องจัดการให้มันเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้อง ดูแลเขาครับ แก้มลิงหลายที่จะต้องไปลอกให้มันเกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแถวบ้านผมมีเยอะเลยครับที่ขาดการดูแลเอาใจใส่งบประมาณต่าง ๆ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการทําถนนหนทาง ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนคนบ้านผมบ่นน้อยอกน้อยใจบอกว่ารัฐบาลมีเงินทุกครั้งรัฐบาล ดูแลเฉพาะคนเมืองใหญ่ คนเมืองหลวง คนบ้านผมกว่าจะได้งบประมาณแต่ละสิ่ง แต่ละอย่างนี้ลําบากลําบนเหลือเกิน ผมไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนคนบ้านผมเขาดีอกดีใจ ชุดที่แล้วผมเอาถนนไปให้หมู่บ้านโนนงิ้ว อําเภอจอมพระ ทําเสร็จแล้วผมไปเยี่ยมเขา ไปถึงหมู่บ้านเขาเอาด้ายมาผูกแขน เอาผ้าขาวม้ามาผูกเอว เขาบอกว่าดีใจมากที่จะเอา งบประมาณไปให้เขา เพราะว่าในชีวิตนี้เขาไม่คิดว่าเขาจะได้งบประมาณได้โครงการ ถนนคอนกรีต เพราะอะไรครับ เพราะว่าตื่นเช้ามาก็ดมฝุ่น ตกเย็นก็ดมฝุ่น รัฐบาลเอาใจ เฉพาะคนเมืองหลวง คนเมืองใหญ่ ๆ แต่คนในชนบทบ้านเขาขาดโอกาสอย่างมาก เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลได้จัดโครงการตรงนี้ไปดูแล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาสรรเสริญเยินยอในเรื่องถนนไร้ฝุ่ นของพรรคภูมิใจไทย เป็นอย่างมาก เขาบอกว่าอะไรที่ติด ๆ ไว้เขาจะติดไว้เพื่อให้ลูกหลานของเขาดูว่า พรรคภูมิใจไทยมาช่วยเหลือเขา มาดูแลเขา ทําให้มีถนนปลอดฝุ่ น เพราะฉะนั้น งบประมาณต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องกระจายไปสู่ท้องถิ่น ถึงแม้ว่าจะเป็ นชนบทที่ห่างไกล จากความเจริญ แต่อยากให้รัฐบาลได้ดูแลอย่างทั่วถึงและมีความจริงใจ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณอนุรักษ์ บุญศล ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เปิบข้าวทุกคราวคํา จงสูจําเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่น จนเขียวคาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงใหญ่ เป็นกระทรวงเกรดเอ (A) ของประเทศ มีหลากหลายงานในกํากับ หลากหลายกรม ในปี ๒๕๕๔ กระทรวงนี้ ได้รับงบประมาณแค่ ๐๓.๗๐ บาท จาก ๑๐๐ บาท ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกร จึงอยากให้รัฐบาลดูแลงบประมาณและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึงและเป็นธรรม เช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้า ภัยแล้ง นํ้าท่วม และมีการจัดการบริหารนํ้า อย่างเป็นระบบ บ้านดิฉันภาคอีสาน ภาคเหนือ และทุกภาคในประเทศไทยก็ต้องการ ให้รัฐบาลจัดการในเรื่องของงบประมาณเรื่องนํ้าเช่นเดียวกันค่ะท่านประธาน เพราะว่า หลังจากที่ทํานา ๑ ครั้งใน ๑ ปีแล้วราษฎรก็ไม่มีงานที่จะทํา ดังนั้นแล้วจึงให้จัดการ ทรัพยากรเรื่องนํ้าจะได้ทํานาไม่ต้องปีละ ๓ ครั้งเหมือนภาคกลางหรอกค่ะ แค่ปีละ ๒ ครั้ง ก็จะพออยู่พอกินมากมายมหาศาลแล้วในภาคอีสาน
และต่อไปการแก้ปัญหาในเรื่องข้าว ราคาข้าว ซึ่งข้าวนั้นทั่วโลกรับประทานค่ะ นอกจากประเทศไทยเป็นอาหารหลักแล้ว แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เป็นคนที่ยากจนที่สุดในประเทศ แล้วตัวดิฉันเองมาจากพ่อแม่ที่ยากจน จึงรู้รสชาติ ของชีวิตว่ากระดูกสันหลังของชาติแล้วไม่มีข้าวจะกินนั้นมีความรู้สึกอย่างไร นอกจาก ข้าวแล้ว ข้าวโพด มันสําปะหลัง และผลิตภัณฑ์ ผลิตผลต่าง ๆ ทางการเกษตรนั้น ให้มีราคาที่เหมาะสมเช่นเดียวกันกับเกษตรกรในประเทศญี่ปุ่ นด้วย เกษตรกร ประเทศญี่ปุ่ นนั้นท่องเที่ยวทั่วโลกค่ะ แต่เกษตรกรไทยจะต้องมาเรียกร้ อง ความเป็นชนชั้นในเมืองหลวง อันนี้เป็นที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง จากคําแถลงการณ์ ประกอบงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวานนี้ ในวันพุธที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย ข้อ ๑.๓ ว่าดังนี้ค่ะ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๐,๐๖๓.๔ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ทางเศรษฐกิจฐานรากของหมู่บ้านและชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พัฒนาและสนับสนุนองค์กรภาครัฐและเอกชนในการปฏิบัติงานตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริให้เกิดประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล สร้ำงโอกาส ในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองให้มีความเข้มแข็ง สามารถยกระดับเป็ นสถาบันการเงินชุมชน ๑,๐๐๐ กองทุน งบประมาณตรงนี้ช่วยเหลือเพื่อเสริมสร้างรายได้ในยามที่ไม่มีนํ้าที่จะทําด้านการเกษตร ให้กับพี่น้องทั้งประเทศด้วย เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชน อยากให้ การแบ่งปันงบประมาณสู่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเงินกองทุนหรือเงิน ให้กู้ยืมเพื่อเป็นการลงทุนทั่วประเทศ เพื่อจะเป็นการเพิ่มรายได้ในชุมชน มีตัวอย่างมากมาย ที่เขาทําประสบความสําเร็จ แล้วเมื่อคนหนึ่งประสบความสําเร็จแล้วเช่นโครงการ เลี้ยงสุกรที่ตําบลดงหม้อทองใต้ อําเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ในกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งยืมเงินมาจากองค์การบริหารส่วนตําบล ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีกําไรงอกเงยสามารถ ที่จะช่วยเหลือครอบครัวในยามที่แล้งจัด ในยามที่เดือดร้อนคับขันได้อย่างดีทีเดียว แต่งบประมาณนี้มีจํานวนจํากัดไม่สามารถที่จะขยายให้กับคนอื่น ๆ ได้เลย ดิฉันจึงร้องขอ ในเรื่องของงบประมาณว่าให้ลงไปที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่ในการลงไปที่ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนี้จะต้องมีการตรวจสอบงบประมาณในการใช้เงินอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพคะ เพราะกลัวจะเป็นโครงการกระดาษ โครงการกระดาษแล้วนําเงิน งบประมาณจากรัฐบาลไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง แล้วผลประกอบการก็จะไม่มี การสร้าง รายได้ในชุมชนก็จะไม่เกิดตรงนี้ด้วย ให้มีการตรวจสอบอย่างดีเลย แต่เชื่อว่าในโครงการ พระราชดําริทุกโครงการที่ผ่านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นมักจะประสบความสําเร็จสูง ในตรงนี้ แล้วสิ่งที่เราได้มาก็คือความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนจึงอยากให้จัด ทรัพยากรที่เป็นงบประมาณ เมื่อมีการจัดสรรอย่างลงตัวแล้วจะต้องมีการติดตาม การใช้จ่ายงบประมาณอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ จากงบประมาณตรงนี้อย่างแท้จริงด้วย ส่วนมากแล้วการจัดสรรงบประมาณ ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการหารายได้ในระหว่างที่ไม่ได้ทํานานี้จะเป็น วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง ฝากรัฐบาลไปดูแลเรื่องนี้ด้วย เมื่อเป็นเกษตรกรก็หนีไม่พ้น เรื่องของปุ๋ ย ปุ๋ ยเคมีในปัจจุบันนี้กระสอบหนึ่ง ๕๐ กิโลกรัม ๑,๓๐๐ บาท ถึง ๑,๖๐๐ บาท ถ้าพี่น้องประชาชนรวมกลุ่มกันทําปุ๋ ยอินทรีย์ ๕๐ กิโลกรัมจะ ๓๕๐ บาท แต่ผลนั้นเมื่อใส่ ลงไปในพืชพันธุ์แล้วงอกงามเช่นเดียวกันกับปุ๋ ยเคมี ตรงนี้ร้องขอรัฐบาลที่เป็นรัฐบาล รักทหารมากกว่าประชาชนในขณะนี้ว่าเห็นใจพี่น้องประชาชนตรงนี้เถอะค่ะ งบประมาณ ตรงไหนที่เป็ นกลุ่มก้อนก็ให้เขาไปเขาจะได้มีรายได้ เมื่อมีรายได้ที่งอกงามแล้ว ก็สามารถที่จะส่งลูกเรียนหนังสือได้ แล้วก็จะทําให้สังคมประเทศชาติเจริญเติบโตต่อไป
เมื่อวานนี้ที่ดิฉันนั่งฟังนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวถึง เรื่องของกองทุนการออม เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวรากหญ้ามีเงินออม โดยที่ส่วนหนึ่งนั้น จะเป็นเงินงบประมาณช่วยออกให้ ซึ่งดิฉันก็คิดมาว่าถ้าการออม ๗ ปีพี่น้องประชาชน ส่งเดือนละ ๑๕๐ บาท งบประมาณแผ่นดินช่วยส่ง ๑๕๐ บาท แต่ว่าที่ประชาชนส่งมา กองทุนก็จะเป็ นกองทุนที่นําไปใช้ประโยชน์งอกผลออกจากกองทุนการออมของ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่สุดนี้ได้ใช่ไหมคะ พอครบ ๗ ปีแล้วก็คืนเงินการออมนี้ ให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ เชื่อไหมว่า ๑๕๐ บาท บวก ๑๕๐ บาท ใครส่งครบ ๗ ปีนี่นะคะ แล้วรัฐบาลก็เอาผลที่จาก ๑๕๐ บาท จาก ๒๐ ล้านคนก่อน แล้วก็ออกมาให้ เป็น ๒ เท่า ๗ ปีจะได้เงินถึง ๕๐,๔๐๐ บาทเลยทีเดียว ซึ่งเป็นโครงการที่วิเศษที่สุด แล้วก็นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะได้เป็นเทพบุตรในหัวใจของชาวรากหญ้า แต่ว่าก่อนที่จะเป็ นเทพบุตรนั้นลบภาพซาตานที่เข่นฆ่าประชาชนให้ได้ก่อนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ไม่อยู่นะครับ ต่อไปคุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๑๐ นาที เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานเป็ นอย่างยิ่ง ที่ให้ผมได้มีโอกาสในการอภิปรายในเรื่องงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ เสนอต่อสภาผู้ แทนราษฎรแห่งนี้ จํานวนงบประมาณในปี ๒๕๕๔ นั้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ถ้าเรา บอกว่างบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นคงไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะว่า ในงบประมาณที่จะใช้จริง ๆ นั้นมันต้องขาดไปส่วนหนึ่ง เพราะว่าจะต้องเอาไปคืน กองคลังเขาจํานวนทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นใช้จริง ๆ แค่ ๒,๐๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในการจัดสรรงบประมาณผมเองมีโอกาสได้ฟังเมื่อวานนี้วันแรกแล้วก็วันนี้ เป็นวันที่สอง เราก็จะพูดกันในเรื่องของงบประมาณว่าใครได้มากได้น้อย แล้วส่วนใหญ่ ก็จะอภิปรายไปว่างบประมาณมีต้องได้เยอะ ถึงมันจะได้เยอะได้ดีมันก็เป็นส่วนหนึ่ง ใช่ แต่ว่าการใช้เงินและการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลนั้นเป็นหัวใจสําคัญ ยิ่งกว่าเงิน ถ้ามีเงินแล้วเอาเงินไปใช้โดยปราศจากคุณภาพการบริหารการจัดการที่ดี แล้วไม่มีประโยชน์ การจัดการที่ดี การบริหารงานที่ดี นั้นเป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่งของสังคม ของการบริหารจัดการที่ดี เพราะฉะนั้นประเทศไทยเรายอมรับเอาการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดีมาบริหารแล้วก็ใช้กันโดยใช้ชื่อว่าธรรมาภิบาล ระบบธรรมาภิบาลก็ต้อง บอกว่ามันไม่ใช่ของประเทศไทย มันเป็นของต่างชาติที่เขาคิดกันแล้วเราก็มาเปลี่ยนชื่อ คิดชื่อ ประกบชื่อกับต่างชาติเขาว่าธรรมาภิบาล นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมต้อง ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าเราต้องบอกว่าบ้านเมืองเรามีงบประมาณที่มาก แล้วก็มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็เรื่อย ๆ แล้วก็เรื่อย ๆ แต่ความยากจน ความข้นแค้น ความเหลื่อมลํ้าทางสังคมกลับมากยิ่งขึ้นเป็นเพราะอะไร เพราะงบประมาณเป็นส่วนหนึ่ง ในการทําให้สังคมนั้นมีความเหลื่อมลํ้า นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นที่มันเป็นไป ถ้าเราใช้เม็ดเงิน ดังกล่าวหรือการบริหารจากเม็ดเงินดังกล่าวไปไม่ถูกภาคส่วน ไม่ถูกต้อง ไม่มี ความเหมาะสมแล้วไซร้ ความเหลื่อมลํ้าทางสังคมย่อมจะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยได้ยินในเรื่องของสมดุลไหม เราใช้สมดุลในหลายเรื่อง ความจริงแล้ว ในเรื่องของสมดุลธรรมชาติที่จะกล่าวต่อไปสมดุลในงบประมาณก็ใช้ ถ้าใช้ในงบประมาณ ก็มีอยู่ ๓ เรื่อง งบประมาณในส่วนที่ขาด เกิน แล้วก็ในส่วนที่มันไม่ขาดไม่เกิน คือเท่าเทียมก็เรียกว่าสมดุล ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าความสมดุล ทางธรรมชาตินั้น ธรรมชาติถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นตัวกําหนดทุกส่วนของภาคส่วน ในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ ใดก็ตามแต่ถ้ามันไม่ไปตามสมดุลแล้วไซร้ความเปลี่ยนแปลง มันย่อมเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดสมดุลแห่งธรรมชาติ นี่คือความเป็ นจริง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามแต่ที่จะคิดเรื่องใดก็ตามแต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติแล้วไซร้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่ประเทศไทยเรากําลังมีปรากฏการณ์อยู่ในขณะนี้ นี่คือความไม่สมดุลทางสังคม ซึ่งเป็นสมดุลหนึ่งทางธรรมชาติ เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนท่านประธานครับว่ามนุษย์นั้น เป็นสิ่งธรรมชาติ แล้วธรรมชาติสร้างสิ่งสมดุลในโลกนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่เข้าใจ ในสิ่งเหล่านี้ เรายังไม่เข้าใจปรัชญาหรือเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ผมบอกได้เลยประเทศไทยเรา ยังต้องงมเข็มอีกนาน ผมได้พูดเรื่องนี้มายาวพอสมควรแล้วว่ามันสมควรหรือยัง วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มาเขียนไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ว่าจะลด ความเหลื่อมลํ้าทางสังคม แต่ดูจากงบประมาณที่เข้ามาแล้วมันไม่ใช่เป็นการลด แต่มันเป็นการสร้างปัญหาทางสังคม แล้วก็จะสร้างมากยิ่งขึ้นเพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่ มันเกิดขึ้นแม้แต่ในภาครัฐบาลด้วยกันเองยังไม่เป็นธรรมเลย จะเห็นว่าบางกระทรวง ได้น้อยบางกระทรวงได้มากอย่างโน้นอย่างนี้อะไรก็ตามแต่ นี่คือสิ่งที่มันไม่เกิดสมดุล แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งสําคัญก็คือการบริหาร ที่ผมบอกแล้ว หัวใจของมันอยู่ที่การบริหาร การบริหารที่ดี การจัดการที่ดี ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญ ในการใช้เม็ดเงิน บางครั้งเม็ดเงินก็ไม่ต้องใช้ ผมยกตัวอย่างกระทรวงพาณิชย์ ผมเองได้มีโอกาสพรรคได้ให้ผมอภิปรายในเรื่องกระทรวงพาณิชย์ ดูงบประมาณ กระทรวงพาณิชย์ ผมก็จะพูดในเรื่องกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒ ที่ กระทรวงอื่นก็คงไม่ได้พูดเพราะว่าเป็นหน้าที่ของคนอื่น นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ๙๙ วันนี่ทําได้ ผมก็คิดว่าคงทําได้ แต่คิดว่าที่ทําได้ก็คงไม่ได้ทําได้ ได้ทํา ทําแล้วก็เกิด ความที่เรียกว่าอย่างไร ผมใช้คําว่าอย่างไร ใช้ประเทศไทยเป็นแบบฝึกหัดในการศึกษา ใช้ประชาชนคนในสังคมประเทศไทยเป็นแบบฝึกหัด เป็นแบบทดลอง สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าประเทศไทยไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเอามาทดลอง ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพออย่าทํา เพราะเวรกรรมมันมีจริง เพราะว่า ความทุกข์ยากมันเกิดกับพี่น้องประชาชนคนในประเทศ งบประมาณรายได้ ท่านประธาน ดูจากเล่มนี้นะครับ ไม่ได้ยกเมฆนะท่านประธาน เป็นเอกสารทางราชการที่ออกโดย สํานักงบประมาณที่ใช้ในการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เล่มสีชมพู หน้า ๓๖ ข้อ ๑๒ เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ จากหัวข้อดังกล่าวนี้เป็นตารางรายได้จําแนก ตามกระทรวง ตารางที่ ๒-๓ ว่าไว้อย่างนี้ กระทรวงพาณิชย์นั้นเมื่อปี ๒๕๕๓ ได้ ๑,๙๔๙.๒ ล้านบาท คิดเป็นงบประมาณที่เรียกว่าประมาณการรายได้ที่เข้ามานั้น ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ คือพูดง่าย ๆ ๑๐๐ บาท ก็ ๑๐ สตางค์ ส่วนปี ๒๕๕๔ นั้นประมาณการ รายได้ไว้ว่า ๑,๘๒๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน ปรากฏว่ามันลดลง ๑๒๙.๒ ล้านบาท คิดเป็ นส่วนลดที่ลดจากปี ๒๕๕๓ ที่ประมาณการรายได้ไว้ ๖.๖ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันไปที่หน้า ๖๘ กระทรวงพาณิชย์ ข้อ ๑๓ ติติงไว้สํานักงบประมาณ หัวข้อมันต้องตรงกัน พอหน้า ๓๖ หัวข้อกระทรวงพาณิชย์อยู่ที่ข้อ ๑๒ พอไปในเรื่องของ ตารางรายได้ รายจ่าย เช่นเดียวกันปรากฏว่ามันไม่ใช่ อันไหนมันไม่ได้ไม่มีต้องแบลงค์ (Blank) เอาไว้ เช่นสมมุติงบกลางมันไม่มี ไม่มีรายได้เลยก็ต้องแบลงค์บอกว่าเป็น ๐ แต่ปรากฏหัวข้อไม่ตรงกัน นี่บอกไว้เลยงานวิจัยนี่ไม่ผ่านจะบอกให้ถ้าตรวจนี่แก้หมด ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่างบเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายนั้นปรากฏว่า เมื่อปี ๒๕๕๓ นั้นประมาณการรายจ่ายไว้ ๖,๒๕๑.๗ ล้านบาท เท่ากับ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์
มัวแต่บรรยายเลยเวลาหมด
เดี๋ยวผมมีเวลาอีก ๑๕ นาทีครับ
ไหนครับ เขาให้ เท่านั้นเองครับ
๑๕ นาทีครับท่านประธาน ต่อสายได้เลยครับ
ไม่ใช่ คือคนอื่นเขามี โควตาตามส่วน เขาให้ ๑๐ นาทีเท่านั้นเอง
เขาให้ผม ๑๕ นาที
ผมว่าเอาไว้แปรญัตติ แล้วก็อภิปรายจะดีกว่า เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ
มันสําคัญนะท่านประธาน เรื่องนี้ สําคัญ สําคัญต่อชาติบ้านเมืองนะครับ
ก็เข้าใจ แต่ว่าระบบเขามี อย่างนี้
ท่านประธาน ไม่ฟังกันเลยใช่ไหม ท่านประธาน เมื่อกี้ก็พูดแล้ว จะปิ ดหูปิ ดตากันไปถึงไหน ท่านประธานก็พูดเอง ท่านประธานใช้อํานาจเลยครับ
ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน วิปฝ่ายค้านจะอนุมัติไหม ๕ นาที ก็ถือว่าท่านอนุมัตินะครับ
ได้แล้วนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
แล้วคุณมาโทษผมไม่ได้ ต้องถาม เพราะท่านมีวิปของท่าน
กราบขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานขออนุญาต ปรากฏว่าอย่างไร ปี ๒๕๕๔ ได้งบ ๗,๓๐๗.๖ ล้านบาท ๐.๔ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน แต่ว่าเศษมันไม่เท่ากัน ปรากฏรายรับเพิ่มขึ้น ๑๖.๙ เปอร์เซ็นต์ รายรับเพิ่มขึ้น งบประมาณใช้ในกระทรวงเพิ่มขึ้น ๑๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าอย่างไรในขณะที่รายรับนั้นลดลง ๖.๖ เปอร์เซ็นต์ ลดลงไป ๑๒๙ ล้านบาท ท่านประธานลองคิดดูว่าการบริหารงานมีประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร ในขณะเดียวกัน ยังไม่พอ ปรากฏว่าผมไปตามรายได้ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่า สิ่งที่ทําก็คือเก็บภาษีเอามาใช้ ๒. ถ้าเก็บภาษีไม่ได้ก็ต้องกู้มาใช้ ขายสมบัติชาติไม่เอา แต่นี่ขายรถยนต์ รวมทั้งหมดที่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อสักครู่ที่ผมกล่าวไปนี่ รวมทั้ง ขายรถยนต์ไปอีก ๑ คัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เอาเก็บมาเป็นรายได้ตรงนี้ด้วยนะ แล้วยังไม่พอ มีไปขายอะไรไม่รู้อีก ๕,๐๐๐ บาท เอามารวมไว้ตรงนี้ ถ้าไม่ขายสิ่งเหล่านี้จะขาดทุน ยิ่งกว่านี้อีก ผมจึงงงว่าบริหารกิจการบ้านเมืองแล้วมันถึงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนผมไม่มีความรู้สึกคลางแคลงใดเลยที่ราคาข้าวก็ดี ราคาพืชผล การเกษตรก็ตามแต่ ที่บริหารแล้วมันถึงเป็นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าประสิทธิภาพของคน ที่บริหารงาน เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าสติสัมปชัญญะหรือสติปัญญานั้น มันบ่งบอกถึงความสามารถของคนในการที่จะใช้ ถ้าความรู้ไม่เพียงพอนี่อย่าทําเพราะว่า ทําให้ชาติบ้านเมืองมันล่มจมเสียหายยับเยิน บาปกรรมมันตกต่อพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนเขาได้รายได้ที่น้อยลง สิ่งที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ยังไม่สามารถ ดําเนินการได้ สิ่งที่นอกเหนือไปกว่านั้นจะทําได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไว้ว่าขอให้ แก้ ไขดําเนินการ ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการในการจัดการแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ อย่าขาย ทั้งหมด นี่ขายรถยนต์แล้วนะ ขายอะไรอีกไม่รู้ ผมไม่แน่ใจว่าจะขายอะไรต่ออีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดแล้วนะครับบอกว่าไม่ขายสมบัติชาติ วันนี้ รถยนต์พวกนี้ก็ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง แล้วผมเชื่อว่ารถยนต์พวกนี้มันยังใหม่อยู่ แล้วขายในราคาถูก แล้วก็เอาเงินไปซื้อใหม่ เงินนั้นมันเงินจากการกู้นะครับ ปีนี้กู้ไปอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ไม่ใช่กู้มาผลาญกันอย่างนี้ ถ้ากู้กันมาผลาญอย่างนี้แล้ว มันจะมีบ้านเมืองให้อยู่ไหม มันไม่มีนะครับท่านประธาน สงสารลูกหลานบ้าง ในวันข้างหน้ามันจะอยู่กันอย่างไร ไม่ใช่เอาแต่ตัวดีคนเดียว คนอื่นแย่หมดอย่างนี้ มันไม่ถูกไม่ต้องหรอกครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนไว้ แล้วก็เงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในเรื่องการทํานาที่บอกว่าราคาข้าวที่อ้างอิงมันผิดพลาดจะช่วย ๒,๐๐๐ กว่าบาท ให้มันจริงนะท่านประธาน อย่างน้อยก็ยังได้ แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่ มันได้ไม่กี่ร้อยบาท ไม่ถึง ๑,๐๐๐ กว่าบาทอย่างนี้มันไม่ถูกนะครับ ดูแลให้ทั่วถึงแล้วก็ดูแลให้ดี เพราะฉะนั้น ก็ขอฝากสิ่งเหล่านี้ไว้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีอยากเป็นนายกรัฐมนตรีต่อนั้นก็ต้องทําให้ดี ถ้าทําไม่ดีผมเชื่อว่าอีกไม่กี่วันพี่น้องประชาชนก็มากันอีกเยอะ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่าการบริหารบ้านเมืองนั้นไม่ใช่เงินอย่างเดียว คุณภาพและคน ในการบริหารเป็ นสิ่งสําคัญในการเลือกใช้ วางคนให้ถูกงาน วางงานให้ถูกคน การบริหารงานจะดีครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ยังเหลือเวลาของท่าน ๑ นาที ก็ถือว่าใช้ ๔ นาทีนะครับ รายชื่อดังต่อไปนี้เตรียมไว้เลยนะครับมี คุณชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ คุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย คุณนวัธ เตาะเจริญสุข เชิญคุณชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสผม มาอภิปรายเรื่องงบประมาณนะครับ วันนี้ผมรู้สึกภาคภูมิใจ
เอาเนื้อนะครับ เพราะเวลาเรา ๕ นาทีเท่านั้น
ในการที่ได้ทําหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง แทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพเกษตร การแปรงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมเข้าใจดีว่าชีวิต ความหวัง และอนาคต ของเกษตรกรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักอย่างน้อย ๔ ประการด้วยกันครับท่านประธาน ๑. เรื่องที่ดินทํากิน ๒. เรื่องแหล่งนํ้า ๓. ปัจจัยการผลิต และ ๔. ราคาผลผลิต ผมขออนุญาตพูดเรื่องที่ดินทํากิน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่มีนโยบายที่จะให้ เกษตรกรที่ผ่านมาแล้วมีเรื่องที่ดินทํากินที่มอบให้กับรัฐมนตรีได้ไปทําหน้าที่ตรงนี้ เกษตรกรแล้วก็ประชาชนขอฝากขอบพระคุณมายังรัฐบาลและฝากมายังรัฐมนตรี ที่ทําภารกิจตรงนี้ลุล่วงไปด้วยดีนะครับ
สําหรับอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องปัจจัยการผลิต ตอนนี้ต้องขอขอบพระคุณรัฐบาล อีกครั้งหนึ่งเหมือนกันนะครับว่ารัฐบาลก็มีนโยบายที่จะช่วยกันส่งเสริมเรื่องการใช้ ปุ๋ ยอินทรีย์และปุ๋ ยชีวภาพ สําหรับเรื่องราคาพืชผลการผลิตรัฐบาลเองก็มีโครงการ ประกันรายได้ให้กับเกษตรกรอยู่แล้ว ซึ่งลดช่องว่างเรื่องของการคอร์รัปชันได้ดีมากครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรก็ฝากขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งที่ให้ความสําคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศชาติของเรานะครับ สําหรับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่ได้รับงบประมาณไปประมาณ ๗๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในครั้งนี้ โดยเฉพาะเป็นเป้ำหมายหลักที่ต้องการจะพัฒนาประเทศชาติของเราให้มีโอกาส ได้พัฒนาและให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณต่าง ๆ ที่ลงไปครับ ท่านประธาน มีทั้งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง และกรมอื่น ๆ
ผมขออนุญาตพูดเรื่องกรมชลประทานนิดหนึ่งนะครับ กรมชลประทาน ได้รับงบประมาณไปประมาณ ๔๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นเงินงบประมาณมาก พอสมควรที่จะเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ว่าจะไปช่วยเหลือเรื่องแหล่งนํ้าหรืออื่น ๆ โดยเฉพาะแหล่งนํ้าซึ่งมีความสําคัญต่อความเป็ นอยู่ของเกษตรกรเป็ นอย่างยิ่ง กรมชลประทานเองมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะเข้าไปส่งเสริม เข้าไปช่วยเหลือ เรื่องของนํ้า ผมขอยกตัวอย่างในจังหวัดสงขลา จังหวัดสงขลาเองมีลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลาเป็นลุ่มนํ้า ที่สําคัญ มีพื้นที่ประมาณเป็ นแสน ๆ ไร่ที่กักเก็บนํ้าได้ มีเกาะสี่ เกาะห้า มีรังนก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์นํ้า แต่ปัจจุบันขณะนี้ลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลามันตื้นเขินมาก ดังนั้นต้องขออนุญาตทางรัฐบาลผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยพิจารณา นิดหนึ่ง ในฐานะท่านมีงบประมาณอยู่แล้ว ถ้าหากว่าท่านได้มีโอกาสเข้าไปขุดลอก แหล่งนํ้าเพิ่มเติม กว้างสัก ๑๐๐ เมตร ยาวสัก ๔๐-๕๐ กิโลเมตร ก็น่าจะให้พี่น้องเกษตรกร จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะพี่น้องที่ทํานาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ พี่น้องอําเภอระโนด อําเภอกระแสสินธุ์ อําเภอสทิงพระ อําเภอสิงหนคร อําเภอรัตภูมิ อําเภอควนเนียง อําเภอบางกลํ่า พี่น้องที่ทําสวนยางประมาณ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็พี่น้องที่ประกอบอาชีพ ทํานากุ้งก็ถือว่าเยอะพอสมควร ถ้าหากว่าเราได้ทําเป็ นระบบตรงนี้ อย่างน้อย จังหวัดสงขลาเองลุ่มนํ้าทะเลสาบมันเป็นลุ่มนํ้าที่มีความสําคัญอย่างหนึ่ง ฝั่งตะวันออก ของลุ่มนํ้าทะเลสาบติดกับอ่าวไทยซึ่งมันเป็นช่องว่างของนํ้าเค็มด้วย ดังนั้นการศึกษา ตรงนี้ การเข้าไปทําตรงนี้ ถ้าหากว่าได้ขุดลอกก็สามารถที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ได้ทั้งระบบ คลองต่าง ๆ ตอนนี้รัฐบาลก็ได้ช่วยอยู่แล้ว ไปขุดลอกอยู่แล้วแต่ก็ยัง ไม่เพียงพอ ดังนั้นอยากจะขอให้รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าไป ดูแลนิดหนึ่ง เพื่อที่จะให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ การแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ถือว่าพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ได้รับผลประโยชน์ และผมคิดว่านโยบายตรงนี้ที่จะพัฒนาประเทศชาติของเราให้ เจริญก้าวหน้าไปได้นะครับ ท่านประธานครับ พี่น้องบ้านผมก็ฝากมาว่าซาตานตัวจริง อยู่ที่เมืองนอกกําลังเร่ร่อนอยู่ขณะนี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญคุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่กระผมได้มีโอกาสทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบ กํากับดูแล งบประมาณซึ่งทางรัฐบาลกําลังจะนําไปใช้ในปี ๒๕๕๔
อันดับแรก ต้องขอนําเรียนพี่น้องประชาชนก่อนว่าปี นี้เป็ นปี แรก ที่งบประมาณของประเทศไทยทะลุ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็แปลว่าถ้ามองดูในเรื่อง ของตัวเลข ถ้าไม่ได้ลงรายละเอียดก็เสมือนหนึ่งว่าประเทศไทยกําลังเจริญเติบโตก้าวหน้า ท่านประธานครับ แต่ถ้าลงไปดูในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่างบประมาณที่จะใช้ ในปีหน้า จํานวน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นงบที่ประมาณการจากการเก็บภาษี อยู่ประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบขาดดุลอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นก็คือจะต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม อันนี้เป็ นจุดแรกที่กระผมไม่สบายใจ แต่ว่า เพื่อนสมาชิกหลายคนได้ อภิปรายตรงจุดนี้แล้ ว แล้ วก็คิดว่าในตอนท้ำย ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะมาให้ความกระจ่างอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศไทยจะเดินกันอย่างไรต่อ
ผมได้รับมอบหมายจากทางพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายในสัดส่วนของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในมาตรา ๑๑ วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้มานั่งรับฟังเพื่อที่จะนําปัญหาของกระผมไปปรับปรุง งบประมาณ เพราะว่าเรายังมีเวลาอีก ๔ เดือนที่จะมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมา สิ่งใดที่เป็น ประโยชน์ก็มั่นใจว่าทางรัฐมนตรีก็คงจะนําไปปรับปรุงแก้ไข ผมขออนุญาตเจาะลงไป รายละเอียดที่ผมสนใจนั่นก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนแรกที่หยิบเล่มงบประมาณ ขึ้นมาดูก็ดีใจครับ ปี ๒๕๕๔ ท่านได้ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดีใจแทนพี่น้องเกษตรกรทุกคน แต่พอลงไปในรายละเอียด ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมก็มีปัญหาที่จะต้องขอความเป็ นธรรม เนื่องจากว่างบประมาณในปี ๒๕๕๔ นั้นเหมือนว่าจะเยอะก็จริง แต่มีการกระจุกตัว และมีความไม่เป็นธรรมอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนา แหล่งนํ้า ผมนําเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าผมเป็น ส.ส. จากจังหวัดเล็ก ๆ ในภาคอีสาน ชีวิตของคนอีสานนั้นเกี่ยวข้องโยงใยกับนํ้าอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ คนที่ทํานาในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ประชากรจํานวนมากที่อยู่ในพื้นที่นอกเขต ชลประทาน ท่านเหล่านั้นทําอาชีพชาวนา ถามว่าท่านชอบไหม หลายคนคงไม่ชอบครับ แต่ไม่มีอาชีพอื่น เป็นอาชีพที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ทํามาแล้วก็อาศัยนํ้าจากฟ้ำเท่านั้น ปีไหนนํ้าดีก็รอดตัว ปีไหนนํ้าไม่มาตรงฤดูกาลก็ขาดทุนย่อยยับ ผมนําเรียนท่านประธาน เรื่องนี้เนื่องจากว่าผมลงไปดูว่างบประมาณ จํานวน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะจี้ลงไปที่กรมชลประทานนั้นเน้นไปในพื้นที่ชลประทานครับ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ แต่พื้นที่นอกเขตชลประทานนั้นผมไม่ชัดเจนครับ ถ้าให้เจาะจริง ๆ ผมดูก็จะมีของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีงบก่อสร้างแหล่งนํ้าในไร่นา นอกเขตชลประทานอยู่ประมาณ ๑๔๒ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นจํานวนบ่อก็อาจจะเป็ น บ่อขนาดเล็ก ๑,๒๖๐ คิวบิกเมตร น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ก็คงประมาณหมื่นกว่าบ่อ อันนี้ผมอยากจะฟังคําตอบจากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าให้เท่าไรของปี ๒๕๕๔ แล้วก็ เป็นการพัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อการอนุรักษ์ดินและนํ้าในเขตพื้นที่พัฒนาที่ดินอีกประมาณ ๘๐๐ กว่าล้ำนบาท แต่ผมนําเรียนท่านประธานและพี่น้ อง ส.ส. ด้ วยกัน อย่างนี้ว่าชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา ที่อยู่นอกเขตชลประทานนั้นเป็นกลุ่มบุคคลที่น่าจะได้รับ ความอนุเคราะห์หรือน่าจะได้รับการดูแลเป็นอย่างยิ่ง จากทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เขาเหล่านั้นก็ถูกปล่อยให้อยู่ตามยถากรรมตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่สามารถแก้ไขให้พี่น้อง เกษตรกรนอกเขตชลประทานได้นั่นก็คือโครงการชลประทานขนาดเล็กในไร่นาของเขา หรือถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือสระขนาดเล็ก ถ้าภาษาอังกฤษเขาก็เรียกว่าฟาร์ม พอนด์ (Farm pond) ผมมีความฝันอย่างหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมอยากเห็นว่าในอนาคต อาจจะเป็น ๑๐ ปีข้างหน้าก็ได้ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านนี้ ท่านจะได้ช่วยแก้ไข และท่านได้เป็นอีกสัก ๑๐ ปี ถ้ามองออกมาจากนอกอวกาศ มองเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยแล้วมองไปที่ภาคอีสานก็เห็นจุดใส ๆ เล็ก ๆ เป็นแสน ๆ จุด ในพื้นที่ภาคอีสาน นั่นคือฟาร์ม พอนด์ที่อยู่ในไร่นา เพราะมีพี่น้องเกษตรกรขอเข้ามา ขึ้นบัญชีไว้ที่กรมพัฒนาที่ดิน ๗๐๐,๐๐๐ ราย ถามว่าต้องใช้เงินเท่าไร การขุดสระในไร่นานี้ ใช้เงินงบประมาณประมาณไร่ละ ๑๖,๐๐๐ บาทเท่านั้นเองครับ แล้วปกติราษฎร ก็มีการสมทบด้วยนะครับ ไม่ได้ขอเงินรัฐบาลอย่างเดียว สมทบ ๒,๕๐๐ บาท สรุปแล้ว รัฐบาลลงทุนประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาทต่อบ่อ ถ้าท่านทําให้ทั้ง ๗๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ที่ขอมาใช้งบประมาณเพียง ๙,๔๕๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ แต่จากปี นี้ที่ตั้งไว้ ที่ผมเห็นตัวเลข ๑๔๒ ล้านบาท ยังไม่รู้ว่าอนาคตที่อยากจะมองจากอวกาศลงมาให้เห็น จุดใส ๆ เต็มไปหมดที่ภาคอีสานนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร เป็ นสิ่งที่ผมอยากจะฝาก ท่านรัฐมนตรีซึ่งเรายังมีเวลาในการแปรญัตติ มีเวลาในการปรับปรุงงบประมาณในส่วนนี้ และโดยเฉพาะวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มา ผมอยากให้ท่านได้นั่งฟัง แล้วท่าน รับทราบด้วยว่าพี่น้องเกษตรกรซึ่งผมเป็นตัวแทนอยู่เขาฝากเรื่องนี้มา แล้วก็ให้กระจายงบ ให้ทั่วถึงและเป็นธรรม นอกจากนั้นการมีสระนํ้าในไร่นาขนาดเล็กให้กับพี่น้องเกษตรกร จะ ๗๐๐,๐๐๐ ครอบครัว จะ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ก็สร้างประโยชน์ให้เขาได้ ผมนําเรียนท่านประธานนะครับ ปีที่แล้วเป็นปีที่แล้งมาก ในภาคอีสานโดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทานเกิดปัญหาซึ่งไม่เคยพบมาก่อน ไม่มีแม้แต่นํ้าที่จะทําต้นกล้าครับ ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับ สุดท้ายต้องไปซื้อกล้ากับคนที่เขามีนํ้าที่เขาปลูกกล้า เอาไว้ กล้าคือต้นข้าวเล็ก ๆ ที่จะไปดําต้องซื้อเอาครับซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่พี่น้อง นอกเขตชลประทานที่มีสระนํ้าในไร่นาขนาดเล็กเขายังมีไรซ์ เซฟเวอร์ (Rice saver) เขายังมีสระขนาด ๑,๒๖๐ ลูกบาศก์เมตรที่จะสูบนํ้าออกมาเพื่อที่จะทําต้นกล้าปลูกกล้า ให้ตรงเวลา พอถามว่าถ้ากล้าไม่ตรงเวลาข้าวก็ออกไม่ตรงเวลาอีกครับ มันสัมพันธ์ กันหมด เพราะฉะนั้นการที่มีสระนํ้าขนาดเล็กให้กับเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ทั้งหมดทุกคนจะเป็นการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ๆ ให้กับประเทศไทย อีก ๗๐๐,๐๐๐ โรงงาน และเขาเหล่านั้นเมื่อมีต้นกล้าเขาสามารถที่จะดํานาตรงเวลา เมื่อฝนมาก็สามารถดํานาได้ นอกจากนั้นสระนํ้าขนาดเล็กนี้ยังใช้ประโยชน์ตอนท้ายครับ ตอนท้ายที่ฝน ไม่ตกต้องตามฤดูกาลก็สามารถสูบนํ้าจากสระเล็ก ๆ มาประทังชีวิตต้นข้าวที่อยู่บริเวณ รอบสระนั้น อย่างน้อย ๆ ก็มีข้าวกินไปอีกสักครึ่งปีจนกว่าฝนใหม่จะมา เพราะฉะนั้นนี่เป็น ความจําเป็ นแล้วก็เดือดร้อนอย่างยิ่งที่ผมพูดมาน่าจะประมาณสัก ๑๐ ครั้งแล้ว ในสภาแห่งนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ ก็จะพูดจนกว่าความฝันของผมจะเป็ นจริง ท่านประธานครับ นอกจากนั้นงบประมาณในปี ๒๕๕๔ นี้ผมก็อยากจะเรียนท่านรัฐมนตรี พฤฒิชัยนะครับ วันนี้ต้องขอบคุณที่ท่านมานั่งฟังพวกเราด้วย ในเรื่องของธนาคาร ที่เกี่ยวข้องกับท่าน นั่นก็คือธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ซึ่งดูแลโดยกระทรวงการคลัง ผมได้รับ เสียงสะท้อนอย่างมากจากพี่น้องที่เป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นว่าการทํางาน ที่ผ่านมารัฐบาลใช้งานหนักมากครับ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสินก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. ก็ดี แต่ในเรื่องสวัสดิการสําหรับพี่น้องพนักงานเหล่านั้นหรือลูกจ้างเหล่านั้นยังดูน้อยมาก เพราะช่วงนี้รัฐบาลใช้งานแทบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าเป็นไปได้ช่วยกรุณาเข้าไปดูในเรื่องของการจัดสวัสดิการให้กับลูกจ้างเหล่านั้น เพราะถ้าหากว่าเขามีความสุข เขามีความแฮปปี้ (Happy) เวลาเกษตรกรพวกผมไปพบ ไปพูดไปคุยก็จะได้รับรอยยิ้ม แต่ถ้าหากว่าเขามีความทุกข์เพราะว่าท่านใช้งานเขาหนัก เต็มที่บางวันอาจจะ ๓-๔ ทุ่ม โดยเฉพาะเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ประกันราคาก็ต้องใช้ ธ.ก.ส. เวลาไปหา ธ.ก.ส. บางทีต้องออกไปพื้นที่ แล้ว ธ.ก.ส. คนหนึ่งดูแลพี่น้องเกษตรกรเป็นตําบล บางครั้งใช้เวลาเป็นหลายสัปดาห์ กว่าที่จะครอบคลุมพื้นที่ เขาก็มีความรู้ สึกซึ่งถ้าเขามีความรู้ สึกเขาก็บริการ พี่น้องประชาชนได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าหากว่าทางกระทรวงการคลังสามารถดูแลเขา เรื่องสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยง เบี้ยขยัน เบี้ยนํ้ามัน ให้เขาออกไปทําหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด เขาก็จะดูแลพี่น้องประชาชนซึ่งทุกคนในที่นี้ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน ท่านประธาน ผมเอาเพียงแค่นั้น ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ท่านประธานที่เคารพ ในเวลา ๗ นาทีที่จะอภิปรายต่อไปนี้ผมคงจะมีโอกาสพูดถึงเรื่อง การจัดการศึกษาสักเล็กน้อยเท่านั้นนะครับท่านประธาน งบประมาณของรัฐบาลที่ตั้งไว้ ถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๔ นี้ กระผมอยากจะเจาะลึกไปถึงยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศโดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี ท่านประธานครับ ขออนุญาตตามเอกสารนี้การจัดการศึกษา ๑๕ ปีนั้นรัฐบาลนี้ จัดสรรงบประมาณไว้ถึง ๘๐,๐๐๐,๑๕๔.๒ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปีตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษา หมายถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วย แล้วก็สายอาชีวศึกษา สายสามัญศึกษาด้วย จํานวนคนทั้งหมดก็ประมาณ ๑๓ ล้านคน บอกว่าให้มีคุณภาพและมาตรฐานโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ตําราเรียน หรืออุปกรณ์ การเรียนนะครับ ประเด็นนี้ปรากฏในเอกสารงบประมาณ กระผมใคร่ขอตั้งข้อสังเกต จากการจัดสรรงบประมาณในกรมนี้ว่าจะสามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงใด
ประเด็นแรกที่สุดก็คือผมอยากจะเจาะลึกให้ เห็นชัดเจนว่า จากงบประมาณที่ตั้งไว้ในปี นี้ ประการแรก ผมไม่มั่นใจว่าในการขยายการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปีจะทําได้ทั่วถึงและจะมีประสิทธิภาพโดยงบประมาณในฉบับนี้ เพราะว่า เรามีโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในพื้นที่ชนบทมากมาย ทั้งอยู่ในความรับผิดชอบ ของกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่า จะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเป็นเทศบาลนะครับ เรื่องนี้ก็จะเป็นปัญหา ในการจัดสรรงบประมาณว่าจะทําได้อย่างทั่วถึง และเมื่อขยายแล้วจะเกิดมีประสิทธิภาพ หรือไม่ เพียงใด
ในประเด็นต่อไป ผมอยากจะกราบเรียนว่าสภานั้นเพิ่งผ่าน พ.ร.บ. การศึกษา ๓ ฉบับมาเมื่อเดือนก่อนนั้นในวาระที่หนึ่งนะครับ ในสาระสําคัญก็คือว่า เราก็จะมีการแยกการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เรียกง่าย ๆ ว่า กองประถมศึกษาและกองมัธยมศึกษา ก็จะเป็นปัญหาว่าในการจัดกองประถมศึกษานั้น โรงเรียนที่ขยายการศึกษาภาคบังคับจนถึงชั้น ม. ๓ และชั้น ม. ๖ ในโรงเรียน ประถมศึกษาเมื่อแยกเป็ นกองแล้วเขาจะอยู่กองไหน อยู่กองประถมศึกษา หรือกองมัธยมศึกษา ส่วนมัธยมศึกษาเดิมนั้นก็เป็ นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าอยู่ใน กองมัธยมศึกษา แต่อันนี้ผมก็คิดว่าในขณะนี้คณะกรรมาธิการกําลังพิจารณาอยู่ก็คงจะ สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการพิจารณาด้วยนะครับ และผมก็มี ความห่วงใยว่าในด้านงบประมาณนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้นี้จะสามารถดําเนินการได้ อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระที่สอง วาระที่สาม ประกาศ บังคับใช้
ในประเด็นต่อไป ผมเป็ นห่วงเรื่องการจัดการศึกษานอกโรงเรียน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานการศึกษา นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่เป็นห่วงก็คือว่าในขณะนี้ผมได้มีโอกาส ไปเป็นประธานเปิดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในอําเภอต่าง ๆ ในท้องที่จังหวัดสกลนคร หลายอําเภอ เช่น อําเภอเมืองสกลนคร อําเภอโคกศรีสุพรรณ และท่าน ส.ส. เฉลิมชาติ การุญ ก็ได้มีโอกาสไปเปิดยังเขตอําเภอพรรณานิคม อําเภอกุดบาก และอําเภอภูพาน จังหวัดสกลนครด้วย ครูบาอาจารย์เขาร้องเรียนมาว่ากระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนจริง เรื่องการศึกษานอกโรงเรียน แต่ว่าอาคารเรียน อาคารสํานักงาน ไม่มี ต้องไปหยิบยืมที่อื่น ต้องไปใช้ที่อื่น ส่วนมากใช้เทศบาลเก่า อบต. เก่านั่นแหละเป็นส่วนใหญ่
และประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าครูบาอาจารย์เขาร้องเรียนอยากจะเป็น ข้าราชการ ครูที่สอนอยู่ในการศึกษานอกโรงเรียนเขาอยากจะเป็นข้าราชการ ประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าคนนี่เราจะสามารถปรับปรุงให้เขาเป็นข้าราชการได้หรือไม่ ที่จะให้ใช้ งบประมาณที่ไหน อย่างไร งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้จะสามารถทําได้หรือไม่
ในประเด็นต่อไป ขอฝากเรื่องอาชีวศึกษาโดยเฉพาะวิทยาลัยเทคนิค ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นเขาก็อยากเป็นมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ เขาอยากเป็น มหาวิทยาลัย ครูบาอาจารย์ก็ขาดแคลนแต่ก็อยากเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อตั้งเขาเป็น วิทยาลัยการอาชีพหรือปรับปรุงขึ้นเป็นสถาบันวิชาชีพ สถาบันการศึกษาอาชีพ ในจังหวัด ต่าง ๆ นั้นเปิ ดสอนปริญญาตรีได้หรือไม่ และอัตรากําลังครูบาอาจารย์ที่สอน จะพร้อมเพรียงหรือไม่ เครื่องมือจะมีพร้อมเพรียงหรือไม่ อันนี้เป็ นข้อเป็ นห่วง เป็นความกังวลใจของเขา
และประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะฝากเรื่องมหาวิทยาลัยราชมงคลนะครับ ในท้องที่ที่เป็นวิทยาเขตนั้นเขาต้องการที่จะเป็นมหาวิทยาลัย ใคร ๆ ก็อยากจะเป็น มหาวิทยาลัย ไม่อยากจะเป็นวิทยาเขต เพราะว่าอัตรากําลังที่ได้ไม่เพียงพอ การสนับสนุน ต่าง ๆ ไม่เพียงพอ ทําให้เขาไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น วิทยาลัย ที่จังหวัดสกลนครนะครับ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลที่จังหวัดสกลนคร ที่อําเภอพังโคน และในต่างจังหวัด ไม่ว่าจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดนครพนม หรือที่อื่น ๆ เขาก็ฝากไว้ เช่นเดียวกัน ขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณนวัธ เตาะเจริญสุข ต่อไปคุณสนอง เทพอักษรณรงค์ คุณนิยม ช่างพินิจ คุณขยัน วิพรหมชัย คุณปวีณ แซ่จึง เตรียมตัวด้วยนะครับ เชิญคุณนวัธ เตาะเจริญสุข ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐบาลตั้งงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ร้อยละ ๒๑.๘ มันแตกต่างกับปี ที่แล้วมากนะครับ ปี ที่แล้ว งบประมาณ ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลตั้งไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๙ ผมก็แปลกใจทําไมถึงต้องตั้งเยอะตั้งมากขึ้นอีก แต่ตรงนั้นไม่ใช่สิ่งสําคัญ สิ่งสําคัญที่ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลชุดนี้ก็คือลองมาดู ในงบกลาง งบกลางปี นี้ตั้งไว้ ๒๖๕,๗๖๓ ล้านบาทเศษ ปี ที่แล้วปี ๒๕๕๓ ตั้งไว้ ๒๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ มากกว่าปีที่แล้วถึง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็อยากทราบ เหตุผล เอ๊ะ ทําไมมันถึงมากกว่าปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทําไมต้องมาไว้ที่งบกลาง หรือเป็นอย่างที่เขารํ่าลือกันหรือเปล่าว่างบกลางนี่เป็นงบที่เบิกง่ายใช้คล่องต้องงบกลาง หรือเปล่า มันก็เลยเป็นสิ่งที่แปลกชวนให้สงสัยจึงได้นํามาอภิปราย
มาตามดูงบประมาณในส่วนของสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปีนี้ตั้งไว้ ๒๕,๔๗๓ ล้านบาทเศษ ปีที่แล้วตั้งไว้ ๒๒,๙๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วถึง ๒,๕๗๐ ล้านบาท มันชวนให้สงสัยครับว่าโดยเฉพาะงบกลางก็ดี งบประมาณสํานักนายกรัฐมนตรีก็ดี ที่รัฐบาลเมื่อปี ๒๕๕๓ อนุมัติไปแล้ว กราบเรียน ท่านประธานฝากไปทางรัฐบาลและโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านอนุมัติ งบประมาณในส่วนนี้ไปแล้ว พิจารณาอนุมัติไปแล้วเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลเพียงใด อนุมัติไปแล้วได้ติดตามไหม ได้ดูไหมว่าผลสัมฤทธิ์ออกมาเป็นอย่างไร รัฐบาลชุดนี้ ต้องตระหนักนะครับว่างบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีพี่น้องประชาชนต้องใช้ให้เกิด ประสิทธิภาพประสิทธิผลมากที่สุด และที่สําคัญต้องให้ได้ผลสัมฤทธิ์มากที่สุดด้วย อันนี้ผมกราบเรียนอย่างนั้นนะครับ
แต่ที่ติดใจอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะพี่น้อง เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรร ปี ๒๕๕๔ เป็นเงิน ๗๖,๑๓๘ ล้านบาทเศษ ปีที่แล้วได้รับจัดสรร ๕๔,๓๕๗ ล้านบาทเศษ มากขึ้นกว่าปี ที่แล้ว ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดีครับผมเห็นด้วย กระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นกระทรวงที่สําคัญแล้วสามารถที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ พี่น้อง เกษตรกรจะอยู่ได้อย่างไร พี่น้องเกษตรกรตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่ามี ๒ ปัจจัย ที่พี่น้องเกษตรกรต้องการ ๑. เอาถนนเข้าบ้าน ๒. เอานํ้าเข้านา เขาต้องการแค่นี้ละครับ และสําคัญไปกว่านั้นรัฐบาลก็ส่งเสริมสินค้าเกษตรแล้วรับซื้อดูแลเรื่องผลิตผล ทางการเกษตรให้มีราคา ปัจจุบันข้าวเหลือราคาเท่าไรครับ ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วอย่างนี้จะให้ไว้วางใจหรือเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า บริหารงบประมาณไปแล้วได้สมบูรณ์และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
มาดูในส่วนของกรมชลประทาน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เมื่อสักครู่เห็นนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ทราบว่าไปไหนแล้ว อยากเห็นหน้า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริง ๆ เลย ไปไหน ถ้าท่านอยู่ใกล้ ๆ ท่านมาฟังมาเห็นหน้าผมหน่อยเถอะ ผมอยากพูดให้ท่านฟังจริง ๆ อยากพูดว่าอะไรครับ กรมชลประทานได้จัดสรรปี นี้ ๔๑,๕๘๒ ล้านบาทเศษ ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่เข้ามา อยู่ข้างนอกก็ฟังผมด้วยนะ ฟังไว้ด้วยนะครับ อนุมัติไป ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีนี้ได้มากขึ้นนะ แต่ผมเคยกราบเรียนท่านรัฐมนตรีแล้วว่าพี่น้องประชาชนต้องการนํ้า เพราะนํ้าเป็ นปัจจัยสําคัญในการทําพืชผลทางการเกษตรโดยตรง เชื่อไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีที่กํากับดูแลกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ด้วย โดยเฉพาะกรมชลประทาน ท่านรัฐมนตรีเดินมาพอดีเลย ขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีจริง ๆ ที่มาฟังผมสักหน่อย ผมเคยไปเรียนท่านรัฐมนตรีเอง ด้วยความเคารพ ท่านเป็นรัฐมนตรี อดีตท่านก็เป็นอธิบดีกรมชลประทานอีกต่างหาก ผมเคยนําเรียน ท่านแล้วว่าลํานํ้าพรม ลํานํ้าเซิน จากจังหวัดชัยภูมิผ่านอําเภอคอนสาร ผ่านอําเภอชุมแพ ผ่านอําเภอภูเขียว ผ่านอําเภอบ้านแท่น แล้วผ่านอําเภอหนองเรือ ไหลลงสู่อําเภออุบลรัตน์ เขื่อนอุบลรัตน์ อันนี้สําคัญครับ ท่านประธานครับ ต้องนําเรียนอย่างนี้จริง ๆ ว่า ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นอธิบดีกรมชลประทานท่านรู้ว่าตรงนี้มีความสําคัญมาก แล้วก็มีผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาแล้วว่ามันได้เกิดประโยชน์จริง ๆ ผมแปลกใจครับท่านรัฐมนตรี ทําไมท่านไม่ดูแล ปี นี้โครงการนี้ก็มองไม่เห็นอีก ท่านบอกผมว่าปีหน้าจะเข้าให้ ท่านไม่ได้เข้าให้ผม ท่านทําแล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้อง เกษตรกร ท่านทราบไหมครับ ฤดูฝนนํ้าที่ปล่อยออกมาจากเขื่อนไหลลงท่วมพื้นที่ เกษตรกร พี่น้องที่ปลูกข้าว ปลูกกะหลํ่าปลี ปลูกอ้อย ปลูกพริก เสียหายหมด พอฤดูแล้ง นํ้าไม่มีครับ ข้าวไม่มี เพราะอะไรครับ เพราะกรมชลประทานโดยการกํากับ ของท่านรัฐมนตรีไม่ไปทํา ไม่ไปพัฒนาให้ ท่านประธานครับ เรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วย ถ้าท่านจะเมตตาและอนุมัติไปประชาชนได้ประโยชน์ครับ ท่านทราบไหมครับว่าที่กี่แสนไร่ ตรงนั้นแล้วเกิดประโยชน์ถึง ๒ จังหวัด เมื่อนํ้าไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์แล้วได้ใช้กัน ทั้งจังหวัดครับ ลงสู่ลํานํ้าชีอีกต่างหาก ทําไมท่านรัฐมนตรีมองไม่เห็นครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับด้วยความเคารพท่านจริง ๆ ทําไมท่านมองไม่เห็นครับ ท่านต้องมีความจริงใจครับ ท่านมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการตรงนี้แล้วท่านต้องแก้ไขครับ ปัญหาอย่างนี้ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทาน สั่งเลยครับ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มา ผมอยากเห็นหน้านายกรัฐมนตรีจังเลยวันนี้ เหตุผลที่อยากเห็นเพราะจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไรครับ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไป ๒ ปีแล้ว ปี ๒๕๕๒ ผมก็พูด ปี ๒๕๕๓ ผมก็อภิปรายไป นี่ปี ๒๕๕๔ แล้ว คิดว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมา ผมจะได้บอกท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านเอางบประมาณที่อนุมัติปีนี้ไปใช้ในงบกลางมากกว่าปีที่แล้วถึง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านอนุมัติงบประมาณไปในส่วนสํานักนายกรัฐมนตรีอีก ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วเป็น ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ผมจะถามท่านนายกรัฐมนตรี แบ่งไปให้กับพี่น้องเกษตรกร ไปขุดลอกในส่วนนี้ได้หรือไม่ อํานาจนายกรัฐมนตรีมีครับ ตัดสินใจใช้งบกลางก็ได้ ตรงนี้ ใช้งบประมาณไม่ได้มากมายครับท่านประธาน ใช้งบประมาณเพียง ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท เงินเพียง ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาทเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างมาก ช่วยพิจารณาครับ ก่อนจะสรุปครับ ฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะเชิญท่านนายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมจังเลย ไปดูโครงการดังกล่าว
เดี๋ยวก็ได้เจอครับ
จบแล้วครับ ฝากท่านประธานครับว่า อยากจะเชิญท่านนายกรัฐมนตรีไปดูจริง ๆ แต่ว่าช่วงนี้คงไม่เหมาะแล้ว เพราะถ้า ท่านนายกรัฐมนตรีไปช่วงนี้ต้องมีทหารหรือตํารวจ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คนไปมันคงไม่เหมาะ
พอแล้ว หมดเวลาพอดี
เพราะฉะนั้นฝากท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีถ้าได้ยินเสียงนี้แล้วช่วยดูให้หน่อยเถอะ จะได้ปรองดองสมานฉันท์สักที ขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณสนอง เทพอักษรณรงค์ ๗ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านประธานที่เคารพครับ ประการแรกเลยต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาให้กระผมได้มีโอกาสแสดงความคิด ความเห็นเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นถ้าจะเปรียบไปแล้วมันเหมือนเข็มทิศ ที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่าในการพัฒนาประเทศของเรา เราจะกําหนดทิศทางในการพัฒนา ไปอย่างไร การกําหนดแนวนโยบายของรัฐบาลนั้นได้สอดคล้องกับความต้องการ ของพี่น้องประชาชนหรือไม่ สิ่งนี้เป็ นสิ่งที่มีความสําคัญเป็ นอย่างยิ่ง จากการที่ ได้ตรวจสอบดูในทุกมาตราของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว เราบอกว่างบประมาณปีนี้มากกว่าทุก ๆ ปี ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยว่างบประมาณปีนี้เราตั้งงบประมาณสูง แต่ขณะเดียวกันมีความรู้สึกว่า ถ้าหากเราได้ใช้เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ในวงเงินที่สูงไปเพื่อประโยชน์ เพื่อพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้น ผมว่าก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด พี่น้องประชาชนก็จะมีความสุข แต่ที่น่าเสียดายครับ น่าเสียดายตรงที่ว่าเราตั้ง งบประมาณเอาไว้สูงจริง แต่ส่วนหนึ่งงบประมาณในส่วนนี้แทนที่จะได้ไปพัฒนา ชาติบ้านเมือง แต่กลับจะต้องเอางบประมาณในส่วนนี้ไปซ่อมแซม ไปชดเชยค่าเสียหาย ให้แก่พี่น้องประชาชนของเราส่วนหนึ่งที่มีความคิดความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน แล้วก็มาสร้างความเสียหายให้ชาติบ้านเมืองจนผลสุดท้ายเราก็จะต้องนําเงินงบประมาณ เหล่านี้เอาไปชดเชยค่าเสียหายเหล่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่น่าจะเกิดขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อเปิ ดดูจากงบประมาณในหลาย ๆ มาตรากับเวลาที่จํากัดนั้น ก็คงจะขออนุญาตที่จะเสนอแนะให้รัฐบาลได้ลองทบทวนแก้ไขหรือให้การสนับสนุน ในบางกระทรวงในบางมาตรา
กระทรวงแรก กระทรวงศึกษาธิการ จริงอยู่ครับพี่น้องประชาชน โดยส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับ วันนี้กระทรวงศึกษาธิการเรามีนโยบายให้เรียนฟรี แบบมีคุณภาพ ๑๕ ปี ไม่ใช่ให้เรียนฟรีอย่างเดียวครับ มีเครื่องแบบให้ มีสื่อการเรียน การสอนให้ มีทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมเสร็จสรรพ เป็นการแบ่งเบาภาระให้แก่ผู้ปกครอง ได้พอสมควร เมื่อก่อนนี้ถ้าใครก็ตามแต่มีลูกสัก ๒ คนครับ ในฤดูการเปิดเทอมนี่ สร้อยที่อยู่ในคอไม่ได้อยู่ในคอหรอกครับไปอยู่กับโรงรับจํานํา สิ่งของที่พอจะมีค่า แปรเป็นเงินได้ก็ต้องเอาไปต๊ะไปตึ๊งเอาไว้ก่อนเพื่อที่จะเอามาแก้ไขในปัญหาเหล่านี้ แต่วันนี้ประชาชนต่างก็มีความชื่นชมว่ารัฐบาลนั้นสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งในเมื่อท่านจะสนับสนุนจะส่งเสริมแล้วผมอยากจะให้ท่าน ส่งเสริมโดยครอบคลุม มีหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งก็เป็ นหน่วยงานเกี่ยวกับการศึกษา เช่นเดียวกัน เขาทํางานอยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน เขาทํางานดูแลใกล้ชิดกับสังคม แต่ทว่าในหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล จากกระทรวงเท่าที่ควร นั่นก็คือ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน วันนี้รัฐบาล วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการกระจาย การศึกษาไปถึง กศน. ตําบล กศน. ตําบลแต่ละตําบล ตําบลหนึ่งมีเด็กนักเรียน ๕๐๐ คน ๖๐๐ คน รวมทั้งประเทศวันนี้มีประมาณกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ทว่า กศน. ตําบล แต่ละตําบลมีทั้งหมด ๔,๐๐๐ กว่าคน มีครูช่วยสอนอีก ๒,๐๐๐ กว่าคน แต่บุคลากร เหล่านี้เขาไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพแต่อย่างใด ทุกวันนี้ ครูที่สอนอยู่ใน กศน. ตําบลนั้นยังเป็ นลูกจ้างชั่วคราวครับ ยังไม่ได้มีการบรรจุ เป็นข้าราชการของรัฐแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นผมอยากฝากให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้เก็บไปลองใช้ดุลยพินิจว่าทําอย่างไรเราจะส่งเสริมให้บุคคลเหล่านี้ให้เขา มีความก้าวหน้าในวิชาชีพของเขาในฐานะที่เขาเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ช่วยแก้ไขปัญหาให้การศึกษาต่อลูกหลานของเรา เพราะ กศน. ตําบลจะทําให้มี การลดต้นทุนการศึกษาไปได้มากไม่ต้องเดินทางไปเรียนไกล เรียนอยู่ในพื้นที่สามารถ จะเรียนได้ทั้งภาควิชาสามัญและอาชีพถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ที่ผมได้รับการร้องเรียนมาจากพระคุณเจ้าคือในข้อ ๓.๔ การส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะ ที่เราเป็นชาวพุทธ ประเทศไทยของเรานี่มีวัดอยู่จํานวนมาก วันนี้ผมมีโอกาสไปถวายกฐิน ไปถวายผ้าป่า ไปเยี่ยมเยียนวัดวาอารามต่าง ๆ พบพระคุณเจ้า สิ่งหนึ่งที่พระคุณเจ้า ได้ฝากมาบอกว่ารัฐบาลไม่เคยดูแลเลยก็คือการลดภาระค่าใช้จ่ายของวัด วัดนั้นถือว่า เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยไม่ได้หวังผลกําไรแต่อย่างใด วันนี้วัดต้องเสียค่าไฟฟ้ำเต็มครับ เสียค่านํ้าเต็มครับ ก็ใช่ละครับจากการพัฒนา จากความเจริญก้าวหน้า วัดใหญ่หน่อย จําเป็ นจะต้องมีแอร์ (Air) จะต้องดูทีวีเพื่อติดตามข่าวสารการบ้านการเมืองบ้าง แต่ทว่าวันนี้วัดไม่มีค่านํ้า ค่าไฟฟ้ำ บางวัดถูกตัดมา ๒-๓ รอบแล้วครับ อยากให้กระทรวง วัฒนธรรมและกรมการศาสนาได้ช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องนี้ ไม่ได้มากขอให้ได้สัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังดี ขอบคุณครับท่านประธาน
หมดเวลา ต่อไปคุณนิยม ช่างพินิจ ๑๐ นาทีเชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้ลุกขึ้นมาอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งตั้งไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่สําคัญดูแล้วที่ตั้งไว้ขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วที่อยากจะให้มีการผลักดัน ให้พัฒนาประเทศชาติ ประเทศชาติที่จะพัฒนานําไปสู่ถึงความยั่งยืนนั้น ท่านตั้งงบ อย่างนี้ แล้วการใช้จ่ายในการที่จะพัฒนา ผมอยากจะถามว่ามีประมาณเท่าไร จ่ายประจําเท่าไร อย่างนี้ถ้ามาดูในตัวเลขแล้วซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลย แล้วการตั้ง งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถือว่าเป็นหัวใจหลักของพี่น้องภาคการเกษตร และสิ่งที่สําคัญไปกว่านั้นครับท่านประธาน ประชากรส่วนใหญ่ทั้งประเทศประกอบอาชีพ การเกษตรแต่มีน้อยนิด โอเคถ้ามาดูแล้วมากกว่าปี ที่แล้วก็มากกว่า ท่านตั้งไปตั้ง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะไม่มากกว่าได้อย่างไรมันก็มากกว่า แต่สิ่งที่จะลดต้นทุน ให้กับพี่น้องภาคการเกษตรมันยากเหลือเกิน เพราะวันนี้ผมดูแนวทางในการบริหาร ราชการแผ่นดินไม่ว่านโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลพยายามที่จะช่วยเหลือนะครับ มันแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งนั้น สิ่งที่สําคัญผมอยากจะกราบเรียนว่าทําไมจะลดต้นทุน พี่น้องภาคการเกษตรเคยคิดบ้างไหมครับ โดยเฉพาะระบบชลประทาน วันนี้ไปตั้งงบให้กับ กระทรวงกลาโหม ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลองคิดสิครับ ถ้า ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หักกลบลบหนี้จ่ายประจําไปเท่าไร เหลือตรงนั้นแปรญัตติเอาไปใส่ในส่วน ของกองพันทหารช่างเกี่ยวกับพี่น้องทหารไม่ว่าหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ไปช่วยเหลือพี่น้อง ภาคการเกษตร ตรงนี้จะช่วยเหลือพี่น้องภาคการเกษตรได้มาก ต้องดูนะครับ ถ้าปล่อยไป อย่างนี้ไม่ได้ โดยการจะมาแก้ปัญหา วันนี้ภัยพิบัติในประเทศเรา ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง เพลี้ยกระโดด แล้ววันนี้ผมอยากจะฝากเดี๋ยวผมจะลืมพี่น้องฝากมาเหลือเกินว่าเรื่อง เพลี้ยกระโดดยังไม่ได้สตางค์เลยครับ บอกว่าเปิ ดเทอมจะจ่ายให้ก็ยังไม่ได้จ่าย เพราะฉะนั้นเรื่องเพลี้ยกระโดดที่จะชดเชยไร่ละ ๖๐๐ กว่าบาทยังไม่ได้ ขอฝากไว้ด้วย แล้ววันนี้รัฐบาลบอกว่าจะช่วยลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ มาเพิ่มภาษีนํ้ามันอย่างนี้ พอเข้ามาปุ๊ บไม่กี่เดือนก็ขยายเพดานภาษี เมื่อก่อนนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าราคานํ้ามันแตะ ๑๕๑ เหรียญสหรัฐอเมริกามายืนอยู่ ๑๔๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา นํ้ามันดีเซลลิตรละ ๔๐ บาท ปัจจุบันนี้เหลือประมาณ ๖๙ เหรียญสหรัฐอเมริกา นํ้ามันไปแตะที่ ๒๘ บาท ๓๐ บาท ด้วยข้อเท็จจริงถ้าเรา จะลดต้นทุนพี่น้องเกษตรถ้าเทียบบัญญัติไตรยางศ์ถ้าไม่ไปเก็บเข้ากองทุนภาษีนํ้ามัน เราควรจะใช้นํ้ามันแค่ ๑๘-๑๙ บาท หรือไม่เกิน ๒๐ บาท เพราะฉะนั้นผมอยากจะ กราบเรียนว่าพี่น้องภาคการเกษตร โดยเฉพาะวันนี้จะแข่งขันกับประเทศเวียดนามยาก หาว่าประเทศเวียดนามมีต้นทุนตํ่าบ้าง ประเทศไทยต้นทุนสูง ก็ลองไปดูสิครับ ในประเทศเวียดนามพื้นที่ชลประทานเขากี่เปอร์เซ็นต์ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเปรียบเทียบ กับประเทศไทย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่ถึงเลย แล้วจะไปช่วยเหลืออะไรได้อย่างน้อยมันต้อง มี ๕๐ เปอร์เซ็นต์วันนี้ก็มาประกันรายได้บอกดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ผมอยากจะกราบเรียน ให้ทราบว่าเลิกพูดเลิกคิดเสียที มันแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผมจะยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานทราบ ถ้าผมมีลูกอยู่ ๘ คน นี่มองในระดับจุลภาค มีลูกอยู่ ๘ คน ลูกคนโต เป็นพ่อค้าผู้ส่งออกข้าว ๗ คนประกอบอาชีพทําไร่ทํานาแทนที่จะบอกให้ลูกคนโต อย่าไปเอากําไรน้องมาก ส่งออกท่านรู้ไหมว่ากําไรเกวียนละเท่าไร แต่พอดี ๗ คนนี้ ที่ทําไร่ทํานาพอไม่เหลือปุ๊ บ ไม่เป็นไรลูกทําไปเถอะ เดี๋ยวพ่อจะกู้มาใช้หนี้ แล้วถามว่า ใครตายล่ะครับ ลูก ๗ คนแล้วรวมทั้งพ่อด้วย เหมือนกันละครับ แทนที่จะบอกลูกคนโตนี่ อย่าเอากําไรน้องมาก ให้ลูกคนโตเป็นผู้กําหนดนโยบายมันเป็นไปได้อย่างไร อย่างนี้ เท่ากับช่วยเหลือลูกคนโต มีพ่อค้าผู้ส่งออกเบ็ดเสร็จ ๕-๖ เจ้าในประเทศไทย ลองไปดูสิว่า เขาได้กําไรเท่าไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญวันนี้ต้องมาลดช่องว่างตรงนี้ แล้วบอกว่าจะช่วยเหลือพี่น้องภาคการเกษตรจะลดช่องว่างยาก ถ้ากําหนดนโยบาย แนวทางอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องไปบอกลูกคนโตอย่าไปเอากําไรน้องมาก เกวียนละ ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาทอย่าไปเอา แล้ววันนี้ถ้าบอกว่าไม่เป็นไรกู้ไปชดเชย แล้ววันนี้ พี่น้องมาพูดบอกว่ามีคนมาใช้สิทธิ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ผมพูดหลายครั้งแล้ว อย่าไปพูด คนถ้าไม่เจ็บป่วยไม่ลําบากเขาไม่เข้าโรงพยาบาลหรอก เหมือนกันในการใช้สิทธิ โครงการจํานํามันเป็นการที่ประกันกําไรให้กับพี่น้องเกษตรกร อย่างประกันไว้ ๑๓,๐๐๐ บาท ถ้าพี่น้องเกษตรกรขายข้าวสูงกว่า ๑๓,๐๐๐ บาทเขาไม่มาร่วมโครงการหรอก แต่ถ้าตํ่ากว่า ๑๓,๐๐๐ บาทเขาก็มาร่วมโครงการรับจํานํา แล้ววันนี้อยากจะกราบเรียนให้ทราบเลยครับ วันที่ประกาศราคาชดเชยเมื่อต้นเดือนมีนาคมชดเชย ๘๐๐ กว่าบาท ๙๐๐ กว่าบาท แล้วมาต้นเดือนพฤษภาคมประกาศค่าชดเชยให้เท่าไรรู้ไหมครับ ๒,๗๙๐ บาท ซึ่งมันแตกต่างกันมาก แล้วถามว่าจะลดช่องว่าง พี่น้องประชาชนทํานามาร้องเรียนที่ผม ลงทะเบียนวันเดียวกัน กําหนดวันเก็บเกี่ยววันเดียวกันแต่ได้ค่าส่วนต่างที่แตกต่างกัน บางคนได้ ๘๐๐ กว่าบาท ต่อเกวียนต่อตัน แต่บางคนนี่ได้ ๒,๗๙๐บาท ตรงนี้ต้องแก้ไขนะครับ อย่างน้อยก็เอา ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมลงมา เพราะพี่น้องเกษตรกรเขาเก็บเกี่ยวข้าวตอนนั้นแทนที่ เขาจะได้ ๒,๗๐๐ บาทก็ไม่ได้ แล้ว ๒,๗๐๐ บาท ๒๕ ตัน ท่านลองคิดดูสิครับเป็นเงินเท่าไร ๖๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้ววันนี้คนที่ได้ ๘๐๐ บาทได้เท่าไร แล้วบอกว่าวันนี้จะสร้างให้เป็น มาตรฐานเดียวไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนฝากไว้ด้วยครับ ในการกําหนดงบประมาณนี่ต้องชัดเจนนะครับ แล้วตรงนี้ต้องชดเชยให้เขาตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคมว่าจะต้องชดเชยให้เขา ๒,๗๙๐ บาท แล้วสิ่งที่สําคัญที่ผมพูดอยู่เสมอ เรื่องการที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประสบปัญหา เจอต้นทุนราคานํ้ามันแล้วยังมาเจอ เพลี้ยกระโดดอีก ผมก็พูดอยู่เสมอว่าโครงการที่จะทําลายวงจรเพลี้ยกระโดดมันเป็น การขยายวงจรการทุจริต สิ่งที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ ที่พี่น้องประชาชนบอกผม ผมจะกราบเรียนให้ทราบว่าวันนี้โครงการไถกลบตั้งราคากลางไว้ ไร่ละ ๓๕๐ บาท ผู้ประกอบการประมูลไปได้ ๓๔๐ บาท แต่พอไปถึงมือพี่น้องเกษตรกร ที่รับจ้างไถรู้ไหมไร่ละเท่าไร ๑๖๐ บาท ๑๗๐ บาท ๑๙๐ บาท แล้วส่วนต่างตรงนี้ มันหายไปไหนล่ะครับเป็ นแสน ๆ ไร่นะครับ อย่างนี้ถ้าท่านมีจิตใจอันบริสุทธิ์ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องภาคเกษตรนี่ก็โอนเงินให้เขาไปเลยสิครับ เขามีกี่ไร่ที่จะไถกลบ ที่จะเข้าร่วมโครงการก็โอนให้เขาไปเลยไร่ละ ๒๐๐ บาท ๑๘๐ บาท ๑๙๐ บาท ก็โอนให้เขาไปเลยจะเอาผู้ประกอบการมารับผิดชอบทําไม แล้วผู้ประกอบการ มารับผิดชอบก็ไถไม่ทันหรอกครับ ก็ต้องไปจ้างชาวบ้านไถอยู่ดีอย่างนี้เป็ นต้น ผมอยากจะกราบเรียนและอยากจะฝากไว้นะครับ และสิ่งที่สําคัญวันนี้มันส่อถึงแม้ว่า เงินจะไม่เท่าไร ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท แต่มันบ่งบอกว่าเปอร์เซ็นต์ที่หายไป ถ้าเรามาคิดให้ดีครับท่านประธานลองเอาเม็ดเงินที่เหลือตรงนี้ ๖๐ ล้านบาท ๗๐ ล้านบาท ลองมาคิดแบบคร่าว ๆ ลองไปอุดหนุนให้กับ อบต. อุดหนุนให้ท้องถิ่นสิครับ เขามีงบพัฒนาเท่าไรรู้ไหมครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่สิ่งที่ นโยบายและโครงการที่งบประมาณออกมาแต่ละอย่างนี่ไม่ได้
แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากเพราะผมไม่มีโอกาสได้พูดของ กระทรวงมหาดไทยในเรื่องงบกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น มันไม่มีใครหรอกครับ แม้กระทั่ง บุคคลชั้นสูงที่อยู่บนนี่นะครับ ผู้บริหารจะรู้ปัญหาได้ดีเท่ากับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น คือ อบต. เทศบาล วันนี้พี่น้อง อบต. เทศบาล มาร้องเรียนผม เรื่องการตัดงบประมาณ ที่จะกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่นมันไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ต้องพี่น้องประชาชนท้องถิ่นเป็นคนที่จะแก้เอง เพราะฉะนั้นต้องฝากไว้
แล้วก็เรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องให้เกิด ความสมดุล ลดต้นทุนของพี่น้องภาคการเกษตรต้องลดให้ได้ ผมเคยประกอบอาชีพ ทําไร่ทํานามาก่อนผมเข้าใจ พี่น้องเกษตรกรเสียภาษีอย่างเดียว ตื่นเช้ามาก็เสียภาษีแล้ว เมื่อผมได้มีโอกาสทําธุรกิจทําให้ผมเข้าใจ การที่นักธุรกิจเสียภาษีนี่คือเอากําไรไปเสีย ซึ่งแตกต่างกับพี่น้องภาคการเกษตรเขาไม่มีโอกาสหรอก จะไปขึ้นภาษีนํ้ามัน ราคาปุ๋ ย ก็เพิ่มขึ้น แล้วจะไปลดต้นทุน แล้วบอกว่าจะไปแข่งขันกับประเทศใกล้เคียง ประเทศ เวียดนามนี่ยาก เพราะวันนี้งบประมาณโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องดูแลที่จะลดต้นทุน ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องภาคการเกษตร ก็คงจะฝากไว้เท่านี้ สิ่งไหนที่แปรได้อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ กระทรวงกลาโหมไม่จําเป็นต้องไปซื้ออาวุธ หรอกครับ แปรญัตติมาช่วยเหลือพี่น้อง กองพันทหารช่างที่เขาไปช่วยเหลือพี่น้อง ภาคการเกษตรได้เอามาช่วยในระบบชลประทานได้ ตรงนี้จะเป็ นแนวทางที่ดี ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปเชิญท่านขยัน วิพรหมชัย ๔ นาทีนะครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของรัฐบาลในวงเงินทั้งหมด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ที่ผมเห็นด้วยไม่ใช่ว่าผมเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แต่ผมเห็นด้วยในหลักการ เพราะถือว่า เป็นรัฐบาลที่ตั้งงบประมาณดูแลพี่น้องประชาชนคนชนบทมากกว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ที่ผ่านมา นโยบายที่ผมไปเยี่ยมพี่น้องชาวบ้านเขาบอกว่านี่คือนโยบายฝนตกทั่วฟ้ำ อันได้แก่
นโยบายที่ ๑ นโยบายการให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปได้ทุกคน ทั่วหน้า นอกจากนั้นผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปเสียชีวิต รัฐบาลยังร่วมทําบุญประเพณีรายละ ๒,๐๐๐ บาททุกคน
นโยบายที่ ๒ นโยบายให้ค่าตอบแทนพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ ซึ่งไม่มี รัฐบาลชุดไหนที่ให้ความสําคัญพี่น้อง อสม. เท่ากับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์
นโยบายที่ ๓ นโยบายสวัสดิการผู้พิการ ต้องเห็นใจผู้พิการนั้นถือว่าเป็นผู้ที่ รัฐบาลต้องดูแล และรัฐบาลชุดนี้ก็ดูแลพี่น้องผู้พิการทั่วประเทศ
นโยบายที่ ๔ คือนโยบายเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาล ในยุคอดีตที่ผ่านมาได้ดําเนินนโยบายเรื่องการประกันลําไย จนบัดนี้มีการทําให้เกษตรกร ติดคุกติดตะรางร่วมร้อยกว่าคน แต่รัฐบาลชุดนี้เลือกวิธีการประกันรายได้เกษตรกร เกษตรกรมีกําไรแน่นอน ทั้งข้าว ข้าวโพด และมันสําปะหลัง และต่อไปอยากฝากรัฐบาล ได้ดําเนินนโยบายเรื่องการเอาลําไยและผลไม้ทั่วประเทศมาเข้าโครงการประกันรายได้ เกษตรกรซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน
นโยบายที่ ๕ คือนโยบายเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ ซึ่งทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าพี่น้องเกษตรกรคนชนบทเป็นหนี้ ธ.ก.ส. หรือที่เขาเรียกว่า ธรณีกันแสง และรัฐบาลชุดนี้ก็เข้ามาโอบอุ้มคืนชีวิตใหม่ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ
อย่างไรก็ตามท่านประธานที่เคารพ งบประมาณของประเทศ งบประมาณ ของแผ่นดิน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ไม่สําคัญเท่ากับการใช้งบประมาณอย่างมี ประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ นั่นคือประการสําคัญที่อยากฝากรัฐบาลให้ดําเนิน นโยบายเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริต การคอร์รัปชัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายของ ประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้
ประการที่ ๒ อยากฝากรัฐบาลได้เร่งรัดการใช้งบประมาณประจําปี ๒๕๕๓ ซึ่งยังคงค้างอยู่ประมาณ ๔ เดือน และเร่งรัดการใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งผ่านจากสภาแห่งนี้ ให้รัฐบาลเร่งรีบการใช้งบประมาณดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเรียกร้องนักการเมืองซึ่งมาจาก ประชาชน ทั้งนักการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้เลิกหาผลประโยชน์จากงบประมาณ ซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน ทุกวันนี้ประเทศไทยเรา คนไทยเราเจ็บชํ้า เสียใจ วิกฤติมาจากนักการเมือง จึงเรียกร้องนักการเมืองได้ยุติการหาผลประโยชน์จากภาษีอากร ของประเทศไทยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปครับ เชิญท่านปวีณ แซ่จึง ๑๐ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ หลักการ ก็คือตั้งงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้หน่วยงานได้ใช้จ่าย หลักการและเหตุผลผมไม่เห็นด้วยเนื่องจากว่าประมาณการ รายรับนั้นมาจากความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ และมาจากคนรากหญ้า ที่จะต้องจ่ายภาษีเหล่านี้เข้ามา เป็นประมาณการรายรับที่มาจากภาษีปิโตรเลียม มาจาก ภาษีที่เป็นภาษีสรรพสามิต ภาษีที่เกี่ยวข้องกับนํ้ามัน เป็นข้ออ้างให้พ่อค้าและบริษัท ต่าง ๆ ขึ้นภาษี ทําให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นจึงไม่เห็นด้วย ในหลักการและเหตุผล
เอาที่กระทรวงพาณิชย์ก่อนครับท่าน กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแลในเรื่อง การค้า อยากจะถามว่ากระทรวงพาณิชย์ลดภาษีกากถั่วเหลือง ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อผลประโยชน์ของใคร เป็นเงินเท่าไร ลดเพื่ออ้างให้เกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้ที่ผลิต อาหารสัตว์จะได้ลดค่าใช้จ่าย แล้วบริษัทเหล่านั้นได้ลดราคาอาหารสัตว์ให้กับเกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์หรือไม่ ใครได้ผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ หมูเห็ดเป็ดไก่ตอนนี้เป็นอย่างไร ไข่ไก่ฟองหนึ่งเท่าไร นอกจากนั้นยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ผูกขาดไก่ไข่ที่ยังอยู่ในการร้องเรียน มีเพียง ๘ บริษัท ยักษ์ใหญ่เป็นผู้นําเข้าไก่ไข่ ซึ่งนั่ง ณ ที่ตรงนี้จะรู้ไม่กี่คน ไก่ไข่ทั้งประเทศต้องผ่านเขา เกษตรกรรายย่อยจะต้องซื้อไก่ไข่จาก ๘ บริษัทนี้ พร้อมกับพ่วงอาหารสัตว์ด้วย ไม่ซื้ออาหารสัตว์ไม่ขายไก่ไข่ให้ ใครครับผูกขาด ท่านลดเพื่อใคร ภาษีตัวนี้ลดเพื่อใคร ความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศทั้งนั้น แต่กลุ่มนี้ไม่อยากจะบอกชื่อ แล้วตอนนี้ อยากจะถามว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ให้บริษัทผลิตเหล็กจะขึ้นราคาเหล็กอีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เอาเหตุผลอะไรมาขึ้นราคานี้ นํ้ามันขึ้นราคาใช่ไหม เอาเหตุผลอะไรครับ เดือดร้อนกันทั่ว แล้วรู้ไหมว่ามันมีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนครับ จึงไม่เห็นด้วยในหลักการ การประกันรายได้ก็ดีนะครับ อยากจะถามว่ากระทรวงพาณิชย์ ขณะนี้ทําอะไรบ้าง หอมแดงที่จังหวัดศรีสะเกษเดือดร้อนกันทั่ว มาตรการการค้าเสรี ที่เปิดแล้วนี่แล้วยกเว้นภาษีหอม พืชผลทางการเกษตรนี่ ท่านมีมาตรการอะไรที่จะรองรับบ้าง เขาเดือดร้อนกันทั่วครับ นอกจากนั้นตอนนี้ที่ท่านพูดนักพูดหนาบอกว่าโครงการ ประกันรายได้ของเกษตรกรยอดเลิศเลอ ตอนนี้ข้าวหอมมะลิกิโลกรัมหนึ่ง ๑๓ บาท ทําไมจึงเป็นเช่นนี้ เพราะว่าท่านไปประกันราคาสูงสุดไว้ที่ ๑๕.๓๐ บาทหรือตันละ ๑๕,๓๐๐ บาท ถ้าเป็นโครงการจํานําแล้วจะต้องจํานําอย่างน้อย ๑๘ บาท ผลประโยชน์ จะต้องเกิดขึ้นกับเกษตรกร ข้าวจะต้องอยู่ในมือของรัฐบาล พ่อค้าไม่มีสิทธิที่จะมา บีบบังคับและไม่มีสิทธิที่จะมาซื้อสินค้าทางภาคการเกษตรเท่ากับราคาปัจจุบัน อยากจะ ฝากว่านี่คือเลือดเนื้อ นี่คือสิ่งที่ท่านรีดจากประชาชน สิ่งที่ท่านทําให้ประชาชนทั่วไป รากหญ้าเดือดร้อน เอากระทรวงพาณิชย์สั้น ๆ ก่อน ผมมีเวลา ๑๐ นาทีเท่านั้นเอง
ท่านประธานที่เคารพครับ จะขอมาดูที่ท้องถิ่น ท้องถิ่นวันสองวันนี่ผมตัด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาบอกว่ากระทรวงคมนาคมจะถ่ายโอนถนนให้กับท้องถิ่นอีกแล้ว ๑๕,๓๐๐ กว่ากิโลเมตร ท่านเพิ่มงบให้เขาเท่าไร ตอนนี้เขาเดือดร้อนมากไหม ท้องถิ่น ทําอะไรได้บ้าง ขณะเดียวกันก็จะให้ท้องถิ่นรับผิดชอบฐานสูบนํ้าด้วยพลังไฟฟ้ำ ๑,๖๐๐ แห่ง ท่านตั้งงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจลงไปเท่าไรครับ ท่านตั้งลงไป ๑,๑๐๖ ล้านบาทกับ ๑,๖๐๐ แห่ง ให้เขารับผิดชอบได้หรือ เงิน อสม. ก็ดี เงินผู้สูงอายุ อยู่ที่ตรงท้องถิ่นทั้งหมด ท้องถิ่นตอนนี้จะเป็นกระโถนแล้ว ทําอะไรไม่ได้แล้ว ถนนก็ถ่ายโอนไป ๕๓,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ถนนแล้ว ท่านให้งานเขาแต่ท่านไม่ได้ให้เงินเขา เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของท้องถิ่นท่านจัดได้แล้วหรือยัง กระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ จัดให้เขาได้หรือยังครับ
มาที่กระทรวงศึกษาธิการครับ กระทรวงศึกษาธิการควรจะตั้งอย่างน้อย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายถึงจะถูกต้อง ผมไปอ่านพบมีงบอยู่งบหนึ่ง เป็นงบอุดหนุนของ สพฐ. เขียนไว้ว่าอย่างนี้ เป็นเงินอุดหนุนทุนการศึกษาผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ จํานวน ๒๓๓,๐๐๐ บาท แล้วพวกที่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อกี้ท่านเอาไปตั้งไว้ที่ไหน คนตายกี่คน คนบาดเจ็บกี่คน คนสูญหายกี่คน ลูกหลานเขาที่บอกว่าจะสนับสนุนการศึกษาเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนครับ ก็ฝากว่าถ้าจะตั้งงบอย่างนี้ก็รับหลักการไม่ได้ครับ
ต่อไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมอยากจะเรียนว่าเอากรมชลประทานเอากรมเดียวพอเพราะว่าเหลือ ๓ นาทีกว่า ๆ กรมชลประทานตั้งมาแล้ว ๑๐๙ ปี พื้นที่เพื่อการเกษตรของประเทศไทยทั้งหมด ๑๓๑ ล้านไร่ สามารถที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่ของชลประทานได้ถึง ๖๐ ล้านไร่ ๑๐๙ ปี สามารถพัฒนาได้เพียง ๒๘.๗ ล้านไร่ เหลืออีก ๓๑.๓ ล้านไร่ ท่านให้เงินเขา ๔๑,๕๘๒ ล้านบาทของกรมชลประทาน ๑๐๙ ปี ได้ ๒๘ ล้านไร่ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีก ๓๑ ล้านไร่ท่านจะเอาอีก ๑๐๐ ปีใช่ไหมครับ ถ้าเอาอีก ๑๐๐ ปีก็ตั้งอย่างนี้ ทําไม ไม่ตั้งอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณมันจะได้สัก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็จะได้พัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อที่จะให้เกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ใช้นํ้าจะได้ เพิ่มผลผลิต ลดรายจ่าย จะทําให้เขาไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องนี้ครับ
