รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๙๘ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ มีผู้มาลงชื่อ ประชุม ๔๒๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ ผมขออนุญาตดำเนินการประชุมเลยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์ ในการประชุมเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้นะครับ นอกจาก มีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงและ วิทยุโทรทัศน์รัฐสภาตามปกติแล้วนะครับ ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และอนุญาต ให้สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายงานสดการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๙ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุมนะครับ และขออนุญาตทำความเข้าใจกับสมาชิก ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก เรื่องมติวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่ทราบในรายละเอียด เพราะฉะนั้นในระหว่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง ขอความร่วมมือกับวิป ๓ ฝ่าย ช่วยทำ รายละเอียดส่งมาให้ผมด้วยนะครับ เพราะตรงนั้นคือข้อตกลงของพวกเราร่วมกันนะครับ ผมจะได้ถือโอกาสดำเนินการตามข้อตกลงของวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ

แล้วอีกประเด็นครับ ที่เราได้พูดคุยกันหารือกันไว้ตั้งแต่การประชุม ครั้งแรกครับ ผมขออนุญาตต้องใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดนะครับ และขอความกรุณา ท่านสมาชิกกรุณาให้ความร่วมมือด้วยนะครับ

ขออนุญาตนะครับ ทางช่อง ๑๑ จะมีการตัดเวลาบางช่วงเพื่อถ่ายทอดข่าว ก็ถือโอกาสแจ้งให้ท่านสมาชิกทราบนะครับ ในช่วงเวลาเที่ยงถึงเที่ยงครึ่ง ๑๒.๐๐ น. ถึง ๑๒.๓๐ น. นะครับ และช่วง ๑๙.๓๐ น. ถึง ๒๐.๓๐ น. นะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรอง รายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน

การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหาร ราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา ๗๕ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจนะครับ

ขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ และแต่งตั้ง รัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ นั้น

บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่น จะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกัน ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ประเทศไทยมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี และมีการสะสมทางปัญญามาอย่าง ต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะความท้าทายและปัญหาต่าง ๆ แต่ก็สามารถ ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ทุกครั้ง เนื่องด้วยภูมิปัญญาของสังคมและคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย ที่ยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพและยึดมั่น ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ชุมชน ความรักในอิสรภาพและความยุติธรรม ซึ่งต่าง ล้วนเป็นพลังผลักดันให้สังคมไทยสามารถแสวงหาทางออกได้เสมอมาจนเป็นที่ยอมรับ ของนานาประเทศ

ด้วยต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เราได้สะสมมาตั้งแต่ในอดีต ได้เป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไป ของโลก สามารถนำพาประเทศไปสู่ความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองด้วยดีเสมอมา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แนวคิดในการบริหารบ้านเมืองจึงไม่สามารถ ใช้กรอบแนวคิดแบบเดิมที่เคยเป็นมาในอดีตได้ ดังนั้น กรอบแนวคิดใหม่ ๆ จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องนำมาใช้เพิ่มเติมร่วมกับต้นทุนดั้งเดิมของประเทศที่เรามี เพื่อรวบรวมพลังจาก ทุกภาคส่วนมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศของเราให้ดียิ่งขึ้น

จากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างมีนัยสำคัญ ได้ส่งผลให้ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ที่สำคัญ ๓ ประการ คือ

๑. การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูง และยังไม่สามารถก้าวพ้นวิกฤตได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุผลที่สำคัญ คือ

๑.๑ วันนี้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และอยู่ในกระบวนการ เปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไปสู่ศูนย์กลางใหม่ทางทวีปเอเชีย ในระยะยาว สหรัฐอเมริกายังมีการว่างงานสูง อีกทั้งสถาบันการเงิน ครัวเรือน และรัฐบาล ยังอ่อนแอด้วยภาระหนี้สินเกินตัว เศรษฐกิจยุโรปเผชิญปัญหาการคลังและมีความเสี่ยงที่จะ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้งกรีซ สเปน และอิตาลี รวมทั้งภาระอุ้มชูเศรษฐกิจ ของประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนของการถือครองทรัพย์สิน ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและทรัพย์สินอื่น ๆ ในขณะที่จีนและอินเดีย กลับมีศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจและกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะบทบาทและความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มมีมากขึ้นและแผ่ขยาย ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก โดยได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นโรงงานผลิตของโลกไปสู่การบริหาร และถือครองทรัพย์สินและทรัพยากรพลังงานของโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

๑.๒ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าและการลงทุน จากต่างประเทศอย่างมาก จึงมีความเสี่ยงสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และยัง ไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มที่จากการผลิตและการใช้ทรัพยากรของประเทศ ดังจะเห็นได้ จากสัดส่วนการพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศลดลงจากร้อยละ ๗๔.๘ ในปี ๒๕๕๒ เป็นร้อยละ ๖๗.๕ ในปี ๒๕๕๓ จึงทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวเมื่อโลกมีวิกฤตเศรษฐกิจ (ติดลบร้อยละ ๒.๓ ในปี ๒๕๕๒) และขยายตัวเมื่อโลกฟื้นตัว (ขยายตัวร้อยละ ๗.๘ ในปี ๒๕๕๓) เป็นวงจร อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การขยายตัวดังกล่าวมาจากภาคการส่งออกที่ขยา ยตัวได้สูงถึงร้อยละ ๒๘.๕ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เป็นของบริษัทต่างชาติที่ไทยเป็นเพียง แหล่งประกอบ ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรยังคงเป็นการส่งออกวัตถุดิบที่ราคาผันผวน ขึ้นกับตลาดโลก ในขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวจากการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า การเพิ่มมูลค่าของบริการและขาดการบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน

๑.๓ ประเทศไทยยังคงนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูง สัดส่วน การนำเข้าพลังงานสุทธิต่อการใช้รวมยังคงสูงถึงร้อยละ ๕๕ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ซึ่งเป็น ต้นทุนที่สำคัญของการขนส่งและการผลิตสินค้าที่มีผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุน การผลิตที่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศ แม้ว่าในภูมิภาคอาเซียนเองจะมีแหล่งน้ำมันดิบและ ก๊าซธรรมชาติมากมาย แต่การแสวงหาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาความมั่นคงของพลังงาน ในภูมิภาคยังมีน้อย และจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อประเทศไทยในระยะยาว

๑.๔ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มีอยู่สูงแสดงถึงฐานเศรษฐกิจ ที่ยังไม่เข้มแข็ง ประชาชนระดับฐานรากยังมีรายได้น้อยและขาดโอกาสในการเพิ่มรายได้ โดยส่วนใหญ่ในสาขาเกษตร และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่สนับสนุน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จึงไม่มีโอกาสที่จะเติบโตเป็นชนชั้นกลางที่จะเป็นฐานการบริโภค และสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและเป็นของตนเองได้ และในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ ช่วงภาวะเงินเฟ้อก็จะเป็นกลุ่มคนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตมากกว่าคนอื่น

๒. การเปลี่ยนผ่านทางด้านการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง ที่ผ่านมา แม้จะมีผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เนื่องจากการเติบโต ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาผูกโยงกับภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และในขณะที่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่า สังคมไทยและคนไทย จะสามารถหาข้อสรุปที่นำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งดังกล่าวย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อการวาง พื้นฐานเพื่ออนาคตระยะยาว และทำให้สูญเสียโอกาสในการเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศ ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียงเฉลี่ยร้อยละ ๓.๖ ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และส่งผลต่อความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาที่เป็นพื้นฐาน ของคนส่วนใหญ่ในประเทศคือ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้

๓. การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากรและสังคมไทย โครงสร้าง ประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมผู้สูงอายุจะมีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของคนไทย ในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งปัญหายาเสพติด และปัญหาวัยรุ่นที่จะบั่นทอนคุณภาพของเยาวชนไทย ซึ่งมี ความจำเป็นต้องพัฒนาระบบการศึกษา การให้บริการสุขภาพและสร้างสวัสดิการที่มั่นคง ให้แก่คนไทยทุกคน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลง ในสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต เช่น ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และกฎระเบียบของการแข่งขันในตลาดโลก เป็นต้น

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

หลักการของนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จะยึดหลัก การบริหารที่มีความยืดหยุ่นที่คำนึงถึงพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่มี ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะรายงานต่อรัฐสภาเมื่อมี ความจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด นโยบายของ รัฐบาลมีจุดมุ่งหมาย ๓ ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง เพื่อนำประเทศไทยไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้าง การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน การพัฒนาคุณภาพและสุขภาพคนไทยในทุกช่วงวัย ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการอยู่รอดและแข่งขันได้ของเศรษฐกิจไทย

ประการที่สอง เพื่อนำประเทศไทยสู่สังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ และอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลเดียวกันและมีหลักปฏิบัติ ที่เท่าเทียมกันต่อประชาชนคนไทยทุกคน

ประการที่สาม เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ อย่างสมบูรณ์ โดยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และการเมืองและความมั่นคง

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถบรรลุถึงภารกิจและดำเนินไป ด้วยแนวทางที่กล่าวมา รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินไว้โดยแบ่ง การดำเนินการเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก และระยะ การบริหารราชการ ๔ ปีของรัฐบาล เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สมดุล ยั่งยืน และมี ภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังต่อไปนี้

๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก

๑.๑ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟู ประชาธิปไตย

๑.๑.๑ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟู ประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิด ความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๑.๑.๒ เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจาก ความเห็นที่แตกต่าง และความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

๑.๑.๓ สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ดำเนินการอย่างเป็นอิสระและได้รับ ความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและค้นหาความจริงจากกรณี ความรุนแรงทางการเมืองการละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทางร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งความเสียหายทางทรัพย์สิน

๑.๒ กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็น “วาระ แห่งชาติ” โดยยึดหลักนิติธรรมในการปราบปรามลงโทษผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และผู้ประพฤติมิชอบ โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ยึดหลักผู้เสพคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับ การบำบัดรักษาให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม พร้อมทั้งมีกลไกติดตามช่วยเหลืออย่างเป็น ระบบดำเนินการอย่างจริงจังในการป้องกันปัญหาด้วยการแสวงหาความร่วมมือเชิงรุกกับ ต่างประเทศในการควบคุมและสกัดกั้นยาเสพติด สารเคมี สารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ที่ลักลอบเข้าสู่ประเทศภายใต้การบริหารจัดการอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง ดำเนินการป้องกันกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ด้วยการรวมพลังทุกภาคส่วนเป็นพลังแผ่นดินในการต่อสู้กับยาเสพติด

๑.๓ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ อย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลที่เป็นสากลเพื่อให้การใช้ทรัพยากร เพื่อการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม อย่างแท้จริง ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ขยายการบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องการห้ามการกระทำที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ให้ครอบคลุมผู้ใช้อำนาจรัฐในตำแหน่งสำคัญและตำแหน่งระดับสูง อย่างทั่วถึง เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของเจ้าหน้าที่รัฐ เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของบุคลากร ภาครัฐ ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและ ถูกต้องชอบธรรม

๑.๔ ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยาย พื้นที่ชลประทาน โดยเร่งให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ให้สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมทั้งสนับสนุนภาคการเกษตรด้วยการก่อสร้าง ระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อฟื้นฟูการขุดลอก คูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่เดิม ขยายเขตการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จัดสร้างคลองส่งน้ำ ขนาดเล็กเข้าสู่ไร่นา และขยายเขตการจัดรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และการผลิต ส่งเสริมการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมกับชนิดพืช และจัดหา แหล่งน้ำในระดับไร่นาและชุมชนอย่างทั่วถึง

๑.๕ เร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน ยาเสพติด และอิทธิพลอำนาจมืด โดยน้อมนำกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักปฏิบัติในแนวทางสันติวิธี โดยเน้นการส่งเสริมความร่วมมือ ในทุกภาคส่วนกับประชาชนในพื้นที่ อำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เพิ่มโอกาส ทางการศึกษาและคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสและความเสมอภาค พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในพื้นที่ เคารพอัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ส่งเสริมการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จะมีการบูรณาการการบริหารจัดการทุกภาคส่วนให้มีเอกภาพทั้งในระดับนโยบายและ ระดับปฏิบัติ รวมทั้งปรับปรุง พัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้อง ทันสมัย กับสภาพความเป็นจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ อย่างเป็นธรรม

๑.๖ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และนานาประเทศ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคร่วมกัน โดยเฉพาะ การเร่งแก้ไขปัญหากระทบกระทั่งตามแนวพรมแดน ผ่านกระบวนการทางการทูตบนพื้นฐาน ของสนธิสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเร่งดำเนินการตามข้อผูกพันในการรวมตัวเป็น ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่งคง ตลอดจน การเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งภายในและภายนอกภูมิภาค

๑.๗ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

๑.๗.๑ ชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมัน เชื้อเพลิงบางประเภทชั่วคราวเพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงทันที และปรับโครงสร้าง ราคาพลังงานทั้งระบบให้มุ่งสู่การสะท้อนราคาต้นทุนพลังงาน

๑.๗.๒ จัดให้มีบัตรเครดิตพลังงานสำหรับผู้ประกอบอาชีพรถรับจ้าง ขนส่งผู้โดยสารสาธารณะในวงเงินที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จริงต่อเดือน

๑.๗.๓ ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ใน ระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต

๑.๗.๔ แก้ไขปัญหาค่าครองชีพในการดูแลสินค้าและการมีรายได้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อสุทธิของประชาชนโดยป้องกันและแก้ไขการผูกขาดทั้งทางตรงและ ทางอ้อม

๑.๘ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค

๑.๘.๑ พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มี หนี้ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อย ๓ ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพและแผนการปรับโครงสร้างการผลิตอย่าง ครบวงจร เพื่อสร้างโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการมีรายได้ที่มั่นคงและสามารถ ใช้หนี้คืน

๑.๘.๒ ดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร รวมทั้งมีมาตรการเพื่อลดภาระ แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้แรงงานและบุคลากรสามารถดำรงชีพได้อย่าง มีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดี

๑.๘.๓ จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ โดยผู้ที่มีอายุ ๖๐-๖๙ ปี จะได้รับ ๖๐๐ บาท อายุ ๗๐-๗๙ ปี จะได้รับ ๗๐๐ บาท อายุ ๘๐-๙๐ ปี จะได้รับ ๘๐๐ บาท และอายุ ๙๐ ปีขึ้นไป จะได้รับ ๑,๐๐๐ บาท

๑.๘.๔ ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็น ในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่ บ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก

๑.๙ ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้เหลือร้อยละ ๒๓ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และลดลงเหลือร้อยละ ๒๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ของภาคเอกชน ขยายฐานภาษี และรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘

๑.๑๐ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน สนับสนุนสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มสวัสดิการ ของรัฐเพื่อเป็นการดูแลสังคมในชุมชน จัดหาแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดย

๑.๑๐.๑ เพิ่มเงินทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ ๑ ล้านบาท

๑.๑๐.๒ จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยมีวงเงินเฉลี่ย จังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท

๑.๑๐.๓ จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ในวงเงินประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมโครงการ สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้ สามารถกู้ยืมเพื่อการสร้างอาชีพ ผนวกกับกลไกของ “หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ” ในสถานศึกษาโดยมุ่งให้เกิดวิสาหกิจนวัตกรรมใหม่ที่จะเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ

๑.๑๐.๔ จัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนพัฒนาศักยภาพของ หมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นจำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ๔๐๐,๐๐๐ และ ๕๐๐,๐๐๐ บาทตามลำดับขนาดของหมู่บ้าน เพื่อให้หมู่บ้านบริหารจัดการ กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนด้วยตนเอง

๑.๑๑ ยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม คำนึงถึงกลไกราคาตลาดโลกโดยใช้วิธี บริหารจัดการทางการตลาดและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกร สามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนำระบบรับจำนำ สินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำ ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ ๑๕ ที่ราคาเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาทตามลำดับ พร้อมทั้งจัดให้มีการเยียวยาความเสียหาย ของพืชผลจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกร การจัดทำระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกร ให้สมบูรณ์ และการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร

๑.๑๒ เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ โดยประกาศให้ปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ เป็นปี “มหัศจรรย์ไทยแลนด์” (“Miracle Thailand” Year) และประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมเฉลิมฉลอง ในพระราชพิธีมหามงคลที่จะมีขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕

๑.๑๓ สนับสนุนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อการสร้างเอกลักษณ์และการผลิตสินค้าในท้องถิ่น

๑.๑๓.๑ สนับสนุนภารกิจของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในการผลิต งานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่า เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ราษฎรผู้ยากไร้ให้สามารถ พัฒนาเป็นช่างฝีมือด้านศิลปะที่มีความสามารถสูงและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

๑.๑๓.๒ บริหารจัดการโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มี ศักยภาพ ด้วยการสนับสนุนให้ชุมชน วิสาหกิจชุมชนใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผนวกกับองค์ความรู้สมัยใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าและบริการ การเข้าถึง แหล่งทุนและการตลาดเชิงรุกทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยส่งเสริมให้มีศูนย์กระจาย และแสดงสินค้าถาวรในภูมิภาคและเมืองท่องเที่ยวหลักที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและ การส่งออก

๑.๑๔ พัฒนาระบบประกันสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการ อย่างมีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม รวมทั้งบูรณาการสิทธิของผู้ป่วยที่พึงได้รับ จากระบบประกันสุขภาพต่าง ๆ บูรณาการแผนงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน ตลอดจนส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และคุ้มค่าต่อการให้บริการมาใช้ให้แพร่หลาย รวมทั้งจัดให้มีมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผล ต่อสุขภาพและภาวะทุพโภชนาการที่นำไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็ง รวมทั้งการเฝ้าระวัง โรคอุบัติใหม่ และมาตรการป้องกันอุบัติเหตุจากการจราจร

๑.๑๕ จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน โดยเริ่มทดลอง ดำเนินการในโรงเรียนนำร่องสำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ปีการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๕ ควบคู่กับการเร่งพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้งจัดทำระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายตามมาตรฐานการให้บริการในสถานศึกษาที่กำหนด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

๑.๑๖ เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างกว้างขวาง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อวาง กลไกการใช้อำนาจอธิปไตยที่ยึดหลักนิติธรรม และองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐที่มีความรับผิดชอบ ต่อประชาชนและพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งนี้ ให้ประชาชนเห็นชอบผ่านการออกเสียง ประชามติ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ในส่วนของนโยบายที่จะดำเนินการภายในช่วงระยะ ๔ ปีของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายหลักในการบริหารประเทศซึ่งปรากฏตามนโยบายข้อที่ ๒ ถึง ข้อที่ ๘ ดังต่อไปนี้

๒. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ

๒.๑ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงไว้ซึ่ง พระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ น้อมนำพระราชดำริทั้งปวงไว้เหนือเกล้า เหนือกระหม่อม พร้อมทั้งอัญเชิญไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนในชาติ มีความตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งจะส่งเสริมและเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคม แห่งการรู้รักสามัคคี และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง

๒.๒ พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพและระบบป้องกัน ประเทศ ให้มีความพร้อมในการพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ แห่งชาติ สนับสนุนให้กองทัพมีโครงสร้างที่เหมาะสมและมีความทันสมัย ส่งเสริมกิจการ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้สามารถบูรณาการขีดความสามารถของภาครัฐและเอกชน ให้เป็นเอกภาพ นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เอง สนับสนุนสิทธิ และหน้าที่กำลังพลของกองทัพเพื่อให้เป็นทหารอาชีพในระบอบประชาธิปไตยและสามารถ ผนึกกำลังกับประชาชนให้มีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งกำหนด เป็นบทบาทของทหารในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเกิดภัยพิบัติ ร้ายแรง ขณะเดียวกันจะปรับปรุงสวัสดิการของกำลังพลทุกระดับให้มีมาตรฐาน การดำรงชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

๒.๓ พัฒนาและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งเสริมให้ กองทัพพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารกับมิตรประเทศ มีความพร้อมในการปฏิบัติการ เพื่อสันติภาพในกรอบสหประชาชาติ พัฒนาความสัมพันธ์ของหน่วยงานด้านความมั่นคงและ กองทัพกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ กับประเทศเพื่อนบ้านบนพื้นฐานของ การสร้างบรรยากาศความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ดำเนินการสำรวจและ จัดทำหลักเขตแดนตามหลักฐานพื้นฐานของกฎหมายและสนธิสัญญาที่มีอยู่เพื่อมิให้เป็น เงื่อนไขของความขัดแย้ง รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อระงับยับยั้ง และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติดให้หมดไป

๒.๔ พัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ โดยเน้นการบริหาร วิกฤตการณ์เพื่อรับมือภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่มากขึ้น โดยมุ่งระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนให้สามารถดำเนินงานร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อป้องกัน แก้ไข บรรเทา และฟื้นฟูความเสียหายของชาติที่เกิดจากภัย ต่าง ๆ รวมถึงให้ความสำคัญในการเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับปัญหาความมั่นคงในรูปแบบใหม่ ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงของมนุษย์ อาชญากรรม ข้ามชาติ การก่อการร้าย และอุบัติภัย ทั้งนี้ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ของประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงในยุคโลกาภิวัตน์

๒.๕ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด องค์กรอาชญากรรมการค้า มนุษย์ ผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และบุคคลที่ไม่มีสถานะชัดเจน โดยการปรับปรุงระบบป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งกฎหมายการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงินอย่างเข้มงวด ดูแลให้เป็นธรรมและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาที่กระทบ ต่อความมั่นคงและความสงบสุขภายในประเทศควบคู่ไปกับการจัดการแก้ไขปัญหาสถานะ และสิทธิของบุคคล ภายใต้ความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของชาติกับการดูแล สิทธิขั้นพื้นฐาน

๓. นโยบายเศรษฐกิจ

๓.๑ นโยบายเศรษฐกิจมหภาค

๓.๑.๑ ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้แก่คนส่วนใหญ่ ของประเทศ และให้เศรษฐกิจสามารถเจริญเติบโตในอัตราสูงอย่างมีเสถียรภาพ โดยดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจที่สนับสนุนการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และก่อให้เกิดการขยายตัว ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มีการจ้างงานเต็มที่ ระดับราคามีเสถียรภาพ ระมัดระวังความเสี่ยง จากความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศโดยการสร้างความเข้มแข็งและ มีประสิทธิภาพของตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศ รวมถึงการสร้างความร่วมมือ ในภูมิภาคเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

๓.๑.๒ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่สามารถตอบสนอง ต่อความต้องการที่หลากหลายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยให้เป็นทั้งแหล่งเงินทุน แก่ผู้ประกอบการและเป็นช่องทางการออมของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กรทางการเงิน ชุมชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง ๆ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ทุกระดับ พร้อมกับ การพัฒนาความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน

๓.๑.๓ พัฒนาระบบสถาบันการเงินในประเทศให้รับผิดชอบต่อคน ส่วนใหญ่และผู้ด้อยโอกาส สามารถให้บริการที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม การเงินและความต้องการที่เปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจและสังคมด้วยค่าบริการที่ต่ำและ การบริการที่มีประสิทธิภาพ การสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง โดยการออกมาตรการ ที่จำเป็น และปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ รวมถึงส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลในระบบ การเงิน ปรับปรุงระบบกำกับดูแลให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ต่อระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

๓.๑.๔ ปรับโครงสร้างภาษีอากรทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างความเป็นธรรมในสังคม ส่งเสริมการใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างฐานรายได้ภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งเพิ่ม ประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ทั้งจากภาษีและที่มิใช่ภาษี

๓.๑.๕ ส่งเสริมและรักษาวินัยการคลัง โดยปรับปรุงองค์ประกอบ และโครงสร้างงบประมาณให้เหมาะสม มีระบบบริหารความเสี่ยงทางการคลังที่มี ประสิทธิภาพ จัดลำดับความสำคัญของงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับทิศทาง การพัฒนาและให้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาในอนาคต ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการ ร่วมลงทุนและดำเนินการในกิจการของรัฐ ตลอดจนส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มี ประสิทธิภาพในการบริหารและจัดการรายได้ในท้องถิ่นเพื่อลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจาก ส่วนกลาง

๓.๑.๖ ปรับปรุงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพ การให้บริการ การบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเร่งฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ฐานะการเงิน รวมทั้งปฏิรูประบบการกำกับดูแลและการลงทุนและการดำเนินงานของ รัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีสถานะเป็นบริษัทมหาชน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไก ที่สามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาและการลงทุนของประเทศได้อย่างมี ประสิทธิภาพและทันต่อความเปลี่ยนแปลง

๓.๑.๗ บริหารสินทรัพย์ของประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งสินทรัพย์ของภาครัฐ ตลอดจนทุนในท้องถิ่นที่รวมถึง ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมทั้งพิจารณาการจัดตั้งกองทุนที่สามารถใช้ ในการบริหารสินทรัพย์ของชาติให้เป็นประโยชน์ เช่น กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงสำรองแห่งชาติ และกองทุนความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

๓.๒ นโยบายสร้างรายได้

๓.๒.๑ ส่งเสริมการท่องเที่ยวจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ จัดให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งหลักประกันความปลอดภัย แก่นักท่องเที่ยวในภาวะปกติและภาวะวิกฤต รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เชิงวัฒนธรรม เชิงสุขภาพและสปา ที่มีคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสูง ให้มีรายได้ จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ๒ เท่าตัวในเวลา ๕ ปี

๓.๒.๒ ขยายบทบาทให้ธุรกิจการเกษตรและอาหารซึ่งเป็นแหล่ง รายได้และการจ้างงานในประเทศมาเป็นเวลานานให้ก้าวข้ามไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต และการค้าอาหารคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่มีฐานะและรสนิยมเฉพาะตัว การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง และอื่น ๆ จะทำให้เป้าหมายการเป็นครัวที่มีคุณภาพของโลก สัมฤทธิผลรวดเร็วยิ่งขึ้น

๓.๒.๓ ส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมพลังงานปิโตรเลียม และพลังงานทดแทนสามารถสร้างรายได้จากความต้องการภายในประเทศ รวมทั้งสร้าง การจ้างงานให้แก่ประเทศโดยถือเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่

๓.๒.๔ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายช่องทาง การตลาดของธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการในประเทศ และธุรกิจวิสาหกิจชุมชนให้เข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและคุณภาพสูง ซึ่งจะต้อง สร้างคนที่มีฐานความรู้ ความชำนาญ และความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดความรู้สู่การสร้าง นวัตกรรมจากงานวิจัย พัฒนา สร้างตราสินค้าใหม่จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะ งานศิลปหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน อัญมณี และอื่น ๆ

๓.๒.๕ ส่งเสริมมีผู้ประกอบการขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความพร้อมทางด้านแรงงานและวัตถุดิบเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และภูมิภาค

๓.๒.๖ ดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศในสาขาที่เป็นการผลิตสินค้า และบริการที่มีพื้นฐานทางเทคโนโลยีมีมูลค่าสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการถ่ายทอด เทคโนโลยีให้แก่คนไทย รวมถึงการลงทุนในการสร้างเมืองใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสม และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ โดยปรับปรุงกฎ ระเบียบ และสภาวะแวดล้อมของการ ลงทุนให้เอื้ออำนวยและดึงดูดนักลงทุน

๓.๒.๗ เสริมสร้างกระบวนการสร้างอาชีพ สร้างงานที่มีคุณภาพ และมีรายได้สูงให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นระบบ ในทุกระดับชั้นความรู้ และส่งเสริมให้ เกิดความรู้ ความชำนาญ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และเงินร่วมลงทุนระยะยาว รวมทั้งจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการผลิต การ แปรรูป และการค้าอย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สามารถขายได้ในราคาที่ดี

๓.๒.๘ ส่งเสริมการขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การ ลงทุนและการเงิน ภายใต้ประโยชน์ร่วมกันของกรอบความร่วมมือและข้อตกลงทางการค้า หลายฝ่าย โดยจัดมาตรการเตรียมพร้อมและให้ธุรกิจและประชาชนไทยสามารถปรับตัว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และมีความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน

๓.๓. นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

๓.๓.๑ ภาคเกษตร

๑) ส่งเสริมสนับสนุนให้สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นกลไกของ เกษตรกรในการสื่อสารกับรัฐบาลและร่วมกันพัฒนาเกษตรกรด้วยตนเองตามเจตนารมณ์ของ กฎหมาย

๒) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช โดยการวิจัยและพัฒนา สายพันธุ์ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก และถ่ายทอดองค์ความรู้จาก การวิจัยไปสู่เกษตรกรเพื่อให้มีการใช้พันธุ์ดี ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยตามคุณสมบัติของดินแต่ละชนิด ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพัฒนา คุณภาพผลผลิต

๓) เพิ่มศักยภาพกระบวนการผลิตด้านปศุสัตว์ให้ได้ มาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศและ การส่งออก เพิ่มสมรรถนะการควบคุม ป้องกัน วินิจฉัย และบำบัดโรค การติดต่อระหว่าง สัตว์สู่คน การพัฒนาเทคโนโลยีด้านชีวภัณฑ์สัตว์ และการตรวจสอบคุณภาพ

๔) พัฒนาการประมง ทั้งในการเพาะเลี้ยงและในแหล่งน้ำ ธรรมชาติ โดยการฟื้นฟูทรัพยากรประมงและจัดระเบียบการทำประมงให้สมดุลกับ ศักยภาพการผลิตตามธรรมชาติ ขยายพื้นที่อนุรักษ์เพื่อการประมงทะเลพื้นบ้าน ส่งเสริม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แสวงหาลู่ทางการทำประมง ในน่านน้ำต่างประเทศที่ไม่ขัดต่อระเบียบขององค์การระหว่างประเทศและประเทศที่นำเข้า โดยการพัฒนากองเรือประมงน้ำลึกและความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาสินค้า ประมงให้มีคุณภาพและปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนพัฒนากระบวนการ ตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำตามมาตรฐานสากล

๕) เสริมสร้างฐานรากของครัวเรือนเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาระบบการผลิตที่เป็น ขั้นตอน โดยมีการวางแผนการผลิตและจำหน่ายล่วงหน้าที่แม่นยำ และประสานโครงสร้าง พื้นฐานของทางราชการและเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างกระบวนการผสมผสาน ระหว่างเทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้าน

๖) จัดทำระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรที่มีข้อมูล การเกษตรของครัวเรือนครบถ้วน สามารถเชื่อมโยงกับบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร และมี การปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อความสะดวกในการสนับสนุนช่วยเหลือและพัฒนา เกษตรกร สร้างหลักประกันความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร จัดให้มี อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านเพื่อสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ ตลอดจนจัดให้มีรายการ โทรทัศน์เพื่อการเกษตรเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการผลิตและการตลาดแก่เกษตรกรทั่วไป

๗) เร่งรัดพัฒนาธุรกิจการเกษตร โดยการพัฒนาสถาบัน เกษตรกรในด้านธุรกิจ สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่จากโครงการกองทุนตั้งตัวได้ ร่วมมือสนับสนุน สถาบันการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการเกษตรทุกสาขา และดำเนินการให้บุคลากร ของสถาบันการศึกษาได้ทำหน้าที่สนับสนุนการส่งเสริมการเกษตร พัฒนารูปแบบการจัดการ ผลิต การบรรจุผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต เร่งรัด การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม เช่น ยางพาราและพืชพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง เพื่อรองรับวิกฤตพลังงานโลก ส่งเสริมการผลิตสินค้าใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตรต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศอย่างต่อเนื่อง

๘) พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าเพิ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพ การแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการผลิตสินค้าใหม่ที่มีกำไรสูง มีการแปรรูป อย่างครบวงจรเพื่อแสวงหามูลค่าเพิ่มสูงสุด พัฒนาระบบตลาดทุกขั้นตอน ยกระดับผลผลิต ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ สร้างกลุ่มธุรกิจรายสินค้าระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างโอกาสชี้นำในเรื่องราคาโดยเฉพาะตลาดข้าว เร่งรัด การเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลก ส่งเสริม ให้ประเทศไทยเป็นครัวโลกทั้งในแง่สินค้าเกษตร อาหารไทย และสนับสนุนการลงทุน ภาคเกษตรในต่างประเทศ

๙) ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ ดำเนินการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรและสร้างความมั่นคง ทางอาหารเพื่อเผชิญกับวิกฤตอาหารโลก สร้างความสมดุลระหว่างพืชอาหารและ พืชพลังงาน ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และเกษตรทางเลือก ปรับโครงสร้างและจัดหาที่ทำกิน ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้และดำเนินการฟื้นฟูคุณภาพดินให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ตลอดจนการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

๓.๓.๒ ภาคอุตสาหกรรม

๑) ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ในประเทศด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ของผู้ประกอบการ และยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมให้เอกชนลงทุนวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในกระบวนการผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อและสอดคล้อง กับความต้องการของตลาด ตลอดจนส่งเสริมให้มีการสร้างตราสินค้าไทย

๒) ยกระดับภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ใช้ ปัญญา ใช้เทคโนโลยี และใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทดแทนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก โดยส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมจากวัฒนธรรมของชาติเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ เช่น อุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์ อุตสาหกรรมอาหารไทย อุตสาหกรรมการกีฬา อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการออกแบบ เป็นต้น

๓) พัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป บนพื้นฐานความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าและ ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และมีโอกาสในการขยายตลาด เช่น สินค้าตลาดอินทรีย์ อาหารฮาลาล เป็นต้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

๔) สร้างความเข้มแข็งให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม โดยสนับสนุนช่องทางการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ ส่งเสริม สถาบันเฉพาะทางให้เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทดสอบผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม อุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และปรับปรุง หลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เอื้ออำนวย ต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น

๕) กำหนดมาตรฐานและคุณภาพขั้นพื้นฐานของสินค้า อุตสาหกรรมเมื่อมีการเปิดเสรีการค้ามากขึ้น เพื่อป้องกันสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพซึ่งอาจ ก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินและก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งให้มี การบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง และส่งเสริมให้เกิดการยอมรับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าร่วมกันในกลุ่มอาเซียน

๖) พัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ โดยพัฒนาพื้นที่ อุตสาหกรรมใหม่ในทุกภูมิภาคที่เหมาะสมเพื่อรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อ มลพิษ และพัฒนาเส้นทางการขนส่งเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมดังกล่าวกับท่าเรือ น้ำลึกแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด รวมทั้งการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจระหว่างฝั่งอันดามัน และฝั่งอ่าวไทยสำหรับรองรับอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชุมชน

๗) เร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต ลดการใช้ ทรัพยากรและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยหลักการการลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต และลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบสภาวะแวดล้อม และพัฒนาเมืองหรือพื้นที่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวเพื่อนำไปสู่ สังคมคาร์บอนต่ำ

๘) ส่งเสริมและจัดให้มีมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่น ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงาน ทดแทน และการใช้พลังงานจากภาคเกษตร อุตสาหกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงาน อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนและสะอาด ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล และก๊าซธรรมชาติ (NGV)

๙) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกสาขาการผลิต เข้าประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีความพร้อมทั้งระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ความเพียงพอของแหล่งพลังงาน การจัดการของเสีย การจัดการมลพิษเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมถึงการจัดและวางระบบการผลิตที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ในระยะยาว

๑๐) เร่งรัดสำรวจและแสวงหาแหล่งแร่สำคัญ เพื่อนำมาใช้ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชน

๓.๓.๓ ภาคการท่องเที่ยว การบริการ และการกีฬา

๑) การพัฒนาการท่องเที่ยว

๑.๑) ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน การท่องเที่ยวและเร่งรัดการปรับปรุงมาตรฐานในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และสุขอนามัย โดยคำนึงถึงการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวของผู้พิการและผู้สูงอายุ

๑.๒) พัฒนา บูรณะ และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่งเสริมการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิงกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

๑.๓) ยกระดับและรักษามาตรฐานบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้การประกอบการและดำเนินธุรกิจเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งพัฒนามาตรฐาน บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ตลอดจนปรับปรุงการบริการภาครัฐเพื่อให้สามารถ ดึงดูดและรองรับตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๑.๔) ส่งเสริม สนับสนุนตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกในกลุ่มต่าง ๆ ทั้งระดับ ภายในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้าระหว่างประเทศ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจลงตรา การยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ให้แก่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในกรอบการค้าเสรี หรือมีความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนร่วมกับ ประเทศไทย และการยกเว้นการตรวจลงตราให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มเป้าหมาย

๑.๕) ส่งเสริมกิจกรรมและรูปแบบการท่องเที่ยว เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว พัฒนาคุณภาพการบริการท่องเที่ยว สนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติในประเทศไทย และส่งเสริมการเสนอตัวให้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดกิจกรรมนานาชาติขนาดใหญ่

๑.๖) ผลักดันความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งพัฒนามาตรฐานบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยวให้เพียงพอกับความต้องการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการท่องเที่ยว และเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวย ความสะดวก ดูแลความปลอดภัย และป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งป้องกัน แก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน

๑.๗) พัฒนาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ ส่งเสริม บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด นโยบาย กลยุทธ์ด้านการตลาด และการประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของไทย ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

๒) การพัฒนาภาคบริการ

๒.๑) เร่งรัดพัฒนาผู้ประกอบการด้านบริการให้มี องค์ความรู้ เสริมสร้างนวัตกรรมและทักษะทั้งด้านภาษา มาตรฐานการบริการ และ การจัดการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและทันต่อการเปลี่ยนแปลง ของความตกลงระหว่างประเทศด้านการค้าบริการ ส่งเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน มาตรฐานธุรกิจและการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการขยายตัวของธุรกิจ และส่งเสริม ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการไทย

๒.๒) พัฒนาธุรกิจบริการที่มีศักยภาพเพื่อขยายฐาน การผลิตและตลาดสู่ระดับภูมิภาค โดยเพิ่มความหลากหลาย มูลค่า ความสามารถในการแข่งขัน ของธุรกิจบริการ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศและรายได้ท้องถิ่น เช่น การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจการประชุมและแสดงสินค้า การศึกษา นานาชาติ การก่อสร้าง ธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจออกแบบแฟชั่น ธุรกิจอัญมณี การบริหาร จัดการขนส่งสินค้าและบริการ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กับกีฬาและนันทนาการ รวมทั้งสินค้าบริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานของ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

๓) การพัฒนากีฬา

๓.๑) ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกีฬา ของภูมิภาคและของโลก จัดให้มีการแข่งขันกีฬาและกีฬาคนพิการระดับโลกที่สำคัญ ๆ ตลอดจนการประชุมเกี่ยวกับกีฬาระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว โดยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเป็น “ทีมไทยแลนด์”

๓.๒) จัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา ให้เพียงพอ โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สนามกีฬา วัสดุ อุปกรณ์ที่ทันสมัย และจัดให้มีผู้ฝึกสอนและอาสาสมัครการกีฬาประจำศูนย์และสนามกีฬา รวมทั้งส่งเสริม ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนและการบริจาคเพื่อพัฒนาการกีฬาด้วยมาตรการจูงใจ ที่เหมาะสม เช่น มาตรการภาษี มาตรการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการการเงิน ภายใต้ ความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล

๓.๓) จัดให้มีทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนแก่เด็กและ เยาวชนที่มีความสามารถและมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้มีความสามารถสูงด้านกีฬาในระดับ นานาชาติ ให้สามารถพัฒนาเป็นนักกีฬาทีมชาติที่สร้างชื่อเสียงและเป็นแบบอย่างที่ดี แก่เยาวชนของประเทศ รวมทั้งปรับบทบาทของกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติให้สนับสนุน ภารกิจในการพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ระดับเด็กและเยาวชน

๓.๔) พัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ด้วยการนำ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง เพื่อพัฒนากีฬาที่มีศักยภาพ ไปสู่กีฬาอาชีพ พร้อมไปกับการพัฒนาผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสินให้ได้มาตรฐานสากล ปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการองค์กรกีฬาอย่างมี ประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ผู้พิการเข้าถึงการกีฬาและการแข่งขันกีฬาในทุกระดับ เพื่อพัฒนา ไปสู่การเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถในนามทีมชาติไทยในการแข่งขันกีฬาและมหกรรมกีฬา ต่าง ๆ

๓.๓.๔ การตลาด การค้า และการลงทุน

๑) ส่งเสริมนโยบายการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการผูกขาดตัดตอน ส่งเสริมและพัฒนาบทบาทขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับ การคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภาครัฐและเอกชน แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย มาตรการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการในด้าน การคุ้มครองและการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ไทย ในต่างประเทศ

๒) สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ โดยปรับปรุงพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบที่ส่งเสริมการค้าการลงทุน ที่ครอบคลุมการลงทุนด้านเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ และปรับปรุงมาตรการบริหาร การนำเข้าเพื่อป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม การทุ่มตลาด และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ทางด้านคุณภาพและความปลอดภัย การปรับเปลี่ยนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้มี คุณภาพที่สามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน กระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคต

๓) สนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศในสาขาที่ประกอบการ ไทยมีศักยภาพทั้งในการลงทุนในการตั้งโรงงานผลิตสินค้า การทำสัญญาสินค้าเกษตร ตามข้อตกลง การเปิดสาขา การหาตัวแทนและหุ้นส่วนในต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยในต่างประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนการเปิดร้านอาหารไทยของคนไทยตามนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก และนโยบายไทยเป็นครัวอาหารโลก

๔) ปรับปรุงมาตรการการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุม การให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การกีฬา และบริการ โดยเน้นกิจการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม

๕) ส่งเสริมการขยายตลาดเชิงรุกเพื่อรักษาตลาดเดิมและ สร้างตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปตลาดหลัก โดยส่งเสริมการส่งออกสินค้าและ บริการในตลาดใหม่ ได้แก่ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปตะวันออก พร้อมทั้งรักษาสัดส่วนแบ่งการตลาดหลักไม่ให้ลดลง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในเชิง ของทักษะเทคโนโลยี และวิทยาการที่จำเป็นในการแข่งขันระดับโลกเพื่อการขยายตัว อย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต และเป็นการส่งเสริมให้สินค้าและบริการของไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายจากผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ

๖) พัฒนาสินค้าและบริการที่สร้างโอกาสใหม่ในการหา รายได้ การผลิตสินค้าและบริการอันเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกซึ่งพัฒนาจาก แนวคิดระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ใช้นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยคำนึงถึงการเป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขยายโอกาสในการส่งออก ลดต้นทุนจากการพัฒนาระบบกระจาย สินค้าจากแหล่งผลิตท้องถิ่นไปสู่ตลาดในทุกระดับ โดยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงให้ ประเทศไทยเป็นประตูสู่ตลาดโลกของภูมิภาค รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าและบริการระหว่างประเทศและศูนย์กลางการผลิตและส่งออก อาหารฮาลาลในโลก

๗) ขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการตลาดภายใต้กรอบความร่วมมือและข้อตกลงการค้าเสรีในระบบพหุภาคีและทวิภาคี โดยเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากความตกลงที่มีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมทั้งวางแนวทางป้องกัน ผลเสียที่จะเกิดขึ้น กำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสร้าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อเตรียมพร้อมในการพัฒนา สินค้าและบริการให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ

๘) เร่งรัดจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษบริเวณพื้นที่ที่มี ศักยภาพ โดยให้ความสำคัญต่อจังหวัดชายแดน เพื่อส่งเสริมการค้า การตลาด การลงทุน การจ้างงาน และการใช้วัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จาก ความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน

๓.๔ นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบรางเพื่อขนส่งมวลชน และการบริหารจัดการระบบขนส่งสินค้าและบริการ

๓.๔.๑ พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ระบบประปา และระบบไฟฟ้าให้กระจายไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงเพียงพอ รวมทั้งส่งเสริมการประหยัด พลังงานและลดต้นทุนการขนส่งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน พร้อมทั้งสร้างโอกาสการกระจายรายได้ กระจายเศรษฐกิจ และกระจาย การลงทุนสู่ชนบท รวมทั้งกำกับดูแลอัตราค่าบริการที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และ กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์และการคุ้มครองผู้บริโภค

๓.๔.๒ ขยายการให้บริการน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค ให้ครอบคลุมประชาชนในทุกพื้นที่ และสร้างการเข้าถึงบริการน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียมกัน ทั่วประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

๓.๔.๓ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งต่อเนื่อง หลายรูปแบบ เพื่อเชื่อมโยงกับฐานการผลิตและฐานการส่งออกของประเทศ รวมทั้งเร่งปรับ โครงสร้างการบริหารจัดการระบบรางของประเทศให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว

๓.๔.๔ พัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางราง โดยเชื่อมโยงโครงข่าย และการบริหารจัดการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้าและบริการที่สะดวกและปลอดภัย ทั้งในพื้นที่ชนบท พื้นที่เมือง และระหว่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการขยายฐานการผลิต ตามแนวเส้นทางรถไฟ

๑) พัฒนาระบบรถไฟทางคู่เชื่อมชานเมืองและหัวเมืองหลัก ในเส้นทางที่มีความสำคัญ

๒) ศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน และเส้นทางอื่นเพื่อเตรียมการเชื่อมต่อกับประเทศ เพื่อนบ้าน

๓) ศึกษาและพัฒนาขยายทางรถไฟสายแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ต่อจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังชลบุรีและพัทยา

๓.๔.๕ เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า ๑๐ สายทางในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ครบใน ๔ ปี โดยเก็บค่าบริการ ๒๐ บาทตลอดสาย ทั้งระบบ รวมทั้งเร่งพัฒนาระบบตั๋วร่วมบัตรเดียว และพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อย ให้มีโอกาสได้ที่อยู่อาศัยในราคาและค่าเช่าถูกตามบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า

๓.๔.๖ พัฒนาการขนส่งทางน้ำและกิจการพาณิชยนาวีขนส่งเดินเรือ ชายฝั่งทะเล ทั้งฝั่งด้านทะเลอันดามันและฝั่งด้านทะเลอ่าวไทย โดยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและ สะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเลภาคใต้

๓.๔.๗ พัฒนาท่าอากาศยานสากล ท่าอากาศยานภูมิภาคและ อุตสาหกรรมการบินของไทย รวมทั้งเพิ่มความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้รองรับ ผู้โดยสารจากปีละ ๔๕ ล้านคน เป็นปีละ ๖๕ ล้านคนขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบิน การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนำของเอเชียและโลก

๓.๕ นโยบายพลังงาน

๓.๕.๑ ส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมพลังงานสามารถสร้าง รายได้ให้ประเทศ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงานและพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาคโดยใช้ความได้เปรียบ เชิงภูมิยุทธศาสตร์

๓.๕.๒ สร้างเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยแสวงหาและพัฒนา แหล่งพลังงานและระบบไฟฟ้าจากทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งให้มีการกระจายแหล่งและ ประเภทพลังงานให้มีความหลากหลาย เหมาะสม และยั่งยืน

๓.๕.๓ กำกับราคาพลังงานให้มีราคาเหมาะสม เป็นธรรม และมุ่งสู่ การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยปรับบทบาทกองทุนน้ำมันให้เป็นกองทุนสำหรับรักษา เสถียรภาพราคา ส่วนการชดเชยราคานั้นจะดำเนินการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ส่งเสริมให้มีการใช้ ก๊าซธรรมชาติมากขึ้นในภาคขนส่ง และส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ในภาคครัวเรือน

๓.๕.๔ ส่งเสริมการผลิต การใช้ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้อย่างน้อยร้อยละ ๒๕ ภายใน ๑๐ ปี ทั้งนี้ ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

๓.๕.๕ ส่งเสริมและผลักดันการอนุรักษ์พลังงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยลดระดับการใช้พลังงานต่อผลผลิตลงร้อยละ ๒๕ ภายใน ๒๐ ปี และมีการพัฒนา อย่างครบวงจร ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์และอาคารสถานที่ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมกลไก การพัฒนาพลังงานที่สะอาดเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคในการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพให้เป็นระบบ จริงจังและต่อเนื่องทั้งภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือน

๓.๖ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ

๓.๖.๑ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ มีคุณภาพ ด้วยราคาที่เหมาะสม และการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศไปสู่สังคม แห่งความรู้ ภูมิปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและชนบท สนับสนุน การเข้าถึงข้อมูลและข่าวสาร ยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนา ทรัพยากรบุคคล ส่งเสริมการลดการใช้พลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่ม ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

๓.๖.๒ ส่งเสริมการเข้าถึงการใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สาธารณะที่มีการใช้งานตามความเหมาะสมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผลักดันให้คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ใช้กองทุนวิจัยและ พัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ จัดให้มีบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตามมาตรฐานการให้บริการในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ราชการ และสถานศึกษาที่กำหนดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือกำหนดเป็นเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการจัดให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง

๓.๖.๓ ส่งเสริมการใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรของชาติให้มี ประสิทธิภาพสูงสุดโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ อีกทั้งดำรง รักษาไว้ซึ่งสิทธิอันพึงได้ของประเทศในการใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารโทรคมนาคม เหนือพื้นผิวโลก

๓.๖.๔ ส่งเสริมการใช้สื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน รวมทั้งการพัฒนาการปรับเปลี่ยนระบบการใช้เทคโนโลยีจากระบบอนาล็อก เป็นระบบดิจิตอล ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อประชาชนและ ประเทศชาติ โดยผลักดันให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

๓.๖.๕ ส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีกลไกสนับสนุนแหล่งทุนสำหรับ ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มี ศักยภาพได้มาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเพื่อผลักดัน ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารในภูมิภาค

๔. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต

๔.๑ นโยบายการศึกษา

๔.๑.๑ เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยการปฏิรูประบบความรู้ ของสังคมไทย อันประกอบด้วยการยกระดับองค์ความรู้ให้ได้มาตรฐานสากล จัดให้มี โครงการตำราแห่งชาติที่บรรจุความรู้ที่ก้าวหน้าและได้มาตรฐานทั้งความรู้ที่เป็นสากลและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมการอ่าน พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ และภาษาถิ่น จัดให้มีระบบการจัดการความรู้ ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทุกระดับให้รองรับ การเปลี่ยนแปลงของโลกและทัดเทียมกับมาตรฐานสากลบนความเป็นท้องถิ่นและ ความเป็นไทย เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาทุกระดับชั้นโดยวัดผลจากการผ่านการทดสอบ มาตรฐานในระดับชาติและนานาชาติ ขจัดความไม่รู้หนังสือให้สิ้นไปจากสังคมไทย จัดให้มี ครูดีเพียงพอในทุกห้องเรียน ให้มีโรงเรียนและสถาบันอาชีวศึกษาคุณภาพสูงในทุกพื้นที่ พัฒนามหาวิทยาลัยเข้าสู่ระดับโลก พัฒนาระบบการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มุ่งการสร้างจริยธรรมในระดับปัจเจก รวมทั้งสร้างความตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความเสมอภาค และดำเนินการให้การศึกษาเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารการศึกษาโดยการกระจายอำนาจสู่พื้นที่ให้เสร็จสมบูรณ์ โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีความพร้อม

๔.๑.๒ สร้างโอกาสทางการศึกษา การกระจายโอกาสทางการศึกษา ในสังคมไทย โดยคำนึงถึงการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชากร ทุกกลุ่ม ซึ่งรวมทั้งผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางกายและการเรียนรู้ รวมทั้ง ชนกลุ่มน้อย โดยส่งเสริมการให้ความรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงแรกเกิดให้ได้รับการดูแล อย่างมีประสิทธิภาพทั้งแม่และเด็ก สนับสนุนการจัดการศึกษาตามวัยและพัฒนาการอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดให้มีการเทียบโอนวุฒิการศึกษาสำหรับกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะทาง เช่น กลุ่มแม่บ้าน จัดให้มีระบบสะสมผลการศึกษาและการเทียบโอนเพื่อขยาย โอกาสให้กว้างขวางและลดปัญหาคนออกจากระบบการศึกษา

นอกจากนี้ จะดำเนินการลดข้อจำกัดของการเข้าถึงการศึกษา ระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาชั้นสูง โดยจัดให้มี “โครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับ รายได้ในอนาคต” โดยให้ผู้กู้เริ่มใช้คืนต่อเมื่อมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวได้ พักชำระหนี้แก่ ผู้เป็นหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนการชำระหนี้เป็นระบบที่ผูกพันกับรายได้ ในอนาคต ปรับปรุงระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อทุกระดับให้เอื้อต่อการกระจายโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะจัดให้มีระบบการคัดเลือกกลางเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มี ประสิทธิภาพและเป็นธรรม ดำเนิน “โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ จัดการศึกษาชุมชนเพื่อมุ่งให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และ การศึกษาตลอดชีวิต

๔.๑.๓ ปฏิรูปครู ยกฐานะครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง โดยปฏิรูประบบการผลิตครูให้มีคุณภาพทัดเทียมกับนานาชาติ สร้างแรงจูงใจให้คนเรียนดี และมีคุณธรรมเข้าสู่วิชาชีพครู ปรับปรุงระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนครู พัฒนาระบบ ความก้าวหน้าของครูโดยใช้การประเมินเชิงประจักษ์ที่อิงขีดความสามารถและวัดสัมฤทธิผล ของการจัดการศึกษาเป็นหลัก จัดระบบการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครู อย่างต่อเนื่อง แก้ปัญหาหนี้สินครูโดยการพักชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ตามนโยบาย แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาล พัฒนาระบบภูมิสารสนเทศเพื่อใช้ในการกระจายครู ขจัดปัญหาการขาดแคลนครูในสาระวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา

๔.๑.๔ จัดการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้อง กับตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยกระบวนการสร้างประสบการณ์ระหว่างเรียน อย่างเหมาะสม และสนับสนุนการสร้างรายได้ระหว่างเรียน และสนับสนุนให้ผู้สำเร็จ การศึกษามีงานทำได้ทันทีโดยความร่วมมือระหว่างแหล่งงานกับสถานศึกษา ส่งเสริม ให้มีศูนย์อบรมอาชีวศึกษาเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนสามารถเรียนรู้ หาประสบการณ์ก่อนไปประกอบอาชีพโดยให้สถาบันอาชีวศึกษาดำเนินการร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละอาชีพ รวมทั้งจัดให้มีศูนย์ซ่อมสร้างประจำชุมชนเพื่อฝึกฝนช่างฝีมือ และการสร้างทักษะในการให้บริการแก่ประชาชน

ทั้งนี้ จะดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมการศึกษา ในสายอาชีวศึกษาให้เป็นที่ยอมรับและสามารถมีรายได้สูงตามความสามารถ

