อภิสิทธิ์ เสนอพรบ.งบฯ 2.07 ล้านล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและวางรากฐานความมั่นคงทางสังคม โดยเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนำเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและพลังงาน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้กรอบงบประมาณ 2.07 ล้านล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้

หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นจํานวนไม่เกิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น เป็นจํานวน ๒,๐๓๙,๖๕๓,๙๓๗,๖๐๐ บาท และเพื่อชดใช้ เงินคงคลัง เป็นจํานวน ๓๐,๓๔๖,๐๖๒,๔๐๐ บาท

เหตุผล

๑. เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นได้มีงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ สําหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน

๒. เพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ว่าด้วยเงินคงคลัง ที่กําหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลขออนุญาตเสนอคําแถลงประกอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับสมบูรณ์ เป็นเอกสาร และขอสรุปสาระสําคัญดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่คณะรัฐมนตรีนําเสนอต่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายสําคัญ ๒ ประการคือ

ประการแรก เพื่อให้งบประมาณเป็นกลไกในการเสริมสร้างความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ซึ่งจากระยะเวลา ๑๗ เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้ ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจจากเดิมที่ลดลงร้อยละ ๗.๑ ในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๒ ให้กลับมาขยายตัวถึงร้อยละ ๑๒ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันถึงความถูกต้องเหมาะสมของแนวทางการดําเนินงานทางเศรษฐกิจ ในระยะที่ผ่านมา

ประการที่สอง ใช้กลไกของงบประมาณสําหรับวางรากฐานของประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคมที่เป็นปัญหาต่อเนื่อง มาเป็นเวลานาน ดังจะเห็นได้จากสถิติช่องว่างความเหลื่อมลํ้ารายได้ระหว่างกลุ่มประชากร ร้อยละ ๒๐ ที่มีรายได้สูงสุดกับกลุ่มประชากรร้อยละ ๒๐ ที่มีรายได้ตํ่าสุด ที่มีความห่างกัน ถึง ๑๒.๗ เท่า ในปี ๒๕๕๑ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากข้อมูลสถิติในปี ๒๕๒๙ ที่มีช่องว่างห่างกัน ๑๒.๘ เท่า ดังนั้นนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ได้ดําเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา จึงให้ความสําคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้าของรายได้ และสร้าง ความเป็นธรรมในสังคมด้วยการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อย การขยายโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เพิ่มโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และคนชรา ให้ได้รับเบี้ยยังชีพและสวัสดิการสังคมมากขึ้น ตลอดจนการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและประกอบอาชีพ ทางการเกษตรผ่านโครงการประกันรายได้เกษตรกรและโครงการลงทุนในระบบชลประทาน เพื่อพัฒนาแหล่งนํ้าเพื่อเกษตรกรตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคภายใต้สังคมที่มี ความสมานฉันท์และพอเพียง

ก่อนที่จะแถลงสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมขอรายงานภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ฐานะ และนโยบายการเงินการคลังของประเทศดังต่อไปนี้

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๓ ขยายตัวร้อยละ ๑๒.๐ เร่งตัวขึ้น จากที่ขยายตัวร้อยละ ๕.๙ ในไตรมาสที่ ๔ ของปีที่ผ่านมา เป็นการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สําคัญได้แก่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออก สินค้าและบริการ รวมถึงการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวในอัตราสูง การบริโภคภาคเอกชน ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวต่อเนื่องของรายได้เกษตรกรและการจ้างงาน นอกจากนี้ การนําเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรได้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายตัว ของการลงทุนภาคเอกชน

สําหรับภาคการค้าต่างประเทศในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๓ ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยรวม ๒,๑๓๒.๙ ล้ำนดอลลาร์ สหรัฐ และ ๕,๒๕๒.๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลําดับ การส่งออกขยายตัวร้อยละ ๓๒.๐ จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวทั้งราคาและปริมาณ โดยเฉพาะ สินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ส่วนการนําเข้า ขยายตัวร้อยละ ๖๓.๖ ตามการขยายตัวของการนําเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเป็นสําคัญ

ในระยะเวลาที่เหลือของปี ๒๕๕๓ สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และภาคการท่องเที่ยว แต่จากความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจไทยประกอบกับการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการ ลงทุนภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงและรักษารายได้ของเกษตรกร โดยมาตรการประกันรายได้เกษตรกรจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี ๒๕๕๓ ขยายตัวประมาณร้อยละ ๓.๕ ถึงร้อยละ ๔.๕ อัตราเงินเฟ้ อประมาณร้อยละ ๓ ถึงร้อยละ ๔ อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงที่ควรต้องพึงระวังในระยะที่เหลือของปี ๒๕๕๓ ได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ความเปราะบางในการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก แรงกดดันด้านเงินเฟ้ อจากความผันผวนของราคานํ้ามันในตลาดโลก การแข็งค่าของเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

สําหรับปี ๒๕๕๔ คาดว่าแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สําคัญยังคงมาจาก การขยายตัวของการส่งออก ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภคและการจ้างงานขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การใช้กําลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามในปี ๒๕๕๔ ยังคงมี ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อความสามารถ ในการแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกของประเทศไทย การผันผวนของราคานํ้ามัน ที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ อ รวมทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นซึ่งจะทําให้ต้นทุน ในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น

ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บ รายได้สุทธิทั้งสิ้นจํานวน ๑,๗๒๐,๕๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๘.๖ จากปี ก่อน และเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จํานวน ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว คงเหลือเป็ นรายได้สุทธิที่สามารถนํามาจัดสรร เป็ นรายจ่ายของรัฐบาล จํานวน ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือร้ อยละ ๑๕.๙ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อให้เศรษฐกิจ สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้กําหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ รวมทั้งสิ้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เปรียบเทียบกับ งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพิ่มขึ้นเป็ นจํานวน ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ ๒๑.๘ โดยเป็นงบประมาณขาดดุล จํานวน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๔.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีจํานวนทั้งสิ้น ๑๘๘,๖๖๔.๒ ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จํานวนทั้งสิ้น ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท เพื่อชดใช้รายได้ที่ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้ว ตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๙ วรรคหนึ่ง

สําหรับฐานะและนโยบายการเงินนั้น นับตั้งแต่ช่วงปลายปี ๒๕๕๑ วิกฤตการณ์การเงินโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้ อยังอยู่ในระดับตํ่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงดําเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยได้ มีนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ๔ ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ จากร้อยละ ๓.๗๕ มาอยู่ที่ร้อยละ ๑.๒๕ ต่อปี และคงอัตรานี้ ต่อไปเพื่อช่วยพยุงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๕๒ ประกอบกับการดําเนินนโยบายการคลังที่เหมาะสม และเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจเอเชียที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทําให้เศรษฐกิจไทย สามารถฟื้นตัวทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน และการส่งออก

ฐานะการเงินของประเทศอยู่ในเกณฑ์มั่นคง ปริมาณเงินสํารอง ระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน ๒๕๕๓ มีจํานวน ๑๔๖,๖๙๓.๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า ๔ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้นซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง

ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นการดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยใช้จ่ายจากรายได้สุทธิ จํานวน ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกจํานวน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงินงบประมาณทั้งสิ้นจําแนกเป็นรายจ่ายประจํา จํานวน ๑,๖๖๒,๖๐๔.๒ ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จํานวน ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท รายจ่ายลงทุน จํานวน ๓๔๔,๔๙๕.๑ ล้านบาท และรายจ่ายชําระคืนต้นเงินกู้ จํานวน ๓๒,๕๕๔.๖ ล้านบาท

รัฐบาลได้กําหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณไว้ ๘ ยุทธศาสตร์ และ ๑ รายการค่าดําเนินการภาครัฐ โดยมีรายละเอียดการดําเนินงานที่สําคัญและวงเงิน งบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์การจัดสรรดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๖๑,๙๘๙ ล้านบาท เพื่อดําเนินงานอย่างต่อเนื่องในเรื่องสําคัญ ๕ ประการ ประกอบด้วย

๑.๑ การสร้ำงค่านิยมในการปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ งบประมาณ จํานวน ๒๔๓ ล้านบาท เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมกันปกป้ องสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมกิจกรรมการปลูกจิตสํานึกให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ สนับสนุนให้ ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยใช้แนวทางสันติ ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และความหลากหลายของวัฒนธรรม ประเพณี

๑.๒ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ จํานวน ๑๙,๑๐๒ ล้านบาท โดยน้อมนําแนวทางพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดําเนินการตามยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนา พื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิภาพ ในการเสริมสร้างสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข และส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ ของประชาชน โดยดําเนินโครงการต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ รวม ๒,๐๗๓ หมู่บ้าน อํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม พัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาชุมชน รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของประชาชน

๑.๓ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณ จํานวน ๑๐,๐๖๓.๔ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ทางเศรษฐกิจฐานรากของหมู่บ้านและชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พัฒนาและสนับสนุนองค์กรภาครัฐและเอกชนในการปฏิบัติงานตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริให้เกิดสัมฤทธิผล สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับ ประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีความเข้มแข็ง สามารถยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชน ๑,๐๐๐ กองทุน

๑.๔ การสร้างระบบประกันความเสี่ยงและระบบกระจายสินค้าเกษตร งบประมาณ จํานวน ๕๒,๔๒๖.๔ ล้านบาท โดยดําเนินการประกันรายได้ให้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว มันสําปะหลัง และข้าวโพด ๙.๕ ล้านราย แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ประมาณ ๓.๙ ล้านราย ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยงด้านการผลิต และราคาสินค้าเกษตรไม่น้อยกว่า ๓๓,๐๐๐ ราย

๑.๕ สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี งบประมาณ จํานวน ๘๐,๑๕๔.๒ ล้านบาท เพื่อให้โอกาสการศึกษาแก่เยาวชนอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญและสายอาชีพ จํานวน ๑๓ ล้านคน ให้มีคุณภาพและมาตรฐานโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ตําราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การรักษาความมั่นคงของรัฐ จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘๖,๓๖๔.๕ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๒.๑ การรักษาความสงบเรียบร้ อยภายในประเทศ งบประมาณ ๑๐,๖๓๕.๗ ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้มีการล่วงละเมิดได้

๒.๒ การเสริมสร้ำงระบบป้ องกันประเทศ งบประมาณ จํานวน ๑๖๕,๐๓๑.๒ ล้านบาท โดยมุ่งพัฒนาทางการทหาร ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ พัฒนาความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ ส่งเสริมบทบาท ในการรักษาสันติภาพของโลกภายใต้กรอบสหประชาชาติ ตลอดจนบริหารจัดการ พื้นที่ชายแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพปัญหาในพื้นที่

๒.๓ การพัฒนาระบบแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองและแรงงานต่างด้าว งบประมาณ จํานวน ๑,๒๐๑.๔ ล้านบาท โดยปรับปรุงระบบการตรวจคนเข้าเมือง จัดระเบียบชายแดน ดําเนินการป้ องกันปราบปรามผู้หลบหนีเข้าเมืองและควบคุมแรงงาน ต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย จับกุมและผลักดันคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ออกนอกราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ตลอดจนดูแล ตรวจสอบ ควบคุม การทํางานของแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมายไม่น้อยกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน

๒.๔ การป้ องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และการรักษา ผลประโยชน์ของชาติ งบประมาณ จํานวน ๙,๔๙๖.๒ ล้านบาท เพื่อพัฒนาและเสริมสร้าง ความร่วมมือระหว่างประเทศและประชาคมโลกในการอํานวยความปลอดภัย การเตรียม ความพร้อมและการจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดจากภัยก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมทั้งการพัฒนาระบบงานด้านข่าวกรองและการสื่อสาร

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมลํ้า ทางสังคม จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖๒๔,๔๑๘.๗ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๓.๑ การขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษา งบประมาณ จํานวน ๓๑๗,๔๖๖.๖ ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัยได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถ เข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างทั่วถึงด้วยการสนับสนุน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ มุ่งเน้นจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าใจวิถีชีวิต ประชาธิปไตยและเตรียมคนรุ่นใหม่ให้เป็ นพลเมืองดี สร้างครูยุคใหม่ที่เก่ง ดี และมีจิตวิญญาณความเป็นครูควบคู่ไปกับการเป็นนักประชาธิปไตยโดยพัฒนา จํานวน ๑๗๐,๙๐๐ คน เร่งรัดผลิตครูพันธุ์ใหม่สําหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอาชีวศึกษา จํานวน ๖,๒๐๐ คน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร กิจกรรม และพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้เป็นผู้มีวินัย เคารพกฎหมาย และเคารพสิทธิ ของผู้อื่น รวมทั้งคัดเลือกและยกย่องบุคคลต้นแบบ สร้างเครือข่ายและระดมทรัพยากร จากทุกภาคส่วน สนับสนุนการผลิตบัณฑิตในสถาบันการศึกษาของรัฐให้มีการจัดการศึกษา ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียนทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคสังคม จํานวน ๑.๖ ล้านคน นอกจากนั้นยังได้จัดสรรกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษาประมาณ ๙๙๗,๔๐๐ คน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีแก่สถานศึกษา จํานวน ๓๒,๐๐๐ แห่ง

๓.๒ การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานแรงงาน งบประมาณ จํานวน ๒๙,๐๗๙.๗ ล้านบาท โดยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน จํานวน ๓.๒ ล้านคน ช่วยเหลือ ให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน แรงงานใหม่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแรงงานนอกระบบ ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการทํางานและมีโอกาสในการสร้างรายได้และการประกอบ อาชีพตามความต้องการไม่น้อยกว่า ๖๔,๒๐๐ คน คุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย จํานวน ๒.๓ ล้านคน สนับสนุนให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ และตลาดแรงงานแก่ประชาชนประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่งเสริมการกํากับดูแล แรงงานไทยในต่างประเทศให้ได้รับความเป็นธรรมและดําเนินการทางกฎหมาย เพื่อป้ องกันไม่ให้แรงงานถูกหลอกลวงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากบุคคลหรือบริษัทจัดหางาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และให้การคุ้มครองลูกจ้างในระบบประกันสังคม จํานวน ๙.๓ ล้านคน

๓.๓ การพัฒนาด้านสาธารณสุข งบประมาณ จํานวน ๒๑๑,๔๔๕.๔ ล้านบาท โดยเพิ่มคุณภาพการให้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชนที่ขึ้นทะเบียน ประมาณ ๔๘ ล้านคน ด้วยการปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายรายหัวเพื่อประกันว่าประชาชน จะได้รับบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้บริการและเพิ่ม สิทธิประโยชน์แก่ผู้ป่วยกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และผู้ป่วยโรคเอดส์ จํานวน ๑๕๒,๐๐๐ ราย ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จํานวน ๑๖,๓๐๓ ราย และบริการควบคุมป้ องกันรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แก่กลุ่มประชากร จํานวน ๒.๓ ล้านคน และค่าบริการผู้ป่วยจิตเวช ๑๑๙,๓๗๑ คน อุดหนุนคนไทยไร้รัฐโดยให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มบุคคลที่รอสถานะ สัญชาติไทย จํานวน ๔๕๗,๔๐๙ คน ส่งเสริมและพัฒนาระบบบริการสถานีอนามัยให้เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบล ๘,๔๑๐ แห่ง

ดําเนินงานสาธารณสุขเชิงรุก โดยสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ แบบองค์รวม สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบสมัชชาสุขภาพ และส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ในการเฝ้ำระวังโรคและดูแลผู้ป่วยในชุมชน และเตรียมความพร้อมสําหรับภาวะฉุกเฉิน ทางสาธารณสุข เช่น การควบคุม ป้ องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เป็นต้น เพิ่มประสิทธิภาพการบริการการแพทย์เฉพาะทางและระดับ ตติยภูมิที่มีความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้ป่วยกว่า ๖๐๒,๐๐๐ ราย พัฒนาการบําบัดรักษา ผู้ป่วยด้านจิตเวชประมาณ ๗๗๘,๐๐๐ ราย ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย พัฒนาและส่งเสริม การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตามแนวพระราชดําริ ได้แก่ โครงการฟันเทียม พระราชทาน โครงการควบคุมป้ องกันการขาดสารไอโอดีนและแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ ในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร และโครงการด้านสาธารณสุขที่สําคัญ เช่น โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว โครงการ ศูนย์สามวัย เป็นต้น

ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล ในระดับนานาชาติ รวมทั้งสนับสนุนการดําเนินงานของสภากาชาดไทยเพื่อให้ประเทศ มีบริการโลหิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล เป็นศูนย์กลางในการบริจาคดวงตา และอวัยวะและสนับสนุนการผลิตแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ให้มีคุณภาพและเพียงพอ

๓.๔ การส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม งบประมาณ จํานวน ๗,๙๘๙.๗ ล้านบาท โดยใช้มิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นกลไก ในการขับเคลื่อนสังคมด้วยการประสานเชื่อมโยงสถาบันครอบครัว สถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษา และสถาบันสังคมอื่น ๆ รวมทั้งทํานุบํารุงและรักษามรดก ทางศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม และการมีค่านิยมที่ดีงามให้แก่ประชาชน สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่ดีมีคุณภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการขจัดสื่อที่เป็นภัยต่อเด็กและเยาวชน จัดตั้งโครงการลานบุญลานปัญญา ณ ศาสนสถานในทุกจังหวัด ๖๐๐ แห่ง จัดให้มี การบวชและอบรมจริยธรรมเด็กภาคฤดูร้อน จํานวน ๒๐๐,๐๐๐ คน สนับสนุนการอบรม ศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจํามัสยิด ๗๙๘ ศูนย์ บูรณปฏิสังขรณ์วัดกว่า ๓,๔๐๐ วัด สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อสร้างศาสนทายาทที่ดีแก่ประชาชน ๑.๓ ล้านคน และพระภิกษุสามเณร ๒๐๗,๐๐๐ รูป สนับสนุนองค์กรเครือข่ายสภาวัฒนธรรม ในระดับตําบลทั่วประเทศ จํานวน ๖,๙๑๙ แห่ง

๓.๕ การสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งบประมาณ จํานวน ๔๗,๐๗๖.๔ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันด้านความมั่นคงในการดํารงชีวิต มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างครบวงจร สนับสนุนการหยุดยั้ง การเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิ ให้การคุ้มครองและจัดสวัสดิการทางสังคมแก่เด็ก สตรี ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ให้สามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนให้การคุ้มครอง สิทธิผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งดําเนินการให้คนพิการมีหลักประกันความมั่นคง ในการดํารงชีวิต โดยจัดเบี้ยยังชีพแก่คนพิการประมาณ ๘๔๒,๘๐๐ คน สนับสนุน การประกอบอาชีพของผู้มีรายได้น้อยและจัดเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น ๕.๗ ล้านราย

๓.๖ การป้ องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ จํานวน ๔,๙๔๘ ล้านบาท โดยเชื่อมโยงและบูรณาการกับจังหวัดในการดําเนินนโยบายสังคมเข้มแข็ง ให้ความสําคัญ กับกระบวนการป้ องกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเป็นเหยื่อของยาเสพติดผ่านช่องทางสื่อ สนับสนุน กิจกรรมสําหรับเยาวชน เช่น โครงการรณรงค์และป้ องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ทู บี นัมเบอร์ วัน (To Be Number One) และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมโดยจัดตั้งหมู่บ้าน ชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด ให้การบําบัดรักษา ฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด จํานวน ไม่น้อยกว่า ๘๗,๐๐๐ ราย รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

๓.๗ การส่งเสริมและพัฒนากีฬาและนันทนาการ งบประมาณ จํานวน ๖,๔๑๒.๙ ล้านบาท โดยส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ผู้พิการ และประชาชน จํานวน ๓๒ ล้านคนได้ออกกําลังกาย เล่นกีฬาและร่วมกิจกรรมนันทนาการ มีการจัดการศึกษา ด้านกีฬาระดับพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา การให้บริการทางวิชาการด้านกีฬา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านกีฬาและนันทนาการ ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตลอดจนพัฒนาทักษะด้านกีฬา สู่ความเป็นเลิศและอาชีพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๒๑๙,๗๙๗.๓ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๔.๑ การเงิน การคลัง งบประมาณ จํานวน ๒๐,๑๖๓.๙ ล้านบาท โดยกําหนดนโยบายการเงิน การคลัง ที่จะทําให้เกิดความสมดุล พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่เริ่มฟื้นตัว จากความผันผวนของสภาวะการเงินโลก บริหารจัดการหนี้สาธารณะให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้วินัยการเงิน การคลัง ส่งเสริมการออม การลงทุน ฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่รัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ ปรับปรุงระบบ ภาษีและการจัดเก็บภาษีเพื่อขยายฐานรายได้ให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส

๔.๒ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร งบประมาณ จํานวน ๘๕,๗๙๑.๘ ล้านบาท โดยสนับสนุนการบริหารจัดการที่คํานึงถึงความต้องการสินค้าเกษตร ของตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งดําเนินการเชิงรุกในการจํากัดปริมาณ ออกสู่ตลาดของพืชผลเกษตรคุณภาพตํ่า เพื่อเพิ่มมูลค่าและการรักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนโครงการประกันรายได้เกษตรกร พัฒนาความสามารถและความเข้มแข็ง ของเกษตรกร ชุมชนและสถาบันเกษตร ส่งเสริมการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปสินค้ำเกษตรตามระบบมาตรฐาน และความปลอดภัยในการส่งออกสินค้าเกษตร ส่งเสริมการทําการเกษตรตามแนวพระราชดําริ การทําเกษตรอินทรีย์และการลดใช้สารเคมีในการปรับปรุงคุณภาพดินและสินค้าเกษตร พัฒนา ปรับปรุง และขยายระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน ไม่น้อยกว่า ๑๕๓,๖๐๐ ไร่ และบริหารจัดการนํ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่ชลประทาน ๒๔.๑๗ ล้านไร่ สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ยากไร้มีที่ทํากินเป็นของตนเอง ๑๒๓,๐๐๐ ราย ดําเนินการฟื้นฟูอาชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ๒๑๓,๒๕๐ ราย เพื่อให้ เกษตรกรสามารถดํารงชีพได้อย่างมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

๔.๔ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ งบประมาณ จํานวน ๙,๒๙๐ ล้านบาท โดยการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย และจัดกิจกรรมทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่สนใจ และดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินกิจการเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในทุกระดับ ตั้งแต่การปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอน การวิจัย การส่งเสริม วิสาหกิจชุมชนขนาดต่าง ๆ และการผลักดันมาตรการทางภาษีเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน ที่เป็ นรูปธรรม บูรณาการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทย และบริการสุขภาพให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยมีเป้ำหมายเพิ่มจํานวน นักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็น ๑๖ ล้านคน คิดเป็นรายได้ประมาณ ๖๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ยังพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายหลักในการจัดการประชุม จัดแสดงสินค้า และนิทรรศการนานาชาติ โดยเพิ่มจํานวนผู้เดินทางและรายได้จากนักท่องเที่ยว กลุ่มประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลไม่ตํ่ากว่า ๗๒๐,๐๐๐ คน คิดเป็นมูลค่ารายได้ จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า ๕๗,๖๐๐ ล้านบาท

๔.๕ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการตลาด การค้า และการลงทุน งบประมาณ จํานวน ๖,๙๕๘.๑ ล้านบาท โดยดําเนินมาตรการเชิงรุก เพิ่มเครือข่ายธุรกิจไทย ให้ครอบคลุมภูมิภาคสําคัญ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปทําการค้า และการลงทุนในต่างประเทศ โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการค้าระหว่างประเทศ ๑๑๘,๐๐๐ ราย ส่งเสริมองค์ประกอบทางการค้าให้เอื้อต่อความสามารถในการแข่งขัน ด้วยระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์บริการครบวงจร ระบบอํานวยความสะดวก ช่องทางเดียว ระบบตรวจร่วมจุดเดียว และระบบโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์ (Logistics Electronics) ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึง สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงยั่งยืนด้ วยแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมองค์ความรู้ทางสังคม กับนวัตกรรมที่ทันสมัยในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างค่านิยมที่ถูกต้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาในสังคมไทย

๔.๖ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้า และบริการ งบประมาณ จํานวน ๘๕,๘๙๔.๔ ล้านบาท โดยการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทั้งทางบก นํ้า อากาศ และทางราง พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและระบบบริการหลาย ๆ รูปแบบเพื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากล พัฒนาและบํารุงรักษาท่าเรือ เขื่อน และร่องนํ้า จํานวน ๑๒๑ แห่ง ปรับปรุงท่าอากาศยาน ๒๖ แห่ง ปรับปรุงรักษาทางและสะพาน ในชนบทไม่น้อยกว่า ๔๔,๐๐๐ กิโลเมตร และก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐาน และเพื่อการท่องเที่ยว แก้ไขบริเวณอันตรายบนทางหลวงและทางหลวงชนบท จํานวน ๑,๖๒๕ แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งสินค้า สนับสนุนระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อให้มีต้นทุนตํ่า เร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น ๔ ช่องจราจร แก้ไขปัญหา การจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองหลัก พัฒนาและบํารุงรักษา โครงข่ายทางหลวงและทางหลวงชนบท รวม ๖๖,๐๖๘ กิโลเมตร ก่อสร้างรถไฟทางคู่ ในเส้นทางชายฝั่งทะเลตะวันออกตอนจังหวัดฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ก่อสร้าง ระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน พัฒนาระบบการขนส่งทางรถไฟสายตะวันออก (พญาไท-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) รองรับผู้โดยสารไม่น้อยกว่า ๔๘ ล้านคนต่อปี และสินค้าไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านตันต่อปี

๔.๗ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน งบประมาณ จํานวน ๒,๑๓๐ ล้านบาท เพื่อประกันว่าประเทศไทยจะมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและสนับสนุน ความพยายามที่จะลดสัดส่วนการพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันจากต่างประเทศ อนุรักษ์ พลังงานทั้งในภาคครัวเรือน ชุมชน อุตสาหกรรม ภาคบริการและการขนส่ง พัฒนา พลังงานทดแทนและพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นที่มีความยั่งยืน

๔.๘ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร งบประมาณ จํานวน ๒,๗๔๐.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ดิจิตอล คอนเทนท์ (Software digital content) รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ของประเทศ นําเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการบริหารและบริการ ภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนําเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ในการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิต เสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่กลุ่มอาชีพในชุมชน ส่งเสริมการตลาด และการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ (Software) และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คิดเป็ นมูลค่าการตลาดและการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ จํานวน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓๖,๙๕๔.๙ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๕.๑ การอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ งบประมาณ จํานวน ๑๖,๕๗๗.๘ ล้านบาท โดยผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดผลทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาวิกฤติป่าไม้ของชาติในพื้นที่วิกฤติ ๓๐ จังหวัด ป้ องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลครอบคลุมพื้นที่ ๒๓ จังหวัด ป้ องกัน และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ประโยชน์ได้ในพื้นที่ป่าไม้ ทางทะเลและชายฝั่ง ๑.๔๖ ล้านไร่ ทรัพยากรปะการัง หญ้าทะเล ๑๘๖,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ ๑๔๐ ล้านไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ๕๔,๕๐๐ ไร่ ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ ๖,๑๐๐ ไร่ จัดทําแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ความยาว ๓,๗๕๐ กิโลเมตร อนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่ำที่หายากใกล้สูญพันธุ์ และให้บริการด้านทรัพยากรธรณีและธรณีวิทยา ๔๐๐,๐๐๐ ราย ตลอดจนจัดทําข้อมูล ทางกายภาพเพื่อการวางผังเมืองในระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศจีไอเอส (GIS) พื้นที่ ๑๓,๗๓๒ ตารางกิโลเมตร จํานวน ๒๐ ผังเมือง รวมทั้งจัดทําผังเมืองชุมชนและผังเมือง อนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ รวม ๓๑๘ แห่ง

๕.๒ การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า งบประมาณ จํานวน ๖,๘๐๒.๗ ล้านบาท โดยใช้แนวทางตามพระราชดําริในการเก็บกักนํ้าในฤดูฝนที่มีปริมาณนํ้ามาก เพื่อให้มีนํ้า เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่และชุมชน ลดปัญหาการขาดแคลนนํ้า ในฤดูแล้ง รวมทั้งกําหนดกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าทั้ง ๒๕ ลุ่มนํ้า ผ่านเครือข่ายประชาชน องค์กรลุ่มนํ้าและผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๕.๓ การป้ องกัน เตือนภัย แก้ไขและฟื้นฟูความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสาธารณภัย งบประมาณ จํานวน ๘,๔๗๕.๙ ล้านบาท โดยจัดให้มีระบบการเตือนภัย และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติและสาธารณภัยในพื้นที่ ที่มีความเปราะบางเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ รวมถึงพื้นที่บริเวณชายแดนและชายฝั่ง จัดตั้งเครือข่ายเพื่อเฝ้ำระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย จัดให้มีศูนย์ข้อมูลติดตาม การเปลี่ยนแปลงและเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ป่ำอนุรักษ์ครอบคลุมพื้นที่ ๗๓ ล้านไร่ บริหารระบบเตือนภัยที่ได้มาตรฐานตามหลักสากลตลอด ๒๔ ชั่วโมง พยากรณ์ รายงาน ประกาศเตือนภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทันเหตุการณ์อย่างทั่วถึง

๕.๔ การบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม งบประมาณ จํานวน ๔,๙๙๗.๗ ล้านบาท โดยการควบคุม กํากับ ดูแล รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ นํ้าเสีย กลิ่น เสียง และขยะทุกประเภท บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป้ำหมายเร่งด่วน ๒๕ จังหวัด ๗๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ สําหรับบริการด้านการท่องเที่ยว ๒๔๓ แห่ง พัฒนาเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการ คุณภาพสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหามลพิษและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในพื้นที่จังหวัดระยอง ควบคุมอนุญาต กํากับ ดูแลโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการวัตถุอันตราย ๓๐,๐๐๐ ราย ตรวจสอบ ประเมินและส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเป็นที่ยอมรับจากชุมชนและสังคม

๕.๕ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ งบประมาณ จํานวน ๑๑๘ ล้านบาท โดยดําเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและภาคธุรกิจให้มีส่วนร่วม ในการจัดการก๊าซเรือนกระจก

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘,๕๓๒.๓ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๖.๑ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม งบประมาณ จํานวน ๔,๒๙๒.๕ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ การถ่ายทอด องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในการพัฒนา ขีดความสามารถ พัฒนาเครื่องจักรต้นแบบและขยายผลเชิงพาณิชย์ ให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบสินค้าและเครื่องมือต่าง ๆ ประมาณ ๓๖๘,๐๐๐ รายการ และบริการ ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศเพื่อนําไปประยุกต์ใช้และสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้การสนับสนุน นักเรียนทุนรัฐบาล และทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ทุน และส่งเสริมพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒๑,๖๐๐ คน

๖.๒ การวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ งบประมาณ จํานวน ๑๔.๒๓๙.๘ ล้านบาท โดยพัฒนาความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค การนําผลงานวิจัยไปเผยแพร่ และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ เรื่อง รวมทั้งยกระดับสถาบันอุดมศึกษา ๙ แห่งที่มีศักยภาพสูง และส่งเสริมการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ๖๙ แห่ง ตามโครงการ มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ โดยมีเป้ำหมายผลงานวิจัยกว่า ๑,๕๐๐ โครงการ เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการนําข้อมูล และผลการวิจัยเกี่ยวกับระบบภูมิสารสนเทศมาเป็นแนวทางในการกําหนดมาตรการ แผนงาน เพื่อบริหารจัดการนํ้าในระดับพื้นที่ ๗๕ จังหวัดทั่วประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๘,๑๘๒.๖ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๗.๑ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณ จํานวน ๗,๒๘๖.๓ ล้านบาท โดยดําเนินการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี ส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน ผ่านการขับเคลื่อนภายใต้ กรอบความร่วมมืออาเซียน และผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสมาคมอาเซียนขึ้นในภูมิภาค สนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทสําคัญที่สร้างสรรค์การดําเนินความร่วมมือในกรอบ สหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ และเวทีระหว่างประเทศ โดยดําเนินการ ตามพันธสัญญาการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในมิติต่าง ๆ กับประเทศคู่ค้าและประเทศหุ้นส่วน ยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันและให้เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก

๗.๒ การบริการกงสุลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ งบประมาณ จํานวน ๘๙๖.๓ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดําเนินการกงสุล งานพิธีการทูต การให้คําปรึกษา ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ในการคุ้มครอง ดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทย ทั้งในและต่างประเทศให้ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และได้รับการปฏิบัติ อย่างเท่าเทียมจากต่างประเทศ ส่งเสริมชุมชนไทยในต่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง มีความภูมิใจในอัตลักษณ์ของความเป็นไทย สนับสนุนเครือข่ายคนไทยในต่างแดน กับภาคประชาคมต่าง ๆ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓๐๔,๒๘๗.๖ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๘.๑ การส่งเสริมการกระจายอํานาจการปกครอง งบประมาณ ๒๙,๙๘๙.๓ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จํานวน ๗,๘๕๑ แห่ง มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนในท้องถิ่นที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ รวมทั้งให้ความสําคัญกับการเร่งรัด ดําเนินการถ่ายโอนภารกิจและการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดผลในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ สนับสนุนกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองแห่งความสะดวก ปลอดภัย และเพิ่มศักยภาพเมืองพัทยาให้เป็นศูนย์กลาง แห่งการท่องเที่ยว โดยในภาพรวมรัฐบาลได้จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไว้ จํานวน ๑๗๓,๙๐๐ ล้านบาท เมื่อรวมกับประมาณการรายได้ที่ท้องถิ่น เก็บเองและรัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้ จํานวน ๒๕๗,๓๕๕ ล้านบาทแล้วทําให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้รวม ๔๓๑,๒๕๕ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่รัฐจัดสรร ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล ร้อยละ ๒๖.๑๔

๘.๒ การบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัด งบประมาณ จํานวน ๑๘,๓๔๔.๑ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดดําเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงในพื้นที่อย่างบูรณาการ รวมทั้งการบริหารจัดการตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับ ศักยภาพ โอกาสและความต้องการของประชาชน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคี การพัฒนาทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้ สามารถกําหนดแนวทางในการบริหารงาน แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ในเขตจังหวัด และกลุ่มจังหวัดได้อย่างเหมาะสม

๘.๓ การบริหารจัดการภาครัฐ งบประมาณ จํานวน ๔๔,๐๖๑.๙ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีขีดความสามารถอํานวยความสะดวก การให้บริการแก่ประชาชนอย่างเสมอภาค ทั่วถึง มีคุณภาพมาตรฐาน มีธรรมาภิบาล และความโปร่งใส พัฒนาระบบบริหารบุคลากรภาครัฐให้สามารถปฏิบัติราชการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของประชาชน

๘.๔ การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม งบประมาณ จํานวน ๗๖,๖๔๔.๖ ล้านบาท โดยการพัฒนากฎหมาย ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและทั่วถึง พัฒนาองค์ความรู้และความเข้มแข็ง ขององค์กรเครือข่ายภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้เสียหายเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ความยุติธรรม เชิงสมานฉันท์ และการระงับข้อพิพาท พัฒนาประสิทธิภาพการทํางานและระบบ บริหารจัดการการบังคับคดีตามคําพิพากษา การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

๘.๕ การสนับสนุนการจัดการของรัฐสภา ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ งบประมาณ จํานวน ๓๕,๒๔๗.๗ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารงานของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการพัฒนาด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน และสร้างระบบ อํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเสมอภาค การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สนับสนุนการดําเนินมาตรการในการป้ องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งส่งเสริมให้ภาครัฐและประชาชนมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการใช้จ่ายของภาครัฐให้เป็ นไป อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า และโปร่งใส

สําหรับรายการค่าดําเนินการภาครัฐจัดสรรงบประมาณ จํานวน ๕๐๙,๔๗๓.๑ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับ

๙.๑ การบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น งบประมาณ จํานวน ๕๐,๓๕๐ ล้านบาท เพื่อสํารองไว้เป็ นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น สําหรับแก้ไขปัญหาในสภาวะฉุกเฉิน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิได้ คาดหมาย เช่นกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงที่มีผลกระทบต่อโครงสร้าง พื้นฐาน พื้นที่การเกษตร ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

๙.๒ การบริหารบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ จํานวน ๒๑๒,๒๑๓ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินช่วยเหลือ ข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสํารอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ และเงินสมทบของลูกจ้างประจํา และค่าใช้จ่ายการปรับบัญชีเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนรายเดือนของบุคลากรภาครัฐ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

๙.๓ การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ งบประมาณ จํานวน ๒๑๖,๕๖๔ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน การรักษาวินัยทางการคลัง การดําเนินการชําระหนี้ของรัฐบาล และติดตามการชําระหนี้ ของรัฐวิสาหกิจและองค์กรอื่น ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้ผูกพันไว้

๙.๔ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง งบประมาณเพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้ เงินคงคลังจ่ายไปก่อน จํานวน ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการคลัง และเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่านอกจากการใช้จ่าย งบประมาณรายจ่ายเป็นเครื่องมือในการดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว รัฐบาล จะใช้กลไกอื่น ๆ ของภาครัฐเข้ามาสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้วย เช่น การเสริมสร้าง ความเป็นธรรมทางสังคม โดยให้สถาบันทางการเงินของรัฐเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนหรือหนี้นอกระบบ โครงการฟื้นฟูและพักชําระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน และขณะนี้รัฐบาล ได้พยายามผลักดันร่างกฎหมายต่าง ๆ เพื่อลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม เช่น ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทย ๒๔ ล้านคน ที่ยังไม่มีระบบประกันสังคมใด ๆ ให้มีระบบการออมที่ช่วยให้มีรายได้ดูแลตนเอง หลังเกษียณอายุ และร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า และส่งเสริมการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

ท่านประธานที่เคารพ สาระสําคัญของงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลได้แถลงมาทั้งหมดเป็นส่วนสําคัญของกรอบ และแนวทางหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ที่รัฐบาลจัดทําขึ้นเพื่อวางรากฐาน ในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งเป็น ปัจจัยหลักของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางใด รัฐบาลมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่หน่วยงานภาครัฐใช้กลไก ด้านงบประมาณเข้าไปร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้เพื่อสนับสนุนกลไกที่จะดูแลพี่น้องประชาชนทุกคนให้สามารถ ดํารงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข มีความสามัคคีปรองดองกัน นําไปสู่สังคมสมานฉันท์ในที่สุด

กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านจะให้ การสนับสนุนและรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้งดําเนินการตามขั้นตอน จนประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย เพื่อเป็นหลักในการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้บังเกิดผลดี แก่ประชาชนและประเทศชาติต่อไป ขอขอบคุณครับ