ต่อไปกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขผมตัดคอลัมน์ (Column) มาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้บอกว่ารัฐบาลได้ตั้งงบให้กับ สปสช. คือสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นรายหัวของผู้ที่เข้าโครงการประกันตน ๔๗.๙๙ ล้านคน หรือ ๔๘ ล้านคนนั่นเอง เป็นเงิน ๑๒๒,๒๒๒ ล้านบาท แต่ปรากฏในงบประมาณที่ท่านตั้งไว้เพียง ๑๐๒,๐๒๒ ล้านบาท เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ในขณะเดียวกันตัวเลขที่ท่านตั้งไว้ทําไมไม่ตั้งให้มันครบ ท่านบอกว่าจะให้เฉลี่ยต่อหัวรายละ ๒,๕๐๐ บาท ถ้าเป็ น ๒,๕๔๖ บาท จะเป็ น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่นี่ท่านตั้งไว้เพียง ๑๑๒,๐๒๒ ล้านบาท เงินในจํานวนนี้ต้องดูแล พวกโรคติดต่อร้ายแรง พวกโรคเอดส์ พวกโรคเบาหวาน ขณะเดียวกันก็ต้องชดเชย ตามมาตรา ๔๑ ตาม พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อที่จะชดเชยผู้ได้รับ ความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ในขณะเดียวกันเงินจํานวนนี้ก็จะผกผันไป จะต้อง ดูแลคนที่ให้การรักษาพยาบาล แพทย์ หมอ พยาบาล ที่ติดเชื้อจากการรักษาพวกนี้ จะต้องได้รับการรักษาและดูแลด้วย จะต้องเยียวยาเขาในกรณีเกิดความเสียหาย ท่านตั้ง อย่างนี้แล้ว ท่านรู้ไหมคนที่พูด คนที่ตั้งให้ ท่านรู้ไหมว่าเงินจํานวนนี้ไม่ได้จ่ายทั้งหมด แต่จะจ่ายไปให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้ง ๒ ด้าน เหรียญทั้ง ๒ ด้านจะต้องได้รับการดูแล เพราะฉะนั้นจึงอยากจะบอกว่าอย่าหลอกประชาชน อย่าโฆษณาชวนเชื่อ อย่าพูดในสิ่งที่ ตัวเองไม่รู้ อย่างผมนี่รู้เพราะว่าผมเป็นอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพอยู่ ๔ ปี ๕ ปี เพราะฉะนั้นตัวเลขถ้าจะทําให้เป็ นคนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็จะเป็ นเงินเพียงเท่าไร ถ้า ๓,๐๐๐ บาท ก็จะเป็นเงินเพียง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ทั้งประเทศ นั่นก็คือคน ๔๘ ล้านคนนั่นเอง ทําไมไม่ทําครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่รับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะนอกจากจะเอาเงินจากคนรากหญ้าแล้วยังดูแล คนรากหญ้าไม่ดี เป็นเงินของทุกคน มีสิทธิ มีเสียง ลงคะแนนเท่ากัน เมื่อเช้าฟังคนคนหนึ่ง อภิปรายดูถูกประชาชนว่าไม่ได้รับการศึกษาจึงมีเหตุการณ์ของเสื้อแดง ไม่อยากให้พูด อย่างนี้ คนที่พูดอย่างนี้คือคนที่ไม่ได้รับการศึกษาต่างหากครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอแจ้งรายชื่อท่านสมาชิกที่จะอภิปรายเป็นชุดต่อไปนะครับ จากนี้จะเป็นท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ต่อด้วยท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ท่านกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ และท่านประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ เชิญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ จะใช้เวลา ๕ นาทีอย่างมีค่าสําหรับ งบประมาณในปี ๒๕๕๔ ที่จะพูดถึงก็คือเรื่องการจัดการนํ้าของประเทศ ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงนํ้าคนทั้งประเทศจะมองเห็นภาพก็คือภาคอีสานหรือภาคเหนือนั้น มีความแห้งแล้งดินแยกแตกระแหง ถ้ามองไปที่ภาคใต้จะเห็นภาพเป็นจังหวัดที่อยู่ ชายฝั่งทะเลด้านซ้ายอ่าวไทย มหาสมุทรแปซิฟิ ก ด้านขวาก็เป็ นทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย เป็นเขตมรสุม มีฝนตกชุก ว่ากันว่าภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีฝนแปดแดดสี่ หมายถึงมีฝนตกกัน ๘ เดือน มีแดดส่องแค่ ๔ เดือน เสมือนว่าภาคใต้เป็นจังหวัด ที่มีนํ้าเยอะมาก ในการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรนํ้า หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับนํ้า ก็จะจัดสรรงบประมาณไปให้กับภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคอีสาน เพื่อไปแก้ปัญหาภัยแล้ง เพื่อไปแก้ปัญหาราษฎรขาดนํ้า ไปสร้างเขื่อน ไปขุดสระ ในขณะเดียวกันกรมชลประทานก็จะส่งงบประมาณสําหรับการเกษตรให้กับ พี่น้องภาคกลาง ในปีใดที่ราคาข้าวสูงขึ้นเกษตรกรก็ทํานา ๑ ครั้งบ้าง ๒ ครั้งบ้าง บางปี ก็ ๓ ครั้ง งบประมาณก็จะลงไปสู่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ภาคกลาง มองว่าภาคใต้มีนํ้าเยอะแล้วงบประมาณในการจัดสรรนํ้าจึงแทบไม่มีในแต่ละปี ท่านประธานครับ ก็ต้องยอมรับว่าภาคใต้มีฝนตกเยอะจริงครับ แต่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นํ้าที่ตกลงมาก็จะไหลลงสู่ทะเล มีเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะเก็บไว้ใช้ได้ เพราะว่า ภาคใต้มีเขื่อนน้อยมาก แทบจะไม่มีสระ พี่น้องประชาชนอาศัยมีโอ่ง มีตุ่ม เก็บไว้ใช้ เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ จะขุดนํ้าบาดาลเอานํ้าจากใต้ดินขึ้นมาภาคใต้ก็เป็นนํ้าเค็ม เป็นนํ้ากร่อย เพราะฉะนั้นไม่มีนํ้าที่จะใช้ที่จะกิน ผมคิดว่าในครั้งนี้คณะกรรมาธิการจะต้อง พิจารณาเรื่องงบประมาณในการจัดสรรนํ้าให้กระจาย โดยเฉพาะไปถึงพี่น้องชาวภาคใต้ ผมยกตัวอย่างที่จังหวัดตรัง มี ๑๐ อําเภอ อยู่ติดฝั่งทะเลอันดามัน เรามีเขื่อนเก็บนํ้า เขื่อนเดียวเท่านั้นคือเขื่อนท่างิ้ว อําเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง สร้างตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ สมัยท่านชวนเป็นนายกรัฐมนตรี เขื่อนเดียวครับ ช่วยเรื่องนํ้าให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้ใช้สอย รวมถึงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะถํ้าเลเขากอบ ถ้าท่านประธานเคยไปนะครับ เขาจะต้องรักษาระดับนํ้าไม่ให้มากเกินไปไม่ให้น้อยเกินไป เพื่อให้เรือนั้นพานักท่องเที่ยว ลอดถํ้าได้ ตรงนี้คณะกรรมาธิการจําเป็นจะต้องไปดูแลให้กระจายอย่างทั่วถึง แล้วก็ถึงได้ กับพี่น้องภาคใต้ด้วย พูดถึงการท่องเที่ยวครับ ที่จังหวัดตรังมีสิ่งดึงดูดสิ่งหนึ่ง จากการท่องเที่ยวก็คือพะยูน ซึ่งขณะนี้สัตว์ทะเลดังกล่าวกําลังใกล้จะสูญพันธุ์ครับ ว่ากันว่าพะยูนฝูงสุดท้ายเหลืออยู่ที่จังหวัดตรังเท่านั้น ขณะนี้มีประมาณ ๑๐๐ ตัวเศษ เราในฐานะคนจังหวัดตรังเป็นผู้เฝ้ำรักษาพะยูนของประเทศ อยากให้พะยูนมีอยู่ต่อไปกับ โลกมนุษย์ของเรา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ ทีมนักวิชาการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่ำชายเลน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นําโดยนางสาวกาญจนา อดุลยานุโกศล ได้ทําการวิจัยเพื่อที่จะติดตามพะยูน ด้วยดาวเทียม ซึ่งใช้งบประมาณประมาณไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อจะติดตาม เฝ้ำดูแลความเป็นอยู่ของพะยูนว่าไปหากินที่ใด เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของโลก เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของพี่น้องประชาชน ผมก็ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายถึง งบประมาณในปี ๒๕๕๔ และขอสนับสนุนงบประมาณปีนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ มีการเปลี่ยนแปลงลําดับผู้อภิปรายที่วิปเสนอมา จากท่านวิชาญแล้ว เดิมเป็นท่านกิตติศักดิ์ ตอนนี้ขอเปลี่ยนแปลงเป็นท่านนรพล ตันติมนตรี เชิญท่านวิชาญ ๒๐ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ ๒ ที่สภาแห่งนี้กําลังพิจารณางบประมาณรายจ่าย ของรัฐบาลซึ่งถือว่าเป็นความสําคัญอย่างยิ่ง ในเรื่องของงบประมาณนั้นจริง ๆ แล้ว การกู้เงินเพื่อที่จะมาสร้างงานสร้างเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ไม่เป็นปกติ เนื่องจากว่างบประมาณฉบับนี้นั้นเป็นงบประมาณซึ่งดูเสมือนว่าจะเป็นการกู้เงิน โดยลักษณะหลักลอย เพราะการใช้จ่ายเงินงบประมาณแต่ละครั้ง แต่ละปีนั้นมันต้อง สมดุลกับยอดรายรับหรือประมาณการที่เป็นรายได้ของประเทศ แต่ดูเหมือนว่าการจัดทํางบประมาณนั้นเป็นการคาดคะเนตัวเลขว่าปีหนึ่งจะเก็บได้เท่าไร ตัวเลขจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่จะจัดเก็บในหมวดของเรื่องนํ้ามัน พูดง่าย ๆ ว่า ภาษีสรรพสามิตเสียส่วนใหญ่เป็นภาษีซึ่งจัดเก็บโดยการเรียกเก็บจากพี่น้องประชาชน ในการใช้จ่ายในขณะนี้ เขาบอกว่าการส่งออกนั้นเป็นตัวเลขซึ่งน่าจะเป็นลําดับต้น ๆ แต่ผมเองนั้นเมื่อกี้ฟังเพื่อนสมาชิกหลายคนตั้งแต่เมื่อวานนี้จนถึงวันนี้ก็เขาเห็นตรงกันว่า รัฐบาลต้องมีเงินไปใช้จ่าย แต่เงินที่จะใช้จ่ายนั้นต้องเหมาะสม แล้วไม่ทําให้ ความเดือดร้อนนั้นตกอยู่กับพี่น้องประชาชน ขออนุญาตนะครับจะใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่ว่า แต่ต้องโปร่งใส วันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้นั้นมีข้อครหานินทามากมายเกี่ยวกับ การใช้จ่ายเงิน ที่ฝ่ายค้านเองนั้นไม่ได้เลือกอภิปรายในช่วงจังหวะที่มีการพูดกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสมเพราะจับทุจริตได้มากมาย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาครับเพราะประชาชน เขาทราบแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นรัฐบาลเองได้ทํางานในลักษณะของการเร่งรีบ จนลืมไปครับว่าการเร่งรีบนั้นก่อให้เกิดปัญหาทุจริต แต่ผมไม่ได้มองว่าเร่งรีบหรอกครับ มองถึงเจตนาที่รัฐบาลใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณในโครงการต่าง ๆ อย่างผิดปกติ
ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้พูดในเรื่องยุทธศาสตร์ ส่วนที่ ๓ การพัฒนาสังคมคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม วันนี้ต้อง ยอมรับครับว่าปัญหาในด้านดังกล่าวนี้รัฐบาลได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ในเรื่องยุทธศาสตร์ที่ ๓ โดยจัดสรรเงินงบประมาณจํานวนร้อยละ ๓๐.๒ เปอร์เซ็นต์จากจํานวน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๖๒๔,๔๑๘.๗ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินงบประมาณถ้าเทียบกับ ในส่วนของการดูแลในเรื่องการทหารนั้นทหารคิด ๘ เปอร์เซ็นต์จากยอด ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ตัวเลขดังกล่าวอาจจะมองว่ามาก แต่ถ้าลงลึก ในรายละเอียดแล้วนี่เราต้องยอมรับครับว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้เสียภาษี ๖๔ ล้านคนเป็ นพลเมืองคนไทย แล้วยังมีคนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยก็คือ คนต่างประเทศคนมาใช้แรงงาน และคนเหล่านี้บางทีก็ใช้เม็ดเงินภาษีอากรของเรา ถ้าหลบเข้าประเทศเราเองก็ต้องดูแลครับไม่สามารถที่จะบอกหรือปฏิเสธได้ เพราะประเทศเรานั้นเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรม ท่านประธานครับ คําที่ผมจะกล่าวนั้น ผมขออนุญาตบอกกล่าวว่าถ้าบรรดามวลสมาชิกของประเทศหรือประชาชนเองนั้น ไม่ได้รับการดูแล ทรัพยากรของเราก็เสื่อมคุณภาพ แล้วก็ยิ่งเสื่อมคุณภาพถ้ารัฐบาลเอง ปฏิบัติในลักษณะ ๒ มาตรฐาน ที่ผมพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏพบเห็น ณ วันนี้รัฐบาลเองพยายามบอกกล่าวว่าจะพยายามสร้างประเทศคล้ายกับที่จะหาเสียง ซึ่งเขาลืมไปหรือเปล่าครับว่าเงินรายได้ขณะนี้กับรายจ่ายที่มีจํานวนมากกับการติดลบ เป็ นจํานวนสูงจะทําให้การคืนหนี้ทั้งเงินในประเทศที่กู้โดยการออกพันธบัตร ทั้งเงินกู้ต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งซึ่งบอกว่าเกินกว่ากําลังคนไทยจะใช้จ่ายก็ว่าได้ ผมขออนุญาตนะครับว่าในส่วนนี้ถ้าคิดเทียบแล้ว ๖๔ ล้านคน ถ้ามองตั้งแต่เด็กเลย วันนี้ในภาพรวมของเด็กทารกซึ่งเกิดมาอยู่ประมาณ ๑.๒๔ เปอร์เซ็นต์จากจํานวน ๖๔ ล้านคนก็โดยประมาณประมาณ ๗๘๐,๐๐๐ กว่าคนที่เกิดใน ๑ ปี ถามว่าประชาชน เหล่านี้เมื่อเกิดมาเป็นคนไทยแล้วเด็กเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแล แต่รัฐบาลบอกว่า ต้องดูแล แต่การดูแลดูแลแบบไหนครับ ผมขออนุญาตครับว่ารัฐบาลบอกว่าจะต้องมีศูนย์ ที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์เด็กเล็กหลังคลอด หลังคลอดก็คือการให้งบประมาณ ในการดูแลเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในการรักษาพยาบาลซึ่งทราบว่าปี นี้ มีอยู่ประมาณ ๒,๕๐๐ บาทต่อคนก็สูงขึ้นครับ เพราะเงินงบประมาณมันใช้จ่ายสูงขึ้น ทุกหมวดก็จะสูงขึ้นเป็นปกติ แต่ถ้ามาดูให้ดีแล้วศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียนไม่ว่าศูนย์ใดก็ตามที่รัฐบาลอุดหนุนเงินลงไป ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาต่อสังคม เป็นปัญหาต่อผู้บริหาร โดยเฉพาะหน่วยเล็กที่สุดคือ อบต. หมู่บ้าน หรือเทศบาล เพราะรัฐไม่ได้กระจายอํานาจหรือกระจายเงินลงไปเพียงพอ วันนี้กระทรวงมหาดไทยเอาเงินส่วนหนึ่งที่เก็บไว้ดูเสมือนว่าถ้าชอบใจพอใจใครแล้วก็ ใส่ลงไปในรายจังหวัดที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นศูนย์เด็กเล็กหรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ไม่ได้รับคุณภาพหรอกครับ ไปดูอาคารสถานที่ ไปดูอุปกรณ์เครื่องใช้เด็กต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นฟูก ที่นอน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะสื่อให้เด็กเหล่านี้นั้นได้มีวิวัฒนาการทางด้าน ความคิดความอ่านนั้นดูเหมือนด้อย ด้อยในเรื่องของคุณภาพ นี่แหละครับเป็นปัญหา และเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ค่อนข้างจะยากจน เป็นกลุ่มคนที่ ใช้แรงงาน เป็นกลุ่มคนที่จะต้องมีการฝากเด็กกลุ่มเหล่านี้เข้าไปเพื่อที่จะให้เป็นสถานที่ ดูแล เรียกว่าเช้าไปฝากเย็นไปรับกลับ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าต้องมีคนดูแล กลุ่มคนที่ดูแลคือครูอาสา วันนี้รัฐบาลมีแต่บอกครับ คราวที่แล้วบอกว่าคนเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทลงมาที่ลงทะเบียนไว้ พูดง่าย ๆ ว่าให้ไปคนละ ๒,๐๐๐ บาท มีสวัสดิการ อยู่แล้ว มีอะไรอยู่แล้วแต่ให้อีกครับเพราะเป็นคนกินเงินเดือน แต่กลุ่มครูอาสาเหล่านี้ กินเงินเดือนเท่าไรครับ ๕,๖๔๐ บาททั่วประเทศ อุดหนุนให้เขา ๕,๖๔๐ บาท ภาษีประกันสังคมอีก ๒๘๒ บาท ได้เท่าไรครับ ได้ ๕,๓๕๘ บาท เรียกว่าได้เนต (Net) นี่ เท่านี้ บางคนทํางานเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ไม่มีลักษณะของการที่จะเพิ่มเงินหรือชดเชยให้ และเขาต้องดูแลชีวิตเด็ก ต้องดูแลคน แต่ต่างประเทศคนเหล่านี้ที่จะต้องมาดูแลจะต้อง เป็นคนที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับดอกเตอร์ ถ้าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้ ๑๐ ปี ๒๐ ปี รัฐไม่ได้ดูแลครับว่าจะให้วงเงินที่เขาสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้สูงเท่ากับคนที่ สามารถจะดูแลคุณภาพของเด็กได้หรือเปล่า
หันมาในเรื่องของการศึกษาครับ วันนี้ต้องยอมรับว่าการศึกษาเป็นเรื่อง สําคัญ รัฐบาลบอกว่าการศึกษา ๑๒ ปี เพิ่มเป็น ๑๕ ปี ดูเด็กก่อนการศึกษา แรกเกิด เข้ามาดูแล มาดูแลเด็กที่เตรียมก่อนจะเข้า ป. ๑ ดูเหมือนดีครับ ชุดเครื่องแบบ เครื่องเรียน ทุกอย่างฟรีหมด ผมเคยพูดครับว่าสิ่งเหล่านี้บางคนไม่ต้องการหรอกครับ ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้กําลังยัดเยียดสิ่งที่เรียกว่าเป็นสวัสดิการให้กับคน บางคนนี่ ลูกเขาเอง ครอบครัวมีฐานะ ก็บอกว่าเหมือนกัน แต่ไปบอกว่าถ้าไม่ประสงค์อยากจะได้ ก็ให้มาบอก แต่อย่าลืมนะครับคนที่จะมาบอกมีจํานวนน้อย แต่สิ่งที่บ่งบอกว่าขณะนี้ เป็นปัญหาก็คือเด็กเหล่านี้หนังสือเรียนที่ผมเอามานี่ยืมเรียน ๓ ปีครับ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือเรียนฉบับใด อันนี้ใหม่ ๆ ครับ ๑ ปีเขาไม่ได้เรียนเลยครับ แต่เขาไปซื้ออีกครับ เขาไปซื้อเครื่องเรียนเพราะว่าผู้ปกครองบอกว่ามันเขียนอะไรลงไปไม่ได้หรอกลูก มันจะต้องส่งคืน ปีหนึ่งเรียนไปนี่ราขึ้น เหลืองนะครับ เด็กที่จะไปเรียนปีที่ ๒ นี่เพราะยืม เรียน ๓ ปี บางทีเรียนหลักสูตรยังไม่ดีหนังสือที่พิมพ์ออกมานี่เปลี่ยนอีกแล้วครับ เปลี่ยนหลักสูตร บางครั้งหลักสูตรต่าง ๆ ก็ไม่เหมาะสมกับการเรียน ขออนุญาตครับ ครูบาอาจารย์เขาก็บ่นบอกว่า เอ๊ะ รัฐจัดอย่างไรในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมขออนุญาตบอกกล่าวว่าการที่รัฐจัดอย่างนี้ ทั้งอุปกรณ์ ทั้งเสื้อผ้า นี่เหมือนดูถูก ประชาชน ถ้าจะให้ดีนี่ท่านลงทะเบียนในกลุ่มคนที่ต้องการกับไม่ต้องการเถอะครับ ถ้าต้องการให้มาลงทะเบียน เงินเหล่านี้ยังไปใช้ประโยชน์ได้ เหมือนที่ท่านแจกละครับ สุ่มไปเลย ๒,๐๐๐ บาท บางคนไม่เดือดร้อนแต่รับเหมือนกัน อย่าลืมว่าเรายังเป็นหนี้ และรัฐบาลชุดนี้จะอยู่อายุยาวหรือสั้นผมไม่ทราบ แต่คนที่จะมาทํางานทําหน้าที่ต่อ ท่านไปเพิ่มภาระหนี้และไปเพิ่มเงื่อนไข ซึ่งบางครั้งเงื่อนไขอย่างนี้มันรับไม่ได้ ผมขออนุญาตว่าที่ไปเรียกเก็บบอกว่าเรียนฟรีนั้นไม่จริงครับ ต้องไปจ้างครูต่างประเทศ ต้องไปเสียค่าประกันอุบัติเหตุ ต้องไปเสียค่าบุคลากรจ้างพิเศษ ภารโรง ภารโรงท่านก็ให้ไม่พอ ต้องไปจ้างเพิ่มครับ กิจกรรมในเรื่องของการเสริมต่าง ๆ รวมเบ็ดเสร็จต่อคน โดนไปอีกเกือบ ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ บาท และจะเรียนฟรีอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบ แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องการนี่ต้องการอะไรครับ ค่าไฟฟ้ำ ค่านํ้า บางโรงเรียนเดือนหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ บาทเพราะเป็นโรงเรียนใหญ่ เพราะอุปกรณ์สื่อต่าง ๆ ต้องใช้ ห้องเรียนต่าง ๆ ต้องมี แม้กระทั่งในเรื่องของการบรรจุครูที่เออร์ลี่ (Early) ผมถามว่าเออร์ลี่ไปแล้วนี่ ๖ เดือนแล้วโรงเรียนเปิดวันนี้เพิ่งจะตัดสินเกณฑ์ต่าง ๆ นี่คือการทําแผนของรัฐบาลหรือครับ วิธีการดูแล้วมันแปลก ๆ และอัตราเงินที่จ้างนี่บางคนจ้างเขาโรงเรียนต้องจ้างไปก่อน ใช้เงินในส่วนของการจ้างนี่ก็เป็นเงินบริจาคจากกลุ่มผู้ปกครอง จากแหล่งเงินที่หาได้ ถามครับว่าวันนี้เงินเหล่านี้ได้มาอย่างไร ท่านประธานคงไม่ปฏิเสธครับ เป็นเงินที่เขาหามา แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมมองว่าบางคนอยู่ภาคอีสานมาบรรจุที่ กทม. ทําไมไม่บรรจุ ที่ภาคอีสานล่ะครับเพราะครูก็ขาดเหมือนกัน โรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้นับวันเขายิ่งเป็นหนี้ เพราะรัฐบาลเองไปมองในเรื่องของการใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณ ในเรื่องของการให้ มากกว่าการดูแลอุปกรณ์ต่าง ๆ ถ้าให้ดีนี่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านไม่ต้อง ไปพิมพ์หนังสือหรอกครับ ท่านแจกเป็นอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) ไปเลย ม. ๑ ใช้ไปเลยถึง ม. ๓ จํานวนมาก ๆ ให้เขารับไปเลยครับ ท่านจะดาวน์โหลด (Download) อะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวต่าง ๆ เพิ่มลงไปในนั้นมันจะดีเสียกว่า หนังสือที่เขา แบกไปแบกมานี่เป็ นภาระ ถ้าเขารับผิดชอบเครื่องคอมพิวเตอร์ ท่านลองไป เช็กดูครับจํานวนที่มันมาก ๆ ทั้งประเทศมันจะเหมาะสม เด็กก็จะได้ใช้ และดีกว่า ที่โรงเรียนจะต้องมาหาเงินไปสร้างห้องคอมพิวเตอร์ ไปหาเงินบริจาคต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ ใน กทม. ๑ คนต่อ ๑๐ เครื่อง ต่างจังหวัดนี่ ๑๐๐ คนยังไม่มีสักคนได้ใช้เครื่องอุปกรณ์ ดังกล่าว ท่านลองไปพิจารณาดูครับในส่วนต่าง ๆ ตรงนี้
ผมมามองเรื่องแรงงานนะครับ วันนี้คุณภาพหลังจากที่เราเองเรามองว่า ในด้านแรงงานจะต้องควบคู่กับการเรียนการสอนในเรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าเป็น อาชีวศึกษา อาชีวศึกษาเดี๋ยวนี้อุปกรณ์ก็ขาดครับ ไม่ทันสมัย ไม่อัพเกรด (Upgrade) กับการใช้จ่ายในเรื่องของอาชีพแรงงาน แต่ส่วนที่ได้รับเพิ่มมาคือแรงงานต่างประเทศ เข้ามาแทนที่เยอะมาก ผมเรียนว่าแรงงานต่างประเทศที่เข้ามานั้นมาแทนกระทั่งยาม ซึ่งเป็นเรื่องความปลอดภัยนี่ยังเอาแรงงานต่างประเทศมาทําหน้าที่ยาม และท่านบอก ต้นกล้าอาชีพดี ดีก็มีแต่ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าท่านไม่เร่ง ดําเนินการคนตกงาน ว่างงาน อยู่ประมาณ ๑.๑ ล้านคน ตอนนี้ถึง ๑.๔ ล้านคน คือประมาณ ๓-๓.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ท่านบอกว่าเศรษฐกิจดี ไหนล่ะ คนตกงาน ว่างงานเยอะ
ผมมาดูแลเรื่องสุขภาพ ถามว่าวันนี้สุขภาพเป็นเรื่องสําคัญ ตั้งแต่เด็ก หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีจนถึงแก่ตาย อันนี้ส่วนหนึ่ง กลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคน กลุ่มประกันสังคมมีอยู่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน กลุ่มทั่วไปไม่ว่าเป็นข้าราชการ คนอื่น ๆ ที่เขามีเงินแต่ไม่ลงทะเบียนนี่มีอยู่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ผมเรียนถามรัฐบาลว่า กลุ่มเหล่านี้ที่แจกแจงออกไปแล้วนี่มีการดูแลไหมครับ อุปกรณ์ต่าง ๆ แทนที่จะได้รับจาก ไทยเข้มแข็ง เอสพี ๑ (SP1) เอสพี ๒ เอสพี ๒ นี่ล้มไปแล้วครับ ไปอยู่ในเงินที่เอาไปใส่ไว้ ในเงินประจําปี แต่ถามว่าวันนี้เป็ นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มันครบ รวมถึงสิ่งที่จะต้องเติมเข้าไปคือบุคลากรทางการแพทย์ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าวันนี้อุปกรณ์ทางการแพทย์นั้นเกิดจากปัญหาการคอร์รัปชันที่รัฐบาล ชุดนี้ไปทําเสียจนทําให้กระทรวงสาธารณสุขเองนี่ ๘๖,๐๐๐ ล้านบาท งบไทยเข้มแข็งนี่ ไม่สามารถที่จะทํางานต่อได้ แล้วจะบอกว่าถูกหรือไม่ถูกจากการตรวจสอบผมไม่ว่า แต่หนังสือมันเขียนว่าทุจริตไทยเข้มแข็ง คนก็ทราบกัน ท่านจะกล่าวหา หรือว่าผม จะกล่าวหา หรือใครจะกล่าวหาก็ตาม แต่เม็ดเงินงบประมาณมันควรที่จะลงเอาไปแก้ไขปัญหา เครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ ต่าง ๆ วันนี้ขาดไปหมดครับ แล้วสิ่งหนึ่งที่บอกว่าจะลงไปสู่ชนบทไปสู่ในส่วนของ สาธารณสุข ควรที่จะมีอย่างน้อย ๆ แพทย์ ๑ คน วันนี้บุคลากรทางการแพทย์ก็ผลิตไม่ทัน ครับท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองมันมีอัตราอยู่ ประมาณ ๑๒,๔๒๔ คน แต่มีจริงแค่ ๑๐,๗๐๗ คน ขาดไปประมาณ ๑,๗๐๐ คน อันนี้คือแพทย์ทั่วไปนะครับ ทันตแพทย์ขาดหนักครับ มีอยู่ ๖,๕๐๐ อัตรา แต่อัตราจริง ๆ มีอยู่แค่ ๓,๑๐๐ อัตรา ขาดไป ๓,๔๕๔ อัตรา พยาบาลก็ขาดนะครับ ขาดไป ๓๐,๐๐๐ กว่าอัตรา ท่านประธานทราบไหมครับว่าในกระทรวงสาธารณสุขสิ่งเหล่านี้ ผมถามว่ารัฐบาลเคยให้ความสําคัญสนใจไหม คนที่เจ็บป่ วย คนที่ต้ องการดูแล รักษาพยาบาล จะทําอย่างไรให้เขาเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่หมอ หรือบุคลากรทางการแพทย์นั้นมีจํานวนจํากัด ท่านไม่ได้ลงไปดูเลยครับ ท่านไม่ได้ เอาใจใส่เลย จนกระทั่ง พ.ร.บ. หลายฉบับจนหมดสมัยประชุม พ.ร.บ. วิชาชีพ ทางการแพทย์เตะไปเตะมาเตะไปอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอีกแล้วครับ แล้วทําไม ไม่ออกมาสักที เรื่องนี้เป็นปัญหาครับ ผมว่าต้องไปดูเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ทั้งระบบ
อีกส่วนหนึ่งปัญหาในเรื่องของยาเสพติด เรื่องอาชญากรรมสูงมาก ท่านจะบอกอย่างไรว่าปัญหาในเรื่องของอาชญากรรม เรื่องของปัญหายาเสพติด ลดน้อยลง ไม่จริงหรอกครับ เพราะตัวเลขต่าง ๆ มันเพิ่มขึ้นอย่างปัญหาในเรื่อง อาชญากรรม เฉพาะเรื่องยาเสพติดถูกจับนะครับ ผมได้ตัวเลขมา ๒๖๐,๐๐๐ คน ที่เป็นรายนะในปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านพ้นมานี้ ถามว่าตัวเลขมันเพิ่มมากขึ้นในการจับกุมถึง ๔.๕ เท่าจากตัวเลขเดิม รัฐบาลนิ่งนอนใจหรือเปล่า เห็นยิ่งจับยิ่งปราบมีข่าวออกมา เต็มเลย ท่านมีวิธีการอย่างไรที่จะใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า อย่างการที่จะเข้าไปดูแล การใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสิ่งหนึ่งนั้นต้องยอมรับครับว่าเมื่อประชาชนเอง มีปัญหาบางคนก็หันไปหายาเสพติด บางคนก็ถูกชักจูง บางคนก็เกิดปัญหา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมบอกได้เลยครับว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดการดูแลเอาใจใส่จึงสร้างปัญหาให้กับสังคม
อย่างการเคหะแห่งชาติ ผมเรียนว่าเม็ดเงินงบประมาณลงไปดูจริง ๆ ดูแล้ว ให้เกิดประโยชน์ครับ ไม่ใช่ใช้เม็ดเงินงบประมาณในการท่องเที่ยว ในการจัดแค่สัมมนา แล้วก็บอกว่าจบ แต่อาคารหรือสิ่งต่าง ๆ ที่จะไปช่วยดูแลนั้นเป็นเรื่องยากลําบาก
ผมมีประเด็นหนึ่งซึ่งจะต้องเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีครับ จากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น รัฐบาลเองเยียวยาประชาชนที่เจ็บป่วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระมหากรุณาธิคุณมอบเงินส่วนหนึ่งให้ในการเยียวยา แต่ปรากฏออกมาว่าคนที่เจ็บป่วย ถูกดําเนินคดีทั้งหมด ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลเองกําลังทําอะไร ตกเป็นผู้ต้องหา ไปรับเงิน ถูกกล่าวหาครับ ถูกกล่าวหา ถูกฟ้ อง ณ วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าเพิ่งส่ายหน้าครับ ท่านไปลองเช็กดูก่อน ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะทราบหรือไม่ทราบ แต่ที่ผม ทราบมาเป็นเรื่องจริง คนที่อยู่โรงพยาบาลรักษาพยาบาลวันนี้นอน ๆ อยู่ตํารวจมาตรวจ ตรวจเสร็จบอกว่าตกเป็นผู้ต้องหา ถูกกล่าวหาว่าไปชุมนุม ท่านนายกรัฐมนตรีต้องไปดู ตรวจสอบนะครับ แล้ววันนี้ต้องยอมรับครับว่าการชุมนุมนั้นชุมนุมได้ แต่ท่านออก พ.ร.ก. นี่เป็ นอีกคนละส่วน แต่คนที่เขาอยู่ในระหว่างการชุมนุมมันอาจจะติดพัน มันอาจจะมีความรู้สึกร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลเองคงจะต้ อง มีคําตอบ ผมเองยอมรับนะครับว่างบประมาณทุกอย่างเป็นเรื่องจําเป็นต่อประเทศชาติ ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่รัฐบาลกําลังทํานั้นอาจจะไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ท่านเอง คงจะต้องดําเนินการในเรื่องของความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะ ที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการเยียวยาให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากกรณี เหตุการณ์ก่อความไม่สงบเมื่อเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม กระผม จําเป็นจะต้องขอชี้แจง ณ โอกาสนี้ เนื่องจากว่าท่านผู้ฟังทางบ้านถ้าไม่ทราบข้อเท็จจริง อาจจะเข้าใจผิดครับ ผมขอกราบเรียนว่าผมได้ตั้งศูนย์เยียวยาเพื่อรับคําร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชนซึ่งได้รับบาดเจ็บจากกรณีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบครับท่านประธาน มีประชาชนมาร้องเรียนขอรับความช่วยเหลือ เราก็ได้ตั้งหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือ หลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นได้ใช้มาตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ปี ๒๕๕๑ และต่อมา เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ แล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนี้เราก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ขอกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้อภิปรายแล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้านว่า ทุกรายที่มาขอความช่วยเหลือเราได้ดําเนินการจ่ายให้ตามหลักเกณฑ์ทุกประการ และไม่เคยเอาตํารวจไปจับผู้ที่มาร้องขอรับความช่วยเหลืออยู่ที่ศูนย์เยียวยาผมแม้แต่ รายเดียว ขอทําความชี้แจงอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านวิชาญติดพันหรือครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ผมไม่ได้ว่าอย่างนั้นนะครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับ ขออนุญาตครับ ผมไม่ได้ กล่าวว่าท่านไม่ได้ช่วย เพราะการเยียวยาต้องมีโดยหลักมนุษยธรรม แต่หลักการ ของท่านนั้นที่บอกว่าไม่ได้เอาคนไปจับ ไม่ได้เอาตํารวจไป มันไม่จริงครับ ขณะผมไปเยี่ยม ก็ยังมีตํารวจมาสอบถามข้อมูลต่าง ๆ กับคนเจ็บว่าไปชุมนุมอย่างไร ๆ แล้วท้ายที่สุด ก็มีหมายมา ไม่มีหรอกครับท่านประธาน ๑๖๔ รายอยู่ที่คุกบางขวางพิพากษาแล้ว ท่านไปช่วยดูหน่อยเถอะครับ เพราะว่าถ้าท่านเองกําลังเยียวยา กําลังดูแล ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเข้าใจว่ากฎหมายก็เป็นกฎหมาย แต่โดยวิธีการต่าง ๆ คนเหล่านี้ท่านต้อง สอบถามก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่ทราบว่าวิธีการของเจ้าหน้าที่ตํารวจหรือวิธีการ สอบสวนเขาดําเนินการจับกุมไปหมดอย่างนี้คงเป็นเรื่องแปลกนะครับ
ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบกันได้นะครับ ก็ฝากผู้รับผิดชอบตรวจสอบดู ต่อไปครับ วิปเสนอชื่อล่าสุดมาก็เป็นท่านกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ ๔ นาที เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต ๑ พรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณนะครับที่ให้โอกาสผม มีโอกาสได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เนื่องจากผมมีเวลาจํากัดจริง ๆ ๔ นาที จากเดิม ๑๐ นาที ก็จะขอพูด ในส่วนของรายละเอียดนะครับ จะพยายามตัดเรื่องตัวเลขออกไป ในส่วนหนึ่ง ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ กระผมเห็นว่ามีความเหมาะสม แต่ในส่วนหนึ่ง หลาย ๆ ด้านก็อยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีกรณ์แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราจัดทําก่อนเดือนพฤษภาคมก่อนที่จะเกิดวิกฤติสลาย การชุมนุม งบประมาณส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยติดใจ ผมคิดว่ามีความเหมาะสม แต่ปัญหา จริง ๆ ก็คือในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงไอซีที งบประมาณจริง ๆ ก็จะประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ตัวนี้ก็จะเป็นมาตั้งแต่ สมัยครั้งแรกก็คือสมัยพรรคพลังประชาชน แต่ในปัญหาจริง ๆ เรามีปัญหาก็คือว่า เกิดวิกฤติ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้งบประมาณเท่าเดิมตลอดเวลามา ๓ ปี จะต้องมี ความจําเป็นอย่างมากเนื่องจากเรามีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องมาบตาพุด เรื่องส่งเสริม ความเชื่อมั่น แม้กระทั่งเมื่อวานล่าสุดภาคอุตสาหกรรมก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่า ความเชื่อมั่นของเราตกลงติดต่อกัน ๓ เดือน ในงบประมาณที่เท่าเดิม ใช้จ่ายประจํา เท่าเดิม ตัวนี้จะเป็ นปัญหาอย่างมาก อยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังช่วยพิจารณาดูเพราะว่าเรามีความตั้งใจจริง ๆ ในการบริหารประเทศ
ในส่วนที่ ๒ ที่ผมมองก็คือในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ปี นี้กระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ของกระทรวงมหาดไทยใช้งบประมาณอันดับ ๑ แล้วก็อันดับ ๒ ซึ่งที่น่าสนใจก็คือว่าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนของการเพิ่ม เงินเดือนข้าราชครู ส่วนนี้ผมเห็นด้วย สิ่งที่จะฝากก็คือว่าผมเข้าไปดูในรายละเอียด ลงเล่มแล้ว การพัฒนาก็คือการติดอาวุธทางปัญญา ก็ต้องอาวุธทางปัญญาให้ครู การพัฒนาครูเป็นสิ่งจําเป็น เพราะไม่อย่างนั้นครูก็จะเหมือนอย่างที่เราเห็นก็คือทุกปี ปีที่แล้วก็คือบางกอกโพสต์ (Bangkok Post) ได้ทําการวิจัยออกมาในหนังสือ ผมอาจจะ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนนะครับ ตัวเลขของการศึกษาที่นักศึกษาจะต้องกลับไปเรียนพิเศษ เพิ่มเติมเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ นั่นคือ ทําให้เห็นเลยว่าการศึกษาของเราเรียนพิเศษไม่พอเพราะอะไร พ่อแม่ต้องการลงทุนให้เด็ก ได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ดีต่ออายุทางปัญญาแล้วก็อนาคตของลูกหลานเป็นการการันตี (Guarantee) สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญมาก ถ้าเราพัฒนาในเรื่องของคุณภาพครูจะช่วย ลดภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทํามาเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ก็คือการเรียนฟรี สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะให้เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมในเรื่องของการพัฒนา คุณภาพของครู
และส่วนสุดท้ายที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือเกิดจากปัญหาปีที่แล้ว ก็ในส่วนของเรื่องกระทรวงมหาดไทย ทุกเล่มของงบประมาณจะเขียนในส่วนของเรื่อง ความเป็ นธรรมและสําคัญที่สุดก็คือธรรมาภิบาล งบประมาณครั้งนี้ของ กระทรวงมหาดไทยเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยกระทรวงหลักอันนี้ไม่ได้อยู่ในมือของ พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในมือของพรรคร่วม ปีที่แล้วก็ได้เกิดปัญหา ผมอาจจะเกินนิดหนึ่ง อาจจะขอเวลาเพิ่มสัก ๑๐-๒๐ วินาที ผมอยากจะเล่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟัง ซึ่งปีที่แล้ว ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงทราบ เพราะว่าพวกเราส่วนหนึ่งก็ได้เข้าไปปรึกษาปัญหา กับท่านนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจําได้ แล้วงบประมาณก็มี ผมเป็น อนุกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่นขอข้อมูลต่าง ๆ ก็ไม่ได้ จนมาถึงตอนที่เรา ลงรับงบประมาณก็ได้มีท่าน ส.ส. ชวลิต แล้วก็ ส.ส. ก่อเกียรติ ส.ส. อนุวัฒน์ รวมถึงตัวผม เป็นจํานวนหนึ่งเท่านั้นเองเข้าไปติดตามงบประมาณที่มันมีปัญหาและขาดหายไป ปี ที่แล้วก็เกิดปัญหาอย่างมาก แล้วเมื่อมีการรองรับงบประมาณก็เกิดปัญหาขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสุรินทร์คือ เพี้ยราม กาเกาะ นาดี แสลงพันธ์ ตั้งใจ บุฤาษี สลักได ราม โครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะศูนย์เด็กเล็ก ถนนหนทางต่าง ๆ มีปัญหาหมดจนมาถึง ปลายปี ผมก็ไม่สบายใจในส่วนนี้เพราะผมดูงบประมาณ อันนี้ขอเกินเวลานิดเดียวครับ ผมก็ได้เข้าไปปรากฏว่าเกิดเรื่องที่พื้นที่อําเภอศีขรภูมิ ที่ตําบลตรึม ผมได้ไปออก งานเกษตร ก็มีผู้สมัครท่านหนึ่งไป ชาวบ้านประมาณ ๔๐๐ คน ก็ได้ไปประกาศว่า ถนนเส้นนี้ ๒๐ ล้านบาทเอามา ขอให้ปรบมือให้หน่อย ชาวบ้านปรบมือนะครับ ปรบมือให้ ผู้สมัคร แต่ถึงเวลาสั่งให้ปรบมืออีก ๒-๓ เที่ยว มีผู้หนึ่งทนไม่ไหวลุกขึ้นมาต่อว่า ว่าถนนเส้นนี้มันเป็นรีไซคลิ่ง (Recycling) ไม่เคยเสียเลย แต่โครงการถนนไร้ฝุ่นในหมู่บ้าน ทั้งสิบกว่าหมู่ ไม่มีใครเข้ามาทํา เขาด่าเลยนะครับ ผู้สมัครท่านนี้กลับบอกว่าอย่างนั้น ไม่เอาใช่ไหม ผมจะได้ไปคุยกับรัฐมนตรีว่าไม่ให้ ชาวบ้านก็เงียบ เมื่อผู้สมัครท่านนี้ออกไป ก็ไม่ต้องคิดแล้วครับว่าเสียงสรรเสริญมันจะเยอะขนาดไหน ผมต้องอยู่เสียเวลา ช่วยคอยเคลียร์ (Clear) ความเข้าใจ แล้วเขาก็ถามผู้แทนว่าคุณดูงบประมาณอีท่าไหน ถึงมาทําถนนเส้นที่ไม่เสีย ทั้งที่งบประมาณมีคณะกรรมการตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้มีปัญหา มาเป็นกะตั้กเลย ให้เห็นว่านี่แค่จังหวัดสุรินทร์ งบประมาณที่ท่านส่งไปเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้บริหารมีธรรมาภิบาล และท่านนายกรัฐมนตรีตรวจสอบ แล้วก็อธิบดี มีความจริงใจในการดูแลเรื่องนี้ ปัญหาของชาวบ้านจะไม่เกิดขึ้นครับ เงินมหาศาลขนาดนี้ ลงไปช่วยถนนไร้ฝุ่นจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็ความยั่งยืน และความปลอดภัย ในชีวิตทรัพย์สินของพ่อแม่พี่น้องเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเอาเงินตรงนี้ไปทําถนนที่มันดีอยู่แล้ว เพียงเพื่อให้ผู้รับเหมาได้ประโยชน์ ผมอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และท่านนายกรัฐมนตรีครับ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาจริง ๆ เงื่อนเวลาที่กํากับก็จะต้องมี ส.ส. พูดต่อ ผมคงต้องสรุปแค่นี้ครับ อาจจะไม่ครบถ้วนกระบวนความก็ต้องขออภัยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านต่อไป เชิญท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ ผมดูตามคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี ดูแล้วสวยหรู แต่ว่าการปฏิบัติในการใช้จ่ายงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทจะเป็นอย่างไร ผมอยากยกกระแสพระราชดํารัสของในหลวง พระองค์ท่านได้มีกระแสพระราชดํารัส ในหลายที่ โดยเฉพาะครั้งหลังสุดครับ ผมคงไม่อ่านหมด แต่เรื่องที่พระองค์ท่านเน้นที่สุด คือความซื่อสัตย์สุจริต พระองค์ท่านมีกระแสพระราชดํารัสต่อท่านไตรรงค์ พระองค์ท่าน ก็เน้นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต พระองค์ท่านมีกระแสพระราชดํารัสต่อผู้พิพากษา พระองค์ท่านก็พูดเรื่องซื่อสัตย์สุจริต นับได้หลายครั้งในกระแสพระราชดํารัสนั้น รัฐบาลชุดนี้พูดตลอดครับว่าจงรักภักดีต่อสถาบัน ผมอยากเรียนท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีนํายุทธศาสตร์ที่ ๙ ท่านมี ๘ ยุทธศาสตร์กับ ๑ ค่าดําเนินการ แต่ยุทธศาสตร์ที่สําคัญครับท่านประธาน คือยุทธศาสตร์การสร้างความซื่อสัตย์สุจริตในรัฐบาลชุดนี้ไม่มีครับ ไม่มี ผมไปดู งบประมาณปีที่แล้วปี ๒๕๕๓ งบประมาณตั้งไว้ ๑.๗ ล้านล้านบาท รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ สงสัยจะเป็นรัฐบาลอย่างพอเพียง แต่ที่ไหนได้ครับปรากฏออก พ.ร.บ. เงินกู้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านกู้ได้หมด มันมากมายเลยนะครับ เงินลงทุน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีรัฐบาลไหนที่ได้เงินมากมาย ขนาดนี้ รัฐบาลชุดก่อน ๆ อย่างเก่งก็ไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังโชคดีนะครับ วุฒิสภาเขาเห็นว่าเงินมันมากเกินไปเขาก็เลยไม่ให้ครับ ท่านบอกว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะเอาไปปิดหีบ พวกผมก็ทักแล้วทักอีก เพราะต้องยอมรับว่า เอกชนไทยเขาเก่งครับ รัฐบาลชุดก่อน ๆ หลายรัฐบาลทําให้เอกชนมีความแข็งแรง มีความแข็งแกร่งในการยืนบนขาตัวเอง ไม่ใช่รัฐบาลท่านครับ รัฐบาลชุดก่อน ๆ ท่านชวนก็มีส่วน ท่านทักษิณก็มีส่วน ทุกรัฐบาล ท่านไม่ได้ใช้อะไรเลย ผมว่าท่านไปกู้มา ผมไปดูวงเงินกู้ท่าน ตอนนี้ พ.ร.บ. ปรากฏว่าวุฒิสภาเขาไม่เห็นด้วย ท่านก็เลยไม่เอา เป็นความโชคดีของประเทศไทยหรือไม่ผมไม่ทราบที่มีวุฒิสภาถึงแม้เขาไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งเขาก็ยังทักท้วง พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เลยต้องยกเลิกไป แต่มาดู ๔๐๐,๐๐๐ ล้ำนบาทที่ท่านเอาไปปิ ดหีบแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้ำนบาท ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปทําอะไรครับ เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลก็พูดชัดเจน ๑๔,๐๐๐ ล้ำนบาทรีไซคลิ่ง มันกลิ้งกันไปหมดเลย กลิ้งลงท้ องใครก็ไม่รู้ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ นี่แหละครับผมกังวลใจ ท่านจะใช้เงินกี่ล้านบาทผมไม่ว่า ท่านจะเอา ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมก็ไม่ว่า แต่ท่านต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตนี่สําคัญมาก ตอนนี้เกิดความไม่ไว้วางใจกันมากมาย เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูด จังหวัดชัยภูมิ ก็เช่นเดียวกันครับรีไซคลิ่ง ๒๐ กว่าโครงการ ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ไปทําตรงไหน ครับท่านประธาน ตรงที่ดี ตรงที่ไม่มีหลุมไม่มีบ่อ ตรงที่วิ่งเรียบทั่วประเทศ ราคากลาง ก็สูงจนสุด ๆ อย่างนี้นะครับ ผมถึงบอกว่าท่านต้องมียุทธศาสตร์ที่ ๙ คือความซื่อสัตย์สุจริต ผมเห็นแล้วน่าอเนจอนาถใจนะครับ ทําไมเป็นแบบนี้ ท่านโจมตีรัฐบาลชุดก่อนว่า ทุจริตเชิงนโยบาย ทุจริตอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนนี้เป็นอย่างไรครับ กล้ายางก็บอก ปลอดภัยแล้ว ซีทีเอกซ์ (CTX) ก็บอกไม่เป็นไร อะไรต่ออะไรไม่เป็นไรหมด โครงการ สนามบินสุวรรณภูมิไม่ทุจริตแล้วหรือครับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด (King Power Duty Free) ยึดพื้นที่ไม่เป็นไรแล้วอย่างนั้นหรือครับ ผมดูแล้วมันก็แปลกนะ รัฐบาลชุดนี้อะไรมาก็ดีไปหมด แต่ผมอยากเรียนว่าเงิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่เสียดายถ้าท่านใช้เงินอย่างถูกต้อง ผมมาวิเคราะห์งบประมาณ ท่านประเมิน สวยหรูมาก ท่านกู้อีกแล้วจะกู้อีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากถามท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะกู้จากไหนอีกครับ ท่านจะกู้ภายในประเทศอีกใช่ไหม ก็เหมือนกับที่ท่านจะออก พ.ร.บ. เลยครับ ไปดึงเงิน ตอนนี้ธนาคารสบายครับ ธนาคารสบายรอซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลกําไรเห็น ๆ ตอนนี้ธนาคารมันไม่ปล่อยกู้ให้รายย่อยนะครับ รัฐบาลต้องไปดูนะครับ ท่านจะดูดเงิน จากตลาดไปหมดแล้ว เอกชนตอนนี้ที่จะทําการค้าการขายจะต้องรอรัฐบาล แบมือขอรัฐบาลอย่างเดียว ผมเห็นแล้วผมกังวลใจนะครับ ท่านจะมียุทธศาสตร์ที่ ๙ ฝากท่านหน่อย ถึงแม้ท่านไม่ได้พูด ตรงนี้สําคัญซื่อสัตย์สุจริต คนเราจะจงรักภักดี อย่างเดียวต้องทําด้วยครับอย่าพูดแต่ปาก กระแสพระราชดํารัสของในหลวงของเรา พระองค์ท่านมีตลอดครับ ขอให้คนไทยซื่อสัตย์สุจริต ใครทุจริตแม้แต่นิดเดียวขอให้มี อันเป็นไป นี่ครับจึงฝากท่านประธานว่าเรื่องนี้มันสําคัญครับ
มาพูดถึงงบประมาณครับ งบประมาณที่มันเกิดขึ้น ท่านประธาน ดูในกระทรวงสาธารณสุข มีครั้งหนึ่งผมเรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขไปคุยกัน ๘๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ลงในโครงการไทยเข้มแข็ง มันมีปัญหา ผมไม่ได้บอกให้ท่านตัดนะครับ แต่ผมให้ท่านดูว่าอย่าให้ทุจริต อันไหนที่เขา ไม่ขอท่านอย่าไปให้เขา ยูวี แฟนเขาไม่ได้ขอท่านก็บังคับ รถพยาบาลเขาอยากได้ แต่ปรากฏว่ามันมีการเพิ่มราคาคันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จนป่านนี้ยังไม่ตัดออกครับ ฝากท่านนายกรัฐมนตรีบอกท่านจุรินทร์ตัดออกเสีย ๑๐๐,๐๐๐ บาทนี่มันเห็นชัด ๆ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สมัยท่านทักษิณซื้อ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท บอกว่าโกง บอกว่าทุจริต ทุจริตเละตุ้มเป๊ ะ รถพยาบาลนี่ไม่ดี ไปดูสิครับ ตอนนี้เขาใช้อยู่ ผมก็ไม่ทราบว่าเขาไปเอา เครื่องมืออะไรมาให้คนดูกัน ถ่ายทีวี โอ้โฮ ก็เหมือนสนามบิน
เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาต ประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายครับท่านประธาน โดยเฉพาะพาดพิงเรื่องรถพยาบาล แล้วก็พาดพิงไปถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่บอกว่าซื้อราคา ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาพูดไม่เป็ นความจริง เนื่องจากว่าผมเป็ นคนอภิปราย เรื่องรถพยาบาลเมื่อประมาณ ๓-๔ ปีที่แล้ว วันนั้นเขาตั้งซื้อไว้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ตอนหลังต่อรองได้ หลังจากอภิปรายเสร็จแล้วมีการต่อรองได้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอบคุณครับ
ก็แสดงว่าซื้อ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท
ผู้อภิปรายรับผิดชอบคําพูดนะครับ บันทึกอยู่ในรายงานการประชุม ก็ยังอยู่ในประเด็น เรื่องงบประมาณครับ เชิญต่อ
ผมไม่ได้พูดนอกประเด็นเลย ผมพูดว่า มันทุจริตครับ มันมีการทุจริต เงิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ได้เสียดาย แต่ใช้เงิน มันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สมกับที่ตัวเองพูดตลอดว่าจงรักภักดี ผมอยากเรียนครับว่า รถพยาบาลนี่ฝากท่านประธานผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรีตัดออกครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐ ล้านบาทคืนเถอะครับ คืนไปเถอะ อย่าไปเอาเลย เขารู้กันทั่วประเทศแล้ว ๘๐ ล้านบาทนี่คืนไปเถอะ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ.ร.ก. ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็ปรับลดไป ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท ท่านจะเอาไปสร้าง สถานีอนามัยให้เป็นเหมือนโรงพยาบาล ผมก็ภาวนา สาธุ เพราะมันไม่มีหมอครับ จะทําเป็นโรงพยาบาล ตอนนี้ท่านน่าจะเอาเงินส่วนนี้ไปเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ สนับสนุนให้มีแพทย์เพิ่ม ให้มีพยาบาล ให้มีตําแหน่งเจ้าหน้าที่ ดีกว่าไปสร้างโรงพยาบาล อะไรของท่าน ผมดูแล้วก็วังเวงเพราะมันมีแต่อาคารกับตึก แล้วไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีหมอ ไม่มีความเชื่อมั่นหรอกครับ ตอนนี้สถานีอนามัยจะสร้างให้ทําอะไรก็ได้ครับ แต่ว่ามันไม่มีหมอ ทําอย่างไรมันก็ไม่ดีหรอก ผมอยากเรียนครับว่ากระทรวงสาธารณสุขพูดง่าย ๆ มันอาภัพ ความจริงกําลังจะได้เงินปรากฏว่ามีคนทักท้วงเท่านั้นตัดหมดเลย ท่านนายกรัฐมนตรี ไปรับปากกับคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขว่าจะไม่ให้มีการปรับ ตัด ลด งบประมาณ ในส่วนของโรงพยาบาลต่าง ๆ ท่านไปดูสิครับ ท่านไปดูในกระทรวงสาธารณสุข ปรากฏว่าปีนี้ได้แค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการขยาย โครงการประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะทําให้โรงพยาบาลทั้งประเทศ มีคุณภาพที่ดีปรากฏให้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ก็ปรับแย่งกันใหญ่เลย แย่งกันใหญ่ บังเอิญผมพูดเยอะ จังหวัดชัยภูมิเหลือ ๒ อัน ตัดไปเกือบหมด ตึกที่น่าจะได้ก็ไม่ได้ ตึกตรวจโรคนี่เขารอมา ๒๐-๓๐ ปี เอาออก หาว่าผมไปพูดมากเลยเอาออกเสียเลย ได้อะไรครับ ไปได้หอพักพยาบาล ผมก็ไม่เข้าใจ ดีไหมครับ ดีครับ แต่ว่าสิ่งที่เขาต้องการ คือตึกผู้ป่วย ตึกตรวจโรคนี่ตั้งแต่ผมจบมาผมไปอยู่โรงพยาบาลชัยภูมตึกตรวจโรค จนป่ำนนี้ท่านประธาน ตึกเดิม ตึกเตี้ย ๆ ผมก็ไม่เข้าใจ ไปดูสิครับจังหวัดอื่น ๆ จังหวัดนครราชสีมามี ๑๑ โครงการ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จังหวัดเล็กกว่าจังหวัดผม อีก ๔ โครงการ จังหวัดอุบลราชธานีก็เพิ่ม หลายจังหวัด จังหวัดระยองมีทั้งหมด ๗ โครงการ จังหวัดชัยภูมิมี ๒ โครงการ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านคิดอย่างไร ผมเป็นคนตรวจสอบงบประมาณ ท่านทําอย่างนั้นท่านทําร้ายประชาชน ทําร้ายประชาชน ทําร้ายโอกาสของประชาชน ท่านรับปากเองว่าท่านจะจัดให้ครบทุกจังหวัดแต่ปรากฏว่า มันไม่จริง ไม่จริงเลยครับ ท่านทําแบบนี้ไม่รู้จะพูดอย่างไร พูดอย่างทําอย่างหรือเปล่า จึงอยากกราบเรียนท่านประธาน
มาดูกระทรวงศึกษาธิการ เห็นงบแล้วก็ดีใจครับ ดีใจแทนกระทรวง ศึกษาธิการ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท น่าดีใจ แต่ท่านประธานไม่ใช่ว่าเงินเยอะแล้ว มันจะเกิดประโยชน์ เงินเยอะแต่ถ้ามีการทุจริตคอร์รัปชัน จนป่านนี้กรมอาชีวศึกษา ที่ได้เงินไทยเข้มแข็งไปยังไม่มีการปรับอะไรเท่าที่ควร ยังไม่มีการชี้ออกมาเลยว่า กรมอาชีวศึกษา แม้แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการที่ดูแลยังบอกว่ามีปัญหา แต่จนป่านนี้เงียบ ภาษาบ้านผมเขาเรียกว่าเงียบจ้อย เฉยเลยครับ กระทรวงสาธารณสุขเขาปรับลด แต่กระทรวงศึกษาธิการไม่รู้ทําอะไรอยู่ ถึงอยากเรียนท่านประธานว่าถึงวันนี้บ้านเมือง มันจะอยู่ได้อย่างไร การศึกษาวันนี้สําคัญ ท่านลงทุนไปนี่ถูกต้อง จําเป็นต้องลงทุน เรื่องการศึกษา แต่ท่านต้องลงทุนให้ถูกจุดครับ ไม่ใช่ไปซื้อตําราอีก เด็กนักเรียนเดี๋ยวนี้ โรงเรียนในกรุงเทพฯ มีตําราอยู่ ๒ ชุด ชุดหนึ่งเอาไว้โรงเรียน ชุดหนึ่งเอาไว้บ้าน ชุดที่เอาไว้ โรงเรียนห้ามเขียนเพราะเป็นของโรงเรียนเขียนไม่ได้ เขียนแล้วคืนไม่ได้ ต้องซื้อไปคืน โรงเรียน ผมว่าบ้ากันใหญ่แล้ว ผมดูแล้วทําไมไม่ให้เขาเขียนล่ะครับ สมัยก่อนรุ่นพี่เขียน รุ่นน้องจะได้ดู อาจจะมีข้อสอบในนั้นได้ ทําไมห้ามเขียน ไปบอกใหม่เขียนได้ครับ หนังสือเก่าแล้ว ๕ ปีท่านก็ซื้อใหม่ได้ ปรากฏว่าตอนนี้ทุกคนมีตําราเรียน ๒ ชุด ผมว่า ลูกสาวท่าน ลูกชายผม ก็ ๒ ชุด มีตําราเรียน ๒ ชุดเอาไปทําไม เปลืองงบประมาณ เปลืองทุกอย่าง มี ๒ ชุดจริง ๆ ท่านประธานไปตรวจสอบดูได้ ลูกชายผมอยู่โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัยไปตรวจสอบได้เลยครับ ผมถามทุกคนมี ๒ ชุดไหม มี ๒ ชุด มันยิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณในทางที่ไม่ถูกต้อง ท่านทําไมไม่จัดให้ล่ะครับ โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนบดินทรเดชา เขาอยากได้อะไร ก็ให้เขาไปสิครับ ไม่ใช่ว่าต้องซื้อตําราเรียน ต้องทําอันโน้นต้องทําอันนี้ ให้เขาคิดเอง เสียบ้างครับ การศึกษาถ้าคิดเองไม่เป็ นทําอย่างไรก็ไม่เจริญหรอกครับ มีเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทคิดอะไรไม่เป็นเลย ลําบากครับท่านประธาน
วกกลับเข้ามานิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมอยากฝากท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ท่านให้คนอื่นบ้างสิครับ การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดีครับท่านประธาน ผมพูดตลอด ให้โอกาสและให้ความรัก อย่าให้มันทํานายเหมือนรอยเตอร์ส (Reuters) ๕ ข้อ ๕ ข้อรอยเตอร์สทํานายแล้วผมตกใจ อันแรก เขาทํานายท่านปรองดองแล้วไปสู่ ความสงบสุข อันที่สอง มีรัฐประหาร อันที่สาม มีกองโจร อันที่สี่ ท่านถูกปลด อันที่ห้า ท่านลาออก ผมอยากให้ท่านเลือกอันแรกครับ ปรองดองเถอะครับ
หมดเวลา
นิดเดียวครับ คนที่เจ็บป่วยอย่างที่ ท่านวิชาญพูดท่านอย่าไปเอาเรื่องเขาครับ พวกผู้ก่อการร้ายจริง ๆ จับมันเลยครับ มันอยู่บนตึกแท้ ๆ ทหารตั้ง ๕๐,๐๐๐ คนจับไม่ได้สักคนเดียว จับไม่ได้เลย ทําไมล่ะครับ ผู้ก่อการร้ายทําไมจับไม่ได้ ภาคใต้นี่จับผู้ก่อความไม่สงบนะครับ เขาถืออาวุธยิงสู้กันครับ แต่ผู้ก่อการร้ายจับไม่ได้เลย ผมก็ไม่เข้าใจครับทหาร ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คน ผมไม่เชื่อ ผู้ก่อการร้ายจะเป็นแบบนี้
เอาละครับ หมดเวลาแล้วครับ
อยากฝากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ สมานฉันท์แล้วก็ปรองดองกันให้ดี ๆ เถอะครับ ผมยินดีที่จะปรองดองกับท่าน
ท่านที่จะอภิปรายท่านต่อไปนะครับ ท่านเชิดชัย วิเชียรวรรณ แล้วจะต่อด้วยท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ท่านชนินทร์ รุ่งแสง ท่านวุฒิพงศ์ ฉายแสง ท่านพิกิฏ ศรีชนะ เชิญท่านเชิดชัย วิเชียรวรรณ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราได้มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ตามที่ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอนะครับ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น รัฐบาลได้นําเสนอมา ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ให้เป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องนําไปบริหารประเทศชาติบ้านเมืองจํานวนหนึ่ง ท่านประธานครับ เนื้อหาสาระ ของการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่มาตรา ๓ ให้ตั้งเงิน งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จัดให้กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ มากบ้างน้อยบ้างตามลําดับตามความจําเป็ น ท่านประธานครับ ถ้าเราจะอภิปรายกันตามความจําเป็นโดยที่เราไม่มีอคติต่อกระทรวง ทบวง กรม ใด ๆ แล้วเราจะเห็นว่าคณะรัฐมนตรี คณะรัฐบาล นั้นได้มีการพิจารณา อย่างรอบคอบแล้วที่จะนําเสนอขออนุมัติสภาแห่งนี้ ตั้งแต่มาตรา ๓ ถึงมาตรา ๒๘ นั้น รวมถึงมาตรา ๒๙ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ บางจังหวัดนั้นเราต้องบอกกันตรงไปตรงมา ได้ ๒ เด้งเลยทีเดียว ไม่ได้อิจฉาพี่น้องทางภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ๕ จังหวัดหรือ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่านได้เงินงบประมาณของกลุ่มจังหวัดและเงินค่าใช้จ่ายของจังหวัดนั้น เท่า ๆ กับจังหวัดอื่น แต่ท่านยังได้เงินงบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรม อื่นเพิ่มเติมอีก เราทราบดีครับว่าพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้เรามีปัญหาที่ต้องดําเนินการแก้ไข ดังนั้น เงินงบประมาณต่าง ๆ นี้จึงถูกผลักดันไปที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างมาก ท่านประธานครับ ๒ วันแล้วที่เรามีสมาชิกร่วมกันอภิปราย หลังจากนี้ก็จะมีการลงมติ แล้วก็รับหลักการ จากนั้นก็จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนะครับ ผมอยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการครับ อยากให้ คณะกรรมาธิการนั้นได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเงินดังกล่าวนี้เป็นเงินของ แผ่นดิน เป็นเงินของพี่น้องประชาชนทุกคน ท่านจะตัด ท่านจะทอน ท่านจะเพิ่ม ก็ดูที่ ความเหมาะสมก็แล้วกันครับ โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่ามีความเหมาะสมนะครับ ผมมีข้อเสนอที่จะเสนอให้กับรัฐบาลได้พิจารณาว่ารัฐบาลเองอาจจะมองข้าม การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการจัดสรรเงินงบประมาณในปี ๒๕๕๔ นี้ ท่านประธานครับ อย่าลืมว่าวันนี้ส่วนราชการต่าง ๆ นั้นซึ่งเป็นส่วนราชการของรัฐ ได้มีการร้องขอให้ชาวบ้านนั้นช่วยทําโน่นบ้างทํานี่บ้างทําสารพัดละครับ แต่คนเหล่านั้น เขาไม่ได้มีค่าตอบแทนเลย เพื่อเป็นแนวทางในการแสวงความสมานฉันท์ แล้วก็ความปรองดอง ดังนั้นเงินจํานวนนี้ ของงบประมาณฝากรัฐบาลต้องพิจารณาให้เขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม อปพร. ซึ่งอยู่กับ ท้องถิ่น ขณะนี้ อปพร. นั้นมีค่าตอบแทนเพียงเทศบาลหรือ อบต. ที่มีเงินงบประมาณ พอสมควรที่จะจัดให้เท่านั้นเอง ค่าตอบแทนอย่างอื่นนั้นไม่มี ถ้ารัฐบาลจะเจียด งบประมาณส่วนนี้จัดให้เขาโดยออกมาเป็นกฎหมายเขาจะได้มีสิ่งตอบแทนแล้วจะมี ขวัญกําลังใจในการทํางานต่อไป ท่านประธานครับ กลุ่มที่ ๒ นั้นคือกลุ่มกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านหนึ่งจะมีกรรมการหมู่บ้านประมาณ ๒๕ คน ทั้งหมด ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศครับ กรรมการหมู่บ้านนี้จะทําหน้าที่ประชุม สัญญาประชาคมต่าง ๆ กรรมการ หมู่บ้านนี้จะเป็นคนกลั่นกรองแล้วนําไปสู่การปฏิบัติ แต่กรรมการหมู่บ้านเหล่านี้ครับ หมู่บ้านละ ๒๕ คนนี้ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนทั่วทั้งประเทศนั้นไม่ได้มีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลจะเจียดเงินสักส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเบี้ยประชุมให้คนกลุ่มนี้น่าที่จะ เป็นประโยชน์และเป็นขวัญกําลังใจครับ
ท่านประธานครับ กระทรวงใด กรมใด ทําดีเราก็ต้องชมละครับ ถ้าทําไม่ดี ก็ต้องตําหนิติติงกันบ้าง ขอชมกระทรวงมหาดไทยครับ ที่กระทรวงมหาดไทยกล้าที่จะคิด โครงการนี้ขึ้นมา นั่นคือโครงการกลุ่มอาสาสมัครปกป้ องสถาบัน ผมต้องกล้าพูดคํานี้ครับ เพราะว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ขันอาสาที่จะมาทํา วันนี้กระทรวงมหาดไทย ตั้งกลุ่มอาสาสมัครปกป้ องสถาบันนั้นอําเภอละ ๑,๐๐๐ คน ทั้งหมด ๗๘๐ อําเภอ ก็มีคนประมาณ ๗๘,๐๐๐ คน ที่จะทํานี่ครับมีภารกิจเพื่อรณรงค์ทํากิจกรรมร่วมกันกับ พี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล ทุกอําเภอ ให้พี่น้องได้มีความสํานึกถึง ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะทุกวันนี้มีกลุ่มบุคคลบางพวกกําลังจะล้มเจ้า จาบจ้วงล่วงเกิน
ท่านผู้อภิปรายครับ กรุณาไม่ต้องไปออกนอกเรื่องงบประมาณนะครับ
กําลังจะพูดถึงเรื่องงบประมาณ ละครับ
เอาให้มันตรงประเด็น
ครับ ดังนั้นเมื่อมีกลุ่มอาสาสมัครนี้ ผมอยากเรียนถึงกระทรวงมหาดไทยว่าควรที่จะจัดงบประมาณเพื่อเป็นเบี้ยประชุม ให้เขาบ้าง เขาจะได้ดําเนินกิจกรรมดังกล่าวได้ ท่านประธานครับ ในหลาย ๆ เรื่องที่ได้ ดําเนินการมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อสม. เรื่องของเบี้ยยังชีพ บางที่บางทีก็ล่าช้า ขณะเดียวกันของ อสม. นั้นก็ค่อนข้างที่จะน้อย เบี้ยยังชีพก็น้อย เสียเงินอย่างอื่นเสียกันมา มากมาย ถ้าเป็นไปได้จะเพิ่มให้กับ อสม. อีก เพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอีก ก็น่าที่จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุด ท่านครับ วันนี้ประเทศชาติต้องการความสมัครสมานสามัคคี ถ้าพวกเราทั้งหลายไม่มีทิฐิมานะซึ่งกันและกัน บ้านเมืองจะสงบสุขครับ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ผมขออนุญาตที่จะได้เรียนชี้แจงต่อเพื่อนสมาชิกที่มีประเด็น ความห่วงใยงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ แล้วก็ท่าน ส.ส. ประกอบ รัตนพันธ์ ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ผมต้องขอขอบคุณที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ความสนใจในงบประมาณ ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปี ๒๕๕๔ ได้มีการจัดตั้งงบประมาณถึง ๓๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะกราบเรียนว่าเมื่อดูตัวเลขโดยภาพรวมเราจะเห็นว่าการจัดตั้งงบประมาณ ของกระทรวงศึกษาธิการนั้นได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๒๒ แล้วก็เป็นงบประมาณที่ได้รับสูงสุด กว่าทุกกระทรวงที่ได้มีการจัดตั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๔ ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่เป็ นเช่นนี้ก็เพราะรัฐบาลได้ตระหนักว่าการลงทุน ในการพัฒนาคนนั้นเป็ นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงได้มี นโยบายที่สําคัญในการที่จะใช้การศึกษาเป็ นรากฐานในการพัฒนาประเทศ ผมอยากจะเรียนว่าในช่วงปี งบประมาณ ๒๕๕๓ ถึงแม้ว่าเราจะประสบกับปัญหา ภาวะทางเศรษฐกิจ แล้วก็งบประมาณในปี ๒๕๕๓ นั้นลดลง แต่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงเดียวที่ได้รับงบประมาณตามโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เป็ นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อมาดูแลในการพัฒนาการศึกษา อย่างต่อเนื่อง
ปี ๒๕๕๓ นั้นเรามีโครงการที่สําคัญก็คือโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ ซึ่งได้มีการจัดตั้งงบประมาณถึง ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๔ โครงการนี้ก็เป็นโครงการที่ได้มีการดําเนินการเป็นปี ที่ ๒ ถึง ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าโครงการดังกล่าวนี้โดยภาพรวมผมอยากจะเรียนชี้แจง ให้เพื่อนสมาชิกในสภานี้แล้วก็พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าทางกระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้มีนโยบายในเรื่องเรียนฟรี ซึ่งเราได้มีการเตรียมการในโครงการที่จะให้นักเรียนของเรา ได้มีโอกาสในการพัฒนาทุกด้าน จึงเริ่มต้นในเรื่องของการเรียนฟรี ซึ่งได้จัดตั้ง งบประมาณถึง ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท
ให้มีอาหารกลางวันฟรีสําหรับนักเรียนทุกคน โดยในปีนี้ได้มีการจัดสรร งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นรายหัวหัวละ ๑๗ บาทเพื่อให้นักเรียนได้มีสุขภาพที่ดีและมี ความพร้อมที่จะได้รับการศึกษาเล่าเรียน ในส่วนของอาหารกลางวันนั้นเราก็ได้มี การจัดตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการที่จะมาดูแลแก้ไขปัญหา ทั้งภาวะทุพโภชนาการของนักเรียน และดําเนินการให้นักเรียนทุกคนได้รับประทาน อาหารกลางวัน
ส่วนที่ ๓ คือในเรื่องของการดื่มนมฟรี ผมอยากจะกราบเรียนว่านมนั้น เป็นอาหารเสริมที่จะทําให้นักเรียนได้รับอาหารที่เป็นโปรตีนและแคลเซียมเพิ่มสูงขึ้น ทําให้คุณภาพทางด้านสุขภาพของนักเรียนสูงขึ้น ในปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลได้มีการจัดสรร งบประมาณเพื่อให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัยจนถึงระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ ๖ ได้ดื่มนมฟรีครบหมดทุกคน
นอกจากนั้นทางกระทรวงศึกษาธิการก็ยังมีนโยบายที่จะเปิดโอกาส ในการปรับปรุงคุณภาพให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนกวดวิชาฟรี ซึ่งได้พบความเป็นจริงว่า หลังจากที่กระทรวงได้มีการดําเนินการในโครงการติวฟรีขึ้นมา นักเรียนในชนบท ที่ห่างไกลได้มีโอกาสที่จะเรียนกับครูที่มีชื่อเสียงจากสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ นอกจากนั้นนักเรียนสามารถที่จะเติมเต็มได้ทุกโอกาสโดยผ่านระบบทางการสื่อสาร ทางด้านสถานีวิทยุโทรทัศน์ทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ตลอดถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงศึกษาธิการที่ส่งตรง ไปยังโรงเรียน ในปีนี้ก็เช่นเดียวกันเราก็ยังมีโครงการติวฟรีที่จะดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ต่อไป โดยจะเปลี่ยนรูปแบบปรับปรุงเพื่อที่จะให้สนองตอบต่อความต้องการของนักเรียน มากขึ้น ภายใต้โครงการที่เรียกว่าเป็นช่องของนักเรียนโดยเฉพาะที่เรียกว่า สติวเดนท์ แชนแนล (Student channel) ซึ่งจะดําเนินการนอกจากเป็นการกวดวิชาให้กับนักเรียน แล้วก็ยังนําครูต้นแบบ ครูที่สอนได้ดี ครูที่ได้รับการคัดเลือกในเรื่องของการพัฒนา ทางด้านการสอนในด้านต่าง ๆ มาสอนให้กับนักเรียนด้วย นอกจากนั้นเราก็ยังมีโครงการ เด็กพิการได้เรียนฟรี เด็กพิการจะเรียนฟรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี ในปีนี้เราได้มีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อมาต่อยอดในการดําเนินการสําหรับเด็กพิการ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเป็ นการจัดตั้งโครงการโรงเรียนแกนนําจัดการเรียนร่วม ๕,๐๐๐ โรงเรียน ให้บริการกับเด็กพิการได้ถึง ๘๐,๐๐๐ คน และปัจจุบันเราก็มีเด็กพิการ ที่เรียนร่วมอยู่แล้ว ๑๕,๕๓๐ โรงเรียน มีเด็กพิการทั้งหมด ๑๘๘,๗๘๓ คน และยังมี โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสําหรับเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ ยังมีโครงการ ทุนสนับสนุนพิเศษ มูลนิธิคุณพุ่มอีก ๘,๙๖๐ ทุน มีโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู ที่จะให้ครูของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของเรา ได้ไปดูแลเด็กพิการเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะให้มีโอกาสมาเรียนร่วม หรือเรียน ในโรงเรียนที่มีการศึกษาพิเศษ นอกจากนั้นก็ยังมีโครงการศูนย์การเรียนสําหรับเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลอีก ๒๙ ศูนย์ อันนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลได้มีความสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะดําเนินการในการที่จะ ให้การจัดการศึกษานั้นได้เป็นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน มีประเด็นที่ผมขออนุญาต จะกราบเรียนก็คือว่ามีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงโครงการเรียนฟรี ซึ่งในโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ที่รัฐบาลได้จัดตั้งงบประมาณถึง ๗๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เราก็มาดําเนินการ ในการที่จะให้นักเรียนได้ค่าเล่าเรียนฟรีครับ ผมคิดว่า ๒ ปีที่ผ่านมาเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้คงจําได้ว่าเวลาเปิดภาคเรียนผู้ปกครองจะมีภาระในเรื่องค่าใช้จ่าย ในเรื่องค่าเล่าเรียนแล้วเดือดร้อนกันทั่วประเทศนะครับ มีการที่จะต้องไปยืมเงินคนอื่น ต้องไปเข้าโรงรับจํานํา จากการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาพบว่า โครงการนี้สามารถที่จะไปบรรเทาค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองได้ นอกจากนั้นยังมี การดําเนินการนอกจากว่าค่าเล่าเรียนฟรี แล้วก็มีหนังสือเรียนฟรี มีอุปกรณ์การเรียนฟรี มีเครื่องแบบนักเรียนฟรี มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่จะเสริมยอดให้กับนักเรียนได้มีโอกาส เรียนคอมพิวเตอร์ฟรีอีก ๔๐ ชั่วโมง มีโครงการที่จะให้นักเรียนไปทัศนศึกษา
ในส่วนของหนังสือเรียนนั้นเป็นส่วนที่มีเพื่อนสมาชิกได้มีการพูดถึงว่า ต้องไปซื้อเพิ่มเติมเป็น ๒ ชุดบ้าง หรือบางคนบอกว่าไม่สามารถที่จะดําเนินการที่จะให้ หนังสือเรียนฟรีกับนักเรียนทุกคน ผมขออนุญาตที่จะเรียนเพื่อทําความเข้าใจครับ ในโครงการหนังสือเรียนนั้นทางกระทรวงศึกษาธิการได้เป็นคนดําเนินการในการที่จะให้ สถานศึกษาเป็นผู้กําหนดในการที่จะเลือกหนังสือเรียน ซึ่งหนังสือเรียนก็จะมี ๒ ประเภท ประเภทแรก คือเป็นหนังสือเรียนที่เป็นหนังสือหลักสูตรเก่าคือปี ๒๕๔๔ กับหนังสือเรียน ที่จะต้องพิมพ์ใหม่คือหลักสูตรใหม่ใช้สําหรับนักเรียนชั้น ป. ๑ ชั้น ป. ๔ ชั้น ม. ๑ ชั้น ม. ๔ ซึ่งหลักสูตรใหม่นั้นเราจะจัดพิมพ์ให้กับนักเรียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดนะครับ แล้วแบบฝึกหัดก็จะมีการจัดพิมพ์ให้กับนักเรียนทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน มีส่วนที่นักเรียนจะต้องดําเนินการตามโครงการหนังสือยืมเรียนคือนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป. ๒ จนถึงชั้น ม. ๓ เท่านั้นนะครับที่ยังมีโครงการหนังสือยืมเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ จัดงบประมาณให้ร้อยละ ๓๐ ของจํานวนหนังสือเรียนทั้งหมด เพราะฉะนั้นในปี นี้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าเราได้มีการจัดตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก ๔๘๐ ล้านบาท สําหรับ ให้นักเรียนตั้งแต่ชั้น ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ ได้รับหนังสือเรียนฟรีไปเลย สามารถไปใช้ ในการเรียนที่บ้านแล้วก็ใช้ในการที่จะไปศึกษาเล่าเรียนต่อได้ ในระดับ ปวช. ก็เช่นเดียวกัน ก็จะได้รับหนังสือเรียนฟรีไปเลย ผมอยากจะกราบเรียนที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าผู้ปกครอง ต้องไปซื้อหนังสือ ๒ ชุดนั้น ผมคิดว่าก็คงจะไม่เป็นจริงตามนั้นทั้งหมด แต่ว่าแน่นอนที่สุดครับ ผู้ปกครองก็สามารถที่จะเลือกซื้อหนังสือใหม่ให้กับลูกของตัวเองได้ครับ แต่ว่าหนังสือ ที่เป็นหลักสูตรแกนกลางทั้งหมดและหนังสือแบบฝึกหัดที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้กําหนดเอาไว้ในหลักเกณฑ์ที่ทางสถานศึกษาจะไปเลือกนั้น นักเรียนทุกคนจะได้รับ หนังสือเรียนเท่าเทียมกันหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าโครงการ เรียนฟรี ๑๕ ปีในปีนี้จึงเป็นที่น่าพอใจในเรื่องประสิทธิภาพของการดําเนินการครับ
ในช่วงปีที่ผ่านมามีบางคนพูดว่าไม่ได้เรียนฟรีจริง แต่ปีนี้ผมเข้าใจว่า จากการติดตามโครงการนี้อย่างต่อเนื่องพบว่าผู้ปกครองมีความพึงพอใจและทราบ โดยข้อเท็จจริงว่าโครงการที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณถึง ๗๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็ นโครงการที่ต้องการที่จะให้ ๕ ฟรีได้โอกาสที่เท่าเทียมกันกับนักเรียนครับคือ ค่าเล่าเรียนฟรี หนังสือเรียนฟรี อุปกรณ์การเรียนฟรี ชุดนักเรียนฟรี กิจกรรมพัฒนา ผู้เรียนฟรี ผมอยากจะกราบเรียนว่าอาจจะมีบ้างในบางโรงเรียนที่ผู้ปกครองอาจจะต้อง ไปจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม อันนี้เราก็พบความจริงว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรงเรียนดัง ในกรุงเทพฯ หรือโรงเรียนที่มีการจัดสอนสาขาพิเศษเพิ่มเติม เช่น โครงการจัดสอน โปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือบางโรงเรียนมีการจัดสอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน อย่างนี้เป็นต้นครับ นักเรียนก็อาจจะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียม ในการเรียนในวิชาเหล่านี้เพิ่มเติม แต่ว่าอย่างไรก็ตามในการที่โรงเรียนจะเรียกเก็บเพิ่มเติม ที่ไม่ใช่โครงการเรียนฟรีนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกําหนด และต้องเป็นไปตามความตกลงและความสมัครใจของผู้ปกครองนักเรียนและผู้บริหาร สถานศึกษา และที่สําคัญที่สุดนะครับถ้ามีนักเรียนด้อยโอกาสอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ โรงเรียนจะต้อง ดูแลนักเรียนเหล่านี้ให้มีโอกาสได้รับการเรียนฟรีตามโปรแกรมที่ได้กําหนดเอาไว้
ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้ก็อยู่ภายใต้ภาคี ๔ ฝ่ายที่จะต้องเข้ามา ดูแลโครงการนี้ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ คือมีตัวแทนของ นักเรียน มีตัวแทนของครูและผู้บริหาร มีตัวแทนของกรรมการสถานศึกษา และมีตัวแทน ของชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ผมอยากจะกราบเรียนว่าจากตัวเลขที่เราพบ ณ วันนี้ โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี เราสามารถที่จะดําเนินการได้ทุกรายการที่ได้รับการจัดสรร ทั้งในส่วนที่ทางสถานศึกษาจะต้องเป็นผู้ดําเนินการเองและทางส่วนที่ผู้ปกครอง ต้องรับไปดําเนินการ ซึ่งผู้ปกครองรับไปดําเนินการนั้นมี ๒ ส่วนคือ เรื่องในการจัดซื้อ ชุดเครื่องแบบนักเรียนซึ่งได้คนละ ๒ ชุด และเรื่องอุปกรณ์การเรียน เมื่อผู้ปกครอง ได้ดําเนินการเบิกเงินไปจากสถานศึกษาแล้วผู้ปกครองก็จะต้องนําใบเสร็จมาแสดงต่อ คณะกรรมการภาคี ๔ ฝ่าย ผมคิดว่าโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี จึงเป็นโครงการที่รัฐบาล ได้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน
แต่สําหรับในปีการศึกษานี้เราก็ได้เพิ่มประเด็นในเรื่องของการเรียนดีขึ้นมา ผมขอถือโอกาสนี้กราบเรียนเพื่อนสมาชิกในสภานี้สั้น ๆ ว่าในปีนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นว่าเมื่อเราสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันแล้วเราจะทําอย่างไรให้นักเรียน นักศึกษา ของเราได้มีโอกาสเรียนดี เราจึงมีโครงการที่ต่อเนื่องในการจัดตั้งงบประมาณไว้สําหรับ งบประมาณตามโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แล้วก็มาเพิ่มเติมงบประมาณที่มี การจัดตั้งไว้ในปี ๒๕๕๔ นั่นคือโครงการที่เราจะต้องมีการพัฒนาครูทั้งระบบ โดยการอบรมครูเป็นรายบุคคลเพื่อปรับปรุงสมรรถนะของครูในการที่จะให้สอนนักเรียน ได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นครับ เรามีโครงการคืนครูให้กับนักเรียน ๑๔,๐๐๐ อัตรา ที่จะให้โรงเรียนได้มีครูธุรการ มีครูห้องปฏิบัติการ มีครูห้องสมุด ที่จะเข้ามาดูแล แทนภารกิจของครู เพื่อให้ครูนั้นได้เข้าไปสอนนักเรียนอย่างเต็มที่ นอกจากนั้น ในปี นี้เป็นปี พิเศษที่ได้มีการจัดตั้งงบประมาณพิเศษสําหรับการนําเอาเทคโนโลยี สารสนเทศมาดําเนินการช่วยเหลือในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นครับ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดตั้งงบประมาณในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้กับ โรงเรียนตามเป้ำหมาย ๓ ปีที่จะให้นักเรียนมีคอมพิวเตอร์สําหรับใช้ในห้องเรียน ๑๐ คน ต่อ ๑ เครื่อง ซึ่งในขณะนี้นักเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ ๓๗ คนต่อ ๑ เครื่อง ผมคิดว่าตั้งแต่ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ต่อไปนักเรียนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ ๑ เครื่องต่อ ๑๐ คน นอกจากนั้นก็จะมีการดําเนินการที่จะส่งเสริมให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดตั้งงบประมาณ ๒,๓๐๐ ล้านบาท สําหรับที่จะวาง โครงข่ายไฟเบอร์ ออพติก (Fiber optic) เพื่อต้องการที่จะให้ทางกระทรวงได้ดําเนินการ ต่อสายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ นักเรียนสามารถที่จะใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการเรียนรู้ นอกจากนั้นมีการพัฒนา สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนและเป็นหนังสือทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการที่จะดําเนินการพัฒนาการเรียนการสอนให้เพิ่มสูงขึ้นครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากในเรื่องของการพัฒนาสื่อการเรียน การสอน พัฒนาสารสนเทศแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มุ่งเน้นในการพัฒนา สถานศึกษายุคใหม่ ซึ่งปีนี้ก็มีความชัดเจนที่เราได้มีการจัดตั้งงบประมาณในการที่จะ สร้างโรงเรียนดีไปสู่มาตรฐานสากล โดยคัดเลือกโรงเรียนดังในระดับจังหวัด และในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด ๕๐๐ โรงเรียน เพื่อที่จะดําเนินการในการที่จะสร้าง โรงเรียนเหล่านี้ในการที่จะให้สอดรับที่จะให้การศึกษาของประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลาง ของอาเซียนและนําไปสู่การใช้การศึกษาในประชาคมอาเซียนของเราในปี ๒๐๑๕ นอกจากนั้นก็มีการพัฒนาโรงเรียนดีประจําตําบลและโรงเรียนดีประจําอําเภอ และที่สําคัญที่สุดครับกระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายในการที่จะยกระดับโรงเรียน ที่อยู่ในชนบทที่ห่างไกลให้เป็นโรงเรียนดีประจําตําบล โดยมีการจัดตั้งงบประมาณทั้งหมด ๑,๗๑๗ ล้านบาท ผมอยากเรียนเพื่อนสมาชิกครับ ผมอยากเห็นเพื่อนสมาชิกได้ให้ ความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานของโรงเรียนในตําบลในท้องถิ่นชนบทที่ห่างไกล ให้ได้มีโอกาสได้รับทางด้านกายภาพและคุณภาพที่สูงขึ้น ได้มีโอกาสได้รับครูที่ตรงกับ วิชาเอกตามสาระการเรียนรู้ในการพัฒนา ผมเพียงแต่ขอความร่วมมือว่าถ้าเพื่อนสมาชิกเห็นว่าเราควรที่จะขับเคลื่อนในการพัฒนา การศึกษาอย่างเป็นระบบตามเป้ำหมายในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ผมก็ขอ เชิญชวนเพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันทําประชาคมในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อร่วมสร้างโรงเรียนดี ประจําตําบล ซึ่งในขณะนี้ทางสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ดําเนินการ ในการคัดเลือกโรงเรียนดีประจําตําบล ๑๘๒ โรงเรียนครับ โดยหลักการพื้นฐานก็คือว่า เราจะสร้างโรงเรียนดีภายใต้ความร่วมมือกับท้องถิ่นด้วยครับ อยากได้ อบต. มาดําเนินการในการที่จะช่วยรับส่งเด็กนักเรียนจากบ้านมาโรงเรียน จากโรงเรียน กลับบ้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาให้สูงขึ้น และเป็นการตอบโจทย์ ในการที่จะลดโรงเรียนที่มีขนาดเล็กลงซึ่งเราไม่สามารถที่จะพัฒนาคุณภาพ ในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ได้ และต้องการให้โรงเรียนดีประจําตําบลเป็นโรงเรียน ที่สนองตอบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ตรงกับวิถีชีวิตของนักเรียนในชนบท อย่างแท้จริง ขอขอบพระคุณครับ
ก็มีข้อสังเกตนะครับท่านรัฐมนตรีถ้าเพื่อนสมาชิกอภิปรายก็กรุณาจดประเด็นแล้วก็ ตอบประเด็นที่สมาชิกข้องใจก็แล้วกันนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะใช้เวลามาก เรามีเวลาจํากัดนะครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ๑๕ นาที เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน พรรคเพื่อไทย ในวันนี้กระผม ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้ อย และการอํานวยความยุติธรรมของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณที่จะบริหารประเทศ ในเรื่องของกระทรวงยุติธรรมและของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ จะเห็นว่าในรอบปี ที่ผ่านมาหรือตลอดเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการรักษาความสงบเรียบร้ อย และการอํานวยความยุติธรรมในคดีอาญาเป็ นยุทธศาสตร์ที่สําคัญในการที่จะรักษา ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งรัฐ ไม่ว่าการชุมนุม การเรียกร้องต่าง ๆ ของสังคม ในปัจจุบัน สาระสําคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือการเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ทางภาครัฐ ดําเนินการกับประชาชนให้ดํารงอยู่ในความเป็ นธรรมโดยเฉพาะความเป็นธรรม ในคดีอาญา เราจะเห็นว่าในเรื่องของกระทรวงยุติธรรมและสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น มีส่วนสําคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําผิด การพิจารณางบประมาณของปี ๒๕๕๔ จะเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับ งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งได้รับเงินงบประมาณเพิ่มเติม จากปี ที่แล้วประมาณ ๔,๗๐๐ ล้านบาทเศษ สําหรับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีกําลังพลตํารวจอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ในปี งบประมาณ ๒๕๕๔ ได้รับ เงินงบประมาณประมาณ ๗๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ได้มากกว่าปี งบประมาณปีที่แล้ว ๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จะเห็นว่างบประมาณของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น เป็นเงินบริหารบุคคล เงินเดือน ค่าจ้าง อยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ห้าหมื่นสี่ล้านบาทเศษ เป็นงบดําเนินการเหลืออยู่ประมาณ ๑๓,๘๒๗ ล้านบาทเศษ ซึ่งประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และยอดเงินที่ผูกพันเป็นค่าเช่ารถอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลืองบประมาณสําหรับ บริหาร ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตํารวจนั้น ได้รับคิดเฉลี่ยแล้วน้อยมากถ้าบวกค่านํ้ามันเข้าไปอีกก็ไม่เพียงพอ จะเห็นว่างบประมาณ สําหรับเจ้าหน้าที่ตํารวจปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่เพียงพอ จากการศึกษาของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติก็ตาม ของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ตาม พิจารณาแล้วในงบประมาณปี นี้ จะเห็นว่าควรจะเพิ่มให้มากขึ้นหรือลดลง การที่จะพิจารณางบประมาณจะให้เพิ่มมากขึ้น หรือลดลงนั้นก็จะพิจารณาผลงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ปีอย่างน้อยย้อนไปประมาณ ๓ ปี และในปีนี้ผลงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผลงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นอย่างไร ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็คือผลงานของเขาที่กระทํา สิ่งที่เรา จะพิจารณาสําคัญที่สุดก็คือว่าทั้ง ๒ กรมนี้ได้ให้ความเสมอภาคทางกฎหมายให้แก่ ประชาชนหรือไม่ เพียงใด ความเสมอภาคทางกฎหมายเป็นเรื่องสําคัญคือความยุติธรรม ความเสมอภาคนี้กําหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ว่า บุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน พิจารณารอบปีที่ผ่านมา อันนี้ย้อนไป เราจะเห็นว่าผลงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นอย่างไรในเรื่องสําคัญ ในเรื่องที่มีการเรียกร้องการชุมนุมต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง เราจะเห็นว่ามีการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรในการปิดล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ดําเนินคดีมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ประมาณ ๑ ปี ๙ เดือน ขณะนี้คดียังอยู่ยังไม่ถึงศาลครับ โดยเฉพาะเรื่องสําคัญต่อผู้กระทําผิดการก่อการร้ายสากล ยังไม่ไปถึงไหนเลยยังค้างอยู่วันนี้ ขณะเดียวกันกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทําคดี เรื่องสําคัญเรื่องการสลายการชุมนุมกับ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ใน ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ ปรากฏว่าการดําเนินคดีเพียงเวลา ๒ เดือนด้วยความรวดเร็ว ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ออกหมายจับประชาชนที่ชุมนุมนั้นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายแล้ว การบริหารงานทั้ง ๒ คดี เรื่องคดีพันธมิตรก็ตาม เรื่องคดี นปช. ก็ตามนั้น คดีที่พันธมิตรเกิดขึ้นในรัฐบาล ท่านสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี และได้อยู่ในความดูแลของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ก้าวหน้า แต่คดีที่เกิดขึ้นในสมัยสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายนปี ที่แล้ว หรือวันที่ ๑๐ เมษายนปี นี้ ปรากฏว่าได้รับ ด้วยความรวดเร็ว จึงเห็นว่าการดําเนินคดีทั้งหมดนี้ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ให้ความเสมอภาคทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องพิจารณาว่า เหมาะสมเพียงใดในการที่จะเพิ่มงบประมาณหรือลดงบประมาณ
มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากท่านประธานไปทางรัฐบาลให้ช่วยพิจารณา การดําเนินคดีที่เกิดขึ้นที่เห็นสด ๆ ร้อน ๆ นี้ คือเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน เรื่องการสลายการชุมนุมที่ถนนราชดําเนิน ไม่ว่าที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ไม่ว่า ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือที่สี่แยกคอกวัว ปรากฏว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในขณะนั้นได้ดําเนินการในการกระชับพื้นที่ หรือว่าการขอ พื้นที่คืน หรือการสลายการชุมนุม นั้นปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติการไปทําให้ ประชาชนได้ถึงแก่ความตายไปจํานวนหลายคน ๒๐ กว่าคน ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ ทหารตายด้วย และมีประชาชนบาดเจ็บประมาณ ๘๐๐ คน สิ่งที่เกิดขึ้นว่าคดีนี้เป็นการปฏิบัติ ของเจ้าหน้าที่ของเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ คดีนี้ประมาณ ๒๐ กว่าศพ ผู้เสียหายที่เขาได้ร้องทุกข์ว่าญาติเขาถูกเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ทําให้ถึงแก่ความตาย เขามีสิทธิอย่างไรบ้างนะครับ เพราะคดีเขาเรียกว่าคดีวิสามัญฆาตกรรม ทางปฏิบัติเขาทํา อย่างไรล่ะครับเมื่อมีคดีเกิดขึ้น เจ้าพนักงานอ้างว่าทําให้การตายเกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ เมษายนนี้ พนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบศพคนตาย สมมุติว่าคนตายถูกยิงตาย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วเอาผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลวชิระแล้วถึงแก่ความตาย ถ้าเหตุความตายที่เกิดขึ้นพนักงานสอบสวนของที่พบศพคือ สน. สามเสนจะต้อง พร้อมด้วยแพทย์ พร้อมด้วยพนักงานอัยการ พร้อมด้วยพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตํารวจ ไปร่วมชันสูตรพลิกศพ เมื่อชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้วเขาให้พนักงานสอบสวนกับพนักงาน อัยการร่วมทําการสอบสวน สอบสวนเสร็จภายใน ๙๐ วัน ต้องนําคดีนี้ไปยื่นต่อศาล ให้ไต่สวนว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อไร ใครทําร้ายให้ตาย แล้วนําไปยื่นต่อศาล ให้ศาลไต่สวน เขาให้ญาติคนตายนั้นสามารถไปซักถามการไต่สวนของศาล ของพนักงาน อัยการนําเสนอต่อศาลนั้น ซักถามได้ว่าเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ถ้ามีความจําเป็นเขาก็ให้ตั้ง ทนายมาร่วมซักถามด้วยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นกระทําโดยสุจริตหรือไม่ เลือกปฏิบัติหรือไม่ ทําเกินกว่าเหตุหรือไม่
มีผู้ประท้วงนะครับ ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ อานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน กราบเรียนท่านประธานว่าการอภิปรายน่าจะผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เพราะว่าท่านยังไม่ได้ เข้าประเด็นเรื่องของงบประมาณเลยค่ะ
ประธานวินิจฉัยนะครับ คือประธานก็ฟังอยู่ ท่านผู้อภิปรายกําลังพูดถึงการจัดสรรงบ ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติและดีเอสไอ ท่านบอกจะให้มากให้น้อยก็อยู่ที่ผลงาน การปฏิบัติหน้าที่ แล้วท่านก็ยกตัวอย่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีต่าง ๆ นะครับ ก็ยังอยู่ในประเด็นครับ เพียงแต่ท่านยกตัวอย่างการทํางานของเจ้าหน้าที่ ฉะนั้นยังไม่ผิด ข้อบังคับ นั่งลงครับ
วนเวียนหน่อยค่ะ
ถ้าฟังดี ๆ ก็เป็ นกระบวนการสืบสวนสอบสวน ท่านเป็ นนายตํารวจชั้นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์เรื่องนี้นะครับ นั่งเถอะครับ เดี๋ยวจะจบแล้วครับ เชิญครับ
ผมเรียนต่อ ท่านประธานสภาที่เคารพ และเรียนต่อท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผมได้เฝ้ำดูการทํางาน และการดําเนินคดีอาญาในความเป็นธรรมต่อสังคมนั้นเป็นเรื่องสําคัญในชีวิตที่ผ่านมา อยากจะนําเสนอเพื่อให้ท่านได้ช่วยกันพิจารณา ผมขอต่อไปนะครับ สิ่งเหล่านี้ปรากฏว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร คดีนี้ระหว่างดําเนินการ ของพนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบศพ ปรากฏว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เรียกเอา สํานวนการชันสูตรพลิกศพไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทําทั้งหมด โดยอ้างว่าคดีนี้ เกี่ยวเนื่องการก่อการร้าย เกี่ยวเนื่องเอาไปทํา คดีนี้มันจะไม่ใช่เกี่ยวแค่นี้มันจะเกี่ยวอีก รวมแล้ว ๘๐ ศพหรือเกือบ ๑๐๐ ศพข้างหน้าด้วยนะครับ คดีอย่างนี้กรมสอบสวน คดีพิเศษไม่มีอํานาจใด ๆ ที่จะมาเอาสํานวนนี้ไป เพราะว่าสํานวนชันสูตรพลิกศพ ของพนักงานสอบสวนที่ดําเนินการนี้เป็นอํานาจของพนักงานอัยการ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านผู้ประท้วงครับ ประท้วงประเด็นไหนอีกครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ผมประท้วงก็คือข้อ ๖๑ ครับ จริงอยู่ครับท่านประธานบอกว่ากําลังพูดถึง งบประมาณ แต่เท่าที่ฟังดูมันเป็นเรื่องของอํานาจในการสอบสวนมิใช่การใช้งบประมาณ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ดี ผมว่ามันเป็นเรื่องวิธีปฏิบัติที่ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่อง ที่ทั้ง ๒ ฝ่ำยทั้งพนักงานสอบสวนและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องไปดําเนินการ มิใช่ท่านเอาในส่วนที่ท่านไม่เห็นด้วยหรือให้ความเห็นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยครับ
ท่านวิรุฬห์กรุณาสรุปโยงมาตรงประเด็นที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณเลยนะครับ
มันเกี่ยวครับ
เชิญสรุปเลยครับ
พอดีผมพูดยังไม่จบครับ กําลังจะเกี่ยว เกี่ยวตรงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ชอบด้วยอย่างไร การกระทําที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายนี้สมควรจะให้งบประมาณหรือไม่ เพียงใด ซึ่งผมกําลังจะพิจารณาสุดท้ายครับ นี่ผมกําลังจะสรุปรวมครับ อย่าเพิ่งครับ ฟังหน่อยครับ ฟังตรงที่ว่าเรากําลังพูดถึง เรื่องการดําเนินการให้กับผู้เสียหายคือญาติผู้ตายให้ได้รับความเป็นธรรมทางคดีอาญา การที่เข้ามาแทรกแซงซึ่งกันและกันนี้เป็นอย่างไร ผมสรุปแล้วว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เข้ามาเรียกสํานวนไปนี้เป็นการกระทําที่มิชอบ ไม่ควรจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นหรืออาจจะ ต้องถูกตัดมากขึ้น แล้วผมจะพูดประเด็นต่อไปนะครับ ที่ไม่ชอบอย่างไรของกรมสอบสวน คดีพิเศษ ความจริงผมพูดถึงกรมนะครับ การดําเนินคดีในการสลายการชุมนุม เหตุเกิดวันที่ ๑๐ เมษายนนี้ก็ตาม ผมเอาวันที่ ๑๐ เมษายนนะครับ ผมยังไม่ถึง ๑๙ เมษายน ไม่ไปราชประสงค์อยู่ที่ตรงนี้ก่อน การที่คณะกรรมการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นเป็นการดําเนินคดีกับผู้ที่กระทําผิดก่อการร้ายและการทําร้าย ประชาชนที่เกิดขึ้นคือเรื่องการฆ่าคนตาย ผมไม่เถียงเลยครับท่านทําไปเถอะ แต่เรื่อง สํานวนชันสูตรศพท่านอย่าไปยุ่ง ในความเห็นของพวกผมทําไป แต่เรื่องนี้ท่านทําไปนะครับ อํานาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเรื่องนี้เป็นเรื่องคดีที่เกิดขึ้นมาก่อนวันที่ ๑๐ แต่วันที่ไปข้างหน้ากฎหมายไม่ให้ท่านได้ทํานะครับ อย่างนั้นการที่เอาคดีต่าง ๆ ที่เหตุ เกิดขึ้นเป็นจํานวนคนตาย ๒๐ กว่าคน คนบาดเจ็บเป็นร้อยคนมารวมกันอยู่ที่เดียว กรมสอบสวนคดีพิเศษมีกําลังคนอยู่แค่ ๗๐๐ คน
ท่านวิรุฬห์ครับหมดเวลา เอาอย่างนี้เรื่องนี้เดี๋ยวสัปดาห์หน้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ค่อยไปต่อทางโน้นนะครับ
ผมขอสรุปก่อนครับ ผมขอสรุปนิดเดียว ๑ นาที บอกว่าหลังจากการพิจารณาคดีแล้วถ้าสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ตาม
มีผู้ประท้วง
ไม่ได้ทําการแก้ไขเรื่องนี้ ไม่ควรให้งบประมาณเพิ่มเติมและจําเป็ นต้องตัดลงนะครับ ผมเสนอแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ
จบแล้วครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เชิญผู้อภิปรายท่านต่อไปเลยครับ ท่านชนินทร์ รุ่งแสง ๕ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเวลาอันสั้นนะครับ ผมจะขออภิปรายให้รวบรัดที่สุดนะครับ ผมขออภิปรายสนับสนุน งบประมาณรายจ่ายประจําปี ที่รัฐบาลเสนอ จํานวน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถือว่างบประมาณปีนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งกับการบริหารการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่กําลังเกิดวิกฤติในขณะนี้ ซึ่งผมถือว่าในรายละเอียด งบประมาณมีตัวเลขบางตัวได้บ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นผลงาน ที่สําเร็จจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ทั้งที่มีภาวะวิกฤติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภายนอกและภายในจากการชุมนุมที่เกิดขึ้น ตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มขึ้น ของประมาณการรายรับกว่า ๒๒ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณการลงทุนที่เพิ่มมากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และงบรายจ่ายประจําซึ่งถือว่าเป็นภาระของงบประมาณที่มีการลดลง ๔ เปอร์เซ็นต์ และที่สําคัญที่สุดผมคิดว่ารัฐบาลได้เร่งรัดการจ่ายงบประมาณอย่างเป็นผล ขณะนี้จากรายงานล่าสุดเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการจ่ายงบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ซึ่งถือว่าการใช้จ่ายงบประมาณ นําไปสู่การพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดนี้ทําได้ดี แต่อย่างไรก็ตามก็อยากจะฝากให้รัฐบาล ไปช่วยดูด้วยว่าการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในบางส่วนราชการนั้นไม่ได้เกิดจาก ส่วนราชการ เป็ นการเกิดจากเรื่องของการแก้ไขข้อระเบียบ ซึ่งมีข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการวิสามัญจากปีที่แล้วให้ปฏิบัติ อย่างเช่นกระทรวงมหาดไทยที่มีต่อ กรุงเทพมหานคร ตรงนี้เป็นข้อหนึ่งที่รัฐบาลควรจะเร่งรัดแก้ไขข้อระเบียบต่าง ๆ ที่ทําให้ เกิดความล่าช้าของการใช้จ่ายงบประมาณด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผม กังวลใจก็คือเรื่องของผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งความเสียหายมากมาย ต้นเหตุนั้นเกิดจากการชุมนุมที่ผู้นําการชุมนุมอยู่ต่างประเทศ และผู้ที่ให้การสนับสนุน ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ส.ส. พรรคเพื่อไทย
ท่านสมาชิกครับ ขอความกรุณานะครับ คือถ้าไม่จําเป็นอย่าไปพาดพิงถึงบุคคลอื่น เอาเรื่องงบประมาณ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะไม่ราบรื่นในการประชุม เรากําลังพูด เรื่องงบประมาณนะครับ
ท่านประธานครับ ผมกําลังพูด ข้อเท็จจริงและเกี่ยวข้องกับงบประมาณครับ เวลาประท้วงช่วยหยุดเวลาด้วยครับ
เอาอย่างนี้นะครับ ผมนั่งฟังอยู่ตลอดนะครับ คืออะไรที่มันเกี่ยวกับงบประมาณผมก็ให้ ท่านพูด คือท่านไม่จําเป็นต้องไปลงลึกอะไรจนกระทั่งมันจะเกิดปัญหาผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เดี๋ยวก็มีคนประท้วงกันอีกครับ
ท่านประธานฟังผมอธิบายครับ
เชิญครับ
ผมกําลังจะพูดถึงว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันจะกระทบกับงบประมาณอย่างไร เพราะฉะนั้นผมกําลังพูดถึงว่า เหตุของความเสียหายมันเกิดขึ้นมาอย่างไร ต้องพูดถึงต้นเหตุให้ประชาชนเข้าใจ
ก็อย่าเพิ่งไปกล่าวหาใคร
ไม่ได้กล่าวหาเป็นความจริงครับ
เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมเรามีอยู่ ยังไม่สรุปนะครับ
ท่านประธานไม่ต้องเอาใจช่วย มันเรื่องจริงครับ พรุ่งนี้วันพระผมไม่โกหกเด็ดขาดครับ ท่านประธานครับ ต้นเหตุ ความหายนะของกรุงเทพมหานครของประเทศไทยเกิดจากการชุมนุมที่อ้างว่า สันติแต่ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่นจนนําไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง เกิดความหายนะ เกิดความเสียหายขึ้น ขณะนี้มีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นธนาคารแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ความเสียหายเบื้องต้นประมาณการไว้ว่าจะเสียหายถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การท่องเที่ยวคาดว่าจะมีการลดลงถึง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ความเสียหายในช่วงบริเวณ ราชประสงค์นั้นอาจจะมีความเสียหายกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท คนได้รับผลกระทบ ๓๐,๐๐๐ กว่าคน ผมแสดงความเป็นห่วงครับว่างบประมาณตรงนี้จะสามารถเยียวยา แก้ไขได้เพียงพอหรือไม่ ตรงนี้อยากจะให้รัฐบาลได้ดูแลนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม การเยียวยาเบื้องต้นนั้นก็ต้องชมรัฐบาลทําได้ดี ไม่ว่าจะเป็ นเรื่องของมาตรการ การให้เงินช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการของการให้สถานที่ค้าขาย แต่อย่างไรก็ตาม ก็อยากจะฝากรัฐบาลด้ วยว่าการช่วยกันหลายหน่วยงานเป็ นเรื่องดีครับ แต่ว่าต้องประสานงานกันให้ดีครับ เพื่อไม่ให้เกิดการมั่วและรั่วไหลของการช่วยเหลือ ต้องให้ทั่วถึงกับทุกกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบตรงนั้น
ท่านประธานครับ เวลาที่เหลือผมอยากจะขอลงไปในยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ที่รัฐบาลให้ความสําคัญก็คือยุทธศาสตร์เกี่ยวข้องกับเรื่องของการพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีส่วนสําคัญประการหนึ่งก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพ ติด รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในการที่จะดูแลแก้ไขปัญหา สังคมและปัญหายาเสพติด ปฏิเสธไม่ได้รัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหายา เสพติด และมีผลที่เป็ นรูปธรรมอย่างชัดเจนในเรื่องของคดีที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมามีการจับกุมคดีถึง ๑๖๐,๐๐๐ กว่าคดีมากกว่าช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา และในช่วง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมาก็มีคดีที่ดําเนินการอยู่ถึง ๒๔,๐๐๐ กว่าคดี ตรงนี้เป็นสิ่งที่สะท้อน ให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสนใจให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด และที่สําคัญที่สุดไม่มีใครตายจากการดําเนินการของรัฐบาลชุดนี้ในการแก้ไขปัญหายา เสพติดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอสรุปสัก ๑ นาที เพราะว่า เป็นส่วนสําคัญครับ ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในเรื่องของการกระจายอํานาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ เพิ่มมากขึ้นถึง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าก็ติดใจเล็กน้อยตรงที่ว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความสําคัญแล้วก็เป็ นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลบอกว่าจะให้เป็ นเมืองที่มี ความสะดวกปลอดภัยนั้นมีการเพิ่มขึ้นของงบประมาณเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เพราะฉะนั้นก็ฝากทางรัฐบาลด้วย เพื่อที่จะให้กรุงเทพมหานครนั้นมีความสามารถ ในการเยียวยาฟื้นฟูเมืองแห่งนี้ให้กลับมาสงบสุขเหมือนเดิมด้วยนะครับ
สิ่งสําคัญประการสุดท้ายครับ ผมขอครึ่งนาทีนะครับ ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ แล้วก็ขอสนับสนุนแผนการปรองดอง ของรัฐบาลอยากจะให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว แล้วผมก็ขอสนับสนุนแนวคิดของ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าการปรองดองนั้นไม่ควรจะไปปรองดองกับผู้ก่อการร้ายที่มา เผาบ้านเผาเมือง ขอให้ดําเนินการอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ ผู้ที่อยู่ ในประเทศ ผู้ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ถ้าเผื่อมีความผิดต้องจัดการโดยเร็วครับ
เอาละครับ หมดเวลาครับ
อย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนดูครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปท่านวุฒิพงศ์ ฉายแสง ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานครับ ผม วุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส. จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมต้องอภิปรายด้วยความหดหู่ใจ เนื่องจากว่าเหตุการณ์บ้านเมืองนั้นไม่สงบจริง ๆ จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะพูด พอไปที่พรรค ก็เห็นเขาไปชุมนุมกันเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดนี้ก็ไปฟัง ๆ บ้าง ใจไม่อยากจะพูด เพราะมัน หดหู่มาก ผมคล้าย ๆ ว่าเป็นลูกนักการเมืองอาสาเพื่อมารับใช้ประชาชน ผมก็กล่าวเตือน คนของพรรคประชาธิปัตย์ไปหลายคนว่าคราวนี้ถ้าหากสลายการชุมนุมก็มีตาย เยอะแยะแน่เพราะว่าเขายอมพลีชีพ คือจังหวัดผมนี่มีคนที่คลั่งไคล้การเมือง ยังไม่เท่ากับภาคอีสานน้อยกว่ามาก แต่เขาพูดคําว่าพลีชีพมาผมไม่สบายใจ ก็เลยบอก ผู้แทนของพรรคประชาธิปัตย์ไปหลายคนเพื่อให้ไปบอกนายกรัฐมนตรีว่าถ้าสลาย ก็คือตาย พอวันที่ ๑๐ ก็ตายจริง ๆ ก็เป็นเหตุให้ผมยิ่งไม่สบายใจ เมื่อเช้านี้ยิ่งไม่สบายใจใหญ่ เพื่อนผมเพิ่งกลับมาจากยุโรป ช่วงสลายการชุมนุมอยู่ยุโรปตลอด ข่าวต่างประเทศ สํานักใหญ่ ๆ ทั้งหมดลงซํ้าลงซากว่าทหารไทยยิงประชาชน ทําให้ยิ่งไม่สบายใจใหญ่ นักข่าวโดนยิงแล้วเอามือโบกห้ามทหารยิงซํ้า แล้วเขาก็มาสัมภาษณ์ว่านี่ทหารยิงเขา นี่มันโกหกกันไม่ได้นะครับบ้านเมือง คือทําให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ทีนี้เมื่อวันนี้ มันเป็นวันของการอภิปรายงบประมาณก็จะต้องพูดเรื่องงบประมาณด้วย
เดี๋ยวนะครับท่านวุฒิพงศ์มีผู้ประท้วงครับ ท่านสุวโรชประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่าเมื่อวานนี้ บรรยากาศการประชุมพิจารณางบประมาณวาระที่หนึ่ง ผมว่าเป็นไปด้วยความราบรื่น แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม แต่พอมาวันนี้ผมรู้สึกว่ากระบวนการ ต่าง ๆ ก็เป็นสิทธิของสมาชิกที่จะนําเสนอ แต่ท่านประธานซึ่งเป็นประมุขแล้วก็เป็น ประธานของที่ประชุม ผมว่าต้องเคร่งข้อบังคับ แล้วเรามีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันจันทร์ วันอังคารนี้ ยกยอดทั้งหมดเหล่านี้ไปว่ากันวันจันทร์ วันอังคาร ไม่ดีหรือครับ วันนี้เอาเรื่องงบประมาณกันล้วน ๆ แล้วท่านประธานดูสิครับ ผมก็พยายามเปิดดูว่า รายละเอียดคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี รายละเอียดต่าง ๆ มันไม่ได้มีในเรื่องเหล่านี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นหลังจากที่งบรายจ่ายเข้าสภาแล้ว ก็ขออนุญาตท่านประธาน เคร่งครัดในข้อบังคับการประชุมหน่อย ส่วนว่าท่านจะมีดําริอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่ผมอยากจะประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านผู้ประท้วง เอาละครับ ท่านสุนัยเดี๋ยวให้ท่านวุฒิพงศ์อภิปรายต่อครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ท่านวุฒิพงศ์ท่านก็อารัมภบทแสดงความไม่สบายใจในเหตุการณ์หน่อย ท่านสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร ขอประท้วงการทําหน้าที่ของท่านประธานที่ได้ปล่อยให้มีการประท้วงกัน ในเรื่องที่เลอะเทอะไปหมด ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่มันรุนแรงมันจะไม่เข้ามา ในสภาเลยได้อย่างไร ดังนั้นผมได้เห็นตั้งแต่เมื่อวาน ผมพยายามไม่อภิปราย เพราะอยากจะประหยัดเวลาให้เพื่อน ๆ อภิปรายกัน แต่ปรากฏว่ามีการประท้วงเพราะว่า พอพูดไปถึงเรื่องสําคัญของประเทศหน่อยคือเรื่องการสั่งฆ่าประชาชน จะประท้ วง เหมือนกับทําเป็นทีมเลยครับ และเมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. สุวโรช พะลัง ด้วยความเคารพ ขอเอ่ยชื่อท่าน ท่านบอกว่าไปใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะไม่ประท้วง สําหรับ ท่านสุวโรชผมเชื่อ แต่นายกรัฐมนตรีที่กล้าฆ่าประชาชนนี่ผมไม่เชื่อคําพูดแล้วครับ
ไม่เอาแล้วครับ ท่านสุนัยครับ เดี๋ยวก็ไปกันใหญ่ พอแล้วครับ เอาอย่างนี้ ประธานจะ ควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ เชิญท่านวุฒิพงศ์อภิปราย
(นายสุวโรช พะลัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วท่านสุวโรชครับ เอาทีละท่าน เชิญท่านสุวโรช
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ผนวกกับ ข้อ ๖๑ เรื่องการใส่ร้ำยท่านนายกรัฐมนตรีที่ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งฆ่าประชาชน ผมว่าเป็ นการบิดเบือน เป็ นการใส่ร้ำย และท่านประธานเองซึ่งเป็นประมุข เป็นประธานต่อที่ประชุม ทําไมปล่อยให้พูดได้อย่างนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นขอท่านประธานให้สมาชิกที่พูดดังกล่าวถอนเสียครับ
ประธานก็วินิจฉัย ท่านสุนัยครับ ขอความกรุณาถอนคําพูดที่บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชนหน่อยครับ ช่วยถอนคําพูดหน่อยครับ
ถ้าไม่สั่งแล้วทหารออกมาได้ อย่างไรล่ะครับ
คืออย่างนี้ท่านสุนัย กระบวนการยุติธรรมเรามี ในที่สุดกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้สรุป แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งกล่าวหากันไปมาในเมื่อเรายังไม่ได้ข้อยุติ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา ท่านถอนคําพูดก่อนครับ
แต่ความรับผิดชอบสูงกว่า กระบวนการยุติธรรม คนตายขนาดนี้อยู่ได้อย่างไรครับนายกรัฐมนตรี
ถอนคําพูดเถอะครับ เดี๋ยวท่านวุฒิพงศ์จะได้อภิปรายต่อ
อีก ๑๐๐ ครั้งก็ไม่ถอนครับ กราบขอบพระคุณครับ
อย่างนั้นก็เชิญท่านสุนัยออกนอกห้องประชุมครับ แล้วก็บันทึกไว้
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้วินิจฉัยให้นายสุนัย จุลพงศธร ถอนคําพูด ซึ่งนายสุนัย จุลพงศธร ไม่ถอนคําพูด ตามคําวินิจฉัย และได้เดินออกจากที่ประชุม)
นั่งเถอะครับ พอแล้วครับ ไม่ต้องประท้วงแล้ว เชิญท่านวุฒิพงศ์อภิปรายต่อเลยครับ
ที่ผมไม่สบายใจมันโยงมาถึง งบประมาณด้วย เพราะว่ามันจะหมายถึงว่าเรามีความไว้ใจทหารแค่ไหนในการที่จะให้มา ยิงประชาชนอย่างนี้ตามที่เป็นข่าวต่างประเทศ
เอาเรื่องงบประมาณนะครับ
ก็งบประมาณสิครับ ผมไม่ไว้ใจ ในการใช้งบประมาณ ไม่ใช่งบประมาณหรือครับที่พูดนี่ ผมก็เคารพท่านประธาน รักเหมือนพี่ แล้วก็พูดดีกับท่านทุกครั้ง แล้วนี่ผมโยงไปให้ชัดเจนเลยว่าเราไม่ไว้ใจ ในการใช้งบประมาณของชาติ แล้วการใช้งบประมาณคราวนี้เห็นชัดเจนว่างบประมาณทหารมากผิดปกติ คําพูดเหล่านี้ พูดว่าเอางบประมาณทหารไปมาก ๆ แล้วจะซื้ออาวุธไปรบกับใคร พูดมาตั้งแต่ประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้วนะครับ ตั้งแต่ประเทศเวียดนาม ประเทศลาว เขมร โดนประเทศฝรั่งเศสยึด อีกซีกหนึ่งซีกทางซ้ายก็โดนประเทศอังกฤษยึด แล้วเราจะรบกับใคร คําพูดนี้พูดมาตั้งแต่ ยุคโน้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่รู้จะรบกับใคร เอางบประมาณไปทําไมเยอะ ๆ อันนี้ เป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็อย่างที่ผมพูด เมื่อสักครู่ยังพูดไม่จบ เพราะว่าเพื่อนผมก็บอกว่า วัดเขาแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าเป็นเขตอภัยทาน มันฟังภาษาอังกฤษเก่งไม่ได้เรียนเมืองนอก เขาก็บอกว่านักข่าวโดนยิงขาที่นั่น แล้วยืนยันด้วยว่าทหารเป็นคนยิง เราก็ไม่ได้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่นี่ว่าทหารนะครับ เพราะเราพูดถึงเรื่องงบประมาณ ทางด้านกระทรวงกลาโหมนะครับ อย่าไปพูดว่าผมไปว่าท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกรัฐมนตรีก็อยู่ข้างบน แต่เวลาปฏิบัติท่านไม่ได้ปฏิบัติด้วย จะจริงเท็จ ขนาดไหนผมก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้อง อันนี้ต้องมีการสืบกันทางกฎหมายในอนาคตอีกที แต่เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้ ผมฟังเมื่อเช้าผมก็หดหู่เลยว่าเราจะอภิปรายประเด็นไหนกันดี เพราะว่าผมจะอภิปรายโยงในเรื่องการบริหารที่ทําให้ประเทศนี้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ได้ ก็เลยทําให้ไม่สบายใจ พอมาดูพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อท้าย ๆ เขาบอกว่า ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ในการควบคุมของกระทรวงการคลังเป็นจํานวน ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไม่ได้ เขียนต่อเลยว่าจะบอกที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้ไปในคราวก่อนไว้อย่างไร เพราะเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ บอกไว้เลยนะครับว่า การใช้จ่ายเงินคงคลัง ทําได้โดยผ่านงบประมาณประจําปีได้นะครับ ทั้งนี้ ให้กําหนดแหล่งที่มาของรายได้ เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย แต่ปรากฏว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ ไม่มี ไม่มีแสดงว่าก็คงหละหลวมเรื่องนี้ไป แต่ถ้าหละหลวมอย่างนี้อาจจะเป็นเหตุให้ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรี มีการโดนถอดถอนได้เหมือนกันก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ถ้าหากว่ามีใครเขาจะไปยื่นถอดถอนได้ ก็ถอดถอนได้อีกนะครับ ทีนี้พอมาดูเรื่องงบประมาณลงไป เปิ ดหน้าแรก ๆ ก็มี งบกลางจํานวนเยอะมากนะครับ พอไปดูรายละเอียดก็ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อยู่ในมือนายกรัฐมนตรีกอดไว้ ซึ่งหลักการในการบริหาร ราชการแผ่นดินอย่างนี้มันจะทําให้ประเทศเดินไปไม่ได้เนื่องจากว่าประเทศเรานั้น ต้องพัฒนาอีกเยอะ เราก็ไปก่อเรื่องจนทําให้ทั่วโลกเขามองว่าไม่ดีก่อแล้วจะแก้ สื่อชาวโลกก็เป็ นเรื่องหนักแล้วนะครับ เรายังมาเขียนงบประมาณกอดไว้กับ ตัวนายกรัฐมนตรีอีกมากมาย เรื่องนี้ทําให้การบริหารประเทศทําไม่ได้อย่างไร ยกตัวอย่าง กระทรวงอุตสาหกรรมได้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงศึกษาธิการเราไม่ต้องพูดเปอร์เซ็นต์กันเนื่องจากว่า กระทรวงศึกษาธิการนี่ขาดมากมายเหลือเกิน การที่ให้เรียนฟรีที่ช่วยไปก็ถือว่า เป็นการทําถูกต้องแต่ยังขาดอีกมากมายนะครับ แล้วก็ยังไม่ถูกอันดับเนื่องจากว่า กระทรวงศึกษาธิการขาดครูวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์อย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน มีโรงเรียนทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ โรงเรียน ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกําลังจะแก้ไขก็มายุบพรรคผมนะครับ มีโรงเรี ยนอยู่ทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ โรงเรียน ขาดครูวิทยาศาสตร์อยู่ ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน นี่มันเรื่องใหญ่มาก แล้วพอมาแก้ไขบอกให้เรียนฟรีก่อน เด็กแต่งตัวไปเรียนหนังสือกัน พ่อแม่ก็ยังต้องจ่ายเงิน บางส่วนอยู่เนื่องจากว่ามันฟรีไม่หมด แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือว่าไปโรงเรียนแล้วไม่มี ครูสอนนี่มันเรื่องใหญ่มาก แล้วรัฐบาลชุดนี้พอผ่านมาถึงปี กว่าก็ไม่ได้แก้ไขจุดนี้ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็บอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะมีการจัดครูมา แต่ก็ไม่ได้พูดถึงครูวิทยาศาสตร์กับครูคณิตศาสตร์ เพราะว่าประเทศเจริญในโลกนี้เขาต้อง ผลักดันทางด้านคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ คราวนี้เรามาดูว่าประเทศเราถ้าหาก ปล่อยอย่างนี้จะเกิดผลไม่ดีอย่างไร หนังสือเรียนที่ไม่ให้ขีดเขียนนี่มีปัญหาอย่างมาก เนื่องจากเขามีงานวิจัยมาเลยนะครับว่าการจะทําให้เรียนหนังสือเก่ง อ่านหนังสือรู้เรื่อง เขาต้องอ่าน วิเคราะห์ เปรียบเทียบ แล้วก็ขีดเขียน ชอร์ต โน้ต แล้วก็มีการสรุป แล้วก็มี การทบทวน หนังสือเล่มที่เขียนไม่ได้เลยมันทําแบบนี้ไม่ได้ การเรียนดีมันจะทําไม่ได้ นี่มันเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผลชัดเจน การกระทําอย่างนี้หมายถึงว่าเป็นนโยบาย ที่ขาดซึ่งความมีเหตุมีผลอย่างชัดเจน แล้วที่บอกว่าเรียนฟรี ๆ กลายเป็นว่าไปเรียน แต่ไม่มีครูสอนจะทํากันอย่างไร แล้วการเพิ่มงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีไปกอดไว้ เป็นงบกลางนี่ควรจะมาเพิ่มจํานวนครูให้มากขึ้น ครูที่อยู่มาเก่าแก่จะได้ย้ายกลับ ภูมิลําเนาได้ด้วย จะได้ไม่ต้องทําให้เขาเดือดร้อน
ส่วนเรื่องกระทรวงวิทยาศาสตร์ซึ่งผมเคยอยู่ เราไปดูงบวิทยาศาสตร์ ของประเทศที่เจริญ ๆ กัน ตอนนี้ประเทศจีนก็เจริญกว่าประเทศไทยหลายเท่า ประเทศเกาหลีเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ววิทยาศาสตร์เขาเท่า ๆ กับเรา ฐานะทางเศรษฐกิจ เท่า ๆ กับเรา ตอนนี้เงินเดือนของครูเพิ่งบรรจุใหม่ ๆ เขาสตาร์ท (Start) ที่ ๕๐,๐๐๐ บาท ของเรายังหมื่นบาทอยู่ซึ่งห่างไกลกัน ๕ เท่า เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าเราผลักดัน วิทยาศาสตร์ได้น้อย ควรจะเพิ่มงบทางด้านวิทยาศาสตร์สูงกว่านี้อย่างมากมาย เพราะตอนนี้ให้แค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ไปดูประเทศจีน ประเทศจีนปีที่ผ่านมางบประมาณ ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท ประเทศจีนนั้นใหญ่กว่า ประเทศไทย ๒๐ เท่าทั้งพื้นที่และจํานวนพลเมืองสัดส่วนมันจะเท่ากัน หารด้วย ๒๐ ก็จะประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาททางด้านวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นแล้วของเรา ได้แค่ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท มันห่างประมาณ ๑๐ เท่า น้อยกว่าของประเทศจีนเขา ประเทศเวียดนามก็ยังเป็นหมื่นล้านบาท เป็นประเทศที่เล็กกว่าเรายังให้งบประมาณ ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นหมื่นล้านบาท มันสําคัญอย่างไรเนื่องจากวิทยาศาสตร์นั้น สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าเหมือนกับอารยประเทศได้ แต่เราไม่สนใจกันเลย ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ของบมาคราวนี้รู้สึกว่าที่ไปถาม ๆ กันมา ก็ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่แผนของเราไม่มีเลย ประเทศเวียดนามมีแผนว่าตอนนี้ ประเทศเวียดนามได้งบประมาณ ๐.๕-๐.๗ เปอร์เซ็นต์ราว ๆ นี้ ปี หลังสุดได้ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วมีแผนตั้งเป้ำไว้ว่าจะพัฒนาเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ ซึ่งของเราไม่มี แผนอะไรเลย เอางบกลางไปกอดไว้อย่างเดียว แล้วก็เอางบไปให้กระทรวงกลาโหม
ซึ่งกระทรวงกลาโหมต้องต่อว่านิดหนึ่ง ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เรียกนักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ ท่านมาถาม เกี่ยวกับเรื่องการวิจัยทางยุทธปัจจัย อาวุธทั้งหลายว่ามีการวิจัยให้ทหารเยอะไหม เขาก็บอกว่าเขาวิจัยจรวดได้ เขาวิจัยเครื่องตรวจจับลูกระเบิด ตรวจวิถีการยิงของ ความเร็วลูกปืนใหญ่ ทําแล้วปรากฏว่าราคาถูกกว่าต่างประเทศ ๕-๑๐ เท่า แต่พอทําเสร็จ ทหารไม่เคยให้ทําต่อเลย ซื้อจากต่างประเทศอย่างเดียว นี่ให้เงินไปก็เอาไปผลาญ งบประมาณของประชาชนหมด อย่างนี้แล้วเราจะให้กันอย่างไร แล้วเพิ่มเข้าไปโดยที่ ไม่รู้จะรบกับใคร ทหารที่ดีเขามีเขารู้ว่าอะไรควรไม่ควรแค่ไหน
ประเทศเราก็ถือว่าเป็นประเทศที่ยังยากจนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ทดแทนเรามีความรู้สึกว่าเราออกจากบ้านทุกวันนี้ต้องตีตั๋วออกจากบ้านก็คือ เอาเงินไปให้เจ้าของบ่อนํ้ามันกัน เราไม่มีพลังงานของตัวเอง ผมรู้เรื่องประเด็นนี้แล้วชํ้าใจ มานานแล้วว่าประเทศเราทําไมถึงปล่อยอย่างนี้ เผอิญเทคโนโลยีในโลกก็มีหมดแล้ว สามารถเอาไบโอแมส (Biomass) มาทําอย่างไรให้กลายเป็นดีเซลก็ทําได้ เป็นเบนซิน ก็ทําได้หมด ตอนผมเป็นรัฐมนตรีก็ให้งบประมาณไป ๓๐๐ ล้านบาท แต่พอผมหลุดออกมา ไม่ทําเรื่องนี้เลย ตามเรื่องแล้วไม่ทําเลย ถามเข้าไปต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่บอกว่าทํา แต่ไปถามอินไซด์ (Inside) ข้างในบอกไม่ได้ทําอะไรกันเลย เงินดองอยู่อย่างนั้น ผมจัดงานพลังงานทดแทนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวหลัก เพราะว่าเขาจะต้อง เชิญนักวิทยาศาสตร์ชั้นนําของโลกในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลกมาประชุมกันที่เมืองไทย เมื่อวันที่ ๔ มีนาคมปีที่แล้วปรากฏว่าท่านไมเคิล โนเบล ได้บินมาเป็นคนกล่าวปาฐกถา คนแรก บินมาจากประเทศสวีเดน รัฐบาลของเราไม่มีใครไปสักคน ไม่ว่านายกรัฐมนตรี ประธานของโนเบลมาเอง รัฐมนตรีวันนั้นสอบถามท่านก็บอกว่าท่านติดเกี่ยวกับเรื่อง ไปรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่ปัญหามันคืองานที่เขาจัด ๕ วัน ๕ วันนี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ไม่ไป นายกรัฐมนตรีก็ไม่ไป รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ไม่ไป แล้วงานนี้เป็นงานแรกของโลกที่มีการจัดกัน ขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมาหมด แล้วไม่มีการต่อยอดเลย ผมก็เสียใจว่าทําไม ประเทศเราถึงปล่อยอย่างนี้ ตัวผมเองไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วแต่เขาเชิญไปเปิดงาน ผมก็ไม่สบายใจ พอถาม ๆ ไม่มีใครมาหลังจากนั้นก็ยังสอบถามอยู่ เพราะว่าเนื่องจาก ผมเอาตัวแทนของส่วนท้องถิ่นไปดูพลังงานทดแทน ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร จากรัฐบาลที่จะสนใจ มาถึงปัจจุบันปีกว่าแล้วยังไม่จ่ายเงินให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาอีก มีข่าวว่ามีบางคนไปเรียกรับเงินเขา แล้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาก็ไม่มีเงิน จะให้ก็ไม่จ่ายเขา แต่ไม่เกี่ยวกับคนของคุณหญิง คุณหญิงนี่หลุดไปเลยเพราะว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในการเรียก แต่ผมรู้ว่ามีข่าวอย่างนั้น การที่แถลงนโยบาย ของรัฐบาลด้วยว่าพลังงานทดแทนเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ แต่ปรากฏว่าจัดงานไม่มีใคร ไปเลย นี่เป็นเรื่องใหญ่ว่าเราจะพัฒนาประเทศอย่างไร ถ้าเรามองงบประมาณประเทศ ในเชิงแบบนี้เอาเงินไปกอดไว้แทนที่จะเอาเงินไปช่วยครู ไปช่วยทางวิทยาศาสตร์ ให้มันก้าวหน้า เพื่อจะทําให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ผมก็เลยมีความรู้สึกว่า งบประมาณฉบับนี้ผิดทิศผิดทางพอสมควร แต่เงินจํานวนมากที่ทําไปนี่หลายส่วนที่เป็น กระทรวงต่าง ๆ ผมเชื่อมั่นว่าทุกกระทรวงมีความพอใจที่อยากจะได้เงินกันทั้งนั้น แต่การที่มองแบบนี้ประเทศมันจะเดินไปไม่ได้ เพราะว่าไม่สนใจ ไม่เอาจริง
แล้วก็ขอให้รัฐนั้นมองถึงความเดือดร้อนของประชาชนในการสลาย การชุมนุมคราวนี้ด้วยว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เพราะว่าชีวิตคนนั้นสําคัญกว่าทรัพย์ ศาสนาสอนเรื่องปานาติบาตรข้อที่ ๑ ทรัพย์นี่ข้อที่ ๒ กฎหมายก็เลยบอกว่าชีวิตคน โทษหนักกว่าทรัพย์สิน การทําลายทรัพย์สินโทษนิดเดียวแต่ฆ่าคนตายโทษหนัก ฉะนั้นแล้ว ๒ อย่างนี้ตรงกัน แต่รัฐบาลชุดนี้ออกมาสื่อต่าง ๆ เน้นเรื่องทรัพย์สินโดนทําลาย ทั้งนั้น ต้องเน้นถึงชีวิตมนุษย์มันเรื่องใหญ่ ทั่วโลกเขาจะคบเราว่ายังเป็นมนุษย์อยู่ หรือเปล่าก็เพราะว่าเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดิฉันขอกราบเรียนชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านวุฒิพงศ์ ฉายแสง ได้กล่าวเกี่ยวข้องกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความจริงแล้ว เรื่องพลังงานทดแทนก็ได้ตอบคําถามไปแล้ว ก็คงทราบแล้วว่ารับเสด็จอยู่ที่ จังหวัดหนองคาย แต่ก็ทราบเรื่องอยู่ว่าในการจัดงานครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่แรก ดิฉันเข้ามาก็ถูกทูตญี่ปุ่นต่อว่าว่าเอาชื่อของบุคคลไปใส่ในโบรชัวร์ (Brochure) โดยที่ยัง ไม่ได้ขออนุญาต แล้วก็บุคคลที่มารับงานนี้ก็อยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อันนั้นก็เป็น เรื่องที่ผ่านไปก่อนที่ดิฉันจะมา แต่ที่มาทราบเรื่องก็เพราะว่าถูกต่อว่าว่าเอาชื่อบุคคลที่ยัง ไม่ได้รับการติดต่อ ไม่ได้เชิญ ไปใส่ไว้ในใบโฆษณา อันนั้นเป็นสิ่งที่รู้เรื่องนี้ก่อนเป็นเรื่องแรก ต่อมาทราบว่าเงินนี่ก็เห็นบ่นอยู่หลายครั้งว่าไม่ได้รับเงิน แต่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบ จากคณะกรรมการบริหารในการตรวจสอบและดูแลโครงการนี้ ความผิดไม่ได้อยู่ที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดิฉันขอพูดแทนนะคะว่าจัดดี หมายความว่า เป็นความคิดริเริ่ม แต่ว่าผู้ที่มารับงานนี่ไม่สามารถที่จะให้เอกสารได้ครบถ้วน แล้วก็ เปลี่ยนแปลง นิทรรศการไม่ตรงตามข้อตกลง ส่งเอกสารไม่ครบ ส่งเบิกแล้วงวดที่ ๑ งวดที่ ๒ เอามาเบิกใหม่ ก็ขอให้แก้ไขทุก ๆ ครั้งก็เสียเวลาไป ๓ เดือน จนกระทั่งวันที่ ๑๑ พฤษภาคมปี นี้เองนะคะ เขาตกลงกันแล้วว่างานที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลง ในปี ๒๕๕๑ ก่อนมีการจัดงานนั้นขอลดลง ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เพิ่งจะตกลงกัน เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคมปีนี้เอง เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนผ่านไปทางประธานว่า การที่อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมารับงานแล้วก็ยังไม่ได้รับเงินทั้งหมดนี่นะคะ เป็นผู้ที่มารับงานไม่สามารถที่จะทําตามเงื่อนไขของข้อตกลง มีการเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วก็การหาเอกสารมาก็ซํ้าซ้อน เพราะเหตุการณ์ตรงนี้ต่างหากที่ทําให้ไม่สามารถที่จะ จ่ายเงินได้ ก็กราบเรียนให้ทราบนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่มีนโยบาย ในการส่งเสริม ดิฉันกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดตั้งแต่ครั้งแรก ๆ มาที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ถ้าจําไม่ผิดนะคะ บอกว่าอยากจะส่งเสริมให้งบประมาณเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็น ๑ เปอร์เซ็นต์จากขณะนี้ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ก็บอกว่าให้ทําเป็นโครงการที่มีเอกชนมาร่วมด้วย ดิฉันเองรับนโยบายมาก็ไปสนับสนุน ให้เอกชนมาร่วมวิจัยกับทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็ไม่ได้ละเลย เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะยืนยันได้เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ ซึ่งกําลังจะมีเมืองวิทยาศาสตร์ที่จะมีเอกชนมาร่วมกับทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีจะทําการวิจัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาให้การอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมบนพื้นฐานของการค้นคว้าวิจัยแทนที่จะเป็นการรับจ้างทํางานทําของ อันนี้ก็อยู่ระหว่างการดําเนินงาน
อีกประการหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องพลังงานทดแทน ดิฉันก็ยืนยันได้ว่า ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ได้ละเลย ดิฉันอยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปว่า ๓๐๐ ล้านบาทที่พูดนี่นะคะ ดิฉันไม่เคยเห็นแล้วก็ไม่ทราบว่าเงิน ๓๐๐ ล้านบาทนี้อยู่ที่ไหนที่จะมาทําไบโอแมสไม่มีค่ะ ขอยืนยันว่าไม่เคยเห็นแล้วก็ไม่ทราบเรื่อง แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ได้ทํางานวิจัยทางด้านพลังงานทดแทน มาโดยตลอด ทั้งลม ทั้งแสงอาทิตย์ รวมถึงไบโอฟูเอล (Bio-fuel) หมายถึงพลังงานทดแทน จากพืช แล้วยิ่งไปกว่านั้นเราได้ทํางานร่วมกับทางประเทศญี่ปุ่นมา ๕ ปี ทํางานวิจัย เกี่ยวกับสบู่ดํา ก็อยากจะกราบเรียนให้พวกเราได้ทราบพร้อม ๆ กันว่าเราประสบความสําเร็จ ที่สามารถจะใช้สบู่ดําทําดีเซลก็ได้ ทําเบนซินก็ได้ ขณะนี้กําลังทําโรงงานต้นแบบ อยู่ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นพืชพลังงานที่ไม่ใช่อาหาร ตรงนี้คือ ความได้เปรียบของประเทศไทยที่เรามีผลิตผลทางการเกษตรมากมายหลายชนิด ที่สามารถจะใช้ผลิตผลทางการเกษตรเพื่อจะผลิตพลังงานทดแทน แล้วก็มีนโยบายของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติก็กําหนดไว้ชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรี ไปที่โคเปนเฮเกนในเวทีของภาวะโลกร้อนเกี่ยวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ท่านยืนยัน รู้สึกจะเป็นนายกรัฐมนตรีท่านเดียวที่ขึ้นไปอภิปรายบนเวที แล้วก็มีตัวเลขที่ชัดเจน ที่ประกาศให้ชาวโลกทราบว่าประเทศไทยมีนโยบายที่จะใช้พลังงานทดแทนจากปัจจุบันนี้ ๖.๔ เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๐๒๒ อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านประกาศให้ชาวโลกทราบแล้วเรากําลังเดินหน้าทําเรื่องนี้อยู่ ก็อยากจะ กราบเรียนให้ทราบโดยทั่วกันนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านนายกรัฐมนตรีจะขอชี้แจงสักนิดครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงสั้น ๆ ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องวิทยาศาสตร์การวิจัย ก็ขอเรียนว่านอกจากงบประมาณในส่วนของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่เรากําลังดําเนินการโดยนําเอาแผนของ ไทยเข้มแข็งเข้ามาสู่ในส่วนของงบประมาณด้วยก็คือโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งเป็น เรื่องที่สําคัญในการที่จะทําให้ความเข้มแข็งในด้านการวิจัยแล้วก็งานวิทยาศาสตร์ มีความก้าวหน้า
ประการที่ ๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมนะครับ ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปรายแล้วก็พูดถึงประเด็นที่ว่าเรื่องของชีวิตมีความสําคัญ มากกว่าทรัพย์ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งจะมีการอภิปรายในสัปดาห์หน้าก็คงจะได้มีการชี้แจงให้เห็นว่าแนวทางที่รัฐบาล ดําเนินการได้ใช้หลักที่ท่านพูดอย่างไรในการที่ตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ บังเอิญ ท่านได้กล่าวถึงกรณีของชาวต่างประเทศที่ถูกยิงในบริเวณที่เรียกว่าเป็นเขตอภัยทาน หรือวัดปทุมวนาราม ผมขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้อย่างที่กราบเรียนกับที่ประชุม ไปแล้วว่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ แต่ว่าในส่วนที่ผมรับรู้รับทราบแล้วก็เกี่ยวข้อง โดยตรงสามารถบอกกับท่านได้นะครับ มีชาวต่างประเทศที่ผมทราบว่าถูกยิง อย่างน้ อยก็มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของประเทศอังกฤษ ดิ อินดิเพนเดนท์ (The Independent) แล้วก็มีชาวต่างประเทศที่เป็นผู้ที่ทํางานในองค์กรระหว่างประเทศ อีกองค์กรหนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บ ที่ทราบนี่เหตุผลคืออย่างนี้ครับ ในช่วงคํ่าวันนั้นทางผม ได้รับการติดต่อมาว่าทําอย่างไรจึงจะสามารถเอาคนเจ็บออกจากวัดปทุมวนาราม เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล โดยต้องประสานเอาหน่วยงานที่เป็น หน่วยงานของเอกชนหรือองค์กรสาธารณะเข้าไปนําบุคคลเหล่านั้นออกมา ซึ่งทางผม แล้วก็มีท่านรัฐมนตรีบางท่าน เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ มีท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านพนิช วิกิตเศรษฐ์ เราอยู่ด้วยกันแล้วก็พยายามประสานงาน ความยากลําบากก็คือว่ารถที่จะเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นรถพยาบาลหรือว่าเจ้าหน้าที่ที่จะคุ้มกันไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะว่า กลุ่มที่เป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงแล้วก็ยิงอยู่นี่ไม่หยุดในการที่จะยิง รวมทั้งรถพยาบาลแล้วก็ องค์กรต่าง ๆ ที่จะพยายามเข้าไปช่วยเหลือ แต่ว่าสุดท้ายนี่ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ก็สามารถเข้าไปได้แล้วก็นําออกมา บุคคลที่ถูกยิงก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าตอนช่วงถูกยิงนี่ อะไรเป็นอะไร แต่ก็เป็นความเข้าใจ ความเชื่อ ซึ่งก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอยู่ หลายครั้ง เพราะเราก็ต้องการที่จะให้ความจริงปรากฏออกมา ฉะนั้นก็อยากจะเรียนชี้แจง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อนว่าในคืนวันนั้นพวกผมเองเป็นกลุ่มที่พยายามอย่างยิ่งที่จะ ประสานงานองค์กรเอกชนให้สามารถนําคนเหล่านั้นออกมารักษาพยาบาลได้ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ก็อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ แล้วก็เชื่อว่าจะมีการอภิปราย ในเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าต่อไป
คุณวุฒิพงศ์ ฉายแสง ขอรวบรัดด้วยนะครับเพราะเป็นรอบสองแล้วนะครับ
ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันที่ท่านรัฐมนตรี บอกผมก็คือช่วงที่จัดงานนี่ผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ท่านต้องรับผิดชอบงานนี้ทั้งหมดเอง ส่วนเรื่องเงินเรื่องทองนี่เขาบอกผมก็เมตตากับเขาหน่อยในฐานะที่เขาเป็นนักวิชาการ ก็ช่วยซัพพอร์ต (Support) กระทรวงอยู่แล้ว ส่งคนไปดูเขาแป๊ บเดียวก็รู้แล้วว่าเขาขาดอะไร ไม่ใช่ว่าคุยกันคนละทีอยู่อย่างนี้ ผมสังเกตที่เขามาฟ้ องผม เขาบอกคุยกันคนละที ไม่ได้มาเจอกัน เจอกันแป๊ บเดียวแล้วก็ไม่ได้ติดตาม เมตตาเขาเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็จบแล้ว เพราะว่าไม่มีอะไร ผมไม่ได้ตําหนิติเตียนท่านมากนักหรอกนะครับ แต่งานมันไม่เดิน แล้วก็มันไม่ได้จัดตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรี อะไรผิดพลาดนี่ท่านก็ต้องไปดูสิว่าอะไรมันไม่ดี ไม่ใช่มาโทษผม เพราะผมเป็นแค่คนกําหนดนโยบายเท่านั้นเอง กําหนดวันเท่านั้นเอง แต่ผมไม่ได้เป็นแล้วนะครับ
แล้วเรื่องที่มีการตายกันในวัดปทุมวนารามนี่ผมก็ได้รับข่าวทางโทรศัพท์ มาตลอดในช่วงนั้น ปรากฏว่าคนในนั้นไม่กล้าไปกับรถทหารหรือรถพยาบาลทั้งสิ้น เพราะกลัวว่าจะเอาไปฆ่าทิ้ง เขาก็โทรศัพท์คุยกับผมตลอด อันนี้เป็นเรื่องของความกลัว เพราะฉะนั้นคงต้องมีการสอบสวนกัน แต่ที่ผมพูดก็คือว่าเพื่อนผมนี่เขากลับมาจาก ต่างประเทศ นักข่าวต่างประเทศยันเลยว่าโดนทหารยิงในนั้น ซึ่งอันนี้เป็ นเรื่องที่ทําให้ผม ไม่สบายใจมากเลยนะครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอบพระคุณนะคะที่บอกว่าทางผู้ที่มารับงาน มาบอกว่าคุยกันคนละครั้ง ดิฉันร้อนใจเหมือนกันค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่ร้อนใจ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เลยนะคะ ก็เรียนกับท่านปลัดกระทรวงตลอดเวลาว่าช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเรียบร้อย แต่ปัญหาอยู่ที่เอกสารซึ่งทางราชการไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายได้เท่านั้นเอง เมื่อตกลง ให้ตัดเงินในส่วนที่ไม่ตรงกับข้อตกลงในสัญญาไปแล้ว ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็น่าจะ เป็นที่ตกลงกันแล้ว เพียงแต่ว่าเอกสารยังไม่ครบก็ไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายเงินได้ เท่านั้นเองค่ะ ก็อยากจะกราบเรียนว่าถ้าท่านสามารถที่จะติดต่อก็ให้ช่วยเอาเอกสารมาให้ ทางกระทรวง เงินรออยู่แล้วค่ะ ไม่ได้หวงเงินเลยนะคะ ร้อนใจเหมือนกัน ดิฉันอยากจะ กราบเรียนถามว่า ๓๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากทราบ อยากได้เหมือนกัน ๓๐๐ ล้านบาท อยู่ที่ไหนคะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณพิกิฏ ศรีชนะ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พิกิฏ ศรีชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนอื่นผมต้อง กราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายในเรื่องของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ในวันนี้ ซึ่งผมดูในรายละเอียดของงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้ำนบาท ต้องยอมรับนะครับว่าผมได้ฟังการอภิปรายของท่านผู้มีเกียรติหลายท่าน หลายท่าน ก็เห็นด้วย หลายท่านก็ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ในส่วนตัวผมนี่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าผมดูโครงการหลายโครงการ แผนงาน ยุทธศาสตร์หลายยุทธศาสตร์ที่เป็น ประโยชน์สําหรับพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการประกันรายได้สําหรับพี่น้องเกษตรกร พี่น้องถามผมมาตลอดว่าปีนี้จะมีอีกไหมท่าน ส.ส. ผมก็กล้าตอบนะครับว่าปีนี้รัฐบาล มีอีกแน่นอน ผมก็ดีใจที่เห็นรัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งพี่น้อง เขาบอกว่าดีเพราะว่าโครงการนี้ไม่ต้องเกี่ยว ไม่ต้องขุด ไม่ต้องขาย ก็ได้เงิน ขอให้ ไปขึ้นทะเบียน ฉะนั้นก็ขอสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปนะครับ ก็อยากให้รัฐบาลดําเนินการ ต่อไป
อีกโครงการหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์สําหรับคนชนบท คนบ้านนอก ในฐานะที่ผมเป็น ส.ส. บ้านนอก ชีวิตเกิดมาก็อยู่กับสังคมชนบท การที่รัฐบาลทําโครงการ ถนนไร้ฝุ่น ทําให้คนชนบทมีโอกาสได้สัมผัสกับถนนคอนกรีตในหมู่บ้าน ได้สัมผัสในเรื่อง ของถนนลาดยางเชื่อมระหว่างตําบล ระหว่างหมู่บ้าน ทําให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด และในชีวิตหนึ่งเขาก็ได้สัมผัสไม่มากนัก ฉะนั้นก็ต้องกราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ที่ท่านทําโครงการนี้
และอีกส่วนหนึ่งก็อยากฝากท่านนะครับว่าท่านได้ออกพื้นที่ ท่านไปรับปาก กับพี่น้องชาวจังหวัดยโสธรไว้เกี่ยวกับโครงการถนนไร้ฝุ่น โดยเฉพาะสายบ้านหนองแคน บ้านบุ่งคล้า เขตอําเภอเลิงนกทา ขยายเขตในเทศบาลทรายมูล ขยายเขตในเทศบาลป่ำติ้ว และเชื่อมช่วงระหว่างจากสามแยกไปถึงเลิงเก่า ซึ่งเหลือระยะทางอยู่ประมาณ กิโลเมตรกว่า ๆ ก็อยากฝากท่านรัฐมนตรีได้ช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วยครับ
อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้าสําหรับคนอีสาน ซึ่งต้อง ยอมรับว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลทุกยุคเข้ามาก็จะพูดถึงเรื่องความยากจน เรื่องความแห้งแล้ง จนซํ้าซาก แล้งซํ้าซาก แต่การแก้ไขปัญหาจริง ๆ แล้วไม่ค่อยได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง ภาคอีสาน ๑๙ จังหวัดมีประชากร ๑ ใน ๓ ของประเทศ มีพื้นที่ ๑ ใน ๓ ของประเทศ มี ส.ส. ๑๓๐ กว่าคนมากที่สุดกว่าทุกภาค แต่ปัญหาในเรื่องของการแก้ปัญหา ความยากจนและความแห้งแล้งไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ผมดูงบประมาณในปีนี้ ต้องยอมรับว่าในการบริหารจัดการเรื่องนํ้าเราได้รับงบประมาณน้อยมากครับ ก็อยากฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมอยากฝากอย่างเช่นจังหวัดยโสธรของผม โครงการ อ่างเก็บนํ้าลําห้วยโพงตอนบน ลําเซบายตอนบน ลําห้วยทม อ่างห้วยยาง ๔ แห่งนี้ เสนอมาเป็นสิบปีแล้วครับแต่ไม่เคยได้รับงบประมาณแม้แต่ครั้งเดียว ผมเคยคุยกับ ท่านรัฐมนตรีท่านก็บอกว่าจะดูแลให้ ผมก็คงจะกราบเรียนท่านนะครับว่าปีนี้ก็อยากให้ ท่านดูแลให้ผมหน่อยครับ เพราะว่าอ่างเก็บนํ้า ๔ แห่งนี้มันสามารถบรรจุนํ้าได้หลายสิบ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถ้ามีต้นทุนในการกักเก็บนํ้าดิบมันสามารถที่จะปล่อยนํ้ามาใช้ ทําการเกษตรได้ ผ่านลําห้วยโพงซึ่งมีระยะทางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ลําเซบาย ๖๐ กว่ากิโลเมตร พื้นที่ในการใช้ ๕ อําเภอ จากอําเภอเลิงนกทาลงมาสู่อําเภอไทยเจริญ ลงมาสู่อําเภอกุดชุม ทรายมูลและป่ำติ้ว ผมเคยคุยกับท่าน ผอ. กรมชลประทาน ถ้าเป็นไปได้ถ้าเราสร้างอ่างเก็บนํ้าตรงนี้สําเร็จเราสามารถทําสถานีสูบนํ้ากั้นลําห้วยโพง กั้นลําเซบาย อย่างลําหวยโพงที่ไปสํารวจแล้วสามารถกั้นได้อย่างน้อย ๆ ๑๕ แห่ง ลําเซบาย ๑๔ แห่ง สามารถที่จะทําสถานีสูบนํ้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ แต่ละแห่งไม่ตํ่ากว่า ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ไร่ จะแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้าได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าไร่ ก็อยากฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขอความกรุณาท่านช่วยดูแลเรื่องนี้ ด้วยนะครับ เพราะว่าแต่ละปีอย่างจังหวัดยโสธรของผมต้องมีเงินชดเชยเฉพาะเรื่อง ค่าภัยแล้งปีหนึ่งไม่ตํ่ากว่า ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท ทั้งนํ้าท่วม ทั้งนํ้าแล้ง ทําไมเราไม่เอาเงิน ในส่วนนี้มาบริหารจัดการเรื่องนํ้าให้มันเกิดประโยชน์และสามารถแก้ไขปัญหาระยะยาว ให้กับพี่น้องคนอีสานและพี่น้องจังหวัดยโสธรของผมด้วย ขอกราบขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญคุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ๒๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพครับ การพิจารณางบประมาณในวาระแรก ขั้นรับหลักการมีประเด็นที่จะพิจารณาได้หลายมิติ แต่ในห้วงเวลาอันจํากัด ผมให้ความสําคัญกับนโยบายของรัฐบาล มีประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายที่ผม ให้ความสําคัญตามลําดับดังนี้ครับท่านประธาน
ประเด็นแรก การจัดงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมกับท้องถิ่น ไม่เป็นไปตาม นโยบายกระจายอํานาจ ซึ่งรัฐบาลมักจะกล่าวอยู่เสมอว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับ การกระจายอํานาจ ในปี งบประมณ ๒๕๕๔ นี้รัฐบาลได้จัดงบให้กับกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ โดยเป็นงบอุดหนุน ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๕๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เป็ นปัญหาก็คือ งบเงินอุดหนุน จํานวน ๑๕๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลได้เอาสัดส่วนที่ท้องถิ่น ควรจะได้รับนํางบนั้นไปพัฒนาตามแผนงานตามอํานาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่กลับ ไปตั้งงบให้กับนโยบายของรัฐบาลคือโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ๒,๙๔๒ ล้านบาท โครงการ อสม. เชิงรุก ๗,๒๔๐ ล้านบาท แล้วก็โครงการสร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ ๓๑,๐๖๘ ล้านบาท รวมเป็นเงินถึง ๔๑,๒๕๐ ล้านบาท รัฐบาลได้จัดงบประมาณเช่นนี้ เป็นปีที่ ๒ ปีที่แล้วรัฐบาลได้จัดงบเช่นนี้ใน ๓ โครงการ เป็นเงิน ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ถึงท้องถิ่นจะได้รับงบเพิ่ม แต่รัฐบาลก็มาเอาโครงการในส่วนที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เอามาไว้ในงบของท้องถิ่นที่เขาควรจะได้เป็นเงินถึง ๔๑,๒๕๐ ล้านบาท ดังนั้นสัดส่วน ต่อรายได้สุทธิที่รัฐบาลจัดเก็บได้ที่จะจัดสรรให้กับท้องถิ่น ๒๕ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ หรือ ๒๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ก็จะเป็นเพียงตัวเลขสวย ๆ ที่ทําให้ท้องถิ่น ถ้าไม่ได้ตรวจข้อมูล ดูภายในก็จะนึกว่าตัวเองปีนี้ได้รับงบเพิ่มขึ้น แต่จริง ๆ แล้วรัฐบาลได้เอาโครงการที่เป็น นโยบายของรัฐบาลมาใส่ไว้ในสัดส่วนของท้องถิ่น เป็นไปได้ไหมครับใช้งบกลางแล้วก็ให้ ท้องถิ่นเขาใช้งบที่หายไป ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้เขาได้พัฒนาท้องถิ่นของเขา ตามแผนงานโครงการของเขาที่ควรจะได้รับ
ในประการต่อมาครับท่านประธานเรื่องต่อเนื่อง งบอุดหนุนที่เหลือ ๑๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แยกเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และเงิน อุดหนุนเฉพาะกิจ ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท สําหรับงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไป ๘๖,๐๑๕ ล้านบาท เป็นงบเจ้าปัญหาครับท่านประธาน ทําไมผมถึงบอกว่าเป็นงบ เจ้าปัญหา เพราะว่าที่ผ่านมาเป็นงบกระจุกตัว ไม่กระจายไปยังท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม เห็นได้ชัดเจนที่สุดในปีสองปีที่ผ่านมามีเรื่องอื้อฉาวอย่างมากที่สุดในเรื่องของการซื้อ งบประมาณหรือซื้อโครงการ ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คณะกรรมการการกระจายอํานาจ หรือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นรอง ปรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณางบอุดหนุนทั่วไปเสียใหม่ได้ไหมครับ
ประการแรก อย่าให้มาวิ่งเต้นงบนี้ที่ส่วนกลาง ถือกระเป๋ำเงินมาเอา โครงการ แต่จัดสรรให้กับท้องถิ่นโดยใช้เกณฑ์รายหัวประชากร ให้ชาวบ้านเขาคิดเองครับ ท่านประธาน เขามีแผนพัฒนาท้องถิ่นซึ่งผ่านการประชาคมอยู่แล้ว ผ่านการประชาคม อย่างนี้อยู่แล้ว อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ากระจายอํานาจ ไม่ใช่ว่าเอาอํานาจนั้นมาไว้ ที่ส่วนกลาง แล้วก็เลือกที่จะจัดสรรไปยังท้องถิ่นที่เป็นพวกพ้องของตนเองเท่านั้น ท้องถิ่นที่ไม่ได้รับงบประมาณในปีสองปีที่ผ่านมาเขาเรียกร้องมากครับท่านประธาน ผมอยากจะให้เรื่องนี้ได้เป็ นนโยบายสําคัญในการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะกล้าเปลี่ยนแปลงไหมครับ ผมคาดการณ์ว่าไม่กล้า เพราะพรรคนี้ ผมเคยอภิปรายในสภาเมื่อปีที่แล้วว่าเขาอาจจะขี่คอท่านอยู่ ทําไมผมพูดเช่นนั้น เพราะมี เสียงเล่าลือต่าง ๆ นานาตลอดมาว่าเป็นการต่างตอบแทนในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้สนับสนุนรัฐบาล แต่ผมอยากจะชี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่างบประมาณ ที่เราหามาได้นั้นได้มาด้วยความยากลําบาก
ประการสําคัญ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทปีนี้งบขาดดุล เราต้องไปกู้เขามา ผมได้ฝากพิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ ผมไม่ใช่พูดลอย ๆ ครับท่านประธาน ผมจะยกตัวอย่าง กรณีงบกระจุกตัว เอาแค่จังหวัดเดียวครับท่านประธาน จังหวัดนครราชสีมา ในพื้นที่ของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ซึ่งรับผิดชอบดูแล ท้องถิ่นอยู่ คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการได้กําหนดวงเงินที่จังหวัดนครราชสีมา ควรได้รับ ๕๖๙ ล้านบาท แต่ด้วยอํานาจของรัฐมนตรีสามารถที่จะเอางบไปลงที่จังหวัดของตัวเอง ๙๘๘ ล้านบาท เกือบพันล้านบาทครับท่านประธานเกินกว่าจังหวัดอื่นเขาไปเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านจังหวัดอื่นเขากินแกลบหรืออย่างไรครับท่านประธาน ผมคิดว่าเขาจําเป็น ที่จะต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่นของเขาเช่นกัน ท่านอย่าคิดว่า จังหวัดนครราชสีมาซึ่งกว้างใหญ่งบจะกระจายไปยังพื้นที่ ส.ส. ท่านอื่นในลักษณะ ที่ทัดเทียมกัน ไม่ใช่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ของรัฐมนตรีที่คุมท้องถิ่น ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่ได้ข้อมูลจาก ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ๓-๔ คน ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั่นแหละ ที่ให้ข้อมูลกับผม นี่ในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม
นอกจากนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมจะยกตัวอย่างงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ขณะนี้เรากําลังพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ผมได้ข้อมูลจาก ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา หลายท่านบอกว่างบประมาณปี ๒๕๕๒ ขณะนี้เกือบ ๗๐ โครงการเป็นเงินประมาณ ๑๒๐ ล้านบาทของจังหวัดนครราชสีมายังจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ อย่างนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างไร ที่จัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ ส.ส. เขาส่งเรื่องเข้าไปในคณะกรรมาธิการติดตาม การบริหารงบประมาณ ส่งเรื่องเข้าไปในคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. เขาบอกว่ายังฮั้วกัน ไม่ลงตัว โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างเสร็จไปแล้วก็ไม่ลงอินเทอร์เน็ต นี่ข้อมูลผมไม่ได้มีลอย ๆ ส.ส. จังหวัดนครราชสีมาให้ข้อมูลผมมาทั้งหมด ผมถึงอยากจะเรียกร้ อง ท่านนายกรัฐมนตรีในปีนี้ขอให้จัดสรรงบประมาณเป็นรายหัว อย่าให้มาวิ่งงบประมาณ ที่ส่วนกลาง ไม่อย่างนั้นท้องถิ่นก็จะลําบากในการที่จะมีงบประมาณมาพัฒนาในพื้นที่ ของตัวเอง
ในประเด็นที่ ๓ ผมสนใจงานที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่า นโยบายต่อไปนี้สําคัญมาก รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ในนโยบายเร่งด่วนที่จะเร่งดําเนินการในปีแรก การแถลงว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน แสดงว่าเป็ นเรื่องสําคัญต้องดําเนินการในลําดับแรก ต้องมีแผนงาน มีโครงการ มีงบประมาณรองรับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเร่งด่วนไว้ในข้อ ๑.๑.๑ ในเอกสารหน้า ๕ ดังนี้ เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยใช้
๑. แนวทางสันติ
๒. รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย
๓. หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติ ทุกกรณี
ผมเห็นว่าวาทกรรมนี้เป็นนโยบายที่เลิศที่สุด และจะดียิ่งถ้าทําได้จริง ผมคิดว่านโยบายนี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตํารวจสลายการชุมนุม ทางการเมืองของพันธมิตรเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในขณะนั้นเป็ นสมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคนบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นจะ ๑ คนในขณะนั้นหรือ ๘๘ คนในขณะนี้ก็คนไทยเหมือนกัน ญาติพี่น้องมีความเจ็บปวดเหมือนกัน ด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชนในขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ตั้งคําถามกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าเป็นคนหรือเปล่า ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตั้งคําถามว่า
๑. เป็นคนหรือเปล่า
๒. แม้ม็อบพันธมิตรจะผิดแต่รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิจะทําร้ายประชาชน
๓. ระบบการเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทําร้ายจากภาครัฐ แต่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ
สรุปก็คือต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน นั่นเหตุการณ์เมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผมคิดว่า ณ สถานการณ์ขณะนี้ต่อความปรองดอง ที่จะเกิดขึ้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพูดว่าเราอยู่ในบ้านเดียวกัน ผมเห็นว่า จากแผนปรองดองที่ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอก็จะต้องมีแผนงาน มีโครงการ มีงบประมาณรองรับ ซึ่งก็คงจะใช้งบกลางหรืองบไหนก็ตามแต่ ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาล คงวางแผนไว้อยู่แล้ว แต่ผมมีข้อเสนอเพื่อที่จะให้งบประมาณนั้นได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดหรือบางส่วนอาจจะไม่ใช้เลยก็ได้คือแผนปรองดองที่จะใช้งบประมาณนั้น ควรพิจารณาอยู่ใน ๒ ประเด็นหรือ ๓ ประเด็นเป็นอย่างน้อย
ประเด็นแรก ทราบมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีกําลังจะตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ที่ราชดําเนินเมื่อ ๑๐ เมษายน ผมไม่กล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีหรอกครับว่าสั่งฆ่าประชาชน ผมไม่มีสิทธิจะกล่าวหา แต่คงจะต้อง ตรวจสอบว่ารถถัง รถสายพานลําเลียง ออกมาได้อย่างไร พลแม่นปืนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ตึกสูงได้อย่างไร ทําไมสลายในช่วงกลางคืน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าต้องมีการตรวจสอบ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายชุดดําที่อ้างว่ามาช่วยผู้ชุมนุมนั้น ต้องตรวจสอบเช่นกัน และต้องตรวจสอบอย่างยิ่ง เพราะชาวบ้านเขาก็สงสัยเนื่องจากว่ามีความคล่องแคล่ว เกินบุคคลธรรมดาในการใช้อาวุธ ในการหลบหลีก ชาวบ้านเขาสงสัยว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เหมือนกันหรือเปล่าแต่อยู่คนละค่าย นี่คือสิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบจากบุคคลที่มี ความเป็นกลางและเป็นที่น่าเชื่อถือ
ประเด็นต่อมา ในส่วนของเหตุการณ์ที่จะต้องตรวจสอบก็คือการกระชับวงล้อม ที่ราชประสงค์ ผมมีพยานบุคคลซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ชื่อนายเพิ่มสุข ใจเย็น เป็นคนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เขาอยู่ในวัดปทุมวนาราม ในช่วงเกิดเหตุ เขาถูกจ้องยิงแล้วก็หนีสุดชีวิตครับท่านประธาน แต่กระสุนโดนโคนขา เขาหนีตายสุดชีวิต แล้วต่อมาก็ได้ยินเสียงว่ามีการยิงพยาบาลที่เข้าไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน นายเพิ่มสุข ใจเย็น พ่อเป็นทหาร มียศร้อยเอก เป็นนายทหารอยู่ที่ ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี เขาบอกว่าเขาเห็นทหารมาตั้งแต่เด็กตั้งแต่จําความได้ เขายืนยันว่าปื นที่จ้องยิงมายังเขานั้นเป็ นทหาร ก็คงจะเป็ นพยานบุคคลที่จะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะใช้คณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยืนยัน อีกคนหนึ่ง เพราะเป็นของจริงที่ประสบด้วยตนเองด้วยการถูกยิงจากเหตุการณ์จริง ในวัดปทุมวนาราม
ในประเด็นสุดท้ายซึ่งผมเห็นว่าเป็นประเด็นสําคัญและถือเป็นหัวใจ ในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะต้องมีการใช้งบประมาณในงบกลาง หรือไม่ใช้งบกลาง ในแผนปรองดองในโอกาสต่อไป คือกรณีมีคนตาย ๘๘ คน บาดเจ็บเกือบ ๒,๐๐๐ คน สูญหายอีกยังไม่ทราบจํานวน เมื่อเช้าผมอ่านหนังสือพิมพ์มติชนมีมูลนิธิหนึ่งกําลัง ตรวจสอบคนสูญหาย สํารวจในเบื้องต้นสูญหายไปแล้ว ๒๕ คน ต้องมีการพิสูจน์ ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ว่าผู้ตาย ผู้บาดเจ็บเกือบ ๒,๐๐๐ คน มีการพิสูจน์ตามหลัก วิชาการ คนตายมีอาวุธอยู่ในมือหรือไม่ คนตายมีอาชีพอะไรเป็นหลักเป็นแหล่งหรือไม่ อาชีพของเขาเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือไม่ ประการสําคัญประการสุดท้ายต้องมี คนรับผิดชอบ ที่สําคัญคือความรับผิดชอบทางการเมือง ผมมีความเห็นเป็นการส่วนตัว ด้วยความเคารพท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเคารพนับถือท่านมานาน และขณะนี้ก็ยังหวังที่จะ เห็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองของท่าน ผมเคยอภิปรายในการสลาย การชุมนุมเมื่อเมษาเลือดปีที่ผ่านมา ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทางการเมือง ผ่านมา ๑ ปี นึกไม่ถึง ณ ขณะนี้ผมต้องกลับมาอภิปรายซํ้าจุดเดิมว่าอยากจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิ ผมเป็นคนชนบทมาจาก บ้านนอก ผมรู้ครับว่าในชนบทเขาร้อนรุ่มอย่างไร ผมไม่อยากจะให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราไม่คาดคิดมันจะเกิดขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะเป็นกุญแจสําคัญในการที่จะ ถอดสลัก ความเห็นส่วนตัวด้วยความเคารพ ผู้ใหญ่ในพรรคของท่านที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์มาก ผมคิดว่าให้เขาทําหน้าที่แทนท่านเถอะครับ และท่านนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างสง่างาม ให้คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นได้ตรวจสอบ อย่างสบายใจ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าแผนปรองดองขั้นที่ ๑ ถ้าจะเกิดขึ้นในการลดอุณหภูมิ ทั้งหลาย นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบทางการเมือง หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จากพรรคของท่านซึ่งเป็นผู้ใหญ่ท่านใดก็ตามแต่ ผมคิดว่าหากเขามาทําหน้าที่นี้จะทําให้ บ้านเมืองเกิดความสงบสุขขึ้น อย่างน้อยในช่วงรอยต่อของเหตุการณ์ ณ ขณะนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจง ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก คือเรื่องของงบประมาณส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ขอรับข้อสังเกตของ ท่านสมาชิก แล้วก็ยอมรับว่าปัญหางบประมาณของท้องถิ่นในช่วง ๒-๓ ปีนี้จะยังมีปัญหา อยู่พอสมควร ประการหนึ่งก็คือมันมีนโยบายสําคัญของรัฐบาลหลายนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ แม้กระทั่งเรื่องของอาหารกลางวัน นมโรงเรียน ซึ่งในที่สุดเราจําเป็นต้องทํางานผ่านท้องถิ่นเนื่องจากว่าท้องถิ่นเขาก็จะเป็น คนที่ทราบข้อมูล แล้วการไปขึ้นทะเบียนอะไรต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยท้องถิ่น แล้วการจ่ายเงิน ที่สะดวกที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นพึงจะกระทํา แล้วโดยส่วนตัวผมก็อยากเห็น ท้องถิ่นมีบทบาทสําคัญในงานทางด้านสวัสดิการและสังคมมากขึ้น เพราะว่าหลายครั้ง คนก็จะมองไปที่ท้องถิ่นและคิดถึงเฉพาะเรื่องของการทําโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน กายภาพ แต่ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้งบประมาณในส่วนนี้ซึ่งเติบโตค่อนข้างมากนําเข้าไปรวม แล้วก็ถือเป็นสัดส่วนของท้องถิ่น ท้องถิ่นก็มีความรู้สึกว่าส่วนเงินที่เป็นของเขาเอง ที่มีอิสระในการดําเนินการมันก็ลดลง ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้มีการหารือกับท้องถิ่นมาโดยตลอด ผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์ทางการคลังเริ่มดีขึ้นมา วันข้างหน้าก็จะมีการเพิ่มแล้วก็ถ่ายโอน ภารกิจเพื่อที่จะให้งบของท้องถิ่นเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น แล้วเราก็กําลังอยู่ในระหว่างการทบทวนว่านโยบายที่ออกไปจากส่วนกลางสมควรที่จะ ถอดออกมาจากงบของท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้บางเรื่องเช่น งบผู้สูงอายุทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เองก็อยากจะ สนับสนุนให้ใช้ระบบของธนาคารเป็นหลักด้วยซํ้า ซึ่งก็อาจจะไม่ต้องไปนับอยู่ในส่วนของ ท้องถิ่น ก็กําลังมีการทบทวนดําเนินการต่อไป
ส่วนประเด็นที่สอง ที่อยากจะกราบเรียนชี้แจงอีกครั้งหนึ่งก็คือเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผมก็เคารพความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย แล้วก็ เชื่อว่าท่านมีเจตนาที่ดี อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าการยกเอาคําพูดของผมมา ความจริงเมื่อวานนี้ก็ได้มีการชี้แจงถึงความแตกต่างในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเงื่อนไข ของเหตุการณ์ รวมไปถึงการตัดสินใจของผมตลอดระยะเวลาตั้งแต่มีการชุมนุมเป็นต้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผมได้พูดเอาไว้นั้นผมได้ดําเนินการตามหลักคิดแนวทางนั้นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็ นการรับฟังข้อเสนอที่เป็ นเหตุเป็ นผลของผู้ชุมนุม แต่ความแตกต่าง ก็จะเป็นในเรื่องปัญหาของการที่มีการใช้อาวุธ แล้วก็มีการดําเนินการหลายอย่าง ซึ่งทําให้การทํางานของภาครัฐ ซึ่งความจริงแล้วก็ได้พูดไปเมื่อสักครู่ว่าพยายามที่จะดู วิธีการที่จะนําบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุดจะทําอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ ประการที่ ๑ เราคงจะต้องมีการตรวจสอบกันในสัปดาห์หน้า ประการที่ ๒ รัฐบาลก็พร้อมที่จะรับการตรวจสอบ โดยขณะนี้ก็มีความพยายามในเรื่องของ คณะกรรมการอิสระ และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าจะมีองค์กรอิสระอย่างน้อย ๒ องค์กรที่เข้ามาดําเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเขาก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา แล้วอีกด้านหนึ่งก็เข้าใจว่าคณะกรรมการป้ องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็คงจะต้องพิจารณาเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเอง ได้ไปนําเสนอในเรื่องของการที่จะสอบสวนหรือมีการถอดถอนผม และท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ผู้บริหารระดับสูงในวงราชการ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการตรวจสอบไป ผมก็จะขอยืนยันว่า การแทรกแซงเรื่องขององค์กรอิสระหรือใครก็ตามที่จะมาสอบข้อเท็จจริงนั้นไม่มีแน่นอน
ส่วนปัญหาว่าขณะนี้ท่านบอกว่าในชนบทหรือในพื้นที่ซึ่งมีผู้ชุมนุมเดินทาง กลับไป ผมก็เข้าใจว่าเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ท่านก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มบุคคล ซึ่งมาร่วมชุมนุมอยู่เป็นเวลา ๒ เดือนเศษ ๆ แล้วก็เดินทางกลับไปนั้น ข้อมูลที่เขาได้รับ อยู่ตลอดก็คือข้อมูลที่ได้จากเวทีของการชุมนุม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเรื่อง ของความเชื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุม ยกตัวอย่างเช่นที่มีการพูดถึง ที่วัดปทุมวนารามเวลาเกิดเหตุการณ์ยิงหรืออะไรขึ้นมาเราไม่แปลกใจหรอกครับว่า คนที่นั่นต้องมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นทหาร เหมือนที่เพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่งอภิปรายไป ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าไม่กล้าที่จะไปขึ้นรถของรัฐที่จะนําตัวไปรักษาพยาบาลเพราะเกรงว่า จะถูกเอาไปฆ่า เอาไปทําร้าย ซึ่งผมก็ขอกราบเรียนยืนยันว่าทางภาครัฐไม่เคยมีนโยบาย หรือแนวคิดเช่นนั้นเลย แม้กระทั่งช่วงที่มีการนําเสนอในเรื่องของการมีเขตอภัยทาน ผ่านองค์กรเอกชน ทางเราก็เสนอด้วยซํ้าว่าที่จริงดีที่สุดคือให้พ้นจากพื้นที่การชุมนุมออกมา ข้ามถนนมาก็ได้ แล้วเราก็ยืนยันเลยว่าใครที่มาในเขตนี้แล้วก็จะมีการอํานวยความสะดวก ให้กลับบ้านจะไม่มีการจับกุม ไม่มีการทําร้ำยทั้งสิ้น เพราะเราก็เกรงครับว่า ถ้าเขตอภัยทานอยู่ในเขตพื้นที่การชุมนุมแล้วเราจะไม่สามารถห้ามคนที่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เจตนาของเขตอภัยทานซึ่งมุ่งไปที่เด็ก ผู้หญิง คนชรา แต่อาจจะมีทั้งการ์ด (Guard) แล้วมีคนที่มีอาวุธเข้าไปไปปะปนอยู่มันก็จะผิดจากเจตนารมณ์ที่หลายฝ่ายต้องการ แต่นั่นละครับความเชื่อนี้อย่างที่ผมกราบเรียนครับ เป็นเรื่องซึ่งข้อมูลต่าง ๆ จะต้อง มีการนําเสนอออกมา และแน่นอนครับเมื่อข้อเท็จจริงมันปรากฏ ผมคิดว่าเราจะมีความชัดเจน ในเรื่องของความรับผิดชอบต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนผมก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ดี ซึ่งเป็น ฝ่ายการเมืองนั้นก็จะต้องมีการดําเนินการตามความเหมาะสม อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะ กราบเรียนยืนยันว่าต้องดูที่ข้อเท็จจริงด้วยว่าเหตุทั้งหมดมันเกิดขึ้นอย่างไร และภาครัฐ มีการตัดสินใจอย่างไร ส่วนที่ท่านเสนอแนะว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จะดําเนินการอย่างไร ผมสบายใจออย่างหนึ่งว่าในพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใคร เป็นเจ้าของครับ เพราะฉะนั้นถ้าข้อเสนอของท่านเป็นเรื่องที่เหมาะสมพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะพิจารณา แล้วผมก็เป็ นสมาชิกพรรคคนหนึ่ง ฐานะของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อาจจะ ไม่ค่อยเหมือนหัวหน้าพรรคการเมืองอื่นนะครับ จะขึ้นอยู่กับสมาชิกเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ถ้าสมาชิกเห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมนั้นท่านไม่ต้องห่วงหรอกครับ เป็นเรื่องที่พรรค สามารถดําเนินการได้ และผมไม่เป็นอุปสรรคอยู่แล้ว ก็กราบเรียนเพื่อให้ท่านได้มี ความสบายใจ แล้วก็ขอยืนยันครับว่าการเดินหน้าตามแผนปรองดองต่าง ๆ ซึ่งผมกระทํานั้น ก็จะเดินหน้าไปอย่างเต็มที่ แล้วเราก็จะพิจารณาต่อไปครับว่าเรื่องที่เหมาะสมนั้น ควรจะเป็นอย่างไร
คุณหมออสิจะขอใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ ต้องขอรวบรัดด้วยนะครับ เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไว้ชัดเจนแล้วนะครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสตูล ผมอยากให้ ท่านประธานช่วยควบคุมการประชุม ความจริงพวกผมไม่อยากประท้วงมากหรอกครับ บรรยากาศมันก็ดีอยู่นะครับ ทีนี้การพูดก้าวไปถึงเรื่องที่มันลึกเกินไป ละเอียดเกินไป สัปดาห์หน้าก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ท่านประธานก็เห็นครับ คือจริง ๆ เมื่อกี้ผมไม่อยากประท้วงนะครับ จริง ๆ ผมประท้วงได้ ถ้าท่านไม่พูดถึงว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องลาออก นี่มันการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือครับ ท่านประธาน ก็ฟังใช่ไหมครับ ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก มันเป็นการอภิปรายงบประมาณนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุม พวกผมเองไม่อยากไปพูดถึงตากใบ ที่ว่าคนตายตั้ง ๗๘ คนโดยที่ไม่มีอาวุธ แล้วใครต้องรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ต้องรับผิดชอบ ผมก็ไม่อยากไปพูดถึง
อย่างนี้ครับ ผมจะพยายามฟังการอภิปรายแล้วก็ควบคุมการอภิปรายให้อยู่ในกรอบนะครับ ซึ่งก็ต้องเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างก็พูดออกนอกกรอบทั้งสิ้นครับ ผมนั่งฟังอยู่ เมื่อกี้ท่านชนินทร์ก่อนผมขึ้นมาก็พูดครับ แต่มันอยู่ในย่านที่เราพอรับได้แล้ว เราน่าจะฟังซึ่งกันและกัน เมื่อกี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ชี้แจง ผมว่าชัดเจนดีนะครับ ก็คงวินิจฉัยตามนี้ละครับ
หลักการที่ถูกต้องผมว่าท่านประธาน วินิจฉัยผิดนะครับ
ผมก็จะพยายามไม่ให้
ถ้าท่านคิดว่าทางนี้ผิด ๆ มันเสมอกัน ไม่ใช่ครับ ท่านประธานต้องทําให้ถูกทั้ง ๒ ข้างสิครับ
คือผมก็จะต้องดูว่ามันออกนอกกรอบจนเกินไปหรือเปล่า โดยเจตนาหรือเปล่า แล้วก็จะ พยายามทําให้บรรยากาศการประชุมมันไปได้อย่างต่อเนื่อง การประท้วงให้น้อยที่สุด ผมพยายามเต็มที่อยู่แล้วครับ
ขออนุญาต คือถ้าท่านประธานควบคุม การประชุมได้ดี ผมไม่อยากให้พวกผมทําผิดเหมือนกัน ผมพูดตรง ๆ นะครับ คืออยากให้ ทั้ง ๒ ฝ่ายไปตามกรอบ แล้วมันจะไปได้ด้วยดีสวยงามนะครับ แต่ถ้าท่านประธานว่า ทางโน้นผิดทางนี้ก็ผิดเหมือนกันมันก็เสมอกัน มันไม่ใช่ครับ ท่านต้องรักษาข้อบังคับ การประชุมครับ เพราะฉะนั้นใครผิดท่านก็ต้องทําให้มันถูกต้องครับ
ผมก็พยายามรักษาข้อบังคับการประชุมมาโดยตลอดครับ จะสังเกตว่าเมื่อคืนบรรยากาศ ค่อนข้างดีในระหว่างที่ผมทําหน้าที่ อาจจะมีเกินเลยบ้างนิดหน่อย ประธานก็จะต้องใช้ ดุลยพินิจของตัวเองว่าเกินเลยเกินไปหรือเปล่า ถ้าเกินเลยประธานก็ต้องทําหน้าที่ ในการทักท้วงเองครับ
