สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการชุมนุมและงบประมาณที่ขาดดุล 420,000 ล้านบาท พร้อมชี้แจงว่ากระทรวงการคลังจะดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ และมีการหารือเรื่องรายได้และงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องผลกระทบของการออกงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ และการยกเลิกพระราชบัญญัติเงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้เงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับ ผมได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ก็มีหลายท่านที่ยังมีอารมณ์ค้างอยู่จากเหตุการณ์การชุมนุม แล้วก็เลือกที่จะใช้เวลา การอภิปรายงบประมาณในการที่จะอภิปรายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องขออนุญาต เรียนว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายทางโทรทัศน์ และผมเชื่อว่าแน่นอนที่สุด ในส่วนของรัฐบาลด้วยเราเข้าใจเพื่อนสมาชิก แล้วอย่างไรก็แล้วแต่คิดว่าการที่เรา เอาอารมณ์ของเรามาพูดจากันในสภา อย่างไร ๆ ก็ต้องดีกว่าที่เราจะออกไปแสดงอารมณ์กัน นอกสภา สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ผมคงไม่ชี้แจงในประเด็น ที่เกี่ยวกับการชุมนุม แล้วเรามีโอกาสที่จะได้อภิปรายกันในวาระนี้แน่นอนในช่วง ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอาทิตย์หน้า แต่ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือในส่วนของคําถามที่มีต่อรัฐบาลว่าการชุมนุมจบแล้ว เมื่อไรพวกเราจะหยุด ผมขออนุญาตเรียนว่าพวกเราหยุดแล้วครับ วันนี้พวกเรามาก็มา พร้อมที่จะชี้แจงเรื่องของประเทศชาติ เรื่องของประชาชน เรื่องของงบประมาณ แล้วก็ ต้องขออนุญาตเรียนตามข้อเท็จจริงเลยว่าที่ไม่หยุดก็คือพวกท่านหลาย ๆ ท่านยังมี ความจําเป็นที่จะต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นวาระ ของการประชุม ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าแม้แต่ช่วงของการชุมนุม ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นท่านนายกรัฐมนตรีท่านเดียวเลยก็ว่าได้ในประวัติศาสตร์ ของการมีม็อบ มีการชุมนุมในประเทศเราที่ได้ลงไปเจรจาพูดคุยกับม็อบด้วยตัวท่านเอง รวมไปถึงการนําเสนอแผนการปรองดอง แผนที่เรียกกันว่าแผนโรดแมพเพื่อหาทางออก โดยสันติจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมของเรา อย่างไรก็แล้วแต่ตามที่ ผมเรียนครับ เข้าใจกันได้ว่าช่วงนี้ก็ยังมีอารมณ์กันอยู่ เพราะฉะนั้นการที่จะพูดนอกวาระ จะถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับวาระเสียทีเดียวเลยก็คงไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าก็เป็นที่ยอมรับ เช่นเดียวกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไรก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจ แล้วก็สําหรับ พวกกระผมที่มีหน้าที่ในการที่จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เราก็ต้องยอมรับ ความจริงว่างบประมาณจะกี่ล้านล้านบาทก็แล้วแต่ ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้นะครับ คราวนี้ในช่วง ๒ วันที่ผ่านมาก็มีการอภิปรายกัน ในประเด็นหลัก ๆ ที่ผมอยากจะใช้เวลาของเพื่อนสมาชิกไม่มากนักที่จะชี้แจง แต่ก่อนอื่นก็อย่างที่ได้เรียนว่าได้มีท่านสมาชิกท่านสองท่านลุกขึ้นอภิปรายทวงถามถึง ข้อมูลตามมาตรา ๑๖๗ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประเกียรติ นาสิมมา ก็ได้ให้ความกรุณาได้ชี้แจง ต่อท่านประธานไปสู่เพื่อนสมาชิกแล้วว่าข้อมูลที่มีท่านประเกียรติและท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้อภิปรายไว้ว่าไม่ปรากฏตามรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วปรากฏตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านประเกียรติก็ได้ค้นพบแล้ว อยู่ในเอกสาร งบประมาณฉบับที่ ๕ เพราะฉะนั้นผมคงไม่จําเป็นที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป แต่ประเด็นที่ท่านสมาชิกจากทุก ๆ พรรคได้อภิปรายที่มีนัยสําคัญที่อยากจะชี้แจง ผมขอสรุปในส่วนของผมก็คือมีอยู่ ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือประเด็นคําถามที่มีว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เป็นงบขาดดุล เป็นงบขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คําถามสั้น ๆ ก็คือจะทําให้เสถียรภาพเศรษฐกิจ ของประเทศมีปัญหาหรือไม่ และมีความจําเป็ นหรือไม่ที่จะต้องเป็ นงบขาดดุล นั่นคือคําถามแรก ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตวกกลับมาชี้แจง

ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรายได้ คือสมมุติฐานรายได้ ของกระทรวงการคลังที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ มีสมมุติฐานว่าในปี ๒๕๕๔ ปีงบประมาณนั้นรัฐจะมีรายได้โดยรวมทั้งหมด ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ซึ่งก็มีคําถามจาก หลายท่านว่ารายได้ที่เราประมาณการไว้นั้นจะมาจากไหน แล้วก็ผลจากการชุมนุม ผลจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะทําให้มีผลกระทบต่อความสามารถ ในการจัดเก็บรายได้โดยกระทรวงการคลังตามเป้ำหมายที่กําหนดไว้หรือไม่ นั่นคือประเด็นที่ ๒

ส่วนประเด็นที่สาม ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ และพี่น้อง ประชาชนที่ติดตามฟังอยู่คงจะมีความสนใจมากที่สุดก็คือประเด็นคําถามโดยทั่ว ๆ ไปว่า งบประมาณที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้เรากําลังพิจารณากันอยู่ในวาระนี้เป็นงบประมาณ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือไม่

ซึ่งในประเด็นแรกก่อนในเรื่องของความจําเป็นว่าทําไมถึงต้องเป็นงบขาดดุล แล้วจะมีผลกระทบในเชิงลบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองหรือไม่ ก็ขออนุญาต เรียนว่าก่อนอื่นผมคงต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตลอดช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาที่เราได้มา ความจริงมีความรู้สึกเหมือนกับว่าอภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน เรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณมาหลายครั้งหลายครา แล้วทางสมาชิกก็ได้สนับสนุนนโยบาย ของรัฐบาลที่จะออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงปีที่ผ่านมาคืองบกลางปี แล้วก็ยังจะมีการพิจารณาการให้อํานาจพิเศษแก่กระทรวงการคลังในการกู้เพื่อจัดทํางบ ที่เราเรียกว่างบไทยเข้มแข็ง ผ่าน พ.ร.ก. พ.ร.บ. อีกต่างหาก รวมถึงงบประมาณประจําปี ปัจจุบันคือปี ๒๕๕๓ มูลค่าโดยรวม ๑๗๗ ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการทั้งหมดก็ได้ส่งผล ทําให้เศรษฐกิจของประเทศชาติของเราดีขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียนต่อสภาแล้ว เรียนต่อเพื่อนสมาชิกแล้วถึงผลของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถจะแก้ประเด็น ปัญหาที่เป็นวิกฤติระดับโลก ช่วงไตรมาสแรกของปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยติดลบกว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจวัดโดยจีดีพีของประเทศในช่วง ไตรมาสแรกของปีนี้ปรากฏว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวสูงถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานของพวกเราทุก ๆ คนด้วยที่ได้ร่วมกันพิจารณา นโยบายสําคัญ ๆ ทางการเงิน การคลัง ของรัฐบาลตลอดช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ทีนี้ผลของ เศรษฐกิจที่ดีขึ้นที่ตามมาก็คือรายได้ของรัฐบาลที่ดีขึ้น ตรงนี้มีผลอย่างมาก แล้วก็มีผล ต่อโครงสร้างและหลักการของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ด้วย เพราะผลสําคัญส่วนหนึ่งของรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็คือทําให้เราสามารถที่จะกู้ยืมเงินน้อยลง ต้องขออนุญาตเรียนว่าทั้งผม ท่านนายกรัฐมนตรี ตลอดช่วงที่เราได้ขอให้ท่านสนับสนุน การออกพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติเราก็ได้ยืนยันกับสภามาโดยตลอดว่า ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ เราคงไม่เสนอมาตรการตามนั้น ช่วงความจําเป็นช่วงนั้นเป็นเพราะ เม็ดเงินงบประมาณของเราไม่เพียงพอ รายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการที่จะรองรับ โครงการต่าง ๆ ที่มีความสําคัญต่อประเทศ มีความสําคัญต่อพี่น้องประชาชน และมีความสําคัญต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ณ เวลานั้น และเราก็ได้ยืนยัน มาโดยตลอดเช่นเดียวกันว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเราจะไม่ลังเลในการที่จะปฏิเสธ การใช้อํานาจที่ท่านได้มอบให้กับเรา เพราะฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ของรัฐบาลดีขึ้น เราจึงได้ตัดสินใจ อํานาจที่มีอยู่ในมือที่จะกู้ยืมอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่าเป็นอํานาจ ที่ไม่สมควรที่จะใช้ต่อไป ความจริงเมื่อวานนี้ท่านประธาน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ได้ใช้คํารุนแรงนิดหนึ่งท่านบอกว่าเอาส่วนไหนของสมองมาคิด ที่เราได้เลิกใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็อยากจะเรียนว่าเราก็อยากที่จะนํา การใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ ตามคําอภิปราย จริง ๆ แล้วก็คือของพวกเราทุก ๆ คนในสภาตลอดช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาวินัย เพื่อรักษา เสถียรภาพของเศรษฐกิจของเราในระยะยาว คราวนี้นอกจากนั้นก็จะขออนุญาตเรียน ด้วยว่าสิ่งที่เราสามารถที่จะทําได้ก็คือเมื่อมีรายได้ที่สูงกว่าที่ประมาณการไว้ ในปีงบประมาณปัจจุบัน สิ่งที่เราทําได้ก็คือกระทรวงการคลังสามารถที่จะชําระหนี้ สาธารณะของรัฐบาลล่วงหน้า เดิมทีได้มีการตั้งงบประมาณไว้ก่อนที่จะนําโครงสร้าง งบประมาณปัจจุบันที่ท่านได้พิจารณาอยู่เข้าสู่การพิจารณาชั้นคณะรัฐมนตรี ได้ตั้ง งบประมาณไว้เพื่อที่จะชําระหนี้มูลค่าประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากรายได้ ของรัฐบาลดีขึ้นเราจึงได้ตัดสินใจที่จะใช้รายได้ส่วนหนึ่งในการที่จะชําระหนี้สาธารณะ ส่วนนั้นล่วงหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถที่จะทําได้สืบเนื่องมาจากรายได้ของรัฐบาล ที่ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลก็คือลดภาระหนี้สินของพี่น้องประชาชนที่ทุก ๆ คนมีสิทธิ ที่จะมีความกังวลลงล่วงหน้าไป ๑ ปี ผลที่ตามมาก็คือเราสามารถที่จะจัดสรรวงเงิน ส่วนนั้นเพื่อไปใช้ในโครงการลงทุน ซึ่งจะมีผลตอบแทนต่อพี่น้องประชาชนต่อเศรษฐกิจ ของเราในระยะยาวได้เพิ่มเติมในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นความหมายก็คือ ถึงแม้ว่าเราจะยกเลิก พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าเราก็ยังมุ่งมั่นที่จะยืนยันในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เราได้กําหนดไว้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งตามเดิม เพียงแต่เราจะหันมาใช้เม็ดเงิน ในงบประมาณเพื่อให้มีการตรวจสอบที่โปร่งใสมากขึ้น แล้วก็เพื่อความสบายใจ ของพวกเราทุกคนในที่นี้และของพี่น้องประชาชนที่ติดตามอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา สามารถที่จะจัดสรรได้ก็คือโครงการมูลค่าโดยรวมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเดิมทีจะอาศัยเม็ดเงินจาก พ.ร.บ. สามารถที่จะมาบรรจุไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ที่จะจัดสรรได้ก็คือโครงการมูลค่าโดยรวมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเดิมที จะอาศัยเม็ดเงินจาก พ.ร.บ. สามารถที่จะมาบรรจุไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ได้รวมไปถึง การชําระหนี้สาธารณะล่วงหน้า ทําให้ภาระหนี้ของประเทศชาติ ของพี่น้องประชาชนลดลง

