สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2554 และเรียกร้องให้ชี้แจงความจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่มีต่อกรมประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสื่อสารมวลชนของรัฐ การปฏิรูปสื่อสารมวลชน และเรียกร้องให้สื่อรัฐปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนและช่วยให้สังคมไทยมีความสามัคคีและสมานฉันท์

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของเพื่อนสมาชิกซึ่งได้อภิปราย พาดพิงคาบเกี่ยวกับงานที่ผมรับผิดชอบก็คือในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ความจริงแล้ว ในการอภิปรายงบประมาณของท่านนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งข้อสังเกตหรืออภิปรายลงใน เนื้องานของงบประมาณ แต่ได้มีการอภิปรายทําให้มีความเข้าใจผิดในภารกิจ ของกรมประชาสัมพันธ์และเป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายถ้าหากว่าไม่ได้ชี้แจง ความจริงมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้มีการพูดถึงภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ และพาดพิงเกี่ยวเนื่องไปถึงสื่อสารมวลชนอื่นด้วย ท่านหนึ่งได้กล่าวถึงกรมประชาสัมพันธ์ และมีการพาดพิงถึงสื่อสารมวลชนอื่นว่ามีการใช้สื่อบิดเบือนสร้างความขัดแย้งแตกแยก ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย มีการพาดพิงถึงสื่อบางฉบับบางช่อง โดยเฉพาะสื่อหลักว่าเป็น เครื่องมือทําลายฝ่ายตรงข้ามบ้าง และมีการกล่าวหาหนักไปถึงท่านใช้คําว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อกล่าวหาซึ่งกระทบถึงเพื่อนสื่อมวลชนที่ทําหน้าที่ด้วยความสํานึก ในภารกิจของความเป็นสื่อสารมวลชนทุกคน มีการกล่าวหากรมประชาสัมพันธ์ว่าสร้าง ความแตกแยกอย่างที่สมาชิกเมื่อสักครู่นี้ได้อภิปรายไป ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า รัฐบาลได้มีนโยบายชัดเจนในการรองรับสิทธิและเสรีภาพของสื่อสารมวลชนตามที่ รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ทุกประการ เราได้มีนโยบายชัดเจนในการอภิปรายงบประมาณ และมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าเราปรารถนาที่จะเห็นสื่อที่สะท้อนความจริง มีความสมดุล โปร่งใส มีความรับผิดชอบ โดยการได้รับรองสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญทุกประการ และรัฐบาลก็ยึดถือแนวทางนโยบายนี้ตลอดระยะเวลาที่มี การบริหารราชการแผ่นดินเป็นต้นมา เราทราบดีครับว่าในสภาพที่สังคมมีความขัดแย้ง แตกแยกนั้นสื่อสารมวลชนทุกแขนงทํางานด้วยความยากลําบาก เพราะคนมีความขัดแย้งแตกแยก มีความเห็นที่แตกต่างกันมากเหลือเกิน กรมประชาสัมพันธ์เองในฐานะที่เป็นสื่อสารมวลชนของรัฐหรือแม้แต่กระทั่ง อสมท. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ก็ตาม รัฐบาลยืนยันครับ ว่าทุกสถานีหลักเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนมืออาชีพ การนําเสนอข่าว ทุกประการนั้นเป็นไปด้วยความรับผิดชอบ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมา ก่อนที่จะถึงสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งและมีการชุมนุมในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มได้ใช้สื่อสารมวลชนบางแขนงเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม สร้างความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน และนี่คือที่มาของปัญหาทั้งหมดครับ มีการใช้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมในการปลุกระดมสร้างความคิดเห็น สร้างข้อมูลที่เป็นเท็จ บิดเบือน ปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความเข้าใจผิด มีการใช้สถานีวิทยุชุมชนหลายที่ ในการปลุกระดมสร้างความขัดแย้งแตกแยกและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ล่าสุดก็มีการใช้ คลื่นโทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ (UHF) ซึ่งเป็นคลื่นโทรทัศน์ที่ไม่ได้รับการอนุญาต จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นคลื่นวิทยุที่ผิดกฎหมายในการปลุกระดม สร้างความขัดแย้งแตกแยกให้กับพี่น้องประชาชนโดยการใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

ผมเรียนท่านประธานตรงนี้เพื่อโยงให้เห็นว่าภารกิจของรัฐบาล และสื่อสารมวลชนอย่างกรมประชาสัมพันธ์นั้นก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน เราทราบดีครับว่ากลุ่มบุคคลที่ใช้เครื่องมือ สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งแตกแยกและปลุกปั่นนั้นได้ผลครับ ประชาชนที่รับฟังโดยไม่ได้รับฟังสื่อสารมวลชนอื่นนั้นก็จะมีความเชื่อไปในทิศทาง ที่มีการปลุกปั่นหรือปลุกระดม ลําพังถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล รัฐบาลไม่เคยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการใช้กฎหมายไปกลั่นแกล้งแต่ประการใดเลยครับ แม้ว่าขณะนี้มีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบางช่องมีการออกข่าวในลักษณะที่คาบเกี่ยว แต่เราก็ยังเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ในสังคมประชาธิปไตย ก็ไม่มีเหตุผล ที่จะใช้กฎหมายไปกลั่นแกล้งบุคคลใดหรือสื่อสารมวลชนแขนงใดแขนงหนึ่ง เป็ นการเฉพาะ แต่เมื่อมีการปลุกระดมขึ้นมาแล้วนําไปสู่การดําเนินการที่เป็ น การก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองหรือเป็ นการสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้น แนวทางหนึ่งก็คือการใช้กฎหมายที่มีอยู่เข้าไปดําเนินการครับ แต่การดําเนินการเหล่านั้น ก็จะไม่เป็นแนวทางให้สื่อสารมวลชนของรัฐต้องกระทําลักษณะเดียวกันครับ ผมเรียน ท่านประธานตรง ๆ ครับ สื่อสารมวลชนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก หรือปลุกระดมนั้นก็จะใช้ถ้อยคําในลักษณะที่ปลุกระดมให้ไปเผา ให้ไปเข่นฆ่า ตั้งค่าหัว นายกรัฐมนตรี ตั้งค่าหัวรองนายกรัฐมนตรี ตั้งค่าหัวโฆษก ศอฉ. มีการใช้ถ้อยคํา ปลุกระดมที่กล่าวหาว่ามีการไปเข่นฆ่าประชาชนบ้าง ให้จับอาวุธขึ้นมาต่อสู้บ้าง ลุกขึ้น ใช้อาวุธไปเผาที่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็มีการดําเนินการเช่นที่ว่าเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ แต่ที่ท่านอภิปรายถึงกรมประชาสัมพันธ์ว่าสร้ำงความขัดแย้งแตกแยกนั้น ไปตรวจสอบดูเนื้อหาทั้งหมดได้เลยครับ ไม่มีการปลุกระดมคนให้เกิดความเข้าใจผิด หรือใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ แล้วบอกให้ไปเข่นฆ่าประชาชนที่มาชุมนุมแต่ประการใดเลย สื่อสารมวลชนของรัฐที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์พยายามให้ข้อเท็จจริงที่เป็น ข้อเท็จจริงว่าอะไรกําลังจะเกิดขึ้น และถ้าเป็นสกูป (Scoop) หรือข่าวพิเศษที่ยาว ๆ ก็จะ ชี้นําไปในทิศทางที่ให้เห็นแก่ความสงบของประเทศเป็นหลักครับ แม้กระทั่งมีเหตุการณ์ ขัดแย้งรุนแรงแตกแยกเกิดขึ้นก็พยายามจะชี้แนะให้เห็นว่าต้องแยกประชาชนออกจาก กลุ่มผู้ก่อการร้าย ออกจากกลุ่มของผู้ต้องการที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง นี่คือแนวทาง ซึ่งสื่อของรัฐดําเนินการมาโดยตลอดครับ บางคนถึงขนาดไปกล่าวหากรมประชาสัมพันธ์ หรือกล่าวหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเหมือนกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๔ ข้อ

ข้อ ๑ ท่านบอกว่ารัฐใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้มีการเข่นฆ่าประชาชน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง กลับไปตรวจดูเนื้อหาได้ครับ ตลอดระยะเวลา ๒ เดือนเศษที่มีการชุมนุมกันอยู่ในบ้านในเมืองของเราจนกระทั่งเกิดจลาจลนั้น สื่อสารมวลชนของรัฐและสื่อสารมวลชนอื่นทุกประเภทพยายามจะดึงความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ชี้ให้เห็นข้อผิดข้อถูก ชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนี้ แม้ว่าทํางานยากลําบาก สื่อสารมวลชนหลายแขนงถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม รถโอบี (OB) ช่อง ๑๑ จอดที่ไหน มีการปลุกระดมโดยแกนนําที่ต้องการใช้ความรุนแรงให้ไปทําร้าย ผู้สื่อข่าวบ้าง ให้ไปรุมกันทุบทําลายรถบ้าง หลายครั้งที่ต้องเอารถโอบีออกจาก จุดที่เกิดเหตุไปอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่ได้โดนแค่ช่อง ๑๑ ครับ สถานีโทรทัศน์อื่นก็โดน เช่นเดียวกัน ล่าสุดในวันที่เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมืองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏชัดเจนมากครับ ผมได้มีโอกาสเห็นวิดีโอ (Video) ที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดครับ ผมเรียนท่านประธานเลยครับน่ากลัวมาก เป็นการจัดการ ที่ผมไม่อยากจะเรียกว่าเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหรอกครับ แต่เป็นกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ คนซึ่งดําเนินการไปเผาอย่างมีการวางแผนไว้ก่อน จะด้วยไม่พอใจเรื่องอะไรที่เป็นข่าว มาก่อนหน้านั้นหรือไม่ก็ตาม เป็ นเรื่องที่จะต้องอยู่ในระหว่างการสอบสวนครับ แต่เป็นความพยายามที่เป็นไปได้ที่ต้องการฆ่าคนทั้งตึก มีทั้งใช้อาวุธระดมยิงมาจาก ฝั่งตรงข้าม มีการจุดไฟเผา หลังจากนั้นสื่อสารมวลชนจํานวนมากที่โทรมาบอกกับ พวกเราว่าจะขึ้นรถไปตรงนั้นตรงนี้จะถูกขู่ตลอดเวลา คุณมาจากช่องนั้นใช่ไหม แล้วคุณ มีโอกาสจะถูกอาวุธอันนี้ คุณมาจากสื่ออันนี้ใช่ไหม คุณจะโดนตรงนั้นตรงนี้ ทั้งหมดนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรอกครับ แต่มันมีความพยายามที่จะไปปลุกปั่น ให้มีความเกลียดชังให้เกิดขึ้น รัฐบาลถึงกําหนดนโยบายในสื่อของเราอย่างชัดเจนครับว่า สื่อของรัฐหรือสื่อใดก็ตาม ด้วยความเคารพในความเป็นมืออาชีพจะต้องไม่เป็นสื่อที่ไป สร้ำงความเกลียดชัง ความแตกแยก ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ภารกิจนี้ของ กรมประชาสัมพันธ์และของรัฐบาลชัดเจนครับ ในวันที่เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมืองไม่มี แม้แต่สักครั้งเดียวที่สื่อของรัฐจะไปปลุกระดมว่าออกไปจัดการกับคนอย่างนั้นอย่างนี้ มีแต่เรียกร้องให้มีการหยุดการกระทําที่ทําให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองโดยรวม คนเดินทางกลับบ้าน แน่นอนครับ มีคนส่วนหนึ่งอาจจะมีความไม่พอใจกับกลุ่มผู้ที่มา ชุมนุม แต่เป็นภาระหน้าที่ของรัฐส่งคนเหล่านั้นกลับบ้าน ถ้าเขาไม่ได้เป็นแกนนํา