สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อภิปรายเรื่องงบประมาณแผ่นดิน โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริตและคอร์รัปชัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลลดค่าพลังงานและค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้การอภิปรายงบประมาณของฝ่ำยค้าน เรามีความตั้งใจและมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้ให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินภาษีได้เล็งเห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้บริหารงานล้มเหลวในการดําเนินนโยบายของรัฐบาลอย่างไร การทุจริต การคอร์รัปชัน (Corruption) ในงบประมาณแผ่นดินทํากันอย่างไร การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องหากินกับงบประมาณแผ่นดินเขาทํากันอย่างไร อันนี้ เป็นสิ่งที่พรรคฝ่ำยค้านตั้งใจที่จะอภิปรายในวันนี้ การจัดทํางบประมาณ มันเป็ น ที่น่าสังเกตว่าได้มีการจัดสรรปันส่วนไปให้หมู่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคละครับ ถ้าหาก ฝ่ายค้านไม่นําข้อมูลเหล่านี้มาเสนอให้ประชาชนได้เห็นถึงวิธีการอันแยบยล วิธีการ แอบแฝงและซ่อนเร้น การใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนก็จะเข้าใจว่ารัฐบาล ชุดนี้จัดทํางบประมาณแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เดี๋ยวผมจะเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายงบประมาณในวันนี้ได้เห็นลูกเล่น และธาตุแท้ของรัฐบาลชุดนี้ที่มักจะถูกเรียกและขนานนามว่ารัฐบาลนี้กู้มาโกง ท่านประธานครับ การอภิปรายในวันนี้พรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เพื่อที่จะให้พี่น้อง ประชาชนได้ติดตามการอภิปรายได้ง่าย เราจะแบ่งกลุ่มการอภิปรายออกเป็น ๕ กลุ่มครับ

กลุ่มที่ ๑ ซึ่งผมเป็นหัวหน้าจะพูดถึงภาพรวมของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔

กลุ่มที่ ๒ จะมาพูดถึงการใช้งบประมาณด้านความเชื่อมั่น ด้านความมั่นคง ของรัฐ

กลุ่มที่ ๓ จะพูดถึงการใช้งบประมาณในกระทรวงที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ ทั้งหมด

กลุ่มที่ ๔ ก็จะอภิปรายในกระทรวงที่เกี่ยวกับด้านสังคม

กลุ่มที่ ๕ จะอภิปรายด้านการปกครองและคมนาคมที่ส่วนใหญ่ดูแล โดยพรรคภูมิใจไทย และรัฐวิสาหกิจภายใต้การกํากับดูแลของพรรคภูมิใจไทย อันนี้ ต้องเน้นเป็นพิเศษครับท่านประธาน

ที่จริงแล้วการพิจารณางบประมาณในวันนี้ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ารัฐบาล ทําไมต้องเร่งรีบ ถ้าเปรียบเทียบกับในทุก ๆ ปี สมัยท่านสมัคร สุนทรเวช ในการพิจารณา งบประมาณ ปี ๒๕๕๒ เริ่ม ๒๗ มิถุนายน พอนายอภิสิทธิ์เมื่อปีที่แล้วงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ก็เริ่มพิจารณา ๑๗ มิถุนายน ก็ทําทุกอย่างเรียบร้อย แต่วันนี้ ๒๖ พฤษภาคม พวกผมต้องกราบเรียนเลยครับว่าปิดสมัยประชุมที่ผ่านมาไม่ได้ยืนรับพระบรมราชโองการ ปิดประชุมสภาเลย เป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และวันนี้ก็มารับพระบรมราชโองการ เปิดสภาสมัยวิสามัญ ท่านประธานนึกเอาง่าย ๆ ก็แล้วกันนะครับ ผมไม่อยากจะพูดมาก แต่ผมมองว่าการทํางบประมาณชุดนี้ด้วยความเร่งรีบนี่ เพราะมันมีตัวเลขงบประมาณ ที่รัฐบาลนี้ใช้จากเงินกู้และเงินที่ยึดมาจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ เดี๋ยวผมจะแฉให้ ท่านประธานดูว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งรีบจัดทําเพื่อจะได้โกงกินอย่างต่อเนื่อง มีการทุจริต จากรัฐมนตรี จากพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ ว่ากําลังสนุกสนาน กับการที่บ้านเมืองวุ่นวายและตัวเองก็ไปหากินกับงบประมาณแผ่นดิน ก็จะแฉให้ดูเลยครับ ท่านประธาน วันนี้รัฐบาลจะมีงบไทยเข้มแข็งที่เป็นงบลงทุนที่ผ่านมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจําเป็ นเลยที่จะต้องกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากเอา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปปิดหีบ เดี๋ยวผมก็จะเฉลยให้ฟังว่ามีเหตุผลกลใด และงบลงทุนปกติ ในปี ๒๕๕๓ ก็บอกว่ามี ๒๑๒,๐๐๐ ล้านบาทมันน้อยไม่พอก็เลยจําเป็นต้องใช้งบ โครงการไทยเข้มแข็งอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเดี๋ยวผมก็จะเฉลยให้ดูว่า มันมีเงินซ่อนเร้นอยู่ที่รัฐบาลชุดนี้จะด้วยความรู้เท่าถึงการณ์หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เดี๋ยวพี่น้องประชาชนฟังการอภิปรายของผมด้วยตัวเลขทั้งหมดแล้วก็จะเข้าใจ แล้วพี่น้องประชาชนวินิจฉัยเอาเองว่ารัฐบาลชุดนี้ทุจริตหรือซื่อตรงโปร่งใสก็สุดแล้วแต่ ดุลยพินิจของพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปราย แต่สิ่งที่น่าเสียใจครับ ในสภาวการณ์ เช่นนี้ ปัจจุบันนี้รัฐบาลควรที่จะเร่งรีบเยียวยาความรู้สึกของประชาชน ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากมาตรการของรัฐบาลเอง ๒ มาตรการคือ มาตรการขอคืนพื้นที่เมื่อ ๑๐ เมษายน ตายไป ๒๕ ศพ แล้วมาตรการที่ ๒ กระชับวงล้อม ๑๔-๒๐ พฤษภาคม กว่า ๖๐ ศพ น่าที่จะเลื่อนการพิจารณางบประมาณไปก่อนก็ได้ เรามีเวลาเหลือเฟือ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ต้องตอบให้สังคมได้รู้ว่าทําไมต้องเร่งรีบเหลือเกิน วันนี้ต้องยอมรับครับว่านายอภิสิทธิ์โชคดีที่ประชาชนตายไปเกือบร้อยศพยังอยู่ใน ตําแหน่งได้ ยังมานําเสนออ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในสภาแห่งนี้ได้แบบหน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้าน ไร้ความรู้สึก แทนที่จะรีบนํางบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ที่เก็บได้เกินเป้ำเอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่ถูกไฟไหม้ พี่น้องประชาชนที่เสียชีวิต เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมตนเอง เป็นผู้นํารัฐบาลควรที่จะมีความเสียสละ ใจกว้าง สิ่งที่ผ่านพ้นไปก็ให้มันผ่านพ้นไป เราต้อง มาเดินหน้ากันใหม่ วันนี้มากล่าวหาคนโน้นคนนี้เป็นผู้ก่อการร้าย ทั้ง ๆ ที่เขามาตามสิทธิ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๓ เขาไม่ได้มีอาวุธแต่รัฐบาลไปกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ถามจริง ๆ นายอภิสิทธิ์คนที่ตายไปมีผู้ก่อการร้ายอยู่ในนั้นไหม มีอาวุธ ถืออยู่ไหม ท่านต้องใช้ดุลยพินิจของท่าน ท่านจบถึงเมืองนอกทั้ง ๒ คน ทั้งนายกรณ์ ทั้งนายอภิสิทธิ์ รู้จักความเสียสละไหม รู้จักความสมานฉันท์ไหม ยอมแพ้ ยอมชนะ กันบ้างเล็กน้อยมันจะเป็นอะไรไป สังคมไทยจะได้เดินไปได้ และที่ผมปลื้มใจที่สุด ท่านประธาน ที่อยากจะให้เอางบประมาณแผ่นดิน ปี ๒๕๕๓ ไปช่วยพี่น้องประชาชน คือพี่น้องที่เป็นพ่อค้ารายย่อยที่ถูกเผาไปนั้น เมื่อไมโครโฟนของทีวี (TV) ไปจ่อปากเขา เขาไม่เคยกล่าวหาผู้ชุมนุม ทุกคนบอกว่าแล้วก็แล้วกันไปถือว่าจบ ควรจะเดินหน้าต่อไป ผมต้องกราบขอบพระคุณพี่น้องพ่อค้า ร้านค้าต่าง ๆ ที่เสียหาย แต่เขายังมีจิตใจ อันกว้างขวาง ผมต้องขอบคุณแทนผู้มาชุมนุมครับ ไม่มีการประณามกล่าวหาใส่ร้าย ซํ้าเติมแต่อย่างใด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะทํา และการประกาศเคอร์ฟิว คืนนี้ ต้องรีบอภิปรายให้จบโดยเร็ว มีเคอร์ฟิวแล้วนี่ทําให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านค้า ผู้ที่ทํางาน กลางคํ่ากลางคืน ขาดรายได้ ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่เกี๊ยวอะไรนั่นมันขายไม่ได้ เขาเข็นไปขาย กลางคืนทั้งนั้น รายได้เขาอยู่อย่างนั้น ส้มตํา เนื้อย่าง ทําไมไม่คิดถึงประชาชนที่หากิน กลางคํ่ากลางคืนบ้าง เพราะทั้ง ๒ ท่าน ทั้งนายกรัฐมนตรีกับนายสุเทพไม่เคยไปซื้อกิน ข้างถนนกลางคํ่ากลางคืนเลยไม่รู้ว่าพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน บ๋อย แท็กซี่ เดือดร้อน ไปหมด นางนั่งดริงก์ (Drink) กลางคืนก็เสียหายหมด ธุรกิจล้มระเนระนาด คิดให้ดีสิครับ ท่านประธานครับ ผมจะขออาศัยตัวเลขนี้อภิปราย ท่านประธาน ที่ผมจะต้องอาศัย ตัวเลขนี้อธิบายความเนื่องจากอย่างนี้ครับ กล้องช่วยซูม (Zoom) ให้เห็นนะครับ พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจเรื่องงบประมาณแผ่นดิน ตัวเลขไม่ได้ยุ่งยากเหมือนปีที่แล้ว วันนี้ผมนําเสนอตัวเลขงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ทําไมต้องย้อนไปถึง ปี ๒๕๕๒ เพราะปี ๒๕๕๒ เป็นวิกฤติที่เขาเรียกว่าแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) รัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารบ้านเมืองทําเป็นกระต่ายตื่นตูม หรือว่าอาจจะฉลาดเกินกว่าที่ผมคิดก็ได้ มันเป็นที่มาของงบไทยเข้มแข็ง แล้วผมจะชําแหละให้ดูทีละเรื่อง ๆ เพราะมันเกี่ยวข้อง กับผมโดยตรง เพราะผมไม่เคยเห็นด้วยกับพระราชกําหนดเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พรรคเพื่อไทยไม่เคยเห็นด้วยกับพระราชกําหนดเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรายื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความท่านประธานจําได้นะครับว่าไม่ควรที่จะอนุมัติให้มีพระราชกําหนด โดยเร่งด่วน เพราะว่ามันยังไม่สิ้นปีงบประมาณ เหตุการณ์มันเกิดอย่างนี้ท่านประธาน แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดผมอยากจะชี้แจงตัวเลขข้างบนนี้นะครับ รายจ่ายปี ๒๕๕๒ ตั้งไว้ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ คือปีนี้ตั้งไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายจ่ายลดลงนะครับ ปีนี้ปี ๒๕๕๔ ที่กําลังพิจารณาตั้งไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะก้าวกระโดดขึ้นมามาก รายได้ตั้งเป้ำไว้ในปี ๒๕๕๒ ๑,๕๘๕,๕๐๐ ล้านบาท นายสมัคร สุนทรเวช ปี ๒๕๕๓ ตั้งไว้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณรายรับ พูดถึงรายได้ที่ตั้งไว้ ว่าจะเก็บได้ พอปี ๒๕๕๔ นี่ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องประชาชนถ้าฟังนะ จําตัวเลขเหล่านี้ให้ดีเดี๋ยวผมจะอธิบายคณิตศาสตร์ ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ พอมาปี ๒๕๕๒ เริ่มเกิดวิกฤติ ท่านสมัครตั้งงบประมาณ เพิ่มเติมไว้ ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลอภิสิทธิ์มาอนุมัติ ได้มาทันใช้ เป็นรัฐบาลแรก ที่ใช้งบเพิ่มเติมกลางปี แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธาน ต้องขอย้อนความไปให้ทราบ สักเล็กน้อยอย่างนี้ว่าในแต่ละปีนี่ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มันจะเป็นงบขาดดุล อย่างปีแรกนี่นะครับ ขาดดุลประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่ ๒ ขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ตั้งงบไว้ ขาดดุล ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อขาดดุลแล้วในแต่ละปีรัฐบาลมีสิทธิที่จะกู้ครับ กู้เงิน ในประเทศตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ มันจะมีเพดานไว้ให้เลย เพราะฉะนั้นการขาดดุลในแต่ละปีนี่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่ถึงเพดานเงินกู้ที่จะกู้ได้ รัฐบาลก็จะกู้เติมวงเงินได้เพื่อมาชดเชยการขาดดุล อันนี้คือ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ ท่านประธานจําได้นะครับ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๒ นายกรณ์ จาติกวณิช ออกมาพูดเลย เนื่องจากวิกฤติคาดว่ารายได้ ในการจัดเก็บปี ๒๕๕๒ จะพลาดเป้ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นายอภิสิทธิ์มาพูดใกล้เคียงกัน นายอภิสิทธิ์บอก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในที่สุดวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายกรณ์ มาพูดผ่านเดลินิวส์ บอกว่าขาด เก็บไม่ถึงเป้ำ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับคือที่มา ท่านประธานดูนะครับ จาก ๑,๕๘๕,๕๐๐ ล้านบาทที่คาดว่าจะเก็บได้ นายกรณ์บอก เก็บไม่เข้าเป้ำ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอา ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาทไปลบ ๑,๕๘๕,๕๐๐ ก็คาดว่า จะเก็บได้แค่ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้คาดว่าจะเก็บได้ เขาบอกว่า พลาดเป้ำไป ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือที่มา ประการที่สําคัญที่สุดพอบอกว่า เก็บพลาดเป้ำไป ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท บังเอิญในวงเงินกู้ที่มาชดเชยขาดดุลตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ มันเหลือเงินอีก ๙๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอามาชดเชย ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเสีย ขาดไปจริง ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับคือที่มาที่รัฐบาล ต้องการออกพระราชกําหนดเพื่อไปปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจากตัวเลขอันนั้น มันเดือนพฤษภาคม พอตั้งว่าค่าจัดเก็บรายได้ปี ๒๕๕๒ ไว้ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอมาปี ๒๕๕๓ มันก็เป็นตัวเลขรายได้ที่ตั้งเป้ำไว้ จะตั้งเป้ำให้เท่ากับ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่มันจะน่าเกลียด เศรษฐกิจมันต้องโตทุกปี ก็เลยตั้งว่าจะจัดเก็บได้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละเป็นที่มาของงบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๕๓ ว่าต้องเป็น ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยอมขาดดุลไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่เกินวงเงินชดเชยที่จะกู้ได้ เพราะมันมีสูตร ในการคิดคํานวณ ท่านประธานมาดูนี่ครับ คาดว่าจะเก็บได้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็จัดแบ่งงบรายจ่ายเป็นงบรายจ่ายประจํา เงินเดือนข้าราชการ ๑,๔๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบลงทุน ๒๑๒,๖๘๙ ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าปี ๒๕๕๒ ไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็เป็นที่มาอีกที่รัฐบาลบอกว่างบลงทุนในปี ๒๕๕๓ ไม่พอต้องใช้งบโครงการไทยเข้มแข็ง ก็เลยเป็นที่มาของต้องกู้อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นนะครับว่ากู้เพื่อมาปิดหีบปี ๒๕๕๒ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้เพื่อมาทํางบลงทุนในปี ๒๕๕๓ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ คือที่มาครับท่านประธาน แต่พอปลายปี งบประมาณ ๒๕๕๒ อะไรเกิดขึ้นครับ รัฐบาลบอกว่าเก็บเงินได้เกินคาดหลังจากขึ้นภาษีนํ้ามัน ภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา พลาดเป้ำ ไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยไปกู้ ออกพันธบัตรให้พี่น้องประชาชน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขมันก็เลยเป็นอย่างนี้ครับ เก็บได้จริงแทนที่จะเป็น ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามที่คาด มันก็เก็บได้ ๑,๕๓๕,๐๐๐ ล้านบาทเป็นตัวเลขที่เก็บได้จากที่ตั้งเป้ำไว้ ๑,๘๕๐,๕๐๐ ล้านบาท ก็ขาดไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เอาเงินจาก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาปิดหีบ เห็นไหมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันก็จะมีเงินเหลือ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่จะต้องการไปปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปปิดหีบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เหลือ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ามาทําอย่างไร ท่านประธานครับ จากนั้น พอตัวเลขในการจัดเก็บได้จริงมัน ๑,๕๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ควรจะเป็นตัวเลขที่มา ตั้งเป้ำในการจัดเก็บปี ๒๕๕๓ เมื่อตัวเลขตั้งไว้ผิดมันก็จัดเก็บผิด วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลเก็บได้มาประกาศกันโครม โครม โครม ผอ. สํานักงานบริหาร หนี้สาธารณะออกมาประกาศมาโม้ผ่านสื่อว่ารัฐบาลเก็บได้เกินเป้ำ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็แทนที่จะเป็น ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับกลายเป็น ๑,๕๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่า รัฐบาลมีเงินเหลือจากการจัดเก็บงบประมาณ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นก้อนที่ ๒ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการไม่ต้องไปปิดหีบ เหลือมาจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นยอดแรก ยอดที่สอง ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้ลงทุน ๒๑๒,๖๘๖ ล้านบาทนี่ ต้องดูตัวเลขนี้ครับท่านประธาน ตั้งไว้ตามงบประมาณ ๒๑๒,๖๘๖ ล้านบาท บวกเก็บได้เกินเป้ำ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกเหลือจากงบ โครงการไทยเข้มแข็งปิดหีบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบไทยเข้มแข็งที่บอกว่าเอาไปลงทุน ตั้งไว้ต่างหากอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกเงินยึดทรัพย์จากนายกรัฐมนตรีทักษิณ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จในปี ๒๕๕๓ รัฐบาลมีเงินลงทุนและเหลือใช้ทั้งหมด ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเห็นตัวเลขนี้ไหม ปี ๒๕๕๓ เงินเหลือมากมาย แทนที่จะยกเลิกพระราชกําหนด ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาททิ้ง ก็ยังเหลือเฟือ แต่รัฐบาลลูกเล่นใส่ประชาชน เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทําไมถึงไม่ยอมยกเลิก งบโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วท่านประธานมาดูปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ถ้า ๒ ปีบวกกัน ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบลงทุนในปี ๒๕๕๔ ๓๔๑,๓๗๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรัฐบาล มีงบลงทุนใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย ทุจริตได้ ๑,๑๒๒,๐๕๙ ล้านบาท รัฐบาลโกหกประชาชนทําเป็นหน้าเศร้าว่าเงินไม่มี แล้วก็โม้ ท่านพยายามที่จะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน แต่ท่านช่วยไม่จริง ยกตัวอย่างหนี้นอกระบบกะจะช่วยพี่น้องเกษตรกร ให้ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ แหม ประโคมข่าวไปทั่วโลกว่าจะช่วยแก้หนี้นอกระบบ วันนี้ไปถึงไหนท่านกรณ์ทําได้ไหม ล้มเหลวทุกอย่าง ไม่เคยปฏิบัติอะไรได้เลย นี่แหละครับท่านประธาน รัฐบาลถึงได้อยู่ร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมีความสุข เพราะเงินงบประมาณมันเยอะ และสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน โครงการไทยเข้มแข็งนี่ มันง่ายในการทุจริตในการจัดตั้งงบประมาณ เพราะมันไม่ผ่านกระบวนการวิธีการ งบประมาณอย่างที่เรากําลังทํากันในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานเข้าใจนะครับ เพราะว่า รายละเอียดโครงการไม่จําเป็นต้องเสนอผ่านคณะ ประธานเป็นปลัดกระทรวงการคลัง นั่งกันอยู่ รัฐบาลเอาอะไรยัดเข้าไปให้ก็สรุป ๆ แล้วก็ดําเนินโครงการเลย ราคากลาง เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผมจะมาแฉให้ดูว่ามันมีการกินกันอย่างไร ตัวอย่างครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการปลากระป๋ อง ในโครงการถนนไร้ฝุ่น กระทรวงสาธารณสุข สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ราคากลางดึงมาจากสรวงสวรรค์จะตั้งเท่าไรก็ได้ แล้วก็ประมูลกัน สมมุติตั้งไว้ ๑๐๐ บาท ก็เสนอราคากันที่ ๙๙.๙๙ บาท แล้วก็ได้ไป แล้วก็มีการจัดสรรคอมมิชชัน (Commission) ลงไป ท่านประธานครับ ถ้าฝ่ำยค้าน รู้ไม่เท่าทันก็ไม่สามารถดูแลปกป้ องภาษีเงินกู้ที่รัฐบาลชุดนี้จะกู้ แล้วปีนี้ก็จะกู้อีกนะครับ เดี๋ยวผมจะมีตัวเลขเลยว่าหนี้สาธารณะของประเทศนี้เป็นเท่าไร ประชาชนมีหนี้สินต่อหัว ณ วันนี้เท่าไร และปัญหาในงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ในโครงการบางโครงการที่ผมพูดไปแล้วพรรครัฐบาลก็จะออกมาตอบโต้ทุกครั้ง สูญเสียไปเป็นเงินมหาศาล เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดู ทุกปี เราต้องเอาเงินภาษีประชาชน ไปจ่ายดอกเบี้ยเหล่านี้ ลูกเล่น ลูกไม้ ของรัฐบาลที่ตั้งใจจะหากินกับงบประมาณแผ่นดิน ท่านไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ ผมอ่านคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในข้อ ๔.๒ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตร ๔.๕ การปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ๔.๓ ภาคอุตสาหกรรม ๔.