ทีนี้ผลต่อเสถียรภาพของการจัดสรรงบขาดดุลนะครับ ก็ต้องขออนุญาต เรียนว่าเนื่องจากเราได้จ่ายชําระหนี้ล่วงหน้าไปส่วนหนึ่ง แล้วก็เนื่องจากเราได้ยกเลิก การกู้ยืมตาม พ.ร.บ. อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้หนี้สาธารณะโดยรวมของประเทศ ตํ่ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ผมขออนุญาตเรียนว่าผมเคยชี้แจงว่าประมาณการเดิม ของกระทรวงการคลังเราประมาณว่าหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ ๕๒ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ ปรากฏว่า ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ ๔๓-๔๔ เปอร์เซ็นต์ และคาดว่า ณ สิ้นปีหลังจากที่ได้มีการเบิกจ่ายเพิ่มเติมหนี้สาธารณะ จะเขยิบขึ้นมาอยู่ระดับประมาณ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ คือตํ่ากว่าที่เราประมาณการไว้เกือบ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์เต็ม ๆ และที่เคยคาดว่าสูงสุดหนี้สาธารณะของเราจะเขยิบขึ้นไป อยู่ที่ระดับประมาณ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ก็ขอเรียนว่าประมาณการ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ สูงสุด ๕๗ เปอร์เซ็นต์ในอีกประมาณ ๒ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นเสถียรภาพโดยรวม ของประเทศที่เดิมทีต่างชาติก็ยอมรับแล้วว่าดีตามประมาณการเดิม ตอนนี้ก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าดีขึ้นจากเดิม ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะชี้แจงเพื่อความสบายใจ ของเพื่อนสมาชิก

ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือแหล่งที่มาของการกู้ยืม หลาย ๆ ท่านก็มี ความกังวลว่าเราจะไปแย่งเงินภาคเอกชนหรือไม่ ซึ่งก็เคยมีโอกาสในการชี้แจงแล้ว ก็ขออนุญาตยืนยันเพิ่มเติมว่าสภาพคล่องในระบบของเราก็ยังมีล้นเหลือ และเราไม่ได้เอื้อ ต่อธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด อย่างเช่น กรณีการกู้ยืมตาม พ.ร.ก. เรากู้ระยะสั้น จากธนาคารพาณิชย์ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็จะกู้จากพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยการออกพันธบัตรไทยเข้มแข็ง ซึ่งก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์เลยว่าจากที่ต้อง เลื่อนมา เดิมทีจะออกไปเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้ว เราจะขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง มูลค่าโดยรวม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้กับพี่น้องประชาชน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน จนถึงวันที่ ๑๑ มิถุนายนนี้ เพราะฉะนั้นภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจะจ่าย เป็ นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยตรง ซึ่งเราสามารถที่จะทําได้ทั้งในส่วน ของเม็ดเงินไทยเข้มแข็งและเม็ดเงินอื่น ๆ ที่รัฐบาลมีความจําเป็นต้องใช้นะครับ

กลับเข้าสู่ประเด็นที่ ๒ ที่ผมนําเรียนเมื่อสักครู่ก็คือเรื่องของสมมุติฐาน และที่มาของตัวรายได้ สั้น ๆ นะครับ ก็อยากที่จะเรียนว่าสมมุติฐานของรายได้ อยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานการขยายตัวจีดีพีของประเทศ ณ ราคาปีปัจจุบันก็คือ นอมินอล (Nominal) จีดีพีที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจีดีพีราคาคงที่ที่ประมาณ ๔-๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่อคําถามว่าหลังจากเกิดวิกฤติทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่ออัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถ ในการจัดเก็บรายได้หรือไม่ ก็ต้องขอเรียนว่าประมาณการนี้ในความคิดเห็นของผมคือ อนุรักษ์นิยมไว้ คือเผื่อไว้ สํารองไว้แต่แรก เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเชื่อมั่นนะครับว่า เศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะถ้าเราสามารถที่จะสมัครสมานสามัคคีกันได้น่าที่จะ มีโอกาสที่จะมีการขยายตัวตามประมาณการที่ใช้ในการกําหนดตัวเลขในเอกสาร งบประมาณได้ ซึ่งไตรมาสแรกผมก็เรียนแล้วว่ามีอัตราการขยายตัวสูงถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในส่วนของช่วงปี ที่ยังเหลืออยู่คาดว่าน่าจะทําได้ตามเป้ำหมาย ที่กําหนดไว้นะครับ

