คมเดช ไชยศิวามงคล หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่มีปัญหาการบริหารประเทศและการเมือง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากการจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่ติดลบ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จริง ๆ บรรยากาศ ต่าง ๆ มันไม่เหมาะเลยในสถานการณ์ช่วงนี้ การบริหารคน งาน เงิน เวลา เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคมต่าง ๆ ไม่เอื้ออํานวยในด้านความเชื่อมั่น ประเทศไทยตอนนี้ ตกอยู่ในภาวะที่ขาดความเชื่อมั่น ประเทศไทยดูไปอีกมุมหนึ่งเหมือนกับโรงฆ่าสัตว์ คนไทยฆ่าคนไทย เรากินเงินเดือน เก็บภาษีจากคนไทย ใช้เงินภาษีของคนไทย จัดงบประมาณที่มาจากคนไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก การลงคะแนนของคนไทย แต่กลับกลายเป็นว่าคนไทยสั่งคนไทยฆ่าคนไทย มันเกิดขึ้น อย่างไรครับท่านประธาน แนวทางในการจัดสรรงบประมาณที่ผมดูจะขออภิปรายตามมาตรา ๕ มาตรา ๙ มาตรา ๒๗ มาตรา ๑๙ จากสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้ มันผูกพันกัน สถานการณ์ในช่วงนี้เวลาที่เป็นสุญญากาศมีหลายจุดด้วยกัน จากมาตรา ๕ การจัดสรรงบประมาณ ๕๐ กว่าล้านบาท ในด้านการปรองดอง การสมานฉันท์ ถือว่า ไม่มีเจตนาจะสมานฉันท์หรือปรองดองเลย มันใช้งบน้อยมากครับ กรมประชาสัมพันธ์ สื่อสารสนเทศต่าง ๆ การใช้สื่อบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้งให้สังคม อย่างรุนแรง ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย สื่อบางฉบับ สื่อบางช่อง โดยเฉพาะสื่อหลัก ใช้เวทีสื่อเป็นเครื่องมือในการทําลายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในด้านการเมือง อํานาจ และผลประโยชน์ นี่คือสิ่งที่เกิดข้อขัดแย้ง โฆษกบางคนเหมือนนักพากย์มวย พากย์ให้ คนไทยฆ่าคนไทย ให้คนไทยฆ่ากันเอง สื่อกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉาน ที่ทําลายล้างประเทศไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับท่านประธาน เงินงบประมาณที่ใช้ โดยเฉพาะงบที่ใช้ในด้านการประชาสัมพันธ์ของหลายกระทรวง กลับเข้าไปใช้ในการสร้างผลประโยชน์ให้สื่อ ไม่ว่าการประชาสัมพันธ์ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม หลังจากการปฏิวัติ ปี ๒๕๔๙ นําสื่อสารฝ่ายตรงข้ามกับการล้มล้างรัฐบาลเข้ามาเป็น สนช. จัดสรรงบประมาณเต็มรูปแบบ ไม่มีตัดงบประมาณ ไม่มีการตรวจสอบ การจัดสรรงบประมาณอดีตที่เราเคยใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความแตกต่างกัน อย่างชัดเจน ปรัชญาของการออกกฎหมาย ซึ่งท่านประธานก็เป็นนักกฎหมาย ปรัชญา ในการออกกฎหมายที่ดีที่สุดก็คือกฎหมายใดก็ตามที่สร้างความสุขให้พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ เกิดความแตกต่างกันไม่ว่าในด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านความมั่นคง กฎหมาย ปี ๒๕๔๐ ทําให้การเมืองแข็งแรง แข็งแกร่ง ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ให้ประเทศ การจัดสรรงบประมาณพี่น้องประชาชนมีความสุข มีแนวทางปรัชญาในการแยกแยะการบริหารประเทศจากการค้าเสรีที่ใช้กันเป็นองคาพยพ รวบรวมไปทั้งหมดทั่วประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๓ ของประเทศได้ใช้ แนวทางการบริหารประเทศโดยการแยกแยะการค้าแบบเสรีและประชานิยม หมายถึงว่า การค้าแบบเสรีให้ปลาใหญ่อยู่กับปลาใหญ่ไปแข่งขันกันเอง ไม่เอาปลาใหญ่มาอยู่กับ ปลาเล็กซึ่งจะถูกปลาใหญ่กิน ถ้าเปรียบเทียบในการเลี้ยงปลา ประชานิยมก็คือการเอาปลาเล็กมารวมอยู่ด้วยกัน แล้วก็ให้หัวอาหาร ส่งเสริมให้เกิด ความแข็งแกร่งแข็งแรงขึ้นมา ประชาชนมีความสุขโดยทั่วหน้ากัน หลังจากใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในการจัดสรรงบประมาณ ๒ ปีเข้า ๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ปรากฏว่าคนไทยฆ่ากันเองครับ หนี้สินขึ้นมาถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ กําลังจะไต่ ขึ้นมาเรื่อย ๆ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ราคานํ้ามันก็ต่างจากต่างประเทศถึง ๑๐ บาท ในการเก็บภาษีอากร กรมสรรพสามิตต่าง ๆ ไม่ว่าเหล้า บุหรี่ เบียร์ และนํ้ามัน แตกต่างกัน ความทุกข์ ความแตกแยก ความสมานฉันท์ ความปรองดองไม่มี เกิดความแตกแยกกัน อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าเรามาดูแนวทางการบริหารงบประมาณหรือการจัดสรร ภาคเศรษฐกิจอย่างเดียวผมไม่มั่นใจว่าประเทศไทยจะไปรอด มันจะเป็ นเหมือน ปราสาททราย จัดตั้งกันไป สวยหรูกันไป ใช้งบประมาณกันไป โกงกินกันไป แต่สุดท้าย การเมืองที่ไม่มีความแข็งแกร่ง ไม่มีความแข็งแรง จะทําลายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง อีกต่อไปไม่ว่าในระยะสั้น ในระยะกลาง หรือระยะยาว เพราะฉะนั้น ในช่วงที่เป็นสุญญากาศตรงนี้ โดยเฉพาะภาครัฐบาล ท่านประธานครับ ในช่วงเวลาที่เป็น สุญญากาศ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกตัดสินจาก กกต. ว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคเป็นเอกฉันท์เป็นเวลาที่อันตรายที่สุดของบ้านเมือง ผมเคยนําเสนอในสภา ครั้งหนึ่งแล้วว่าเวลาที่เป็นสุญญากาศตรงนี้เป็นอันตรายที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะมามอง ในแง่การจัดสรรงบประมาณอย่างเดียวไม่ได้ ในการจัดสรรงบประมาณ ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้วิจารณญาณในการใช้เวลาที่สั้นที่สุดในการพิจารณายุบพรรคหรือไม่ยุบพรรค ให้เกิดความเชื่อมั่นของรัฐบาล ของพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เดินไปได้ หรือถอยหลัง หรือตั้งหลักใหม่ ไม่ใช่ปล่อยห้วงเวลาให้เกิดขึ้นในแนวทางอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่อันตราย ที่สุดของประเทศ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในทางบวก ทางลบ หรือเสมอตัวในประเทศ โดยเฉพาะในการบริหารประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่าน ถ้าตั้งโจทย์ผิดจากการปรองดองจากคําพูด แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดการปรองดองเลย ตั้งแต่เริ่มต้น คําว่า ผู้ก่อการร้าย คําว่า ล้มเจ้า คําว่า จลาจล คําว่า ๒ มาตรฐาน คําว่า ปิดสื่อด้านเดียว คําว่า ใช้กฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเองด้านเดียว เป็นการทําลาย บ้านเมืองอย่างสูงสุดในช่วงนี้ ผมยังไม่เห็นแนวทางที่ท่านพูดและทําแล้วเริ่มต้น ผมตั้งถามไป ในช่วงการปรึกษาหารือในช่วงเช้าว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคลางแคลงว่า การสลายการชุมนุม การจลาจล การกระชับพื้นที่หรือการเรียกชื่ออะไรต่าง ๆ ให้สวยหรูสวยงาม ประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดว่าท่านไม่มีเจตนาที่จะปรองดองเลย เพราะว่าการสลายการชุมนุมประเด็นสําคัญคือหลังจากสลายแล้วมันมีการตรวจสอบ สถานที่ชุมนุม ถ้ามีการออมชอมตกลงการเจรจา มันจะต้องมีคนกลางเข้าไปตรวจอาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดพร้อมกับสื่อ คณะกรรมการทุกฝ่ายต้องเข้าไป เราจะเห็น อาวุธสงครามหรือไม่เห็นอาวุธสงคราม ถ้าท่านสลายการชุมนุมแล้วส่งคนของรัฐบาล เข้าไปตรวจเองทั้งหมดตรงนี้มันไม่ได้เกิดความเชื่อมั่นเลยครับ การตั้งข้อสังเกตข้อสงสัย ๗ ข้อด้วยกัน คือ ๑. คําว่าผู้ก่อการร้าย อยู่ราชประสงค์มีวงจรปิดเป็นหมื่นตัวมันหนี ไปได้อย่างไรข้อมูลต่าง ๆ