สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการชุมนุมและการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณ และอธิบายเหตุผลในการเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ประสบเหตุการณ์ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการฟื้นฟูชุมชนและเยียวยาประชาชน โดยเน้นย้ำความสำคัญของเศรษฐกิจในการฟื้นฟูและแสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความสำคัญของแต่ละกระทรวง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงสมาชิกที่เพิ่ง อภิปรายจบไปในบางประเด็นที่ผมคิดว่ามีความสําคัญ

ประการแรก ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมขอความกรุณาแยกแยะสิ่งที่ รัฐบาลแล้วก็เจ้าหน้าที่กําลังดําเนินการอยู่ ผมจําเป็นที่จะต้องยํ้าครับว่ารัฐบาลไม่เคย กล่าวหาพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รัฐบาลเข้าใจ แล้วก็ยอมรับสิทธิของพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมด้วยความเข้าใจว่ามาเรียกร้องสิ่งที่เป็น ความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือประชาธิปไตย แต่ในการชุมนุม ๒ เดือนที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่มีอาวุธแล้วก็ใช้อาวุธในการก่อการร้ายก็ต้องดําเนินการตามกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าต้องแยกแยะคน ๒ กลุ่มนี้ออกจากกันนะครับ เรื่องของการที่ท่านได้ตั้งคําถามเกี่ยวกับงบประมาณ มีอยู่บางประเด็นที่ผมคิดว่า อยากทําความเข้าใจ

ประการแรก ที่บอกว่ารัฐบาลเร่งรีบในการเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น กราบเรียนว่าที่เราตัดสินใจใช้ช่วงเวลานี้ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องมีการพิจารณาโดยฝ่ำยนิติบัญญัติ ๑๐๕ วัน ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร บวกกับ ๒๐ วันของวุฒิสภา เพราะฉะนั้นที่เราเสนอ เข้ามาแล้วตามกระบวนการนี้ทั้งหมดเขาจะนับจากวันที่เราส่งเอกสาร ถ้าเราพิจารณา เร็วเท่าไรก็หมายความว่าให้เวลากับคณะกรรมาธิการมากเท่านั้น อันนี้เป็นประโยชน์ สําหรับฝ่ำยนิติบัญญัติไม่ใช่สําหรับฝ่ำยบริหารครับ เพราะว่าสุดท้ายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็จะไปใช้วันที่ ๑ ตุลาคม เหมือนเดิมครับ เราก็เผื่อเวลาสําหรับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการให้มากขึ้น แล้วก็ เผื่อเวลาว่าเมื่อผ่านสภาแล้วจะต้องผ่านกระบวนการอื่นก่อนที่จะนําไปประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาให้ทันในวันที่ ๑ ตุลาคม อันนี้คือเหตุผลในเรื่องกรอบเวลาของ การพิจารณางบประมาณ

ประการที่สอง ในส่วนของการพูดถึงว่าควรจะเร่งไปช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ขอเรียนนะครับรัฐบาล ไม่ได้ช้าเลยครับ เมื่อวานคณะรัฐมนตรีก็ได้มีการพิจารณาอนุมัติหลักการในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ มีการอนุมัติ หลักการและงบประมาณไว้เรียบร้อยสําหรับทั้งกรณีของพี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ ในการทํามาค้าขายเพราะถูกวางเพลิง มีการจัดงบประมาณในเรื่องของการดูแลลูกจ้าง พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง มีการจัดมาตรการสําหรับผู้ค้ารายย่อยซึ่งประสบปัญหาค้าขาย ไม่ได้มา ๒ เดือนแล้วก็ต้องเสียค่าเช่า เพราะฉะนั้นมาตรการเหล่านี้เดินหน้าเต็มที่ เช่นเดียวกับงบประมาณในการที่จะฟื้นฟูชุมชนแล้วก็เยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบ ไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่ามาเสนองบประมาณที่นี่แล้วไม่สามารถที่จะขับเคลื่อน เรื่องของการฟื้นฟูได้นะครับ