ต่อประเด็นคําถามสุดท้ายว่างบประมาณชุดนี้เป็นงบประมาณที่ตอบโจทย์ ความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ก่อนอื่นผมก็อยากจะขออนุญาตเรียนนะครับ จากที่ได้นั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านสมาชิกฝ่ายค้านตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าท่านมีเจตนาตั้งใจที่อยากจะเน้นยํ้าในประเด็นที่เกี่ยวกับ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมว่ามีมูลค่าโดยรวมที่สูงกว่าที่ควร แล้วก็สูงกว่า ความจําเป็นของประเทศ ผมก็ได้ชี้แจงไประดับหนึ่งเมื่อวานนี้ แต่ในวันนี้ก็ขออนุญาต ที่จะชี้แจงเพิ่มเติมเพราะข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็ นเช่นนั้น ในส่วนงบประมาณ ของกระทรวงกลาโหมในปี ๒๕๕๔ ก็ขออนุญาตนําเรียนว่ามีเม็ดเงินถูกต้อง ที่ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนก็คือวัดโดยเม็ดเงินแล้วงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ในปี ปัจจุบันของรัฐบาลของเราเป็นเม็ดเงินเดียวกัน ตรงกันเกือบเป๊ ะเลยนะครับ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากันกับงบประมาณของรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช คือรัฐบาล สมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลกันอยู่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านคงจะอ้างว่าในส่วนของรัฐบาล ของเราได้เอื้องบประมาณให้กับทางทหาร ทางกระทรวงกลาโหมมากกว่าที่ควร คงเป็นสิ่งที่ ไม่ให้ความยุติธรรมกับรัฐบาลและไม่สอดคล้องต่อข้อเท็จจริง ก็คงต้องถามตัวท่านเองว่า ในปี ๒๕๕๒ นั้นทําไมท่านถึงได้จัดสรรงบประมาณเม็ดเงินเท่ากันให้กับกระทรวงกลาโหม และประเด็นที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือถ้าเปรียบเทียบกับงบประมาณโดยรวม งบประมาณที่ท่านได้จัดให้กับกระทรวงกลาโหมในปี ๒๕๕๒ นั้นสูงกว่างบประมาณ ที่รัฐบาลนี้ได้จัดให้กับกระทรวงกลาโหมก็คือในปีนั้นงบประมาณโดยรวมมีเม็ดเงิน โดยรวมน้อยกว่าเรา เพราะฉะนั้นเทียบตามสัดส่วนของงบประมาณโดยรวม ท่านได้จัดสรรให้กระทรวงกลาโหมสูงถึง ๙.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ท่านกําลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในประเด็นนี้ได้จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม เพียงแค่ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไป ตามที่ท่านได้กล่าว

และผมอยากที่จะเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติมนะครับว่าถ้าเรามาดูในส่วน การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในประเทศอื่น ๆ ว่าประเทศไทย เราจัดให้มากกว่าประเทศอื่น ๆ หรือไม่ ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าข้อเท็จจริง ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน เอาประเทศใกล้ ๆ เรานี่ละครับ เมื่อสักครู่ผมเรียนท่านแล้วว่า ในส่วนของรัฐบาลเราจัดสรรให้ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม ในส่วนของ ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเราจัดให้ ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนามจัดให้ ๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศจีนจัดให้ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินเดียจัดให้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์จัดให้เกือบ ๆ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของประเทศเขา เพราะฉะนั้นในแง่ของความเหมาะสมผมคิดว่าตัวเลขก็เป็นตัวที่ชี้ชัดอยู่แล้ว แล้วก็ตรงนี้ ไม่ต้องคํานึงถึงภาระของเจ้าหน้าที่ทหารของเราที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็จะต้องดูแลชายแดนทั้ง ๒ ฝั่งของประเทศเราด้วย ซึ่งก็เป็นภาระที่ว่าไปแล้วเหนือกว่าภาระของเจ้าหน้าที่ทหารของประเทศอื่น ๆ ที่ผม ได้เปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณเมื่อสักครู่นี้ ก็หวังว่าจะมีความชัดเจนในประเด็นนี้ ส่วนรายละเอียดการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย ผมคิดว่าก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะ ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมาธิการที่จะไปตรวจสอบเอาว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็อยากที่จะตอบเพื่อให้มีความชัดเจนนะครับ

ทีนี้ต่อคําถามว่าในส่วนอื่นเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ทําให้ประชาชน ได้ประโยชน์อย่างไร โดยเฉพาะมีการอภิปรายค่อนข้างมากเกี่ยวกับงบประมาณ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผมก็อยากที่จะเรียนว่าในส่วนงบประมาณของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลชุดปัจจุบันจัดงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับงบประมาณปีที่แล้วถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์คือเป็นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มากกว่าเกือบทุกกระทรวง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นตัวที่ชี้ให้เห็นว่า ในส่วนของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ความสําคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร เพียงใด นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณส่วนอื่นที่ไม่ได้ปรากฏ อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง อย่างเช่นโครงการประกันรายได้เกษตรกรก็มีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณอีกถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คือ ธ.ก.ส. ซึ่งจะปรากฏอยู่ในหมวดของรัฐวิสาหกิจ ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์โดยตรงของพี่น้องเกษตรกร แต่ไม่ได้เป็นเม็ดเงินที่ปรากฏในหมวดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนั้นก็อยากจะเรียนว่ามีอีกครับในส่วนของเม็ดเงินไทยเข้มแข็ง ตามการกู้ยืม พ.ร.ก. ก็อยากที่จะเรียนให้ทุก ๆ ท่านทราบนะครับว่าเราได้จัดสรร เม็ดเงินงบประมาณส่วนนั้นให้กับกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตร การดูแล พี่น้องเกษตรกรอีกกว่า ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ คือพูดง่าย ๆ ในส่วนของเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตาม พ.ร.ก. เราได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สูงถึง เกือบ ๆ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม เพราะฉะนั้นผมมั่นใจโดยตัวเลขว่า เราเป็นรัฐบาลที่ให้ความสําคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกรมากที่สุดรัฐบาลหนึ่ง

นอกจากนั้นก็เป็ นประเด็นที่พวกเราจะต้องถามกันว่างบประมาณ ของแผ่นดินที่เรากําลังพิจารณาอยู่วันนี้เป็นงบประมาณที่ตอบโจทย์สําคัญของสังคม ของเรา ณ วันนี้อย่างไร ประเด็นที่มีการพูดกันมากเลยในส่วนของปัญหาเฉพาะหน้า ของสังคมเราก็คือประเด็นความยากจน ประเด็นความเหลื่อมลํ้าทางการเงิน แล้วก็ทางโอกาส ซึ่งก็ต้องมีคําถามว่าแล้วงบประมาณที่เราพิจารณาอยู่นี้ตอบโจทย์ เรื่องของความยากจนอย่างไร หรือไม่ ผมขอเรียนข้อเท็จจริงก่อนนะครับ เพื่อเราจะได้ เข้าใจตรงกันว่าเรื่องของความยากจนเป็นปัญหาสําคัญของประเทศเราจริง และผม มองว่าเป็นภาระความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ำยค้าน หรือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ของใครก็แล้วแต่ได้ช่วยกันประสานขับเคลื่อนนโยบายที่ได้ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหา ความยากจนมาอย่างต่อเนื่อง ผมขอเรียนว่ามันมีการขีดเส้นความยากจนเป็นตัวชี้วัด เมื่อ ๒๕ ปี ที่แล้วมีประชากรคนไทยสูงถึงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์คือประมาณ ๔๙.๔ เปอร์เซ็นต์ถ้าผมจําไม่ผิด ที่มีความยากจนคือมีรายได้ตํ่ากว่าขีดความยากจน ที่ได้มีการขีดเส้นไว้ ณ ปัจจุบันผมขออนุญาตเรียนว่าจํานวนคนไทยที่อยู่ใต้เส้น ขีดความยากจนนั้นมีอยู่เพียงแค่ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์กว่า ๙ เปอร์เซ็นต์ คือลดลงมา จาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์เหลือประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ๒๕ ปี อันนี้ต้องขออนุญาต เรียนว่าเป็นผลงานของทุก ๆ รัฐบาลในช่วง ๒๕ ปี ที่ผ่านมาซึ่งสามารถที่จะแก้ไข ปัญหาความยากจนได้ในระดับหนึ่ง ประเด็นปัญหาที่ยังค้างอยู่ก็คือประเด็นว่าเราจะดูแล ส่วน ๙ เปอร์เซ็นต์นั้นอย่างไร ซึ่ง ๙ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นจํานวนหลายล้านคนที่จะต้องได้รับ การดูแล แต่อีกประเด็นหนึ่งคือประเด็นความเหลื่อมลํ้าที่ยังมีอยู่ในสังคม ซึ่งก็เป็นประเด็น ที่ผมคิดว่าพวกเราต้องช่วยกันตอบโจทย์หาแนววิธีในการแก้ไขปัญหา เมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีที่แล้วสถิติตัวเลขที่เขาใช้ในการวัดที่จะทําให้เห็นภาพได้ชัดก็คือเขาเปรียบเทียบ รายได้ของคนที่มีรายได้สูงที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก คือคนรวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก ในประเทศมาเปรียบเทียบกับคนจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศ คือส่วนตรงกลาง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ทิ้งไปและมาเปรียบเทียบดูว่าระหว่าง ๒ กลุ่มนี้ความแตกต่างในแง่ของ รายได้ต่างกันแค่ไหน ขออนุญาตเรียนนะครับว่าเมื่อประมาณปี ๒๕๔๐ ส่วนต่างอยู่ที่ ๑๒.๘ เท่า ในปี ๒๕๕๑ คือ ๑๑ ปีให้หลังซึ่งเป็นสถิติล่าสุดที่เรามี ความแตกต่างนั้น ลดลงมาเหลือ ๑๒.๗ เท่า คือพูดง่าย ๆ เกือบไม่ได้ลดเลย จาก ๑๒.๘ เท่า ระหว่าง ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกเทียบกับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ล่างสุดเหลือ ๑๒.๗ เท่า ๑๑ ปีให้หลัง เพราะฉะนั้นประเด็นความหมายก็คือความยากจนนั้นลดลงแต่คนที่รวยก็ยังรวยมากกว่า คนที่จนในสัดส่วนเท่าเดิม ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นนะครับว่าประเด็นในเรื่องของความเหลื่อมลํ้า ยังเป็นประเด็นที่เรายังที่จะต้องดูแล

แล้วก็ในส่วนของงบประมาณที่ท่านกําลังพิจารณาอยู่ก็มีมากมาย ในส่วนของตัวนโยบาย แล้วก็การจัดสรรเม็ดเงินที่พยายามจะตอบโจทย์นี้ไม่ว่าจะเป็น ตามที่ผมได้เรียนเรื่องของการประกันรายได้ เรื่องการลดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดให้มีการเรียนฟรี รวมถึงแนวคิดอื่น ๆ ของรัฐบาลที่จะสร้างรายได้สร้างโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชน สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายถึงเม็ดเงินที่เราจัดสรรให้กับ การศึกษาที่สูงมาก รัฐบาลก็มีแนวคิดความเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะจัดการแก้ปัญหา ความเหลื่อมลํ้าในระยะยาวก็คือเปิดโอกาสให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเกิดมาจน หรือเกิดมารวยสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานทัดเทียมกัน ดังนั้นจึงเป็น สาเหตุว่าทําไมเราถึงได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด เป็นประวัติการณ์ แต่อย่างไรโดยรวมก็ขออนุญาตเรียนว่าเรื่องของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็เป็นภาระหน้าที่ของพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุก ๆ คน ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็แล้วแต่ที่จะต้องช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอแนะ แนววิธี ส่วนของรัฐบาลนะครับแน่นอนที่สุดเราก็ขออนุญาตเรียนตัวงบประมาณว่าเป็นวิธีการ ในระยะสั้นที่จะต้องนํามาเพื่อใช้ในการที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้ ส่วนท่าน ที่เป็น ส.ส. ก็มีโอกาสที่จะเข้ามาร่วมกันทํางานในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมก็คาดหวังว่าเราจะมีโอกาสได้รับฟังความคิดเห็นระหว่างกันว่าเราจะช่วยกันแก้ไข ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างไร ขอบคุณครับ