สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หารือร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๕๔ โดยชี้ว่างบประมาณสูงเกินประวัติการณ์และกังวลเรื่องการทุจริต พร้อมวิจารณ์การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงที่รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดโดยมองเพียงด้านเดียวจนส่งผลกระทบต่อประชาชน สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ระบุปัจจัยกำหนดราคาน้ำมันดิบที่ขึ้นกับตลาดโลกและภาษี และเปรียบเทียบกับการใช้ความรุนแรงในการจัดการชุมนุมซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าปรองดอง
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้ศึกษาในเรื่องงบประมาณดังกล่าวในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยละเอียด ก็ถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงมาก เป็นประวัติการณ์ คือเป็นงบประมาณที่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นครั้งแรก ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณที่มากอย่างนี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่น่าเป็นห่วง ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ กระผมเองได้ศึกษาทั้งในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งในเรื่องเนื้อหางบประมาณ ผมเป็นห่วงในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณมากกว่า เพราะว่าที่ผ่านมานั้นในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เกิด ประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดตามเป้ำหมายของโครงการงบประมาณดังกล่าวนั้น เกิดให้เห็นปรากฏเป็นที่ชัดเจน ซึ่งถ้ามีเวลากระผมจะนําเรียนในเรื่องดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่ง ที่กระผมเป็นห่วงก็คือเรื่องการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมเห็นมาแล้วคือเรื่อง การตัดสินใจขึ้นภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อที่จะเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล โดยในครั้งนั้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลตัดสินใจขึ้นภาษีสรรพสามิต นํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อที่จะมีเป้ำหมายเพิ่มงบประมาณประมาณ ๕๐,๐๐๐-๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลอาจจะมองในด้านเดียวว่าต้องการ เพิ่มงบประมาณ แต่ไม่ได้มองเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น การที่รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มภาษีสรรพสามิตทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นกฎหมายห้ามการเก็บภาษี สรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิงเกินลิตรละ ๕ บาท ในขณะนั้นเต็มเพดานเพิ่มไม่ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็ดึงดันจะขึ้นภาษีสรรพสามิตเลยไปแก้กฎหมายเพิ่มภาษีสรรพสามิต นํ้ามันเชื้อเพลิง ท่านประธานครับ คงจํากันได้ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยว่า ไม่ควรเพิ่มภาษีสรรพสามิต เพราะนํ้ามันแพงจะมีผลกระทบต่าง ๆ มากมาย ประชาชน จะเดือดร้อน สินค้าจะแพง ค่าขนส่งแพง ผลกระทบต่าง ๆ ตามมามากมาย ฝ่ายค้าน ไม่ร่วมพิจารณาวอล์คเอาท์ (Walkout) ในการพิจารณากฎหมายฉบับนั้น แต่รัฐบาล เสียงข้างมากลากไปก็ดึงดันนํากฎหมายนั้นผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป ไปถึงวุฒิสภา ทางวุฒิสภาก็ติติง จนในที่สุดวุฒิสภาก็ควํ่ากฎหมายเพิ่มภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิง รัฐบาลก็ยังดึงดันอีกครับ ในที่สุดกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาจนได้แล้วก็มาประกาศใช้ จริงอยู่ครับที่เห็นเงินที่เก็บได้จากภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นก็เป็ นไปตามเป้ำ คือได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผลกระทบที่เรา เห็นชัดเจนว่าประชาชนในขณะนั้น คนไทยไม่ทราบว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ได้รัฐบาลชุดนี้ มาบริหารประเทศ ในขณะที่ราคาต้นทุนนํ้ามันดิบในตลาดโลกในช่วงที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตํ่าลงมากเหลือเพียง ๓๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับสมัย ปี ๒๕๕๐ ซึ่งตอนนั้นนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นํ้ามันดิบในตลาดโลก ราคาสูงมากถึง ๑๔๐ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ราคานํ้ามันที่ขายตามปั๊มต่าง ๆ ปรากฏว่าในช่วงสมัยนายสมัคร สุนทรเวช ราคา ๑๔๐ เหรียญ ราคาใกล้เคียงกับช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก ๓๐ เหรียญ ตํ่ากว่าสมัยนายสมัคร สุนทรเวช ถึง ๓ เท่า โดยทั่วไปแล้วราคาจําหน่ายนํ้ามัน ตามท้องตลาดนั้นจะขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ๓ อย่าง
๑. ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกประมาณ ๕๐-๕๕ เปอร์เซ็นต์
๒. ขึ้นอยู่กับภาษี ภาษีก็อยู่ประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์
๓. ส่วน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นค่าการตลาด เป็นกําไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิง ทําให้ราคานํ้ามันเชื้อเพลิงที่จําหน่ายในท้องตลาด ซึ่งราคานํ้ามันดิบตํ่ากว่าสมัย นายสมัคร สุนทรเวช ถึง ๓ เท่ากลับมีราคาใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ทราบว่าคนไทยโชคดี หรือโชคร้าย ผมอยากกราบเรียนว่าการขึ้นภาษีสรรพสามิตนํ้ามันเชื้อเพลิงนั้นมีทางเลือกอื่น ที่สามารถกระทําได้ รัฐบาลต้องการรายได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ไม่จําเป็นต้องขึ้นภาษี สรรพสามิต อาจจะเลือกไม่ขึ้นหรือบางครั้งอาจจะเลือกลดภาษีก็ยังได้ ถ้าไม่ขึ้นภาษี หรือลดภาษีนํ้ามันพี่น้องประชาชนก็จะไม่เดือดร้อน แต่คนก็จะจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจต่าง ๆ ก็เดินหน้า การเก็บภาษีอย่างอื่นอาจจะได้มากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะมากกว่า การขึ้นภาษีซึ่งทําให้ประชาชนเดือดร้อน ก็แสดงว่ารัฐบาลนี้เลือกที่จะขึ้นภาษี เลือกในแนวทางที่ประชาชนเดือดร้อนเพียงเป้ำหมาย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีทางเลือก ที่ดีกว่าที่ทําให้ประชาชนไม่เดือดร้อนแต่รัฐบาลไม่เลือก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นการตัดสินใจ ผมมาเปรียบเทียบกับอีกเรื่องหนึ่ง เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ ที่รัฐบาลตัดสินใจในเรื่องของการชุมนุมที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็เช่นเดียวกันรัฐบาล มีทางเลือกหลายอย่าง อาจจะเลือกปรองดองหรืออาจจะเลือกการใช้ความรุนแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเลือกใช้ความรุนแรงก็เห็นอยู่ครับ ใช้กําลังทหารต่าง ๆ ออกมา กองทัพ ต่าง ๆ ออกมา อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ออกมา ผู้คนล้มตายก็เห็นกันอยู่ และยังมีผล ตามมาคือจะต้องใช้จ่ายงบประมาณ เงินส่วนหนึ่งที่ตั้งไว้ในงบสํารองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจําเป็น ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าจะต้องถูกนํามาใช้ในการที่จะมาเยียวยา ต่าง ๆ นี่เพราะการตัดสินใจแก้ปัญหาการชุมนุมโดยใช้วิธีการรุนแรงจะต้องเสีย งบประมาณไปจํานวนไม่น้อย ผมเห็นแล้วครับจะต้องให้ผู้ค้ารายย่อย จะต้องไปชดเชย เรื่องอาคารต่าง ๆ ผมว่าคราวนี้ต้องเป็นหมื่นล้านบาท หมื่นล้านบาทจะต้องสูญเสียไป โดยใช้ภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเพราะการตัดสินใจของรัฐบาลใช้วิธีการรุนแรง นอกจากจะเสียเงินแล้วผู้คนล้มตาย บอกว่าตายไป ๘๕ คน ความจริงหลายคนบอกว่า ตายมากกว่านี้ ซึ่งเราต้องพิสูจน์กันต่อไป อันนี้คือเรื่องที่เราต้องพูดคุยกัน ผมเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ผลตามมาจากการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล นอกจากเสียงบประมาณ นอกจากคนล้มตาย คนไทยล้มตายนี้เป็นเรื่องสําคัญ และขณะนี้ความแตกแยก ในสังคมมากเยียวยาไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทางเลือกมี ความจริงไม่จําเป็น ต้องใช้ความรุนแรงเช่นนี้ เพราะผมจําได้ก่อนสลายการชุมนุม ก่อนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม อยู่ ๒ วัน ท่านประธานวุฒิสภาโดยวุฒิสมาชิก ๖๔ คนได้มีมติชัดเจนว่าจะขอเข้าไปเป็น คนกลางไกล่เกลี่ยระหว่าง นปช. กับรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขว่าก่อนจะไกล่เกลี่ย ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง ทหารก็ถอยออกไปนิดหน่อยนะครับ