ผมก็เชื่อในดุลยพินิจของท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานล่วงหน้าเลยครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณสุพัชรี ธรรมเพชร เดี๋ยวครับพอดีคุณชนินทร์จะขอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ ท่านประธานไม่เอ่ยชื่อผมผมก็คงจะไม่ใช้เวลาสภา ให้เสียไปหรอกครับ แต่ว่าท่านประธานพูดถึงผมว่าพูดนอกกรอบ ผมเสียหาย ก็ขออนุญาตที่จะใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เมื่อสักครู่ที่ผมอภิปรายมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ งบประมาณและเป็นข้อเท็จจริง เพราะว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นแล้วมัน เกิดความเสียหายแล้วรัฐจําเป็นจะต้องใช้งบประมาณเข้าไปเยียวยา เพราะฉะนั้นผมจะ ถามว่ารัฐบาลได้เตรียมงบประมาณตรงนี้หรือไม่ อย่างไร แล้วงบประมาณที่ตั้งมันตั้งอยู่ บนสมมุติฐานที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องถอนคําพูดว่า ผมไปพูดนอกกรอบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ที่บอกว่าพูดนอกกรอบนั้นไม่ได้มีเจตนากล่าวร้ายคุณชนินทร์ แล้วผมก็บอกว่าพูดได้เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง สมาชิกทุกฝ่ายที่พูดออกนอกกรอบ ก็คิดว่าตัวเองพูดในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องแทบทั้งสิ้นนะครับ ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นก็ขอให้เราพยายามรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วประธานจะมีดุลยพินิจเองว่า ถ้าคุณออกนอกกรอบจนเกินไปประธานก็จะเป็ นคนทักท้วงเอง ซึ่งคุณชนินทร์ พูดออกนอกกรอบก็เป็นเหตุผลที่พูดได้ครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ถ้าเพื่อการปรองดองเมื่อคืนผมก็บอกนะครับว่าพยายามงดเว้นพูดเรื่องเก่าให้น้อยที่สุด มันก็จะทําให้บรรยากาศในการประชุมเป็นไปได้ด้วยดีก็เป็นข้อเสนอ คุณสุพัชรี ธรรมเพชร ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ดิฉันได้มาอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งในครั้งนี้รัฐบาลได้ กําหนดวงเงินงบประมาณไว้ จํานวน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้ำนบาท และรัฐบาลได้ มีการกําหนดยุทธศาสตร์หลัก ๆ ๘ ยุทธศาสตร์ไว้ด้วยกัน แต่ที่ดิฉันมีความสนใจก็คือยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์ การจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยได้จัดสรร งบประมาณไว้จํานวนทั้งสิ้น ๒๑๙,๗๙๗.๓ ล้านบาท ซึ่งถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็น ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ในส่วนยุทธศาสตร์นี้เราได้มี การบูรณาการกระทรวงไว้ ๒ กระทรวงด้วยกันที่จะมีการจัดการในยุทธศาสตร์นี้ก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ ใน ๒ กระทรวงนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจของภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นไปที่ให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทน ทางการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะว่าจะทําให้เกิดความเป็นธรรม อย่างทั่วถึง และเกิดความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน ดิฉันก็ยังเห็นด้วย อีกว่ารัฐบาลได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรทําการเกษตรตามแนวพระราชดําริ ทําการเกษตรอินทรีย์และลดการใช้สารเคมีในการปรับปรุงคุณภาพดิน ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ ลดปัญหาการทุจริต และไม่บิดเบือนกลไกทางการตลาด จากการสํารวจความคิดเห็นค่ะท่านประธาน ในโครงการนี้ท่านประธานทราบไหมคะว่าพี่น้องเกษตรกรจํานวนมากได้รับประโยชน์ จากโครงการนี้ และได้รับความพึงพอใจจากโครงการนี้เป็นอย่างมากค่ะ ดิฉันคิดว่าถึงแม้ โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ใหม่และเริ่มต้นครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็มีหลายฝ่าย แล้วก็มีหลายภาคส่วนที่ออกมาชื่นชมและให้กําลังใจในการทํางาน แม้กระทั่งชื่นชม อยู่ในใจโดยไม่เปิดเผยก็มีค่ะท่านประธาน เมื่อคืนดิฉันก็ได้นั่งฟังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านได้ชี้แจงถึงการทํางานในส่วนของกระทรวง พาณิชย์ ดิฉันนั่งฟังแล้วก็เห็นถึงแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของการขยายการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดิฉันเห็นว่าวันนี้ ประเทศไทยของเราได้มีการสร้างชื่อเสียงในเรื่องของการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเราเป็นอย่างดีค่ะ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง ข้าวสังข์หยด ของจังหวัดพัทลุงที่ดิฉันได้พูดถึงอยู่บ่อย ๆ วันนี้ได้เริ่มเป็นที่รู้จักของต่างประเทศแล้วค่ะ ล่าสุดตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็ นประเทศเพื่อนบ้านของเราก็ได้มีการสั่งซื้อ ข้าวสังข์หยดลอต (Lot) แรกแล้ว จํานวน ๔๐๐ กิโลกรัม พี่น้องผู้ปลูกข้าวสังข์หยด ในจังหวัดพัทลุงก็มีความตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมากค่ะ พวกเขาได้มีการสร้าง มูลค่าเพิ่มของข้าวสังข์หยด โดยบรรจุใส่ถุงสุญญากาศถุงละ ๑ กิโลกรัม แล้วเขาก็ได้ ขายกันกิโลกรัมละ ๗๐ บาท และตอนนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวสังข์หยดมีไม่เพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และในปีหน้าดิฉันคิดว่าปริมาณแล้วก็ความต้องการข้าวสังข์หยดก็จะมี มากขึ้น ดิฉันจึงมีความกังวลในเรื่องนี้มากค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงอยากจะฝากไปยังรัฐบาล ฝากไปยังกระทรวงพาณิชย์ ฝากไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หันมาให้ ความช่วยเหลือและดูแล ตลอดจนสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ในเรื่องกระบวนการพัฒนา ในเรื่องกระบวนการคุณภาพการผลิตทุกอย่าง เพื่อที่จะสร้างโอกาสให้กับพี่น้องเกษตรกร ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แล้วก็สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติเราต่อไป ฉะนั้นดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอบคุณค่ะ
ขอสมาชิกงดใช้เสียงในห้องประชุมด้วยนะครับ ต่อไปเชิญคุณสรวงศ์ เทียนทอง ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว พรรคประชาราช ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย ที่สละเวลาให้กับพรรคประชาราช กระผมเองยืนขึ้นมาวันนี้ขออนุญาตใช้สิทธิการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็อีกนัยหนึ่งก็คือการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน คณะกรรมาธิการการป้ องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ผมเองได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลา ๒ ปี ที่ผ่านมา แล้วก็พวกเราทํางานกันทุกพรรคการเมืองครับ เรามีการลงไปดูพื้นที่จริง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทางภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ ในเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งกระผมเองแล้วก็ทีมงานกรรมาธิการก็ได้ ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาโดยมี ท่านสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ เป็นประธาน ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ก็ได้มีการศึกษาว่าการที่ประเทศไทยนั้นละเลยในการที่จะดูแลรักษาพื้นที่ พวกเรานั้นไปให้ความสําคัญมาก ๆ เลยกับการที่เพื่อนบ้านของเรา ประเทศกัมพูชาจะเอา พื้นที่ ๔ ตารางกิโลเมตรอะไรก็ว่าไป แต่เราลืมนึกไปว่าธรรมชาติได้กัดกินพื้นที่ของ ประเทศไทยปีหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ ทั้งจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนกรุงเทพมหานครบางส่วน ซึ่งบางจุดนั้นเป็นที่น่ากลัวมาก ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องภัยแล้ง พวกเราได้มีโอกาสที่จะลงพื้นที่ไปในจังหวัดสุโขทัย จังหวัดกําแพงเพชร แล้วก็ทางภาคอีสานหลาย ๆ จุดซึ่งพวกเราก็รู้กันดีอยู่ การที่เป็น ผู้แทนราษฎรเราก็ได้รับปัญหาที่ซํ้าซาก จุดที่มีนํ้าท่วม จุดที่เป็นภัยแล้ง ก็จะเป็นจุดที่ซํ้าซาก แล้วเราก็มีการขอความช่วยเหลือมายังภาครัฐ และทุกครั้งก็จะได้การช่วยเหลือ การเยียวยาแบบที่ไม่ค่อยจะคุ้มค่ากับพี่น้องประชาชนเท่าไร ผมเองได้ทํางานตรงนี้ ท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านก็ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงาน รัฐมนตรีหลาย ๆ ท่าน ยังมีการแซวเล่น ๆ ผมยังเคยแซวเล่น ๆ กับท่านอธิบดีอนุชา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อธิบดีกรมป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย บอกว่า ท่านเปลี่ยนชื่อกรมเป็ นกรมบรรเทาอย่างเดียวก็พอแล้ว เพราะว่าประเทศไทยนั้น ไม่มีงบอะไรเลยที่จะป้ องกัน เวลาภัยหนาวก็เอาผ้าห่มไปแจก เวลานํ้าท่วมก็เอาของ เอาถุงยังชีพ เอาอะไรไปแจก แต่เราลืมนึกไปถึงงบประมาณที่จะมาใช้ในการป้ องกัน ปัญหาที่เราก็รู้ว่าจะแก้อย่างไร แต่ไม่สามารถที่จะเอางบประมาณต่าง ๆ ลงไปแบบเป็นก้อน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเท่าที่ผมจําความได้ แล้วก็อยู่ในวงการเมืองเอง แล้วก็ ทํางานอยู่กับคุณพ่อคือท่านเสนาะมาตลอดก็จะเห็นงบประมาณแผ่นดินไทยค่อนข้างจะ เป็นเบี้ยหัวแตกในการที่จะกระจายไปแต่ละจังหวัด แต่ละกรม แต่ละกอง แล้วก็ไม่ได้รับ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน หลาย ๆ พื้นที่ที่เราลงไป จังหวัดสกลนครเอง ท่าน ส.ส. นิยม เวชกามา ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็ได้ยกปัญหาในเรื่องของหนองหานซึ่งมีเนื้อที่ ๗๐,๐๐๐ กว่าไร่ ซึ่งเป็ นพื้นที่เก็บนํ้า ๗๐,๐๐๐ กว่าไร่ แต่ไม่ได้รับการแก้ไขก็คือการที่นํ้าถูกโคลน ทับถมมาจนเป็นระยะเวลานานจนพื้นที่ ๗๐,๐๐๐ กว่าไร่ เก็บนํ้าไม่ได้เยอะเท่าที่ควร ก็มีการสืบเสาะหาปัญหาตรงนี้ แล้วก็อยากที่จะให้มีการแก้ไข ท่านทราบหรือไม่ว่าหนองหานนี่ถูกยกให้เป็ นความรับผิดชอบของกรมประมง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ควรจะอยู่ในกรมชลประทาน แต่ก็มีการถ่ายโอนอํานาจอะไรกันนี่ หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็ทํางานด้วยกันไม่ค่อยจะดีเท่าไร ผมเองแล้วก็ทางกรรมาธิการนี่เสนอ การแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่าง ตลอดจนรัฐสภาเองก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ในการศึกษาเรื่องนํ้า แล้วก็ได้ศึกษาเสร็จไปแล้วนะครับ แล้วก็รอวาระที่จะเสนอต่อสภา แต่ก็ขอฝากท่านผู้มีอํานาจในบ้านในเมืองตอนนี้ ผมอยากที่จะเห็นการแก้ปัญหาของ พี่น้องประชาชนแบบยั่งยืนหลังจากมีการชุมนุมเกิดขึ้น มีการจลาจล หรือว่า มีความเดือดร้อนของบ้านของเมืองเกิดขึ้นนี่ มีนักวิชาการ มีท่าน ส.ว. หรือท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านออกมาพูดว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทําเลยก็คือการยกระดับความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชนอย่างน้อยนะครับให้ดีขึ้น ไม่ต้องถึงกับเท่าเทียมแต่ขอให้ดีขึ้น คนในต่างจังหวัดผมก็ทราบดีนะครับว่าจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดก็ได้รับการแก้ไขปัญหา แต่ว่าบางจังหวัดนั้นไม่ได้รับการแก้ปัญหาเลย แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้มันน่ากลัวยิ่งขึ้น คือการขาดนํ้าต้นทุนนะครับ ยกตัวอย่างอย่างจังหวัดสระแก้วเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว การประปาส่วนภูมิภาคจะประกาศปิดการให้บริการนํ้าประปา เหตุเกิดมาจากว่าเราไม่มี นํ้าต้นทุน แต่ว่าก็ได้มีการช่วยเหลือจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วทางหน่วยงานภาครัฐเอง ก็มีส่วนช่วยผมได้ทําหนังสือถึงผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการช่วยเหลือในการทําฝนเทียม ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแบบเบื้องต้นก่อน แล้วผมก็มั่นใจว่าในหลายจังหวัด ในภาคอีสานก็ดี หรือว่าในภาคเหนือก็ดี ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะว่าปีนี้อย่างที่เรา ทราบกันดีนะครับว่าร้อนผิดปกติ แล้วก็ค่อนข้างที่จะแล้งผิดปกติ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาแต่ละอย่างของบ้านของเมืองต้องการอย่างยิ่งคืองบประมาณสิ่งที่พวกเรา มาพูดกันในวันนี้และเมื่อวานนี้ก็คือการที่จะจัดสรรงบประมาณไปในส่วนที่ถูกจุด ในการแก้ปัญหา ผมก็เห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่านที่เราควรจะตัดหรือว่าควรจะงด หรือว่าควรจะคงไว้ในส่วนที่พวกเราเห็นว่าไม่จําเป็นกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะเราจะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว ไม่เคยมีการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนนะครับ ท่านใดที่ไม่เคยลงไปสัมผัสแม่นํ้าใหญ่ ๆ ผมเรียนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็คือแม่นํ้าปิง แม่นํ้าวัง แม่นํ้ายม แม่นํ้าน่าน ว่าเป็นแม่นํ้าหลัก แล้วก็รวมเป็นแม่นํ้าเจ้าพระยา แต่ท่าน ส.ส. สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้พาพวกเราไปลงพื้นที่ แล้วก็เห็นว่าสามารถลงไปเตะฟุตบอลได้เลยในแม่นํ้ายม เวลาหน้าแล้ง เวลาหน้าฝนก็อย่างที่เห็น ๆ กันครับ บ้านเรือนก็ถูกนํ้าท่วม แล้วก็ จังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดหนึ่งที่ไม่สามารถที่จะทําฝนเทียมได้ในหน้าแล้ง เพราะว่า ประชาชนก็ต้องตากใบยาสูบ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราก็มองว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร ส่วนตัวกระผมเองแล้วการแก้ปัญหาในเรื่องนํ้าเป็นสิ่งที่สําคัญมาก แล้วผมมั่นใจว่า ใช้เงินไม่เยอะนะครับ เคยมีรัฐบาลหลาย ๆ รัฐบาลได้เสนอข้อแนะนําแล้วก็แผนต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาเรื่องนํ้าผมว่าน่าจะใช้เงินไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการแก้ปัญหา ทั้งประเทศในเรื่องนํ้า และผมมั่นใจว่าถ้าประชาชนในต่างจังหวัดมีนํ้าในการทําการเกษตร มีนํ้าในการทําปศุสัตว์ พวกเขาไม่เดือดร้อนครับ แล้วอะไรต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง ความเป็นอยู่ของเขาน่าจะดีขึ้น
ถ้าจําได้ผมก็เคยอภิปรายในเรื่องของงบประมาณเมื่อสมัยที่แล้วที่ผมเป็น ส.ส. ก็ขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ด้วยที่ทําให้ฝันของผมเป็นจริง แต่ว่าก็เป็นแค่บางส่วนนะครับ ผมเคยพูดไว้ว่าอยากจะเห็นน้องในต่างจังหวัดได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ ได้ใส่เสื้อนักเรียนที่มีชื่อ ปักตรงกับชื่อตัวเอง ได้ใส่รองเท้า ได้ใส่ถุงเท้า ก็ได้มีการแก้ปัญหาไปแล้วจุดหนึ่ง แต่ก็ขอให้เป็นการที่จะคงไว้ซึ่งนโยบายดี ๆ แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ ผมเองให้กําลังใจพี่ ๆ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ก็ขอฝาก ท่านที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีการตั้งขึ้นในวันนี้ ที่จะช่วยผลักดันให้มีการแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนนะครับ ผมมั่นใจว่าพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชน ประมาณ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยรอคอยอยู่ รอคอยที่จะได้รับการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยตรัสไว้ว่า ฝนกับนํ้าไม่ได้น้อยลง แล้วก็ไม่ได้มากขึ้นแต่ที่เก็บนํ้า หรือว่าคลอง หรือว่าบึง หรือว่าหนองนํ้าต่าง ๆ มันแห้งขอดลง มันมีการทับถมของดิน มันทําให้แม่นํ้าต่าง ๆ หรือว่าที่เก็บนํ้าต่าง ๆ นั้น น้อยลง และผมก็พยายามอย่างยิ่งที่จะทํางานในส่วนของคณะกรรมาธิการการป้ องกัน และบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ซึ่งมี ส.ส. หลาย ๆ ท่านได้ให้ ความร่วมมือ จริง ๆ แล้วดูเผิน ๆ อาจจะเป็นคณะกรรมาธิการที่ใหม่พอสมควร เพราะว่า เป็นครั้งแรกที่มี แล้วก็เป็นคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวเนื่องกับกระทรวงหลาย ๆ กระทรวง ซึ่งเราก็ได้รับความร่วมมือจากท่านรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่าน แล้วก็ท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่าน จากพื้นที่ ซึ่งเวลาเราลงไปในพื้นที่ต้องรบกวนท่านในการที่จะให้ท่านพาไปดูปัญหา ของพี่น้องประชาชนจริง ๆ
สุดท้ายขอยํ้านิดหนึ่งว่าขอฝากท่านกรรมาธิการ ตลอดจนท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง ฝากแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเกษตร ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ตลอดจนกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็ดีใจที่เห็นบางส่วนได้มีการเพิ่มงบประมาณขึ้นมา แต่กรมป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัยนี้ ผมเห็นว่ายังเป็นงบประมาณที่น้อยมาก ๆ แค่ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ แล้ว ถ้างบประมาณตรงนี้สามารถเพิ่มได้อีกก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เพราะว่าตอนนี้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เรามีพร้อม บุคลากรเป็นสิ่งที่สําคัญนะครับ มีโครงการโอทอส (OTOS) ขึ้นมา คือหนึ่งตําบล หนึ่งหน่วยกู้ภัย ซึ่งตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการจัดสรรให้มี โอทอสครบทุกจังหวัด ครบทุกตําบล แต่ว่าสิ่งที่ยังขาดอยู่คือบุคลากร แล้วก็ความเข้าใจ ของพี่น้องประชาชน บางท่านก็ได้มีการร้องเรียนเข้ามาว่าอุปกรณ์บางอย่างอย่างเช่น เครื่องตัดถ่างนี่เรามี แต่ว่าการที่จะไปตัดถ่างรถยนต์ซึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่นี่บางท่านก็ไม่กล้า เพราะว่าเรื่องของกรมธรรม์ เรื่องของการประกันของรถยนต์ก็จะไม่ประกันอีกแล้ว ถ้าเราไปตัดถ่างโดยที่ไม่ได้มีความจําเป็นนะครับ ก็ขอฝากตรงนี้ด้วย แล้วก็ขอให้ ท่านกรรมาธิการได้ช่วยเล็งเห็นความสําคัญของการแก้ปัญหาเรื่องนํ้าอย่างยั่งยืนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญคุณฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในส่วนของนโยบายประกันราคาพืชผลการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนของเกษตรกรไทย ท่านประธานครับ ในอดีตปั ญหานี้เคยเกิดขึ้นกับผู้ ใช้ แรงงานทั้ง ประเทศ ผู้ประกอบการทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ใครใคร่จ้างเท่าไรก็จ้าง ใครไม่เต็มใจค่าจ้างก็ตกงาน เมื่อไม่ต้องการแรงงานก็ลดค่าจ้างหรือเลิกจ้าง ทําให้ลูกจ้างถูกเอารัดเอาเปรียบจาก นายจ้าง เกิดปัญหาผู้ใช้แรงงานตลอดมา ต่อมาได้มีกฎหมายแรงงานเรื่องกําหนดอัตรา ค่าจ้างขั้นตํ่าให้ผู้ใช้แรงงานทุกระดับเพื่อประกันรายได้ขั้นตํ่าของผู้ใช้แรงงาน ปัญหานี้ ของผู้ใช้แรงงานก็ลดน้อยถอยลงและหมดไปในที่สุด ท่านประธานครับ ภาคเกษตรกร ที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องราคาพืชผลเกษตรตกตํ่าตลอดมา นายทุนหรือพ่อค้าคนกลาง ใครใคร่ซื้อเท่าไรก็ซื้อ พี่น้องเกษตรกรแม้ขาดทุนก็จําเป็นต้องขาย เมื่อเดือดร้อนมาก ๆ ก็รวมตัวกันประท้วง รัฐบาลทุกสมัยที่ผ่านมาก็ใช้นโยบายรับจํานํา เกษตรกรก็ไม่ได้ ผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการรับจํานํา เนื่องจากว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็ไปตกอยู่ที่มือ นายทุน พ่อค้าคนกลาง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบางท่าน พี่น้องเกษตรกรไทยจึงมี ความยากจนตลอดมา แต่หลังจากรัฐบาลภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศก็ได้นํานโยบายประกันราคาพืชผลขั้นตํ่ามาใช้ ทําให้ เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์กันทั่วหน้า ถือว่าเป็นยุคทองของเกษตรกรไทยและมองเห็น อนาคตอันสดใสของภาคเกษตรชัดเจนมากขึ้น ๆ ตามลําดับ แม้ว่าอาจมีข้อบกพร่องบ้าง เหมือนช่วงประกันแรงงานขั้นตํ่าในตอนแรกแต่รัฐบาลก็พยายามแก้ไข ตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงปัจจุบันรัฐบาลก็ได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากโครงการประกันราคาพืชผลขั้นตํ่า จนปัญหาต่าง ๆ ได้ลดน้อยถอยลงตามลําดับ และคาดว่าจะหมดไปหรือเหลือน้อยที่สุด จนยอมรับกันได้ในที่สุด ท่านประธานครับ จังหวัดชลบุรีถือว่าเป็นเมืองหลวงของ เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ผมได้ลงพื้นที่เยี่ยมเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังและพบปะ ผู้ประกอบการ พบว่าจากนโยบายประกันราคารายได้ขั้นตํ่าของรัฐบาลพี่น้องเกษตรกร และผู้ประกอบการมีความชื่นชมยินดีเป็นอย่างมาก เพราะทําให้มีกําไรจากผลผลิต ที่แน่นอน ผลผลิตมันสําปะหลังของประเทศไทยประมาณ ๓๐ ล้านตันต่อปี และปริมาณ ความต้องการใช้ทั้งในและต่างประเทศก็ประมาณ ๓๐ ล้านตันต่อปีเช่นกัน ยังไม่รวม ความต้องการที่จะมีการผลิตเอธานอล ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ยังมีโอกาสเพิ่มรายได้อีกมาก นโยบายประกันราคาพืชผลเกษตรกรจึงถือว่าเป็นนโยบาย ที่ดีของเกษตรกรเป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ ผมว่าโมเดล (Model) ประกันรายได้ ขั้นตํ่าถือเป็ นโมเดลที่ดีที่สุดในขณะนี้สามารถแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ระดับประเทศได้ เช่น ปัญหาผู้ใช้แรงงานในอดีต และขณะนี้กําลังใช้โมเดลนี้กับปัญหาความยากจนของ เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และควรใช้โมเดลนี้ กับอาชีพอื่น ๆ ต่อไป จึงเห็นควรอย่างยิ่งว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกกระทรวง ควรต้องทุ่มเทงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ดําเนินนโยบายประกันราคาพืชผลทางการเกษตร อย่างต่อเนื่อง จริงจัง และให้ครอบคลุมถึงภาคเกษตรอื่น ๆ ทุกชนิดต่อไปด้วย เพื่อให้เกิด การบาลานซ์ (Balance) ในทุกสาขาอาชีพ ส่วนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ ชุมนุม ผมก็รู้สึกอุ่นใจที่การประชุมพรรควันอังคารที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบายเร่งด่วนให้ความช่วยเหลือหลายอย่าง ทั้งเงินให้เปล่า เงินกู้ ดอกเบี้ยตํ่าไม่มีหลักประกัน เพื่อเยียวยาสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของพี่น้อง ที่เดือดร้อนให้ดีขึ้นโดยเร็วครับ ส่วนเรื่องใครผิดใครถูกคนทําย่อมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว เราดีหรือเลวอาจบิดเบือนปิดบังคนอื่นได้ แต่ปิดบังใจตัวเองไม่ได้เด็ดขาด ผมเชื่อว่า ทําดีต้องได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว
สุดท้ายผมอยากให้เรารักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหน ๆ จะอยู่พรรคไหน ๆ ก็ไทยด้วยกัน และที่สําคัญที่สุดเรามีพ่อหลวงพระองค์เดียวกัน เราควร หันหน้ามาปรองดอง รู้รักสามัคคีอย่างจริงจัง เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพ่อหลวง ของเรา ประเทศชาติของเราและประชาชนที่เราอาสามาเป็นผู้แทนจะได้มีความสุข อย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ช่วงนี้คุณผ่องศรีจะขอ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ วิปรัฐบาลนะคะ ดิฉันขออนุญาตรบกวนเพื่อหารือเรื่องกรอบเวลาเพื่อให้เป็นไปตามที่ได้ ตกลงกันไว้แล้วก็บริหารเวลา ณ ตอนนี้ทางฝ่ายค้านได้ใช้เวลาในการอภิปรายไปแล้ว ตั้งแต่ต้นถึงท่านสรวงศ์นะคะ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ๑๐.๔๕ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ก็จะเหลือเวลาที่จะบริหารได้อีกไม่เกิน ๒ ชั่วโมง แล้วก็ยังมีเวลาที่จะต้องทดในส่วนสํารอง ของฝ่ายค้านอีก ดิฉันเกรงว่าเท่าที่ตรวจสอบรายชื่อที่ท่านได้เสนอขึ้นมาทั้งหมดจะเกินไป ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นขอให้วิปของฝ่ายค้านได้ช่วยปรับลดเวลาของท่านที่ได้เสนอชื่อ ขึ้นมาแล้วนะคะ เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็จะไม่ได้เป็นไปตามเวลาที่กําหนด ตอนนี้ เท่าที่ตรวจสอบเกินไปแล้วเกือบ ๒ ชั่วโมงนะคะ ถ้าเป็นไปตามที่ท่านเสนอชื่อมา ขอกราบขอบพระคุณค่ะ
ก็ต้องขอทางวิปฝ่ายค้านช่วยปรับเวลาลดลงให้อยู่ในข้อตกลงที่เราได้ร่วมทํากันไว้ด้วย แต่ดูแล้วก็เกินไปนิดหน่อย จํานวนคนคงเดิมได้นะครับ แต่ใช้วิธีการปรับลดเวลา ของแต่ละท่าน ต่อไปท่าน ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย เดิมกําหนดให้เวลา ๑๕ นาที จะลดเป็น ๑๐ นาทีใช่ไหมครับ ก็แล้วแต่ท่านพิจารณาลดนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอตั้งข้อสังเกต แล้วก็ ตั้งข้อกล่าวหารัฐบาลสัก ๒ ข้อ
๑. การจัดงบประมาณในครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
๒. การจัดงบประมาณครั้งนี้หลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าเป็นการจัด งบประมาณต่างตอบแทนผู้มีพระคุณในการจัดตั้งรัฐบาล
นี่เป็นข้อกล่าวหาและข้อที่ไม่สนับสนุนในการที่จะให้ผ่านงบประมาณ ในครั้งนี้ ที่ผ่านมาในปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ติดตามในการใช้ งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้อย่างใกล้ชิด และมีข้อมูลหลายประเด็นที่จะนําเรียน ทั้งมีการที่จะเปิดเผยในวันนี้และเปิดเผยในวันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลชุดนี้ มีการทุจริตคอร์รัปชันในหลาย ๆ กระทรวง ทั้งที่ปรากฏตรวจสอบชัดเจนและอยู่ใน ระหว่างการตรวจสอบ ในการที่นํางบประมาณที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วเปลี่ยนแปลงพื้นที่ และโยกย้ายพื้นที่ในการดําเนินการ เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องของตนเอง โดยเฉพาะ ในการจัดงบประมาณมีการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาต่าง ๆ ที่พี่น้องประชาชนได้รับอยู่ในปัจจุบัน งบประมาณที่ได้รับในการจัดสรรปี นี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเป็นงบประมาณที่มากไหมกับความต้องการในปัจจุบัน ผมถือว่าเป็นงบประมาณที่ไม่มาก ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณจะมากจะน้อย มันขึ้นอยู่ที่การจัดการ รัฐบาลชุดนี้มีข้อครหามากมายในการจัดการ เพราะฉะนั้นในวันนี้ ที่หลายท่านได้มีการอภิปรายว่าการจัดการของรัฐบาลอยู่ในสมมุติฐานที่ถูกต้องหรือไม่
ผมตั้งข้อสังเกตต่อไปว่าในการตั้งสมมุติฐานการตั้งงบประมาณของรัฐบาล ในชุดนี้น่าจะผิดพลาด เพราะรัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นไปที่ให้ความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก ไม่ได้นึกถึงความสําคัญของความยากจน การแก้ปัญหาความเดือดร้ อนของ พี่น้องประชาชนให้ความสําคัญน้อยมาก ในการจัดงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณที่ลงไปในส่วนของกระทรวงที่น่าจะได้รับ การแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หลาย ๆ กระทรวงรวมกันแล้วยังไม่เท่ากับกระทรวง ที่ได้ชื่อว่าเป็นการดูแลความมั่นคง นั่นคือกระทรวงกลาโหม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ายุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้ดําเนินการนี้น่าจะมี ข้อบกพร่องแล้วก็มีข้อผิดพลาด ถ้ามีการกําหนดสมมุติฐานผิด ผลออกมาก็ย่อมจะ ผิดพลาด แน่นอนครับท่านประธาน รัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องของการที่จะได้มา ในงบประมาณปีนี้ ที่มาของรายได้ รัฐบาลตั้งที่มาของรายได้เอาไว้ที่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งขาดดุลเอาไว้อยู่ที่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลไม่ให้ความสําคัญกับปัจจัยเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ถือว่าเป็ นการตั้งงบประมาณที่ประมาทมาก ปัจจัยสําคัญเป็นปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่ผมกราบเรียนนั่นก็คือว่าปัญหาที่มัน เกิดขึ้นทั้งในอดีต ปัจจุบัน ทั้งในอนาคต รัฐบาลไม่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้
และที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ในเอเชียของเราก็เป็นปัญหาแทรกซ้อนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเกาหลีเหนือ ประเทศเกาหลีใต้ ที่กําลังเกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ นั่นก็คือปัจจัยเสี่ยงทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ที่มาของรายได้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เข้าเป้ำก็ต้องมาเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนอีก ในเรื่องของการที่จะขึ้นภาษี รีดภาษีจากพี่น้องประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงที่ได้รับงบประมาณเป็ นพิเศษ หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วก็คือกระทรวงกลาโหม ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปีที่แล้ว ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ถือว่ามากแล้วนะครับ ปีนี้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มไปอีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบกับกระทรวงอื่น ๆ งบยังไม่ถึงนี้เลย จะเอาไปทํา อะไรนักหนา รายละเอียดมีคนพูดไปแล้ว ผมไม่พูดต่อ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอแวะไปที่กระทรวงที่สําคัญ ๆ ที่น่าจะมี ปัญหาในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ นั่นก็คือกระทรวงคมนาคม ถ้ามีเวลาก็จะ แวะไปเยี่ยมกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ ถ้ามีเวลา
ผมขออนุญาตกราบเรียนในส่วนของกระทรวงคมนาคมที่ปีนี้รัฐบาล ให้ความสําคัญกับกระทรวงนี้มากน้อยแค่ไหน ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงคมนาคม รับผิดชอบในส่วนของการให้บริการพื้นฐาน การจัดโครงสร้างพื้นฐานมากมาย ผมดูงบประมาณที่ได้รับแล้วนี่ไม่น่าจะเพียงพอหรอก แต่ถึงอย่างไรก็ตามงบประมาณ ที่ไม่เพียงพอนี้แหละมันคืองบประมาณเจ้าปัญหา รัฐบาลให้ความสําคัญกับ กระทรวงคมนาคมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดง่าย ๆ ก็คือ ๓.๗๐ บาท จากเงิน ๑๐๐ บาท ในส่วนนี้ท่านประธานมองลึกลงไปอีกนิดหนึ่ง ในกรมที่ได้รับงบประมาณเป็นพิเศษ ในกระทรวงนี้ก็คือกรมทางหลวง ทั้ง ๆ ที่งบประมาณน่าจะลงไปในส่วนของ พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ไม่ว่าจะเป็ นถนนหนทาง ถนนไร้ ฝุ่ น หลาย ๆ จังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลาย ๆ คนที่เรียกร้องเข้ามาในสภา ปรึกษาหารือกับท่านประธานในความเดือดร้อนเรื่องถนนหนทางแต่กลับไม่ได้เอาใจใส่ เท่าที่ควร งบประมาณปีนี้กรมทางหลวงชนบทได้รับเพียง ๒๐,๗๐๐ กว่าล้านบาท ไม่มีความแตกต่างจากปีที่แล้วเลย กลับไปที่กรมทางหลวงได้รับงบประมาณเพิ่มอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านนั่นบ่งบอกถึงอะไร บ่งบอกถึงการให้ความสําคัญของพี่น้องคนเมือง มากกว่าคนในชนบท พี่น้องของพวกผมยายสี ยายแม้น ลุงมา ที่ต้องกินฝุ่ นมาโดยตลอดชีวิต ขณะนี้ก็ยังกินฝุ่ นอยู่ตลอด แต่ในส่วนที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบนั้นเอาใจ คนเมืองมากกว่าคนในชนบท ผมถึงเรียกร้องตรงนี้ว่าเหตุการณ์อย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น ในสังคม เพราะต่างประเทศไม่ว่าจะประเทศเกาหลีก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ถนนทุกสาย เขาเป็ นถนนไร้ฝุ่ นหมดแล้ว แต่บ้านเราให้ความสําคัญน้อยมากในเรื่องเหล่านี้ การไร้ฝุ่นนั้นจะลดในหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ ส่วน ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่เรื่องของ โรคภัยไข้เจ็บ คนที่ทนกินฝุ่น ดูดฝุ่น อยู่ตลอดเวลานั่นก็หมายถึงสุขภาพ การสัญจรไปมา ไม่สะดวก การคมนาคม การขนส่งไม่สะดวก ก็ย่อมส่งผลต่อผลผลิต ในการส่งผลผลิต ต้นทุนผลผลิตต้องสูงขึ้นอีก หลายสิ่งเหล่านี้รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เงินก้อนนี้มีงบประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การบริหารจัดการ น่าห่วงมาก เพราะอะไร เพราะที่มีข่าวแล้วก็มีการร้องเรียนเข้ามาขณะที่ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการการคมนาคมมีการร้องเรียนเข้ามา หมายถึงการจัดซื้อจัดจ้าง มีการจัดซื้อจัดจ้างล่วงหน้า ในกระทรวงคมนาคมมีการจัดสรรงบประมาณลงไปในส่วน ที่เป็นพวกพ้องของตนเองเท่านั้นที่มีการจัดซื้อจัดจ้างรับเหมาได้ เป็นข้อเรียกร้องเข้ามา นี่คือเป็นเหตุผลที่ทําให้พวกเราทุกคนนั้นเกิดความไม่สบายใจในการใช้จ่ายงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ที่มีข้อกล่าวหาอีกนอกเหนือจาก ที่งบประมาณไม่ไปแล้วนี่ ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นส่วนของพวกพ้องตนเองแล้วยังมีโยกย้าย งบประมาณ ในส่วนไหนที่ไม่ใช่พวกพ้องของตนเองงบประมาณไม่ต้องลงให้มันไม่ต้องไป ไปจังหวัดอื่นที่เป็ นพวกพ้องของตนเอง อย่าให้มีในงบประมาณปี ๒๕๕๔ ฝากกรรมาธิการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดด้วย ถ้ามีกรณีเช่นนี้ เรื่องนี้ในวาระที่สอง วาระที่สาม ไม่ผ่านแน่ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งในส่วนของการรถไฟ แห่งประเทศไทยน่าเป็นห่วงในส่วนของจุดตัดของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ทราบว่า ปีนี้รัฐบาลให้ความสําคัญมากน้อยแค่ไหน เพราะผมเคยอภิปรายไว้หลายครั้ง จุดตัดของ การรถไฟแห่งประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทุกจุดตัดควรจะได้รับการทําทางลอด หรือทําสะพาน หรือมีสัญลักษณ์ที่ชัดเจนในการปิดกั้น เพื่อป้ องกันอันตรายจากผู้สัญจร ไปมา
ในการเช่าพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยก็เช่นกันมีกลิ่นไม่ค่อยดี เท่าไร มีการฮั้วในการประมูลที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย การต่อสัญญาเช่าของ การรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิเฟส ๒ เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีกลิ่น ไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นต้องสะสางเข้าไปอยู่ในส่วนของการจัดดูแลในเรื่องการใช้จ่าย งบประมาณอย่างเคร่งครัด เงินกู้ที่กู้มานั่นก็หมายถึงภาษีของพี่น้องประชาชนที่จะต้อง รับผิดชอบในการจ่ายคืน
ท่านประธานที่เคารพ ผมไปที่กระทรวงทรัพยากรนํ้านิดหนึ่งเพราะเป็นเรื่อง สําคัญ ปีนี้เป็นปีพิเศษที่เกิดวิกฤติภัยแล้งอย่างมหาศาล แม่นํ้าโขงไม่เคยมีปรากฏการณ์ เช่นนี้มาก่อน ปีนี้แห้งเหือดสามารถที่จะเล่นฟุตบอลได้เลยในสนามชายหาด ปู ปลา หอย กุ้ง ต้องพินาศหมดเลย เพราะฉะนั้นอยากจะฝากเรื่องนี้ว่าการที่จะจัดการนํ้าเป็นเรื่องสําคัญ งบประมาณในเรื่องนํ้าน้อยมาก ถ้าจะกู้สัก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจัดการเรื่องนํ้าโดยตรงพวกเราไม่ปฏิเสธ สนับสนุนอย่างเต็มที่ ถ้ามีนํ้าพี่น้อง ภาคอีสาน ภาคเหนือ รับประกันได้เลยว่าไม่จน นี่ก็คืองบประมาณในส่วนต่าง ๆ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าฝากในเรื่องของการที่จะดูแลให้รัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณอย่างเป็นธรรม เพราะในปัจจุบันนี้สังคมเราแตกแยก สร้างความเหลื่อมลํ้า ทางสังคมมากในปัจจุบันนี้ก็เพราะการดูแลของรัฐบาลไม่เป็นธรรม สวัสดิการต่าง ๆ การบริการ การบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องเป็นธรรม เพราะฉะนั้นในส่วนของ งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ผมเองก็ต้องขออนุญาตที่จะไม่สนับสนุนเพื่อที่จะให้กลับไป แก้ไขมาก่อน ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
เดี๋ยวต้องขอให้ทางวิปฝ่ายค้านส่งตารางการอภิปรายที่ปรับปรุงเวลาใหม่แล้วให้ประธานด้วย ประธานจะได้เรียกไปตามนั้น ต่อไปเชิญคุณวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรครวมชาติพัฒนา ท่านประธานที่เคารพ ด้วยจิตสํานึกของการเป็นผู้แทนราษฎรที่ได้ทําหน้าที่ในวันนี้ ดีใจมาก ที่ได้มีการพิจารณางบประมาณด้วยเงินภาษีราษฎรในวันนี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๒ นั้น ๑,๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันก็ดีใจแล้ว พอมาถึงปี ๒๕๕๓ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันก็ดีใจขึ้นอีกเท่าตัว เมื่อได้ทราบว่า ทางรัฐบาลจะกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมารวมให้เป็ น ๒,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ในกรณีการกู้เงินนั้นมีปัญหา ในช่วงระหว่างนี้ก็คงอาจจะทําให้งบประมาณนั้นไม่ได้ ตามเป้ำหมาย พอมาถึงในปี นี้ปี ๒๕๕๔ ได้ทราบว่ารัฐบาลจัดงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันยิ่งดีใจว่าประชาชนชาวไทยทั้งหลายทั่วประเทศ ๖๕ ล้านคน จะได้รับเงินภาษีราษฎรนี้ด้วยการบริหารด้วยความตั้งใจของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อต้องการที่จะให้เงินภาษีราษฎรนั้นเข้ามาและใช้จ่ายให้กับเขาเหล่านั้นได้เต็มที่ ดิฉันได้รับหนังสือนี้ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ข้อ ๔.๒ การปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจภาคเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ดีใจมาก มาถึงข้อ ๔.๖ ได้รับงบประมาณเช่นเดียวกัน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ บริหารการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ จํานวนเงิน ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกัน ๒ ส่วนนี้ไปเกี่ยวข้องกับเกษตรกรหรือประชาชนรากหญ้าทั้งหลายซึ่งเป็นภาคเกษตร และภาคการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด
ทีนี้ท่านประธานที่เคารพ งบประมาณในปีนี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันไม่สามารถที่จะอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะหรือให้ข้อคิดเห็นแก่คณะกรรมาธิการ วิสามัญที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเพื่อพิจารณางบประมาณในเล่มนี้ ดิฉันได้อ่าน ในสมุดเล่มนี้ก็อยากจะขอฝากบอกว่าของกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ ได้รับเงินในปีนี้เพิ่มขึ้น ๒๓.๒ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเพิ่มขึ้น ดีใจนะคะสําหรับ กระทรวงมหาดไทย
พอมาถึงกระทรวงคมนาคม ในด้านของกระทรวงคมนาคม ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ พอมาถึงปี ๒๕๕๓ นี้ลดลง พอหลังจากลดลงแล้วก็ได้เงินจากเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมาทําด้านคมนาคมให้กับประชาชนทั้งหลายได้ดีใจขึ้นมา อีกยกหนึ่ง พอมาถึงปี ๒๕๕๔ เห็นงบประมาณอยู่ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นอยู่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ดีใจค่ะสําหรับกลุ่มเกษตรกร เพราะว่างบประมาณในภาคพื้นเกษตรได้อยู่ ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ในภาคพื้นของการคมนาคมก็ได้ ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๒ ส่วนนี้จะต้องแมทช์ (Match) กันนะคะ จะต้องผสมผสานกัน และคุณภาพ ให้เท่าเทียมกัน ทีนี้เผอิญว่าในงบประมาณที่กําหนดเอาไว้นี้ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ดิฉันเห็นดีเห็นชอบด้วยในการที่มีโครงการถนนไร้ฝุ่นเกิดขึ้น แต่อานิสงส์จากโครงการ ถนนไร้ฝุ่นนั้นมาจากเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้ประชาชนชาวรากหญ้าตามถนน ชนบทต่าง ๆ นั้นได้เห็นถนนที่มีฝุ่นและไม่มีฝุ่น ณ ปัจจุบันนี้ แต่ปรากฏว่าดิฉันได้ดูแล้ว กระทรวงคมนาคมเอื้อให้กับประชาชนด้านการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะ ขนส่งผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ชนบทออกสู่พื้นที่ทางหลวงแผ่นดินเพื่อต้องการ เข้าไปสู่ในตลาดและส่งออกไป ดิฉันได้มาดูแล้วเห็นความแตกต่างของกระทรวงคมนาคม ในด้านของกรมทางหลวงแผ่นดิน กรมทางหลวงแผ่นดิน ปี ๒๕๕๓ ได้งบประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ได้งบประมาณ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ดีใจมาก ๆ ค่ะ เพราะจะได้สร้างมาตรฐานสากลให้เข้าสู่นโยบายของรัฐบาล เพื่อต้องการให้ทางคมนาคม ได้สู่มาตรฐานของสากล เพิ่มขึ้น ๔๔.๘๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพ พอหันมาถึง กรมทางหลวงชนบท ในพื้นที่ชนบทที่จะต้องขนส่งผลผลิตออกจากพื้นที่การเกษตร ของตนเองเพื่อที่จะมาสู่ถนนมาตรฐานสากลและจะได้นําผลผลิตนั้นออกสู่ตลาด ท่านประธานที่เคารพ กรมทางหลวงชนบทนั้นได้รับงบประมาณเมื่อปี ๒๕๕๓ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ก็ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๔ แค่ ๓๓๒ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ ในอัตราส่วนที่จะให้กับชนบทชาวรากหญ้า เขาเหล่านี้ก็เสียภาษีเช่นเดียวกัน อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีหรือรัฐบาลชุดนี้ที่ดูแล การบริหารงบประมาณด้วยเงินภาษีราษฎรนั้นเผื่อแผ่ให้กับประชาชนทุก ๆ หย่อมหญ้าด้วย อย่าไปเผื่อแผ่ให้เฉพาะกลุ่มที่จะให้เข้ามาตรฐานสากล แล้วในกรณีมาตรฐานในพื้นที่ ของตนเองจากชนบทให้ได้มาตรฐานเป็นคนเมืองได้ไหม ก่อสร้างจัดเกลี่ยงบประมาณ ยังไม่ช้านะคะ ยังไม่ช้าที่จะเปลี่ยนแปลงงบประมาณส่วนนี้จากกรมทางหลวงแผ่นดิน เกลี่ยออกมาหรือไม่ก็จัดเอาในส่วนของกรมอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องของทางภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกรมชลประทานมีงบผูกพันมาหลายปี จัดงบประมาณนั้น ซ่อนเอาไว้อยู่หลายขั้นตอน ดิฉันไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ทันท่วงทีเพราะว่าเวลาก็จะ หมดแล้ว ก็คงจะต้องขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีในการบริหารงบประมาณนี้ หรือฝากให้ กรรมาธิการวิสามัญทุก ๆ ท่านในการดูแลทางหลวงแผ่นดินและกรมทางหลวงชนบท ขออานิสงส์ให้กับกรมทางหลวงชนบทด้วย จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อปี ๒๕๕๓ ได้รับ เงินกู้ในส่วนของการทําถนนไร้ฝุ่ นในพื้นที่ชนบทนั้นได้เข้ามาหมื่นกว่าล้านบาท แต่ในปี นี้ได้เพิ่มขึ้นแค่ ๓๐๐ กว่าล้านบาท จังหวัดมุกดาหารของดิฉัน ๑๒ สาย ๓๕ กิโลเมตร ถ้าจะให้ไร้ฝุ่นจริง ๆ ๓๕ กิโลเมตรน่าจะให้หมดไปแล้ว แต่ในปี ๒๕๕๔ นี้ ได้แค่ ๒ กิโลเมตร ๖๒๐ เมตรเท่านั้นเอง ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน
ต่อไปเชิญคุณประเกียรติ นาสิมมา ๑๕ นาที ถ้าสละสิทธิก็มอบให้ท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากพื้นที่จังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ ๒ วันที่ผ่านมานี้สภาของเราได้ใช้เวลาไปกับ การพิจารณางบประมาณที่จะใช้ในปี ๒๕๕๔ ผมขออนุญาตสารภาพกับท่านประธาน อย่างตรงไปตรงมาว่า ในอดีตที่ผ่านมาผมไม่เคยกระตือรือร้นที่จะร่วมอภิปราย การพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรเท่าไรนัก เพราะคิดว่าอย่างไรเสียรัฐบาล ก็ชนะอยู่วันยังคํ่า เพราะไม่เคยปรากฏเลยในรอบ ๓๒ ปีว่ารัฐบาลจะแพ้ในสภาต่อการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน แต่ปี นี้ผมมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ที่อยากจะมาแสดงความคิดเห็นร่วมกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่องบประมาณ ฉบับนี้ซึ่งถูกจัดทําจากรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันกล่าวได้ว่า เป็นงบประมาณฉบับที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ในงบประมาณฉบับนี้มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงที่หารายได้ เข้าประเทศ ยกตัวอย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวง อุตสาหกรรม ถึงแม้รัฐบาลจะชี้แจงหลายครั้งหลายหน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ด้วยตัวเองว่าได้เพิ่มงบประมาณให้ในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ในมุมมองของผมยังยืนยันว่า ยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควร กระทรวงทั้งสามที่ผมเอ่ยชื่อมานั้นน่าจะได้รับการสนับสนุน งบประมาณให้มากขึ้นเพื่อภารกิจที่จะสร้างรายได้เข้าสู่แผ่นดิน
กระผมอยากจะชี้ให้เห็นโดยเฉพาะเลยกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับ การจัดสรรงบประมาณมาเพียง ๖,๗๔๙ ล้านบาทเศษ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงนี้ได้มีการสร้าง ผลงานอย่างที่น่ายกย่อง เพราะในรอบปีเศษที่ผ่านมาหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อุตสาหกรรมคือสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้นําทีมงานออกไปเชิญชวน ต่างประเทศ ที่เราใช้ศัพท์หรู ๆ ว่าโรด โชว์เชิญชวนคนต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา จํานวนหลายแสนล้านบาท นั่นเป็นการสร้างงานให้เกิดขึ้นในประเทศ สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นในประเทศ แล้วทําให้คนในประเทศมีงานทํา ในขณะเดียวกันกระทรวงนี้ก็ได้ เดินทางออกไปต่างประเทศเพื่อนําคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ท่านประธานคงจะเห็น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศในระยะเวลา เพียง ๒ ทศวรรษ ความเจริญ ความก้าวหน้า นี่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็ นหลังมือ ประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความเป็ นอยู่ผิดแผกแตกต่างไปกว่า เมื่อ ๒๐ ปี ที่ผ่านมาอย่างมากมาย เหตุก็เพราะว่าคนจีนไปลงทุนต่างประเทศ ประสบความสําเร็จ ยามที่เศรษฐกิจในประเทศมีปัญหา คนจีนเขาก็ไปลงทุนต่างประเทศ แล้วก็นําผลกําไรจากต่างประเทศนั้นกลับไปส่งเสริมให้ประเทศของตนเองมีความเข้มแข็งขึ้น ผมเสียดายที่สภาผู้แทนราษฎรของเราเมื่อครั้งที่ยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ผมได้เสนอขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการกิจการชาวไทยโพ้นทะเล แต่น่าเสียดายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนร่วมสภาของผมยังมีความคิดล้าหลัง ไม่เข้าใจเรื่องของบทบาทกระทรวงกิจการชาวจีนโพ้นทะเล อย่างประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน หรือแม้แต่ประเทศไต้หวัน ๒ ประเทศนี้เขามีกระทรวงกิจการชาวจีนโพ้นทะเล และแน่นอนเขามีคณะกรรมาธิการกิจการชาวจีนโพ้นทะเลในรัฐสภาของเขา เขามีบทบาท อย่างมากในการที่จะเชื่อมโยงคนที่อยู่ต่างประเทศในการลงทุนสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ประเทศไทยของเรานี่เพื่อนสมาชิกคัดค้าน แล้วบางคนยังเย้ยหยันมองเป็นเรื่องตลก ผมว่าควรจะคิดใหม่ได้แล้ว หากมีโอกาสรีบตั้งคณะกรรมาธิการกิจการชาวไทยโพ้นทะเล เพื่อที่จะเป็นตัวเชื่อมตัวโยงให้พี่น้องคนไทยที่ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ต่างประเทศนําความเจริญ นําความมั่งคั่งกลับมาสู่ประเทศไทยของเรา นี่เป็นเรื่องที่ ๑
ที่ผมอยากจะฝากไว้ว่ากิจการของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้นสมควรที่จะได้รับความเอาใจใส่จากรัฐบาลให้มัน มากกว่านี้ น่าเสียดายครับท่านประธานขณะที่คิวของผมขึ้นอภิปรายเป็ นเวลา ๑๕.๔๐ นาฬิกา ครม. ทั้งคณะเหลือคุณอลงกรณ์เพียงคนเดียว นอกนั้นไปไหนหมด ผมขอย้อนยุคไปถึงสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกท่านประธานไปจิกหัว พวกรัฐมนตรีเข้ามานั่งในนี้ ไม่ใช่ไปนั่งในห้องกาแฟ ไม่ใช่ไปนั่งในมุมสําราญ มันต้อง มาฟังผู้แทนราษฎรเขาพูดอะไร เขานําสิ่งที่ประชาชนสะท้อนผ่านผู้แทนราษฎรมาสู่รัฐบาลนั้น รัฐมนตรีต้องมานั่งฟัง
นี่ผมกําลังจะเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทราบรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการยังอยู่หรือเปล่า ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ต่อจาก ท่านจุรินทร์ ผมเองเคยตั้งกระทู้ถามตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ตั้งแต่สมัย ที่คุณจุรินทร์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงเลขรับที่สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เลขรับ ที่ ๑๐๗๙/๒๕๕๒ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๔๕ นาฬิกา แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีโอกาสได้ซักกระทู้ในเรื่องนี้ ก็มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีไป ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีไม่กี่วันท่านได้ กล่าวไว้ ซึ่งมีหนังสือพิมพ์เอาไปรายงานข่าวน่าสนใจครับท่านประธาน ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้มีความเป็ นห่วงต่อคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ได้มีการแสดงความคิดเห็นโดยคณะกรรมการ การอุดมศึกษาว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งของรัฐ ทั้งของเอกชนไปตั้งวิทยาเขต ทั่วประเทศมากมายก่ายกอง บางแห่งก็ไปเช่าโรงแรมเป็นที่เรียน บางแห่งก็เช่าตึกแถว สอนหลักสูตรยอดฮิต (Hit) คาดว่ามีเป็นร้อยแห่งทั่วประเทศ อันนี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมการ การอุดมศึกษาเป็นห่วง เป็นห่วงวิทยาเขตทั้งหลายที่ตั้งขึ้นมาเป็นดอกเห็ดนั้นจะมี คุณภาพการศึกษาหรือไม่ แต่ผมมีเรื่องที่น่าห่วงใยมากกว่านั้น ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าผมตั้งกระทู้ถามตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนพฤศจิกายน นั้นก็เพราะจังหวัดราชบุรี ของผมนี่ ถ้าท่านประธานเข้าไปในพื้นที่จังหวัดราชบุรีท่านประธานจะเห็นภาพโปสเตอร์ (Poster) คัทเอาท์ขนาดใหญ่บอกว่าชาวจังหวัดราชบุรีขอขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและคณะ คณะของท่านมีใครครับ ตอนนั้นรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ผมถามว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวง ต้นทางของการสร้างวัฒนธรรมให้แก่คนในชาติใช่ไหม ทําไมล่ะครับ กระทรวงศึกษาธิการ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการอีกคนหนึ่งทําไมไม่มาใส่ รัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราไปไหน รัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการให้ดูแลสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีทั้งวิทยาลัยเทคนิคอยู่ที่อําเภอเมือง อยู่ที่อําเภอบ้านโป่ง มีวิทยาลัยสารพัดช่างอยู่ที่ อําเภอเมือง มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาอยู่ที่อําเภอปากท่อ มีวิทยาลัยเทคนิคอีกที่หนึ่งอยู่ที่ อําเภอโพธาราม ทุกคนเขารู้หมดว่าเป็นบทบาทในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีช่วยว่าการ นริศรา ไม่มีครับ นี่แสดงถึงความใจแคบของคนพรรคประชาธิปัตย์ จะขึ้นป้ำยทั้งทีก็น่าที่จะ เอื้อเฟื้อไปถึงเพื่อนรัฐมนตรีอยู่ในกระทรวงเดียวกัน นี่ขนาดกระทรวงเดียวกันยังไม่มี ความเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียว แต่ท่านประธานครับเป็นโชคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราอีก ที่ไม่มีรูปอยู่ในนี้ ถ้ามีรูปอยู่ในนี้ถูกคนจังหวัดราชบุรีหัวเราะตายชักเลยครับท่านประธาน บอกว่าคนจังหวัดราชบุรีขอขอบคุณที่สนับสนุนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี ติดทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านประธานครับ ผมบอกให้ อาจารย์สมใจซึ่งเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีไปเจรจากับ ส.ส. ในพื้นที่บอกให้ถอดป้ำยออก เวลานี้ก็ยังติดอยู่ประจานตัวเองอยู่อย่างนั้น ท่านประธานผมต้องใช้คําว่าประจานตัวเองอยู่อย่างนั้น เพราะว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี ตั้งมาเป็ นเวลานานแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ปี ๒๕๓๙ มีนักศึกษาเข้าเรียน ๔๙ คน ปี ๒๕๔๐ มีนักศึกษาเข้า ๕๖ คน เขาผลิตบัณฑิตมาแล้ว ๑๑ ปี ไปขึ้นป้ำยหาเสียงเป็ นผลงานของ พรรคประชาธิปัตย์ โกงแม้กระทั่งผลงานของคนอื่น บิดเบือนประวัติศาสตร์ บัณฑิต ๑๑ รุ่น ทั้งหมด ๕๗๑ คนจะก่อการประท้วง จะไปเผาป้ำย ผมบอกอย่าไปทํา เราเป็นอารยชน เราต้องไม่ทําอย่างนั้น ผมก็ส่งคนไปเจรจาบอกเอาออกเสียเถอะ เอาละ ผมบอกเลย พรรคประชาธิปัตย์ไปสั่งสอนกันเสียทีหลังอย่าทําอย่างนี้ นี่เป็น ส.ส. ใหม่ ป้ำยอย่างนี้ ไปรีบรื้อออก ท่านประธานครับ ป้ำยอย่างนี้ต้องรีบรื้อออกครับ ขณะนี้อยู่ที่ตําบลโคกหม้อ ๑ ป้ำย อยู่ที่ริมถนนเพชรเกษมขาเข้าเมืองมีทั้งหมด ๒ ป้ำย แล้วมีอยู่ที่วังมะนาว ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ ๑ ป้ำย อยู่ที่คลองโคนอีก ๑ ป้ำย ไปรื้อออกเสีย ผมให้เวลา ๓ วัน หลังจากนี้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต ผมเป็น ส.ส. แบบสัดส่วน ผมไม่เดือดร้อนหรอก ผู้สมัคร ส.ส. เขตเขาจะไปแจ้งความดําเนินคดี ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้ ส.ส. ด้วยกัน เพื่อนร่วมอาชีพเสียอนาคต พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๐ มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๕๓ บอกว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการ อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้น
ท่านเชาวรินครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณประเสริฐประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคงฟังเหมือนกับที่ผมฟัง วันนี้ท่านประธานเข้าใจ สมาชิกทุกท่านเข้าใจว่า เป็นการพิจารณาระเบียบวาระงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นี่ท่านพูดถึงพรรคพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ มันผิดครับ ท่านประธานต้องบอกให้สมาชิก วันนี้จริง ๆ เราอภิปรายด้วยดีมาโดยตลอด และอยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้ จนนาทีสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้ก็เป็นวันสําคัญทางพุทธศาสนา ทุกคนควรมีศีลธรรม ควรมีจริยธรรมครับ ขอบคุณครับ
ก็ต้องเรียนท่านเชาวรินนะครับ ขอความกรุณาอภิปรายรวบรัดด้วยนะครับ อยู่ในประเด็น ของงบประมาณ เพราะว่าเริ่มออกไปค่อนข้างมากครับ เชิญท่านต่อครับ
ท่านประธานครับ นี่มันอยู่ในงบประมาณ จะเอาเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปนี่เพื่อบริหาร
ก็ขอรวบรัดด้วยครับ เพราะว่าท่านเหลือเวลาอีกประมาณ ๓ นาทีกว่าครับ ขอรวบรัด ในประเด็นด้วยครับ
แล้วท่านประธาน ก็ดูด้วย การประท้วงมันก็ต้องประท้วงที่มีสาระด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่นึกจะพูดกูก็ขึ้นมาพูดว่า ประท้วง ๆ ผมก็พูดเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการถ้าไม่พูดเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วจะพูดถึงใครล่ะ ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการล่ะ
ท่านก็ต้องรวบรัดด้วยนะครับ
ท่านชินวรณ์ครับ ท่านไปทําบุญที่วัดเทพอาวาสเมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่านพระครูโสภณธรรมวาทีนี่บอก
ท่านต้องพูดกับประธานนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านต้องพูดกับประธานครับ แล้วก็ อภิปรายต่อครับ
ผมก็พูดกับประธาน แต่บางทีสายตามองไปด้วยไมตรีจิต จะไปมองประธานคนเดียวได้อย่างไร ก็ต้องมองไปที่ รัฐมนตรีว่าการบ้าง
คุณประเสริฐประท้วงต่อใช่ไหมครับ
ใช่ครับ ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ท่านประธาน ฟังผู้อภิปราย จริง ๆ สนิทกันครับ แต่ว่าเนื่องจากท่านเสียดสี ท่านบอกว่าขึ้นมาประท้วง ไม่รู้อะไร ท่านประธานก็เป็นคนวินิจฉัยแล้วใช่ไหมครับว่าให้อยู่ในกรอบ แสดงว่า ผมประท้วงมีเหตุมีผลครับ งบประมาณก็พูดไปสิครับ เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ กระทรวงศึกษาธิการพูดไปเลยครับ พูดให้เต็มที่เลยครับ แต่ไม่ใช่เรื่องของพรรคครับ
เอาละ คุณประเสริฐ พอแล้วครับ รู้แล้วครับ
ผมขออนุญาตไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกันนะครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ แล้วก็ขอให้ ท่านเชาวรินอภิปรายในกรอบด้วยครับ
เงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ท่านรัฐมนตรีชินวรณ์จะต้องเป็ นผู้ดูแลนั้นท่านต้องไปเริ่มด้วยการสร้างคนให้มี วัฒนธรรม มีระเบียบ มีวินัย อย่างเวลานี้เด็กนักเรียนมีปัญหา ท่านประธานครับ การศึกษาไม่ใช่ให้ความรู้อย่างเดียว องค์ความรู้อย่างเดียวไม่พอ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องเน้นความสําคัญเรื่องการอบรมศีลธรรมและจริยธรรมด้วย เด็ก ม. ๕ ตบเด็ก ม. ๑ เด็กผู้หญิงตบเสร็จปั๊บถ่ายคลิปไปอวดทั้งตลาดเลย มึงอยากแย่งแฟนกู เพียงแต่เด็ก ม. ๑ บอกว่าถ้าอยากได้คืนก็จีบคืนไปสิ อย่างนี้เป็นเรื่อง ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องรับผิดชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเอาใจใส่ หรือไม่ ผมพูดถึงเมื่อกี้นี้นิดหนึ่งบังเอิญคุณประเสริฐมาขัดจังหวะเลยไม่ครบ เนื้อถ้อยกระทงความ มาตรา ๕๓ กฎหมายเลือกตั้งบอกว่า (๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด ผมบอกให้เอาบุญก็ได้ครับ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ ของท่านประเสริฐหรอกของผมด้วยเพราะผมเป็นสมาชิกพรรคเก่า บัตรประจําตัวยังเก็บไว้ ด้วยความเป็นห่วงว่าสถาบันการเมืองแห่งนี้ควรที่จะเป็นตัวอย่าง เป็นสถาบันที่คนทั้งชาติ ชื่นชม เพราะฉะนั้นวัฒนธรรม จริยธรรม ต้องสมบูรณ์ ตรงนี้ผมเป็นห่วงว่า ส.ส. ใหม่คนนี้ จะถูกแจ้งความดําเนินคดีใน ๓ วันข้างหน้าถ้าไม่ไปถอดป้ำยออก แล้วป้ำยที่ ๒ พอได้ สายสะพายเส้นแรกก็ขึ้นเลยครับท่านประธาน ติดเหรียญผิดนี่ผมพูดตั้งหลายครั้งแล้วว่า ไม่มีสิทธิติดอย่าติด ผมพูดกับนายกรัฐมนตรีโดยตรงเลย นายกรัฐมนตรีน่ารักมาก วันหนึ่งเจอผมบอกพี่เชาวรินดูทีผมแต่งตัวถูกต้องไหม อย่างนี้น่ารักครับ การติด เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ไม่มีสิทธิติด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗ บัญญัติว่า มีโทษจําคุก ๑ ปี ไปเอาออกเสียป้ำยนั้นที่ใส่สายสะพาย โอ้โฮ ขอบคุณที่เลือกเป็น ส.ส. เลยได้สายสะพาย ติดเหรียญผิดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากตรงนี้ละ ไม่รู้จะไปฝากที่ไหน นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง งบประมาณเอาไปใช้จํานวนหลาย ๆ แสนล้านบาท เราก็ต้องสร้างคนให้มีคุณภาพ
ท่านประธานครับ มีเวลาเหลือน้อยนะครับ ผมขออนุญาตแวะมา ที่กระทรวงกลาโหมนิดหนึ่ง กระทรวงกลาโหม ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปใช้กับ ประชาชนของผม เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม กรมทหารราบที่ ๓๑ รักษาพระองค์ จังหวัดลพบุรี ทําหนังสือถึงผู้อํานวยการองค์การสวนสัตว์ขอใช้สถานที่ เอาทหารมาอยู่ในองค์การ สวนสัตว์ ๕๐๐ คน เสร็จแล้วในคืนวันที่ ๑๐ เมษายน นอกพื้นที่ประท้วงนะครับ นอกพื้นที่ ชุมนุม ในสวนสัตว์ไปฆ่าคนในสวนสัตว์ตาย ๑ คน เขาให้ผมร้องขอความเป็นธรรมให้เขา เขาไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง เขาปฏิบัติหน้าที่ดูแลสัตว์ อยู่ในสวนสัตว์ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ทหารมาขอใช้พื้นที่เป็นที่พัก แล้วมายิงคนของเขาตาย ผมมีรูปแต่ผมไม่แสดงหรอกเพราะรู้ว่าเดี๋ยวก็ประท้วงกัน เลื่อนลั่นสนั่นกรุง เอาไว้วันมะรืนนี้จะเปิดให้ดูกันเป็นฉาก ๆ เลย แล้วกระทรวงกลาโหม ซื้อยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางกับยานยนต์หุ้มเกราะล้อตีนตะขาบทุจริตทั้งนั้น แล้วปืนนี่ ไปซื้อมาแล้วถามว่าเอาคืนได้ไหม ที่หายไปเยอะแยะเอาคืนได้หรือเปล่าตรวจสอบด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณธานี
(นายสามารถ พิริยะปัญญาพร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีผู้ประท้วงนะครับ เชิญครับ
ขออภัยครับ ไม่ได้ประท้วงครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสามารถ พิริยะปัญญาพร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอขอบพระคุณท่าน ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อดีต ส.ส. จังหวัดราชบุรี ส.ส. แบบสัดส่วนเป็นอย่างสูงที่เปิดโอกาส ให้ผมได้พูดคุยในสภาในครั้งนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเวลาไม่มี โควตาไม่มีท่านก็เปิดโอกาส ให้ผมได้พูดครับ
ไม่เป็นไรครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงได้ครับ
พาดพิงครับ ก็ขอใช้สิทธิพาดพิง ที่ท่านเอาเรื่องป้ำยมาพูด ผมทราบมาหลายเดือนท่านพยายามที่จะตั้งกระทู้ถามในส่วนนี้ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสก็ใช้โอกาสนี้ ก็ขอชี้แจงให้กับท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาลแล้วก็ พี่น้องประชาชนได้รับทราบนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ใจแคบไม่เอารูป รัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราขึ้นมาด้วย เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการนริศรานั้นดูแล กรมอาชีวศึกษาไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ก็เลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่ประสาน งบประมาณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี งบ ๔๐๐ ล้านบาท ต้องขอกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ในขณะนั้นนะครับ แล้วก็รัฐมนตรีช่วยว่าการชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นอย่างสูง ที่ให้งบไทยเข้มแข็ง ๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งจังหวัดราชบุรีรอมา ๑๐ กว่าปีแล้วนะครับ ผ่านผู้แทนราษฎรหลายคน หลายครั้ง หลายพรรค ผมเป็นผู้แทนราษฎรใหม่เป็นมาปีเดียว หลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลอีก ๑ ปี ก็ได้งบไป ๔๐๐ ล้านบาท จากที่รอมา ๑๐ กว่าปี นะครับ ส่วนท่านอื่นคิดต่อนะครับว่าทําไมผมเป็ นแค่ ๒ ปี ได้งบประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท ขณะที่คนอื่นเป็ นมาหลายปี หลายสมัยไม่ได้รับ งบประมาณนะครับ
เรื่องที่สอง เรื่องของป้ำยนะครับ ผมเข้าใจว่าป้ำยนี้ก็เป็นการขอบพระคุณ เมื่อเราได้สิ่งที่ดีงามกับบ้านเรา ผู้ที่มีพระคุณเราก็ต้องขอบคุณ แล้วก็ขอบคุณในฐานะ ผู้แทนราษฎร ขอบคุณในฐานะชาวจังหวัดราชบุรีทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวผมเอง ตัวผู้ที่มีรูปในนั้นด้วยหรือว่าชาวจังหวัดราชบุรีทุกคนดีใจหมดนะครับ ทุกคนก็บอกว่า รอมานานแล้วจนได้รัฐบาลอภิสิทธิ์ถึงได้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทุกคนสรรเสริญกันหมด ทุกคนใจกว้างไม่ใจแคบนะครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ท่านพูดถึงป้ำย
ก็ต้องขอรวบรัดด้วยนะครับ
อีกประเด็นครับ เรื่องสายสะพายนะครับ ผมยอมรับจริง ๆ ครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๒ ปี แล้วผมได้รับ พระราชทานสายสะพายประถมาภรณ์มงกุฎไทย เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แล้วผม ก็สํานึกว่าการที่ผมได้รับสายสะพายนั้นเพราะประชาชนเลือกผมมานะครับ ถ้าผมไม่ได้รับ การเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรผมก็ไม่ได้รับสายสะพายใน ๒ ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนการที่ กล่าวหาว่าผมประดับเหรียญแรก เข้าใจว่าเป็นเหรียญ ๒๕ พุทธศตวรรษนะครับ หลังจาก ที่ผมได้ข่าวจากผู้ใกล้ชิดท่านผมก็ไปเช็กกับทางสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ก็ขอบคุณท่านอํานาจ พรหมา สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีท่านก็ไปค้นข้อมูลให้ ก็มีเรื่องของเหรียญ ๒๕ พุทธศตวรรษนะครับ เรื่องเกี่ยวกับว่าผู้ประดับอาจจะต้อง เกิดก่อนปี ๒๕๐๐ ผมก็เลยไปทําการลบเหรียญนั้นออกแล้วนะครับ ก็อยากให้ท่าน ลองไปเช็กดูนะครับ ถ้าป้ำยไหนยังไม่ได้ลบมาบอกผม เดี๋ยวผมจะไปลบให้นะครับ ผมเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเจตนาที่ดีไม่ได้มีการที่จะมาหาเรื่อง หรือว่าใจแคบ หรือมาใส่ร้าย เพราะผมสํานึกครับ ผมเป็ นผู้แทนราษฎรสมัยแรกจริง ๆ ผมเป็ นผู้อ่อนอาวุโส ผมเคารพท่านนะครับ อย่างไรก็ฝากท่านเข้าใจนะครับ แต่ที่สําคัญจังหวัดราชบุรี เป็นเมืองสงบนะครับ ผมอยากให้เมืองราชบุรีสงบอย่างนี้ ไม่อยากให้ใครชักศึกเข้าบ้าน ขอบคุณครับ
ความจริงผมเองหลายสมัยก็ยังติดไม่ค่อยถูกครับ ต้องเปิดตําราทุกทีเหมือนกันครับ คุณธานี เทือกสุบรรณ ๕ นาทีครับ ท่านเชาวรินจะขอพาดพิงอีก ผมขอรวบรัดเลยนะครับ
ผมอภิปรายนี่ ผมไม่เอ่ยชื่อเลยแต่ว่าคุณสามารถเอ่ยชื่อผม แล้วท่านประธานก็ให้โอกาส ผมก็ไม่รบกวน เปิดเต็มที่ เพราะฉะนั้นผมขอชี้แจงนิดเดียว
คืออย่างนี้ครับเมื่อท่านเชาวรินพาดพิงถึงผู้อื่นผมก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกพาดพิงได้ชี้แจง อย่างเต็มที่นะครับ
ถูก แล้วทีนี้พอชี้แจงมา มันก็ฟาดกลับมา เพราะฉะนั้นผมก็ขอโอกาสบ้าง
เท่าที่ผมฟังก็ยังไม่ได้กล่าวร้ายอะไรท่านเชาวรินนะครับ
มีครับท่านประธาน ฟังนะครับ บอกเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรก ๒ ปีทํางบประมาณเข้า ๔๐๐ ล้านบาท
ถ้าพาดพิงก็ต้องรวบรัดด้วยนะครับ
ผมขออนุญาตนิดเดียว ก็จะบอกคุณสามารถว่าผมนี่ปี ๒๕๓๙ ร่วมกับหม่อมราชวงศ์กําลูนเทพ เทวกุล ไปหาที่ดินให้ตั้งวิทยาเขต ๑,๒๐๐ ไร่ หม่อมราชวงศ์กําลูนเทพ เทวกุล ขณะนั้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วต่อมาผมมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๓ ไม่มีสิทธิไปเกี่ยวข้อง กับงบประมาณหรอกครับ แต่เมื่อคุณสามารถเอาไป ๔๐๐ ล้านบาทนี่ คนจังหวัดราชบุรี ก็อนุโมทนา แต่เขารับไม่ได้ตรงที่บอกว่าเป็นคล้าย ๆ แบบเป็นผู้ตั้งมหาวิทยาลัยนี้ เด็กนักศึกษามันไม่ยอม พวกบัณฑิต ๕๐๐ กว่าคนที่มันสําเร็จนี่มันไม่ยอม นี่ครับข้อมูล มันก็อยู่ในอินเทอร์เน็ตนี่ พอจะเซิร์ช (Search) ได้อยู่แล้ว ไม่จําเป็นที่จะต้องไปศึกษาอะไร มากมาย ส่วนเรื่องเหรียญ ๒๕ พุทธศตวรรษนั่นลบออกก็ดีแล้ว แล้วสามารถต้องไปดู ทุกป้ำยเลย อยู่ตรงไหนรีบไปลบ อย่าให้เขาแจ้งความดําเนินคดีมันเสียประวัติ อย่าให้มัน เสื่อมเสีย เพราะเวลาเขาด่าผู้แทนราษฎรนี่ผมเจ็บปวด เพราะว่าตลอดครึ่งหนึ่งของชีวิตผม ผมไม่ได้ทําอาชีพอื่นเลยนะครับ ไม่ได้ทําธุรกิจ ไม่ได้มีโรงสี ไม่มีนาเกลือ ผมเป็น ผู้แทนราษฎรอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเวลาใครเขาด่าผู้แทนราษฎรว่าผู้แทนราษฎรนี่มันบ้า ไม่มีสิทธิมาทําอย่างโน้นอย่างนี้ ผมเจ็บครับ เพราะฉะนั้นผมเลยต้องเอามาบอก เพราะจะได้ไปดูต่อไป ส่วนเรื่องป้ำยนี่รีบไปเอาลงเสียไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้สมัคร ส.ส. เขต เขาจะไปแจ้งความ เพราะมันผิดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา ๕๓ ก็ด้วยความรักอย่างนี้ เพราะบิดาของคุณสามารถเป็นพี่น้องกัน
คุณหมอไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เพราะว่าจะจบแล้วครับ คือไม่จบผมก็จะต้องบอกให้จบ อยู่แล้ว คงไม่ต้องประท้วงแล้วครับคุณหมอ คุณธานีจะได้อภิปรายต่อ เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สิ่งที่ผมต้อง ประท้วงท่านประธานเนื่องจากว่าท่านประธานปล่อยให้ผู้อาวุโสท่านนี้ใช้เวลานี้มาต่อล้อต่อเถียง หรือต่อว่าเด็กครับ ซึ่งภาพที่ท่านกําลังทําอยู่นั้นเป็ นการอิจฉาเด็กครับ ขณะที่ เด็กรุ่นน้องคนนี้กําลังทําประโยชน์เพื่อคนจังหวัดราชบุรี เพราะเขาทําหน้าที่ในฐานะ คนจังหวัดราชบุรีครับ ขอบคุณครับ
ก็คงไม่ถือสากันนะครับ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ครับ ต้องขอรักษาความสงบด้วยนะครับ ผมเองก็ยอมรับครับบางครั้งแต่งเครื่องแบบมันจําไม่ได้ ก็ต้องศึกษาอ่านตําราแต่ง เหมือนกัน ขอเชิญคุณธานี เทือกสุบรรณ ๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านประธานครับ ผมภาคภูมิใจ ที่เกิดเป็นคนไทย ใต้พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยืนยันจะจงรักภักดี ตลอดไป ท่านประธานครับ ผมกลับไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนก็แปลกใจนะครับ ทําไม พี่น้องประชาชนชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กันนักหนา วันนี้ก็ได้มีโอกาสมา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เมื่อวานนั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านแถลงแล้วก็ปลื้มใจ เลยรู้ได้ว่าพี่น้องประชาชน ที่เขาปลื้มใจนี่เขาปลื้มใจถูกแล้วครับ เพราะว่าท่านเป็นคนที่สุขุม เก่ง แล้วก็มีความสามารถ ดูจากงบประมาณ หลายนโยบายท่านทําได้ตรงโดนใจพี่น้องประชาชนแล้วก็ครอบคลุม ทุกเรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมาดูเรื่องที่น่ายกย่อง ที่ชาวบ้านเขายกย่องเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องงบประมาณที่ดูแลผู้สูงอายุ ก่อนผมเป็นผู้แทนราษฎรนี่เป็นนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วก็ได้ไปร่วมงานกับผู้สูงอายุหลายครั้ง ผู้สูงอายุ เขาต้องทํากิจกรรมเพื่อที่จะให้มีสังคม ไม่เศร้า ไม่เหงา ได้พบเพื่อนฝูงนะครับ เขาก็พยายามเก็บเงินกันคนละบาทสองบาทมาลงขันซื้อนํ้า ซื้อกาแฟกิน แล้วก็ จัดสัมมนา จัดประชุมกัน ผมก็ไปตั้งงบประมาณให้ทุกอําเภอเพื่อให้จัดกิจกรรม วันนี้ผู้สูงอายุไปเจอทีหลังก็บอกว่าไม่เป็นไรแล้วท่านนายก เขาเรียกผมนายก เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้รัฐบาลดูแลแล้วเขามีเงินที่จะลงขันกัน อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ได้ทําแล้วก็ถูกใจพี่น้องประชาชน ท่านผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกหลายท่าน ท่านก็ได้บอกว่า งบประมาณบางเรื่องทํามาก ใช้งบประมาณมากมาย เช่นกระทรวงศึกษาธิการ ผมนี่กลับมาชื่นชมอีกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี่ท่านคิดถูกแล้วครับ ประเทศชาตินี่ ต้องพัฒนาครับ พัฒนาประเทศต้องพัฒนาคน พัฒนาคนต้องพัฒนาที่การศึกษา ตั้งงบประมาณให้การศึกษามาก ๆ ดีแล้วครับ พี่น้องประชาชนคนไทยของเราจะได้มี ความรู้ มีการศึกษากันสูง ๆ แล้วก็อยากจะฝากเรื่องการศึกษา ฝากท่านประธานไปถึง รัฐบาลก็คือดูแลเรื่อง กศน. ให้เป็นพิเศษครับ เราอย่าลืมว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ นอกระบบการศึกษานั้นมีความสําคัญมากครับ ถ้าเขาได้รับการศึกษา ถ้าเขามีความรู้ การที่ใครจะไปชักนํามาประท้วง มาชุมนุม เขาก็คงไม่มา เพราะฉะนั้นเราต้องไปพาเขา กลับมาครับ มาให้การศึกษานอกระบบการศึกษาโดย กศน. นี่น่าจะพิจารณาให้ งบประมาณเป็นพิเศษ
ท่านประธานครับ หลายท่านอภิปรายว่ารัฐบาลไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้งบประมาณการท่องเที่ยวน้อย ผมขอยืนยันว่าการจัดงบประมาณนี้ถ้าเราดูเฉพาะเรื่อง เฉพาะเรื่อง เฉพาะเรื่อง แล้วเราจะดูว่ารัฐบาลให้งบประมาณไม่สมดุล แต่พอเรามาอ่าน ภาพรวมทั้งหมดเราจะเห็นเลยว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวไม่จําเป็นต้องไปให้งบประมาณ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทั้งหมดก็ได้ครับ เราไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีพี่น้องประชาชนชาวเกาะสมุยฝากขอบพระคุณมา เกาะสมุยนี่ถือว่าเป็นแหล่งทําเงินแหล่งหนึ่งของประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวมากมาย วันนี้รัฐบาลไปทําถนนลาดยางรอบเกาะสมุยให้ ส่วนแรกทําไปแล้ว กําลังจะให้ส่วนที่สอง นี่พี่น้องประชาชนก็ฝากขอบคุณมา เพราะว่าเขาจะได้ไม่ต้องเสียเรื่องรถที่ต้องซ่อมแซม บํารุงรักษา อุบัติเหตุนักท่องเที่ยวก็จะได้ลดลง นี่ก็ต้องขอขอบคุณครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากรัฐบาลก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลชวนเขามาเถอะครับ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหลายนี่เขาพร้อมที่จะทํางานร่วมกับรัฐบาล เขาพร้อมครับ แต่ว่าเราอย่าดูเขาห่างไป พาเขามาแล้วมาคุยกันแล้วมาทํางบประมาณ พัฒนาด้วยการชวนเขามาทําครับ
อีกเรื่องหนึ่งอยากจะฝาก พี่น้องประชาชนฝากมาครับท่านประธาน งบประมาณเรื่องโรงพยาบาลครับ เขาบอกว่าถนนไม่ดี ดูแลไม่ทั่วก็ยังไม่เท่าไร เขาเป็น คนไทยต้องดูแลบุพการี ต้องรู้บุญคุณคน เวลาพ่อแม่เจ็บไข้ได้ป่วยพาไปโรงพยาบาลครับ โรงพยาบาลที่สุราษฎร์ธานีใหญ่โตแต่ว่าไม่มีที่พักครับ คนป่วยจะนอนอยู่ตามฟุทพาธ (Footpath) ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ไปพบกับตัวเองเลยครับ ก็อยากจะ ฝากรัฐบาลว่าถ้าเป็นไปได้อย่างไรก็อย่าลืมโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีด้วยครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไป พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ๑๕ นาที
ท่านประธานที่เคารพ พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ
คุณประเกียรติจะใช้สิทธิ เมื่อกี้ได้เรียกคุณประเกียรติไปแล้ว แล้วก็ท่านเชาวรินใช้สิทธิ แทนนะครับ
ไม่ได้ใช้สิทธิแทนครับ เพราะว่า ท่านเชาวรินก็มีคิวอภิปราย
ก็หมายความว่าคุณประเกียรติจะกลับมาใช้สิทธิ
แล้วเมื่อกี้นี้ผมก็ไม่ได้อยู่ ตรงไหน ผมนั่งอยู่ตรงนี้เอง เดินเข้ามาแล้วคุณเชาวรินก็ขึ้น
ถ้าอย่างนั้นท่านสมชายรอก่อนก็แล้วกันนะครับ
ครับ
ท่านประเกียรติจะขอใช้สิทธิก่อนนะครับ
ผมขอใช้สิทธิก่อน ขอบพระคุณครับ
นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ในบัญชีรายชื่อรู้สึกผมจะก่อนท่านประเกียรติคนหนึ่งนะครับ
ไม่ใช่ครับ ในบัญชีท่านประเกียรติจะก่อนครับ
ได้ครับ ๆ ไม่มีปัญหา ผมรอได้ ขอบคุณครับ
ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านประเกียรติ นาสิมมา ๑๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในหลักการและเหตุผลที่รัฐบาล เสนอเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ อันที่จริงแล้วการใช้จ่ายเงินของภาครัฐในเรื่อง งบประมาณจะต้องผ่านการอนุมัติของรัฐสภาเสียก่อน และวันนี้ก็เป็นวันสําคัญที่เริ่มต้น ที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณา เท่าที่รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวนทั้งสิ้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นเงินกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นก็จะเป็นเงินที่ตั้งไว้สําหรับใช้คืน เงินคงคลัง ผมจะขอพูดใน ๒-๓ เรื่องที่ผมได้กราบเรียนเบื้องต้น เนื่องจากว่า การตั้งงบประมาณคราวนี้เป็นการตั้งงบประมาณที่มีจํานวนที่ค่อนข้างสูง ทีนี้การตั้ง งบประมาณที่มีงบประมาณค่อนข้างสูงนั้นมันก็มีปัญหา ๒ เรื่อง ถ้าเป็ นการตั้ง งบประมาณปกติซึ่งไม่ใช่งบประมาณติดลบก็คงไม่มีปัญหาอะไร พอตั้งงบประมาณ ที่จะต้องไปกู้ยืมเงินเข้ามาเสริมในงบประมาณที่ขาดดุลนี้มันก็เป็นปัญหาว่าการตั้งสูง การกู้ยืมก็สูงไปด้วย ทีนี้การตั้งงบประมาณที่สูงตัวรายได้ที่จะจัดเข้ามานี้มันก็สูงไปด้วย ทีนี้รายได้ของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาษีอากร ทีนี้เห็นทางรัฐบาลก็กําหนดไว้ว่า ภาษีอากรที่จะเก็บก็คงตกอยู่ที่เนตสุทธิแล้วนี่ประมาณ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่สูง ผมก็ยังมีข้อสงสัยว่าตัวเลขภาษีที่สูงเช่นนี้รัฐบาลจะมีวิธีการจัดเก็บอย่างไร และการจัดเก็บนั้น เป็นไปถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดหรือไม่ อันนี้ผมจะลงรายละเอียดนิดหนึ่ง แต่ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดตรงนั้น ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกําลังผันผวนอยู่ในขณะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางด้านยุโรป ซึ่งประเทศกรีซก็มีปัญหาแล้วก็ลุกลามไปที่ประเทศโปรตุเกส ไปประเทศสเปน และยังจะ ลามไปสู่ยุโรปโดยทั่วไป ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าประเทศยักษ์ใหญ่ของเขาที่จะต้องเข้าไป อุดหนุนประเทศที่กําลังมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจไปด้วยก็จะทําให้สหภาพยุโรป กลายเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยภาพรวมต่อไป ทีนี้ถามว่าเมื่อเขามีปัญหาและจะ กระทบประเทศไทยอย่างไร ประเทศไทยเป็นประเทศที่อาศัยการส่งออกประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้มวลรวม ทีนี้ถ้าหากว่าประเทศคู่ค้ามีปัญหา รายได้ของเราก็จะ ตกลงไปด้วย อันนี้ผมก็เป็นห่วงว่าเมื่อรายได้ของเราตกลงเราจะเก็บเงินเข้ามาได้หรือไม่ ในจํานวนที่รัฐบาลตั้งประมาณการรายได้ไว้ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอท้วงติง เอาไว้นิดหนึ่ง ทีนี้การตั้งงบประมาณของเราอย่างที่ผ่านมาผมได้สังเกตว่าแทนที่จะเป็น การตั้งงบประมาณเพื่อที่จะให้มีผลทางด้านเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าการตั้งงบประมาณ ทุกครั้งที่ผ่านมาจะหวังผลทางการเมืองมากกว่า ในครั้งนี้ก็เหมือนกันที่ตั้งงบประมาณสูง ๆ ผมคิดว่าหลายท่าน อย่างท่านเฉลิม อยู่บํารุง ก็อภิปรายไปแล้ว เห็นว่างบประมาณอาจจะ ซ่อนเร้น มีความยอกย้อน ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง อันนี้ก็พูดสั้น ๆ แค่นั้น ซึ่งผมเองก็เห็นว่ามันน่าจะต้องทบทวนให้ดีนะครับ
อีกอันหนึ่งซึ่งผมอยากจะพูดวันนี้เนื่องจากเพื่อน ส.ส. ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้พูดไปเมื่อวานนี้เกี่ยวกับเรื่องรายจ่ายภาษี ซึ่งจริง ๆ แล้วการจัดงบประมาณ จะต้องเป็ นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งขออ่านนะครับ มาตรา ๑๖๗ รัฐธรรมนูญบอกว่า ในการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ ต้องมีเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน รวมทั้งต้องแสดง ฐานะการเงินการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการ ใช้จ่ายและการจัดหารายได้ ประโยชน์และการขาดรายได้จากการยกเว้นภาษีเฉพาะราย ในรูปแบบต่าง ๆ คําว่า การยกเว้นภาษีเฉพาะรายในรูปแบบต่าง ๆ รัฐธรรมนูญกําหนดว่า จะต้องมีรายการอยู่ในรายละเอียดที่จะแถลงเข้ามาในร่างพระราชบัญญัติ แต่ทีนี้ ผมตรวจสอบดูหมดแล้วในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณครั้งนี้ไม่มีรายการนี้เลย ผมจึงอยากจะขอถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเหมือนกันว่า การตั้งงบประมาณรายจ่ายครั้งนี้ทําไมท่านถึงไม่เสนอรายละเอียดรายจ่ายเกี่ยวกับ การยกเว้นภาษี ภาษาเขาเรียกว่ารายจ่ายภาษี ผมอยากจะขอกราบเรียนอย่างนี้ ที่ท่านเขียนว่าเงินประเมินรายได้จํานวนเท่านี้มีรายการ ที่จะต้องคืนภาษีจํานวนเท่านี้ ๆ สุทธิออกมาเป็นเงินเท่าไร ๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับรายจ่ายภาษี ในรัฐธรรมนูญนี้ที่เขียนรายจ่ายภาษีที่จําเป็นที่จะต้องให้ ผู้เสนอร่างงบประมาณเสนอเข้ามาด้วย ด้วยเหตุผลสําคัญก็คือว่าการที่รัฐบาล จะใช้จ่ายเงินได้ต้องรัฐสภาเป็นผู้อนุมัติเช่นวันนี้เรากําลังเริ่มต้นอนุมัติ ส่วนการตรวจสอบนั้น เรามีองค์กรตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณก็คือ สตง. ถ้ามีการติดตามตรวจสอบ รายการงบประมาณเสร็จแล้วไม่มีข้อผิดพลาดอะไรก็เป็นไปตามนั้น แต่ถ้ามีข้อผิดพลาด ก็จะดําเนินการไปตามกฎหมายที่มีอยู่ ส่วนรายจ่ายภาษีนั้นมันเกิดจากพระราชกฤษฎีกาบ้าง เกิดจากกฎกระทรวงบ้าง ผู้อนุมัติคือหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในฝ่ายบริหาร การตรวจสอบไม่มี การตรวจสอบไม่มีแต่ความจริงมี ผมรู้ว่ารัฐบาลมีข้อมูล ทีนี้ในอดีตไม่มีการรายงาน แต่ในปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๗ บังคับไว้ว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีจะต้องมีรายการรายจ่ายภาษี เสนอเข้ามาให้สภาได้ตรวจสอบด้วย ทีนี้รายจ่ายภาษีมันไปกระทบกับประมาณการ รายได้ ถ้าหากว่าไม่พูดให้ชัดเจนประมาณการรายได้ที่บอกมาก็ไม่มีความชัดเจน มันเป็น การอึมครึม เป็นการเบี่ยงเบน เราจะเห็นได้จากว่าเวลาที่รัฐบาลจัดงบประมาณขึ้นมา แล้วเวลาจะใช้จ่ายเงินจริง ๆ ถ้าเรียกเก็บภาษียังไม่ทันจะต้องใช้จ่ายเงินคงคลังไปก่อน พอสิ้นปีงบประมาณใช้จ่ายไปเท่าไรก็จะตั้งงบประมาณเพื่อเอามาชดใช้เงินคงคลัง ในปีนี้ ก็เหมือนกัน ปีนี้ผมได้ดูเอกสารเปรียบเทียบในการใช้จ่ายงบประมาณ ในปี ๒๕๕๒ รายจ่ายชดเชยเงินคงคลังนี่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๕๓ ไม่มี ส่วนปี ๒๕๕๔ รัฐบาลตั้งไว้ที่ ๓๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อที่จะชดใช้ ในงบประมาณปี ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นแสดงว่าเงิน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงิน ที่เก็บภาษี เก็บรายได้ไม่พอ เหตุที่ไม่พอส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการไม่ได้รายงานให้ชัดเจน ถึงรายจ่ายภาษี ผมอยากจะยกตัวอย่างรายจ่ายภาษีให้ท่านประธานได้รับทราบสักเรื่องหนึ่ง เพื่อจะได้ทําความเข้าใจว่ารายจ่ายภาษีมันคืออะไร อย่างกรณีที่พระราชบัญญัติ ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษี ฉบับที่ ๔๖๖ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อลดอัตราและยกเว้นรัษฎากรสําหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการอุดหนุนการที่จะให้ ชุมชนหรือสังคมตรงที่เรางดเว้นภาษีนั้นได้มีธุรกิจ ได้มีการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของคน แต่ปัญหามันก็อยู่ที่ว่าถ้าเราอุดหนุนเขา อุดหนุนไม่เก็บภาษีก็เท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้ภาษี กลับมา เมื่อไม่ได้ภาษีกลับมาในลักษณะเช่นนั้นตัวเลขที่ประเมินรายรับ ประมาณ รายการรายได้ที่ว่า ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็จะคลาดเคลื่อนไป กรณีที่ผมอ่านนี้ เป็นการยกเว้นภาษีให้นิติบุคคล บุคคลธรรมดา และอื่น ๆ ในเขต ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโซน (Zone) ไม่ใช่เล็ก ๆ เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เป็นตัวเลขจะเป็นเงินก้อนมหาศาล ทีนี้ถ้าหากว่ามันกระทบมากขึ้น ๆ การใช้จ่ายไม่พอรัฐบาลก็ต้องใช้วิธีกู้ ทีนี้การกู้เงิน จํานวนมาก ๆ ในลักษณะนี้และภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ผมเชื่อว่าแน่นอนในอนาคต อันไม่นานนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่วิกฤติเช่นเดียวกันกับทางยุโรป ผมจึงอยากจะขอให้ ทางรัฐบาลได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งนี้ให้ละเอียดสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ด้วย ไม่แล้วผมเชื่อว่า การจัดร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งนี้จะขัดรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งแน่นอนผมทราบจากท่านที่อภิปรายไปเมื่อวานนี้ว่าจะต้อง นําเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ กําหนดให้ต้องรายงานรายจ่ายภาษีเข้ามาในรายการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณด้วยแต่รัฐบาลไม่ได้เสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นตรงนี้ในฐานะ ที่ผมเป็ นที่ปรึกษากฎหมายของพรรคอยู่ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน เพราะฉะนั้นตามที่ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้เรียนกับท่านประธานเมื่อวานนี้ว่าจะเสนอ เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าจะต้องทํา แต่ทางที่ดีรัฐบาลน่าจะถอนร่างนี้ออกไปแก้ไข แล้วก็นําข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายทางภาษี เข้ามาชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ให้ละเอียดเสีย เพราะเรื่องนี้ทางวุฒิสภาก็คงจะได้รับทราบแล้วว่า การทํางบประมาณครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ผมกราบเรียน ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ถ้าหากว่าวิปทั้ง ๒ ฝ่ายไม่เสนอรายชื่อเพิ่มเติมอีก ผมมั่นใจว่าเราจะปิด อภิปรายได้ก่อน ๒๑.๐๐ นาฬิกา ก็ขอวิปทั้ง ๒ ฝ่ำยกรุณาไม่ต้องส่งรายชื่อเพิ่มเติม เดี๋ยวผมจะอ่านรายชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีเตรียมอภิปรายไว้ก่อนดังนี้นะครับ ท่านผ่องศรีครับ
ขออภัยค่ะท่านประธาน ก่อนที่ ท่านประธานจะได้อ่าน ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เนื่องจากตามที่ได้ประสานกับพรรคฝ่ายค้านเรื่องของเวลาท่านก็ยังคงเวลาไว้ที่เดิม เพราะฉะนั้นสมาชิกของฝ่ายรัฐบาลยังมีอยู่มาก จึงขอปรับรอบให้เป็นแบบเดิมก็คือ มีพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็ฝ่ายค้าน เป็น ๒ ต่อ ๑ เพื่อให้สมาชิก ของพรรครัฐบาลได้มีโอกาสได้พูดแล้วก็มีพรรคร่วมรัฐบาล ดิฉันจะเสนอชื่อขึ้นไปอีกสักครู่หนึ่ง กราบขอบพระคุณค่ะ
ก็ไม่ขัดข้อง ให้ประสานกันแล้วก็ส่งรายชื่อขึ้นมานะครับ
ท่านอย่าเพิ่งอ่านนะคะกําลังปรับ นิดเดียวค่ะ
ถ้าอย่างนั้นผมก็จะอ่านตามนี้ ยังไม่ได้ส่งรายชื่อที่ปรับมาเพราะฉะนั้นผมก็คงไม่ต้องอ่าน ก็แล้วกัน แล้วเมื่อคุณผ่องศรีส่งรายชื่อขึ้นมาท่านประธานก็จะอ่าน
ต่อไปคุณนคร มาฉิม ๓ นาที แต่ผมขอให้ ๕ นาทีก็แล้วกัน ๓ นาทีผมว่า อภิปรายน้อยไป ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าเวลาจํากัดผมขออนุญาตที่จะเข้าสู่เนื้อหาของ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก่อนอื่นต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณและชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ทุกท่านที่ได้นําพาบ้านเมืองให้ฝ่าฟันวิกฤติความขัดแย้ง ความแตกแยก และภยันตรายต่าง ๆ โดยคํานึงถึงสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ธํารงอยู่ คู่ชาติบ้านเมืองของเรา
ท่านประธานที่เคารพครับ นับจากนี้เป็นต้นไปผมได้พิจารณางบประมาณ ที่รัฐบาลได้นําเสนอต่อสภาทั้งหมด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยละเอียดทุกหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอชื่นชมว่านับจากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูประเทศ ครั้งใหญ่ แล้วผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์จะนําพาชาติบ้านเมือง ให้ผ่านพ้นวิกฤติและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ผมเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะนําพาประเทศได้ แล้วผมเชื่อมั่นว่าการฟื้นฟูจะเริ่มต้นและจะขับเคลื่อน ไปข้างหน้าเพื่อนําพาประเทศของเราให้เจริญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ต้องการ ให้ท่านสมาชิกหรือว่าบางท่านได้ไปบิดเบือนว่างบประมาณเน้นไปที่นั่นเน้นไปที่นี่ แต่ว่าผมต้องการเอาความจริงมาพูดทั้งหมดว่าการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ไม่มีเจตนา แอบแฝงใด ๆ และจะไม่มีการเลือกปฏิบัติใด ๆ จากรัฐบาล ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ ประชาชน จะได้รับงบประมาณอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน จะไม่มีคําเหมือนเช่นอดีตว่าถ้าอยู่ ฝ่ายรัฐบาลจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ถ้าอยู่ฝ่ายค้านเอาไว้ทีหลัง ความแตกแยก จะไม่เกิดขึ้น ผมมั่นใจแล้วก็เชื่อมั่นในคุณธรรมของรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมได้พิจารณาโดยละเอียดที่ผมเห็นก็คือ ประเด็นที่ ๑ การเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลดําเนินการไปแล้ว ส่วนหนึ่งจากความขัดแย้ง
ประเด็นที่ ๒ ที่รัฐบาลได้ทําเพื่อกระจายรายได้ไปสู่ชนบทก็คือการประกันรายได้ ให้กับเกษตรกร แต่สิ่งที่รัฐบาลได้บรรจุแผนงบประมาณในการทําไว้เพื่อให้เกิด ความมั่นคงยั่งยืนในด้านอาชีพ รายได้ ก็คือการวางระบบยุทธศาสตร์นํ้าเป็นอันดับที่ ๑ ซึ่งผมเห็นด้วย แล้วก็เห็นถึงความสําคัญเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลให้นํ้าหนักในการแก้ไข ปัญหาแหล่งนํ้าเป็นอันดับที่ ๑ อันดับที่ ๒ ที่รัฐบาลวางงบประมาณแล้วก็ให้นํ้าหนัก แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอยู่บ่อย ๆ ก็คือเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน การกระจาย การถือครองที่ดินให้เกิดความเป็นธรรมและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทฺธิภาพสูงสุด
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง พี่น้องประชาชน นอกเหนือจากด้านการศึกษาแล้วก็คือด้านแรงงาน ต้องขอถือโอกาสนี้ ชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ท่าน ให้ความสําคัญกับสวัสดิภาพ สวัสดิการความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน และการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยเฉพาะการสร้างงาน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตําแหน่งเพื่อรองรับบุคลากร เยาวชน และบุคลากรทางการศึกษาที่กําลังจะจบ นิสิต นักศึกษาต่าง ๆ ที่จะจบมาปีละหลายแสนคน เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลให้นํ้าหนักในการสร้างเงิน สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และดูแลสวัสดิการให้กับผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ ๓๐ กว่าล้านคนทั้งในระบบ และนอกระบบเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลก็คือ
ประเด็นที่ ๑ รัฐบาลจะเร่งดําเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานที่ผิดกฎหมาย ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีอยู่ ก็คือรัฐบาลจะมีนโยบายในการที่จะคุ้มครองคู่สมรสของผู้ใช้แรงงาน บุตร หรือว่า ผู้ปกครองของผู้ใช้แรงงานต่าง ๆ ให้ได้รับการคุ้มครองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอย่างไร การที่จะ ป้ องกันไม่ให้มีการหลอกแรงงานไปทํางานในต่างประเทศอย่างไร แล้วก็ดําเนินการ เด็ดขาดอย่างจริงจัง
สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยคนหนึ่ง ขอถือโอกาสนี้ให้กําลังใจรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรี ทุกคนในการที่จะนําพาประเทศของเราให้ผ่านพ้นหลุมดําของความขัดแย้งและนําพา ประเทศของเราไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน กราบขอบพระคุณครับ
ผมจะอ่านรายชื่อสมาชิกที่เตรียมอภิปรายไว้ก่อนนะครับ คุณอุดร จินตะเวช พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ คุณประพนธ์ นิลวัชรมณี คุณนรพล ตันติมนตรี นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ คุณวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ คุณนัจมุดดีน อูมา เอาแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วขอทางวิปรัฐบาลเดี๋ยวพิมพ์ ขึ้นมาให้ด้วย เพราะว่าเดี๋ยวท่านประธานชัยขึ้นมาจะสับสนครับ ผมเองพอเข้าใจนะครับ ขอพิมพ์ขึ้นมาเลยดีกว่านะครับ เชิญคุณอุดร จินตะเวช ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอุดร จินตะเวช สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ดิฉันรู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับเกียรติจากท่านประธานสภานําเสนอ ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งงบประมาณปีนี้รัฐบาลตั้งไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามยุทธศาสตร์ ๘ ยุทธศาสตร์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไปแล้ว ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ เรื่องการจัดการ เศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง
ดิฉันจะพูดในหัวข้อที่ ๔.๒ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเกษตร ดิฉันขอขอบคุณนโยบายรัฐบาลในการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร พี่น้องประชาชน ในเขตพื้นที่ดิฉันแล้วก็ทั่วประเทศของเรารู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลได้นําโครงการนี้ไปให้ เกษตรกร รายได้คือส่วนต่างก็ตกถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง ทีนี้ถ้าจะให้การประกันราคา รายได้เกษตรกรทั่วถึงถึงมือเกษตรกรโดยตรง ดิฉันขอเสนอความคิดเห็นในการสนับสนุน ให้เกษตรกรมีที่ทํากิน ซึ่งการนี้เป็นนโยบายอย่างหนึ่งที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ยากไร้ยังไม่มีที่ทํากินเป็นของตัวเอง แล้วการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อจะได้รับส่วนต่างของการประกันราคาพืชผลก็จะต้องมีที่ดินของตัวเอง ดังนั้นดิฉัน จึงอยากให้รัฐบาลช่วยนํางบประมาณสนับสนุนเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทํากิน เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะในงบปีนี้ที่รัฐบาลตั้งไว้ ๑๒๓,๐๐๐ ราย ดิฉันอยากจะให้ลงไป ใน ๗ อําเภอหรือในส่วนจังหวัดอุบลราชธานีบ้างค่ะ
ประการต่อมาก็คือหากประชาชนหรือราษฎรของเรามีที่ทํากินแล้ว ก็จะต้องมีแหล่งนํ้าค่ะ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ดิฉันส่วนมากพื้นที่จะไม่ใช่เขตชลประทาน ดิฉันก็ขอให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรนํ้า หรือกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล กรมพัฒนาที่ดิน กรมนี้ จะเป็นกรมที่เล็กกว่ากรมชลประทานแล้วก็จะมีงบประมาณน้อย ดิฉันอยากให้รัฐบาล ช่วยสนับสนุนงบประมาณลงไปให้กรมเหล่านี้ค่ะ เพราะว่าเป็นการช่วยเกษตรกรในจุด เล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นขุดลอกคลอง หรือการปรับปรุงซ่อมบ่อบาดาล ซ่อมนํ้าประปา ยิ่งช่วงนี้ ทางภาคอีสานเป็นจังหวัดที่โดนภัยแล้งมาก ดิฉันก็ขอให้รัฐบาลช่วยนํางบประมาณนี้ ลงไปให้กรมที่ดิฉันกล่าวมาด้วยนะคะ
แล้วก็ต่อมาค่ะ หากว่าเรามีนํ้าแล้วแต่ว่าเกษตรกรเรายังมีหนี้สิน การที่จะ ทําให้ประชาชนหรือเกษตรกรของเราหมดปัญหาหนี้สินได้ ขอให้รัฐบาลสนับสนุน โดยเฉพาะขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนาของดิฉันได้มีโครงการดี ๆ เช่นโครงการปลดหนี้ ให้แก่เกษตรกร ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลก็รับไว้แล้ว เป็นโครงการที่ปลดหนี้ของเกษตรกร โดยที่รัฐบาลจะจ่ายหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งเกษตรกรนําไปชําระหนี้ โดยมี ระยะเวลาผ่อนผันประมาณ ๑๕ ปี ก็ขอขอบคุณรัฐบาลด้วยที่ได้นําโครงการนี้เข้าไว้ ในส่วนของงบประมาณค่ะ
แล้วก็อีกส่วนนะคะ การขยายโอกาสทางการตลาด จังหวัดที่ดิฉันอยู่ เป็นจังหวัดที่ติดกับชายแดน เพราะฉะนั้นขณะนี้รัฐบาลมีการเปิดการค้าเสรี ดิฉัน ก็เกรงว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราจะได้นําสินค้าทางการเกษตรเข้ามาขายแข่งกับ เกษตรกรของเราโดยไม่ผ่านด่าน
แล้วก็อีกส่วนหนึ่งตลาดของเรา โดยเฉพาะที่เป็นจุดผ่อนปรน ทางจังหวัดดิฉัน ก็มีช่องตาอูแล้วก็ช่องเม็กที่ติดต่อกับเพื่อนบ้าน รวมทั้งผามออีแดง ทางจังหวัดศรีสะเกษ ดิฉันอยากให้ทางจังหวัดช่วยผ่อนปรนให้แม่ค้าพ่อค้าได้เขยิบขึ้นไปขายใกล้ชิด ชายแดนบ้าง เพราะว่าแม่ค้าส่วนมากจะขายอยู่ติดชายฝั่งของไทยเราทําให้ คนต่างแดนเข้ามาซื้อสินค้าเราลําบากให้ทางรัฐบาลช่วยดูแลด้วย แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง ดิฉันฝากอีกนิดหนึ่งค่ะท่าน
ก็จบพอดี
ฝากไปยังกระทรวงมหาดไทย ขอให้ช่วย
จบแล้ว หมดเวลาแล้ว
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ๑๕ นาที เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดนครราชสีมา ท่านประธาน ผมพยายามที่จะถ่ายทอด พยายามที่จะอภิปรายในเรื่องของงบประมาณในซีกของ กระทรวงกลาโหมตลอดมาเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายได้รับทราบถึงการใช้ เม็ดเงินงบประมาณของแผ่นดินซึ่งมาจากพี่น้องประชาชน ทุกครั้งระหว่างที่เป็ น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ในงบประมาณปีนี้ที่จัดสรรให้ หลายท่าน ก็ออกมาพูดชี้แจงแล้วว่าตัวเลขของกระทรวงกลาโหมนี่สูงขึ้นถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งไม่แปลก แต่ว่ามันไม่แปลกในประเทศที่เขามีความมั่นคง ทางการเงิน เสถียรภาพของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องเม็ดเงินนั้นถ้ามีปัญญาหาเข้าสู่ประเทศได้ สามารถที่จะใช้เม็ดเงินตรงนั้น ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อเอาไว้ป้ องกันประเทศ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ ท่านประธาน นั่นคือเรื่องที่เราก็อยากจะเห็นเป็นอย่างนั้น แต่ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ต้องกู้หนี้ยืมสิน รายได้ไม่มีหดหายไปหมด แล้ววันนี้รัฐบาลมาจัดงบประมาณสูงมาก ให้กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งผมก็เรียนหลายครั้งหลายหนแล้ว วันนี้ต้องขออนุญาต ท่านประธานว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ซื้อใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายซึ่งเราก็พูดกันหลายครั้งหลายหนในสภาแห่งนี้ แล้ววันนี้ ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน สไนเปอร์ ไรเฟิล (Sniper rifle) ปื นของคนซุ่มยิง ผมยกตัวอย่าง แค่กองทัพเดียวกองทัพอากาศ ขณะนี้มี ๔๐ กระบอกแล้วปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ซื้อมา ๑๖ กระบอก จากบริษัท เอฟเอ็น ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ ซื้อมาอีก ๑๗ กระบอก ขนาด ๗.๖๒ ติดกล้องส่องกลางคืนด้วย ปี ๒๕๕๒ ซื้อมาอีก ๔ กระบอก แบบเดียวกัน พีเอสจี ๑ (PSG1) ๔ กระบอก แล้วล่าสุดหลังปฏิวัติมาคือปี ๒๕๕๒ เช่นเดียวกัน ๖ พฤศจิกายนซื้อมาอีก ๓ กระบอก เป็นปืนขนาด ๑๒.๗ มม. ขนาดใหญ่มาก ซึ่งวันนี้ ต้องเรียนตรง ๆ ว่ามันเกินความจําเป็น แล้วถามว่าวันนี้ขนาดกองทัพเดียวไม่รวมถึง หน่วยของตํารวจอรินทราช ไม่รวมของ ทบ. ศูนย์สงครามพิเศษ ไม่รวมถึง ทร. นาวิกโยธิน เยอะแยะเต็มไปหมดเลย และถ้าเกิดเอามาใช้ให้เป็ นไปตามวัตถุประสงค์ ของทางการทหารจริง ๆ ก็ไม่ได้เสียหายถูกวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากมาย แต่วันนี้ปืน ทุกอย่างในขณะนี้อยู่ในความดูแลของกองทัพ ปฏิเสธไม่ได้เลย กระทรวงกลาโหมปฏิเสธไม่ได้ มันมีการกํากับ มีเลขคุม มีการเบิกจ่ายอะไรหมด ประจําอยู่ในกองพันไหน กองพลไหน มันมีหมด แต่วันนี้มันเอาออกมาเพ่นพ่านเต็มบ้านเต็มเมืองหมด นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในบ้านเรา แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่ผิดทําให้พี่น้องประชาชนนั้นเสียหายล้มตายเป็นอันมาก น่าเสียดายจริง ๆ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่พูดกันวันนี้ถึงบอกว่า มันเกินความจําเป็นหรือไม่ในการที่จะต้องซื้ออาวุธปืนอะไรกันอีกมากมายทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่องก็ไม่สามารถจะดูแลอะไรได้ครบถ้วนทุกอย่าง การเบิกจ่าย การกํากับดูแล ก็ไม่เป็ นผล ล่าสุดมาระหว่างชุมนุมมีการเบิกกระสุนสไนเปอร์ ไรเฟิ ลออกจาก กองทัพอากาศ ๕๐๐ นัด เอ็ม ๑๖ อีก ๕,๐๐๐ นัด ท่านประธานครับ ผมกําลังขอบัญชีเลขรับส่งอยู่วันนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนท่านประธานว่า นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวังมาก เราอยากเห็นทหารเป็นทหารที่ดี เป็นรั้วที่ดี ๆ ของชาติ ไม่ใช่ รั้วผุ ๆ ที่เคยพูดหลายหนแล้ว นั่นคือการปกป้ องอธิปไตยของประเทศไทย เอาไว้รบกับ ศัตรูผู้รุกราน เอาไปต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่กําลังจะแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้
ท่านประธานครับ วันนี้เรือเหาะเป็ นอย่างไรครับท่านประธาน ๓๕๐ ล้านบาทหย่อนนิดหน่อย ซื้อจากบริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ออกมาพูดหลายครั้งหลายหนแล้ว วันนี้เตรียมการ จะเซ็นการตรวจรับทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถจะขึ้นบินได้ บอลลูนตรวจพื้นที่นี่ละครับ สกาย ดรากอน (Sky Dragon) นี่นะครับ แอโรส ๔๐ ดี (Aeros 40D) ท่านประธานครับ ผบ.ทบ. ไปทดสอบครับ เอามวลชนไปเยอะแยะ สื่อมวลชนไป สุดท้ายให้เขาออกมา กันเขาออกมาเพราะมันขึ้นไม่ได้ ขึ้นไปได้นิดเดียวแล้วต้องลง เพราะที่ว่ามัน ๒.๑ ล้านพิกเซล (Pixel) อะไรนี่นะครับ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยครับท่านประธาน นี่คือการสูญเสียเงินอย่างมโหฬารอย่างมากมายของพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งหลายได้บ่นกันเป็นแถวเลยว่าซื้อมาได้อย่างไร ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ประสิทธิภาพไม่มี ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เห็นไหมครับท่านประธาน วันนี้เราสูญเงินไปเท่าไร วันนี้จ่ายไปแล้ว ซื้อเขามานี่นะครับถ้าเป็นเอกชนเสียภาษีนําเข้า ๑ เปอร์เซ็นต์ เสียแวท (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ นี่ถือว่าเป็ นยุทธภัณฑ์ไม่เสียภาษีซื้อมา ๓๕๐ ล้ำนบาท นี่คือสิ่งที่ต้ องบอกว่า มันถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะว่าเราในฐานะที่อยู่ในสภานี้เราไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบเลย ผมถึงบอกท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่าวันนี้อย่าได้ปล่อยปละละเลย งบประมาณของแผ่นดินที่ลงไปยังกระทรวงกลาโหม ซึ่งใช้วิธีพิเศษเกือบหมด นี่คือเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนปฏิเสธไม่ได้เลย
ท่านประธานย้อนมาอีกนิดหนึ่งสิครับ รถเกราะล้อยางของประเทศยูเครน หลายครั้งหลายหนปากเปียกปากแฉะแล้วครับท่านประธาน ต้องส่งมอบตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ อย่างน้อย ๕๔ คันครับ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ นี่ ๕๔ คัน วันนี้ยังไม่มาเลยครับ จ่ายไปแล้ว เท่าไรครับ เกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ท่านประธานที่เคารพ วันนี้จ่ายไปแล้ว ๕๙๑ ล้านบาท รถคันเดียวยังไม่มาครับท่านประธาน ใครเสียหาย ประเทศเสียหาย กองทัพเสียหายครับ แล้วเราจะปล่อยให้งบประมาณอย่างนี้ยัดลงไปในกองทัพได้อย่างไร การพิจารณา งบประมาณของกองทัพนี่ต้องละเอียด วันนี้คุณไปเอาเรือเหาะมาไม่มีการไปทดสอบก่อนเลยว่า บินได้หรือไม่ได้ เพียงแต่ว่าให้หน้าตาเหมือนบอลลูนอากาศเสร็จแล้วก็ซื้อเขามา อย่างนั้นหรือ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านขึ้นมาได้อย่างไร วันนี้ท่านปล่อยปละละเลยอย่างนี้ ได้อย่างไร นี่คือสิ่งต้องพูดกันตรง ๆ ครับ ผมเข้าใจครับ วันนี้ผมถึงพยายามบอกว่า ทหารกลุ่มหนึ่งที่ยังหวังอยู่ในอํานาจ พยายามขีดเส้นใต้ให้เดินตามหมดเลย โดยนักการเมืองจะต้องเดินตามหมด ศักดิ์ศรีของความเป็นนักการเมืองมีหรือไม่ กล้าหาญชาญชัยหน่อย เขาจะให้เราไปก็ต้องไป แต่ความถูกต้องต้องมี เงินทุกบาท ทุกสตางค์ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่หวังอยู่อย่างเดียว ก็คืออย่างไรฉันขอนั่งอยู่บนเก้าอี้นี้ แล้วก็พูดกันอยู่ตลอดบอกว่าประเทศเพื่อนบ้านนี่ โอ้โฮ งบประมาณเขาจัดให้กองทัพเขาเยอะแยะไปหมด ก็ของเขากับของเรามันต่างกัน ของเขา ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยทหารกลุ่มหนึ่งที่มีอํานาจเหมือนประเทศไทยเขาไม่ได้คิด ผลักดันใครขึ้นมานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเก็บประโยชน์จากนายกรัฐมนตรีคนนั้น ๆ ไม่มีครับ ประเทศเพื่อนบ้านเขาไม่มี เขามองถึงประเทศเป็นหลัก มองถึงกองทัพเป็นหลัก ท่านประธานครับ วันนี้รถเกราะล้อยางประเทศยูเครนส่งไม่ได้ แล้วไปห่วงอะไร กับประเทศยูเครน มันทําไมไม่เรียกเอาเงินคืน จ่ายไปแล้วไม่ได้อะไรเลย วันนี้บอกว่า เครื่องยนต์ดอยทช์ (Deutsch) ประเทศเยอรมนี บอกว่าคุณยังเป็นประเทศเผด็จการ หรือจะเอารถบรรทุกยานลําเลียงคนลงไปปราบปรามประชาชนชายแดนภาคใต้ เขาไม่ขายให้ แต่วันนี้มาบอกครับ บอกว่าเปลี่ยนใหม่เป็นเอ็มทียู (MTU) จากประเทศ เยอรมนีเหมือนกัน มันแปลกไหมท่านประธานครับ ท่านมีประสบการณ์มาก ยิ่งในงบประมาณนี้ ประเทศเยอรมนีบอกว่าดอยทช์ประเทศเยอรมนีไม่ส่งให้ เปลี่ยนใหม่ ไปเอาเอ็มทียูเป็นของประเทศเยอรมนีเหมือนกัน แล้วก็บอกว่าถ้าเกิดประเทศเยอรมนี เขาให้เอ็มทียูได้ทําไมเขาให้เครื่องยนต์ดอยทช์ไม่ได้ สเปก (Spec) ที่กําหนดไว้ นี่คือ ความฉ้อฉลทั้งหมด แล้ววันนี้งบประมาณก็จะเอาลงไปโดยเราไม่ได้ไตร่ตรองอะไรกันเลย ในสภาแห่งนี้ปล่อยกันอย่างนี้หรือ
ท่านประธานเห็นไหมครับ เอเค ๑๐๒ (AK102) พูดหลายครั้งหลายหน กระทรวงมหาดไทยซื้อให้อาสารักษาดินแดน เขาซื้อกันไม่กี่หมื่นบาท นี่ฟาดไปกระบอกละ ๘๕,๐๐๐ บาท ผมยื่นเรื่องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็โยนไปให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยก็ซื้อเหมือนเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเฉย ๆ ครับ พรรคร่วมรัฐบาลเป็นพรรคร่วมก็เป็นไปครับ เป็นรัฐบาลก็ร่วมกันเป็นไป แต่ว่าประโยชน์ ของประเทศต้องสนใจ ต้องรักษา ท่านประธานเห็นไหมครับ รถขนาด ๔ คูณ ๔ บรรทุก กําลังพลของทหาร ๑,๔๗๔ คัน ๔,๙๙๖ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่คันละประมาณเกือบ ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท รถอีซูซุ ๔ ล้อธรรมดามาดัดแปลงเป็นรถทหารหน่อย พรรคร่วมรัฐบาลนี่ ขอโทษทีครับ บริษัทที่ใกล้ชิดกับพรรครัฐบาลได้ไปครับ ท่านประธานครับ ต่อรองกัน โดยคณะกรรมการต่อรองราคา บอก โอ้โฮ มันแพงเกินไป ๑,๔๗๔ คัน ให้ไปต่อรอง คันละ ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อรองมาปรากฏว่าได้ผลสรุปมาเหมือนกันครับ เขาลดให้คันละ ๒,๐๐๐ บาท นี่คือการรักษาประโยชน์ของแผ่นดินหรือนี่ เจรจาอย่างไรครับ ๑,๔๗๔ คัน ๑๐๐ คันแถม ๑ คันได้ไหม ๑๐๐ คันแถม ๒ คันได้ไหม หรือลดราคาให้มันตํ่ากว่านั้น ได้หรือเปล่า นี่คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ แต่ไม่มีเลยวันนี้ ลดให้คันละ ๒,๐๐๐ บาท ยิ้มแย้มปรบมือกันหมด แหม มันดีเหลือเกินบริษัทนี้ลดให้คันละ ๒,๐๐๐ บาท ตลกไหมท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ผมต้องนําเรียนว่าทําไมผมถึงพยายาม ที่จะบอกท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งหลายในสภาแห่งนี้ว่าวันนี้เราต้อง ยืนหยัดครับ เราอยากเห็นกองทัพมีประสิทธิภาพ เราอยากเห็นกองทัพเป็นที่พึ่งของประเทศ เป็นหลักของประเทศ แต่ไม่ใช่กองทัพที่คว้าปืนไปซุ่มยิงคนโน้นคนนี้โดยถูกวิพากษ์วิจารณ์ มากมาย ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมต้องนําเรียนด้วยความอึดอัดใจว่าวันนี้ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จะให้กระทรวงกลาโหมไปนี่ พวกเราต้องช่วยกันดูเพื่อที่จะให้ มันเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริงต่อประเทศ ต่อพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกัน
เครื่องบินรบกริพเพนวันนี้จ่ายไปแล้ว ๓ งวดเกือบหมื่นล้านบาทจะมาปีหน้า ๖ ลํา ต้องซื้อต่ออีก ๖ ลําเพื่อให้ครบ ๑ ฝูง ไม่อย่างนั้นครองน่านฟ้ำไม่ได้ ๕๖ ลํา เอฟ ๑๖ (F16) อัพเกรด (Upgrade) ๓,๐๐๐ ล้านบาทไม่เกินนั้น ครองน่านฟ้ำได้ ใช้ได้อีก ๑๐ ปี ไม่ทําอยากได้ของใหม่ก็ไม่รู้เพราะอะไร มันใต้โต๊ะกันมากมโหฬารอย่างไรหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องบอกว่าวันนี้คุณซื้อกริพเพนมามันต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เครื่องบินรบของกองทัพอากาศใหม่ทั้งหมดเลย แล้วมันจะตามมาอีกเยอะแยะ เซนเซอร์ (Censor) ไอพอด (iPod) ไม่มี ตัวละเป็นล้านบาท จะติดอาวุธจรวดทั้งหลายเครื่องบิน ต้องเอาของอเมริกันมาติดไซด์ไวน์เดอร์ (Sidewinder) แอมแรม (AMRAAM) มันตามมา หมดครับท่านประธาน วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องดู กรรมาธิการที่จะไปเป็ น คณะกรรมาธิการงบประมาณต้องสนใจ เอาใจใส่ ต้องศึกษาให้ละเอียด ไม่อย่างนั้นหมดครับ ประเทศวันนี้บ้านเมืองสตางค์ก็ไม่มี ขวัญกําลังใจพี่น้องทหารหาญเสียหมด
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝากเอาไว้ วันนี้ทหารที่เสียชีวิตไป จากการก่อการร้ายภาคใต้ก็ดี จากผู้ก่อความไม่สงบอะไรที่ว่ากันก็ดี วันนี้ต้องดูแลเอาใจใส่ ให้ดี เช่นเดียวกันกับพี่น้องทั้งหมดทุกคนที่เสียชีวิตไปจากความไม่เข้าใจอะไรก็ดี วันนี้ ต้องดูแลกัน เอาใจใส่เยียวยากัน ถ้าจะปรองดองกันให้ดีอย่าไปเหยียบยํ่าซํ้าเติม ท่านประธานครับ วันนี้ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ถูกสไนเปอร์ ไรเฟิลยิง น่าเสียดายครับ ทั้ง ๆ ที่ชีวิตเขาต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองมาไม่น้อย แล้วก็เพื่อนทหารเขาคุยกับผมในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาการทหาร เขาบอกว่าถ้าให้เขารบ กับทหารด้วยกัน เขาแต่งเครื่องแบบด้วยกันนี่เขาไม่ทําร้ายทหารไทยด้วยกันเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนที่เป็นลูกผู้ชายที่ติดยศนายทหารพลตรีครับท่านประธาน แต่วันนี้ ญาติพี่น้องเขาทําเบิกเพื่อจะขอค่ารักษาพยาบาลจากกองทัพ กองทัพปฏิเสธครับ เสียชีวิตไปแล้ว วันนี้ปฏิเสธบอกว่าถูกตั้งกรรมการอยู่เบิกไม่ได้ เป็ นคนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์ วันนี้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ เขาแจ้งมาอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่านี่คือสิ่งที่มันแสดงให้เห็นถึงความอํามหิตโหดร้ายของความไม่เป็นคนไทยด้วยกัน ที่มีความสํานึกในความเป็นคนไทยมีความรักกันดังที่ท่านประธานหวัง ใครก็ตามที่เป็น ทหารหาญเสียชีวิตดูแลเขาให้หมดครับ ความไม่เข้าใจ ความเข้าใจผิดอะไรก็ดี แต่วันนี้ ไม่เลย มีแต่จะเหยียบยํ่าซํ้าเติม มันต้องหยุดครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่จะให้ไป ถึงบอกว่าคุณจะเอาไปทําอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเอาไปเถอะ ถ้าเกิดว่า รัฐบาลมีปัญญาที่จะหาสตางค์เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองได้ แต่วันนี้เรายังมีอุปสรรค อีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นมันจะต้องแก้ไขกันครับ ฝากท่านประธานด้วยความเคารพครับ
สุดท้ายผมเองก็หวังเป็ นอย่างยิ่ง ผมเองในฐานะที่เป็ นผู้แทนราษฎร เป็ นลูกหลานท่านนี่ละ นิยมชมชอบท่านมาโดยตลอด นับถือท่านมาโดยตลอด ผมเสียดายนิดหนึ่งว่าครั้งแรกที่ผมเสนอผ่านท่าน แต่ผมไม่ทราบท่านอ่านหรือเลขาธิการอ่าน แต่เลขาธิการเป็นคนลงนามมาถึงผม ผมขออนุญาตตั้งกรรมาธิการ ตั้งคณะทํางาน คณะกรรมการ ๒ สภาร่วมเพื่อติดตามการชุมนุม ก่อนที่จะเกิดเหตุด้วยซํ้าไป แต่สภาเรา ไม่เอาครับ บอกกรรมาธิการการทหารก็ตั้งไปเองสิ ผมเลยต้องตั้งคุณวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ แล้วก็เพื่อน ส.ส. เป็นคณะอนุกรรมาธิการในการตรวจสอบการสลายม็อบ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นครับท่านประธาน ฝากท่านด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าเราเป็นห่วง อย่างนี้จริง ๆ เรารู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นอย่างไรครับ เรารู้จะต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้น แล้วเราไวต่อเหตุการณ์ แต่ว่าพอดีสภาไม่ตอบสนองมันก็เลยทําให้เสียโอกาสไป ต้องกราบด้วยความเคารพครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณประพนธ์ นิลวัชรมณี ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประพนธ์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจ เมื่อวันจันทร์ผมได้อ่านรายงานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยว่าไตร มาสแรกของปี ๒๕๕๓ นี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงมากเกินกว่าที่ทุกคนคาดว่ามันจะเป็นไปได้ครับ แต่มันเป็นไปได้แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่น่ายินดีสําหรับประเทศไทย สําหรับพี่น้องประชาชนที่ได้ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์และทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถ วันนี้ก็เป็นโชคดีอย่างหนึ่งของสภาที่ได้ มีโอกาสมาอภิปรายพิจารณางบประมาณแผ่นดินประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ผมว่าโชคดีเพราะว่าไม่ถูกเผาไหม้ไปเสียก่อนจากเหตุการณ์การจลาจลจากกลุ่ม ผู้ก่อการร้าย เมื่อวันที่ ๑๙ ที่ผ่านมา ก็ต้องขอขอบคุณทีม ศอฉ. แล้วก็โดยเฉพาะ ฝ่ายทหารผู้ปฏิบัติการที่สามารถรักษาอํานาจรัฐไว้ได้ ทําให้รัฐไทยยังมั่นคงเป็นที่เชื่อถือ ของต่างประเทศ แล้วก็ได้ปฏิบัติตามที่ประชาชนทั้งหลายเขาเรียกร้ องว่า ท่านนายกรัฐมนตรีผู้มีอํานาจดูแลประเทศนี้ต้องคุมอํานาจรัฐไว้ให้ได้เพื่อความสงบสุข ของประชาชนครับ หลายฝ่ายได้วิจารณ์เรื่องงบประมาณด้านความมั่นคง ด้านการทหาร ว่ามากครับ แต่ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้มีความจําเป็น เพราะยุคปัจจุบันนี้นอกจาก ผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ซึ่งไม่จบไม่สิ้น เริ่มรุนแรงตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย จนเดี๋ยวนี้ซึ่งก็เป็นปัญหาที่แก้ยาก อันนั้นเป็นสิ่งจําเป็นที่ต้องเพิ่มงบประมาณทางด้าน ความมั่นคง แล้วก็อนาคตไม่นานนี้ก็ไม่แน่ ทราบข่าวว่าความรุนแรงของหลายจังหวัด ในภาคเหนือ ภาคอีสาน จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีกับประเทศชาตินั้นก็เริ่มก่อตัวขึ้น เป็นสิ่งจําเป็นที่รัฐบาลนี้ต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ นั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมได้ดูงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ ประจําปี ๒๕๕๔ นั้น ก็ต้องขอบคุณว่ารัฐบาลนี้ให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค ด้านถนนหนทาง ซึ่งตลอด ๖-๗ ปีที่ผ่านมานั้นภาคใต้ของผม ได้ถูกละเลยเป็นอย่างมากครับ แต่สําหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๔ นี้ดูแล้วเป็นที่น่าชื่นใจว่า ได้กระจายงบประมาณไปทั่วทุกภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นความยุติธรรมที่รัฐบาลนี้ มอบให้กับผู้เสียภาษีของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นราษฎรเลือกพรรคการเมืองใดขึ้นมา อีกอย่างหนึ่งครับ ผมต้องขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีที่ยังยึดมั่นกับแนวหลักการของ พรรคประชาธิปัตย์ตลอดมาตั้งแต่สมัย ฯพณฯ ชวนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข นั่นคือจัดงบประมาณเพื่อการพัฒนาคน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ มนุษย์เป็นทรัพยากรที่ประเสริฐที่สุดในโลกนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันมาตลอด แล้วก็ได้จัดงบให้กับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้คนไทยนั้นมีมันสมอง มีความรู้ มีสุขภาพ มีอนามัย แล้วก็ มีคุณธรรม ในการที่จะเป็นพลเมืองสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ประเทศชาติครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมจะพูดพอดีท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแล้วว่า เรื่องของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องของการวิจัยเพื่อพัฒนาทางด้าน วิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาเรื่องของไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เพื่อพัฒนาเรื่อง ทรัพยากรการเกษตรของเราในการที่จะทดแทนพลังงานนั้น ผมก็ขอชื่นชมยินดีว่าท่านมี ความรู้และท่านตั้งใจทําตามที่สภาพัฒน์ได้วางยุทธศาสตร์ของปี ๒๕๕๐ จนถึงปี ๒๕๕๔ เป็นอย่างดีครับ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปคุณนรพล ตันติมนตรี ๔ นาที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนรพล ตันติมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อแผ่นดิน ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ผมมีเวลาแค่ ๔ นาที ผมขอเข้าในเนื้อหาสาระว่า งบประมาณที่ทางรัฐบาลได้จัดสรร ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของทุก ๆ กระทรวง ผมถือว่ามันเป็น การจัดสรรงบประมาณที่ปกติถือว่าเป็นเช่นกันอย่างนี้ทุกปี ก็เลยอยากจะฝากไปถึง รัฐบาลว่าถ้าเป็นไปได้ควรจะเพิ่มกระทรวงที่เป็นกระทรวงเศรษฐกิจให้มากขึ้นเพื่อจะได้ ไปเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างชาตินะครับ
กลับมาในพื้นที่ของกระผมมีเรื่องโรงพยาบาลที่อําเภอฮอด ซึ่งได้ประสานกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในเรื่องของตึกอุบัติเหตุผู้ป่วยนอก เข้าใจว่าทางกระทรวงได้เสนอแผน เข้ามาที่สํานักงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ประกอบกับ ทางรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับตําแหน่ง เข้ามาทํางานในต้นปี ๒๕๕๓ มีการขับเคลื่อน โครงการไทยเข้มแข็ง อาจจะเป็นเพราะด้วยความหวังดีหรืออย่างไร ก็ผลักดันโครงการ ตรงนี้ออกไป ไปอยู่ในโครงการ พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. ผมก็ไม่ทราบ จนปัจจุบันนี้ที่ผ่านมา สิ้นปีที่แล้วชาวบ้านดีใจมากว่าจะได้งบตึกอุบัติเหตุผู้ป่วยนอกหลังใหม่ที่อําเภอฮอด มีการจัดการทอดผ้าป่าสามัคคี ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่จะต้องสร้างโรงพยาบาล น่ารักมากครับ ย้ายออกจากพื้นที่เพื่อที่จะให้โรงพยาบาลได้มาสร้างตรงนี้นะครับ ก็อยากจะขอทางรัฐบาลจะได้หาช่องทางที่จะแก้ไขอย่างไร เพราะว่าชาวบ้านก็ได้ ย้ายออกไปหมดแล้ว แล้วก็ทราบมาว่าในช่วงต้นปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมามีปัญหาภายใน กระทรวงสาธารณสุข มีมติของแพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่มีความจําเป็น ตรงนี้ผมขอ เรียนผ่านท่านประธานถามทางแพทยสภาว่ามันไม่มีความจําเป็นอย่างไรที่จะไม่ให้สร้าง ไม่ให้งบประมาณตรงนี้เกิดขึ้นที่อําเภอฮอด อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ใน พ.ร.บ. ที่หลาย ๆ ท่าน ก็ได้อภิปรายไปใน ๒ วันนี้
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของประตูนํ้า ที่ตําบลแม่สอย อําเภอจอมทอง ก็อยู่ใน พ.ร.บ. อีกเช่นกันครับ ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะจัดงบประมาณไปอยู่ที่ไหน ประตูนํ้าอันนี้ ก็มีประโยชน์ไม่เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่นะครับ เพราะเป็นประตูนํ้าที่กั้นแม่นํ้าปิ ง เพราะฉะนั้นจังหวัดเชียงใหม่และพี่น้องชาวจังหวัดลําพูนก็ได้รับประโยชน์ร่วมกัน
เรื่องที่ ๓ เป็นถนนที่วิ่งผ่านระหว่างอําเภอจอมทองกับอําเภอฮอด ก็อยู่ใน พ.ร.บ. อีกเช่นกันครับ ไม่ทราบว่าจะจัดสรรอย่างไรที่จะให้โครงการตรงนี้เกิดขึ้น ป้ำยไทยเข้มแข็งขึ้นในพื้นที่จากกรมทางหลวงแผ่นดินนะครับ เส้นที่ ๒ เป็นถนนจาก ตําบลบ่อแก้ว อําเภอสะเมิงไปจนถึงอําเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นอําเภอน้องใหม่ ก็เป็น โครงการของไทยเข้มแข็งเช่นกัน
ก็อยากจะฝากติดตามถนน ๒ โครงการ อยู่ในพระราชบัญญัติทั้งหมด ๓ เรื่อง ก็คงจะฝากท่านประธานเอาไว้ในส่วนของพระราชบัญญัติที่จะได้หาทางแก้ไข ในโครงการที่ผมได้กล่าวมานี้ใน ๓ โครงการ แล้วก็ขอคําตอบจากแพทยสภาว่า ไม่มีความจําเป็นอย่างไร ประชาชนเช่นกัน โครงการต่าง ๆ รัฐสวัสดิการที่รัฐบาลก็กําลัง จะดําเนินการอยู่แล้วจะได้บรรลุผลกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น สู่ต่างจังหวัดครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไปคุณแวมาฮาดี แวดาโอะ ๒๐ นาที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อกรณีการนําเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐบาลในปี นี้ โดยปกติแล้วใน ๓ ปีที่ผ่านมานั้นผมมักจะแสดงความเห็นในงบประมาณเกี่ยวกับทหาร เกี่ยวกับการซื้ออาวุธ เกี่ยวกับความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ สําหรับปีนี้ผมคงไม่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคง แม้จะพูด ในเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ก็ตาม เนื่องจากว่าในปีนี้ผมเข้าใจว่าทุกภาคส่วนของประเทศไทย เราอยู่ในสภาพเดียวกัน ถ้าอดีตผมพูดถึง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเราบางท่านอาจจะเข้าใจยาก แต่วันนี้ผมเชื่อว่าทุกส่วนของประเทศไทย ประชาชนคงเข้าใจ เพราะว่ามีการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทั่วหน้า เช่นเดียวกับกฎหมายก่อการร้ายครับ เพราะฉะนั้น ในบางครั้งเวลาสะท้อนปัญหาในภาคใต้เกี่ยวกับความมั่นคงเราจะเข้าใจยาก แต่วันนี้ เรารับรู้ข้อมูลพอ ๆ กัน แล้วก็ได้รับผลกระทบพอ ๆ กันนะครับ เพราะฉะนั้นในปี นี้ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นจะเน้ นในด้ำนสังคมที่เกี่ยวข้ องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ได้กล่าวปาฐกถา เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ วันที่เราจัดสัมมนาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ บอกว่าสําหรับภาคใต้งบประมาณ ตามยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหานั้นต้องเป็นงบประมาณที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ ประชาชนจับต้องได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กําลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่จากการที่รัฐบาล ได้ทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาลลงไปอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นงบประมาณในปีนี้ สิ่งที่ผมจะตั้งข้อสังเกตนั้นก็คือว่าการจัดสรรงบประมาณสําหรับภาคใต้นั้นจะเอื้อต่อ แนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีความตั้งใจ แล้วก็ดูเสมือนจะมีความเข้าใจในเรื่องของ การจัดงบประมาณปีที่ผ่าน ๆ มา ๖-๗ ปีครับ
ผมขอเริ่มที่กระทรวงศึกษาธิการครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ วันสัมมนาอย่างนี้นะครับ กระบวนการของการศึกษาและการพัฒนาคนนั้นจะมีบทบาท สําคัญที่จะคืนความสันติสุขกลับคืนต่อพื้นที่ได้ อย่างน้อยที่สุดสถิติหรือข้อเท็จจริง อย่างหนึ่งที่สนับสนุนในส่วนนี้คือต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ในขณะนี้อายุเฉลี่ยน้อยมากก็คือเยาวชนก็คือคนซึ่งอยู่ในวัยที่ควรจะสามารถดูแลได้จาก ระบบการศึกษา ถ้าหากว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพและจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล ในการจัดการศึกษาในเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดอีกครับ ซึ่งผมมีความจําเป็น ต้องหยิบยกขึ้นมา เพราะในเรื่องการจัดงบประมาณในปี นี้มันไม่เป็ นไปตาม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าหัวใจของมันก็มีอยู่เพียงว่า ทําอย่างไรที่จะเชื่อมโยงระบบการศึกษาของเราในฐานะรัฐบาลนั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อ เอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างแท้ จริง ถ้ำเราทําให้ สถานศึกษา หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ให้ในสิ่งที่เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนที่นั่น ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือประชาชนที่นั่นอยากจะรู้จักหลักคําสอนของศาสนา อยากจะรู้ความเชื่อของศาสนาว่าอย่างไร และรวมไปถึงให้มีทักษะที่จะทําให้สามารถ ไปประกอบอาชีพได้ มีความก้าวหน้าในชีวิตได้ ตรงนี้คือการดึงให้เยาวชนของเรากลับมา และเตรียมคนให้มีความพร้อมที่จะสัมผัสกับประโยชน์และความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้น ในพื้นที่ รัฐบาลจะต้องเอาพื้นที่ที่ดีไล่พื้นที่ที่เสียสําหรับเยาวชน เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ที่ดี ให้กับเยาวชนเยาวชนก็จะยุ่งอยู่กับยาเสพติด การพนัน การติดเกม ก็จะถูกดึงเข้าไปสู่ พื้นที่เสียและสร้างปัญหาให้กับสังคมต่อไป ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่นั้นมีเยาวชนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คนอยู่นอกการพัฒนาคือไม่ได้รับการศึกษา ดังนั้นนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจ ในเรื่องนี้ว่าในเรื่องของการศึกษานั้นมีความจําเป็นที่จะต้องเอื้อต่อความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้พูดอีกนะครับว่าการสนับสนุนการศึกษา ในปัจจุบันรวมถึงการจัดงบประมาณนั้นไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความหลากหลาย ของสังคมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่าที่ควร เอาง่าย ๆ เรื่องภาษา เพียงแต่ เรายอมรับว่าภาษาที่พี่น้องที่นั่นได้ใช้เป็นส่วนใหญ่นั้นเป็นภาษาของท้องถิ่นเหมือนกับ ภาคอื่น ๆ ทําไมเราไม่อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนตรงนี้ให้กับประชาชน ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อนะครับ เรื่องแบบนี้ความจริง ถ้าเทียบในงบประมาณนั้นเราคงใช้งบประมาณน้อยมาก แต่ผลในการไว้เนื้อเชื่อใจกัน จะมีความสําคัญมาก และจะเป็นกุญแจสําคัญอีกดอกหนึ่งที่จะนําไปสู่ความสันติสุข ให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ท่านประธานที่เคารพครับ จากปาฐกถาของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้จับประเด็น ๒ เรื่องครับ
ประการที่ ๑ เป็ นเรื่องของหลักการศาสนาที่รัฐบาลได้สนับสนุน งบประมาณจัดการศึกษาตามโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีนั้นไม่ได้เอื้อต่อการศึกษาในเรื่อง ศาสนา
ประการที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับภาษาครับ ผมอยากจะใช้เวลาสัก ๒-๓ นาที เพื่อจะอธิบายต่อท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีว่าแท้ที่จริงแล้วความหวัง ของประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นอาจจะมี ความแตกต่างจากความคาดหวังของการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่อื่นในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้กับกลุ่มแม่บ้านตามชุมชนต่าง ๆ เขาบอกอย่างนี้ ท่านประธาน สําหรับลูกของเขานั้นถ้าจบชั้น ป. ๖ แล้ว เขาอยากจะได้ ๔ อย่างด้วยกัน
ข้อที่ ๑ ก็คืออยากจะให้อ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทย ภาษามลายู และภาษาอังกฤษ
ข้อที่ ๒ ก็คืออยากจะให้มีความสามารถอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ
ข้อที่ ๓ ให้เยาวชนรู้ขั้นพื้นฐานในเรื่องวิชาสามัญคือคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
และสุดท้ายให้รู้ถึงความดีความชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักปฏิบัติ ของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเมื่อเด็กจบ ป. ๖ แล้วภาคบังคับ ที่ระบบการศึกษาจะต้องปลูกฝังก็คือเด็กจะต้องสามารถทําการละหมาดครบ ๕ เวลา ใน ๑ วันทุกวัน นั่นก็คือจะเริ่มตั้งแต่อายุ ๗ ขวบเพื่อจะให้ลูกนั้นได้ทําการละหมาดและจะ มีการลงโทษถ้าไม่มีการทําละหมาดเมื่ออายุ ๑๐ ปี เหตุที่เขาถืออย่างนี้นะครับ เพราะว่า พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่ผมขออนุญาตอ่านเป็นภาษาอาหรับ บอกว่า อินนัศเศาะลาตะตันฮา อะนิลฟะชาอิ วัลมุงกัร หมายความว่าแท้ที่จริงแล้ว การละหมาดนั้นจะสามารถยับยั้งการกระทําความชั่ว เพราะฉะนั้นถ้าเยาวชน เด็กที่อยู่ใน ชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราสามารถที่จะปลูกฝังในเรื่องการละหมาดโดยผ่านกระบวนการ การศึกษาที่อยู่ในขั้นพื้นฐานนั้นก็จะสามารถเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็กไปทํานิสัยที่ไม่ดีงาม และจะอยู่ในคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งน่าจะเป็นกุญแจสําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าว ปาฐกถาเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ปีที่แล้ว
เพราะฉะนั้นผมได้ดูรายละเอียดของงบประมาณในประเด็นนี้นะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าแม้รัฐบาลจะจัดการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ประชาชนที่นั่น ก็คาดหวังครับว่าจะได้เรียนฟรี จะได้ใช้เสื้อผ้าฟรี คู่มือตําราฟรี และกิจกรรม การจัดการเรียนการสอนนั้นฟรีทุกอย่างครับ แต่รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับนะครับว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในปาฐกถาพิธีเปิดสัมมนานั้น บอกว่าการจัดสรรงบประมาณ ที่ผ่านมารวมทั้งงบประมาณในปีนี้ไม่ได้เอื้อเต็มรูปแบบในการที่จะสนับสนุนเป็นไปตาม เจตนารมณ์และความต้องการของประชาชนในเรื่องของการจัดการเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลดังนี้ครับ
ข้อที่ ๑ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้จัดการเรียนการสอนให้ครบถ้วน ตามที่ต้องการ สิ่งที่ขาดไปก็คือเรื่องของศาสนาในชั้นประถมศึกษาและเรื่องของ ภาษามลายูรวมทั้งภาษาอาหรับ จึงมีความจําเป็นที่ชุมชนจะต้องไปจัดเองในวันเสาร์ วันอาทิตย์ บางคนเรียกว่าโรงเรียนฟัรดูอีน บางคนบอกว่าโรงเรียนคุรุสัมพันธ์ บางคน ก็เรียกว่าโรงเรียนตาดีกาเหมือนกับโรงเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย์นั่นเองครับ ท่านประธานครับ งบตรงนี้น่าจะรวมไปอยู่ในเรื่องของโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี แต่ปรากฏว่างบประมาณที่รัฐบาลนี้ตั้งไว้เพียงสนับสนุนครูที่ไปสอนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพียง ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคนครับ หมายความว่ามัสยิดใดมี ๒ คนก็จะได้รับเงินไป ๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นงบประมาณเกี่ยวกับสถานที่ เกี่ยวกับตํารา เกี่ยวกับชุดนักเรียน เกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนนั้นรัฐบาลไม่ได้จัด ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลมีทางเลือก ๒ แนวทางครับ
อันที่ ๑ รัฐบาลจะต้องไปดูต้นแบบของเทศบาลเมืองนราธิวาส ในเมื่อรัฐบาลกลางไม่มีความสนใจที่จะจัดงบเพื่อการเรียนการสอนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นโดยเทศบาลเมืองนราธิวาสจึงจัดงบของตัวเอง เพื่อไปสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนอิสลามศึกษา มีการเรียนการสอนภาษามลายู ในโรงเรียนเทศบาลที่ดูแลอยู่โดยการจัดงบประมาณ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะเรียกร้อง ต่อรัฐบาลว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลกลางควรที่จะจัดงบประมาณเฉพาะเพื่อที่จะไปสนับสนุน ให้กับโรงเรียนตาดีกาเป็ นรายหัวครับ ปกติแล้วเราสนับสนุนโรงเรียนเอกชน ๑๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี สําหรับตาดีกานั้นผมคํานวณแล้วที่ช่วงเวลาที่เขาเรียน และเนื้อหาที่เขาต้องรับผิดชอบนั้นน่าจะอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปีครับ อันนั้นคือประเด็นที่ ๑
ส่วนโรงเรียนของรัฐนะครับ โรงเรียนของรัฐสิ่งที่น่าตกใจมากก็คือว่า คุณภาพการศึกษาของเด็กที่จบ ป. ๖ ตํ่ามากครับ เพราะฉะนั้นถ้าทุกครั้งที่เราพูดถึง คุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็จะพูดถึงคุณภาพของโรงเรียนปอเนาะ เป็นเหตุ ให้นักเรียนที่นั่นมีผลสัมฤทธิ์การศึกษาตํ่า ไม่จริงครับ ผมได้ดูตัวเลขจาก สมศ. คือ สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาที่ไปตรวจโรงเรียนประถมศึกษา ของรัฐบาลที่มีอยู่ ๓๐๐ กว่าแห่ง ปรากฏว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ๒๐๐ โรงเรียน เป็นโรงเรียนของรัฐ และที่สําคัญยิ่งมีบุคลากรครูในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ขาดแคลนเป็นอย่างหนัก เพราะฉะนั้นผมไม่แปลก ถ้าเด็กจบ ป. ๖ ที่นั่นอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ บวก ลบ คูณ หาร ยังไม่แม่น อย่าไปโทษต่อโรงเรียนปอเนาะ อย่าไปโทษ ต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะเด็ก ๘๙ เปอร์เซ็นต์ที่เรียนอยู่ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป. ๖ นั้นเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐสังกัด สพฐ. สํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งมีอยู่ ๘ เขตในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นแนชชันนัล เทสต์ (National test) การทดสอบระดับความรู้นั้นเกือบทุกวิชาตํ่ากว่ามาตรฐาน มีเพียงวิชาภาษาอังกฤษ เท่านั้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ตรงนี้แหละครับผมจึงอยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการ กรุณาไปดู อย่าไปโทษเฉพาะโรงเรียนปอเนาะ เพราะโรงเรียนที่สังกัด สพฐ. ของท่านนั้นเอง ๒๐๐ โรงเรียนยังไม่ได้รับมาตรฐานตามสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษาครับ
และที่สําคัญยิ่งมีประมาณ ๒๐๐ โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมาก มีเพียง ๑๒๐ คนต่อโรงเรียน การบริหารจัดการมีปัญหา บุคลากรก็ไม่ครบ และโรงเรียน เหล่านี้เกือบส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบของ สมศ. อันนี้คือข้อที่ ๒
ในเรื่องสถานที่ ถ้าดูตัวเลขงบประมาณที่ลงในภาคใต้เราจะเห็นว่ามันมี มากครับ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่ามีหลายโรงเรียนที่นักเรียนยังเรียนอยู่ใต้ต้นไม้ครับ มีโรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้กับวัดที่ตําบลสุไหงปาดี ผมไปดูนะครับ คือโรงเรียนธัญธารวิทยา หมู่ที่ ๖ ตําบลสุไหงปาดี อําเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ปรากฏว่าสถานที่เรียนยังไม่พอ ยังเรียนอยู่ใต้ต้นไม้ อย่าไปพูดถึงสื่อการสอน อย่าไปพูดถึงการอํานวยความสะดวก ในเรื่องอื่นครับ อันนี้คือเรื่องถัดไปที่ผมอยากจะบอก
ส่วนถัดไป โอกาส งบประมาณที่ท่านตั้งไว้นี้ ผมยังไม่เห็นงบประมาณ ในการที่จะพูดถึงการสนับสนุนความร่วมมือทางการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับรัฐทางเหนือของประเทศมาเลเซีย ที่ผมต้องพูดอย่างนี้นะครับ เพราะในประเทศมาเลเซียนั้น เขาประสบความสําเร็จใน ๒ เรื่องหลัก ๆ คือเรื่องภาษา ไม่ว่าภาษาอังกฤษ ไม่ว่าภาษาจีน ไม่ว่าภาษามลายู แม้กระทั่งภาษาอาหรับ รวมทั้งประสบความสําเร็จในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้นถ้าดูผลการสอบแนชชันนัล เทสต์ของเด็ก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่าภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ นั่นก็หมายความว่ามันเป็นทุนที่สําคัญ ที่จะเอื้อในการที่จะพัฒนาเด็กเหล่านี้ไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการในด้านภาษา แต่รัฐบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณเรื่องนี้เลยครับเท่าที่ผมดู น่าจะมีความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนหรือ สพฐ. ที่อยู่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐในภาคเหนือของประเทศ มาเลเซีย มีเพียงที่ทุนประเทศมาเลเซียให้มาปีละ ๖๐ ทุนแค่นั้นเองครับ ผมไปส่งลูก ที่ได้ทุนวันก่อนครับ เขาอุตส่าห์ให้เรามา ๖๐ ทุน แต่เราไม่เคยคิดที่จะร่วมมือกับเขาเลย ในการที่จะให้เขามาช่วยเราในเรื่องของการศึกษา ผมดูในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใน ๕ ปีนั้น เรามีการพูดถึงอีเซอร์ (ECER) และเอ็นเซอร์ (NCER) ซึ่งเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจทางภาคเหนือและฝั่งตะวันออกของประเทศมาเลเซีย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความจําเป็นที่จะต้องเตรียมในด้านภาษาและวัฒนธรรมที่จะต้องเรียนรู้กัน เพื่อเอื้อในการที่จะใช้ประโยชน์ตรงนี้ในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงมาทั้งหมดนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่า ถ้ามันจะเป็นเลิศมากท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องกําชับกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีรัฐมนตรี ดูแลนั้นจะต้องแปลงงบประมาณเกี่ยวกับโครงการ ๑๕ ปีเรียนฟรีนั้นนําไปสู่ประเด็นที่ผม ได้พูดถึงทั้งหมด ท่านไม่มีทางเลือกนอกเหนือจากท่านจัดเองหรือท่านจะสนับสนุน งบประมาณให้ชุมชนจัดในส่วนวิชาหรือสาระที่ประชาชนคาดหวังแต่ท่านไม่ได้จัด คนที่นั่นอยากจะเรียนภาษามลายู คนที่นั่นอยากจะเรียนศาสนาในโรงเรียนประถมศึกษา แม้ท่านจะมีอิสลามศึกษาในโรงเรียน แต่ในที่สุดท่านก็จัดด้วยภาษาไทยซึ่งไม่เป็นไปตาม ความต้องการ
สุดท้ายเนื่องจากเวลาจํากัด จริง ๆ ผมมีประเด็นเรื่องสาธารณสุข ก็ไม่เป็นไรครับ ผมคงต้องเตือนสติแก่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องดังนี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปาฐกถาเมื่อปีที่แล้วอย่างนี้ครับ แม้งบประมาณปีนี้ที่ลงไปมหาศาลประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ใช่เป็นสูตรสําเร็จที่จะไปแก้ปัญหาภาคใต้ถ้าเรื่องอื่นยังไม่ได้แก้ ท่านพูดอย่างนี้ครับ การทุ่มเงินลงไปในพื้นที่ไม่ใช่คําตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา แต่ความสมัครสมานสามัคคี ความสมานฉันท์ต่างหากเป็นคําตอบสุดท้าย แต่ความสมัคร สมานสามัคคี ความสมานฉันท์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมองว่าตนเองได้รับความเคารพ ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติจากทุกฝ่าย ได้รับความจริงใจ ในการที่จะอยู่ร่วมกัน มีเป้ำหมายร่วมกันในการที่จะพัฒนาในส่วนของชุมชน สังคม หรือประเทศชาติของตัวเอง อีก ๑ นาทีครับ อันนี้คือหัวใจสําคัญที่สุด อีก ๓ บรรทัดครับ ถ้าเราไม่ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้
เวลามากกว่าเขาด้วยครับ ๒๐ นาทีพอสมควรนะครับ
เราก็จะวิ่งไล่แก้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น แต่มองแค่ว่ามันเป็นเรื่องของงบประมาณหรือการบังคับใช้กฎหมายมันก็จะไม่จบ แต่เป็นเรื่องของความจริงใจซึ่งกันและกันต่างหากจึงจะแก้ปัญหาได้ครับ คําพูดเหล่านี้ เป็นคําพูดของท่านนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศในขณะนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ คุณประเกียรติมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ
ท่านพูดมาแล้ว
สั้น ๆ นิดเดียวขอเพิ่มเติม จากที่ได้อภิปราย
มีรายการเพิ่มเติม แถมด้วยหรือครับ
บังเอิญผมเห็น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะขึ้นมาตอบผมก็เลยจะขอพูดก่อน เดี๋ยวจะผิดพลาด คือในรายการที่ผมพูดไป ผมพูดถึงเรื่องประโยชน์และการขาดรายได้ จากการยกเว้นภาษี ทีนี้บังเอิญไปเจอในเอกสาร
อ่านไปก็เจอเรื่อย ๆ ครับ
ไปเจอในเอกสารฉบับที่ ๕ ซึ่งมันซ่อนอยู่
ผมว่าก็พอแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามที่รายงานไว้ ตรงนี้มันยังไม่ครบตามที่ประมวลรัษฎากรได้มีออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นไว้ทั้งหมด
แปรญัตติเอาก็แล้วกันครับ
ถ้าจับมารวมกันทั้งหมดได้ มันก็จะดี เพราะตรงนี้มันเป็นสาระสําคัญที่จะกระทบต่อการประเมินรายได้
นั่นละครับ คือท่านติดอะไร ก็ไปแปรญัตติเอา
ผมเห็นแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณมากครับ
พบท่านส่วนตัวก็ได้ ไม่เป็นไรครับ ต่อไปผมจะอ่านรายชื่อสัก ๕ ท่าน ท่านบัญญัติ ท่านชาดา ท่านวิสาระดี ท่านวุฒิพงษ์ ท่านมนต์ชัย ท่านนัจมุดดีน เชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ๕ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอใช้เวลา ๕ นาทีอันมีค่าอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้เห็นความสําคัญของงบประมาณเกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดให้เป็นอันดับสูงสุดอันดับหนึ่ง ซึ่งมากที่สุดในประวัติการณ์ถึง ๓.๘๘ แสนล้านบาท หรือคิดเป็น ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดของปี ๒๕๕๔ ก็คือ ๒.๐๗ ล้านล้านบาท นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบทางด้านการวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นมาถึง ๓ เท่า อันนี้ ก็บ่งบอกถึงว่าท่านมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาประเทศ ผมเห็นด้วยกับแนวนโยบายในการพัฒนาคนเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากว่าคนนั้นมีคุณภาพ แล้วมีศีลธรรม มีความรู้ ปัญหาทางด้านสังคมก็ดี ปัญหาทางด้านอาชญากรรมก็ดี ปัญหายาเสพติดก็ดี ปัญหาสุขภาพก็ดี หรือแม้กระทั่งปัญหาการก่อการร้าย การเผาบ้าน เผาเมืองต่าง ๆ ก็ดี ล้วนแต่มาจากทิฐิที่ไม่ถูกไม่ต้อง ก็จะสามารถแก้ปัญหาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปอย่างยั่งยืนด้วยกัน
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผมต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่ได้นํานโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เคยหาเสียงไว้ ต่อประชาชนเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี เรื่องนมโรงเรียนฟรี มาเปลี่ยนเป็นรูปธรรมเป็นนโยบายรัฐบาลแล้วก็จับต้องได้ นอกจากนั้นพี่น้องประชาชน ยังจะได้มากกว่านโยบายที่หาเสียงไว้อีกก็คือมีการกวดวิชาฟรี แล้วก็ผู้พิการนั้นเรียนฟรี จนถึงปริญญาตรี อันนี้ก็ถือว่าเป็นอานิสงส์ที่สําคัญที่ได้นํานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ไปเป็นรูปธรรมถึงพี่น้องประชาชน ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ ๒ แล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมก็ขอฝากกระทรวงศึกษาธิการซึ่งจะมีหน้าที่นํางบประมาณรายจ่าย ต่าง ๆ เหล่านี้ไปเป็ นการปฏิบัติให้เกิดรูปธรรม โดยก็อยากจะให้มองในมุมมอง ของนักเรียน หรือประชาชน หรือพลเมืองที่ท่านนายกรัฐมนตรีเรียกว่าพลเมืองยุคใหม่ หรือพลเมืองพันธุ์ใหม่ว่าเขาเหล่านั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง การเล่าเรียน ในปัจจุบันนี้ผมสังเกตว่าไม่ค่อยได้ดูแลในมิติเรื่องสุขภาพ ระบบอนามัยโรงเรียนก็ไม่ค่อยดี ระบบศีลธรรมตามศาสนาของตนต้องแข็งแรงมากกว่านี้ ปัจจุบันยังน้อยเกินไป ผู้เรียน ต้องเป็นผู้ที่มีความสุข แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่เก่งในอาชีพ แล้วก็ต้องเป็นคนอ่านออกเขียนได้ แล้วก็รักเรียน เขียน อ่าน ตลอดชีวิต อยากจะให้เขาเหล่านั้นรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าเวลาว่างทุกคนมีประมาณ ๘ ชั่วโมงด้วยกันก็อยากจะให้นํายุทธศาสตร์การพัฒนา ตรงนี้ไปทําให้เกิดเป็นรูปธรรม
ในส่วนของครูและหลักสูตรนั้นก็อยากจะได้ครูยุคใหม่ ทราบว่าอีก ๑๐ ปี จะมีครูเกษียณอายุประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเกิดวิกฤติการขาดแคลน ครูนั้นก็อยากจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งคัดเด็กเก่ง เด็กดี เด็กมีความสุขและรัก อาชีพครู ได้รับการส่งเสริมให้เป็นพ่อพิมพ์และแม่พิมพ์ของชาติ แล้วก็อยากจะให้หลักสูตรนั้น ตอบสนองท้องถิ่นด้วย หลายท้องถิ่นไม่รู้จักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไม่รู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่น เท่าที่ควร และตลอดจนภาษาที่จําเป็นที่จะต้องใช้ค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน
ต่อไปเรื่องสถานศึกษาและการบริหารจัดการยุคใหม่ ก็อยากจะให้อนุบาลนั้น อยู่กับหมู่บ้าน มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษานั้นอยู่ที่ตําบล อําเภอ แล้วก็อุดมศึกษานั้น ขอทุกจังหวัด จังหวัดระยองนั้นเป็นจังหวัดใหญ่เก็บภาษีปีหนึ่งจํานวนนับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าก็ไม่มีมหาวิทยาลัย ผมอยากจะให้รัฐบาลนั้นให้มีมหาวิทยาลัยทุกจังหวัด แล้วจังหวัดระยองนั้นมติ ครม. เมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๕๒ ก็เห็นชอบที่จะให้จัดตั้ง มหาวิทยาลัยระยองก็อยากจะให้รัฐบาลนั้นได้เร่งรัดที่จะดําเนินการจัดตั้งมหาวิทยาลัยระยอง เพื่อตอบสนองปัญหาของจังหวัดระยองและการพัฒนาประเทศในภาพรวมต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
คือตอนนี้ท่านวิปฝ่ายค้าน ผมขอแจ้งให้ทราบเวลาของท่านที่ตกลงกันไว้ ๑๓ ชั่วโมงนั้นหมดแล้ว แต่ว่า ทางฝ่ายรัฐบาลก็จะเอื้อประโยชน์ให้ท่าน เดี๋ยวทางฝ่ายรัฐบาลจะให้เวลาเท่าไรก็แจ้งให้ ทางฝ่ายค้านทราบด้วย เดี๋ยวไปแจ้งเป็นการส่วนตัวนะครับ ต่อไปคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ๗ นาที เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งใช้เวลา ๗ นาทีก็ลําบากใจนะครับ กราบเรียนท่านประธานว่างบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นมีการตั้งงบประมาณไว้ ผมคงจะไม่พูดเรื่องรายจ่าย พี่น้องสมาชิกได้พูดกันไปมากแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกมีประมาณ ๕ ประเด็นก็คือ ประเด็นรายรับ แล้วก็ประเด็นในเรื่องวิธีการงบประมาณของสํานักงบประมาณ ซึ่งผมถือว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็เรื่องงบท้องถิ่น แล้วก็รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เรียนท่านประธาน ที่เคารพว่ารายรับในปี ๒๕๕๓ นั้นจัดเก็บได้เกิน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าดูแล้ว ก็น่าชื่นใจถือว่าเก่ง แต่มันไม่ใช่ครับ มันเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศนี้ ถ้ามีการตั้ง รายรับ ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มา การตั้งรายรับเรียกว่ายิ่งกว่าคลื่นวิทยุอีกนะครับ สูง ๆ ตํ่า ๆ ด้วยเหตุผลใดผมก็ไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่าผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ผู้กําหนดตรงนี้รู้ดีก็ คือฝ่ายข้าราชการประจํา มันเหมือนเป็นการตัดตอนการโตของประเทศนี้ แล้วประการสําคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่ที่นี่พอดี มีปัญหาครับ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญกําหนด เรื่องการชี้แจงเรื่องเงินนอกงบประมาณก็ไม่มีการดําเนินการกันหลังจากสิ้นปีงบประมาณ แล้ววิธีการทํางบประมาณของสํานักงบประมาณก็ฉ้อฉลครับ ผมใช้คําว่าฉ้อฉล หลบเลี่ยง สิ่งแรกก็คือแผนงานกว้างมาก แล้วงบบุคลากร งบเงินเดือน ในงบดําเนินงานนั้น จะมีค่าจ้างเหมาบริการ ผมรวมมาได้ในปีนี้งบทั้งหมดประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบหมื่นล้านบาท เป็นงบค่าจ้างเหมา ถ้าพี่น้องสมาชิกดูแล้วจะเห็นเลยว่ามีอยู่ ในทุกโครงการ ค่าจ้างเหมารวม เป็นเงินเดือนค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวในอดีต แต่ปัจจุบัน เรียกว่าจ้างตามภารกิจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีปัญหามาก แล้วก็ไม่สามารถจะรู้ได้ ว่า ปัจจุบันนี้กรมใด กระทรวงใด มีข้าราชการเท่าไร ค่าตอบแทนเท่าไร เพราะไปอยู่ ในแต่ละแผนงาน ในโครงการงบก้าวหน้าทั่วไปก็จะมีเรื่องเงินเดือน รายจ่ายประจํา งบดําเนินงาน แล้วก็มีวัสดุ มีครุภัณฑ์ วัสดุการเกษตร ครุภัณฑ์การเกษตร ถ้าตํ่ากว่า ๒๐,๐๐๐ บาทเรียกว่าวัสดุ ถ้าเกิน ๒๐,๐๐๐ บาทไปเรียกว่าครุภัณฑ์ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่รายจ่ายพวกนี้จะโตขึ้นทุกปี งบพัฒนาที่บอกว่า ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ใช่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าตัดกันจริง ๆ แล้วเอามาพัฒนาบ้านนี้เมืองนี้ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากบอกกับท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ตรงนี้ ปีนี้ผมทราบมาว่า ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สภาพัฒน์ไปพิจารณา เหมือนกับว่าเป็นเงินที่เก็บภาษีเกินมา แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ถ้าดูในวิเคราะห์งบประมาณจะเห็นได้ชัดเลยว่าการตั้งงบประมาณ รายได้จะสรุปมาว่ารายรับมีอะไรบ้าง มาจนถึงว่าทั้งหมดได้ตัวเลขแล้ว แล้วก็เป็น รายได้สุทธิ ในปี ๒๕๕๓ ก็ทํามาครั้งหนึ่ง ผมก็บอกแล้วว่าอย่าทําอย่างนี้อีก รายได้รวม ๑,๖๒๕,๖๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีการหักการคืนภาษีของสรรพากร การจัดภาษีให้ อบจ. แล้วก็การกันเงิน เพื่อชดเชยภาษีสําหรับสินค้าส่งออก อันนี้ไม่เป็นไรครับ แต่ปรากฏว่ามาหักอีกทีบอกว่า รายได้สุทธิแล้วก็ยังมีหักภาษีมูลค่าเพิ่มที่ให้ตาม พ.ร.บ. การกระจายอํานาจ อันนี้ ผิดกฎหมายชัด ๆ ปี ที่แล้วผมก็พูดครั้งหนึ่งแล้ว ผิดกฎหมายตรงไหน เพราะไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอาตัวเลขตรงนี้ไปใส่ ตัวเลขนี้อย่างปี ๒๕๕๓ นี่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็เอาตัวเลขนี้ไปหักอีกทีหนึ่ง ใครก็ได้ปีนี้ตั้งมาอีก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ผมหลับตาได้เลยว่า เก็บภาษีตามเป้ำ ปีหน้าก็จะมีเหลือ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ถ้าหวนกลับมาคิดตัวเลข เท่ากับรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ. การกระจายอํานาจ ผมไม่โทษท่านรัฐมนตรี แต่ผมโทษสํานักงบประมาณว่าวิธีการนี้ทําไมต้องเอามาใช้อีก คนในสภาแห่งนี้มองเห็น ไม่ใช่มองไม่เห็น เป็นวิธีการที่ผิดเห็น ๆ เลย ปีที่แล้ว ๒๕.๐๒ เปอร์เซนต์ ท่านประธาน ที่เคารพ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ถ้างบกระจายอํานาจมาเป็นอย่างปัจจุบันนี้ วันนี้สิ่งที่พี่น้องท้องถิ่นจะเกิดปัญหา ปัญหาการพัฒนาประเทศต้องมีแน่นอน เพราะวันนี้ เราให้ท้องถิ่นเป็นตัวหลักแต่การจัดสรรงบประมาณมีงบประมาณต่าง ๆ ที่ลงไปในเรื่อง นโยบายของรัฐบาลทําให้ท้องถิ่นถูกตัดไปมากมาย ท้องถิ่นก็จะเหมือนหน่วยราชการ บางหน่วยที่อยู่ที่สํานักงานแล้วทําอะไรไม่ได้ เพราะบอกว่ากระจายให้ปีนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลายเป็นว่าเป็นไปรษณีย์ไปเบิกค่า อสม. ไปเบิกค่าผู้สูงอายุ ไปเบิกค่านม ไปเบิก สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ แล้วจะเกิดมาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนชนบทกับคนในเมือง ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้น เหมือนกับวันนี้เราต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่าการจัดทํางบประมาณ ในอดีตเขาจะไม่ตั้งงบประมาณรายรับไว้เยอะเพื่ออะไร เพื่อกลัวนักการเมืองไปใช้มาก ในอดีตนั้นเงินก็จะเหลือเป็นเงินคงคลัง แต่ปัจจุบันนี้มันไม่ใช่ เงินนั้นกลายเป็นไม่เก็บ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัท กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ด้วยระยะเวลาเพียง ๗ นาที ผมก็คงจะพูดได้แค่นี้นะครับ แล้วก็ฝากไว้ด้วยครับว่ามันต้องดูสาระและดู ความเป็นจริง ถ้าเป็นผู้แทนราษฎรแล้วดูงบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยเวลาเพียง ๗ นาที ผมว่ากลับไปอยู่บ้านดีกว่าครับ เพราะไม่สามารถจะปกป้ องสิ่งที่น่าจะชี้แจงให้กับ พี่น้องประชาชนได้ กราบเรียนท่านประธานก็คงจะเจอกันในวาระที่สองอีกครั้งหนึ่ง
แปรญัตติเอาครับ
ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน
เนื่องจากทางฝ่ายค้าน หมดเวลา แต่ว่าทางรัฐบาลมอบเวลาให้ทางฝ่ายค้านเท่าไร เชิญคุณผ่องศรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ วิปรัฐบาล ตามที่ได้ปรึกษากันเนื่องจากเวลาของฝ่ายค้านหมดแล้ว แต่ว่าเพื่อความปรองดองเราก็แบ่งเวลา
จะมอบให้ท่านเท่าไร
มอบให้ท่านฝ่ายค้านที่เหลือคนละ ๕ นาที เพราะว่าฝ่ายรัฐบาลเองก็ยังมีอยู่อีกเยอะ ถ้าไม่ติดเรื่องเคอร์ฟิวไม่มีปัญหาเลย แต่ว่าเรามีสัญญาใจกันว่าจะต้องลงมติตอน ๓ ทุ่ม ก็ขอความกรุณาคนละ ๕ นาทีนะคะ
ไม่เป็นไรครับ เราตกลง ประนีประนอมกันครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย ในฐานะวิป เมื่อสักครู่ได้รับความกรุณาจากฝ่ายรัฐบาลให้เวลาคนละ ๕ นาที บังเอิญว่าคุณวิสาระดี ได้เตรียมการไว้มาก ก็ต้องขออนุญาตให้ ๑๐ นาทีคนเดียว นอกนั้นก็คนละ ๕ นาทีครับ
เป็นอันตกลงตามนี้ ก็ให้เกียรติผู้หญิงดีแล้วครับ เชิญคุณวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ๑๐ นาที เขาลด ๕ นาที แล้วเพิ่มอีก ๕ นาที เป็น ๑๐ นาที เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย วันนี้เรามาพูดถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ดิฉันเองไม่สามารถที่จะให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ เพราะอะไรนะหรือคะท่านประธาน นั่นก็เพราะการบริหารจัดการภายใต้การนําของ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนี่ละค่ะ ท่านประธานจะทราบไหมคะว่า ประเทศไทยเราทุกวันนี้เกือบจะเป็นประเทศที่เรียกว่าเฟลด์ สเตทแล้วค่ะ เฟลด์ สเตท หรือรัฐที่ล้มเหลว รัฐที่ล้มเหลวหมายถึงอะไรคะ หมายถึงประเทศที่มีความขัดแย้ง ทางการเมืองและทางสังคมอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ หมายถึงประเทศที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล อย่างบ่อยครั้ง หมายถึงประเทศที่ทางรัฐบาลและกลไกของรัฐบาลขาดความมั่นคง และประสิทธิภาพที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดผล ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศอิรัก ประเทศศรีลังกา หรือประเทศปากีสถาน เป็นต้น นี่อย่างไรละคะท่านประธานผลของการที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลือกที่จะใช้การทหารนําการเมือง นี่อย่างไรละคะที่ท่านเลือกที่จะสลาย การชุมนุมพี่น้องประชาชนมือเปล่าด้วยกําลังทหาร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในเมื่อท่านเป็น นายกรัฐมนตรีท่านคงจะปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่านี้ไม่ได้ ความสูญเสียในชีวิต บ้านเมืองที่ต้องลุกเป็นไฟ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้เสียหายต่อสายตาต่างประเทศ ไปมากมาย
เอาละค่ะท่านประธานดิฉันคงจะไม่มาอารัมภบทหรือไม่มาพูดมากนะคะ เพราะว่าเวลามีจํากัด ก่อนที่จะโดนประท้วงดิฉันอยากจะเจาะเข้าถึงกระทรวงกลาโหมค่ะว่า งบประมาณกระทรวงกลาโหมปี นี้ดิฉันเรียกว่ามันเป็ นการให้งบประมาณ กระทรวงกลาโหมสูงเกินไป เนื่องจากรัฐบาลได้เลือกใช้กําลังทหารกับผู้ชุมนุมแทนที่จะไป เจรจากับพวกเขาเพื่อที่จะให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข งบประมาณกระทรวงกลาโหม ปีนี้ได้ตั้งไว้สูงถึง ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท หรือถ้าให้เปรียบเทียบกับงบประมาณปีที่แล้ว สูงกว่าปี ที่แล้ว ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท หรือจะให้เทียบเฉลี่ยเป็ นเปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ เมื่อวานมีท่านผู้อภิปรายลุกขึ้นมาพูด หลายท่าน มีท่าน ส.ส. ได้เปรียบเทียบแล้วว่าการที่ให้งบประมาณกระทรวงกลาโหม มันเปรียบเทียบไม่ได้เลยกับกระทรวงอื่น ๆ กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงสําคัญ กระทรวงหนึ่งที่เรียกว่าพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาก็มุ่งหวังกับกระทรวงนี้ละค่ะ ได้แค่ ๗,๓๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาได้ ๕,๘๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ หรือกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ได้ ๙,๘๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ทั้งหมด เท่าที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างขึ้นมานี้เป็นเฉพาะบางกระทรวง และมีอีกหลายกระทรวง เล็ก ๆ ที่ถือว่าเป็นกระทรวงสําคัญแล้วก็มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน หลาย ๆ กระทรวง ที่ดิฉันได้พูดไป ถ้าสมมุติกระทรวงเล็ก ๆ เหล่านี้งบประมาณของเขารวมกันทั้งหมด ๑๐ กระทรวงก็ยังไม่ได้เท่ากับงบประมาณกระทรวงกลาโหมเพียงกระทรวงเดียวเลย ตอนแรกดิฉันเองก็คิดว่าจะไม่พูด แต่ว่าพอฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบคําถาม ของพี่ ๆ ส.ส. หลายท่านแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบคําถามว่าจริง ๆ แล้วท่านก็ให้ กระทรวงกลาโหมเพียงน้อยนิดเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่กระทรวงเล็ก ๆ อื่น ๆ บางกระทรวงท่านให้มากกว่าด้วยซํ้า บางกระทรวงได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ท่านคะ พอพูดอย่างนี้ฟังแล้วก็เจ็บใจ เพราะฟังดูแล้ว มันเปรียบเสมือนหรือว่ามันเปรียบเสมือนกับคําคําหนึ่งที่พี่น้องเสื้อแดงได้พูดกัน เรื่องของอํามาตย์กับไพร่อย่างไรละคะ กระทรวงกลาโหมนี้เปรียบเสมือนอํามาตย์ ที่เรียกว่าเป็นกระทรวงยักษ์ใหญ่ในวงการงบประมาณ ถามว่าให้เขาแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าขึ้นไปถึง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เรียกว่าเยอะมากเลยนะคะ แต่พอมาเปรียบเทียบกับ กระทรวงเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือนไพร่นี่ละค่ะ ไม่ว่าจะให้เงินเขาตั้ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์หรือว่า ให้มากเท่าไร มันก็เปรียบเทียบกับกระทรวงใหญ่ ๆ ไม่ได้ อย่างนี้อย่างไรละคะเขาถึงว่า อํามาตย์ก็ยิ่งรํ่ารวยขึ้นไปทุกวัน ส่วนคนจนหรือว่าไพร่ก็ไม่มีทางที่จะเงยหน้าขึ้นมาอ้าปาก ได้เลย ท่านคะ ถ้าคิดแนวคิดอย่างนี้แล้วกระทรวงพวกนี้ที่มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในเรื่องการทํากินหรือว่าในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่เมื่อไรจะโตคะ งบประมาณที่เขาได้รับ ทําไมไม่ให้งบประมาณที่สมกับภารกิจของกระทรวงแต่ละกระทรวงนั้นเพื่อที่จะไปช่วย พี่น้องประชาชนคนยากคนจน ประเทศไทยเราจะต้ องเอางบประมาณไปให้ กระทรวงกลาโหมอีกมากเท่าไรคะ วันนี้คิดอย่างนี้ไม่ได้แล้วค่ะ โลกเราได้เปลี่ยนไปแล้ว ถามว่าวันนี้เราเอาเงินไปให้ กระทรวงกลาโหมเราจะไปต่อสู้ไปรบกับใครคะ ถามว่าเราจะไปแย่งดินแดนใครหรือเปล่าก็ไม่ วันนี้เราสู้กันด้วยสมอง สู้กันในเชิงเศรษฐกิจ คนโง่เท่านั้นที่ใช้กําลังแต่ว่าไม่ใช้สมอง แทนที่จะให้กระทรวงกลาโหมดิฉันว่าน่าจะให้กระทรวงการต่างประเทศด้วยซํ้าค่ะ ท่านอาจจะแปลกว่าทําไมวันนี้ดิฉันเปลี่ยนใจมาเชียร์กระทรวงการต่างประเทศ ยังยืนยัน คําเดิมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคงจะต้องเปลี่ยน เพราะว่าวันนี้ท่านก็ ไม่มีผลงาน มัวแต่เอาเวลาไปตามล่าคนคนหนึ่ง แต่ดิฉันเชื่อแล้วก็มั่นใจว่าในกระทรวง การต่างประเทศยังมีข้าราชการที่ดี ๆ และเก่ง ๆ อีกหลายท่าน และอีกไม่นานรัฐมนตรี ก็ต้องหมดวาระแล้วก็ต้องออกไป แต่ว่าองค์กรนี้ก็ยังต้องอยู่ทํางานต่อไป วันนี้ดิฉัน จึงเล็งเห็นความจําเป็นของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะมันเปรียบเสมือนเป็นหน้าเป็นตา ของพี่น้องประชาชนชาวไทยให้ได้ไปทําหน้าที่แทนคนไทยในต่างประเทศ วันนี้กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้นที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทยเรา ดูจากสถานการณ์ประเทศไทยเราปัจจุบันนี้สิคะ ในสายตาต่างชาติก็เรียกว่าไม่ได้ดีนัก มีการประโคมข่าวเต็มที่ของสื่อต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นซีเอ็นเอ็น (CNN) เอบีซี (ABC) ประเทศออสเตรเลีย ที่เขาบอกว่ารัฐบาลไทยได้เข้าสลายการชุมนุมพี่น้องประชาชน และมีผู้ล้มตาย บาดเจ็บ ไปมากมายเหลือเกิน
ผมว่าเอางบประมาณ ดีกว่า
นี่กําลังเข้าเรื่องงบประมาณ แล้วค่ะท่านประธาน
เอางบประมาณดีกว่า
เพราะว่าดิฉันอยากจะให้ งบประมาณตรงนี้จากกระทรวงกลาโหมเข้าไปสู่กระทรวงการต่างประเทศมากขึ้นค่ะ มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเพิ่มขึ้นค่ะ ดิฉันได้พูดกับทูตต่างประเทศหลาย ๆ ท่าน ได้พบกับชาวต่างประเทศหลาย ๆ ท่าน เขาบอกว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินเหมือนเป็น การประกาศภาวะอันตราย ซึ่งตรงนี้งบประมาณที่ดิฉันว่าควรที่จะให้กระทรวง การต่างประเทศควรที่จะเอาไปเสริมสร้างภาพลักษณ์ ทําอย่างไรที่จะไปประชาสัมพันธ์ว่า วันนี้รัฐบาลไม่มีการสลายการชุมนุมแล้ว บอกไปเลยค่ะว่าวันนี้พี่น้องได้กลับบ้าน บอกไปเลยว่าจะทําอย่างไรที่จะให้ความเชื่อมั่น
ไม่ต้องประท้วงหรอกครับ จะจบแล้วครับ ให้ระบายก่อนครับ ไม่เป็นไรครับ
ให้รอสักพักนะคะ เพราะดิฉันเข้าเรื่องอยู่แล้ว ขอให้อดทนฟังสักนิดหนึ่งอย่าใจร้อนค่ะ แล้วตอนนี้กําลังจะ เข้าเรื่องงบประมาณนี้ละค่ะ ตรงนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันถึงว่ากระทรวงการต่างประเทศนี่ สําคัญค่ะ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศอื่น ๆ ได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเรา เหมือนเคย ต้องเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้มีนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย มากขึ้นและต่อเนื่องดีกว่าเอาไปใช้ผิดประเภท ดิฉันคงจะยอมให้งบประมาณตรงนี้ เอาไปใช้กับพี่น้องประชาชนผิดประเภทไม่ได้ การที่เอาไปซื้อปืนสไนเปอร์แทนที่จะเอาไว้ ป้ องกันประเทศแต่ว่ากลับเอามายิงหัวคนไทยกันเอง ซื้อรถเกราะหุ้มยางนี่แทนที่จะเอาไว้ ป้ องกันประเทศกลับต้องเอามาขนศพพี่น้องในกรุงเทพฯ กันเองค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน ขอจบตรงนี้ เพราะว่ามีพี่น้องประชาชนฝากท้ายมานิดหนึ่งว่าวันนี้การชุมนุมยุติลงแล้ว พวกเขาได้กลับบ้านไปแล้วค่ะ เขาฝากมาถามว่าวันนี้พวกเขาหยุดแล้ว แต่ถามว่า ท่านหยุดหรือยังคะ
เอา ๆ รีบจบเสียครับ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอไม่ให้ ความเห็นชอบกับวิธีจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ของรัฐบาลชุดนี้ ขอบคุณค่ะท่านประธาน
จบแล้ว ๆ พอแล้วครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับ ผมได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ก็มีหลายท่านที่ยังมีอารมณ์ค้างอยู่จากเหตุการณ์การชุมนุม แล้วก็เลือกที่จะใช้เวลา การอภิปรายงบประมาณในการที่จะอภิปรายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องขออนุญาต เรียนว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายทางโทรทัศน์ และผมเชื่อว่าแน่นอนที่สุด ในส่วนของรัฐบาลด้วยเราเข้าใจเพื่อนสมาชิก แล้วอย่างไรก็แล้วแต่คิดว่าการที่เรา เอาอารมณ์ของเรามาพูดจากันในสภา อย่างไร ๆ ก็ต้องดีกว่าที่เราจะออกไปแสดงอารมณ์กัน นอกสภา สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ผมคงไม่ชี้แจงในประเด็น ที่เกี่ยวกับการชุมนุม แล้วเรามีโอกาสที่จะได้อภิปรายกันในวาระนี้แน่นอนในช่วง ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอาทิตย์หน้า แต่ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือในส่วนของคําถามที่มีต่อรัฐบาลว่าการชุมนุมจบแล้ว เมื่อไรพวกเราจะหยุด ผมขออนุญาตเรียนว่าพวกเราหยุดแล้วครับ วันนี้พวกเรามาก็มา พร้อมที่จะชี้แจงเรื่องของประเทศชาติ เรื่องของประชาชน เรื่องของงบประมาณ แล้วก็ ต้องขออนุญาตเรียนตามข้อเท็จจริงเลยว่าที่ไม่หยุดก็คือพวกท่านหลาย ๆ ท่านยังมี ความจําเป็นที่จะต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นวาระ ของการประชุม ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าแม้แต่ช่วงของการชุมนุม ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นท่านนายกรัฐมนตรีท่านเดียวเลยก็ว่าได้ในประวัติศาสตร์ ของการมีม็อบ มีการชุมนุมในประเทศเราที่ได้ลงไปเจรจาพูดคุยกับม็อบด้วยตัวท่านเอง รวมไปถึงการนําเสนอแผนการปรองดอง แผนที่เรียกกันว่าแผนโรดแมพเพื่อหาทางออก โดยสันติจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมของเรา อย่างไรก็แล้วแต่ตามที่ ผมเรียนครับ เข้าใจกันได้ว่าช่วงนี้ก็ยังมีอารมณ์กันอยู่ เพราะฉะนั้นการที่จะพูดนอกวาระ จะถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับวาระเสียทีเดียวเลยก็คงไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าก็เป็นที่ยอมรับ เช่นเดียวกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไรก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจ แล้วก็สําหรับ พวกกระผมที่มีหน้าที่ในการที่จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เราก็ต้องยอมรับ ความจริงว่างบประมาณจะกี่ล้านล้านบาทก็แล้วแต่ ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้นะครับ คราวนี้ในช่วง ๒ วันที่ผ่านมาก็มีการอภิปรายกัน ในประเด็นหลัก ๆ ที่ผมอยากจะใช้เวลาของเพื่อนสมาชิกไม่มากนักที่จะชี้แจง แต่ก่อนอื่นก็อย่างที่ได้เรียนว่าได้มีท่านสมาชิกท่านสองท่านลุกขึ้นอภิปรายทวงถามถึง ข้อมูลตามมาตรา ๑๖๗ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประเกียรติ นาสิมมา ก็ได้ให้ความกรุณาได้ชี้แจง ต่อท่านประธานไปสู่เพื่อนสมาชิกแล้วว่าข้อมูลที่มีท่านประเกียรติและท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้อภิปรายไว้ว่าไม่ปรากฏตามรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วปรากฏตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านประเกียรติก็ได้ค้นพบแล้ว อยู่ในเอกสาร งบประมาณฉบับที่ ๕ เพราะฉะนั้นผมคงไม่จําเป็นที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป แต่ประเด็นที่ท่านสมาชิกจากทุก ๆ พรรคได้อภิปรายที่มีนัยสําคัญที่อยากจะชี้แจง ผมขอสรุปในส่วนของผมก็คือมีอยู่ ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือประเด็นคําถามที่มีว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เป็นงบขาดดุล เป็นงบขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คําถามสั้น ๆ ก็คือจะทําให้เสถียรภาพเศรษฐกิจ ของประเทศมีปัญหาหรือไม่ และมีความจําเป็ นหรือไม่ที่จะต้องเป็ นงบขาดดุล นั่นคือคําถามแรก ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตวกกลับมาชี้แจง
ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายได้ คือสมมุติฐานรายได้ ของกระทรวงการคลังที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ มีสมมุติฐานว่าในปี ๒๕๕๔ ปีงบประมาณนั้นรัฐจะมีรายได้โดยรวมทั้งหมด ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ซึ่งก็มีคําถามจาก หลายท่านว่ารายได้ที่เราประมาณการไว้นั้นจะมาจากไหน แล้วก็ผลจากการชุมนุม ผลจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะทําให้มีผลกระทบต่อความสามารถ ในการจัดเก็บรายได้โดยกระทรวงการคลังตามเป้ำหมายที่กําหนดไว้หรือไม่ นั่นคือประเด็นที่ ๒
ส่วนประเด็นที่สาม ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ และพี่น้อง ประชาชนที่ติดตามฟังอยู่คงจะมีความสนใจมากที่สุดก็คือประเด็นคําถามโดยทั่ว ๆ ไปว่า งบประมาณที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้เรากําลังพิจารณากันอยู่ในวาระนี้เป็นงบประมาณ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือไม่
ซึ่งในประเด็นแรกก่อนในเรื่องของความจําเป็นว่าทําไมถึงต้องเป็นงบขาดดุล แล้วจะมีผลกระทบในเชิงลบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองหรือไม่ ก็ขออนุญาต เรียนว่าก่อนอื่นผมคงต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตลอดช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาที่เราได้มา ความจริงมีความรู้สึกเหมือนกับว่าอภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน เรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณมาหลายครั้งหลายครา แล้วทางสมาชิกก็ได้สนับสนุนนโยบาย ของรัฐบาลที่จะออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงปีที่ผ่านมาคืองบกลางปี แล้วก็ยังจะมีการพิจารณาการให้อํานาจพิเศษแก่กระทรวงการคลังในการกู้เพื่อจัดทํางบ ที่เราเรียกว่างบไทยเข้มแข็ง ผ่าน พ.ร.ก. พ.ร.บ. อีกต่างหาก รวมถึงงบประมาณประจําปี ปัจจุบันคือปี ๒๕๕๓ มูลค่าโดยรวม ๑๗๗ ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการทั้งหมดก็ได้ส่งผล ทําให้เศรษฐกิจของประเทศชาติของเราดีขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียนต่อสภาแล้ว เรียนต่อเพื่อนสมาชิกแล้วถึงผลของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถจะแก้ประเด็น ปัญหาที่เป็นวิกฤติระดับโลก ช่วงไตรมาสแรกของปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยติดลบกว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจวัดโดยจีดีพีของประเทศในช่วง ไตรมาสแรกของปีนี้ปรากฏว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวสูงถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานของพวกเราทุก ๆ คนด้วยที่ได้ร่วมกันพิจารณา นโยบายสําคัญ ๆ ทางการเงิน การคลัง ของรัฐบาลตลอดช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ทีนี้ผลของ เศรษฐกิจที่ดีขึ้นที่ตามมาก็คือรายได้ของรัฐบาลที่ดีขึ้น ตรงนี้มีผลอย่างมาก แล้วก็มีผล ต่อโครงสร้างและหลักการของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ด้วย เพราะผลสําคัญส่วนหนึ่งของรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็คือทําให้เราสามารถที่จะกู้ยืมเงินน้อยลง ต้องขออนุญาตเรียนว่าทั้งผม ท่านนายกรัฐมนตรี ตลอดช่วงที่เราได้ขอให้ท่านสนับสนุน การออกพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติเราก็ได้ยืนยันกับสภามาโดยตลอดว่า ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ เราคงไม่เสนอมาตรการตามนั้น ช่วงความจําเป็นช่วงนั้นเป็นเพราะ เม็ดเงินงบประมาณของเราไม่เพียงพอ รายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการที่จะรองรับ โครงการต่าง ๆ ที่มีความสําคัญต่อประเทศ มีความสําคัญต่อพี่น้องประชาชน และมีความสําคัญต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ณ เวลานั้น และเราก็ได้ยืนยัน มาโดยตลอดเช่นเดียวกันว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเราจะไม่ลังเลในการที่จะปฏิเสธ การใช้อํานาจที่ท่านได้มอบให้กับเรา เพราะฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ของรัฐบาลดีขึ้น เราจึงได้ตัดสินใจ อํานาจที่มีอยู่ในมือที่จะกู้ยืมอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่าเป็นอํานาจ ที่ไม่สมควรที่จะใช้ต่อไป ความจริงเมื่อวานนี้ท่านประธาน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ได้ใช้คํารุนแรงนิดหนึ่งท่านบอกว่าเอาส่วนไหนของสมองมาคิด ที่เราได้เลิกใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็อยากจะเรียนว่าเราก็อยากที่จะนํา การใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ ตามคําอภิปราย จริง ๆ แล้วก็คือของพวกเราทุก ๆ คนในสภาตลอดช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาวินัย เพื่อรักษา เสถียรภาพของเศรษฐกิจของเราในระยะยาว คราวนี้นอกจากนั้นก็จะขออนุญาตเรียน ด้วยว่าสิ่งที่เราสามารถที่จะทําได้ก็คือเมื่อมีรายได้ที่สูงกว่าที่ประมาณการไว้ ในปีงบประมาณปัจจุบัน สิ่งที่เราทําได้ก็คือกระทรวงการคลังสามารถที่จะชําระหนี้ สาธารณะของรัฐบาลล่วงหน้า เดิมทีได้มีการตั้งงบประมาณไว้ก่อนที่จะนําโครงสร้าง งบประมาณปัจจุบันที่ท่านได้พิจารณาอยู่เข้าสู่การพิจารณาชั้นคณะรัฐมนตรี ได้ตั้ง งบประมาณไว้เพื่อที่จะชําระหนี้มูลค่าประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากรายได้ ของรัฐบาลดีขึ้นเราจึงได้ตัดสินใจที่จะใช้รายได้ส่วนหนึ่งในการที่จะชําระหนี้สาธารณะ ส่วนนั้นล่วงหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถที่จะทําได้สืบเนื่องมาจากรายได้ของรัฐบาล ที่ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลก็คือลดภาระหนี้สินของพี่น้องประชาชนที่ทุก ๆ คนมีสิทธิ ที่จะมีความกังวลลงล่วงหน้าไป ๑ ปี ผลที่ตามมาก็คือเราสามารถที่จะจัดสรรวงเงิน ส่วนนั้นเพื่อไปใช้ในโครงการลงทุน ซึ่งจะมีผลตอบแทนต่อพี่น้องประชาชนต่อเศรษฐกิจ ของเราในระยะยาวได้เพิ่มเติมในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นความหมายก็คือ ถึงแม้ว่าเราจะยกเลิก พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าเราก็ยังมุ่งมั่นที่จะยืนยันในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เราได้กําหนดไว้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งตามเดิม เพียงแต่เราจะหันมาใช้เม็ดเงิน ในงบประมาณเพื่อให้มีการตรวจสอบที่โปร่งใสมากขึ้น แล้วก็เพื่อความสบายใจ ของพวกเราทุกคนในที่นี้และของพี่น้องประชาชนที่ติดตามอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา สามารถที่จะจัดสรรได้ก็คือโครงการมูลค่าโดยรวมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเดิมทีจะอาศัยเม็ดเงินจาก พ.ร.บ. สามารถที่จะมาบรรจุไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่จะจัดสรรได้ก็คือโครงการมูลค่าโดยรวมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเดิมที จะอาศัยเม็ดเงินจาก พ.ร.บ. สามารถที่จะมาบรรจุไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ได้รวมไปถึง การชําระหนี้สาธารณะล่วงหน้า ทําให้ภาระหนี้ของประเทศชาติ ของพี่น้องประชาชนลดลง
ทีนี้ผลต่อเสถียรภาพของการจัดสรรงบขาดดุลนะครับ ก็ต้องขออนุญาต เรียนว่าเนื่องจากเราได้จ่ายชําระหนี้ล่วงหน้าไปส่วนหนึ่ง แล้วก็เนื่องจากเราได้ยกเลิก การกู้ยืมตาม พ.ร.บ. อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้หนี้สาธารณะโดยรวมของประเทศ ตํ่ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ผมขออนุญาตเรียนว่าผมเคยชี้แจงว่าประมาณการเดิม ของกระทรวงการคลังเราประมาณว่าหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ ๕๒ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ ปรากฏว่า ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ ๔๓-๔๔ เปอร์เซ็นต์ และคาดว่า ณ สิ้นปีหลังจากที่ได้มีการเบิกจ่ายเพิ่มเติมหนี้สาธารณะ จะเขยิบขึ้นมาอยู่ระดับประมาณ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ คือตํ่ากว่าที่เราประมาณการไว้เกือบ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์เต็ม ๆ และที่เคยคาดว่าสูงสุดหนี้สาธารณะของเราจะเขยิบขึ้นไป อยู่ที่ระดับประมาณ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ก็ขอเรียนว่าประมาณการ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ สูงสุด ๕๗ เปอร์เซ็นต์ในอีกประมาณ ๒ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นเสถียรภาพโดยรวม ของประเทศที่เดิมทีต่างชาติก็ยอมรับแล้วว่าดีตามประมาณการเดิม ตอนนี้ก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าดีขึ้นจากเดิม ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะชี้แจงเพื่อความสบายใจ ของเพื่อนสมาชิก
ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือแหล่งที่มาของการกู้ยืม หลาย ๆ ท่านก็มี ความกังวลว่าเราจะไปแย่งเงินภาคเอกชนหรือไม่ ซึ่งก็เคยมีโอกาสในการชี้แจงแล้ว ก็ขออนุญาตยืนยันเพิ่มเติมว่าสภาพคล่องในระบบของเราก็ยังมีล้นเหลือ และเราไม่ได้เอื้อ ต่อธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด อย่างเช่น กรณีการกู้ยืมตาม พ.ร.ก. เรากู้ระยะสั้น จากธนาคารพาณิชย์ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็จะกู้จากพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยการออกพันธบัตรไทยเข้มแข็ง ซึ่งก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์เลยว่าจากที่ต้อง เลื่อนมา เดิมทีจะออกไปเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้ว เราจะขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง มูลค่าโดยรวม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้กับพี่น้องประชาชน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน จนถึงวันที่ ๑๑ มิถุนายนนี้ เพราะฉะนั้นภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจะจ่าย เป็ นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยตรง ซึ่งเราสามารถที่จะทําได้ทั้งในส่วน ของเม็ดเงินไทยเข้มแข็งและเม็ดเงินอื่น ๆ ที่รัฐบาลมีความจําเป็นต้องใช้นะครับ
กลับเข้าสู่ประเด็นที่ ๒ ที่ผมนําเรียนเมื่อสักครู่ก็คือเรื่องของสมมุติฐาน และที่มาของตัวรายได้ สั้น ๆ นะครับ ก็อยากที่จะเรียนว่าสมมุติฐานของรายได้ อยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานการขยายตัวจีดีพีของประเทศ ณ ราคาปีปัจจุบันก็คือ นอมินอล (Nominal) จีดีพีที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจีดีพีราคาคงที่ที่ประมาณ ๔-๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่อคําถามว่าหลังจากเกิดวิกฤติทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่ออัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถ ในการจัดเก็บรายได้หรือไม่ ก็ต้องขอเรียนว่าประมาณการนี้ในความคิดเห็นของผมคือ อนุรักษ์นิยมไว้ คือเผื่อไว้ สํารองไว้แต่แรก เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเชื่อมั่นนะครับว่า เศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะถ้าเราสามารถที่จะสมัครสมานสามัคคีกันได้น่าที่จะ มีโอกาสที่จะมีการขยายตัวตามประมาณการที่ใช้ในการกําหนดตัวเลขในเอกสาร งบประมาณได้ ซึ่งไตรมาสแรกผมก็เรียนแล้วว่ามีอัตราการขยายตัวสูงถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในส่วนของช่วงปี ที่ยังเหลืออยู่คาดว่าน่าจะทําได้ตามเป้ำหมาย ที่กําหนดไว้นะครับ
ต่อประเด็นคําถามสุดท้ายว่างบประมาณชุดนี้เป็นงบประมาณที่ตอบโจทย์ ความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ก่อนอื่นผมก็อยากจะขออนุญาตเรียนนะครับ จากที่ได้นั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านสมาชิกฝ่ายค้านตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าท่านมีเจตนาตั้งใจที่อยากจะเน้นยํ้าในประเด็นที่เกี่ยวกับ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมว่ามีมูลค่าโดยรวมที่สูงกว่าที่ควร แล้วก็สูงกว่า ความจําเป็นของประเทศ ผมก็ได้ชี้แจงไประดับหนึ่งเมื่อวานนี้ แต่ในวันนี้ก็ขออนุญาต ที่จะชี้แจงเพิ่มเติมเพราะข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็ นเช่นนั้น ในส่วนงบประมาณ ของกระทรวงกลาโหมในปี ๒๕๕๔ ก็ขออนุญาตนําเรียนว่ามีเม็ดเงินถูกต้อง ที่ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนก็คือวัดโดยเม็ดเงินแล้วงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ในปี ปัจจุบันของรัฐบาลของเราเป็นเม็ดเงินเดียวกัน ตรงกันเกือบเป๊ ะเลยนะครับ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากันกับงบประมาณของรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช คือรัฐบาล สมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลกันอยู่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านคงจะอ้างว่าในส่วนของรัฐบาล ของเราได้เอื้องบประมาณให้กับทางทหาร ทางกระทรวงกลาโหมมากกว่าที่ควร คงเป็นสิ่งที่ ไม่ให้ความยุติธรรมกับรัฐบาลและไม่สอดคล้องต่อข้อเท็จจริง ก็คงต้องถามตัวท่านเองว่า ในปี ๒๕๕๒ นั้นทําไมท่านถึงได้จัดสรรงบประมาณเม็ดเงินเท่ากันให้กับกระทรวงกลาโหม และประเด็นที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือถ้าเปรียบเทียบกับงบประมาณโดยรวม งบประมาณที่ท่านได้จัดให้กับกระทรวงกลาโหมในปี ๒๕๕๒ นั้นสูงกว่างบประมาณ ที่รัฐบาลนี้ได้จัดให้กับกระทรวงกลาโหมก็คือในปีนั้นงบประมาณโดยรวมมีเม็ดเงิน โดยรวมน้อยกว่าเรา เพราะฉะนั้นเทียบตามสัดส่วนของงบประมาณโดยรวม ท่านได้จัดสรรให้กระทรวงกลาโหมสูงถึง ๙.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ท่านกําลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในประเด็นนี้ได้จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม เพียงแค่ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไป ตามที่ท่านได้กล่าว
และผมอยากที่จะเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติมนะครับว่าถ้าเรามาดูในส่วน การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในประเทศอื่น ๆ ว่าประเทศไทย เราจัดให้มากกว่าประเทศอื่น ๆ หรือไม่ ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าข้อเท็จจริง ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน เอาประเทศใกล้ ๆ เรานี่ละครับ เมื่อสักครู่ผมเรียนท่านแล้วว่า ในส่วนของรัฐบาลเราจัดสรรให้ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม ในส่วนของ ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเราจัดให้ ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนามจัดให้ ๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศจีนจัดให้ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินเดียจัดให้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์จัดให้เกือบ ๆ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของประเทศเขา เพราะฉะนั้นในแง่ของความเหมาะสมผมคิดว่าตัวเลขก็เป็นตัวที่ชี้ชัดอยู่แล้ว แล้วก็ตรงนี้ ไม่ต้องคํานึงถึงภาระของเจ้าหน้าที่ทหารของเราที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็จะต้องดูแลชายแดนทั้ง ๒ ฝั่งของประเทศเราด้วย ซึ่งก็เป็นภาระที่ว่าไปแล้วเหนือกว่าภาระของเจ้าหน้าที่ทหารของประเทศอื่น ๆ ที่ผม ได้เปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณเมื่อสักครู่นี้ ก็หวังว่าจะมีความชัดเจนในประเด็นนี้ ส่วนรายละเอียดการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย ผมคิดว่าก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะ ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมาธิการที่จะไปตรวจสอบเอาว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็อยากที่จะตอบเพื่อให้มีความชัดเจนนะครับ
ทีนี้ต่อคําถามว่าในส่วนอื่นเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ทําให้ประชาชน ได้ประโยชน์อย่างไร โดยเฉพาะมีการอภิปรายค่อนข้างมากเกี่ยวกับงบประมาณ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผมก็อยากที่จะเรียนว่าในส่วนงบประมาณของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลชุดปัจจุบันจัดงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับงบประมาณปีที่แล้วถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์คือเป็นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มากกว่าเกือบทุกกระทรวง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นตัวที่ชี้ให้เห็นว่า ในส่วนของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ความสําคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร เพียงใด นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณส่วนอื่นที่ไม่ได้ปรากฏ อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง อย่างเช่นโครงการประกันรายได้เกษตรกรก็มีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณอีกถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คือ ธ.ก.ส. ซึ่งจะปรากฏอยู่ในหมวดของรัฐวิสาหกิจ ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์โดยตรงของพี่น้องเกษตรกร แต่ไม่ได้เป็นเม็ดเงินที่ปรากฏในหมวดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นอกจากนั้นก็อยากจะเรียนว่ามีอีกครับในส่วนของเม็ดเงินไทยเข้มแข็ง ตามการกู้ยืม พ.ร.ก. ก็อยากที่จะเรียนให้ทุก ๆ ท่านทราบนะครับว่าเราได้จัดสรร เม็ดเงินงบประมาณส่วนนั้นให้กับกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตร การดูแล พี่น้องเกษตรกรอีกกว่า ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ คือพูดง่าย ๆ ในส่วนของเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตาม พ.ร.ก. เราได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สูงถึง เกือบ ๆ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม เพราะฉะนั้นผมมั่นใจโดยตัวเลขว่า เราเป็นรัฐบาลที่ให้ความสําคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกรมากที่สุดรัฐบาลหนึ่ง
นอกจากนั้นก็เป็ นประเด็นที่พวกเราจะต้องถามกันว่างบประมาณ ของแผ่นดินที่เรากําลังพิจารณาอยู่วันนี้เป็นงบประมาณที่ตอบโจทย์สําคัญของสังคม ของเรา ณ วันนี้อย่างไร ประเด็นที่มีการพูดกันมากเลยในส่วนของปัญหาเฉพาะหน้า ของสังคมเราก็คือประเด็นความยากจน ประเด็นความเหลื่อมลํ้าทางการเงิน แล้วก็ทางโอกาส ซึ่งก็ต้องมีคําถามว่าแล้วงบประมาณที่เราพิจารณาอยู่นี้ตอบโจทย์ เรื่องของความยากจนอย่างไร หรือไม่ ผมขอเรียนข้อเท็จจริงก่อนนะครับ เพื่อเราจะได้ เข้าใจตรงกันว่าเรื่องของความยากจนเป็นปัญหาสําคัญของประเทศเราจริง และผม มองว่าเป็นภาระความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ำยค้าน หรือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ของใครก็แล้วแต่ได้ช่วยกันประสานขับเคลื่อนนโยบายที่ได้ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหา ความยากจนมาอย่างต่อเนื่อง ผมขอเรียนว่ามันมีการขีดเส้นความยากจนเป็นตัวชี้วัด เมื่อ ๒๕ ปี ที่แล้วมีประชากรคนไทยสูงถึงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์คือประมาณ ๔๙.๔ เปอร์เซ็นต์ถ้าผมจําไม่ผิด ที่มีความยากจนคือมีรายได้ตํ่ากว่าขีดความยากจน ที่ได้มีการขีดเส้นไว้ ณ ปัจจุบันผมขออนุญาตเรียนว่าจํานวนคนไทยที่อยู่ใต้เส้น ขีดความยากจนนั้นมีอยู่เพียงแค่ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์กว่า ๙ เปอร์เซ็นต์ คือลดลงมา จาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์เหลือประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ๒๕ ปี อันนี้ต้องขออนุญาต เรียนว่าเป็นผลงานของทุก ๆ รัฐบาลในช่วง ๒๕ ปี ที่ผ่านมาซึ่งสามารถที่จะแก้ไข ปัญหาความยากจนได้ในระดับหนึ่ง ประเด็นปัญหาที่ยังค้างอยู่ก็คือประเด็นว่าเราจะดูแล ส่วน ๙ เปอร์เซ็นต์นั้นอย่างไร ซึ่ง ๙ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นจํานวนหลายล้านคนที่จะต้องได้รับ การดูแล แต่อีกประเด็นหนึ่งคือประเด็นความเหลื่อมลํ้าที่ยังมีอยู่ในสังคม ซึ่งก็เป็นประเด็น ที่ผมคิดว่าพวกเราต้องช่วยกันตอบโจทย์หาแนววิธีในการแก้ไขปัญหา เมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีที่แล้วสถิติตัวเลขที่เขาใช้ในการวัดที่จะทําให้เห็นภาพได้ชัดก็คือเขาเปรียบเทียบ รายได้ของคนที่มีรายได้สูงที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก คือคนรวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก ในประเทศมาเปรียบเทียบกับคนจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศ คือส่วนตรงกลาง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ทิ้งไปและมาเปรียบเทียบดูว่าระหว่าง ๒ กลุ่มนี้ความแตกต่างในแง่ของ รายได้ต่างกันแค่ไหน ขออนุญาตเรียนนะครับว่าเมื่อประมาณปี ๒๕๔๐ ส่วนต่างอยู่ที่ ๑๒.๘ เท่า ในปี ๒๕๕๑ คือ ๑๑ ปีให้หลังซึ่งเป็นสถิติล่าสุดที่เรามี ความแตกต่างนั้น ลดลงมาเหลือ ๑๒.๗ เท่า คือพูดง่าย ๆ เกือบไม่ได้ลดเลย จาก ๑๒.๘ เท่า ระหว่าง ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกเทียบกับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ล่างสุดเหลือ ๑๒.๗ เท่า ๑๑ ปีให้หลัง เพราะฉะนั้นประเด็นความหมายก็คือความยากจนนั้นลดลงแต่คนที่รวยก็ยังรวยมากกว่า คนที่จนในสัดส่วนเท่าเดิม ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นนะครับว่าประเด็นในเรื่องของความเหลื่อมลํ้า ยังเป็นประเด็นที่เรายังที่จะต้องดูแล
แล้วก็ในส่วนของงบประมาณที่ท่านกําลังพิจารณาอยู่ก็มีมากมาย ในส่วนของตัวนโยบาย แล้วก็การจัดสรรเม็ดเงินที่พยายามจะตอบโจทย์นี้ไม่ว่าจะเป็น ตามที่ผมได้เรียนเรื่องของการประกันรายได้ เรื่องการลดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดให้มีการเรียนฟรี รวมถึงแนวคิดอื่น ๆ ของรัฐบาลที่จะสร้างรายได้สร้างโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชน สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายถึงเม็ดเงินที่เราจัดสรรให้กับ การศึกษาที่สูงมาก รัฐบาลก็มีแนวคิดความเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะจัดการแก้ปัญหา ความเหลื่อมลํ้าในระยะยาวก็คือเปิดโอกาสให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเกิดมาจน หรือเกิดมารวยสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานทัดเทียมกัน ดังนั้นจึงเป็น สาเหตุว่าทําไมเราถึงได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด เป็นประวัติการณ์ แต่อย่างไรโดยรวมก็ขออนุญาตเรียนว่าเรื่องของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็เป็นภาระหน้าที่ของพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุก ๆ คน ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็แล้วแต่ที่จะต้องช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอแนะ แนววิธี ส่วนของรัฐบาลนะครับแน่นอนที่สุดเราก็ขออนุญาตเรียนตัวงบประมาณว่าเป็นวิธีการ ในระยะสั้นที่จะต้องนํามาเพื่อใช้ในการที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้ ส่วนท่าน ที่เป็น ส.ส. ก็มีโอกาสที่จะเข้ามาร่วมกันทํางานในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมก็คาดหวังว่าเราจะมีโอกาสได้รับฟังความคิดเห็นระหว่างกันว่าเราจะช่วยกันแก้ไข ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญคุณวุฒิพงษ์ นามบุตร ๕ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ โดยรวมแล้วผมเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ก่อนอื่นด้วยเวลาอันจํากัด ผมก็ขอแสดงความเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่สูญเสียในการชุมนุมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะอยู่ในเขต กรุงเทพมหานคร หรือแม้กระทั่งต่างจังหวัดที่มีการเผาโรงเรียนรวมทั้งศาลากลางจังหวัด ซึ่งเป็นสมบัติเม็ดเงินภาษีของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานีครับ เลยมีคําถามต่อเนื่องจากส่วนราชการแล้วก็พี่น้องประชาชนว่าจะปล่อยให้เป็ น โบราณสถานเก็บไว้อย่างนี้หรือ หรือว่าจะรื้อออกไป หรือว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้างใหม่ ตรงนี้ฝากถามแทน ๓-๔ จังหวัดที่โดนกระทําเหมือนกันด้วยนะครับ ขณะที่บางกลุ่ม พยายามที่จะเผาบ้านเผาเมืองโดยการสั่งการของใครบางคน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะรัฐบาลพยายามที่จะสร้างบ้านสร้างเมืองเพื่อประเทศไทยของเรา ผมได้อภิปรายงบประมาณต่อเนื่องกันทุก ๆ ปีครับ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ปี ๒๕๕๔ ทราบครับ งบประมาณนโยบายคณะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มีเยอะมากครับ ผมได้ศึกษาอยู่ในรูปเล่มรายงานเมื่อปี ๒๕๕๒ และผมคิดว่าปี ๒๕๕๓ ก็คงจะเป็น เล่มใหญ่มากกว่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของพี่น้องประชาชนผู้ปกครอง
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเจ้ากระทรวงได้มุ่งเน้นในเรื่อง ของการเกิดผลสัมฤทธิ์ทางด้านการศึกษา นโยบายทางด้าน ๓ ดี (3D) การจัดสรร คอมพิวเตอร์ นักเรียน ๑๐ คนต่อ ๑ เครื่อง แล้วก็การจัดการเรียนของผู้พิการให้เป็นระบบ โซนนิ่ง (Zoning) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีแบบมีคุณภาพ เป็นการลดภาระ ค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมได้เป็นอย่างดี
มาดูในส่วนของงบปี ๒๕๕๔ ครับท่านประธาน กรอบวงเงินที่ท่านตั้งไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการได้มาเป็นอันดับหนึ่ง ๓๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ได้เพิ่มมากขึ้น มาดูที่มหาวิทยาลัยครับ มหาวิทยาลัยผมคิดว่าทางอธิการบดี แล้วก็นิสิต นักศึกษา ลูกหลานของพวกเรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้เพิ่มงบประมาณ ทุกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏได้เพิ่ม ๓๑๘ ล้านบาท มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้เพิ่ม ๖๓๓ ล้านบาท แต่ที่สําคัญที่สุดครับ มาดูตรงสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้จัดสรรงบประมาณ มากเป็นพิเศษ ๒๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมาดูในส่วนของงบลงทุนครับ ค่าที่ดิน และสิ่งก่อสร้างที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ท่านลงทุน ๘๒ โครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นการก่อสร้าง อาคารขนาดใหญ่ เป็นวงเงินทั้งสิ้น ๗๙๐ ล้านบาท โชคดีครับที่จังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชซึ่งผมเป็นศิษย์เก่าที่นั่น ได้รับการจัดสรรงบประมาณผูกพัน ข้ามปี ปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ ที่ผมต้องเน้นยํ้าเพราะว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณ จากรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในงบประมาณที่ตํ่ากว่า ๑๐ ล้านบาท ท่านได้จัดสรรไว้ทั้งสิ้น ๘๘ ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสมนะครับ ท่านควรที่จะ จัดสรรให้มากกว่านี้ เพราะว่า ๘๘ ล้านบาทถ้าหารรายจังหวัดก็จะตกจังหวัดละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นนะครับ ซึ่งขัดแย้งกับการอภิปรายของผู้แทนในสภา แต่ละสัปดาห์ที่นําปัญหาของโรงเรียนต่าง ๆ มานําเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ ผมจึงอยากฝากข้อเสนอแนะ ๔ ข้อเพื่อเป็นการจัดสรรงบประมาณ
ในเรื่องของทรัพยากรบริหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน ขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่ถึง ๑๒๐ คน ท่านต้องจัดสรรงบประมาณให้เป็ นพิเศษ อย่าจัดสรรงบประมาณตามรายหัว เพราะโรงเรียนขนาดเล็กจะเสียเปรียบ
ประการที่ ๒ นโยบายงบประมาณที่คืนครูให้กับนักเรียน ตรงนี้ ทางฝ่ำยผู้บริหารแล้วก็โรงเรียนสายผู้สอนได้ฝากมาเป็นกรณีพิเศษ ถ้ามีครูธุรการ คืนให้กับนักเรียนจะเป็นสิ่งที่เป็นผลดีกับการศึกษา เพราะขณะนี้ ๓-๔ โรงเรียนจะมี ครูธุรการแค่ ๑ คน ถ้าเป็นไปได้เพิ่มงบประมาณจัดสรรครูธุรการให้กับทุกโรงเรียน ในเขตพื้นที่การศึกษา อาจจะเป็นลูกหลานในท้องถิ่นก็ได้
ประการที่ ๓ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งนโยบาย ตรงนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณเมื่อปีที่แล้วจากท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อยากให้ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้ต่อยอดเป็นการจัดสรรซื้อรถยนต์ให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่รอบนอก เช้าไปรับเย็นมาส่งแล้วก็ดูแลกิจกรรมในเขตพื้นที่โรงเรียนในเขตรอบนอกผู้ปกครอง ถูกใจมาก
และประการสุดท้าย ท่านอภิสิทธิ์ได้แถลงไว้เมื่อวันแรกว่าเพิ่มอัตรากําลัง ๖,๒๐๐ อัตรา จึงฝากเรียนครับ ๖,๒๐๐ อัตราฝากให้เป็นของส่วนพนักงานราชการ ครูอัตราจ้าง ครู ศรช. แล้วก็ครูพันธุ์ใหม่ด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดในเงินภาษี ของพี่น้องประชาชนครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ๕ นาที
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคกิจสังคม สิ่งที่ผมเองอยากจะกราบเรียนคงจะเป็นในเรื่อง ข้อเสนอแนะในการจัดการบริหารงบประมาณแผ่นดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพี่น้องประชาชน เพราะว่าทุกวันนี้สังคมเรานั้นมีความร้อนแรงในเรื่องของการเมือง ในสังคมเรานั้นในเรื่องของครอบครัวมีความวุ่นวาย ในสังคมเรานั้นในหมู่บ้านชนบท ต่าง ๆ มีความวุ่นวาย เนื่องมาจากสาเหตุเรื่องการเมือง ดังนั้นสิ่งที่จะทําให้สังคมเรา มีความสุขได้ พี่น้องประชาชนมีความสุขได้ ก็ต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดินมาแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็ นเรื่องรายได้ของพี่น้องเกษตรกรที่จะสามารถแก้ไขได้ พี่น้องเกษตรกรนั้น ต้องอาศัยนํ้าในการทําการเกษตร ซึ่งในทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรยังขาดแคลนนํ้า อย่าง ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้ผมเองก็ได้รับคําร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนให้ ส.ส. ไปช่วย ดูแลหน่อย ช่วยประสานงานในเรื่องของนํ้าให้หน่อย ดังนั้นการจัดการนํ้าในประเทศไทย ต้องทําให้เป็ นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็ นกรมทรัพยากรนํ้าก็ดี กรมชลประทานก็ดี กรมพัฒนาที่ดินก็ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการจัดการนํ้า แต่เป็ นที่น่าสังเกตว่ากรมทรัพยากรนํ้าได้รับงบประมาณจัดสรรจากปี ๒๕๕๓ แตกต่างจากปี ๒๕๕๔ งบประมาณกลับลดลง จากปี ๒๕๕๓ ได้รับงบประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ได้รับงบประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันสวนทางกับงบประมาณของประเทศที่ว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงขอฝาก กับรัฐบาลให้ช่วยกันพิจารณาในตรงนี้เพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อพี่น้องเกษตรกรครับ เพราะว่านํ้าคือชีวิตที่จะทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความสุขขึ้นได้ เพราะว่าเขาจะมีรายได้ ตามเข้ามา
และอีกประการหนึ่งนํ้ากิน ได้รับคําร้องเรียนต่าง ๆ จากพี่น้องผู้นําท้องถิ่น ต่าง ๆ ในองค์การบริหารส่วนตําบลก็ดี เทศบาลก็ดี เรื่องประปาหมู่บ้านทางองค์การ บริหารส่วนตําบลหรือท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นไม่สามารถที่จะไปดําเนินการได้ แต่รัฐบาลนี้ ผมเองอยากจะฝากว่าช่วยดําเนินการตรงนี้ให้เป็นผลเป็นรูปธรรม จากเดิมที่เคยให้ กรมทรัพยากรนํ้าได้บริหารจัดการโดยการที่จะจัดหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความสุข
ต่อมาในเรื่องของผลิตผลทางการเกษตร พอดีท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์มาพอดี ผมเองมีความคิดอยู่เสมอว่าขาดทุนเพื่อพี่น้องเกษตรกร ดีกว่าเอางบไปใช้ไม่เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทําให้พี่น้องเกษตรกรนั้น มีความสุขอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชดเชยต่าง ๆ ก็ขอให้กระทําโดยรวดเร็ว เรื่องผลิตผลทางการเกษตร เรื่องข้าวโพดก็ดี เรื่องมันสําปะหลังก็ดี ยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้าวสําคัญอย่างยิ่ง เพราะพี่น้องเกษตรกรนั้นได้ทําการเกษตรกัน เป็นอย่างมาก
กระทรวงที่สําคัญอีกกระทรวงหนึ่งผมเองอยากจะกราบเรียนว่าสังคมเรา จะทําให้มีความสุขได้ กระทรวงนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งเพราะใกล้ชิดดูแล พี่น้องประชาชนโดยตรง คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกรมที่ดูแลต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทําให้สังคมของเรานั้นมีความสุขได้ เริ่มตั้งแต่ สํานักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นสังคมที่ย่อยที่สุดของสังคมเรา ตราบใด ที่สังคมตรงนี้ยังไม่มีความสุข พี่น้องในครอบครัว ผัวเมียในครอบครัวทะเลาะกันทุกวัน ในเรื่องเอาการเมืองมาทําลายความรู้สึกที่ดีต่อกัน ถ้าเรามองในภาพใหญ่ก็จะทําให้สังคม ของเรานั้นมีความอยู่ดีมีสุขได้ ดังนั้นจึงขอฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยดูกระทรวงนี้ด้วย
อีกกระทรวงหนึ่งที่จะทํารายได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้มากขึ้น เพราะว่าประเทศไทยเรามีทะเล มีป่ำเขาลําเนาไพร หรือมีโบราณสถานที่สวยงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะมาเป็นประโยชน์ที่จะทําให้รายได้ต่าง ๆ นั้นเข้ามาสู่ประเทศไทย สังคมเราเมื่อมีรายได้มากขึ้นเขาเรียกว่าสังคมมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
ท้ายสุดนี้ผมเองก็ขอฝากข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ได้นําเรียนกับที่ประชุม ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ อันจะตั้งอยู่ไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ได้ช่วยพิจารณาและนําไป ดําเนินการมาดูแลกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผมได้กราบเรียนไป ขอขอบคุณครับ
ต่อไปคุณนัจมุดดีน อูมา ๕ นาที ต่อจากคุณนัจมุดดีนก็คุณพิมพ์ภัทรา คุณประนอม คุณสมคิด คุณบรรพต คุณเทวฤทธิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนัจมุดดีน อูมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคมาตุภูมิ ด้วยเวลาที่จํากัดผมขอถือโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่น ของประเทศ ในข้ อที่ ๑.๒ ที่เกี่ยวกับแผนงานการแก้ ไขปั ญหาและพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งไว้ทั้งหมด ๑๙,๑๐๒ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพ นับตั้งแต่ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็ นต้นมาถึงขณะนี้ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดไปแล้วจํานวนเป็นแสนกว่าล้านบาท และปี นี้ก็ได้ตั้งอีก ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้ถูกกระจายไปทั้งหมด ๒๖ หน่วยงาน ตามที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ ท่านประธานที่เคารพ งบประมาณที่ตั้งไว้จะกี่หมื่น กี่แสนล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบคงแก้ปัญหาไม่ได้หรอกถ้าโครงสร้าง ขององค์กรยังไม่ถูกจัดการให้เรียบร้อย ผมจําได้ว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศใหม่ ๆ ปลายปี ๒๕๕๑ ได้มีการแถลงนโยบายว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรบริหารราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นองค์กรถาวรให้สําเร็จภายใน ๑ ปี บัดนี้ได้ล่วงเลยเวลา ๑ ปี ไปแล้ว ๔-๕ เดือน ท่านประธานสภาที่เคารพ รัฐบาลชุดนี้ได้มีมติที่จะให้มีการจัดตั้ง หน่วยงานที่เรียกว่า ศอ.บต. ใหม่ขึ้นมาเพื่อทํางานด้านการพัฒนาประมาณเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๒ สภาที่ปรึกษาเสริมสร้ำงสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีความเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เขาติงมาว่ารัฐบาลไม่ควรที่จะ ขยายพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จาก ๓ จังหวัดเป็น ๕ จังหวัด ซึ่งขณะนี้กฎหมายฉบับนี้ ได้มีการพิจารณาในวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว กําลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาในมาตรา ๘ ในชั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าควรที่จะรับฟังข้อคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ก็คือว่าให้จํากัดขอบเขตพื้นที่เฉพาะแค่ ๓ จังหวัด จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส แต่รัฐบาลเห็นว่าควรจะเอา ๕ จังหวัด คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เห็นว่าควรที่จะเอา ๓ จังหวัด ๔ อําเภอ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อปี ๒๕๔๙ รัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกคําสั่งเพื่อรื้อฟื้น ศอ.บต. ใหม่ ได้มีการจํากัดพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงแค่ ๔ จังหวัด ๔ อําเภอ งบประมาณเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่มาวันนี้รัฐบาลที่มาจากประชาชนได้ขยายขอบเขตพื้นที่การพัฒนาแก้ไขปัญหา ความไม่สงบเป็น ๕ จังหวัด อําเภอหาดใหญ่ อําเภอระโนด อําเภอรัตภูมิ ผมไม่อิจฉาครับ แต่เมื่อเขาไม่ได้มีปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นเลย เราก็ไม่ควรที่จะไปจํากัดขยายเขตพื้นที่ ออกไป ผมก็เลยขอฝากท่านประธานว่างบประมาณปีนี้ตั้งไว้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ก็คง ไม่สามารถที่จะไปกระจายแก้ปัญหาได้หรอกถ้าตราบใดที่การแก้ไขปัญหายังไม่ถูกที่ถูกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ผมพูดเสมอว่าการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะต้อง แก้ไขปัญหาโดยอาศัยการเมืองนําการทหาร วันนี้เรามีทหารอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายหมื่นคน แล้วก็แนวโน้มคงจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ได้อิจฉาทหารหรอก แต่การแก้ไข ปัญหาทางความคิด การต่อสู้ทางความคิดนั้น เราไม่อาจจะไปแก้ไขปัญหาด้วยอาวุธได้ สันติสุขจะไม่เกิดขึ้นโดยปากกระบอกปืนแน่นอน ผมขอฝากว่างบประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้จากเดิมที่เรามีแค่พื้นที่ ๓ จังหวัด ๔ อําเภอ วันนี้เป็น ๕ จังหวัดเต็ม ๆ แล้ว รับรองว่า งบนี้ก็จะถูกกระจายไปทั่วทั้งจังหวัดสงขลา ผมไม่ได้อิจฉาครับ แต่ปัญหาไม่ได้เกิด ก็เลยขอฝากไปยังรัฐบาลว่างบประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านตั้งไว้ปี นี้ ตั้งไว้ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คงไม่เพียงพอหรอกเพราะมีการขยายพื้นที่ แล้วปัญหาก็มีการทับถมอยู่เรื่อย ๆ ผมก็เลยขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ต่อการตั้งงบประมาณแผนงานนี้อยากจะให้มีการทบทวนว่ามีความเหมาะสมประการใด หรือไม่ ที่ได้มีการขยายพื้นที่ตรงนั้น
ข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอฝากไปที่กระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมทางหลวงชนบทสั้น ๆ นะครับ ก็คือว่าเมื่อปี ที่แล้วรัฐบาลไปสร้าง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๓๙ หลังที่ว่าการอําเภอระแงะใกล้ ๆ บ้านผม มีนักเรียน กินนอน ๕๐๐ คน วันนี้อาคารเสร็จแล้วแต่ถนนหน้าโรงเรียนมีฝุ่นฟุ้ งเต็มไปหมด นักเรียน พี่น้องประชาชน มีปัญหาตรงนี้มาก ขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า ต่อกรณีเรื่องโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๓๙ ที่ตั้งอยู่ที่อําเภอระแงะนั้นขอฝากให้ท่าน ได้มีการพิจารณาตรงนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ
ต่อไปคุณพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนการจัดสรร งบประมาณให้กับกระทรวงสาธารณสุขกว่า ๒๐๙,๘๔๘ ล้านบาท เพราะรัฐบาลชุดนี้ ได้ทําถูกต้องแล้วที่ให้ความสําคัญกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะสุขภาพดีคือ หนึ่งในปัจจัยสี่ของการดํารงชีวิต การจัดสรรเงินงบประมาณครั้งนี้ได้ส่งผ่านไปยังการให้ ความสําคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ ข้าราชการ ลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุข หรือแม้แต่พี่น้อง อสม. ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลภายใต้การนํา ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กรุณามอบค่าตอบแทน อสม. ให้ ปีนี้ก็เป็น อีกปีหนึ่งที่มอบค่าตอบแทนให้อย่างต่อเนื่อง ดิฉันต้องขอขอบคุณแทนพี่น้อง อสม. จังหวัดนครศรีธรรมราช และ อสม. ทั่วประเทศ ที่ท่านไม่ทิ้งและให้ความสําคัญ กับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือว่า อสม. เป็นแนวหน้าของกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ ไปดูแลส่งเสริมสุขภาพของคนในชุมชนให้คนได้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น จะทําให้ช่วยลด จํานวนผู้ป่วยที่ไปขอรักษาที่โรงพยาบาลลดน้อยลง ควบคู่กันไปปีที่ผ่านมาก็ได้ให้เงิน งบประมาณไปขยายสถานพยาบาลเบื้องต้น หรือว่าสถานีอนามัยให้มีพื้นที่ใช้สอย เพิ่มมากขึ้นปีนี้ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ทางรัฐบาลก็ได้คัดเลือกสถานีอนามัยขึ้นมา เป็นสถานพยาบาลระดับชุมชนหรือที่เรียกว่าสถานีอนามัยส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล ซึ่งพี่น้องชาวชนบทหรือต่างจังหวัดคงจะเคยชินกับสภาพที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า เดินทางระยะทางไกลออกไปหาหมอเป็นระยะทางกว่า ๔๐-๕๐ กิโลเมตร บางคนไปหยิบ บัตรคิวรอตั้งแต่ตีสี่กว่าจะได้ตรวจบ่ายสามโมง บ่ายสี่โมงยังไม่ได้ตรวจเลย บางคน แค่ไปขอรับยาค่ะ เพราะฉะนั้นเราเห็นปัญหาอุปสรรคตรงนี้เลยจัดสรรงบประมาณ ให้สถานีอนามัยได้ยกระดับขึ้นเป็นสถานีส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลให้พี่น้องประชาชน ได้มีสถานบริการใกล้บ้าน รักษาอย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาเราได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุก็คือลดจํานวนผู้ป่วยที่ไปรักษาที่โรงพยาบาลอําเภอ แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขไปควบคู่กันนอกเหนือจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้วยังต้องสะสาง ปัญหาที่คั่งค้างมานาน นั่นก็คือจํานวนผู้ป่วยที่เอ่อล้นอยู่ที่โรงพยาบาลประจําจังหวัด หรือที่โรงพยาบาลศูนย์ค่ะ สาเหตุที่ผู้ป่วยไปเอ่อล้นอยู่ที่โรงพยาบาลประจําจังหวัด ก็เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้โรงพยาบาลประจําอําเภอหวาดกลัว เกรงกลัว ที่จะผ่าตัด เนื่องจากว่ากลัวที่จะโดนฟ้ อง เพราะฉะนั้นเวลาคนไข้มาขอทําการรักษาจึงส่งตัวไปให้ ที่โรงพยาบาลประจําจังหวัด คนไข้จึงไปล้นอยู่ที่โรงพยาบาลประจําจังหวัด น่าเสียดาย เมื่อปีที่ผ่านมาท่านประธานได้มีโอกาสไปเยี่ยมจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ว่าไม่ได้ มีโอกาสเข้าไปดูว่าสภาพโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นานแล้ว ๑๒ ปีแล้วที่เราได้รับเงินงบประมาณไปปรับปรุงคุณภาพของตึก แล้วก็ยังคงมีจํานวน ผู้ป่ วย เพราะว่าโรงพยาบาลมหาราชรองรับผู้ป่ วยกว่า ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน แต่สภาพ ปัจจุบันมีคนไข้นั่งรอล้นจากตึก คนไข้ที่ตรวจเสร็จแล้วรอห้องพักก็ล้นออกจากห้องพักอีก นอนเรียงรายอยู่บนเตียงฉุกเฉินตลอด ๒ ข้างทางเดินแทบจะไม่มีทางเดินเข้าไปที่ห้องด้วยซํ้า เพราะฉะนั้นดิฉันอยากขอความเป็ นธรรมให้รัฐบาลเข้ามาให้ความยุติธรรม กับพี่น้องผู้ป่วยให้เขาได้มีสถานพยาบาล สถานพักฟื้นไข้ ที่สําคัญที่สุดเงินงบประมาณ จะไม่ได้ใช้อย่างเป็นประโยชน์เลยถ้าประเทศชาติของเรายังอยู่ในสภาวะอย่างนี้ ตลอด ๑ ปี ที่ผ่านมาภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มีนโยบายดี ๆ ที่กระจายไปทั่วประเทศเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ได้เลือกว่าจะต้องมี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เพราะฉะนั้นเงินงบประมาณจะเดินออกไปสู่ประชาชน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและทั่วถึงบ้านเมืองก็ต้องอยู่ในภาวะปกติ ตอนนี้มีคนพยายาม ทําให้บ้านเมืองไม่อยู่ในภาวะปกติ ทําให้เป็ นอุปสรรคในการฟื้นฟูประเทศ ดิฉัน ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ำยหันหน้าเข้ามาร่วมมือกัน และขอร้องให้ผู้ก่อการร้ายและผู้ที่ ประกาศตัวเป็นสาวกของผู้ก่อการร้ายได้หยุดกระทําการทําร้ายประเทศไทย ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีถาวร
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้รับผิดชอบการบริหาร ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้ เป็ นห่วงเป็ นใยในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกขึ้นมา ตั้งข้อสังเกตและให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตอบคําถามเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา ๕ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่านซึ่งเพิ่งอภิปรายจบลงไปเมื่อกี้คือท่าน ส.ส. นัจมุดดีนจากจังหวัด นราธิวาส ท่านตั้งคําถามว่ารัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบายว่าจะจัดตั้งองค์กรถาวรขึ้นมา โดยเป็นกฎหมาย แล้วก็มีหน่วยงานราชการที่เป็นนิติบุคคล มีเงินงบประมาณลงไปดูแล แก้ไขปัญหาภาคใต้โดยตรง ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดําเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ นั่นคือเสนอร่างพระราชบัญญัติ ศอ.บต. เข้ามาสู่สภาภายในเวลาที่ได้กําหนดเอาไว้ สภานี้เห็นความสําคัญก็ได้รับหลักการ ในระหว่างที่รับหลักการเสร็จก็ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาแปรญัตติในรายละเอียด แต่ปรากฏว่าการพิจารณา ด้วยความห่วงใยทั้งสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และสัดส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ก็ได้พิจารณากันใช้เวลายาวนานไปหน่อย ใช้เวลาประมาณ ๕-๖ เดือน ซึ่งเมื่อคราว ที่ได้ประชุมในสภานี้ได้พิจารณากันในวาระที่สองและวาระที่สาม แค่คําจํากัดความ ของคําว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราได้เสียเวลาในการแสดงความคิดเห็นกันไป ประมาณ ๓ ชั่วโมงแล้วครับท่านประธาน เป็นเหตุให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังค้าง การพิจารณาในสภาในวาระที่สอง วาระที่สาม และคิดว่าทันทีที่มีการเปิดสมัยประชุม เพื่อพิจารณากฎหมายเราก็จะได้พิจารณากันต่อ ดังนั้นข้อห่วงใยของเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้ร่วมกันเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเราก็คิดว่าจะสามารถดําเนินการพิจารณา ต่อได้ อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการที่มีความเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ควรจะใช้สําหรับ ดูแลแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕ จังหวัด นั่นคือเป็นเสียงข้างน้อยในที่ประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมของสภาใหญ่แห่งนี้ ปรากฏว่า ได้มีการลงมติว่าควรจะเป็น ๕ จังหวัดสําหรับกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ หรือใช้บังคับ สําหรับพื้นที่แค่ ๓ จังหวัดกับ ๔ อําเภอของจังหวัดสงขลา ปรากฏว่าอภิปรายกัน อย่างกว้างขวาง ฝ่ายที่กังวลว่าเมื่อเอากฎหมายฉบับนี้ไปใช้บังคับ หรือพัฒนา หรือแก้ไข ปัญหาเพียง ๓ จังหวัดกับ ๔ อําเภอ กลัวว่าการบริหารราชการและการพัฒนาตามที่ได้ มีการดําเนินการกันมาตั้งแต่ต้น เช่นในยุคของท่านชวน หลีกภัย เราใช้องค์กรนี้ แก้ไขปัญหาและพัฒนาถึง ๕ จังหวัดเช่นการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่เรียกว่า ไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) ก็ใช้ ๕ จังหวัด ต่อมาระยะหลัง ๆ การพัฒนา ๕ จังหวัดในกลุ่ม บูรณาการจังหวัดตามหลักของ ก.พ.ร. เราก็ใช้ ๕ จังหวัด และที่สําคัญที่สุดก็คือ มีข้อเรียกร้ องจากพี่น้องจังหวัดสตูลถึงขนาดชุมนุมกันจํานวนเรือนหมื่นคน และได้ทําบันทึกถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญขอให้ทบทวน หรือหลาย ๆ อําเภอ ของจังหวัดสงขลาก็ขอเรียกร้องให้เข้าไปอยู่ในกลุ่ม ๕ จังหวัดด้วย นั่นคือข้อพิจารณา ของที่ประชุมใหญ่ ผลของการลงคะแนนเสียงปรากฏว่าเห็นด้วยที่จะให้รวม ๕ จังหวัด เป็นกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะใช้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้บังคับ ก็คือ ๒๓๐ เสียง โดยประมาณ และที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้เอาจังหวัดสตูลและอีก ๑๒ อําเภอ ของจังหวัดสงขลาเข้ามา ๗๒ เสียง งดออกเสียง ๑๘ เสียง ไม่ลงคะแนน ๑๔ เสียง ดังนั้น ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าการประชุมในที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาล ไม่ได้มาบังคับสมาชิก เป็ นเอกสิทธิ์ของท่านสมาชิก ดังนั้นผมขอกราบเรียนว่า กฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการประชุมไปในมาตรา ๓ แล้ว จึงเห็นว่าควรจะได้พิจารณาต่อ อย่างไรก็ตามเราจะได้เร่งรัดครับ ข้อคิดเห็นของคนที่ห่วงใยว่าเมื่อเอาจังหวัดสตูล และอีก ๑๒ อําเภอเข้าไป การพัฒนาจะเป็นปัญหา การแบ่งสรรงบประมาณจังหวัด ที่อยู่ทางใต้ซึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นเขาจะเสียเปรียบ ผมขอกราบเรียนว่าอย่าได้กังวลเลยครับ รัฐบาลจะใช้วุฒิภาวะในการดูแลแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ
ท่านรัฐมนตรี ขอความกรุณาครับ เพราะเวลาเราเหลืออีกเพียง ๒ ชั่วโมงนะครับ
อีกนิดเดียว ท่านครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
มีผู้ที่จะอภิปรายเหลืออีก ประมาณ ๒๗ ท่านครับ
การประชุม ครม. สัปดาห์หน้า เช่นจะพิจารณาพิเศษปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๕ ในช่วงปลายปีนี้ให้อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัด นราธิวาส ส่วนเงินกู้พิเศษดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๕ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบหมายให้ ธนาคารออมสินให้คนที่ไปลงทุนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส อีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ว่าจังหวัดสตูล ก็ไม่ได้ อีก ๑๒ อําเภอของจังหวัดสงขลาก็ไม่ได้ นั่นคือข้อแตกต่างที่เราพิจารณา เป็นพิเศษสําหรับดูแลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ส่วนข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก ท่านแวมาฮาดี แวดาโอะ จากจังหวัด นราธิวาสพูดถึงเรื่องของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ท่านถามถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ของนักเรียน ท่านถามว่าจะคิดกันอย่างไร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ต้องยอมรับความจริงว่า เหตุการณ์ไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลให้คุณภาพการจัดการศึกษา ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงจริง ๆ และไม่ลดเฉพาะรัฐบาลนี้ ลดมายาวนาน ๖-๗ ปี แต่รัฐบาลนี้ได้ตั้งเป้ำหมายใหม่ นั่นคือได้ดําเนินการให้การจัดการศึกษาของแต่ละ โรงเรียนแข่งกับตนเอง ด้วยการจัดโรงเรียนดีมีคุณภาพระดับจังหวัดและอําเภอขึ้น ๙๐ โรงเรียน โรงเรียนมีชื่อ ๑๑ โรงเรียน ผลของการดําเนินงานถัดมาก็คือพัฒนาโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดยะลา โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล โรงเรียน จะนะชนูปถัมภ์ จังหวัดสงขลา โรงเรียนท่าข้ามวิทยาคาร จังหวัดปัตตานี โรงเรียนตากใบ จังหวัดนราธิวาส ให้เป็นโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ นี่คือเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ การพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนให้ตรงกับคุณวุฒิ จํานวน ๖,๗๕๔ คน สําหรับปีการศึกษา ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ และ ปี ๒๕๕๔ สิ่งที่ท่านถามนั่นคือ ปี ๒๕๕๓ ที่ดําเนินการอยู่ขณะนี้ และปี ๒๕๕๔ เราจะพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอน ให้มากขึ้น
ถัดไปครับ สิ่งที่ท่านถามคือจํานวนนักเรียนที่อ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่อง เราดําเนินการให้มีทักษะการเรียน การอ่าน และการเขียนภาษาไทย ให้คล่องขึ้นเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ ๓๐ นี่คือการจัดเงินงบประมาณสําหรับปี ๒๕๕๔ การจัดการศึกษาภาคบังคับ ให้กับเด็กที่ตกหล่นก็จะให้เข้าเรียนและจบการศึกษาภาคบังคับภายใน ๓ ปี ร้อยละ ๗๐
นอกจากนั้นท่านถามถึงเรื่องการให้เงินอุดหนุนสําหรับผู้ที่ดูแลเด็ก ในโรงเรียนตาดีกาหรือสถานที่อบรมเด็กเล็ก ขอกราบเรียนว่าเงินงบประมาณนั้น มีจํานวนจํากัด ผู้ที่เข้าไปดูแลการจัดการศึกษาในโรงเรียนตาดีกาหรือสถานที่อบรม เด็กเล็กนั้นจะมีอยู่ ๒ กลุ่มคือกลุ่มที่เรียนอยู่ที่มัสยิดกับเรียนอยู่ที่วัด จะเห็นได้ว่า ค่าตอบแทนให้กับผู้ที่สอนศาสนาพุทธหรือค่าตอบแทนพระให้ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ปีหนึ่งเราให้แค่ ๑๐ เดือน สําหรับสอนศาสนาอิสลามที่โรงเรียนตาดีกา ค่าตอบแทน ครูผู้สอนศาสนาอิสลามให้ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือนเท่ากัน แต่เราให้กลุ่มที่สอนอยู่ที่โรงเรียน ตาดีกาให้ถึง ๑๒ เดือน ส่วนสอนอยู่ที่วัดนั้นให้แค่ ๑๐ เดือน ดังนั้นข้อห่วงใยของท่าน เราพยายามที่จะแก้ไข แต่อย่างไรก็ตามเงินงบประมาณสําหรับเรื่องนี้ในปี ๒๕๕๔ จัดไว้ทั้งหมด ๑๙๖,๒๐๐,๐๐๐ บาท คิดว่าน่าจะพอ ถ้าฐานะทางด้านการคลัง และงบประมาณของประเทศชาติดีขึ้น เงิน ๒,๐๐๐ บาทควรจะเพิ่ม และถ้าหากว่า ดีขึ้นจริง ๆ ก็ควรจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ในจํานวนเงิน ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับ แก้ไขปัญหาและพัฒนา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลมุ่งเน้นให้ดําเนินการ ตามแนวยุทธศาสตร์พระราชทาน นั่นคือการเข้าใจ การเข้าถึง และพัฒนา เอาการเมือง นําการทหาร ทันทีที่ ศอ.บต. ผ่านสภาไป จัดตั้งหน่วยงานองค์กรถาวรเสร็จ ในการแก้ไขปัญหา ผมมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้เป็นไปตาม นโยบายได้ดีขึ้นครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาลตกลงกับฝ่ายค้านให้ดีนะครับ เพราะเวลาของเราถ้านับตาม จํานวนผู้ที่อภิปรายนี้จะต้องถึงสี่ห้าทุ่ม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ ที่ได้ประสานงานไว้เพื่อความชัดเจนก็คือเมื่อถึงเวลา ๒๐.๓๐ นาฬิกา ก็จะเป็นท่านวิทยา บุรณศิริ ได้ขึ้นเป็นคนสุดท้ายเลยค่ะ ถ้าส่วนที่ไม่ถึง ตรงกลางก็ต้องขอตัดออก เพราะว่าต้องตัดทั้ง ๒ ฝ่ายนะคะ
ยืนยันนะ ไม่โทษผมนะ
ค่ะ เพื่อให้ท่านวิทยาได้ใช้เวลา ครึ่งชั่วโมงแล้วก็ลงมติได้ตอน ๓ ทุ่ม ต้องขอความกรุณาด้วยเพราะว่าทั้ง ๒ ฝ่ำย ก็มีผู้อภิปรายเช่นกัน
ถ้าอย่างนั้นพอแล้วครับ พอเข้าใจแล้ว ที่ประชุมรับทราบ ต่อไปคุณประนอม โพธิ์คํา ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประนอม โพธิ์คํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปราย งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ สําหรับในเรื่องงบประมาณนั้น ผมคงจะมีเวลาน้อย ก็ขอลงไปที่กระทรวงเลยนะครับ
กระทรวงที่สําคัญที่สุดและเป็นกระทรวงที่หางบเข้าสู่บ้านเมืองของเรานั้น ทุกวันนี้ก็เป็ นกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้งบประมาณเพิ่มปี นี้รู้ สึกว่าจะเป็ น ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นงบประมาณที่น้อย ก็อยากฝากรัฐบาลช่วยดูว่าจะทําอย่างไร ที่จะผลักดันงบประมาณเข้ำกระทรวงอุตสาหกรรมของพวกเราเพิ่มขึ้น เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นเป็นกระทรวงที่หารายได้เข้าสู่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ต่างประเทศหรือในประเทศ หรือจะเป็ นช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการแปรรูป อาหารต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุดของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศไทย
กระทรวงที่ ๒ ก็เป็ นกระทรวงพาณิชย์ เป็ นอีกกระทรวงหนึ่งที่ได้ งบประมาณน้อย ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นกระทรวงที่จะต้องดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชน เช่นอย่างทุกวันนี้ราคาผลผลิตทางการเกษตรนั้นตกตํ่า กระทรวงพาณิชย์นั้นจะต้องมา ดูแลปัญหาของพี่น้องและในเรื่องราคาข้าวที่ทุกวันนี้ราคาตกตํ่ามาก ก็อยากฝากรัฐบาล เพิ่มงบประมาณ
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกระทรวงที่สําคัญ ที่สุดที่หาเงินเข้าประเทศไทยของพวกเรา ถ้าต่างชาติหรือพี่น้องประชาชนไม่เที่ยว เงินรายได้ของรัฐบาลนั้นก็คงจะตกลง
แล้วต่อไปก็คือกระทรวงมหาดไทย ปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นก็ประมาณ ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงมหาดไทย สิ่งที่อยากฝากกระทรวงมหาดไทยได้บริหาร งบประมาณคือในเรื่องการแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิ ที่เราจะต้องแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิ ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศไทย แล้วก็เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเพิ่มเติม งบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่าพี่น้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ว่าจะเป็ น อบต. หรือเทศบาล งบประมาณของท้องถิ่นนั้นไม่พอ ก็อยากให้ เพิ่มเงินรายได้ให้แก่ท้องถิ่นให้มากขึ้น แล้วก็เรื่องปัญหาไฟฟ้ำ ไฟฟ้ำเป็นปัญหาใหญ่ ของพี่น้องประชาชน บางครัวเรือนบางที่เป็นร้อย ๆ ปีแต่ไม่มีไฟฟ้ำใช้เลย เรื่องปัญหาไฟฟ้ำ ในการทําการเกษตรก็อยากฝากทางรัฐบาลช่วยดูแลเรื่องไฟฟ้ำในการทําการเกษตร
เรื่องต่อไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็อยากฝากในเรื่องของ แหล่งนํ้า แหล่งนํ้าที่เป็นปัญหาใหญ่ ทุกวันนี้ภายในอีก ๑ เดือนถ้าฝนไม่ตกผมคิดว่า นํ้าอุปโภคบริโภคและนํ้าด้านการเกษตรนั้นก็คงไม่มีก็คงจะขาดแคลนแน่นอน ก็อยากฝากรัฐบาลช่วยดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องเพลี้ยแป้ งที่เกิดในพื้นที่ ของพวกผมในพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมาเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของพี่น้องเกษตรกร
อยากฝากกระทรวงคมนาคมที่ได้ขอสะพานข้ามหมู่บ้านสุกศรีงาม ไปบ้านโคกสําราญ ตําบลตะขบ อําเภอปักธงชัย เพราะว่าเด็กนักเรียนนั้นไม่สามารถ เดินข้ามไปเรียนหนังสือได้ เพราะว่าพื้นที่ห่างกันเพียงกิโลเมตรเดียว แต่เด็กใน ๒ หมู่บ้านนี้ ต้องเดินอ้อมประมาณ ๕ กิโลเมตร
เรื่องต่อไปก็คือเรื่องสะพานข้ามอุทยานไทรงามไปเชื่อมกับชุมชน วังบูรพาของอําเภอพิมายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ฝากกระทรวงคมนาคมด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญที่สุดก็คือถนน ๓๐๔ ที่การขนส่งสินค้าจากภาคอีสาน ทั้งหมดเข้าสู่มาบตาพุด ตรงช่วงถนนเขาเรียกว่าเขาทรายมีพี่น้องประชาชนนั้น ตายอย่างมากมายหลายพันศพแล้ว อยากฝากกระทรวงคมนาคมเข้าไปดูแลถนน ที่ตรงช่วงเขาทรายเพราะว่ามีรถลงถนนทุกวัน เพราะว่าสมัยก่อนประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีการขนส่งอาวุธแล้วสร้างถนนไว้ ๑,๘๐๐ กิโลเมตร แล้วพอทุกวันนี้รถบรรทุกวิ่งมาตรงนี้ จะลงถนนตายเสียหายอย่างมาก ก็ฝากทางกระทรวงคมนาคมช่วยดูเร่งด่วนด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
คุณสมคิด บาลไธสง เสร็จแล้วรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจะตอบหลังจากคุณสมคิดอภิปรายจบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านประธานครับ ผมคงมีเวลานิดหน่อย ผมจะอภิปรายขอแสดงความคิดเห็น สัก ๒-๓ กระทรวงก็พอนะครับ
อันดับแรก ก่อนที่ผมจะอภิปราย ๒-๓ กระทรวงนี้ ผมขอให้สติรัฐบาล ดังนี้นะครับ สําหรับผู้ปกครองประเทศ ถ้าผู้ปกครองประเทศทําอย่างไรก็ตามให้ประชาชน อยู่ดีกินดี จะทําอย่างไรก็ตามที่มีกองทัพที่ดี จะทําอะไรก็ตามให้มีความรัก ศรัทธา จากประชาชน ๓ ข้อนี้สําคัญครับ แต่เขาบอกว่าถ้าจะตัดข้อแรกออกจะตัดอะไร ไม่มีกองทัพที่ดีก็ได้ถ้าประชาชนยังอยู่ดีกินดี ถ้าจะตัดออกอีกจะตัดข้อไหน ข้อว่าประชาชนไม่อยู่ดีกินดีขอให้มีความสามัคคี รักผู้นํา เขาก็ยังอยู่ได้ อันนี้ก็ให้ความคิด รัฐบาลไว้ก็แล้วกันนะครับ ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนรักท่าน แล้วถึงแม้เขาจะอดอยาก เขาก็ยังอยู่ได้ รัฐบาลที่เสนองบประมาณมาสําหรับกองทัพ ผมขอแสดงความคิดเห็นว่า การที่รัฐบาลตั้งงบประมาณมากก็แสดงว่ารัฐบาลนั้นอ่อนแอ เพราะว่าไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ถึงตั้งงบประมาณให้กองทัพมาก ตั้งงบประมาณให้กองทัพมากก็แสดงว่ารัฐบาลมีศัตรู รอบข้างมากไม่ว่าภายในและภายนอก อันนี้ก็ให้ความคิด สําหรับกระทรวงกลาโหม ผมพูดแค่นี้ผมไม่พูดต่อ
กระทรวงวัฒนธรรมครับ ทําอย่างไรก็ตามกระทรวงวัฒนธรรมถึงจะได้ มีการพัฒนาพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ อะไรก็ตามให้เต็มที่ถ้าคนมีศาสนา บ้านเมืองต้องสงบ ถ้าให้เขาได้ศึกษาศาสนธรรมจริง ๆ ผมอยากยกตัวอย่างให้เห็นว่า บางจังหวัดมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ตั้ง ๒-๓ แห่ง เจ้าอาวาสวัดทุกวัดจบปริญญาทางศาสนา ทั้งหมดเลย มีอยู่ในประเทศไทยนี้ไปศึกษาดู ทําอย่างไรถึงจะลงทุนเพื่อการพัฒนา วัฒนธรรม เดี๋ยวนี้คนไม่มีวัฒนธรรม เมื่อไม่มีวัฒนธรรม ไม่ได้ส่งเสริมวัฒนธรรม ปัญหามันก็เกิด เพราะฉะนั้นการลงทุนเพื่อวัฒนธรรมผมยังไม่เห็นรัฐบาลไหน ตั้งใจที่จะเอาจริงเอาจัง วัดก็ร้าง ๆ ผุ ๆ พัง ๆ ใครจะมีศรัทธาเขาก็ไปกราบไหว้ ที่จัดการศพต่าง ๆ ก็เป็นที่น่าอุจาด ผมพูดมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยมีใครมาใส่ใจ เรื่องทําศพของคน ทําอย่างไรจะมีเมรุสวย ๆ เหมือนกับในกรุงเทพฯ บ้านนอกเป็นฝุ่นอยู่ ตามดงตามป่าทั้งขี้โคลนขี้ตมถึงฤดูฝนลําบาก ผมก็อยากให้ส่งเสริมกระทรวงวัฒนธรรม ให้มากกว่านี้ เดี๋ยวนี้น้อยมากครับ ประเทศไทยเราคนมาก แต่กระทรวงวัฒนธรรม มีงบน้อยมาก ไม่ได้พัฒนาอะไรเลย
สําหรับกระทรวงศึกษาธิการ ผมว่าตั้งงบประมาณน้อยมากในการพัฒนาคน ที่เห็นมาก ๆ อย่าเข้าใจว่าเป็ นงบมากเป็ นงบเงินเดือนเฉย ๆ งบพัฒนาไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในการพัฒนาคน ส่วนใหญ่เป็นงบเงินเดือน ของครูของอาจารย์เท่านั้น เพราะฉะนั้นงบในการพัฒนาไม่มี แล้วอย่าหวังเลยว่าเยาวชน ของชาติจะเป็นคนดีได้ โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรมจริยธรรมตํ่ามากเลย ไม่ว่าการวัด โอเนต (O-NET) ต่าง ๆ ของนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึง ม. ๕ ม. ๖ ตํ่ามากเลยนะครับ ทุกสาระการเรียนรู้ตํ่ากว่าร้อยละ ๕๐ มีเกินอยู่ร้อยละ ๕๐ คือพลศึกษา นอกนั้นตํ่ากว่าร้อยละ ๕๐ หมด แล้วเราจะเอาอะไรกับประเทศนี้ นี่การลงทุนเพื่อการศึกษาไม่มีเลย ลงน้อยมาก มันเป็นลงทุนเงินเดือนเฉย ๆ ขนาดลงทุน เงินเดือนก็ยังขาดแคลนครูอยู่ ผมอยากให้ไปดู ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ครูขาด เป็นพันกว่าอัตรา แล้วจะสอนไปอย่างไรนะครับ อันนี้ก็ฝากไปยังรัฐบาลได้พิจารณา งบพัฒนาด้วยเพราะมันน้อยมาก ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบชี้แจง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขออนุญาตใช้เวลาเพื่อที่จะตอบข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกที่เกี่ยวกับ กระทรวงมหาดไทย และผมเห็นว่าเป็นความห่วงใยของเพื่อนสมาชิก
ประเด็นแรก ก็คือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยโสธร และจังหวัดนครราชสีมาเมื่อสักครู่คือคุณประนอม โพธิ์คํา นั่นก็คือความห่วงใยพี่น้อง เกษตรกร ที่อยากจะให้พี่น้องเกษตรกรนั้นได้มีไฟฟ้ำลงสู่ไร่นาเหมือนดั่งเช่นพี่น้องประชาชน มีไฟฟ้ำใช้ตามครัวเรือน เรื่องนี้เป็ นความเป็ นจริงครับ และท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ให้ความห่วงใยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ประชาชนได้มีกระแสไฟฟ้ำใช้ทุกครัวเรือน รวมตลอดทั้งพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่ปลูกผลไม้ วันนี้โดยข้อเท็จจริง มีอยู่หลายพื้นที่ไม่ว่าจังหวัดภาคใดก็ตาม พี่น้องประชาชนได้ใช้ไฟฟ้ำโดยวิธีการใช้ เครื่องปั่นไฟไม่ว่าจะเป็นเครื่องคูโบต้า (Kubota) หรือใด ๆ ก็ตาม สุดท้ายเครื่องปั่นไฟ เหล่านี้ก็จะผูกติดอยู่กับราคานํ้ามัน ถ้าราคานํ้ามันสูงนั่นก็เป็นต้นทุนของพี่น้องประชาชน เรื่องนี้จึงเป็นนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้การไฟฟ้ำส่วนภูมิภาค ซึ่งอยู่ในกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทยได้จัดทําโครงการไฟฟ้ำเพื่อเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพครับ คนเป็นผู้แทนราษฎรนั้นอยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ผู้แทนราษฎรที่อยู่ต่างจังหวัด สิ่งหนึ่งประชาชนจะร้องทุกข์อยู่เป็นประจําก็คือว่าช่วยขยาย ไฟฟ้ำลงที่ไร่ที่นาให้กับเขาด้วย เราอยากจะทําหลายครั้งแต่ทําไม่ได้ แต่วันนี้ด้วยนโยบาย ตรงนี้ครับ งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการไฟฟ้ำส่วนภูมิภาคก็ได้เตรียม โครงการนี้ให้กับพี่น้องประชาชนไว้ ๓๐,๐๐๐ ครัวเรือน โดยมีวิธีการดําเนินการว่าถ้าพี่น้อง ประชาชนครัวเรือนใดที่เป็นเกษตรกรต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ก็รวมกลุ่มกันแล้วก็ไปที่ การไฟฟ้ำส่วนภูมิภาคใกล้บ้านตัวเอง วิธีไม่มีอะไรยุ่งยาก บัตรประจําตัวประชาชน สําเนาทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิที่ดิน จากนั้นอยู่ในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ก็ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ มารับรองให้ว่าเป็นที่ดินที่ถูกต้อง มีเอกสารสิทธิ หรือไม่ เพราะก็ต้องป้ องกันว่าอาจจะเป็ นที่ดินที่รุกที่สาธารณะหรือรุกที่ป่ำสงวน ตรงนี้ก็ไม่สามารถบริการได้ ซึ่ง ๓๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือนนั้นได้มีการจัดเตรียมงบประมาณ ให้ครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน ๔๕,๐๐๐ บาท ก็จะใช้งบประมาณประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือโครงการขยายเขตไฟฟ้ำเข้าไร่นาพี่น้องประชาชน ก็ขอตอบประเด็นนี้ให้กับ เพื่อนสมาชิกที่ตั้งข้อสงสัยและมีความห่วงใยให้กับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย
ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นข้อห่วงใยของท่าน ส.ส. ที่อยู่จังหวัดอุดรธานี คุณเชิดชัยได้สอบถามเกี่ยวกับโครงการอาสาสมัครปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าโครงการนี้กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งขึ้นมีเป้ำหมายและวัตถุประสงค์อย่างไร และได้ จัดเตรียมงบประมาณในการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมกับโครงการนี้หรือไม่ ผมต้องเรียนว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งงบประมาณไว้จํานวนหนึ่ง เพื่อที่จะทําโครงการอาสาสมัครปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในหมู่บ้าน ในชุมชน นั้นได้เข้าร่วมกัน ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีตําแหน่งใดก็ตาม เป้ำหมายนั้น อําเภอหนึ่งประมาณ ๑,๐๐๐ คนทั่วทั้งประเทศไทยเป็นอย่างน้อยแต่ละอําเภอ จากนั้น ก็จะมีการอบรมให้ ความรู้ เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็ นประมุข ที่สําคัญอย่างยิ่งมีการทําความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชนเป็นเครือข่ายสร้างความสมานฉันท์ สร้างคุณงามความดีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งโครงการนี้ขอยืนยันว่าจะเกิดขึ้นในปี งบประมาณ ๒๕๕๔ และที่สําคัญได้เตรียม งบประมาณไว้แล้ว ก็เรียนท่านสมาชิกที่สอบถามประเด็นนี้
ส่วนประเด็นที่สาม คือประเด็นเกี่ยวกับการสอบถามของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะความห่วงใย ที่ศาลากลางถูกเผา ซึ่งความจริงศาลากลางถูกเผาในช่วงที่ผ่านมานั้นมีอยู่ ๔ แห่ง แล้วก็มีบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดบ้าง ซึ่งขณะนี้ขอเรียนว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ การบริการแม้ศาลากลางถูกเผาก็ต้องมีสถานที่รองรับ พี่น้องประชาชน วันนี้มีความพร้อมในการรองรับ ในขณะเดียวกันศาลากลางที่ถูกเผานั้น วันนี้ก็ได้มีการของบประมาณเป็นไปตามกระบวนการ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีนั้น ได้จัดของบประมาณไปประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการ ของบประมาณ ที่สําคัญก็จะไปสร้างในศูนย์ราชการแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี ก็ขอเรียนให้เพื่อนสมาชิกที่มีความห่วงใยจะได้ตอบพี่น้องประชาชน
สุดท้ายเป็นประเด็นที่เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดชัยภูมิได้สอบถามพาดพิงถึง ตัวกระผมที่อยู่จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะความจริงงบประมาณที่ซักถามวันนี้ เป็นงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ แต่ท่านก็กล่าวถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ โดยเฉพาะก็มอง ในประเด็นว่างบประมาณปีนั้นไปอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาจํานวนมากถึง ๙๐๐ ล้านบาท กรอบเขานั้นอยู่ประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ทําไมจึงไปอย่างนั้น ผมต้องเรียน เพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจครับว่าวันนี้จังหวัดนครราชสีมานี่พื้นที่ แตกต่างจากจังหวัดนครพนมครับ ๓๒ อําเภอ ประชากร ๒,๘๐๐,๐๐๐ คน มีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเกือบ ๔๐๐ แห่ง จังหวัดนครราชสีมาก็ไม่แตกต่างจากจังหวัดอื่น ในภาคอีสานครับ แต่ละอําเภอเขาจะมีปัญหาเรื่องความเจริญเรื่องถนนหนทาง อย่างน้อย ถนนดินลูกรังไม่ตํ่ากว่า ๔๐-๕๐ กิโลเมตรแต่ละอําเภอ เรื่องนํ้า เรื่องประปา ฉะนั้น ทั้งหมดนี้คือปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่แตกต่างจากพี่น้องจังหวัดนครพนม ทั้งหมดนี้ ผมต้องเรียนว่าจังหวัดนครราชสีมามี ส.ส. ทั้งหมด ๒๗ คนนะครับ เฉพาะ ส.ส. เขต ๑๗ คน ส.ส. แบบสัดส่วนในกลุ่ม ๕๐ คน และกระบวนการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๒ นั้น ก็เป็นกระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการกระจายอํานาจ มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ จากนั้นเสร็จที่ท่านบอกว่าเขามีเกณฑ์อยู่ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ทําไมจึงไป ๙๐๐ ล้านบาท นั่นคือเกณฑ์ที่คณะกรรมการกลั่นกรอง เขาวางไว้ แต่ถ้าโครงการใดมีความจําเป็น มีความเหมาะสม เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เขาก็เข้าคณะกรรมการการกระจายอํานาจชุดใหญ่ครับ นี่คือกระบวนการ ต้องขอเรียน ให้ทราบว่าถ้ามาเปรียบเทียบกับจังหวัดนครพนมนี่มันต่างกัน ๓ เท่าครับ จริง ๆ แล้ว ถ้าได้งบประมาณเยอะ ๆ มันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ เรียนเพื่อความเข้าใจครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานขอความกรุณากระชับ ตอบเฉพาะประเด็น ที่มีการซักถามนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็จะขอใช้เวลาสั้น ๆ เพียงนิดเดียวนะครับ เพราะว่า มีท่านสมาชิกที่ได้ให้ความสนใจกระทรวงแรงงานนั้น ประเด็นที่ถามมามี ๒ ท่าน เท่านั้นเองครับ ท่านแรก คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ประเด็นที่ถามก็บอกว่าขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทํางานในประเทศไทยจํานวนมาก แม้กระทั่งเข้ามาทํางานในตําแหน่งยามซึ่งเป็นตําแหน่งที่เกี่ยวกับความมั่นคง อันนี้ ขอเรียนว่ากระทรวงไม่มีนโยบายที่จะให้คนต่างด้าวมาทําหน้าที่ยามนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาทําหน้าที่ยามตรงนี้ก็จะต้องมีความผิดถูกลงโทษ ถ้ากรณีที่ฝ่าฝื นเงื่อนไข นายทะเบียนกําหนดให้มีโทษปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ในกรณีทํางานที่ไม่ตรงกับ ประเภทที่อนุญาตไว้ อันนี้ก็จะต้องถูกลงโทษปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทเช่นเดียวกัน กรณีนายจ้างถ้ารับรู้แล้วก็จ้างก็จะถูกลงโทษปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท อันนี้ขอเรียนให้ทราบ เรื่องของยามครับ
