อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องงบประมาณกระทรวงพาณิชย์ พร้อมชี้แจงผลการดำเนินงานการส่งออกข้าว และเสนอแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อขยายการค้าชายแดนและทำให้อาเซียนเป็นตลาดหลักของประเทศไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอถือโอกาสชี้แจงท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายในประเด็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงาน ของกระทรวงพาณิชย์ ต้องกราบเรียนว่าในประเด็นเรื่องปัญหาการค้าข้าวนั้นเป็นเรื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็ นผู้ส่งข้าวออกอันดับหนึ่ง และในปี ที่ผ่านมา ภายใต้งบประมาณที่ผ่านมาเราสามารถที่จะส่งออกข้าวได้ตามเป้ำหมาย ๘.๕ ล้านตัน ปีนี้ได้ตั้งเป้ำหมาย ๙-๙.๕ ล้านตัน การส่งออกในช่วงไตรมาสแรกนั้นอาจจะตํ่ากว่า เป้ำหมายไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอันดับสองคือประเทศเวียดนาม ปรากฏว่า ยอดการส่งออกเขาตํ่ากว่าเป้ำหมายไปเยอะมาก เป็นจํานวน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าสถานการณ์ของทั้งราคาและปริมาณของการส่งออกข้าว การค้าข้าว ระหว่างประเทศนั้น ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ต่างประสบปัญหาโดยทั่วกัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของการส่งออกข้าวก็ยังเป็ นไปตามเป้ำหมายและจะมากกว่าปี ที่แล้ว ด้วยการดําเนินนโยบายเชิงรุก พร้อมกันนั้นผมอยากจะเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ ได้รับการเพิ่มงบประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วแม้ว่าจะเผชิญกับปัญหา วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาอย่างที่ทราบโดยทั่วกัน ถามบอกว่าเป้ำหมาย ของการกําหนดงบประมาณด้วยการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้จําเป็นต้องมีเป้ำหมาย ในการควบคุม ปี ที่ผ่านมาปรากฏว่าเป้ำหมายของการส่งออกลบ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มีการคาดการณ์ว่าอาจจะลบถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาตลาดหลักของเรา ไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ได้รับผลกระทบรุนแรงมากในเรื่องของวิกฤตการณ์ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) แต่ปีนี้หลังจากที่เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว จากเครื่องไม้เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกําหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกในการค้า ระหว่างประเทศ ตลอดจนการใช้ประโยชน์มากขึ้นจากความตกลงเขตการค้าเสรี ความตกลงความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในอาเซียน ในเอเชีย จึงทําให้เรากําหนดเป้ำหมายว่าปีนี้การส่งออกน่าจะทะลุ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยตัวเลขเพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ หักกลบลบปี ที่แล้วก็เท่ากับว่าจากฐานปี ที่แล้ว เราจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๔ เดือนแรกที่ผ่านมา ล่าสุดปรากฏว่า อัตราเฉลี่ยของการเติบโตการส่งออกขยายตัวสูงถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพรทิวา นาคาศัย ได้แถลงวันนี้และเปิดเผยไป ก็คือเพิ่มขึ้นถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่ใช่เฉพาะสินค้าหมวดอุตสาหกรรมหรือกึ่งอุตสาหกรรม แต่เป็นสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมคือด้านอาหาร ซึ่งเป็นศักยภาพของประเทศ ผมเรียนว่าการบูรณาการที่ท่านพูดถึงนั้นก็ถือเป็นแนวคิดที่สอดคล้องต้องกันกับการกําหนด ยุทธศาสตร์นโยบายของรัฐบาลในด้านงบประมาณในปีนี้ เพราะนั่นถือว่าต้นนํ้าก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาสู่กลางนํ้ากระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ทําหน้าที่ในการค้าภายในและส่งออก เพราะฉะนั้นการบูรณาการในเชิง งบประมาณด้วยแผนงานโครงการจึงต้องทํากันอย่างต่อเนื่อง ที่สําคัญก็คือว่ารัฐบาล เอาใจใส่ในเรื่องของเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ที่เรียนอย่างนี้ก็ต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า ไม่มีรัฐบาลไหนไม่มีปัญหาในเรื่องของราคาสินค้าเกษตรจะมากจะน้อย และ ๒. ก็คือว่า ด้วยระบบของการเข้าไปดูแลเกี่ยวกับราคาตลาดนั้นก็ต้องคํานึงถึงในเรื่องของศักยภาพ การแข่งขันด้านราคาในการส่งออก ซึ่งมีภาวะการแข่งขันสูงมากจึงได้มีการปรับระบบ กลไกตลาด โดยเฉพาะเรื่องข้าวอย่างที่ท่านได้ทราบนะครับว่าเปลี่ยนจากระบบจํานํามาสู่ การประกันรายได้ให้เกษตรกรและปล่อยให้กลไกตลาดดําเนินการไป โดยรัฐเข้าไป แทรกแซงเท่าที่จําเป็น แล้วภาวะของราคาตลาดข้าวนั้นไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่เกิดภาวะ บางครั้งราคาขึ้นสูงบางครั้งราคาตกลงมา ประเทศข้างเคียงก็เช่นกัน ดังนั้น จึงเรียนว่ารัฐบาลได้ดูต้นนํ้าในเรื่องของความพยายามพัฒนาในเรื่องของ ระบบชลประทานเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ พยายามดูเรื่องพันธุ์เพื่อที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และขณะเดียวกันก็สร้างกลไกตลาดที่เข้มแข็งขึ้นมาและเข้าไปดูแลเกษตรกรในเรื่องของ การประกันรายได้ และเป็นการเตรียมรองรับในเรื่องเขตการค้าเสรีที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง เขตการค้าเสรีโดยเฉพาะอาเซียนนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ไม่ใช่เริ่มขึ้นมาในรัฐบาลชุดนี้ และรัฐบาลนี้ได้ปรับตัวอย่างบูรณาการในการเตรียมความพร้อมด้วยการปรับระบบ ท่านพูดถึงเรื่องข้าวนั้นถูกต้อง การสวมสิทธิที่ผ่านมาโดยการเอาข้าวต่างด้าวเข้ามานั้น ซึ่งต้นทุนถูกกว่ามีพฤติกรรมอย่างนั้นจริง และถ้าเราไม่เลิกระบบจํานําปัญหาดังกล่าว ก็จะยิ่งเป็นผลกระทบต่อชาวนาและราคาข้าวในประเทศเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อได้ใช้ ระบบประกันเข้ามาแทนระบบของการจํานําจึงสามารถดูแลป้ องกันในเรื่องการสวมสิทธิ ข้าวต่างด้าว นี่คือมาตรการการปกป้ อง ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ได้กําหนดระเบียบ มาตรการ ไม่ใช่มีการเปิดให้ข้าวเข้าเสรีครับ ได้กําหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องของการกําหนด จุดที่จะนําเข้า ปริมาณที่จะนําเข้าและใช้มาตรการเอสพีเอส (SPS) หรือมาตรการในเรื่อง ของสุขอนามัยพืชเข้ามาดูแลในส่วนนี้ นั่นคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่าได้มีการเตรียม ความพร้อมแม้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลได้ริเริ่มเริ่มต้น ช่วงท่านเป็นรัฐบาลก็เช่นกันครับ แต่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วตรงไหนที่เป็นจุดอ่อนก็แก้ไขเสีย ตรงไหนที่เป็นจุดแข็งก็เสริม ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นั่นคือมาตรการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความตกลงระหว่างประเทศ ในเรื่องเขตการค้าเสรี
และต้องเรียนว่าตั้งแต่เราได้ปรับทิศปรับทางและสร้างความเข้มแข็ง ของความร่วมมือของประเทศโดยเฉพาะอาเซียนและกําหนดเป้ำหมายในการเปลี่ยน จากตลาดเก่า ตลาดเดิม ตลาดหลัก อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปมาสู่ตลาดใหม่ ทางด้านอาเซียนแล้วประเทศคู่เจรจาคือ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่ น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศอินเดีย ปรากฏว่าบัดนี้การส่งออก ไปยังอาเซียนได้เพิ่มขึ้นและทําให้อาเซียนนั้นมาเป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของประเทศไทย แล้วครับ ด้วยสัดส่วนสูงเกือบ ๑ ใน ๔ ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และที่ท่านพูดถึงว่า รัฐบาลนั้นมีปัญหากับประเทศรอบบ้านไม่จริงครับ ประเทศพม่าเราไปดําเนิน ความสัมพันธ์ลงรากหยั่งลึก ไม่ใช่เฉพาะระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ระดับธุรกิจต่อธุรกิจ ท่านคงทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ได้บุกเข้าไปสู่นโยบายขยายการค้าชายแดน ใช้นโยบาย อาเซียน เฟิร์ส (ASEAN First) อาเซียนต้องมาก่อน แล้วก็อาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) คือใช้อาเซียนเป็นฐานในการขยับขยายการค้าของเรา จนกระทั่งทําให้การค้าชายแดน ของเรานั้นสูงถึง ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะต้องทําให้เพิ่มขึ้น เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท