อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องการชุมนุมและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวหาว่าฝ่ายค้านมีการพาดพิงถึงเหตุการณ์ และเรียกร้องให้ตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม และรัฐสภา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณที่ผ่านไปในขณะนั้นและแผนปรองดอง รวมถึงการปราบปรามการชุมนุมที่ราชประสงค์ และยอมรับว่าจะมีการตรวจสอบต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สําหรับกรณีที่มีการพาดพิงถึงเหตุการณ์ การชุมนุมและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ นอกเหนือจากกระบวนการการตรวจสอบ ของกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการของรัฐสภาซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าแล้ว ซึ่งทั้งหมดรัฐบาลพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ตัวกระผมเองพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ผมมี ความจําเป็นที่จะต้องกราบเรียนชี้แจงอีกครั้งหนึ่งสืบเนื่องมาจากการอภิปรายของสมาชิก ฝ่ายค้าน
ประการแรก กรณีของท่าน ส.ส. ไชยา ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน เช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ขอกราบเรียนทําความเข้าใจว่ากรณีของกลุ่มที่กระทําความผิด ในเรื่องของก่อการร้ายก็ดี กลุ่มที่กระทําความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดีนั้นเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเองครับ รัฐบาลไม่เคยกล่าวหาว่าพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมนั้นเป็นคนที่เข้าข่ายใน ๒ เรื่องนี้ ตรงกันข้ามเราบอกว่ากลุ่มคน ๒ กลุ่มนี้กลับใช้พี่น้องประชาชนซึ่งมีความเดือดร้อน มีข้อเรียกร้องในทางประชาธิปไตยนั้นเข้ามาเป็นเครื่องมือ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้อง มีการอภิปรายชี้แจง ตรวจสอบ พิสูจน์กันต่อไปในอนาคตนะครับ
อย่างไรก็ตามท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จได้กล่าวหาผมว่าได้บริหาร ประเทศโดยนึกถึงเรื่องการใช้งบประมาณมากกว่าความสงบสุขหรือการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ก็ดี ไม่นับที่ท่านได้ถอนคําพูดไปแล้วว่ามีการสั่งให้ปฏิบัติการกับประชาชนก็ดี ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ตอนที่ผมเป็ นฝ่ำยค้านผมพูดครับว่าพี่น้องประชาชน มาเรียกร้องต้องรับฟัง และผมก็คิดว่าถ้าผมไม่รับฟังนี่กระบวนการการเจรจาซึ่งไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อนในประเทศนี้ ที่นายกรัฐมนตรีนั้นไปพบปะเจรจากับแกนนําผู้ชุมนุม คงไม่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็ที่เกิดขึ้นทั้ง ๒ วันนั้น ฝ่ายที่ขอยกเลิกการเจรจาคือฝ่ายแกนนํา ของผู้ชุมนุม
ส่วนประเด็นของงบประมาณที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ผมอยากจะกราบเรียน สั้น ๆ ว่าในขณะนั้นผมก็ได้กล่าวว่าใช่ครับ งบประมาณถ้าเราไม่ผ่านไปตามกําหนดก็ใช้ งบประมาณปีก่อนไปพลางก่อนได้ แต่บังเอิญงบประมาณปีก่อนคือที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ มันเป็นงบประมาณซึ่งค่อนข้างผิดปกติครับ เพราะเป็นงบประมาณที่ต้องจัดทําขึ้นโดยมี เงินรายได้ที่มันสูญหายไปจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็จะทําให้เกิดความไม่สะดวก แล้วก็งบประมาณหลายส่วนที่มีการดําเนินการอยู่ ก็ต้องไปอยู่ในกรอบของงบโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ใช่งบประมาณตามปกติ งบประมาณที่จะใช้ไปพลางก่อนก็จึงจะเป็นปัญหา แล้วก็ต้องยอมรับว่ามีข้อเรียกร้อง ของอีกหลายภาคส่วนในสังคมที่เขาก็ต้องการให้ปฏิทินงบประมาณเป็นไปตามปกติ นอกจากนั้นจะเห็นว่าหลังจากนั้นผมยังได้เสนอแผนปรองดอง แผนปรองดองในขณะนั้น ที่มีการนําเสนอว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งก็หมายถึงจะมีการยุบสภา ในเดือนกันยายน ก็เป็นตัวบ่งบอกว่ารัฐบาลนี้พร้อมที่จะให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เป็ นผู้มาบริหารงบประมาณ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาที่บอกว่าผมไปคิดถึงเรื่อง ของการใช้เงินบริหารงบประมาณมากกว่าการแก้สถานการณ์ ผมคิดว่าเหตุการณ์ ที่ผ่านมา ข้อเสนอการเจรจาก็ดี แผนปรองดองก็ดี เป็นคําตอบอยู่ในตัวแล้วว่ามิได้เป็น เช่นนั้น ส่วนกรณีของปฏิบัติการต่าง ๆ ในพื้นที่ซึ่งก็คงจะต้องมีการพูดคุยกันต่อไป โดยเฉพาะในสัปดาห์หน้า ผมก็ขอยํ้าอีกครั้งนะครับ ท่านใช้คําว่าเข้าไปปราบปราม ประชาชน ที่จริงมาตรการทุกมาตรการที่มีการดําเนินการไปเป็ นความพยายาม ที่จะลดความสูญเสียให้มากที่สุด แล้วก็ทําให้การชุมนุมนั้นสามารถที่จะยุติลงได้ โดยรัฐบาลนั้นไม่ต้องบุกเข้าไปในพื้นที่ราชประสงค์ ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีการบุกเข้าไปในพื้นที่ ราชประสงค์ และการชุมนุมก็ยุติลง แต่เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าจะมีการตรวจสอบต่อไป
สุดท้ายเรื่องงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่มีการดําเนินการกันมาในอดีตนั้น ที่จริงแล้วก็เป็น เรื่องที่ทางฝ่ายความมั่นคงเขาก็ร้องอยู่เสมอว่าสัดส่วนงบประมาณต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีงบประมาณทางด้านของกองทัพนั้นค่อนข้างจะตํ่าเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็เป็นข้อเรียกร้อง มาโดยตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นในปี นี้เป็ นเพียงการคืนสัดส่วนงบประมาณในส่วนของ การป้ องกันประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ย้อนกลับไปประมาณปี ๒๕๕๑ เท่านั้นเองครับ ก็คือก่อนที่ผมจะเข้ามาทําหน้าที่ ไม่ได้มีการเพิ่มเติมเป็นพิเศษ แล้วก็อย่างที่กระผม ได้กราบเรียนไปแล้วว่าสัดส่วนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ ของกระทรวงกลาโหม เทียบกับกระทรวงต่าง ๆ นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างตํ่า ท่านดูเอกสารงบประมาณจะพบ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๒ กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๒๐ กระทรวงพาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ กว่า ๆ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็อยากจะ กราบเรียนยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านมีความเข้าใจ ส่วนกระบวนการของการแก้ไข ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็ต้องยอมรับว่างบประมาณในที่จัดทําในขณะนี้ได้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ แต่หลังเหตุการณ์ขณะนี้รัฐบาลก็ได้บริหารงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ในการที่จะเข้าไป แก้ไขปัญหา เพราะท่านต้องไม่ลืมนะครับว่างบที่เราพูดอยู่ทั้งหมดนี้เริ่มใช้คือ ๑ ตุลาคม อีกหลายเดือนเลยครับ เราจะมาหวังพึ่งตัวนี้เป็นตัวตั้งต้นในการแก้ไขปัญหาคงไม่ได้ แต่การปรับแนวทางต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในงบประมาณ โดยยังคงยุทธศาสตร์ โดยยังคง รายการต่าง ๆ ไว้ ผมเชื่อมั่นว่าสามารถที่จะมารองรับเรื่องของแผนปรองดองที่จะเกิดขึ้น ต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