ไกร ดาบธรรม เสนอแนวคิดปรับลดโครงการที่ไม่เร่งด่วนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และขอให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณและเร่งดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างมั่นคง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ไกร ดาบธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรครวมชาติพัฒนา กระผมเห็นด้วยในภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และในจํานวนนี้เป็นรายจ่ายประจําถึง ๖๘.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่กรอบวงเงินอันนี้ได้รับ การพิจารณาก่อนมีเหตุการณ์ ๗-๘ วันที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมตามมาอย่างมากมาย เพื่อเสถียรภาพและความสามารถ ในการแข่งขันของตลาดโลก กระผมเห็นว่าควรจะมีการปรับเพิ่มงบประมาณรายจ่าย ประจําปีนี้ แต่ก็คงเป็นไปได้ยากครับ เพราะว่ากรอบวงเงินได้ถูกกําหนดมาแล้ว อีกทั้ง จะนําพระราชบัญญัติเงินกู้กลับมาใช้ก็คงเป็นไปได้ยากอีกเช่นกันครับ เพราะปัจจุบัน เรามีหนี้สาธารณะเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่า ควรจะมีการปรับลดโครงการที่ไม่เร่งด่วน แล้วนําเงินเหล่านั้นมาลดความเหลื่อมลํ้า ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะพี่น้องในชนบทและโครงการที่มีการจ้างงาน อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในโครงการเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุทุกคน ค่าตอบแทน กับพี่น้อง อสม. ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากจากผู้สูงอายุ และ อสม. รวมทั้งพ่อแม่ พี่น้องในชุมชน พ่อค้า แม่ค้า ในหมู่บ้านก็ขายของได้มากขึ้นลูกหลานส่วนหนึ่งไม่ต้อง ทิ้งถิ่นไปหางานทําในเมืองและในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเม็ดเงินตัวนี้สามารถที่จะกระจายรายได้ และเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในชนบท รวมทั้งสร้างงานให้กับลูกหลานในชุมชนได้ เป็นอย่างดี กระผมจึงขอเสนอว่าน่าจะมีการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุเป็นเดือนละ ๑,๒๑๕ บาท ถึง ๒,๐๐๐ บาท ทําไมต้องเป็นตัวเลขนี้ล่ะครับ เพราะจากการวิจัย มีการกําหนดว่าผู้ที่มีรายได้ตํ่ากว่า ๑,๒๑๕ บาทต่อเดือนต่อคนในเขตชนบทถือเป็น คนยากจน ซึ่งในเขตเมืองใช้ที่ ๒,๐๒๐ บาท และปัจจุบันค่าครองชีพก็ได้มีการปรับตัว สูงขึ้นอย่างมาก และมีการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้กับ อสม. ซึ่งเป็นขวัญ และกําลังใจในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้ กับ ภาครัฐได้เป็นอย่างมาก ความเหลื่อมลํ้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในบ้านเรามีมา อย่างยาวนานแล้วก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีหนี้สินและมีรายได้ตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะเกิดจาก โครงสร้างราคาสินค้าทางการเกษตรที่ไม่เป็นธรรมและการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า บางคน รัฐบาลจึงต้องหันมาดูแลในเรื่องของโครงสร้างการผลิต การจําหน่าย พืชผล ทางการเกษตร รวมทั้งหนี้สินของเกษตรกรอย่างจริงจัง เพื่อที่จะได้ลดต้นทุนของ พี่น้องเกษตรกร รวมทั้งทําให้เกษตรกรขายพืชผลได้ในราคาที่เป็นธรรม ที่ผ่านมาเกษตรกร ไม่สามารถที่จะรวมตัวกันเพื่อต่อรองราคาสินค้าทางการเกษตร มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องการผลิตและการจําหน่ายสินค้าการเกษตรก็น้อยมาก กระผมจึงขอเสนอว่า ถ้าเราจัดให้มีนักวิชาการด้านการเกษตรและการตลาดอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกที่ทั้ง อบต. และเทศบาล ซึ่งคัดเลือกจากลูกหลานของเกษตรกรที่อยู่ในตําบล หรือในอําเภอนั้นมาดูแลเรื่องการผลิตทางการเกษตรและการขายสินค้าทางการเกษตร ในทุกตําบล ผมเชื่อว่าจะทําให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ในบ้านเรามี อบต. และเทศบาลรวมแล้วประมาณ ๘,๕๐๐ แห่ง ถ้าจ้าง ๒ อัตราก็ประมาณ ๑๗,๐๐๐ อัตรา คิดว่าเงินเดือนคนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท จะใช้เงินปีละประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินจํานวนนี้รัฐบาลก็เป็นคนสนับสนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูป เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างงานให้กับลูกหลานของเกษตรกรในชุมชนแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า จะสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มการจําหน่ายสินค้าการเกษตร เพิ่มรายได้ให้ เกษตรกรอย่างชัดเจน การปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรในกองทุนฟื้นฟูและเกษตรกร ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ตรงนี้ดีครับ แต่ควรจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ทุกกลุ่ม เพราะส่วนใหญ่หนี้สินที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาของโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน แล้วก็ต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรทุกคน ของบ้านเรา
อีกปัญหาหนึ่งครับ ปัญหาเรื่องที่ดินทํากินซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของ เกษตรกรบ้านเรา มีเกษตรกรจํานวนมากไม่มีที่ดินทํากินครับ หรือมีที่ดินทํากินแล้ว ไม่มีเอกสารสิทธิ การที่รัฐบาลพยายามที่จะจัดหาที่ดินทํากินให้เกษตรกรและเร่งรัด ในการออกเอกสารสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในเรื่องของ โฉนดชุมชน ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้วครับ เพียงแต่ขอให้เพิ่มเติมงบประมาณ แล้วก็เร่งรัดในการดําเนินงานออกเอกสารสิทธิให้กับเกษตรกรเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม อย่างรวดเร็ว กระผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้โปรดนําข้อเสนอของกระผมได้ไปพิจารณาด้วยนะครับ
ท้ายนี้ขอให้คนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม ประเทศไทยกลับมาเป็น สยามเมืองยิ้มอย่างที่ทั่วโลกเขารู้จักเรา ขอบคุณครับ