สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เจริญ จรรย์โกมล ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดสรรเงินงบประมาณในกระทรวงต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคการเกษตร และภาคเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารทรัพยากรน้ำ การจัดแนวเขตที่ดิน การปลูกป่า และการเก็บภาษีสรรพสามิต โดยแสดงความไม่พอใจต่อการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสม และเรียกร้องให้มีการพิจารณาผลกระทบต่อประชาชนที่ยากจนและเกษตรกร

นายเจริญ จรรย์โกมล ชัยภูมิ

ผมใคร่ขอเสนอในแนวทางที่จะขอ วิพากษ์วิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณที่ทางรัฐบาลได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ว่าไม่น่าจะ เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร ไม่ว่านโยบายในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งหมด ๖ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และสุดท้ายคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเช้าได้ฟังท่านผู้เสนอของบประมาณต่อสภาแห่งนี้ พร้อมกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ประกอบกัน ผมจึงได้เน้น ได้เห็นว่าแนวทางของท่าน ซึ่งเรียกว่ายุทธศาสตร์และนโยบาย ผมพอสรุปได้ประมาณ ๔-๕ ข้อ หรือ ๖ ข้อดังนี้

ข้อที่ ๑ ท่านเน้นในเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร ท่านบอกอย่างนี้นะครับ โดยรัฐบาลจะส่งเสริมสนับสนุนปรับโครงสร้างภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรอย่างครบวงจรเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร

ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ให้มี มูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและสินค้าเชิงสร้างสรรค์

ข้อที่ ๓ ท่านบอกว่าจะส่งเสริมความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและบริการ ทั้งในและต่างประเทศให้มีมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ

ข้อที่ ๔ ท่านบอกว่าจะพัฒนาโครงสร้างการตลาด การค้า การลงทุนให้มี การดําเนินการเชิงรุกเพื่อแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม อันนี้กระทรวงพาณิชย์

ข้อที่ ๕ ท่านบอกว่าจะดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน และจัดทําแนวเขตการใช้ ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจนและส่งเสริมการปลูกป่าไม้ อันนี้คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายด้านพัฒนาคือพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อย่างมีเสถียรภาพและมีพลังงานทดแทน