๔.๑.๕ เร่งพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ให้ทัดเทียมกับนานาชาติ โดยใช้เป็นเครื่องมือในการเร่งยกระดับคุณภาพและการกระจาย โอกาสทางการศึกษา จัดให้มีระบบการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติเพื่อเป็นกลไก ในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนรู้ให้เป็นแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและเอื้อให้เกิดการ เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อการศึกษา พัฒนาระบบ “ไซเบอร์โฮม” ที่สามารถส่งความรู้มายังผู้เรียนโดยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ส่งเสริมให้นักเรียน ทุกระดับชั้นได้ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา ขยายระบบโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาให้กว้างขวาง ปรับปรุงห้องเรียนนำร่องให้ได้มาตรฐานห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเร่งดำเนินการให้ “กองทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” สามารถดำเนินการ ตามภารกิจได้

๔.๑.๖ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ พัฒนามหาวิทยาลัยให้มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ระดมสรรพกำลังเพื่อพัฒนา ระบบเครือข่ายการวิจัยแห่งชาติเพื่อสร้างทุนทางปัญญาและนวัตกรรม ผลักดันให้ประเทศสามารถพึ่งตนเองได้ทางเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การสร้างรากฐานใหม่ของ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อการวิจัยสำหรับสาขาวิชาที่จำเป็น พัฒนาโครงสร้างการบริหารงานวิจัยของชาติโดยเน้นความสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและ มีประสิทธิภาพระหว่างองค์กรบริหารงานวิจัยกับสถาบันอุดมศึกษา

๔.๑.๗ เพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปิด เสรีประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการวางแผน การผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอ สอด คล้อง ตามความต้องการของภาคการผลิตและการบริการ เร่งรัดการจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ รับรองสมรรถนะการปฏิบัติงานตามมาตรฐานอาชีพ และการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้ครบทุกอุตสาหกรรม

๔.๒ นโยบายแรงงาน

๔.๒.๑ ส่งเสริมให้ผู้ต้องการมีงานทำในระบบสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารตำแหน่งงานว่างของสถานประกอบการได้โดยสะดวก ขณะเดียวกันก็ส่งเสริม ให้สถานประกอบการสามารถรับทราบข้อมูลของผู้ต้องการมีงานทำได้ทุกระดับความต้องการ และส่งเสริมให้แรงงานที่อยู่นอกระบบสามารถเลือกและมีงานทำได้ภายใต้เงื่อนไข ที่เหมาะสมกับสถานะ

๔.๒.๒ ให้การคุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย โดยให้ความสำคัญ ด้านความปลอดภัยในการทำงานและสวัสดิการแรงงาน และดูแลหลักประกันความมั่นคง ในการทำงานแก่ผู้ใช้แรงงาน

๔.๒.๓ ส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถ แก้ไขปัญหาแรงงานสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และอยู่ภายใต้กรอบ ของกฎหมาย

๔.๒.๔ เพิ่มสิทธิประโยชน์ประกันสังคมให้มากขึ้น เพื่อผู้ประกันตน สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง และปรับปรุงแนวทางการขยายความคุ้มครอง และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์ในการประกันตนของแรงงานนอกระบบ

๔.๒.๕ เร่งยกระดับแรงงานไร้ฝีมือให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือ และแรงงานกึ่งฝีมือให้เป็นแรงงานมีฝีมือ โดยภาครัฐจะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้แรงงานมีฝีมือทั้งระบบ

๔.๒.๖ เตรียมการรองรับการเปิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีภายใต้ ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยเน้นระบบบริหารจัดการเพื่อจัดระเบียบแรงงาน ข้ามชาติ จัดระบบอำนวยความสะดวก และมาตรการการกำกับดูแล ติดตามการเข้าออกของ แรงงานทุกประเภทเพื่อดึงดูดแรงงานที่มีฝีมือเข้าประเทศควบคู่กับการป้องกันผลกระทบ จากการเข้าประเทศของแรงงานไร้ฝีมือ

๔.๒.๗ กำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุการเข้ามาทำงาน ของแรงงานต่างด้าว โดยคำนึงถึงความต้องการแรงงานของภาคเอกชนและการรักษา ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ

๔.๓ นโยบายการพัฒนาสุขภาพของประชาชน

๔.๓.๑ ลงทุนด้านบริการสุขภาพ โดยการพัฒนาคุณภาพ การให้บริการสุขภาพทั้งระบบอย่างมีบูรณาการเชื่อมโยงในทุกระดับ จัดให้มีระบบ สารสนเทศทางสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ และเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขให้เพียงพอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพิ่มขีด ความสามารถของโรงพยาบาลระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์ความเป็นเลิศ ที่กระจายอยู่ในส่วนภูมิภาค และมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยไปสู่โรงพยาบาลต่าง ๆ อย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้โรงพยาบาลในระดับต่าง ๆ มีเครื่องมืออุปกรณ์ ทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทันสมัย รวมทั้งพัฒนา สถานบริการปฐมภูมิในเขตเมืองและชนบทที่สมบูรณ์แบบทั่วประเทศ

๔.๓.๒ ผลิตบุคลากรทางด้านสาธารณสุขให้เพียงพอ โดยกำหนด แผนงานแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร ในพื้นที่ และสนับสนุนให้มีการเร่งผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้กลับไป ปฏิบัติงานในภูมิลำเนาเดิมในชนบท พร้อมกับการสร้างขวัญกำลังใจในเรื่องของ ความก้าวหน้าในอาชีพ และการมีค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม

๔.๓.๓ จัดให้มีมาตรการสร้างสุขภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตรา ป่วย ตาย และผลกระทบจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็ง อย่างมีบูรณาการและครบวงจร ตั้งแต่การมี นโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ จัดให้มีการสื่อสารสาธารณะ ของรัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ให้ความรู้ป้องกันโรคเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ ตนเองของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การให้บริการ เชิงรุก ตลอดจนคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ

๔.๓.๔ พัฒนาขีดความสามารถของอาสาสมัครสาธารณสุขทุกคน ให้เป็นนักจัดการสุขภาพชุมชน ขยายความครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาส สนับสนุน อุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน พัฒนาแกนนำสุขภาพครอบครัวและการสาธารณสุขมูลฐาน ที่ชุมชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วม ในการสร้างเสริมสุขภาพและจัดการปัญหาสุขภาพของตนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

๔.๓.๕ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่ในช่วงตั้งครรภ์ วัยเด็ก วัยเจริญพันธุ์ วัยบรรลุนิติภาวะ วัยชรา และผู้พิการ สนับสนุนโครงการส่งเสริม เชาว์ปัญญาของเด็ก และให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ฝึกอบรม ผู้ปฏิบัติงานศูนย์พัฒนาเด็ก ก่อนวัยเรียน สนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์ส่งเสริมสุขภาพสตรีเพื่อดูแลสุขภาพของสตรี และเด็กอย่างบูรณาการทั่วประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ให้ความรู้และดูแลป้องกันการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่น และการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และลดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี สนับสนุน โครงการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการให้มี คุณภาพชีวิตที่ดี โดยให้ได้เข้าถึงการบริการอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ และเป็นธรรม รวมทั้ง ให้มีระบบการฟื้นฟูสุขภาพในชุมชน จัดการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อเผยแพร่ความรู้ ด้านสุขภาพผ่านสื่อแขนงต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

๔.๓.๖ ส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสออกกำลังกายและ เล่นกีฬาเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและพลานามัยที่ดี สร้างนิสัยความมีน้ำใจเป็นนักกีฬาและ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงการหมกมุ่นมั่วสุมกับอบายมุขและยาเสพติด

๔.๓.๗ ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นเลิศในผลิตภัณฑ์และ การบริการด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลในภูมิภาคเอเชีย โดยประสานความร่วมมือ กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการสร้างความก้าวหน้าในทางวิชาการ และไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบกับบริการสุขภาพโดยรวมของคนไทย สนับสนุนเอกชนให้จัดบริการศูนย์พักฟื้น ผู้ป่วยที่มีมาตรฐาน รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการใช้บุคลากร ทางการแพทย์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนให้เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงาน

๔.๔ นโยบายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

๔.๔.๑ เร่งดำเนินการให้ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมีบทบาทนำ ในการร่วมเทิดทูนสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และร่วมสร้างประเทศไทย ให้เป็นประเทศที่อยู่สบาย โดยน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้แก่รัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยการทำงานตั้งใจให้ประเทศเป็นที่อยู่ ที่สบายในโลกที่มีความวุ่นวาย และน้อมนำพระราชดำรัสในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครศรีอยุธยา “การรักษาวัฒนธรรม คือ การรักษาชาติ” มาหล่อหลอมและยึดเหนี่ยว จิตใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้กับคนในชาติ

๔.๔.๒ อุปถัมภ์ คุ้มครอง และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศาสนา อื่น ๆ ส่งเสริมการปรับปรุงองค์กรและกลไกที่รับผิดชอบด้านศาสนาเพื่อให้การบริหารจัดการ ส่งเสริม ทำนุบำรุงศาสนา มีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจ อันดีและสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนาเพื่อนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ ในการส่งเสริมศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้หลักธรรม ในการดำรงชีวิตมากขึ้น

๔.๔.๓ อนุรักษ์ ทำนุบำรุง และบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่เป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมถึงอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะการแสดง ทั้งที่เป็นมรดกของชาติและการแสดงพื้นบ้านให้เป็น มรดกไทยมรดกโลกของคนรุ่นต่อไป โดยจัดหาสถานที่จัดการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค และเพิ่มพื้นที่เวทีทางด้านวัฒนธรรมให้สามารถจัดการแสดงได้อย่างต่อเนื่องในราคา ที่เหมาะสมที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าชมได้เพื่อสืบสานและสืบทอดการแสดงที่ทรงคุณค่า และสมควรภาคภูมิใจสู่ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และถ่ายทอด สู่ชาวต่างชาติให้ร่วมชื่นชมคุณค่าของวัฒนธรรมไทย

๔.๔.๔ สร้างสรรค์อารยธรรมที่ดีงามสู่วิถีชีวิตและสังคมคุณภาพ ดังนี้

๑) สร้างความเชื่อมโยงระหว่างยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง โดยให้ ความสำคัญต่อบุคลากรทางด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ทุกแขนง ทุกสาขาอาชีพให้ได้รับ การดูแลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเป็นแม่พิมพ์ในการถ่ายทอดภูมิปัญญา องค์ความรู้ รวมถึง เป็นทูตวัฒนธรรม และเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่อนุชนรุ่นต่อไป

๒) ส่งเสริมความร่วมมือและเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอารยประเทศและประชาคมอาเซียน ร้อยเรียงเรื่องราว ผ่านการสื่อสารรูปแบบใหม่และเทคโนโลยีทันสมัย ผลิตสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ สื่อเคลื่อนไหว สารคดีและภาพยนตร์ รวมทั้งเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทางการสื่อสารอันทันสมัย

๔.๔.๕ นำทุนทางวัฒนธรรมของประเทศมาสร้างคุณค่าทางสังคม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยนำวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดคุณค่าทางสังคม และนำมาซึ่งรายได้สู่ชุมชน ตลอดจนให้สามารถต่อยอดไปสู่ อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างครบวงจรที่สร้างรายได้เข้าประเทศ

๔.๔.๖ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและการนันทนาการ เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีคุณธรรม เอื้ออาทรต่อผู้อื่น และเกิดการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้ง ในความสุนทรีย์ของศิลปะ

๔.๔.๗ ขยายบทบาทและสร้างเครือข่ายความร่วมมือของ สภาวัฒนธรรมทุกจังหวัดกับภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนเพื่อขยายบทบาทสภาวัฒนธรรม ทุกจังหวัดให้เป็นกลไกเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตและสื่อทุกประเภท ที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน พร้อมทั้ง ขจัดสื่อที่เป็นภัยต่อสังคม ขยายสื่อดีเพื่อนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างเท่าทัน สถานการณ์

๔.๕ นโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคม

๔.๕.๑ ส่งเสริมการพัฒนาให้ครอบครัวและสังคมไทยมีความมั่นคง อบอุ่น โดยเพิ่มสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายครอบครัว รวมทั้งพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศให้พ่อแม่ และผู้ปกครองรู้จักใช้ประโยชน์อย่างรู้เท่าทันเพื่อลดช่องว่างระหว่างสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งสนับสนุนบทบาทของคณะสงฆ์และผู้นำทางศาสนาให้สามารถเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของประชาชนในแต่ละชุมชนเพื่อเชื่อมประสานระหว่างบ้าน ศาสนา โรงเรียน เพื่อสร้าง ครอบครัวให้อบอุ่นมั่นคง

นอกจากนี้ จะส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น โดยประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ครอบครัว และส่งเสริมให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ตลอดจน สนับสนุนการทำงานแบบบูรณาการของส่วนราชการและกองทุนต่าง ๆ ร่วมกับอาสาสมัคร ภาคประชาชน รวมถึงชักจูงให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อรวมพลัง ทุกภาคส่วนในการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของชีวิตคนไทยโดยการใช้พื้นที่เป็นฐาน

๔.๕.๒ สร้างหลักประกันความมั่นคงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกรูปแบบ ปราบปราม ขบวนการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมแหล่งอบายมุขสิ่งเสพติด ตลอดจนป้องกัน ปราบปราม และลงโทษอย่างจริงจัง ต่อผู้กระทำความผิด ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ รวมถึงให้โอกาสประชาชนที่มีฐานะยากจนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือมีที่อยู่อาศัย พร้อมกับการสร้างอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์

๔.๕.๓ ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมือง ที่มีคุณภาพ ด้วยการพัฒนาเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กแรกเกิด เด็กก่อนวัยเรียน และเยาวชนทุกช่วงวัยให้มีความรู้คู่จริยธรรม ให้ความสำคัญในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง ๖ เดือนแรก สนับสนุนให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนที่มีคุณภาพ ขจัดการละเมิดสิทธิเด็ก และเยาวชนในทุกรูปแบบ ตลอดจนสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม จิตอาสาเพื่อสังคมควบคู่กับการเรียนรู้จากกิจกรรม รวมถึงส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ในลักษณะต่าง ๆ เพื่อสร้างความฉลาดทางปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ให้กับเด็ก และเยาวชนของชาติ

๔.๕.๔ สนับสนุนบทบาทสตรีของไทยในการมีส่วนร่วมพัฒนา ประเทศอย่างเสมอภาค ด้วยการปกป้องสิทธิของสตรี ปรับปรุงกฎหมายที่คุ้มครองสตรี ที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว และดึงศักยภาพของสตรีให้มีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุข แก่สตรีทั้งในเมืองและชนบทเพื่อให้ความรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ มีหลักประกัน ในการดำรงชีวิต จัดตั้งสถานดูแลเด็กในที่ทำงานภาครัฐและเอกชนจนถึงระดับชุมชน การเพิ่มและพัฒนาศักยภาพของศูนย์พึ่งได้เพื่อช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงที่ประสบปัญหา ความรุนแรงในครอบครัวตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตลอดจนส่งเสริมบทบาทสตรีให้เป็นหลัก ในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคง รวมถึงจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาบทบาทสตรีไทยให้ เท่าทันโลกยุคใหม่

๔.๕.๕ เสริมสร้างให้ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะต่าง ๆ สำหรับรองรับผู้สูงอายุ และคนพิการ สร้างความพร้อมในการเป็นสังคมผู้สูงอายุ พัฒนาบริการสุขภาพอนามัย ให้การสงเคราะห์ จัดการศึกษา จัดสวัสดิการ รวมถึงหาอาชีพให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และสนับสนุนให้ผู้สูงอายุร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมภายใต้หลักคิดที่ว่า ผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์สูง สมควรให้มามีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมือง

๔.๕.๖ ลดอุบัติภัยและความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรให้เหลือน้อย ที่สุด ส่งเสริมการเรียนรู้การเดินทางและการใช้การขนส่ง อย่างปลอดภัย โดยน้อมนำหลักการแก้ไขปัญหาจราจรตามแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติ อย่างจริงจัง และถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่ ของประเทศ

๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๕.๑ อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยเร่งให้มีการปลูกป่า เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการป้องกันการลักลอบบุกรุกทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า เร่งสำรวจ และจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่งเสริมการบริหารจัดการป่าแบบกลุ่มป่า ป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สนับสนุนการจัดการอย่างมีส่วนร่วม และให้คนกับ ป่าอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ทำให้คนมีภารกิจดูแลป่าให้มีความยั่งยืน โดยการปรับปรุง กฎหมายป่าไม้ทั้ง ๕ ฉบับให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมรายได้ จากการอนุรักษ์ป่าไม้ ฟื้นฟูป่าไม้ตามแนวทางพระราชดำริ เพิ่มความชุ่มชื้นของป่าโดยฝาย ต้นน้ำลำธาร ป้องกันไฟป่า ส่งเสริมการอนุรักษ์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพจากป่า และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม รวมทั้งนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการจัดการ ทรัพยากรป่าไม้

๕.๒ อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยการฟื้นฟู ทะเลไทย จัดสร้างและขยายปะการังเทียมและหญ้าทะเลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนและแก้ไขกฎระเบียบให้สามารถใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้ ปรับปรุงการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล อุทยานแห่งชาติทางทะเลบนฐานนิเวศ อย่างมีส่วนร่วม เร่งประกาศเขตคุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ระบบนิเวศสำคัญ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ปรับปรุงและขยายเขตการทำประมงชายฝั่ง จำกัดและยกเลิกเครื่องมือประมงที่ทำลายล้าง เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการดูแลเกี่ยวกับ ความมั่นคงทางทะเล ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ตามหลักวิชาการ

๕.๓ ดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการควบคุมมลพิษ โดยการ ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการการประเมินสิ่งแวดล้อม ระดับยุทธศาสตร์ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ปรับปรุงกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เอื้อต่อการเข้าถึงขององค์กรภาคประชาชน ผลักดัน กฎหมายว่าด้วยองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษทางอากาศ ขยะ น้ำเสีย กลิ่น และเสียง ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะเร่งรัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ที่เกิดขึ้นจากสังคมเมืองและการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การจัดการระบบกำจัด ขยะ ของเสียอันตราย มลพิษทางอากาศ หมอกควันโดยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการขยะมูลฝอย และการจัดการน้ำเสียชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาเมืองและกิจกรรมที่ลดการผลิตก๊าซ เรือนกระจก โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างกฎเกณฑ์ ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการรักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้หลักการบุคคลที่ก่อให้เกิดภาวะมลพิษต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และหลักการการตอบแทนคุณค่าระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

๕.๔ สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ โดยการปฏิรูปการจัดการที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดิน อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนโดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจน และเกษตรกรรายย่อย พิจารณาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ที่ดินทิ้งร้างทางราชการ ปกป้อง ที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินทุ่งเลี้ยงสัตว์ ห้ามการปิดกั้นชายหาดสาธารณะ ผลักดันกฎหมาย ในการรองรับสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาการดำเนินคดี โลกร้อนกับคนจน

๕.๕ ส่งเสริมและสร้างความตระหนักและจิตสำนึกทางด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่การดำเนินกิจกรรม และการปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคสินค้า และการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่าย อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญแก่ความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินการ ตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะนำมาสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๕.๖ ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ โดยการจัดให้มี การบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงศักยภาพของลุ่มน้ำ จัดหาและจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์ ด้วยการบูรณาการระบบน้ำในประเทศทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ สนับสนุนเกษตรกรทำแหล่งน้ำในไร่นา พร้อมการผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่น ๆ และการจัดสร้างระบบโครงข่ายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและการอุปโภค บริโภค

๕.๗ สร้างภูมิคุ้มกันและเตรียมความพร้อมในการรองรับและปรับตัว ต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและพิบัติภัยธรรมชาติ โดยการพัฒนา องค์ความรู้และระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ เพิ่มขีดความสามารถในการพยากรณ์และคาดการณ์ความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติในระดับประเทศและระดับพื้นที่ จัดทำยุทธศาสตร์รองรับพิบัติภัยระยะยาว ส่งเสริมและเร่งรัดการเตือนภัยและการเตรียม ความพร้อมในการรับมือความแปรปรวนในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นฐานกับการรับมือ ความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ป้องกันภัยพิบัติโดยเฉพาะน้ำท่วม สึนามิ แผ่นดินไหว และดินถล่ม สร้างกลไกส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลระดับชุมชน ท้องถิ่น เพิ่มขีดความสามารถใน ระดับชุมชนให้เข้มแข็งพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติต่าง ๆ ดำเนินการศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องของความจำเป็นของโครงการพัฒนาเขื่อนและ เกาะเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ และภาคกลางให้ปลอดภัยจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกตามสภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น

๕.๘ พัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่ชุมชน ท้องถิ่น ส่งเสริมการทำ วิจัยร่วมกับต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและช่วยลดมลพิษ จัดหาบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนา เครือข่ายนักวิจัยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัยและภาคีอื่น ๆ สนับสนุนการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งการฟื้นฟูดินและการป้องกัน การชะล้างทำลายดิน ดำเนินการศึกษา สำรวจและกำหนดยุทธศาสตร์การใช้ทรัพยากรธรณี อย่างยั่งยืน รวมถึงการศึกษาและอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์

๖. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม

๖.๑ เร่งพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ โดยพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตประจำวันให้ทัดเทียมกับพัฒนาการ ในระดับนานาชาติ จัดให้มีแหล่งความรู้สาธารณะเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปองค์กร เช่น พิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์ สิ่งพิมพ์ และผ่านทางเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนยกมาตรฐาน การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกระดับ

๖.๒ เร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอ ต่อความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทย เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ พัฒนาสายงานวิจัยเพื่อให้ นักวิจัยมีระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ รวมทั้งพัฒนาแหล่งงานด้านวิจัยเพื่อรองรับบุคลากร การวิจัยทั้งในภาครัฐและเอกชน

๖.๓ สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษาขั้นสูงให้เกิดการวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการ โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงและจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่น สาขาความหลากหลายทางชีวภาพ

๖.๔ จัดระบบบริหารงานวิจัยให้เกิดประสิทธิภาพสูง โดยการจัดเครือข่าย ความร่วมมือเพื่อการวิจัยระหว่างหน่วยงานและสถาบันวิจัยที่สังกัดภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศ รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาเพื่อลดความซ้ำซ้อนและทวีศักยภาพ จัดทำแผนวิจัย แม่บทเพื่อมุ่งเป้าหมายของการวิจัยให้ชัดเจน เน้นให้เกิดการวิจัยที่ครบวงจรตั้งแต่การวิจัย พื้นฐานไปถึงการสร้างผลิตภัณฑ์โดยมุ่งให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าในระดับสูงสุด ส่งเสริมการลงทุน ด้านการวิจัยโดยมุ่งเข้าสู่ระดับร้อยละ ๒ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

๖.๕ ส่งเสริมการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนการผลิตด้านการเกษตร การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ

๗. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

๗.๑ เร่งส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่งเสริมความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เพื่อเสริมสร้าง ความเข้าใจอันดีและความใกล้ชิดระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุน การส่งเสริมการท่องเที่ยว การขยายการคมนาคมขนส่ง และความร่วมมือด้านอื่น ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคเพื่อส่งเสริมความเป็น เพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน

๗.๒ สร้างความสามัคคีและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมอาเซียนและส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศ อื่น ๆ ในเอเชียภายใต้กรอบความร่วมมือด้านต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความมั่นคง

๗.๓ เสริมสร้างบทบาทที่สร้างสรรค์และส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ ในองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสหประชาชาติและองค์กรระดับภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคง ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนความร่วมมือในการแก้ไขประเด็น ปัญหาข้ามชาติทุกด้านที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์

๗.๔ กระชับความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ กับประเทศ กลุ่มประเทศ และองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันและขีดความสามารถ ในการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทย

๗.๕ สนับสนุนการเข้าถึงระดับประชาชนของนานาประเทศ พร้อมทั้ง ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้ ประชาชน รัฐบาล และประชาคมระหว่างประเทศ มีทัศนคติในทางบวกต่อประชาชนและ ประเทศไทย

๗.๖ ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาเรื่อง พรมแดนและการเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดฉันทามติ ในการกำหนดนโยบายและดำเนินนโยบายต่างประเทศ

๗.๗ สนับสนุนการทูตเพื่อประชาชน คุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย ดูแลคนไทยและแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยที่ประกอบอาชีพและมีถิ่นฐาน ในต่างประเทศ ส่งเสริมบทบาทและความเข้มแข็งของชุมชนชาวไทยในการรักษาเอกลักษณ์ และความเป็นไทย

๗.๘ ใช้ประโยชน์จากโครงข่ายคมนาคมขนส่งในภูมิภาคอาเซียนและ อนุภูมิภาคให้เป็นประโยชน์ต่อการขยายฐานเศรษฐกิจทั้งการผลิตและการลงทุน โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่อยู่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจและ เมืองชายแดน

๗.๙ ประสานการดำเนินงานของส่วนราชการในต่างประเทศตามแนวทาง นโยบายทีมประเทศไทยเพื่อให้การดำเนินงานด้านการต่างประเทศมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณภาพ

๗.๑๐ ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กร อิสลามระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าประเทศไทยกำลังดำเนินการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ในฐานะปัญหาภายในประเทศที่มีความสำคัญ ด้วยหลักการตามแนวพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

๘. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

๘.๑ ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

๘.๑.๑ พัฒนาระบบราชการอย่างต่อเนื่อง เน้นการบริหาร เชิงกลยุทธ์ในระดับชาติอย่างมีวิสัยทัศน์และมุ่งผลสัมฤทธิ์ นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ในการวางแผนและตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้บทบาทและภารกิจของหน่วยงาน ภาครัฐมีความกระชับ มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งการดูแล พื้นที่การปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ปกติ และการปฏิบัติราชการตามระเบียบวาระงาน พิเศษพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และเกิดประโยชน์สูงสุดกับการบริการประชาชน โดยยึด ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

๘.๑.๒ เสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบการบริหารงานแบบบูรณาการ อย่างต่อเนื่อง ยกระดับสมรรถนะของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ พัฒนาและส่งเสริม รูปแบบโครงสร้าง และระบบการบริหารงานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นคล่องตัวสูง และปรับปรุง ระบบบริการประชาชนให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการเพิ่มศูนย์บริการครบวงจร ที่ครอบคลุมการให้บริการที่หลากหลายขึ้น และการให้บริการถึงตัวบุคคลผ่านระบบ ศูนย์บริการร่วมและระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์แบบ มุ่งเน้นการจัดการความรู้และ พัฒนาส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีการสร้างนวัตกรรม ในการทำงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

๘.๑.๓ พัฒนาและส่งเสริมระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐโดยยึด หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่สามารถประเมินผลงานได้ด้วยระบบคุณธรรม และให้ หลักประกันความมั่นคงบนพื้นฐานของความรู้ความสามารถและผลงานสาธารณะ ตลอดจน ปรับปรุงพัฒนาทัศนคติ วิธีคิด และวิธีปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน

๘.๑.๔ พัฒนาสมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการและการส่งมอบบริการสาธารณะ โดยจะเน้นการพัฒนาข้าราชการในตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการ ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับต้นซึ่งจะปรับค่าตอบแทนให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ แก่การดำรงชีวิตดูแลครอบครัว และสามารถรักษาเกียรติศักดิ์ของการเป็นบุคลากรภาครัฐ

๘.๑.๕ เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของ หน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างจริงจังเพื่อให้ข้าราชการเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจ ของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและชุมชน โดยปรับปรุง กฎหมายให้มีการเปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ของรัฐตำแหน่งระดับสูงและตำแหน่งที่มีอำนาจมาก รวมทั้งบุคลากรขององค์กรอิสระ ต่อสาธารณชน เพื่อความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ และเปิดโอกาสให้สาธารณชน ร่วมตรวจสอบบุคลากรของภาครัฐเพิ่มขึ้น พัฒนาและนำมาตรการทางสังคมมาใช้ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างค่านิยมของสังคม ให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ความเสมอภาคเท่าเทียมกันและความถูกต้องชอบธรรม

๘.๑.๖ สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มี ระบบที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถให้บริการสาธารณะตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้ตามความคาดหวัง รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ แห่งร่วมกันจัดบริการสาธารณะบางอย่าง ซึ่งโดยสภาพหรือเพื่อประสิทธิภาพ ควรที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมกันทำ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสม ตามศักยภาพของท้องถิ่น ให้มีการเชื่อมโยงและบูรณาการภารกิจกับแผนชุมชนและแผน ระดับต่าง ๆ ในพื้นที่ เพื่อเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยในท้องถิ่น ให้เข้มแข็ง ปรับปรุงการจัดระบบความสัมพันธ์ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้มีความเหมาะสม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ งบประมาณและบุคลากรของท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ที่เหมาะสม และมีระบบบริหารงานบุคคลที่มีประสิทธิภาพพร้อมรองรับภารกิจและให้บริการที่ดีแก่ ประชาชน ตลอดจนเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามที่บัญญัติเป็นหลักการไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น

๘.๑.๗ พัฒนาระบบราชการให้เป็นระบบที่โปร่งใสขึ้นโดยการวาง ระบบการตรวจสอบและประเมินผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ความคุ้มค่า พัฒนากระบวนการติดตาม เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจน การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดความสุจริตและมีประสิทธิภาพ

๘.๑.๘ ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งให้ประชาชนมีโอกาสแสดงประชาทัศน์ในประเด็นสำคัญ ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ การปฏิบัติที่บรรลุตามเป้าหมาย รวมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร ร่วมเสนอความเห็น ปัญหา และแนวทางแก้ไขและมีส่วนร่วมในกระบวนการ ตัดสินใจ

๘.๑.๙ ส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการที่ดีในภาคเอกชน โดยเฉพาะระบบการตรวจสอบกิจการที่โปร่งใส และสนับสนุนให้ภาคเอกชนยึดมั่น ในความรับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย รวมทั้งมีความ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สังคม โดยการคุ้มครอง ผู้บริโภคเพื่อสร้างความเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรง และทางอ้อม

๘.๒ กฎหมายและการยุติธรรม

๘.๒.๑ ปฏิรูประบบกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม เร่งรัดจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ดำเนินการโดยอิสระตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รวมถึงสนับสนุนคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายและองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สามารถดำเนินการ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิรูปกระบวนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทั้งหลายบังคับ ใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม เสมอภาค เท่าเทียม โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลัก นิติธรรมและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และให้ประเทศไทยมีระบบและ กระบวนการอำนวยความยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียว ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้าง ความเชื่อมั่นในการลงทุนอันเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

๘.๒.๒ ปรับปรุงระบบการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยมาตรการเชิงรุก ให้เข้าถึงความเป็นธรรมได้ง่าย รวดเร็ว ทั้งการช่วยเหลือด้านกฎหมาย ส่งเสริมกองทุนยุติธรรมเพื่อการคุ้มครองช่วยเหลือคนจนและคนด้อยโอกาส การคุ้มครอง ดูแลรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน การเยียวยาผู้บริสุทธิ์และผู้ได้รับผลกระทบที่เกี่ยวข้อง การกระจายโอกาสการเข้าถึงความยุติธรรมไปสู่ระดับจังหวัด การเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยุติธรรมระดับชุมชนและหมู่บ้าน การพัฒนาทางเลือกของกระบวนการยุติธรรม

๘.๒.๓ เพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวน การป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรม การนำมาตรการทางภาษีและการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาใช้ในการดำเนินการต่อสู้ผู้กระทำผิด ดูแลแก้ไขและฟื้นฟูพัฒนาผู้กระทำความผิด ให้เป็นคนดีสามารถกลับสู่สังคมได้ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน การคุมประพฤติ การบังคับคดีและส่งเสริมความยุติธรรมและความเป็นธรรมในจังหวัด ชายแดนภาคใต้

๘.๒.๔ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุกโดยประชาชน มีส่วนร่วม จัดให้มีกลไกการบริหารจัดการแบบครบวงจร วิเคราะห์แนวโน้มของอาชญากรรม ล่วงหน้า เพื่อป้องปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยมาใช้ในการควบคุม อาชญากรรมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นพลัง แผ่นดินในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาอาชญากรรม โดยให้หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนในการจัดการให้มีช่องทางการเข้าถึงและรับข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งรวมถึง กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และกิจการวิทยุโทรคมนาคม

๘.๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ สื่อสารมวลชน และสื่อสาธารณะทุกประเภทได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม

๘.๓.๑ ส่งเสริมและพัฒนาช่องทางในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของ ประชาชน ด้วยการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมที่ทันสมัย และส่งเสริม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างสื่อสารมวลชนในประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสื่อสารมวลชนโลก

๘.๓.๒ ส่งเสริมและพัฒนากิจการสื่อสารมวลชนทั้งทางด้าน เทคโนโลยี เครือข่าย และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ เพื่อให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการสมัยใหม่ และส่งเสริมให้สื่อมวลชนร่วมเป็นผู้นำ ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศโดยเพิ่มรายการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม นวัตกรรม การเตือนภัยกรณีภัยพิบัติต่าง ๆ หรืออื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยประสานความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

๘.๓.๓ ส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนทุกประเภทมีอิสระและเสรีภาพ ในการเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและตระหนักต่อจรรยาบรรณของ สถาบันสื่อสารมวลชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการสร้างดุลยภาพของข่าวสาร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

นโยบายทั้งหมดที่ได้นำเสนอมานี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดขึ้นโดยคำนึงถึง เจตจำนงของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ที่ว่าด้วย แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งความมุ่งมั่นของคณะรัฐมนตรีที่จะแก้ไขปัญหาของ ประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีนั้นจะได้เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยจัดทำรายละเอียดการดำเนินการ ประกอบด้วย แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ และแผนการตรากฎหมาย เพื่อเป็นแนวทาง บริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ดี กรณีที่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงนโยบายรัฐบาล อันเนื่องมาจากปัจจัยที่มีผลกระทบจากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็วตลอดเวลา และอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ รัฐบาลจะรายงานให้รัฐสภาทราบ ต่อไป

รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นที่จะให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสามัคคี ปรองดอง มีความยุติธรรม รัฐบาลมุ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขัน ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก พร้อมทั้งนำความสุขกลับคืนมาให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตชี้แจงเรื่องมติวิป ๓ ฝ่ายนะครับ ซึ่งได้กำหนดกรอบเวลาของการอภิปรายดังนี้ คณะรัฐมนตรีและ ส.ส. พรรครัฐบาล ๑๑ ชั่วโมง ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมงครับ แล้วก็ สมาชิกวุฒิสภา ๗ ชั่วโมง ๔๐ นาทีนะครับ ซึ่งเวลาประท้วงให้หักออกจากเวลาของ แต่ละฝ่าย แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคทุกพรรคไม่จำกัดเวลาครับ แต่ผมเห็นควรว่าไม่ให้สมาชิกใช้สิทธิแทนหัวหน้าพรรคนะครับ ส่วนการจะจัดลำดับ การอภิปรายนั้นจะเริ่มจากหัวหน้าพรรคแล้วก็จะตามด้วยสมาชิกวุฒิสภา พรรคฝ่ายค้านและ พรรคร่วมรัฐบาลสลับกันนะครับ ผมขออนุญาตดำเนินการตามกรอบนี้อย่างเคร่งครัด ขอเชิญท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นวันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งก็เป็น กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในกระบวนการประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา เพราะก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้นรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นโอกาสดีที่ตัวแทน ของประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาจะได้แสดงความคิดเห็น ซักถาม ท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่รัฐบาลแถลงกับสภาซึ่งจะถือเป็นพันธะสัญญา ในการทำงานในระยะเวลา ๔ ปีข้างหน้า กระบวนการนี้สำหรับวันนี้และสำหรับผมมีความพิเศษ ตรงที่ว่าผมถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้สร้างความกระจ่างให้กับสมาชิกรัฐสภาและ พี่น้องประชาชน เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะความผันผวน ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องเศรษฐกิจ ภัยพิบัติซึ่งมากระทบกับปากท้องและปัญหา อื่น ๆ นั้นรอความชัดเจนในเชิงการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า สภาพการเมืองในช่วงระยะเวลาประมาณ ๕-๖ ปีที่ผ่านมาเป็นการเมืองที่เต็มไปด้วยความ สับสนวุ่นวายแล้วก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ เมื่อเรามี การเลือกตั้งทั่วไปและเมื่อพี่น้องประชาชนได้มีการตัดสินใจผ่านกระบวนการของการเลือกตั้ง อย่างชัดเจนสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาส มาทำงานจัดตั้งรัฐบาลนั้น ผมถือว่าวันนี้เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจาก ประชาชนจะได้เริ่มต้นกระบวนการในการนำบ้านเมืองออกจากวิกฤติต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลที่แล้ว ได้ปูทางในเรื่องของการนำประเทศออกจากทั้งวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่เราจะนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤติ นั่นก็คือการที่พวกเราทุกคน จะต้องเร่งสร้างความศรัทธาให้กับกระบวนการประชาธิปไตย เร่งสร้างความศรัทธาให้กับ กระบวนการทางการเมือง เร่งสร้างศรัทธาให้กับรัฐสภาและพรรคการเมืองและนักการเมือง และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของ การอภิปรายในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ด้วยหัวข้อหลัก ๆ ที่กระผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานนั้นมี ๔ หัวข้อ ซึ่งผมถือเป็นหัวใจในการที่จะสร้างศรัทธาให้กับ พวกเราทุกคน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของประเทศ และจะเป็นแนวทางในการที่จะ ทำให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างตรงจุด และที่สำคัญก็คือมีความ ยั่งยืน

หัวข้อแรกก็คือรัฐบาลมีความจำเป็นในการที่จะต้องดำเนินการตาม คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะรัฐบาลเป็นผู้ไปสร้างความคาดหวัง สร้างโจทย์ให้กับ ประเทศในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องของปากท้อง

หัวข้อที่ ๒ ก็คือว่าปัญหาของบ้านเมืองวันนี้มันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังที่รัฐบาลเองก็ได้แถลงเอาไว้ในนโยบายในคำปรารภอย่างชัดเจน หลายเรื่องจำเป็น ที่จะต้องอาศัยการทำงานที่เป็นการสานต่อ มีความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย ซึ่งก็จะทำให้ การแก้ปัญหานั้นเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่อยู่ในลักษณะที่มีการเดินวนกลับไปกลับมา เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของแต่ละรัฐบาล

หัวข้อที่ ๓ การจะสร้างศรัทธานั้นหมายถึงการที่รัฐบาลจะต้องมุ่งหน้าทำงาน โดยรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีผลประโยชน์อื่นใดมาแอบแฝงและ จะต้องขจัดปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งยังมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง

และสุดท้ายสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากก็คือว่าไม่ว่าการทำงานในเรื่องของ นโยบายจะเป็นอย่างไร แต่ว่าการรักษา การปกป้องสถาบันและระบบของประเทศ มีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญ ก็คืออนาคตของสังคมและของประเทศชาติ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเริ่มต้นจากหัวข้อแรก พวกเรานักการเมือง ตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ตลอดเวลา ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตา ของพี่น้องประชาชนหรือสื่อมวลชนโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ดีครับ และสิ่งที่เขาจะสบประมาท พวกเราอยู่เสมอก็คือว่าพวกเราพูดอะไรก็ได้เพื่อหาคะแนนเสียง แต่ว่าเวลาที่จะต้องลงมือ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจริงนั้นมักจะไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ผมไม่อยากให้คำสบประมาท ในลักษณะนี้มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเราก็ทราบกันดีว่าเราอยู่ในห้วงเวลาของการที่ ต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ถ้าหากว่าประชาชนมองว่าการเลือกตั้ง การแข่งขันของพรรคการเมืองไม่ได้นำไปสู่ การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนจริงอย่างตรงไปตรงมา นั่นแหละครับจะเป็นตัวที่ทำลาย ศรัทธา จะเป็นตัวที่ทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองอย่างพวกเรามีปัญหาในสายตาของ ประชาชน และจะเป็นการทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรานั้นมีความเปราะบาง ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่า รัฐบาลชุดนี้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนนั้นปฏิเสธไม่ได้ ก็คือว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศชาติของเรานั้นเพิ่งผ่านพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง มาครั้งหนึ่ง แต่ต้องมาเผชิญกับปัญหาใหม่ก็คือปัญหาในเรื่องของปากท้องของแพง ที่เป็น ผลสืบเนื่องมาจากเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในโลก ประเด็นนี้แหละครับเป็นประเด็นที่อยู่ในใจ ของพี่น้องประชาชนมากที่สุดในวันที่เราไปเลือกตั้ง และท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรี หลายท่าน พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลก็ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้มากมายว่าจะสามารถ แก้ไขปัญหานี้ได้โดยเร็ว ที่จริงแล้วในการเลือกตั้งเกือบจะทุกครั้งไม่ใช่โดยเร็วครับ ท่านใช้คำว่า ข้อเท็จจริงวันนี้ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่วันเลือกตั้งเป็นต้นมาจนถึงกระบวนการของการจัดตั้ง รัฐบาล การแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเราพบความจริงว่าพี่น้อง ประชาชนมีความรู้สึกหวั่นไหว หวั่นไหวว่าคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะทำจริงหรือไม่ ผมคิดว่าตัวที่สะท้อนได้ดีที่สุดตัวหนึ่งก็จะสังเกตได้ว่า เป็นเรื่องแปลกว่า หลังจากการเลือกตั้งดัชนีความสุขของพี่น้องประชาชนนั้นกลับลดลง ทั้ง ๆ ที่เคยมี ความคาดหวังไว้อย่างสูงกับนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นคำมั่นสัญญาในช่วงระหว่างการหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่อยู่ในใจของพี่น้องประชาชนมากที่สุดก็คือการเพิ่มรายได้ และการลดค่าใช้จ่าย หรือภาระค่าครองชีพของประชาชน วันที่พรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาล ไปหาเสียงประกาศนโยบายนั้นชัดเจนมากครับ แต่หลังการเลือกตั้งความชัดเจนนั้น กลับกลายเป็นความคลุมเครือถึงขั้นที่ว่ามีรัฐมนตรีท่านหนึ่งเวลาถูกซักถามในนโยบาย บางประเด็นเช่นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท กล้าพูดขนาดว่านั่นเป็นการพูดจาระหว่างการหาเสียง วันนี้เป็นวันที่ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องแถลงให้ชัดต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ทำความชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของท่านเองและทำความชัดเจนเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้น ไม่หวั่นไหว มิฉะนั้นการสลายทุกข์หรือการสร้างความสุขเกิดขึ้นไม่ได้ ผมขอเริ่มต้นจาก นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ขอย้ำนะครับ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ที่ผมต้องย้ำคำว่าค่าแรงขั้นต่ำ เพราะว่าที่มาที่ไปของนโยบายที่เรียกกันว่า ๓๐๐ บาท มันมีที่มาที่ไปทั้งในเชิงความคิด ในเชิงโครงสร้างและในเชิงสถานการณ์ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนมาตลอดว่าเราจำเป็น ที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งในแง่ของความเป็นธรรมที่ระบบเศรษฐกิจ ของเรานั้น พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานนั้นมีรายได้ต่ำเกินไปและทั้งในแง่ของการที่ จะปรับโครงสร้างอย่างที่รัฐบาลก็เขียนในนโยบายว่าอยากจะเห็นเศรษฐกิจภายในประเทศ มีความเข้มแข็งหรือมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้การพึ่งพาเศรษฐกิจโลกในแง่ของการหา รายได้จากการส่งออกนั้นไม่มีความสำคัญมากจนเกินไป จนทำให้เราได้รับผลกระทบจาก ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในรัฐบาลชุดที่แล้ว เราให้ความสำคัญ กับกระบวนการของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแล้วก็เป็นในรอบ ๑๐ ปีดูจะเป็นรัฐบาลเดียว ที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ายุคของรัฐบาลที่แล้วเป็น ยุคเดียวในรอบ ๑๐ ปีที่ผู้ใช้แรงงานที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำนั้นได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้า ที่แพงขึ้น และผมก็ได้พูดต่อในวันที่มีการประกาศนโยบายของการที่จะปฏิรูปประเทศว่าถึง เวลาแล้วที่เราจำเป็นที่จะต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด ผมใช้คำนี้และพูดกับ ภาคธุรกิจเอกชน ทั้งนี้จำเป็นที่จะต้องเตรียมมาตรการในการที่จะลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ เอกชน เพราะหากเราไม่ทำเช่นนั้นการเพิ่มค่าแรงแบบก้าวกระโดดจะไม่มีประโยชน์กับ พี่น้องผู้ใช้แรงงานเอง เนื่องจากจะไปกระทบกับเรื่องของการจ้างงาน พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าเราคิดจะปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดด เราก็ต้องให้ความมั่นใจว่าธุรกิจอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะ เราห่วงธุรกิจหรอกครับ แต่เราห่วงว่าถ้าธุรกิจเขาอยู่ไม่ได้พี่น้องของเราไม่มีงานทำก็ป่วยการ ที่จะมีค่าแรงขั้นต่ำสูงแต่คนตกงาน วันนั้นพวกเราเองก็คำนวณกันละครับว่าอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ ๒ ปี คิดว่าค่าแรงมันคง จะเพิ่มขึ้นได้ประมาณร้อยละ ๒๕ ที่ใช้เป็นตัวเลขร้อยละไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขตายตัว เพราะเราทราบมาตั้งแต่ต้นว่าค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากัน เพราะค่าแรงขั้นต่ำ ในปัจจุบันนั้นถูกกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงค่าครองชีพ ความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องของการกระจายธุรกิจทำให้อัตราค่าแรงในปัจจุบันต่างกันมาก อยู่กรุงเทพฯ ได้เกือบ ๒๒๐ บาท อยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสานได้อยู่เพียง ประมาณ ๑๕๐-๑๖๐ บาท แต่ว่าในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็หาเสียง ความจริงประกาศตั้งแต่ ก่อนการเลือกตั้งว่าจะปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาท ผมเคยนั่งอยู่ตรงโน้นนะครับ สอบถามผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนั้น ซึ่งประกาศว่าจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาท ว่าท่านคิดว่าจะทำได้เมื่อไร เพราะผมถามไปเนื่องจากว่าผมพูดชัดเจนว่าการเตรียมการ ในการลดต้นทุนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๒ ปีที่จะเพิ่ม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคำนวณจากอัตราค่าจ้างที่สูงสุดในปัจจุบันก็ไปถึงประมาณ ๒๖๐-๒๗๐ บาท วันนั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยพูดชัดเจนบอกว่าถ้าได้รับเลือกตั้งมานั้นจะทำทันที ขึ้นได้ทันที และในการหาเสียงหลายต่อหลายโอกาส ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งในขณะนั้นก็เป็นผู้ที่จะอาสา ตัวมาดำรงตำแหน่งนี้ก็พูดในหลายโอกาสกับพี่น้องประชาชนว่าจะดำเนินการเพิ่มค่าแรง ขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาททันที จะมีวันสุดท้ายละครับที่มีการหาเสียงที่ดูเหมือนว่าท่านจะผ่อน เวลาไปนิดหน่อย แต่ก็พูดชัดเจนว่าจะเริ่มได้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ค่าจ้างขั้นต่ำหมายถึงอัตราค่าจ้างซึ่งต่ำที่สุดที่คนทำงานพึงจะได้ เข้าใหม่ไร้ฝีมือ นี่คือความ คาดหวังของพี่น้องประชาชนที่เขามอบความไว้วางใจให้กับท่าน แต่วันนี้หลังจากที่มีการ เลือกตั้งผ่านพ้นมานั้น ผมต้องกราบเรียนว่าการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีหลายต่อหลายท่าน พูดไม่ตรงกับนโยบายที่พูดไว้ตอนหาเสียง บางท่านดีที่สุดก็บอกว่าจะพยายามเร่งดำเนินการ ทันที ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงท่านก็ยืนยันทำนองนั้น แต่ในทีมเศรษฐกิจท่าน อื่น ๆ เริ่มไม่พูดถึงค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่พูดถึงว่าจะดำเนินการทันที ไม่พูดถึงว่าจะเท่าเทียมกัน ทั่วประเทศ และพอผมมาอ่านนโยบายในวันนี้ ท่านประธานครับ นโยบายในวันนี้ถ้อยคำที่ใช้ ไม่พูดถึงค่าจ้างขั้นต่ำ แต่บอกว่าให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท สิ่งที่ผม อยากจะได้คำตอบจากรัฐบาลในวันนี้ก็คือว่าคำว่า รายได้ ในที่นี้ท่านหมายถึงค่าจ้างขั้นต่ำ ใช่หรือไม่ หรือเป็นไปอย่างที่รัฐมนตรีบางท่านเริ่มให้สัมภาษณ์ว่าตรงนี้ไม่ใช่หมายถึงค่าจ้าง แต่อาจจะไปรวมในเรื่องของสวัสดิการ อาจจะไปรวมในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งมันจะไม่ตรงกับสิ่งที่ พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังและตัดสินใจมอบความไว้วางใจให้กับท่านมา ที่สำคัญที่สุดครับ นอกเหนือจากเขียนว่าเป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทแล้ว ท่านยังเพิ่มถ้อยคำว่า อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งทำให้เข้าใจไปได้อีกว่าคนที่จะ ได้รายได้ ๓๐๐ บาทนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพหรือจะต้องผ่านในเรื่องของมาตรฐานฝีมือ แรงงานบางประการ ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นนะครับว่าความแตกต่างระหว่าง คำมั่นสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความคาดหวังว่าท่ามกลางภาวะของแพง ท่ามกลาง คำมั่นสัญญาที่บอกว่าเราจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ค่าจ้างขั้นต่ำจะต้อง กระโดดขึ้นไป ๓๐๐ บาท ใครที่ได้ค่าจ้างมากกว่าขั้นต่ำในปัจจุบันก็คงจะมีการปรับ ในลักษณะลดหลั่นกันไป แต่วันนี้ไม่มีความชัดเจน ถ้าบอกว่า ๓๐๐ บาทต้องไปผูกติดอยู่กับประสิทธิภาพ ผลิตภาพ การใช้แรงงาน นั่นไม่ใช่ละครับ เพราะปัจจุบันเรามีค่าจ้างที่เป็นไปตามมาตรฐานฝีมือ แรงงานอยู่แล้ว ประกาศใช้ครั้งแรกก็ในรัฐบาลที่แล้วอย่างไรครับ ๒๒ สาขาซึ่งหลายสาขา สูงกว่า ๓๐๐ บาท เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากให้รัฐบาลยืนยัน ถ้าบอกทำทันทีไม่ได้ เอาตาม วันสุดท้ายก็ได้ที่หาเสียงว่า ๑ มกราคมนี้ ๓๐๐ บาทจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศดังที่บอก กับพี่น้องประชาชนไว้ แน่นอนผมพูดอย่างนี้ ท่านก็อาจจะบอกว่าก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ถูกต้องครับ ผมก็เข้าใจว่าวันที่ท่านให้คำมั่นสัญญากับประชาชนท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า การจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท มันต้องมีผลกระทบ แต่ก็มักจะพูดกันเสมอนี่ครับ ว่าได้เตรียมในเรื่องของการรองรับผลกระทบต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ซึ่งท่านก็สามารถที่จะทำได้ จากการที่จะไปใช้มาตรการทางภาษีอากรในการที่จะลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ แล้วท่าน ก็จะต้องดูผลกระทบอีก ๒ ด้าน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญที่อยากจะให้ท่าน ไปดูอย่างชัดเจน เช่น ปัญหาในเรื่องของแรงงานต่างด้าว เพราะเพื่อนสมาชิกก็จะได้อภิปราย ต่อไปนะครับว่า อัตราค่าจ้างในประเทศเพื่อนบ้านนั้นต่ำกว่านี้มาก เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ คาดการณ์ได้ว่าจะมีการหลั่งไหลของแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพิ่มขึ้น จากจำนวนที่มีอยู่แล้ว ในประเทศเราก็คาดการณ์กันว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านจะต้องไปดูผลกระทบ ในเรื่องของปัญหาการกระจายตัวของธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะว่าอย่างที่ผมกราบเรียนครับ ถ้าเพิ่มขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาท ในกรุงเทพฯ ก็จะเพิ่มประมาณ ๘๐ กว่าบาท แต่ในบางจังหวัดนั้นเพิ่ม ๑๕๐ บาท หรือเป็นเท่าตัว ทำอย่างไรจะมีแรงจูงใจให้กับ ผู้ประกอบการในการที่จะมีธุรกิจ มีอุตสาหกรรม มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในจังหวัด เหล่านั้น ไม่ใช่ปิดกิจการแล้วก็ทำให้ทุกคนต้องหลั่งไหลมาเพื่อเข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร ท่านต้องไปดูผลกระทบในแง่ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกจะมี ผลกระทบทำให้มีการย้ายฐานการผลิต การไม่เข้ามาลงทุนหรือไม่ อย่างไร เพราะต้องไม่ลืม ถึงเราอยากจะให้เศรษฐกิจภายในประเทศแข็งแกร่ง แต่อุตสาหกรรมการส่งออก เป็นตัวที่ ช่วยทำให้เรามีการขยายตัวในเรื่องของการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจโลก เป็นตลาดที่ใหญ่มาก เมื่อการส่งออกไปได้ดีอย่างน้อยที่สุดการจ้างงานก็จะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าหากว่าเราแข่งขันไม่ได้ ยกระดับค่าจ้างและไม่ลดต้นทุนให้กับทางธุรกิจ เขา ตรงนี้การส่งออกก็จะหดตัว แล้วก็ในที่สุดเราก็จะไม่สามารถในการที่จะดำเนินการ ให้พี่น้องประชาชนของเรานั้นมีความกินดีอยู่ดี จากการที่มีงานทำ มีรายได้ มีอาชีพอย่างที่ เราหวัง เพราะฉะนั้นวันนี้ครับ เป็นโอกาสดีที่ท่านจะทำความชัดเจนว่าตกลง ๓๐๐ บาท ที่ว่าหมายถึงค่าจ้างขั้นต่ำใช่หรือไม่ หมายถึงค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้ทั่วประเทศใช่หรือไม่ และจะประกาศใช้ในวันที่ ๑ มกราคม อย่างที่ท่านได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ เกี่ยวข้องกันกับ นโยบายในเรื่องนี้ก็คือ นโยบายที่ประกาศเอาไว้ในเรื่องของ ๑๕,๐๐๐ บาทสำหรับผู้ที่จบ ระดับปริญญาตรี ตรงนี้ความจริงแล้วผมเองพยายามทำความเข้าใจกับนโยบายนี้ด้วยความ ยากลำบากตรงที่ว่า ผมไม่ทราบว่านโยบายนี้ซึ่งท่านพูดเอาไว้ว่าใช้กับทุกคนนั้น ท่านจะใช้ กลไกอะไรในการไปบังคับภาคเอกชน ที่คิดได้เร็ว ๆ ก็จะมีเฉพาะในภาคราชการ เพราะว่า อัตราเงินเดือนนั้นสามารถที่จะกำหนดได้โดยรัฐบาลเอง แต่ว่าภาคเอกชนจะมีหลักประกัน อะไรว่าผู้จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ผมกราบเรียนว่าวันที่ท่านหาเสียง ท่านก็ใช้คำว่าเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เลขาธิการพรรค บอกว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมปีนี้เป็นต้นไป วันนี้ในนโยบายท่านเขียนไม่ใช้คำว่า เงินเดือน ก็ใช้คำว่า รายได้ อีกเช่นเดียวกันครับ ๑๕,๐๐๐ บาท คำถามก็คือว่ายังคงเป็น เงินเดือนใช่หรือไม่ หรือจะเลี่ยงไปเป็นบอกว่าเป็นเงินเพิ่มหรือเงินอะไรแล้วก็ไม่มีการปรับ ฐานของเงินเดือน ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการพูดถึงเฉพาะ ๑๕,๐๐๐ บาท สำหรับปริญญาตรีนั้น ท่านก็ต้องมีคำตอบให้กับคนกลุ่มอื่น ๆ ด้วย