ส่วนปัญหาในเรื่องของเคอร์ฟิวก็มีการลดเวลาของการเคอร์ฟิวโดยลําดับ แล้วก็จะเร่งในการที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ต้องขอเรียนครับ ผมก็เข้าใจหัวอก ของพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะมีรายได้ในช่วงเวลากลางคํ่ากลางคืน แต่ต้องนึกถึง หัวอกของพี่น้องประชาชนอีกจํานวนมากซึ่งยังรู้ สึกไม่ปลอดภัยเพราะยังมี กลุ่มบุคคลซึ่งเคลื่อนไหวบ้าง แม้กระทั่งพูดในลักษณะข่มขู่บ้างว่าจะยังมีการเคลื่อนไหว ในลักษณะที่มีการใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นเราก็จะหาความพอดีในส่วนนี้

สําหรับรายละเอียดงบประมาณนะครับ คงจะมีเวลาในการชี้แจง ในอีกหลายส่วน แต่ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าตัวเลขที่ท่านเอามารวมกันแล้วอ้างว่า เป็นเงินลงทุนมากมายมหาศาลนั้น ความจริงจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่ อย่างน้อย ๒ รายการที่ท่านเอามาบวกนี่ครับคือที่บอกว่าจัดเก็บรายได้เกินเป้ำอะไรต่าง ๆ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้รัฐบาลไม่ได้เอามาใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมนะครับ จะเป็นการนับซํ้ากับตัวเลขอื่นและตัวเลขของเงินที่ยึดทรัพย์ได้ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เข้าคลังครับ ไม่ได้เอาออกมาใช้ครับ เป็นการเสริมฐานะความมั่นคงทางการคลัง ของประเทศเท่านั้นเอง นอกจากนั้นเงินลงทุนที่มีการดําเนินการทั้งหมดก็ไม่ได้ดําเนินการ ภายในปีงบประมาณเดียวด้วย

แล้วก็ที่สําคัญที่สุดครับ มาตรการต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าเป็นการบริหาร ที่ล้มเหลวนี่ ความจริงขณะนี้น่าจะพิสูจน์แล้วนะครับ พิสูจน์แล้วก็คือจากลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นการหดตัวของเศรษฐกิจที่รุนแรงมากต้นปีที่แล้ว ต้นปีนี้มันขยายตัว ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทําให้เราไม่จําเป็นที่จะต้องกู้เงินตาม พ.ร.บ. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการที่มีการกู้ยืมเงินพิเศษมากระตุ้นเศรษฐกิจมันได้พิสูจน์ แล้วครับว่ามันได้ผล ส่วนสัดส่วนของหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๔๐ กว่า ๆ ตํ่ากว่าประมาณการ แล้วถ้าใครติดตามข่าวสารในเรื่องของ เศรษฐกิจโลกจะพบนะครับว่าประเทศอื่น ๆ ขณะนี้มีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ ที่อยู่ในระดับที่สูงมากครับ อาจจะเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซํ้า ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เข้าสู่สถานการณ์เช่นนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่า น่าจะเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องในทิศทางการบริหารได้

สุดท้ายครับ ท่านไปพูดเปรียบเทียบในเรื่องของกระทรวงประหนึ่งว่า รัฐบาลไม่จัดความสําคัญในเรื่องของเศรษฐกิจกับความมั่นคง ความจริงตัวเลข ของงบประมาณแต่ละกระทรวงว่าไปแล้วการเปลี่ยนแปลงแต่ละปีจะไม่เปลี่ยนแปลง มากนักหรอกครับ แต่ถ้าอยากจะดูทิศทางอย่าไปดูสัดส่วนครับ ดูอัตราการเจริญเติบโต กระทรวงกลาโหมปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มเพียงร้อยละ ๑๐.๖ แต่กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเพิ่มร้อยละ ๔๒ กระทรวงพาณิชย์เพิ่มร้อยละ ๑๖.๙ กระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มร้อยละ ๒๐.๕ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไปตามทิศทางที่เราได้ให้ความสําคัญมากขึ้น กับกระทรวงเศรษฐกิจในการฟื้นฟู ขอบพระคุณครับ