สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สุนทรี ชัยวิรัตนะ เรียกร้องให้รัฐบาลไม่พิจารณางบประมาณปี 2554 ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และต้องการให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณที่วันนี้ท่านรัฐมนตรียังกรุณาฟังคําอภิปรายในงบประมาณที่ดิฉัน จะได้พูดต่อไป รัฐบาลได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวงเงิน ๒.๐๗ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดทํางบประมาณ แบบขาดดุล โดยรัฐบาลจะต้องกู้เงินมาเพิ่มเติมอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นกู้ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศเรา รัฐบาลคาดเอาไว้ว่าอัตราการเจริญเติบโต ของประเทศเราจะอยู่ที่ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านทราบไหมว่าเราจะมีหนี้สาธารณะ เพิ่มมากเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่น่าตกใจหรอกค่ะท่านประธานถ้ามันไม่มีแนวโน้ม ที่หนี้สาธารณะจะขึ้นไปสูงถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทําไมดิฉันต้องเป็นห่วง ก็เนื่องมาจากว่า บริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s Investors Service) สถาบันที่เขามีหน้าที่ จัดลําดับความน่าเชื่อถือทางการลงทุน ถ้าเรามีหนี้สาธารณะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจะลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศเราลง พูดง่าย ๆ ประเทศไทยก็จะเครดิต ไม่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การที่รัฐบาลจะไปกู้เงินก็น่าจะทําได้ลําบากมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วดิฉันไม่อยากให้ต่างชาติเขามามองว่าประเทศเรามีเครดิตที่ไม่ดี ทางการลงทุน ทางการเงิน แล้วก็จากการที่รัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายว่ารัฐบาล จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดิฉันได้ดูถึงการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานคะ เป็นการจัดแบบขาดดุลโดยต้องไปกู้ยืมเงินมาถึง ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หลักของเศรษฐกิจพอเพียง เรามีเงิน ๑๐๐ บาท จะใช้ไป ๗๐ บาท แต่ดิฉันลองคิด เป็นเปอร์เซ็นต์ดูค่ะท่านประธาน รัฐบาลมีเงิน ๑๐๐ บาท จะใช้ ๑๒๐ บาท อย่างนี้ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าเป็นการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตรงไหน แล้วถ้าหากดู ไปอีก ท่านประธานลองย้อนไปดูที่ปฏิทินการพิจารณางบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๔ พูดง่าย ๆ ดูการจัดทํางบประมาณสมัยนี้แหละค่ะ ของสภาชุดที่ ๒๓ พบว่า ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ในสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช สภาผู้แทนราษฎรของเรา ได้มีการพิจารณางบประมาณในวาระที่หนึ่ง ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ วุฒิสภา พิจารณาในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ สภาผู้แทนราษฎร ของเราพิจารณาวาระที่หนึ่งในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ วุฒิสภาพิจารณาในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒ ท่านประธานจะเห็นว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ รัฐบาลก็พิจารณาเร็วขึ้นกว่าที่รัฐบาล ท่านสมัครพิจารณาอยู่แล้ว ๑๐ วัน ต่อไปดูที่งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ค่ะท่านประธาน วันนี้เราพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เป็นวันแรก คือวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และคาดว่าสมาชิกวุฒิสภาจะพิจารณาผ่านร่างงบประมาณวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ เมื่อลองเอาไปเทียบกับงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ มีการเลื่อนกําหนดในการพิจารณางบประมาณเข้าสู่สภาเร็วกว่าปีงบประมาณ ๒๕๕๓ อยู่ ๒๓ วัน ถ้าเทียบกับปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เร็วอยู่ ๓๓ วัน จะเห็นว่าเร็วกว่ากําหนด ถึง ๑ เดือนเต็ม เราก็ทราบดีค่ะท่านประธานว่าประเทศเรา บ้านเมืองของเรา เพิ่งผ่าน วิกฤติทางการเมือง ต้องเรียกอย่างนั้นค่ะ เพราะเรามีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมาเรียกร้องทางการเมืองของพี่น้องชาวเสื้อแดง หรือว่าจะมี เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นมา ดิฉันไม่โทษหรอกว่าเป็นฝีมือใคร เราคงต้องไปพิสูจน์กัน ต่อไป แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา ๑ เดือน แทนที่รัฐบาลจะนําช่วงเวลาที่มีนี้ไปดูแล้วก็ หารือกันว่าเราจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่รัฐบาลกลับรีบนํา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ เข้ามาสู่ การพิจารณาของสภา ทั้ง ๆ ที่ก็ทราบดีนะคะว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ ก็ได้บอก อยู่แล้วว่าในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเรานี้มีระยะเวลาพิจารณาได้ ๑๐๕ วัน รวมกับอีก ๒๐ วันของสมาชิกวุฒิสภา พิจารณาให้เร็วอย่างไรงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ก็ไม่มีทางที่จะนํางบประมาณมาใช้ได้ก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันเริ่มต้น ของงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ แล้วอย่างนี้จะเป็นการแสดงออกถึงว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ ความสนใจในการจะเข้าไปแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เขามาเรียกร้องทางออก สิทธิที่เขามีหรือเปล่าคะ แล้วที่สําคัญวันนี้เรามีท่านนายกรัฐมนตรีก็กลับมานั่งฟัง ก็ต้อง กราบขอบพระคุณนะคะ ประเทศไทยเรามีประชาชนทั้งหมดประมาณ ๖๓ ล้านคน ก็ต้องเรียนว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็คือประมาณ ๕๐ ล้านคนเป็นพี่น้องชาวเกษตรกร เมื่อดิฉันมาดูเอกสารงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ดูเฉพาะ กรมที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ดิฉันดูแค่ ๓ กระทรวงคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ ท่านทราบไหมเมื่อเอา งบประมาณ ๓ กระทรวงมารวมกันแล้วคิดออกมาเป็นสัดส่วน ปรากฏว่าพี่น้องชาวเกษตรกร ของดิฉันได้รับงบประมาณเพียง ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ กระทรวงนะคะท่านประธาน ไปเทียบกับ กระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียวได้ถึง ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้าน ดิฉัน เป็นคนต่างจังหวัด เราต้องพูดภาษาที่ชาวบ้านเขาพูดกัน ก็หมายความว่ารัฐบาลให้ ความสําคัญในการป้ องกันอันตรายมากกว่าที่จะมาดูแลเรื่องปัญหาปากท้องก็คือ การดํารงชีวิตประกอบอาชีพของเกษตรกร ทําไมดิฉันพูดอย่างนั้นคะ เมื่อเราเทียบ เป็นร้อยละ มีเงินอยู่ ๑๐๐ บาท เราเอา ๕ บาทไปลงทุนในการประกอบอาชีพ แต่เรา นําเงินอีก ๘ บาทเพื่อไปปกป้ องคุ้มครองตัวเองให้พ้นจากอันตราย นี่ดิฉันพูดแบบ ชาวบ้าน ๆ นะคะ ต้องเรียนว่าเมื่อดิฉันมาดูดิฉันก็เห็นว่ากระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียว ได้เงินงบประมาณมากกว่า ๓ กระทรวงรวมกัน เราต้องยอมรับว่าพี่น้องเราประกอบอาชีพ ทางการเกษตร แล้วการที่ประเทศเราประสบปัญหาต้องไปกู้เงิน การที่ทําอย่างไรให้เงิน มันไหลเข้ามาสู่ประเทศจะต้องได้รับความสนใจเป็นอันดับหนึ่ง แต่ท่านทราบไหมคะว่า ในปัจจุบันนี้ตลาดสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีการปรับราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นมาก ดิฉันคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยเรานี้จะได้หารายได้เข้ามาประเทศเพื่อ ชดเชยกับการที่เราต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศ แต่ปรากฏว่าดูจากงบประมาณ ที่ได้รับการจัดสรร ก็น่าน้อยใจว่าทําไมพี่น้องเกษตรกรไม่ได้รับการสนับสนุนในเรื่อง งบประมาณที่มันมากกว่านี้ การที่พี่น้องเกษตรกรเราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพ ช่องว่างความเหลื่อมลํ้าทางสังคมจะน้อยลงได้อย่างที่มีเขียนเอาไว้ในหนังสืองบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ ดิฉันคิดว่าก็คงจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในการดูแลส่งเสริม เรื่องปัจจัยในการทําการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกด้วยพันธุ์พืชชนิดอะไร ปุ๋ ยอะไร หรือว่านํ้าซึ่งเป็นปัจจัยที่สําคัญ ดิฉันว่าเรื่องพวกนี้รัฐบาลคงจะต้องให้ ความสําคัญ เป็ นลําดับแรก ๆ แต่น่าเสียดายค่ะ เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ ดิฉันได้ยินประจําเลยค่ะ คําขวัญที่ว่า ประเทศไทยของเรานี้ในนํ้ามีปลา ในนามีข้าว แต่ปัจจุบันนํ้าบ้านเรามีเยอะ ในหน้าฝนแต่ไม่มีแหล่งกักเก็บ ทําให้ในหน้าแล้งพี่น้องไม่มีนํ้าในการทําการเกษตร แล้วนํ้าที่เป็นปัจจัยสําคัญอย่างนี้กลับไม่สามารถคงรักษาเอาไว้ให้พี่น้องประชาชน ชาวเกษตรกรได้รับการแก้ไข ดิฉันก็คิดว่าตรงจุดนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบดีว่า ทําอย่างไรตรงบริเวณไหนที่จะต้องได้รับปัญหาในเรื่องนํ้า แต่ปรากฏว่าเราก็ไม่ลงไปดูแล อย่างจริงจัง เราละเลยเกษตรกร เราทราบตรงนี้ท่วมทุกปี ตรงนี้แหละนํ้ามามาก แทนที่เรา จะไปทําแหล่งกักเก็บ เราก็ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ตรงนี้ก็ทําให้เกิดเสียโอกาสในการที่จะรักษา ทรัพยากรนํ้าให้กับเกษตรกร ต้องเรียนว่าเกษตรกรบ้านเราเป็นคนขยันกันทุกคน ท่านทราบ ไหมคะ ไม่ว่าจะทําการเพาะปลูกอะไร โดยเฉพาะพี่น้องที่ทําการเพาะปลูกข้าวค่ะ ท่านประธานคะ อย่าเพิ่งมองดิฉันนะ เมื่อกี้ท่านประธานวิปฝ่ำยค้านบอกว่า ดิฉันเป็นคนสุดท้ายให้ดิฉันพูดยาวได้ ท่านอนุญาตแล้วค่ะ ก็ต้องเรียนว่าเรื่องข้าว ประชาชนเพาะปลูกมาก ท่านทราบไหมคะ