สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แนะนำให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีงบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่ม และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยให้ประชาชนเข้าใจ โดยเน้นย้ำให้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพและให้ความรู้แก่เยาวชน

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาใคร ๆ ก็พูดถึงสถานการณ์นี่นะคะ ดิฉันก็เห็นบทบาทของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลประชาชน ทุกกลุ่ม ทั้งในเวลาปกติและในเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือว่าหลังเกิดเหตุก็ตามนี่ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เห็นว่าภารกิจของกระทรวงนี่นะคะก็คงจะต้องมีภารกิจหลายประการ ที่จะต้องดูแลความมั่นคงของทั้งสังคมแล้วก็ของมนุษย์ด้วยนี่ ดิฉันก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อที่จะให้ชุมชนเข้มแข็งแล้วก็เข้าใจกันด้วยดี ทําอย่างไรที่จะให้ ประชาชนได้เข้าใจ ได้รู้เรื่องสิทธิ รู้เรื่องความเสมอภาค แล้วรู้เรื่องการที่จะให้ชุมชน เข้มแข็ง รู้การที่จะให้อยู่ด้วยกันแม้จะมีความแตกต่างกันก็ตาม เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า กระทรวงนี้แหละค่ะที่จะต้อง งบประมาณปีนี้ได้มากกว่าปีที่แล้วแค่ ๖๐๐ ล้านบาท ได้ ๙,๘๒๖ ล้านบาท แล้วถ้าสมมุติว่าสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาทําให้มีผู้ที่จะต้องดูแล อีกมาก พี่น้องที่กลับไปกระทรวงนี้จะต้องดูแล ต้องเยียวยาทั้งทางด้านวัตถุแล้วต้องดูแล ทางด้านจิตใจด้วย หรืออาจจะมีคนพิการเพิ่มขึ้น คนเจ็บป่ วยเพิ่มขึ้นก็ได้ ต้องมี นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ไปช่วยดูแล เพราะฉะนั้นงบประมาณตรงนี้ควรจะได้เพิ่ม ขึ้นมา และอีกส่วนหนึ่งก็คือดิฉันคิดว่าเมื่อกระทวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลคนทุกกลุ่ม ก็มีหน้าที่ที่จะต้องทําให้คนทุกกลุ่มเข้าใจหลักการ ของชีวิต หลักการสิทธิต่าง ๆ การทําให้ชุมชนเข้มแข็งได้ด้วยตัวพวกเขาเอง เขาต้องเข้าใจ เรื่องราวต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เขาจะไปรอพึ่งใครไม่ได้แล้ว ดิฉันฟังวันนี้ในที่ประชุม ของสภา เขาไปพึ่ง ส.ส. ก็ยากแล้ว เพราะดิฉันพบว่ามี ส.ส. บางท่านอาจจะพูดเหมือน ๑. ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ๒. รู้แต่บิดเบือนข้อมูลบางอย่าง ๓. รู้แต่พูดเพียงครึ่งเดียว ที่ดิฉันว่า เขาไม่รู้หรือตั้งใจที่จะพูดบิดเบือน เพราะฟังหลายคนพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แล้วเวลาพูดโจมตีรัฐบาลทําให้ดิฉันเป็นห่วง ก็เลยคิดว่ารัฐบาลจะต้องหางบประมาณ มาให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จะต้องเผยแพร่ความรู้ เรื่องประชาธิปไตยให้ประชาชนได้เข้าใจ ต้องประชาธิปไตยที่แท้จริงนะคะ จะได้ถือว่า เป็นภูมิต้านทานด้วย แต่ถ้าในระบบโรงเรียนก็ต้องเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ถือว่า เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะฉะนั้นที่ดิฉันพูดอย่างนี้เพราะว่าต้องทําความเข้าใจในหลายเรื่อง ต้องให้ประชาชนไม่พูดอะไรด้านเดียว ไม่พูดจาจากความรู้สึก เวลาพูดต้องอิง กับข้อเท็จจริง ไม่พูดสิ่งที่ไม่รู้ ดิฉันฟัง ส.ส. บางท่านก็อาจจะพูดถึงเรื่องที่ทําไมรัฐบาล ถึงไม่รับเรื่องที่ ส.ว. จะเจรจา อย่างนี้แสดงว่าพูดแบบคนไม่รู้ ที่พูดเห็นแต่ปรากฏการณ์ แล้วก็พูด อย่างนี้เป็นอันตราย หรืออย่างแม้กระทั่งดิฉันคิดว่าถ้านักการเมืองทําไม่ได้ ประชาชนจําเป็นจะต้องเปลี่ยนแว่นตาเสียใหม่ ไม่ใช่มองสภาพสังคมด้วยแว่นเก่า ๆ เช่นบอกว่ารัฐบาลมือเปื้อนเลือด ต้องถามว่าเลือดใคร ต้องถามด้วยนะคะ เป็นเลือดของ ผู้ก่อการร้ายใช่ไหม แล้วบอกว่าถ้ามีคนตายแล้วรัฐบาลต้องรับผิดชอบ อันนั้นมันก็เป็น การใช้แว่นตาเดิมเหมือนกัน เพราะเดิมทีไม่ว่า ๑๔ ตุลาคม หรือ ๖ ตุลาคม หรือพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ การชุมนุมของพี่น้องประชาชนชุมนุมด้วยมือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้ามีการตาย เกิดขึ้น ประชาชนถูกรัฐบาลยิงแน่นอนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่พอมาถึงคราวนี้เมื่อมีการตาย เกิดขึ้นต้องพิสูจน์นะคะ เพราะว่ารัฐบาลก็มีภาพให้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่ารัฐบาลพยายาม ที่จะหลีกเลี่ยง พยายามที่จะไม่ทําร้าย ไม่ให้เกิดความสูญเสีย แม้กระทั่งคําว่าคืนพื้นที่นี้ ไม่ใช่เราจะมาพูดกันด้วยนํ้าเสียงเยาะเย้ยถากถาง เพราะดิฉันยังสงสัยตอนแรกที่รัฐบาล ประกาศว่าถ้าจะไม่สลายการชุมนุมไม่ให้เกิดการสูญเสียจะทําอย่างไร ดิฉันก็เห็น ปรากฏการณ์คืนพื้นที่ กระชับพื้นที่ ตามที่รัฐบาลได้อธิบายไปแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะกราบเรียนท่านว่าเราจะต้องพูดเรื่องใหม่ ๆ พูดเรื่องข้อเท็จจริงกับพี่น้องประชาชน หรือแม้กระทั่งหลายคนพูดถึงความจงรักภักดี ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา ดิฉันต้องเรียนว่า เราต้องบอกประชาชนว่าต้องมีเหตุผล แล้วต้องไม่ไปรับประกันแทนคนอื่นนะครับ เพราะปรากฏการณ์มันต้องมีที่มาที่ไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าอยากจะให้ กระทรวงนี้มีงบประมาณเพิ่มขึ้น ถ้าสมมุติว่างบประมาณยังน้อยยังปรับเพิ่มยากก็อาจจะ ต้องปรับงบเดิมไปก่อน แต่สําคัญอยากจะเสนอให้ปรับโครงสร้างของกระทรวงเพื่อที่จะได้ แบ่งสันปันส่วนงบประมาณได้

ทีนี้อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่างบประมาณปัจจุบันที่มีอยู่นี่อยากจะให้ เน้นเรื่องเนื้อหาให้มาก ดิฉันไม่อยากให้หมดเงินไปกับเรื่องของรูปแบบเช่นถ้าจะพูดถึง เรื่องวันสตรีสากลหรือสมัชชาสตรีแห่งชาติ ให้ความรู้ด้านความเสมอภาคนี่ อยากจะให้ เป็ นการให้ความรู้ ไม่อยากให้เป็ นการรณรงค์เพราะมันใช้เงินเยอะมากนะคะ หรืออย่างบางทีการไปแสดง การที่ไปรณรงค์อย่างนี้ใช้เงินมาก ๆ ไปจ้าง เขาเรียก ออร์กะไนเซอร์ (Organizer) หรือคะมาจัดงานอย่างนี้ ที่จริงข้าราชการมีความรู้มาก ต้องให้ข้าราชการเป็นคนดําเนินการเอง หรือแม้กระทั่งงบประมาณที่พูดถึงค่าจ้างเหมา ก็ใช้ค่าจ้างเหมาเยอะมาก แล้วถ้าเราจะเสริมความรู้และอาชีพให้เยาวชนนี่นะคะ ดิฉัน คิดว่าเสริมความรู้เสียก่อน อาชีพนี่ต้องให้เขามีแนวความคิดที่จะมีความคิดเรื่องพอเพียง ถ้าไม่อย่างนั้นเขาไม่พอเพียงฝึกอาชีพไปก็อาจจะใช้ไม่ค่อยได้ สําคัญก็คือดิฉันจําได้ว่า ปีที่แล้วในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการก็เสนอว่าให้ตัดค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าไปราชการต่างประเทศชั่วคราวแล้วก็งานวิจัยออกเสีย เอามาทําสิ่งที่จําเป็ น แล้วก็อาจจะต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมให้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