ร้อยตำรวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๔

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ร้อยตำรวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๔ โดยชี้ว่าแม้รัฐบาลจะเพิ่มงบให้กระทรวงพาณิชย์ การท่องเที่ยวและกีฬา และอุตสาหกรรมแล้ว แต่ในมุมมองของ ส.ส. แบบสัดส่วน ยังเห็นว่าควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พร้อมทั้งวิจารณ์การบริหารงานของกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนโดยเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มความเอาใจใส่ และวิพากษ์วิจารณ์การขาดการปรากฏตัวของคณะรัฐมนตรีพร้อมยกตัวอย่างประวัติศาสตร์สมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เพื่อเน้นย้ำว่ารัฐมนตรีต้องมาฟังผู้แทนราษฎรโดยตรง

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากพื้นที่จังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ ๒ วันที่ผ่านมานี้สภาของเราได้ใช้เวลาไปกับ การพิจารณางบประมาณที่จะใช้ในปี ๒๕๕๔ ผมขออนุญาตสารภาพกับท่านประธาน อย่างตรงไปตรงมาว่า ในอดีตที่ผ่านมาผมไม่เคยกระตือรือร้นที่จะร่วมอภิปราย การพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรเท่าไรนัก เพราะคิดว่าอย่างไรเสียรัฐบาล ก็ชนะอยู่วันยังคํ่า เพราะไม่เคยปรากฏเลยในรอบ ๓๒ ปีว่ารัฐบาลจะแพ้ในสภาต่อการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน แต่ปี นี้ผมมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ที่อยากจะมาแสดงความคิดเห็นร่วมกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่องบประมาณ ฉบับนี้ซึ่งถูกจัดทําจากรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันกล่าวได้ว่า เป็นงบประมาณฉบับที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ในงบประมาณฉบับนี้มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงที่หารายได้ เข้าประเทศ ยกตัวอย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวง อุตสาหกรรม ถึงแม้รัฐบาลจะชี้แจงหลายครั้งหลายหน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ด้วยตัวเองว่าได้เพิ่มงบประมาณให้ในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ในมุมมองของผมยังยืนยันว่า ยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควร กระทรวงทั้งสามที่ผมเอ่ยชื่อมานั้นน่าจะได้รับการสนับสนุน งบประมาณให้มากขึ้นเพื่อภารกิจที่จะสร้างรายได้เข้าสู่แผ่นดิน

กระผมอยากจะชี้ให้เห็นโดยเฉพาะเลยกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับ การจัดสรรงบประมาณมาเพียง ๖,๗๔๙ ล้านบาทเศษ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงนี้ได้มีการสร้าง ผลงานอย่างที่น่ายกย่อง เพราะในรอบปีเศษที่ผ่านมาหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อุตสาหกรรมคือสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้นําทีมงานออกไปเชิญชวน ต่างประเทศ ที่เราใช้ศัพท์หรู ๆ ว่าโรด โชว์เชิญชวนคนต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา จํานวนหลายแสนล้านบาท นั่นเป็นการสร้างงานให้เกิดขึ้นในประเทศ สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นในประเทศ แล้วทําให้คนในประเทศมีงานทํา ในขณะเดียวกันกระทรวงนี้ก็ได้ เดินทางออกไปต่างประเทศเพื่อนําคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ท่านประธานคงจะเห็น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศในระยะเวลา เพียง ๒ ทศวรรษ ความเจริญ ความก้าวหน้า นี่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็ นหลังมือ ประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความเป็ นอยู่ผิดแผกแตกต่างไปกว่า เมื่อ ๒๐ ปี ที่ผ่านมาอย่างมากมาย เหตุก็เพราะว่าคนจีนไปลงทุนต่างประเทศ ประสบความสําเร็จ ยามที่เศรษฐกิจในประเทศมีปัญหา คนจีนเขาก็ไปลงทุนต่างประเทศ แล้วก็นําผลกําไรจากต่างประเทศนั้นกลับไปส่งเสริมให้ประเทศของตนเองมีความเข้มแข็งขึ้น ผมเสียดายที่สภาผู้แทนราษฎรของเราเมื่อครั้งที่ยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ผมได้เสนอขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการกิจการชาวไทยโพ้นทะเล แต่น่าเสียดายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนร่วมสภาของผมยังมีความคิดล้าหลัง ไม่เข้าใจเรื่องของบทบาทกระทรวงกิจการชาวจีนโพ้นทะเล อย่างประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน หรือแม้แต่ประเทศไต้หวัน ๒ ประเทศนี้เขามีกระทรวงกิจการชาวจีนโพ้นทะเล และแน่นอนเขามีคณะกรรมาธิการกิจการชาวจีนโพ้นทะเลในรัฐสภาของเขา เขามีบทบาท อย่างมากในการที่จะเชื่อมโยงคนที่อยู่ต่างประเทศในการลงทุนสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ประเทศไทยของเรานี่เพื่อนสมาชิกคัดค้าน แล้วบางคนยังเย้ยหยันมองเป็นเรื่องตลก ผมว่าควรจะคิดใหม่ได้แล้ว หากมีโอกาสรีบตั้งคณะกรรมาธิการกิจการชาวไทยโพ้นทะเล เพื่อที่จะเป็นตัวเชื่อมตัวโยงให้พี่น้องคนไทยที่ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ต่างประเทศนําความเจริญ นําความมั่งคั่งกลับมาสู่ประเทศไทยของเรา นี่เป็นเรื่องที่ ๑

ที่ผมอยากจะฝากไว้ว่ากิจการของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้นสมควรที่จะได้รับความเอาใจใส่จากรัฐบาลให้มัน มากกว่านี้ น่าเสียดายครับท่านประธานขณะที่คิวของผมขึ้นอภิปรายเป็ นเวลา ๑๕.๔๐ นาฬิกา ครม. ทั้งคณะเหลือคุณอลงกรณ์เพียงคนเดียว นอกนั้นไปไหนหมด ผมขอย้อนยุคไปถึงสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกท่านประธานไปจิกหัว พวกรัฐมนตรีเข้ามานั่งในนี้ ไม่ใช่ไปนั่งในห้องกาแฟ ไม่ใช่ไปนั่งในมุมสําราญ มันต้อง มาฟังผู้แทนราษฎรเขาพูดอะไร เขานําสิ่งที่ประชาชนสะท้อนผ่านผู้แทนราษฎรมาสู่รัฐบาลนั้น รัฐมนตรีต้องมานั่งฟัง

นี่ผมกําลังจะเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทราบรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการยังอยู่หรือเปล่า ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ต่อจาก ท่านจุรินทร์ ผมเองเคยตั้งกระทู้ถามตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ตั้งแต่สมัย ที่คุณจุรินทร์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงเลขรับที่สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เลขรับ ที่ ๑๐๗๙/๒๕๕๒ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๔๕ นาฬิกา แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีโอกาสได้ซักกระทู้ในเรื่องนี้ ก็มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีไป ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีไม่กี่วันท่านได้ กล่าวไว้ ซึ่งมีหนังสือพิมพ์เอาไปรายงานข่าวน่าสนใจครับท่านประธาน ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้มีความเป็ นห่วงต่อคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ได้มีการแสดงความคิดเห็นโดยคณะกรรมการ การอุดมศึกษาว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งของรัฐ ทั้งของเอกชนไปตั้งวิทยาเขต ทั่วประเทศมากมายก่ายกอง บางแห่งก็ไปเช่าโรงแรมเป็นที่เรียน บางแห่งก็เช่าตึกแถว สอนหลักสูตรยอดฮิต (Hit) คาดว่ามีเป็นร้อยแห่งทั่วประเทศ อันนี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมการ การอุดมศึกษาเป็นห่วง เป็นห่วงวิทยาเขตทั้งหลายที่ตั้งขึ้นมาเป็นดอกเห็ดนั้นจะมี คุณภาพการศึกษาหรือไม่ แต่ผมมีเรื่องที่น่าห่วงใยมากกว่านั้น ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าผมตั้งกระทู้ถามตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนพฤศจิกายน นั้นก็เพราะจังหวัดราชบุรี ของผมนี่ ถ้าท่านประธานเข้าไปในพื้นที่จังหวัดราชบุรีท่านประธานจะเห็นภาพโปสเตอร์ (Poster) คัทเอาท์ขนาดใหญ่บอกว่าชาวจังหวัดราชบุรีขอขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและคณะ คณะของท่านมีใครครับ ตอนนั้นรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ผมถามว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวง ต้นทางของการสร้างวัฒนธรรมให้แก่คนในชาติใช่ไหม ทําไมล่ะครับ กระทรวงศึกษาธิการ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการอีกคนหนึ่งทําไมไม่มาใส่ รัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราไปไหน รัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการให้ดูแลสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีทั้งวิทยาลัยเทคนิคอยู่ที่อําเภอเมือง อยู่ที่อําเภอบ้านโป่ง มีวิทยาลัยสารพัดช่างอยู่ที่ อําเภอเมือง มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาอยู่ที่อําเภอปากท่อ มีวิทยาลัยเทคนิคอีกที่หนึ่งอยู่ที่ อําเภอโพธาราม ทุกคนเขารู้หมดว่าเป็นบทบาทในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีช่วยว่าการ นริศรา ไม่มีครับ นี่แสดงถึงความใจแคบของคนพรรคประชาธิปัตย์ จะขึ้นป้ำยทั้งทีก็น่าที่จะ เอื้อเฟื้อไปถึงเพื่อนรัฐมนตรีอยู่ในกระทรวงเดียวกัน นี่ขนาดกระทรวงเดียวกันยังไม่มี ความเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียว แต่ท่านประธานครับเป็นโชคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการนริศราอีก ที่ไม่มีรูปอยู่ในนี้ ถ้ามีรูปอยู่ในนี้ถูกคนจังหวัดราชบุรีหัวเราะตายชักเลยครับท่านประธาน บอกว่าคนจังหวัดราชบุรีขอขอบคุณที่สนับสนุนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี ติดทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านประธานครับ ผมบอกให้ อาจารย์สมใจซึ่งเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีไปเจรจากับ ส.ส. ในพื้นที่บอกให้ถอดป้ำยออก เวลานี้ก็ยังติดอยู่ประจานตัวเองอยู่อย่างนั้น ท่านประธานผมต้องใช้คําว่าประจานตัวเองอยู่อย่างนั้น เพราะว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี ตั้งมาเป็ นเวลานานแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ปี ๒๕๓๙ มีนักศึกษาเข้าเรียน ๔๙ คน ปี ๒๕๔๐ มีนักศึกษาเข้า ๕๖ คน เขาผลิตบัณฑิตมาแล้ว ๑๑ ปี ไปขึ้นป้ำยหาเสียงเป็ นผลงานของ พรรคประชาธิปัตย์ โกงแม้กระทั่งผลงานของคนอื่น บิดเบือนประวัติศาสตร์ บัณฑิต ๑๑ รุ่น ทั้งหมด ๕๗๑ คนจะก่อการประท้วง จะไปเผาป้ำย ผมบอกอย่าไปทํา เราเป็นอารยชน เราต้องไม่ทําอย่างนั้น ผมก็ส่งคนไปเจรจาบอกเอาออกเสียเถอะ เอาละ ผมบอกเลย พรรคประชาธิปัตย์ไปสั่งสอนกันเสียทีหลังอย่าทําอย่างนี้ นี่เป็น ส.ส. ใหม่ ป้ำยอย่างนี้ ไปรีบรื้อออก ท่านประธานครับ ป้ำยอย่างนี้ต้องรีบรื้อออกครับ ขณะนี้อยู่ที่ตําบลโคกหม้อ ๑ ป้ำย อยู่ที่ริมถนนเพชรเกษมขาเข้าเมืองมีทั้งหมด ๒ ป้ำย แล้วมีอยู่ที่วังมะนาว ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ ๑ ป้ำย อยู่ที่คลองโคนอีก ๑ ป้ำย ไปรื้อออกเสีย ผมให้เวลา ๓ วัน หลังจากนี้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต ผมเป็น ส.ส. แบบสัดส่วน ผมไม่เดือดร้อนหรอก ผู้สมัคร ส.ส. เขตเขาจะไปแจ้งความดําเนินคดี ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้ ส.ส. ด้วยกัน เพื่อนร่วมอาชีพเสียอนาคต พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๐ มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๕๓ บอกว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการ อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้น