ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้เงินและการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานเป็ นอย่างยิ่ง ที่ให้ผมได้มีโอกาสในการอภิปรายในเรื่องงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ เสนอต่อสภาผู้ แทนราษฎรแห่งนี้ จํานวนงบประมาณในปี ๒๕๕๔ นั้น ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ถ้าเรา บอกว่างบประมาณ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นคงไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะว่า ในงบประมาณที่จะใช้จริง ๆ นั้นมันต้องขาดไปส่วนหนึ่ง เพราะว่าจะต้องเอาไปคืน กองคลังเขาจํานวนทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นใช้จริง ๆ แค่ ๒,๐๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในการจัดสรรงบประมาณผมเองมีโอกาสได้ฟังเมื่อวานนี้วันแรกแล้วก็วันนี้ เป็นวันที่สอง เราก็จะพูดกันในเรื่องของงบประมาณว่าใครได้มากได้น้อย แล้วส่วนใหญ่ ก็จะอภิปรายไปว่างบประมาณมีต้องได้เยอะ ถึงมันจะได้เยอะได้ดีมันก็เป็นส่วนหนึ่ง ใช่ แต่ว่าการใช้เงินและการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลนั้นเป็นหัวใจสําคัญ ยิ่งกว่าเงิน ถ้ามีเงินแล้วเอาเงินไปใช้โดยปราศจากคุณภาพการบริหารการจัดการที่ดี แล้วไม่มีประโยชน์ การจัดการที่ดี การบริหารงานที่ดี นั้นเป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่งของสังคม ของการบริหารจัดการที่ดี เพราะฉะนั้นประเทศไทยเรายอมรับเอาการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดีมาบริหารแล้วก็ใช้กันโดยใช้ชื่อว่าธรรมาภิบาล ระบบธรรมาภิบาลก็ต้อง บอกว่ามันไม่ใช่ของประเทศไทย มันเป็นของต่างชาติที่เขาคิดกันแล้วเราก็มาเปลี่ยนชื่อ คิดชื่อ ประกบชื่อกับต่างชาติเขาว่าธรรมาภิบาล นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมต้อง ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าเราต้องบอกว่าบ้านเมืองเรามีงบประมาณที่มาก แล้วก็มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็เรื่อย ๆ แล้วก็เรื่อย ๆ แต่ความยากจน ความข้นแค้น ความเหลื่อมลํ้าทางสังคมกลับมากยิ่งขึ้นเป็นเพราะอะไร เพราะงบประมาณเป็นส่วนหนึ่ง ในการทําให้สังคมนั้นมีความเหลื่อมลํ้า นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นที่มันเป็นไป ถ้าเราใช้เม็ดเงิน ดังกล่าวหรือการบริหารจากเม็ดเงินดังกล่าวไปไม่ถูกภาคส่วน ไม่ถูกต้อง ไม่มี ความเหมาะสมแล้วไซร้ ความเหลื่อมลํ้าทางสังคมย่อมจะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยได้ยินในเรื่องของสมดุลไหม เราใช้สมดุลในหลายเรื่อง ความจริงแล้ว ในเรื่องของสมดุลธรรมชาติที่จะกล่าวต่อไปสมดุลในงบประมาณก็ใช้ ถ้าใช้ในงบประมาณ ก็มีอยู่ ๓ เรื่อง งบประมาณในส่วนที่ขาด เกิน แล้วก็ในส่วนที่มันไม่ขาดไม่เกิน คือเท่าเทียมก็เรียกว่าสมดุล ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าความสมดุล ทางธรรมชาตินั้น ธรรมชาติถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นตัวกําหนดทุกส่วนของภาคส่วน ในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ ใดก็ตามแต่ถ้ามันไม่ไปตามสมดุลแล้วไซร้ความเปลี่ยนแปลง มันย่อมเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดสมดุลแห่งธรรมชาติ นี่คือความเป็ นจริง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามแต่ที่จะคิดเรื่องใดก็ตามแต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติแล้วไซร้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่ประเทศไทยเรากําลังมีปรากฏการณ์อยู่ในขณะนี้ นี่คือความไม่สมดุลทางสังคม ซึ่งเป็นสมดุลหนึ่งทางธรรมชาติ เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนท่านประธานครับว่ามนุษย์นั้น เป็นสิ่งธรรมชาติ แล้วธรรมชาติสร้างสิ่งสมดุลในโลกนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่เข้าใจ ในสิ่งเหล่านี้ เรายังไม่เข้าใจปรัชญาหรือเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ผมบอกได้เลยประเทศไทยเรา ยังต้องงมเข็มอีกนาน ผมได้พูดเรื่องนี้มายาวพอสมควรแล้วว่ามันสมควรหรือยัง วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มาเขียนไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ว่าจะลด ความเหลื่อมลํ้าทางสังคม แต่ดูจากงบประมาณที่เข้ามาแล้วมันไม่ใช่เป็นการลด แต่มันเป็นการสร้างปัญหาทางสังคม แล้วก็จะสร้างมากยิ่งขึ้นเพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่ มันเกิดขึ้นแม้แต่ในภาครัฐบาลด้วยกันเองยังไม่เป็นธรรมเลย จะเห็นว่าบางกระทรวง ได้น้อยบางกระทรวงได้มากอย่างโน้นอย่างนี้อะไรก็ตามแต่ นี่คือสิ่งที่มันไม่เกิดสมดุล แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งสําคัญก็คือการบริหาร ที่ผมบอกแล้ว หัวใจของมันอยู่ที่การบริหาร การบริหารที่ดี การจัดการที่ดี ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญ ในการใช้เม็ดเงิน บางครั้งเม็ดเงินก็ไม่ต้องใช้ ผมยกตัวอย่างกระทรวงพาณิชย์ ผมเองได้มีโอกาสพรรคได้ให้ผมอภิปรายในเรื่องกระทรวงพาณิชย์ ดูงบประมาณ กระทรวงพาณิชย์ ผมก็จะพูดในเรื่องกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒ ที่ กระทรวงอื่นก็คงไม่ได้พูดเพราะว่าเป็นหน้าที่ของคนอื่น นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ๙๙ วันนี่ทําได้ ผมก็คิดว่าคงทําได้ แต่คิดว่าที่ทําได้ก็คงไม่ได้ทําได้ ได้ทํา ทําแล้วก็เกิด ความที่เรียกว่าอย่างไร ผมใช้คําว่าอย่างไร ใช้ประเทศไทยเป็นแบบฝึกหัดในการศึกษา ใช้ประชาชนคนในสังคมประเทศไทยเป็นแบบฝึกหัด เป็นแบบทดลอง สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าประเทศไทยไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเอามาทดลอง ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพออย่าทํา เพราะเวรกรรมมันมีจริง เพราะว่า ความทุกข์ยากมันเกิดกับพี่น้องประชาชนคนในประเทศ งบประมาณรายได้ ท่านประธาน ดูจากเล่มนี้นะครับ ไม่ได้ยกเมฆนะท่านประธาน เป็นเอกสารทางราชการที่ออกโดย สํานักงบประมาณที่ใช้ในการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๔ เล่มสีชมพู หน้า ๓๖ ข้อ ๑๒ เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ จากหัวข้อดังกล่าวนี้เป็นตารางรายได้จําแนก ตามกระทรวง ตารางที่ ๒-๓ ว่าไว้อย่างนี้ กระทรวงพาณิชย์นั้นเมื่อปี ๒๕๕๓ ได้ ๑,๙๔๙.๒ ล้านบาท คิดเป็นงบประมาณที่เรียกว่าประมาณการรายได้ที่เข้ามานั้น ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ คือพูดง่าย ๆ ๑๐๐ บาท ก็ ๑๐ สตางค์ ส่วนปี ๒๕๕๔ นั้นประมาณการ รายได้ไว้ว่า ๑,๘๒๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน ปรากฏว่ามันลดลง ๑๒๙.๒ ล้านบาท คิดเป็ นส่วนลดที่ลดจากปี ๒๕๕๓ ที่ประมาณการรายได้ไว้ ๖.๖ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันไปที่หน้า ๖๘ กระทรวงพาณิชย์ ข้อ ๑๓ ติติงไว้สํานักงบประมาณ หัวข้อมันต้องตรงกัน พอหน้า ๓๖ หัวข้อกระทรวงพาณิชย์อยู่ที่ข้อ ๑๒ พอไปในเรื่องของ ตารางรายได้ รายจ่าย เช่นเดียวกันปรากฏว่ามันไม่ใช่ อันไหนมันไม่ได้ไม่มีต้องแบลงค์ (Blank) เอาไว้ เช่นสมมุติงบกลางมันไม่มี ไม่มีรายได้เลยก็ต้องแบลงค์บอกว่าเป็น ๐ แต่ปรากฏหัวข้อไม่ตรงกัน นี่บอกไว้เลยงานวิจัยนี่ไม่ผ่านจะบอกให้ถ้าตรวจนี่แก้หมด ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่างบเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายนั้นปรากฏว่า เมื่อปี ๒๕๕๓ นั้นประมาณการรายจ่ายไว้ ๖,๒๕๑.๗ ล้านบาท เท่ากับ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์