อนุรักษ์ บุญศล หารือเรื่องงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึงและเป็นธรรม รวมถึงการแก้ไขปัญหาน้ำ ภัยแล้ง น้ำท่วม และการจัดการบริหารน้ำอย่างเป็นระบบ และยังหารือเรื่องกองทุนการออมของนายกรัฐมนตรี โดยเสนอให้ประชาชนส่งเงิน 150 บาทต่อเดือนเพื่อความมั่นคงทางการเงิน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เปิบข้าวทุกคราวคํา จงสูจําเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่น จนเขียวคาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงใหญ่ เป็นกระทรวงเกรดเอ (A) ของประเทศ มีหลากหลายงานในกํากับ หลากหลายกรม ในปี ๒๕๕๔ กระทรวงนี้ ได้รับงบประมาณแค่ ๐๓.๗๐ บาท จาก ๑๐๐ บาท ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกร จึงอยากให้รัฐบาลดูแลงบประมาณและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึงและเป็นธรรม เช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องนํ้า ภัยแล้ง นํ้าท่วม และมีการจัดการบริหารนํ้า อย่างเป็นระบบ บ้านดิฉันภาคอีสาน ภาคเหนือ และทุกภาคในประเทศไทยก็ต้องการ ให้รัฐบาลจัดการในเรื่องของงบประมาณเรื่องนํ้าเช่นเดียวกันค่ะท่านประธาน เพราะว่า หลังจากที่ทํานา ๑ ครั้งใน ๑ ปีแล้วราษฎรก็ไม่มีงานที่จะทํา ดังนั้นแล้วจึงให้จัดการ ทรัพยากรเรื่องนํ้าจะได้ทํานาไม่ต้องปีละ ๓ ครั้งเหมือนภาคกลางหรอกค่ะ แค่ปีละ ๒ ครั้ง ก็จะพออยู่พอกินมากมายมหาศาลแล้วในภาคอีสาน
และต่อไปการแก้ปัญหาในเรื่องข้าว ราคาข้าว ซึ่งข้าวนั้นทั่วโลกรับประทานค่ะ นอกจากประเทศไทยเป็นอาหารหลักแล้ว แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เป็นคนที่ยากจนที่สุดในประเทศ แล้วตัวดิฉันเองมาจากพ่อแม่ที่ยากจน จึงรู้รสชาติ ของชีวิตว่ากระดูกสันหลังของชาติแล้วไม่มีข้าวจะกินนั้นมีความรู้สึกอย่างไร นอกจาก ข้าวแล้ว ข้าวโพด มันสําปะหลัง และผลิตภัณฑ์ ผลิตผลต่าง ๆ ทางการเกษตรนั้น ให้มีราคาที่เหมาะสมเช่นเดียวกันกับเกษตรกรในประเทศญี่ปุ่ นด้วย เกษตรกร ประเทศญี่ปุ่ นนั้นท่องเที่ยวทั่วโลกค่ะ แต่เกษตรกรไทยจะต้องมาเรียกร้ อง ความเป็นชนชั้นในเมืองหลวง อันนี้เป็นที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง จากคําแถลงการณ์ ประกอบงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวานนี้ ในวันพุธที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย ข้อ ๑.๓ ว่าดังนี้ค่ะ การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๐,๐๖๓.๔ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ทางเศรษฐกิจฐานรากของหมู่บ้านและชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พัฒนาและสนับสนุนองค์กรภาครัฐและเอกชนในการปฏิบัติงานตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริให้เกิดประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล สร้ำงโอกาส ในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองให้มีความเข้มแข็ง สามารถยกระดับเป็ นสถาบันการเงินชุมชน ๑,๐๐๐ กองทุน งบประมาณตรงนี้ช่วยเหลือเพื่อเสริมสร้างรายได้ในยามที่ไม่มีนํ้าที่จะทําด้านการเกษตร ให้กับพี่น้องทั้งประเทศด้วย เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชน อยากให้ การแบ่งปันงบประมาณสู่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของเงินกองทุนหรือเงิน ให้กู้ยืมเพื่อเป็นการลงทุนทั่วประเทศ เพื่อจะเป็นการเพิ่มรายได้ในชุมชน มีตัวอย่างมากมาย ที่เขาทําประสบความสําเร็จ แล้วเมื่อคนหนึ่งประสบความสําเร็จแล้วเช่นโครงการ เลี้ยงสุกรที่ตําบลดงหม้อทองใต้ อําเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ในกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งยืมเงินมาจากองค์การบริหารส่วนตําบล ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีกําไรงอกเงยสามารถ ที่จะช่วยเหลือครอบครัวในยามที่แล้งจัด ในยามที่เดือดร้อนคับขันได้อย่างดีทีเดียว แต่งบประมาณนี้มีจํานวนจํากัดไม่สามารถที่จะขยายให้กับคนอื่น ๆ ได้เลย ดิฉันจึงร้องขอ ในเรื่องของงบประมาณว่าให้ลงไปที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่ในการลงไปที่ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนี้จะต้องมีการตรวจสอบงบประมาณในการใช้เงินอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพคะ เพราะกลัวจะเป็นโครงการกระดาษ โครงการกระดาษแล้วนําเงิน งบประมาณจากรัฐบาลไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง แล้วผลประกอบการก็จะไม่มี การสร้าง รายได้ในชุมชนก็จะไม่เกิดตรงนี้ด้วย ให้มีการตรวจสอบอย่างดีเลย แต่เชื่อว่าในโครงการ พระราชดําริทุกโครงการที่ผ่านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นมักจะประสบความสําเร็จสูง ในตรงนี้ แล้วสิ่งที่เราได้มาก็คือความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนจึงอยากให้จัด ทรัพยากรที่เป็นงบประมาณ เมื่อมีการจัดสรรอย่างลงตัวแล้วจะต้องมีการติดตาม การใช้จ่ายงบประมาณอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ จากงบประมาณตรงนี้อย่างแท้จริงด้วย ส่วนมากแล้วการจัดสรรงบประมาณ ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการหารายได้ในระหว่างที่ไม่ได้ทํานานี้จะเป็น วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง ฝากรัฐบาลไปดูแลเรื่องนี้ด้วย เมื่อเป็นเกษตรกรก็หนีไม่พ้น เรื่องของปุ๋ ย ปุ๋ ยเคมีในปัจจุบันนี้กระสอบหนึ่ง ๕๐ กิโลกรัม ๑,๓๐๐ บาท ถึง ๑,๖๐๐ บาท ถ้าพี่น้องประชาชนรวมกลุ่มกันทําปุ๋ ยอินทรีย์ ๕๐ กิโลกรัมจะ ๓๕๐ บาท แต่ผลนั้นเมื่อใส่ ลงไปในพืชพันธุ์แล้วงอกงามเช่นเดียวกันกับปุ๋ ยเคมี ตรงนี้ร้องขอรัฐบาลที่เป็นรัฐบาล รักทหารมากกว่าประชาชนในขณะนี้ว่าเห็นใจพี่น้องประชาชนตรงนี้เถอะค่ะ งบประมาณ ตรงไหนที่เป็ นกลุ่มก้อนก็ให้เขาไปเขาจะได้มีรายได้ เมื่อมีรายได้ที่งอกงามแล้ว ก็สามารถที่จะส่งลูกเรียนหนังสือได้ แล้วก็จะทําให้สังคมประเทศชาติเจริญเติบโตต่อไป
เมื่อวานนี้ที่ดิฉันนั่งฟังนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวถึง เรื่องของกองทุนการออม เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวรากหญ้ามีเงินออม โดยที่ส่วนหนึ่งนั้น จะเป็นเงินงบประมาณช่วยออกให้ ซึ่งดิฉันก็คิดมาว่าถ้าการออม ๗ ปีพี่น้องประชาชน ส่งเดือนละ ๑๕๐ บาท งบประมาณแผ่นดินช่วยส่ง ๑๕๐ บาท แต่ว่าที่ประชาชนส่งมา กองทุนก็จะเป็ นกองทุนที่นําไปใช้ประโยชน์งอกผลออกจากกองทุนการออมของ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่สุดนี้ได้ใช่ไหมคะ พอครบ ๗ ปีแล้วก็คืนเงินการออมนี้ ให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ เชื่อไหมว่า ๑๕๐ บาท บวก ๑๕๐ บาท ใครส่งครบ ๗ ปีนี่นะคะ แล้วรัฐบาลก็เอาผลที่จาก ๑๕๐ บาท จาก ๒๐ ล้านคนก่อน แล้วก็ออกมาให้ เป็น ๒ เท่า ๗ ปีจะได้เงินถึง ๕๐,๔๐๐ บาทเลยทีเดียว ซึ่งเป็นโครงการที่วิเศษที่สุด แล้วก็นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะได้เป็นเทพบุตรในหัวใจของชาวรากหญ้า แต่ว่าก่อนที่จะเป็ นเทพบุตรนั้นลบภาพซาตานที่เข่นฆ่าประชาชนให้ได้ก่อนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