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งซึ่งท่านได้เสนอไปนั้นท่านบอกว่าจะก่อเกิด ผลประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน ผมจึงขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าแนวทาง และนโยบายยุทธศาสตร์ของท่านที่วางไว้นั้นเราก็ต้องมาดูว่าเม็ดเงินที่ท่านวางไว้นั้น จะก่อเกิดประโยชน์และผลสัมฤทธิ์จริงหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้เปรียบเทียบอย่างนี้ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถ้าเทียบจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ตั้งไว้ได้ แค่ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพลังงาน ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๖ กระทรวง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรวมแล้วถ้าคิดเป็นเงินบาท งบประมาณนี้ ๑๐๐ บาทนี่ ทั้ง ๕-๖ กระทรวงที่ผมได้เรียนต่อท่านประธาน ได้ประมาณ ๕.๐ บาทเท่านั้นเองจาก ๑๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะเทียบกระทรวง ต่อกระทรวงให้ท่านประธานได้เห็นว่ามันจริงอย่างที่รัฐบาลได้พูดเมื่อเช้านี้หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ดูจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นเรื่องของภาคการเกษตร ท่านได้เพียง ๓ บาท ๗๐ สตางค์ ถ้าเทียบจากกระทรวงกลาโหมท่านเอาไป ๘ บาท ๒๐ สตางค์ จริงหรือเท็จท่านดูเอาเองนะครับ แล้วมาดูอีกเรื่องหนึ่ง การพาณิชย์ ซึ่งเรามีความจําเป็นจะต้องค้าขายและหารายได้เข้าประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เท่าไรครับ ๔๐ สตางค์ เทียบกับกระทรวงกลาโหม ๘ บาท ๒๐ สตางค์ จากเงิน ๑๐๐ บาท พอมาดู กระทรวงพลังงาน ซึ่งเรามีความจําเป็นในเรื่องของการใช้พลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้เท่าไรครับจากงบประมาณ ๑๐๐ บาท ได้ ๑๐ สตางค์เท่านั้นเอง แต่กระทรวงกลาโหม ได้เท่าไรครับ ๘ บาท ๒๐ สตางค์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของธรรมชาติและแหล่งนํ้าที่จะต้องมีงานอนุรักษ์ปรับปรุงแหล่งนํ้าเพื่อผลผลิต ภาคการเกษตรได้เท่าไรครับ ๑ บาท ๑๐ สตางค์ เทียบกับของทหารไม่ได้เลย ๘ บาท ๒๐ สตางค์ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีความจําเป็นได้ ๓๐ สตางค์ ผมจึงถาม ท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่รับผิดชอบที่เสนอเข้ามานี่ ท่านประธานที่เคารพ เชื่อไหมครับ ประชาชนที่อยู่ในภาคการเกษตรทั้งหมดของเรามีอยู่ประมาณ ๖๔ ล้านคน แต่คนที่อยู่ ในภาคการเกษตรที่เป็นประชาชนส่วนมาก ๕๐ กว่าล้านคน ท่านจัดสรรได้ไปเท่าไร ๕ บาท ๙๐ สตางค์ เทียบกับกระทรวงเดียวผมไม่รู้ว่าท่านเอาไปใช้จ่ายอะไรของทหาร ที่เขาพูดมาตั้งแต่เช้า เอาไป ๘ บาท ๒๐ สตางค์ นี่หมายความว่าอย่างไร ทิศทางของ รัฐบาลชุดนี้ที่ท่านพูดไปว่า ๕-๖ ข้อที่ผมกล่าวนํามาตั้งแต่ต้นนี่มันไม่ใช่ อันนี้คือจุด ที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรเงินงบประมาณกับส่วนที่เกี่ยวข้องมันไม่สอดคล้องกัน ท่านก็พยายาม มาบอกตลอดเวลาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เมื่อเช้านี้ แต่พอมาดูในรายละเอียดจริง ๆ ในเรื่อง การจัดสรร มันไม่ใช่ เราเทียบให้เห็นว่าพี่น้องคนยากคนจนเกษตรกรชาวไร่ชาวนานี่ เป็นคนส่วนมากของประเทศ แต่ได้รับจัดสรรที่เกี่ยวข้องแท้ ๆ มีเท่าไร ก็อย่างที่เห็นนะครับ ก็ถามต่อไปครับว่าเมื่อจัดสรรไปแต่ละกระทรวง ๆ มันเป็นอย่างที่ท่านพูดเมื่อเช้านี้ไหม อันนี้ผมขอลงไปที่รายกระทรวงให้เห็นก่อน เมื่อเทียบกันระหว่างหน่วยงานทหาร กับภาคการเกษตรและทางด้านเศรษฐกิจให้เห็นว่า เอ๊ะ มันจริงไหมการเพิ่มผลผลิต การเพิ่มรายได้ การหารายได้เข้าประเทศ ชี้ให้เห็นว่าอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มันไม่ใช่ ทีนี้พอนําไปถึงในเรื่องของแต่ละกระทรวง ท่านประธานที่เคารพ ท่านบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านได้ประมาณ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทคือ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็มีความดีอกดีใจว่า โอ ได้ประมาณ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นนั้น ผมไม่ดูหรอกครับ ผมสนใจว่า ๓ บาท ๗๐ สตางค์ หรือ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์นี่ท่านสามารถ ไปก่อเกิดผลผลิตให้กับภาคการเกษตรได้จริงหรือไม่ มีผลสัมฤทธิ์จริงหรือไม่ ท่านใช้จ่ายเงินไปตั้ง ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันก่อเกิดประโยชน์จริงหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ เกษตรกรที่เกี่ยวข้องมีอยู่ประมาณ ๕๐ ล้านคนที่จะต้องเข้ามา ดูแลในเรื่องของภาคการผลิต ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์นี่ ผมยกตัวอย่างพืชไม่กี่รายการนะครับ ข้าว อ้อย มันสําปะหลัง ลําไย ลองกองของทางภาคใต้ เงาะ ทุเรียน ผมยกตัวอย่างอย่างเช่นว่าการเพิ่มผลผลิต เมื่อท่านใส่เงินไปประมาณ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านชี้ได้ไหม บอกพวกเราหน่อยสิ ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่นี่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่อยู่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเท่าไรในปี หน้า อ้อยจะเพิ่มขึ้นไหม ข้าวจะเพิ่มขึ้นไหม มันสําปะหลังเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ลําไยเป็นอย่างไร ลองกองเป็นอย่างไร อันนี้อย่างไรเป็ นภาคการเกษตรที่เห็นรายได้กันชัด ๆ ท่านบอกว่าท่านจะลงทุน แต่มันไม่ใช่ ผมก็มามองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของปัจจัยการผลิต เห็นไหมครับ โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรท่านมองเห็นภาพไหมว่าปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ ยในปีที่ผ่านมาและปีที่จะถึงนี้ปุ๋ ยปลอมกันเยอะแยะ ท่านได้ดูเรื่องนี้หรือเปล่า ในเรื่องของการทําความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ราชการที่ลงไปพื้นที่ ท่านมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และความปรารถนาที่จะให้เป็นอย่างที่ท่านพูดหรือเปล่า มันเป็นรูปแบบในการตั้ง งบประมาณเพื่อขอเงินเฉย ๆ แต่เป้ำหมายของท่านจริง ๆ ไม่มีเลยว่าพืชเกษตรตัวไหน ที่ท่านจะลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตตัวไหนมีไหม ท่านชี้ให้เห็นสิครับ ผมยกตัวอย่าง พืชอยู่ตัวสองตัวให้ท่านได้เห็น ปีที่แล้วที่ท่านมาบริหารราชการแผ่นดิน ท่านใช้เงิน ไม่แตกต่างกัน ใช้เงินเอสพี ๒ (SP2) หรืองบไทยเข้มแข็งกับงบนี้ก็เหมือนกัน ท่านดูสิครับ มันเพิ่มขึ้นไหม นี่ผมได้เห็น

