สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงปัญหางบประมาณส่วนท้องถิ่น และการสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีบทบาทสําคัญในการดําเนินการสวัสดิการและสังคม เขายืนยันว่าเขาจะยอมรับการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ และอธิบายความแตกต่างระหว่างการกระทำของเขาและความตั้งใจที่ดีของสมาชิกสภา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจง ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก คือเรื่องของงบประมาณส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ขอรับข้อสังเกตของ ท่านสมาชิก แล้วก็ยอมรับว่าปัญหางบประมาณของท้องถิ่นในช่วง ๒-๓ ปีนี้จะยังมีปัญหา อยู่พอสมควร ประการหนึ่งก็คือมันมีนโยบายสําคัญของรัฐบาลหลายนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ แม้กระทั่งเรื่องของอาหารกลางวัน นมโรงเรียน ซึ่งในที่สุดเราจําเป็นต้องทํางานผ่านท้องถิ่นเนื่องจากว่าท้องถิ่นเขาก็จะเป็น คนที่ทราบข้อมูล แล้วการไปขึ้นทะเบียนอะไรต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยท้องถิ่น แล้วการจ่ายเงิน ที่สะดวกที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นพึงจะกระทํา แล้วโดยส่วนตัวผมก็อยากเห็น ท้องถิ่นมีบทบาทสําคัญในงานทางด้านสวัสดิการและสังคมมากขึ้น เพราะว่าหลายครั้ง คนก็จะมองไปที่ท้องถิ่นและคิดถึงเฉพาะเรื่องของการทําโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน กายภาพ แต่ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้งบประมาณในส่วนนี้ซึ่งเติบโตค่อนข้างมากนําเข้าไปรวม แล้วก็ถือเป็นสัดส่วนของท้องถิ่น ท้องถิ่นก็มีความรู้สึกว่าส่วนเงินที่เป็นของเขาเอง ที่มีอิสระในการดําเนินการมันก็ลดลง ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้มีการหารือกับท้องถิ่นมาโดยตลอด ผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์ทางการคลังเริ่มดีขึ้นมา วันข้างหน้าก็จะมีการเพิ่มแล้วก็ถ่ายโอน ภารกิจเพื่อที่จะให้งบของท้องถิ่นเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น แล้วเราก็กําลังอยู่ในระหว่างการทบทวนว่านโยบายที่ออกไปจากส่วนกลางสมควรที่จะ ถอดออกมาจากงบของท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้บางเรื่องเช่น งบผู้สูงอายุทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เองก็อยากจะ สนับสนุนให้ใช้ระบบของธนาคารเป็นหลักด้วยซํ้า ซึ่งก็อาจจะไม่ต้องไปนับอยู่ในส่วนของ ท้องถิ่น ก็กําลังมีการทบทวนดําเนินการต่อไป

ส่วนประเด็นที่สอง ที่อยากจะกราบเรียนชี้แจงอีกครั้งหนึ่งก็คือเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผมก็เคารพความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย แล้วก็ เชื่อว่าท่านมีเจตนาที่ดี อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าการยกเอาคําพูดของผมมา ความจริงเมื่อวานนี้ก็ได้มีการชี้แจงถึงความแตกต่างในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเงื่อนไข ของเหตุการณ์ รวมไปถึงการตัดสินใจของผมตลอดระยะเวลาตั้งแต่มีการชุมนุมเป็นต้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผมได้พูดเอาไว้นั้นผมได้ดําเนินการตามหลักคิดแนวทางนั้นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็ นการรับฟังข้อเสนอที่เป็ นเหตุเป็ นผลของผู้ชุมนุม แต่ความแตกต่าง ก็จะเป็นในเรื่องปัญหาของการที่มีการใช้อาวุธ แล้วก็มีการดําเนินการหลายอย่าง ซึ่งทําให้การทํางานของภาครัฐ ซึ่งความจริงแล้วก็ได้พูดไปเมื่อสักครู่ว่าพยายามที่จะดู วิธีการที่จะนําบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุดจะทําอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ ประการที่ ๑ เราคงจะต้องมีการตรวจสอบกันในสัปดาห์หน้า ประการที่ ๒ รัฐบาลก็พร้อมที่จะรับการตรวจสอบ โดยขณะนี้ก็มีความพยายามในเรื่องของ คณะกรรมการอิสระ และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าจะมีองค์กรอิสระอย่างน้อย ๒ องค์กรที่เข้ามาดําเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเขาก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา แล้วอีกด้านหนึ่งก็เข้าใจว่าคณะกรรมการป้ องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็คงจะต้องพิจารณาเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเอง ได้ไปนําเสนอในเรื่องของการที่จะสอบสวนหรือมีการถอดถอนผม และท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ผู้บริหารระดับสูงในวงราชการ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการตรวจสอบไป ผมก็จะขอยืนยันว่า การแทรกแซงเรื่องขององค์กรอิสระหรือใครก็ตามที่จะมาสอบข้อเท็จจริงนั้นไม่มีแน่นอน

ส่วนปัญหาว่าขณะนี้ท่านบอกว่าในชนบทหรือในพื้นที่ซึ่งมีผู้ชุมนุมเดินทาง กลับไป ผมก็เข้าใจว่าเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ท่านก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มบุคคล ซึ่งมาร่วมชุมนุมอยู่เป็นเวลา ๒ เดือนเศษ ๆ แล้วก็เดินทางกลับไปนั้น ข้อมูลที่เขาได้รับ อยู่ตลอดก็คือข้อมูลที่ได้จากเวทีของการชุมนุม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเรื่อง ของความเชื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุม ยกตัวอย่างเช่นที่มีการพูดถึง ที่วัดปทุมวนารามเวลาเกิดเหตุการณ์ยิงหรืออะไรขึ้นมาเราไม่แปลกใจหรอกครับว่า คนที่นั่นต้องมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นทหาร เหมือนที่เพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่งอภิปรายไป ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าไม่กล้าที่จะไปขึ้นรถของรัฐที่จะนําตัวไปรักษาพยาบาลเพราะเกรงว่า จะถูกเอาไปฆ่า เอาไปทําร้าย ซึ่งผมก็ขอกราบเรียนยืนยันว่าทางภาครัฐไม่เคยมีนโยบาย หรือแนวคิดเช่นนั้นเลย แม้กระทั่งช่วงที่มีการนําเสนอในเรื่องของการมีเขตอภัยทาน ผ่านองค์กรเอกชน ทางเราก็เสนอด้วยซํ้าว่าที่จริงดีที่สุดคือให้พ้นจากพื้นที่การชุมนุมออกมา ข้ามถนนมาก็ได้ แล้วเราก็ยืนยันเลยว่าใครที่มาในเขตนี้แล้วก็จะมีการอํานวยความสะดวก ให้กลับบ้านจะไม่มีการจับกุม ไม่มีการทําร้ำยทั้งสิ้น เพราะเราก็เกรงครับว่า ถ้าเขตอภัยทานอยู่ในเขตพื้นที่การชุมนุมแล้วเราจะไม่สามารถห้ามคนที่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เจตนาของเขตอภัยทานซึ่งมุ่งไปที่เด็ก ผู้หญิง คนชรา แต่อาจจะมีทั้งการ์ด (Guard) แล้วมีคนที่มีอาวุธเข้าไปไปปะปนอยู่มันก็จะผิดจากเจตนารมณ์ที่หลายฝ่ายต้องการ แต่นั่นละครับความเชื่อนี้อย่างที่ผมกราบเรียนครับ เป็นเรื่องซึ่งข้อมูลต่าง ๆ จะต้อง มีการนําเสนอออกมา และแน่นอนครับเมื่อข้อเท็จจริงมันปรากฏ ผมคิดว่าเราจะมีความชัดเจน ในเรื่องของความรับผิดชอบต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนผมก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ดี ซึ่งเป็น ฝ่ายการเมืองนั้นก็จะต้องมีการดําเนินการตามความเหมาะสม อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะ กราบเรียนยืนยันว่าต้องดูที่ข้อเท็จจริงด้วยว่าเหตุทั้งหมดมันเกิดขึ้นอย่างไร และภาครัฐ มีการตัดสินใจอย่างไร ส่วนที่ท่านเสนอแนะว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จะดําเนินการอย่างไร ผมสบายใจออย่างหนึ่งว่าในพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใคร เป็นเจ้าของครับ เพราะฉะนั้นถ้าข้อเสนอของท่านเป็นเรื่องที่เหมาะสมพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะพิจารณา แล้วผมก็เป็ นสมาชิกพรรคคนหนึ่ง ฐานะของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อาจจะ ไม่ค่อยเหมือนหัวหน้าพรรคการเมืองอื่นนะครับ จะขึ้นอยู่กับสมาชิกเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ถ้าสมาชิกเห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมนั้นท่านไม่ต้องห่วงหรอกครับ เป็นเรื่องที่พรรค สามารถดําเนินการได้ และผมไม่เป็นอุปสรรคอยู่แล้ว ก็กราบเรียนเพื่อให้ท่านได้มี ความสบายใจ แล้วก็ขอยืนยันครับว่าการเดินหน้าตามแผนปรองดองต่าง ๆ ซึ่งผมกระทํานั้น ก็จะเดินหน้าไปอย่างเต็มที่ แล้วเราก็จะพิจารณาต่อไปครับว่าเรื่องที่เหมาะสมนั้น ควรจะเป็นอย่างไร