สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

พลวิรุฬห์ พื้นแสน หารือเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการอํานวยความยุติธรรมของรัฐบาล และเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษและสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําผิดจากการสลายการชุมนุมที่ถนนราชดําเนินเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน และการตรวจสอบคดีวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้น

พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน แบบสัดส่วน

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน พรรคเพื่อไทย ในวันนี้กระผม ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้ อย และการอํานวยความยุติธรรมของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณที่จะบริหารประเทศ ในเรื่องของกระทรวงยุติธรรมและของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ จะเห็นว่าในรอบปี ที่ผ่านมาหรือตลอดเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการรักษาความสงบเรียบร้ อย และการอํานวยความยุติธรรมในคดีอาญาเป็ นยุทธศาสตร์ที่สําคัญในการที่จะรักษา ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งรัฐ ไม่ว่าการชุมนุม การเรียกร้องต่าง ๆ ของสังคม ในปัจจุบัน สาระสําคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือการเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ทางภาครัฐ ดําเนินการกับประชาชนให้ดํารงอยู่ในความเป็ นธรรมโดยเฉพาะความเป็นธรรม ในคดีอาญา เราจะเห็นว่าในเรื่องของกระทรวงยุติธรรมและสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น มีส่วนสําคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําผิด การพิจารณางบประมาณของปี ๒๕๕๔ จะเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับ งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งได้รับเงินงบประมาณเพิ่มเติม จากปี ที่แล้วประมาณ ๔,๗๐๐ ล้านบาทเศษ สําหรับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีกําลังพลตํารวจอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ในปี งบประมาณ ๒๕๕๔ ได้รับ เงินงบประมาณประมาณ ๗๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ได้มากกว่าปี งบประมาณปีที่แล้ว ๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จะเห็นว่างบประมาณของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้น เป็นเงินบริหารบุคคล เงินเดือน ค่าจ้าง อยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ห้าหมื่นสี่ล้านบาทเศษ เป็นงบดําเนินการเหลืออยู่ประมาณ ๑๓,๘๒๗ ล้านบาทเศษ ซึ่งประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และยอดเงินที่ผูกพันเป็นค่าเช่ารถอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลืองบประมาณสําหรับ บริหาร ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตํารวจนั้น ได้รับคิดเฉลี่ยแล้วน้อยมากถ้าบวกค่านํ้ามันเข้าไปอีกก็ไม่เพียงพอ จะเห็นว่างบประมาณ สําหรับเจ้าหน้าที่ตํารวจปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่เพียงพอ จากการศึกษาของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติก็ตาม ของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ตาม พิจารณาแล้วในงบประมาณปี นี้ จะเห็นว่าควรจะเพิ่มให้มากขึ้นหรือลดลง การที่จะพิจารณางบประมาณจะให้เพิ่มมากขึ้น หรือลดลงนั้นก็จะพิจารณาผลงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ปีอย่างน้อยย้อนไปประมาณ ๓ ปี และในปีนี้ผลงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผลงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นอย่างไร ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็คือผลงานของเขาที่กระทํา สิ่งที่เรา จะพิจารณาสําคัญที่สุดก็คือว่าทั้ง ๒ กรมนี้ได้ให้ความเสมอภาคทางกฎหมายให้แก่ ประชาชนหรือไม่ เพียงใด ความเสมอภาคทางกฎหมายเป็นเรื่องสําคัญคือความยุติธรรม ความเสมอภาคนี้กําหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ว่า บุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน พิจารณารอบปีที่ผ่านมา อันนี้ย้อนไป เราจะเห็นว่าผลงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นอย่างไรในเรื่องสําคัญ ในเรื่องที่มีการเรียกร้องการชุมนุมต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง เราจะเห็นว่ามีการชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรในการปิดล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ดําเนินคดีมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ประมาณ ๑ ปี ๙ เดือน ขณะนี้คดียังอยู่ยังไม่ถึงศาลครับ โดยเฉพาะเรื่องสําคัญต่อผู้กระทําผิดการก่อการร้ายสากล ยังไม่ไปถึงไหนเลยยังค้างอยู่วันนี้ ขณะเดียวกันกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทําคดี เรื่องสําคัญเรื่องการสลายการชุมนุมกับ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ใน ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ ปรากฏว่าการดําเนินคดีเพียงเวลา ๒ เดือนด้วยความรวดเร็ว ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ออกหมายจับประชาชนที่ชุมนุมนั้นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายแล้ว การบริหารงานทั้ง ๒ คดี เรื่องคดีพันธมิตรก็ตาม เรื่องคดี นปช. ก็ตามนั้น คดีที่พันธมิตรเกิดขึ้นในรัฐบาล ท่านสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี และได้อยู่ในความดูแลของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ก้าวหน้า แต่คดีที่เกิดขึ้นในสมัยสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายนปี ที่แล้ว หรือวันที่ ๑๐ เมษายนปี นี้ ปรากฏว่าได้รับ ด้วยความรวดเร็ว จึงเห็นว่าการดําเนินคดีทั้งหมดนี้ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ให้ความเสมอภาคทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องพิจารณาว่า เหมาะสมเพียงใดในการที่จะเพิ่มงบประมาณหรือลดงบประมาณ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากท่านประธานไปทางรัฐบาลให้ช่วยพิจารณา การดําเนินคดีที่เกิดขึ้นที่เห็นสด ๆ ร้อน ๆ นี้ คือเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน เรื่องการสลายการชุมนุมที่ถนนราชดําเนิน ไม่ว่าที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ไม่ว่า ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือที่สี่แยกคอกวัว ปรากฏว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในขณะนั้นได้ดําเนินการในการกระชับพื้นที่ หรือว่าการขอ พื้นที่คืน หรือการสลายการชุมนุม นั้นปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติการไปทําให้ ประชาชนได้ถึงแก่ความตายไปจํานวนหลายคน ๒๐ กว่าคน ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ ทหารตายด้วย และมีประชาชนบาดเจ็บประมาณ ๘๐๐ คน สิ่งที่เกิดขึ้นว่าคดีนี้เป็นการปฏิบัติ ของเจ้าหน้าที่ของเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ คดีนี้ประมาณ ๒๐ กว่าศพ ผู้เสียหายที่เขาได้ร้องทุกข์ว่าญาติเขาถูกเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ทําให้ถึงแก่ความตาย เขามีสิทธิอย่างไรบ้างนะครับ เพราะคดีเขาเรียกว่าคดีวิสามัญฆาตกรรม ทางปฏิบัติเขาทํา อย่างไรล่ะครับเมื่อมีคดีเกิดขึ้น เจ้าพนักงานอ้างว่าทําให้การตายเกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ เมษายนนี้ พนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบศพคนตาย สมมุติว่าคนตายถูกยิงตาย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วเอาผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลวชิระแล้วถึงแก่ความตาย ถ้าเหตุความตายที่เกิดขึ้นพนักงานสอบสวนของที่พบศพคือ สน. สามเสนจะต้อง พร้อมด้วยแพทย์ พร้อมด้วยพนักงานอัยการ พร้อมด้วยพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตํารวจ ไปร่วมชันสูตรพลิกศพ เมื่อชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้วเขาให้พนักงานสอบสวนกับพนักงาน อัยการร่วมทําการสอบสวน สอบสวนเสร็จภายใน ๙๐ วัน ต้องนําคดีนี้ไปยื่นต่อศาล ให้ไต่สวนว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อไร ใครทําร้ายให้ตาย แล้วนําไปยื่นต่อศาล ให้ศาลไต่สวน เขาให้ญาติคนตายนั้นสามารถไปซักถามการไต่สวนของศาล ของพนักงาน อัยการนําเสนอต่อศาลนั้น ซักถามได้ว่าเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ถ้ามีความจําเป็นเขาก็ให้ตั้ง ทนายมาร่วมซักถามด้วยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นกระทําโดยสุจริตหรือไม่ เลือกปฏิบัติหรือไม่ ทําเกินกว่าเหตุหรือไม่