ยกตัวอย่างมาที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ผมพูดอยู่ ๒ เรื่องคือ เรื่องข้าว ท่านเห็นไหมครับ ผมตกใจ เห็นท่านรัฐมนตรีบางท่านไปออกทีวี การที่จะทําให้ ข้าวมีราคาก็ต้องแพค (Pack) ข้าว ๕ กิโลกรัมไปขายต่างประเทศ เดี๋ยวนี้กระทรวงพาณิชย์ ทําตัวเป็นยี่ปั๊ว ซาปั๊วกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาราคาข้าวปีนี้มันมีปัญหา ในเรื่องการดําเนินงานของผู้บริหารคือเจ้ากระทรวง โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี ท่านไม่เข้าใจ เวลาข้าวท่านออกมาท่านกลับไปขายข้าวในสต็อก (Stock) มันก็ไม่ขึ้นอยู่แล้ว การประกันรายได้ ท่านเห็นไหมจุดบกพร่อง ท่านไปกล่าวหาเขาคราวที่แล้วบอกว่า เสียเงินไปเปล่า ปีนี้ท่านตั้งไว้เท่าไร ๕๒,๐๐๐ แล้วปีที่แล้วเอสพี ๒ เท่าไร อีก ๔๐,๐๐๐ ไปประกันราคาข้าวประกันความเสี่ยงของท่าน แล้วผมถามว่าการจํานํากับการประกัน การจํานํายังมีข้าวอยู่ แต่การประกันท่านไม่ได้ข้าว

อีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องของอ้อย กระทรวงพาณิชย์ ท่านเห็นไหมครับ กลับไปเอานํ้าตาลจากต่างประเทศในโควตา ค กลับมาขายในโควตา ก ภายในประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบคือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ข่าวเลยออกมาว่า เอ๊ะ ทําไมกระทรวงพาณิชย์ ไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องของนํ้าตาลมาขายภายในประเทศ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ที่สําคัญคือ แทนที่จะให้กรมการค้าภายในกลับไปให้กระทรวงการค้าต่างประเทศเป็นผู้บริหาร การดําเนินงาน เขาจึงลือว่ารายการนี้หากินกับเรื่องของหวาน ๆ คือเรื่องของนํ้าตาลใช่ไหม ได้ข่าวบอกว่าหากินกันได้กิโลกรัมละ ๓ บาท อันนี้ท่านไปทําได้อย่างไร ท่านบอกส่งเสริม ไปต่างประเทศ แต่ท่านกลับเอาโควตาต่างประเทศกลับมาขายในประเทศ อันนี้ ท่านประธานที่เคารพ นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ผมจึงมองว่าถ้าเอาเงินไปให้มันไปไม่ได้ แทนที่ท่านจะต้องไปหาตลาดต่างประเทศ ท่านกลับไปเอารายการต่างประเทศมาขาย ภายในประเทศ

