สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมกับท้องถิ่น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรเงินให้กับท้องถิ่นตามสัดส่วน และไม่เอาโครงการของรัฐบาลมาใส่ไว้ในงบของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อ 7 ตุลาคม 2551 และเรียกร้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่เกิดขึ้น ชวลิต วิชยสุทธิ์ ยังเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่เห็นว่านโยบายนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตํารวจสลายการชุมนุมของพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพครับ การพิจารณางบประมาณในวาระแรก ขั้นรับหลักการมีประเด็นที่จะพิจารณาได้หลายมิติ แต่ในห้วงเวลาอันจํากัด ผมให้ความสําคัญกับนโยบายของรัฐบาล มีประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายที่ผม ให้ความสําคัญตามลําดับดังนี้ครับท่านประธาน

ประเด็นแรก การจัดงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมกับท้องถิ่น ไม่เป็นไปตาม นโยบายกระจายอํานาจ ซึ่งรัฐบาลมักจะกล่าวอยู่เสมอว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับ การกระจายอํานาจ ในปี งบประมณ ๒๕๕๔ นี้รัฐบาลได้จัดงบให้กับกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ โดยเป็นงบอุดหนุน ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๕๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เป็ นปัญหาก็คือ งบเงินอุดหนุน จํานวน ๑๕๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลได้เอาสัดส่วนที่ท้องถิ่น ควรจะได้รับนํางบนั้นไปพัฒนาตามแผนงานตามอํานาจหน้าที่ของท้องถิ่น แต่กลับ ไปตั้งงบให้กับนโยบายของรัฐบาลคือโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ๒,๙๔๒ ล้านบาท โครงการ อสม. เชิงรุก ๗,๒๔๐ ล้านบาท แล้วก็โครงการสร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ ๓๑,๐๖๘ ล้านบาท รวมเป็นเงินถึง ๔๑,๒๕๐ ล้านบาท รัฐบาลได้จัดงบประมาณเช่นนี้ เป็นปีที่ ๒ ปีที่แล้วรัฐบาลได้จัดงบเช่นนี้ใน ๓ โครงการ เป็นเงิน ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ถึงท้องถิ่นจะได้รับงบเพิ่ม แต่รัฐบาลก็มาเอาโครงการในส่วนที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เอามาไว้ในงบของท้องถิ่นที่เขาควรจะได้เป็นเงินถึง ๔๑,๒๕๐ ล้านบาท ดังนั้นสัดส่วน ต่อรายได้สุทธิที่รัฐบาลจัดเก็บได้ที่จะจัดสรรให้กับท้องถิ่น ๒๕ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ หรือ ๒๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ก็จะเป็นเพียงตัวเลขสวย ๆ ที่ทําให้ท้องถิ่น ถ้าไม่ได้ตรวจข้อมูล ดูภายในก็จะนึกว่าตัวเองปีนี้ได้รับงบเพิ่มขึ้น แต่จริง ๆ แล้วรัฐบาลได้เอาโครงการที่เป็น นโยบายของรัฐบาลมาใส่ไว้ในสัดส่วนของท้องถิ่น เป็นไปได้ไหมครับใช้งบกลางแล้วก็ให้ ท้องถิ่นเขาใช้งบที่หายไป ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้เขาได้พัฒนาท้องถิ่นของเขา ตามแผนงานโครงการของเขาที่ควรจะได้รับ

ในประการต่อมาครับท่านประธานเรื่องต่อเนื่อง งบอุดหนุนที่เหลือ ๑๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แยกเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และเงิน อุดหนุนเฉพาะกิจ ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท สําหรับงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไป ๘๖,๐๑๕ ล้านบาท เป็นงบเจ้าปัญหาครับท่านประธาน ทําไมผมถึงบอกว่าเป็นงบ เจ้าปัญหา เพราะว่าที่ผ่านมาเป็นงบกระจุกตัว ไม่กระจายไปยังท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม เห็นได้ชัดเจนที่สุดในปีสองปีที่ผ่านมามีเรื่องอื้อฉาวอย่างมากที่สุดในเรื่องของการซื้อ งบประมาณหรือซื้อโครงการ ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คณะกรรมการการกระจายอํานาจ หรือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นรอง ปรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณางบอุดหนุนทั่วไปเสียใหม่ได้ไหมครับ

ประการแรก อย่าให้มาวิ่งเต้นงบนี้ที่ส่วนกลาง ถือกระเป๋ำเงินมาเอา โครงการ แต่จัดสรรให้กับท้องถิ่นโดยใช้เกณฑ์รายหัวประชากร ให้ชาวบ้านเขาคิดเองครับ ท่านประธาน เขามีแผนพัฒนาท้องถิ่นซึ่งผ่านการประชาคมอยู่แล้ว ผ่านการประชาคม อย่างนี้อยู่แล้ว อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ากระจายอํานาจ ไม่ใช่ว่าเอาอํานาจนั้นมาไว้ ที่ส่วนกลาง แล้วก็เลือกที่จะจัดสรรไปยังท้องถิ่นที่เป็นพวกพ้องของตนเองเท่านั้น ท้องถิ่นที่ไม่ได้รับงบประมาณในปีสองปีที่ผ่านมาเขาเรียกร้องมากครับท่านประธาน ผมอยากจะให้เรื่องนี้ได้เป็ นนโยบายสําคัญในการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะกล้าเปลี่ยนแปลงไหมครับ ผมคาดการณ์ว่าไม่กล้า เพราะพรรคนี้ ผมเคยอภิปรายในสภาเมื่อปีที่แล้วว่าเขาอาจจะขี่คอท่านอยู่ ทําไมผมพูดเช่นนั้น เพราะมี เสียงเล่าลือต่าง ๆ นานาตลอดมาว่าเป็นการต่างตอบแทนในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้สนับสนุนรัฐบาล แต่ผมอยากจะชี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่างบประมาณ ที่เราหามาได้นั้นได้มาด้วยความยากลําบาก

ประการสําคัญ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทปีนี้งบขาดดุล เราต้องไปกู้เขามา ผมได้ฝากพิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ ผมไม่ใช่พูดลอย ๆ ครับท่านประธาน ผมจะยกตัวอย่าง กรณีงบกระจุกตัว เอาแค่จังหวัดเดียวครับท่านประธาน จังหวัดนครราชสีมา ในพื้นที่ของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ซึ่งรับผิดชอบดูแล ท้องถิ่นอยู่ คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการได้กําหนดวงเงินที่จังหวัดนครราชสีมา ควรได้รับ ๕๖๙ ล้านบาท แต่ด้วยอํานาจของรัฐมนตรีสามารถที่จะเอางบไปลงที่จังหวัดของตัวเอง ๙๘๘ ล้านบาท เกือบพันล้านบาทครับท่านประธานเกินกว่าจังหวัดอื่นเขาไปเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านจังหวัดอื่นเขากินแกลบหรืออย่างไรครับท่านประธาน ผมคิดว่าเขาจําเป็น ที่จะต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่นของเขาเช่นกัน ท่านอย่าคิดว่า จังหวัดนครราชสีมาซึ่งกว้างใหญ่งบจะกระจายไปยังพื้นที่ ส.ส. ท่านอื่นในลักษณะ ที่ทัดเทียมกัน ไม่ใช่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ของรัฐมนตรีที่คุมท้องถิ่น ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่ได้ข้อมูลจาก ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ๓-๔ คน ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั่นแหละ ที่ให้ข้อมูลกับผม นี่ในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมจะยกตัวอย่างงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ขณะนี้เรากําลังพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ผมได้ข้อมูลจาก ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา หลายท่านบอกว่างบประมาณปี ๒๕๕๒ ขณะนี้เกือบ ๗๐ โครงการเป็นเงินประมาณ ๑๒๐ ล้านบาทของจังหวัดนครราชสีมายังจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ อย่างนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างไร ที่จัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ ส.ส. เขาส่งเรื่องเข้าไปในคณะกรรมาธิการติดตาม การบริหารงบประมาณ ส่งเรื่องเข้าไปในคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. เขาบอกว่ายังฮั้วกัน ไม่ลงตัว โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างเสร็จไปแล้วก็ไม่ลงอินเทอร์เน็ต นี่ข้อมูลผมไม่ได้มีลอย ๆ ส.ส. จังหวัดนครราชสีมาให้ข้อมูลผมมาทั้งหมด ผมถึงอยากจะเรียกร้ อง ท่านนายกรัฐมนตรีในปีนี้ขอให้จัดสรรงบประมาณเป็นรายหัว อย่าให้มาวิ่งงบประมาณ ที่ส่วนกลาง ไม่อย่างนั้นท้องถิ่นก็จะลําบากในการที่จะมีงบประมาณมาพัฒนาในพื้นที่ ของตัวเอง

ในประเด็นที่ ๓ ผมสนใจงานที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่า นโยบายต่อไปนี้สําคัญมาก รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ในนโยบายเร่งด่วนที่จะเร่งดําเนินการในปีแรก การแถลงว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน แสดงว่าเป็ นเรื่องสําคัญต้องดําเนินการในลําดับแรก ต้องมีแผนงาน มีโครงการ มีงบประมาณรองรับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเร่งด่วนไว้ในข้อ ๑.๑.๑ ในเอกสารหน้า ๕ ดังนี้ เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยใช้

๑. แนวทางสันติ

๒. รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

๓. หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติ ทุกกรณี

ผมเห็นว่าวาทกรรมนี้เป็นนโยบายที่เลิศที่สุด และจะดียิ่งถ้าทําได้จริง ผมคิดว่านโยบายนี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตํารวจสลายการชุมนุม ทางการเมืองของพันธมิตรเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในขณะนั้นเป็ นสมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคนบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นจะ ๑ คนในขณะนั้นหรือ ๘๘ คนในขณะนี้ก็คนไทยเหมือนกัน ญาติพี่น้องมีความเจ็บปวดเหมือนกัน ด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชนในขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ตั้งคําถามกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าเป็นคนหรือเปล่า ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตั้งคําถามว่า

๑. เป็นคนหรือเปล่า

๒. แม้ม็อบพันธมิตรจะผิดแต่รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิจะทําร้ายประชาชน

๓. ระบบการเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทําร้ายจากภาครัฐ แต่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ

สรุปก็คือต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน นั่นเหตุการณ์เมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผมคิดว่า ณ สถานการณ์ขณะนี้ต่อความปรองดอง ที่จะเกิดขึ้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพูดว่าเราอยู่ในบ้านเดียวกัน ผมเห็นว่า จากแผนปรองดองที่ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอก็จะต้องมีแผนงาน มีโครงการ มีงบประมาณรองรับ ซึ่งก็คงจะใช้งบกลางหรืองบไหนก็ตามแต่ ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาล คงวางแผนไว้อยู่แล้ว แต่ผมมีข้อเสนอเพื่อที่จะให้งบประมาณนั้นได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดหรือบางส่วนอาจจะไม่ใช้เลยก็ได้คือแผนปรองดองที่จะใช้งบประมาณนั้น ควรพิจารณาอยู่ใน ๒ ประเด็นหรือ ๓ ประเด็นเป็นอย่างน้อย

ประเด็นแรก ทราบมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีกําลังจะตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ที่ราชดําเนินเมื่อ ๑๐ เมษายน ผมไม่กล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีหรอกครับว่าสั่งฆ่าประชาชน ผมไม่มีสิทธิจะกล่าวหา แต่คงจะต้อง ตรวจสอบว่ารถถัง รถสายพานลําเลียง ออกมาได้อย่างไร พลแม่นปืนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ตึกสูงได้อย่างไร ทําไมสลายในช่วงกลางคืน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าต้องมีการตรวจสอบ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายชุดดําที่อ้างว่ามาช่วยผู้ชุมนุมนั้น ต้องตรวจสอบเช่นกัน และต้องตรวจสอบอย่างยิ่ง เพราะชาวบ้านเขาก็สงสัยเนื่องจากว่ามีความคล่องแคล่ว เกินบุคคลธรรมดาในการใช้อาวุธ ในการหลบหลีก ชาวบ้านเขาสงสัยว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เหมือนกันหรือเปล่าแต่อยู่คนละค่าย นี่คือสิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบจากบุคคลที่มี ความเป็นกลางและเป็นที่น่าเชื่อถือ

ประเด็นต่อมา ในส่วนของเหตุการณ์ที่จะต้องตรวจสอบก็คือการกระชับวงล้อม ที่ราชประสงค์ ผมมีพยานบุคคลซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ชื่อนายเพิ่มสุข ใจเย็น เป็นคนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เขาอยู่ในวัดปทุมวนาราม ในช่วงเกิดเหตุ เขาถูกจ้องยิงแล้วก็หนีสุดชีวิตครับท่านประธาน แต่กระสุนโดนโคนขา เขาหนีตายสุดชีวิต แล้วต่อมาก็ได้ยินเสียงว่ามีการยิงพยาบาลที่เข้าไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน นายเพิ่มสุข ใจเย็น พ่อเป็นทหาร มียศร้อยเอก เป็นนายทหารอยู่ที่ ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี เขาบอกว่าเขาเห็นทหารมาตั้งแต่เด็กตั้งแต่จําความได้ เขายืนยันว่าปื นที่จ้องยิงมายังเขานั้นเป็ นทหาร ก็คงจะเป็ นพยานบุคคลที่จะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะใช้คณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยืนยัน อีกคนหนึ่ง เพราะเป็นของจริงที่ประสบด้วยตนเองด้วยการถูกยิงจากเหตุการณ์จริง ในวัดปทุมวนาราม

ในประเด็นสุดท้ายซึ่งผมเห็นว่าเป็นประเด็นสําคัญและถือเป็นหัวใจ ในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะต้องมีการใช้งบประมาณในงบกลาง หรือไม่ใช้งบกลาง ในแผนปรองดองในโอกาสต่อไป คือกรณีมีคนตาย ๘๘ คน บาดเจ็บเกือบ ๒,๐๐๐ คน สูญหายอีกยังไม่ทราบจํานวน เมื่อเช้าผมอ่านหนังสือพิมพ์มติชนมีมูลนิธิหนึ่งกําลัง ตรวจสอบคนสูญหาย สํารวจในเบื้องต้นสูญหายไปแล้ว ๒๕ คน ต้องมีการพิสูจน์ ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ว่าผู้ตาย ผู้บาดเจ็บเกือบ ๒,๐๐๐ คน มีการพิสูจน์ตามหลัก วิชาการ คนตายมีอาวุธอยู่ในมือหรือไม่ คนตายมีอาชีพอะไรเป็นหลักเป็นแหล่งหรือไม่ อาชีพของเขาเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือไม่ ประการสําคัญประการสุดท้ายต้องมี คนรับผิดชอบ ที่สําคัญคือความรับผิดชอบทางการเมือง ผมมีความเห็นเป็นการส่วนตัว ด้วยความเคารพท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเคารพนับถือท่านมานาน และขณะนี้ก็ยังหวังที่จะ เห็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองของท่าน ผมเคยอภิปรายในการสลาย การชุมนุมเมื่อเมษาเลือดปีที่ผ่านมา ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทางการเมือง ผ่านมา ๑ ปี นึกไม่ถึง ณ ขณะนี้ผมต้องกลับมาอภิปรายซํ้าจุดเดิมว่าอยากจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิ ผมเป็นคนชนบทมาจาก บ้านนอก ผมรู้ครับว่าในชนบทเขาร้อนรุ่มอย่างไร ผมไม่อยากจะให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราไม่คาดคิดมันจะเกิดขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะเป็นกุญแจสําคัญในการที่จะ ถอดสลัก ความเห็นส่วนตัวด้วยความเคารพ ผู้ใหญ่ในพรรคของท่านที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์มาก ผมคิดว่าให้เขาทําหน้าที่แทนท่านเถอะครับ และท่านนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างสง่างาม ให้คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นได้ตรวจสอบ อย่างสบายใจ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าแผนปรองดองขั้นที่ ๑ ถ้าจะเกิดขึ้นในการลดอุณหภูมิ ทั้งหลาย นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบทางการเมือง หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จากพรรคของท่านซึ่งเป็นผู้ใหญ่ท่านใดก็ตามแต่ ผมคิดว่าหากเขามาทําหน้าที่นี้จะทําให้ บ้านเมืองเกิดความสงบสุขขึ้น อย่างน้อยในช่วงรอยต่อของเหตุการณ์ ณ ขณะนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน