สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ หารือเรื่องนโยบายข้าวและเรียกร้องการตรวจสอบการรั่วไหลในโครงการข้าวของรัฐบาล และเรียกร้องการสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อป้องกันการรั่วไหลนี้

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภา ผม ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย จากการที่เราพิจารณางบประมาณนะครับ ผมได้ติดตาม การปฏิบัติงานของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายข้าวในเรื่องการประกันรายได้ก็บอกตรง ๆ มีช่องโหว่เป็นจํานวนมาก ซึ่งผมจะต้องใช้เวทีแห่งนี้เพื่อสะท้อนกลับไปว่าจะต้องติดตาม ตรวจสอบการรั่วไหลต่าง ๆ และประเด็นเรื่องของกลไกตลาดบอกท่านประธานเลยนะครับว่า ที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่เราได้มีโครงการจํานํา แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นประกัน รายได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือว่าราคาข้าวร่วงลงตลอด ทําให้เกษตรกรมีการก่อม็อบกันทั่วไป ภาคกลางนี่มีเยอะมาก ภาคอีสาน ภาคเหนือ เกิดปัญหา นโยบายถ้าดีหมายถึงว่าถ้าดี รองรับในความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ ไม่มีม็อบหรอกครับ ไม่มีใครอยากจะ มาปิดถนนมาสร้างความรําคาญ สิ่งที่เขาทําคือทําเพื่อความอยู่รอด เพราะว่าลงทุนไปแล้ว มันขาดทุน เกิดปัญหามากมายนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาต้นทุนในการผลิต นํ้ามัน เป็นตัวชี้วัดที่จะต้องกําหนดราคาต้นทุนการทําไร่ทํานา ปุ๋ ยก็มาจากปิโตรเคมี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่อาจที่จะไปกํากับได้ว่านํ้ามันควรจะอยู่เท่าไร เพราะเราต้องนําเข้า ประเทศ ที่ผลิตนํ้ามันเอง โอเปก (OPEC) เขายังมีการจับมือร่วมมือกันเพื่อกําหนดทิศทาง ในการผลิตนํ้ามันของเขาเพื่อไม่ให้ล้นตลาดจะส่งผลให้นํ้ามันเขาถูก แต่ในขณะเดียวกัน เราผลิตข้าว เป็นประเทศที่ผลิตข้าวอันดับหนึ่ง แต่เราไม่มีการประสานงานเชื่อมโยงกับ ประเทศที่เขาผลิตข้าวเหมือนกัน อย่างประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม หรือติดกับบ้านเรา ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า อันนี้ชี้ให้เห็นเลยว่าที่ราคาดิ่งเหวทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะแย่งกันขาย ไปดัมพ์ (Dump) ราคาที่ต่างประเทศ ตัวเลขการบริโภคข้าวของโลก ไม่ได้ลดลงมีแต่เพิ่มขึ้น คนที่เคยกินขนมปังในยุโรปเดี๋ยวนี้เปลี่ยนนะครับ เนื่องจาก มีชาวเอเชียไปอยู่เยอะหันกลับมาบริโภคข้าว ดังนั้นอาชีพการทําไร่ทํานาของคนไทยเรา มันไม่ใช่เป็นการที่ทําในสินค้าที่ผลิตเกินความต้องการ ต่างประเทศก็ยังมีความต้องการ แต่สิ่งที่เรากําลังทําอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโครงการจํานําข้าวแล้วเอาข้าว มาเป็นประกันรายได้ ก็อยากจะบอกเลยนะครับว่าโครงการรับจํานําซึ่งทํากันมาต่อเนื่อง ในอดีตเราจะใช้จริง ๆ ๑ ปีเราผลิตข้าวได้อยู่ที่ประมาณ ๓๐-๓๒ ล้านตันต่อปี แต่ตัวเลข ในการที่รับเข้าไปจํานําเพื่อรองรับสินค้าล้นตลาดอยู่เพียงร้อยละ ๓๐ ของจํานวนผลผลิต ทั้งหมด ดังนั้นก็ไม่ได้เป็นเงินที่มากมายนะครับ แล้วการที่เรามีสต็อกข้าว การที่เราระบาย อย่างตรงไปตรงมา อย่างเช่นเราเปิดประมูลในตลาดล่วงหน้าก็จะมีราคาสูงกว่าท้องตลาด ทุกครั้งไป ทั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่ข้าวในสต็อกของเรานั้นเป็นข้าวเก่า เป็นข้าวที่พวกเราบริโภคกัน แต่ข้าวใหม่เราเอาไว้ส่งออก ดังนั้นข้าวในสต็อกของรัฐบาลคือเป็นสิ่งที่มีค่า อย่าเอาไปขายถูก ๆ อย่าเอาไปเปิดประมูล แล้วก็ไปฮั้วกัน เกิดปัญหามากมายก่ายกอง ผมพยายามรักษาผลประโยชน์ ของชาติบ้านเมืองนะครับ เมื่ออภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ เมื่อปีกลายนี้ ในช่วงเวลา ประมาณเดือนมิถุนายน ผมได้เคยท้วงติงไว้แล้วว่าการประมูลข้าวของรัฐบาลที่มี การยกเลิกหลังจากที่ผมได้ติดตามแถลงที่รัฐสภาผ่านสื่อ มีสื่อลงข่าวอยู่ทุกวัน ๆ ส่งผลให้ มีการยกเลิกการประมูลไป แต่แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ มีข้าวในโกดังเบญจรุ่งเรือง (หลังที่ ๒) ตําบลท่าพี่เลี้ยง อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งโกดังเลยเป็นข้าวหอมปทุมธานี มูลค่าท้องตลาดในขณะนั้น ๑ กระสอบ ๒,๕๐๐ บาท แต่เราประมูลขายไปที่ ๑ กระสอบ ๑,๖๐๐ บาท ซึ่งมีส่วนต่างมากมาย แล้วมีการยกเลิกการประมูลไป แล้วก็ผู้ประมูล เอาเหตุผลใดกับรัฐมนตรีในขณะนั้น ปล่อยให้มีการขนสินค้าด้วยเงินของหลวงออกไป ทั้งโกดัง อันนี้ละครับคือความเสียหาย การที่จะใช้เงินงบประมาณเข้าไปในโครงการข้าว หันไปติดตามดูสิครับที่โกดังเบญจรุ่งเรือง (หลังที่ ๒) เมื่อครั้งที่ขนออกไป ท่านที่ดูแล ในส่วนโกดังของรัฐ ท่านเคยไหมครับจะไปติดตามเอาส่วนต่างของราคามาคืนให้หลวง หรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นแล้วว่ามีการรั่วไหลเหลือเกิน จากการที่เปลี่ยนนโยบาย ผมจะบอกเลยนะครับว่าราคาในครั้งที่รัฐบาลสมัครมาเป็นรัฐบาล ข้าว ๑ เกวียน อยู่ที่ ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรีสมชาย ๑ เกวียนอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ บาท แต่แล้วในขณะนี้ท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ๑ เกวียนราคาปัจจุบันที่ราคากลาง อ้างอิง ๗,๖๑๒ บาท นี่คือราคากลางที่เราจะต้องโอนเงินส่วนต่างตรงนี้ให้กับเกษตรกร จะเห็นได้ว่าราคามันต่างกันเกวียนหนึ่ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ประเทศไทยผลิตข้าวได้ ๑ ปี ๓๒ ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย ๑ ตัน ๕,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประกันรายได้เกษตรกร แต่ประกันรายได้ให้ประเทศบ้างหรือเปล่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องคํานึงถึงว่ามูลค่าสินค้าที่เราเคยได้ในอดีต ทั้ง ๆ ที่ปีนี้ประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม ประสบภัยพิบัติ ประเทศฟิลิปปินส์ประสบภัยพิบัติ มีความต้องการข้าวอย่างมาก แต่แล้วราคาเป็นอย่างนี้หรือครับ เป็นสิ่งที่เราชี้ให้เห็นเลยนะครับว่าการที่ไปตั้งราคา ประกันรายได้ไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่มีผู้ซื้อที่ไหนหรอกครับเขาจะมาซื้อของแพงเข้าประเทศเขา เขาก็ต้องกดให้ตํ่า เมื่อกดให้ตํ่าลงความเสียหายในด้านมูลค่าของสินค้าก็เกิดเสียหาย ภายในประเทศของเรา อันนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเรายังคงโครงการรับจํานํา มันคงไม่ดิ่งเหวอย่างนี้ เพราะว่าเรามีการรองรับในเรื่องสินค้าล้นตลาด เพราะการประกัน รายได้นี่สินค้ามันออกมาพรวดเดียวเต็มท้องตลาดไปหมด หนีไปไม่พ้นนะครับ เมื่อซัพพลาย (Supply) มาก ดีมานด์ (Demand) น้อยก็จะต้องถูก ก็ส่งผลให้ราคามันร่วง ทุกวัน ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่าถ้าเราไม่ท้วงติง การดําเนินการดังกล่าวก็จะทําให้เกิด ความเสียหายต่อประเทศชาติ ส่วนเรื่องของโครงการประกันรายได้ที่ผมได้สํารวจในพื้นที่ ที่มีการทําไร่ทํานา เวลานี้มันมีนายทุนที่ไม่เคยทําไร่ทํานา เคยเอานาไปให้เขาเช่าทํา เดี๋ยวนี้ไม่นะครับ เอาโฉนดของตัวเองไปขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรแล้วก็มีเงินโอนเข้าบัญชีมา เท่ากับเงินที่จะไปช่วยเหลือเกษตรกรทําไร่ทํานานี่เวลานี้เจ้าของโฉนดมีสิทธิด้วยหรือ แล้วการตรวจสอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ระดับตําบล มีใครบ้างครับ จะมานั่งจับผิดกัน เขาถือว่าธุระไม่ใช่ เขาก็ดําเนินการกันไป เรามีแขนขาของรัฐหรือเปล่าไปตรวจสอบเหล่านี้ว่าที่ไม่ได้ทํานาแต่มีโฉนด แล้วก็เอาโฉนด มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วรอรับการโอนเงิน แล้วยังมีอีกหลายกรณีนะครับ บางทีเพิ่งจะ หว่านข้าวมีเงินโอนเข้ามา ท่านไปตรวจดู อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เพิ่งจะหว่านข้าว ยังไม่มีข้าวแต่มีเงินโอนประกันรายได้มา ๑ เกวียน ๒,๐๐๐ กว่าบาท คนหนึ่งลิมิท (Limit) อยู่ที่ ๒๕ เกวียน ท่านไปคิดสิครับ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท เงินเหล่านี้ถ้าไปถึงเกษตรกร โดยตรงไปตรงมา ผมก็เห็นด้วยที่รัฐบาลจะช่วยเหลือเกษตรกร แต่ถ้าเงินเหล่านี้เป็นลาภ อันมิควรได้ รัฐบาลก็ต้องไปหาวิธีการเข้าไปตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการรั่วไหล ยิ่งรั่วไหล มากเท่าไรบ้านเมืองก็ไปได้ลําบาก เพราะว่าการที่ท่านโอนไปลักษณะอย่างนี้ผมเป็นห่วง เรื่องความยั่งยืนมันจะไม่ยั่งยืน มันอาจจะชั่วขณะหนึ่ง พอต่อไปในวันข้างหน้า ความเข้มแข็งของเกษตรกรที่จะรอคอยในเรื่องดังกล่าวมันจะมีให้โอนตลอดหรือเปล่า สู้เราเอากลไกตลาดนํากันไป สมัยก่อนเรารับจํานําอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ บาท แต่ท้องตลาด เป็นอย่างไรครับ ไป ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท เคยทํามาแล้วนะครับ รัฐบาลไม่ต้อง ไปรองรับ ใช้กลไกตลาดพยุงกันไป เนื่องจากว่าเราสร้างบรรยากาศไม่ให้ราคามันลง แต่นี่เป็นอย่างไรครับ ผมสังเกตดูตั้งแต่ปีกลายมาแล้วพอราคาขยับจะขึ้นเมื่อประมาณ เดือนธันวาคมเห็นจะได้ข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ที่กระสอบหนึ่งประมาณ ๑,๙๕๐ บาท ผมเคยได้เสนอแนะโดยการแถลงข่าวที่รัฐสภาบอกว่าควรจะระบายได้แล้ว ในตลาดล่วงหน้า ตอนนั้นตลาดล่วงหน้าปาเข้าไปกระสอบหนึ่ง ๒,๐๐๐ บาท ก็ไม่เอาปล่อยปละละเลย จนเดี๋ยวนี้มาเหลือกระสอบละ ๑,๒๐๐ บาท ๑,๓๐๐ บาท เกิดความเสียหายนะครับ เพราะว่าในเรื่องสินค้าเกษตรเป็นสิ่งที่เราจะต้องเกาะติด สถานการณ์ อย่าให้เพลี่ยงพลํ้า