กลุ่มหนึ่งก็คือคนที่ปัจจุบันอาจจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่เงินเดือนของเขาไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท หรือสูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง โครงสร้าง เงินเดือนถ้าบอกว่าปริญญาตรีจะได้ ๑๕,๐๐๐ บาท บางวันมีบางท่านพูดว่าเฉพาะคนที่ จบใหม่ เราจะทำให้โครงสร้างเงินเดือนมันมีความเป็นธรรมกับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร ถ้าจะยก อัตราเงินเดือนขึ้นทั้งระบบ ผมคำนวณคร่าว ๆ เฉพาะระบบราชการถ้าขึ้นในอัตรา ที่สอดคล้องกันคงจะต้องใช้เงินเกือบจะเป็นหลักแสนล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าท่านคงไม่ทำ แต่ก็ต้องมีคำตอบครับว่าเมื่อจะให้ผู้จบปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว การปรับโครงสร้าง อัตราเงินเดือนในภาคราชการเป็นอย่างน้อย จะเกิดขึ้นเมื่อไร อย่างไร และจะมีวิธีการ ในการดำเนินการให้ภาคเอกชนนั้นใช้มาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร

ส่วนกลุ่มคนที่สำคัญอีกกลุ่มใหญ่เลยครับ ที่ผมคิดว่าได้รับผลกระทบจาก นโยบายนี้ก็คือผู้ที่จบสายอาชีพ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. ปวส. จะไม่ปรับเงินเดือน ให้เขาหรือครับ จะไม่ปรับรายได้ให้เขาหรือครับ ตรงนี้ถ้าไม่ทำจะมีผลกระทบอย่างรุนแรง ๒ ด้าน

ด้านหนึ่งก็คือคนจ้างงานถ้ามีช่องว่างระหว่างเงินเดือนระหว่างปริญญาตรี กับ ปวส. ปวช. มากนักก็จะมีแนวโน้มที่จะจ้างงานคนที่จบปริญญาน้อยลงนะครับ เพราะต้นทุนจะสูงกว่าเยอะ แต่ว่าที่สำคัญกว่าครับ ผมว่านโยบายที่ไม่มีคำตอบสำหรับ คนที่จบสายอาชีพกำลังสวนทางกับความต้องการของการพัฒนาประเทศ ที่เราพยายาม ในช่วงที่ผ่านมา มุ่งเน้นว่าทำอย่างไรเราให้คนของเรานั้นไปเรียนสายอาชีพมากขึ้น เพราะข้อเท็จจริงก็คือปัจจุบันเราเริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่คนจบปริญญาตกงานมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการนั้นพยายามที่จะหาแรงงานทางด้านสายอาชีพแต่ขาดแคลน เพราะฉะนั้นการไปเจาะจงหรือระบุว่าปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท นอกจากท่านจะต้อง อธิบายให้เห็นชัดเจนว่าจะทำได้เมื่อไร ด้วยวิธีการใด แล้วผมอยากจะเรียกร้องแทนผู้ที่ ไม่ได้จบปริญญาตรี แทนผู้ที่จบอาชีวศึกษาสายอาชีพทั้งหมดว่าเขาจะมีโอกาสได้รับ ค่าตอบแทนที่ใกล้เคียง เทียบเคียง หรือมีความเป็นธรรมจากการที่มีการเปลี่ยนแปลง นโยบายนี้อย่างไร ๒ นโยบายนี้ครับ ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุด เป็นที่คาดหวังมากที่สุด ว่าจะเป็นคำตอบที่ท่านให้ในเรื่องของการสู้กับปัญหาของแพง และในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ดังที่ท่านได้ประกาศไว้ แต่ว่า ถ้าให้ผมอ่านจากนโยบายที่เขียนไว้ในข้อ ๑.๘.๒ ผมก็ต้องบอกว่ามันไม่ตรงกับความคาดหวัง ที่ท่านได้สร้างเอาไว้ ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นโฆษณาเกินจริง เดี๋ยวจะเดือดร้อนท่านรัฐมนตรี ที่ต้องไปดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันก่อนผมยังเห็น อย. เล่นงานเรื่องปัญหารังนก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กับรังนก ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ อย่าให้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลตกอยู่ในฐานะอย่างนั้นนะครับ ที่คนมองว่าเวลาโฆษณา ประชาสัมพันธ์พูดอย่าง แต่เวลาจะทำจริงกลับเปลี่ยนแปลง กลับเลี่ยง กลับไม่ดำเนินการ ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์เอาไว้ เรื่องนี้สำคัญ เพราะว่านอกเหนือจากการพูดว่าจะดำเนินการทันทีแล้ว มันเป็นเครื่องมือที่จะต้องมาตอบโจทย์ ในเรื่องของปัญหาของแพง เพราะมันเป็นเรื่องง่ายในการที่จะบ่นหรือตำหนิว่าข้าวของแพง แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายในการบริหารจัดการให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงในระบบเศรษฐกิจ แบบของเราซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี แล้วท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็จะทราบดีว่า ถ้าเราฝืนความเป็นจริงในเรื่องของต้นทุน เรื่องของตลาด มันก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมา เช่น การขาดแคลนของสินค้าอย่างนี้เป็นต้น วันนี้ผมต้องบอกที่มาเรียกร้องในเรื่องของ การเพิ่มรายได้ก็เพราะว่านับตั้งแต่เลือกตั้งมาของไม่ได้ถูกลงนะครับ ไข่คละหน้าฟาร์มก็สูงกว่า ช่วงเลือกตั้ง ที่หลายท่านที่นั่งอยู่ข้างบนก็ไปโจมตีรัฐบาลชุดก่อนว่าไม่สามารถทำให้ราคาไข่ ลดลงมาได้ หมูหน้าฟาร์ม เขียงหมูต่าง ๆ ขณะนี้ราคาก็สูงกว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้ง แล้วหลายท่านก็ไปตำหนิติติงว่าทำไมไม่สามารถทำให้ราคาสินค้าเหล่านั้นถูกลงได้ ในนโยบายก็ไม่ได้เขียนชัดเจนนักนะครับ นอกจากจะไปแก้เชิงโครงสร้างซึ่งรัฐบาลที่แล้ว ก็เริ่มเอาไว้แล้วเรื่องการเปิดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เพื่อที่จะเพิ่มไข่เข้าสู่ตลาดหรือการที่จะ พยายามดูแลในเรื่องของปัญหาการผูกขาดตัดตอน ผมได้ยินเฉพาะดูจะเป็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่บอกว่ารอให้สารทจีนพ้นไปครับของจะถูกลง ท่านประธานครับ ในเรื่องค่าครองชีพนั้นนอกจากจะต้องเร่งเพิ่มรายได้ตามคำมั่นสัญญาแล้ว ที่จริงท่าน นายกรัฐมนตรีเองท่านพูดชัดเจนเลยว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจ เป็นสิ่งแรกที่ท่านจะทำ แล้วก็คำปราศรัยของท่านที่ชัดเจนที่สุดก็คือท่านใช้คำว่า กระชาก ค่าครองชีพลงมา ถามว่าด้วยวิธีการอะไร ท่านใช้คำว่า ด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน วันนี้เรื่องของน้ำมันก็ยังคงอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน แต่นโยบายหลังการเลือกตั้ง ก็ดูจะเปลี่ยนไปจากนโยบายในช่วงของการหาเสียงที่บอกว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมัน เพราะว่าในนโยบายฉบับนี้ ข้อ ๑.๗.๑ ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้คำว่า ชะลอการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทชั่วคราว ๑. คือไม่ได้ยกเลิกนะครับ ๒. จะทำบางประเภท ๓. เปลี่ยนเป็นเรื่องว่าเป็นเรื่องของชั่วคราว แล้วก็กำลังสร้างความ สับสนครับ เพราะว่าเขียนต่อไปว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มุ่งสู่การ สะท้อนราคาต้นทุนพลังงาน แล้วในนโยบายพลังงานเองก็ยังยืนยันว่าจะสนับสนุนเรื่องของ แก๊สโซฮอล์ เรื่องของไบโอดีเซล ผมต้องโยงมาตรงนี้เพื่อจะสอบถามให้เกิดความชัดเจนครับ โดยเฉพาะล่าสุดที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้สัมภาษณ์ก็ยิ่งเพิ่มความสับสน ไปอีก สับสนอย่างไรครับ เรามีกองทุนน้ำมันเอาไว้นี่ครับ หลักของมันก็ทำ ๒ อย่าง ๑. ก็คือพยายามดูแลเสถียรภาพของราคาน้ำมันไม่ให้มันแกว่งตัวมากไปตามราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลก น้ำมันดิบในตลาดโลกแพงมาก ๆ ถ้าเรามีกำลังเราก็อาจจะใช้กองทุนนี้อุดหนุน ถ้าคิดว่ามันเป็นการสูงขึ้นเป็นการชั่วคราว เวลาราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง เราก็ใช้วิธีเก็บ เงินเข้ากองทุนก็ทำกันอย่างนี้มา ส่วนใหญ่เราก็พยายามดูแลไม่ให้กองทุนนั้นบวกมากเกินไป หรือติดลบมากเกินไป เพราะไม่ใช่วัตถุประสงค์ของมัน มียุคเดียวละครับก็ยุคสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณที่ทำให้กองทุนน้ำมันเป็นหนี้ ไปเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ทำให้ต่อมาในยุคของท่าน พลเอก สุรยุทธ์ ต้องมาไล่ เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้หนี้ตัวนี้ ในสมัยรัฐบาลที่แล้วเราก็ใช้หลักว่าจะไม่ให้กองทุน น้ำมันติดลบ และสถานะวันนี้ผมเข้าใจว่าก็อยู่ประมาณใกล้ ๐ พอดีครับ โดยหลักที่เราใช้ ก็คือว่าเราดูแลราคาน้ำมันดีเซลก่อน เพราะน้ำมันดีเซลนั้นมันเป็นต้นทุนทางด้าน โลจิสติกส์ (Logistics) ทางด้านการขนส่ง แล้วเราก็บอกว่าถ้ามันเกิน ๓๐ บาท พวกบริษัทขนส่ง ต่าง ๆ ก็จะมาขอขึ้นราคาก็จะกระทบกับต้นทุนสินค้าโดยตรง เราจึงบอกว่าก็ตรึงดีเซลไว้ที่ ๓๐ บาท แต่ตัวอื่นเราก็ยังไม่เข้าไปดำเนินการ เพราะรู้ว่าถ้าเข้าไปดำเนินการทั้งหมด นั่นหมายถึงว่ากองทุนน้ำมันจะต้องติดลบแล้วก็ต้องนำไปสู่การกู้ยืม แล้วเมื่อกองทุนน้ำมัน เป็นหนี้ก็มี ๒ อย่างครับ ๑. ก็คือในที่สุดต้องหาภาษีอากรของพี่น้องประชาชนนั่นแหละไปคืน หรือ ๒. ก็ต้องไปเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในวันข้างหน้าถ้าคิดว่าราคาน้ำมันจะลดลง วันนี้จากนโยบายตรงนี้ก็ทำให้เรายืนราคาน้ำมันดีเซลมาได้ที่ ๓๐ บาท ค่าขนส่งก็ไม่ขึ้น เมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลงตอนนี้ก็เก็บเงินเข้ากองทุนอยู่ประมาณ ๒ บาทกว่า แต่ที่ทำให้อยู่ได้ ที่ ๓๐ บาท โดยเก็บเงินเข้า ๒ บาทกว่านั้นคือเรายอมยกเว้นการเก็บภาษีไปประมาณ ๕ บาท เป็นการชั่วคราว ส่วนเบนซินนั้นก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุน วัตถุประสงค์ที่ ๒ ที่เราใช้ กองทุนน้ำมันอยู่ก็คือว่าที่เราเก็บเงินจากน้ำมันบางประเภทเพราะกองทุนน้ำมันมีค่าใช้จ่าย อีกด้านหนึ่งก็คือเราอุดหนุนในเรื่องของแก๊สหุงต้มสำหรับพี่น้องประชาชนที่ใช้ในครัวเรือน ในการประกอบอาหาร วันนี้ถ้าเราไม่ใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนแก๊สหุงต้ม ราคาแก๊สแต่ละถัง จะเพิ่มขึ้นแทบจะเรียกว่าเป็นเท่าตัวนะครับ ซึ่งจะเป็นภาระอย่างมากกับพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องถามวันนี้เพื่อความชัดเจนก็คือว่า สรุปแล้ว การชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันบางประเภทเป็นการชั่วคราวและปรับโครงสร้างราคา พลังงานให้สะท้อนราคาต้นทุนพลังงานจะแปลว่าอะไร ท่านยกเลิกการเก็บเบนซิน แน่นอน ผู้ใช้เบนซินย่อมมีความพอใจ แต่ถ้าจะไม่ให้กองทุนน้ำมันติดลบท่านก็ต้องยกเลิก การอุดหนุนแก๊สหุงต้ม พี่น้องที่ใช้แก๊สหุงต้มทุกครัวเรือนก็จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบจะเป็น เท่าตัว จะเอาอย่างนั้นหรือเปล่าครับ แต่ถ้าอุดหนุนแก๊สหุงต้มต่อก็หมายความว่าราคาน้ำมัน ในตลาดโลกในขณะนี้ซึ่งถือว่าอยู่กลาง ๆ นะครับไม่ได้สูงเหมือนกับบางช่วงที่รัฐบาลที่แล้ว หรือรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัครต้องเผชิญ ไม่ได้ต่ำจนเกินไป กองทุนน้ำมันก็จะมีหนี้ เดือนละประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านทำไป ๖ เดือน ครึ่งปี คำนวณดู ก็จะออกมาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ถ้าทำทั้งปีก็ต้องคูณ ๒ คำถาม ก็คือสุดท้ายจะเอาเงินจากไหนมาใช้หนี้กองทุนตัวนี้ เพราะอย่างไรเงินก็ต้องมาจากประชาชน ละครับ ไม่มาจากการเก็บภาษีก็ต้องมาจากการจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันประเภทใดประเภทหนึ่ง เข้าสู่กองทุนน้ำมัน แต่ว่าที่สับสนมากไปกว่านั้นก็คือว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานเองพอท่านเห็นราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลงบ้างในบางช่วง ในช่วงนี้ก็กำลังคิด ที่จะกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเร็วขึ้นกว่ากำหนดนะครับ มีข่าวอยู่ประมาณ วัน ๒ วันนี้ ซึ่งสรุปแล้วหมายความว่าท่านกำลังจะทำให้เบนซินลดลง แต่มีแนวคิดที่จะเพิ่มราคาน้ำมัน ดีเซลใช่หรือไม่ ท่านคิดว่านี่เป็นโครงสร้างพลังงานที่มีความเป็นธรรม ท่านคิดว่านี่จะเป็น โครงสร้างพลังงานที่จะช่วยในเรื่องของต้นทุนที่จะกระชากค่าครองชีพลงมาดังคำมั่นสัญญา ใช่หรือไม่ ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ และที่สำคัญนอกจากโครงสร้างดีเซล เบนซิน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่เบนซินถูกลง ดีเซลแพงขึ้น นั่นยังไม่พอ แต่ถ้ามีการถอด มีการชะลอ นั่นหมายความว่ากรณีของแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ซึ่งเดิมเราต้องใช้วิธีการ อุดหนุน เพราะถ้าบอกว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามต้นทุนนะครับ แก๊สโซฮอล์กับไบโอดีเซล ก็จะแข่งขันไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าดำเนินการตามนโยบายที่ว่านี้ก็แปลว่าที่เคยพยายาม ส่งเสริมแก๊สโซฮอล์กับไบโอดีเซลมาตลอดก็จะไม่เป็นการส่งเสริม จะถดถอย แล้วก็จะกระทบ ไปถึงพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรที่เป็นต้นทางของการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล มาสู่แก๊สโซฮอล์หรือไบโอดีเซล ผมจึงเรียนว่านโยบายตรงนี้สับสนมากครับเมื่อดูจากสิ่งที่ ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงมาเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ประกาศในวันนี้ไปจนถึงนโยบาย ที่เขียนไว้เป็นนโยบายในเชิงโครงสร้างระยะยาวในเรื่องของราคาพลังงานแล้วก็การส่งเสริม พลังงานทดแทน ท่านประธานที่เคารพครับ มีอีกหลายเรื่องซึ่งเป็นนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าจะมีเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายแต่ผมคิดว่าสิ่งที่กระผมได้กราบเรียนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของ ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท กองทุนน้ำมัน ตรงนี้คือสิ่งที่อยู่ในความสนใจของ พี่น้องประชาชนมากที่สุด ผลกระทบต่าง ๆ เมื่อท่านได้ประกาศไว้ผมก็สันนิษฐานว่าท่าน ต้องได้เตรียมการในการแก้ไขแล้ว ก็อยากจะเรียกร้องว่าสิ่งเหล่านี้ขอให้เริ่มต้นดำเนินการ อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ที่จริงแล้วก็ต้องทวงสัญญาว่าทันทีอย่างที่ได้เคยประกาศไว้ ในวันที่ไปขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน

สำหรับนโยบายอีกเรื่องซึ่งถือว่าเป็นคำมั่นสัญญานะครับ ที่คงจะถูกใจ พี่น้องประชาชนก็คงจะเป็นเรื่องของนโยบายด้านยาเสพติด เพราะเป็นปัญหาใหญ่มาก นโยบาย ๑.๒ นโยบายยาเสพติดที่เขียนไว้ก็ขอกราบเรียนครับว่าสำหรับพวกกระผมแล้ว เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นนโยบายที่ได้มีการดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับครับว่าแม้ว่าดำเนินการมาแล้วจะมีการจับกุมปราบปรามได้เป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาการแพร่ระบาดก็ยังมีอยู่มาก ที่เขียนทั้งหมดในข้อ ๑.๒ นี่ครับเป็นสิ่งที่มี การดำเนินการกันอยู่ ถ้าตกหล่นกันไปก็คือแนวคิดสุดท้ายที่รัฐบาลที่แล้วมีก็คือการ บูรณาการกำลัง เอาพลเรือน เอาทหาร เข้ามาช่วยตำรวจที่เราทดลองกันในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ที่เรียกว่า ๓๑๕ ก็อยากจะสอบถามว่ามีแนวคิดที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อหรือไม่ แต่ว่า ที่สงสัยก็เพราะท่านประกาศว่านโยบายของท่านจะสามารถขจัดยาเสพติดให้หมดไปได้ ในระยะเวลา ๑ ปี ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แล้วก็ต้องขอกราบเรียนครับว่าใน ๑ ปี ใช้แนวทางอย่างที่ทำมานี้อาจจะลดลงได้นะครับแต่ว่าจะขจัดให้เด็ดขาดคงจะเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามผมก็หวังนะครับว่าสิ่งที่เขียนเอาไว้นี้ก็จะเป็นแนวทางที่ใช้ในการปฏิบัติก็คือ การยึดหลักนิติธรรม ก็ต้องยอมรับว่าในอดีตท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเองก็ได้ยอมรับว่า ผิดพลาดไปในเรื่องของการใช้ความรุนแรงเกินเหตุแล้วก็ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนถึง ๒,๕๐๐ กว่าคน แม้กระทั่งเด็กที่บริสุทธิ์ก็ต้องสูญเสียจากเรื่องนี้ เราก็หวังว่าไม่ย้อนกลับไปสู่ ปัญหาอย่างนั้นนะครับ นี่คือคำมั่นสัญญาที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนอยากทวงถาม อยากเห็นความชัดเจน แล้ววันนี้ดีที่สุดก็คือท่านชี้แจงต่อสภาเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ถ้าท่านไม่ชี้แจง คือท่านจะทำ มั่นใจว่าทำได้ก็ประกาศ หรือถ้าตรงไหนท่านคิดว่ายังมีปัญหาอุปสรรค ยังทำไม่ได้แล้วชี้แจง ก็ดีกว่าการที่ปล่อยให้ภาวะนี้คลุมเครืออย่างต่อเนื่องต่อไป ผมกราบเรียนตรงนี้ จริง ๆ การคลุมเครือมันไม่เป็นประโยชน์กับใครหรอกครับ ความชัดเจนก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ ของฝ่ายค้านหรือสมาชิกสภาหรอกครับ ความชัดเจนจะเป็นประโยชน์กับการบริหารประเทศ บริหารเศรษฐกิจของท่าน และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน วันนี้พอพี่น้องประชาชน แต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายจ้าง หรือใครก็ตาม ไม่แน่ใจว่า ๓๐๐ บาทจะเริ่มเมื่อไร ๑๕,๐๐๐ บาทจะเริ่มเมื่อไร ราคาน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนี่ครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือ การคาดการณ์ แล้วสุดท้ายก็นำไปสู่หลายสิ่งหลายอย่างที่จะเป็นการไปซ้ำเติมปัญหา ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาสินค้า เพราะเชื่อเถอะครับว่าจะต้อง มีคนฉกฉวยโอกาสจากการที่บอกค่าแรงกำลังจะขึ้น เงินเดือนกำลังจะขึ้น ในการที่จะ ขึ้นราคาสินค้าไป แต่ในขณะที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีความชัดเจน ปัญหาก็จะวิ่งไปข้างหน้าสะสม ไปเรื่อย แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือพี่น้องประชาชน ผมอยากเห็นความชัดเจนนะครับ เพราะเวลาท่านพูดถึงกรณีการลดภาษีให้กับทางธุรกิจ ท่านเขียนชัดเลยครับว่าปี ๒๕๕๕ นี่เสร็จเรียบร้อยจากร้อยละ ๓๐ เหลือร้อยละ ๒๓ ปี ๒๕๕๖ ท่านฟันธงเลยว่าเหลือ ร้อยละ ๒๐ ทำไมกับผู้ประกอบการกับนายทุนท่านพูดชัดเจนได้ แต่ทำไมกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน กับลูกจ้างท่านพูดชัดเจนไม่ได้ล่ะครับว่าเขาจะได้ค่าจ้างที่สูงขึ้นเมื่อไร เพราะท่านเอา ๒ นโยบายนี้ผูกกันไว้เองตั้งแต่ต้นว่าจะเพิ่มค่าจ้างและลดภาษีเพื่อชดเชยให้กันและกัน ท่านประธานครับ นอกจากความไม่ชัดเจนจะส่งผลในเรื่องราคาสินค้า ความไม่ชัดเจนอาจจะ ส่งผลต่อเรื่องของปัญหาการจ้างงานนะครับ เพราะว่าก็มีลูกจ้างซึ่งก็จะเริ่มไปบ่นว่าทำไม ถึงยังไม่ได้ค่าจ้างตามที่นโยบายของรัฐบาลได้ประกาศไว้แล้ว การบริหารเศรษฐกิจที่มี ความคลุมเครืออย่างนี้ยังเป็นผลเสียต่อเรื่องอื่น ๆ ด้วย ท่านจะเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ระยะหลังนี่มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างที่จะรวดเร็วต่อเนื่อง นั่นก็เป็นเพราะว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเขามีหน้าที่ในการดูแลเรื่องเงินเฟ้อ เขาเห็นรัฐบาลประกาศนโยบาย ในการเพิ่มรายได้ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการจะใช้เงินลงทุนมหาศาลนี่ครับ ซึ่งความจริง ถ้าหากว่าท่านจะผลักดันนโยบายค่าจ้างนี่ท่านก็ทำได้เลยนะครับ เพียงแต่ว่าเอาเงินไป ชดเชยให้กับภาคเอกชนเขา แต่ความไม่ชัดเจนตรงนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะวิตก ในเรื่องของเงินเฟ้อและระมัดระวังเกินเหตุ จนในที่สุดเขาก็จะขึ้นดอกเบี้ยและดอกเบี้ยสูง ก็จะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก เป็นภาระกับเรื่องของธุรกิจ จะกระทบ ต่อเรื่องของการลงทุน กระทบต่อเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน กระทบไปถึงเรื่องของ การส่งออกและอื่น ๆ ผมจึงอยากให้วันนี้ละครับมีความชัดเจนกันไปทางใดทางหนึ่ง ทำได้ ก็ตอบให้ชัดว่าทำได้และทำเมื่อไร ยังทำไม่ได้ก็ให้เหตุผลให้ชัดเจน ระบุกรอบเวลาให้ชัดเจน เพื่อเกิดความชัดเจนความแน่นอนสำหรับระบบเศรษฐกิจต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะทวงคำมั่นสัญญาก็คงจะต้องทวงกันอีกหลายเรื่อง เด็ก ๆ รอแท็บเล็ตอยู่นะครับ ตอนหาเสียงใช้คำว่า เพอร์ ไชลด์ (Per child) แปลแล้วก็น่าจะแปลว่าก็ได้กันทุกคนนะครับ แต่วันนี้ ๑.๑๕ เขียนว่า เริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่องสำหรับระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ก็จะมีเพื่อนสมาชิกที่จะได้อภิปรายในเรื่องเหล่านี้ ต่อไป อย่างไรก็ตามครับมีนโยบายบางเรื่องซึ่งท่านก็ไปประกาศไว้ในช่วงหาเสียง ซึ่งผมจะไม่ทวง ให้ทำ เพราะผมคิดว่าไม่ควรจะทำ และก็ดีแล้วที่ไม่ได้ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรกก็คือนโยบายภาคใต้ที่มีการไปชูประเด็นเรื่องของนครรัฐปัตตานี ซึ่งพวกกระผมไม่เห็นด้วย แล้วก็คิดว่าท่านรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีที่จะมาดูแล เรื่องนี้ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าท่านก็คงจะไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไรครับเรื่องนี้เราไม่ทวงสัญญากัน เพราะผมถือว่านโยบายนี้ไม่ได้รับการขานรับตอบรับจากพี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้เลย ดังจะเห็นได้จากผลของการเลือกตั้ง แต่ว่านี่เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งผมอยากให้ ทางรัฐบาลได้ใช้แนวทางของการที่จะสานต่อนโยบายที่เราได้เริ่มต้นไว้แล้วในการปรับ โครงสร้างขององค์กรที่มาบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ยึดในเรื่องของ ความยุติธรรมและการพัฒนาเป็นหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเองเขียนในนโยบาย ข้อ ๗.๑๐ ว่าต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประเทศมุสลิม องค์กรอิสลามระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยกำลังดำเนินการแก้ไขด้วยหลักการตามแนวพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น อยากจะกราบเรียนว่าการประชุมโอไอซี (OIC) หรือกลุ่มประเทศมุสลิมในครั้ง ล่าสุดในรายงานในการอภิปรายในการประชุมดังกล่าวก็ได้พูดชัดเจนยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลง นโยบายของรัฐบาลไทยในยุคที่ผ่านมาว่าไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องนี้จะ ดำเนินการต่อเนื่องในแนวทางนี้โดยไม่ไปยึดติดกับเรื่องของนครรัฐปัตตานีตามที่ได้หาเสียงไว้นั้น ผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการทำงาน ในเรื่องของภาคใต้ ซึ่งยังจำเป็นจะต้อง มีมาตรการใหม่ ๆ หรือนโยบายที่จะเพิ่มเติมเข้ามา

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ติดใจที่จะทวงถามก็คือนโยบายถมทะเล ที่อ้างว่า จะมาป้องกันในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือจะไปสร้างเมืองใหม่ซึ่งจะต้องใช้เงินมหาศาล ผมเข้าใจว่าไม่ได้ระบุอยู่ในนโยบายฉบับนี้ ถ้าระบุอยู่ก็ช่วยกรุณาบอกด้วย ก็พยายามอ่านอยู่ เห็นที่ใกล้เคียงที่สุดก็มีแต่ว่าดำเนินการศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องความจำเป็นของโครงการ พัฒนาเขื่อนและเกาะเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ จากภัยพิบัติ ตรงนี้ไม่เป็นไรหรอกครับ เป็นนโยบายซึ่งผมคิดว่าช่วงที่มีการหาเสียงนั้นอาจจะไม่ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ แล้วก็จะไปกระทบถึงพื้นที่อีกหลายพื้นที่ ซึ่งก็จะมีสมาชิก ได้แสดงความห่วงใยต่อไป นั่นคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่เรามีความจำเป็นจะต้องมา ทวงถามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่เราควรจะมาช่วยกันสร้างศรัทธา ในระบบการทำงานของสภาและระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าพี่น้อง ประชาชนเองนั้นต้องเจอกับหลายปัญหาซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซาก เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วก็หลายเรื่องเราจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งการแก้ปัญหาในเชิงระบบ ในเชิงโครงสร้างนั้นมันไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งครับ เพราะฉะนั้น นโยบายบางเรื่องมันจำเป็นที่จะต้องมีการสานต่อ ผมก็หวังว่าเราจะได้เห็นการเมืองที่มี ความใจกว้าง อะไรที่สามารถจะดำเนินการต่อเนื่องได้ก็ทำถ้าเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนไม่ใช่ว่าจะต้องยกเลิกทุกเรื่องหรือจะต้องมาเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น ในรัฐบาลของผมนั้นก็ทำงานต่อในเรื่องของโครงการ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงในเรื่องของ การบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นกรณีของกองทุนหมู่บ้านหรือเรื่องอื่น ๆ รัฐบาลนี้ก็อยากจะมา ต่อยอดเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าหลายเรื่องก็เป็นห่วงครับ นโยบาย อย่างเช่น เรื่องของโฉนดชุมชน นโยบายเรื่องบ้านมั่นคง ก็อยากจะเห็นมีการดำเนินการต่อ อย่างนี้เป็นต้น แต่ผมก็ได้ยินท่านรัฐมนตรีไปบอกว่าบางเรื่องถ้าจะทำก็ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยที่สุดต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะว่ามันเป็นเรื่องการเมือง ผมว่าไม่จำเป็นครับ ไม่จำเป็น หากควรจะดำเนินการอะไรที่มันเป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่องไป ก็มีเรื่องซึ่งท่านอาจจะมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น นโยบายที่ความจริงเริ่มต้นมาเป็นโครงการ ๓๐ บาท แล้วต่อมา มาเป็นโครงการรักษาฟรี เพราะว่าได้มีการยกเลิกเรื่องการจัดเก็บ ๓๐ บาทไปแล้ว วันนี้ในนโยบายที่แถลงไว้ ๑.๑๔ พัฒนาระบบประกันสุขภาพ ท่านใช้คำว่า เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ผมก็อยากจะได้ความชัดเจน นะครับว่า หมายความว่าท่านจะกลับมาเก็บ ๓๐ บาทใช่หรือไม่ ท่านอาจจะมองว่า ๓๐ บาท เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับแต่จริง ๆ มันก็เป็นภาระสำหรับพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนว่า หลักคิดเดิมที่เก็บ ๓๐ บาท มันมี ๒ เหตุผลเท่านั้นเองครับ

เหตุผลที่ ๑ ก็คือคิดว่าถ้าเก็บเงินแล้วก็จะช่วยให้มันมีรายได้สำหรับ โรงพยาบาล สำหรับรัฐบาลในการที่จะทำให้มาดูแลโครงการนี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงคือมันไม่ใช่ เพราะว่าก่อนที่จะมีการเริ่มต้นโครงการ ๓๐ บาท รัฐบาลชุดก่อน ๆ เขาเริ่มเรื่องของ การรักษาฟรีสำหรับเด็ก สำหรับผู้สูงอายุ สำหรับคนยากคนจนเอาไว้อยู่แล้ว พอมาทำ ๓๐ บาท ก็มีหลักการว่าใครที่เคยได้รับการรักษาฟรีก็ไม่ควรเก็บ ๓๐ บาท สุดท้ายการจัดเก็บ ๓๐ บาท ตัวเลขคร่าว ๆ กลม ๆ นะครับ ปีหนึ่งเก็บได้ประมาณพันล้านครับ หลักพัน ในขณะที่รายจ่ายของทั้งระบบมันเฉียดแสนล้านครับ เพราะฉะนั้นเก็บ ๓๐ บาทหรือไม่เก็บ ๓๐ บาทในแง่ของการบริหารจัดการเรื่องเงินมันไม่ได้ช่วยตรงนี้เท่าไร แต่จะยุ่งยากมากครับ ที่จะย้อนกลับไปเพราะเราเดินมาไกลแล้ว บัตรประชาชนรักษาฟรีกันทุกคนต้องมานั่ง แยกแยะกันใหม่ใช่ไหมครับ ใครจะต้องเสีย ๓๐ บาท ใครจะไม่ต้องเสีย พี่น้องประชาชนก็จะ เกิดความสับสนหวั่นไหวกันอีก เพราะว่าภาระค่าใช้จ่ายหลักตอนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายเรื่อง การเดินทางมา แล้วบางครั้งก็ไม่คิดว่าจะต้องมีภาระเรื่อง ๓๐ บาทต่อไปแล้ว

ส่วนเหตุผลที่ ๒ ที่เขามักจะให้กันครับว่าทำไมต้องเก็บ ๓๐ บาท เขาบอกว่า จะเป็นวิธีการในการลดการใช้บริการ คือในเชิงวิชาการก็บอกว่าถ้าฟรีเหมือนกับว่าจะใช้กัน พร่ำเพรื่อ ผมไม่คิดอย่างนั้นครับ สภาพความเป็นจริงไม่มีใครหรอกครับที่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็อยากที่จะไปเที่ยวโรงพยาบาล เอารองเท้าไปเข้าคิวกันแต่เช้าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ หรอกครับ แล้วตัวเลขหลังจากที่เราเปลี่ยน ๓๐ บาทมาเป็นการรักษาฟรีก็พบว่าการเพิ่ม การใช้บริการด้านสุขภาพนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือเพิ่มขึ้นตามปกติ เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่ทราบว่าเขียนนโยบายอย่างนี้แล้วแปลว่าต้องกลับไปเก็บ ๓๐ บาทอีกหรือไม่นะครับ แล้วก็มองไม่เห็นจริง ๆ ว่าจะกลับไปเก็บ ๓๐ บาทเพื่ออะไรนะครับ นอกจากประโยชน์ เพียงอยากจะได้ในเชิงการตลาดว่าท่านเป็นผู้เริ่มนโยบาย ๓๐ บาทเอาไว้เท่านั้นเอง แต่นโยบายที่ผมคิดว่าอยากเห็นการสานต่อมีอีกหลายเรื่องครับ ที่บางเรื่องนั้น ก็คงต้องยอมรับว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่เสียดายที่สุดก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร เอาละครับ ท่านก็ให้คำมั่นสัญญาว่าข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าท่าน ก็ยืนยันการรับจำนำเป็นวิธีการ ผมก็ขอกราบเรียนสั้น ๆ นะครับ

ประการแรกเลย ในอดีตที่ผ่านมานโยบายการจำนำนั้นไม่เคยทั่วถึง เก่งที่สุด ประมาณ ๑ ใน ๔ ของเกษตรกรที่สามารถมาเข้าโครงการได้ เพราะท่านไม่มีทรัพยากร ไม่มี เงินหรอกครับที่จะมาไล่จำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดอย่างนี้ทุกเม็ด ถ้ากลับมาใช้จำนำ ก็หมายความว่าอีก ๓ ใน ๔ ของเกษตรกรซึ่งเคยได้ประโยชน์อยู่จากโครงการประกันรายได้ ก็จะไม่สามารถมาเข้าร่วมโครงการจำนำได้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าโครงการประกันรายได้นั้นเราไปช่วยกลุ่มคนเพิ่มเติมได้ อีกอย่างน้อย ๒ กลุ่มคือ เกษตรกรที่เขาปลูกข้าวกินเองครับ ไม่ได้ขาย คนเหล่านี้ไม่เคยได้รับ การเหลียวแลดูแลในเรื่องรายได้จากรัฐบาลครับ แต่เป็นโครงการประกันรายได้ ขอให้ปลูกจริง ขึ้นทะเบียนสามารถมารับเงินส่วนต่าง เพื่อให้รายได้เขาถึงมาตรฐานที่เราคิดว่าเขาควรจะได้ แต่ถ้ากลับไปเป็นระบบจำนำ คนกลุ่มนี้ไม่ได้อะไรเลยจากรัฐบาล

กลุ่มที่ ๒ ซึ่งมีมากขึ้นโดยลำดับครับก็คือกลุ่มคนที่พืชผลได้รับความเสียหาย จะภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นโครงการประกันรายได้ ขอให้ปลูกขอให้ขึ้นทะเบียนไว้ เสียหาย ไม่มีของก็มารับเงินส่วนต่างได้ มาเป็นโครงการจำนำ เขาไม่มีของมาจำนำครับ วันนี้ท่านไป จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร จังหวัดสุโขทัย จังหวัดนครสวรรค์ และอีกหลายต่อหลาย จังหวัดนี่ครับ พี่น้องประชาชนจะถามว่าตกลงปีนี้เมื่อรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินส่วนต่าง จะได้ไหม เพราะเขาไม่มีข้าวไปจำนำแน่นอนเสียหายหมดแล้ว

ประการถัดมา นโยบายนี้ก็จะเป็นนโยบายซึ่งมีผลกระทบทั้งในแง่ของ ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก อาจจะกระทบไปถึงการที่เราไปละเมิด ข้อตกลงระหว่างประเทศ แล้วก็จะกระทบไปถึงเรื่องคุณภาพของข้าว เพราะเป็นนโยบาย ที่สร้างแรงจูงใจให้เร่งในลักษณะของการผลิตข้าวคุณภาพต่ำ ไม่นับรวมปัญหาการทุจริต ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเพราะว่าต้องซื้อเข้ามาแพงต้องจัดเก็บ และในสุดท้ายก็ต้องขายขาดทุน เพราะราคาในตลาดจะไม่สูงขึ้นเท่ากับราคาที่เราอยากจะให้กับเกษตรกรนะครับ วันที่เราทำ โครงการประกันรายได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากข้อเสนอของหน่วยงานที่ทำงานด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ที่บอกว่าโครงการที่ไม่ไปยุ่งกับกลไกตลาด โครงการที่ไม่ทำให้ รัฐบาลต้องเป็นผู้ซื้อขายข้าวเองเป็นหลัก จะเป็นโครงการที่ดูแลในเรื่องของความโปร่งใส ได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับ ถ้าทบทวนได้ก็อยากให้ท่านทบทวน แต่ว่าถ้าท่านทบทวนไม่ได้ก็คงต้องมีคำตอบว่าปัญหาต่าง ๆ ที่กระผมได้กราบเรียนมานั้น จะแก้ไขกันอย่างไร

ส่วนนโยบายอีกนโยบายหนึ่งนะครับที่อยากให้สานต่อก็คือนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของรถไฟความเร็วสูง จริง ๆ ทุกสาย ที่ท่านเขียนอยู่ในนโยบายก็อยู่ในแผนของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ที่แปลกก็คือว่าเส้นทางซึ่งมี ความก้าวหน้ามากที่สุดในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง ๒ เส้นทางนั้นกลับไม่ได้ถูกระบุไว้ ท่านอาจจะบอกว่าอยู่ในคำว่าอื่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันควรจะเดินหน้าสานต่อ นั่นก็คือ เส้นทางจากจังหวัดหนองคายเข้ามากรุงเทพฯ ครับ แล้วก็กรุงเทพฯ ลงไปชายแดน ไทย-มาเลเซีย อย่าไปเกี่ยงเลยครับว่ามันไปเริ่มในสมัยรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลท่านก็เลยต้อง เอาไว้ทีหลัง เอาก่อนเถอะครับ เพราะมันสามารถจะไปเชื่อมโยงกับที่ประเทศจีนกำลังทำกับ ประเทศลาว แล้วมันก็จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนในเรื่องของการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ได้เป็นอย่างดีก็อยากจะฝากไว้ครับ เมื่อกี้พบ ส.ส. ภาคอีสานท่านหนึ่งในห้องน้ำนะครับ พรรคท่านยังบ่นเลยบอกเดิมมันก็กรุงเทพฯ-หนองคาย ตอนนี้มาหยุดอยู่ที่จังหวัด นครราชสีมาทำไม อยากจะให้ทำต่อถึงจังหวัดหนองคายครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของนโยบายที่อยากจะให้ทำต่อเนื่อง ก็จะ มีเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการพัฒนาคน แล้วที่สำคัญก็คือว่า กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ในแง่ความเหลื่อมล้ำ ผมไม่อยากจะใช้เวลามากนะครับ แต่ว่ามี ๒ เรื่องหลักที่ผมอยากให้ท่านยืนยันทำทันที แล้วสิ่งที่ท่านจะสามารถแสดงเจตนาในการยืนยันทำทันทีได้ก็คือรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ ท่านสามารถยืนยันกฎหมายที่รัฐบาลที่แล้วเคยเสนอไว้ค้างอยู่ในสภาจะค้างอยู่วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม หรือวุฒิสภาก็ตามให้เดินต่อเลย

เรื่องแรกคือเรื่องที่เกี่ยวกับที่ทำกินทั้งหมดครับ เรามีการผลักดันเรื่องภาษี ที่ดินที่จะมาแก้ความเหลื่อมล้ำ เรามีในเรื่องของปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ที่ทางราชการเข้าไปสงวนไว้อะไรไว้ กฎหมายเหล่านี้มีความก้าวหน้าไปมากครับ อย่าเริ่มต้น จากศูนย์นะครับ ถ้าอยากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างจริง ๆ ขอให้ยืนยัน กฎหมายเหล่านี้แล้วก็เดินหน้าต่อจากที่ได้ทำเอาไว้นะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่จะแก้ความเหลื่อมล้ำได้ดีก็คือระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่เราได้ เตรียมการเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกองทุนเงินออมขอให้ทำต่อ การขยาย ประกันสังคม การดูแลกองทุนสวัสดิการชุมชนและเรื่องอื่น ๆ ครับ รวมไปจนถึงกฎหมาย อีกหลายฉบับซึ่งค้างอยู่ในสภา ซึ่งท่านสามารถยืนยันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย สัญชาติ กฎหมายที่จะมาดูแลเรื่องของการศึกษาที่จะมีการตั้งองค์กรที่เรียกว่า สสค. เอาเงิน ภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ ไปอุดหนุนองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาทำงานช่วยเหลือในเรื่องของการศึกษา และส่งเสริมให้เกิดคุณภาพของการเรียนรู้และการศึกษาในสังคม แล้วก็ที่สำคัญครับ มีกฎหมายซึ่งจะต้องดำเนินการหรือเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหลายฉบับ โดยเฉพาะในเรื่องขององค์กรอิสระ ทั้งองค์กรอิสระผู้บริโภค องค์กรอิสระเรื่องสิ่งแวดล้อม กฎหมายที่เกี่ยวกับท้องถิ่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การปราบปรามทุจริต ก็อยากจะขอให้ดำเนินการสานต่อหรือยืนยันกฎหมายครับ ให้สภา สามารถเดินหน้าไปได้เลย ผมต้องกราบเรียนเพราะผมกังวลนิดหน่อยว่า โดยเฉพาะกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อท่านไประบุเอาไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนในข้อ ๑.๑๖ ว่าจะ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านอาจจะไปตีความว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งที่ยังค้างอยู่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็จะไม่ทำ อยากจะให้ยืนยันนะครับว่าตกลงกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเหล่านี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่ อย่างไรครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ มาสู่ ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับการที่จะช่วยดูแลให้การบริหารราชการแผ่นดินนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์อื่น ผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องขอกราบเรียน นะครับว่าเฉพาะเวลาที่ผ่านมาที่ดัชนีความสุขของพี่น้องประชาชน ความกังวลของพี่น้อง ประชาชนเพิ่มขึ้น ก็เพราะว่าในช่วงระยะเวลาก่อนแถลงนโยบายซึ่งรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ รัฐบาลนั้นบริหาราชการแผ่นดินได้ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ นโยบายที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เรากลับเห็นปรากฏการณ์ในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญที่มันสวนทางกับสิ่งที่เป็น ความเดือดร้อนของประชาชน ความจริงเดือดร้อนที่สุดก็คือเรื่องน้ำท่วมในขณะนี้นะครับ พวกเราทุกคน แม้อยู่ฝ่ายค้านก็ช่วยทำงานเรื่องนี้ครับ และองค์กรเอกชนเขาก็ช่วยทำงานกัน เรื่องนี้ แต่ประชาชนก็ยังมีความทุกข์ หลายพื้นที่ความช่วยเหลือก็ยังไม่ถึง หลายพื้นที่พี่น้อง ประชาชนก็วิตกกังวลว่าการช่วยเหลือ การชดเชยจากรัฐบาลนั้นจะเป็นอย่างไรกันแน่ ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าเงินส่วนต่างประกันรายได้นั้นก็ยัง ๕๐ : ๕๐ ไม่รู้ว่า รัฐบาลนี้จะเดินหน้าต่อกับนโยบายนี้หรือไม่ เงินช่วยเหลือสำหรับพืชผลทางการเกษตร ที่เสียหาย ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ท่านจะทราบดีว่าในสมัยที่ร่วมรัฐบาลอยู่ด้วยกันนั้น เราได้ปรับเงินช่วยเหลือจากเดิมซึ่งได้ ถ้าเป็นข้าวก็ไร่ละ ๖๐๐ กว่าบาท ขึ้นมาเป็น ๒,๐๐๐ กว่าบาทเป็นครั้งแรก วันนี้พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องก็กังวลใจอยู่ว่าจะยังได้ ๒,๐๐๐ กว่าบาทหรือไม่นะครับ ผมก็เพิ่งเห็นข่าววันนี้ครับ ดีใจว่าท่านรัฐมนตรีก็บอกว่าจะดำเนินการตามหลักการเดิม แต่ว่าปรับตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไป แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางคณะรัฐมนตรีก็ต้องให้ความ เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ก็อยากจะเรียกร้องละครับว่าสิ่งที่เราได้เริ่มต้นไว้ในการให้เป็นกรณี พิเศษ ๒,๐๐๐ กว่าบาทนั้น อยากให้ดำเนินการต่อและเร่งทำเรื่องการประกันภัยพืชผล เพราะมิฉะนั้นวันข้างหน้าก็จะเป็นภาระกับรัฐบาลอย่างมากนะครับ แต่นโยบายเรื่อง การประกันภัยพืชผล เท่าที่ผมตรวจสอบดูก็ไม่ปรากฏชัดเจนอยู่ในนโยบายฉบับนี้ ฝากด้วยนะครับว่ารอบที่แล้ว นอกจากให้ ๒,๐๐๐ บาทแล้วยังช่วยเรื่องพันธุ์ข้าวด้วย เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็มีพี่น้องประชาชน อีกจำนวนมากที่รอคอยในเรื่องของพันธุ์ข้าว ส่วนเงินก้อนที่ ๓ อันนี้ยังไม่ได้ยินว่าจะได้ หรือไม่นะครับ รัฐบาลที่แล้วกรณีซึ่งเป็นน้ำท่วมเฉียบพลันหรือน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ช่วยเหลือเรื่องของที่อยู่อาศัยครัวละ ๕,๐๐๐ บาท อยากให้รัฐบาลเร่งทำเรื่องเหล่านี้ครับ ทำความชัดเจนเสีย เพราะว่าพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมตอนนี้ทุกข์ กังวลใจโดยไม่จำเป็นครับ หากรัฐบาลจะเร่งทำความชัดเจนในเรื่องของการช่วยเหลือ ในเรื่องนี้ กราบเรียนว่าตรงนี้ที่ผมบอกว่ามันสวนทางก็เพราะว่าสิ่งที่เร่งทำความชัดเจน ออกมาหลายเรื่องมันไม่ใช่เรื่องประโยชน์ของประชาชน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ อดีตนายกรัฐมนตรีจะเป็นการจัดเก็บภาษี ซึ่งไปวินิจฉัยว่าทำไปทำมาเหมือนกับจะไม่ต้องมีใคร เสียภาษีเลยจากการที่เป็นนิติกรรมอำพราง รัฐบาลสูญเสียรายได้เป็นหมื่นล้าน ในขณะที่ กำลังจะต้องมาไล่ดูว่าจะหาเงินมาทำโครงการต่าง ๆ อย่างไร สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ เร่งด่วน หรือเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมาสร้างความชัดเจนสำหรับรัฐบาลแม้ก่อนแถลงนโยบาย ไม่นับเรื่องการออกวีซ่าซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายนะครับ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นบอกรัฐบาลนี้ ไปร้องขอ และที่สำคัญที่สุดครับ นโยบายที่เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ข้อ ๑.๑๖ ที่บอกว่าจะต้องเร่งทำเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องขอใช้เวลาตรงนี้ เพราะว่าเรื่องของรัฐธรรมนูญความจริงถ้าท่านฟังเสียงของพี่น้องประชาชนที่เขาไปสำรวจ ความคิดเห็นก็ตอบค่อนข้างชัดครับว่าส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และมองว่า น่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งในสังคมด้วย ผมเห็นการสำรวจความคิดเห็นเมื่อวานนี้ จะมีประชาชนร้อยละ ๒๐ ที่เห็นด้วยหรือคัดค้านเรื่องนี้และพร้อมที่จะไปชักชวนคนมาชุมนุม ครึ่งหนึ่งก็จะชักชวนคนมาสนับสนุน อีกครึ่งหนึ่งก็จะชักชวนคนมาต่อต้าน คำถามคือทำไม เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ทำไมเร่งด่วนกว่าเรื่องปากท้อง ทำไมเร่งด่วนกว่าเรื่องน้ำท่วม ผมก็ คิดไม่ออกครับ เพราะว่าที่จริงตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา พวกเราก็ใช้กันทุกคน ทุกท่านมาอยู่ในสภานี้ได้ก็ตามกติการัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งสิ้น ตั้งกรรมาธิการ กันในสภา ตั้งคณะกรรมการของสภา ศึกษากันไปแล้วก็ยังไม่มีผลการศึกษาไหนที่บอกว่า มันมีเรื่องเร่งด่วนเลยครับที่จะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญกันฉบับใหม่ทั้งฉบับ มันมีเหตุเดียว เท่านั้นเองละครับที่มีคนพยายามที่บอกว่าต้องไปรื้อฉบับเก่าคือหวังผลเรื่องนิรโทษกรรม ผมก็กราบเรียนว่าเรามีบทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อปี ๒๕๕๑ บ้านเมืองกลับเข้าสู่ กระบวนการการเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งควรจะเดินหน้าได้แก้ปัญหาของประชาชน แต่พอหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสังคมขัดแย้งกันรุนแรงแล้วก็ก่อให้เกิดวิกฤติครั้งใหม่ ผมว่าอันนี้ก็จะ เป็นบทพิสูจน์ว่าที่สุดแล้วผลประโยชน์ของใครคือผลประโยชน์ที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ สูงสุด พวกผมให้โอกาสครับ ความจริงในการอภิปรายนโยบายพวกเราก็มีสิทธิที่จะอภิปราย ถึงตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานเหมือนกัน เพราะว่าตามข้อบังคับของสภาก็บอกเอาไว้ว่าเรา สามารถอภิปรายได้ทั้งความเหมาะสมของนโยบายและโอกาสของความสำเร็จของนโยบาย ในการบริหารนโยบายนั้น ๆ ไปสู่ความสำเร็จนะครับ ก็ต้องยอมรับครับว่าบุคคลที่เข้ามาอยู่ ในรัฐบาลชุดนี้หลายท่านก็เกี่ยวข้องมากับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องหลักทรัพย์ ทั้งเรื่องภาษี แม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดี ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงทรัพย์สินหรือไปถึง เรื่องการให้การเท็จ แต่ว่าเมื่อท่านมานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว สิ่งที่เราคาดหวังก็คือท่านจะพิสูจน์ว่าเมื่อมาตรงนี้มาทำงาน เพื่อพี่น้องประชาชน แล้วท่านก็ต้องยอมรับการตรวจสอบนะครับ ผมก็ไม่ทราบว่ามาตรฐาน การยอมรับการตรวจสอบของรัฐบาลนี้จะเป็นมาตรฐานของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านใหม่หรือไม่นะครับ ที่เพียงแต่พวกผมเอาสิ่งที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่น เขายืนยันมาเพื่อตรวจสอบ ท่านก็ไปแจ้งความทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ไม่เป็นไรหรอกครับ พิสูจน์กันในศาลได้นะครับ แล้วถ้าพิสูจน์แล้วท่านอาจจะโดนข้อหาเพิ่มก็ได้ แต่ว่าถ้าเราจะใช้ มาตรฐานอย่างนี้ผมก็ว่าเป็นเรื่องแปลกนะครับ ถ้าฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องอะไรมาต้องฟ้อง กลับรัฐบาลที่แล้วคงต้องฟ้องเป็น ๑๐๐ กว่าคดีครับ บางท่านยื่นรายวันเลยนะครับ แต่ว่า มาเป็นรัฐบาลในวิถีทางประชาธิปไตยผมคิดว่าการตรวจสอบ ท่านไม่ได้ทำท่านก็ชี้แจงได้ครับ ไม่มีหรอกครับที่จะไปเอาเรื่องของการที่จะไปกุเรื่องขึ้นมากลั่นแกล้ง ทั้งหมดนี้ก็จะดูตาม สภาพความเป็นจริงของแต่ละเรื่อง แล้วก็ว่ากันไปตามเนื้อหาสาระ

ท่านประธานที่เคารพครับ ก็มาถึงประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนว่า ในการบริหารนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดนี่ รัฐบาลแต่ละชุดก็อาจจะมีปัญหา มีนโยบาย ต้องบริหารสถานการณ์ซึ่งแตกต่างกันไป แต่ว่าสิ่งที่มันสำคัญกว่าความอยู่รอด หรือความสำเร็จของแต่ละรัฐบาลคือการรักษาระบบและการรักษาบ้านเมือง ผมก็มี ความห่วงใยครับว่าทั้งนโยบายที่ถ้าเราเอาเนื้อหาสาระทั้งหลายมารวมกันหมดแล้ว ผลกระทบต่อระบบในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องการเมือง ในเรื่องสังคม ผมอยากให้เรา ให้ความสำคัญ คือในเรื่องเศรษฐกิจผมไม่มาถกเถียงกันเรื่องประชานิยม ไม่ประชานิยมครับ แต่กรณีของกองทุนน้ำมันเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ถ้าเราคำนวณว่าภาระของเงินที่จะต้อง ใช้ตามนโยบายเฉพาะเร่งด่วนนี่ก็อาจจะประเมินกันได้ตั้งแต่ ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านับนโยบายอื่น ๆ ด้วยก็คงเข้าสู่หลักล้านล้านบาท เมื่อตัดสินใจที่จะทำแล้วก็ต้องดูแล ผลกระทบ

