ไชยา พรหมา หารือเรื่องงบประมาณปี 2554 ที่รัฐบาลเสนอมา โดยบอกว่ามันเป็นงบประมาณที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเงินถึง 2,270,000 ล้านบาท แต่ไม่มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่มีการเยียวยาโครงสร้างของสังคมที่ถูกทำลาย และยังบอกว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในปีนี้ไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่กําลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ มียอดเงินถึง ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมในฐานะที่เป็นผู้แทนฝ่ายค้านก็คงจะใช้เวลาตรงนี้ ในการที่จะติติงถึงความเหมาะสมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ และผมก็คงจะ ปล่อยเลยไปไม่ได้ที่จะให้งบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กําลังพิจารณากันอยู่ ในขณะนี้ที่ไม่ได้รับการพิจารณาด้วยความรอบคอบและให้เกิดประโยชน์สูงสุด ของประเทศนี้ ความจริงแล้วบรรยากาศที่เรากําลังพูดกันอยู่ในขณะนี้น่าที่จะเป็น บรรยากาศของการพูดถึงเหตุการณ์หลังจากวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้นเมื่อสัก ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมา หลายคนพูดถึงความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะตัวท่านนายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็ นนายกรัฐมนตรีพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งที่ปล่อยให้ความสูญเสีย ของพี่น้องประชาชนได้เกิดขึ้นในประเทศนี้ และยากแล้วก็ต้องใช้เวลาในการที่จะเยียวยา สมานฉันท์ สร้างความปรองดอง ระยะเวลาสั้น ๆ นี่คงไม่สามารถที่จะทําให้ความสงบ ของบ้านเมืองนั้นกลับมาโดยเร็ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะจัดทํางบประมาณนําไปสู่การแก้ไขปัญหาและได้แก้ไข สิ่งที่มันเกิดขึ้น อย่างน้อยก็เป็นการเยียวยาแล้วก็สร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศนี้ ต่อไป ในเรื่องของความชอบธรรมในการบริหารประเทศนั้น ผมคิดว่าพวกผมยังมีเวลา ที่จะต้องพูดกันในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้โครงสร้าง ของสังคมนั้นได้ถูกทําลายครับ จะเกิดขึ้นโดยนํ้ามือของใครก็ตาม แต่โดยความเชื่อ ที่รัฐบาลมีสมมุติฐานความเชื่อว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นเกิดมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาจาก ประชาชนที่มีความบริสุทธิ์ส่วนหนึ่งและเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย แล้วก็มีผู้ก่อการร้าย ในสมมุติฐานที่รัฐบาลมีความเชื่อว่ามีคนที่ไม่หวังดีในการที่จะสร้างความวุ่นวาย ในบ้านเมืองนั้น เป็นสมมุติฐานที่รัฐบาลเองก็มีสิทธิในการที่จะคิดอย่างนั้นได้ แต่ผล ของมันที่เกิดขึ้นนั้นมันทําให้โครงสร้างของสังคม ไม่ว่าจะเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นั้นถูกทําลายไป เมื่อสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นแล้ว ถามว่ารัฐบาลมีมาตรการ อย่างไรในการที่จะเยียวยาให้สิ่งที่มันเกิดขึ้นที่เป็นโครงสร้างหลักของสังคมนั้นได้รับ การเยียวยาและได้รับการแก้ไข และวางมาตรการในอนาคตว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถามว่าวันนี้มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องทํานั้นคืออะไร เงินงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมดูในรายละเอียดใช้เวลาที่จะได้ศึกษา ได้ดูในเนื้อหาสาระแล้ว ผมยังมีความเป็นห่วงว่ามันน่าที่จะไปมุ่งสู่การฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติว่าวันนี้สถานภาพของประเทศเรานั้นอยู่ในท่ามกลาง สายตาของสังคมโลก มีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของประเทศนั้นอย่างไร การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่วันนี้เอสเอ็มอี (SME) ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมทั้งหลายอยู่ในสภาพที่ยํ่าแย่ แล้วรัฐบาลมีมาตรการจะเยียวยาในสิ่งเหล่านี้ อย่างไร ผมยังไม่เห็นในรายละเอียดและการชี้ชัดในสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง สิ่งเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ การกําหนดยุทธศาสตร์ที่ผิด โดยเฉพาะ ในรายละเอียดงบประมาณที่ได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ และได้กําหนดกรอบยุทธศาสตร์ ทั้งหมดของโครงสร้างประเทศนี้ไว้ ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อกําหนด ยุทธศาสตร์ที่ผิดแล้วมันจะนําไปสู่การกําหนดยุทธวิธีที่ผิดครับ ทําไมผมถึงพูดอย่างนั้น ผมอยากจะเรียนว่าถ้าหากรัฐบาลตั้งสมมุติฐานที่ผิดแล้วมันจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา และองคาพยพของสังคมนี้มันจะบิดเบี้ยว มันจะไม่สําเร็จผลตามที่เราต้องการ เงินงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเหมือนกับเอาเงินนี้ไปละเลงโดยไม่ได้ เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมชี้แนะ สิ่งที่ผมติติงนั้น ผมต้องการจะเห็นการใช้เม็ดเงิน ที่เป็นภาษีอากรของประชาชนทุกบาททุกสตางค์นั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ที่ผมบอกนั้นใน ๘ ยุทธศาสตร์หลัก รัฐบาล ได้วางเป้ำหมายและเน้นหนักในเรื่องของยุทธศาสตร์สําคัญที่เป็ นโครงสร้ำง ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเป็ นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเร่งรัดให้เกิดขึ้นในขณะนี้ ใน ๘ ยุทธศาสตร์หลักนั้นรัฐบาลได้จัดลําดับความสําคัญครับ โดยให้ความสําคัญ ในเรื่องของยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ยุทธศาสตร์การรักษา ความมั่นคงของรัฐทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นี้เราใช้เงินงบประมาณรวมกัน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นในเนื้อหาสาระว่าใน ๒ ยุทธศาสตร์นี้เป็นปัญหา ของประเทศ เป็นปัญหาของสังคม ที่จะต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ซึ่งผมบอกว่า นี่คือสมมุติฐานที่ผิดครับ สมมุติฐานที่ผิดก็คือรัฐบาลไปตั้งโจทย์ว่าวันนี้ที่จะต้องใช้เม็ดเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทใน ๒ ยุทธศาสตร์นี้ เนื่องจากว่ามีปัญหาที่จะต้องนําเม็ดเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปเพื่อการส่งเสริมและปลูกจิตสํานึกให้ประชาชน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความสมานฉันท์ สร้างความสามัคคี ของคนในชาติ
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ บอกว่าเงินเหล่านี้ไปเพื่อการเทิดทูนและพิทักษ์รักษา สถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาความมั่นคงของรัฐ มันแสดงอะไรครับท่านประธาน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งโจทย์ผิดครับ ประชาชนคนไทย ๖๐ กว่าล้านคน ในวันนี้ทุกคน ที่เกิดมาเป็นคนไทยนั้นมีความจงรักภักดี มีความเทิดทูน ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครหรอกครับที่จะคิดทําลายล้างสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อสมมุติฐานที่รัฐบาลตั้งโจทย์ผิดนี่ ผมถึงบอกว่ามันจะนําไปสู่ยุทธวิธีในการขับเคลื่อนองคาพยพของสังคมนี้ผิดเช่นกัน เพราะท่านเชื่ออย่างนี้สิครับถึงมีการกล่าวหาว่าคนที่มาชุมนุมที่ราชประสงค์ คนที่มาชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศนั้นคือกลุ่มที่ต้องการทําลายล้างสถาบัน ข้อกล่าวหาว่าคนเหล่านี้มีพวกผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่ในพี่น้องผู้ชุมนุมนั้น วันนี้มันสร้าง ความเคียดแค้น ความกดดัน และนําไปสู่ความเกลียดชังรัฐบาล จึงไม่แปลกอะไรเลยครับว่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งได้อยู่ในภาวะของการถูกกดดันครับ ถูกกดดันไม่รู้ว่าจะมี ทางออกอย่างไร มันเหมือนกับว่าผลักประชาชนนี้เข้าสู่มุมอับ การเผาบ้านเผาเมือง เป็นสิ่งที่พวกเราไม่พึงปรารถนาที่อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศ เหตุการณ์ เหล่านี้จําลองมาจากเหตุการณ์ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ เหตุการณ์ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ก็คือสมมุติฐานที่ผิด ที่คิดว่าการปราบประชาชนโดยใช้กองกําลังทหาร ที่มัสยิดกรือเซะนั้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปราบประชาชนที่ราชประสงค์เช่นกันครับ ท่านบอกว่าท่านจะใช้การขอคืนพื้นที่ ท่านจะใช้คําว่าการขอกระชับพื้นที่ อะไรก็ตามแต่ หรือจะหาเหตุผลเพื่อเป็นองค์ประกอบ ให้สมเหตุสมผลในการที่จะใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง นั่นหมายความว่าการนําไปสู่การใช้อํานาจทางการทหารในการที่จะเข้าล้อมปราบ ประชาชน ๒ มือเปล่า เมื่อประชาชนที่เป็นผู้บริสุทธิ์จํานวนมากถูกกดดันเราจึงเห็น การชุมนุมในต่างจังหวัด และสุดท้ายก็นําไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง ผมไม่อยากจะเห็น รัฐบาลสร้างความกดดันกับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเพราะมันเป็นปัญหาทางด้านการเมือง จริงอยู่ครับปัญหาทางด้านการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ปัญหาการเมืองจะแก้ด้วย กําลังทหารโดยใช้กฎหมาย รัฐบาลมีสิทธิในการที่จะใช้กฎหมาย รัฐบาลมีสิทธิ ในการจะออกกฎหมาย แต่การออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายนั้น ถามว่า มันมีความเป็ นธรรมหรือเปล่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มันเกิดจากปัญหา ความไม่เป็นธรรมครับ นั่นก็คือภาครัฐไปกดดันประชาชน วันนี้มวลชนในต่างจังหวัด ก็เฉกเช่นเดียวกันครับ มีความรู้สึกว่าวันนี้รัฐบาลกําลังผลักดันให้ประชาชนส่วนหนึ่ง ไปเป็นผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ พยายามที่จะบอกกับสังคมโลกว่าคนเหล่านี้คือคนที่ ทําลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลตั้งโจทย์ผิดครับ การกําหนด ยุทธศาสตร์ ๒ เรื่องนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ควรจะทํามากที่สุดนั้นก็คือการเยียวยาในภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ วันนี้เรามองไปถึงพี่น้องที่เป็นนักธุรกิจที่เป็นเอสเอ็มอีครับ ที่เป็นนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมนี่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจบริการ ท่านได้จัดสรรงบประมาณไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ ระดับมหภาคนั้นอย่างไร ถ้าดูตัวเลขและสัดส่วนแล้วเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ไปแล้วว่าถ้าเปรียบเทียบเงินในสัดส่วน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอาตัวเลขง่าย ๆ เปรียบเสมือน เงิน ๑๐๐ บาท ในภาคธุรกิจบริการ ในภาคการพาณิชย์ และอุตสาหกรรม นั้นที่ถือว่า เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศท่านจัดงบประมาณไปเท่าไรในสัดส่วนนี้ กระทรวง อุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในกระทรวงอุตสาหกรรม มีธนาคารเอสเอ็มอี วันนี้สภาพของธนาคารเอสเอ็มอีเป็นธนาคารง่อยเปลี้ยเสียขาครับ ทั้ง ๆ ที่ว่าแนวคิดเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ทําให้เศรษฐกิจฐานรากมีการเจริญเติบโต ในอดีต สิ่งเหล่านี้ในกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมให้มีโอกาสฟื้นฟู มีโครงการพี่เลี้ยง มีโครงการที่จะทําให้นักธุรกิจเหล่านี้ ยืนบนขาของตัวเอง ได้รับการซัพพอร์ต (Support) ในเรื่องของเงินทุน แต่วันนี้รัฐบาล ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้น้อยมากครับ ผมถึงบอกว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้ยกเมฆขึ้นมาพูด หรอกครับ เพราะว่ามันอยู่ในเอกสารที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในสภาแห่งนี้ว่า ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๓ เปรียบเทียบกับปี ๒๕๕๔ อยู่ในอัตรา ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันคือร้อยละ ๓.๕-๔.๕ แต่มีความแตกต่างกันเฉพาะในเรื่องของอัตรา เงินเฟ้ อเท่านั้นละครับว่าในปี ๒๕๕๓ อัตราเงินเฟ้ ออยู่ที่ร้อยละ ๓ ถึงร้อยละ ๔ แต่ปี ๒๕๕๔ อยู่ประมาณร้อยละ ๒ ถึงร้อยละ ๓ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นรัฐบาลเอง ก็พยากรณ์ว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมันจะเกิดขึ้นภายใต้การบริหาร และการใช้งบประมาณตรงนี้ ผมคิดว่าเมื่อดูในเนื้อหาสาระแล้ว รัฐบาลได้เดินมาในทาง ที่ผิดครับ เพราะฉะนั้นในงบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เดี๋ยวเพื่อนสมาชิก ของผมจะพูดในรายละเอียดว่าเราจะไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลเองก็ต้องตอบคําถามของประชาชนว่าเงินที่ท่านจะใช้ ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ท่านจะแก้ไขและเยียวยาปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้น จากซากปรักหักพังของสังคมและเป็นโครงสร้างของสังคมนั้นอย่างไร ไม่ใช่ว่าวันนี้รัฐบาล มีความภาคภูมิใจว่าท่านได้ช่วยเหลือนักธุรกิจจากเหตุการณ์ความไม่สงบรายละ ๕๐,๐๐๐ บาท รายละ ๓๐,๐๐๐ บาทแล้วจะถือว่าปัญหานั้นยุติไป ไม่ใช่ครับ การเยียวยานั้นจะต้องมีความต่อเนื่อง การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผมเชื่อว่า นักการเมืองในซีกฝ่ายค้านก็ดีก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการที่จะสร้างความสมานฉันท์ และความปรองดอง แต่ท่านจะต้องไม่มีอคติและมีมุมมองในทางที่ผิดว่าพวกเรานั้น คือผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ
บทสรุปตรงนี้ผมอยากจะบอกท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าการจัดสรร งบประมาณของท่านในปีนี้ เราเห็นว่าไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่สมควรว่าจะเน้นในเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศนี้ให้กลับคืนมา เน้นในเรื่อง การสร้างเศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจขนาดเล็กนําไปสู่เศรษฐกิจมหภาค งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นี้ พวกกระผมไม่สามารถที่จะให้การรับรองในความบกพร่อง ในการกําหนดยุทธศาสตร์และการนําเงินงบประมาณไปใช้ ดังนั้นพวกกระผมจึงไม่สามารถ ที่จะให้การรับรองและรับหลักการได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