อลงกต มณีกาศ หารือเรื่องงบประมาณกองทุนกีฬาอาชีพที่ลดลงจาก ๒๘๘ ล้านบาทเหลือ ๑๖๔ ล้านบาท และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนกีฬาอาชีพโดยเฉพาะฟุตบอลอาชีพเพิ่มเติม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อแผ่นดิน ผมเองได้เห็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็เห็นด้วยในหลักการแล้วก็ชื่นชมกับนโยบายที่ดีของทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งบรายจ่ายตามนโยบายของทางรัฐบาลประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็แบ่งเป็น ๒ หมวดใหญ่ ๆ ก็คือหมวดเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับงบที่จ่าย ตามภารกิจยุทธศาสตร์ของทางรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากกับทางรัฐบาลก็คือว่า เงินที่ผ่านทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เวลาถึงมือพี่น้องประชาชนค่อนข้างจะ ล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นงบ อสม. หรือว่าโครงการนมโรงเรียนหมื่นกว่าล้านบาท งบ อสม. ก็ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือว่าเบี้ยกตัญํูหรือเบี้ยผู้สูงอายุ ๓๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท บางครั้งพี่น้อง อสม. ก็บ่นมากับผมว่าโครงการของรัฐบาลตามจริงก็เป็นโครงการที่ดี ซึ่งถึงแม้ ๖๐๐ บาท อาจจะเป็ นเงินไม่มากแต่ก็เป็ นแรงจูงใจที่จะให้พี่น้อง อสม. ได้ทํางานสาธารณสุขเชิงรุกให้กับทางกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าบางครั้งกว่าจะออก ก็ประมาณ ๒-๓ เดือน ผมเคยมีโอกาสได้ซักถามทางสํานักงบประมาณท่านก็บอกว่า จ่ายเป็นก้อน ปีหนึ่งจ่ายครั้งเดียวซึ่งคาดว่าน่าจะไปล่าช้าอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบ้าง ซึ่งเช็ก (Check) ดูการไหลเวียนของเงินแล้วนอกจากเงินจะไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องเสียเวลาไปที่สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ กว่าจะส่งไป ที่อนามัยหรือที่โรงพยาบาลชุมชน ก็เลยอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้เปลี่ยนหมวดว่าเงินของ อสม. น่าจะไปอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกับ งบของคนพิการที่เดือนละ ๕๐๐ บาท หรือว่าเบี้ยกตัญํู เบี้ยสูงอายุ ก็น่าจะโอนไปอยู่ ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ดูแล ในเรื่องนมโรงเรียน เช่นเดียวกัน ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็น่าจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการดูแล ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ก็จะทําให้การกระจายในเรื่องของงบประมาณได้เร็วยิ่งขึ้น ก็จะเป็ นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นโครงการดีของทางรัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นสโลแกน (Slogan) ทางการเมือง ผมเองก็เป็นหมอและเคยเป็นผู้อํานวยการโรงพยาบาลมาก่อน ตามจริงแล้วมิได้แปลว่า ทุกโรครักษาโดยใช้เงิน ๓๐ บาท แต่บางโรคอาจจะต้องได้เสียเงิน อย่างสมัยก่อนปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ไม่ว่าจะเป็นการฟอกไต ล้างไต หรือว่ารักษาด้วยยาบางอย่าง หรือว่าการตรวจ สุขภาพของพี่น้องประชาชนก็ต้องไปเสียเงินเอง หรือว่าการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ หรือเอชไอวีแต่ว่าในช่วงนั้นอาจจะเป็นช่วงเริ่มต้นเงินไม่พอเพียง ถ้าเทียบสัดส่วน ต่อหัวประชากรคํานวณแล้วตกอยู่แค่ ๑,๒๐๒.๔๐ บาทต่อคนหรือต่อหัวประชากร จากปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ มาถึงปี ที่แล้วนะครับ เงินต่อหัวนี่เพิ่มขึ้นก็ประมาณ ๒,๔๐๐ กว่าบาท แต่ปีนี้รัฐบาลก็ได้จัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับพี่น้องประชาชน มากยิ่งขึ้นอีกนะครับ เป็นเงินคํานวณแล้วประมาณ ๒,๕๔๖ บาทต่อหัวประชากร ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับงบประมาณปีที่แล้วจะเห็นว่าปีที่แล้วนี่เงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รัฐบาลจัดประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี นี้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญ กับพี่น้องประชาชนทุกระดับ เนื่องจากว่ากลุ่มประชากรส่วนนี้ได้ใช้บัตรทอง ซึ่งบัตรทองนี่ เป็นบุคคลที่ไม่สามารถที่จะเบิกจากส่วนประกันสังคมได้หรือว่าไม่สามารถที่จะเบิก จากระบบราชการได้นะครับ นอกจากเงินที่เพิ่มขึ้นแล้วก็จะส่งผลดีกับทางบัตรของผู้รักษา ว่าในเรื่องของการใช้สิทธิสามารถเอาไปใช้รักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นส่งเสริมระยะยาวในเรื่อง ของป้ องกันโรคภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง หรือจากเบาหวาน หรือว่าคนไข้ ฟอกไต ล้างไต ปัจจุบันก็ไม่ต้องเสียเงิน หรือว่าคนไข้เอดส์หรือว่าคนไข้ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถที่จะใช้สิทธิตัวนี้ครอบคลุมขึ้นมาได้มากยิ่งขึ้นนะครับ
สิ่งหนึ่งผมอยากจะฝากเรียนไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสนั่น ขจรประศาสน์ กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พอดีมีท่านที่ฝากมาในเรื่องของกีฬาอาชีพนะครับ ปี ที่ผ่านมาได้มีการจัดทํางบ ของปี ๒๕๕๓ ทั้งหมดรวมถึงงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ กับงบกองทุนกีฬาอาชีพต่าง ๆ เป็นเงินทั้งหมด ๒๘๘ ล้านบาท ซึ่งก็จะเอาไปสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลอาชีพที่กําลังบูม (Boom) อยู่ในเมืองไทย ณ ขณะนี้นะครับ หรือว่า เทนนิสอาชีพ หรือว่ากอล์ฟอาชีพ หรือว่าสนุกเกอร์อาชีพ หรือว่าตะกร้ออาชีพ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของโบว์ลิ่ง (Bowling) หรือแบดมินตัน หรือตะกร้อลอดห่วงนะครับ แต่ปีนี้ ผมตั้งข้อสังเกตครับว่าทําไมงบประมาณที่ทาง กกท. ได้เสนอขึ้นมานั้นถูกสํานักงบประมาณ ตัดลงมาเหลือแค่ ๑๖๔ ล้านบาท ปี ที่แล้วทั้งปี ได้ ๒๘๘ ล้านบาท เฉพาะในส่วน ของฟุตบอลอาชีพนี่ได้ ๒๐๘ ล้านบาท แต่ปีนี้ ๑๐ ประเภทกีฬาที่เป็นกีฬาอาชีพนี่ได้แค่ ๑๖๔ ล้านบาท ผมเองได้มีข้อมูลของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก (Football Premier League) หรือลีก (League) สูงสุดของประเทศไทย หรือฟุตบอล ดิวิชัน ๑ (Football Division1) หรือฟุตบอล ดิวิชัน ๒ (Football Division2) นี่ เงินรายได้ของนักฟุตบอลหรือของบุคลากรทางการกีฬารวมกันทั้งปี ไม่ตํ่ากว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการกระจายรายได้ เป็นการกระจายเรื่องของเงิน เรื่องของอาชีพ ต่าง ๆ ยังไม่รวมถึงเงินหมุนเวียนของแต่ละสนามอีก คาดว่าหลายพันล้าน แต่ปรากฏว่า รัฐบาลจัดให้หรือว่าสนับสนุนกีฬาอาชีพของวงการกีฬาอาชีพของประเทศไทย เพียงแค่ ๑๖๔ ล้านบาทนะครับ ก็อยากจะฝากเรียนถึงท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่นซึ่งดูแลงบกองทุนกีฬาตรงนี้นะครับ คิดว่าอาจจะต้องแบ่งเงิน จากกองทุนกีฬาอาชีพนี่ได้มาสนับสนุนในเรื่องของวงการกีฬาอาชีพต่าง ๆ รวมถึงฟุตบอลอาชีพต่อไปด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอแสดงความเห็นว่านโยบายต่าง ๆ รวมถึงการจัดทํา งบประมาณต่าง ๆ ทุกหมวดทั้ง ๓๕ มาตรานี่ผมเห็นด้วยในหลักการครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