วุฒิพงศ์ ฉายแสง อภิปรายความกังวลต่อการใช้งบประมาณทหารที่ผิดปกติและขาดการตรวจสอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

วุฒิพงศ์ ฉายแสง อภิปรายความกังวลต่อการใช้งบประมาณทหารที่ผิดปกติและขาดการตรวจสอบ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณที่ไม่สมดุลซึ่งส่งผลเสียต่อกระทรวงศึกษาธิการ โดยชี้ว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๔ ขาดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้เงินคงคลังตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้แก้ไขระบบบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาได้อย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้เพิ่มงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์จาก 0.4% เป็นอย่างน้อย 2% โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศจีนและเวียดนามให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่า และวิจารณ์นโยบายพลังงานทดแทนของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยชี้ว่าเงินถูกกักตุนและไม่มีการนำไปพัฒนาเทคโนโลยีจริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ปรับทิศทางงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และความเป็นอยู่ของประชาชนแทนการใช้จ่ายที่ไม่เกิดประโยชน์ รวมถึงหารือเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในการสลายการชุมนุม และเรียกร้องให้รัฐให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์มากกว่าทรัพย์สินโดยอ้างหลักศาสนาและกฎหมายว่า

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

ก็งบประมาณสิครับ ผมไม่ไว้ใจ ในการใช้งบประมาณ ไม่ใช่งบประมาณหรือครับที่พูดนี่ ผมก็เคารพท่านประธาน รักเหมือนพี่ แล้วก็พูดดีกับท่านทุกครั้ง แล้วนี่ผมโยงไปให้ชัดเจนเลยว่าเราไม่ไว้ใจ ในการใช้งบประมาณของชาติ แล้วการใช้งบประมาณคราวนี้เห็นชัดเจนว่างบประมาณทหารมากผิดปกติ คําพูดเหล่านี้ พูดว่าเอางบประมาณทหารไปมาก ๆ แล้วจะซื้ออาวุธไปรบกับใคร พูดมาตั้งแต่ประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้วนะครับ ตั้งแต่ประเทศเวียดนาม ประเทศลาว เขมร โดนประเทศฝรั่งเศสยึด อีกซีกหนึ่งซีกทางซ้ายก็โดนประเทศอังกฤษยึด แล้วเราจะรบกับใคร คําพูดนี้พูดมาตั้งแต่ ยุคโน้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่รู้จะรบกับใคร เอางบประมาณไปทําไมเยอะ ๆ อันนี้ เป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็อย่างที่ผมพูด เมื่อสักครู่ยังพูดไม่จบ เพราะว่าเพื่อนผมก็บอกว่า วัดเขาแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าเป็นเขตอภัยทาน มันฟังภาษาอังกฤษเก่งไม่ได้เรียนเมืองนอก เขาก็บอกว่านักข่าวโดนยิงขาที่นั่น แล้วยืนยันด้วยว่าทหารเป็นคนยิง เราก็ไม่ได้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่นี่ว่าทหารนะครับ เพราะเราพูดถึงเรื่องงบประมาณ ทางด้านกระทรวงกลาโหมนะครับ อย่าไปพูดว่าผมไปว่าท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกรัฐมนตรีก็อยู่ข้างบน แต่เวลาปฏิบัติท่านไม่ได้ปฏิบัติด้วย จะจริงเท็จ ขนาดไหนผมก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้อง อันนี้ต้องมีการสืบกันทางกฎหมายในอนาคตอีกที แต่เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้ ผมฟังเมื่อเช้าผมก็หดหู่เลยว่าเราจะอภิปรายประเด็นไหนกันดี เพราะว่าผมจะอภิปรายโยงในเรื่องการบริหารที่ทําให้ประเทศนี้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ได้ ก็เลยทําให้ไม่สบายใจ พอมาดูพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อท้าย ๆ เขาบอกว่า ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ในการควบคุมของกระทรวงการคลังเป็นจํานวน ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไม่ได้ เขียนต่อเลยว่าจะบอกที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้ไปในคราวก่อนไว้อย่างไร เพราะเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ บอกไว้เลยนะครับว่า การใช้จ่ายเงินคงคลัง ทําได้โดยผ่านงบประมาณประจําปีได้นะครับ ทั้งนี้ ให้กําหนดแหล่งที่มาของรายได้ เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย แต่ปรากฏว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ ไม่มี ไม่มีแสดงว่าก็คงหละหลวมเรื่องนี้ไป แต่ถ้าหละหลวมอย่างนี้อาจจะเป็นเหตุให้ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรี มีการโดนถอดถอนได้เหมือนกันก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ถ้าหากว่ามีใครเขาจะไปยื่นถอดถอนได้ ก็ถอดถอนได้อีกนะครับ ทีนี้พอมาดูเรื่องงบประมาณลงไป เปิ ดหน้าแรก ๆ ก็มี งบกลางจํานวนเยอะมากนะครับ พอไปดูรายละเอียดก็ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อยู่ในมือนายกรัฐมนตรีกอดไว้ ซึ่งหลักการในการบริหาร ราชการแผ่นดินอย่างนี้มันจะทําให้ประเทศเดินไปไม่ได้เนื่องจากว่าประเทศเรานั้น ต้องพัฒนาอีกเยอะ เราก็ไปก่อเรื่องจนทําให้ทั่วโลกเขามองว่าไม่ดีก่อแล้วจะแก้ สื่อชาวโลกก็เป็ นเรื่องหนักแล้วนะครับ เรายังมาเขียนงบประมาณกอดไว้กับ ตัวนายกรัฐมนตรีอีกมากมาย เรื่องนี้ทําให้การบริหารประเทศทําไม่ได้อย่างไร ยกตัวอย่าง กระทรวงอุตสาหกรรมได้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงศึกษาธิการเราไม่ต้องพูดเปอร์เซ็นต์กันเนื่องจากว่า กระทรวงศึกษาธิการนี่ขาดมากมายเหลือเกิน การที่ให้เรียนฟรีที่ช่วยไปก็ถือว่า เป็นการทําถูกต้องแต่ยังขาดอีกมากมายนะครับ แล้วก็ยังไม่ถูกอันดับเนื่องจากว่า กระทรวงศึกษาธิการขาดครูวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์อย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน มีโรงเรียนทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ โรงเรียน ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีกําลังจะแก้ไขก็มายุบพรรคผมนะครับ มีโรงเรี ยนอยู่ทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ โรงเรียน ขาดครูวิทยาศาสตร์อยู่ ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน นี่มันเรื่องใหญ่มาก แล้วพอมาแก้ไขบอกให้เรียนฟรีก่อน เด็กแต่งตัวไปเรียนหนังสือกัน พ่อแม่ก็ยังต้องจ่ายเงิน บางส่วนอยู่เนื่องจากว่ามันฟรีไม่หมด แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือว่าไปโรงเรียนแล้วไม่มี ครูสอนนี่มันเรื่องใหญ่มาก แล้วรัฐบาลชุดนี้พอผ่านมาถึงปี กว่าก็ไม่ได้แก้ไขจุดนี้ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็บอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะมีการจัดครูมา แต่ก็ไม่ได้พูดถึงครูวิทยาศาสตร์กับครูคณิตศาสตร์ เพราะว่าประเทศเจริญในโลกนี้เขาต้อง ผลักดันทางด้านคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ คราวนี้เรามาดูว่าประเทศเราถ้าหาก ปล่อยอย่างนี้จะเกิดผลไม่ดีอย่างไร หนังสือเรียนที่ไม่ให้ขีดเขียนนี่มีปัญหาอย่างมาก เนื่องจากเขามีงานวิจัยมาเลยนะครับว่าการจะทําให้เรียนหนังสือเก่ง อ่านหนังสือรู้เรื่อง เขาต้องอ่าน วิเคราะห์ เปรียบเทียบ แล้วก็ขีดเขียน ชอร์ต โน้ต แล้วก็มีการสรุป แล้วก็มี การทบทวน หนังสือเล่มที่เขียนไม่ได้เลยมันทําแบบนี้ไม่ได้ การเรียนดีมันจะทําไม่ได้ นี่มันเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผลชัดเจน การกระทําอย่างนี้หมายถึงว่าเป็นนโยบาย ที่ขาดซึ่งความมีเหตุมีผลอย่างชัดเจน แล้วที่บอกว่าเรียนฟรี ๆ กลายเป็นว่าไปเรียน แต่ไม่มีครูสอนจะทํากันอย่างไร แล้วการเพิ่มงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีไปกอดไว้ เป็นงบกลางนี่ควรจะมาเพิ่มจํานวนครูให้มากขึ้น ครูที่อยู่มาเก่าแก่จะได้ย้ายกลับ ภูมิลําเนาได้ด้วย จะได้ไม่ต้องทําให้เขาเดือดร้อน