ก่อความรุนแรงหรือเป็นผู้ก่อการร้ายเราแยกออกจากกันครับ ท่านไปดูภาพได้เลยครับ เราประสงค์จะให้สังคมกลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม มีความรักกันเหมือนเดิม ไม่ใช้สื่อ ปลุกระดมให้มีความเกลียดชังและมีความแตกแยก ข้อกล่าวหาท่านที่มีพูดถึงสื่อที่พูดถึง ถ้อยคําที่ระบุว่าเขาเหมือนไม่ใช่คน หรือแม้แต่กระทั่งความแตกแยก ผมถือโอกาสนี้ เรียกร้องไปยังท่านประธานกับประชาชนทั่วทั้งประเทศว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับ สื่อมวลชนที่ทําหน้าที่อย่างมืออาชีพและสะท้อนความจริงสู่สังคมนี้ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้ง ที่เกิดจากการใช้สื่อบางส่วนเป็นเครื่องมือปลุกระดมให้เกลียดชังมันจะระบาดออกไป และไม่มีตัวยับยั้งความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในสังคมนี้แล้วเราจะอยู่กันไม่ได้ครับ ภารกิจตรงนี้ ชัดเจนและต้องเดินต่อครับ

ในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศแผนปรองดอง ที่มีการพูดถึงการปฏิรูป ประเทศไทย ท่านพูดถึงการปฏิรูปสื่อสารมวลชนอยู่ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาส พบกับนายกสมาคมวิชาชีพสื่อทั้งหมด แสดงความกังวลเป็นไปในจุดเดียวกันว่า ทําอย่างไรสื่อของเราจะมีความเป็นมืออาชีพ และสามารถสะท้อนความคิดความเห็น ของคนในสังคมเพื่อสื่อให้สังคมนี้มีความสามัคคี และมองเป้ำหมายในการพัฒนาประเทศ ร่วมกัน สื่อของรัฐอย่างกรมประชาสัมพันธ์ก็ขานรับครับ อีกไม่นานเราจะมีการปรับเปลี่ยน รูปแบบเป็นสถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ผู้จัดรายการทุกคนที่อยู่ในสถานี สื่อสารมวลชนของรัฐท่านอาจจะชอบหรือไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แต่ทุกคนจะต้องได้รับ การพูดคุยจากฝ่ายกําหนดนโยบายว่านโยบายของเราคือการเดินหน้าสู่การปรองดอง นโยบายของเราคือการเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศไทย นโยบายของเราคือการจะต้อง ไม่ใช้สื่อในการสร้างความเกลียดชัง ความแตกแยก ให้เกิดขึ้นกับประเทศนี้ แต่ข้อเท็จจริงในการเสนอข่าวของสื่อคือข้อเท็จจริง ถ้าศาลมีการออกหมายจับใครก็ตาม เป็นผู้ก่อการร้ายเขาต้องเสนอครับ ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินเช่นนั้น เป็นสิทธิของท่าน แต่สื่อมีหน้าที่เสนอข้อเท็จจริง บางครั้งข้อเท็จจริงก็ขมขื่นสําหรับคน บางคน แม้กระทั่งกับเราเองซึ่งเป็นผู้รับสาร แต่ถ้าความจริงคือความเป็นจริงก็ต้องกลืน ความขมขื่นนั้นลงไปเพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริง ผมถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธาน เพื่อชี้แจงภารกิจของสื่อสารมวลชนของรัฐ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถือโอกาสใช้เวทีนี้ ได้พูดจาแทนสื่อสารมวลชนทั้งประเทศที่ปรารถนาจะสร้างความสามัคคี ความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นกับประเทศ อย่าไปข่มขู่เขา อย่าไปคุกคามเขาไม่ว่าโดยทางใด วันนี้ยังมี โทรศัพท์ไปขู่ฆ่า ไปทําอย่างนั้นอย่างนี้ ให้โอกาสเขาเถอะครับ ถ้าสื่อสารมวลชน ได้ทําหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ผมเชื่อว่าความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะทําให้เรา เข้าใจความจริง และเรามองเป้ำหมายในการพัฒนาประเทศร่วมกันได้มากขึ้น ผมถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ ถ้าหากมีการอภิปราย พาดพิงอีกก็ยินดีที่จะชี้แจงครับ