ประเกียรติ นาสิมมา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดงบประมาณและภาษีอากร โดยวิจารณาว่าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ และยกตัวอย่างกรณีที่การยกเว้นภาษีในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจมีผลกระทบต่อประมาณการรายได้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในหลักการและเหตุผลที่รัฐบาล เสนอเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ อันที่จริงแล้วการใช้จ่ายเงินของภาครัฐในเรื่อง งบประมาณจะต้องผ่านการอนุมัติของรัฐสภาเสียก่อน และวันนี้ก็เป็นวันสําคัญที่เริ่มต้น ที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณา เท่าที่รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวนทั้งสิ้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นเงินกู้ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นก็จะเป็นเงินที่ตั้งไว้สําหรับใช้คืน เงินคงคลัง ผมจะขอพูดใน ๒-๓ เรื่องที่ผมได้กราบเรียนเบื้องต้น เนื่องจากว่า การตั้งงบประมาณคราวนี้เป็นการตั้งงบประมาณที่มีจํานวนที่ค่อนข้างสูง ทีนี้การตั้ง งบประมาณที่มีงบประมาณค่อนข้างสูงนั้นมันก็มีปัญหา ๒ เรื่อง ถ้าเป็ นการตั้ง งบประมาณปกติซึ่งไม่ใช่งบประมาณติดลบก็คงไม่มีปัญหาอะไร พอตั้งงบประมาณ ที่จะต้องไปกู้ยืมเงินเข้ามาเสริมในงบประมาณที่ขาดดุลนี้มันก็เป็นปัญหาว่าการตั้งสูง การกู้ยืมก็สูงไปด้วย ทีนี้การตั้งงบประมาณที่สูงตัวรายได้ที่จะจัดเข้ามานี้มันก็สูงไปด้วย ทีนี้รายได้ของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาษีอากร ทีนี้เห็นทางรัฐบาลก็กําหนดไว้ว่า ภาษีอากรที่จะเก็บก็คงตกอยู่ที่เนตสุทธิแล้วนี่ประมาณ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่สูง ผมก็ยังมีข้อสงสัยว่าตัวเลขภาษีที่สูงเช่นนี้รัฐบาลจะมีวิธีการจัดเก็บอย่างไร และการจัดเก็บนั้น เป็นไปถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดหรือไม่ อันนี้ผมจะลงรายละเอียดนิดหนึ่ง แต่ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดตรงนั้น ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกําลังผันผวนอยู่ในขณะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางด้านยุโรป ซึ่งประเทศกรีซก็มีปัญหาแล้วก็ลุกลามไปที่ประเทศโปรตุเกส ไปประเทศสเปน และยังจะ ลามไปสู่ยุโรปโดยทั่วไป ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าประเทศยักษ์ใหญ่ของเขาที่จะต้องเข้าไป อุดหนุนประเทศที่กําลังมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจไปด้วยก็จะทําให้สหภาพยุโรป กลายเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยภาพรวมต่อไป ทีนี้ถามว่าเมื่อเขามีปัญหาและจะ กระทบประเทศไทยอย่างไร ประเทศไทยเป็นประเทศที่อาศัยการส่งออกประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้มวลรวม ทีนี้ถ้าหากว่าประเทศคู่ค้ามีปัญหา รายได้ของเราก็จะ ตกลงไปด้วย อันนี้ผมก็เป็นห่วงว่าเมื่อรายได้ของเราตกลงเราจะเก็บเงินเข้ามาได้หรือไม่ ในจํานวนที่รัฐบาลตั้งประมาณการรายได้ไว้ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอท้วงติง เอาไว้นิดหนึ่ง ทีนี้การตั้งงบประมาณของเราอย่างที่ผ่านมาผมได้สังเกตว่าแทนที่จะเป็น การตั้งงบประมาณเพื่อที่จะให้มีผลทางด้านเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าการตั้งงบประมาณ ทุกครั้งที่ผ่านมาจะหวังผลทางการเมืองมากกว่า ในครั้งนี้ก็เหมือนกันที่ตั้งงบประมาณสูง ๆ ผมคิดว่าหลายท่าน อย่างท่านเฉลิม อยู่บํารุง ก็อภิปรายไปแล้ว เห็นว่างบประมาณอาจจะ ซ่อนเร้น มีความยอกย้อน ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง อันนี้ก็พูดสั้น ๆ แค่นั้น ซึ่งผมเองก็เห็นว่ามันน่าจะต้องทบทวนให้ดีนะครับ
อีกอันหนึ่งซึ่งผมอยากจะพูดวันนี้เนื่องจากเพื่อน ส.ส. ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้พูดไปเมื่อวานนี้เกี่ยวกับเรื่องรายจ่ายภาษี ซึ่งจริง ๆ แล้วการจัดงบประมาณ จะต้องเป็ นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งขออ่านนะครับ มาตรา ๑๖๗ รัฐธรรมนูญบอกว่า ในการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ ต้องมีเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน รวมทั้งต้องแสดง ฐานะการเงินการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการ ใช้จ่ายและการจัดหารายได้ ประโยชน์และการขาดรายได้จากการยกเว้นภาษีเฉพาะราย ในรูปแบบต่าง ๆ คําว่า การยกเว้นภาษีเฉพาะรายในรูปแบบต่าง ๆ รัฐธรรมนูญกําหนดว่า จะต้องมีรายการอยู่ในรายละเอียดที่จะแถลงเข้ามาในร่างพระราชบัญญัติ แต่ทีนี้ ผมตรวจสอบดูหมดแล้วในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณครั้งนี้ไม่มีรายการนี้เลย ผมจึงอยากจะขอถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเหมือนกันว่า การตั้งงบประมาณรายจ่ายครั้งนี้ทําไมท่านถึงไม่เสนอรายละเอียดรายจ่ายเกี่ยวกับ การยกเว้นภาษี ภาษาเขาเรียกว่ารายจ่ายภาษี ผมอยากจะขอกราบเรียนอย่างนี้ ที่ท่านเขียนว่าเงินประเมินรายได้จํานวนเท่านี้มีรายการ ที่จะต้องคืนภาษีจํานวนเท่านี้ ๆ สุทธิออกมาเป็นเงินเท่าไร ๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับรายจ่ายภาษี ในรัฐธรรมนูญนี้ที่เขียนรายจ่ายภาษีที่จําเป็นที่จะต้องให้ ผู้เสนอร่างงบประมาณเสนอเข้ามาด้วย ด้วยเหตุผลสําคัญก็คือว่าการที่รัฐบาล จะใช้จ่ายเงินได้ต้องรัฐสภาเป็นผู้อนุมัติเช่นวันนี้เรากําลังเริ่มต้นอนุมัติ ส่วนการตรวจสอบนั้น เรามีองค์กรตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณก็คือ สตง. ถ้ามีการติดตามตรวจสอบ รายการงบประมาณเสร็จแล้วไม่มีข้อผิดพลาดอะไรก็เป็นไปตามนั้น แต่ถ้ามีข้อผิดพลาด ก็จะดําเนินการไปตามกฎหมายที่มีอยู่ ส่วนรายจ่ายภาษีนั้นมันเกิดจากพระราชกฤษฎีกาบ้าง เกิดจากกฎกระทรวงบ้าง ผู้อนุมัติคือหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในฝ่ายบริหาร การตรวจสอบไม่มี การตรวจสอบไม่มีแต่ความจริงมี ผมรู้ว่ารัฐบาลมีข้อมูล ทีนี้ในอดีตไม่มีการรายงาน แต่ในปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๗ บังคับไว้ว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีจะต้องมีรายการรายจ่ายภาษี เสนอเข้ามาให้สภาได้ตรวจสอบด้วย ทีนี้รายจ่ายภาษีมันไปกระทบกับประมาณการ รายได้ ถ้าหากว่าไม่พูดให้ชัดเจนประมาณการรายได้ที่บอกมาก็ไม่มีความชัดเจน มันเป็น การอึมครึม เป็นการเบี่ยงเบน เราจะเห็นได้จากว่าเวลาที่รัฐบาลจัดงบประมาณขึ้นมา แล้วเวลาจะใช้จ่ายเงินจริง ๆ ถ้าเรียกเก็บภาษียังไม่ทันจะต้องใช้จ่ายเงินคงคลังไปก่อน พอสิ้นปีงบประมาณใช้จ่ายไปเท่าไรก็จะตั้งงบประมาณเพื่อเอามาชดใช้เงินคงคลัง ในปีนี้ ก็เหมือนกัน ปีนี้ผมได้ดูเอกสารเปรียบเทียบในการใช้จ่ายงบประมาณ ในปี ๒๕๕๒ รายจ่ายชดเชยเงินคงคลังนี่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๕๓ ไม่มี ส่วนปี ๒๕๕๔ รัฐบาลตั้งไว้ที่ ๓๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อที่จะชดใช้ ในงบประมาณปี ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นแสดงว่าเงิน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงิน ที่เก็บภาษี เก็บรายได้ไม่พอ เหตุที่ไม่พอส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการไม่ได้รายงานให้ชัดเจน ถึงรายจ่ายภาษี ผมอยากจะยกตัวอย่างรายจ่ายภาษีให้ท่านประธานได้รับทราบสักเรื่องหนึ่ง เพื่อจะได้ทําความเข้าใจว่ารายจ่ายภาษีมันคืออะไร อย่างกรณีที่พระราชบัญญัติ ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษี ฉบับที่ ๔๖๖ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อลดอัตราและยกเว้นรัษฎากรสําหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการอุดหนุนการที่จะให้ ชุมชนหรือสังคมตรงที่เรางดเว้นภาษีนั้นได้มีธุรกิจ ได้มีการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของคน แต่ปัญหามันก็อยู่ที่ว่าถ้าเราอุดหนุนเขา อุดหนุนไม่เก็บภาษีก็เท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้ภาษี กลับมา เมื่อไม่ได้ภาษีกลับมาในลักษณะเช่นนั้นตัวเลขที่ประเมินรายรับ ประมาณ รายการรายได้ที่ว่า ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็จะคลาดเคลื่อนไป กรณีที่ผมอ่านนี้ เป็นการยกเว้นภาษีให้นิติบุคคล บุคคลธรรมดา และอื่น ๆ ในเขต ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโซน (Zone) ไม่ใช่เล็ก ๆ เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เป็นตัวเลขจะเป็นเงินก้อนมหาศาล ทีนี้ถ้าหากว่ามันกระทบมากขึ้น ๆ การใช้จ่ายไม่พอรัฐบาลก็ต้องใช้วิธีกู้ ทีนี้การกู้เงิน จํานวนมาก ๆ ในลักษณะนี้และภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ผมเชื่อว่าแน่นอนในอนาคต อันไม่นานนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่วิกฤติเช่นเดียวกันกับทางยุโรป ผมจึงอยากจะขอให้ ทางรัฐบาลได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งนี้ให้ละเอียดสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ด้วย ไม่แล้วผมเชื่อว่า การจัดร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งนี้จะขัดรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งแน่นอนผมทราบจากท่านที่อภิปรายไปเมื่อวานนี้ว่าจะต้อง นําเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ กําหนดให้ต้องรายงานรายจ่ายภาษีเข้ามาในรายการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณด้วยแต่รัฐบาลไม่ได้เสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นตรงนี้ในฐานะ ที่ผมเป็ นที่ปรึกษากฎหมายของพรรคอยู่ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน เพราะฉะนั้นตามที่ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้เรียนกับท่านประธานเมื่อวานนี้ว่าจะเสนอ เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าจะต้องทํา แต่ทางที่ดีรัฐบาลน่าจะถอนร่างนี้ออกไปแก้ไข แล้วก็นําข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายทางภาษี เข้ามาชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ให้ละเอียดเสีย เพราะเรื่องนี้ทางวุฒิสภาก็คงจะได้รับทราบแล้วว่า การทํางบประมาณครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ผมกราบเรียน ขอขอบพระคุณครับ