ผลกระทบอันแรกก็คือวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลที่แล้วตั้งกรอบเอาไว้ว่าเรา จะสามารถกลับไปใช้งบประมาณสมดุลได้ในประมาณ ๔ ปีข้างหน้า ที่เราต้องขาดดุล ในรัฐบาลที่แล้วเพราะเราเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งถดถอยอย่างรุนแรง เราเคยคิดว่า ต้องกู้เงินมากถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอหมดความจำเป็นเราก็ไม่กู้ครับ กู้เหลือแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นกฎหมายพิเศษ และเราก็ปรับลดการขาดดุลลงมาตามทิศทาง ที่กำหนดกรอบเอาไว้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เงินคงคลังถึงเพิ่มมาเป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินทุนสำรองเราก็สะสมไว้จนขึ้นมาถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ผมก็ยังคิดอยู่เลยว่า ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังเดินออกไปนี่ครับ ท้าเอาไว้ว่าใน ๖ เดือนนี่จะทำได้มากกว่าที่รัฐบาลที่แล้วทำ ๒ ปี ก็จะดูว่าท่านจะสะสม ทุนสำรอง ท่านจะสะสมเงินคงคลัง แล้วท่านจะลดอัตราการว่างงานได้มากเท่าไหม ไม่เป็นไร หรอกครับ ไม่ได้อภิปรายท่านต่อครับ อยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าเรา ไม่ใส่ใจว่ากรอบในเรื่องของการเงินการคลังจะเป็นอย่างไร สุดท้ายสิ่งที่ทำทั้งหมดนี่ วันข้างหน้ามันจะสูญเปล่า ผมไม่สบายใจ เห็นทีมเศรษฐกิจพูดว่าไม่ต้องสนใจเงินเฟ้อมากนัก คือผมยอมรับได้ถ้าบอกว่าเราจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะมีผลต่อเงินเฟ้อบ้าง แต่จะ ไปบอกว่าเงินเฟ้อไม่ต้องไปสนใจไม่ได้นะครับ เงินเฟ้อนี่คือภาษีที่เก็บกับประชาชนทุกคน เพราะของที่แพงขึ้นทุกคนต้องจ่าย แล้วคนเดือดร้อนมากที่สุดก็คือคนยากคนจน แล้วถ้าเราไปทำลายระบบความเป็นอิสระ ในเรื่องวินัยทางการเงินการคลัง เงินเฟ้อนี่ครับพอมันเพิ่มเกินระดับหนึ่งเข้าไปแล้วมันจะ ควบคุมยาก หลายประเทศเจอวิกฤติอย่างรุนแรงมาแล้วเราไม่เคยไปสู่จุดนั้นเราไม่ควรที่จะ เริ่มต้นไปบนเส้นทางนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะเตือนว่าอย่ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เขามีความรับผิดชอบ มีหน้าที่ตามกฎหมายได้ดำเนินการ อย่างเป็นอิสระอย่างเต็มที่ต่อไป ผมแนะนำมาตลอดว่าดีที่สุดคือท่านไปปรึกษาหารือกัน ภายใน กำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจให้มันตรงกันแล้วก็ทำ นโยบายการเงินการคลังให้สอดคล้องกัน อย่าใช้วิธีการในการกดดันหรือไปพูดจาผ่านสื่อ มันกระทบกับความเชื่อมั่นโดยไม่จำเป็นนะครับ

และที่สำคัญก็คือว่าสำหรับระยะยาว เนื่องจากท่านเขียนนโยบายเรื่อง กองทุนความมั่งคั่งเอาไว้ ตรงนี้ก็มีหลายฝ่ายที่เป็นห่วงว่านั่นหมายถึงท่านก็จะต้องเอา ทุนสำรองของประเทศออกมาใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยากจะได้ความชัดเจนครับว่า ท่านจะทำด้วยวิธีใด เงินสักเท่าไร จะแก้กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ แล้วก็ ที่สำคัญจะมีหลักประกันอะไรครับว่ากองทุนนี้จะมีการบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ที่ควร จะเป็นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารสินทรัพย์ของประเทศ ไม่ใช่ เป็นแหล่งเงินใหม่ที่มาใช้เป็นงบค่าใช้จ่ายของรัฐบาลตามปกติ เพราะที่รัฐมนตรีหลายท่าน พูดว่าจะเอาเงินสำรองบ้าง หรือตั้งกองทุนมั่งคั่งบ้าง ดูเหมือนจะเอามาเป็นเรื่องของ การใช้จ่ายปกติมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการบริหารสินทรัพย์ ตรงนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจก็คงจะต้องไปดูแลให้เกิดความชัดเจนว่าไม่ไปทำลายตรงนั้น ในระยะยาวนะครับ

ส่วนทางด้านการเมืองและการบริหาร ผมก็กราบเรียนครับว่ารัฐบาลนี้ เน้นมากเรื่องประชาธิปไตย แต่ว่าคำว่า ประชาธิปไตย มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเสียงข้างมาก เรื่องของการเลือกตั้ง วิธีเขียน และวิธีปฏิบัติที่ผ่านมาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ มีผลกระทบกระเทือนอย่างสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคตในระยะยาว นโยบาย ในเรื่องของการเทิดทูนพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะมีสมาชิกอภิปราย ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะต้องยอมรับว่าหลายฝ่ายหลายคนที่มีการเคลื่อนไหว แล้วกระทบกระเทือนต่อสถาบันนั้นก็เคยมีความเชื่อมโยงหรือยังอาจจะเชื่อมโยงอยู่กับ รัฐบาลจะทำอย่างไร และที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าจะพิจารณาเรื่องมาตรา ๑๑๒ ของ ประมวลกฎหมายอาญาที่เราระบุว่าการละเมิดสถาบันเป็นความผิดทางอาญา เป็นความผิด ทางความมั่นคงที่จะพิจารณานั้นจะพิจารณาอย่างไร จะทำอะไร ตรงนี้ก็ควรจะมี ความชัดเจน คือต้องยอมรับว่าเรามีสถาบันหลักที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แล้วเราต้องช่วยทำให้สถาบันเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ไม่นำสถาบันมาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้แนวทางนี้ เราก็จะมีหลักประกันครับว่าการเมืองของเราซึ่งโดยธรรมชาติมีความขัดแย้ง เพราะมีความหลากหลาย มีความเป็นประชาธิปไตยไม่กระทบกระเทือนถึงการมีสถาบัน หลัก ๆ ที่จะสามารถรวมจิตใจของประชาชนหรือสถาบันที่จะเป็นผู้กำหนดหรือตัดสินในเรื่อง ผิดถูกได้ก็คือสถาบันทางด้านตุลาการด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ช่วงที่ผ่านมาสถาบันศาล กระบวนการยุติธรรม ก็ถูกลากลงมา ให้อยู่ในความขัดแย้ง ผมก็ไม่สบายใจนะครับนโยบายที่ท่านแถลงวันนี้ท่านใช้คำว่า จะปฏิรูป กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย นี่ครับ ให้ประเทศไทยมีระบบและกระบวนการอำนวย ความยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียว ๒ มาตรฐานนี่มันเป็นวาทกรรมซึ่งถูกนำมาใช้ครับ เวลาตัดสินฝ่ายตัวเองชนะคดีไม่เคยพูด ๒ มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลชั้นต้น เวลาชนะคดีผมไม่เห็นท่านพูดเรื่อง ๒ มาตรฐาน เวลาตัดสินไม่ตรงกับใจท่าน ท่านบอกเป็น ๒ มาตรฐาน และนโยบายที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์นี่ ถ้าเรายัง ปล่อยให้สภาพของการใช้มวลชนกดดันทุกสถาบัน ความขัดแย้งไม่จบละครับ ความจริง พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุนท่านนี่ก็ยังคิดว่าเมื่อท่านชนะการเลือกตั้งแล้วก็กุม อำนาจรัฐแล้วนี่ ปัญหาเหล่านี้มันน่าจะหมดไป เพราะว่าท่านก็ไม่น่าจะต้องไปเกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนไหวอะไรอีกแล้ว แต่หลังเลือกตั้งมามันไม่จบครับ กดดัน กกต. กดดันศาล แล้วต่อไปเราจะมั่นใจอย่างไรครับว่าการวินิจฉัยขององค์กรซึ่งว่ากันไปตามผิดถูกนะครับ ไม่ใช่พวกมากลากไป หรือใครเสียงดังกว่าเป็นความถูกต้อง จะสามารถรักษาความยุติธรรม ให้กับบ้านเมืองได้ ถ้าจะสมานฉันท์ ปรองดองด้วยความยุติธรรม ก็ต้องให้ทุกอย่าง ตรงไปตรงมาในเรื่องความจริง ถ้ามีธงล่วงหน้าว่าคนนั้นต้องผิด คนนี้ต้องไม่ผิด มันไม่เกิด ความจริง และมันไม่เกิดความยุติธรรม และมันจะไม่เกิดความปรองดองสมานฉันท์ วันนี้ ท่านมีโอกาสในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านก็มีส่วนในการที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้มันจบสิ้นแล้วเราถึงจะเดินหน้าได้ แต่ถ้าไม่แก้ความขัดแย้งก็มีแต่จะทวีความรุนแรง มากยิ่งขึ้น ผมดีใจท่านเขียนว่าจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระที่เราตั้งขึ้น แต่ว่าขอให้เป็นการให้ทำงานอย่างอิสระจริง ๆ ไม่ใช่ไปกดดันเหมือนที่ทำกับกรรมการ สิทธิมนุษยชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว เราจะได้ความจริง แล้วก็จะได้ แก้ไข เป็นวิธีการเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุกฝ่าย ผมเองผมยึดมั่น มาตลอดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนผมหรือต่อต้านผม เมื่อไรได้รับ เรื่องความไม่เป็นธรรมก็สั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปช่วยดูแลเยียวยาให้ แล้วก็ทราบครับว่ายังมี อีกหลายเรื่องที่ต้องเยียวยาให้ แต่ว่าต้องปฏิบัติเสมอภาคกัน และความจริงนอกจาก เหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว เหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ฆ่าตัดตอนยาเสพ ติด จะอำนวยความยุติธรรมเยียวยาให้เหมือนกันหรือไม่ และจะไปไล่เบี้ยจากคนที่ก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างไรนะครับ อันนี้ก็จะมีเพื่อนสมาชิกที่พูดถึงอีกหลายท่าน เช่นเดียวกัน แต่ว่านอกเหนือจากองค์กรต่าง ๆ แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าในนโยบายปรองดอง สมานฉันท์นี่ ท่านมีท่าทีอย่างไรในเรื่องของการแบ่งแยกประชาชน ผมอยากสนับสนุน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ เข้าใจว่าวันหนึ่งท่านให้สัมภาษณ์ว่าเรื่อง หมู่บ้านแดงนี่ควรจะยุติได้แล้ว ผมว่าพี่น้องเสื้อแดงเขามีสิทธิที่จะรวมตัวกันแล้วก็ทำกิจกรรม ทางการเมืองครับ มีเสรีภาพในการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่การไป แบ่งแยกหมู่บ้านเป็นสีนั้นสีนี้ มีธงเป็นสัญลักษณ์มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ ผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านคงเห็นด้วยกับผม ว่ามันไม่น่าที่จะเป็นแนวทางที่เราควรจะส่งเสริมสนับสนุนต่อไป แต่ผมฟังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยได้ไม่นานก็เพิ่งมีการไปเปิดหมู่บ้านสีแดง แล้วก็มีการพูดว่านอกจาก สนับสนุนให้เปิดแล้ว จะมีเงินงบประมาณมาให้ด้วยถ้าเปิด เราก็จะกลับไปสู่สภาพ ความแตกแยกอีกใช่ไหมครับ เราจะเอาเรื่องเหล่านี้มา แล้วก็มาต่อรอง มาบีบบังคับมากดดัน มาข่มขู่ ให้ต้องมีการเลือกข้าง ให้ต้องสนับสนุนทางการเมืองกันอย่างนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่คิดหรอ กว่านั่นเป็นหนทางที่พวกเราอยากจะเดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระผมกราบเรียน ท่านประธานในวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนอยู่ในสังคมร่วมกันได้อย่างที่ควรจะอยู่ร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตย ผมก็กราบเรียนในส่วนสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือว่ากรณีของ สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรจากที่สภาการหนังสือพิมพ์ได้มีการสอบ ในเรื่องของการที่จะเข้าไปแทรกแซง หรือแทรกซึม หรือแทรกซื้อสื่อ ก็ต้องมีการพิสูจน์กัน ต่อไป แต่อยากจะกราบเรียนว่าเราต้องช่วยกันทำให้แต่ละสถาบัน แต่ละองค์กร แต่ละภาคี ในสังคม เขาสามารถทำหน้าที่ของเขาได้อย่างตรงไปตรงมา ผมก็หวังว่าการจัดการจะ โดยการใช้อำนาจเงิน อำนาจทางธุรกิจ หรืออำนาจรัฐ ไม่ย้อนรอยกลับไปสู่สภาพ ซึ่งในที่สุด ทำให้สังคมเกิดความอึดอัด และสุดท้ายก็เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเมืองที่มันเริ่มต้นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ในส่วนการจัดการของพรรคอำนาจเงินนั้นก็อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่า ที่มีสภาการหนังสือพิมพ์เขาได้มีการสอบ แต่ว่าในส่วนของอำนาจรัฐก็คงต้องจับตาดู การทำงานของท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมไม่ค่อยเชื่อหรอกว่าเป็นเหตุบังเอิญว่ารายการ โทรทัศน์ช่อง ๑๑ ที่มีคนดูมากที่สุด ๒ รายการ ที่บังเอิญเป็นรายการที่วิพากษ์วิจารณ์ ด้านการเมือง สัปดาห์ที่ผ่านมาถูกงดทั้ง ๒ รายการเลยครับ แล้วก็คาดว่าภายในเดือนกันยายน ก็คงจะถูกเลิกสัญญาไป ผมก็ไม่อยากให้เป็นสภาพที่กลับไปสู่การที่แต่ละคน แต่ละฝ่าย ก็จะไปหาพื้นที่ของตนเองแล้วก็ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ความจริง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ประทานโทษเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านก็เป็นคนหนึ่งซึ่งคุยกับผม เสมอว่าเราอยากจะให้การต่อสู้ทางการเมืองมันอยู่ในห้องนี้ ส่วนอื่น ๆ อย่าไปยุ่งเลยครับ ให้ภาคประชาชน ให้สื่อมวลชน ให้คนทั่ว ๆ ไปเขาสามารถที่จะทำหน้าที่ของเขาได้ อย่างอิสระ อย่าย้อนกลับไปสู่ยุคซึ่งบีบจนกระทั่งการเมืองก็ต้องทะลักออกไปสู่ท้องถนน แล้วก็สร้างวงจรที่นำมาสู่สภาพวิกฤติของบ้านเมืองในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียน ท่านประธานอีกครั้งว่า ประเด็นทั้งหมดที่ผมกราบเรียนนั้นก็ด้วยมุ่งหมายว่าวันนี้เราต้องมา สร้างศรัทธาให้กับระบบการเมืองของเรา รัฐบาลทำตามคำมั่นสัญญาเถอะครับ สานต่อ สิ่งดี ๆ เถอะครับ ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประชาชนอย่าให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เถอะครับ แล้วก็ช่วยกันรักษาสถาบันแล้วก็โครงสร้างของสังคมที่ทำให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าอยู่มาเป็นเวลาช้านาน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ อยู่ในที่นี้ที่จะฟังการอภิปราย กระผมก็กราบเรียนว่าความจริงก็เป็นสิทธิของท่าน โดยเฉพาะ จะตอบคำถามหรือไม่ อย่างไร แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ท่านก็ยังคง จะต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดต่อสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในบ้านเมือง ผมคิดว่าท่านก็คง เป็นคนที่พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นได้ให้โอกาสอย่างเต็มที่ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงท่านแรก เป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนพร้อมจะให้โอกาส โดยที่มีประสบการณ์ในเรื่องของการเมืองและการบริหารราชการน้อยมากหรือแทบไม่มี แต่ว่าเมื่อพี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจท่านมาแล้ว มันก็กลายเป็นภาระ มันก็กลายเป็น ความรับผิดชอบของท่าน และผมก็เชื่อเสมอครับว่าสังคมของเราอย่างไรก็เป็นสังคม ที่ให้โอกาส ขอให้ดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ขอให้ดำเนินการโดยไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งอีกต่อไป ที่มันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ประโยชน์ของพวกของพ้อง ของกลุ่ม ของญาติ ของครอบครัว และผมเชื่อว่าแม้นโยบาย หลายเรื่องเขียนอยู่ในนี้ครับ ผมเชื่อว่าคนเขียนก็ยอมรับว่าจะทำสำเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทำด้วยความตั้งใจ ด้วยความจริงใจ แม้ไม่สำเร็จในบางเรื่อง ผมก็มั่นใจ ว่าสังคมนี้ก็พร้อมที่จะให้โอกาสท่านทำงาน แต่ว่าถ้าความไว้วางใจนั้นถูกนำไปใช้ในทางอื่น สังคมนี้ก็เป็นสังคมที่รักความเป็นธรรม ความถูกต้อง เราก็ไม่อยากจะเห็นสภาพปัญหาของ ความขัดแย้งหรือความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นต่อไป วันนี้ก็เป็นสิทธิ เป็นอำนาจ แล้วก็ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านที่จะเดินหน้าประเทศต่อไปอีก ๔ ปี พวกกระผมในฐานะ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็จะทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบด้วยความสร้างสรรค์และด้วย ความมุ่งมั่นประการเดียวก็คือรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ท่านมีอะไรครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ผมเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกราบเรียนท่านอดีต นายกรัฐมนตรีในการอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ เพราะอาจจะเกิดการสับสนกับหัวหน้าพรรค คนอื่น ๆ ก็จะวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับรัฐบาลชุดนี้ ผมขออนุญาต แซงคิวสักนิดเถอะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจะไม่กรุณารอให้ หัวหน้าพรรคท่านอื่นอภิปรายก่อนหรือครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

คืออย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าระดับท่านอภิสิทธิ์พูดเป็นไพลอต โปรเจกต์ (Pilot project) แล้ว หลายคนก็ต้องซ้ำเติมในคำที่ท่านอภิปราย แต่ถ้าทุกคนฟังผมแล้วก็จะมีแนวคิดอีกอย่างหนึ่ง เพื่อจะได้เอาเวลาไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในด้านอื่น ผมขออนุญาตครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีความดีใจที่กระผมคาดการณ์เอาไว้ไม่ผิดว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงจะ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ช่วงที่ผ่านมาสถาบันศาล กระบวนการยุติธรรม ก็ถูกลากลง อภิปรายในเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นประโยชน์จริง ๆ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ไม่มีการลงมติ แต่มีบางส่วน ที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าใจผิดและเป็นเรื่องสำคัญสมควรที่กระผมต้องกราบเรียนชี้แจง

เรื่องแรก ท่านบอกว่าพวกกระผมไปหาเสียงและได้สัญญาเอาไว้ ด้วยความเคารพ ท่านประธานและท่านผู้ชมทางบ้าน กระผมเป็นคนติวคนปราศรัยว่าการรณรงค์หาเสียง ถ้าบอกสัญญาก็ผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เรื่องเดียวกัน นี่แหละครับ ถ้าบอกว่าเป็นนโยบายไม่ผิด ถ้าบอกสัญญาผิดทันที เพราะฉะนั้นกระผมขอ ปฏิเสธ พวกกระผมไม่เคยไปให้สัญญา มีแต่บอกว่านโยบายพรรคเพื่อไทย ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี เราพูดอย่างนี้จริง ๆ เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ท่านมีความห่วงใยว่ารัฐบาลของกระผมนั้นได้รับเลือกตั้งมา ประชาชนกำลังรอฟังการแถลงนโยบาย ประชาชนอาจจะสับสน ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ประชาชนไม่สับสนเลยครับ ประชาชนยังมีความภาคภูมิใจ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ นิด้าโพลล์ (Poll) สำรวจ ๑,๒๕๘ คน พบว่ารัฐมนตรีที่กระผมได้ อันดับแรก คนรู้จัก คนเชื่อมั่นกระผม กระผมไม่พูด เดี๋ยวหาว่ามาโฆษณา เอาเป็นว่าเขาถามว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรีปูประชาชนเห็นอย่างไร ประชาชนบอกว่าระดับความเชื่อมั่นความสามารถในการแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศชาติ ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากคะแนนเต็ม ๑๐ ได้ ๖.๕๙ พาดหัวโพลล์ชี้เชื่อมั่นนายกรัฐมนตรีปูเกินครึ่งนี่ผมเรียนท่าน ทีนี้มามีเรื่องสำคัญ และสมควรที่ผมต้องเรียนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และฝ่ายค้าน รัฐบาลและวุฒิสมาชิก หลายครั้งหลายหนที่พวกท่านพูดกันว่าพรรคเพื่อไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขความผิด ให้กับคนคนหนึ่งคนใด ท่านไม่ได้ระบุชื่อ แต่ผมก็พออนุมานได้ว่าจะแก้ไขความผิดให้ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นการเข้าใจผิดอย่างให้อภัยไม่ได้ เพราะบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ สุพรีม ลอว์ ออฟ เดอะ แลนด์ (Supreme Law of The Land) ไม่ใช่ ลอว์ เอนฟอร์ซเมนท์ (Law Enforcement) ท่านจะ แก้อย่างไร จะเผาอย่างไร จะทำอะไร มันไปแก้โทษทางอาญาไม่ได้ ถามว่าทำไมเราใส่ไปใน วาระเร่งด่วน เห็นใจพวกผมเถอะครับท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เหตุที่เราใส่ไปในวาระเร่งด่วน เราบอกว่า เมื่อมีการปฏิวัติ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ พรรคไทยรักไทย มาพรรคพลังประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่คณะปฏิวัติ แต่งตั้งขึ้น จึงมีการรณรงค์โนโหวต (No Vote) กันทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็ยังมีส่วนทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านมีความเห็นว่า เขตละคน คนละเขตควรเปลี่ยนแปลง ท่านมีความเห็นว่า แบ่งเขต เรียงเบอร์ ท่านผิดไหม ไม่ผิด แล้วรัฐธรรมนูญเขาออกมาว่าแบ่งเขตเรียงเบอร์ ทั้งหมด ๔๐๐ คน และ ๘๐ คน แบ่งเป็น ๖ กรุ๊ป (Group) หรือ ๑๐ กรุ๊ป ผมจำไม่ได้ เอากรุงเทพฯ รวมเมืองนนท์ไปสมุทรปราการเป็นกรุ๊ปที่ ๖ เอาเหนือไปรวมอีสาน ภาคกลางรวมภาคใต้ นั่นเป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติตั้งคณะกรรมการขึ้นมายกร่าง พวกผมไม่เห็นด้วย รณรงค์ โหวตโน (Vote No) เขาได้ ๑๓ ล้านกว่า พวกผมได้ ๑๐ ล้านกว่า ประชาชนส่วนหนึ่งบอกว่า ให้รับไปก่อนเพื่อมีเลือกตั้ง แต่พวกเรายืนหยัดยืนยันว่าเราไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ เป็นสิทธิของพวกผมไหมครับ ก็เป็นสิทธิของพวกผม เรารณรงค์หาเสียงคืนความสุขให้กับ ประเทศไทย คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งจะแก้ไข รัฐธรรมนูญใหม่ แต่เราไม่ได้บอกว่าจะแก้ไขมาตรา ๓๐๙ ที่ท่านทั้งหลายพร่ำพูด ผมอยากให้ เป็นวิทยาทาน มาตรา ๓๐๙ บอกว่า บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมาย พลความ ชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านก็เรียนกฎหมาย ถ้ายกมาตรานี้ไป พวกปฏิวัติ พวกกรรมการ คตส. ที่ใช้อำนาจโดยอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะโดน ดำเนินคดี แต่มันไม่ได้หมายความว่าถ้ายกเลิกมาตรานี้ไปแล้ว พันตำรวจโท ทักษิณ จะได้รับ การเยียวยา ท่านเข้าใจผิด ใครฟังอย่างนี้โปรดเข้าใจเถอะครับมันคนละเรื่อง ถามว่าพวกผม คิดอย่างไรที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานรัฐสภาครับ เมื่อสมัยผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านบรรหาร ศิลปอาชา รณรงค์หาเสียง ถ้าพรรคชาติไทยได้เป็นแกนนำ ตั้งรัฐบาลจะแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ เพราะปี ๒๕๓๔ มันมาจากการปฏิวัติ เหมือนกับปี ๒๕๕๐ อาจารย์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นักปราชญ์ราชบัณฑิตจำนวนมากเห็นด้วย ท่านบรรหารชนะพรรคประชาธิปัตย์ ท่านบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ชื่อคณะกรรมการ คปก. ชื่อคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง มีท่านชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน ผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มีโอกาสบอกกล่าว ได้มีโอกาสเสนอแนะ ในที่สุดก็มาแก้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ มาตรา ๒๑๑ เปิดช่องให้เลือก สสร. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดเลย สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด เลือกมา ๗๗ คน เอานักปราชญ์ ราชบัณฑิตไปเพิ่มอีก ๒๒ คน ให้ตัวเลขสวย ๆ เป็น ๙๙ คน เอารัฐศาสตร์ เอานิติศาสตร์ เอาเศรษฐศาสตร์ เอาสังคมศาสตร์ รวมเป็น ๙๙ คน พอเขามีคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เขานั่งประชุมที่นี่ครับ เขามีประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขามีรอง ประธานสภา แล้วเขาก็มีประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง ผมขออนุญาตเอ่ยนาม คุณอุทัย เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ รองเลขาผมจำไม่ได้ คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน คณะกรรมาธิการยกร่าง อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถ้ากระผมจำไม่ผิด เป็นเลขาธิการ คณะกรรมการยกร่าง ไปทำการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใช้ปี ๒๕๔๐ ทำการสำรวจความคิดเห็นพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผลสำรวจเป็นเอกฉันท์ พี่น้อง ประชาชนเห็นด้วย รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจึงมีข้อยุติว่า รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเข้าสภามา สมาชิกไม่มีสิทธิแปรญัตติ สมาชิกมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ มีสิทธิอภิปราย แต่ในที่สุดรับ หรือไม่รับ ปรากฏว่าทุกคนรับหมด ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประกาศใช้ มีส่วนร่วม ของประชาชน พอใช้ได้ระยะหนึ่งพรรคไทยรักไทยชนะ พันตำรวจโท ทักษิณเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ได้กำหนดกฎเกณฑ์กติกาไว้ค่อนข้างยาก จะไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีต้องมีเสียง ๒ ใน ๕ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ๑ ใน ๕ ฝ่ายค้าน ขณะนั้นมีเสียงไม่ถึง ๒๐๐ เลยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ได้ จึงเป็นที่มาของ พันตำรวจโท ทักษิณเผด็จการ ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่ พันตำรวจโท ทักษิณสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จังหวัดเชียงใหม่ พอส่งมาในสภา พันตำรวจโท ทักษิณก็แพ้ นี่ผมเรียงลำดับทางการเมืองให้บรรดาเพื่อนสมาชิก รัฐสภาได้ทราบ แนวคิดของผมครั้งนี้ แนวคิดของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ขอเรียน ท่านประธานนะครับว่าเราจะแก้มาตรา ๒๑๑ เปิดช่องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาร่างรัฐมนตรีในดีเทล (Detail) เราจะบอกเลย ไม่มีการคัดสรร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งจาก ๗๗ จังหวัด มาจากการเลือกตั้ง คัม ฟอรม อิเล็กชัน โอนลี่ (Come from election only) ไม่มีทางอื่นนี่คิดไว้ ท่านมอบหมายให้ผมมาชี้แจงถ้ามีการถาม เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจาก การเลือกตั้งแล้วก็เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เปรียบเสมือนสมาชิกของสภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่พรรคเพื่อไทยคิดก็ตั้งประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีรองประธาน มีประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง เขาจะเลือกใครช่างเขา แล้วให้เขา ดำเนินการผลิตรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้เขาคิดเสร็จเรียบร้อยจะใช้เวลา ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี ๒ ปี เราบังคับเขาไม่ได้ ถ้าเขาบอก ๑ ปีมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำอีก ๑ ปี เป็น ๒ ปี เงื่อนไขมีแล้ว ใครมาไล่รัฐบาลพวกผมสิ่งเหล่านี้ต้องทำต่อ ถ้าพวกผม ไม่ทุจริต พวกผมตั้งใจทำงาน แล้วสามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมอยู่ได้ ผมก็มีความภาคภูมิใจกัน ทั้งหมดว่าผมได้เป็นผู้คิดค้นยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านลืมเถอะครับ ๗๗ คนมาจาก การเลือกตั้ง และอีก ๒๒ คน นักปราชญ์ราชบัณฑิต มันเป็นเรือไม่มีทิศทาง ไม่มีใครบังคับ เขาได้ เมื่อเขายกร่างแล้วไปถามรัฐธรรมนูญกับพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นสิ่งไม่ดี ประชาชน ทั้งประเทศเขาก็ไม่เอา พรรคฝ่ายค้านก็ไม่เห็นด้วย สื่อต่าง ๆ ก็ไม่เห็นด้วย ก็ต้อง วิพากษ์วิจารณ์จนกระทั่งสุดท้ายก็ใช้ไม่ได้ผล ถ้าเราเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดีท่านทั้งหลายต้องช่วยผมสิ ท่านอภิสิทธิ์ต้องช่วยผม อย่าไปคิด คัดค้านแบบพวกฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด ท่านเป็นคนมีคุณภาพ แล้วท่านพูดสังคมเชื่อ ผมยืนใกล้ท่านผมเป็นรองแล้ว ๓ : ๒ คนชอบท่านมากกว่าผม ที่ผมต้องยืนพูดตรงนี้ เพราะให้ท่านสบายใจ ให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาสบายใจ และให้พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ สบายใจว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยขอแก้รัฐธรรมนูญมีวิธีนี้วิธีเดียว ไม่มีวิธีอื่น และถ้าเป็นวิธีอื่น เราไม่เอา และเราตั้งใจว่าจะทำงานสัก ๖ เดือน แล้วไปสมัยสามัญนิติบัญญัติ ค่อยคิดดูว่า จะเริ่มยื่นเมื่อไร แล้ววันเริ่มยื่นผมจะมาปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ต้องปรึกษาท่านสิ ท่านจะได้ช่วย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ อย่างไร ๆ มันก็ต้นไม้เป็นพิษ ลูกหล่นมากิน ตายหมด ย้ำอีกครั้งหนึ่ง แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายที่พวกผมหาเสียงไว้กับ พี่น้องประชาชน ไม่มีวาระแอบแฝง และใครที่คิดว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะช่วยการกระทำผิด ได้นั้นไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นกติกาประชาธิปไตย นั่นเรื่องที่ ๑ ที่ท่านบอก

เรื่องที่ ๒ ผมถือโอกาสชี้แจงเสียเลย กรณีเรื่องยาเสพติด ท่านนายก อภิสิทธิ์ครับ สมัยที่ท่านเป็นรัฐบาล ท่านแถลงไว้เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ หน้า ๑๖ ข้อ ๓.๕.๗ ท่านแถลงว่า จะเร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งด้านการป้องกันปราบปราม การบำบัดรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด คู่กับการปรับปรุงกฎหมาย ดีครับ แต่ท่านร่างหรือคนร่างมันเป็นคนที่ไม่เคยทำงาน ด้านปราบยาเสพติด ไปลอกของเก่า พารากราฟ (Paragraph) เดียว แต่มายุคผมล่ะ ในหน้า ๖ ข้อ ๑.๒ และในอีกหลาย ๆ หน้า เพราะผมกับ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก ผมเป็น สารวัตรกองปราบเมื่อปี ๒๕๑๙ พลตำรวจเอก ประชาเป็นผู้กำกับอุดร และคลุกคลี ในความเป็นชีวิตตำรวจก็มีความเข้าใจ แต่ถามว่าเก่งกว่าท่านไหม ไม่ใช่ ไม่เก่งหรอกครับ แต่ว่าความมุ่งมั่น ความสัมผัส ความรู้สึกนึกคิด คิดว่ามันน่าจะทำอย่างนี้ และที่ท่าน นายกรัฐมนตรีบอกว่าเรื่องฆ่าตัดตอน ผมเกรงใจหัวหน้าพรรคคนอื่นเขา ไม่มีหรอกครับ เหตุเกิดเสร็จมีการปฏิวัติ ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ตั้งอาจารย์คณิตเป็นกรรมการ เสร็จเรียบร้อยเขาบอกว่ามีการฆ่าตัดตอน สอบแล้วสอบอีก สอบอีกสอบแล้ว สอบแล้วสอบอีก สุดท้ายไม่มีครับ มารัฐบาลท่านก็ตั้งคุณคัมภีร์ แก้วเจริญ ก็ไม่มี เป็นแต่เพียงสงสัยว่า ท่านทักษิณใช้คำพูด ๓ เดือนต้องหมด ถ้าใครไม่อยากอยู่บ้านให้ไปนอนวัด คำว่า ไปนอนวัด ไม่แปลว่าไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานหรือครับ ทำไมต้องแปลว่าไปฆ่าทิ้ง ผมเรียนท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ด้วยครับ เพื่อไม่ให้คนอื่นมาพูดอีก ผมเรียนตรงนี้ว่ากรณีเด็กเล็กที่ตาย ก็พูดกันไป น้องฟลุ๊คตายที่สะพานขาว ตายเพราะอะไรท่านทราบไหมครับ เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๖ เวลา ๑๙.๓๐ นาฬิกา ดาบตำรวจ พิพัฒน์ แสงอินทร์ จ.ส.ต. ภานุมาศ ชนะขำ สิบตำรวจเอก อนุสรณ์ แทนสุวรรณ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน. บางชัน เขามีการจับ ยาบ้าได้ แล้วคนร้ายส่วนหนึ่งก็หนีมาเป็นผู้หญิง ชื่อพรทิวา แล้วก็ขับรถฮอนด้า แอคคอร์ด หมายเลขทะเบียน อม ๖๑๗๖ กทม. โดยมีลูกเขา เด็กชายจักรพันธุ์นั่งด้านหลัง หรือน้องฟลุ๊ค ตำรวจนี่นะครับ เขาตามมาติด ติด ติด รถคันนี้หนีปึ๊บ ปึ๊บ ปึ๊บ ชีวิตท่าน ไม่เห็นเหตุการณ์อย่างนี้ เพราะท่านเรียนเมืองนอก ชีวิตผมเห็นบ่อย มันตามตามมา ตำรวจ ๓ คนก็ยิงทางต่ำ ยิงถูกด้านข้างรถ กระสุนแฉลบไปถูกเด็กตาย ๒ นัด เดิมสาหัส แล้วก็ไปตายที่โรงพยาบาล คุณแม่รอด ลูกตาย เขาดำเนินคดีเรียบร้อยหมด ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้อ่านหนังสือ ที่ท่านไปบอกว่า เอ๊ะ มีเด็กตาย ตายครับ ศาลตัดสินว่าตำรวจทั้ง ๓ คนล่อซื้อยาบ้า ๖,๐๐๐ เม็ด จับมาแล้วขึ้นศาลคดีหมายเลขดำ อ ๓๓๒๐/๒๕๕๒ ศาลตัดสินลงโทษจำคุก จำเลยทั้ง ๓ คน มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ แล้วก็ปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท จำคุกคนละ ๒ ปี โทษจำ ๓ คน รอลงการอาญา โดยท้ายคำพิพากษาศาลบอกว่า เป็นการปฏิบัติ หน้าที่ เลยมีเหตุอันควรปรานี ให้รอลงการอาญา ผมอยากให้สังคมไทยมันมีความเข้าใจ จบกันสักทีเถอะครับเรื่องฆ่าตัดตอน ให้สังคมไทยมีความเข้าใจเสียทีเถอะครับ ใครจะไปฆ่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และนโยบายปราบยาเสพติดครั้งนี้ผมเป็นคนรับผิดชอบ นุ่มนวล เรียบร้อย เน้นบำบัดรักษาบังคับใช้กฎหมาย และต้องใช้มาตรการตามขั้นตอน แต่ผมไม่ถึง ขนาดให้ตำรวจเอาผ้าขาวไปปู แล้วก่อนจับขอจับได้ไหม ขอจับได้ไหม ขอจับได้ไหม ไม่ถึงขนาดนั้น สุดท้ายเลยเพื่อให้นายกรัฐมนตรีสบายใจ ปส. ๓๑๕ ท่านนายกรัฐมนตรี ทราบไหมครับ ดีนะผมไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ท่านมาเริ่มตอนใกล้เลือกตั้ง คนเขาก็เลยนินทา เอ๊ะ ปส. ๓๑๕ ปราบยาเสพติดจริงไหม ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ ผมจะเริ่มทำงานต่อ ก่องานใหม่ สานจากท่านตั้งแต่แถลงนโยบายเสร็จเป็นต้นไป ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายงานให้ผม เรามีไมตรีต่อกันท่านนายกรัฐมนตรี ต้องช่วยกันทำงาน ถึงเวลาเลือกตั้งกันใหม่ก็ไปว่า กันใหม่ ผมยังมีอีกหลายเรื่อง เรื่องภาษี เรื่องนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อะไรต่ออะไร ผมไม่ได้ตอบแทนใคร เพราะเขามอบให้ผมตอบเรื่องรัฐธรรมนูญ ให้ตอบยาเสพติด และตอบกระบวนการยุติธรรม ผมขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ท่านอธิบาย ได้นุ่มนวลนะ ไม่มีอะไรเสียหายนะ ผมขอขอบคุณ แต่เมื่อไม่ตรงกับใจหรือแนวคิดของพรรค ก็ต้องกราบเรียนท่าน ท่านคงเข้าใจผม ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช้เวลาท่านประธานและของสภามากนะครับ แต่ว่าขอย้อนกลับไป ตามประเด็นที่ท่านได้ชี้แจงนะครับ บางทีก็ไม่ตรงกับที่ผมอภิปรายเท่าไร ประเด็นเรื่อง ยาเสพติด ก็ขอบคุณนะครับที่ท่านมีความคิดว่าอยากจะสานงานบางเรื่องต่อ แล้วกระผม ยินดีให้ความร่วมมือ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นความทุกข์ของประชาชน เราก็ควรจะ ทำงานด้วยกัน สิ่งที่ผมอภิปรายไว้นะครับท่านครับ ผมเพียงแต่บอกว่าสิ่งที่เขียนไว้ใน ๑.๒ เป็นสิ่งที่ได้มีการดำเนินการกันมา แต่เมื่อเป็นนโยบายว่าจะสามารถดำเนินการขจัดได้ภายใน ๑ ปี ผมก็กังวลว่าจะมีการไปใช้วิธีการอื่นหรือไม่ แล้วก็ย้อนกลับไปถึงสมัยที่มีการพูดถึงเรื่อง ฆ่าตัดตอน ซึ่งขอย้ำนะครับ รายงานของท่านอาจารย์คณิตไม่ได้บอกว่าไม่มีความผิดนะครับ ไม่ได้บอกว่าอย่างนั้น ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านให้สัมภาษณ์เองครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าท่าน ก็มองว่ามันรุนแรงเกินไปก็เท่านั้นเองนะครับ ผมก็บอกว่าขอให้ยึดตามหลักนิติธรรมอย่างที่ เขียนอยู่ในนโยบาย ๑.๒ เท่านั้นเองนะครับ แล้วส่วนกรณีการเสียชีวิตของเด็กก็เป็นอย่างที่ ท่านพูดครับ

ส่วนประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินรายละเอียดว่า กระบวนการจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมอภิปรายมันไม่ได้มาจากสิ่งที่ผมคิดเองนะครับ ผมก็มี ความเห็นทางกฎหมายคล้าย ๆ กับท่านว่ารัฐธรรมนูญมันไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องกับความผิด ทางอาญา แต่บังเอิญว่ามันมีทีมกฎหมายของพรรคของท่าน บางท่านซึ่งไม่ได้เห็นเหมือนท่านครับ มีความเชื่อว่าถ้าสามารถจะไปยกเลิกมาตราในบทเฉพาะกาล แล้วก็จะสามารถที่จะทำให้ ทุกอย่างมันย้อนกลับไป ย้อนหลังได้นะครับ ถ้าวันนี้ท่านยืนยันเลยนะครับว่าไม่มีการไป นิรโทษกรรมแน่ ถึงแก้แล้วไม่มีผลทางนิรโทษกรรมก็เป็นเรื่องที่ดี ขอให้ทุกท่านเห็นตรงกัน อย่างนี้นะครับในพรรคของท่าน ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญถ้าจะทำให้มันดีขึ้น ตรงนี้ก็ไม่ขัดข้องนะครับ เป็นสิ่งที่ ดำเนินการได้ ผมเพียงแต่เตือนว่าอย่าไปทำเรื่องนี้ให้เกิดเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคม โดยไม่จำเป็น เพราะถ้าท่านอ้างโพลล์ ผมก็บอกโพลล์ เขาก็บอกว่าเรื่องนี้ประชาชนไม่ได้ มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ถ้าทำให้มันโปร่งใสเสียก็ไม่มีปัญหา แล้วก็ถ้าไม่มีการนิรโทษกรรมนั้นผมคิดว่าพี่น้องประชาชนก็จะสบายใจ

ส่วนที่ท่านชี้แจงเรื่องว่าไปพูดจาหาเสียงไม่ใช่สัญญา เพราะว่าจะผิดกฎหมาย ความหมายของผมเพียงแต่บอกว่าสิ่งที่พูดไว้กับประชาชนขอให้ทำ ผมก็มีหน้าที่มา ทวงถามละครับ ผมก็ไม่ได้ทวงถามทุกเรื่องนะครับ ท่านเองท่านก็ไปหาเสียงว่าฝั่งธนไม่ได้ ไม่รับตำแหน่งนะครับ ผมก็ไม่ทวงนะครับ เพราะว่าจะได้พูดคุยกันอย่างนี้ครับ สบายดีครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ว่าการปราบปรามยาเสพติดของผมกับท่านประชา ผมกำหนดเป็นมาสเตอร์ แพลน (Master plan) แอคชั่น แพลน (Action plan) ๗ แผน ๔ ปรับ ๓ หลัก ๖ เร่ง เอามาดีแคลร์ (Declare) กันเมื่อไรก็ได้ ไม่ได้คุยข่มพวกท่านหรอก ที่ท่านทำคราวที่แล้วท่านใช้ข้าราชการประจำ เขามากไป พวกนี้เขาวิชาการ พวกผมตำรวจ นั่นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ผมบอกว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนหรอกที่จะออกนิรโทษกรรมได้ ไม่มีหรอกครับ ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น ผมพูดถึงรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางออกนิรโทษกรรมได้ แล้วถ้าท่านจะมีใจเป็นธรรม มีใจยอมรับกติกาว่าที่พวกผมชนะมานี่เพราะหาเสียงอย่างนี้ แล้วสมาชิกในพรรค ๒๖๕ คน ท่านก็รู้ผู้แทนมันเก่งทุกคน แล้วพรรคท่านไม่เก่งหรืออย่างไร มันก็เก่งทุกคน ส่วนที่ผมพูดฝั่งธนว่าถ้าไม่ได้สักคนจะไม่รับตำแหน่ง นั่นมันเป็นเทคนิค ทางการเมือง ก็เหมือนลูกพรรคท่านพูด ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะจะขุดรูอยู่ แล้วถ้าผมแพ้ก็จะ เอาปี๊บมาคลุมหัว ผมก็บอกว่าถ้าอยากให้ผมพักผ่อนก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ท่านนายกรัฐมนตรีไปออกทีวีไม่ต่ำกว่า ๕ ครั้ง จากปัตตานียันภาคเหนือถึงยโสธร ท่านก็บอกอยากให้คุณเฉลิมพักผ่อนก็ให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ บังเอิญว่านายกรัฐมนตรี พูดแล้วคนเขาเชื่อน้อยตอนนั้น พวกผมเลยชนะมา ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรายังเหลือหัวหน้าพรรค อีกหลายพรรคนะครับ ท่านครับ ผมขอเวลาให้ท่านหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาลำดับต่อไป เลยครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ

(นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านสุชาติ ประท้วงก่อนนะครับ ท่านถูกพาดพิงอะไรครับ

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อครู่นี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่ามีการไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง ซึ่งตัวกระผมเพิ่งไป เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงมาเมื่อวันอาทิตย์นะครับ ตอนนี้ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า

อันที่ ๑ หมู่บ้านเสื้อแดงเขาไม่ได้เจาะจงเป็นเสื้อแดงหรอกนะครับ เขารวมตัวกันแล้วก็ใช้สัญลักษณ์ในขณะนี้ก็เป็นเสื้อแดง แล้วผมก็ไม่ได้ไปรวบรวมคนเหล่านั้น เขาจัดการกันขึ้นมาเองนะครับ แล้วที่ไปนี้ก็คือได้รับเชิญในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อด้วย เพราะฉะนั้นก็เลือกมาจากทั้งประเทศนะครับ หมู่บ้านเสื้อแดง ความจริงแล้วเขามีเจตนาดี เขารอคอยความคาดหวัง ข่าวสารจากภาครัฐบาลว่าเขาจะ ปรับปรุงชีวิตเขาได้อย่างไรดีนะครับ แล้วที่มีการกล่าวว่าลงในสื่อมวลชนนะครับ ก็ได้ชี้แจงไปเมื่อวานนี้แล้ว ผมไม่ได้พูดว่าจะให้ เงินหมู่บ้านเสื้อแดงหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ตัวกระผมเองนี่พูดว่า ในอนาคตทราบ ว่ามีนโยบายรัฐบาลที่จะให้เงินหมู่บ้านทั้ง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้านนะครับ หมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท และเงินพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเอสเอ็มแอล (SML) ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้ทุกหมู่บ้านไม่จำเป็นต้องหมู่บ้าน เสื้อแดงนะครับ ดังนั้นก็ขอเรียนให้พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศว่าจริง ๆ แล้วได้พูดอย่างนี่ การมีหมู่บ้านเสื้อแดงหรือเสื้อสีอะไรไม่ได้ผิดกฎหมาย มีบางท่านที่พูดนอกสภาบางคนนะครับ ไม่ได้พูดที่นี่ กล่าวหาว่าหมู่บ้านเสื้อแดง ซ่องสุมอาวุธบ้าง มียาเสพติดบ้าง ผมกราบเรียนครับ การกล่าวหาพี่น้องประชาชน ซึ่งมีจำนวนมากมายนะครับ ผมเชื่อว่ามีมากกว่า ๑๕ ล้านคน กล่าวหาเช่นนี้มันเหมือนกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐสมัยเดิม ๆ ที่มองประชาชนเป็นศัตรู หาว่าประชาชนเป็นคอมมิวนิสต์ ดังนั้นขอความกรุณาของคนอื่นที่กล่าวหาไม่ได้อยู่ในที่นี้ว่า จริง ๆ แล้วให้เขาได้รวมตัวกัน เลยครับ เขาจะได้มีความเข้มแข็ง เขาจะได้เสนอความเห็นต่อพี่น้องแล้วก็ต่อสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมว่าผมขอให้หัวหน้าพรรค พูดนะครับ พูดแทนหัวหน้าพรรคไม่ได้นะครับ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ไหมครับ แทนไม่ได้นะครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานใช้สิทธิอะไรที่จะไม่ให้พูดแทน ขออนุญาต กราบเรียนว่าเรียนด้วยความเคารพครับ มันเป็นสิทธิของหัวหน้าพรรคที่จะมอบให้ผู้ใดพูดก็ได้ ถ้าอย่างนี้ไม่เป็นการจำกัดเกินไปหรือครับ มีหลายท่านที่เป็น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

รบกวนนิดหนึ่งนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอความกรุณาให้หัวหน้าพรรคท่านอื่นที่ท่านอยู่ก่อนนะครับ แล้วก็ถ้าเผื่อแทน ก็กรุณาต่อทีหลังนะครับ ขอเชิญพรรคภูมิใจไทยครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณพิเชษฐ์มีอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านใส่ร้ายเสียดสีรัฐบาลชุดนี้ ว่ารัฐบาลชุดนี้พร้อมที่จะให้งบประมาณการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ผมอยากให้ท่าน ถอนคำพูดครับ อยากให้ท่านถอนคำพูดว่า รัฐบาลชุดนี้พร้อมให้งบประมาณสนับสนุน การก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงครับ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เมื่อกี้ก็มีเพื่อนสมาชิก ชี้แจงแทนให้แล้วนะครับ เชิญท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยครับ

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวรัตน์ ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วันนี้เรื่องอภิปรายนโยบายของรัฐบาลผมจะขอมอบให้ คุณสนอง เทพอักษรณรงค์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยช่วยอภิปราย ผมมอบอำนาจแทน ผมด้วยครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ

ประการแรก ผมต้องกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ที่ท่านได้กรุณามอบหมายภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ให้กระผมเป็นผู้อภิปราย แสดงเหตุผลในการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าจะเป็นในด้านส่วนตัวของกระผม หรือคนในพรรคภูมิใจไทยทุกคน รวมไปถึง ฯพณฯ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค คุณพ่อชัย ชิดชอบ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ขอโทษนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านชาดามีอะไรครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

เมื่อสักครู่นี้ ท่านบอกว่าถ้าตัวแทนหัวหน้าพรรคแล้วต้องให้หยุดไปก่อน แล้วตอนนี้ทางพรรคภูมิใจไทย ก็ใช้ตัวแทนขึ้นมา ท่านก็ให้อภิปรายเลย ผมไม่ทราบว่าท่านมาตรฐานไหนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับ บังเอิญเมื่อกี้ท่านหัวหน้าพรรคท่านพูดเองนะครับ ท่านมามอบต่อหน้าพวกเราที่นี่ครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ของผมก็มอบ ด้วยลายลักษณ์อักษรแล้วครับท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ของท่านผมไม่เห็นมีเลยครับ ผมยังไม่ได้รับครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

มีแล้ว ส่งแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อยู่ไหมท่านเลขาธิการ ไม่มีครับ นิดเดียวครับ ขออนุญาตให้อภิปรายต่อครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ผมเข้าใจครับ แต่ผมอยากให้มันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จริง ๆ ผมไม่เคยประท้วงนะครับ อยู่สภามา ใหม่ ๆ ก็ตาม แต่ไม่เคยประท้วงสักทีนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยนะครับ โปรดพิจารณาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอโทษด้วยครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ในการที่พรรคเพื่อไทย โดยการนำของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับความไว้วางใจจากบรรดาพี่น้องประชาชน ให้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศนั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็น ฯพณฯ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะเป็น ฯพณฯ ชัย ชิดชอบ อดีตประธาน รัฐสภาในฐานะประธานที่ปรึกษาของพรรคภูมิใจไทย พวกเราต่างก็ชื่นชมยินดีและเคารพ ต่อการตัดสินใจของบรรดาพี่น้องประชาชน ไม่ได้ว่าอะไรครับ วันนี้พี่น้องประชาชน ได้มอบหมายหน้าที่ให้ท่านได้บริหารประเทศ เราก็จะเอาใจช่วยท่านครับ ขอให้ท่าน ได้บริหารประเทศโดยทำตามแนวนโยบายที่ท่านได้แถลงไว้ต่อบรรดาพี่น้องประชาชน ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่เราเป็นห่วงครับ ไม่อยากจะให้พี่น้องประชาชน ได้ตำหนิว่าคำสัญญาของนักการเมืองนั้นเป็นคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ เชื่อถือไม่ได้ อยากจะ เป็นก็ให้คำมั่นสัญญาได้ พอเป็นเสร็จจะทำอย่างไรก็ได้ ซึ่งถ้ามันเป็นอย่างที่กระผมได้ กราบเรียนนั้น ผมก็เชื่อแน่ได้ว่ามันเป็นผลเสียต่อบรรดาพี่น้องนักการเมืองและสถาบัน ของเราทั้งหมด ท่านประธานครับ วันนี้ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีอำนาจเต็มในการที่จะ บริหารประเทศชาติบ้านเมือง ในฐานะตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิง คนแรก กระผมก็ขอเอาใจช่วยและขอตั้งข้อสังเกตเพื่อให้ท่านนำไปปฏิบัติ วันนี้ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารสูงสุด สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือต้องมั่นใจในตัวของท่านเอง ท่านครับ ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวันนี้ คนรอบข้าง คนที่อยู่ใกล้ชิดท่านมันประกอบ ไปด้วยบุคคลหลายประเภทครับ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ท่านไปฟังคำสั่ง คำแนะนำจาก คนที่หวังที่จะหาประโยชน์จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่าน เพราะผมเชื่อว่าบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่เป็นบุคคลที่รักท่านจริงครับ และในทางการเมืองเมื่อท่านมายืนอยู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีไม่มีใครที่จะช่วยท่านได้ดีกว่าตัวท่านเองดังคำพระที่ว่า ตนเป็นที่พึ่ง แห่งตนครับ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิด เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคนในครอบครัว คนเหล่านั้นละครับที่จะทำลายท่านได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นขอให้ท่านต้อง พึงระวังเอาไว้ เมื่อก่อนนี้หลายเรื่อง หลายเหตุการณ์ ท่านสามารถปฏิเสธได้ครับว่าท่านไม่รู้ ท่านไม่เห็น เพราะท่านยังไม่ได้เข้าสู่ถนนการเมือง ท่านครับ แต่วันนี้ท่านจะปฏิเสธ ความรับผิดชอบไม่ได้แล้ว ถ้าเปรียบเป็นการเล่นกีฬาสมัยก่อนนี้ท่านเปรียบเหมือนเป็น กองเชียร์ แต่วันนี้ท่านเป็นผู้เล่น เมื่อท่านเป็นผู้เล่นท่านต้องปฏิบัติตามกติกา เพราะฉะนั้น หลายเรื่องหลายโครงการ อาจจะมีคนคิด อาจจะมีคนทำมาก่อน อาจจะมีการกระทำ แล้วก็ค้างเอาไว้ หรือบางครั้งบางโอกาสมีคนที่กำลังคิดใหม่ กำลังที่จะทำใหม่เพื่อให้ ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาท่านไม่รู้ไม่เกี่ยว แต่นับจากนี้ผมกราบเรียนได้ว่าท่าน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะถ้าหากว่าคนแวดล้อมบริวารของท่านโดยการนำ ของท่านได้ดำเนินการไปแล้วท่านไม่ได้ทักท้วง ไม่ได้คัดค้าน นั่นก็เท่ากับว่าท่านจะละเมิด หรือละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีความผิด

ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อแนวนโยบายของรัฐบาลที่นำเสนอต่อสภา ในเล่มนี้ เมื่อเช้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาอ่านประมาณสัก ๒ ชั่วโมงเศษ ทั้งหมดมี ๔๔ หน้า บวกกับภาคผนวกเป็น ๕๙ หน้า วันนี้ในนโยบายแบ่งออกเป็น ๒ กรอบใหญ่ ๆ

กรอบแรกครับท่านประธาน กรอบแรกบอกว่าจะต้องดำเนินการภายใน ๑ ปี กรอบแรกครับ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถบรรลุถึงภารกิจและดำเนินไป ในแนวทางที่กล่าวมา รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายการบริหาราชการแผ่นดินไว้โดยแบ่งการ ดำเนินการเป็น ๒ ระยะคือ ระยะเร่งด่วนจะเริ่มดำเนินการในปีแรก และระยะการบริหารราชการ ๔ ปีของรัฐบาล เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ แบ่งออกเป็น ๒ กรอบคือ กรอบแรก ทำทันที กรอบที่ ๒ บอกว่าภายใน ๔ ปี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มาพิจารณาโครงการเร่งด่วนที่ท่านบอกว่า จะต้องทำทันทีในปีแรกประกอบไปด้วยอะไรบ้าง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ เยียวยา ฟื้นฟู อะไรต่อมิอะไรทั้งหมดมีอยู่ ๑๖ โครงการครับ เร่งด่วนทั้งนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านมา บรรจุเอาไว้ในส่วนของนโยบายที่จะดำเนินการภายในระยะเวลา ๔ ปีของรัฐบาลชุดนี้ โดยรัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายหลักในการบริหารประเทศซึ่งปรากฏผลตามนโยบาย ๒ เรื่อง ในข้อที่ ๘ ในหน้าที่ ๑๑ ครับ ข้อที่ ๒ ครับ ๒.๑ การเทิดทูนพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับ ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้มาพูด ผมค่อนข้างจะมี ความเห็นที่แตกต่างจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ทำไมผมถึงบอกว่ามีความเห็นที่แตกต่าง วันนี้ผมถือว่านโยบายในเรื่องของการเทิดทูนพิทักษ์รักษาเอาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ มันน่าจะเป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว เมื่อได้รับพระราชทาน พระบรมราโชวาทแล้ว จะต้องน้อมใส่เกล้าใส่กระหม่อม ๑. เอามาปฏิบัติ ๒. นำมาเทิดทูน เพื่อปกปักรักษาเอาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติของเรา ผมถามว่าท่านคิดได้อย่างไรครับ ท่านบอกว่าการปกป้องสถาบันจะดำเนินการในช่วงระยะ ๔ ปีของรัฐบาล ท่านมั่นใจ หรือครับว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ได้ครบ ๔ ปี ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่ผมคิดมิดีมิร้ายต่อรัฐบาลไม่ใช่ครับ พรรคภูมิใจไทยทุกคนก็เอาใจช่วยท่าน แต่อนาคตข้างหน้าเราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่า จะมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถามไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรู้หรือไม่ว่าในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาใน ๒-๓ ปีได้มีการกระทำ ผิดกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วกับการล่วงละเมิดต่อสถาบันหลายครั้งหลายหน ในการเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มที่พยายามจะให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีการกระทำหลายประการ หลายกรรม หลายวาระ ทั้งในประเทศ ทั้งต่างประเทศ ในการแสดงออกถึงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและหมิ่นสถาบัน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้นอกจากการแสดงออกภายนอกแล้ว ยังมีผู้ดำเนินการและใช้เว็บไซต์ (Web site) เฟซบุค (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) สื่อออนไลน์ (Online) สื่อสารมวลชนทั้งหมด สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ ดาวเทียม วิทยุชุมชน วิทยุออนไลน์ กระทำการขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องของการล่วงละเมิดสถาบันมีการกระทำหลายครั้งหลายหนครับ ไม่ว่าจะในประเทศ ไม่ว่าต่างประเทศ ผมดีใจครับได้ยิน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งบอกว่า ท่านจะพิทักษ์รักษาจะเทิดทูนสถาบันเอาไว้ ผมก็คิดว่าเอาละ บ้านเมืองคงจะสงบเรียบร้อย พรรคภูมิใจไทยของเราเราประกาศจุดยืนตลอดเวลาครับ บอกว่าของเรานี่ในเรื่องสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้นเราถือว่าเป็นนโยบายหลักของพรรค เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่านโยบายนี้ จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะต้องนำมาบรรจุเอาไว้เป็นโครงการเร่งด่วนและ ต้องปฏิบัติทันทีครับ นี่คือความเห็นที่แตกต่าง ท่านไปคิดได้อย่างไรครับบอกว่าในเรื่องความ เดือดร้อนของประชาชน กองทุนน้ำมัน ในเรื่องเยียวยาฟื้นฟู การแก้ไขป้องกันยาเสพติด หรือในเรื่องอีกหลายเรื่องครับสำคัญต่อเรื่องนี้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นเรื่องที่ ๑ ในแนวนโยบายในความคิดเห็นของพรรคภูมิใจไทยที่เราเห็นว่าวันนี้เราต้องให้ความสำคัญ ต่อสถาบัน

ท่านประธานที่เคารพครับ มาพูดถึงนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง ต่อสภาเมื่อเช้านี้ ท่านได้แถลงใช้เวลา ๒ ชั่วโมงเศษ ในแนวนโยบายที่เป็นปัญหาเร่งด่วน เป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องปฏิบัติทันทีครับ ในข้อ ๑.๑.๑ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตย ข้อ ๑.๑.๒ เยียวยาฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจาก ความเห็นที่แตกต่างและความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะถามหน่อยใช้คำว่า ความเห็นที่แตกต่างของการใช้รัฐธรรมนูญปลายปี ๒๕๔๐ ท่านจะเอาตั้งแต่วันไหนครับ เพราะการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ในช่วงของปลายปี ได้เกิดเหตุความขัดแย้งในบ้านในเมืองหลายครั้งหลายหน หลายรอบ ก่อนการปฏิวัติ ๑๙ กันยายน มีพี่น้องส่วนหนึ่งได้ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลขณะนั้น มีการปิดล้อมสภา ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มีการบาดเจ็บ มีการล้มตาย ผมถามว่าคนกลุ่มนั้น ได้รับการเยียวยาด้วยหรือเปล่า ได้รับการเยียวยาไหมครับ มีการปฏิบัติ บางครั้ง บางเรื่อง ผ่านกระบวนการยุติธรรม ได้ข้อยุติแล้ว มีการตัดสินไปแล้ว ผมถามว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รับ การเยียวยาอย่างไร เพราะฉะนั้นที่ท่านเขียนเอาไว้กว้าง ๆ แบบนี้ ผมถามหน่อยครับขอบเขต ท่านจะดำเนินการอย่างไร นี่แหละครับเป็นเรื่องที่พวกเราหนักใจครับ ถ้าเขียนมาแค่นี้แล้ว อนุมัติ ถ้าสภาเห็นชอบด้วยบอกไปดำเนินการตามนี้ มันไม่ผิดอะไรกับการที่เมื่อก่อนนี้ หลายท่านเคยพูดเอาไว้บอกว่า สภานี้ถ้าอนุมัติในหลักการนี้เหมือนการลงนามในการเซ็นเช็ค กระดาษเปล่าไปให้รัฐบาลดำเนินการ ท่านบอกมาให้ชัดสิครับว่าเหตุการณ์เกิดในช่วงไหน ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ชดเชยไหม ปี ๒๕๕๒ ชดเชยไหม ปี ๒๕๕๓ ชดเชยไหม นอกจากผู้ที่ เสียหายอย่างที่ว่านี้ ที่ท่านเขียนเอาไว้ครับ ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการ รวมไปถึง ภาคเอกชน สถานที่ประกอบการที่ถูกไฟไหม้ ห้างเซ็นทรัล โรงภาพยนตร์สยาม หรือเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่ถูกเผาถูกทำลาย ท่านจะชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร มีหลักเกณฑ์อย่างไร เอาละนั่นเรื่องสถานที่ มาถึงเรื่องของผู้ได้รับผลกระทบ ในแต่ละแห่งครับ ที่มีกระบวนการที่มีพี่น้องของเราไปตั้งเวทีจนเกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้นมานี่ หลายเดือนครับ ในที่นั่นจะมีผู้ประกอบการทั้งโรงแรม

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสนองครับ ผมขออภัยครับ ขอเวลานิดหนึ่ง ที่จริงในส่วนของวิป ๓ ฝ่ายที่ได้หารือและเป็นข้อยุติร่วมกัน และผมก็ได้อ่าน ชี้แจงให้สมาชิกทราบแล้วนะครับว่าเราจะดำเนินตามกรอบที่วิป ๓ ฝ่ายได้ตกลงกันไว้ และในส่วนข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่ายก็เห็นควรไม่ให้สมาชิกใช้สิทธิแทนหัวหน้าพรรค นั่นเป็นข้อตกลงนะครับ แต่ทีนี้ปัญหาคือท่านประธาน พลเอก ธีรเดช ท่านใจดีนะครับ ก็เลย ทำให้อาจจะผิดในเงื่อนไขนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตดำเนินตามกรอบที่เป็น ข้อตกลงกันไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยอย่างนี้สว่างแน่นอนครับ ก็จะขอใช้อำนาจของ ประธานนะครับ แล้วก็โดยยึดกรอบข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่ายนะครับ คงจะไม่อนุญาตให้ใช้สิทธิ แทนหัวหน้าพรรคถ้าหัวหน้าพรรคไม่พูดเองนะครับ เป็นความเห็นของวิปทั้ง ๓ ฝ่าย เป็นข้อตกลงของพวกเราร่วมกัน แล้วก็ที่สำคัญเป็นอำนาจของผู้เป็นประธานด้วยนะครับ

นายมนู พุกประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมคงไม่ไปโต้แย้งอะไรท่านประธาน ผมขออนุญาตชี้แจงนิดเดียว ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ เพื่อที่จะให้ ไม่มีปัญหา ผมให้เวลาท่านอีกสัก ๕ นาทีนะครับ ขอความกรุณานะครับ ให้เวลาสัก ๕ นาที

นายมนู พุกประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ

(นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีคนประท้วงครับ เชิญครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้สิทธิประท้วงนะครับ เผอิญว่าผมเองได้เป็นวิปในส่วนของ พรรคภูมิใจไทยที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้นะครับ ถ้าท่านจะใช้สิทธิในลักษณะที่ว่าไม่ให้ ตัวแทนพูดแทนหัวหน้าพรรคท่านจะใช้มาตรฐานเดียวกับทางรัฐบาลหรือเปล่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมใช้มาตรฐานเดียวกัน แน่นอนครับ

นายมนู พุกประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

เมื่อสักครู่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออภัย ท่านใช้สิทธิ ประท้วงนะครับ การประท้วงต้องมีคนทำผิดข้อบังคับ ทีนี้ไม่มีใครทำผิดข้อบังคับท่านไม่มี สิทธิประท้วงนะครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ขอพูด ในฐานะที่เป็นวิปนะครับ ในเมื่อที่ท่านบอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงใครทำผิด ข้อบังคับและผิดข้อไหน ถ้าไม่อย่างนั้นผมไม่อนุญาตครับ

นายมนู พุกประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธาน พูดพาดพิงด้วยนะครับ เพราะว่าท่านพูดว่าวิป ๓ ฝ่าย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ ผมให้ สิทธิประท้วง แต่ท่านไม่ได้ประท้วง แล้วก็ไม่มีใครทำผิดข้อบังคับ ท่านนั่งครับ ผมอนุญาต อนุโลมนะครับ ถือว่าเป็นการอนุโลมนะครับ ให้เวลาท่านสนองอีกสัก ๕ นาที เชิญครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ

ประการแรก ผมคงไม่โต้แย้งท่านประธาน แต่ทว่าท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ก็คงจะได้รับทราบว่าแนวทางปฏิบัติของเรานั้นในอดีตที่ผ่านมาก็ได้มีการมอบหมายให้ปฏิบัติ หน้าที่แทนได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เป็นอำนาจของ ประธานครับ และเป็นข้อตกลงไม่เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัตินะครับ ท่านใช้เวลาของท่าน ๕ นาทีได้เลยครับ เชิญครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

เอาละครับ ถ้าท่านจะให้กระผมใช้เวลา ๕ นาทีที่จำกัด ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ คงไม่ต้องพูดอะไรมาก วันนี้บ้านเมืองเราเดินทางมาถึงในจุดนี้ได้นั้นก็เป็นไปตามคำเรียกร้อง ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วพี่น้องของเราส่วนหนึ่งนะครับ หรือพี่น้องในปีก ของพรรคเพื่อไทยได้พยายามเรียกร้องรัฐบาลที่ผ่านมาใน ๒-๓ เรื่องครับ บอกว่าเพื่อให้ บ้านเมืองเกิดความปรองดองลุกมาขอ ๒-๓ เรื่อง ๑. ต้องให้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรียุบสภา ๒. ขอให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ท่านประธานครับ วันนี้เราได้ดำเนินการตามกระบวนการ ต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ วันนี้ยุบสภาก็ยุบแล้ว เลือกตั้งใหม่ก็เลือกแล้ว ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ได้แล้ว วันนี้พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศฝากความหวังเอาไว้ เหมือนกับที่ผมหวังครับ หวังอยากจะเห็นบ้านเมืองนี้ปรับเข้าสู่ปกติสุข ให้บ้านเมืองเกิดความสงบ เรียบร้อย พี่น้องประชาชนหันหน้ามารักกัน สามัคคีกัน ผมไม่มีอะไรครับที่จะฝากรัฐบาลชุดนี้ นอกจากขอฝากเรื่องสำคัญเอาไว้ครับ ผมเห็นว่าเรื่องที่จะทำให้บ้านเมืองของเราสงบ เรียบร้อยประชาชนอยู่เป็นปกติสุขได้นั้นอยากฝากไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านมี อำนาจ มีเสียงข้างมาก ขอได้โปรดเถอะครับ สิ่งที่ท่านควรจะทำในวันนี้ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ท่านช่วยนำอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสนองครับ ผมฟังแล้ว ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องของนโยบายเลยนะครับ ท่านพูดในกรอบของนโยบายครับ ไม่อย่างนั้น ผมจะไม่อนุญาตให้พูดนะครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานครับ คือในเรื่องของการปรองดองผมอยากให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองครับ ผมเชื่อในความสามารถว่าท่านอยู่ในประเทศไทยท่านจะสามารถช่วยชาติบ้านเมืองของเราได้ ผมจึงอยากให้ท่านนำท่านนายกรัฐมนตรีกลับมาประเทศไทย ไม่ต้องไปตุหรัดตุเหร่นอนบ้านนี้ที นอนบ้านนี้ทีนำกลับมาเถอะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าถ้ากลับมาแล้วบ้านเมืองจะสงบ

(นายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านนวัธ

นายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ขอประท้วงตามข้อ ๔๓ ครับ การวินิจฉัย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อ ๔๕ ครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ถือว่าเป็น

นายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ข้อ ๔๕ นะครับ การวินิจฉัยของท่านประธานถือเป็นที่สิ้นสุดแล้วครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสนองครับ ผมได้ วินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นเด็ดขาดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะอภิปรายต่อก็ให้อยู่ในประเด็น และอย่าพาดพิงถึงคนภายนอกครับ อยู่ในกรอบ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ครับ ท่านประธานครับ ก็นี่แหละครับ ผมไม่ได้พูดอะไรนอกกรอบครับ ท่านยอมรับไหมครับว่า บ้านเมืองของเราแตกแยกกัน แตกความสามัคคีกัน ส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งมีความคิดเห็น ไม่ตรงกัน บอกว่าอดีตท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็เรียกร้องว่าวันนี้ บ้านเมืองเราได้เดินไปข้างหน้าไปไกลแล้วครับ ได้รัฐบาลใหม่แล้วครับ ผมก็อยากจะให้ท่าน กลับมาประเทศเสียที บ้านเมืองเราจะได้สงบนะครับ ผมก็ไม่เห็นได้พูดอะไรให้ผิด ผมเชื่อแน่ ถ้าท่านมาอยู่ที่นี่พี่น้องประชาชนจะร่มเย็นเป็นสุขครับ ผมหวังเอาไว้อย่างนั้นจริง ๆ ครับ ท่านทำเถอะครับ เพราะว่าอะไรครับที่ท่านทำ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งท่านลืมไปแล้ว หรือครับ พรรคเพื่อไทย ท่านนายกรัฐมนตรีปราศรัยทุกเวทีครับ คิดถึงทักษิณไหม ถ้าคิดถึง เลือกพรรคเพื่อไทย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสนองครับ ท่านกรุณา ไปอ่านข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๐๘ นะครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่าผมวินิจฉัยแล้วว่า ท่านไม่ได้อยู่ในกรอบข้อ ๑๐๘ มันก็ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วผมวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็น เด็ดขาดตามข้อ ๔๕ ฉะนั้นผมจะไม่อนุญาตให้ท่านพูดในสิ่งเหล่านี้ต่อ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะ พูดต้องพูดอยู่ในกรอบข้อ ๑๐๘ เท่านั้นครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนว่าที่ผมพูดนี่ผมไม่ได้พูดด้วยการประชดประชัน ผมพูด ด้วยความจริงใจครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อของท่านเถอะครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

นั่นสิครับ ผมถึงบอกว่าผมนี่พูดด้วยความจริงใจครับ เมื่อครั้งที่อยู่พรรคพลังประชาชน ผมรับปาก ชาวบ้าน ผมนำท่านกลับก็กลับมาแล้วครับ ต่อมาท่านบอกว่าจะไปดูกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน แล้วก็หายไปเลย ยังไม่ได้กลับมา คนไทยคิดถึง ผมขอให้นำท่านกลับมานะครับ เพราะฉะนั้น นี่ผมบอกว่าวันนี้บ้านเมืองของเรากลับมาสู่ความรัก ความสมัครสมานความปรองดอง กันเถอะ การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นทุกพรรคเราชูประเด็นประเด็นเดียวกันครับ พรรคไหนก็พูดเหมือนกันหมด นั่นก็คือต้องการเห็นบ้านเมืองอยู่ในความปกติสุข พี่น้อง เกิดความรักสามัคคีปรองดองกัน อย่างไรก็ตามครับ ผมฟังหลายครั้งหลายหน ผมดีใจครับที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนั้นท่านได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ท่านได้เข้ารับพระบรมราโชวาทจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เข้าเฝ้าหลายครั้งหลายหนนั้น ท่านจะน้อมนำเอากระแส พระราชดำรัสพระบรมราโชวาทนั้นใส่เกล้าใส่กระหม่อมถึงขั้นจะพิมพ์แจกให้รัฐมนตรีทุกคน เก็บเอาไว้เพื่อประกอบการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งนี้ผมต้องขอชื่นชมครับที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อสื่อมวลชนอย่างชัดเจน แต่ผมอยากจะฝากเอาไว้ข้อหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็น พระบรมราโชวาทที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองครับ อยากฝากข้อนี้ เพิ่มให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำไปใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพื่อปฏิบัติ พระบรมราโชวาทว่าอย่างไรครับ ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้ทุกคน เป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคน เป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มี อำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ นี่คือพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือ แห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณสนองครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณหมอชลน่าน

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ของการประชุม รัฐสภา ประท้วงว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กระทำผิดข้อบังคับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ทำ ผิดข้อบังคับ โดยเจตนารมณ์ชัดเจนได้กล่าวถึงสถาบันแล้วก็พยายามจะใช้คำอภิปรายในการ เขียนนโยบายว่าเป็นการละเมิดหรือดูถูกสถาบัน ซึ่งกระผมเองเกิดความไม่สบายใจอยากให้ ท่านประธานได้วินิจฉัย เพราะว่าแนวการเขียนนโยบาย ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนในคำแถลงนโยบาย การเทิดทูนสถาบันถือเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้วต้องทำตลอด เป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาครับ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ รัฐบาลท่านสมัคร รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็เขียนคำแถลงนโยบายเช่นเดียวกันในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ก็เขียน เช่นเดียวกันอยู่ในนโยบายความมั่งคงแห่งรัฐ ในข้อที่ ๒ ผมฝากท่านประธาน ขอความกรุณา ท่านประธานช่วยวินิจฉัยให้ท่านสมาชิกได้กรุณาช่วยบอกกล่าวกับสภาว่าเป็นความเข้าใจผิด ของตัวสมาชิกเอง จะกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็เป็นเรื่องที่ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากให้เอ่ยถึง แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วก็จะจบอยู่แล้วครับ คงไม่

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอบพระคุณท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงจบแล้วกระมังครับ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ผมก็จะจบ อยู่แล้วครับ ผมได้บอกไว้เป็นการเบื้องต้นตั้งแต่เริ่มต้นครั้งแรกแล้วว่าผมค่อนข้างจะเห็น แตกต่างกับนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอ ผมเห็นว่าวันนี้สถานการณ์ที่ว่านี่กำลังมี การกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควร เพราะเห็นว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน ผมจึงบอกว่าน่าจะเอามาไว้ ในนโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก ทำไมไปบรรจุเอาไว้ในนโยบาย ๔ ปี เรื่องของการเสนอ นโยบายนี่ก็ต้องอาศัยห้วงเวลาจังหวะที่เหมาะสม เรื่องของความสำคัญเหตุใดควรไม่ควร จะอยู่ในช่วงไหน ในความเห็นของผมผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะมีการล่วงละเมิด สถาบันมาก รัฐบาลควรรับมาดำเนินการโดยทันทีจะปล่อยช้าไม่ได้ก็เรื่องของผม เรื่องการน้อมนำกระแสพระบรมราโชวาท ผมก็ฝากบอกแล้วว่าฝากว่าท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยเอาบทนี้ พระบรมราโชวาทอันนี้อีกข้อหนึ่งพิมพ์ตัวใหญ่ ๆ อ่านก่อนนอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสนองครับ ผมเห็นว่า สมควรแล้วครับ ผมอนุโลมให้ท่านได้อภิปรายแทนหัวหน้าพรรคซึ่งผิดข้อตกลง เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าสมควรที่พอแล้วครับ น่าจะหยุดอภิปรายได้แล้ว ผมใช้อำนาจของผมตามข้อ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ครับ ผมก็ จบแล้วครับท่านประธาน ผมก็จบแล้วครับ ผมก็มีแค่นี้เองครับ เพียงแต่ฝากเอาไว้ เท่านั้นละครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านหัวหน้าชุมพลใช่ไหม เชิญครับท่านครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมจะสละไม่อภิปรายก็จะขอให้ท่านชาดาอภิปราย ในโควตาเวลาของพรรคเลยได้ไหมครับ ได้ไหมครับ ตัดเวลาของพรรคไปเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านหัวหน้าพรรค อย่างนี้ครับ ข้อตกลงนี่การที่จะให้หัวหน้าพรรคพูดนี่มันจะเป็นเวลานอกจากเวลาโควตาของแต่ละพรรค แต่ถ้าจะใช้โควตาของพรรคแล้วไม่มีปัญหาครับ ยินดีครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อย่างนั้น ผมมอบให้ท่านชาดาพูดในโควตาของพรรคเลยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ มากครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แต่ใช้เวลาของพรรคนะครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วผม ขออนุญาตสักนิดถึงในสิทธิของท่านประธานนะครับ เราปิดกั้นการพูดในสภานี่แหละครับ เลยทำให้เกิดนักการเมืองไปพูดบนหลังคารถก็เลยทำให้มีปัญหา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเลยครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

นี่แหละ ประเด็นสำคัญเลยครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเชิญครับ เข้าประเด็น เลยครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี 🔗

ก่อนอื่น ต้องขอชื่นชมนโยบายของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้นะครับ ที่ชื่นชมเพราะอะไรครับ ชื่นชมก็คือว่าผมดูแล้วนโยบายชุดนี้เป็นการเขียนโดยนักการเมืองจริง ๆ ไม่ใช่เขียนจาก ข้าราชการประจำ จากความคิดผมเท่าที่ดูและได้อ่าน ๒ รอบ ๓ รอบ ก็ต้องขอชื่นชมด้วย ความจริงใจ ซึ่งในนโยบายของคณะรัฐมนตรีแบ่งเป็นการดำเนินการอย่างเร่งด่วน แล้วก็ ในเรื่องของในวาระ ๔ ปี ผมเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่อง ๑.๘.๒ เรื่องค่าแรง วันละ ๓๐๐ บาท กรณีเรื่องค่าแรงวันละ ๓๐๐ บาท ผมเองมีความคิดเห็นสนับสนุนนะครับ สนับสนุน แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากกับรัฐบาลก็คือว่าปัจจุบันแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย จำนวนมากและจะเป็นปัญหาเกี่ยวข้องไปถึงความมั่นคง ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้อง จัดการกับเรื่องแรงงานต่างด้าวอย่างชัดเจน และยิ่งกรณีของขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท จะทำให้เกิดปัญหาก็คือจะมีการใช้แรงงานต่างด้าวมาก และสิ่งที่สำคัญก็คือว่าแรงงาน ต่างด้าวที่บริษัทห้างร้านต่าง ๆ นำเข้ามานั้น จากการผ่อนผันหรือจากการให้มีข้อระเบียบ ในการขึ้นบัญชีผู้ใช้แรงงานต่างด้าวจะต้องมีกองทุนในการดูแลคนงานต่างด้าวเหล่านั้น โดยที่ ผู้ประกอบการในเมื่อใช้แรงงานต่างด้าวจะต้องเสียเงินเข้ากองทุน เพราะว่าอันนี้เป็นเรื่อง สำคัญครับ ในปี ๒๕๕๘ เราจะมีแรงงานเสรีเกิดขึ้นในสมาคมอาเซียน และสิ่งที่สำคัญคือ แรงงานต่าง ๆ พวกนี้จะเคลื่อนย้ายโดยเสรี อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่คนต่างด้าว ออกลูกมาเป็นคนไทยเดี๋ยวจะวุ่นวายกันใหญ่นะครับ ก็ขออนุญาตฝากไว้ในเวลาอันจำกัด

และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านบอกว่า ๖๐-๖๙ ปี ให้ ๖๐๐ บาท น้อยไปหน่อยครับ และผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ชัดเจนแล้วว่าให้เท่าเทียมและทั่วถึง ท่านจะให้ ๑,๐๐๐ บาท ก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยครับ มันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายเลย ให้ไปเลย ผู้สูงอายุอายุ ๖๐ ปี ๙๐ ปีที่จะได้ ๑,๐๐๐ บาท ของท่านจะได้สักกี่คน ใครจะอยู่ได้รับอายุ ๙๐ ปีครับ ผมคงอยู่ไม่ถึงได้รับ ๑,๐๐๐ บาท แน่นะครับ มันเป็นการใจร้ายไปนิดหนึ่ง และมันจะผิดรัฐธรรมนูญหรือเปล่าก็ให้ท่านประธาน โปรดดูแล้วกันนะครับ

และสิ่งหนึ่งในข้อ ๓.๑.๓ ผมขอชื่นชมครับ อันนี้ชื่นชมด้วยความจริงใจ และขอให้ทำให้ได้คือพัฒนาระบบสถาบันการเงินในประเทศ รับผิดชอบต่อคนส่วนใหญ่ วันนี้ สถาบันการเงินของประเทศไทยเอาเปรียบประชาชน ค่าธุรกรรมทางการเงินไม่มี การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบงก์ทุกแบงก์ในประเทศไทยเสียภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เสียภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์ เฉพาะส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ แต่ในเรื่องค่าธุรกรรม ไม่มีการเสีย ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเสียในเรื่องนิติบุคคลที่รัฐบาลว่าจะลดจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า สรรพากรในประเทศไทยไม่มีสิทธิเข้าไปตรวจแบงก์ในต่างจังหวัด และอันนี้ละครับ เป็นการแบ่งชนชั้นที่ผมฝากทางท่านประธานถึงคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องสำคัญของพี่น้อง ประเทศไทย เครดิต บูโร (Credit bureau) มี ๑๕ ล้านคน รัฐบาลต้องดำเนินการปลด เครดิต บูโรกับ ๑๕ ล้านคน วันนี้แบงก์ไม่ได้ปล่อยเงินให้เงินกู้ ไม่มีนักธุรกิจรุ่นใหม่เติบโตขึ้น จบมาแล้วแทนที่จะได้มีโอกาสกู้เงินทำกิจการของตัวเอง ไม่มีเลยครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าแบงก์ไม่ได้วิเคราะห์โครงการ ลักษณะของแบงก์เอาแต่เพียงว่าต้องให้คุ้มเงินกู้ อย่างเดียว ต้องดูหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่าทุกวันนี้แบงก์ทุกแบงก์ในประเทศไทยเอาเปรียบพี่น้อง ประชาชน ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลในนโยบายข้อนี้

และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งครับ เรื่องการศึกษา ผมเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทย วันนี้แท็บเล็ต (Tablet) ก็ไม่ทำ ให้สังคมการศึกษาของไทยดีขึ้น แต่การที่จะมีแท็บเล็ตผมก็เห็นด้วย แต่สิ่งที่สำคัญวันนี้ ต้องเปลี่ยนระบบการเรียนการสอน วันนี้ต้องปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ผมเป็นเด็กบอกไทยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก พ.ศ. ๒๑๑๒ ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ให้ท่องทุกวัน ได้ประโยชน์อะไรครับ ไม่มีได้ประโยชน์อะไรเลย แต่ทำไมไม่วิเคราะห์ว่าเหตุใดไทยจึงเสีย กรุงศรีอยุธยาครั้งแรก ความแตกสามัคคีของคนไทยหรือไม่ ทำไมการเสียกรุงครั้งที่ ๒ เรื่องเหล่านี้ในระบบการเรียนการสอนไม่มี แล้วที่สำคัญครับ ผมเองอยากจะบอกว่าระบบ การศึกษาเป็นปัญหาของชาติอย่างมากมาย สำนักเขตพื้นที่การศึกษามีรอง ผอ. แต่ละแห่ง ๑๐ คน ๑๑ คน ผมฝากท่านประธานถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าต้องดำเนินการเรื่องนี้ครับ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้มีสำนักเขตพื้นที่การศึกษาแต่ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร ผมเสนอว่าต้องมีสภาการศึกษาจังหวัด มีการจัดการศึกษาที่เป็นรูปธรรม วันนี้สังคมไทย เกิดปัญหามากมาย เราแก้ไม่ได้หรอกครับหลายอย่าง แต่เราวางไว้ที่เด็กที่เยาวชนของชาติได้ แล้วเรื่องการศึกษาไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่อง ของประเทศไทย รัฐบาลต้องใช้ความกล้าหาญในการแก้ไข กราบเรียนด้วยความเคารพ

และที่สำคัญครับ การรับจำนำข้าว ผมขออนุญาตท่านประธานที่เคารพว่า เรื่องรับจำนำข้าว วันนี้ท่านคิดหรือยังครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น กฎอาฟตา (AFTA) มีแล้ว ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาได้ ข้าวไทย ข้าวนาปีประมาณ ๒๐ ล้านตัน ข้าวนาปรังอีก ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตัน จะรับจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท ผมเองเห็นด้วยครับไม่ได้ว่าอะไร แต่สิ่งหนึ่งซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเอา ออกมาให้ได้ก่อนว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราใช้ระบบรับจำนำข้าว ๑๐ ปีครับ เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะที่รับจำนำสินค้าในโกดัง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ไม่ว่าจะ เป็นข้าวโพด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รับจำนำไว้ วันนี้ขายไปแล้วเท่าไร เหลือเท่าไร ต้องเอาบัญชีตรงนี้มาประกาศต่อหน้าสาธารณชนก่อนถึงจะดำเนินการเรื่องของ การรับจำนำในปีต่อ ๆ ไป เพราะว่าอะไรครับ เรารับจำนำปีหนึ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐- ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังมีค่าดำเนินการ ค่าเช่าโกดัง กระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการ ในกระทรวงพาณิชย์ยินดีกันมากอยากให้มีการรับจำนำ การรับจำนำนั้นเสียเรื่องค่าเช่าโกดัง จำนวนมาก แล้วยังมีข้าวสูญหายปลอมปน ซึ่งตรงนี้ ๑๐ ปีที่ผ่านมาแล้วมาเริ่มด้วยระบบ ประกันรายได้นั้น มีช่วงหยุดแล้วต้องเอาออกมาให้ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องเอาบัญชีออกมาชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนว่าที่ ๑๐ ปีที่แล้วมานั้นสินค้าเกษตร ที่รับจำนำไว้เหลืออยู่เท่าไร ขายไปเท่าไรแล้ว นั่นถึงจะเป็นการบริหารงานอย่างโปร่งใส ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ การรับจำนำสินค้าเกษตรไม่ใช่มีเฉพาะข้าว เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาทครับท่าน ถ้า ๒๐ กว่าล้านเกวียน ก็ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วจะทำ อย่างไรถ้ามีข้าว คอนแทรคท์ ฟาร์มิ่ง (Contract Farming) จากประเทศใกล้เคียงเข้ามา ใครจะรับประกันได้ว่าเราจะไม่รับจำนำข้าวของลาว เราจะไม่รับจำนำข้าวของพม่า เราจะไม่รับจำนำข้าวของเขมร เพราะวันนี้อาฟตาเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมว่า การเคลื่อนไหวสินค้าเกษตรนั้นไม่ต้องเสียภาษี ผมเรียนด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนถ้าท่านจะทำเรื่องรับจำนำข้าวผมก็ยินดีนะครับ ผมก็ยินดี แต่ต้องนำ ความชัดเจนให้มาสู่พี่น้องประชาชนก่อน ระบบประกันรายได้ถือว่าการเสียหายอะไรก็ตาม รัฐเป็นผู้เสียหายก็ส่งให้กับเกษตรกร ได้กับเกษตรกรโดยตรง แต่ระบบจำนำส่วนที่รัฐขาดทุน และเสียหายนั้นไปตกอยู่กับพ่อค้า ค่าดำเนินการไม่ต่ำกว่าปีละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะค่าดำเนินการที่ผ่านมาปีละประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยว่า ธ.ก.ส. นะครับถ้ามี ความจริงใจกับพี่น้องเกษตรกรลดดอกเบี้ยลงเถอะครับ ลดดอกเบี้ยลง วันนี้ดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส. นั้นไม่ได้สนับสนุนเกษตรกรเลย ดอกเบี้ยยังแพง แล้ว ธ.ก.ส. เองก็ยังทำตัวเป็นพ่อค้า หลายประการ แล้วโครงการรับจำนำข้าว ธ.ก.ส. ไม่เคยระบุแต่ละปีว่าเป็นเงินกี่พันล้านบาท เป็นเงินเท่าไร จำนวนกี่ตัน กี่เกวียน ธ.ก.ส. ไม่เคยระบุ ระบุแต่ว่าพี่น้องเกษตรกร ๓,๐๐๐ ราย เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ยอมบอกอะไรครับ ไม่ยอมบอกจำนวน เกวียน จำนวนตัน เพราะว่าอะไร เพราะว่าเวลาไปเอาจากประชาชนมีค่าหักความชื้น แต่เวลาเบิกเงินจากรัฐบาลเบิกยอดเต็ม ๆ เงินส่วนนี้หายไปไหน ผมเรียนด้วยความเคารพ ว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วรัฐบาลต้องนำความชัดเจนมา

และผมก็ยังสงสัยอีกประการหนึ่งคือตามหลักต้องรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่นี่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็น รองนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมก็เลยยังค่อนข้างงง ๆ อยู่นิดหนึ่งนะครับ แต่ในอดีตก็เคยมี มาแล้ว ผมเรียนด้วยความเคารพครับ เรื่องรับจำนำข้าวเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวพันกับพี่น้องเกษตรกร แล้วที่แล้วมาเราทุกคนยอมรับว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างร้ายกาจ ผมก็ฝากรัฐบาลให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และนำความจริงเสนอต่อพี่น้อง ประชาชนก่อนว่า ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๕๑ ที่รัฐบาลที่ผ่านมาใช้ระบบรับจำนำ สินค้า ขาดทุนไปเท่าไร เอาเฉพาะขาดทุนนะครับ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพด้วยเวลา อันจำกัด ผมฝากรัฐบาลไปได้เพียงเท่านี้นะครับ และที่สำคัญผมขอให้รัฐบาลชุดนี้ ให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในการตอบกระทู้ถามหรืออะไรก็ตาม รัฐบาล ที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างยิ่ง ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันผมคงได้เห็น บรรยากาศเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับสังคมสภาผู้แทนราษฎรของเราในเรื่องของนักการเมืองเรา มีอะไรก็ต้องพูดคุยกัน แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีหรือผู้นำรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ ต่อสภาปัญหาก็จะเกิดขึ้นมากมาย ก็เรียนด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ มีท่าน หัวหน้าพรรคจะใช้สิทธิอภิปรายไหมครับ เชิญท่านชูวิทย์ครับ

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครักประเทศไทย ท่านประธานสภาครับ การอภิปรายของผมต้องใช้วีซีดี (VCD) วีดิทัศน์ ซึ่งผมได้ส่งให้ไปแล้วกับเอกสารประกอบเล็กน้อย ต้องขออนุญาตท่านประธานด้วย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมได้เห็นแล้วครับ แต่ยัง ไม่ได้ดูนะครับ ดูจากเจ้าหน้าที่เขาเห็นชอบว่าโอเค (OK) ครับ เชิญได้เลยครับ

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ ผมขออภิปรายในประเด็น ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ ผมเกรงว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ ไม่ครบ ๔ ปี ก็ต้องรีบเอาปีแรกก่อน เรื่องความปรองดอง ท่านประธานสภาครับ ความแตกแยกของสังคมมันเกิดจากกลุ่มการเมืองที่ทำให้ประชาชนแบ่งออกมาเป็น สองฝักสองฝ่าย วันนี้ท่านบรรดาพรรคเพื่อไทยได้มี ครม. ได้มีการแถลงนโยบาย ผมอยากจะให้ นโยบายได้ไปอย่างเร่งด่วน อันนี้เป็นป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่เขียนว่า เพิ่มเงินเดือน ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ๒ เรื่องนี้ละครับที่ทำให้ พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง และได้ ส.ส. ถึง ๒๖๕ คน แต่พอไปดูในวาระเร่งด่วนที่จะ ปฏิบัติ ปรากฏว่ามันไม่ได้เร่งด่วน มันจะไปเริ่มเอาปีหน้า ผมได้รับมอบหมายจากประชาชนให้มาติดตามเรื่องนี้ ไปเดินห้างพบแม่บ้านกำลังขัดพื้นอยู่ เขาบอกชูวิทย์ช่วยไปตามหน่อย ตอนนี้ได้ ๒๑๕ บาท เมื่อไรจะได้ ๓๐๐ บาทเสียที ถ้าได้ ๓๐๐ บาท ท่านประธานลองดูที่โปสเตอร์อันนี้ วันนี้อยากจะให้ท่านประธานได้เห็นว่า ราคาหมู ราคาไก่ ขึ้นไปเท่าไรแล้ว ได้ ๓๐๐ บาท แต่ต้องไปซื้อหมูกิโลกรัมละ ๑๕๐ บาท ไปซื้อไก่กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ๓๐๐ บาทก็ไม่พอครับ เหตุที่ไม่พอผมอยากจะฝากไว้ว่า มันมีบริษัทอยู่บริษัทหนึ่ง ผมยกตัวอย่างบอกชื่อย่อ ไม่บอกชื่อเต็มหรอกครับ ชื่อบริษัทซี สมมุตินะครับว่าบริษัทซี ควบคุมวงจรการผลิต วงจรการค้าปลีก และบริษัทซีก็ไปพูดเรื่อง ทฤษฎี ๒ สูง บอกว่าค่าแรงสูง ค่าอาหาร ค่าครองชีพก็สูง ท่านประธานครับ ได้ ๓๐๐ บาท และถ้าไปซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่ในราคาแบบนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็ไปควบคุมแต่หน้าเขียง หน้าฟาร์ม ประเทศเราใช่ไหมครับที่ไปส่งออกไก่ ประเทศเราส่งออกไก่ไปต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกาค่าแรงเทียบเป็นเงินไทย ๑,๗๕๐ บาทต่อชั่วโมง ค่าแรงเมืองไทย ๒๑๕ บาทต่อวัน คนไทยกินไก่แพงกว่าอเมริกาได้อย่างไรครับ ราคาไก่ที่อเมริกา ๙๙ เซนต์ ต่อปอนด์ คิดเป็นกิโลกรัมก็ตก ๖๐ กว่าบาท แต่ไก่ที่ประเทศไทยทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศส่งออก แท้ ๆ ราคา ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัม แถมค่าแรงเรา ๒๑๕ บาท ให้ไปขึ้น ๓๐๐ บาท ผมก็ยินดี ด้วยครับที่จะทำได้หรือเปล่ายังไม่ทราบ และทำได้ด้วยเงื่อนไขใด บ้างก็บอกว่าจะทำเอาเมื่อ ปี ๒๕๕๕ บ้างก็บอกว่าไม่ใช่เงินเดือนจะเป็นรายได้ ผมอยากให้ ครม. รัฐบาลชุดนี้พูดอย่าง ชัดเจนว่าจะขึ้นเมื่อไรเร็วที่สุด ประชาชนรอไม่ได้ ๓๐๐ บาท ขอแนะนำขึ้นวันที่ ๑ เดือนหน้า นี้เลย ๑๕,๐๐๐ บาทก็ขึ้นเดือนถัดไป แท็บเล็ตแจกเลย ที่ผมพูดอย่างนี้นะครับไม่ได้ยุยง ส่งเสริม แต่ผมกลัวว่าเดี๋ยวเปลี่ยนรัฐบาลอีก เพราะว่าเปลี่ยนรัฐบาลที นโยบายก็เปลี่ยนที เมื่อเช้าฟังท่านอภิสิทธิ์พูด เราเพิ่งมีบัตรทอง บัตรฟรีไม่ต้องจ่าย สมัยก่อนเราก็เรียก ๓๐ บาท พอเปลี่ยนรัฐบาลทีเราก็เปลี่ยนคำพูดจากนโยบายที ถ้ารัฐบาลหน้าก็ต้องเปลี่ยน นโยบายอีก

ส่วนเรื่องที่ ๒ เรื่องที่เป็นเรื่องยาเสพติด ผมมีรูปถ่ายซึ่งจะให้ท่านประธาน ได้ดูว่ายาเสพติดนั้นมันคู่กับอบายมุข จับไปให้เยอะเท่าไร แล้วเอาไปขายที่ไหน ท่านประธาน คงทราบว่าการขายยาเสพติดนี่คงไม่ได้ขายในเซเว่น อีเลฟเว่น ไม่ได้ขายตามหลังรถ แต่ขายที่นี่ครับ แหล่งยาเสพติดที่ขายอยู่ตามสถานบันเทิง ซึ่งตำรวจปล่อยปละละเลยให้เปิด อย่างเสรี ผมมีคลิปวิดีโอ (Clip video) ซึ่งไปถ่ายมา เดี๋ยวผมจะขอท่านประธานเปิดให้ บรรดาท่านสมาชิกและ ครม. ได้ดู พร้อมกันนั้นมีบ่อนการพนัน บ่อนนี้มันไม่เกรงใจละครับ มันเปิดติดถนนใหญ่ แล้วก็เปิดกันอย่างโจ่งแจ้ง เปิดกันแบบมีอิทธิพล แล้วก็เปิดเสรี ให้เยาวชนเข้า มีคนหอบลูกจูงหลานเข้าไป มีรถแท็กซี่ มีวินมอเตอร์ไซค์ แบบนี้มันยิ่งกว่ามาเก๊าอีก ผมอยาก ให้ผู้ที่รับผิดชอบได้เอาใจใส่ ยังมีบ่อนการพนัน ยังมีตู้ม้า ยังมีการพนันหลาย ๆ ประเภท อยู่ตามตรอกซอกซอย ซึ่งผมไม่อยากจะเอามาพูด เหตุที่ผมเอามาพูด เพราะว่าบ่อนนี้ เป็นบ่อนใหญ่ แล้วก็เปิดมาค่อนข้างจะนานพอสมควร ไม่มีคนติดตาม ไม่มีคนเอาใจใส่ เปิดกันเสรี เมื่อพูดเรื่องอบายมุขแล้วผมก็อยากจะพูดเรื่องเศรษฐกิจเสียเล็กน้อย ท่านประธานครับ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเปรียบเทียบกับค่าของที่เมื่อสักครู่ผมพูดก็คงจะเล็กน้อย เพราะบรรดาของต่าง ๆ มันขึ้นไป ราคาทั้งหมู ทั้งเป็ด ทั้งไก่ ทั้งอบายมุข ทั้งยาเสพติด ในสังคมประชาชนมีความเดือดร้อน ผ่านมา ๒ เดือน ตั้งแต่เลือกตั้งก็ยังไม่เห็นความชัดเจน วันนี้มีการแถลงนโยบายผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอามาพูด เอามาเปิด เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้เอาใจใส่ มีคลิปอีกคลิปหนึ่งเขายังไม่ได้เปิด ถ้ายังไม่ได้เปิดผมก็ขอจะเอาให้ท่านประธานดู จะได้ไม่เสียเวลา ที่เมื่อสักครู่ให้ดูก็คือการซื้อขายยาเสพติดในสถานบันเทิง ในห้องน้ำ นี่ละครับ อยู่ในห้องน้ำนี่เองครับ ไม่ต้องซื้อไกลครับ มีการซื้อขายกันอย่างเปิดเผย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อันนี้เป็น ในห้องน้ำครับ เดี๋ยวจะมีการส่งยากัน นี่ครับ เหตุที่ผมเอาวิดีโอมาให้ท่านประธานดูเพื่อให้ เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการซื้อขายกันในสถานบันเทิงมันเป็นเรื่องปกติ การควบคุมยาเสพติด เราจับไปเถอะครับ ถ้าไม่มีคนซื้อมันก็ไม่มีคนขาย แต่เมื่อมีคนขายมันก็ต้องดูละครับว่า ไปซื้อขายกันที่ไหน ก็ในแหล่งบันเทิงทั้งนั้น แล้วทุกวันนี้ผมอยากจะเรียนให้ประธานทราบ นิดหนึ่งว่านอกจากในกรุงเทพฯ แล้ว ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างเมืองของท่านประธานที่ขอนแก่น อันนี้ก็เยอะครับ ที่ขอนแก่น ที่เชียงใหม่ ที่สุราษฎร์ธานี ที่หาดใหญ่ นอกจากเป็นแหล่งยา เสพติดแล้ว บ่อนการพนันยังเปิดกันอย่างเสรีไร้คนดูแล ผมไม่เข้าใจครับ คลิปต่าง ๆ ที่ผม เปิดให้นั้นถ้าเกิดมีท่านใดอยากจะได้ก็บอกนะครับ ผมเตรียมไว้หลายแผ่น แล้วจริง ๆ มีหลายชุดกว่านี้ ถ้าผมเอาฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะต้องไปบอกว่า เดี๋ยวขอปรึกษาทุกภาคส่วน เดี๋ยวขอดูรายละเอียดก่อน แต่เรียนประธานสภาที่เคารพ เคารพจริง ๆ นะครับท่าน วันนี้ท่านไม่ต้องยืนนะครับ เดี๋ยวผมก็จะจบแล้ว อยากจะฝากท่าน ไว้ว่าเรื่องยาเสพติดและเรื่องอบายมุขในคำแถลงนโยบายมีน้อยมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ผมอยากจะให้ ครม. ชุดนี้ได้เก็บไว้ ได้เอาไว้ป้องกันเพื่อไม่ให้เยาวชนเราเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมขอขอบพระคุณ เอาแค่นี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านชูวิทย์ครับ มีหัวหน้าพรรคท่านใดจะใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอเลยไปที่วุฒิสมาชิกเลยนะครับ ท่านสุโขครับ เชิญครับ ๕ นาทีนะครับ

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และพูดในนามคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เกือบ ๔ ปีที่ผมทำหน้าที่ทำงานในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว ได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การส่งเสริม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาโดยตลอด ไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่ารายได้หลักสำคัญอย่างยิ่ง ของประเทศไทยในขณะนี้นั้นมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ท่านประธานครับ โดยความเป็นจริงแล้วแหล่งท่องเที่ยวที่เรามีอยู่ค่อนข้างที่จะโชคดีกว่าอีกหลายร้อย ประเทศนั้นบุญเก่าเราใกล้จะหมดลงไปเต็มทีด้วยสาเหตุหลายประการ อันหนึ่งที่แน่ ๆ ก็คือ การจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ยนั้นไม่กระจายไปอย่างทั่วถึงเป็นประการสำคัญ อันหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะพยายามตะโกนกู่ก้องร้องชวนชาวบ้าน ให้มาเที่ยวบ้านเรา ขณะที่บ้านใกล้เรือนเคียงเขาออกตัวเลขออกมาว่าขณะนี้เขาไปไกล มากแล้ว เรายังอยู่กับที่อยู่หรือเปล่า ความพอใจที่เราได้รับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ขณะนี้ พอใจมากน้อยเพียงไร ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เช้าใช้เวลาไปค่อนวันบรรยากาศที่ดี คือเราได้รู้หลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็สนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าอย่างนั้น อย่างไรก็ตามเรื่องที่แต่เช้ามาไม่มีพูดถึงเลยคือเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นผมจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพื่อให้บรรยากาศมันสนุกสนานดูดีขึ้นในเวลา อันจำกัดเพียง ๔-๕ นาทีเท่านั้นเองนะครับ

ผมมีข้อเสนอแนะที่จะผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อประกอบการดำเนินงานของการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่กล่าวไว้ในหน้า ๑๙ การพัฒนาการท่องเที่ยวในข้อ ๑.๒ กล่าวว่า พัฒนา บูรณะ และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่งเสริมการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิงกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ชัดเจนมาก ท่านประธานครับ อุทยานแห่งชาติภูกระดึงทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี หลายท่านอาจจะแปลกใจ เอ๊ะ อยู่จังหวัด สมุทรปราการทำไมไปพูดถึงภูกระดึงไปเกี่ยวอะไรกับจังหวัดเลยเขา เผอิญทำหน้าที่ แหล่งท่องเที่ยวอยู่สำรวจดูแลในเรื่องนี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นสถานที่ยอดนิยมแห่งหนึ่ง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ ผมเคยเดินทางไปจังหวัดเลย เป็นครั้งแรก ในเดือนธันวาคมถ้าจำไม่ผิด รถที่นั่งไปเป็นรถเมล์ประจำทาง ปรากฏว่าวิ่งผ่าน ภูกระดึงนั้นผีเสื้อเต็มไปหมด หน้าปัดจะต้องปัด ผีเสื้อออกอย่างเดียวเลย ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ขณะนั้นจะเดินทางไปที่อำเภอท่าลี่ซึ่งห่างไกลเหลือเกินวันหนึ่งมีรถเข้าครั้งเดียวเท่านั้น ก็เลยคิดในใจว่า เอ๊ะ เราจะมีโอกาสขึ้นไปภูกระดึงบ้างไหม ท่านประธานครับ จนบัดนี้ จนอายุ ๗๐ ปีเดี๋ยวนี้ยังไม่มีโอกาสขึ้นไปบนภูกระดึงเลย ก็เลยได้สนใจอันนี้เป็นอย่างยิ่งว่า มันทำอย่างไรที่จะมีโอกาสให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ภาคภูมิใจในแหล่งท่องเที่ยวนี้ จึงได้ติดตามศึกษาว่าในแต่ละปีนั้นก็มีคนทั้งไทยและเทศประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ถึง ๗๐,๐๐๐ คน ไปหาความเพลิดเพลินสนุกสนานในการไปเที่ยวที่ภูกระดึงแห่งนี้ ซึ่งมีทางขึ้นอย่างเดียวเท่านั้นก็คือต้องปีนขึ้นไป แน่นอนที่สุดก็มีองค์กรที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ในการนี้มีโครงการที่ผมติดตามตลอดคือโครงการที่จะสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ได้คิดทำเรื่องนี้กันมานานพอสมควรแล้วด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้ทำการศึกษา ความเป็นไปได้ว่ามันจะมีผลได้ผลเสียมากน้อยเพียงไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุโขครับ

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมดเวลาครับ ผมจะ อนุโลมให้ท่านคนเดียวเท่านั้นนะครับอีก ๑ นาที

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ

อีก ๑ นาที ขอบพระคุณครับ ผมมีเวลาเพียงอีก ๑ นาทีนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เฉพาะท่านเท่านั้นนะครับ ๑ นาทีครับ

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ

ครับ ฉะนั้นการศึกษา เรื่องนี้ผ่านไปแล้ว ๔๐ ปีครับท่านยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวขึ้นมาเลย จากการลงไปศึกษา ก็เห็นว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการสร้างกระเช้านั้นจะมีมากมายเหลือเกินนะครับ ฉะนั้น ในขณะนี้การก่อสร้างนั้นไม่กระทบกระเทือนอะไรเลยนะครับ ใช้เฮลิคอปเตอร์บินแล้วก็ หย่อนเสาทั้งหลายทั้งปวงลงไป ไม่ต้องไปไถตัดป่าทั้งหมดทั้งหลายไม่ต้องนะครับ จะไม่เสียไม้ อะไรทั้งหลายไปมากมาย และทางที่ขึ้นนั้นก็จะห่างกันกับทางที่คนปีนขึ้น และทำอย่างไร ในขณะนี้ก็วางแผนประชาสัมพันธ์ คณะของเราได้ไปศึกษากับองค์กรที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย รายละเอียดทุกอย่างแล้วปรากฏว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเห็นด้วย อย่างยิ่ง ขณะนี้พร้อมอยู่แล้ว เงินพร้อมอะไรพร้อมทุกอย่าง มีอย่างเดียวว่ารัฐบาลอนุมัติ ก็สามารถดำเนินการได้ หวังว่าจะเป็นของขวัญชิ้นสำคัญของรัฐบาลชุดท่านยิ่งลักษณ์เป็น นายกรัฐมนตรี เราอยากจะนั่งกระเช้าขึ้นไปภูกระดึงครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งครับ กรอบกติกาในเรื่องของเวลานะครับ พวกเราได้ตกลง ร่วมกัน แล้วถ้าทุกท่านปฏิบัติตามกรอบเวลาเป๊ะเลยนะครับ การประชุมน่าจะเลิกถึง ประมาณตีสาม แต่ถ้าคนละนิดคนละหน่อยเลยเวลาที่กำหนด คนละนิดคนละหน่อยก็จะไป ถึงสว่าง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนะครับ ผมจะควบคุมเรื่องเวลาตามที่ท่านได้กำหนด ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงของพวกเรานะครับ ผมจะไม่อนุโลมให้ใช้เวลาเกินส่วนที่กำหนด เพราะฉะนั้นเป็นศักยภาพของท่านสมาชิกเองที่จะต้องบริหารเวลาในการอภิปรายของตัวเอง ให้ได้ในเวลาที่จำกัดเท่านั้น ถ้าหมดเวลาแล้วผมจะไม่อนุญาตให้พูดต่อนะครับ ผมขอ ดำเนินการตามนี้นะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกต้องใช้ศักยภาพของตัวเองในการที่จะ อภิปรายเนื้อหาให้อยู่ในเวลาที่กำหนดนะครับ ท่านธนิตพลมีอะไรครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ไม่ได้ต้องการให้เสียเวลานะครับ แต่ว่าผมปรึกษาท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าท่านประธานได้คุยกับวิปทั้ง ๓ ฝ่ายแล้วหรือครับว่าจะอภิปรายกันถึงตีสาม เพราะว่าผมเป็นห่วงนะครับ การอภิปรายยาวขนาดนี้มันจะไม่มีประสิทธิภาพนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ เรามี กรอบเวลา ๒ วัน จะพยายามให้จบใน ๒ วัน ซึ่งอาจจะต้องเลยถึงตีสามก็คงต้องยอม ขอต่อครับ ท่านธนิตพลอย่าเสียเวลาเลยครับ เชิญดอกเตอร์สรรเสริญ ๑๒ นาทีนะครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงในเรื่องมุมมองทางด้าน เศรษฐกิจของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็มีอยู่ด้วยกันหลายจุดนะครับ แต่ผมคิดว่าอีกสักครู่ เพื่อนสมาชิกก็คงจะอภิปรายอีกหลายต่อหลายท่านต่อไป สำหรับตัวผมเองนั้นสิ่งที่ผมกังวล แล้วก็เป็นมุมมองที่ ณ ขณะนี้เป็นปัญหาที่สุดในระบบเศรษฐกิจของเรา เป็นปัญหาที่กระทบ ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ๖๐ กว่าล้านคนก็คือในเรื่องของข้าวของที่แพงขึ้น ผมคิดว่า รัฐบาลจากการแถลงนโยบายเร่งด่วน มาตรการหรือนโยบายต่าง ๆ ในเรื่องของการดูแล ราคาข้าวของไม่ให้แพงขึ้นมีไม่เพียงพอครับ แล้วก็จริง ๆ ยังมีอีกหลายประเด็นที่อยากจะพูด แต่ที่ต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด เพราะว่าเป็นประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหามากที่สุด ในขณะนี้ ผมจะขอพูดถึงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีผลกระทบต่อราคาข้าวของที่แพงขึ้น ในที่นี้เห็นอยู่ด้วยกัน ๒ นโยบายที่เป็นปัญหาหลักใหญ่ก็คือ ในเรื่องของการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท การขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรีเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ก่อนที่ผมจะอภิปรายไปถึงเรื่องนี้นะครับ ต้องขอเรียนท่านประธานก่อนว่าผมไม่ได้คัดค้าน ไม่ได้ขัดแย้งในการขึ้นค่าแรงของรัฐบาล เพราะที่จริงก็เป็นแนวทางที่ตามหลังนโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์มา ที่จริงพรรคประชาธิปัตย์เสนอก่อนครับ ขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปี และสำหรับพวกเราทุกคนหรือสำหรับพี่น้องประชาชนที่ติดตามการทำงานของ พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็คงจะทราบดีว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันครับ พรรคเพื่อไทยก็เสนอ ออกมาเป็น ๓๐๐ บาททำทันที ไม่ได้คัดค้านครับ แล้วก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วย เพราะผมถือว่า เรื่องนี้ต้องเป็นมติของประชาชน ในขณะเดียวกันครับในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านพวกเรา ทุกคนก็ต้องตรวจสอบว่ารัฐบาลทำตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ทำครบหรือไม่ ถ้าไม่ครบหน้าที่ของพวกเราก็คือทวงนโยบายที่รัฐบาลได้มอบไว้ให้กับ พี่น้องประชาชน แต่ที่ต้องหยิบยกขึ้นมาครับ ในเรื่องของการขึ้นค่าแรงขึ้นมานั้น ผมเห็นว่า จะทำให้ข้าวของแพงขึ้นมาก และรัฐบาลก็ไม่ได้มีนโยบายในการดูแลในเรื่องข้าวของที่ แพงขึ้นอย่างชัดเจน เรามาลองดูในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลกันครับว่าในเรื่องข้าวของแพงนั้น เขียนไว้ว่าอย่างไรบ้าง ต้องขออนุญาตอ่านนะครับ มีอยู่ ๒ ข้อเท่านั้น ๑.๗.๓ ดูแลราคา สินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและ ผู้ผลิต ๑.๗.๔ แก้ไขปัญหาค่าครองชีพโดยการดูแลราคาสินค้าและการมีรายได้เพื่อเพิ่มกำลัง สุทธิของประชาชนโดยป้องกันและแก้ไขการผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่อยากจะ ใช้คำนี้นะครับ แต่ว่าเขียนในลักษณะที่ว่าขอไปที ถ้ามาเทียบกับนโยบายอื่นของรัฐบาลครับ ทางด้านเศรษฐกิจมีเป้าหมายชัดเจนครับ อย่างเช่น ในเรื่องของการพักหนี้ครัวเรือนบอกไว้ชัด ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท พักอย่างน้อย ๓ ปี หรือว่าในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้ชรานี่ก็เป็น การต่อยอดของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ก็บอกไว้ชัดครับ อายุเท่าไรจะได้เงินเท่าไร มีตัวเลขชัดเจน แต่ในเรื่องของการแก้ไขสินค้าราคาแพงขึ้นกลับเขียนไว้เท่านี้ครับ ไม่มีอะไร ชัดเจนไปมากกว่านี้ ที่จริงผมคิดว่าเมื่อรัฐบาลออกนโยบายนี้นะครับ ก็จะต้องมีการทำการวิจัย แล้วก็จะทราบว่าเมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ธุรกิจอุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบเท่าไร แล้วก็ออก มาตรการแก้ไขออกมาเป็นรายสินค้า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีการวิจัยตั้งแต่แรก ถ้ามีการศึกษาตั้งแต่แรก แต่ว่านโยบายดูแลราคาสินค้าเป็นรายตัวที่เป็นนโยบายเร่งด่วน ในที่นี้ก็ไม่มีครับ ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำการวิจัยนะครับ ก็จะขอถือโอกาสนี้จะเรียนให้ทราบ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลไม่วิจัย แต่ว่าก็มีหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายสำนักวิจัย ได้ทำการเรื่องนี้ และคิดว่าถ้ารัฐบาลขยันสักหน่อยก็คงจะทราบถึงผลกระทบว่าไปโดน สินค้าตัวไหน มีการวิจัยจำนวนมากครับ แต่ที่ผมจะขออนุญาตหยิบยกขึ้นมาเป็นการวิจัย ของดอกเตอร์เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ แล้วก็ไม่เป็น การเสียหายแต่อย่างใด ที่ผมต้องหยิบยกการวิจัยของดอกเตอร์เบญจรงค์ขึ้นมานั้น ไม่ใช่ เพราะว่าท่านเป็นลูกของท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี นะครับ แต่ว่าการวิจัยของท่านเป็นหลักเป็นเกณฑ์มีขั้นตอนชัดเจนครับ ท่านบอกว่าการขึ้นค่าแรง จะไปกระทบต่ออุตสาหกรรมใดบ้าง กระทบเท่าไร และสุดท้ายตามสภาวะตลาดครับ สินค้า ตัวไหนราคาจะขึ้นบ้าง สินค้าที่แพงขึ้นมีหลายรายการครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัสดุ ก่อสร้าง ในเรื่องของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ในเรื่องของรถยนต์ แต่ว่าที่ผมเป็นห่วง มากที่สุดก็จะเป็นในเรื่องของอาหาร ที่เป็นห่วงที่สุดครับ ราคาอาหารตามการวิจัยปีหน้านี้ จะเพิ่มขึ้น ๑๒-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมจำได้ดีครับสมัยที่พวกเราทุกคนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รัฐบาลที่เป็นฝ่ายค้านในขณะนั้นก็เป็นช่วงของการหาเสียงครับ รณรงค์โจมตีรัฐบาลชุดเก่า ของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าข้าวของแพง พูดกันไปทั่วครับ บอกว่าข้าวของแพงขึ้น อย่าเลือกอภิสิทธิ์ ท่านประธานทราบไหมว่าราคาอาหารในขณะนั้นแพงขึ้นเท่าไร เงินเฟ้อ เฉพาะอาหารนะครับ ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมก็เป็นช่วงที่ขณะนั้นรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์รักษาการทำหน้าที่อยู่ขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ ณ เวลานี้ดาบนั้นกำลังจะ คืนสนองไปสู่รัฐบาล เพราะว่าราคาสินค้าอาหารที่แพงขึ้นรัฐบาลชุดท่านจะเจอถึง ๑๒ ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในปีหน้าหนักกว่ารัฐบาลชุดก่อน ถ้าเกิดว่าท่านไม่มีนโยบายในการแก้ไขเรื่องนี้ อย่างชัดเจน ส่วนตัวผมเองเดาใจว่ารัฐบาลก็คงจะชี้แจงมาว่ามีมาตรการในการช่วยเหลือ ภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนราคาสินค้าแพงขึ้น เป็นการช่วยเหลือในการลดภาษีให้กับทุกบริษัท และนี่ผมก็คิดว่าเป็นข้อแตกต่างอย่างมากสำหรับการดำเนินนโยบาย สำหรับการคิดนโยบาย ที่คิดเป็นระบบตั้งแต่แรกกับนโยบายที่คิดแยกส่วนแล้วก็นำมาโยงกันทีหลังประหนึ่งว่า จะเป็นระบบแต่จริง ๆ ไม่ใช่ ของเราขึ้นเงินเดือน เราชดเชยให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จริง ๆ แต่รัฐบาลชดเชยในลักษณะคลุมทุกบริษัท ผลที่ได้ก็คือใช้เงินภาษีของประชาชน จำนวนมหาศาล ต้องอย่าลืมทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ลดไปภาษีรายได้ของรัฐบาลลดลง ๒,๑๐๐ ล้านบาท ลดไป ๗ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ท่านจะทำก็หายไป ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปีถัดไปหายไปอีก ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นข้อแตกต่าง ที่เป็นนโยบายสำหรับการคิดเป็นทั้งระบบกับนโยบายที่คิดเป็นแยกส่วนแล้วก็นำมาโยงกัน ทีหลัง คิดว่ารัฐบาลจะต้องมีมาตรการให้ครอบคลุมกว่านี้และชัดเจนกว่านี้นะครับ ที่ผมต้อง เรียน ณ ที่นี้ก็เกรงว่ารัฐบาลจะผลักภาระไปให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแล ข้าวของที่แพงขึ้น ผลักไม่ได้นะครับ ผมขอเรียนไว้ตรงนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ ดูแลเงินเฟ้อก็จริงแต่เครื่องมือของเขามีอยู่อย่างเดียวคือขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเป็นการลด ความต้องการในการซื้อของไม่ใช่การลดต้นทุน ที่สำคัญจะขึ้นดอกเบี้ยได้เงินเฟ้อต้องเกิดขึ้นก่อน ผมจะเรียนครับว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของใคร เป็นหน้าที่ของทั้งกระทรวงการคลังและทั้ง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังต้องชดเชยให้กับผู้ประกอบการให้ตรงมากกว่านี้ ไม่ใช่เหวี่ยงแหไปใช้เงินมหาศาล แล้วผู้ประกอบการจะมีต้นทุนที่ไม่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้น ของค่าแรง ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลราคาสินค้าตามตัวที่ได้ชดเชยไปไม่ให้ขึ้นราคา เป็นหน้าที่หลักครับ และผมก็เกรงว่าถ้าหากรัฐบาลไม่มีนโยบายเร่งด่วนสำหรับ ๒ กระทรวงนี้ พวกเราทุกคนก็จะต้องติดตามการทำงานของ ๒ กระทรวงนี้ต่อไป เพราะผมเกรงว่าหากเป็น เช่นนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ผมขอความกรุณาแล้ว นะครับว่าจะไม่อนุโลม เพราะฉะนั้นต้องใช้ศักยภาพตัวเองในการอภิปรายในเวลาที่กำหนด เพราะฉะนั้นคงไม่อนุญาตให้ท่านได้พูดต่อนะครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอสรุปประโยคเดียวครับ ผมเกรงว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมให้ท่าน ๓๐ วินาที แล้วรายต่อไปผมจะไม่อนุโลมให้ใครอีกเลยนะครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมเกรงว่าถ้าไม่มีนโยบายเร่งด่วนสำหรับ ๒ กระทรวงนี้นะครับ ต่อไปพี่น้องประชาชน ชาวไทยทั้งประเทศก็จะเจอกับปัญหาของแพงที่ไม่เคยเจอมาก่อนในรัฐบาลยุคของท่านครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ดอกเตอร์ สรรเสริญ สมะลาภา นะครับ ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขออนุญาตยกดินสอ เพื่อแสดงให้รู้ว่าเหลือเวลา ๑ นาทีนะครับ ผมจะโชว์ยกดินสอ ต้องทำความเข้าใจย้ำอีกครั้ง ถ้าหมดเวลาแล้วผมจะไม่อนุโลมโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นท่านต้องบริหารเวลาของท่านเอง ใช้ศักยภาพของท่านในการบริหารเวลาในการพูดนะครับ ตัวนี้จะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพ ของท่านด้วยนะครับ เอาอย่างนั้นนะครับ เชิญท่านวัฒนา เมืองสุข ครับ ๑๕ นาทีครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วัฒนา เมืองสุข บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในข้อ ๑.๑ คือนโยบายการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ และฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยมีวิธีการดำเนินการปรากฏอยู่ ในข้อ ๑.๑.๑ ถึง ๑.๑.๓ โดยสรุปก็คือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การเยียวยาฟื้นฟู และการสนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการโดยอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพิจารณาแนวนโยบายแล้วจะเห็นว่าเรามีสิ่งที่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้โดยสำคัญ ๒ ส่วน ก็คือการสร้างความปรองดองสมานฉันท์และการฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งในเรื่องของการฟื้นฟู ประชาธิปไตยจะมอบให้ท่านอื่นเป็นผู้อภิปราย การปรองดองสมานฉันท์ซึ่งเป็นไปตาม ความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนะครับ ใช้คำว่า ความปรองดอง ปรากฏในหน้า ๖๕๒ หมายความว่า การออมชอม การประนีประนอม การไม่แก่งแย่งกัน การตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย หรือการตกลงกันด้วยไมตรีจิต ซึ่งจะเป็นความหมาย ที่สอดคล้อง ส่วนคำว่า สมานฉันท์ เป็นคำนาม หมายความว่า ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้อง ร่วมกัน เมื่อรวมความคำว่า การปรองดองสมานฉันท์ มันน่าจะหมายถึงการตกลงกัน ด้วยไมตรีจิตบนความพอใจร่วมกันหรือเห็นพ้องร่วมกัน เหตุที่ประเทศชาติต้องเข้าสู่ กระบวนการปรองดอง ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในรอบ ๔-๕ ปีที่ผ่านมาทำให้สังคมไทยแตกแยกร้าวลึก ข้อเรียกร้องให้มีการปรองดองจะตรง และสอดคล้องกับข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าท่านประธานจำได้ สมาคม ผู้สื่อข่าวและสมาคมธุรกิจประมาณ ๒๑ องค์กรเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองยอมรับ ๓ ประการ ประการแรก ให้ยอมรับผลของการเลือกตั้ง ประการที่ ๒ ทุกพรรคการเมือง ต้องถือว่านโยบายปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยทันที และข้อ ๓ การปรองดองต้องทำโดยองค์กรที่มีความเป็นกลางไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตรงนี้ ต้องยอมรับเป็นความกล้าหาญของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่ยอมให้คณะกรรมการอิสระ คอป. ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับผิดชอบ แสดงถึงความเป็นกลางแล้วก็ยอมรับในกระบวนการปรองดองโดยไม่มี เงื่อนไข ท่านประธานครับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยรอบปีที่ผ่านมา ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศในโลก ซึ่งก็มีความขัดแย้งทางการเมืองดังว่า นี่แหละครับ โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้วนี่การเมืองแบ่งเป็น ๒ ขั้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกาก็มีเดโมแครตกับรีพลับลิกันซึ่งก็ไม่เคยคิดเหมือนกันมานานตั้งแต่มีประเทศชาติมา

๗๓/๑ ในประเทศอังกฤษก็ยังมีคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) กับเลเบอร์ (Labor) ก็ไม่เคยคิด เหมือนกันมาแล้วก็เป็นเสน่ห์ของประชาธิปไตย แต่ประเทศที่เจริญเหล่านั้นเขาเรียนรู้ กระบวนการอยู่ร่วมกันบนความขัดแย้ง บนความคิดที่ไม่เหมือนกัน เรียนรู้การที่จะรอคอย ทางการเมืองให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการเมืองแก้ไขแบบการเมืองนะครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ท่านประธานครับ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบุช ผู้พ่อได้เป็นประธานาธิบดีอยู่ในอำนาจ ๔ ปี คลินตันก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอยู่อีก ๘ ปี บุชผู้ลูกก็มาเป็นประธานาธิบดีมันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้ แต่ประเทศไทยเราไม่อดทน รอคอยให้การเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงโดยวิธีทางการเมือง เราใช้วิธียึดอำนาจ เราคิดว่าการ ยึดอำนาจคือการแก้ไขปัญหามันกลับสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นและทำให้ปัญหาที่มีมากมาย อยู่แล้วมันทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นครับท่านประธาน สาเหตุเพราะว่าหลังจากมีการยึดอำนาจ แล้วได้มีการใช้มาตรการทุกวิถีทางที่จะจัดการกับฝ่ายตรงข้าม นำเอาองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะ องค์กรอิสระ หรือองค์กรในกระบวนยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือ จึงทำให้ความขัดแย้งที่มี มากขึ้นอยู่แล้วนี่มีมากขึ้น แล้วก็ซับซ้อนยิ่งขึ้นจนยากแก่การแก้ไข ท่านประธานครับ ที่สำคัญคนที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองซึ่งกระผม ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน คุณทำความผิดแต่คุณไปออกกฎหมายนิรโทษให้ตัวเอง แต่ที่สำคัญท่านประธานครับ ยังมี นักวิชาการหลายคนที่ผ่านการศึกษาอบรมจากประเทศที่เป็นอารยะกลับบอกว่าการกระทำ ดังนี้ถูกต้อง ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหาโดยการปฏิวัติได้สร้างปัญหาเพิ่มเติม มีการปฏิบัติที่เป็น ๒ มาตรฐานทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความไม่พอใจ ภายหลังจาก มีการคืนอำนาจ มีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนก็ชนะเลือกตั้งเข้ามาก็เกิดการชุมนุม เรียกร้องของอีกฝ่ายซึ่งมีความไม่พอใจ นั่นคือฝ่ายเสื้อเหลือง มีการชุมนุมเรียกร้อง ทางการเมืองของแต่ละฝ่ายจนนำไปสู่การสูญเสียของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง สารพัดเสื้อ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ผมถือว่าทุกคนนี่เป็น เหยื่อของความขัดแย้งแต่เป็นวีรบุรุษของสถานการณ์ เพราะใครก็ตามที่ยอมเสียสละได้ กระทั่งชีวิตเพื่อความเชื่อของเขาเป็นความยิ่งใหญ่ครับ ท่านประธานครับ องค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรในกระบวนยุติธรรมมีส่วนในการทำให้ความขัดแย้งมันบานปลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ (DSI) หรือแม้แต่ศาล เพราะองค์กรเหล่านั้นไม่เข้าใจ ความขัดแย้งในทางการเมืองเอากฎหมายอาญามาแก้ปัญหา กฎหมายอาญาไม่สามารถจะ แก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ครับท่านประธาน เพราะว่าวิธีคิดของกฎหมายอาญาคือการลงโทษ เพื่อเป็นการแก้แค้นและตัดผู้กระทำความผิดออกจากสังคมโดยเด็ดขาด นั่นคือเอาไปประหารชีวิต หรือชั่วคราวเอาไปใส่คุก ที่สำคัญอุดมการณ์ของผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญานะครับ เป้าประสงค์ต่างจากผู้กระทำความผิดทางการเมือง คนที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา นี่นะครับท่านประธานเขามีเป้าประสงค์ต่อทรัพย์ มือปืนก็มีเป้าประสงค์ต่อทรัพย์อยากฆ่าคน เพื่อให้ได้เงินแล้วคนเหล่านี้กลัวตาย มันต่างจากผู้กระทำความผิดทางการเมืองซึ่งเขาไม่มี เจตนาและไม่มีสันดานเป็นอาชญากร ดังนั้นการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเอากฎหมายอาญา มาใช้บังคับกับการกระทำความผิดทางการเมืองจึงเป็นการทำให้ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นอยู่ แล้วนี่ทวีเพิ่มขึ้นอีก

ที่สำคัญครับองค์กรที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นราชทัณฑ์ได้นำผู้ต้องหา ในคดีการเมืองไปขังรวมกับผู้ต้องหาคดีอาญาปกติเป็นการซ้ำนะครับ ที่ผ่านมาเรามี การควบคุมผู้ต้องหาคดีการเมืองแยกต่างหาก ตรงนี้เมื่อเข้าไปสู่กระบวนการฟื้นฟูต้องแก้ไข องค์กรทางยุติธรรมได้เรียกผู้ที่มาเรียกร้องทางการเมืองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นการซ้ำเติม สถานการณ์ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน วัตถุประสงค์ของการเรียกร้อง ทางการเมืองนี่มันมีเป้าประสงค์ต่างจากอาชญากรรมทั่วไป ดังนั้นโดยสรุปเรานำเอา กฎหมายอาญามาใช้กับกรณีนี้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง ผมถือว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องนี่ไม่ได้รับรู้ ความซับซ้อนของปัญหาและไม่เข้าใจปัญหา คิดว่าวิธีแก้ไขปัญหาของตัวเองหรือความหวังดี ของตัวเองจะช่วยแก้ปัญหาแต่มันกลับสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าถ้าไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ ประเทศไทยต้องเกิดการฆ่ากัน อีกรอบหนึ่งแน่นอน แน่นอนครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานบนความเป็นกลาง สำหรับพี่น้องเสื้อเหลืองที่ไปยึดสนามบิน ไม่ได้มีสันดานเรียกเป็นอาชญากรแน่นอนครับ เขาไม่ได้ไปยึดสนามบินเพื่อจะขโมยเครื่องบินไปขาย แต่เขาทำเพื่อต่อรองทางการเมือง ผิดถูกไม่ได้ว่ากัน พี่น้องเสื้อดำที่ไปยึดเอ็นบีทีก็เช่นกันครับท่านประธาน ไม่ได้ไปยึดเพื่อจะ ขโมยกล้องไปขาย แต่ยึดเพื่อต่อรองทางการเมืองเช่นเดียวกับพี่น้องคนเสื้อแดง คนเหล่านี้คือ ผู้ต้องหาทางการเมือง ท่านต้องปฏิบัติกับเขาแบบนักโทษทางการเมืองที่มีการให้เกียรติกัน ซึ่งในต่างประเทศก็มี ส่วนวิธีการประนีประนอมดำเนินการอย่างไรครับ จริง ๆ แล้ววิธีการ ประนีประนอมการปรองดองเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการไว้ มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ก็คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและ ค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ให้มีกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่คือกรรมการ คอป. นะครับ ชื่อภาษาอังกฤษก็คือทีอาร์ซีที (TRCT) ซึ่งย่อมาจาก ทรัสท์ ฟอร์ เรคอนซิลิเอชัน คอมมิชชัน ออฟ ไทยแลนด์ (Trust for Reconciliation Commission of Thailand) ทำหน้าที่ในการตรวจสอบค้นหาความจริง เยียวยาฟื้นฟู วางมาตรการฟื้นฟู เพื่อลดความขัดแย้ง และป้องกันไม่ให้มีการขัดแย้งขึ้นอีก ที่น่าสนใจคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวได้ใช้คำว่า กระบวนยุติธรรมสมานฉันท์ ซึ่งเป็นคำใหม่ ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า เรสทอเรทีฟ จัสทิส (Restorative justice) ท่านประธานครับ สำหรับมาตรการทางกฎหมายที่จะต้องนำมา ใช้กับการปรองดอง ผมได้กราบเรียนแล้วว่ากฎหมายอาญามันใช้ไม่ได้ เพราะคนที่ทำ ความผิดทางการเมืองไม่ใช่อาชญากร จึงต้องนำกระบวนการทางยุติธรรมซึ่งต่างประเทศ เขาใช้กันนะครับ อย่างแรกเขาเรียกว่า กระบวนยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ทรานซิชันแนล จัสทิซ (Transitional justice) ซึ่งประเทศไทยอาจจะไม่คุ้นกับคำคำนี้ คำที่ ๒ ที่ต้องนำมาใช้ก็คือกระบวนยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ ซึ่งมีในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ภาษาอังกฤษใช้คำว่า เรสทอเรทีพ จัสติก ที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว และยังมีอีกคำหนึ่ง ก็คือความยุติธรรมทางสังคมหรือว่าโซเชียล จัสทิซ (Social justice) ทั้ง ๓ ตัวเหล่านี้มีวิธีคิด และวิธีการดำเนินการที่ไม่เหมือนกฎหมายอาญานะครับ กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ก็คือการนำเอากระบวนยุติธรรมในเชิงเปลี่ยนผ่านมาใช้กับกรณีดังกล่าว เนื่องจาก กฎหมายอาญามันนำมาใช้บังคับไม่ได้ เช่น กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม ปีที่แล้ว มีพี่น้องทหาร ตำรวจ จำนวนหลายหมื่นคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเราถือว่าตรงนั้นคือ การฆ่าประชาชนก็ต้องเอาเขาไปติดคุก คนจำนวนมากไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้มี เจตนาร้าย เขามาทำตามหน้าที่ของเขา พี่น้องคนเสื้อแดงก็เช่นกันก็มาทำตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้วิธีที่ต้องดำเนินการก็คือต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองนะครับ แล้วก็ใช้ กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มีการขอโทษแบบที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ อันนั้น เขาเรียกว่า กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ท่านประธานครับ กระบวนการปรองดอง ที่คณะกรรมการอิสระ คือ คอป. ดำเนินการ เขาจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาความจริง คือต้อง หาความจริงให้ได้ก่อนว่าความจริงเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นแก้ปัญหาไม่ได้ ปรองดองไม่ใช่เดิน ไปจับมือแล้วบอกจบแล้ว ไม่ใช่ครับ ต้องหาความจริง เขาถึงใช้ชื่อคณะกรรมการนี้ว่า อิสระ และตรวจสอบค้นหาความจริง เมื่อได้ความจริงแล้วนำไปสู่การเยียวยา เหมือนเราขับรถ ไปชนลูกหลานเขาตาย ต้องไปชดใช้ดูแลทำศพ เยียวยาจนเขาพอใจแล้ว เขาอาจจะให้อภัยท่าน ไม่เอาโทษท่าน อย่างนี้จึงจะเรียกว่าการปรองดองโดยใช้กระบวนยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน และกระบวนยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานมาบังคับใช้ ที่สำคัญ ท่านประธานที่เคารพ กระบวนการปรองดองนี่มันเกี่ยวข้องกับนานาชาติ เพราะมีคน ต่างประเทศของเขาตายกับเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือมีนักข่าว อิตาลีและมีนักข่าวญี่ปุ่นถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญท่านประธานครับ คนที่ตายในเหตุการณ์ของเดือนเมษายน พฤษภาคม ปีที่แล้วจำนวนเกือบ ๑๐๐ คน มีลักษณะเหมือนเป็นการฆ่าที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งตามหลักกฎหมายอาญา ศาลอาญาระหว่างประเทศ คดีนี้ต้องขึ้นศาลแน่นอน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าสู่ กระบวนการปรองดอง ท่านประธานครับ สิ่งที่ได้ทำกันมาในอดีตในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะ เป็นด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมจนมีเหตุให้มีคนตายเป็นร้อยเป็นการกระทำที่นานา ประชาคมโลกเขาไม่ให้การยอมรับ ท่านประธานถึงเห็นว่าเขายังคงให้เกียรติ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ เขาไม่ได้คิดว่านายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นเทวดาครับ แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นสัญลักษณ์ของการถูกกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลที่โลกเขา ยอมรับ เขาไม่ยอมรับการปฏิวัติ เพราะเป็นการกระทำที่เขาถือว่าเลวที่สุด สิ่งนี้แสดงออก ท่านประธานจะเห็นว่าประเพณีทางการทูตได้ถูกล้มล้างไปโดยสิ้นเชิงในประเทศไทย ปกติแล้วในการยอมรับรัฐบาลจะทำโดยทูตานุทูตมาขอเยี่ยมท่านนายกรัฐมนตรี แล้วเขาจะไม่ทำจนกว่านายกรัฐมนตรีนั้นจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่ในการ เลือกตั้งที่ผ่านมาวันที่ ๓ กรกฎาคม วันที่ ๔ พอรู้ว่าชนะทูตานุทูตมาเยี่ยมคุณยิ่งลักษณ์ มายอมรับความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที เขาไม่ได้คิดว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นเทวดาครับ เขามาบอกว่านี่คือรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่าได้คิดอะไรที่มันไม่ถูกต้อง อย่าได้หา กระบวนการโกงมาใช้อีกเขาไม่ยอมรับ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมองค์กรตำรวจสากล หรืออินเทอร์โพล (Interpol) ไม่ยอมขึ้นหมายแดงกับท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เพราะเขา ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่คุณได้ทำมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมถึงบอกว่ารัฐบาลนี้ ท่านที่เคารพครับ อย่าได้เป็นตัวตลกในสายตาประชาคมโลกต่อไปเลยครับ วันนี้ท่านต้องกลับมาคิดว่าสิ่งที่ ถูกต้องที่ต้องควรทำคืออะไร ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่จำกัดความจริงแล้วผมจะขอสรุป ซึ่งอาจจะเกินที่จะเป็นประโยชน์จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในวันนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรปฏิบัติอย่างไร อย่างแรกนะครับ ควรสนับสนุนกระบวนการค้นหา ความจริง เพราะการค้นหาซึ่งความจริงเท่านั้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ประการที่ ๒ เร่งรัด การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงตามกติกาครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาคนละนิดคนละหน่อยก็เข้าใจว่าเป็นสาระสำคัญนี่จะเป็นต้นแบบ ที่ดีครับ จะไม่อนุโลมนะครับ ต้องขอบคุณท่านวัฒนา เมืองสุข จริง ๆ ครับ และต้องขออภัย จริง ๆ นะครับ เชิญท่านสมาชิกวุฒิสภาครับท่านพิเชต สุนทรพิพิธ ๕ นาทีนะครับ

นายพิเชต สุนทรพิพิธ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชต สุนทรพิพิธ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นโยบายของรัฐบาลนั้นไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดต่างก็มีจุดประสงค์อยู่ที่การพัฒนา ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นสำคัญ แต่ไม่ว่านโยบายจะดีเพียงใด ถ้าขาด กระบวนการ มาตรการ และวิธีการ ที่จะนำนโยบายนั้น ๆ ลงไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผล นโยบายที่แสนดีนั้นก็จะเป็นเพียงเรียงความบนแผ่นกระดาษ ด้วยเวลาที่มีอยู่น้อยนิด ผมจึงขอยกประเด็นในเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล เพื่อนำไป พิจารณาประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณ ๓ ประเด็นดังนี้

๑. เป็นที่ทราบกันดีว่าภาคการท่องเที่ยวนำรายได้เข้าประเทศอยู่ในระดับ ต้น ๆ ตลอดมา แต่ พ.ร.บ. นโยบายการท่องเที่ยวที่ประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๕๑ กลับถูกละเลย มาโดยตลอด กล่าวคือ พ.ร.บ. กำหนดให้มีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ แต่แผนที่ควร จะทำเสร็จใน ๓ เดือน กลับกลายเป็น ๓ ปี ก็เพิ่งจะมีแผนฉบับแรกสำหรับปี ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๕๙ คือปีหน้า ก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่มีแผนชาติเป็นหลักในการดำเนินงาน คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ให้ประชุมกันปีละ ไม่น้อยกว่า ๔ ครั้ง แต่เท่าที่ทราบที่ผ่านมามีการประชุมกันไปเพียง ๓ ครั้ง แล้วจะขับเคลื่อน นโยบายกันได้อย่างไร ภาคการท่องเที่ยวถึงได้มีปัญหามาโดยตลอด กองทุนเพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยวไทยก็ไม่ค่อยจะมีบทบาทเหมือนที่เขียนไว้ใน พ.ร.บ. เพราะรายได้เข้ากองทุน ไม่มี ต้องขอสำนักงบประมาณเป็นรายปี ผมคิดว่า สสส. มีภาษีจากบุหรี่และเหล้ามาใช้ การท่องเที่ยวก็น่าจะคิดใช้ภาษีจากการท่องเที่ยวเข้ามาดำเนินการเช่นเดียวกันได้

ประเด็นที่ ๒ ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายกระจายอยู่เกือบ ทุกจังหวัด แต่งบประมาณสนับสนุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ให้จังหวัด ยกตัวอย่างปี ๒๕๕๔ มีไม่ถึง ๘๐๐ ล้านบาท สนับสนุนได้เพียง ๓๘ จังหวัด ยิ่งไปกว่านั้นมีงบประมาณบางจังหวัด ได้มากกว่า ๑๐ โครงการ แต่จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ ๒ และอันดับ ๓ คือจังหวัดภูเก็ตและ จังหวัดเชียงใหม่กลับได้จังหวัดละโครงการเดียว คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา ได้เคยเสนอแนะเป็นรายงานไปว่าน่าจะพิจารณาจัดให้เป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ที่จังหวัด ทำได้จากการท่องเที่ยวจึงจะยุติธรรมและถูกต้อง ก็ขอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๓ งบประมาณด้านการท่องเที่ยวประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องการหาตลาดทั้งโรด โชว์ (Road show) และการงดเก็บวีซ่า (Visa) เพื่อเพิ่มจำนวน นักท่องเที่ยว แต่ในกรณีที่นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมลง เป็นเงาตามตัว งบประมาณเพื่อการฟื้นฟูประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จะไปทำอะไรได้ กองทุน ที่ตั้งไว้ก็ไม่ค่อยจะมีเงิน ในที่สุดเมื่อแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม นักท่องเที่ยวก็จะหายไป เรื่องความสะดวกและปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็จะต้องกวดขันยิ่งขึ้นเช่นกัน มิฉะนั้น นักท่องเที่ยวประเภทที่มีคุณภาพก็จะไม่มา ท่านประธานครับ เรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยว ไม่ใช่เรื่องยาก ธรรมชาติได้จัดสรรไว้ให้แล้ว ภาคเอกชน ผู้ประกอบการก็พร้อมจะให้ ความร่วมมือสนับสนุน เรื่องไม่ยากแต่ทำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ผมจะติดตาม การนำนโยบายที่เขียนไว้อย่างดี ๗ ข้อลงไปสู่การปฏิบัติ ประการแรกเลยจะคอยดูว่า การจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๕ ว่าจะสอดคล้องกับนโยบายหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพด้วยเวลาอันจำกัด กระผมก็ขอฝากประเด็นทั้งสามผ่านท่านประธาน ไปยังรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญ ท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ๑๒ นาทีครับ เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตากครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้รัฐบาลคงจะไม่ได้มีโอกาสได้มาแถลงนโยบาย ถ้าสมมุติว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ให้ความไว้วางใจรัฐบาลมากขนาดนี้ครับ ซึ่งท่านก็คงทราบดี อยู่ครับว่าพี่น้องประชาชนที่ให้ความไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาล มากกว่ากึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร นั่นหมายถึงว่าเขาต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้ามา แก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนครับ นี่พวกเรายอมรับครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดครับ ปัญหาหลักของปากท้องของพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรคือ เรื่องของค่าแรง ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนให้ความหวังกับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีไว้ สูงมากนะครับว่าท่านจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างที่ท่านพูดจริง ๆ และผมจำได้ครับ ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่พูดถึงเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาท เรื่องของปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท นั่นเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนเขาอยากจะให้ท่านทำ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ถึง ๓๐๐ บาทแล้วจบ หรือทำให้ปริญญาตรีถึง ๑๕,๐๐๐ บาทแล้วจบ ไม่ใช่นะครับ แต่หมายรวมไปถึงว่าเขาอยากจะให้ท่านแก้ปัญหาค่าครองชีพทั้งระบบครับ หมายความรวมไปถึงปริญญาโทและปริญญาเอกด้วย และแน่นอนครับ ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ถูกพรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าเราทำของแพงครับ ประกอบกับ ทางพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นเราได้นำเสนอนโยบายที่ถูกท่านเกทับครับว่าท่านสามารถ ทำได้ดีกว่า นี่ละครับทำให้ท่านได้สามารถเป็นรัฐบาล ซึ่งผมยอมรับได้ แต่สิ่งที่สำคัญ และพวกเราเป็นห่วง ไม่ใช่ว่าผมกลัวว่าท่านทำไม่ได้นะครับ แต่สิ่งที่ผมกลัวคือผลกระทบ ที่จะตามมาที่เราเคยพูดถึงในช่วงที่หาเสียงครับว่ามันจะก่อให้เกิดปัญหาที่เป็นปัญหาลูกโซ่ ตามมา อันนี้ต่างหากละครับที่พวกเราหวังว่าท่านจะสามารถตอบให้กับพี่น้องประชาชน ที่กำลังติดตามดูได้อย่างชัดเจนครับ เรื่องนี้ท่านต้องชี้แจงให้ชัดเจนนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้ามารับตำแหน่งเสียอีกครับ พอรู้ว่า ท่านได้เป็นรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ภาคเอกชน ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งเขา ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น เขาเริ่มไล่คนงานออกครับ โดยเฉพาะแรงงานทั่วไปที่มีฝีมือ และท่านนายกรัฐมนตรีครับ พวกปริญญาตรีก็อยู่ในข่าย ถูกไล่ออกด้วยครับ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานเกิดขึ้น อันนี้ละครับผมเชื่อว่าท่าน จะต้องตอบให้ชัดครับว่าท่านจะแก้ปัญหาการว่างงานอย่างไร

และนอกจากนั้นครับ นอกจากเรื่องของการแก้ปัญหาการว่างงาน วันนี้ ภาคเอกชนเขาต้องอยู่รอด เขาจำเป็นต้องไล่คนออกเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ถ้าเขาไปไม่ได้ เพราะแรงงานไม่พอ วันนี้เขาก็ต้องเริ่มจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาแทนที่ นั่นหมายถึงว่า แรงงานต่างด้าวก็จะเข้ามาแย่งงานคนไทย เรื่องนี้แก้อย่างไรครับ สิ่งที่สำคัญครับคือวันนี้ ปัญหาลูกโซ่ที่ผมกราบเรียน วันนี้ประชาชนและธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก เขารอฟังอยู่ นี่ยังไม่นับว่าถ้าเขาแก้ปัญหาของเขาไม่ได้เพราะเพียงต้องการสนองนโยบายของรัฐบาล สิ่งที่ตามมาคือเขาจะขึ้นราคาสินค้า นั่นหมายถึงจะเกิดเงินเฟ้อและของแพงเกิดขึ้น มันจะ เป็นการวัดครับว่ารัฐบาลของท่านจะทำได้ดีกว่ารัฐบาลของอภิสิทธิ์หรือเปล่า วันนี้ท่านยัง ไม่ได้ทำงานไม่เป็นไรครับ แต่หลังจากนี้ครับพวกเราจะคอยติดตามดูเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ เรื่องของปัญหาของแพง เรื่องของปัญหาการว่างงาน และผลกระทบที่ตามมาต่อจากนี้ครับ ไม่ใช่เฉพาะภาคเอกชนอย่างเดียวครับที่รอความชัดเจนจากคำตอบที่ท่านจะตอบพวกเรา ในรัฐสภาแห่งนี้ แต่เป็นพี่น้องเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่ให้ความหวังกับท่านว่าเมื่อท่านมาเป็น รัฐบาลมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งนั้นเขาสามารถที่จะพึ่งพาอาศัยท่านได้ แต่วันนี้ครับแรงงาน ต่างด้าวในเขตพื้นที่บริเวณชายแดนที่พี่น้องเกษตรกรเคยจ้างในราคาถูก วันนี้ขอขึ้น ราคาด้วยครับ และเกษตรกรที่จะต้องจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อเข้ามาปลูก เข้ามาเก็บเข้ามาเกี่ยว ในพืชผลการเกษตรซึ่งปกติต้นทุนการผลิตน้อยอยู่แล้วเพราะเขาจ้างราคาค่าจ้างน้อย เนื่องจากเป็นแรงงานต่างด้าว วันนี้เขาต้องแบกรับภาระค่าจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งไม่ค่อยมีด้วยนะครับ เพราะว่าขณะนี้ท่านตรวจสอบได้นะครับในบริเวณจังหวัดชายแดน แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครเกือบหมดแล้วครับ เหลือแต่แรงงานไทย นั่นหมายถึงเกษตรกรจะต้องจ่ายค่าจ้าง ๓๐๐ บาท ถ้า ๓๐๐ บาท จ้างคนเดียวเก็บเกี่ยว ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ผมเชื่อว่าเกษตรกรเขารับได้ แต่ถ้าท่านเคยเก็บเกี่ยวพืชผลการเกษตร เหมือนกับเกษตรกรท่านจะทราบครับว่าทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวพืชผลการเกษตรเขาใช้ แรงงาน ๒๐-๓๐ คน เกษตรกรจ่ายอย่างไรครับ แล้วสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ในขณะที่หลังจาก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ หมดอำนาจในการบริหาร พืชผลการเกษตรราคาตกลงทันที นั่นหมายถึงเกษตรกรจะต้องมี ภาระในการขายพืชผลการเกษตรที่ถูกลงอีก ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ละครับท่านต้องตอบ เกษตรกรให้ชัดครับว่าท่านจะแก้อย่างไร และในบริเวณพื้นที่ชายแดนอีกเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ที่มีโรงงานต่าง ๆ ที่ภาคเอกชนไปลงทุนอยู่ เพราะเขาสามารถจ้างแรงงาน ต่างด้าวได้ในราคาถูก วันนี้นโยบายของท่านประกอบกับคำพูดของท่าน ส.ส. ของพรรคท่าน บางคนที่บอกว่าจะเริ่ม ๓๐๐ บาทในกรุงเทพมหานคร วันนี้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นทะเบียนเขาหนีเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้วครับ ขณะนี้โรงงานต่าง ๆ กำลังขาดแคลนแรงงานครับ ท่านจะเยียวยาเอกชน ภาคเอกชนต่าง ๆ เหล่านี้ท่านจะ เยียวยาเขาอย่างไร ท่านต้องตอบให้ชัดเช่นเดียวกันครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แหละครับที่ผมเป็นห่วง เพราะว่าผมกลัวครับว่ารัฐบาลที่สัญญากับพี่น้อง ประชาชนไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งเกทับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้ตัวเองได้เป็น รัฐบาลและพี่น้องประชาชนก็เลือกครับ สิ่งที่ผมกลัวคือท่านทำได้ แต่ท่านจะไปก่อให้เกิด ปัญหาอื่น ๆ ภายหลัง ทำให้ระบบเศรษฐกิจพัง ทำให้ภาคเอกชนทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางพัง วันนี้ผมคิดว่าท่านต้องตอบทั้งหมดนี้แหละครับให้กับพี่น้องเกษตรกร ให้กับเอกชน ได้รับรู้รับทราบ และแน่นอนครับผมกราบเรียนท่านประธานว่าหลังจากที่รัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์หมดอำนาจในการบริหารประเทศ วันนี้นะครับเราเห็นชัดว่าสิ่งที่ท่านเคย ต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่เคยดูแลพี่น้องประชาชนทำให้ ของแพง วันนี้เห็นแล้วอย่างไรครับว่าเมื่อเราไม่ได้เข้ามาบริหารประเทศ ของเริ่มแพงขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งนี้คือเครื่องพิสูจน์นะครับว่าเราสามารถที่จะควบคุมราคาสินค้า ได้จริง เราสามารถทำให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้นจริง วันนี้ราคาข้าวโพด ๓ บาทครับ ในยุคที่ท่านอภิสิทธิ์ ๙ บาทครับ กระผมไม่ว่าท่านหรอกนะครับว่าท่านเป็น ผู้ที่ทำให้เศรษฐกิจมันตกขนาดนี้ ไม่ใช่หรอกครับ เพราะท่านยังไม่ได้บริหารประเทศ ไม่ว่าหรอกครับ แต่มันคือช่วงที่เปลี่ยนถ่ายรัฐบาลเท่านั้นเอง แน่นอนเป็นเรื่องปกติครับ แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือเมื่อเราไม่ได้บริหารประเทศ ส่งมอบประเทศให้กับท่าน บริหารแทน ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งมอบประเทศให้ท่านบริหารในสภาพที่ ไม่ขี้เหร่ครับ ท่านดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ ดูได้จากฐานะการเงินการคลัง ดูได้จาก การแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ดูได้จากราคาหมูครับ ช่วงเปลี่ยนถ่ายกับช่วงที่เราทำงาน ท่านดูได้ตัวเลขนี้ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอครับ

๑. ท่านทำให้สำเร็จนะครับ และแก้ปัญหาที่จะเกิดผลกระทบลูกโซ่ตามมา ด้วยครับ และ

๒. ผมไม่รู้ว่าท่านจะเป็นรัฐบาลอีกกี่ปีนะครับ ผมไม่ว่าหรอกครับผมจะรอ แต่ท่านอย่าส่งมอบประเทศให้กับคนที่เป็นรัฐบาลชุดต่อไปเหมือนกับที่พี่ชายท่านเคยส่งครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๑๕ นาทีครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง เขตที่ ๒ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมดีใจครับที่วันนี้ เราได้เห็นการพัฒนาระบบการเมืองของประเทศไทยไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น ผมดีใจ ที่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองพรรคไหนก็แล้วแต่ ล้วนแล้ว แต่มุ่งเน้นในการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยตรง และที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น นั่นก็คือเห็นแนวทางนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคแกนนำรัฐบาลนั้นได้หยิบนำเอามาเพื่อเป็นแนวทางนโยบายของรัฐบาลชุดนี้อีกด้วย มีหลากหลายนโยบายครับที่ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมาก ๑. นโยบายเหล่านั้นที่ผมมั่นใจว่าเป็นนโยบายที่โดนใจกลุ่มสตรีอาสา ทั่วทั้งประเทศ นั่นก็คือแนวทางของนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้จะจัดตั้งกองทุนพัฒนา บทบาทสตรี โดยที่กำหนดวงเงินเฉลี่ยถึงจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท ผมต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานครับว่านี่เป็นโครงการและนี่เป็นแนวความคิดของนโยบายที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ที่บอกว่ามีประโยชน์นั้นก็เพราะว่าการจัดทำโครงการนโยบาย แบบนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมที่จะเพิ่มและในการต่อยอดบทบาทของสตรีต่อไปในอนาคต เราต้องยอมรับครับว่าบทบาทของสตรีในวันนี้นั้นไม่ใช่แต่เพียงเป็นสตรีที่สร้างความเข้มแข็ง ให้เกิดขึ้นแต่ภายในครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่วันนี้บทบาทของสตรีที่ทำกิจกรรมด้วยจิตอาสา ด้วยจิตสาธารณะนั้นยังสร้างความเข้มแข็ง ให้เกิดขึ้นในชุมชน ในสังคม และประเทศชาติอย่างมากมายอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นครับ เป็นความเชื่อมั่นเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในนี้ และเป็นความเชื่อมั่นที่ผมคิด เหลือเกินว่ารัฐบาลชุดนี้อยากจะเห็นเหมือนกัน นั่นก็คือการจัดสรรงบประมาณในการจัดตั้ง กองทุนที่ท่านใช้คำว่า เฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าทั่วทั้งประเทศ เราก็จะมีกองทุนเป็นมูลค่างบประมาณทั้งสิ้นถึง ๗,๗๐๐ ล้านบาทครับ สิ่งที่เราอยากจะเห็น ร่วมกันของฝ่ายการเมืองนั่นก็คืออยากจะเห็นการจัดสรรงบประมาณผ่านการจัดกองทุน เหล่านี้มีการจัดสรรที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดผ่านหน่วยงานของภาครัฐ จัดผ่านองค์กรที่มี ภาครัฐนั้นให้การกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ในการติดตาม เพื่อประโยชน์ในการประเมินผล และเพื่อประโยชน์ที่จะให้ตรงไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนให้ได้มากที่สุด และการจัดตั้งกองทุนผมก็คิดนะครับ ผมก็เข้าใจว่าโดยพื้นฐานแล้วเราก็อยากจะเห็นการจัด กองทุนที่มีประสิทธิภาพสามารถที่จะดำเนินการให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของนโยบายของ รัฐบาลและเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถที่จะตรวจสอบได้ ดังนั้นแนวทางหนึ่ง นั่นก็คือการจัดสรรผ่านไปยังหน่วยงานของรัฐที่วันนี้กลุ่มสตรีมีมากมายที่ขึ้นทะเบียนไว้ อย่างถูกต้องกับหน่วยงานของภาครัฐบาล ผมยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ กลุ่มสตรีพัฒนาหรือที่เราคงจะได้ยินกันจนชินปากว่ากลุ่มสตรีอาสา ซึ่งสังกัดอยู่กับ กรมพัฒนาชุมชนของกระทรวงมหาดไทย วันนี้เครือข่ายกลุ่มสตรีอาสานี้นั้นมีเครือข่าย ทั่วทั้งประเทศครับ มีเครือข่ายทั้งในระดับจังหวัด ทั้งในระดับอำเภอ ในระดับตำบล และที่สำคัญที่สุดเรามีกลุ่มสตรีอาสาที่อยู่ในแต่ละหมู่บ้านที่จะคอยทำหน้าที่พัฒนา และขับเคลื่อนองค์กรต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วเรายังมีกลุ่มสตรี การเกษตรครับ ซึ่งวันนี้ได้พัฒนากลุ่มสตรีการเกษตรให้มาเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งขึ้นอยู่กับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อที่จะส่งเสริมแล้วก็พัฒนาอาชีพ ในการที่จะสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว นอกจากนั้นก็ยังมีหน่วยงานของทางกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จะดูแลในส่วนนี้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ตามความเข้าใจของผม ผมคิดว่าผมเข้าใจถูกใช่ไหมครับ ในการจัดใช้งบประมาณถึง ๗,๗๐๐ ล้านบาทนี้เราก็ควรที่จะจัดสรรผ่านองค์กรต่าง ๆ ที่มีหน่วยงานของรัฐบาล รับผิดชอบโดยตรงเพื่อประโยชน์ในการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพอย่างดีที่สุด และเช่นเดียวกันครับในนโยบายนี้ก็ระบุเอาไว้แต่เพียงว่าเฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท ตามความเข้าใจของผมนั้นก็หมายความว่าแน่นอนครับเราอยากจะเห็นการจัดสรร งบประมาณ การจัดตั้งกองทุน ที่มีความเสมอภาค ที่มีความยุติธรรม เพราะฉะนั้นใช้คำว่า เฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าถ้าหากว่าจังหวัดไหนมีจำนวนประชากร ที่มาก หรือมีจำนวนกลุ่มสตรีที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับหน่วยงานของรัฐบาลจำนวนมาก ก็อาจจะได้งบประมาณที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกันครับจังหวัดไหนที่มีประชากรน้อย หรือกลุ่มสตรีที่ขึ้นทะเบียนไว้อย่างถูกต้องเป็นจำนวนน้อยก็จะได้งบประมาณในส่วนนี้ ลดหลั่นกันไปเป็นลำดับ นี่คือความเข้าใจของผมไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ แต่ผมชักจะไม่แน่ใจก็เพราะว่าก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้นะครับ ผมต้องกราบขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะใช้เอกสารประกอบการอภิปราย ซึ่งผมเอง ได้ขออนุญาตจากทางท่านเลขาธิการแล้วเดี๋ยวพออภิปรายเสร็จเรียบร้อยก็ตั้งใจที่จะไปมอบ ให้กับท่านประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