การค้าเหล่านี้จะต้องเป็นคนที่รู้วิชาชีพ ต้องรู้กลไกตลาด ท่านต้องเข้าใจว่าความต้องการตลาดตรงไหนที่เขามีความต้องการ ต้องแสวงหา อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เราจะต้องไปหาตลาดแล้วต้องจับมือทําความร่วมมือกับประเทศ ที่ผลิตข้าวเพื่อมีการเชื่อมโยงในเรื่องข้าว เพื่อไม่ให้มาดัมพ์ราคาให้มันถูกลง ๆ แต่สินค้า นํ้ามัน ปุ๋ ย เอาแต่แพงขึ้น อย่างนี้เราเสียหาย เราผลิตข้าวไปพบแต่การขาดทุน ขณะเดียวกันวันนี้ผมได้รับรายงานจากเกษตรกรเขาบอกว่าในราคาที่อ้างอิง ๗,๖๑๒ บาท ราคากลาง แต่ชาวนาไปขายโรงสี โรงสีไม่รับซื้อบอกว่าเขาซื้อราคากลางนี้ไม่ได้ เนื่องจากว่าตลาดในต่างประเทศเขาราคาถูกกว่านี้ ทําอย่างไรครับชาวนานี่มีข้าว ตั้ง ๒๐ เกวียนอย่างนี้จะไปเอาลานที่ไหนตาก เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี พอเก็บสัก ๕ วัน เป็นอย่างไรครับ ข้าวมันร้อนเสียหายเป็นข้าวฟันหนูที่บริโภคไม่ได้ เกิดความเสียหายนะครับ แล้วก็ถ้าข้าวขายไม่ได้ตรงนั้นท่านจะโอนส่วนต่าง ๒,๓๘๘ บาทชดเชยกับที่เป็นฟันหนูไป ชาวนาเขาจะเดือดร้อนแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าความรั่วไหล ช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น ผมมุ่งหวังว่ารัฐบาลทําเถอะครับ สิ่งไหนที่ท่านทําแล้วเกษตรกร ลืมตาอ้าปากได้ผมอนุโมทนา แต่อย่าให้เกิดปัญหาอย่างนี้ ท่านจะไปบังคับ ให้เขาซื้ออย่างไร เขาซื้อแล้วเขาขายไม่ได้ โรงสีกับชาวนามันไม่ใช่ผู้ขัดแย้ง เมื่อชาวนาดี โรงสีเขาก็มีผลผลิตป้ อนโรงงานเขา อันนี้เป็นเรื่องที่เขาผลประโยชน์ร่วมกัน เวลานี้ ที่ท่านตัดช่องทางไปเปลี่ยนเป็ นประกันรายได้ ผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่อง ความพยายามจะตัดเรื่องโรงสีอาจจะได้ประโยชน์ในเรื่องการแปรสภาพ แต่หนีไม่พ้น ระบบมันเป็นอย่างนี้ เพราะชาวนาไม่มีลานตากข้าว รัฐเองจะไปเอาข้าวเปลือกมาไว้ ในโกดังท่านก็ไม่มีโรงสี มันจะต้องใช้ระบบที่มันมีอยู่ในสังคมให้เกิดประโยชน์ มันจะได้ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ อย่าไปกีดกันกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใด มันเป็นเรื่อง วิชาชีพที่เขาจะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน วันนี้ผมก็ขอฝากรัฐบาลในส่วนที่งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องโครงการนโยบายข้าวเพื่อไป สอดส่องไม่ให้เกิดความเสียหาย การที่มีการนําโฉนดมาขึ้นทะเบียนแล้วก็ไม่ได้ทําไร่ทํานา อันนี้ก็เป็นช่องโหว่ การที่เอาโฉนดไปขึ้นทะเบียนปลูกข้าว แล้วขึ้นทะเบียนปลูกข้าวโพด ปลูกมันสําปะหลัง แล้วได้เงินประกันทุกรายการอันนี้ก็ต้องตรวจสอบ ถ้าเกิดมีจริง ความเสียหายเกิดขึ้น ความไม่ยั่งยืนในโครงการต้องเกิดขึ้นแน่นะครับ ผมฝากเพื่อจะให้ โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลมีอํานาจในการตัดสินใจที่จะมาใช้ในโครงการประกันรายได้ ให้มันยั่งยืน อยากจะให้ท่านลงไปตรวจสอบเพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่ เพื่อให้คนที่ไม่ได้ ประกอบอาชีพกลับได้เงินประกันรายได้ ผมเสียดายเงินภาษีประชาชน เพื่อรักษาไว้ เพื่อความยั่งยืนของประเทศเรา ขอบพระคุณครับท่านประธาน