สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและวิธีการแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่สามารถกระตุ้นได้มากนัก และเสนอแนะวิธีแก้ไขสองวิธี คือ การแก้ไขกฎหมายหรือการเพิ่มเพดานขาดดุล นอกจากนี้ยังพูดถึงโครงการประกันรายได้เกษตรกร และการบริหารจัดการของรัฐบาลในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มสวัสดิการที่เหมาะสม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้นสิ่งที่ท่านอภิปราย เอาไว้บางเรื่องเป็นความคลาดเคลื่อน ซึ่งผมคิดว่าถ้าท่านนั่งฟังก็จะเป็นประโยชน์ กับท่านเองนะครับ แต่ว่าก็เป็นสิทธิของท่านว่าจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ ผมขอกราบเรียน เฉพาะในประเด็นที่เป็นภาพรวมของงบประมาณเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ พี่น้องประชาชน ส่วนงบประมาณของแต่ละหน่วยงานนั้นก็จะให้ท่านรัฐมนตรีที่กํากับ ดูแล และเกี่ยวข้องนั้นเป็นผู้ชี้แจง สิ่งแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ได้อภิปรายในเรื่องงบประมาณนั้นมีฐานความคิด หรือความเข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรงอย่างน้อย ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ท่านได้พูดว่ารัฐบาลได้ใช้เอกสารงบประมาณและมีตัวเลข ที่ขัดแย้งกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ขอทําความเข้าใจกับท่านประธานแล้วก็พี่น้องประชาชนนะครับ การวัดผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศคือความพยายามที่จะวัดรายได้ของคนทั้งประเทศแล้วเอามารวมกัน ซึ่งก็อาจจะวัดจากการดูการมีรายได้ของประชาชนทางหนึ่ง การดูจากการขายสินค้า และบริการอีกทางหนึ่ง ซึ่งตัวเลขที่ออกมามีการประมวลและมีการเปรียบเทียบแต่ละปีนั้นก็ต้องการที่จะดูว่า เศรษฐกิจนั้นมีการเติบโตมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ปัญหามันมีอยู่ตรงนี้ครับว่าเวลาเรา อยากจะเปรียบเทียบตัวเลขรายได้ประชาชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมปีนี้กับปีที่แล้วนี่ ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือว่าแต่ละปีราคาของสินค้าและบริการมันสูงขึ้น ที่เราเรียกกันว่า อัตราเงินเฟ้ อ เพราะฉะนั้นถ้าเราวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือรายได้ออกมาเป็นตัวเงิน แต่ละปี และเราคิดว่ามันโตเท่านั้นเท่านี้ และเราไปเข้าใจว่าคนในประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น เท่านั้นเท่านี้นี่มันจะคลาดเคลื่อน เพราะว่าเราอาจจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าข้าวของมันแพงขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ กรณีอย่างนี้เขาก็จะต้องมีการแถลงตัวเลข ในเรื่องของรายได้ประชาชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมที่หักเอาเรื่องของเงินเฟ้ อออกไปก่อน ก็คือการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง ตัวเลขนี้คือตัวเลข ที่สภาพัฒน์ใช้เวลาประกาศประมาณการทางเศรษฐกิจ เช่นที่เมื่อสักครู่ท่านพูดถึงว่า ทําไมสภาพัฒน์บอกว่าจีดีพีเติบโตร้อยละ ๓.๕-๔.๕ นี่ครับเอกสารที่ทางสภาพัฒน์ เขาใช้ในการแถลงสรุป เขาจะวงเล็บว่าจีดีพีที่เติบโตขึ้นร้อยละ ๓.๕-๔.๕ นั้น วงเล็บว่า เป็นจีดีพี ณ ราคาคงที่ คือหักเงินเฟ้ อออกไปแล้ว มันก็อยู่ที่ ๓.๕-๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันเขาก็ประมาณการเงินเฟ้ อเอาไว้ที่ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น จีดีพีที่โตขึ้นเป็ นตัวเงินก็จะเป็ นจีดีพี ณ ราคาคงที่บวกกับเงินเฟ้ อก็ออกมาที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือตัวเลขที่ทางสํานักงบประมาณได้ใช้ในเอกสารงบประมาณ ซึ่งเขาก็วงเล็บไว้แล้วว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้นใช้ ณ ราคาประจําปี ไม่ใช่ ณ ราคาคงที่ เพราะฉะนั้นที่ท่านพูดบอกว่ารัฐบาลมีความสับสน ใช้ตัวเลขขัดแย้งกัน ไม่ใช่รัฐบาลครับที่สับสน ไม่มีอะไรขัดแย้งกันเลย สอดคล้องต้องกันทั้งหมด แล้วก็เป็น ฐานตัวเลขที่เราใช้ในการประเมินภาวะเศรษฐกิจเพื่อจัดทํางบประมาณ จริงครับ กองทุน การเงินระหว่างประเทศประมาณการล่าสุดบอกปีนี้เศรษฐกิจประเทศไทยจะโตร้อยละ ๕.๕ ความจริงถ้าดูจากตัวเลข ๓ เดือนแรกก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจประเทศไทยน่าจะโตได้ มากกว่า ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ด้วย อาจจะเป็ น ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่นับรวมเงินเฟ้ อ แต่ที่สภาพัฒน์ยังคงประมาณการไว้ที่เดิมเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรง นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่งนะครับ ประการที่ ๑ ที่บอกว่ารัฐบาลหรือสํานักงบประมาณใช้ตัวเลขที่มีความสับสน ประการที่ ๒ ที่เป็นความสับสนอย่างรุนแรงและเป็นฐานความคิดที่ผิดในการพิจารณา งบประมาณที่ท่านได้อภิปรายไป คือท่านบอกว่าประเทศเปรียบเสมือนบริษัท ไม่ใช่หรอกครับ และการบริหารเศรษฐกิจก็ไม่เหมือนกับการบริหารบริษัท แล้วมันจะมี ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพอใช้ฐานความคิดที่ผิด ก็มีบทสรุปที่ผิด เช่น ท่านก็บอกว่างบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจําซึ่งประมาณ ร้อยละ ๘๐ จึงเป็นเรื่องสูญเปล่า คําว่าสูญเปล่าในที่นี้ถ้าเราเทียบรายจ่ายประจํา กับรายจ่ายลงทุน ความหมายก็คือว่ารายจ่ายประจํานั้นจ่ายออกไปแล้ว ซึ่งอาจจะเป็น เรื่องของเงินเดือน ค่าจ้าง และโครงการต่าง ๆ จ่ายไปแล้วก็จบไปในเรื่องนั้น ๆ ครับ ถ้าจะมีการจ่ายใหม่ก็ต้องมาตั้งงบประมาณซํ้า ส่วนงบประมาณที่เป็นงบประมาณลงทุน ท่านก็บอกว่าเป็นงบประมาณที่ไม่สูญเปล่า ก็ถูกในความหมายที่ว่าเราไปสร้างถนนหนทาง เราไปสร้างแหล่งนํ้า มันก็มีโอกาสในการที่จะเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าจะบอกว่างบประมาณประจํา เป็นงบประมาณที่สูญเปล่า เพราะคิดว่าประเทศเหมือนบริษัท ท่านบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้หรอกครับ งบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจําที่ผมมั่นใจว่าคนในสภาแห่งนี้รับทราบ และเห็นด้วยกับผมว่าไม่สูญเปล่ามีเยอะครับ ผมไม่คิดว่างบประมาณ ๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ให้เด็กนักเรียน ๑๓ ล้านกว่าคนเรียนฟรี ๑๕ ปีนี่สูญเปล่าในความหมายของประเทศ นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างคนครับ เงินตัวนี้ไม่กลับมาเป็นตัวเงินวันนี้ละครับ แต่เงินตัวนี้สร้างคุณภาพของประชากร ซึ่งวันข้างหน้าเขาจะมีรายได้แล้วก็เสียภาษีกลับมาที่รัฐ เหมือนกับงบประมาณ รายจ่ายประจําซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารกลางวัน นมโรงเรียน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เหล่านี้งบรายจ่ายประจําทั้งสิ้นครับอยู่ในร้อยละ ๘๐ ที่ ร้อยตํารวจเอก เฉลิมบอกว่า สูญเปล่า ท่านอยากจะยืนยันก็ได้นะครับ ร้อยตํารวจเอก เฉลิมและพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นมายืนยันกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเลยครับว่าการจัดงบประมาณ เพื่อการศึกษา เพื่อนักเรียน เรื่องอาหารกลางวัน เรื่องนม เรื่องกองทุนกู้ยืม สูญเปล่า ถ้ายืนยันผมไม่มีปัญหาครับจะช่วยไปบอกประชาชนว่าท่านคิดว่าสูญเปล่า ถ้าท่านเห็นว่า การจัดงบประมาณ ๓๒,๔๐๐ ล้านบาทเพื่อเป็นเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นเรื่อง สูญเปล่าท่านยืนยันเลยครับ พวกผมยืนยันว่าไม่สูญเปล่า เพราะเป็นการตอบแทน เป็นการแสดงออกถึงความกตัญํูของสังคมนี้ และจะอย่างไรก็ตามผู้สูงอายุเหล่านี้ จะจับจ่ายใช้สอยก็จะมีเงินคืนกลับมาเป็นภาษีอากรให้กับรัฐบาล งบหลักประกันสุขภาพ เป็นแสนล้านบาทนะครับ ตามความหมายของ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม และถ้าพรรคเพื่อไทย สนับสนุนก็ต้องแปลว่าสูญเปล่าด้วย ที่เราเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศนั้น สามารถที่จะเข้าไปรับการรักษาฟรีได้