ส่วนประเด็นที่สอง ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ เช่นเดียวกันครับ ที่ท่านได้ เป็นห่วง ท่านได้ถามว่าโครงการต้นกล้าอาชีพก็ดี หรือว่าขณะนี้
ท่านรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวครับ ท่านวรศุลีประท้วงอะไรครับ
เมื่อกี้ว่าจะยกพูดคุยกับ ท่านรัฐมนตรีบุญจงค่ะ จะให้ท่านชี้แจงก่อน พอดีเห็นท่านรัฐมนตรีเดินลงไปก็เลย อยากจะขอให้เชิญท่านรัฐมนตรี
พอแล้ว คงไม่ให้ซักถามกันแบบนี้ละครับ เพราะว่าเดี๋ยวมีคิวผู้อภิปรายอีกมาก
เมื่อกี้ท่านพูดตกไป ๔ จังหวัดค่ะ จังหวัดมุกดาหารก็โดนเผาค่ะ
เมื่อกี้ท่านบอกแล้วครับว่าไม่ใช่เฉพาะจังหวัดเดียว เอาละครับ พอแล้วครับ
ท่านบอกไว้แค่จังหวัดเดียว แค่นั้นเอง อีก ๓ จังหวัดก็คือประชาชนที่โดนเผาเหมือนกันนะคะ จังหวัดมุกดาหาร โดนเผาเช่นเดียวกันค่ะ เมื่อตะกี้ท่านพูดตกไป ๔ จังหวัด จังหวัดมุกดาหารก็โดนเผาค่ะ
เมื่อกี้ท่านบอกแล้วครับว่าไม่ใช่เฉพาะจังหวัดเดียว
ท่านบอกไว้แค่จังหวัดเดียว เท่านั้นเอง อีก ๓ จังหวัดก็คือของประชาชนที่โดนเผาเหมือนกัน ศาลากลางจังหวัด มุกดาหารโดนเผาเช่นเดียวกัน เมื่อตะกี้ว่าจะยกมือถามก็เลยกลัวเสียเวลาท่านรัฐมนตรี ท่านไพฑูรย์ พอดีเห็นท่านรัฐมนตรีบุญจงเดินลงไปแล้วก็อยากจะขอท่านประธานว่า อยากจะขอเชิญท่านรัฐมนตรีบุญจงขึ้นมาตอบให้ประชาชนอีก ๓ จังหวัดพอใจด้วยนะคะ เพราะอันนี้มันเป็นเงินภาษีราษฎรนะคะ แต่ว่าเราไม่ทราบว่าเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องเผา ซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่ใช้เงินภาษีราษฎร
เอาละครับ นั่งเถอะครับ ท่านรัฐมนตรีบุญจงมาแล้วครับเดี๋ยวจะให้ท่านยืนยันสั้น ๆ มีเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายอีกหลายท่านนะครับ
(นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คือเอาละครับจะได้ไม่เสียเวลา ท่านประเสริฐท่านประท้วงอะไรครับ
๒ วันมาแล้วนะครับ ไม่ได้อภิปรายเลยจะทําอย่างไรดี มัวตอบไปตอบมาอย่างนี้ มาเชียร์กันอยู่ได้
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเชิญต่อครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่อประเด็นที่สอง ที่ท่าน ส.ส. วิชาญ มีนชัยนันท์ ท่านได้ถามด้วยความสงสัยบอกว่าขณะนี้ คนว่างงาน ตกงาน ถึง ๑.๑-๑.๔ ล้านคนหรือคิดแล้วประมาณ ๓.๓๗ เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ อันนี้ข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ เรื่องของคนว่างงานนี้มีเหตุการณ์ตั้งแต่กลางปี ๒๕๕๑ มาถึงสิ้นปี ๒๕๕๒ ขณะนั้นมีคนตกงานเป็ นล้ำนคนจริงครับ แต่เนื่องจาก ทางกระทรวงแรงงานเองใช้นโยบาย ๓ ลด ๓ เพิ่ม แล้วก็ดําเนินการให้คนอยู่ด้วยกัน ให้ว่างงานน้อยที่สุด รวมทั้งโครงการต้นกล้าอาชีพเข้ามาช่วยด้วย ขณะนี้แรงงาน ได้ลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๓ มีคนว่างงานอยู่เพียง ๑.๔ เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ ๕๓๐,๐๐๐ คน และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นี้ก็มีอยู่ ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓๘๐,๐๐๐ คน พอเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ก็อยู่ประมาณ ๐.๙๗ เปอร์เซ็นต์ คือ ๓๖๘,๐๐๐ คน ซึ่งขณะนี้ปัญหาก็กลับกันครับ แทนที่คนจะว่างงาน กลับเป็นว่านายจ้างต้องหาคน ลําบากมากขึ้น อันนี้สวนทางกันนะครับ
กรณีท่านที่ ๒ ที่ได้ให้ความสนใจกระทรวงแรงงานคือท่านนคร มาฉิม ส.ส. จังหวัดพิษณุโลก ประเด็นแรก ท่านได้ถามว่ารัฐบาลจะเร่งดําเนินการแก้ไขปัญหา แรงงานผิดกฎหมายให้แล้วเสร็จได้เมื่อไร อันนี้ขอเรียนนะครับว่าขณะนี้แรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาอยู่ในประเทศแล้วเราให้เข้าอยู่ชั่วคราวแล้วกําลังพิสูจน์สัญชาติเพื่อที่จะให้เป็น แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีอยู่จํานวนทั้งหมด ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ขณะนี้ได้พิสูจน์ สัญชาติไปแล้ว ๙๐๐,๐๐๐ คน หลังจากพิสูจน์สัญชาติแล้วก็ได้ทําสัญญาจ้างกันครั้งละ ๒ ปี รวมไม่เกิน ๒ ครั้ง แล้วทั้งหมดนี้จะต้องทําให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แต่ถ้าหากว่าความต้องการของนายจ้าง ผู้ใช้แรงงานประเภทแบกหาม กรรมกร เราก็มีการเซ็นเอ็มโอยู (MOU) กับทั้งประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศพม่า ไว้ ๒๐๐,๐๐๐ คนก็จะให้นําเข้ามาโดยถูกต้องครับ
ส่วนประเด็นที่สอง ที่ท่านได้ถามว่าสํานักงานประกันสังคมที่มีข่าวว่า จะขยายให้มีการคุ้มครองถึงคู่สมรสและบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอันนี้เป็นนโยบาย ของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อสภาเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่าเราจะขยายการคุ้มครองสิทธิ ให้ผู้ที่ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ให้คุ้มครองไปถึงคู่สมรสและบุตร ซึ่งมีการสํารวจแล้ว มีอยู่ทั้งหมดจํานวน ๕.๘๘ ล้านคน อันนี้ทางกระทรวงแรงงานเองได้ดําเนินการนําเสนอ เข้า ครม. ผ่าน ครม. ไปแล้วเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ ขณะนี้อยู่ในระหว่างกฤษฎีกา ถ้ากฤษฎีกาเรียบร้อยกลับมา ครม. แล้วก็จะเข้าสภาในโอกาสต่อไปนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ท่านนคร มาฉิม ได้ให้ความสนใจที่ถามกระทรวง แรงงานเช่นเดียวกันนะครับ เกี่ยวกับการป้ องกันการหลอกลวงคนไปทํางาน ในต่างประเทศ อันนี้ขอเรียนว่าทางกระทรวงแรงงานมีมาตรการป้ องกันการหลอกลวง คนที่ไปทํางานต่างประเทศนะครับ
อันที่ ๑ ได้แก่การป้ องกัน การป้ องกันก็โดยการจัดการอบรมสัมมนา ให้ความรู้ ให้ความเข้าใจกับชุมชน กับนิติบุคคล กับผู้นํา กับผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะไปทํางาน ต่างประเทศ รวมทั้งผู้ที่จะเดินทางและผู้ที่จัดให้ไปทํางานต่างประเทศด้วยนะครับ
อันที่ ๒ ก็ได้แก่การปราบปราม ในการปราบปรามนั้นเราได้ตั้งศูนย์ขึ้น ทุกจังหวัด ทั้งหมด ๗๕ ศูนย์ อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อประสานเกี่ยวข้อง แล้วก็ได้ประสาน ร่วมกับทางอัยการสูงสุดและสํานักงานตํารวจแห่งชาติด้วยครับ
อันที่ ๓ ในแง่ของกฎหมายก็เร่งรัดสร้างความเข้าใจ อธิบายเรื่องของ กฎหมายที่ควบคุมอย่างชัดเจนนะครับ
อันสุดท้าย ได้แก่การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ เรื่องของการไปทํางานต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวงได้ครับ เพราะฉะนั้น ขอเรียนตอบสมาชิกทั้ง ๒ ท่านเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านบุญจงครับ เอาอย่างนี้นะครับ สมาชิกถามว่าศาลากลางจังหวัดอื่นอย่างไร เอาสั้น ๆ เลย เดี๋ยวจะได้ให้ท่านบรรพตได้อภิปราย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอตอบข้อซักถามของท่าน ส.ส. วรศุลีจากจังหวัดมุกดาหารเกี่ยวกับเรื่องความเสียหาย ของศาลากลาง ทั้งหมดมีความเสียหายด้วยกันเป็นศาลากลางอยู่ ๔ จังหวัด จังหวัด มุกดาหาร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ทางภาคเหนือนั้นมีบ้านพักของผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณทุกที่ จังหวัดมุกดาหารนั้น ศาลากลางและทรัพย์สินทางราชการประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท จังหวัดอุดรธานี ศาลากลาง และอาคารเทศบาลซึ่งเสียหายทั้งหลัง รวมทรัพย์สินทางราชการประมาณ ๔๔๐ ล้านบาท จังหวัดขอนแก่นนั้นคือศาลากลางและทรัพย์สินทางราชการประมาณ ๒๔๐ ล้านบาท ส่วนจังหวัดอุบลราชธานีก็คือศาลากลางและทรัพย์สินราชการประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท จังหวัดเชียงใหม่มีบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และทรัพย์สินราชการประมาณ ๑๑ ล้านบาท ทั้งหมดประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของการพิจารณา อนุมัติงบประมาณครับ ขอเรียนให้ทราบครับ
ท่านรัฐมนตรีที่จะตอบชี้แจงเดี๋ยวขอความกรุณารอสักครู่นะครับ ผมขอสลับให้ท่านสมาชิก ได้อภิปราย เชิญนายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ ๕ นาทีครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผมขอเริ่มอย่างนี้เลยนะครับ คืออยากจะเริ่มต้นที่งบประมาณของสภากาชาดไทย ซึ่งได้เงินอุดหนุนของรัฐบาลเพียง ๓,๗๐๙ ล้านบาทเท่านั้น สภากาชาดไทยเป็นองค์กร ที่สําคัญครับ เป็นองค์กรที่เป็นกลาง บรรเทาทุกข์ รักษาพยาบาลคนโดยไม่เลือกชั้น วรรณะ แล้วก็ไม่เลือกฝ่ำยนะครับ แล้วจากเหตุการณ์ความสูญเสียอันเกิดจาก การไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง การใช้ความรุนแรง มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวน เกือบ ๒,๐๐๐ คน ก็เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ต้องขอแสดงความเห็นใจ ในความทุกข์ ความเดือดร้อน ของคนไข้ คณะแพทย์ พยาบาล ของโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์อย่างสุดซึ้งที่ต้องประสบความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอย่างที่ไม่คาดคิดว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลที่ทําหน้าที่รักษาชีวิตคนไข้ เป็นข่าวสะเทือนใจ ไปทั่วโลก ผมจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลครับ ขอให้รัฐบาลเยียวยาคนไข้ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ และสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้กับสภากาชาดไทย ในครั้งนี้ด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความเหลื่อมลํ้าทางสังคมซึ่งเป็นประเด็นสําคัญ ที่ผู้เรียกร้องชุมนุมบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมขอเรียนว่าหากจะบอกว่าประชาชน ไม่ได้รับความเป็ นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงบประมาณ การประกอบอาชีพ คุณภาพชีวิต หนี้สินหรือรายได้นั้น ทุกคนต้องยอมรับว่าความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ แต่เกิดมาในรัฐบาลชุดก่อน ๆ อย่างต่อเนื่อง กันมาเรื่อย ๆ
ผมก็ได้พิจารณาดูว่าการจัดสรรงบประมาณในปีนี้กับปีที่แล้วได้ตอบสนอง ต่อการรักษาความเป็นธรรม ที่จะลดช่องว่างของความไม่เป็นธรรมลงแค่ไหนครับ เริ่มต้น ที่งบพัฒนาสาธารณสุข ปี ๒๕๕๓ และ ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลที่จัดงบหลักประกันสุขภาพ คือรักษาคนจนฟรี โดยเพิ่มงบรายจ่ายต่อหัวเป็นรายละ ๒,๕๔๖ บาทครอบคลุมประชากร ๔๘ ล้านคน ซึ่งงบประมาณต่อหัว ๒,๕๔๖ บาทนี้ไม่ได้นําเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ของเจ้าหน้าที่มารวมด้วย เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกบางท่านที่เกรงว่าจะมีการเบียดบัง ก็คงจะหายกังวลได้ตรงนี้
ประการที่ ๒ การจัดงบให้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้งบไปพัฒนา สถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล อันนี้ก็เพื่อที่จะให้ประชาชน ได้มีความสะดวกได้รับบริการส่งเสริมสุขภาพ ป้ องกันโรค และได้เข้าถึงบริการ อย่างสะดวกขึ้น เป็นการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมอย่างหนึ่ง และให้ประชาชนนั้น มีสิทธิที่จะเข้ามาบริหารจัดการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลด้วยครับ เหล่านี้ก็เป็นตัวอย่างซึ่งรัฐบาลก็ไม่ใช่ว่าจัดงบประมาณเพื่อการรักษาพยาบาลให้กับ กระทรวงสาธารณสุขหรือสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแต่เพียงอย่างเดียว ในด้านการป้ องกันโรค ผมก็ขอชื่นชมว่าที่รัฐบาลจัดงบควบคุมป้ องกันการขาดสารไอโอดีน ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญาของสมองเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปใช้นโยบายแบบปรองดอง สมานฉันท์ต่อไป
การที่จะลดช่องว่างต่าง ๆ นั้นผมจะไม่ขอกล่าวถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ เรียนฟรี ๑๕ ปี โครงการปันรายได้เกษตรกรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเพียง ยกตัวอย่างไปเป็นส่วนหนึ่งว่ารัฐบาลชุดนี้นั้นได้ทําการลดช่องว่างสร้างความเป็นธรรม ให้กับประชาชนทุกคนแล้วมีความพึงพอใจ จึงขอให้กลุ่มผู้ประท้วงที่กลับบ้านแล้ว ได้โปรดพิจารณาข้อมูลเหตุผลโดยรอบคอบ แน่นอนครับรัฐบาลยังต้องมีปัญหาการแก้ ความไม่เป็นธรรมอีกมากซึ่งจะต้องใช้เวลา อาทิเช่น ตอนนี้ก็พยายามจะเสนอร่างกองทุน เงินออมแห่งชาติหรือว่าบํานาญประชาชน กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การใช้ที่ดินสงวนหวงห้ามเพื่อการเกษตรกรรม แล้วก็กฎหมายร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองความเสียหายหรือว่าส่งเสริมความสมานฉันท์ระหว่างคนไข้กับแพทย์ เพื่อจะให้แพทย์นั้นมีความสบายใจที่จะผ่าตัดในโรงพยาบาลชุมชนได้ต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นการทํางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ก็ควรจะเน้นในเรื่องของแหล่งนํ้าเพิ่มขึ้น ท่านประธานครับ ในงบงานเฉพาะด้านสาธารณสุขนั้น ผมอยากเรียนว่าการบรรเทาทุกข์ ผู้เจ็บไข้ได้ป่ วยนั้นเป็นงานที่จะต้องมีความสําคัญ ซึ่งไม่ควรที่จะมาใช้ความรุนแรง กับหน่วยงานสาธารณสุข ไม่ว่าเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ความจริงหน่วยงานสาธารณสุขทุกแห่งหรือระบบสาธารณสุขของสังคมไทยนั้น ควรจะเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการที่จะทําให้เกิดความสงบเรียบร้อย ผมก็รู้สึกดีใจ ที่ฝ่ายค้านบางท่านต้องการที่จะให้มีการปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ก็ทํามาตลอดในการที่จะเจรจา ๒ ครั้ง แล้วก็ยังมีแผนปรองดองก็หวังว่าในเรื่องตรงนี้ จะทําให้เกิดความสัมฤทธิผลในโอกาสอันใกล้นี้ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านณิรัฐกานต์ ศรีลาภ ๕ นาที แล้วก็ต่อด้วยท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ำยศรีงาม ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวณิรัฐกานต์ ศรีลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ งบประมาณสร้างบ้านสร้างเมือง งบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดิฉันขอลงรายละเอียดในส่วนของงบประมาณที่จังหวัดยโสธรได้รับการแก้ไขปัญหา ได้รับประโยชน์ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล ถนน ไฟฟ้ำ และแหล่งนํ้า แล้วต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่จังหวัดยโสธรได้รับงบประมาณมากที่สุด เท่าที่เคยได้รับ กว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมาพี่น้องชาวจังหวัดยโสธรได้รับความเดือดร้อนในเรื่อง การบริการสาธารณสุข เพราะอาคารพักคนไข้ไม่เพียงพอสําหรับการรองรับผู้เข้ารับบริการ ทั้งที่จังหวัดยโสธรมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครบทั้ง ๙ สาขา ได้รับรางวัลบริการ สาธารณะยอดเยี่ยมระดับโลกจากองค์การสหประชาชาติเมื่อปี ๒๕๕๑ เป็นหน่วยงานแรก ของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ แล้วยังเป็น ๑ ใน ๘ ของจังหวัดนําร่องที่ใช้บัตรสมาร์ท การ์ด (Smart card) บัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวสามารถใช้บริการได้ทุกประเภท โรงพยาบาลจังหวัดยโสธรมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร การบริการ แต่เรากลับต้องส่ง ผู้ป่ วยไปที่อื่นเพราะไม่มีตึกคนไข้ไว้รองรับ ความแออัดของคนไข้ ผู้ป่ วยต้องนอน ตามระเบียง ทําให้ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคบางชนิดได้ โรงพยาบาลจังหวัดยโสธรต้องใช้ตึกโรงอาหารปรับปรุงและดัดแปลงเป็นอาคารพักคนไข้ ซึ่งมีโครงสร้างที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้มาตรฐาน แต่ก็เป็ นความโชคดีของพี่น้อง ชาวจังหวัดยโสธรค่ะ เมื่อครั้งที่ดิฉันได้กราบเรียนเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปตรวจราชการที่จังหวัดยโสธรเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคมปี ที่แล้ ว ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้เห็นถึงความเดือดร้อนความจําเป็นของอาคารพักคนไข้ จึงได้บรรจุโครงการก่อสร้างอาคารพักคนไข้ ๑๐ ชั้น ๔๐๐ เตียงไว้ในแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง แต่เมื่อรัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้นไม่จําเป็ นต้องใช้เงินกู้รอบสอง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ฯพณฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ให้ความกรุณาบรรจุงบประมาณในการก่อสร้างอาคารพักคนไข้ ๑๐ ชั้น ๔๐๐ เตียง งบประมาณ ๑๓๕ ล้านบาทไว้ในงบปกติ ปี ๒๕๕๔ ดิฉันต้องขอกราบ ขอบพระคุณแทนพี่น้องชาวจังหวัดยโสธรด้วยค่ะ และเช่นเดียวกันดิฉันต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ที่ได้บรรจุโครงการดังต่อไปนี้ในงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔
๑. โครงการก่อสร้างถนน ๔ ช่องจราจร จังหวัดยโสธรไปอําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี งบประมาณ ๔๘๐ ล้านบาท เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนด้านคมนาคมสัญจร ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์จังหวัดสู่จังหวัด
๒. โครงการก่อสร้างถนน ๔ ช่องจราจรสายเลี่ยงเมืองสี่แยกตับเต่า ผ่านสถานีขนส่งจังหวัดยโสธรไปถึงลําทวน งบประมาณ ๖๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทาง ที่มีการจราจรหนาแน่น รถทัวร์ (Tour) รถบัส (Bus) รถขนส่งเข้าออกวันละหลายร้อยคัน การก่อสร้างถนน ๔ เลนบวกกับงานอํานวยความปลอดภัยไฟฟ้ำแสงสว่างจะทําให้พี่น้อง ชาวจังหวัดยโสธรได้รับความสะดวกในการสัญจรมากยิ่งขึ้น
โครงการปรับปรุงถนนทางหลวงแผ่นดินหลายเส้นทางจากจังหวัดยโสธร ไปอําเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านตําบลสําราญ ตําบลดู่ทุ่ง ตําบลขั้นไดใหญ่ ตําบลค้อเหนือ ตําบลเดิด จากจังหวัดยโสธรไปอําเภอกุดชุมผ่านตําบลนํ้าคําใหญ่ ตําบลทุ่งนางโอก ตําบลทุ่งแต้ อําเภอทรายมูล ตําบลโคกยาว ตําบลคําเตย จังหวัดยโสธร อําเภอป่าติ้ว ผ่านตําบลตาดทอง ผ่านตําบลหนองคู และการปรับปรุงทางหลวงแผ่นดิน จากอําเภอคําเขื่อนแก้วไปอําเภอมหาชนะชัยและอําเภอค้อวัง
นี่เป็นเพียงบางส่วนค่ะ ยังมีโครงการขนาดเล็กที่ไปแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องในระดับหมู่บ้าน ในระดับตําบล ดิฉันเองขอสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นงบประมาณแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง สร้างบ้านสร้างเมือง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ำยสีงาม และเดี๋ยวจะให้โอกาสท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมใช้เวลาสัก ๕ นาทีชี้แจงนะครับ ของท่านเกรียงศักดิ์ ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ำยสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสําหรับงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่จะต้องใช้จ่าย อย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม ที่สําคัญผมยังมีความไม่เชื่อมั่นในการที่บริหารจัดการ งบประมาณก้อนโตของแผ่นดินซึ่งเป็นเม็ดเงินของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากว่า มีพฤติกรรมหลายอย่างของผู้บริหารที่จะต้องมาช่วยกันตรวจสอบจากสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ อยากตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีเสียงขรมทั่วประเทศว่างบประมาณได้จัดการบริหาร มีการกู้ มีการโกง เราได้ยิน ทางสื่อมวลชน ฉะนั้นวันนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาล อยากให้เป็ นไปตามวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะเราก็พูดถึงกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสาธารณสุขก็เป็นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนว่าจะต้องได้รับสวัสดิการ เช่น ๓๐ บาท รักษาทุกโรคจะต้องมีงบประมาณมาชดเชยทดแทน อันนี้ก็อยากให้จัดให้พอเพียง
เรื่องแรงงานของกระทรวงแรงงาน เราจะต้องดูแลนอกจากคนว่างงาน ค่าแรงขั้นตํ่า แล้วก็แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แล้วก็ผู้ที่ไปขายแรงงานต่างประเทศ นี่คือเป็นปัญหามาก ฉะนั้นก็ฝากรัฐบาลว่าเราต้องมีงบประมาณเข้าไปดูแลในส่วนนี้
อีกส่วนหนึ่งก็คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เหตุที่ผมจะกล่าวถึงก็เนื่องจากว่าการเยียวยาในครั้งนี้เราจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น ๓ ครั้ง ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แต่การเยียวยา ที่เห็นในงบประมาณตรงนี้ก็มีแค่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผมก็มองว่า เอ๊ะ ผู้คน เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เขาไม่ใช่คนไทยหรือครับ ฉะนั้นรัฐบาล จะต้องมองประชาชนด้วยความเป็นธรรมและมีใจเมตตาธรรม อยากฝากไว้นะครับว่า ตรงนี้เราสามารถที่จะเพิ่มเติมในวาระที่สองได้ การเยียวยาพี่น้องประชาชนถือว่า เราอยู่บ้านเดียวกันครับ แต่ว่าคนที่ดีใจที่พี่โดนออกจากบ้านทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนไถ่ถอน บ้านหลังนี้จากไอเอ็มเอฟ สังคมทราบโดยทั่วกันว่านายกรัฐมนตรีมีส่วนรับผิดชอบ ที่พี่น้องประชาชนของเราต้องบาดเจ็บล้มตาย จมกองเลือด ภายในบ้านหลังนี้ ท่านบอกญาติพี่น้องที่มีชีวิตเหลืออยู่ในบ้านบอกว่าท่านจะปรองดองสมานฉันท์ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อท่านนั่งอยู่บนกองเลือดและซากศพของพี่น้องเรา ฉะนั้น ผมอยากจะฝากว่าบ้านนี้ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะได้รับการชําระล้างด้วยผู้นําที่มีคุณธรรม จิตใจสูงส่ง มีเมตตาธรรม นายกรัฐมนตรีต้องไม่ใช่คนที่ปากบอกรักประชาธิปไตย แต่หัวใจเผด็จการ เหี้ยมโหดอํามหิต เข่นฆ่าประชาชน เอาละครับ ฉะนั้นงบประมาณ เราจะต้องใช้อย่างมีคุณค่าและมีคุณธรรม
สําหรับอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องสําคัญคือการศึกษา เดี๋ยวนี้ครูธุรการ ๑ คนต่อ ๔ โรงเรียนไม่พอหรอกครับ ท่านต้องเพิ่มงบประมาณเข้าไปอีกโรงเรียนละ ๑ คนเลย สําหรับจัดโรงเรียนดีเด่น ผมก็อยากถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเหมือนกันว่า ในฐานะเป็นกรรมาธิการการศึกษาด้วยกันว่า หนึ่งโรงเรียน หนึ่งตําบล ที่ว่าดีเด่นนั้น ท่านมีเจตนา มีเป้ำหมาย ที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กใช่หรือไม่ ขอเวลา ๑ นาทีครับ กศน. ให้ลงไปทําในระดับตําบลเพิ่มขึ้น มันจะได้ช่วยให้การศึกษาของพี่น้องนอกระบบ ของเราดีขึ้น ก็ขออนุญาตเงินวิทยฐานะปีเศษแล้วครูบาอาจารย์ยังไม่ได้รับทั่วประเทศ ฝากไว้นะครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ๕ นาทีตามที่ท่านขอ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอตอบ ข้อสงสัยของท่านสมาชิกผ่านท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าระยะ ๒ วันที่ผมนั่งฟังในส่วน ของกระทรวงคมนาคม ส่วนข้อเสนอแนะที่ท่านเสนอแนะเจ้าหน้าที่ก็ได้จดเอาไว้แล้ว ส่วนข้อที่ท่านสงสัยประเด็นที่ว่าถนนดีทําไมถึงซ่อม ถนนไม่ดีทําไมไม่ไปซ่อม ซึ่งเรื่องนี้ ผมต้องกราบเรียนท่านเพื่อเป็นความเข้าใจตรงกัน ผมกราบเรียนว่าในการซ่อมถนน จะมีอยู่ ๓ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกก็คือการซ่อมตามปกติ เป็ นการซ่อมปกติของการ บํารุงรักษาปกติ ที่จริงเราได้เงินบํารุงซ่อมคิดเป็นตารางเมตรละประมาณ ๓ บาท นี่คือจะบํารุงตามปกติ ส่วนใช้ไปปีหรือ ๒ ปี หรือปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้น อันนี้เป็นการซ่อมผิว ที่เรียกว่าฉาบผิว ฉะนั้นถนนดี ๆ ที่ท่านเห็นอยู่นี่ปรากฏว่าถ้าใช้ไปปีหรือ ๒ ปีผิวจะแตก เมื่อนํ้าไหลลงจะทําให้นํ้านี่ไหลลงไปสู่ชั้นฐานหรือเบส (Base) จะทําให้หินคลุกหรือซีแลค ตลอดจนฐานนี่ทรุด ฉะนั้นเพื่อไม่ให้นํ้าไหลลงได้เขาก็ไปฉาบผิวซึ่งใช้วงเงินเป็ น ตารางเมตรคิดเฉลี่ยแล้วก็คือ ๖๐ บาทต่อ ๑ ตารางเมตร ก็เหมือนว่าถนนดี ๆ เราไปซ่อม แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราไปซ่อมพวกนี้หมดเราไม่ต้องไปซ่อมขั้นที่ ๓ ที่เราเรียกว่าโอเวอร์เลย์ (Overlay) ซึ่งโอเวอร์เลย์นี้ก็เหมือนว่าไปรื้อฉาบผิวใหม่ ซึ่งจะใช้ตารางเมตรละ ๓๐๐ บาท ทีนี้ท่านจะเห็นระหว่างซ่อมปกติซึ่งซ่อม ๖๐ บาท ข้ามมาถึง ๓๐๐ กว่าบาท แต่ว่า งบประมาณมีอยู่จํากัดก็ไม่สามารถที่จะฉาบผิวหรือโอเวอร์เลย์ได้ทันตามปริมาณการใช้ จนนําไปสู่ให้ฐานถนนมีอยู่แล้วทรุด จึงไปสู่การซ่อมแบบสร้างใหม่หรือรีไซคลิ่ง ซ่อมแบบสร้างใหม่นี่สมัยก่อนท่านเดินทางไปท่านจะเห็นว่าเขาไปรื้อถนนสร้างใหม่ ซึ่งใช้ตารางเมตรละ ๕๐๐ บาท ขณะนี้เราใช้รีไซคลิ่งก็ ๔๐๐ บาท ฉะนั้นผมกราบเรียนว่า การซ่อมถนนเป็นไปตามอายุการใช้งานอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว
เรื่องที่ ๒ ที่ผมต้องกราบเรียนท่านว่าเหมือนท่านตําหนิว่ากระทรวง คมนาคมไม่ได้สนใจการขนส่ง ถนน ทช. ถนนในภาคชนบทได้งบประมาณน้อย จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ถึงแม้ว่าปีนี้เราได้งบประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่เพียงพอ แต่งบสร้างใหม่ของ ทช. เราจัดให้ ๔,๕๐๐ ล้านบาท ส่วนของ ทล. ได้แค่ ๑,๗๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นผมกราบเรียนว่ากระทรวงคมนาคมมีความต้องการที่จะเห็นภาคขนส่งในชนบทเรา จึงมีถนนไร้ฝุ่ นขึ้นมา ในรัฐบาลชุดนี้ซึ่งผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เราสามารถสร้ำงถนนใหม่ที่เรียกว่าถนนไร้ ฝุ่ นถึง ๓,๒๐๐ กว่ากิโลเมตร ๙๐๐ กว่าโครงการ ที่ท่านทั้งหลายได้ให้ความสนใจ ผมกราบเรียนว่าเรื่องถนนไร้ฝุ่น ผมก็ฟังท่านถึงเรื่องธรรมาภิบาลและการจัดซื้อจัดจ้าง ผมกราบเรียนเลยครับ เป็นโครงการเดียวที่เราร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน ๓ ฝ่ายก็คือ ประชาชน ผู้รับเหมา และราชการ ทุกโครงการทําเหมือนกันหมด ทุกโครงการก็เข้า อีออคชัน (e-Auction) หมด เราจะมีการประชุมขั้นตอนต่าง ๆ ให้ประชาชนได้ทราบ แม้แต่การตรวจการจ้างเราก็เชิญประชาชนมาร่วม ฉะนั้นการตรวจสุ่มเพื่อให้ได้คุณภาพ ของกระทรวงก็มีชุดของกระทรวงไปสุ่มตรวจอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นผมกราบเรียนว่า วันนี้ถนนไร้ฝุ่ น ๓,๒๐๐ กว่ากิโลเมตร และ ๙๐๐ กว่าโครงการได้ดําเนินการ ตามหลักธรรมาภิบาลแล้วครับ ฉะนั้นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมได้รับข้อเสนอแนะ ของท่านสมาชิกที่อภิปราย ๒ วัน กระผมเองผมก็จะได้นําไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ แก่ประเทศชาติต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสมควร โอบอ้อม ๕ นาทีครับ
(นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณหมอบรรพตมีอะไรครับ คืออย่างนี้ครับ เพื่อนสมาชิกจะได้อภิปราย ประท้วง เรื่องอะไรครับ
ที่อภิปรายไปเมื่อสักพักว่า ท่านนายกรัฐมนตรีโหดเหี้ยมใช้วิธีล้อมปราบซึ่งไม่เป็นความจริงครับ ตามข้อ ๖๐ ผมอยากให้สมาชิกท่านถอนคําพูดด้วยครับ
เอาละครับ
เพราะเราจะมาปรองดองกัน ถ้าเกิดว่าเราใช้วิธีการอย่างนี้ผมคิดว่าจะปรองดองกันได้อย่างไร ความจริงใจในการที่จะ ปรองดองครับ
คือผมฟังอยู่ ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ควร ท่านก็ไม่ได้กล่าวหานายกรัฐมนตรีนะครับ เพียงแต่แนวคิดของท่านว่าไม่ควรอย่างนั้นไม่ควรอย่างนี้นะครับ คุณหมอครับ
ผมก็เคารพในคําวินิจฉัย ของท่านประธานนะครับ แต่ว่าไม่ควรที่จะกล่าวแบบนี้ถ้าเกิดว่าเราจะหันหน้ามา ปรองดองกัน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสมควร โอบอ้อม ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สมควร โอบอ้อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้และเมื่อวานถือว่าเป็นวันสําคัญ ของสภาผู้แทนราษฎรของเราได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมเองก็ดีใจที่ได้มีโอกาส
ขอโทษนะครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ประธานวินิจฉัยไปแล้วว่าท่านไม่ได้ไปกล่าวหา นั่งเถอะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ผม สมควร โอบอ้อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล ปี ๒๕๕๔ ผมเองก็นั่งฟังมาวันนี้ เป็นวันที่สอง แล้วได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในตอนนี้ก็ดีใจครับ ขอบคุณท่านประธานวิป แล้วก็วิปที่ได้ให้โอกาสผม เพราะผมเองก็มีคิวเมื่อเช้าแต่บังเอิญว่าเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย ก็เลยไม่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมเองได้ฟัง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของรัฐบาล ผมฟังจนกระทั่งผมเองก็เกือบเห็นด้วยกับอีกฝ่ายเหมือนกันที่ได้อภิปราย ได้แสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณของกระทรวงกลาโหมนี่ครับ ผมฟัง ผมก็เห็นด้วยว่าทําไมรัฐบาลถึงเป็นอย่างนั้นจัดงบประมาณให้สูงเป็ นพิเศษก็แปลกใจ เหมือนกันนะครับ จนกระทั่งฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงก็เห็นด้วยว่า เป็นเรื่องปกติครับท่านประธาน น่ากลัวจริง ๆ ครับ การกลัวของผมก็คือว่าผมเองยังเข้าใจ อย่างนั้นเลยครับ คิดว่าเขาแสดงความคิดเห็นถูกต้อง ที่จริงมันเป็ นเรื่องปกติ ในการจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงต่าง ๆ เพราะดูแล้ว ปี ๒๕๕๒ ก็เท่า ๆ กันกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงในที่ประชุมเมื่อสักพักนี้เองก็เรียนอย่างนั้น ท่านประธานครับ ในเวลาอันไม่มากเหลืออีก ๓ นาทีกว่า ๆ ถ้าจะเกินสักนิดก็ขออภัย ขอเวลาด้วย ก็ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ ที่จริงแล้วผมเองก็อยาก จะแสดงความคิดเห็นในกระทรวงคมนาคม เพราะว่าได้งบมาขนาดนี้แล้วการใช้จ่าย ของกระทรวงคมนาคมนั้นเกี่ยวกับการสร้างถนน ที่จริงแล้วผมขอฝากความเข้าใจของผมว่า การสร้างถนนหลักใหญ่ ๆ มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ผมคิดแล้วก็บอกได้เลยว่าประหยัดต้นทุน กว่าถึง ๑๘ เท่า ท่านพูดถึงการลาดยางอะไร ๓๔ บาท ๖๐ บาทอะไรตรงนั้นนะครับ ผมบอกว่าของผมถึง ๑๘ เท่า ท่านประธานผมฝากคํานี้ไว้ ถ้าสนใจว่าจะสร้างทางหลวงแผ่นดิน ให้ประหยัดถึง ๑๘ เท่าได้ ผมพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นครับ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ
อีกส่วนหนึ่งขอพูดไปยังเรื่องของแม่นํ้า ท่านประธานที่เคารพครับ แม่นํ้านั้นผมคิดว่าแม่นํ้าเจ้าพระยาผ่านหลาย ๆ จังหวัด จนกระทั่งถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วก็ผ่านไปจังหวัดกําแพงเพชรก็คือแม่นํ้าปิงไปจนถึงจังหวัดตาก ผมคิดว่าแม่นํ้า มีส่วนสําคัญมากกับการที่จะนํามาใช้ประโยชน์ เกี่ยวกับการทําให้ร่องนํ้าลึกพอ แล้วก็ใช้ขนส่งทางนํ้าได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ของประเทศเรา ผมคิดว่าเป็นความสําคัญ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธานที่เคารพ แม่นํ้าที่ผมสังเกตเขามีความกว้างเป็น ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร แต่นํ้าลึกประมาณสักเมตร ๒ เมตร ถ้าเผื่อทําแคบสัก ๒๕ เมตร ๓๐ เมตร ผมว่านํ้าจะลึกสัก ๘ เมตร ๙ เมตร ๑๐ เมตร แล้วก็ไปใช้ประโยชน์ได้ ฉะนั้นผมฝากทางกระทรวงคมนาคม อันนี้ก็อยู่ที่กรมเจ้าท่า ก็ฝากไว้เลยว่าแม่นํ้านี้ มีความสําคัญ ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าทางส่วนราชการ ทางฝ่ำยวิศวกรรม วิศวกร ของกรมเจ้าท่า ถ้ามีความเข้าใจผมเชื่อเหลือเกินว่าออกแบบได้ในส่วนของแม่นํ้า แล้วแม่นํ้าก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศของเราให้ใช้ขนส่งทางนํ้าได้ ก็ฝากไว้สําหรับ แม่นํ้าเจ้าพระยาแล้วก็แม่นํ้าปิง แล้วก็แม่นํ้าน่านถึงจังหวัดพิจิตรนี่ก็จะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยมหาศาล ผมมั่นใจว่าดําเนินการได้ ถ้าทางส่วนราชการไม่เข้าใจผมจะให้ คําปรึกษาครับ ผมมีวิธี ผมขอเรียนยืนยันอย่างนั้น
แล้วอีกส่วนหนึ่งขออนุญาตครับ พูดมาถึงจังหวัดนครสวรรค์สักนิด เถอะครับ ก็เกี่ยวกับบึงบอระเพ็ด ผมต้องขอใช้คําว่าบึงบอระเพ็ดเป็นบึงนํ้าจืดขนาดใหญ่ ของประเทศไทย พื้นที่ของบึงในประวัติศาสตร์ พื้นที่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ที่เคยเป็น บึงบอระเพ็ด แต่ปัจจุบันนี้เท่าที่ดูในแผนที่ก็เหลือประมาณสัก ๓๙,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ ใน ๓๙,๐๐๐ ไร่ ถ้าทําให้ได้สัก ๔๐,๐๐๐ ไร่ ถ้าเราสามารถจะยกระดับ นํ้าแล้วป้ องกันตะกอนไม่ให้เข้าบึงได้บึงก็จะอยู่คู่ประเทศไทย แล้วยกระดับนํ้าให้ได้สัก ๑ เมตร ๒ เมตร ๓ เมตร ๑ เมตร ๔๐,๐๐๐ ไร่ก็จะได้นํ้าประมาณสัก ๖๐ กว่าล้าน ลูกบาศก์เมตร ถ้าสูง ๒ เมตรก็จะได้นํ้าประมาณสัก ๑๒๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ถ้า ๓ เมตรก็จะได้นํ้าประมาณสัก ๑๘๐-๑๙๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ฉะนั้นผมฝากคํานี้ ไว้กับรัฐบาล ถ้าไม่เข้าใจผมจะให้คําปรึกษา ผมพร้ อมครับ ผมมั่นใจครับว่า ผมมีความเข้าใจที่จะให้ดําเนินโครงการแล้วก็สําเร็จได้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับ เวลา ๑๓ นาที ตัดเหลือ ๕ นาทีที่จะลงลึกในงบประมาณ ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งยุคนี้เป็นยุคที่มานิ่ง ๆ เนียน ๆ งบประมาณของกระทรวง สาธารณสุขปีนี้ ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็เรียนท่านประธานว่างบ ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่เกี่ยวกับงบประมาณของคนไข้บัตรทอง คนไข้บัตรทองเงินจะไปลงอยู่ที่กองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๑๐๑,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่ วย ของพี่น้องบัตรทองประมาณ ๔๘ ล้านคน เพราะฉะนั้น ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทของกระทรวง สาธารณสุขไม่เกี่ยวกับคนไข้บัตรทอง เราก็คงจะย้อนไปดูเรื่องประเด็นปัญหา ของกระทรวงสาธารณสุขก่อนนะครับ ที่ผ่านมาปัญหาหลัก ๆ อันแรกก็คือการทุจริตคอร์รัปชัน ก็คงจะทราบดีนะครับ ในงบไทยเข้มแข็ง ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายก็โดนชมรม แพทย์ชนบทเขาได้ร้องเรียนและมีการตรวจสอบกันว่าอาจจะมีการทุจริต ซึ่งคนที่มีปัญหา ในช่วงนั้นก็คงจะเป็นคนที่อยู่รอบข้างของรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ในขณะนั้นนะครับ สุดท้ายก็ลาออกไปทั้งชุด แล้วก็เปลี่ยนโชเฟอร์คนใหม่ ถึงแม้โครงการ จะยังไม่มีการจ่ายงบประมาณ แต่ว่าเจตนาที่จะทุจริตก็น่าจะถือว่าเป็นความผิด ที่สําเร็จแล้ว อันนั้นก็เป็นประเด็นปัญหาที่ ๑ ของที่ผ่านมา
ประเด็นปัญหาที่ ๒ ก็คือการใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพ ในการควบคุมโรคที่อุบัติใหม่ก็คือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ ซึ่งจนปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่หายไปจากประเทศไทย ส.ส. ทั้งหลาย วันจันทร์ วันอังคาร นี้ก็รีบไปฉีดวัคซีน หน่อยเถอะครับ ก็มีผู้เสียชีวิตอยู่เกือบ ๒๐๐ คน เป็นอันดับ ๑ ของเอเชียเรา แล้วคนติดเชื้อ อีกหลายแสนคน อันนั้นก็เนื่องจากความอ่อนประสิทธิภาพของผู้บริหารที่ไม่เข้าใจ ถึงโรคที่ติดต่อทางอากาศ เพราะมันระบาดเร็วแล้วก็ควบคุมยาก ก็คงจะมาดู ที่งบประมาณนะครับ เพราะเวลาค่อนข้างจํากัด งบประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท มันแปลกนะครับ ของกระทรวงสาธารณสุข มันไปอยู่ที่สํานักงานปลัดกระทรวงเสีย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๗๑,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ที่กรมการแพทย์ซึ่งเป็ นอันดับ ๒ ๕,๖๐๐ ล้านบาทแค่นั้นเอง ที่สําคัญก็คืองบการซื้อครุภัณฑ์ของสํานักงานปลัดกระทรวง ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ของกรมการแพทย์ก็ประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาท รวมแล้วก็คือ ๔,๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งครุภัณฑ์ของทั้ง ๒ หน่วยงานก็คล้าย ๆ กัน ไม่ซื้อแบบ เด็ก ๆ แล้ว ยูวี แฟนทั้งหลายแหล่ไม่เอาแล้ว รถพยาบาลลดเหลือ ๔๐ คัน ราคา ๑.๘ ล้านบาทต่อคันอันนั้นก็พอรับได้ แต่ว่าเครื่องมือที่ซื้อก็จะเป็ นเครื่องไฮเทค (High-tech) เดี๋ยวนี้นะครับ แล้วก็ราคาสูง ท่านก็ลองเปิดไปดูที่เล่ม ๙ หน้า ๓๖ ดูอย่างไร ก็ไม่เข้าใจหรอกนะครับ เพราะว่ารายละเอียดมันเยอะ ผมก็ยกตัวอย่างสักรายการหนึ่ง ก็แล้วกัน อย่างเช่น เอกซเรย์เต้านม แมมโมกราฟฟี (Mammography) ซื้อแบบเหมาเข่งเลย ๑๙ เครื่อง ๙๕ ล้านบาท หรือเครื่องตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้ำและสัญญาณชีพแบบรวมศูนย์ เซ็นทรัล มอนิเตอร์ (Central monitor) ๔๕ เครื่อง ๒๒๕ ล้านบาท แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือ หลายรายการเราเกรงว่าอาจจะมีการล็อก สเปก (Lock spec) แล้วก็ผู้ใช้ต้องการ หรือเปล่า แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือประเด็นเรื่องของราคาที่ตั้งไว้อาจจะสูงกว่าปกติ ในบางรายการ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องติดตามดูต่อไป เพราะเราต้องดูสเปก (Spec) ดูอะไรต่าง ๆ ด้วย เพราะเราดูเฉพาะในเล่ม ๙ ก็คงจะไม่พอ นอกจากนั้นก็ยังมีค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างอะไรต่าง ๆ อีก อันนี้ก็คงจะต้องติดตามดูในเรื่อง ของการประมูลงาน ซึ่งเป็นเงินค่อนข้างจะเยอะในส่วนของสํานักงานปลัดกระทรวง ก็เกรงว่าใครจะดูดไอศกรีมบ้างอะไรนี่ครับ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีดีกว่านะครับ เพราะเวลาเหลือค่อนข้างจะน้อย แล้วคณะกรรมาธิการที่เราจะตั้งก็ช่วยดูแลงบประมาณ ในส่วนนี้นะครับ ซึ่งเราอาจจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของที่ผมกล่าว เพราะฉะนั้นงบประมาณส่วนนี้มาจากภาษีพี่น้องประชาชน ใครก็ตามที่หาประโยชน์อันมิชอบจากการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนมักจะมีอันเป็นไป เสมอนะครับ
สุดท้ายแล้วครับ ผมก็ไม่อยากให้ใคร ๆ ไปกล่าวหารัฐบาลว่ากู้มากที่สุด โกงมากที่สุด และตายมากที่สุด ตายมากที่สุดก็คงหมายถึงโรคสายพันธุ์ใหม่ทั้งหลายแหล่ ก็คือโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ตายไปเกือบ ๒๐๐ คน แล้วก็มีโรคสายพันธุ์ใหม่อีกโรคหนึ่ง โรคสไนเปอร์สายพันธุ์ใหม่เป็นโรคที่น่ากลัว ตายเร็ว ตายด่วน ตายแต่ประชาชน รัฐบาล ต้องเคลียร์ให้ดี ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นแผนการปรองดองมันจะกลายเป็นแผนการปองร้าย ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีรอหน่อยได้ไหมครับ ให้ท่านสมาชิกอภิปรายเผื่อจะเก็บประเด็น แล้วก็ จะได้ชี้แจงทีเดียว เชิญท่านธวัชชัย อนามพงษ์ ๕ นาที แล้วต่อด้วยท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส. จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอกราบ ขอบพระคุณรัฐบาลชุดนี้ซึ่งนําโดยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ตั้งใจช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกร มีข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสําปะหลัง ชาวบ้านเขาชมว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่รู้เอาสมองที่ไหนมาคิด สุดยอดจริง ๆ ทําให้เกษตรกร มีกินมีใช้กันทั่วหน้า ชาวบ้านได้รับเงินกันทั่วหน้าเลยนะครับ แล้วมันสําปะหลังเขมรก็มา สวมสิทธิไม่ได้ โกงไม่ได้ โรงสีก็โกงไม่ได้ และปีนี้รัฐบาลชุดนี้ก็ยังช่วยเหลือชาวสวนอีก เงาะ ทุเรียน มังคุด ไม่มีปัญหาอะไร และยังช่วยอาชีพอัญมณีและเครื่องประดับ บัดนี้ก็สําเร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ และยังช่วยแก้ปัญหานํ้าท่วมที่จังหวัดจันทบุรีอีก คือขุดคลองบายพาส (Bypass) ได้งบ ๓,๘๐๐ ล้านบาท กระผม นายธวัชชัย คุณยุคล คุณพงศ์เวช ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง และขอให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ครบเทอม ขอบคุณครับ
เชิญท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ๕ นาทีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส. จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ นี่ละคือสิ่งที่ดีที่สุดของ พรรคประชาธิปไตย สําคัญที่สุดก็คือทุกสิ่งทุกอย่างตรวจสอบได้ วันนี้งบประมาณเข้ามา เพื่อให้สภาแห่งนี้ตรวจสอบ ถ้าเป็ นปฏิวัติ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราคงจะไม่มี การตรวจสอบงบประมาณกัน แต่วันนี้ได้ เห็นแล้ วว่ารัฐสภาแห่งนี้ถึงแม้ ว่าจะถูกควบคุมด้ วยเสียงข้ำงมาก โดยฝ่ายรัฐบาลก็ดี แต่ว่าก็มีการอภิปรายในเรื่องของงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินภาษีของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีประเด็นสัก ๔-๕ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือว่าเมื่อปีที่แล้วมีตั้งงบไว้ ๑.๗ ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ตั้งไว้ ถึง ๒.๐๗ ล้านล้านบาท คือ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณที่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ ๒๑.๗๖๔๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคาดคะเนจีดีพีจะโตประมาณ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ หรือท่านเก่งก็ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ว่าการเตรียมเงินงบประมาณ เตรียมไว้ถึงขนาด ๒๑ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เข้าใจว่าพี่น้องประชาชนคนไทยที่เสียภาษีก็คงจะงงเหมือนกันว่าทําไมถึงเตรียม ปีนี้จัดงบประมาณไว้สูงมากขนาดนี้ ซึ่งการประมาณการ การคาดการณ์ว่าจะเก็บภาษีได้ ๑.๖๕ ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง แล้วในเมื่อสภาพเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกเศรษฐกิจมันไม่ดี เศรษฐกิจมันชะลอตัว ทําไมถึงต้องเตรียมงบประมาณมากขนาดนี้ ทําไมไม่อยู่ที่ ๑.๘ ล้านล้านบาท หรือ ๑.๙ ล้านล้านบาท นี่ละครับที่เป็นประเด็นนะครับ
ประเด็นที่สอง การจัดงบประมาณ ผมว่าการจัดงบประมาณดูแล้วมีความสับสน ซํ้าซ้อน อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไป การจัดงบประมาณที่ซํ้าซ้อนทําให้เกิด การบริหารการจัดการ ค่าการบริหารการจัดการแพงมากขึ้น โครงสร้างต้องใช้บุคลากร ใหญ่มากขึ้น อย่างนี้ทําไมรัฐบาลไม่ไปปรับโครงสร้างพวกนี้ ปล่อยให้เป็นเงินซับซ้อนกัน แม้กระทั่งเมื่อสักครู่ที่คุณหมอท่านได้พูดว่างบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่งบประมาณในการจัดลงไปในเรื่องของหลักประกันสุขภาพ สปสช. ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทําไม ๒ ตัวนี้ถ้ำรวมกันแล้วก็ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับในเรื่องของสุขภาพพลานามัยของพี่น้องประชาชน อย่างนี้มันก็ซํ้าซ้อน เห็นไหมล่ะครับ
เพราะฉะนั้นความซับซ้อนนี้จะทําให้ไปถึงในประเด็นที่สาม ทําไมแต่ละ กระทรวงถึงมีการจัดงบประมาณแล้วไปอัดเงินไว้ที่สํานักงานปลัดกระทรวง แต่ผมดูนะครับ ท่านเปิดดูนะครับ ผมไม่มีเวลาที่จะลงรายละเอียด แต่อยากกราบเรียนว่า กระทรวงการคลังมีการตั้งงบไว้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าตั้งงบไปที่ สํานักงานปลัดกระทรวงการคลังแค่ ๘๖๗ ล้านบาทเท่านั้นเอง อย่างนี้ผมถือว่าดีนะครับ การจัดโครงสร้างนี้ แต่ว่าเงินตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ มันก็เยอะแยะมากมายเหลือเกิน อย่างนี้ในแต่ละกระทรวงถ้ามีการจัดงบประมาณ ท่านเป็ นฝ่ำยบริหารทําไมต้องจัดไปที่สํานักงานปลัดกระทรวงมากมายขนาดนั้น อย่างกระทรวงมหาดไทยดึงไว้ตั้งกี่หมื่นล้านบาทนะครับ กระทรวงมหาดไทย ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทยังไม่มาก แต่ว่าในกระทรวงศึกษาธิการจัดไว้ถึง ๔๑,๒๓๓ ล้านบาท ผมก็ไม่ทราบว่าไปจัดไว้ที่สํานักงานปลัดกระทรวงไว้เยอะแยะทําไม ทําไมไม่กระจาย งบประมาณนี้ลงไปในแต่ละหน่วยงานหรือในแต่ละสํานักงานที่อยู่ในองค์กร ของกระทรวงศึกษาธิการเอง
ส่วนในประเด็นที่สี่ วันนี้ประชาชนสงสัยเงินภาษีเสียไปตั้งเยอะตั้งแยะ ท่านเอาเงินภาษีพวกนี้ไปซื้ออาวุธสงคราม วันนี้จากปีที่แล้วจัดไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ แต่ปี นี้จัดถึง ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนก็ไม่สบายใจที่มีการจัดงบประมาณไปเยอะแยะมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว เอาเงินที่ไปซื้ออาวุธมายิงประชาชน ผมไม่กล่าวหรอกว่าใครจะถูกใครจะผิด แต่วันนี้ ประชาชนตายหลายร้อยคน บาดเจ็บหลายพันคน แล้วยังมีผู้พิการทุพพลภาพอีก ผมถามว่าอย่างนี้มีการจัดงบประมาณไว้สําหรับเตรียมการในเรื่องนี้บ้างหรือไม่
มีผู้ประท้วง ท่านประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่อยากประท้วง เพราะว่าใกล้จะถึงบทสุดท้ายของการอภิปรายในวันที่สองแล้ว ก็พยายามจะรักษาบรรยากาศ แต่ผมฟังมา ๒ วัน ท่านผู้อภิปรายพรรคฝ่ายค้านวนเวียน อยู่จุดเก่า ๆ นั่นละครับ มีประสบการณ์ถูกยุบพรรคมา ๒ รอบ คิดได้แค่นี้หรือครับ หรือจะต้องให้โดนยุบอีกรอบ
เอาละครับ ไม่ใช่ประท้วงแล้วครับ พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านประเสริฐครับ กรุณาอยู่ในประเด็นเรื่องงบประมาณ แล้วก็สรุปให้แล้วครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผมกําลังพูดเรื่องการใช้งบประมาณซํ้าในภาษีของพี่น้องประชาชน ถามว่ามีการจัดงบประมาณเพิ่มขึ้นในส่วนของกระทรวงกลาโหมมากขึ้น ซึ่งเราเห็น อยู่ชัด ๆ ว่ามีประชาชนตาย เมื่อกี้ผมไม่ได้กล่าวหาว่าใครไปฆ่าใคร แต่ผมบอกว่า มีประชาชนตายเป็ นหลายร้อยคน และบาดเจ็บหลายพันคน และยังมีผู้พิการ ตลอดชีวิตอีก ท่านมีการตั้งงบประมาณต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ ในเรื่องของความโหดร้าย เหี้ยมโหด อํามหิต เดี๋ยวไปว่ากันในศาล แล้วก็ขอให้กระทรวงยุติธรรมได้ทําหน้าที่ของกระทรวง ยุติธรรมให้ดีก็แล้วกัน ผมอยากให้เหตุผลอย่างนี้ ผมยังไม่อยากไปกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีเป็นฆาตกร แต่ผมบอกจากการใช้สไนเปอร์ยิงทีเดียวตั้งแต่วันที่ ๑๓
เอาละครับ ท่านประเสริฐพอแล้วครับ คือมันนอกประเด็นเรื่องงบประมาณแล้วครับ สรุปเลยครับ จบได้แล้ว
ท่านประธาน ผมยังมีเวลาเหลืออีก เดี๋ยวผมขอท่านอํานวย ๑ นาที ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนเลยว่าวันนี้นี่นะครับ
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับท่านประเสริฐ เชิญท่านผู้ประท้วง เอาท่านข้างหน้านี่ พอแล้วครับ ท่านอรรถพร เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับว่าวันนี้พี่น้องประชาชน ก็ติดตามฟังการอภิปรายงบประมาณ แล้ว ๒ วันก็ผ่านมาด้วยดี เราก็ยอมรับกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็จะมีคณะกรรมการมาตรวจสอบ รัฐบาลก็พร้อมเต็มที่ พฤติกรรม ในเหตุการณ์เป็นอย่างไรผมเชื่อว่าเราคงไม่ต้องพูดกันตรงนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้น เมื่อหลักเกณฑ์ที่สภานี้ได้วางมาตลอด ๒ วัน ท่านประธานก็ใช้บังคับมาตลอด เพราะฉะนั้นผมขอให้ผู้อภิปรายได้ถอนคําพูดที่พูดเมื่อสักครู่นี้ครับ
ท่านประเสริฐครับ คืออย่างนี้เราอย่าเพิ่งไปสรุปกล่าวหาใคร มันมีกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาต่อนะครับ อยากเรียนท่านประเสริฐนิดหนึ่ง ขณะนี้เหลือเพื่อนผู้อภิปราย ก็เป็นของฝ่ำยค้านทั้งนั้น ถ้าเราเสียเวลานี่ ๒ ทุ่มครึ่งเราได้ตกลงกันแล้วว่าจะให้ ท่านวิทยาสรุป ฉะนั้นเพื่อนสมาชิกอยู่ข้างหลังถ้ามีประท้วงไปประท้วงมาถึง ๒ ทุ่มครึ่ง ก็จะไม่จบ เชิญท่านสรุปได้แล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมจะสรุปครับท่านประธาน ผมจะสรุปว่า
ท่านให้ถอนคําพูดว่าอย่างไรนะครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ให้ถอนคําพูดที่ว่านายกรัฐมนตรี ฆ่าประชาชน นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่มีวันฆ่าประชาชนหรอกครับ เพราะฉะนั้นขอให้ ถอนคําพูดครับ
ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น ท่านประธาน ผมว่าเขาไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลย อย่างนี้ไม่ดีนะครับ
ท่านครับ ผมก็ฟังอยู่ เขาก็ไม่ได้กล่าวหาอย่างนั้นนะครับ
พูดว่านายกรัฐมนตรีสั่งฆ่า ประชาชนครับท่านประธาน สั่งยิงประชาชนครับ ผมนั่งฟังอยู่ครับ
ท่านประเสริฐครับ ท่านเป็นผู้พูด
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นนะครับ หรือจะให้ผมพูดใหม่อีกทีหนึ่ง
เปิดเทป (Tape) ดีไหมครับ ท่านประธานถ้าอย่างนั้น
ดีครับ
ท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานก็ได้ ฟังเองนะครับ ผมไม่ได้บอกว่านายกรัฐมนตรี ผมบอกแล้วว่าผมเพียงแต่บอกว่ามีคนตาย หลายร้อยคน บาดเจ็บหลายพันคน จะมีคนพิการที่น่าสงสาร ผมบอกว่าได้มีการเตรียม งบประมาณต่าง ๆ เหล่านี้ไว้หรือไม่ และผมไม่ได้ไปกล่าวหา ผมบอกแล้วขึ้นอยู่กับ กระทรวงยุติธรรมนะครับ ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างพิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง
คืออย่างนี้ประธานวินิจฉัย ประธานก็ฟังอยู่นะครับ ท่านก็ไม่ได้ไปกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีสั่งฆ่าประชาชนนะครับ ท่านเพียงแต่พูดว่ามีการบาดเจ็บล้มตายกัน จํานวนมาก ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านประเสริฐก็จบได้แล้วครับ
ผมกําลังจะสรุป แล้วครับท่านประธาน ผมจะสรุปว่าในกระบวนการใช้งบประมาณ
จบได้แล้วครับ
ผมจะสรุปสุดท้าย
ท่านประธานครับ
มีอะไรอีกครับ
กระผม ธนา ชีรวินิจ พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร สิ่งที่ผมประท้วงท่านประธาน ที่ประชุมแห่งนี้ได้ยินกัน ทุกคน สมาชิกท่านนี้ได้ลุกขึ้นอภิปรายแต่ละครั้งได้ใช้วาจาที่กล่าวหาใส่ร้ายคนอื่น อยู่ตลอดเวลา ความจริงผมไม่จําเป็นต้องประท้วงเพราะพี่น้องประชาชนทราบดีว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นอย่างไร แต่ว่าผมไม่อยากให้สภาแห่งนี้ต้องบันทึกประวัติศาสตร์ ผิด ๆ โดยคนที่ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม
เอาละครับ พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านประเสริฐยุติการอภิปรายได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ไม่ได้นะครับ ยังไม่หมดเวลาของผม ผมจะเรียนสรุป ผมอยากจะสรุปว่าการใช้ งบประมาณนี้ขอให้อย่าคิดว่าประชาชนโง่อยู่ อย่าคิดว่าประชาชนการศึกษายังน้อยอยู่ และอย่าคิดว่าประชาชนยังยากจนอยู่แล้วไม่รู้จักประชาธิปไตยนะครับ ขอให้มีการจัด งบประมาณทําให้ประชาชนหายโง่ หายจนเสียทีหนึ่งนะครับ
หมดเวลาแล้ว พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ ให้เวลาท่านรัฐมนตรี ช่วงนี้ เชิญครับ กระชับหน่อยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตชี้แจงทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปรายมาตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ว่าจะชี้แจงโดยกระชับที่สุดนะครับ
ประเด็นแรก สมาชิกเมื่อสักครู่ที่เพิ่งอภิปรายไปก่อนหน้า ๑ ท่าน ท่านได้ พูดถึงการใช้งบประมาณในส่วนของการแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ว่า ไร้ประสิทธิภาพเพราะมีผู้เสียชีวิตเกือบ ๒๐๐ คน ก็ขอเรียนให้ทราบว่าการเสียชีวิต เกือบ ๒๐๐ คนนั้นเป็นการเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว แต่ปีที่แล้วนั้นก็เป็นความรับผิดชอบ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ แต่ว่าที่เสียชีวิตเกือบ ๒๐๐ คนนั้นเป็นการเสียชีวิตในช่วงปีแรก ของการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ซึ่งทุกประเทศในโลกไม่มีประสบการณ์ มาก่อน และถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด ประเทศหนึ่งในโลกนะครับ อย่างไรก็ตามสําหรับปี นี้แนวทางการแก้ปัญหาก็มี การพัฒนาการขึ้นมาแล้วก็ลดอัตราการป่วยและการเสียชีวิตลงมาได้เป็นจํานวนมาก จะเห็นว่าตัวเลขการเสียชีวิตในช่วง ๕ เดือนที่ผ่านมาลดลงมาเหลือ ๓๓ คน แล้วก็ ได้มีการเดินมาตรการป้ องกัน นอกจากกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยแล้ว กระทรวงสาธารณสุขก็ได้มุ่งเน้นในการนําวัคซีนมาฉีดให้กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ๙ กลุ่ม แล้วก็สามารถลดอัตราการป่ วยและการเสียชีวิตลงไปได้ นอกจากนั้นในเรื่อง การรักษาก็มีการกําหนดนโยบายไว้ชัดเจนว่าต่อไปนี้ถ้าพบอาการป่ วยเป็นไข้หวัด ไม่จําเป็นต้องรอผลการตรวจสอบจากห้องแล็บ (Lab) แต่ให้แพทย์สามารถให้ยาป้ องกัน ไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ได้ทันทีเพื่อลดอัตราการป่ วยและการเสียชีวิตลง อันนี้ก็คือ ประสิทธิภาพในการดําเนินการของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนั้นก็มีประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงกรณีความคืบหน้าในเรื่อง ของการสอบสวนโดยคณะกรรมการชุดคุณหมอบรรลุ ศิริพานิช ว่าได้ดําเนินการไปถึงไหนแล้ว ซึ่งนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ได้สอบถามเมื่อเช้า ก็ขออนุญาตเรียนว่าเมื่อผมเข้ามา รับผิดชอบก็ได้ดําเนินการตามขั้นตอนกระบวนการ นั่นก็คือว่าได้ส่งเรื่องในส่วนของ ผู้ที่เกี่ยวข้องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วก็ขณะเดียวกันสําหรับข้าราชการประจํา ที่ยังปฏิบัติราชการอยู่ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ซึ่งมีท่านเลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน แล้วขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของการสอบสวนทางวินัยอยู่ ผลเป็นประการใดก็จะดําเนินการให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง
ประการถัดมาท่าน ส.ส. สุรวิทย์ได้สอบถาม แล้วก็ได้ให้ความเห็น เรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลว่าอาจมีผู้ได้รับประโยชน์จากการล็อก สเปกและการกําหนด ราคาที่สูง ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานในประเด็นนี้ว่าแต่เดิมเราได้ตั้ง งบประมาณสําหรับการจัดซื้อรถพยาบาลไว้คันละ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่า คณะกรรมการสอบสวนชุดคุณหมอบรรลุตั้งข้อสังเกตว่าควรจะเป็น ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามเมื่อคณะกรรมการทบทวนซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ จากหลายฝ่ายและนายแพทย์จากหลายสังกัดซึ่งมาร่วมกันพิจารณา ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป มีความเห็นว่าควรคงราคาไว้ที่ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท แต่การคงราคาไว้ที่ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ควรจะมีการเพิ่มวัสดุครุภัณฑ์ช่วยชีวิตเพิ่มเติมเช่นเครื่องกระตุกหัวใจซึ่งยังไม่มีการระบุไว้ ในรถพยาบาล เพราะเครื่องกระตุกหัวใจเป็นเครื่องที่มีความสําคัญต่อการที่จะช่วยให้ ผู้ป่วยที่ลําเลียงใส่รถพยาบาลมีโอกาสรอดชีวิตได้สูง และราคาโดยเฉลี่ยของเครื่องกระตุกหัวใจ ตกประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อเครื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราเพิ่มเครื่องกระตุกหัวใจไปแล้ว ก็ใช้ราคาเดิม ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แต่เพิ่มเป็น ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าได้เครื่องมาราคาเฉลี่ยอีก ๑๕๐,๐๐๐ บาท ก็น่าจะถือว่าเป็นการคุ้มค่ากว่า การที่ใช้รถพยาบาลที่ปราศจากเครื่องกระตุกหัวใจ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่มีการตั้งงบไว้ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาทเช่นเดิม และการจัดซื้อการกําหนดสเปกในรายละเอียดนั้น ส่วนกลาง จะไม่กําหนดสเปกและจะไม่เป็นผู้จัดซื้อเอง แต่จะให้แต่ละจังหวัดเป็นผู้ดําเนินการ ในการจัดซื้อ แล้วรถพยาบาลที่ว่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการใช้งานเพราะมีการจัดสรร ให้กับโรงพยาบาลชุมชน คือโรงพยาบาลอําเภอทุกโรงทั่วทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ก็มีการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์อีก ๙๔ คันทั่วประเทศ ซึ่งอันนี้เราก็หวังว่าจะมีการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงได้ทั่วประเทศในที่สุด
ประเด็นถัดมาก็คือว่ามีข้อสังเกตจากท่านปวีณ แซ่จึง ท่านอภิปราย ด้วยความเข้าใจว่ายอดวงเงินงบประมาณของกองทุน สปสช. ที่ใช้ในการรักษาพยาบาลฟรี ลดลงและเพื่อนสมาชิกก่อนหน้าเมื่อสักครู่ก็มีความเห็นทํานองว่างบในการรักษาพยาบาลฟรี ของ สปสช. นั้นจัดซํ้าซ้อนกับงบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในความเป็ นจริง ไม่ได้ซํ้าซ้อนหรอกครับ เพราะงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้กระทรวงสาธารณสุขก็คือ งบประมาณที่จัดให้กับสถานบริการทางด้านรักษาพยาบาลคือโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการที่จะปรับปรุงพัฒนาระบบการให้บริการ พัฒนาทางด้านกายภาพเพื่อดูแล รักษาพยาบาลให้กับคนไทยทั้งประเทศ
เดี๋ยวนะครับท่านรัฐมนตรีมีผู้ประท้วง ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เวลามันเหลือน้อยมากนะครับ ทางประธานวิปผมก็จะได้สรุปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมาตอบอีก ผมคิดว่าขอโอกาสให้พวกผมเถอะครับ อีกสักไม่กี่นาทีนะครับท่านรัฐมนตรีครับ ขอความกรุณาให้ทางฝ่ายค้านได้แสดงนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับท่านรัฐมนตรี
ท่านรัฐมนตรีก็พยายามกระชับนะครับ
ความจริงตะกี้ก็คิดว่าจะไม่ตอบแล้วครับแต่ว่าท่านประธานกรุณาชี้ก็ลุกขึ้นตอบ แต่จะกระชับที่สุดท่านไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ทําลายเวลาให้มันเสียไป โดยเปล่าประโยชน์ ก็ขอเรียนว่าแต่ในงบ สปสช. นั้นเป็นงบด้านการรักษาพยาบาลฟรี ให้กับคนไทยทั่วประเทศ ๔๘ ล้านคน ซึ่งปี นี้รัฐบาลไม่ได้ลดงบส่วนนี้แต่กลับเพิ่ม อีกต่างหาก เพราะอย่างปีที่แล้วเราจัดเงินงบประมาณรายหัวรักษาพยาบาลฟรีให้คนไทย ทั้งประเทศหัวละ ๒,๔๐๑ บาท แต่ปีนี้เราเพิ่มให้เป็น ๒,๕๔๖ บาท เพิ่มขึ้นอีกหัวละ ๑๔๕ บาท ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพการบริการและคุณภาพการรักษาพยาบาลดีขึ้น เพราะฉะนั้นโครงการรักษาฟรีของรัฐบาลชุดนี้จึงสามารถรักษาฟรีได้หลายโรค ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและประชาชนยากจนเข้าถึงยาก เช่น โรคเอดส์นี่ก็รักษาฟรี มะเร็งรักษาฟรี โรคหัวใจรักษาฟรี โรคเบาหวาน ความดันรักษาฟรี แล้วก็ไปไกลถึงโรคไตนี่ก็รักษาฟรี โดยเฉพาะฟรีไปจนถึงขั้นเปลี่ยนไต เปลี่ยนอวัยวะก็เปลี่ยนให้ฟรี แล้วถ้าต้องล้างไต ทางหน้าท้องก็ล้างไตให้ฟรี อันนี้ก็คือสิ่งที่ได้ดําเนินการรวมทั้งทางด้านจิตเวชก็ดูแล รักษาพยาบาลให้ฟรี แต่เดิมกติกากําหนดนอนโรงพยาบาลไม่เกิน ๑๕ วัน ต่อไปนี้ ได้คลายกฎนี้แล้วครับ ให้นอนได้เกิน ๑๕ วันตามที่แพทย์ได้ระบุไว้ อันนี้ก็คือโครงการ รักษาฟรีของรัฐบาล
ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ถามเรื่องความคืบหน้าการดําเนินการในเรื่อง พระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุข คือการยกระดับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยขึ้นเป็นวิชาชีพ มีกฎหมายดูแลเฉพาะ ผมเรียนเลยว่าผมสนับสนุนเรื่องนี้ ต้องการยกระดับเจ้าหน้าที่ สถานีอนามัยขึ้นเป็นวิชาชีพหนึ่งเช่นเดียวกับแพทย์ เช่นเดียวกับพยาบาล เพราะฉะนั้น ขณะนี้ผมได้ลงนามในพระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขยกร่างขึ้นเสนอไปยัง ครม. แล้วครับ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้วก็รอขั้นตอนกระบวนการที่จะดําเนินการ ต่อไป
อีกเรื่องสองเรื่องสุดท้ายสั้น ๆ นะครับ ขออนุญาตเรียนกรณีที่ ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ท่านเป็นห่วงเรื่องงบประมาณลงทุนพัฒนาภายใต้ โครงการไทยเข้มแข็งว่าเราได้รับการจัดสรรลดลงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของประชาชน อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าความจริงงบประมาณในการที่จะพัฒนา โรงพยาบาลต่าง ๆ ถ้าจะให้เพียงพอต่อความต้องการคงใช้เงินหลายแสนล้านบาททีเดียว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนี้ก็มีโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งได้มีการจัดงบประมาณ ในพระราชกําหนดไว้ ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทและเตรียมไว้สําหรับพระราชบัญญัติ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากมีปัญหาอุปสรรคเรื่องพระราชบัญญัติเงินกู้ในส่วน ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจึงจําเป็ นต้องเอาโครงการต่าง ๆ มารวมไว้ในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเราก็ได้จัดมาให้สําหรับปี ๒๕๕๔ ปีเดียว ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นรวมกับพระราชกําหนด ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็กลายเป็นประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาโรงพยาบาล ได้ทั่วประเทศหลายแห่งทีเดียวแต่ยังไม่ทั่วถึง ส่วนอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังเหลือ ก็จะไปใส่ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ อีกต่อไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ท่านเป็นห่วงเรื่องพระราชกําหนด ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทว่ามีการสอบโดยนายแพทย์บรรลุ และเกรงว่าจะเป็ นการตั้งงบประมาณไว้สูงเกินไป เมื่อผมเข้าไปรับผิดชอบ ได้ตั้งคณะกรรมการทบทวนก็ปรากฏว่าได้ลดวงเงินงบประมาณลงมาและตัดรายการ ที่ไม่จําเป็นหลายรายการทิ้งไป เช่น ที่ท่านวิจารณ์เรื่อง ยูวี แฟน ออโตเมท (UV Fan Automate) เครื่องพ่นยุงติดรถยนต์ อันนี้ตัดทิ้งทั้งหมด แล้วก็ปรับลดวงเงินก่อสร้างลงมา วงเงินครุภัณฑ์ลงมา สามารถประหยัดจาก ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทลงมาได้ ๑,๕๐๐ ล้านบาท และ ๑,๕๐๐ ล้านบาทที่ว่านี้ก็นําไปใช้ในการยกระดับสถานีอนามัยขึ้นเป็นโรงพยาบาลตําบล รวมทั้งของบปี ๒๕๕๔ เพิ่มเติมและได้รับอนุมัติแล้ว เพราะฉะนั้นสถานีอนามัย ทั่วประเทศ ๑๐,๐๐๐ แห่งก็จะได้รับการยกระดับขึ้นเป็นโรงพยาบาลตําบล ในปี นี้ เราจะทํา ๒,๐๐๐ แห่ง และปีหน้าทํา ๘,๐๐๐ แห่ง ซึ่งจะช่วยให้การบริการประชาชน ในระดับปฐมภูมิ ในระดับตําบล หมู่บ้าน มีศักยภาพมากขึ้น แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือ ด้านคุณภาพการรักษาพยาบาลให้ประชาชนมากขึ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านอํานวย คลังผา ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ดังต่อไปนี้ครับ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ตั้งงบมาทั้งหมด ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ได้เพิ่มขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านครับท่านประธาน เนื่องจากในขณะนี้ผมได้ทราบว่า มีการปรับลดงบประมาณจํานวนมากของจังหวัดลพบุรี เพราะฉะนั้นก็อยากจะฟังคําตอบ จากทางรัฐบาลผ่านท่านประธานนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบคลองชลประทาน สนามแจง งบประมาณ ๔๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจังหวัดลพบุรี เป็นจํานวนมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ในขณะนี้ถูกปรับลดลงไปแล้ว และในส่วนที่ ๒ โครงการขุดลอกอ่างเก็บนํ้าเขาแร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคเกษตรถูกปรับลดลงไปเช่นกัน ก็อยากจะฟังคําตอบจากรัฐบาลในส่วนนี้
ในส่วนที่ ๒ กระทรวงคมนาคมมีงบประมาณทั้งหมด ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปีนี้เพิ่มขึ้น ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กรมทางหลวงได้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ผมได้ดู งบประมาณแล้ว งบประมาณส่วนไหนที่สมควรทําก็ไม่ทําครับ โดยเฉพาะสะพานแคบ ๆ มีอันตรายต่อพี่น้องประชาชนหลายแห่ง เกาะกลางถนนที่ผมได้เคยพูดไว้หลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างอําเภอท่าหลวงก็ดี และอําเภอหนองม่วงก็ดี เหล่านี้เป็นต้นนะครับ ซึ่งงบประมาณใช้ไม่ถูกที่ ก็อยากจะฝากให้ทางรัฐบาลได้ตอบในส่วนนี้ด้วย
ในส่วนของกรมทางหลวงชนบทครับ ซึ่งในขณะนี้จะเห็นได้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้พยายามที่จะโอนกลับคืนมาให้ทางหลวงชนบท ซึ่งก็อยาก จะฝากให้ท่านประธานและรัฐบาลได้รับทราบนะครับว่าในขณะนี้ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพ ที่จะดําเนินการ แต่อยากจะให้ทางหน่วยงานทางหลวงชนบทได้เริ่มดําเนินการที่จะไปยุติ ในเรื่องดังกล่าวนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง
ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ โดยเฉพาะ กรมทรัพยากรนํ้าบาดาลได้รับงบประมาณทั้งหมด ๑,๓๕๔ ล้านบาท ในส่วนนี้ผมคิดว่า เดิมนั้นโอนให้ท้องถิ่น แต่ในขณะนี้มีความจําเป็นเร่งด่วนต่อพี่น้องประชาชนมาก ทั่วประเทศ เรื่องบ่อบาดาลพี่น้องขาดแคลนมาก งบประมาณเพียง ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท เท่านั้นไม่เพียงพอ ก็อยากจะเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบ
ในส่วนกระทรวงมหาดไทย มาตรา ๑๗ ของกระทรวงมหาดไทยนั้น ในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยมีคําขวัญนะครับ บําบัดทุกข์ บํารุงสุข ในขณะนี้มันหายไป ก็อยากจะฝากให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะในเรื่องของการประปาส่วนภูมิภาคก็ดี หมู่บ้านขาดแคลนนํ้านี่ผมเห็นว่ามีการปรับลดงบประมาณ แต่มีการเพิ่มในส่วนโครงการ ดังกล่าวนี่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนจึงฝากในเรื่องการประปาส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะบ้านหนองคู ตําบลห้วยโป่ ง และบ้านพรมทิน ตําบลหลุมข้าว ก็เช่นกัน ที่มีความเดือดร้อน และอีกส่วนหนึ่งที่ว่าการอําเภอชัยบาดาลก็มีการตั้งงบประมาณ ไปหลายครั้งก็มีการปรับลด อําเภอท่าหลวงก็เช่นกันในขณะนี้ทรุดโทรมมาก
กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งงบประมาณตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่าวิทยาเขตบ้านเพนียด ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปขยายพื้นที่ในอําเภอโคกสําโรง พื้นที่ ๑,๗๘๕ ไร่ ไม่ดําเนินการอะไร ก็อยากจะขอพื้นที่คืนให้กับทางพี่น้องชาวบ้านที่ทําภาคเกษตร ในโอกาสต่อไป
ท้ายสุดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้พูดชี้แจงในเรื่องแพทย์หรือวิชาชีพของหมออยู่ที่อนามัย ก็อยากจะฝากให้ท่าน ได้ทบทวนอีกนิดหนึ่ง ผมเคยพูดว่า ๑ แพทย์ ๒ พยาบาล ให้กับอนามัยทุกอนามัย สามารถที่จะให้คนในท้องถิ่น ในเมื่อคณะกรรมการการกระจายอํานาจจะกระจายสู่ ในท้องถิ่นอยู่แล้วนี่ อยากจะ ๑ แพทย์ ๒ พยาบาล โดยเอาคนในพื้นที่แต่ละตําบล มาเป็นแพทย์มาอบรม พยาบาลก็เช่นกันหากว่าได้ในส่วนนี้แล้วสามารถที่จะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งในขณะนี้บางแห่งอยู่ห่างไกลไม่ทันต่อเหตุการณ์ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งอําเภอต่าง ๆ ตําบลต่าง ๆ ก็ห่างไกล นี่เป็นความต้องการ ของพี่น้องประชาชนอยากจะสะท้อนให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับทราบในโอกาสนี้ก็ฝากไว้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุชาติ ลายนํ้าเงิน ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายนํ้าเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ขอมีส่วนเกี่ยวข้องกับ งบประมาณของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ ได้ฟังมาทั้ง ๒ วันแล้ว เรื่องงบประมาณทางฝ่ำยค้านก็ได้พูดไว้หลายท่าน ฝ่ำยรัฐบาลก็ให้ข้อเสนอแนะไว้ หลายคน ส่วนที่ผมจะพูดต่อเติมไว้ในวันนี้คือฝากสภาไว้ตรงนี้ ฝากรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ ข้างบน อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหัวใจเป็นพุทธศาสนาต้องพูดอย่างนี้ครับในฐานะที่เราเป็นคนพุทธด้วยกัน วันนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ไปดูงบสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติงบประมาณ ได้นิดเดียว พระมีทั้งประเทศไทย วันนี้ศาสนาของเรากําลังถอยหลัง ใครเล่าครับที่มัน จะมารักษาศาสนาพุทธไว้ให้อยู่ยงคงกระพันคู่ประเทศไทยไปถ้าท่านยังให้งบประมาณ น้อยนิด ท่านกลับไปดูอีกนิดหนึ่งที่กระทรวงวัฒนธรรม วันนี้คุณธรรมของคนทั้งประเทศ มันถึงถอยหลังไป กระทรวงวัฒนธรรมท่านจัดเงินให้เพียงแค่ ๐.๒ ถ้า ๑๐๐ บาท ท่านให้เขา ๒ บาทไปพัฒนากระทรวง ท่านลองดูตัวเลข เมื่อปีที่แล้วกระทรวงวัฒนธรรม ได้ ๐.๓ ได้ ๓ บาท แต่ปีนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้แค่ ๐.๒ ๒๐ สตางค์ครับ มันถอยหลัง ลงคลองแบบสิ้นดีที่วัฒนธรรมประเทศชาติ คนในชาติมันถึงมีความละอายต่อบาปน้อยลง ท่านคงจะเห็นว่าวันหนึ่งที่ผมจะพูดตรงนี้เพื่อฝากท่านรัฐมนตรีที่อยู่กระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงยุติธรรม วันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศไม่เห็นงบประมาณที่ลงไปสู่ พุทธศาสนา การสอนธรรมะ พระเดี๋ยวนี้ครับเด็กเจอยังแทบไม่อยากยกมือไหว้ พระไปบิณฑบาตมีคนใส่บาตรก็น้อยลง พระจะไปบิณฑบาตแถวราชประสงค์ก็ไม่กล้าไป เพราะกลัวโดนยิงครับท่านประธาน นี่ครับที่ผ่านมากรุงเทพฯ เป็นแบบนี้ วันนี้ก็ต้องนิมนต์ รัฐมนตรีไปดูพระบ้าง ทําไมผมพูดอย่างนี้ครับท่านประธาน ฝากท่านประธานไป ฝากรัฐมนตรีไป วันนี้ประเทศไทยเสื่อมถอยหลังไปไม่รู้กี่ก้าว พระที่มาร่วมชุมนุม ๕ รูป ผมเอ่ยชื่อเลย ท่านรัฐมนตรีครับ มาจากจังหวัดลพบุรีรูปหนึ่ง ชื่อพระประเสริฐ โตสกุล อายุ ๔๘ ปี คนในอําเภอท่าวุ้งนับถือ คนในอําเภอท่าวุ้งยกมือไหว้ตลอด แต่พระท่านมาร่วมชุมนุม วันนี้รัฐบาลนี้ละครับจับไปติดคุกอยู่ที่แดน ๙ โดยที่พระไม่ได้สึก ท่านประธานครับ พระไม่ได้สึก มีโจรไม่รู้ว่าแต่งชุดทหารหรือเปล่าพระเป็ นคนบอกผมมา ผมไปเยี่ยมที่ในคุก ท่านบอกว่าโยมฉันมาร่วมชุมนุมก็มาดูเหตุการณ์แค่นั้นเอง เพียงแค่จะมาเทศน์เพื่อไม่ให้มีปัญหา เพื่อจะรักษาชีวิตประชาชน แต่จับฉันมาที่แดน ๙ สึกก็ไม่ได้สึก รัดผ้าเหลืองพระออกไปแล้วเอาชุดนักโทษใส่ให้ท่าน จริงหรือไม่จริงรัฐมนตรี ไปสอบถามได้ มีทั้งหมด ๕ รูป ในเทปคงเห็น ในวิดีโอ (Video) คงเห็นว่าที่มีการกระชับพื้นที่ ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ละครับ พอกระชับพื้นที่เข้าไปมีการจับพระไป ๕ รูป ผมอ่านชื่อเลยครับ รูปที่ ๑ ชื่อพระสมุทร ขาวอ่อน อายุ ๔๘ ปี อยู่จังหวัดอุดรธานี ตอนนี้ จําคุกอยู่ที่แดน ๖ ไม่ได้กล่าวการสึก ตํารวจไปจับพระในวัด ก็ต้องปาราชิก ต้องให้สึก โดยนิมนต์เจ้าอาวาสมาสึก แล้วก็ให้กล่าวการสึก แต่นี่จับไปที่คุกไม่ได้สึกเลย รูปที่ ๒ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่นอยู่แดน ๖ เหมือนกัน นี่คือคนไทยคนศาสนาพุทธด้วยกัน ไม่ได้สึกเหมือนกัน แล้วจับท่าน ท่านยังนั่งอยู่แดน ๖ รูปที่ ๒ รูปที่ ๓ เป็ นพระ ที่จังหวัดลพบุรียังอยู่แดน ๖ รูปที่ ๔ พระสมบูรณ์อยู่จังหวัดอุบลราชธานี แต่น่าอับเฉาครับ รัฐบาลนี้ รูปที่ ๔ ชื่อพระสมบูรณ์ มุทุกันต์ อายุ ๖๑ ปี ซึ่งท่านเป็ นลูกหลานของ อดีตรัฐมนตรีปิ่น มุทุกันต์ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านบอกท่านมาร่วมชุมนุม ผมไปเยี่ยม ท่านบอกมาร่วมชุมนุมมาปกติมาเหมือนพระมาขอชีวิตประชาชน แต่สุดท้ายรัฐบาลนี้ ใช้ทหารจับไปติดคุก พระเป็ นคนบอกนะครับท่านรัฐมนตรี ไม่ใช่ผมเป็ นคนบอก อย่าเพิ่งประท้วง ไปดูว่าจริงไหม อยู่ในแดน ๙ เหมือนกัน ๕ รูปชุดเหลือง พระผมต้อง เรียกว่าชุดเหลือง เพราะ ๑. รัฐบาลนี้ไปยัดเยียดให้ท่านถ่ายจีวรโดยที่ว่าท่านไม่ได้กล่าว ลาสิกขาบท จริงไม่จริงท่านไปดูไปตรวจสอบ พระไปเยี่ยมที่คุกก็ไม่ให้เยี่ยม พุทธศาสนิกชนไปเยี่ยมก็บอกว่าไม่ให้เยี่ยมไม่ใช่ญาติ แต่ตัวผมเองแอบไปเยี่ยมมาแล้ว ได้เอกสารนี้มา ท่านไปดูว่าจริงไหม
หมดเวลาแล้วครับ
แล้วถ้ามันจริงก็เพิ่มงบประมาณไปดูแล พระพุทธศาสนาหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้ศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจําชาติโดยพรรคนี้ บอกว่ามาจากประชาธิปไตย รัฐบาลนี้บอกมาจากประชาธิปไตย แต่ไปดูองค์กรของพุทธ จะได้ไปบิณฑบาตร่วมกัน ไหนคุณบอกจะปรองดอง จับพระไปติดคุก แล้วเอาสึก แบบที่ไม่ได้เจตนาสึก ระวังบาปจะติดตัวไปครับ ขอบคุณครับ
หมดเวลาแล้วครับ ผู้อภิปราย ๕ นาทีสุดท้าย เชิญท่านเรวัต สิรินุกุล จากนั้นจะเป็น ท่านวิทยา บุรณศิริ นะครับ ท่านพิษณุมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองบัวลําภู ท่านประธานครับ เมื่อกี้ ทางวิปฝ่ายค้านกับวิปรัฐบาลได้ตกลงกันแล้วว่ารายชื่อที่มีอยู่ก็ขอให้คงไว้เหมือนเดิมครับ เพิ่มอีกไม่กี่คนครับท่านประธาน
แปลว่า ๒ ทุ่มครึ่งก็ยังไปต่อจนจบชื่อนี้ใช่ไหมครับ วิปรัฐบาลว่าอย่างไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ ที่คุยกันหารือล่าสุดก็คือท่านที่เหลือก็เหลือท่านละประมาณ ๔ นาทีหรือ ๕ นาที แต่ว่าจะลดเวลาของท่านวิทยาลงค่ะ ท่านวิทยา บุรณศิริ จาก ๓๐ นาทีก็ลดลงนะคะ เพื่อให้ทุกอย่างบรรลุเป้ำหมายค่ะ
เอาตามนี้นะครับท่านวิทยา ท่านพิษณุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ พิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองบัวลําภู ไม่ได้ลดท่านวิทยานะครับ ที่เหลืออยู่ก็คือขอคนละ ๕ นาที ส่วนที่เหลือท่านวิทยาก็ยังตามเดิมครับ
ก็ขณะนี้เหลืออยู่ ๗ ท่าน จากท่านเรวัตไป ถ้า ๗ ท่าน ๕ คูณ ๗ ๓๕ เหลืออีก ๓๕ นาที ว่าอย่างไรครับ
ขออนุญาตค่ะ ที่มาประสานไว้ เหลืออีก ๕ ท่านนะคะ มีท่านสุชาติ ลายนํ้าเงิน
ผมนับท่านวิทยาด้วย
ขอโทษค่ะ ท่านเรวัต ท่านสุรจิตร ท่านมานะ ท่านสุรชัย ท่านนิยม เวชกามา เท่านั้นค่ะ
ตามนี้นะครับ เชิญท่านเรวัตครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ยอด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อกี้ผมได้ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังท่านได้ชี้แจงไป ผมฟังแล้วก็สบายใจอยู่อย่าง แต่ก็มีข้อสงสัยที่จะ กราบเรียนถาม ท่านบอกว่าจีดีพีดีขึ้น หนี้สาธารณะดีขึ้นหมายความว่าลดลง ผมก็เลยสงสัยแม้ว่าจีดีพีดีขึ้น หนี้สาธารณะลดลงก็จริง แต่ว่าขณะนี้หนี้สาธารณะ ๓,๙๖๙,๘๒๒ ล้านบาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ปี นี้เอาไปชําระเงินต้น หรือเอาไปชําระหนี้สาธารณะ ๓๒,๕๕๔.๖ ล้านบาท เอา ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ไปหาร ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกี่ปีจะหมดครับท่านประธาน ท่านประธานลองหารครับ ๑๒๒ ปี ท่านประธานดูนะครับ ๑๒๒ ปีกว่าจะใช้หนี้สาธารณะหมดครับ แล้วบอกว่าดีขึ้นอย่างไร ผมก็ยังไม่เข้าใจ ยังสงสัยครับว่าเราพี่น้องประชาชนคนไทยตาดํา ๆ เกิดมาก็เป็นหนี้ แล้วก็ต้องไปใช้หนี้ถึง ๑๐๐ กว่าปี ตายแล้วก็ยังใช้ไม่หมดอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ท่านประธาน ก็ฟังไปอีกว่าในปีนี้เศรษฐกิจดี ทุกอย่างดี อะไรดี เก็บรายได้สุทธิ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานดูนะครับ ได้เงินแค่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วเป็นอย่างไรครับ เก็บได้ดี จะเอาเป็นฐานครับ จะเอาเป็นฐานในการคิดงบประมาณในปี ๒๕๕๔ แล้วก็คิดรายได้ ของปี ๒๕๕๔ เอาเป็นฐาน ท่านประธานครับ ผมฟังแล้วก็งง มันมีดีตรงไหนครับ ในเมื่อ ผลกระทบจากการท่องเที่ยว ผลกระทบที่ตามมาคือการส่งออก เมื่อเป็นอย่างนี้ตัวเลข มันจะดีได้อย่างไร แล้วจะเอาเป็นฐานได้อย่างไร เพราะความไม่แน่ไม่นอนมันมากขึ้น นี่ประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุลต้องไปกู้เขามา จีดีพีพูดไปแล้ว พอกู้เขามา แหม มันช่างประจวบเหมาะ ไปดูที่ เราต้องไปกู้เขามา พ.ร.บ. เงินกู้ค้างอยู่ที่วุฒิสภา รัฐบาลบอกว่าจะยกเลิกแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลทําอย่างนี้ไม่สามารถที่จะผลักดันอันนี้ออกไปได้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราทําอย่างไรครับ เอามากู้ในงบประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานดูนะครับ ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ มีอะไรใหม่ไหมครับ ไม่มีอะไรใหม่เลย เป็นงบอะไรครับ เป็นงบ ไทยเข้มแข็งทั้งนั้นเลย แล้วมีอะไรใหม่ไหม ไม่มีอะไรใหม่ขึ้นเลย เพราะฉะนั้นเชื่ออย่างไรว่า ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองในปี ๒๕๕๔ จะเอางบตรงไหน เมื่อกี้ผมฟังไปดีใจครับ ผมก็ดีใจด้วยว่างบของกระทรวงกลาโหมสูงขึ้น ได้เยอะขึ้น ผมดีใจด้วยงบได้ดีขึ้น แต่ที่ ไม่ดีใจที่เขาพูดมาไม่ใช่ตรงนั้นครับ เขาบอกว่าเอาเงินไปซื้อแพง ท่าน พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ เมื่อเช้าท่านพูดชัดเจน เอาเงินไปแล้ว ๕๐๐ กว่าล้านบาท ยังไม่ได้รถอะไรสักคันเลย รถยังไม่ได้สักคันเลย เขาพูดตรงนี้ต่างหาก เอาไปเถอะครับ เอาเงินไปซื้อไม่ว่ากัน แต่ซื้อแล้วแพงนี่มันเสียดายครับท่านประธาน นี่อีกข้อหนึ่งแล้วครับ
อีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน เงินเพิ่มงบประมาณในปี ๒๕๕๓ ถ้าเทียบกับ ปี ๒๕๕๔ สูงกว่า ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมสูงครับท่านประธาน ก็ไปขาดดุลเสีย ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เพิ่มงบประมาณของปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ เทียบกันแล้ว ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากตรงไหนครับท่านประธาน แล้วตรงนี้จะไปเชื่ออย่างไรว่า จะเก็บเงินรายได้มาชดเชยตรงนี้ได้ มันไม่พอหรอกครับ เมื่อไม่พอต้องกู้เพิ่มขึ้นอีก อย่างปี ๒๕๕๒ ที่ต้องกู้เพิ่มแล้วเป็นอย่างไร เดือดร้อนไปทั่ว ก็คงจะพูดได้แค่นี้ครับ
ครับ ขอบคุณครับ
ผมมีหลายข้อท่านประธาน เอาละครับ ขอบคุณมาก เอาไว้วาระที่สอง วาระที่สาม ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุรจิตร ยนต์ตระกูล ๕ นาทีครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สุรจิตร ยนต์ตระกูล จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน วันนี้ผมอยากจะ มาขออนุญาตเป็นตัวแทนของท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายรูปแบบที่มีปัญหา จากการบริหารงบประมาณของรัฐบาล อย่างนี้ครับคือว่าปีนี้รัฐบาลมีงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จัดสรรให้ท้องถิ่น ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมทั้งเงินที่ท้องถิ่น จัดเก็บเองด้วย ๒๖ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ในเงินที่จัดสรร ตามกฎหมายการกระจายอํานาจผมเชื่อว่าท้องถิ่นหลายท้องถิ่นเขาบอกว่าเงินบางอย่าง เป็นเงินตามนโยบายของรัฐบาล เขาไม่อยากจะได้หรอกครับเพราะว่ามันสร้างปัญหา ให้กับเขา ตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธานครับ ค่าตอบแทน อสม. ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เอาไปผ่านมือท้องถิ่นให้เป็นคนจ่ายให้ เท่ากับท้องถิ่นเขาทําหน้าที่เป็นแค่ธนาคาร เท่านั้นเอง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ว่าก็ตัดอยู่ในเงินของท้องถิ่น ๒๖ เปอร์ เซ็นต์ที่ว่านี้ นมโรงเรียน โรงเรียนสังกัดสํานักงานการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการก็มีปัญหาว่าท้องถิ่นจะต้องจัดสรรเงินให้กับโรงเรียนเหล่านี้ เป็นที่ยุ่งยากมาก ปีที่แล้วก็มีปัญหา รัฐบาลโดยมติ ครม. บอกว่าให้เด็กนักเรียนตั้งแต่ อนุบาลเด็กเล็กจนถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ ได้กินนมโรงเรียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปให้แค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ตามมติ ครม. เดิม ปรากฏว่า อย่างไรครับ บางท้องถิ่นกับโรงเรียนก็ทะเลาะกัน โรงเรียนก็บอกว่าท้องถิ่นอมเงินเขา ค่าอาหารกลางวันเด็กเพิ่มจาก ๑๐ บาท เป็น ๑๓ บาท หาว่าท้องถิ่นไม่โอนเงินให้ นี่เป็นปัญหาที่ท้องถิ่นเขาเดือดร้อนมาก สุดท้ายเขาทนไม่ได้เขาก็ต้องโอนเงินไปเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตามมติ ครม. ปรากฏว่าท้องถิ่นเองกลับไม่มีเงินในการพัฒนาตัวเอง นี่คือปัญหาครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างอีกอย่างหนึ่ง มาตรการที่รัฐบาลขยายเวลา ในการโอนนิติกรรมที่ดิน ถามว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีเพราะว่ารัฐบาลเห็นว่าเยียวยา ประชาชนนี่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ จาก ๒ เปอร์เซ็นต์ ลดภาษีตัวนี้ลง เกิดอะไรขึ้นครับ ประชาชนชื่นชมรัฐบาลมาก แต่เงินตรงนี้มันเป็นรายได้ของท้องถิ่น เป็นรายได้ของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล เขาก็เดือดร้อนเงินเขาหายไปอีก เพราะฉะนั้นแสดงว่า ประมาณการตัวเลขที่บอกว่า ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมเป็น ๒๖ เปอร์เซ็นต์ที่ให้กับ ท้องถิ่นนั้นเชื่อเถอะครับว่ามันไม่ถึง มันไม่ได้จริง เพราะว่ารัฐบาลก็เอาหน้าไป แต่ว่า สุดท้ายท้องถิ่นต้องมาแบกรับภาระเรื่องเงิน อีกอย่างหนึ่งผมอยากจะพูดว่าวันนี้รัฐบาลมี งบประมาณที่รัฐบาลเคยดึงจากท้องถิ่นไป สุดท้ายปีนี้เหมือนจะดีคือว่าเอาเงินมาคืนให้ ท้องถิ่น พรรคประชาธิปัตย์เองผมเชื่อว่าเป็นพรรคที่มีนโยบายเน้นหนักเรื่องการกระจาย อํานาจมาก ผมขออนุญาตชี้ให้ท่านเห็นว่าวันนี้งบประมาณส่วนหนึ่งที่จัดสรรให้กับ ท้องถิ่น เอาปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาก็ได้ เห็น ๆ เลยว่างบไทยเข้มแข็ง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่โอนมาให้กับท้องถิ่นเป็นการชดเชยเงินที่เอาของเขาไป เอาของเขาไปแล้วตัดเงิน มาคืนให้เขา เพราะเขาไปชุมนุมอยู่ที่ทําเนียบรัฐบาล ผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศนัดกัน ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. เทศบาล สุดท้ายคืนเงินให้เขาในปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ คืนไปแล้วเขาก็นึกว่าเขาจะได้เงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ชดเชยเพื่อเอาไปใช้ ตามภารกิจหน้าที่ วันดีคืนดีมติ ครม. วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ก็สั่งการมาว่า หน่วยงานใดที่ได้งบประมาณไทยเข้มแข็งต้องทําป้ำยประชาสัมพันธ์โครงการ เมื่อเป็ นอย่างนี้กระทรวงการคลังก็สั่งการมาที่กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นก็สั่งการไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด มีตัวอย่างป้ำย ป้ำยโครงการ ไทยเข้มแข็ง ผมยกตัวอย่างหนึ่งที่เขาแนบมาในหนังสือสั่งการ ประมาณ ๑ ใน ๓ เป็ นรูปของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านเห็นไหมครับ ภาพอาจจะไม่ชัดนัก แต่ว่า ๑ ใน ๓ ของพื้นที่ในการทําป้ำย แล้วก็บอกว่าให้ท้องถิ่นดาวน์โหลดไปได้ที่เว็บไซต์ (Web site) เวิลด์ไวด์เว็บ.ทีเคเค (WWW.TKK) หรือว่าไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ดอทคอม (www.tkk2555.com) จริง ๆ ไม่รู้ว่าใครเข้มแข็งกันแน่ท่านประธานครับ
หมดเวลา
เพราะฉะนั้นผมอยากจะ สรุปว่าวันนี้ท้องถิ่นเขาอยากจะเอาภารกิจเหล่านี้ที่เป็นเงินที่ท่านเอามาฝากเขาไว้แล้วให้ เขาต้องทําตามภารกิจแล้วรัฐบาลได้หน้าเอาคืนไป นี่คือขออนุญาตสรุปเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านมานะ โลหะวณิชย์ ครับ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมานะ โลหะวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่มีเวลาเพียงแค่ ๕ นาทีที่จะอภิปรายโดยงบประมาณถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับร่างงบประมาณ ปีนี้ ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นงบขาดดุลถึง ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบขาดดุล ในปีที่แล้วปี ๒๕๕๓ โดยการนําของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ขาดดุล ถ้ามีการเลือกตั้งตามคําที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่าจะเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็คงจะไม่ได้จัด แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้งก็จะยืนยาวต่อไป ผมก็ยังเชื่อว่าในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็จะต้องใช้งบขาดดุลเช่นกัน ตรงนี้น่าตกใจนะครับ ซึ่งทุกประเทศในโลกตอนนี้ ก็เป็ นการทําสงครามระหว่างประเทศต่อประเทศ อันนั้นเขาเรียกว่าเป็ นสงคราม ทางเศรษฐกิจนะครับ ก็มาดูเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมได้ศึกษาพิจารณาดูรายละเอียดก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายและกังวลใจ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลาย ๆ กระทรวงได้รับงบประมาณก็ค่อนข้างที่จะ ไม่เป็ นธรรมและไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่มีความสําคัญกับ พี่น้องประชาชนในชนบท เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ดี กระทรวงคมนาคมก็ดี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดี อันนี้ค่อนข้างที่จะได้งบประมาณ น้อยมากนะครับ ท่านประธานครับ จากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทั้ง ๘ ข้อ ผมขอหยิบยก เพียง ๒ ข้อที่สําคัญ ๆ ที่ทางนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้นํามาชี้แจงเพื่อจะต้องใช้ งบประมาณของยุทธศาสตร์ทั้ง ๘ ข้อ คือ ๑. ยุทธศาสตร์สร้ำงความเชื่อมั่น ของประเทศไทย ๒. ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ ๒ ยุทธศาสตร์นี้ใช้เงิน ถึง ๓๔๘,๓๕๓ ล้านบาท ท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ของทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นี้ ใช้เงินพอสมควร แต่วิธีการที่จะให้ท่านนายกรัฐมนตรีเซฟ (Save) งบประมาณตรงนี้ ทําไม่ยากหรอกครับ ทําไม่ยากเลย ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีคนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้มีใจเป็นธรรม มีใจกว้างรับได้ทุกเรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดกว้างกับสื่อ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบทุกเรื่องของสื่อ ตรงนี้แทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย กลับประหยัด งบประมาณไปอีกมากมายอย่างน้อยก็เป็นหลายหมื่นล้านบาทนะครับ เหลือเวลาอีกเพียง ๑ นาทีเศษ สําหรับ ๓ กระทรวงหลัก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ดี กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดี และกระทรวงคมนาคมก็ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่าก็มีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลํานํ้าชีงบประมาณแทบจะไม่มีเลยครับ ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ก็ยังมีการขุดลอกลํานํ้าชี ตั้งแต่มีลํานํ้าชีเริ่มต้นก็มีการขุดลอกได้ ๑๐ กิโลเมตร ลํานํ้าชีนี้ความยาวที่หล่อเลี้ยงพี่น้องประชาชนคนอีสาน ๑,๐๗๓ กิโลเมตร เริ่มมีการขุดลอก ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร แล้วพอท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็เงียบหายไป ซึ่งความสําคัญตรงนี้เกี่ยวกับเรื่องขุดลอกลํานํ้าชีถือว่ามันจะเป็นประโยชน์สําหรับพี่น้อง ที่อยู่ติดลํานํ้าชีตลอดสาย อันนี้งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ก็ไม่มีที่สํารวจตรวจสอบดูแล้ว
สําหรับเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลแทบจะให้งบน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้ำส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นความจําเป็ นอันยวดยิ่งสําหรับ พี่น้องประชาชนในชนบท การขยายไฟฟ้ำเข้าตามหมู่บ้านก็ดี หรือขยายไฟฟ้ำ เพื่อการเกษตรก็ดี การไฟฟ้ำส่วนภูมิภาคเมื่อสํารวจตรวจสอบก็ไปของบสนับสนุนเพิ่มเติม ให้ อบต. ก็ดี ให้เทศบาลก็ดีสนับสนุนสมทบ ตรงนี้ละครับก็เป็นส่วนสําคัญ ผมก็อยาก ให้ทางรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มตรงนี้
เรื่องสุดท้ายครับ การประปาส่วนภูมิภาค อําเภอภักดีชุมพล ไม่มีประปาส่วนภูมิภาคครับ ก็ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสุรชัย เบ้าจรรยา ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุรชัย เบ้าจรรยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จังหวัด ขอนแก่น ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมมาดูงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่ตั้งไว้ ทั้งหมด ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามมาตรา ๓ ซึ่งรัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุลเอาไว้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณทั้งหมด ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมก็แปลกใจเหมือนกันว่ารัฐบาลทําไมตั้งงบกลางไว้มากมายเหลือเกิน งบกลาง ที่ตั้งไว้ปีนี้ทั้งหมด ๒๖๕,๗๖๓ ล้านบาท ตามมาตรา ๔ ท่านประธานสภาที่เคารพ งบกลางถ้าใช้ผิดประเภทประเทศชาติไม่เจริญครับ จริงอยู่ครับเป็ นอํานาจของ นายกรัฐมนตรีที่จะใช้งบกลางในวัตถุประสงค์อะไรก็ได้ แต่ถ้ำใช้ผิดประเภท เช่น เอางบส่วนนี้โยกไปสลายม็อบบ้าง ไปอุดหนุนกองทัพ ไปอุดหนุนตํารวจบ้าง พวกนี้ผมว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยไปไม่ได้แน่ ฉะนั้นผมเป็นห่วงเรื่องเดียวคือการใช้งบกลาง ผิดประเภทครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมไล่มาแต่ละกระทรวง งบประมาณในด้าน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชย์ แล้วก็คุณภาพชีวิตแทบจะไม่มีเลย ทั้ง ๆ ที่ว่าประเทศ ของเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ยกตัวอย่างครับ อย่างกระทรวงกลาโหม สมาชิก ของพวกเราที่อยู่ตรงนี้ก็ท้วงติงมาแล้วทําไมตั้งมากมายขนาดนั้น กระทรวงกลาโหมตั้งไว้ ทั้งหมด ๑,๗๐๐,๒๘๕ ล้านบาท ตามมาตรา ๖ ประเทศไทยเราจะมีสงครามหรือครับ กําลังจะทําการรบกับประเทศเพื่อนบ้านใช่ไหมครับ เขมรหรือว่าประเทศพม่า ทําไม ตั้งมากมายถึงขนาดนั้น หรือว่ารัฐบาลเอาใจทหารที่ทหารช่วยรัฐบาลจัดตั้งที่ค่ายทหาร หรือว่าเอาใจทหารที่ว่าช่วยสลายม็อบ อันนี้ละครับมันผิดข้อสังเกตมาก ๆ เลย กระทรวงกลาโหมมันมีงบอยู่แล้ว งบลับก็มีครับ อันนี้ตั้งไว้อย่างไม่จําเป็ นเลย ผมไม่เห็นด้วยครับ
แล้วมาดูกระทรวงอื่นครับ กระทรวงหลัก ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ปีนี้ก็ตั้งไว้ ๒๓๑,๖๘๕ ล้านบาท ตามมาตรา ๑๗ ผมไม่แปลกใจหรอกครับ เพราะว่า เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ช่วยคํ้าบัลลังก์ของรัฐบาลนี้ ฉะนั้นผมไม่แปลกใจหรอกครับ โครงการต่าง ๆ นี่รัฐบาลก็ต้องใช้กลไกไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ไปถึงนายอําเภอ อันนี้เป็นเรื่องปกติของรัฐบาลที่จะทํากัน ทั้ง ๆ ที่ว่างบประมาณต่าง ๆ แทนที่จะลงสู่ระบบรากหญ้า เช่น การเกษตร อุตสาหกรรม ซึ่งต่างประเทศเขายอมรับแล้วว่าผลผลิตของประเทศไทยของพวกเราส่วนมาก เป็นด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมท่านประธานดูสิครับ โครงการโอทอป เอสเอ็มแอล เอสเอ็มอี ตอนนี้กลุ่มแม่บ้านแต่ละตําบลแต่ละอําเภอเขามีฝี มือ น่าจะสนับสนุนเอางบประมาณส่วนนี้ลงไปถึงรากหญ้า
ฉะนั้นผมมาดูว่ากระทรวงที่สมควรที่จะได้รับงบประมาณเยอะ เช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปีนี้ได้งบ ๗๖,๑๓๘ ล้านบาทเท่านั้นเอง กระทรวงเกษตร และสหกรณ์หลัก ๆ คือกรมชลประทานปีนี้ก็ได้น้อย ๔๑,๓๘๒ ล้านบาทเอง ทั้งที่ว่า กรมชลประทานเป็ นกรมใหญ่สร้างเขื่อนสร้างอะไรใช้เงินเป็ นพัน ๆ ล้านบาท แต่ว่ารัฐบาลทําไมไม่เห็นความสําคัญตรงนี้ครับ อันนี้คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกระทรวงหลัก
หลังจากนั้นผมมาดูกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็ นกระทรวงหลัก ของประเทศไทยของเราอีกกระทรวงหนึ่งครับ ปี นี้รัฐจัดสรรงบ ๖,๗๕๐ ล้านบาท อย่างนี้ผมว่ารัฐบาลเกาไม่ถูกที่คันแล้วครับท่านประธาน พี่ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ไปไหนครับ สนิทกับผม ท่านไม่น้อยใจหรือครับ ท่านสมควรถอนตัวออกจาก พรรคร่วมรัฐบาลได้แล้วครับ จัดสรรงบแค่นี้ทําอะไรไม่ได้หรอกครับ แล้วก็ อีกกระทรวงหนึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
หมดเวลาแล้วครับ
ขออีกสักนิดหนึ่งไม่ได้หรือครับ ยังไม่ครบเลยครับท่านประธาน ฉะนั้นการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักของชาวต่างชาติ ที่จะมาเที่ยวประเทศไทยของพวกเรา ได้งบปี นี้ ๕,๘๓๙ ล้านบาทเอง ฉะนั้น ฯพณฯ บรรหารครับ พิจารณาตัวเองถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลได้แล้วครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านนิยม เวชกามา ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลา ๕ นาที การอภิปรายงบประมาณคราวนี้เป็นการอภิปราย ที่สั้นที่สุดแล้วครับ ท่านประธานไม่ต้องรีบร้ อนหรอกอย่างไรเคอร์ฟิ วก็ ๖ ทุ่ม ในเวลาอันสั้น ๕ นาที ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสกลนคร ผมคงไม่พูดถึงงบประมาณในส่วนของกองทัพซึ่งหลายท่านพูดไปแล้วว่าเป็นจํานวน มหาศาล แต่ที่เป็นเรื่องน่าตกใจก็งบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนิดเดียว พี่น้อง ที่บ้านผมเขาฟังแล้วไม่สบายใจ เพราะว่างบกองทัพถึง ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในขณะเดียวกันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งดูแลเกษตรกรพี่น้องชาวไทย ทั้งประเทศมีแค่ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทาน ได้รับงบประมาณแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท บ้านผมจังหวัดสกลนครมีปัญหา เหมือนกันหมดทั้งประเทศนั่นละครับเรื่องนํ้าเป็นปัญหาใหญ่ แต่วันนี้ก็ดูงบประมาณแล้ว ไม่สมดุลกัน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่สมดุลจริง ๆ บ้านผมจังหวัดสกลนครวันนี้ คงไม่ได้รับงบประมาณเหมือนเดิมเรื่องหนองหาน เรื่องนํ้าพุง นํ้าอูน เหมือนเดิมครับ ผมคิดว่าอย่างนั้น เพราะดูงบแล้วมันสั้นเหลือเกิน
ในส่วนที่ผมต้องพูดถึงอีกนิดหนึ่งคือในส่วนกระทรวงพาณิชย์เอง ซึ่งเป็น กระทรวงหลักที่ดูแลในเรื่องการค้าได้รับงบประมาณนิดเดียว ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมไม่ทราบว่าการจัดสรรงบประมาณในขณะที่ประเทศชาติบ้านเมืองกําลังต้องการ ขายสินค้าเกษตร ปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นกระทรวงหลักที่ดูเรื่องสินค้ากลับมีงบ แค่ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยเฉพาะงบที่จัดให้มากผมดูในส่วนของกระทรวงพาณิชย์คือ งบของกรมการค้าภายใน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วทําไมไม่ดูของกรมการค้าต่างประเทศ หรือกรมเจรจาการค้ามีเพียงครึ่งเดียว ผมไม่ทราบท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการนั่งอยู่นี่ เมื่อกี้เห็นท่านรัฐมนตรีว่าการอยู่ ตอบหน่อยว่า มันเป็นอย่างไรครับ เพราะผมเองก็อดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ก็เห็นว่ากรมการค้าภายใน เองก็ทําธุรกิจการค้า ส่วนใหญ่ก็เป็นนายหน้าเร่ขายธงฟ้ำอะไรลักษณะนี้ตลอด ผมก็เห็น ลักษณะมันก็ไม่มากมายอะไร ในส่วนการค้าต่างประเทศมันเป็นเรื่องใหญ่ต้องเจรจา เรื่องสินค้ากลับไม่ได้รับงบประมาณ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองผมว่ามันไปยากตรงจุดนี้นะครับ
ในส่วนของวันพรุ่งนี้เป็ นวันพระใหญ่ วันวิสาขบูชา ผมมาดูของ กระทรวงวัฒนธรรมมีนิดเดียว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยเฉพาะกรมการศาสนา ซึ่งท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดไปแล้ว ของเราได้รับงบประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท มันเป็นเรื่อง ที่น่าเห็นใจจริง ๆ พระสงฆ์ไม่ได้รับการดูแล การพัฒนาของศาสนามันเป็นเรื่องยาก ท่านครับ ในส่วนที่ผมต้องพูดถึงนิดหนึ่ง เพราะว่าเมื่อวานนี้ท่านรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านมาชี้แจง เรื่องการดูแลสื่อ ท่านบอกว่าสื่ออีกฝั่งหนึ่งที่ท่านสั่งปิ ดไปแล้ว แล้วท่านก็บอกว่า สถานีวิทยุชุมชนเถื่อนในส่วนของคนเสื้อแดง ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสถานี วิทยุชุมชนจริง ๆ แล้วมันก็เถื่อนทั้งนั้นละครับ เพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่มาอนุมัติ กฎหมายก็ยังไม่มีให้แต่บอกว่าเถื่อน ทําไมต้องบอกเถื่อน ฉะนั้นจึงบอกว่ามันเป็น เรื่องยาก แล้วท่านมาชี้แจงท่านเป็ นการกล่าวใส่ร้ายของคนกลุ่มหนึ่งทั้งนั้นเลย ผมนั่งดูตลอดที่ท่านชี้แจงเมื่อวานนี้ ผมว่าสื่อวันนี้ถูกปิดจริง ๆ ผมก็ทําหน้าที่ผู้สื่อข่าวมา ๒๐ กว่าปี ผมเห็นว่าวันนี้เรื่องของสื่อถูกปิดกั้น ท่านก็บอกอยู่ว่ามันปิดกั้น ไม่ได้ปิด ท่านบอกว่าท่านนําเสนออย่างดีในซีกของท่าน เพราะฉะนั้นมันจึงมีอีกเรื่องหนึ่ง ต้องฝากท่านที่ท่านบอก ฝากมาจากพี่น้องผมชาวจังหวัดชัยภูมิครับ อันนี้พูดสวนกระแส กับท่านนายกรัฐมนตรีที่ชี้แจงเมื่อเช้านี้บอกว่าในส่วนวัดปทุมวนารามไม่มีการยิงอะไร เข้ามา คนกลุ่มหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ครับ พี่น้องผมยังมีชีวิตอยู่เขาเห็นชัดเจนว่าทําอะไร อย่างไร แล้วผู้สื่อข่าวของเราวันนั้นยังมีหลายคนอยู่ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้รายนี้ผมสงสาร พูดถึงท่านว่า คุณสําราญ ยศพังเทียม ขอเอ่ยนาม ถูกยิงที่ข้อเท้าวันนั้นเดินไม่ได้ นําส่งโรงพยาบาลตํารวจ ปรากฏว่าเมื่อนําส่งแล้วตํารวจก็จับไปส่ง วันนี้อยู่ที่เรือนจํา คลองเปรม เพราะฉะนั้นก็ขอฝากท่านว่าเขาต้องการให้หมอดูแล อันนี้ฝากมาครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิทยา บุรณศิริ ไม่เกิน ๓๐ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความรู้สึกว่าทุกอย่าง มันกระชับไปหมด ก็เกรงใจท่านสมาชิกหลายท่านที่จะต้องแสดงออกถึงความรู้สึก ในความรับผิดชอบต่อภาษีเม็ดเงินของพี่น้องประชาชน ต้องยอมรับว่าความรู้สึก ต่อเหตุการณ์ซึ่งดูเสมือนว่าไม่สมควรที่จะร่วมในการพิจารณางบประมาณ โดยเฉพาะ งบประมาณซึ่งเราได้แสดงความคิดเห็นมาเป็นเวลา ๒ วัน สมาชิกของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมมีความตระหนักดีต่อบทบาทหน้าที่และภารกิจที่พี่น้องประชาชนนั้น มอบหมาย แม้ความรู้สึกลึก ๆ ในสิ่งที่ได้บอกต่อสังคมว่าการไม่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาล ที่แม้กระผมเองและบุคคลในพรรคได้มีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน แต่ด้วยสํานึก ในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้รัฐบาลได้ดําเนินการเพียงฝ่ายเดียว จึงได้มีความเห็นร่วมกันว่าเหตุนี้สมาชิกของพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงต้องแสดงความสามารถและต้องร่วมพิจารณานําไปสู่กระบวนการหาความจริง แม้นว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะพูดในหลาย ๆ สิ่งแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่พูดเลย ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าความรู้สึกที่เราเกิดขึ้นและมีต่อสถานการณ์ของบ้านเมือง ผมไม่คิดว่า รัฐบาลจะนําเสนองบประมาณมาสู่สภาผู้แทนราษฎรไวกว่ากําหนด ไม่รู้ ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลนั้นคิดอย่างไร แต่ต้องตามนะครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ฝ่ำยค้านอยากจะบอกว่าหลายสิ่งที่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็ นเรื่องของการปรองดอง ความสมานฉันท์ แนวนโยบายของรัฐบาลที่พูดนั้นรัฐบาลยังไม่สามารถปฏิบัติได้เลย ผมจําเป็ นต้องย้อนไปถึงสิ่งที่รัฐบาลได้มีแนวคิดคือการกู้เงิน โดยการกู้ตาม พระราชบัญญัติ และ พ.ร.ก. ที่เสนอต่อสภาแห่งนี้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามองดูแล้ว ความรู้สึกของรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้ต่อความจําเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้แบ่งในรายละเอียด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกเป็น ๒ ส่วน ผมขออนุญาตเท้าความสักนิดนะครับ แต่คิดว่า ไม่เสียเวลามาก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก สภาแห่งนี้รับทราบว่าท่านต้องการนําเงิน แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปปิดฐานะการเงินการคลังซึ่งยํ่าแย่ จากคํากล่าวของท่านตอนนั้นครับ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนําไปเพื่อเป็นงบกระตุ้น หรือฟื้นฟูที่เรียกว่าไทยเข้มแข็ง สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าไทยเข้มแข็งหรือใครเข้มแข็ง ท่านประธานครับ อยู่มาสภาแห่งนี้ก็ต้องรับทราบอีกว่าข้อเท็จจริงก็คือมีรายได้เก็บได้เกินกว่าเป้ำ รัฐบาล ได้ใช้เงินในการปิ ดหรือรักษาสถานะเงินคงคลังเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่บอกว่าจะเอาไปรักษาสถานะเงินคงคลัง ก็ถูกใช้ไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และรัฐบาลเองก็ทําโครงการขึ้นมาอีก ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบถึงความจําเป็นในการใช้เงินของรัฐบาล สุดท้ายครับรัฐบาลไม่เคยรับผิดชอบเลยว่าอันนี้เป็นความผิดพลาด
เรื่องที่ ๒ ถ้าตามไปดูอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทําเป็นพระราชบัญญัติ ออกเป็นพระราชบัญญัติ มาบอกสภาแห่งนี้ว่ามีความจําเป็นที่จะต้องใช้เงิน แล้วก็มี โครงการ พูดถึงในส่วนของกระทรวงคมนาคม ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวง สาธารณสุข ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลบอกรัฐบาล มีความจําเป็น แล้วก็ให้สภาแห่งนี้ใช้เสียงข้างมากลากไป แล้วก็ใช้เวลาในการผ่าน งบประมาณไม่ถึง ๑๕ นาที รายละเอียดของงบประมาณตามพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมได้กล่าวนั้นไม่มีรายละเอียด และถูกส่งจากสภาผู้แทนราษฎร ไปถึงวุฒิสภา ปรากฏว่าวุฒิสภาไม่เห็นด้วย พลาดอีกเป็นครั้งที่ ๒ รัฐบาลไม่แสดงถึง ความรู้สึกใด ๆ นะครับ กลับบอกว่าในส่วนนี้รัฐบาลจัดเก็บรายได้เกินกว่าเป้ำเป็นจํานวน เงิน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ข้อเท็จจริงรายได้เกินกว่าเป้ำที่รัฐบาลบอกก็คือประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งในเดือนเมษายนที่ผมได้ติดตามรายได้ในการจัดเก็บ ๑๕๘,๙๘๔ ล้านบาท สูงกว่าประมาณการที่รัฐบาลกําหนด บวกกับเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่กระทรวงการคลัง ได้รับจากการยึดทรัพย์ของ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ๔๙,๒๓๔ ล้านบาท รวมเป็นเม็ดเงินที่รัฐบาลจัดเก็บได้เกินกว่าเป้ำ ๒๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมอยากจะบอกท่านประธานนะครับในส่วนนี้มีข้อสังเกต เงินที่ท่านคิดว่าเป็นรายได้ ของรัฐบาลในส่วนที่ยึดทรัพย์ ผมกราบเรียนต่อที่ประชุม บันทึกไว้ด้วยนะครับ สิ่งนี้ถ้าผลทางคดีความออกมาสภาแห่งนี้จะทําอย่างไร ถ้าเกิดเอาค่าใช้จ่ายตรงนี้ ๔๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปใช้โดยที่คดีความยังไม่ยุติถือตัวนี้เป็ นรายได้หรือไม่ ตอบให้ชัดครับ
ตามไปดูอีกส่วนหนึ่งนะครับที่ผมไม่สบายใจ จากการที่ได้ติดตาม ในรายละเอียดของรัฐบาลในเรื่องของการทํางบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเรียนตามตรงว่าจากเหตุการณ์เงินกู้ใน ๒ ส่วนคือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก ตาม พ.ร.ก. และตาม พ.ร.บ. อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทําให้ พวกเราสมาชิกของพรรคเพื่อไทยเชื่อได้ว่าการจัดทํางบประมาณในปี ๒๕๕๔ จะสัมฤทธิผลตามที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา ข้อสังเกตในสิ่งที่รัฐบาลได้นําเสนอให้กับ รัฐสภาแห่งนี้ นั่นหมายถึงงบประมาณที่ขาดดุลเป็นวงเงินทั้งสิ้น ๔๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมงบประมาณที่รัฐบาลขอจัดสรรในปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ อยู่ในวงเงิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ครับจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ พ.ร.ก. ที่รัฐบาลออกไปแล้วไม่ได้ตรงไปตามเป้ำที่รัฐบาล ประมาณการเลย การจัดแผนงบประมาณ พระราชบัญญัติงบประมาณที่ขาดดุลนั้น ค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยง เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรนะครับ ผมดูจากการปฏิบัติงาน ของรัฐบาลที่ผ่านมารัฐบาลไม่คํานึงถึงรายได้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือการจัดสรรงบประมาณ ที่เป็นไปในทิศทางที่เป็นรายได้ที่จะเกิดในเชิงบวก ผมสังเกตได้จากรายละเอียด ของงบประมาณที่ลงเป็นรายละเอียดว่า ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นรัฐบาลทําอะไร การบริหารงานทั่วไปของรัฐ ๕๑๙,๐๐๐ ล้านบาท การศึกษา ๔๒๒,๐๐๐ ล้านบาท การเศรษฐกิจ ๔๒๑,๐๐๐ ล้านบาท การสาธารณสุข ๒๐๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท การป้ องกันประเทศ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท การสังคมสงเคราะห์ ๑๓๙,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณที่จัดสรรในครั้งนี้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท การบริหารงานทั่วไป ของรัฐ ผมเรียนตามตรงเลยครับว่าในส่วนนี้หักค่าใช้จ่ายหนี้ที่รัฐบาลมีอยู่ที่จะต้องชดใช้ ไม่ว่าเงินคงต้นหรือหนี้สาธารณะ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และส่วนอื่น ๆ ในรายจ่ายประจําไม่เหลืออะไร ท่านประธานครับ การศึกษานี้ถึงแม้ว่าเม็ดเงินจะจัดสรร ลงไป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เรียนตามตรงนะครับท่านชินวรณ์ท่านเป็นรัฐมนตรี เงินไม่ได้ทําให้การศึกษาประสบความสําเร็จหรอกครับ เพราะที่ได้ทราบมาหลังจาก ที่ท่านเข้าไปกระทรวงศึกษาธิการนั้นมีการยกเลิกโครงการเก่า ๆ ที่เป็นไปตามแผนที่ผ่าน จากสภาแห่งนี้มากมาย มันเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านจะไม่บอกกับสภาแห่งนี้หรือว่าเม็ดเงินที่ผ่านมาในปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ต่อเนื่อง มาปี ๒๕๕๔ มันเป็นงบผูกพันผมเข้าใจ แต่บางรายการได้ถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อันนี้เป็ นสิ่งที่เห็นได้ชัดนะครับว่าผมไม่อาจเชื่อมั่นในส่วนของการบริหารงาน ซึ่งท่านเข้าไปดํารงตําแหน่งเพียงไม่กี่เดือน ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งนะครับแต่ผมก็เชื่อและไว้ใจ แต่ท่านต้องบอกทางนี้ให้ชัด ในชั้นกรรมาธิการอาจจะต้องมีการพูดคุยกัน ในส่วนที่สําคัญ ที่สุดที่เรามองแล้วตระหนักนะครับก็เรื่องของรายจ่ายประจําซึ่งรัฐพยายามเข้าไปผูกพัน โดยเฉพาะงบผู้สูงอายุ น่ากลัวครับ สิ่งเหล่านี้จะไม่ลดลงเลยเพราะกฎหมายที่กําหนด ไปจากสภาแห่งนี้โดยรัฐบาลเป็นคนกําหนดและสภาแห่งนี้ได้ตราขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นความผูกพันกับผู้สูงอายุไปจนกว่าเขาจะหมดลมหายใจ แต่เมื่อมองแล้วว่าการจัดสรร งบประมาณในหลาย ๆ ส่วนไปในเชิงสังคมมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้อันตราย ครับท่านประธาน ทําไมผมต้องพูดอย่างนั้นครับ เพราะสิ่งที่พลาดมานั้น ๒ เรื่องรัฐบาล ประมาณการไม่ถูกเลย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น การจัดเก็บที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการคํานวณของรัฐบาล ไม่สามารถตอบโจทย์ ข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นผู้บริหารได้เลย ต้องกราบท่านประธานนะครับว่าในส่วนนี้เราได้ พิจารณาแล้ว แม้ พ.ร.บ. นั้นจะถูกยกเลิกในเรื่องของ พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านก็จะยังเอางบประมาณในส่วนของที่เป็นอยู่ใน พ.ร.บ. โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข คิดเป็นเงิน ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เอามาฝากไว้ในปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการก่อหนี้ผูกพันบางกระทรวงครับ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นสิ่ง ที่น่าเป็นห่วงครับว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่จะมารับงานใหม่หรือท่านคิดว่า ท่านจะเป็นรัฐบาลตลอดกาลจึงได้ผูกเอาไว้เต็มไปหมดเลย สิ่งนี้นะครับที่ผมกล้าบอก ต่อสภาแห่งนี้ว่าผมต้องตั้งคําถามสู่รัฐมนตรี ถ้ารัฐมนตรีและรัฐบาลมีความเก่งกล้า ทําไมท่านไม่ทํางบประมาณแบบไม่ขาดดุลล่ะครับ เหลือไว้สัก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หากงบประมาณสามารถจัดเก็บรายได้ได้เกินกว่าเป้ำ อีกสัก ๖ เดือนค่อยมาทํา เป็นงบประมาณเพิ่มเติมอันนี้ก็ทําได้ แต่ที่น่าแปลกใจนอกจากเอามาเข้าสภาเร็วกว่ากําหนด ร่วม ๒ เดือน ข้อเท็จจริงก็ควรจะเป็นปลายเดือนมิถุนายนแต่ท่านก็เอามาเข้าก่อน แล้วก็แถมทํางบประมาณแบบผูกพันกันจนกระทั่งไม่สามารถที่จะดิ้นออกไปข้างหน้า ได้เลย สรุปนะครับว่าในส่วนที่เราได้ติดตามว่าการจัดทํางบประมาณของท่านนั้น ขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เลข ๔ ไม่ดีสําหรับท่านเลยนะครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ก็ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.บ. เงินกู้ก็ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายการจัดทํางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ท่านก็ขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะนําพาประเทศไปอย่างไรครับ พี่น้องประชาชนเขาขนหัวลุกนะครับว่าเขามีหนี้หัวละเท่าไร เกิดมาร้องอุแว้จะมีหนี้เท่าไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องบอกนะครับว่าหลายกระทรวงที่ท่านสมาชิกได้แสดงความห่วงใย โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่เป็ นประโยชน์กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็ นสินค้าก็ดี พืชเกษตรก็ดี นั้นรัฐบาลไม่ได้ให้ความสําคัญเลย การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียนตามตรงว่า รากหญ้านั้นคงจะต้องมีความเชื่อมั่น สมาชิกในซีกของพรรคเพื่อไทยได้แสดง ความคิดเห็น ท่านไม่ได้ใส่ไว้รายการของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เลย สิ่งเหล่านี้ผมกราบท่านประธาน แม้กระทั่งการใช้จ่ายเงินที่ผมได้ตรวจสอบจากระบบ จีเอฟเอ็มไอเอส ขอแสดงให้สมาชิกในสภาแห่งนี้ได้รับทราบเพียงบางประเด็น นี่พูดถึง ความสามารถในการใช้จ่ายเงิน ยกเว้นกระทรวงมหาดไทยเก่งมาก ไม่ทราบว่าใช้อย่างไร ๘๒ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นผมเรียนตามตรงว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๘ เดือนแล้วท่านใช้เงินไป ๓ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ๘ เดือนนะครับ กระทรวงอุตสาหกรรม ๑๙ เปอร์เซ็นต์เศษ กระทรวงวัฒนธรรม ๑๙ เปอร์เซ็นต์เศษ กระทรวงคมนาคม น่าแปลกใจ ๘ เดือนท่านใช้เงินไปแค่ ๓๗ เปอร์เซ็นต์เศษ ผมได้ติดตามว่ารายได้ที่เก็บ เกินกว่าเป้ำมันเป็นรายได้ที่เกิดจากการส่งออก ไม่ใช่รายได้จากเงินเอสพี (SP) ไม่ใช่ รายได้จากเงินที่ท่านแจก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลว่า บัดนี้รัฐบาลได้จ่ายเงินโดยเฉพาะไทยเข้มแข็งจ่ายไปแค่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาแห่งนี้ขนาดไม่รู้ไม่ชี้อนุมัติให้ท่านไป ๓๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีโครงการที่อนุมัติไป ทีหลังแซงหน้า ถ้าเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ เงินกู้จัดสรร ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รอบสองเบิกจ่ายไป ๔๙ เปอร์เซ็นต์ นี่มาทีหลังแซงหน้าเงินกู้แรก เงินกู้แรกจัดสรรไป ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไป ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท ๘ เดือนครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นนอกจากท่านหาเงินไม่เป็นแล้วท่านยังใช้เงินยังไม่เป็นเลย ยกเว้นกระทรวงมหาดไทย ผมยํ้า รัฐมนตรีบุญจงไม่ต้องมองครับ กระทรวงมหาดไทยนี่ เก่งมากที่ผมนําเรียน ๘๒.๖๕ เปอร์เซ็นต์ รองลงมากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๗๗ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นสอบตกหมด ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าที่จะติดตามว่าเกิดอะไรขึ้น ขนาดกู้ กู้ กู้ เขาให้กู้มาใช้ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะบริหารจัดการได้ หรือว่ามันเกียร์ว่าง จนกระทั่งไม่รู้จะทําอะไรแล้วที่กระทรวง
ก็กราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวมานั้นผมไม่รบกวนเวลาถึง ๓๐ นาที ผมใช้เวลาแค่ ๒๐ นาทีว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกต่อสภาแห่งนี้ว่า ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสําคัญที่สุด ถ้านายกรัฐมนตรีต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องการบริหารราชการ บัดนี้ท่านต้องตระหนักแล้วว่าจากนี้ไป ท่านจะบริหารราชการแผ่นดินนั้นชอบหรือไม่ เงินที่ท่านเอาไปใช้ในส่วนของการเยียวยา ที่ดูเสมือนว่าท่านออกมาพูดจาต่อสิ่งที่มันเกิดขึ้นในเหตุการณ์ของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ของการสลายการชุมนุมที่ใช้คําว่า กระชับพื้นที่ ขอคืนพื้นที่ จะเป็นกี่หมื่น ล้านบาทก็แล้วแต่ ซึ่งจะต้องอยู่ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมขอพูดต่อสภาแห่งนี้ว่า หากเกิดความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน โดย ฯพณฯ รัฐมนตรีนั้น เป็นผู้ตัดสินใจ และมีความผิดตามที่ศาลได้ดําเนินการในสิ่งที่หลายท่านกําลังพิสูจน์ ท่านต้องชดใช้ครับ ฝากสํานักงบประมาณและรัฐมนตรีด้วยว่าเผื่อช่องนี้ไว้ด้วย หลายหมื่นล้านบาทที่ท่านจะเอาไปชดเชย จะเอาไปเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสีย ในเรื่องของอาคาร ผมเสียใจ ไม่ใช่ผมไม่ได้เสียใจ ผมเสียความรู้สึกว่าวุฒิภาวะผู้นํานั้น สําคัญที่สุด อาจจะเกิดความเสียหายและอาจจะไม่เกิดความเสียหายได้ถ้าเรารู้จักยั้งคิด และเม็ดเงินงบประมาณแผ่นดินของภาษีพี่น้องประชาชนทุกคนนั้นมีคุณค่า เรายังไม่รวยครับ กระทบกระเทือนไปถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องสูญเสียเงินส่วนพระองค์ มาดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเศร้าใจครับ แต่เมื่อเม็ดเงินงบประมาณส่วนนี้รัฐบาล จะมีมาตรการไปเยียวยาก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทํา แต่เมื่อพิสูจน์แล้วว่าความจริงนั้น นายกรัฐมนตรีเกิดการตัดสินใจผิดพลาดเราต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้ ได้โปรดบันทึกไว้ด้วยว่าผมได้อภิปรายถึงความเป็นห่วง ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ในกรณีเหตุการณ์ต่อการยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดูเสมือนว่ามีความภาคภูมิใจในการจัดเก็บ เพราะถือเป็ นส่วนหนึ่ง ๒๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๔๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็ นของอดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ หากมีการดําเนินคดีหรือมีการดําเนินทางกฎหมาย ผลเขาชนะ ท่านเอาเงินไปใช้ท่านต้องรับผิดชอบ
เรื่องที่ ๒ การดําเนินการถ้าเกิดความผิดพลาดจากการบริหารราชการแผ่นดิน ของนายกรัฐมนตรีต่อความผิดพลาดต่อเหตุการณ์การสลายการชุมนุมหรือการชุมนุม เรียกร้องในระบอบประชาธิปไตยของพี่น้อง ท่านต้องรับผิดชอบครับ
ผมขอฝากโอกาสนี้ไว้ต่อสภาแห่งนี้ แล้วก็ขอเรียนว่าจากการตรวจสอบ งบประมาณแล้วในซีกของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทําหน้าที่ให้ดีที่สุด และขอยืนยันกับ พี่น้องประชาชนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จากนี้ไปฝ่ำยค้านจะต้องทํางานให้เข้มข้น ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ถือว่าการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้สิ้นสุดลง ถือว่าจบการอภิปรายแล้ว อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๖๗ ทางรัฐบาล คณะรัฐมนตรี จะอภิปรายสรุปไหม ถ้าอภิปรายสรุปเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีคงจะขอใช้สิทธิในการที่จะสรุป การอภิปราย
คือสรุปสั้น ๆ หน่อย เพราะว่าเหลือเวลาน้อย เดี๋ยวเคอร์ฟิวครับ
ขออนุญาต ใช้เวลาเล็กน้อยในการที่จะชี้แจง ๒ ประเด็นหลักที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านวิทยา บุรณศิริ ได้อภิปรายท่านได้ชี้ถึง ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้มีคําพิพากษาของศาลฎีกาให้ทางรัฐบาลยึดมาเป็ นเงินคงคลัง ณ ปัจจุบัน ที่กระทรวงการคลัง ท่านได้กล่าวว่าเงินนี้เป็นเงินของคุณทักษิณ ถ้าทางรัฐบาลนํามาใช้ ในอนาคตจะต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าความหมายของคําพิพากษา ของทางศาลฎีกาที่มีต่อคดีซึ่งนํามาสู่การยึดทรัพย์นั้นได้สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่ได้เป็นของคุณทักษิณครับ แต่เป็นของพี่น้องประชาชนคนไทย เพราะฉะนั้นด้วยความชอบ ณ ปัจจุบันได้กลับมาเป็นของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน และคลังจะดูแลเม็ดเงินส่วนนี้เป็นอย่างดี
ถามว่าเม็ดเงินในส่วนของเงินคงคลังที่เพิ่มขึ้นนั้นแยกส่วนไหมว่า ที่เราจะนํามาใช้เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนว่าจะเป็นส่วนที่มาจากการจัดเก็บ ภาษีหรือส่วนที่ได้มาจากการยึดทรัพย์ ผมขออนุญาตเรียนครับ สื่อมวลชนก็ถามคําถามนี้ กับผมทุกวัน สําหรับผมผมถือว่าทุกบาททุกสตางค์เป็นของพี่น้องประชาชนเท่ากัน กระทรวงการคลังไม่ได้แยกแยะว่าเงินส่วนนี้เป็นเงินที่ยึดมาหรือเงินส่วนนี้เป็นเงินภาษี ของพี่น้องประชาชน ถือว่าทุกบาทเป็นเงินของประชาชนเท่ากัน
ทีนี้ต่อคําถามของท่านที่เป็นประเด็นในหลักการเกี่ยวกับงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่เราได้นําเสนอในวันนี้ว่าทําไมต้องจัดให้เป็นงบขาดดุล ทําไมไม่จัดให้เป็น งบเสมอดุล แล้วก็รอดูว่าผ่านไปสักครึ่งปีมีรายได้การจัดเก็บที่สูงกว่านี้ แล้วก็ออกมาเป็น งบกลางไปอีกทีหนึ่ง ผมขออนุญาตเรียนว่าไม่สามารถที่จะจัดงบประมาณเช่นนั้นได้ ในชั้นแรกผมได้อธิบายและชี้แจงไปแล้วว่าในส่วนของผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม การที่เราจัดงบปีนี้เป็นงบขาดดุลเป็นสิ่งที่มีความจําเป็น รายจ่ายประจําของรัฐบาล ของประเทศชาติของเรามีสูงถึงประมาณ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท แต่ยังมีโครงการที่ยัง มีความจําเป็นที่จะต้องเดินหน้าต่อไปที่เป็นโครงการการลงทุนซึ่งรอคอยไม่ได้ ท่านบอกว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศรํ่ารวย ผมเห็นด้วยกับท่านครับ และนี่คือสาเหตุที่ยัง มีความจําเป็นที่เรายังจะต้องลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่จะเป็นโครงการที่จะสร้างความ มั่งคั่งให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในระบบ สาธารณูปโภค การลงทุนเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรเข้าถึงแหล่งนํ้าได้ ล้วนแล้วแต่เป็น การลงทุนที่จะนํามาซึ่งการสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชนในระยะยาว ซึ่งมีความจําเป็น และรัฐบาลคงจะไม่รอที่จะดําเนินการ
สุดท้ายนะครับ ท่านวิทยาได้พูดถึงประสิทธิภาพการใช้เงินของทางรัฐบาล วันนี้เราก็พยายามที่จะพูดความจริงกันทั้งวันนะครับ ผมขอตบท้ายด้วยความจริง อีกประเด็นหนึ่ง ท่านวิทยาก็เคยร่วมเป็นกรรมาธิการงบประมาณมากับผมสองครั้งสองครา เราทั้ง ๒ คนเข้าใจดีถึงข้อจํากัดที่มีจริงในระบบราชการ ข้อจํากัดที่รัฐบาลก็พยายาม ขับเคลื่อนแก้ไขตลอดช่วงปี ที่เป็ นปี วิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมา เราก็ยังพบว่ายังมีข้อจํากัดจริง หน่วยราชการมีไว้รองรับการเบิกจ่ายงบประมาณ ปีที่แล้วนอกจากการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว เราขอให้เขาเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง อีกต่างหาก ซึ่งเราก็พบจริงครับว่ามีอุปสรรคในการทํางาน ซึ่งเราก็จะต้องดําเนินการ ในการที่จะแก้ไขต่อไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของทางภาคราชการ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ก็ขออนุญาตเรียนว่าเมื่อครั้งจําเป็นที่เราต้องเสนองบฉุกเฉินเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าด้วยการออกงบกลางปีเมื่อช่วงปีที่ผ่านมามูลค่าเม็ดเงินโดยรวม ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนว่าเราเบิกจ่ายทันท่วงทีเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในไม่กี่เดือน และนั่นคือสาเหตุที่เราสามารถที่จะฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงนั้น มาได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวเราคงได้ทํางานร่วมกันต่อไปในคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีหลากหลายประเด็นที่ยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไข แต่ขณะเดียวกันผมขอยืนยันว่า งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่ได้นําเสนอนั้นเหมาะสมต่อสถานการณ์และมีความจําเป็น อย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องสรุปกระมัง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมจะขอกราบเรียนท่านประธานเพียงสั้น ๆ เพื่อขอความสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกให้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งอยากจะกราบเรียนสั้น ๆ ว่า เป็นงบประมาณซึ่งกําลังนําการเงินการคลังและการใช้งบประมาณของประเทศกลับเข้าสู่ ภาวะปกติหลังจากที่เราต้องฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมา โดยจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจในช่วง ๓ เดือนแรกของปีนี้กลับมาขยายตัวในอัตราที่สูง แล้วก็ทําให้เราสามารถที่จะหยุดยั้ง การใช้อํานาจพิเศษในการกู้เงินและเอาโครงการการลงทุนทั้งหลายซึ่งมีความจําเป็น ในการที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเกษตร การคมนาคม การศึกษา การสาธารณสุข ให้กลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณได้อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการขาดดุลอยู่ในเกณฑ์ของกฎหมาย แล้วก็จะทําให้ปัญหาในเรื่องของการเพิ่มขึ้น ของหนี้สาธารณะนั้นเป็นปัญหาซึ่งสามารถที่จะควบคุมได้ แตกต่างจากหลายประเทศ ซึ่งกําลังประสบวิกฤติอย่างต่อเนื่องในโลก แล้วก็ทําให้การประมาณการต่าง ๆ ซึ่งหลายฝ่ายรวมทั้งที่นี่ในสภาแห่งนี้เคยหวาดกลัวในช่วงปีที่แล้ว ขณะนี้ก็ชัดเจนว่าเราได้ ผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้มาแล้ว
ประการที่ ๒ งบประมาณฉบับนี้เป็ นงบประมาณซึ่งนําไปสู่ การลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคมอย่างแท้จริง โดยการเร่งรัดในการนําเอาโครงการ ของรัฐบาลที่มุ่งสร้ำงหลักประกันความมั่นคงและสร้ำงระบบสวัสดิการให้กับ พี่น้องประชาชนนั้นเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง ตั้งแต่เรื่องของการดูแลเด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ และในส่วนของเกษตรกรที่จะมีการประกันรายได้ เพราะฉะนั้นงบประมาณมองจากในมุม ของเศรษฐกิจก็ดี สังคมก็ดี งบประมาณฉบับนี้มีคําตอบที่ผมเห็นว่าไม่เพียงแต่เหมาะสม กับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ว่าจะเป็นคําตอบสําหรับโครงสร้างงบประมาณในอนาคต อีกด้วย
ส่วนข้อห่วงใยของเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการอภิปรายนั้น ผมคงต้องขอยืนยันว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แนวทางการอภิปรายบางเรื่องนั้นน่าจะคลาดเคลื่อน จากข้อเท็จจริงเช่นที่เพื่อนสมาชิกหลายคนพูดจนทําให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังการประชุม อาจจะเข้าใจว่าปีนี้งบประมาณของกระทรวงกลาโหมหรืองบประมาณด้านความมั่นคง เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ในขณะที่งบประมาณบางด้านเช่นการเกษตรนั้นกลับลดน้อยลง ที่จริงตรงกันข้ามครับ เปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลที่ท่านได้เป็ นอยู่ในสภาชุดนี้ กลับปรากฏว่าสัดส่วนงบประมาณทางด้านของกองทัพ กระทรวงกลาโหม ลดลงเทียบกับ สมัยของท่าน แต่งบทางด้านการเกษตรกลับเพิ่มขึ้น อันนี้คือข้อเท็จจริงที่อยากจะ กราบเรียนยํ้าให้ท่านได้รับทราบ
สุดท้ายครับ ที่อาจจะต้องเรียนชี้แจงอีกครั้งหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อท่านผู้อภิปราย ท่านสุดท้ายได้พูดถึงความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การชุมนุม และผลกระทบที่ตามมา ขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลยืนยันแนวทางที่ได้มีการเสนอ แผนการปรองดอง ผมทําสิ่งนี้มาตั้งแต่การตัดสินใจที่จะเจรจากับแกนนําผู้ชุมนุม ผมตัดสินใจสิ่งนี้มาตั้งแต่การทําแผนการปรองดองที่ได้นําเสนอต่อสาธารณะ แล้วทุกครั้ง กลับได้รับการปฏิเสธจากแกนนํา จากผู้ชุมนุม ที่ไม่ยอมรับข้อตกลงซึ่งเป็นเรื่องของ การประนีประนอม การสมานฉันท์ ที่จะนําบ้านเมืองออกจากวิกฤติ สุดท้ายความเสียหาย ที่เกิดขึ้น ผมทราบดีว่าจะต้องมีการตรวจสอบ รวมทั้งในสภาแห่งนี้ในวันจันทร์ วันอังคาร ที่จะถึงนี้ แต่ก็ขอกราบเรียนครับ ปรากฏเห็นชัดเจนครับว่าความเสียหายหลายส่วนนั้น เกิดขึ้นจากคนที่มีอาวุธ เกิดขึ้นจากคนที่กระทําผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะเป็น การวางเพลิง การก่อวินาศกรรมต่าง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่าผมแปลกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทําของคนที่ทําผิดกฎหมายนั้นกลับจะมาเรียกร้องความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ จากรัฐบาล ที่จริงแล้วใครก็ตาม ที่สนับสนุนการกระทําที่ผิดกฎหมาย ทําให้เกิดการสูญเสียนั้นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้เราคงจะได้มีการพูดกันต่อไปในช่วงของวันจันทร์และวันอังคาร ผมเพียงแต่ยํ้าว่า สําหรับรัฐบาลนั้นการดําเนินการอย่างเคร่งครัดต่อกฎหมายกับผู้กระทําความผิดเป็นสิ่งที่ จําเป็นในการที่จะรักษาระบบของบ้านเมือง แต่ขณะเดียวกันความคิดเห็นที่แตกต่าง ความรู้สึกที่ยังตกค้างอยู่กับพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะได้รับข้อมูลแตกต่างกันไป เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนจะต้องมาช่วยกันแก้ไขต่อไป งบประมาณฉบับนี้สามารถที่จะ รองรับการดําเนินการตามแนวทางของการปรองดองได้ และหากมีสิ่งใดที่จําเป็นจะต้อง ปรับเปลี่ยนแก้ไขในชั้นของกรรมาธิการเพื่อรองรับกระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต ผมก็มั่นใจว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราจะได้แต่งตั้งขึ้นต่อไปก็คงจะ สามารถทําหน้าที่นี้ได้ และรัฐบาลก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ผมขอความสนับสนุน จากเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งสําหรับงบประมาณฉบับนี้ที่จะช่วยให้เราสามารถที่จะ เดินหน้าประเทศไทยของเราได้ ขอขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านนะครับ บัดนี้การอภิปรายได้จบ แล้วก็ผู้เสนอได้สรุปจบแล้ว
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก่อนที่ จะลงมติ กระผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม เข้าห้องประชุม ท่านที่หลับที่นอนตรงไหนก็ปลุกกันด้วย
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อท่านเข้าห้องประชุม นั่งลงเรียบร้อยแล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกครับ เสียบบัตรแสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหมครับ เชิญเสียบบัตรแสดงตนเร็วหน่อยนะครับ บางท่านอยู่เมืองเพชรสู้อุตส่าห์มา มาหลังเขา เมื่อเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตร แสดงตนนะครับ งดการเสียบบัตรแสดงตน เชิญส่งผลของผู้อยู่ในห้องประชุมเพื่อจะลงมติ ผู้อยู่ในห้องประชุมทั้งสิ้นคือไม่นับรวมผู้ไม่ลงนะครับ นับแต่ผู้ลง ๒๘๐ ท่าน ก็ถือว่า ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะเรียนถามท่านสมาชิก ท่านผู้ใดเห็นควรรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิของท่านลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงคะแนน ของท่านเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ไม่มี ปิดการลงคะแนน ส่งผล มีผู้ อยู่ในห้ องประชุม ๔๔๕ ท่าน เห็นด้ วย ๒๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้ วย ๑๗๒ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔
ต่อไปเมื่อเห็นชอบแล้วก็จะเอาอย่างไรต่อ จะตั้งกรรมาธิการหรือจะเสนอ อย่างไร เชิญคุณธนิตพล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวน ๖๓ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ
ก็ถือว่าที่ประชุมนี้เสนอ มีผู้รับรองถูกต้องไหมครับ รับรองใหม่สิครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ถือว่า ที่ประชุมนี้เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวน ๖๓ ท่าน แบ่งสัดส่วน ดังนี้นะครับ รัฐบาล ๑๕ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๘ ท่าน ประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย ๑๙ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน ๓ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา จํานวน ๓ ท่าน พรรครวมชาติพัฒนา จํานวน ๑ ท่าน พรรคกิจสังคมและพรรคมาตุภูมิ จํานวน ๑ ท่าน และพรรคประชาราช จํานวน ๑ ท่าน เชิญรัฐบาลก่อนครับ ๑๕ ท่านครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ รายชื่อ ๑๕ ท่านในส่วนของรัฐบาลนะครับ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายกรณ์ จาติกวณิช นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายอิสสระ สมชัย นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ นายพิกิฏ ศรีชนะ ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นางวรานุช หงสประภาส นายชุมพล ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม นายชยุต ภุมมะกาญจนะ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ นายวรวิทย์ จําปีรัตน์ นางชุมศรี พจนปรีชา และนายอาคม เอ่งฉ้วน ขอบคุณครับ
ถูกต้องไหมครับ ต่อไป พรรคเพื่อไทย ๑๙ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จํานวน ๑๙ ท่าน ดังนี้ ๑. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ๒. นายสุชาติ ลายนํ้าเงิน ๓. นางอนุสรา ยังตรง ๔. นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ๕. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๖. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๗. นายนิยม ช่างพินิจ ๘. นายกนก ลิ้มตระกูล ๙. นายธเนศ เครือรัตน์ ๑๐. นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ๑๑. นายพีระเพชร ศิริกุล ๑๒. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๑๓. นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ๑๔. ร้ อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๑๕. นายวิทยา บุรณศิริ ๑๖. นายวิเชียร ขาวขํา ๑๗. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๑๘. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย ๑๙. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองครบหรือเปล่า ยกใหม่สิ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ครบเกิน ๒๐ ท่านครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑๗ ท่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรอนงค์ คล้ายนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๗ ท่านดังนี้ ๑. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๒. นายบรรจบ รุ่งโรจน์ ๓. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ๔. นายปารเมศ โพธารากุล ๕. นายสุวโรช พะลัง ๖. นายประพร เอกอุรุ ๗. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา ๘. นางนิภา พริ้งศุลกะ ๙. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๑๐. นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ๑๑. นายโกวิทย์ ธารณา ๑๒. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๑๓. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๑๔. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๑๕. นายวิฑูรย์ นามบุตร ๑๖. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ และ ๑๗. นายสุขวิชชาญ มุสิกุล ขอผู้รับรองค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๓ ท่าน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๓ ท่าน ๑. นางนันทนา สงฆ์ประชา ๒. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ๓. นายเฉลิมชาติ การุญ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเพื่อแผ่นดิน จํานวน ๓ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ของพรรคเพื่อแผ่นดิน จํานวน ๓ ท่านดังนี้ครับ ๑. นายไชยยศ จิรเมธากร ๒. นายอลงกต มณีกาศ ๓. นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา จํานวน ๓ ท่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา จํานวน ๓ ท่านคือ ๑. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ๒. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๓. นายนพดล พลเสน ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรครวมชาติพัฒนา จํานวน ๑ ท่านครับ เชิญ
ท่านประธานสภาครับ ผม อดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ขอเรียนปรึกษา ท่านประธานสภานะครับ
เดี๋ยวสักครู่ได้ไหมครับ
เรื่องสําคัญครับ ในกรณีผู้ถูกตัดสิทธิ ทางการเมือง ผมขอปรึกษาท่านว่าสามารถเป็ นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ไหมครับ
ใครนะครับ
ในกรณีผู้ที่ถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองสามารถเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ไหมครับ
ผมว่ามันไม่น่ามีปัญหา อะไร เพราะกรรมาธิการวิสามัญครับ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่มีใครทักท้วงก็คงไม่มี ปัญหา ถ้าไม่ทักท้วงก็ไม่มีปัญหาครับ
ปรึกษาหารือท่านประธานครับ
ต่อไปพรรคกิจสังคม และพรรคมาตุภูมิ จํานวน ๑ ท่าน
ท่านประธานครับ พรรครวมชาติพัฒนา ก่อนครับ เมื่อกี้ท่านประธานเรียกแล้วครับ
ลืมไป เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสัดส่วนของพรรครวมชาติพัฒนา จํานวน ๑ ท่านคือนายวิรัช รัตนเศรษฐ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคกิจสังคมและพรรคมาตุภูมิ จํานวน ๑ ท่าน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคกิจสังคม ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสัดส่วนของพรรคกิจสังคม และพรรคมาตุภูมิคือนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ
มีผู้รับรองถูกต้องไหมครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาราช จํานวน ๑ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ พรรคประชาราช ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวน ๑ ท่านคือนายฐานิสร์ เทียนทอง ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญท่านเลขาธิการ
(ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรครับท่านเชาวริน
เมื่อสักครู่นี้มีสมาชิก ท่านหนึ่งที่หารือท่านประธานว่ากรณีผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ได้หรือไม่ ท่านประธานไม่ลองถามว่าคือใครล่ะครับ แล้วถ้าเกิดมันมีปัญหาขึ้นมามันจะ ทําให้รวนกันไปหมด เพราะฉะนั้นว่ากันให้มันจบให้มันเคลียร์กันเสียดีกว่า ผมเอง มีความเห็นว่าไม่น่าจะเป็ นได้ ไม่น่าจะเป็ นได้ครับ นี่ผมยังไม่รู้ ว่าใครนะครับ แต่ว่าเมื่อถูกตัดสิทธิทางการเมือง กรรมาธิการวิสามัญคือหน้าที่การเมืองครับ
ก็พูดง่าย ๆ คือบอกชื่อ ไปเลยก็แล้วกันคือท่านนพดล พลเสน ก็มีท่านเดียวเท่านั้นนอกนั้นไม่มี ก็เขาตัดสิทธิไม่ให้ สมัครรับเลือกตั้ง เป็นกรรมาธิการอะไรก็เห็นเขาเป็นกันทั่วไปครับ ผมก็ไม่ทราบนะอันนี้ ต้องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับ
ท่านประธานไม่ลอง ถามความเห็นของสมาชิกสักนิดหนึ่งหรือครับ เพราะว่าถ้าเราเสียเวลาตรงนี้นิดหนึ่งดีกว่า ที่ไปเสียเวลาตอนที่มันเป็นโมฆะ
ถ้าอย่างนั้นผมก็ถามท่าน ท่านออกความเห็นสิครับ
ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วโดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นได้ เพราะการที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสิทธิทางการเมืองก็ถือว่ามาทํางานการเมืองไม่ได้ ควรที่จะเว้นวรรค ไปเสียก่อน อีกไม่กี่วันก็ครบวาระแล้วจะมาทําอะไรก็มาว่ากันทีหลัง อย่าทําให้ส่วนรวม ต้องเสียหายครับท่านประธาน
พรรคชาติไทยพัฒนา มีความเห็นอย่างไรเชิญ
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในความคิดเห็นของผมผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองนั้นสามารถที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ได้ครับ เรามีตัวอย่างให้ดูหลายคณะกรรมาธิการด้วยกัน ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธาน ท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ท่านถูกตัดสิทธิทางการเมือง แล้วก็เป็นกรรมาธิการวิสามัญ ท่านกูเฮง ยาวอหะซัน ก็ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเช่นเดียวกันก็สามารถเป็นกรรมาธิการ วิสามัญได้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสามารถที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญได้ครับ ขอบคุณครับ
ก็เป็นความจริงอย่างที่ ทางสมาชิกได้เรียนเมื่อสักครู่ครับ เพราะว่าท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ก็มาเป็น กรรมาธิการหลายคณะ หลายพระราชบัญญัติ แล้วกฎหมายเหล่านั้นก็ประกาศใช้ไปแล้ว เชิญท่านรองประธาน
กราบเรียนท่านประธาน บรรดาเพื่อนสมาชิกครับ ความจริงผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ศาลห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นไม่ได้ถือว่า เป็นตําแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นผมเชื่อมั่นว่าน่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถึงอย่างไรก็ตามถ้าหากว่าเป็นโมฆะมันก็จะเป็นโมฆะเฉพาะตัว ไม่ใช่เป็นโมฆะทั้งคณะ แต่ผมมั่นใจว่าไม่โมฆะครับ
ก็เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่ง เพราะว่าทุกท่านเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทั้งนั้นครับ ต่างก็แสดงความคิดเห็น คุณไพจิต มีความเห็นอย่างไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ความจริงการเพิกถอน สิทธิการเลือกตั้งเป็นเจตนาที่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญ ก็แปลว่าได้กระทําความผิด ในการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลโดยสมบูรณ์ว่าเป็นอาชญากรทางการเมือง โดยเจตนา ถ้าหากยังมีความประสงค์ที่จะให้ทําภาระหน้าที่อันนี้ต้องเข้าใจด้วยความตรงไปตรงมาว่า ก็เป็นความรู้สึกของพรรคการเมืองที่ต้องการจะยืนยันว่าไม่ใช่ความผิด แล้วก็เป็น มาตรฐานของสภานะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้พอรัฐบาลเสนอแล้วก็เสนอได้ ทางฝ่ำยค้าน พวกผมเสนอก็ขออย่าได้ยกเว้นก็แล้วกันนะครับ ขอให้เป็ นมาตรฐานอันเดียวกัน แล้วไปบอกทางคนเขียนรัฐธรรมนูญที่บอกว่าตัดสิทธิแล้วเดี๋ยวจะต้องไปเรียกเงิน เรียกทองคืน ถ้าเป็ นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็เสียหายไปหมดนะครับ ถ้าจะตั้งอีกแล้วภายหลังบอกว่าให้เป็นไม่ได้ก็ต้องเรียกค่าอะไรทั้งหลายคืนทั้งหมด แต่ว่ากฎหมายที่ออกไปแล้วก็ไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิหรอกครับ ก็ถือว่าประกาศใช้ แต่ว่านักการเมืองที่เป็นจะถูกเรียกเงินคืนหมดถ้าบอกว่าตัดสิทธิภายหลัง
ท่านทนายใหญ่คุณวิรัตน์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ด้วยความเคารพนะครับ ก็พยายามดูครับ ไม่ได้ห้ามในลักษณะกรรมาธิการวิสามัญครับท่านประธาน แล้วข้อเท็จจริงที่มีอยู่ก็คือสอดคล้องกับที่ท่านประธานมีดําริก็มีหลายท่านที่เป็ น กรรมาธิการวิสามัญ และผมก็ยังเห็นด้วยกับท่าน พันเอก อภิวันท์ ท่านรองประธานว่า ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองสามารถดํารงตําแหน่งกรรมาธิการวิสามัญได้ครับ ด้วยความเคารพครับ
ท่านรัฐมนตรีชุมพล ศิลปอาชา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ประเด็นนี้ผมได้ศึกษา มาละเอียด เพราะว่า กกต. เชิญไปบ่อยหลายรอบหลายครั้งแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยไว้ประเด็นเดียวก็คือว่าไม่ให้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ตัดสิทธิไม่ให้ ออกเสียงการเลือกตั้ง เราก็ต้องย้อนไปดูว่าในรัฐธรรมนูญมีอะไรบ้างที่คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วถูกตัดสิทธิ มีผลกระทบในเรื่องอะไรบ้าง มีอยู่ ๘ ประการ มีเรื่องการดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีไม่ได้อะไรไม่ได้แต่นอกจากนั้นไม่มีเลย จะเป็นกรรมการ เป็นที่ปรึกษา แม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ถูกกรณีเดียวกัน ผมตั้งให้เป็น ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยว ก็มีผู้ที่ไปร้อง กกต. สุดท้ายท่านวินิจฉัยมาว่า ลักษณะนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องตามรัฐธรรมนูญที่บอกว่า สิทธิการเลือกตั้งมีได้ในกรณีใดบ้าง ถ้าถูกตัดสิทธิแล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้างมีอยู่ ๘ ประการ พวกนี้ไม่เข้าเลย แม้กระทั่ง การดํารงตําแหน่งกรรมาธิการต่าง ๆ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เท่านั้น และดํารงตําแหน่งทางการเมืองถ้าเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แต่เป็นตําแหน่งอย่างอื่น บางอันเป็นได้ครับ อย่างกรรมาธิการสภานี่ไม่มีปัญหาครับ อันนี้ กกต. ได้วินิจฉัยแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านวิทยา บุรณศิริ คนสุดท้าย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ เพื่อบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้นะครับ คือข้อเท็จจริงผมคิดว่าเป็นอํานาจหน้าที่ของท่านประธานนะครับ ส่วนสมาชิกท่านใด สงสัยหรือมีติดใจก็สามารถที่จะดําเนินการตามขั้นตอนต่อไปคือส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าทุกท่านก็เข้าใจดีอยู่ เมื่อพรรคชาติไทยพัฒนาตัดสินใจ ในประเด็นนี้ท่านเองก็ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองอยู่ครับ ท่านต้องรับผิดชอบ ขอบคุณครับ
ครับ มีท่านใดจะออก ความคิดเห็นมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี เพราะว่า มีแต่ท่านปรึกษา ไม่มีทักท้วงมีแต่ปรึกษา เมื่อปรึกษามาที่ประชุมนี้ปรึกษาแล้ว ส่วนข้างมากก็เห็นว่าควรตั้งได้ หัวหน้าพรรคก็ว่าตั้งได้ คุณวิชาญมีอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ท่านประธานอย่าอ้างสภาว่าเสียงข้างมาก เพราะไม่มีใครกําหนดได้ครับ แม้กระทั่งคนที่ ไปพบ กกต. บ่อยครั้ง แต่คําวินิจฉัยมันยังไม่มีใครยื่นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตีความในเรื่องดังกล่าว ไม่แน่ว่าสิ่งที่ท่านประธานตั้งในสภาไปจะเป็นกรรมาธิการ ที่ผ่านมาแล้ว ๒ ท่านที่กล่าวถึงนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า ไม่มีใครตอบได้นะครับ ท่านตอบแทนศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ และอย่าเอาสภาบอกว่าที่แห่งนี้ท่านพูดแล้ว ตัดสินใจโดยความรู้สึกของคนบางคนไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ถ้าเป็น ข้อกฎหมายแล้วผมมองเห็นว่าถ้าพรรคชาติไทยพัฒนามีความเห็นจะเสนอ มีผู้รับรอง ก็ชอบด้วยการรับรองในสภา แต่ถ้ามีใครเอาเรื่องดังกล่าวไปตีความข้อกฎหมาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และถ้าไม่ชอบนี่กรรมาธิการ ๖๓ ท่านที่ตั้งไปใครจะรับผิดชอบล่ะครับ สภาแห่งนี้หรือครับท่านประธาน ผมคนหนึ่งละครับให้บันทึกไว้ว่าท่านประธานอย่าอ้างว่า เสียงส่วนใหญ่เพราะยังไม่มีการลงมติ ท่านประธานฟังนิดหนึ่งยังไม่มีการลงมติ เมื่อมีการหยิบยกคําหารือนั้นแต่ละท่านเองมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตครับว่าผมไม่เห็นด้วย แล้วถ้าจะกรุณาทําให้ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว ผมคิดว่าคนอื่นที่ไม่มีกรณีของการถูกตัดสิทธินั้นพรรคชาติไทยพัฒนาน่าจะนําเสนอ คนอื่นด้วยซํ้า เพื่อเป็นการป้ องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอบคุณครับ
ท่านหัวหน้าพรรค ว่าอย่างไรครับ ผมยังไม่ได้ลงมติอะไรเลยนะครับ เพียงแต่บอกว่าเมื่อไม่มีใครทักท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี่เป็ นเรื่องของความเห็นในที่ประชุมทั้งนั้น ถ้าจะให้ เป็นคําวินิจฉัยที่แท้จริงก็ยื่นเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ผมว่าไม่น่าเป็นปัญหา การทํางานในสภาก็ทํางานต่อไป ถ้าเกิดมันผิดพลาดอย่างไรพรรคชาติไทยพัฒนา รับผิดชอบครับ เพราะเรื่องนี้ได้ศึกษามาเยอะแล้วและหลายกรณีเหลือเกินครับ
พอแล้วครับ เพราะว่า ท่านหัวหน้าพรรคท่านรับผิดชอบแล้ว คือถ้าผิดท่านก็ต้องถูกยุบพรรคละ คุณไม่ต้อง ห่วงหรอกคุณวิชาญ พอแล้วครับ ก็ถือว่าถูกต้อง เชิญเลขาธิการอ่านครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ๖๓ ท่าน ๑. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ๒. นายกรณ์ จาติกวณิช ๓. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์
ท่านสมาชิกครับ โปรดอยู่ก่อนนะครับ ผมมีเรื่องที่จะปรึกษาอีกหลายเรื่องครับ
๔. นายอิสสระ สมชัย ๕. นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ๖. ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ๗. นายชุมพล ศิลปอาชา ๘. นางวรานุช หงสประภาส ๙. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ๑๐. นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ๑๑. นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ๑๒. นายวรวิทย์ จําปีรัตน์ ๑๓. นางชุมศรี พจนปรีชา ๑๔. นายพิกิฏ ศรีชนะ ๑๕. นายอาคม เอ่งฉ้วน ๑๖. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ๑๗. นายสุชาติ ลายนํ้าเงิน ๑๘. นางอนุสรา ยังตรง ๑๙. นายนิทัศน์ ศรีนนท์ ๒๐. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๒๑. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๒๒. นายนิยม ช่างพินิจ ๒๓. นายกนก ลิ้มตระกูล ๒๔. นายธเนศ เครือรัตน์ ๒๕. นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ๒๖. นายพีระเพชร ศิริกุล ๒๗. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๒๘. นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ๒๙. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๓๐. นายวิทยา บุรณศิริ ๓๑. นายวิเชียร ขาวขํา ๓๒. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๓๓. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่ำย ๓๔. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ๓๕. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๓๖. นายบรรจบ รุ่งโรจน์ ๓๗. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ๓๘. นายปารเมศ โพธารากุล ๓๙. นายสุวโรช พะลัง ๔๐. นายประพร เอกอุรุ ๔๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา ๔๒. นางนิภา พริ้งศุลกะ ๔๓. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๔๔. นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ๔๕. นายโกวิทย์ ธารณา ๔๖. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๔๗. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๔๘. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๔๙. นายวิฑูรย์ นามบุตร ๕๐. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๕๑. นายสุขวิชชาญ มุสิกุล ๕๒. นางนันทนา สงฆ์ประชา ๕๓. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ๕๔. นายเฉลิมชาติ การุญ ๕๕. นายไชยยศ จิรเมธากร ๕๖. นายอลงกต มณีกาศ ๕๗. นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ๕๘. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ๕๙. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ๖๐. นายนพดล พลเสน ๖๑. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ๖๒. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ และ ๖๓. นายฐานิสร์ เทียนทอง
ที่ประชุมมีการแก้ไขไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านผู้ใดแก้ไขอะไร ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบจํานวนกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๖๓ ท่านนะครับ จะได้ดําเนินการ ต่อไป จะแปรญัตติภายในกี่วันล่ะครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ขอเสนอการแปรญัตติ ๓๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ พร้อมนี้กระผมขอเชิญคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เข้าประชุมครั้งแรกคือครั้งที่ ๑ ในวันพุธที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๓ ถ้าหนังสือไม่ได้รับก็ถือว่าได้รับวันนี้ไปก็แล้วกันนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสําคัญมากที่กระผมจะต้องกราบเรียนต่อที่ประชุม เพื่อทราบนะครับ เนื่องจากว่าเราจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล เพื่อทุกฝ่ายได้ประนีประนอมและได้ปรองดองเป็นเนื้อเดียวกันต่อไป ในอนาคต เพราะว่าจะต้องมีเอกสารหลักฐานทั้ง ๒ ฝ่ายยืนยันในสภานี้ ฉะนั้นเพื่อความถูกต้อง ทุกฝ่ำย ผมจึงมีคําสั่ง สภาผู้แทนราษฎร ที่ ๘/๒๕๕๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบเอกสาร ข้อมูลโสตทัศนวัตถุ และสิ่งใด ๆ ที่จะนําเสนอเพื่อประกอบ การอภิปรายญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล
ตามที่ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีคําสั่งให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๒ (สมัยวิสามัญ) วันจันทร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๓ (สมัยวิสามัญ) วันอังคารที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ นั้น เพื่อให้การดําเนินการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอํานาจตามความในข้อ ๘ (๕) และข้อ ๖๑ ของข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสาร ข้อมูลโสตทัศนวัตถุและสิ่งต่าง ๆ ใด ๆ ที่จะนําเสนอเพื่อประกอบการอภิปรายญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ประกอบไปด้วย
๑. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ประธานกรรมการ
๒. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย รองประธานกรรมการ
๓. นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ
๔. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ
๕. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรรมการ
๖. นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรรมการ
๗. นายสุวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรรมการ
๘. นางพรรณิภา เสริมศรี ผู้อํานวยการสํานักการประชุม กรรมการ
๙. นางอัจฉรา จูยืนยง ผู้อํานวยการกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ กรรมการ และเลขานุการ
ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ที่พิจารณาตรวจสอบข้อมูลโสตทัศนวัตถุ และสิ่งใด ๆ ที่จะนํามาแสดงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรประกอบการอภิปรายญัตติ ขอเปิ ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้ วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็ นรายบุคคล และทําความเห็นเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรประกอบ การพิจารณาเพื่ออนุญาต รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประสงค์จะเสนอข้อมูล โสตทัศนวัตถุ และสิ่งใด ๆ ประกอบการอภิปรายจะต้องเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบล่วงหน้าประกอบการพิจารณาอนุญาตของประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกาเป็นต้นไป ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทุกฝ่าย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต่อคําสั่งของท่านประธานที่แจ้ง ต่อที่ประชุมเพื่อทราบ เป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภา เป็นครั้งแรกนะครับท่านประธาน ก็ได้กราบเรียนว่าโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้เป็นมาตรการในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ของฝ่ำยค้าน เพราะฉะนั้นโดยคําสั่งทั้งหมดผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ขออย่าได้เป็นอุปสรรคต่อการนําเสนอพยานหลักฐานทั้งมวลที่จะได้แสดงประกอบ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอได้โปรดได้ให้ความสําคัญต่อภารกิจอันนี้ ผมสํานึกว่า เพราะท่านประธานมีประสบการณ์และเคยอภิปรายนะครับ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น และอย่าใช้ตรงนี้ให้เป็นอุปสรรค เพราะการประชุมโดยคณะกรรมการจะพิจารณาพยาน ทั้งเอกสาร ทั้งสื่อต่าง ๆ ที่จะมี ขออย่าได้มีปัญหานะครับท่านประธาน ให้ความชัดเจน ต่อสภานี้ตลอดเวลาครับ
คือก่อนที่ผมออกคําสั่งนี้ ผมเรียนท่าน
ผมขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวครับ ผมสํานึกว่าพี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของอํานาจเขาอยากดูว่าฝ่ายค้าน มีอะไรที่จะต้องแสดง เพราะตลอดเวลาเราถูกปิดกั้นหมดครับท่านประธาน ปิดกั้นสื่อ ทุกประการ ก็อยากขอความเห็นใจจากท่านประธานเถอะครับ ให้องค์กรตรงนี้ได้ทําหน้าที่ ในการตรวจสอบการทํางานที่เรามองเห็นว่าไม่ควรไว้วางใจก็จะนําเสนอโดยทันที บางทีหลักฐานเหล่านี้ถ้าออกไปก่อนก็จะรู้ทาง เพราะฉะนั้นบางเรื่องเป็นความลับ ก่อนที่จะเสนอท่านประธานอาจจะได้มาภายในช่วงชั่วโมงสองชั่วโมงก็ขอความกรุณา อย่าได้เป็ นอุปสรรคนะครับ ขอให้ความชัดเจนในการออกระเบียบอันนี้นะครับ เผอิญระเบียบต่าง ๆ ข้อบังคับได้เขียนไว้ว่า แม้ แต่เป็นอํานาจท่านประธานแต่ก่อน จะออกขอให้ได้สั่งไปยังคณะกรรมาธิการกิจการสภา ก่อนออกระเบียบทุกเรื่อง ก็จะมีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็ขอความกรุณาว่าท่านได้ออกไปแล้วก็ขอความกรุณา ในการใช้บังคับเถอะครับ อย่าให้มีอุปสรรคกับพวกผมฝ่ายค้าน ขอบพระคุณครับ
คือผมไม่ต้องพูดมาก อย่างนี้ครับก่อนที่ผมจะออกคําสั่งฉบับนี้ ผมได้เชิญท่านวิทยา บุรณศิริ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ผมแล้วก็ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาร่วมปรึกษาหารือกันแล้ว เพื่อความเรียบร้ อยก็ขอให้พวกท่าน อย่างฝ่ำยของพรรคเพื่อไทยก็มี ๓ ท่าน ท่านชลน่านอย่างนี้ ท่านวรวัจน์อย่างนี้ ท่านวิชาญอย่างนี้ พรรคเพื่อไทยไม่เชื่อหรือครับ มือชั้นเซียนทั้งสาม แล้วทางฝ่ำยนี้เขาก็ ๓ ท่านนะครับ แล้วก็สภาเป็ นคนกลาง ๓ ท่านแล้วเราจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เราปรึกษาหารือกันแล้วนะครับ เราจะไม่ปิดท่าน สิ่งใด ๆ เพราะว่าท่านมีเอกสิทธิ์ของท่านที่ท่านพูดอยู่แล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้สิทธิท่าน แต่ผมก็ต้องป้ องกันตัวผมเหมือนกัน เดี๋ยวว่าผมไม่ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ฉะนั้นจึงตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพื่อดําเนินการแก้ไขปัญหาให้เรียบร้อยก่อนเพราะเรา จะไปข้างหน้า ก็เรียนให้ท่านทราบ ไม่ต้องปรึกษาอะไรอีกแล้วครับ ขอปิดประชุมครับ