๔ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการตลาด การค้าและการลงทุน ท่านเขียนอย่างนี้ในยุทธศาสตร์ ท่านไม่มีความเข้ำใจเลย มีอย่างที่ไหน ท่านจัดตั้งงบประมาณ ท่านลองดูนะครับเล่มนี้ บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ภาพรวม ตั้งงบประมาณไว้ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองดูงบประมาณกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมได้ไป ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับงบประมาณ ทั้งแผ่นดิน ๘ เปอร์เซ็นต์ ถามว่ากระทรวงกลาโหมเคยทํารายได้เข้าประเทศไหม ทําให้ เศรษฐกิจไทยดีขึ้นไหม แต่พอมาเปิดหน้า ๖ งบการท่องเที่ยวจัดไว้ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กระทรวงกลาโหม ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ พอมาดู กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงเหล่านี้ดูแลการผลิตของ พี่น้องเกษตรกร ดูแลภาคอุตสาหกรรม ดูแลเรื่องการท่องเที่ยว นํารายได้เข้าสู่ประเทศ เห็น ๆ อยู่ แต่นายอภิสิทธิ์ให้นายกรณ์ไปร่วมกับสํานักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ แบบนี้ มิน่าประเทศไทยมันถึงได้ล้าหลัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน กระทรวงกลาโหม ภาพนี้สื่อต่างชาติถ่าย ใช้อาวุธจริงและมีปลอกกระสุนจริงกระเด็น ออกมาเห็นชัด ๆ กล้องโคลส (Close) ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นหน่อย ลูกกระสุนเล็ก ๆ กระเด็น ลูกกระสุนจริง จัดงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมไปซื้ออาวุธแล้วมาเล็งยิง ประชาชน อันนี้สื่อต่างชาติเอารูปชัด ๆ นี้มา อันนี้ไม่ใช่ลูกซอง ลูกซองอยู่ข้างหลังนี้ อันนี้เอ็ม ๑๖ (M16) และท่านประธานดูสิครับ เอ็ม ๑๖ ทั้งนั้น แล้วมีคนตายนอนอยู่ตรงนี้ กล้องโคลสสิครับ และอย่างนี้จัดงบประมาณแบบนี้ได้อย่างไร ทําไมไม่มุ่งเน้น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน โดยงบของกระทรวงแรงงานจัดไว้ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องแรงงานทั่วประเทศจะไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ต้องการรายได้ที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี มีการส่งแรงงานออกไปนอกประเทศได้ ทําไมไม่จัดสรรงบประมาณ ให้มาก แต่ผมก็เข้าใจเพราะตลอดชีวิตของนายอภิสิทธิ์ไม่เคยค้าขาย ไม่เข้าใจคําว่า เศรษฐกิจ เรียนแต่หนังสือ อันนี้ละครับคือความย่อยยับของประเทศไทย วันนี้ การท่องเที่ยวเสียหายก็แทนที่จะเอาเงินปี ๒๕๕๓ ซึ่งเมื่อกี้ผมให้เห็นแล้ว มันเหลือ ตั้ง ๗๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีเงินใช้ ทําไมไม่ไปอุดหนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปแค่ ๓๐ สตางค์ จาก ๑๐๐ บาท งบประมาณตั้งไว้ ๑๐๐ บาท ให้การท่องเที่ยว ๓๐ สตางค์ น่าเกลียด ทําไม่เป็นก็ออกให้คนอื่นมาทํา โอทอป (OTOP) พี่น้องที่ทํามาค้าขายโอทอปในแหล่งท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะประกอบธุรกิจได้ ทิ้งร้าง ไม่มีคนเดิน เพราะเขาก็ไม่เคยค้าขายทั้ง ๒ คนนี้ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ ชีวิตนี้ ไม่รู้วิธีการค้า มาบตาพุดต่างชาติย้ายออกไปหมดแทนที่จะเอางบประมาณมาลง กระทรวงอุตสาหกรรมเยอะ ๆ อันนี้เอาไปลงกระทรวงอุตสาหกรรม ๓๐ สตางค์ เทียบกับ ๑๐๐ บาทของงบประมาณ แล้วมันจะไปแก้ไขปัญหาได้อย่างไร มันจะสร้างความเชื่อมั่น ให้ต่างชาติมาลงทุนในอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้อย่างไร ผมเห็นแล้วผมเศร้าใจ โดยเฉพาะเกษตรกร วันนี้เกษตรกรไทยจนเอา ๆ ทําสินค้าเกษตรออกมาเจ๊ง แต่ในขณะที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ ขอประทานโทษ ซีพี (CP) ท่านทําอะไรเจริญรุ่งเรือง มีเงินมีทองรํ่ารวย ราคาหุ้นเมื่อก่อน ๗ บาท วันนี้ขึ้นไป ๑๘ บาท รวยอยู่เจ้าเดียว ในขณะที่พี่น้องเกษตรกร ยากจน

ท่านประธานครับ ขอเวลาอีกนิดเดียวครับ ประเด็นที่ผมจะพูด เป็น ๒ ประเด็นสุดท้าย มันมีข้อน่าสังเกตอย่างนี้ครับว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลต้องจ่ายออกไป ในแต่ละปี นี่ครับ สื่อวันก่อนลงว่า ผอ. สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะบอกว่าในปี ๒๕๕๔ รัฐบาลได้จัดสรรงบชําระหนี้ จํานวน ๒.๓ แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชําระเงินต้น ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมดอกเบี้ยมันสูงอย่างนี้ ผมก็เลยไปเชิญ ผอ. สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะมาชี้แจง เขาเอาข้อมูลให้ผมครับ เป็นที่น่าตกใจครับท่านประธาน มันเป็นการชําระดอกเบี้ยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ไปกู้ยืมตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ตอนนั้นจําได้นะครับมี ปรส. และมีการขายหนี้เน่า หนี้ดี ขายให้ฝรั่ง หนี้เน่าเก็บไว้เอง และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็ไปกู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยในปี ๒๕๔๒ ที่รัฐบาลจะต้องเอางบประมาณแผ่นดินไปจ่าย ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ เฉลี่ยแล้วปี ละ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท พอมาปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓ เฉลี่ยต่อปี ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทเป็นงบประมาณที่จะใช้ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งได้อย่างสบาย แต่ดอกเบี้ยนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลมาก็ต้องชดใช้ มันเป็นกรรมของบ้านเมืองที่คนบริหาร ประเทศชาติในอดีตสร้างความเสียหายไว้ และที่สําคัญที่สุดประเด็นสุดท้าย หนี้สาธารณะครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวหนี้สาธารณะ ถ้าดูในเอกสารฉบับย่อนี้ ตารางที่ ๔.๒ เล่มเล็กนี้งบประมาณโดยสังเขป หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ ยังไม่รวมหนี้ที่ยังไม่ได้กู้จนครบ พ.ร.ก. และยังไม่รวมปี นี้นะครับ มีแล้วทั้งหมด ๓,๔๐๗,๘๕๓ ล้านบาท และเมื่อเอา ๗๖ ล้านคนไปหารคร่าว ๆ วันนี้ประชาชนคนไทย มีหนี้ต่อหัว ๔๕,๐๐๐ บาท ปีที่แล้วผมจําได้ ผมลุกขึ้นอภิปรายในสภาแห่งนี้ ณ ปีที่แล้ว หนี้ยังแค่ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อหัว วันนี้มันก้าวกระโดดมาเป็น ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประชาชน คนไทยเกิดมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ร้องอุแว้ ๆ เราเป็ นหนี้แล้ว ๔๕,๐๐๐ บาทต่อหัว ท่านประธานครับ พวกผมเองพยายามที่อภิปรายให้ได้นํ้าได้เนื้อมากที่สุด ถามว่าวันนี้ ประชาชนเขาอยู่ได้ไหม เขาอยู่กันไม่ได้ครับ จะมีเฉพาะเศรษฐีบางกลุ่มที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผู้มีอันจะกินที่อยู่ได้แต่พี่น้องในชนบทเขารายได้ไม่พอรายจ่าย รัฐบาลเหลืองบประมาณ อย่างนี้อย่าได้อับอายเลย ท่านกลับไปใช้วิธีการนโยบาย ๖ มาตรการ ๖ เดือน ท่านใช้ ๖ มาตรการ ๑ ปียังได้เลย ลดค่านํ้ามันเสีย ภาษีนํ้ามันเก็บอะไรมากมาย สมัยรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น ๑๓๐ เหรียญต่อบาร์เรล นํ้ามันก็ ๔๐ บาท วันนี้รัฐบาลท่าน ๓๐ กว่าเหรียญ ๗๐ กว่าเหรียญก็ ๔๐ บาท อะไรกันนักกันหนา รู้จักวิธีคิดบ้างครับท่านประธาน ประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน ค่านํ้า ค่าไฟ กลับมาใช้วิธีการเดิม ให้ใช้ฟรีมันจะช่วย พี่น้องประชาชนอย่างน้อยก็ได้ช่วยด้านจิตใจ