อีกรายการหนึ่งครับท่านประธาน กรมทรัพยากรนํ้า ผมขอสั้น ๆ ว่า ท่านเห็นไหมว่าของกรมทรัพยากรนํ้าท่านบอกว่าอะไรครับท่านประธาน ท่านบอกว่า จะพัฒนา จะดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และจัดแนวทําเขตใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน และส่งเสริมการปลูกป่า ผมบอกว่าการจัดทําเขต แต่ท่านไม่ต้องไปจัดทําเขตหรอก ท่านไปดูป่าดงพะทาย อยู่ที่จังหวัดนครพนม ตั้งแต่ท่านทํามานี่ท่านจัดทําเขตหรือยัง ป่าแปลงนี้เขาจัดมาให้กับพี่น้องเกษตรกรคนยากจนไม่มีทํากิน ๑๐ ไร่ แล้วก็อยู่อีก ๑ ไร่ แต่ผมไม่รู้นะ ถ้าประเทศ ๑ ประเทศ ๒ มาตรฐานอย่างนี้รัฐมนตรีได้ไปเป็นพันไร่ แล้วคนยากคนจนทําไมไม่ได้ แล้วทําไมไม่จัดการเรื่องนี้ ท่านจัดการเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว

เรื่องของกระทรวงพลังงาน ไหนรัฐบาลบอกว่าจะเข้ามาบริหารประเทศ ๙๙ วัน ท่านไปตกลงรับปากกับใครไว้ ท่านบอกว่าไม่เก็บเงินเข้ากองทุนนํ้ามัน สิ่งเหล่านี้ ท่านก็ยังเก็บอยู่ทุกวันนี้ แล้วปีนี้ราคานํ้ามันลดลงไป ท่านดูสิครับ ดีเซลก็ดี เบนซินก็ดี ถ้าเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมาท่านปฏิเสธไหมว่าท่านเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นลิตรละ ๕ บาท ทั้งที่ราคานํ้ามันตลาดโลกนั้นมันลดลงมา อันนี้คืออะไร อันนี้เป็นการเพิ่มภาระ ให้กับเกษตรกรคนยากคนจน

สุดท้ายในเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านตั้งงบประมาณไว้ เท่าไรครับ นิดเดียว ประมาณไม่กี่สตางค์ ประมาณ ๓๐ สตางค์ ท่านดูสิครับบรรยากาศ อย่างนี้ เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ผมไม่เชื่อเลยว่าท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ท่านนั่งอยู่ นีีี่ท่านได้เดินออกไป ท่านดูสิครับว่าสิ่งเหล่านี้ท่านจะต้องปรับปรุงแก้ไข ผมเห็นว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นมีความจําเป็นที่จะต้องหารายได้เข้าสู่ประเทศ อันนี้ มีความจําเป็น

ท่านประธานที่เคารพ สรุปแล้วผมถือโอกาสนี้เรียนท่านประธาน ด้วยเวลาอันจํากัดว่าสิ่งซึ่งผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานผมเห็นว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ชอบท่องขึ้นใจเสมอว่าทุกคนจะต้องอดทน อดกลั้น เสียสละ แต่ท่านดูหรือเปล่าครับ แต่ตัวเองกลับไม่อดทน ไม่อดกลั้น และไม่เสียสละ ท่านกลับทําให้เรา โดยเฉพาะผมมองเห็นว่าการจัดทํางบประมาณเหล่านี้เป็นการปูนบําเหน็จให้กับผู้ที่ มีพระคุณจริงหรือไม่ แล้วก็กลับไม่มองถึงผู้ยากไร้ ผู้ยากจน และประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ๕๐ กว่าล้านคนที่จะต้องได้รับผลจากงบประมาณในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