ส่วนเรื่องกระทรวงวิทยาศาสตร์ซึ่งผมเคยอยู่ เราไปดูงบวิทยาศาสตร์ ของประเทศที่เจริญ ๆ กัน ตอนนี้ประเทศจีนก็เจริญกว่าประเทศไทยหลายเท่า ประเทศเกาหลีเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ววิทยาศาสตร์เขาเท่า ๆ กับเรา ฐานะทางเศรษฐกิจ เท่า ๆ กับเรา ตอนนี้เงินเดือนของครูเพิ่งบรรจุใหม่ ๆ เขาสตาร์ท (Start) ที่ ๕๐,๐๐๐ บาท ของเรายังหมื่นบาทอยู่ซึ่งห่างไกลกัน ๕ เท่า เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าเราผลักดัน วิทยาศาสตร์ได้น้อย ควรจะเพิ่มงบทางด้านวิทยาศาสตร์สูงกว่านี้อย่างมากมาย เพราะตอนนี้ให้แค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ไปดูประเทศจีน ประเทศจีนปีที่ผ่านมางบประมาณ ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท ประเทศจีนนั้นใหญ่กว่า ประเทศไทย ๒๐ เท่าทั้งพื้นที่และจํานวนพลเมืองสัดส่วนมันจะเท่ากัน หารด้วย ๒๐ ก็จะประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาททางด้านวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นแล้วของเรา ได้แค่ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท มันห่างประมาณ ๑๐ เท่า น้อยกว่าของประเทศจีนเขา ประเทศเวียดนามก็ยังเป็นหมื่นล้านบาท เป็นประเทศที่เล็กกว่าเรายังให้งบประมาณ ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นหมื่นล้านบาท มันสําคัญอย่างไรเนื่องจากวิทยาศาสตร์นั้น สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าเหมือนกับอารยประเทศได้ แต่เราไม่สนใจกันเลย ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ของบมาคราวนี้รู้สึกว่าที่ไปถาม ๆ กันมา ก็ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่แผนของเราไม่มีเลย ประเทศเวียดนามมีแผนว่าตอนนี้ ประเทศเวียดนามได้งบประมาณ ๐.๕-๐.๗ เปอร์เซ็นต์ราว ๆ นี้ ปี หลังสุดได้ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วมีแผนตั้งเป้ำไว้ว่าจะพัฒนาเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ ซึ่งของเราไม่มี แผนอะไรเลย เอางบกลางไปกอดไว้อย่างเดียว แล้วก็เอางบไปให้กระทรวงกลาโหม

ซึ่งกระทรวงกลาโหมต้องต่อว่านิดหนึ่ง ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เรียกนักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ ท่านมาถาม เกี่ยวกับเรื่องการวิจัยทางยุทธปัจจัย อาวุธทั้งหลายว่ามีการวิจัยให้ทหารเยอะไหม เขาก็บอกว่าเขาวิจัยจรวดได้ เขาวิจัยเครื่องตรวจจับลูกระเบิด ตรวจวิถีการยิงของ ความเร็วลูกปืนใหญ่ ทําแล้วปรากฏว่าราคาถูกกว่าต่างประเทศ ๕-๑๐ เท่า แต่พอทําเสร็จ ทหารไม่เคยให้ทําต่อเลย ซื้อจากต่างประเทศอย่างเดียว นี่ให้เงินไปก็เอาไปผลาญ งบประมาณของประชาชนหมด อย่างนี้แล้วเราจะให้กันอย่างไร แล้วเพิ่มเข้าไปโดยที่ ไม่รู้จะรบกับใคร ทหารที่ดีเขามีเขารู้ว่าอะไรควรไม่ควรแค่ไหน

ประเทศเราก็ถือว่าเป็นประเทศที่ยังยากจนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ทดแทนเรามีความรู้สึกว่าเราออกจากบ้านทุกวันนี้ต้องตีตั๋วออกจากบ้านก็คือ เอาเงินไปให้เจ้าของบ่อนํ้ามันกัน เราไม่มีพลังงานของตัวเอง ผมรู้เรื่องประเด็นนี้แล้วชํ้าใจ มานานแล้วว่าประเทศเราทําไมถึงปล่อยอย่างนี้ เผอิญเทคโนโลยีในโลกก็มีหมดแล้ว สามารถเอาไบโอแมส (Biomass) มาทําอย่างไรให้กลายเป็นดีเซลก็ทําได้ เป็นเบนซิน ก็ทําได้หมด ตอนผมเป็นรัฐมนตรีก็ให้งบประมาณไป ๓๐๐ ล้านบาท แต่พอผมหลุดออกมา ไม่ทําเรื่องนี้เลย ตามเรื่องแล้วไม่ทําเลย ถามเข้าไปต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่บอกว่าทํา แต่ไปถามอินไซด์ (Inside) ข้างในบอกไม่ได้ทําอะไรกันเลย เงินดองอยู่อย่างนั้น ผมจัดงานพลังงานทดแทนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวหลัก เพราะว่าเขาจะต้อง เชิญนักวิทยาศาสตร์ชั้นนําของโลกในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลกมาประชุมกันที่เมืองไทย เมื่อวันที่ ๔ มีนาคมปีที่แล้วปรากฏว่าท่านไมเคิล โนเบล ได้บินมาเป็นคนกล่าวปาฐกถา คนแรก บินมาจากประเทศสวีเดน รัฐบาลของเราไม่มีใครไปสักคน ไม่ว่านายกรัฐมนตรี ประธานของโนเบลมาเอง รัฐมนตรีวันนั้นสอบถามท่านก็บอกว่าท่านติดเกี่ยวกับเรื่อง ไปรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่ปัญหามันคืองานที่เขาจัด ๕ วัน ๕ วันนี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ไม่ไป นายกรัฐมนตรีก็ไม่ไป รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ไม่ไป แล้วงานนี้เป็นงานแรกของโลกที่มีการจัดกัน ขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมาหมด แล้วไม่มีการต่อยอดเลย ผมก็เสียใจว่าทําไม ประเทศเราถึงปล่อยอย่างนี้ ตัวผมเองไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วแต่เขาเชิญไปเปิดงาน ผมก็ไม่สบายใจ พอถาม ๆ ไม่มีใครมาหลังจากนั้นก็ยังสอบถามอยู่ เพราะว่าเนื่องจาก ผมเอาตัวแทนของส่วนท้องถิ่นไปดูพลังงานทดแทน ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร จากรัฐบาลที่จะสนใจ มาถึงปัจจุบันปีกว่าแล้วยังไม่จ่ายเงินให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาอีก มีข่าวว่ามีบางคนไปเรียกรับเงินเขา แล้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาก็ไม่มีเงิน จะให้ก็ไม่จ่ายเขา แต่ไม่เกี่ยวกับคนของคุณหญิง คุณหญิงนี่หลุดไปเลยเพราะว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในการเรียก แต่ผมรู้ว่ามีข่าวอย่างนั้น การที่แถลงนโยบาย ของรัฐบาลด้วยว่าพลังงานทดแทนเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ แต่ปรากฏว่าจัดงานไม่มีใคร ไปเลย นี่เป็นเรื่องใหญ่ว่าเราจะพัฒนาประเทศอย่างไร ถ้าเรามองงบประมาณประเทศ ในเชิงแบบนี้เอาเงินไปกอดไว้แทนที่จะเอาเงินไปช่วยครู ไปช่วยทางวิทยาศาสตร์ ให้มันก้าวหน้า เพื่อจะทําให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ผมก็เลยมีความรู้สึกว่า งบประมาณฉบับนี้ผิดทิศผิดทางพอสมควร แต่เงินจํานวนมากที่ทําไปนี่หลายส่วนที่เป็น กระทรวงต่าง ๆ ผมเชื่อมั่นว่าทุกกระทรวงมีความพอใจที่อยากจะได้เงินกันทั้งนั้น แต่การที่มองแบบนี้ประเทศมันจะเดินไปไม่ได้ เพราะว่าไม่สนใจ ไม่เอาจริง

แล้วก็ขอให้รัฐนั้นมองถึงความเดือดร้อนของประชาชนในการสลาย การชุมนุมคราวนี้ด้วยว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เพราะว่าชีวิตคนนั้นสําคัญกว่าทรัพย์ ศาสนาสอนเรื่องปานาติบาตรข้อที่ ๑ ทรัพย์นี่ข้อที่ ๒ กฎหมายก็เลยบอกว่าชีวิตคน โทษหนักกว่าทรัพย์สิน การทําลายทรัพย์สินโทษนิดเดียวแต่ฆ่าคนตายโทษหนัก ฉะนั้นแล้ว ๒ อย่างนี้ตรงกัน แต่รัฐบาลชุดนี้ออกมาสื่อต่าง ๆ เน้นเรื่องทรัพย์สินโดนทําลาย ทั้งนั้น ต้องเน้นถึงชีวิตมนุษย์มันเรื่องใหญ่ ทั่วโลกเขาจะคบเราว่ายังเป็นมนุษย์อยู่ หรือเปล่าก็เพราะว่าเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน