สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2554 ของท่านนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ 7 ของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พีรพันธุ์ พาลุสุข ยังหารือเรื่องงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศและเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายความไม่ชัดเจนในนโยบายการต่างประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการไปต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่างประเทศ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้งบประมาณในการส่งทีมไปต่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหันมาแก้ไขปัญหาของประเทศเองก่อน

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังคําแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ของท่านนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่เช้า แล้วก็ฟังหลายท่านได้อภิปราย ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ มาอยู่ตลอด

ตัวผมเองเฉพาะในช่วงนี้ก็อยากจะให้ความสําคัญกับนโยบาย ในยุทธศาสตร์ที่ ๗ คือในเรื่องการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐบาลได้ตั้ง งบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๘,๑๘๒.๖ ล้านบาท โดยให้ความสําคัญกับการส่งเสริม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณไว้ ๗,๒๘๖.๓ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศ ที่มีบทบาทสําคัญทั่วโลก นี่เป็นส่วนที่ ๑ ครับ

ส่วนที่ ๒ ก็คือในการให้บริการกงสุลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ โดยจัดสรรงบประมาณไว้จํานวน ๘๙๖ ล้านกว่าบาท เพื่อสนับสนุนการดําเนินการ ทางกงสุลและพิธีการทูต ดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมชุมชนไทยในต่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ ของความเป็ นไทย อยู่อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี ตลอดจนเสริมสร้างความรัก และความเข้าใจอันดีกับนานาประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยใช้ แนวทางการทูตเพื่อประชาชนและการทูตวัฒนธรรม

ท่านประธานครับ อ่านดูคําแถลงแล้วก็เพลิดเพลินดี แต่ถามว่า การที่แถลงไว้อย่างนี้แล้วจะทําได้ตามที่แถลงไว้หรือเปล่า ก็คงต้องย้อนกลับไปดู ที่งบประมาณว่าได้แถลงกันไว้อย่างไร ผมย้อนกลับไปดูครับท่านประธานครับ เรื่องราวเดิม ที่รัฐบาลเองได้มีคําแถลงนโยบายไว้ในเรื่องการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศว่า ท่านจะทําอะไรบ้าง มีอยู่หลายข้อ ตั้งแต่เรื่องพัฒนาความสําคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน ในทุกมิติ ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนในระหว่าง ที่ประเทศไทยดํารงตําแหน่งประธานอาเซียนอยู่ รวมทั้งการจัดตั้งประชาคมต่าง ๆ ด้วย ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ ส่งเสริมบทบาทการปฏิบัติร่วมกับประชาคมโลกในการกําหนดบรรทัดฐานระหว่าง ประเทศในเรื่องต่าง ๆ เข้าร่วมข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็น ประโยชน์ต่อประเทศ ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยเพื่อให้เกิดฉันทามติในการกําหนด นโยบายและการดําเนินการต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ต่อประเทศไทย และการเข้าถึงระดับประชาชน โดยส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง และความเชื่อมั่นของนานาประเทศต่อการเมือง เศรษฐกิจ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดี ของประเทศไทย ท่านประธานครับ ก็แถลงนโยบายไว้อย่างนี้ เสร็จแล้วโดยกฎหมายนะครับ รัฐบาลเองก็ได้ไปดําเนินการต่อ โดยมีประกาศแผนการบริหารราชการแผ่นดินระหว่าง ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๔ แผนบริหารราชการแผ่นดินเหล่านี้ก็คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทําตาม ที่ได้แถลงไว้ต่อสภา แล้วการที่จะทํานั้นก็ย้อนกลับมาดูที่งบประมาณเช่นเดียวกัน ผมก็ไล่ดูตามแผนนโยบายเหล่านี้ และย้อนกลับมาดูงบประมาณที่เสนอในปี นี้ ก็พบว่า ในเรื่องของการต่างประเทศ ท่านประธานครับ สิ่งที่จะทํานี่ แม้งบประมาณจะไม่มาก ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น แต่ว่าถ้าดูพื้นฐานกันไปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่จะกําหนดทิศทาง ที่ชัดเจน ไม่ได้บอกว่าจะพาให้การต่างประเทศของประเทศไทยเดินไปทางไหน แล้วก็ ไม่ได้บอกว่าเป้ำหมายที่เน้นสําคัญที่สุดนั้นคือเราต้องการจะบรรลุในเรื่องอะไร คือถ้าดู จากงบประมาณในเรื่องของวิสัยทัศน์ ท่านก็บอกว่าอยากจะให้กระทรวงการต่างประเทศนี้ เป็ นองค์กรหลักในการเสริมสร้างสถานะและบทบาทของประเทศไทยในเวที ระหว่างประเทศ พร้อมกําหนดพันธกิจไว้ถึง ๙ ข้อ ท่านประธานครับ ใน ๙ ข้อเหล่านี้ ถ้าไล่ไปทีละข้อ ๆ ก็พบว่าก็ไม่ได้แตกต่างจากงบประมาณในปี ที่ผ่านมาเท่าไร อย่างไรก็ดีนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเน้นและให้ความสําคัญเป็ นพิเศษก็คือ ผมได้ไปอ่านคําให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไป โดยลงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็หมายความว่า หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่มันเกิดขึ้นและเกิดวิกฤติขึ้นมา นักข่าวได้ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่หลายข้อ ถามว่าท่านมีบทเรียนอะไร จากวิกฤตการณ์การเมืองที่มันเกิดขึ้น ถามต่อไปว่าแล้วเดินไปข้างหน้านี้นโยบายของ กระทรวงการต่างประเทศกับประเทศต่าง ๆ จะต้องมีการทบทวนอย่างไร หรือไม่ ถามต่อไปอีกว่าแล้วท่านจะฟื้นฟูประเทศอย่างไร จะฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศอย่างไร ดูที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอบไปมีทั้งสิ่งที่จะอยู่ในงบประมาณ เหล่านี้ก็มี ผมอ่านดูแล้วก็มีความสงสัยอยู่หลายเรื่อง ที่สงสัยก็เพราะว่าบางส่วนนั้น ดูเหมือนว่าตัวรัฐมนตรีจะไม่เข้าใจปัญหาอะไรเสียเลย บางส่วนก็ดูเหมือนว่าท่านเข้าใจ เรื่องดี ผมก็เลยคิดว่าในเรื่องของนโยบายการต่างประเทศที่ปรากฏในเล่มงบประมาณ เหล่านี้ ที่มันเกิดปัญหาเป็นเพราะตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นปัญหา หรือเป็นเพราะว่านโยบายมันไม่ชัดเจน แต่ถ้าดูจากพฤติการณ์ที่มันเกิดขึ้นแล้ว ผมคิดว่า เพราะว่าตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ดําเนินนโยบายต่างประเทศ พร้อมกับงบประมาณที่จะนําไปใช้กับต่างประเทศมันน่าจะมีปัญหา ท่านประธานครับ ในส่วนที่ผมพยายามดูแล้วก็อยากจะให้ความสําคัญคือไปดูงบประมาณ โดยทั่วไปก็ไม่มี อะไรที่ชัดเจน แต่พอไปดูงบประมาณในส่วนที่ผมอยากจะให้ความสําคัญก็คือหลังจาก เหตุการณ์วิกฤติเกิดขึ้นมารัฐบาลก็บอกว่าจะต้องมีการไปแก้ไขภาพพจน์ ภาพลักษณ์ ของประเทศ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าอีกไม่นานก็คงจะเดินทางไปต่างประเทศไปโรด โชว์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีกับต่างประเทศผมย้อนมาดูในงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดําเนินงานกิจการต่างประเทศตามยุทธศาสตร์เชิงรุก ๒๔๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการภารกิจทีมประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) ที่เรารู้กันดีนะครับ ๒๕๐ ล้านบาทค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้าง ภาพลักษณ์ในประเทศไทย ไม่มากครับ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโครงการเฉลิมฉลอง ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ๔๒ ล้านกว่าบาท นี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ต้องการจะนําเอามาใช้ ในการแก้ไขปัญหาของภาพพจน์ ภาพลักษณ์ ของประเทศไทยในสายตาของคนต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงการต่างประเทศ เขาตอบนะครับ ตั้งแต่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้เข้ามาทําหน้าที่ ความสัมพันธ์ของเรา กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ดีขึ้นเลยครับ ความสัมพันธ์ของเรากับประเทศอีกหลาย ๆ ประเทศไม่ได้ดีในเชิงรุก ไม่มีครับ ผมย้อนกลับไปดูที่งบประมาณ ในงบประมาณที่บอกว่า เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งปีนี้ก็ยังมีอยู่ ปีที่แล้วงบประมาณส่วนนี้คือ งบประมาณเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศตั้งไว้ ๓๒๕ ล้านบาท ท่านประธานทราบไหมครับ เพื่อนผมที่อยู่ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศเขาบอกว่างบประมาณจํานวนนี้ เข้าใจว่า เมื่อเช้านี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศอาจจะพูดไว้บางส่วนแล้ว ๓๒๕ ล้านบาทไม่ได้ใช้ที่กระทรวงการต่างประเทศ โอนกลับมาใช้ที่สํานักนายกรัฐมนตรี และจํานวนไม่น้อยเอาไปทําอะไรครับท่านประธาน เอาไปจัดร้องเพลงชาติตอนหกโมงเย็น ทีละจังหวัด ทีละจังหวัด ทีละจังหวัด จนกระทั่งชาวบ้านบอกอยากจะสร้างให้คนไทย รักชาติแทนที่จะทําตอนที่เอาธงขึ้นกลับไปเคารพธงชาติตอนเอาธงลง นี่คือส่วนนี้ ฉะนั้น ปีนี้พอมาถึงเรื่องการแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศก็ยังมีส่วนนี้อยู่ ผมคิดว่าในการที่จะไป แก้ไขภาพพจน์ของประเทศ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ถ้าดูจากความเห็นของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถามว่าท่านมีบทเรียนอย่างไรจากวิกฤติ การเมืองที่เกิดขึ้น ท่านตอบว่าท่านไม่เข้าใจว่าทําไมหลายประเทศยังให้ที่พักพิงกับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ยังให้หนังสือเดินทาง ท่านไม่เข้าใจ ผมก็เลยบอกว่า เพราะท่านไม่เข้าใจนี่แหละว่าหลาย ๆ ประเทศให้ความนับถือต่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณอย่างไร ก็เลยทําให้ท่านดําเนินนโยบายที่ผิด อย่างนั้นตลอดที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศหน้าที่หลักก็คือว่าไล่ล่าทักษิณไปทั่วโลก แล้วมันจะไปสร้าง ภาพพจน์ที่ดีได้อย่างไร พอย้อนกลับไปถามว่าแล้วท่านจะแก้ไขภาพพจน์ใหม่อย่างไร ท่านตอบว่าอย่างไรครับ ก็จะไปจ้างทีมมืออาชีพกําลังติดต่อกับบริษัทหรือกลุ่มมืออาชีพอยู่ มีงบประมาณพร้อมไว้แล้ว ผมก็เข้าใจว่างบประมาณส่วนนี้จะเอาไปทําอะไรครับ หลักที่ กลุ่มนี้จะทําก็คือว่าจะไปสร้างภาพพจน์ใหม่ของประเทศ สร้างความเชื่อมั่น โดยร่วมกับ บีโอไอ (BOI) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมส่งเสริมการส่งออก

อันที่ ๒ เกิดจากทีมประมาณ ๕-๖ ทีมไปต่างประเทศ ไปสร้างความเข้าใจ ที่ดีกับต่างประเทศ โดยทีมนี้ก็จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับ กระทรวงการพาณิชย์ ก็เข้าใจว่าคือทีมไทยแลนด์นี่ละครับ เห็นไหมครับท่านประธาน เมื่อท่านรัฐมนตรีพูดอย่างนี้ก็ย้อนกลับมาดูงบประมาณเขาทําอย่างไร อ๋อ เป็นเพราะอย่างนี้เอง เห็นไหมครับ ผมก็เลยถามว่าถ้าอย่างนั้นท่านคิดจะใช้บริษัทมืออาชีพต่างชาติ ผมถามว่า แล้วทูตเอาไว้ทําอะไร เรามีทูตอยู่หลายประเทศ ถ้าทูตเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ อย่างนั้น งบประมาณส่วนนี้ก็ไม่ควรจะมี ผมถึงบอกว่ามันอยู่ที่วิธีคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ข้างหน้าจะเดินหน้ากันไปอย่างไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจ เข้าใจบอกว่าคือเราไม่ต้องไปทบทวนนโยบายต่างประเทศหรอก แต่ต้องหันกลับมาดูตัวเอง ตรงนี้ครับท่านประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บอกต้องหันกลับมาดูตัวเอง ถ้าตัวเองเราดีนี่นะครับ ไปสร้างภาพพจน์ที่ดีในต่างประเทศ คนเขาก็เห็นด้วย แต่ถ้าตัวเราเองไม่ดีจะไปสร้างอย่างไรล่ะครับ

ผมดูจากเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้แล้วก็ดูงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ผมเห็นรัฐบาลในการสลายมวลชนนี่เห็นมีทหารตั้งป้ำยไว้ เขตกระสุนจริง ภาพนี้ มันออกไปทั่วโลกครับท่านประธาน เขตกระสุนจริง แล้วท่านจะไปชี้แจงในต่างประเทศ บอกว่านี่ไม่ใช่กระสุนจริงนะ แล้วจะไปแก้อะไร ไปอย่างนี้เขาเรียกว่าไปโกหก แล้วนึกว่า ต่างประเทศเขาไม่เห็นหรือครับ ท่านประธานครับ หลังจากเหตุการณ์อย่างนี้อีกไม่นานครับ ภาพที่จะมา ต่างประเทศที่บอกว่าอะไรเกิดขึ้นในเมืองไทยจะออกมาสู่คนไทย และจริง ๆ เราจะเห็นของจริงมากขึ้น ๆ นี่คือสิ่งที่มันจําเป็นจะต้องปรับเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ไปแก้ ภาพพจน์ในต่างประเทศ เอาข้างในให้ดี อยู่ดี ๆ เอาอาวุธมาโชว์ เชิญทูตไปดูกันเยอะแยะ ผมก็ว่าทูตทหารก็มีเยอะ บอกเขาว่าอย่างไรครับ เป็นอาวุธที่พบในกลุ่มผู้ชุมนุม นึกว่าทูต เขาโง่หรือครับ ถ้าเขาย้อนถามว่าแล้วอาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธสงครามได้มาจากไหน ถ้าอาวุธสงครามไม่มาจากทหารก็มาจากไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ ทหารบอกไม่ได้มาจากทหาร อย่างนั้นแปลว่าอาวุธเหล่านี้มันหากันได้ง่ายมากในประเทศไทย แปลว่าอะไรครับ แปลว่า ประเทศนี้ไม่มีความปลอดภัยเลย แล้วท่านจะเดินหน้าไปแก้ภาพพจน์อะไรในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมดูจากงบประมาณแล้วนี่ครับ เสียดายงบประมาณเหล่านี้ ผมไม่เชื่อว่า ตัวรัฐมนตรีเองสามารถที่จะทําให้มันเกิดตามวัตถุประสงค์ขึ้นมาได้ สิ่งที่ควรจะทํา คืออะไรครับท่านประธาน ผมไปดูในนโยบายของรัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ ทํา แล้วก็ในงบประมาณนี้ก็ไม่ได้ทําคือการสร้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเสริมสร้าง ความรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ ให้คนไทยรู้ว่า เรื่องของต่างประเทศนั้นมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็ นเรื่องใกล้ตัว สิ่งนี้ไม่มีอยู่ ในงบประมาณเลย คนไทยส่วนใหญ่อาจจะมองกระทรวงการต่างประเทศที่บอกว่า ไปทําหนังสือเดินทางแค่นั้น ไม่ใช่ครับท่านประธานครับ มากกว่านั้น อยากจะให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปรับเปลี่ยน ไม่ต้องไปแก้ภาพพจน์ต่างประเทศหรอก ทําเหมือนอย่างที่พูดนี่ละ มาแก้ภายในให้ดี ถ้าภายในเราดีแล้วข้างนอกมันดีเองครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