สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

แวมาฮาดี แวดาโอะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างงบประมาณปี 2554 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยเฉพาะเยาวชน และเสนอแนวทาง 2 วิธีแก้ปัญหา รวมถึงการสนับสนุนความร่วมมือทางการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐทางเหนือของประเทศมาเลเซีย และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการจัดงบประมาณเพื่อพัฒนาความรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายแวมาฮาดี แวดาโอะ นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อกรณีการนําเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐบาลในปี นี้ โดยปกติแล้วใน ๓ ปีที่ผ่านมานั้นผมมักจะแสดงความเห็นในงบประมาณเกี่ยวกับทหาร เกี่ยวกับการซื้ออาวุธ เกี่ยวกับความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ สําหรับปีนี้ผมคงไม่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคง แม้จะพูด ในเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ก็ตาม เนื่องจากว่าในปีนี้ผมเข้าใจว่าทุกภาคส่วนของประเทศไทย เราอยู่ในสภาพเดียวกัน ถ้าอดีตผมพูดถึง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเราบางท่านอาจจะเข้าใจยาก แต่วันนี้ผมเชื่อว่าทุกส่วนของประเทศไทย ประชาชนคงเข้าใจ เพราะว่ามีการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทั่วหน้า เช่นเดียวกับกฎหมายก่อการร้ายครับ เพราะฉะนั้น ในบางครั้งเวลาสะท้อนปัญหาในภาคใต้เกี่ยวกับความมั่นคงเราจะเข้าใจยาก แต่วันนี้ เรารับรู้ข้อมูลพอ ๆ กัน แล้วก็ได้รับผลกระทบพอ ๆ กันนะครับ เพราะฉะนั้นในปี นี้ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นจะเน้ นในด้ำนสังคมที่เกี่ยวข้ องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ได้กล่าวปาฐกถา เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ วันที่เราจัดสัมมนาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ บอกว่าสําหรับภาคใต้งบประมาณ ตามยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหานั้นต้องเป็นงบประมาณที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ ประชาชนจับต้องได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กําลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่จากการที่รัฐบาล ได้ทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาลลงไปอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นงบประมาณในปีนี้ สิ่งที่ผมจะตั้งข้อสังเกตนั้นก็คือว่าการจัดสรรงบประมาณสําหรับภาคใต้นั้นจะเอื้อต่อ แนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีความตั้งใจ แล้วก็ดูเสมือนจะมีความเข้าใจในเรื่องของ การจัดงบประมาณปีที่ผ่าน ๆ มา ๖-๗ ปีครับ

ผมขอเริ่มที่กระทรวงศึกษาธิการครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ วันสัมมนาอย่างนี้นะครับ กระบวนการของการศึกษาและการพัฒนาคนนั้นจะมีบทบาท สําคัญที่จะคืนความสันติสุขกลับคืนต่อพื้นที่ได้ อย่างน้อยที่สุดสถิติหรือข้อเท็จจริง อย่างหนึ่งที่สนับสนุนในส่วนนี้คือต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ในขณะนี้อายุเฉลี่ยน้อยมากก็คือเยาวชนก็คือคนซึ่งอยู่ในวัยที่ควรจะสามารถดูแลได้จาก ระบบการศึกษา ถ้าหากว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพและจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล ในการจัดการศึกษาในเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดอีกครับ ซึ่งผมมีความจําเป็น ต้องหยิบยกขึ้นมา เพราะในเรื่องการจัดงบประมาณในปี นี้มันไม่เป็ นไปตาม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าหัวใจของมันก็มีอยู่เพียงว่า ทําอย่างไรที่จะเชื่อมโยงระบบการศึกษาของเราในฐานะรัฐบาลนั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อ เอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างแท้ จริง ถ้ำเราทําให้ สถานศึกษา หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ให้ในสิ่งที่เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนที่นั่น ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือประชาชนที่นั่นอยากจะรู้จักหลักคําสอนของศาสนา อยากจะรู้ความเชื่อของศาสนาว่าอย่างไร และรวมไปถึงให้มีทักษะที่จะทําให้สามารถ ไปประกอบอาชีพได้ มีความก้าวหน้าในชีวิตได้ ตรงนี้คือการดึงให้เยาวชนของเรากลับมา และเตรียมคนให้มีความพร้อมที่จะสัมผัสกับประโยชน์และความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้น ในพื้นที่ รัฐบาลจะต้องเอาพื้นที่ที่ดีไล่พื้นที่ที่เสียสําหรับเยาวชน เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ที่ดี ให้กับเยาวชนเยาวชนก็จะยุ่งอยู่กับยาเสพติด การพนัน การติดเกม ก็จะถูกดึงเข้าไปสู่ พื้นที่เสียและสร้างปัญหาให้กับสังคมต่อไป ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่นั้นมีเยาวชนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คนอยู่นอกการพัฒนาคือไม่ได้รับการศึกษา ดังนั้นนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจ ในเรื่องนี้ว่าในเรื่องของการศึกษานั้นมีความจําเป็นที่จะต้องเอื้อต่อความต้องการ ของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้พูดอีกนะครับว่าการสนับสนุนการศึกษา ในปัจจุบันรวมถึงการจัดงบประมาณนั้นไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความหลากหลาย ของสังคมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่าที่ควร เอาง่าย ๆ เรื่องภาษา เพียงแต่ เรายอมรับว่าภาษาที่พี่น้องที่นั่นได้ใช้เป็นส่วนใหญ่นั้นเป็นภาษาของท้องถิ่นเหมือนกับ ภาคอื่น ๆ ทําไมเราไม่อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนตรงนี้ให้กับประชาชน ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อนะครับ เรื่องแบบนี้ความจริง ถ้าเทียบในงบประมาณนั้นเราคงใช้งบประมาณน้อยมาก แต่ผลในการไว้เนื้อเชื่อใจกัน จะมีความสําคัญมาก และจะเป็นกุญแจสําคัญอีกดอกหนึ่งที่จะนําไปสู่ความสันติสุข ให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่านประธานที่เคารพครับ จากปาฐกถาของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้จับประเด็น ๒ เรื่องครับ

ประการที่ ๑ เป็ นเรื่องของหลักการศาสนาที่รัฐบาลได้สนับสนุน งบประมาณจัดการศึกษาตามโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีนั้นไม่ได้เอื้อต่อการศึกษาในเรื่อง ศาสนา

ประการที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับภาษาครับ ผมอยากจะใช้เวลาสัก ๒-๓ นาที เพื่อจะอธิบายต่อท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีว่าแท้ที่จริงแล้วความหวัง ของประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นอาจจะมี ความแตกต่างจากความคาดหวังของการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่อื่นในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้กับกลุ่มแม่บ้านตามชุมชนต่าง ๆ เขาบอกอย่างนี้ ท่านประธาน สําหรับลูกของเขานั้นถ้าจบชั้น ป. ๖ แล้ว เขาอยากจะได้ ๔ อย่างด้วยกัน

ข้อที่ ๑ ก็คืออยากจะให้อ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทย ภาษามลายู และภาษาอังกฤษ

ข้อที่ ๒ ก็คืออยากจะให้มีความสามารถอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ

ข้อที่ ๓ ให้เยาวชนรู้ขั้นพื้นฐานในเรื่องวิชาสามัญคือคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

และสุดท้ายให้รู้ถึงความดีความชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักปฏิบัติ ของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเมื่อเด็กจบ ป. ๖ แล้วภาคบังคับ ที่ระบบการศึกษาจะต้องปลูกฝังก็คือเด็กจะต้องสามารถทําการละหมาดครบ ๕ เวลา ใน ๑ วันทุกวัน นั่นก็คือจะเริ่มตั้งแต่อายุ ๗ ขวบเพื่อจะให้ลูกนั้นได้ทําการละหมาดและจะ มีการลงโทษถ้าไม่มีการทําละหมาดเมื่ออายุ ๑๐ ปี เหตุที่เขาถืออย่างนี้นะครับ เพราะว่า พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่ผมขออนุญาตอ่านเป็นภาษาอาหรับ บอกว่า อินนัศเศาะลาตะตันฮา อะนิลฟะชาอิ วัลมุงกัร หมายความว่าแท้ที่จริงแล้ว การละหมาดนั้นจะสามารถยับยั้งการกระทําความชั่ว เพราะฉะนั้นถ้าเยาวชน เด็กที่อยู่ใน ชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราสามารถที่จะปลูกฝังในเรื่องการละหมาดโดยผ่านกระบวนการ การศึกษาที่อยู่ในขั้นพื้นฐานนั้นก็จะสามารถเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็กไปทํานิสัยที่ไม่ดีงาม และจะอยู่ในคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งน่าจะเป็นกุญแจสําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าว ปาฐกถาเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ปีที่แล้ว

เพราะฉะนั้นผมได้ดูรายละเอียดของงบประมาณในประเด็นนี้นะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าแม้รัฐบาลจะจัดการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ประชาชนที่นั่น ก็คาดหวังครับว่าจะได้เรียนฟรี จะได้ใช้เสื้อผ้าฟรี คู่มือตําราฟรี และกิจกรรม การจัดการเรียนการสอนนั้นฟรีทุกอย่างครับ แต่รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับนะครับว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในปาฐกถาพิธีเปิดสัมมนานั้น บอกว่าการจัดสรรงบประมาณ ที่ผ่านมารวมทั้งงบประมาณในปีนี้ไม่ได้เอื้อเต็มรูปแบบในการที่จะสนับสนุนเป็นไปตาม เจตนารมณ์และความต้องการของประชาชนในเรื่องของการจัดการเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลดังนี้ครับ

ข้อที่ ๑ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้จัดการเรียนการสอนให้ครบถ้วน ตามที่ต้องการ สิ่งที่ขาดไปก็คือเรื่องของศาสนาในชั้นประถมศึกษาและเรื่องของ ภาษามลายูรวมทั้งภาษาอาหรับ จึงมีความจําเป็นที่ชุมชนจะต้องไปจัดเองในวันเสาร์ วันอาทิตย์ บางคนเรียกว่าโรงเรียนฟัรดูอีน บางคนบอกว่าโรงเรียนคุรุสัมพันธ์ บางคน ก็เรียกว่าโรงเรียนตาดีกาเหมือนกับโรงเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย์นั่นเองครับ ท่านประธานครับ งบตรงนี้น่าจะรวมไปอยู่ในเรื่องของโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี แต่ปรากฏว่างบประมาณที่รัฐบาลนี้ตั้งไว้เพียงสนับสนุนครูที่ไปสอนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพียง ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคนครับ หมายความว่ามัสยิดใดมี ๒ คนก็จะได้รับเงินไป ๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นงบประมาณเกี่ยวกับสถานที่ เกี่ยวกับตํารา เกี่ยวกับชุดนักเรียน เกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนนั้นรัฐบาลไม่ได้จัด ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลมีทางเลือก ๒ แนวทางครับ

อันที่ ๑ รัฐบาลจะต้องไปดูต้นแบบของเทศบาลเมืองนราธิวาส ในเมื่อรัฐบาลกลางไม่มีความสนใจที่จะจัดงบเพื่อการเรียนการสอนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นโดยเทศบาลเมืองนราธิวาสจึงจัดงบของตัวเอง เพื่อไปสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนอิสลามศึกษา มีการเรียนการสอนภาษามลายู ในโรงเรียนเทศบาลที่ดูแลอยู่โดยการจัดงบประมาณ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะเรียกร้อง ต่อรัฐบาลว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลกลางควรที่จะจัดงบประมาณเฉพาะเพื่อที่จะไปสนับสนุน ให้กับโรงเรียนตาดีกาเป็ นรายหัวครับ ปกติแล้วเราสนับสนุนโรงเรียนเอกชน ๑๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี สําหรับตาดีกานั้นผมคํานวณแล้วที่ช่วงเวลาที่เขาเรียน และเนื้อหาที่เขาต้องรับผิดชอบนั้นน่าจะอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปีครับ อันนั้นคือประเด็นที่ ๑

ส่วนโรงเรียนของรัฐนะครับ โรงเรียนของรัฐสิ่งที่น่าตกใจมากก็คือว่า คุณภาพการศึกษาของเด็กที่จบ ป. ๖ ตํ่ามากครับ เพราะฉะนั้นถ้าทุกครั้งที่เราพูดถึง คุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็จะพูดถึงคุณภาพของโรงเรียนปอเนาะ เป็นเหตุ ให้นักเรียนที่นั่นมีผลสัมฤทธิ์การศึกษาตํ่า ไม่จริงครับ ผมได้ดูตัวเลขจาก สมศ. คือ สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาที่ไปตรวจโรงเรียนประถมศึกษา ของรัฐบาลที่มีอยู่ ๓๐๐ กว่าแห่ง ปรากฏว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ๒๐๐ โรงเรียน เป็นโรงเรียนของรัฐ และที่สําคัญยิ่งมีบุคลากรครูในวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ขาดแคลนเป็นอย่างหนัก เพราะฉะนั้นผมไม่แปลก ถ้าเด็กจบ ป. ๖ ที่นั่นอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ บวก ลบ คูณ หาร ยังไม่แม่น อย่าไปโทษต่อโรงเรียนปอเนาะ อย่าไปโทษ ต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะเด็ก ๘๙ เปอร์เซ็นต์ที่เรียนอยู่ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป. ๖ นั้นเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐสังกัด สพฐ. สํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งมีอยู่ ๘ เขตในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นแนชชันนัล เทสต์ (National test) การทดสอบระดับความรู้นั้นเกือบทุกวิชาตํ่ากว่ามาตรฐาน มีเพียงวิชาภาษาอังกฤษ เท่านั้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ตรงนี้แหละครับผมจึงอยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการ กรุณาไปดู อย่าไปโทษเฉพาะโรงเรียนปอเนาะ เพราะโรงเรียนที่สังกัด สพฐ. ของท่านนั้นเอง ๒๐๐ โรงเรียนยังไม่ได้รับมาตรฐานตามสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษาครับ

และที่สําคัญยิ่งมีประมาณ ๒๐๐ โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมาก มีเพียง ๑๒๐ คนต่อโรงเรียน การบริหารจัดการมีปัญหา บุคลากรก็ไม่ครบ และโรงเรียน เหล่านี้เกือบส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบของ สมศ. อันนี้คือข้อที่ ๒

ในเรื่องสถานที่ ถ้าดูตัวเลขงบประมาณที่ลงในภาคใต้เราจะเห็นว่ามันมี มากครับ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่ามีหลายโรงเรียนที่นักเรียนยังเรียนอยู่ใต้ต้นไม้ครับ มีโรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้กับวัดที่ตําบลสุไหงปาดี ผมไปดูนะครับ คือโรงเรียนธัญธารวิทยา หมู่ที่ ๖ ตําบลสุไหงปาดี อําเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ปรากฏว่าสถานที่เรียนยังไม่พอ ยังเรียนอยู่ใต้ต้นไม้ อย่าไปพูดถึงสื่อการสอน อย่าไปพูดถึงการอํานวยความสะดวก ในเรื่องอื่นครับ อันนี้คือเรื่องถัดไปที่ผมอยากจะบอก

ส่วนถัดไป โอกาส งบประมาณที่ท่านตั้งไว้นี้ ผมยังไม่เห็นงบประมาณ ในการที่จะพูดถึงการสนับสนุนความร่วมมือทางการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับรัฐทางเหนือของประเทศมาเลเซีย ที่ผมต้องพูดอย่างนี้นะครับ เพราะในประเทศมาเลเซียนั้น เขาประสบความสําเร็จใน ๒ เรื่องหลัก ๆ คือเรื่องภาษา ไม่ว่าภาษาอังกฤษ ไม่ว่าภาษาจีน ไม่ว่าภาษามลายู แม้กระทั่งภาษาอาหรับ รวมทั้งประสบความสําเร็จในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้นถ้าดูผลการสอบแนชชันนัล เทสต์ของเด็ก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่าภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ นั่นก็หมายความว่ามันเป็นทุนที่สําคัญ ที่จะเอื้อในการที่จะพัฒนาเด็กเหล่านี้ไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการในด้านภาษา แต่รัฐบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณเรื่องนี้เลยครับเท่าที่ผมดู น่าจะมีความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนหรือ สพฐ. ที่อยู่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐในภาคเหนือของประเทศ มาเลเซีย มีเพียงที่ทุนประเทศมาเลเซียให้มาปีละ ๖๐ ทุนแค่นั้นเองครับ ผมไปส่งลูก ที่ได้ทุนวันก่อนครับ เขาอุตส่าห์ให้เรามา ๖๐ ทุน แต่เราไม่เคยคิดที่จะร่วมมือกับเขาเลย ในการที่จะให้เขามาช่วยเราในเรื่องของการศึกษา ผมดูในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใน ๕ ปีนั้น เรามีการพูดถึงอีเซอร์ (ECER) และเอ็นเซอร์ (NCER) ซึ่งเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจทางภาคเหนือและฝั่งตะวันออกของประเทศมาเลเซีย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความจําเป็นที่จะต้องเตรียมในด้านภาษาและวัฒนธรรมที่จะต้องเรียนรู้กัน เพื่อเอื้อในการที่จะใช้ประโยชน์ตรงนี้ในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงมาทั้งหมดนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่า ถ้ามันจะเป็นเลิศมากท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องกําชับกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีรัฐมนตรี ดูแลนั้นจะต้องแปลงงบประมาณเกี่ยวกับโครงการ ๑๕ ปีเรียนฟรีนั้นนําไปสู่ประเด็นที่ผม ได้พูดถึงทั้งหมด ท่านไม่มีทางเลือกนอกเหนือจากท่านจัดเองหรือท่านจะสนับสนุน งบประมาณให้ชุมชนจัดในส่วนวิชาหรือสาระที่ประชาชนคาดหวังแต่ท่านไม่ได้จัด คนที่นั่นอยากจะเรียนภาษามลายู คนที่นั่นอยากจะเรียนศาสนาในโรงเรียนประถมศึกษา แม้ท่านจะมีอิสลามศึกษาในโรงเรียน แต่ในที่สุดท่านก็จัดด้วยภาษาไทยซึ่งไม่เป็นไปตาม ความต้องการ

สุดท้ายเนื่องจากเวลาจํากัด จริง ๆ ผมมีประเด็นเรื่องสาธารณสุข ก็ไม่เป็นไรครับ ผมคงต้องเตือนสติแก่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องดังนี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปาฐกถาเมื่อปีที่แล้วอย่างนี้ครับ แม้งบประมาณปีนี้ที่ลงไปมหาศาลประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ใช่เป็นสูตรสําเร็จที่จะไปแก้ปัญหาภาคใต้ถ้าเรื่องอื่นยังไม่ได้แก้ ท่านพูดอย่างนี้ครับ การทุ่มเงินลงไปในพื้นที่ไม่ใช่คําตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา แต่ความสมัครสมานสามัคคี ความสมานฉันท์ต่างหากเป็นคําตอบสุดท้าย แต่ความสมัคร สมานสามัคคี ความสมานฉันท์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมองว่าตนเองได้รับความเคารพ ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติจากทุกฝ่าย ได้รับความจริงใจ ในการที่จะอยู่ร่วมกัน มีเป้ำหมายร่วมกันในการที่จะพัฒนาในส่วนของชุมชน สังคม หรือประเทศชาติของตัวเอง อีก ๑ นาทีครับ อันนี้คือหัวใจสําคัญที่สุด อีก ๓ บรรทัดครับ ถ้าเราไม่ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้