ประกันรายได้เกษตรกรอีกหลายหมื่นล้านบาทครับที่พี่น้องประชาชน เกษตรกรได้รับเป็นครั้งแรกจากรัฐบาล ในความหมายของท่านก็สูญเปล่าด้วย ผมว่าไม่ใช่ เมื่อเช้ามีเสียงทักท้วงจากเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปรุกที่ป่าเพิ่ม เพราะว่าอยากได้รายได้จากโครงการประกันรายได้ ผมกราบเรียนว่าเราไม่ได้สนับสนุน ให้มีการบุกรุกที่เพิ่มเติมหรอกครับ แล้วเราก็บอกแล้วว่าการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ในโครงการต้องมีเอกสารสิทธิ เราอนุโลมให้เฉพาะปีที่แล้วที่มีการทํากินอยู่แต่รุกเพิ่ม เราไม่ให้ เพียงแต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะยืนยันว่าเป็นครั้งแรกที่พี่น้องประชาชน มองเห็นว่าการเป็นเกษตรกรแล้วนี่มันคุ้มค่า ที่มาจากงบประมาณที่ท่านกําลังบอกว่า สูญเปล่า เพราะฉะนั้นฐานความคิดตรงนี้ละครับที่มันผิดอย่างมหาศาลในการอภิปราย ของท่านที่พูดถึงงบประมาณที่ท่านได้วิเคราะห์เป็ นเวลาชั่วโมงครึ่งเมื่อสักครู่ สําหรับประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงบประมาณ และหลักคิดของรัฐบาลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการพูดถึงในภาพรวมนี่ก็ขอชี้แจง ในเพียงบางประเด็นเท่านั้นครับ

ประเด็นแรก ที่ท่านพูดถึงว่ารัฐบาลนี้ขาดยุทธศาสตร์ ขาดความเข้าใจ ในการบริหารในสถานการณ์ที่เป็ นวิกฤติหรือไม่ ปี ที่แล้ วจึงบอกว่ากู้ เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้จะกลับมายกเลิก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าปีที่แล้วเราประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทุกรัฐบาลทุกประเทศเห็นตรงกัน ว่าจําเป็นที่จะต้องให้ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ลําพังการจัดเก็บภาษีที่จะมาเป็น ฐานของการใช้จ่ายงบประมาณมันไม่พอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นทุกประเทศ ทุกรัฐบาลจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการจัดทํางบประมาณที่ขาดดุล แต่ว่ากรณี ของประเทศไทยนั้นการจัดทํางบประมาณขาดดุลนี่มีข้อจํากัดทางกฎหมาย กฎหมาย งบประมาณ กฎหมายหนี้สาธารณะ บอกเอาไว้ว่าเราขาดดุลไม่เกินสัดส่วนเท่าไร ของงบประมาณหรือของรายได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะกระตุ้นในภาวะ เศรษฐกิจที่วิกฤติอย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วนี่ เราขาดดุลจนชนเพดานตามที่กฎหมายมีเอาไว้นี่ เราเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้นครับ ทางแก้ก็มีอยู่ ๒ ทางครับ

ทางที่หนึ่ง ก็คือไปแก้กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายหนี้สาธารณะ บอกต่อไปนี้เรายกเพดานเราไม่จํากัดตัวเองเราขาดดุลได้มาก ๆ รัฐบาลบอกไม่ควรทําครับ เพราะโดยหลักถ้าเป็นสถานการณ์ปกตินี่ก็ขอให้เพดานอยู่ตามเดิมถูกต้องแล้ว

เราเลือกทางที่สอง ก็คือออกกฎหมายพิเศษคือกู้เงินในสถานการณ์ที่มันมี ความจําเป็นเป็นพิเศษ เป็นการกระทําครั้งเดียวหรือการกระทําเฉพาะกิจเฉพาะครั้ง ก็ว่าได้ ทํากันมาทั้งนั้นในอดีต เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต รัฐบาลในอดีตก็จะออก พระราชกําหนดในการกู้เงิน ให้อํานาจในการกู้เงินเป็นพิเศษ รัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ก็ทําครับ กู้รวดเดียว ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นพระราชกําหนด แต่รัฐบาลนี้ตัดสินใจว่า เราแบ่งเป็น ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเร่งด่วนออกเป็นพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกก้อนหนึ่งมีเวลาคิด มีเวลาพิจารณา ออกเป็นพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกําหนดเราก็เร่งใช้ไปอย่างที่เรากําลังเร่งอยู่ในขณะนี้และมีเป้ำหมายว่าอยากจะ ใช้จ่ายในกรอบวงเงินนั้นให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่พระราชบัญญัติเราก็ถือว่าเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือที่เรามีติดตัวไว้ แล้วผมก็กราบเรียนตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเราอาจจะไม่ใช้ก็ได้ พูดชัดตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ปรากฏว่าในที่สุดหลังจากที่รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจไป เศรษฐกิจ จากติดลบร้อยละ ๗.๑ ต้นปีที่แล้ว ปีนี้ขยายตัวร้อยละ ๑๒ สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก การจัดเก็บภาษีก็เกินเป้ำ เพราะความเชื่อมั่น เพราะยุทธศาสตร์ที่เราวางลงไปว่าเรามี เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นที่มั่นใจของชาวโลก แต่เมื่อเราเก็บรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ไม่มีความจําเป็นจะต้องกู้เงิน รัฐบาลก็แสดงจุดยืนชัดครับว่า

๑. ไม่ต้องการเพิ่มหนี้สาธารณะมากกว่าที่ควรจะเป็น โดยการกู้เงินพิเศษ

๒. นี่แหละครับบทพิสูจน์ว่าเมื่อสามารถนําเงินกลับเข้ามาสู่ระบบ งบประมาณได้ มีระบบตรวจสอบที่ฝ่ายค้านและประชาชนมั่นใจว่าเราก็ไม่อยากหลีกเลี่ยง กระบวนการการตรวจสอบ ยกเลิกเรื่องการกู้เงินพิเศษออกไป เอาเงินลงทุนทั้งหลาย กลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ

โครงสร้างงบประมาณของปี นี้มันจึงมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนว่า งบประมาณที่เป็นงบประมาณลงทุนซึ่งปีที่แล้วลงไปเหลือร้อยละ ๑๒ ของงบประมาณ พลิกกลับขึ้นมาเป็นร้อยละ ๑๖.๖ ได้ ในขณะที่รายจ่ายประจําก็ลดลงจากร้อยละ ๘๔ เป็นร้อยละ ๘๐ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราได้ผ่องถ่ายแผนการลงทุนไทยเข้มแข็งจากเดิม ซึ่งจะใช้การกู้เงินพิเศษกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านต่อว่า ว่าโครงการในไทยเข้มแข็งที่จะอยู่ในพระราชบัญญัติหายไป ที่จริงไม่หายหรอกครับ พ.ร.บ. กู้เงินนั้น ไทยเข้มแข็งนั้น เดิมจะใช้ในกรอบ ๓ ปี ปีนี้เราเอากลับเข้ามาได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสู่ระบบงบประมาณ แต่โครงการที่เหลือรัฐบาลไม่ทิ้งครับ ตั้งใจว่าจะเป็นโครงการที่เป็นลําดับความสําคัญสูงสุดสําหรับคนที่มาจัดทํางบประมาณ ในปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ ต่อไป เพราะฉะนั้นนี่คือความชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ ได้มีการจัดทํางบประมาณ ได้มองการณ์ไกลตั้งแต่เรื่องของการบริหารท่ามกลาง ภาวะวิกฤติ นําบ้านเมืองให้พ้นจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในเบื้องต้น แล้วก็จัดทําระบบ การเงิน การคลังให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพิ่มสัดส่วนของการจัดรายได้ทางด้านการลงทุน ให้เพิ่มสูงขึ้นมาได้อย่างที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ

ร้อยตํารวจเอก เฉลิมพยายามจะบอกว่าการจัดงบประมาณนั้น ไม่ไปคํานึงถึงกระทรวงต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการจัดหารายได้ ความจริงผมได้กราบเรียน และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปแล้วนะครับว่า ที่จริงไม่เป็ นความจริงครับ สัดส่วนงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม ของกระทรวงพาณิชย์ ของกระทรวงต่าง ๆ นั้นก็เพิ่มสูงขึ้นครับ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงอื่น ๆ และผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ครับ ใครที่มีความคิดว่า งานทางด้านไหนจะวัดความสําคัญ วัดความสําเร็จ ต้องอยู่ที่การใช้งบประมาณ เข้าใจผิดครับ กระทรวงพาณิชย์ขณะนี้ประสบความสําเร็จอย่างมากเรื่องการส่งออก ๔ เดือนแรกเพิ่งแถลงไปโตร้อยละ ๓๐ กว่า ไม่ได้ต้องใช้เงินมากครับ มันไม่ได้หมายความว่า กระทรวงพาณิชย์ใช้เงินมากแล้วการส่งออกจะมาก มันไม่ได้หมายความว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องใช้เงินมากแล้วการท่องเที่ยวจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ไม่ได้แปลตามนั้นครับ ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม การท่องเที่ยวอาจจะได้รับการกระตุ้น จากการที่เราพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อาจจะเป็ นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ บางทีเป็นพื้นที่มรดกโลก ถามว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างไร บางทีต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครับ ทําถนนหนทางเข้าไป ดูแลเรื่องสาธารณูปโภคให้ดี งบประมาณที่ลงไปตรงนี้ทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ้าเป็น ถนนหนทางก็อยู่ที่กระทรวงคมนาคม ถ้าเป็ นสาธารณูปโภคก็อยู่ที่รัฐวิสาหกิจ มันไม่ปรากฏออกมาที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครับ แต่มันคืองบประมาณ ที่สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว เหมือนการส่งออกสินค้าครับ สินค้าเกษตรส่งออกได้มากได้น้อย บางทีงบประมาณไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ครับ ต้องไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอยากจะ กราบเรียนครับว่าถ้าไปดูตัวเลขในรายละเอียดนั้น แผนที่เรารองรับไว้ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการการท่องเที่ยวนั้น มีการจัดงบประมาณไว้ รองรับเป็นการทํางานแบบบูรณาการ อันนี้ก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่อง การกระจายงบประมาณไปตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ

สําหรับกรณีเรื่องสวัสดิการนะครับ กราบเรียนอย่างนี้ว่าผมพูดถึงเรื่อง การที่คนไทยจะต้องมีสวัสดิการ แต่ผมมักจะไม่ใช้คําว่ารัฐสวัสดิการ เพราะผม ก็ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องเก็บภาษีสูงเหมือนกับประเทศในแถบยุโรป ตอนเหนือครับ แต่ระบบสวัสดิการที่เรากําลังจะสร้างจะเป็ นระบบที่ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนร่วมกัน เหมือนที่เราจะเสนอกฎหมายว่าด้วยกองทุน การออมแห่งชาติครับ จะเป็นการช่วยคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมนี่ครับ ก็คือเกษตรกรกับแรงงานในเมืองหลวงทั้งหลายที่อยู่ นอกระบบไม่เคยมีระบบสวัสดิการเลย วันนี้พอมีกองทุนการออม ถ้าเราผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ รัฐบาลสมทบส่วนหนึ่ง เขาเก็บเงินสมทบส่วนหนึ่ง ระบบสวัสดิการก็จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ภาระที่ออกมาจากภาษีทั้งหมด นี่คือระบบสวัสดิการที่เราวางแนวทางเอาไว้ครับ ไม่ใช่รัฐสวัสดิการที่ขณะนี้หลายประเทศในยุโรปกําลังประสบปัญหา เพราะว่าทําให้ เรื่องของการจัดเก็บภาษีสูงเกินไปและไม่ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเรามาดูทั้งเรื่องของภาระ ในเรื่องสวัสดิการ งบประมาณที่เป็ นรายจ่ายประจํา ที่เราดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย บวกกับการเอางบลงทุนของโครงการไทยเข้มแข็งเข้ามาแล้ว เราขาดดุลอยู่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กังวลกันว่าหนี้สาธารณะจะสูงมาก ความจริงหนี้สาธารณะ ณ ขณะนี้ประมาณเดือนที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ ๔๒ ของจีดีพี สิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ ๔๗ แต่ตอนเกิดวิกฤติประมาณการกันว่าประเทศไทยหนี้สาธารณะถ้าถึงสิ้นปีนี้ต้องเกิน ร้อยละ ๕๐ และจะพุ่งสูงสุดใกล้เคียงร้อยละ ๖๐ เป็นระดับซึ่งมาตรฐานสากลยอมรับ ได้ครับ ที่วิกฤติกันต่างประเทศขณะนี้นั้นร้อยละ ๗๐ ร้อยละ ๘๐ ร้อยละ ๑๐๐ ร้อยละ ๑๒๐ ร้อยละ ๑๓๐ ครับ ประเทศไทยไม่ไปถึงจุดนั้นแน่นอน และเรามั่นใจว่า ถ้าเศรษฐกิจได้รับการประคับประคองให้ฟื้นตัวเหมือน ๓ เดือนแรกนี่ครับ ถ้าเราช่วยกัน ทําบ้านเมืองให้สงบ ผมมั่นใจเลยครับว่าในที่สุดหนี้สาธารณะนั้นก็ไม่ถึงร้อยละ ๖๐ หรอกครับ และเศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาอยู่ในฐานะที่มีความแข็งแกร่ง ฐานะทางการเงิน การคลัง และเงินสํารองระหว่างประเทศไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

มีเรื่องเล็ก ๆ ที่ท่านอภิปราย เดี๋ยวเข้าใจผิดนะครับ งบของจังหวัดที่บอกว่า คํานวณออกมาแล้ว ๕๓ ล้านบาทต่อจังหวัด เพราะว่าไปหักงบรายจ่ายประจําอะไรต่าง ๆ กรณีงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนี้ไม่ใช่ครับ เป็นงบที่จัดไว้ต่างหากนอกระบบกระทรวง ทบวง กรม เป็ นงบซึ่งจะมีคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและ จังหวัดนะครับ และมีสูตรคํานวณว่าแต่ละจังหวัดมีประชากรเท่าไร รายได้เท่าไร จัดเก็บ รายได้ของตัวเองได้เท่าไร มีความจําเป็นในเรื่องไหน อย่างไร คํานวณออกมาเป็นสูตร และจัดเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปครับ ไม่ใช่ต้องมาหักเรื่องของรายจ่ายประจําแต่ประการใด อันนี้ก็กราบเรียน จะมีงบบริหารก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ จังหวัดละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือกลุ่มจังหวัดละ ๑๐ ล้านบาทสุดแล้วแต่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะ กราบเรียน ส่วนที่บอกว่างบสํารองฉุกเฉินที่ปีนี้ตั้งไว้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท สูงนะครับ ก็เท่ากับสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัครนะครับ ไม่ได้มีอะไรผิดแผกแตกต่างไปเลย แล้วก็เป็นระดับงบประมาณที่เป็นงบกลางที่มีไว้สํารองจ่ายที่คิดว่าน่าจะเพียงพอกับ ปัญหา เช่น ภัยแล้ง นํ้าท่วม ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือกรณีที่มีนโยบายจําเป็นเร่งด่วน ก็ไม่ได้มีอะไรที่แอบแฝงแต่ประการใดทั้งสิ้น

ผมขออนุญาตกราบเรียนสุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องของการเมืองอยู่บ้าง ที่พูดกัน ที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไปกลัวว่านโยบายใดซึ่งเป็นนโยบายของท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณแล้วไม่กล้าจัดไม่จริงหรอกครับ เฉพาะปีที่ผ่านมาก็เป็นการเพิ่มทุน กองทุนหมู่บ้านอย่างเป็นระบบครั้งแรกตามขนาดของกองทุนหมู่บ้าน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท สุดแล้วแต่เป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มให้กับทั้งประเทศ กรณีหนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ก็มีการส่งเสริมทั้งในเรื่องของการจัดงาน ในเรื่อง ของการตลาด และกําลังมีการพัฒนาในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานรวมทั้งการทําให้ สัญลักษณ์หนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์นั้นเป็นที่ยอมรับในแง่ของคุณภาพมาตรฐาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยไม่ลังเลหรอกครับ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เดินหน้าครับ

ส่วนนโยบายใหม่ ๆ ที่จะลดความเหลื่อมลํ้าเมื่อสักครู่ผมพูดไปหมดแล้วละครับ งบทั้งหลายที่ท่านบอกว่าสูญเปล่านั่นแหละ เรากําลังสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ทุกคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เกิดหรือแม้กระทั่งก่อนเกิด ในขณะนี้ก็จะมีโครงการในเชิงรุกดูแล โภชนาการของหญิงที่ตั้งครรภ์ ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเริ่มต้นครอบครัว ไปจนถึงการดูแลเด็กเล็กในเรื่องนมไปจนถึงเรื่องของการศึกษาฟรี มีอาหารกลางวัน มีนมโรงเรียน ไปจนถึงการฝึกอาชีพ ไปจนถึงการดูแลกรณีที่มีการตกงานไม่ว่าจะเป็น ภาวะปกติหรือภาวะวิกฤติไปจนถึงเมื่อเกษียณอายุก็มีเบี้ยยังชีพดูแล แล้วก็ส่งเสริม ระบบสวัสดิการชุมชน กองทุนการออมแห่งชาติ แล้วก็จะลดความเหลื่อมลํ้า ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ในเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องมีการแก้ไขต่อไป

เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนชี้แจงว่าอยากทําความเข้าใจ ในความคลาดเคลื่อนในทางความคิด ทั้งในเรื่องของตัวเลขจีดีพีทั้งในเรื่องที่บอกว่า งบประจําไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย เป็ นงบที่สูญเปล่า ทั้งในเรื่องที่บอกว่า การจัดงบประมาณครั้งนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในแง่ของยุทธศาสตร์กับการแก้ไขปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจโลก และขอยืนยันครับว่างบประมาณทั้งหลายนั้นได้จัดอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส แล้วก็จะสามารถตรวจสอบได้ครับ ขอขอบพระคุณครับ