มีกลุ่ม เคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่มพร้อมกับบุคคลที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ได้ไปสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับกลุ่มองค์กรสตรีที่ขึ้นทะเบียนไว้อย่างถูกต้องกับหน่วยงาน ของรัฐอยู่แล้ว กลุ่มนี้อ้างตัวเองว่าเป็นกลุ่มชมรมเสียงสตรี ซึ่งมีแนวจุดยืนของชมรมของตัวเองชัดเจน ทั้งหมด ๘ ข้อครับ ผมคงไม่รบกวนเวลาสภาแห่งนี้ด้วยการอ่านจุดยืนทั้ง ๘ ข้อของชมรม เสียงสตรี เพียงแต่อยากจะหยิบยกมาบางข้อนะครับ ผมยกตัวอย่าง เช่น ข้อ ๕ ให้มี รัฐบาลพรรคเดียวเท่านั้น ให้รัฐบาลมีเอกภาพเพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร สามารถ ดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศชาติได้สำเร็จ ข้อ ๖ ครับ ไม่มีการธุรกิจคอร์รัปชัน เพราะการมี พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคคือความอ่อนแอทางการเมือง ความอ่อนแอของรัฐบาล และเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอร์รัปชัน นอกเหนือไปจากจุดยืนทั้ง ๘ ข้อนี้แล้วยังมีใบสมัครครับ ยังมีใบสมัครสมาชิกชมรมเสียงสตรี ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะส่งให้กับท่านประธานอีกเช่นเดียวกัน ก็บอกครับ มีระบุชื่อ นามสกุล ประวัติการศึกษา ที่อยู่ แต่สิ่งที่ผมประหลาดใจเป็นสิ่งที่ผมนั้น อดที่จะเคลือบแคลงและสงสัยในเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกลุ่มนี้ไม่ได้ นั่นก็คือมีให้ระบุลงไป ด้วยนะครับว่าประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นมีอะไรบ้าง และกลุ่มนี้ ได้นำเอาเอกสารเหล่านี้นั้นไปบอกกับกลุ่มสตรีอาสาในบางเขตพื้นที่ และเอาแนวนโยบาย ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่มีประโยชน์ เป็นแนวนโยบายที่ดีที่ตั้งใจที่จะส่งเสริมพัฒนากลุ่มสตรี อย่างแท้จริงนั้นไปแอบแฝงโดยไปบอกครับ ไปบอกว่ากลุ่มสตรีทั้งหลายถ้าหากว่าอยากจะ ได้รับผลประโยชน์จากการเข้าร่วมกองทุนของรัฐบาลที่จะตั้งจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาทนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้ามาอยู่ในชมรมเสียงสตรี หรืออีกคำหนึ่งที่เขาไปพูดในท้องที่นั้น ก็บอกครับบอกว่าชมรมสตรีคนเสื้อแดงหรือกลุ่มแม่บ้านเสื้อแดง ผมถามกับท่านประธาน ว่าเราสามารถที่จะปล่อยให้บุคคลใดก็ไม่ทราบ ไม่มีสังกัด ไม่มีหน่วยงานที่รองรับ เอานโยบายที่มีประโยชน์ เอานโยบายดี ๆ เช่นนี้ของรัฐบาลไปแสวงหาประโยชน์เพื่อกลุ่ม ของตัวเองแบบนี้ได้ด้วยหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ก็ได้เห็น เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกนำเอาประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ซึ่งผม คงไม่อภิปรายเพิ่มเติม เพราะเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกก็ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงแล้วก็ได้ปฏิเสธว่า ข้อมูลเหล่านั้นไม่เป็นความจริง ผมก็ได้แต่ภาวนาครับว่าแนวความคิดจนไปถึงทิศทาง ในการปฏิบัติที่จะนำเอานโยบายต่าง ๆ ไปใช้นั้นเราจะทำด้วยความเสมอภาค เราจะจัดทำ แนวนโยบายและเอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และผมก็เชื่อมั่นเหลือเกินนะครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏการณ์ของกลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะแบบนี้ เช่นเดียวกับผู้สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งผมเองก็คงไม่อาจที่จะไปคิดแทนชมรม เสียงสตรีหรือว่าชมรมสตรีเสื้อแดงนะครับว่ามีเจตนาที่แท้จริงแอบแฝงทางด้านการเมือง หรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งที่เกิดแน่ ๆ นั่นก็คือความแตกแยกและความร้าวฉานที่จะเกิดขึ้น ในสังคมของพวกเราด้วยการพยายามที่จะไปแบ่งแยกให้คนแบ่งเป็นสีนั้นให้เป็นสีนั้นสีนี้ ให้เป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ และผมก็แปลกใจครับ แปลกใจที่หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาล เพิ่งได้แถลงกับรัฐสภาแห่งนี้ไปก็คือการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ของคน ในชาติ ผมถามว่าด้วยวิธีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งคนให้เป็นสีนั้นสีนี้แบบนี้นะหรือครับ ที่เราสามารถที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นด้วยวิธีการแบบนี้นะหรือครับ ผมคิดว่าไม่ใช่ และผมก็เชื่อมั่นนะครับ พอดีท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ด้วย ผมก็เชื่อมั่นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเองพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีคงจะไม่มีแนวทางในการปฏิบัติ ด้วยการแบ่งแยกคนให้เป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แบ่งคนให้เป็นสีนั้นสีนี้ เป็นวิธีการในการสร้าง ความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศของเราใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นชมรมเสียงสตรีก็ดี ชมรมกลุ่มสตรีเสื้อแดงก็ดี ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง คณะรัฐมนตรีเองอาจจะ ไม่ทราบครับ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องช่วยกันห้ามปรามและไปหยุดพฤติกรรม ในการสร้างความแตกแยกที่จะเกิดขึ้นและมาร่วมกันจับมือสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ในประเทศของพวกเราจะดีกว่านะครับ ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธาน มานั้นก็ด้วยความเป็นห่วงครับ เป็นห่วงว่ากลุ่มบางกลุ่ม หรือว่านักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคนั้นจะหยิบนำเอาแนวทางความคิดและนโยบายที่รัฐบาล กำลังจะทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนั้นเอาไปทำให้เกิดความสับสนและไปกล่าวอ้าง เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง แล้วก็เป็นห่วงครับ เป็นห่วงว่าถ้าหากว่าเราปล่อยให้มีการปฏิบัติ แบบนี้ก็จะเท่ากับว่าเป็นการสร้างความแตกแยก สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในสังคมของ พวกเรามากยิ่งไปกว่านี้ และที่สำคัญผมก็เป็นห่วงครับ เป็นห่วงว่าแนวทางนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้แถลงกับรัฐสภาแห่งนี้ไปนั้นจะถูกบิดเบือนและถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะใช้เป็น เครื่องมือสำหรับกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม โดยใช้นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้นเป็นเครื่องมือ และกลุ่มสตรีอาสาพี่น้องกลุ่มสตรีนั้นเป็นเพียงแค่เหยื่อทางการเมือง เพราะฉะนั้น ในท้ายที่สุดผมก็ต้องกราบเรียนย้ำกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าผมเห็นด้วยครับ เห็นด้วย กับการจัดตั้งนโยบายในการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาบทบาทสตรีให้จังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท เป็นนโยบายที่ดีมากและควรค่าแก่การสนับสนุน ถ้าหากว่าการจัดสรรงบประมาณนั้น เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ โดยจัดงบประมาณผ่านหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน่วยงานรองรับ อย่างชัดเจน และผมจะไม่เห็นด้วยเลยนะครับถ้าหากว่าเราปล่อยให้กลุ่มการเมืองใด การเมืองหนึ่งหรือว่ากลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งหยิบนำเอานโยบายเหล่านี้ของรัฐบาลนั้น ไปกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แล้วหยิบยกเอาไปแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งคนออกให้เป็น สีนั้นสีนี้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำร้ายประเทศของพวกเรา แล้วผมมั่นใจครับว่าไม่ใช่ เฉพาะผมคนเดียวที่รับไม่ได้ พี่น้องกลุ่มสตรีอาสาทั่วทั้งประเทศและพี่น้องประชาชนคนไทย ก็คงจะรับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้เช่นเดียวกัน ต้องกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต้องขอบคุณ ที่บริหารเวลาได้ดีมากนะครับ ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ๑๐ นาทีครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ทราบนโยบายของคณะรัฐมนตรีนะคะ แล้วก็ได้ วิเคราะห์แล้วว่านโยบายของท่านนั้นได้ถูกเขียนไว้อย่างสวยงาม ในทางปฏิบัติดิฉันคิดว่า คงจะทำได้ยากแล้วก็ไม่มีการเสนอแนวทางในบางนโยบายที่จะนำไปปฏิบัติให้เกิดผลตามที่ ได้วางนโยบายไว้ ถ้าจะเปรียบนโยบายนี้กับภาพเขียนดิฉันคิดว่าเป็นภาพเขียนเชิงนามธรรม หรือที่เรียกว่าภาพแอบสแทรคท์ (Abstract) แล้วบางนโยบายก็สามารถที่จะเป็นจริงไปได้ยาก คือสวยแต่ว่าเป็นภาพที่เหนือความเป็นจริงที่เรียกว่าภาพเซอร์เรียลิสม์ (Surrealism) ดิฉันจะชี้ให้เห็นต่อไปนะคะ

อีกประการหนึ่ง นโยบายส่วนใหญ่เป็นนโยบายเชิงรับไม่ใช่นโยบายเชิงรุก เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีเป้าหมายสำหรับอนาคต หรือการแก้ปัญหาระยะยาว ตัวอย่าง เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง ทำอย่างไร น้ำจะไม่ท่วม หรือน้ำท่วมก็อยู่กันได้ไม่ใช่ว่าท่วมทีก็แก้กันที จะต้องมีการวางแผนไว้ อย่างไรนะคะ การสร้างความเจริญให้กับชนบท ด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จะทำ อย่างไร คนจะได้ไม่อพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ดิฉันจะขอพูดในรายละเอียดบางข้อ ที่ดิฉันคิดว่าเหมือนกับภาพเกินจริง ยกตัวอย่าง นโยบายข้อ ๑.๑ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้กับคนในชาติและฟื้นฟูระบบ ประชาธิปไตย เสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชน เยียวยาและฟื้นฟู สนับสนุนให้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ดิฉันขอให้ ความเห็นว่า นโยบายนี้ทำให้รัฐต้องเสียเงินทองในการตั้งคณะกรรมการหรือ คอป. เพื่อมา ค้นหาความจริง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีว่าความจริงที่เกิดขึ้นในครั้งที่ผ่าน ๆ มานั้น ภาพที่เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางโทรทัศน์สามารถประมวลความจริงได้โดยไม่ต้องไป ค้นหาให้เสียเวลาและงบประมาณ และดิฉันขอเตือนว่าการปรองดองต้องเริ่มจากรัฐบาล ถ้าท่านไม่รอบคอบหรือระมัดระวังจะเป็นชนวนสร้างความแตกแยกมากกว่าความปรองดอง ขอให้ท่านดูบทเรียนที่ผ่านมา ดิฉันขออ้างคำสอนของพระพรหมคุณาภรณ์ หรือท่านประยุทธ์ ปยุตโต เท่าที่จำได้นะคะว่า บุคคลจะรักใคร่ปรองดองกันได้นั้นจะต้องมีความเสมอกัน ๔ ประการคือ สมศีลา บุคคลนั้นจะต้องมีศีลมีธรรมเสมอกัน สมศรัทธา บุคคลนั้นจะต้องมี ความพอใจ ความชอบในสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกัน สมปัญญา บุคคลนั้นจะต้องมีสติปัญญา เท่าเทียมกันจึงจะพูดกันรู้เรื่อง สมจาคา บุคคลนั้นจะต้องมีจิตใจที่เสียสละ สามารถบริจาคได้ เท่าเทียมกัน ถ้าคนหนึ่งใจบุญ อีกคนหนึ่งใจแคบไม่ยอมจ่ายเงิน แม้จะเป็นหน้าที่ก็อยู่ด้วยกัน ไม่ได้

ข้อ ๒ นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ มีข้อความว่ารัฐบาลจะเทิดทูนและรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ แห่งพระมหากษัตริย์ มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ แต่ในนโยบายของคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีข้อความในบรรทัดแรกตรงกัน เพราะท่านลอกมานะคะ แต่ท่านตัดข้อความที่มีความสำคัญ ออกไปคือคำว่า มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ ดิฉันอยากขอกราบเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยตอบด้วยว่าเหตุใดไม่มีข้อความนี้ มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ นะคะ

ข้อ ๑.๓ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ อย่างจริงจัง ในตอนท้ายของข้อกล่าวว่า เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาลของบุคลากรภาครัฐ ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่น ในความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้องชอบธรรม

ท่านประธานที่เคารพคะ รัฐบาลมีนโยบายที่จะเสริมสร้างมาตรฐาน ด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่บุคลากรภาครัฐ แต่พอถึงความซื่อสัตย์กลับโยนไปให้ปลูกฝัง จิตสำนึกและค่านิยมของสังคม แล้วภาครัฐไม่ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์หรือคะ

ข้อ ๑.๔ ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิต ของประชาชนทั่วไปได้แก่บ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก ดิฉันเห็นด้วยกับนโยบาย บ้านหลังแรก แต่ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีรถยนต์คันแรก เพราะคนที่มีรถอยู่แล้วก็อาจจะ ใช้ชื่อผู้อื่นซื้ออีก ทำให้เพิ่มจำนวนรถยนต์ขึ้นมามากขึ้น การจราจรติดขัด เพิ่มมลภาวะ ที่จอดรถไม่เพียงพอก็จะจอดกันเกะกะตามซอกตามซอย ต่างประเทศมีแต่จะควบคุมจำนวน รถยนต์ส่วนตัวด้วยมาตรการภาษีและค่าจอดรถที่สูงลิบ บางประเทศก็มีการควบคุมเพิ่ม โดยวิธีให้แสดงผังที่จอดรถถ้าใครไม่มีที่จอดรถถาวรก็ไม่สามารถซื้อรถได้

ข้อ ๑.๑๐.๑ เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ข้อนี้ถ้ารัฐบาลอยากจะเพิ่มกองทุนสำหรับหมู่บ้านดิฉันก็พอจะยอมรับได้ แต่การเพิ่มกองทุน ให้กับชุมชนเมืองดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะประชาชนในชนบทก็จะย้ายเข้ามาอยู่ ในเมืองมากขึ้น ละทิ้งหมู่บ้านและอาชีพเกษตรกรรมเข้ามาเป็นคนเมือง เพิ่มจำนวน ประชากรของคนเมืองอันจะสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหา การจราจร ปัญหาความหนาแน่นของประชากร และปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น

นโยบายข้อ ๓.๔.๕ เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า ๑๐ สายทางในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล และเก็บค่าบริการ ๒๐ บาทตลอดสายทั้งระบบ ดิฉันมีความเห็นว่าโครงการ รถไฟฟ้าจะต้องขาดทุนแน่นอน อย่างน้อยควรจะแบ่งเขตใน กทม. ราคาหนึ่ง นอกเขตที่อยู่ ห่างไกลก็เพิ่มเป็นอีกราคาหนึ่งก็พอจะสมเหตุสมผลนะคะ ในข้อเดียวกันนี้มีว่า การพัฒนา ที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสได้ที่อยู่อาศัยในราคาและค่าเช่าถูกตามบริเวณใกล้ สถานีรถไฟฟ้า ดิฉันนึกไม่ออกว่าท่านจะทำได้อย่างไรในเมื่อที่ดินตามบริเวณใกล้สถานี รถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก ก็อยากจะขอให้ผู้ร่างนโยบายนี้ช่วยตอบให้กระจ่างด้วย จะขอขอบพระคุณยิ่งนะคะ

อนึ่ง การทำรถไฟฟ้าเฉพาะในกรุงเทพฯ ทำให้ผู้อยู่ในกรุงเทพฯ สะดวกสบาย เป็นการเพิ่มประชากรให้คนชนบทเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ มากขึ้น สร้างความแออัดยัดเยียด ควรนำเงินไปพัฒนาหัวเมืองสำคัญ ๆ ให้เจริญทัดเทียมหรือใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ด้วยนะคะ แล้วก็ปรับปรุงระบบรางให้ทันสมัยเพื่อสร้างงานให้กับพวกต่างจังหวัดไม่ต้องหลั่งไหลเข้ามา ในกรุงเทพฯ

ข้อ ๔.๔.๓ อนุรักษ์ ทำนุบำรุง และบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่เป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ในข้อนี้ขอให้ท่านดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะต้องใช้งบประมาณมาก ทั้งอัตรากำลังและ เงินทอง ขอให้มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และบริหารจัดการศิลปะและวัฒนธรรม ในทุกระดับทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้มากกว่าการคำนึงถึงเพียงการจะได้เป็นมรดก ของชาติหรือมรดกโลกที่สร้างประโยชน์เชิงรายได้หรือเศรษฐกิจเท่านั้น ถ้าท่านทำได้ขอท่าน อย่าลืมเรื่องเร่งด่วน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านตรึงใจครับ หมดเวลาครับ ต้องขออภัยครับ ขอรายชื่อของฝ่ายรัฐบาลด้วยครับ เชิญท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ๑๐ นาทีครับ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมากกำลังติดตามฟังการอภิปรายการแถลง นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคาดหวังที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องข้าวของแพง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนรอคอย แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สำคัญก็คือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสานและ ภาคกลางกว่า ๓๐ จังหวัด ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมเองยังคงยืดเยื้อต่อไปถึงช่วงปลายปี ถ้ารวม ระยะเวลาที่จะต้องฟื้นฟูสภาพความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นในเรื่องของพืชผลในด้านการเกษตร ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องถึงราคาสินค้าอุปโภค และบริโภคในอนาคตก็จะใช้เวลาต่อเนื่องไปมากกว่า ๖ เดือน เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อเช้า ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยมีเป้าหมายที่สำคัญ ๓ เรื่องด้วยกัน

เป้าหมายแรกก็คือในเรื่องของการที่จะส่งเสริมการนำพาประเทศไทยเข้าสู่ เศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน

ประการที่ ๒ ก็คือการนำพาประเทศไทยสู่สังคมที่มีความปรองดอง สมานฉันท์

แล้วก็ประการสุดท้าย ก็คือการนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคม อาเซียนในปี ๒๕๕๘ อย่างสมบูรณ์

วันนี้ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายใน ๓ ประเด็นที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พี่น้อง ประชาชนมีความคาดหวัง

ประเด็นแรก ก็คือนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงในวันนี้สอดคล้องกับสัญญา ที่รัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยได้แถลงในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา

ประการที่ ๒ ก็คือแนวนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการแถลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เป็นไปอย่าง บูรณาการอย่างเป็นระบบ มีรายละเอียดในเรื่องของแนวทางการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้อง ประชาชน ผู้ประกอบอาชีพทั้ง ๓๘ ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ใช้แรงงานในระบบ ๑๔ ล้านคน และนอกระบบ ๒๔ ล้านคน และรวมถึงรายละเอียดของนโยบายในการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง โดยเฉพาะราคาอาหารสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งถือว่า เป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่ายครัวเรือนในปัจจุบัน และ

ประการสุดท้าย ก็คือแนวนโยบายเร่งด่วนที่ประกาศไว้ในช่วง ๑ ปี เป็นแนวนโยบายที่สอดคล้องกับการนำพาประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก ๔ ปี ข้างหน้าหรือไม่

ประการที่ ๑ ท่านหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเพื่อนสมาชิกหลายคน จากพรรคประชาธิปัตย์ได้กรุณาอภิปรายถึงนโยบายที่พี่น้องประชาชนมีความคาดหวังและ เชื่อมั่นว่าทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คือนโยบายค่าแรง ขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท และนโยบายปริญญาตรีมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งวันนี้พี่น้อง ประชาชนเองก็มีความคาดหวัง เพราะว่าในช่วงรณรงค์หาเสียงก็ประกาศว่าจะทำทันที ในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม นโยบายในเรื่องของการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายถือว่าเป็นนโยบาย ที่พรรคประชาธิปัตย์เองได้รณรงค์ในช่วงของการรณรงค์หาเสียง แล้วก็เชื่อว่ามีความสำคัญ แต่ค่าแรงขั้นต่ำที่พูดถึงก็อยู่ในกรอบที่มีความเป็นไปได้ก็คือเพิ่ม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ระยะเวลา ๒ ปี แล้วก็สอดคล้องกับรายละเอียดของค่าแรงซึ่งปัจจุบันจะมีความแตกต่าง ในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดของค่าแรงที่จะเห็นว่าในกรุงเทพมหานคร จะอยู่ที่ประมาณ ๒๑๕ บาท ในภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่สูงสุดประมาณ ๑๘๐ บาท ในภาคอีสานที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี ก็จะอยู่ในช่วง ประมาณ ๑๗๐-๑๘๐ บาท ที่จังหวัดชลบุรีก็ประมาณ ๑๙๐ กว่าบาท ซึ่งจะเห็นว่ามีความ แตกต่างสอดคล้องกับแนวทางค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นคำถามว่า แนวนโยบายนี้รัฐบาลจะดำเนินการทันทีตามที่เคยประกาศในช่วงรณรงค์หาเสียงหรือไม่ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในเรื่องเศรษฐกิจ ได้กรุณาให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ผมขออนุญาตที่จะอ่านรายละเอียดให้ทราบ กิตติรัตน์ลั่นค่าแรง ๓๐๐ บาททำทันทีไม่หวั่นสินค้าขึ้นตาม ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตที่ได้เอ่ยนามได้กรุณากล่าวให้สัมภาษณ์ว่าจะดำเนินการทันทีหลังจากที่ อภิปรายนโยบายในสภาผู้แทนราษฎรในช่วง ๒ วันนี้ แต่ว่าจากคำสัมภาษณ์หรือว่าแนวทาง ที่รัฐบาลได้ประกาศก็คือจะเริ่มทำในวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๕ แล้วก็มีแนวทางว่าอาจจะ เริ่มในบางพื้นที่ แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากกว่านั้นก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็มีองค์กร ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ได้ออกแถลงว่าผลกระทบ ที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เกิดผลกระทบของการที่จะลดคน มีแนวโน้มที่มีความเสี่ยงในการที่จะ ทำให้ผู้ใช้แรงงานตกงานกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน หรือกว่า ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีข้อเสนอ ที่จะเสนอให้รัฐบาลว่าถ้าจะดำเนินการอยากให้เป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นแนวทางที่ให้ ผ่านคณะกรรมการไตรภาคี และอยากให้มีมาตรการอื่นที่นอกเหนือจากมาตรการที่จะเพิ่ม ค่าแรง ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่อยากฝากถึงรัฐบาลผ่านท่านประธานสภาให้ได้ ดูแนวทางผลกระทบหรือแม้แต่ในเรื่องของผลกระทบที่มีความเสี่ยงในเรื่องของค่าครองชีพ แล้วก็สินค้าราคาแพงซึ่งอาจจะมีผลกระทบในการที่จะขึ้นราคาสินค้าขึ้นไปด้วย

ประการที่ ๒ ที่จะมีความสำคัญก็คือแนวนโยบายในเรื่องของปริญญาตรี ได้เงินเดือนจบใหม่ ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้าดูรายละเอียดในเรื่องของอัตราเงินเดือนของ ข้าราชการกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คน รัฐวิสาหกิจกว่า ๖๐,๐๐๐ คน ก็จะพบว่าเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ ๑๐,๖๔๐ บาท และถ้าไปถามภาคเอกชนวันนี้ที่ผ่านมาเงินเดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาท กว่าที่จะทำงานให้ได้เงินเดือนประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาทต้องใช้ ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า ๕ ปีถึง ๑๐ ปีถ้ามีการปรับเงินเดือนเฉลี่ยอัตราประมาณ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่อยากถามถึงมาตรการรองรับที่จะเกิดขึ้นในกรณี ที่จะมีการปรับอัตราเงินเดือนให้กับคนที่จบปริญญาตรี แล้วก็ที่สำคัญที่ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ได้กรุณากล่าวเมื่อช่วงเช้าก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนในสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา ซึ่งจบ ปวช. ปวส. ซึ่งก็ถือว่ามีความสำคัญในเรื่องของการที่จะสร้างอาชีพเข้าสู่ในเรื่องของ กระบวนการที่จะส่งเสริมให้ลูกหลานของพวกเราได้มีโอกาสเรียนในสายวิชาชีพ มากขึ้น แต่ว่าก็จะเป็นแรงจูงใจที่อยากให้ย้ายมาเรียนปริญญาตรี เพราะเขารู้สึกว่าจะได้ เงินเดือนที่มากกว่า ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากฝากในประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ แนวนโยบายที่เคยประกาศไว้ว่าจะทำทันที

ประการที่ ๓ ก็คือแนวนโยบายซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมถึงพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบกว่า ๒๔ ล้านคน แล้วก็พี่น้องประชาชนในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นแรงงานขั้นต่ำ แล้วก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่จบปริญญาตรี ที่จะได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งในกลุ่มนี้สิ่งที่มีความสำคัญก็คือในเรื่องของค่าครองชีพ ในเรื่องของสวัสดิการเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ได้มีการเขียนไว้ในนโยบายว่าจะมี มาตรการในการที่จะเพิ่มรายได้ หรือแม้แต่รายละเอียดในเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้อง คนยากคนจนที่เป็นคนจนเมือง พี่น้องคนยากคนจนที่อยู่ในชนบท อันนี้ก็จะเป็นนโยบาย ที่อยากจะฝากถึงรัฐบาลผ่านท่านประธานสภา แล้วที่สำคัญก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) กว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งก็ไม่ได้มีมาตรการรายละเอียด ที่รองรับ แม้ว่าจะมีการลดอัตราภาษีจาก ๓๐ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า แต่ก็จะเกิดผล เฉพาะกับสถานประกอบการที่ได้กำไรเท่านั้นเอง

และประการสุดท้ายก็คือแนวนโยบายที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรการเร่งด่วน ก็ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดในเรื่องของการที่จะเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ถ้าทางรัฐบาลเองได้ดูในรายละเอียด ก็จะพบว่าในกรอบของการที่จะเข้าสู่องค์ประกอบอาเซียนก็จะมีรายละเอียดที่จะต้องเตรียม ความพร้อมทั้งในเรื่องของการเป็นตลาดและฐานเดียวกัน การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ในกรอบอุตสาหกรรมถึง ๑๒ อุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งที่มีความสำคัญก็คือในเรื่องของการสร้าง ความเข้มแข็ง การพัฒนาฝีมือแรงงาน การเพิ่มผลผลิตที่เป็นโพรดัคทิวิตี้ (Productivity) แล้วก็การลดผลกระทบนะครับ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็จะได้มีการกำหนดกรอบในเรื่องของการ ที่จะจัดตั้งกองทุนหรือแนวนโยบายที่จะลดผลกระทบผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก แนวนโยบายในเรื่องของการค้าเสรี หรือแนวนโยบายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคม อาเซียน ฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่อยากฝากท่านประธานถึงรัฐบาล แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เรากำลังก้าวสู่แนวทางที่เป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งก็จะพบว่า พี่น้องผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยเองก็จะได้รับผลกระทบจากประเทศใกล้เคียง ซึ่งก็จะมี ค่าแรงขั้นต่ำที่ต่ำกว่าประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องฝากถึงรัฐบาลว่าสิ่งที่ได้ เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงก็จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่พี่น้องประชาชนมีความคาดหวัง ที่จะเห็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณหมอเหวง โตจิราการ ๗ นาทีครับ

นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าการที่พรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสมา จัดตั้งรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการสนับสนุนของประชาชนอันไพศาลทั่วประเทศ การที่ ประชาชนไพศาลทั่วประเทศสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้เนื่องจากว่าพรรคเพื่อไทยมีหลัก นโยบายที่สำคัญเพียง ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือหลักคืนความสุขให้กับคนไทย อันนี้ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับการที่ประชาชนเลือกย่อมแสดงให้เห็นว่าประชาชนทุกข์ร้อนเหลือเกิน เมื่อทุกข์ร้อนเหลือเกิน เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายตรงกับใจเขาเขาก็เลยเลือกครับ นี่สะท้อนออกว่าประเทศชาติบ้านเมืองมีความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง คือถ้าหาก ไม่มีความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงประชาชนต้องมีความสุขครับ ในเมื่อประชาชนมีความทุกข์นี่ แล้วพรรคเพื่อไทยเสนอเรื่องคืนความสุขให้ประชาชน ประชาชนก็เลยตอบรับด้วยเสียงที่ท่วมท้น ท่านประธานอย่าเข้าใจผิดว่าผมจะมาอภิปราย เรื่องคืนความสุข เพียงแต่กราบเรียนให้ท่านทราบนะครับว่ามี ๒ หลัก หลักหนึ่งก็คือความสุข ซึ่งเพื่อนร่วมพรรคผมนี่จะอธิบายให้ท่านประธานทราบ หลักที่ ๒ ก็คือคืนประชาธิปไตย ให้ประชาชน หลักนี้ครับผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในหลักเรื่อง คืนประชาธิปไตยให้ประชาชนนี่ นั่นย่อมหมายความว่าประชาชนเขาสำนึกและตระหนัก อย่างยิ่งว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เมื่อเป็นอย่างนี้มีความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทย ต้องคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนให้ได้ ซึ่งเราจะทำใน ๒ เรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือ การปรองดองสมานฉันท์และประชาธิปไตย ฟื้นฟูประชาธิปไตย และเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่อง การปรับแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผมมีเวลาสั้น ผมเลยอยากจะ กราบเรียนสั้น ๆ นะครับว่าปรองดองไม่ได้หมายถึงการกวาดเอาขยะซุกไว้ใต้พรมนะครับ ใครก็ตามที่คิดว่าการปรองดองหมายถึงการกวาดเอาขยะทั้งหมดหรือสิ่งโสโครกปฏิกูล ทั้งหลายซุกไว้ใต้พรมแล้วมาจับมือชื่นมื่นกันนี่ ขอประทานโทษครับ เข้าใจผิดครับ แต่ปรองดองน่าจะหมายถึงชี้ให้เห็นว่ากองขยะอยู่ตรงไหน สิ่งปฏิกูล อาจม อยู่ตรงไหน และเราช่วยกันไปกวาดให้มันสะอาดและไปทำลายทิ้งเสีย ท่านประธานคงจะเข้าใจสิ่งที่ ผมเปรียบเปรยนะครับ เพราะฉะนั้นปรองดองที่สำคัญที่สุดก็คือต้องชี้ให้เห็นว่าขยะ อยู่ตรงไหน อาจมอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ ผมคงไม่อยากจะสาวยืดไปในอดีตอันยาวไกล แต่เอาใกล้ ๆ นี่ ประชาชนทั่วโลก ไม่เพียงแต่ประเทศไทย เห็นชัดนะครับว่ามีประชาชน จำนวนมากเสียชีวิตในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้เห็นชัด ๆ เลยนะครับ มันต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงมีการใช้อาวุธสังหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อาวุธสงครามไปสังหารประชาชน ดังนั้นวันนี้ประชาชนทั่วทั้งประเทศรวมทั้งทั่วทั้งโลก เขาประสงค์อยากจะทราบว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ การปรองดองนี่ข้อแรกที่สุดก็คือต้องทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งอันนี้เราได้มอบหมายให้ คอป. อันนี้สะท้อนถึงความใจกว้างของพรรคเพื่อไทยนะครับว่า คอป. เป็นคณะกรรมการซึ่งตั้งโดย รัฐบาลชุดที่ผ่านมา หากว่าพรรคเพื่อไทยใจแคบ พรรคเพื่อไทยสามารถเอาเจตจำนงของ พรรคเพื่อไทยด้วยเสียงท่วมท้นไปปฏิเสธและตั้งคณะกรรมการของตัวเอง แต่เมื่อ ได้ความจริงไปแล้ว ต้องนำไปสู่หลักนิติรัฐ นิติธรรม ทุกคนไม่ว่าถูกหรือผิดต้องเดิน ไปสู่กระบวนการนิติธรรม นิติรัฐ หรือกระบวนการยุติธรรม แล้วหลังจากนั้น จะนิรโทษกรรมหรือไม่ก็สุดแท้แต่ประชาชนทั่วประเทศจะช่วยกันลงความเห็น ท่านประธาน โปรดคืนความยุติธรรมให้กับพรรคเพื่อไทยด้วยนะครับ พรรคเพื่อไทยถูกใส่ร้ายป้ายสี มาโดยตลอดว่าเราทำทุกอย่างเพื่อคนคนเดียว ไม่ใช่ครับท่านประธาน เราต้องการให้ประเทศนี้ มีประชาธิปไตยที่แข็งแรง เราไม่เคยพูดถึงคำว่านิรโทษกรรมสักคนหนึ่ง ยิ่งไม่เคยไปพูดถึง นิรโทษกรรมสำหรับคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ ผมมีเวลาสั้นมากเหลือเกิน ผมจะข้ามไปพูด ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านตั้งข้อสงสัยว่ามันจำเป็นอะไรหนักหนา ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนถามท่านประธานไปยังสมาชิก ทุกท่าน รวมถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศไทยและทั่วโลก มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในประเทศไทย ไหมครับ มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกนี้ไหมครับ ที่ยืนยันรับรองว่าการรัฐประหารนั้นถูกต้อง ชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ โดยตัวมันเองก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า การรัฐประหารนั้นเป็นปฏิปักษ์โดยสิ้นเชิงกับประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเพียงแค่มาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญก็สามารถทำให้บอกได้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็น รัฐธรรมนูญอัปลักษณ์ที่สุดของโลก ดังนั้นไม่ทราบว่าใครที่หวงแหนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านอยากจะคงความอัปลักษณ์ให้กับประเทศไทยหรืออย่างไร ผมไม่ได้พูดถึงการนิรโทษกรรม ให้ใครทั้งสิ้น แต่ผมพูดว่าการรัฐประหารนั้นไม่ถูกต้องชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องเอาการรัฐประหารออกไปจากรัฐธรรมนูญทันทีครับ ท่านประธานในความเห็นของผม แต่อันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่านี่เป็น ความเห็นส่วนตัวของผม พรรคเพื่อไทยนี่มีโรด แมพ (Road map) ผมขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือมีตารางเวลา คือเราอยากให้พรรคของเรานี่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ให้ประชาชนก่อน ซึ่งเราเชื่อว่าเราทำได้ภายในเวลา ๓ เดือนอย่างแน่นอน อาทิเช่น ไม่ว่าจะ เป็น ๓๐๐ บาทต่อวัน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน หรือว่าจำนำราคาข้าว ทำได้ครับ เพราะหลังจากที่เราแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนนี่พอจะเงยหน้าอ้าปากแล้ว เราจะ ก้าวสู่กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าใน ๓ เดือนที่รัฐบาล พรรคเพื่อไทยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนี่พรรคเพื่อไทยจะนิ่งนอนใจกับการเริ่มต้นในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มิได้ครับ เพราะเราจะเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปโดยการจัดตั้งคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมาพิจารณาแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อให้ได้ สสร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ท่านประธานครับ นี่คือ ความใจกว้างอีกประการหนึ่งของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยชนะมาด้วยคะแนนเสียง ท่วมท้น มีความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจจะยัดเยียดเจตจำนงของพรรคเพื่อไทยใส่ใน รัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ แต่พรรคเพื่อไทยไม่ทำอย่างนั้นครับ ไม่ทำเป็นอันขาดเพราะเราเคารพประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น สสร. ก็ต้องมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ และภายหลังจากที่ สสร. นี้ได้ไป ตระเตรียมร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญที่คลอดออกมาจาก สสร. ต้องไปถาม ความเห็นของประชาชนทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่งนะครับ หลังจากนั้นถึงจะคลอดออกมาเป็น รัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปรวมแล้ว ท่านประธานที่เคารพ นี่จึงเป็นความจำเป็น ที่พรรคเพื่อไทยต้องสร้างความปรองดองขึ้นมาในปีแรก และนี่คือความจำเป็นที่รัฐบาล พรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นในการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนในปีแรก ก่อนที่ผมจะจบนี่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า พรรคเพื่อไทยและพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศนี่มีความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่าการใช้การทหารแก้การเมือง ต้องจบแล้วในประเทศไทยนี้ครับ เราจะไม่อนุญาตให้ทหารมาลั่นกระสุนสังหารประชาชน อีกต่อไป ในชีวิตผมนี่เห็น ๖ ครั้งแล้วนะครับ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เมษายน ๒๕๕๒ แล้วก็มาเมษายน พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผมเชื่อมั่นว่า ท่านประธานคงเห็นด้วยกับผม และผมเชื่อมั่นสมาชิกพรรคเพื่อไทยรวมทั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านรวมทั้งประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศเห็นด้วยกับผมนะครับว่าเรายุติ ได้แล้วครับที่จะให้ทหารแก้การเมือง ยุติการฆ่าประชาชนได้แล้วครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่ช่วยรักษา เวลานะครับ ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ ๑๐ นาทีครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้อ่านจากตัวแนวนโยบายของรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลจะต้องกระทำภายใน ๑ ปีนะครับท่านประธาน ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้นะครับ

ประการแรกก็คือนโยบายในเรื่องของการรับจำนำสินค้าเกษตรนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องของนโยบายดังกล่าวนี้ ผมคิดว่าคงจะต้องสอบถามในเรื่องตัวแผนปฏิบัติและ แนวปฏิบัติของโครงการดังกล่าวนะครับ โดยเฉพาะถ้าเราดูจากโครงการดังกล่าวนี้ เป็นโครงการในอดีตตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ เป็นโครงการที่มีปัญหาในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน มาโดยตลอดนะครับ ผมคิดว่าในการดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ผมถึงไม่อยากให้เกิด ปัญหาเหมือนในอดีต โดยเฉพาะโครงการดังกล่าวนี้เป็นการใช้เงินจำนวนมากถึงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีปัญหาในทางปฏิบัติเยอะนะครับ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำในเรื่อง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้ว โดยในอดีต ผลประโยชน์มันไม่ได้ตกถึงมือของตัวเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยหลักแล้วนี้ผลประโยชน์ไป ตกกับโรงสี ผู้ส่งออก หรือคนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองนะครับ โดยเฉพาะพรรคพวกของ นักการเมืองต่าง ๆ นะครับ ผมมองว่าในโครงการดังกล่าวนี้เริ่มต้นก็อาจจะเป็นโครงการที่มี ปัญหานะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งราคาในแง่ของการรับประกันราคาข้าวเปลือกเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท หรือข้าวเปลือกหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ในกรณีที่เริ่มต้นถ้าเราตั้งราคาที่สูงไป โดยปกติแล้วเกษตรกรก็ไม่มีการมาไถ่ถอนในตัวสินค้าดังกล่าว ก็กลายเป็นปัญหาที่ค้างไว้ ก็คือเป็นหนี้สินของเกษตรกร ในกรณีนี้ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดปัญหาในการทุจริตตามมา ไม่ว่า จะเป็นเรื่องชาวนาเอาข้าวมาขายซึ่งไม่ได้ราคาตามที่ตกลงไว้ หรือว่าในกรณีนี้ข้าวไปอยู่ในตัว ของคลังสินค้าต่าง ๆ มีปัญหาในเรื่องของสต็อกลม หรือในกรณีที่ข้าวหมดสภาพแล้ว กรณีต้องส่งขายให้บริษัทส่งออกต่าง ๆ เหล่านั้นซึ่งเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับนักการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการที่ไม่โปร่งใสในโครงการดังกล่าวนี้นะครับ ผมคิดว่า ในเรื่องดังกล่าวนี้ผมไม่อยากเห็นนโยบายดังกล่าวนี้เกิดปัญหาเช่นในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลวางนโยบายไว้ในเรื่องของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตนะครับ ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวนี้ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายของสังคม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัว สภาหอการค้าหรือตัวสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มองว่ามันเป็นเรื่องของต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าไม่ว่าเราจะเป็นนักการเมืองหรืออย่างไรก็ตามต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องรณรงค์ ว่าไม่ให้มีการคอร์รัปชัน ฉะนั้นในเรื่องโครงการดังกล่าวนี้ผมเลยอยากสอบถามถึงรัฐบาล ในเรื่องของแผนในการปฏิบัติและในแนวทางการปฏิบัติทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาเช่นในอดีต ในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นที่เกิดขึ้น นั่นคือเป็นปัญหาประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของแนวนโยบายของรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะ ในปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพง ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้อยู่ในข้อ ๑.๗ โดยเฉพาะ ๑.๗.๔ เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โดยดูแลราคาสินค้าและการมีรายได้เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ สุทธิของประชาชน ผมสอบถามรัฐบาลนะครับ วันนี้รัฐบาลยังไม่มีการขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัว ค่าแรงขั้นต่ำ หรือในเรื่องของตัวรายได้ของคนจบปริญญาตรีเลย แต่ท่านรู้หรือเปล่าครับ ราคาสินค้ามันขึ้นไปรอล่วงหน้าแล้ว ซึ่งปกติแล้วการจะขึ้นค่าแรงนี่ ท่านประกาศเป็นนโยบายไว้ล่วงหน้าเลย สินค้าไปรอแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ มันก็เป็น ผลกระทบกับคนหาเช้ากินค่ำหรือมนุษย์เงินเดือน พอราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว นี่ขึ้นไปรอบหนึ่ง อันที่ ๒ เกิดการกักตุนสินค้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านจะดำเนินการอย่างไรในแง่ของ กระทรวงพาณิชย์โดยที่ยังไม่มีการปรับเลยในเรื่องของตัวค่าแรง อีกประการหนึ่งผมคิดว่า ในเรื่องของราคาสินค้าแพงนี่รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับในเรื่องของตัวการผูกขาดตัดตอน หรือว่าในแง่ของตัวกฎหมาย ในแง่ของตัวกลไกของตลาด ถ้าในแง่ของใครครอบครองในเรื่อง ของตัวส่วนแบ่งการตลาดเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นที่เข้าควบคุมในเรื่องกลไก ของราคาสินค้าได้ รัฐบาลต้องดำเนินการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดนะครับ อีกประการหนึ่ง นะครับท่านประธานก็คือปัญหาในเรื่องตามนโยบายที่มีการแถลงนะครับ คือในส่วนของ การขึ้นตัวค่าแรงขั้นต่ำตาม ข้อ ๑.๘.๒ ปัญหาของผมก็คือว่าในกรณีดังกล่าวเป็นนโยบายที่เป็น การสนองกลุ่ม กลุ่มคนที่จะได้ประโยชน์นี่กลุ่มเดียวหรือเปล่า ก็คือให้ขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท หรือว่าเท่ากับคนนั้นยังไม่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท และขณะเดียวกันหรือคนที่จบปริญญาตรี ที่ยังไม่ได้ค่าแรง ๑๕,๐๐๐ บาท ปัญหาแล้วคนกลุ่มอื่นละครับ คนกลุ่มอื่นก็เป็นคนที่ทำงาน อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวเหมือนกัน เช่น คนที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทนั้น ๓ ๔ ๕ ปี หรือคนงานที่ทำงานมีฝีมือ ๓ ๔ ๕ ปี ซึ่งเงินเดือนเขาอาจจะอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่ได้จบปริญญาตรี ตรงนี้ก็ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทำอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วรัฐบาลควรจะต้องดูแลประชาชนคนอื่นที่ได้รับผลกระทบจาก นโยบายดังกล่าวเหมือนกัน รวมตลอดถึงว่านโยบายดังกล่าวนี่สามารถดำเนินการทำ ทั่วทั้งประเทศได้ไหม ถ้าทำได้ทำไมทำได้เฉพาะกรุงเทพฯ จังหวัดอื่นก็อาจจะบอกว่า นโยบายนี้ทำไมทำได้เฉพาะกรุงเทพฯ ทำไมจังหวัดอื่นไม่ได้ เพราะว่าตัวรัฐบาลให้นโยบายไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาที่จะต้องตอบสังคมนะครับ โดยเฉพาะในนโยบายดังกล่าวนี่ผม คิดว่ามีเรื่องที่จะต้องสอบถาม เป็นเรื่องของแผนการและแนวทางปฏิบัติว่าการกระทำ ดังกล่าวมีคนที่ได้รับผลกระทบในแง่ของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากตัวนี้ รัฐบาลจะ ดำเนินการแก้ไขอย่างไร รัฐบาลบอกว่าใครเข้าโครงการนี้รัฐบาลจะลดภาษีให้ อาจจะเป็น ปี ๒๕๕๕ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ อีกปีหนึ่งอาจจะลดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาแล้วคนที่ไม่ได้ เสียภาษีอย่างเช่นธุรกิจเอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์จากภาษี แต่ขณะเดียวกันเขาได้รับผลกระทบ จากนโยบายดังกล่าว เราจะแก้ไขอย่างไร เพราะว่าเท่าที่ผมดูจากตัวเลขนี่มีตัวเลขของ เอสเอ็มอีที่อาจจะได้ผลกระทบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ รายที่มีแนวโน้มจะต้องปิดกิจการไป เขาก็มีคนงานตรงนั้น เราจะแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีอย่างไร ไม่ว่าในแง่ของเรื่องต้นทุน การผลิต ซึ่งผมคิดว่าแรงงานก็เป็นต้นทุนการผลิตอันหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งประเทศ ประมาณ ๓.๘๘ เปอร์เซ็นต์ และต้นทุนค่าแรงงานปกติถ้าจะเพิ่มขึ้นก็ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบก็เรื่องธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ หรือว่าตัวพวกเครื่องดื่ม ตัวอาหาร เครื่องดื่ม หรือธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม ถ้ารัฐบาลต้องการดูแล เอสเอ็มอีในฐานะที่เป็นธุรกิจรายย่อย ๆ ซึ่งต่อไปก็จะมีความเข้มแข็ง จะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะให้เขาย้ายไป ไปอยู่ใกล้ ๆ ชายแดน ไปอาศัยแรงงานของชาวต่างด้าวหรือเปล่า หรือกรณี ชาวต่างด้าวเข้ามาทำงานในเมืองไทยหรืออาศัยการสวมสิทธิ ได้ค่าแรงงานตาม ๓๐๐ บาท ตรงนี้ รัฐบาลจะทำอย่างไร สุดท้ายเมื่อมีการขึ้นค่าแรงงานจริงตามนโยบายที่รัฐบาลผลักดันไว้ ปัญหาก็คือว่าราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้นอีก รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไรที่จะตรวจทาน โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ต้องพยายามที่จะตรวจสอบในเรื่องของราคาสินค้า

ประการสุดท้ายนะครับท่านประธาน นโยบายของรัฐบาลที่ผมตรวจสอบแล้ว ส่วนใหญ่แล้วเป็นนโยบายในเรื่องของการใช้จ่ายค่อนข้างจะมาก ซึ่งอาจจะไม่มีการกำหนด ตัววงเงินไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับจำนำ เบี้ยยังชีพ ส่งเสริมกองทุน พักหนี้ รถคันแรก บ้านหลังแรก ปัญหาเหล่านั้นมีรายจ่ายเยอะแยะนะครับ เป็นนโยบายของตัวรายจ่าย แต่ขณะเดียวกัน นโยบายรายได้ ลดภาษี ซึ่งมันทำให้ส่อได้ว่าตัวงบประมาณปีนี้ซึ่งอาจจะล่าช้าไปถึงประมาณ กุมภาพันธ์จะขาดดุล ปัญหาขาดดุลเท่าไร ปัญหาของผมก็คือว่าถ้ารัฐบาลไม่มุ่งเน้น ในเรื่องของการลงทุนระยะยาวซึ่งจะเป็นในเรื่องของการลงทุนที่จะสร้างพื้นฐาน ของประเทศ ซึ่งผมมองว่าตัวเลขของการลงทุนต้องไม่ต่ำกว่า ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของตัวงบประมาณการลงทุนนะครับ ถ้ารัฐบาลมุ่งเน้นแต่เฉพาะตัวนี้ไม่มุ่งเน้นการลงทุน ผมคิดว่ามันจะเกิดเป็นปัญหาระยะยาวซึ่งนำไปสู่ว่ารัฐบาลนี่ไม่สามารถทำงบประมาณ ที่จะทำให้เกิดการสมดุลได้นะครับ

ประการสุดท้าย ในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมือง การมีส่วนร่วมนะครับ ในส่วนของการที่รัฐบาลมีนโยบายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ขณะเดียวกันการเสนอที่จะเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องทำเพื่อประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วจะแก้อะไรก็ต้องเพื่อประโยชน์จริง ๆ ก็ต้องผ่านกระบวนการ ประชาพิจารณ์หรือประชามตินะครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านศุภชัย ใจสมุทร ๒๐ นาทีครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รับมอบหมายจากพรรคภูมิใจไทยให้อภิปรายเฉพาะบางประเด็น ซึ่งคิดว่าเป็นประเด็น ที่ควรจะต้องได้เรียนกับรัฐบาลถึงนโยบายที่ท่านได้แถลงต่อสภาวันนี้ว่ามีประเด็นใด ที่พรรคภูมิใจไทยอยากจะมีข้อเสนอแนะรวมทั้งเรื่องของการจะตั้งคำถาม ก่อนอื่นต้องเรียน กับท่านประธานไปยังรัฐบาลนะครับว่าหลังจากที่ท่านได้มีการแถลงมาตั้งแต่เมื่อเช้า โดยท่านนายกรัฐมนตรีและมีสมาชิกรัฐสภาได้มีการอภิปรายถึงนโยบายของท่าน สิ่งหนึ่งซึ่งผม อยากจะขอฝากรัฐบาลไปก็คือว่าผมไม่อยากให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าสิ่งที่นักการเมืองได้มี การบอกกล่าวกับประชาชนในช่วงการรณรงค์หาเสียงเป็นเพียงลมปากที่ยึดถือรับฟังไม่ได้ เป็นเพียงกุศโลบายในการที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกที่จะตัดสินใจเลือกก็ด้วยวาจา เหล่านั้น ซึ่งวันหนึ่งท่านก็กลับมาบอกว่ามันไม่ใช่เป็นคำสัญญา เพราะฉะนั้นก็คง ต้องบอกว่า ผมไม่อยากให้สังคมโดยรวมประชาชนทั้งประเทศมีความรู้สึกว่านักการเมือง เชื่อถือไม่ได้ นักการเมืองพูดอย่างแล้วมาทำอีกอย่าง แล้วมาแก้ตัวเอาทีหลัง ซึ่งผมคิดว่า ถ้าอยากจะให้เป็นการเมืองแบบมิติใหม่ เราไม่ควรที่จะทำกันอย่างนี้ ในส่วนของฝ่ายค้านก็คง จะต้องตรวจสอบว่านโยบายของท่านจะทำอะไรอย่างที่ท่านพูดหรือไม่ หรือท่านบิดพลิ้ว ไม่ดำเนินการตามที่รับปากกับประชาชนอย่างไร หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับ มอบหมายให้พูดบางประเด็นในเรื่องบางเรื่อง ซึ่งผมจะขออนุญาตพูดถึงนโยบายซึ่งเมื่อสักครู่ ท่าน ส.ส. ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้พูดไปตามสมควรก็คือเรื่อง นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐนี่ละครับ นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐซึ่งเราเห็นว่าควรจะเป็น นโยบายเร่งด่วน แต่ท่านกลับไม่ได้คิดเหมือนกับที่เราคิด หรือท่านไม่ได้คิดเหมือนกับพี่น้อง ประชาชนซึ่งถึงแม้ว่าจะเสียงข้างน้อยในประเทศนี้ แต่เขาก็เป็นเสียงที่ท่านควรจะต้องรับฟัง ก็คือนโยบายที่ท่านระบุเรื่องการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านมี ข้อความนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐในข้อ ๒.๑ ซึ่งผมจะไม่อ่านรายละเอียด เพียงแต่อยาก กราบเรียนต่อท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าท่านไม่มีนโยบายในเชิงรุกในเรื่องของการปกป้อง สถาบันเลย ท่านไม่ได้มีถ้อยคำอะไรที่ระบุให้เห็นว่าท่านจะทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำ ในการปกป้องสถาบันอย่างไรบ้าง ผมว่าวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้กระมังครับว่าสถานการณ์ บ้านเมืองในหลายปีที่ผ่านมาสถาบันพระมหากษัตริย์มีผลกระทบอย่างรุนแรงจาก ฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นผมคงต้องถามรัฐบาลละครับว่า สิ่งที่ท่านได้ระบุไว้นี่ท่านมีนโยบายเชิงรุกในเรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพรักของประชาชน พสกนิกรคนไทยทั้งประเทศอย่างไรบ้าง ผมอยากจะถามว่า จนถึงวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรียังมีจุดยืนเหมือนที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์ ดิ อินดิเพนเดนท์ ไว้ กรณีเรื่องของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อยู่หรือไม่ ท่านมีจุดยืนเรื่องนี้ อย่างไร ในคราวนั้นท่านได้มีการให้สัมภาษณ์หนังสือดิ อินดิเพนเดนท์ไว้นะครับ ซึ่งตอนนั้น ท่านก็บอกว่าท่านเคพะเบิล อินัฟ ทู เมค มาย โอน ดิซิสชัน (Capable enough to make my own decision) คือท่านบอกว่าท่านตัดสินได้ด้วยตัวของท่านเองตามลำพัง ไม่มีใครมา ตัดสินใจแทนท่าน แต่ผมไม่แน่ใจครับ สิ่งที่ถามท่านก็คือวันนั้นท่านมีแนวคิดเรื่องของการจะ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของการหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็อยากจะถามให้ท่านได้ยืนยันนะครับว่าท่านยังมีความคิด เรื่องนี้อยู่หรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่ามีนักวิชาการ มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางกลุ่ม ที่มีพฤติการณ์ต่อต้านสถาบัน ได้พยายามที่จะเคลื่อนไหวเพื่อจะแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย มาตรานี้ แล้วบางคนหลายคนก็ได้มีพฤติการณ์อันรุนแรง มีการจาบจ้วงสถาบัน ถูกดำเนินคดี แล้วก็หนีออกไปต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมต้องถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่ได้ติดใจหรือระแวงสงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะมีจิตใจที่ไม่มีความ จงรักภักดี แต่นั่นก็คือท่านคือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นคนไทย แต่วันนี้ท่านก้าวขึ้นมา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผลที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มหลายกลุ่ม ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ ก็คือกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย และต้องปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่มี แนวคิดต่อสถาบัน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ละครับที่ต้องถามท่านนายกรัฐมนตรี ถามรัฐบาลต่อครับว่า วันนี้มีบุคคลซึ่งสนับสนุนท่าน ซึ่งท่านก็ไม่ปฏิเสธว่าท่านก็คือเนื้อเดียวกัน วันนี้บุคคลเหล่านั้น หลายคนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ท่านจะมีมาตรการเอาจริงเอาจัง ในการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นอย่างไร นี่คือคำถาม ท่านจะแทรกแซงกระบวนการ ยุติธรรมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทางลับหรือทางแจ้งหรือไม่ ช่วยตอบประชาชนคนไทย ทั้งประเทศให้ได้มีความรู้สึกสบายใจหน่อยได้ไหมครับว่าวันนี้ท่านแยกออกแล้วครับว่าวันนี้ คนที่เคยสนับสนุนท่าน แต่ถ้าเป็นบุคคลที่กระทำการล่วงละเมิด ท่านก็จะดำเนินคดีกับเขา อย่างจริงจัง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรี

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. พรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมอาศัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๕ นะครับ ประท้วงสมาชิก ผู้ซึ่งกำลังอภิปราย ท่านสมาชิกผู้อภิปรายกำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ กล่าวพาดพิงถึง บุคคลที่ไม่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ให้เสียหาย โดยไม่มีโอกาสได้ชี้แจงตอบโต้แต่ประการใด ท่านได้กล่าวพาดพิงถึงคนเสื้อแดงในลักษณะเป็นการใส่ร้าย ป้ายสี ใส่ความ ทำให้บุคคล เหล่านั้นเกิดความเสียหายครับท่านประธาน ผมขอให้ท่านสมาชิกท่านนี้กรุณาถอนคำพูด ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ศุภชัย ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จะให้ถอน คำพูดว่าผมว่าบุคคลชื่ออะไร นามสกุลอะไรครับ ผมจะได้วินิจฉัยว่าผมควรจะต้องถอน หรือไม่ถอน ท่านบอกว่าผมพูดถึงกลุ่มคนเสื้อแดง ผมเห็นอยู่ที่หน้าสภาก็เห็นมีบอกว่า กลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ แต่ผมไม่ทราบว่าเขาชื่ออะไรนะครับ ทีนี้จะให้ผมถอนอย่างไรครับ ผมยืนยันว่าผมไม่ได้กระทำผิดข้อบังคับอะไรทั้งสิ้น ผมกำลังพูดถึงนโยบายของรัฐบาล ข้อ ๒.๑ เรื่องนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ ตรงนี้นะครับ และสิ่งที่ผมคิดว่าผมกำลังพูดนี่ ผมกำลังพูดในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยของประชาชน คนไทยทั้งประเทศ แต่ผมอยากจะเรียนว่าเป็นบุคคลที่เขา มีความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้ สิ่งที่ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี ถามรัฐบาลก็คือว่าท่านจะ ดำเนินการในการปกป้องสถาบันในเชิงรุกอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควร จะต้องตั้งคำถามแล้วไม่ได้กระทบกับใคร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ผมขออนุญาตจะได้ไม่ต้องยาวกันไป ผมยังพิจารณาว่ายังไม่เลยเถิดนะครับ ยังไม่ถึงกับเอ่ย ชื่อตัวบุคคลนะครับ ขอความกรุณาครับ ทางท่านศุภชัยก็กรุณาอย่าเอ่ยที่เฉี่ยว ๆ นะครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ เมื่อสักครู่ผมไม่ได้เฉี่ยวครับ ผมพูดตรง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นก็คือ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ ผมขออนุญาตถามว่าเวลาผมโดนประท้วงไปอีกกี่นาที

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยแป๊บหนึ่ง เชิญข้างหลังครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ ผมขอให้ท่านสมาชิกผู้กำลังอภิปรายนั้นกรุณา ถอนคำพูดว่า คนเสื้อแดงบางกลุ่มไม่จงรักภักดี เพราะว่าผมเป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย และคนไทยทั้งประเทศก็รับรู้กันทั่วว่าผมก็เป็นคนหนึ่งในกลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย ท่านประธานครับ การที่ผู้อภิปรายใส่ร้ายป้ายสีแล้วก็คลุมเครืออย่างนี้ไม่ระบุ ให้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นบุคคลใดที่หมิ่นสถาบันหรือไม่จงรักภักดีนั้น ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อทุกคนที่เป็นคนเสื้อแดงครับท่านประธาน ผมขอความกรุณาท่านขอให้สมาชิกผู้อภิปราย ถอนคำพูดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ผมขออนุญาตเรียนนิดหนึ่ง คือถ้าเผื่อเราประท้วงนี่มันกำหนดว่าเฉพาะเสียหายกับตัวเรา ถ้าเผื่อเสียหายกับคนภายนอก ผมว่าผ่าน ๆ ไปก่อนเถอะนะครับ อย่าให้มีปัญหากัน เชิญท่านศุภชัยกรุณาอย่าพาดพิงนะครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมปรึกษานิดว่าวันนี้ถ้าสังคมไทยคิดว่ากลุ่มเสื้อแดงไม่ได้มีอยู่จริง ผมก็จะไม่พูด แต่ความจริง มันใช่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่โยงให้เห็น แล้วเมื่อสักครู่ขออนุญาตที่จะชี้แจงว่าผมไม่ได้ บอกว่าเสื้อแดงทั้งหมดไม่จงรักภักดี แต่ผมบอกว่าเสื้อแดงบางกลุ่มบางคนแล้วก็หลบหนีไป ต่างประเทศ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าพาดพิงถึงคนภายนอกเลยนะครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านมีอะไรครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ กรณีสมาชิกประท้วง ท่านประธานอนุญาตแล้วต้องวินิจฉัยครับ ท่านจะบอกว่าปล่อยผ่านไป ไม่ได้ ท่านกรุณาวินิจฉัยตัวท่านประธานเองด้วยครับ ท่านต้องให้โอกาสสมาชิก สมาชิกจะ ไม่ว่าเลยถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่ายังอยู่ในประเด็น พวกผมก็จะยอม เพราะถือว่า คำวินิจฉัยของท่านประธานถือเป็นสิ้นสุด แต่กรุณาอย่าปล่อยผ่านครับ เพราะนี่คือ การประชุมรัฐสภาครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คืออย่างนี้ครับ ผมวินิจฉัยนะครับว่ายังไม่เสียหายกับผู้ประท้วง เชิญท่านศุภชัยต่อครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านครับ สิ่งที่ผมตั้งคำถามกับรัฐบาล สิ่งที่ผมฝากกับรัฐบาลก็คือสิ่งที่ผมได้เล่า เรื่องราวซึ่งมันเกิดขึ้นจริง และคดีต่าง ๆ มันก็มีอยู่จริง คนที่หลบหนีไปต่างประเทศก็มีอยู่จริง และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ของพรรคเพื่อไทยก็คือความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นเนื้อเดียวกัน และใกล้ชิด กับบุคคลเหล่านั้นจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมถามก็คือเพื่อต้องการให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มี ความรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าท่านจะรักษานิติธรรมไว้นี่มันเกิดขึ้นจริง ผมไม่อยากให้เป็นเพียงถ้อยคำที่ท่านอ่านอยู่ ๓ ชั่วโมง และท่านก็ไม่ทราบว่าคำว่า นิติธรรม มันควรจะเป็นอย่างไรต่างหากละครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ละครับที่ผมอยากจะขอฝากถามว่า วันนี้เมื่อท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านรับปากได้ไหมครับว่าท่านจะดำเนินการในฐานะ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั้งหมดในการที่จะไม่กระทำการในการเข้าไปช่วยเหลือในทางคดี ไม่เข้าไป แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อที่จะทำให้หลักนิติธรรมมันเกิดขึ้นจริง ผมถามเรื่องนี้ เพียงเท่านั้น

อีกเรื่องหนึ่งครับ ขออนุญาตต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่พบ เลยครับว่าท่านมีนโยบายอะไรที่จะเขียนไว้ในเรื่องของการปกป้องสถาบัน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่เวลานี้มีขบวนการซึ่งมันมีอยู่จริงก็คือเรื่องขบวนการ ล้มเจ้า มีเว็บไซต์หมิ่นสถาบันมากมาย และปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันครับว่ามีความเชื่อมโยง กับคนที่เป็นคนเสื้อแดงบางคน เลือกตั้งเสร็จออกมาเว็บไซต์สะพัดเลยครับ วันที่ ๓ กรกฎาคม มีเว็บไซต์ซึ่งหมิ่นสถาบันจำนวนมาก ผมไม่เห็นนโยบายของกระทรวงไอซีทีว่า ท่านจะทำอะไร ผมยังไม่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีมีการพูดเรื่องนี้เลยว่าจะจัดการอย่างไร การเขียนเรื่องนโยบายในข้อ ๒.๑ เป็นเพียงนโยบายซึ่งเขียนเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ นะครับ แต่สถานการณ์ปัจจุบันมันต้องเป็นสถานการณ์เชิงรุก ต้องรุกเพื่อที่จะร่วมกันปกป้อง สถาบันอันเป็นที่เคารพของเรา ท่านจะต้องมีมาตรการอันเข้มแข็งเด็ดขาด สลับคนที่ใกล้ชิด อยู่กับท่านที่มีพฤติการณ์อันน่าเกรงว่าจะเป็นผู้ที่มีการกระทำอันจาบจ้วงต่อสถาบัน ให้ห่างไกลไป ท่านต้องแสดงโชว์หน่อยครับ เรื่องนี้ทำเล่นไม่ได้ครับ ต้องเอาจริงเอาจังครับ เป็นเรื่องสำคัญที่คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศทนไม่ได้ วันนี้ท่านลองเข้าไปดูไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยทราบไหมครับว่าเว็บไซต์อะไรบ้างที่หมิ่นสถาบันและเปิดเข้าไปเมื่อไร เวลานี้ก็ยังเต็มอยู่หมด ท่านทราบไหมครับ ไม่ทราบใช่ไหมครับ ผมมี ถ้าท่านอยากได้ผมมี รายชื่อเว็บไซต์ให้

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยครับ มีประท้วง อีกแล้วครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายได้พาดพิงและ กล่าวหาคนเสื้อแดงหลายครั้ง ซึ่งคนเสื้อแดงก็คือคนส่วนใหญ่ซึ่งมีหัวใจเป็นประชาธิปไตย เขาไม่ใช่โจร เขากล่าวหาครั้งสุดท้ายบอกว่าเว็บหมิ่นเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง ซึ่งคนเสื้อแดงไม่มีโอกาสได้มาแก้ไขตรงนี้นะครับ ขอให้ท่านผู้อภิปรายได้ถอนคำพูดว่า เว็บหมิ่นล้มเจ้าเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง และให้ผู้อภิปรายพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ น้อยลงหน่อยครับ เพราะว่าในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ได้ระบุไว้ในวรรคสองนะครับ ความจริง หรือไม่จริงท่านไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ครับ ขอท่านอย่าได้ใส่ร้ายคนอื่นเลยครับ ขอบคุณครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับเดี๋ยวผมขอ คุณพิเชษฐ์นิดหนึ่ง ท่านศุภชัยครับ ความจริงเรื่องที่ท่านอภิปรายก็เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้อง กันอยู่แล้วใช่ไหมครับ เป็นเรื่องที่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วผมว่าเป็นไปได้ไหมครับที่จะไม่พูดถึง ให้มันมากเกินไป

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพตามที่ท่านได้เสนอมานี้นะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานว่าก็ด้วยเหตุผลที่รัฐบาลเขียนเรื่องนโยบายนี้เพียงไม่กี่บรรทัดนั่นแหละครับ ที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราจะต้องคุยกัน เตือนท่าน ฝากท่านนะครับ คือถ้าท่านมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องสลักสำคัญแล้วนี่ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และถ้าปิดกั้นไม่ให้ผม ได้แสดงความคิดเห็นด้วยก็ยิ่งน่าเสียใจเข้าไปหนัก

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านต้องให้ผมพูดสิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยครับ เดี๋ยวครับ ผมยังไม่ได้วินิจฉัยคุณพิเชษฐ์นะครับ กรุณารอสักครู่ครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมยืนรอ ก่อนใช่ไหมครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมเกี่ยวเนื่องกับ คุณพิเชษฐ์นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านศุภชัย เป็นไปได้ไหมครับที่ว่า

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไหนท่านว่าจะ วินิจฉัยคุณพิเชษฐ์อย่างไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

เดี๋ยวผม พูดใหม่ครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านถอนคำว่า เสื้อแดง ได้ไหมครับ คือผมว่าอย่าไปพาดพิงถึงข้างนอกได้ไหมครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ เมื่อไรผมได้พูดล่ะครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับทางคุณพิเชษฐ์ ยังไม่เสร็จ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ ผมขออนุญาตครับ คือผมขอยืนยันว่าสิ่งที่ผมได้เรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้มันเป็นข้อเท็จจริง ที่มีอยู่จริงในบ้านในเมืองนี้ แล้วจริง ๆ ท่านเองท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงความมีอยู่ของคนเสื้อแดง แต่สิ่งที่ผมได้กราบเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ ได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปก็คือว่าผมบอกว่า บางคน บางท่าน และผมยินดีครับถ้าจะฟ้องหรือดำเนินคดีกับผม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานครับ ที่เมื่อท่านประธานวินิจฉัยไปแล้ว พอเขาประท้วงเรื่องเดิมอีกท่านก็จะมาเปลี่ยนคำวินิจฉัยของท่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่ คุณศุภชัยพูดผมว่าเป็นเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นครับ แล้วสภานี้พูดเรื่องจริงไม่ได้หรือครับ ที่คุณศุภชัยพูดมีหลักฐานทุกอย่างที่ผมเชื่อว่าสาธารณชนก็ได้รับรู้มาแล้ว ก็เป็นการเอามา ประกอบคำอภิปรายในเรื่องของการปรองดองและการปกป้องสถาบันเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าฝ่ายใดที่ถูกพาดพิงแล้วเสียหายก็เชื่อว่าสามารถที่จะฟ้องร้องคุณศุภชัย ได้อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานยืนคำวินิจฉัยของท่านนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ์ครับ ท่านยังไม่ได้วินิจฉัยสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเลยครับ ท่านจะฟังผมทบทวนใหม่ไหมครับว่านายศุภชัยนี่พูดเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงอย่างไรครับ ผมทบทวนอีกไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ผมขอวินิจฉัย อย่างนี้นะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

คือผม จะทบทวนให้ท่านประธานฟังนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านยืนเถอะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ขณะนี้ ท่านศุภชัยกำลังอภิปรายอยู่นะครับ แล้วก็ยังอยู่ในประเด็น เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราพูดกันอยู่นี้ บังเอิญก็อาจจะมีเรื่องที่เกี่ยวกับคนภายนอกมากนะครับ แล้วบังเอิญเป็นเรื่องที่ยังอยู่ ในกระบวนการดำเนินคดีอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็วินิจฉัยให้คุณศุภชัยพูดต่อไป แต่กรุณาเถอะครับอย่ารบกวนให้มีปัญหานะครับ มันใกล้จะจบแล้วครับ เดี๋ยวเวลาก็จะหมดไป เรื่อย ๆ ครับ ขอบคุณครับ เชิญนั่งเถอะครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ตกลงเวลา ผมยังไม่หมดนะครับท่านประธานครับ ๘ นาทีนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงจะต้องขออนุญาตที่จะให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้เกิดความรู้สึกสบายใจว่าผมไม่ได้ ว่ากล่าวทุกท่าน แต่ต้องปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอนครับว่ามีใครที่ใกล้ชิดกับท่าน ประกาศเป็นเสื้อแดงโน่น แดงสยาม แดงแอลเอ สารพัดแดงนี่นะครับ กระทำการอย่างนี้จริง และมีเว็บไซต์จริง ที่ผมเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีไอซีทีซึ่งท่านเพิ่งมานี่ นะครับว่า ช่วยเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้หน่อย ผมกลัวครับว่าถ้าโครงการแท็บเล็ตของท่าน เข้ามา เด็ก ๖-๗ ขวบแล้ววันดีคืนร้ายเขาไปเปิดเว็บไซต์นี้เข้ามาแล้วบ้านเมืองนี้จะเกิดอะไร ขึ้นล่ะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านบูรณาการกันเมื่อไร บ้านเมืองก็จะมีผลกระทบ เพราะฉะนั้น ก็คงต้องฝากท่านละครับว่าขอให้ท่านเอาจริงเอาจัง และผมฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้นะครับ ได้โปรดแสดงสำแดงให้ประชาชน ถึงแม้ว่าจะเป็นเสียงส่วนน้อยของประเทศ ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ ๑๕ ล้านคนของท่านให้เขาได้ ชื่นใจ ให้เขาสบายใจเถอะครับว่าท่านมีนโยบายเชิงรุกในการปกป้องสถาบันอย่างเอาจริงเอาจัง

เนื่องจากเวลาน้อยครับ ผมขออนุญาตพูดต่อไปในอีก ๒ ประเด็นที่รัฐบาล ได้มีการแถลงนโยบายก็คือ ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้ ชี้แจงไปรอบหนึ่งแล้ว เมื่อสักครู่สมาชิกจากพรรคของท่านก็ได้มีเหตุผลเรื่องของการคืน ประชาธิปไตยให้กับประชาชน ประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่อยากจะถาม ก็คือว่าในขณะท่านเองท่านมีการเรียกร้องเรื่องของการใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กันมาตลอด แล้วคนก็ตัดสินใจว่าเลือกพรรคของท่านเพราะท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ โดยหยิบเอา รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาใช้ แต่พอถึงเวลาท่านเขียนมาใหม่แล้วครับ แต่มีเรื่องของการทำ สสร. ใหม่ ตรงนี้ละครับผมว่ามันเป็นประเด็นร้อน เป็นประเด็นเร่งด่วนอะไรที่ท่าน ต้องรีบต้องเร่ง เหมือนท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ได้พูดไปเมื่อสักครู่ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นร้อน โพลล์ออกมาก็ไม่เห็นด้วย นี่ละครับที่เขาพยายามที่จะกล่าวหา พูดกล่าวหาท่าน ก็ท่านมีวิธีคิดที่ทำให้คนมันนึกกันไปได้ว่าท่านกำลังจะทำเพื่อคนคนเดียว หรือพยายามที่จะทำทุกวิถีทางให้ใครก็ตามได้เดินทางกลับมาประเทศนี้โดยไม่มีความผิด แน่นอนครับท่านบอกว่าไม่มีนิรโทษกรรม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่มีนิรโทษกรรม นี่คือเหตุผลหรือเปล่าครับที่ท่านตัดสินใจที่จะร่างใหม่ตั้ง สสร. ใหม่ แล้วเมื่อกี้ท่านรอง นายกรัฐมนตรีบอกจะมีการเลือกตั้งขึ้นมา ก็ท่านเพิ่งชนะเลือกตั้งมา สสร. ก็คงเป็น ของท่านกันเต็มนะครับ ก็คงสามารถที่จะได้เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญตามที่ท่านอยากจะ ให้เป็นได้ ผมไม่อยากให้ออกตัวแรงนะครับ เรื่องนี้ช้า ๆ ก็ได้ ไม่ต้องรีบต้องเร่ง มากหรอกครับ เพราะท่านเองท่านก็ค่อนข้างที่จะตอบกันไม่ค่อยตรงระหว่าง ส.ส. หรือว่าฝ่ายกฎหมายของท่านกับท่านรองนายกรัฐมนตรีถึงวิธีการ อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องรัฐธรรมนูญก็ขอได้ฝากพิจารณาด้วยนะครับว่าท่าน จะเอาอย่างไรกันแน่ ท่านมีเป้าหมายในที่สุดเพื่อที่จะมีเรื่องบทนิรโทษกรรมในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ท่านตั้งใจที่จะให้ สสร. ร่าง แทนที่จะนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาอย่างที่ท่านเคย มีการโฆษณาหาเสียงไว้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ต้องฝากให้รัฐบาลตอบให้ชัดด้วยครับ

เรื่องสุดท้ายครับ จากวิธีคิด ทัศนคติ ของท่านหลายท่านในพรรคของท่าน ของพรรครัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่จะระบุถึงพรรคท่านนะครับ ท่านก็มี แนวความคิดในเรื่องขององค์กรอิสระอยู่มากมาย ท่านมีทัศนคติในเชิงลบกับองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งว่าแนวคิดนโยบายที่ผ่านมาของท่าน ในการประกาศนโยบาย ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ ที่ธรรมศาสตร์ตอนนั้นนะครับ ก็มีเรื่องของชัดเจนเรื่องแนวคิด ในเรื่องขององค์กรอิสระ ผมอยากถามท่านว่าจากวิธีคิดเหล่านั้นซึ่งผมสรุปความเอาด้วยความ ไม่มั่นใจว่าท่านคิดอย่างนั้นจริงหรือไม่ ก็อยากให้ท่านยืนยันว่าท่านไม่ได้มีความคิดอย่างนั้น ความคิดที่ว่าก็คือท่านมีแนวคิดในการล้างบางองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ท่านมีวิธีคิด ที่ผ่านสื่อมามากมาย ซึ่งผมก็ไม่เชื่อว่าท่านจะมีความคิดอย่างนั้น เพราะในที่สุดแล้วท่านต้อง ยอมรับนะครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมานอกจากแบ่งอำนาจ อธิปไตยไว้ ๓ อำนาจแล้ว ก็ยังกำหนดออกแบบให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อมาตรวจสอบ เพื่อจะมาคานองค์กรทั้งสามอีก ๓ องค์กร เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นดังนี้แล้ว แนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านมีเรื่อง สสร. ต่อเข้ามา ก็เลยอยากจะถามท่านว่า ใน สสร. ท่านมีวิธีคิดอย่างไร ท่านมีแนวทางในเรื่องของการจัดการองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร หรือเป็นวิธีคิด เป็นวิธีการแสดงความคิดเห็นของบางคนบางท่านในพรรคของท่านเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังยึดในหลักนิติธรรมอย่างที่ท่านได้มีการแถลงนโยบาย เกี่ยวกับเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ไม่ทราบว่าท่านอยู่ไหน ก็คงต้องฝากท่านไปอย่างนี้นะครับว่า วันนี้พวกเราพรรคฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยเราเห็นว่า ประชาชนทั้งประเทศได้มอบอำนาจให้กับท่านเข้ามาบริหารประเทศได้มอบให้กับท่าน ด้วยความเชื่อในตัวท่าน หรือเชื่อในตัวใครก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเขาเชื่อและตัดสินใจ เลือกท่านก็ด้วยเหตุผลที่ท่านบอกถึงนโยบายดี ๆ ที่เขาคิดว่านโยบายเหล่านั้นจะแก้ปัญหาให้เขา ได้เบ็ดเสร็จทันทีทันใด อย่าให้มีความรู้สึกว่าในที่สุดมันเป็นถ้อยคำที่ไว้โฆษณา แล้วก็ มีตัวอักษรเล็ก ๆ ว่าห้ามดื่มเกินวันละ ๒ ขวดอะไรไปเรื่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วท่านก็พยายาม จะขายเครื่องดื่มชูกำลังของท่าน แล้วท่านก็บอกว่ามันไม่ใช่คำสัญญา คำสัญญากับประชาคม มันสำคัญยิ่งกว่าสัญญาเจนเทิลเมน อะกรีเม้นท์ (Gentlemen agreement) หรือต่อให้เลดี้ อะกรีเม้นท์ (Lady agreement) โซเชียล คอนแทรคท์ (Social contract) เป็นสัญญา ที่ยิ่งใหญ่ครับ แล้วผมคิดว่าวันนี้ท่านจะต้องอธิบายความให้สังคมได้เห็นทุกนโยบายว่า นโยบายแต่ละนโยบายที่ท่านได้เคยประกาศไว้นั้นเป็นดั่งที่ท่านจะทำจริง ๆ อย่าให้ประชาชน ที่เขาตัดสินใจเลือกท่านต้องเจ็บปวด แล้วบอกว่าข้าพเจ้าโดนนักการเมืองหลอกต้มอีกแล้ว หลงรักให้หมดเลยที่แท้เธอก็ไม่ได้รักฉัน เธอก็ไม่ได้รักษาคำมั่นสัญญา ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องเหนื่อยนะครับ แล้วท่านก็ต้องเหนื่อยไปเรื่อย ๆ ผมก็ภาวนา ให้ท่านได้เป็นรัฐบาลไปนาน ๆ ไม่อยากให้ท่านเป็นรัฐบาลพักเดียว เป็นนาน ๆ ครับ คำว่า พักเดียว หมายถึงว่าไม่ใช่พรรคเพื่อไทยพรรคเดียวนะครับ แต่หมายถึงชั่วคราว ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในนามรองนายกรัฐมนตรี ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่พรรคภูมิใจไทยได้อภิปรายทำนองนี้ เพราะพรรคการเมืองพรรคนี้ที่รณรงค์หาเสียงทั่วประเทศไทยต่อต้านรัฐไทยใหม่ ผมออก รณรงค์หาเสียงทั่วประเทศเช่นเดียวกัน ผมบอกพี่น้องประชาชนที่เคารพ ถ้าเห็นว่า การต่อต้านรัฐไทยใหม่เป็นเรื่องดีให้ไปเลือกพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันกับพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยคิดตั้งรัฐไทยใหม่ ผมพูดต่อว่า พรรคการเมืองที่มีนายทหาร นายตำรวจ มากที่สุดและเคยเข้าเวรเข้าเฝ้าตำหนักต่าง ๆ มากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย ผมอาจจะเป็นนายตำรวจยศเล็ก ๆ แต่ว่าออกมา ๓๐ กว่าปีแล้ว คนที่อยู่ก็มีตำแหน่งหน้าที่ เป็นพรรคการเมืองที่มีอดีต ผบ.ทบ. หลายคน อดีตแม่ทัพ อดีตนายทหารยศพลเอกเดินแทบจะหัวชนกัน ผมบอกเลยว่าไม่มีการตั้งรัฐไทยใหม่ จากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด การรณรงค์หาเสียงก็เข้มข้นโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทย เล่นเต็มหมดติดป้ายทั่วประเทศ สุดท้ายก็มีการร้องไปยัง กกต. ท่านประธานที่เคารพ กกต. ก็มีมติว่าการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ห้ามพาดพิงสถาบัน ห้ามบอกว่ารักมากกว่าคนอื่น แล้วห้ามบอกว่าคนอื่นไม่รัก ก่อนที่ กกต. จะห้าม ในฐานะ ผมเป็นนักกฎหมาย ผมบอกต้องแก้กฎหมายมาตราหนึ่ง ห้ามบุคคลหนึ่งบุคคลใดอ้างว่า จงรักภักดีมากกว่าบุคคลอื่น แล้วห้ามกล่าวหาบุคคลอื่นไม่จงรักภักดี ผู้ใดฝ่าฝืนจำคุก ๕ ปี ผมเคยพูดตอนปราศรัย วันนี้เอาอีกแล้วครับ ออกมาจากพรรคเดียวคือพรรคภูมิใจไทย ดาบหนึ่ง ดาบสอง ผมยืนยันกับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ คนไทยทุกหมู่เหล่าอาชีพ ทุกศาสนา พุทธ คริสต์ พราหมณ์ อิสลาม ฮินดู ถวายความจงรักภักดีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทุกพระองค์ เพราะฉะนั้นอย่ามากล่าวอ้าง เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าท่านดูหมวดนโยบาย ความมั่นคงแห่งรัฐ ท่านบอกเลยว่าเขียนอย่างนี้แปลว่ารัฐบาลไม่มีความจงรักภักดี ผมย้ำกับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านผู้ฟังทางบ้าน พี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ ผู้แทนราษฎรทุกคน จงรักภักดี พี่น้องประชาชนทุกคนจงรักภักดี ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจงรักภักดีเท่าเทียมกัน

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ มีประท้วงครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านศุภชัย

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้มีประโยคนั้นพูดมาจากปากผมเลย ผมบอกว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายเชิงรุก ในการปกป้องสถาบัน ผมไม่ได้บอกท่านเลยว่าท่านไม่จงรักภักดี ผมกลับชม ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ผมเชื่อมั่นว่าจิตใจของท่าน ผมเชื่อเต็มร้อยว่าท่านมีความจงรักภักดี

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ประท้วงไม่ได้เพราะผมไม่ผิดข้อบังคับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านกำลัง กล่าวถ้อยคำที่ผมไม่ได้พูด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ ท่านศุภชัยครับ เชิญนั่งครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ ผมว่าท่านใส่ร้ายผมครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ยังไม่ใส่ร้าย ฟังต่อ

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ท่านศุภชัย ยังไม่ประท้วงนะครับ ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ศุภชัย ใจสมุทร ครับ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่าผมได้อภิปรายว่าท่านหรือรัฐบาลไม่จงรักภักดี ไม่มีการเขียนถ้อยคำอะไรไว้ เพราะฉะนั้นแปลว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งยืนยันครับว่าผมไม่ได้พูดประโยคนี้แม้สักพยางค์เดียว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดกับผม กล่าวหาผมเป็นการใส่ร้ายผม ผมจึงขอให้ท่านประธานได้ โปรดพิจารณาขอให้ผู้อภิปราย ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ถอนคำพูดเถอะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา พี่น้องประชาชนฟังทางบ้านทราบดี อ้าว ผมถอนตรงส่วนนี้

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ถ้าท่านจะถอนด้วยเหตุผลเพราะไม่อยากให้เสียเวลาไม่ใช่ครับ ผมอยากให้ท่านถอนเพราะท่านพูดในสิ่งที่ผมไม่ได้พูด เป็นการใส่ร้ายผม คนละประเด็นครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ผมถอนก็แล้วกัน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีถอนแล้วนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ถอนก็แปลว่าไม่มี ในการบันทึก ท่านประธานที่เคารพครับ สาระที่ ส.ส. ศุภชัยอภิปรายก็มาอ่านในนโยบาย ความมั่นคงแห่งรัฐ แล้วบอกว่าเขียนไว้ลักษณะนี้ไม่เป็นการจงรักภักดีในเชิงรุก เปรียบเสมือนว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญ

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านจะประท้วงเรื่องอะไรนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ผมไม่ได้ผิดข้อบังคับ เขาตอบโต้ได้นี่

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คือเมื่อกี้ ท่านพูดคำว่า จงรักภักดี ผมไม่ได้ใช้คำว่า จงรักภักดี สักคำหนึ่งเลยครับ คือผมไม่ได้ว่า ว่าท่านไม่ได้มีนโยบายจงรักภักดีในเชิงรุก ผมบอกว่ารัฐบาลไม่ได้เขียนนโยบายการจงรักภักดี ท่านไม่ได้เขียนนโยบายปกป้องสถาบันในเชิงรุก ซึ่งผมก็ได้อธิบายความต่อว่าสิ่งที่ท่านจะต้อง ทำในเชิงรุกก็คือมีหลายคนที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันใกล้ชิด มีถูกดำเนินคดี ผมก็ถามท่านว่าท่านพูดให้ประชาชนได้สบายใจเถอะว่าท่านจะยึดหลัก นิติธรรม ไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีก็คงจะตอบแทน ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ๒. ก็คือเรื่องรถไฟ ผมพูดแค่นั้นนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะอ่านนโยบายที่ผู้อภิปรายอาจจะไม่สบายใจ เพราะคนชมทางบ้านไม่ได้ดูเวิร์ดดิ้ง (Wording) ท่านประธานครับ นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพิเชษฐ์นั่งก่อนนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

นโยบายรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ น้อมนำ พระราชดำริทั้งปวงไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม พร้อมทั้งอัญเชิญไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนในชาติมีความตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ ทั้งจะส่งเสริมและเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้ สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการรู้รักสามัคคีและดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ท่านสมาชิกท่านอ่าน ตรงนี้ ท่านอาจจะคิดว่า เอ๊ะ พวกผมคิดอย่างไร ผมยืนยันว่าพวกผมจงรักภักดี และผมจะ อ่านนโยบายที่ท่านได้ร่วมรัฐบาลกับรัฐบาล เขาเขียนนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เขาเขียนสั้น เขาเขียน ๔ บรรทัดครึ่ง ของเรา ๕ บรรทัดครึ่ง รัฐบาลที่ท่านร่วมเขียนนั่นละครับเขียนว่า “ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจ และ ความรักสามัคคีของคนในชาติ โดยการส่งเสริมสร้างจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดีเทิดทูน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งป้องกันอย่างจริงจัง มิให้มีการกล่าวล่วงละเมิด พระบรมเดชานุภาพ” พวกผมไม่เคยวิจารณ์ เพราะถือว่าครอบคลุมแล้ว พวกผมเขียนเยอะกว่า แต่เนื่องจากพวกท่านเคยตัวในการหาเสียง ต่อต้านรัฐไทยใหม่ ต่อต้านรัฐไทยใหม่ ต่อต้านรัฐ ไทยใหม่ พวกผมก็บอกไม่มี นี่ผมอธิบายความให้ท่านประธานรัฐสภาทราบ

ต่อมาก็เรื่องที่ว่ารัฐบาลแทรกแซงคดี การแทรกแซงคดีทำอย่างไรช่วยบอก หน่อยสิ กระบวนการยุติธรรม ท่านสปิต (Spit) ออกไปแล้ว ศาลเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สมัยหนึ่งผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรมยังทำงานกับผม ร ถ้าถามว่าตอนท่านมีอำนาจ ท่านดูแลกระทรวงมหาดไทย ท่านปกป้องสถาบันโดยการ ขึ้นป้ายเท่านั้นหรือครับ พวกผมไม่ครับ ถ้าเกิดผมมีหน้าที่โดยตรง พบการกระทำผิดจับกุม เหตุเกิดที่ไหนดำเนินการ แล้วกัดไม่ปล่อย แล้วดูกันต่อไปว่าพวกผมเกี่ยวกับสถาบันและ ความจงรักภักดีผมจะทำอย่างไร ท่านบอกว่าเรื่องล้มเจ้ามีเว็บไซต์เป็นอย่างมาก ก็ผมเป็น ฝ่ายค้าน เห็นเว็บไซต์ก็เหมือนหมาเห็นเครื่องบิน แล้วจะไปทำอะไร พูดไปก็เข้าตัวเอง แล้วเป็นรัฐบาลทำไมท่านไม่ดำเนินการ ก็เห็นทำทุกอย่างได้สมัยคุณชวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำทุกอย่างได้ยกเว้นคือเหาะ แล้วทำไมกองสืบ กรมการปกครอง ทำไมไม่ทำ ทำได้ทุกอย่าง คุณชวรัตน์ย้ายข้าราชการ ๓ ฤดูกาล ผมย้ำ อีกครั้งว่าคุณชวรัตน์อยู่กระทรวงมหาดไทยทำได้ทุกอย่างยกเว้นเหาะ เหาะ เหาะ คือเหาะ เหมือนเครื่องบิน เหาะไม่ได้ ผมมีต่อนะครับ นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมประท้วง ท่านผู้อภิปราย ท่านพูดเสียดสีท่านหัวหน้าพรรคผม ท่านกำลังพูดถึงรัฐบาลสมัยที่แล้ว ผมก็ไม่คิดว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจะมีการพูดถึงเรื่องของรัฐบาลชุดที่แล้ว จริง ๆ ผมกำลังจะเรียนอย่างนี้ครับว่าถ้าท่านจะฟังสิ่งที่ผมได้อภิปรายไป ผมถามให้การบ้าน รัฐบาล ไม่ได้กล่าวหาท่านสักคำ ถอดเทปย้อนกลับไปก็ได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านประท้วง เรื่องเสียดสีใช่ไหมครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เสียดสี ท่านหัวหน้าพรรคผมครับคือท่านบอกว่าท่านชวรัตน์ทำได้ทุกอย่างยกเว้นเหาะ ๒. ก็คือ อีกเรื่องหนึ่งบอกว่าย้ายข้าราชการ ๓ ฤดูกาล ไม่มีหรอกครับ สมัยที่แล้วผมเป็นโฆษก กระทรวงมหาดไทยผมยืนยันได้ คือท่านบอกคล้าย ๆ ว่าเหมือนมั่วเลยนี่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ข้อบังคับมีไหมครับ เรื่องนี้ ผมฟังอยู่นะครับ ก็เป็นเรื่องขำนะครับ ก็ขำดี เสียดสี ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็กรุณา ไม่พูดเสียดสีได้ไหมครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าให้ตรงนี้ เป็นสภาโจ๊กผมไม่ว่า แต่ถ้าว่าท่านพูดแล้วเพื่อจะเอาขำนี่ผมว่าไม่ใช่ละครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเสียดสี แล้วท่านหัวหน้าพรรคผมออกไปข้างนอก เดี๋ยวท่านกำลังจะเข้ามา ท่านก็รู้สึก ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. ซึ่งอยู่ในพรรคเดียวกับท่านไม่ได้ปกป้องท่าน ขอยืนยันครับว่า ท่านเสียดสี ขอได้โปรดได้ถอนเถอะครับท่านประธานครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ถ้าคนฟังภาษาไทยเข้าใจ เขาจะบอกว่าผมยกย่องคุณชวรัตน์ คือทำได้ทุกอย่างยกเว้นเหาะ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ผมไม่ได้บอกว่า เหาะได้

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้โปรด วินิจฉัยเถอะครับ คือท่านหัวหน้าพรรคผมไม่ได้อวดอิทธิฤทธิ์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สักครู่นะครับ ท่านศุภชัย เข้าใจแล้วครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

พลเอก ธีรเดช มีเพียร (รองประธานรัฐสภา) เชิญท่านพิเชษฐ์มีอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้อง ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม การประท้วงต้องมีบอกว่าประท้วงข้อไหน และต้องพูดต่อท่านประธาน ไม่ใช่เถียงกันในรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานต้อง ควบคุมการประชุมนะครับ เพราะว่าผู้ถูกพาดพิงได้ลุกขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แล้วก็ตอบโต้ ซึ่งไม่มีเหตุผลครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมก็พยายาม จะอะลุ้มอล่วยนะครับ ทีนี้ถ้าหากคิดว่าท่านรัฐมนตรีก็ใกล้เคียงเสียดสีนะครับท่าน

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ผมหารือท่านประธาน คำว่า ทำได้ทุกอย่างยกเว้นเหาะ แปลว่าเหาะไม่ได้ ถ้าผมบอกว่าเหาะ แม้กระทั่งเหาะยังได้ อ้ายนี่เสียดสี ถ้าผมบอกนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เก่งมากทำทุกอย่าง เหาะก็ได้นี่เสียดสี นี่ผมบอกเหาะไม่ได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านกรุณาหน่อยครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ถอนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งพรรคเพื่อไทยและท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยมี แนวคิดที่จะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ โดยเด็ดขาด เมื่อสักครู่ผู้อภิปราย บอกว่ามีเว็บเสื้อแดงแล้วก็ท้าให้ฟ้อง แน่จริงระบุมาสิว่าเสื้อแดงวันนั้นชื่อนามสกุลอะไร ท่านด่าเขาคลุมหมดอย่างนี้เสื้อแดงเขาเป็นซิมบอล (Symbol) เขาเป็นสัญลักษณ์ก็ด่าแบบ ฟรี คิก (Free kick) ซึ่งเขาไม่อยู่ในนี้ ผมบอกได้เลยทุกคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อสีไหน จงรักภักดีเท่ากันหมด ไม่มีใครคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจงรักภักดีมากกว่าพวกผม

ประเด็นต่อไปก็ยังพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียงลำดับเรียบร้อย ท่านก็บอกตอนปราศรัยบอกจะเอาปี ๒๕๔๐ ตอนนั้นก็คิด ว่าปี ๒๕๔๐ มันดีกว่าปี ๒๕๕๐ แล้วถ้าเอาปี ๒๕๔๐ ยกมาปังมันไม่มีโซลูชัน (Solution) มันต้องมาแก้มาตรา ๒๑๑ ก่อน ให้มีสมาชิกสภาร่าง เมื่อมีสมาชิกสภาร่างให้มาจาก การเลือกตั้งทั้ง ๗๗ จังหวัด ได้ ๗๗ คน แล้วเติมอีก ๒๒ เป็น ๙๙ ท่านอภิปรายทำนองว่าถ้าไปมี การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างพวกผมจะชนะ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะชนะ พรรคภูมิใจไทย อาจจะได้ยก ๗๗ จังหวัดก็ได้ใครจะรู้ แต่นี่หลักการพรรคเพื่อไทยเราบอกเลยปี ๒๕๔๐ ดี แต่อยู่ ๆ จะหยิบมาเลยมันไม่มีโซลูชั่น ต้องมาแก้ไขมาตรา ๒๑๑ แล้วบอกว่ายังไม่จัดทำเร็ว อาจจะยื่นสมัยสามัญนิติบัญญัติ ผมยื่นเร็วยื่นช้าเรื่องของพวกผม สภาไม่ใช่ของใครเลือกผม ครั้งหน้าผมก็แพ้ แต่ผมวิเคราะห์ ผมสังเคราะห์ ผมหาแนวทางแล้ว ผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนพอใจ เมื่อแก้มาตรา ๒๑๑ เสร็จเราก็จะดำเนินการให้มีการเลือก สสร. ทั่วประเทศ ๗๗ จังหวัด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ กรุณาตอบให้ตรงประเด็นที่สมาชิกซักถามนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ว่าทำไมไปหาเสียง เอาปี ๒๕๔๐ ทำไมมาวันนี้จะเอา สสร. ผมก็ต้องอธิบายความให้ฟังว่าตอนหาเสียงปี ๒๕๔๐ แต่มาดูแล้วถ้าเอาปี ๒๕๔๐ มาเลยมันไม่มีช่องทาง ก็ต้องมาแก้ไขมาตรา ๒๑๑ แล้วมีสมาชิก สภาร่าง แล้วสมาชิกสภาร่างไม่ได้มาเลือกในสภา ไม่ได้มาเลือกในรัฐสภาให้เลือกจากพี่น้อง ประชาชนแต่ละจังหวัด แล้วเมื่อรวมแล้วได้ ๙๙ คนก็ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีประธาน มีรองประธาน มีประธานยกร่าง ร่างเสร็จไปถามประชาชนเอาอย่างนี้หรือไม่ ไม่เอาอย่างนี้หรือไม่ แล้วเมื่อเข้ามาในสภาหรือรัฐสภาก็มีแนวทางอย่างเดียวจะรับ รัฐธรรมนูญหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ และผมย้ำอีกครั้งหนึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน ในประเทศไทยและฉบับไหนในโลกที่จะเขียนว่าจะนิรโทษกรรมให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด เขียนอย่างไรอธิบายให้ฟังสิ หรือเป็นความโง่ของผมประจำตัว ไปบอกเลิกมาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลิกมาตรา ๓๐๙ หมายความว่าคณะปฏิวัติ คณะดำเนินการมาต่าง ๆ ไม่มีภูมิคุ้มกัน มันไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นท่านพูดมาผมต้องตอบไป เพราะผมได้รับมอบหมายจากพรรค ส่วนสมาชิกคนอื่นพูดเป็นความเห็นส่วนตัว นี่เป็นความเห็นพรรคเพื่อไทย พรรคที่ชนะ การเลือกตั้งถล่มทลายจากพี่น้องประชาชน ผมเรียนต่อนะครับ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดจะกวาดลงทะเลแบบเคลียร์ เดค (Clear deck) เลยหรือ ผมไม่ทราบ เพราะถ้ามีสมาชิกสภาร่าง เขาร่างเสร็จเขาเห็นว่าองค์กรอิสระ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญควรต้องมีแพทเทิร์น (Pattern) มีรูปแบบอย่างนี้ ๆ แล้วประชาชนเห็นด้วย เขาเสนอมาในรัฐสภา รัฐสภาเห็นด้วยก็ต้องเป็นไปตามนั้น ย้ำอีกครั้งครับท่านประธาน ผมใช้เวลาของรัฐสภามาแต่ไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทยนี่เจ้าเก่า ประจำ ต่อต้าน รัฐไทยใหม่ ต่อต้านรัฐไทยใหม่ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มันน่าจะพิสูจน์ความถูกต้องชอบธรรม ได้แล้ว และองค์กรอิสระหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างไร พรรคเพื่อไทยรับได้ทั้งนั้น ก็ขนาดกติกาใส่กุญแจมือพวกผมยังชนะถล่มทลาย มิหนำซ้ำอะไรกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยพี่น้องประชาชนมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ พวกผมไม่สนใจ ไม่แคร์ (Care) และไม่มี แนวคิดที่จะไปสั่งเขา เพราะเราสั่งเขาไม่ได้ นักการเมืองบางคนนิสัยเคย นักการเมืองบางคน นึกเสมอว่าเคยสั่งใครได้ แล้วพวกเราจะไปสั่งบ้าง พวกผมมีหิริโอตตัปปะ ผมเป็นรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยประมาณ ๘ เดือน รถประจำตำแหน่งผมก็ไม่เอา น้ำมันก็ไม่เอา คนขับ ก็ไม่เอา แต่งตั้งโยกย้ายผมไม่เคยได้แม้แต่สตางค์แดงเดียว ถ้าผมได้พบกับความวิบัติ ใครเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วทุจริตคิดมิชอบให้พบกับความหายนะวิบัติทั้งชาตินี้ และชาติหน้า ขอบพระคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านศุภชัยว่าอย่างไรครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงนิดหนึ่ง นิดเดียวครับ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยพูดเรื่องประเด็นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ครับ ผมขอยืนยันครับ ผมมีเอกสารยืนยัน ท่านเข้าไปในเว็บไซต์ก็ได้ครับ ในดิ อินดีเพนเดนท์ ท่านบอกว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไอ แอม เคพะเบิล อีนัฟ ทู เมค มาย โอน ดิซิสชัน แล้วท่านก็พูดเรื่องของมาตรา ๑๑๒ ไว้ ยืนยันครับ ผมไม่อยากจะให้ประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูด แล้วผมกล่าวหาว่าท่านพูดนะครับ เพราะฉะนั้นยืนยันครับ มีหลักฐานยืนยันจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะมาตอบนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบก็ได้ว่าท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี่เคยได้พูด เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบดีกว่าไหมครับ ท่านจะได้ อธิบายเหตุผลได้ตรงนะครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ๒ วินาทีครับ ไม่อย่างนั้นเสียหาย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

๒ วินาทีนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่เคยพูดเรื่องจะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ แต่ที่ มีในเว็บ มันเว็บจริง เว็บปลอม เว็บอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ทราบ แต่เนื่องจากอาจจะมีคนมา ถามเรื่องคุณใจ อึ๊งภากรณ์ มีความเห็นเรื่องนี้ แล้วคนก็นำมาถามท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็น แนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยไม่มีโดยเด็ดขาด ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ครับ

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงเกี่ยวกับการที่ผู้อภิปรายได้พูดถึงกระทรวงไอซีทีแล้วก็ ได้พูดถึงผมนะครับ ในประเด็นคล้ายกับว่าไม่ได้ทำหรือว่าไม่ได้มีนโยบายจะปฏิบัติเกี่ยวกับ เรื่องของการหมิ่นสถาบัน ในเรื่องของเว็บไซต์ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่ารัฐบาลนั้น แม้ว่าเพิ่งจะเข้ามานะครับ เพิ่งจะมีการแถลงนโยบายในวันนี้ แต่ว่ารัฐบาลนี้โดยการนำของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ ผมเองนั้นตั้งแต่ได้เข้ารับ หน้าที่ก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้ละเลยครับ ที่ต้องชี้แจงก็คือเดี๋ยวจะโดน กล่าวหาว่าผมไม่ได้ทำงานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็พบกับความจริงที่น่าเป็นห่วงครับ ในรัฐบาลชุดที่แล้วนี่นะครับที่พยายามหรือว่าจะ แสดงออกว่ามีการดำเนินการเป็นอย่างดีนะครับ เรากลับพบว่า ในเว็บไซต์ของกระทรวง ไอซีทีเองครับ ผมไม่สามารถที่จะเอาทั้งหมดนี่นะครับมาแสดงได้เพราะว่าเป็นคำ ที่ไม่เหมาะสมครับ แต่ว่าจะให้ท่านประธานได้พิจารณาในข้อมูลที่ผมได้นำเสนอต่อสภาครับ เราพบว่ามีการปล่อยปละละเลยให้มีการหมิ่นสถาบันผ่านทางเว็บไซต์โดยไม่จัดการครับ ผมบันทึกไว้ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ครับ แคพเทอร์ (Capture) ไว้รัฐบาลใครไม่ทราบนะครับ ๑๑๖ เรื่องในเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีเองครับ เดี๋ยวผมจะนำให้ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจว่าข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนั้นมี ความเป็นห่วงครับ ได้มีการดำเนินการเพื่อที่จะให้มีการดูแลเรื่องของเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน เป็นอย่างดีครับ ได้เคยเสนอโครงการจัดซื้อเครื่องมือในการที่จะทำให้สามารถป้องกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพงบ ๕๓๐ ล้านบาทได้รับอนุมัติจาก ครม. โดยใช้งบกลางมาเป็นงบ ราชการลับนี่แหละครับ แต่ภายหลังกระทรวงไอซีทีที่ผ่านมากลับไม่ได้นำไปใช้ครับ มีการโอนงบประมาณไปยังกระทรวงยุติธรรมส่งมอบให้สำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งไม่ทราบ เพราะเหตุใด เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้สงสัยละครับว่าทำไมจึงมีเว็บไซต์เหล่านี้เกิดขึ้น อย่างมากมายในรัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะฉะนั้นนี่เป็นการเริ่มต้นของการเดินก้าวแรกครับ และผมก็ยืนยันว่าผมได้ทำหน้าที่ครับ ไม่ว่าจะมีเครือข่ายที่เดินทางมาขอให้กระทรวง ดำเนินการเป็นผู้ที่มีความเคารพในสถาบันครับ เราได้รับเรื่องแล้วก็ได้ดำเนินการ อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงแล้วก็ชี้แจงผ่านท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชนที่รับฟังอาจจะเข้าใจผิดว่าไอซีทีไม่ทำอะไรครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บังเอิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ก็มีการพาดพิงกลับมาถึง รัฐบาลชุดก่อน อยากจะขอกราบเรียนนะครับเอาเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีก็พูดบอกว่ามาชี้แจงผมแล้ว ที่จริงผมก็ไปตรวจสอบครับว่า มันเคยมีคนพูดไว้ครับว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วก็ลบล้างมาตรา ๓๐๙ นี่จะมีผลในเรื่องของคดี ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณด้วย ซึ่งผมก็ไปตรวจสอบครับ ผู้พูดคือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพราะฉะนั้นความเห็นกฎหมาย ของท่านวันนี้กับวันนั้นก็ไม่ตรงกันนะครับก็จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนได้ซักถามอยู่ ตลอดเวลาว่าความเร่งด่วนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมันไปเกี่ยวข้องกับเจตนาเพื่อที่จะ มีการนิรโทษกรรมหรือไม่ ถ้ายืนยันว่าไม่มีผมก็บอกว่าดีครับ แต่ผมก็เคยจำได้ว่ามันมีการพูดถึง เรื่องนี้เมื่อปี ๒๕๕๑ เพียงแต่จำผู้พูดไม่ได้ครับ แต่พอไปตรวจสอบแล้วก็คือตัวท่านเอง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมที่ได้พูดเอาไว้

ทีนี้กลับมาเรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมก็กราบเรียน ว่าผมก็พยายามถึงที่สุดว่าเราไม่ควรที่จะให้ปมประเด็นนี้มาเป็นปัญหาในลักษณะที่ทำให้ เข้ามาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดว่ามีการไปพูดกับ กกต. ที่จะไม่ให้มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาในลักษณะของการที่มาใช้ในการหาเสียงทางหนึ่งทางใด ผมเป็นคนหนึ่งที่เสนอไปครับ แล้วก็สนับสนุนด้วย เพราะผมเห็นว่าสถาบันต้องอยู่เหนือ ความขัดแย้งทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาพูดว่านโยบายเขียนอย่างไรก็ได้ หรือเขียนยาวเขียนสั้นแล้วจะมีผลต่อเรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าพูดว่า ประชาชนทุกคนไม่มีคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเลยที่จะไม่จงรักภักดี คำถามก็คือแล้วที่ท่านรัฐมนตรี ไอซีทีพูดเมื่อสักครู่ครับ ๒๐ กรกฎาคมหลังเลือกตั้ง แล้วมีคนไปขึ้นข้อความหรือมีเว็บหมิ่น มันมาได้อย่างไร เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความคิดความอ่าน จะเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง จะเป็นเพราะได้รับ ข้อมูลผิด ๆ หรือใครไปยุยงปลุกระดมก็ตาม เขามีการเคลื่อนไหวอย่างนี้ มันเป็นความจริง ที่ปฏิเสธไม่ได้ ถามว่ารัฐบาลชุดที่แล้วทำไหมครับ ทำครับ ถามว่าทำแล้วหมดไหม ไม่หมดละครับ ท่านรัฐมนตรีไอซีทีท่านก็พูดถูก แต่ผมจะกราบเรียนว่าพยายามทำอย่างเต็มที่ และงบประมาณที่อนุมัติไว้นั้นเพียงแต่อนุมัติ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานดำเนินการ ครับ ไม่ได้ไปทำเรื่องอื่น ซึ่งท่านรัฐมนตรีไอซีทีเองก็จะยืนยันได้ ท่านอดีตรัฐมนตรีไอซีที ก็จะยืนยันได้ว่ามีการดำเนินการอย่างไร แต่ประเด็น

(นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรหรือครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แต่ประเด็นเป็นอย่างนี้ครับ ประเด็นมีอยู่ว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจุติมีอะไรหรือครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประเด็น มีอยู่ว่าเมื่อรัฐบาลของผมมีการดำเนินการในเรื่องนี้ มีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะในต่างประเทศ เกี่ยวข้องกับนายใจ เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงในต่างประเทศ จริงครับ ที่พยายามไปจุดประเด็นว่าการปิดเว็บไซต์ก็ดี การทำอะไรก็ดี เป็นการละเมิดสิทธิ ขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ท่านอย่าปฏิเสธเลยครับ ผมไม่ได้บอกว่าคนเสื้อแดงคิด อย่างนี้ทั้งหมด แต่แกนนำบางส่วนใช้วิธีการนี้อยู่ตลอดเวลาในการที่จะไปสร้างกระแส ในต่างประเทศว่าการดำเนินการตามมาตรา ๑๑๒ เป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับระบอบ ประชาธิปไตย ปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ แล้วที่ท่านสมาชิกขึ้นมาอภิปรายนี่ไม่ได้ว่านโยบายท่าน มันยาวกว่าหรือสั้นกว่านโยบายของรัฐบาลก่อนครับ แต่มันเป็นประเด็นปัญหาว่า มีความชัดเจนแค่ไหนในเรื่องของการที่จะมีผู้ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมเดชานุภาพ เขาต้องการความมั่นใจว่าเมื่อมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ท่านจะปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ การเคลื่อนไหวหลายแห่งของคนเสื้อแดงพูดชัดเจนเรื่อง มาตรา ๑๑๒ เป็นประเด็นของการเคลื่อนไหว ท่านไม่เห็นด้วยท่านก็บอกสิครับว่าท่าน ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง แล้วถ้าท่านบอกท่านเป็นเนื้อเดียวกันก็ไปพูดคุยกันสิครับว่า หยุดเคลื่อนไหวประเด็นนี้เสียเถิด แต่บังเอิญในช่วงของการหาเสียง หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เขาไปสัมภาษณ์ท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน แล้วท่านบอกว่าท่านจะพิจารณาเรื่องนี้ สมาชิกก็มีสิทธิถามครับว่า คำว่าพิจารณาของท่านนะจะพิจารณาทำอะไรกับมาตรา ๑๑๒ ที่กลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะในต่างประเทศหยิบยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลชุดก่อนเมื่อมีการปิด เว็บไซต์ต่าง ๆ ตรงนี้ครับเป็นสิทธิที่เราจะต้องถามแทนพี่น้องประชาชน ท่านก็ควรจะยืนยัน ท่านยืนยันไม่แทรกแซงคดีเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าท่านจะมาปัดว่ามาตรา ๑๑๒ ไม่เคยมี ไม่เคยพูด ไม่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง มันไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ท่านจะมาพูดบอกว่าคนทุกกลุ่ม ไม่มีใครมีปัญหาเรื่องความจงรักภักดี มันไม่เป็นความจริงแล้ว เพราะมันมีกระบวนการที่มี การดำเนินการมาผูกโยงกับฝ่ายการเมือง วันนี้ถ้าท่านยืนยันว่าท่านจะดำเนินการปกป้อง ปราบปรามเด็ดขาด เราก็จะสบายใจครับ ขอยืนยันเถอะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านฟังอาจจะไม่ชัด ผมไม่ได้ว่านโยบายสั้นหรือยาว ผมบอกแต่เพียงว่า สมาชิกท่านหนึ่งที่อยู่พรรคภูมิใจไทยวิพากษ์วิจารณ์ความมั่นคงและหมวดจงรักภักดีของ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ผมก็บอกว่าถ้าจะนับบรรทัดของเราก็ยาวกว่า แต่สาระเหมือนกัน ก็เป็นเทคนิคในการตอบ

เรื่องที่ ๒ ผมมึนตึบ และผมยังไม่เชื่อว่าผมเคยแสดงความเห็นเลิกมาตรา ๓๐๙ แล้วเป็นการนิรโทษให้ พันตำรวจโท ทักษิณ แต่หาเสียงสกลนคร หาเสียงศรีสะเกษ หาเสียง มหาสารคาม บนเวทีปราศรัยผมพูด นั่นเป็นการปราศรัยกับพี่น้องประชาชน ประชาชนหลายหมื่นคน เขารักท่านทักษิณ เขาก็บอกว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน ผมบอกถ้าชนะเลือกตั้งมีโอกาสนิรโทษ หรืออภัยโทษ นั่นเรื่องจริง แต่ที่ท่านเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน ผมมั่นใจ ผมก็เรียนกฎหมาย มาเหมือนกัน เพราะมาตรา ๓๐๙ มันไม่มีสาระอะไรเลยถ้ายกไป ประโยชน์ตกกับ คณะรัฐประหาร ประโยชน์ตกกับ คตส. ประโยชน์ตกกับองค์กรอิสระที่คณะรัฐประหารตั้งมา ถ้ายกเลิกไปพวกนั้นได้ประโยชน์ ท่านทักษิณมีคำพิพากษาและยกมาตรา ๓๐๙ มันเกี่ยว อะไรกัน คนละเรื่อง น้ำกับน้ำมัน ถ้าท่านไปอ่านหนังสือพิมพ์ท่านเขียนเอง น้ำเน่า เพราะมัน อ่านไว้ชัดนี่ครับ บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว คือรัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการกระทำ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญคือการปฏิวัติ การตั้งองค์กรอิสระ การมีองค์กรมาดำเนิน ตามคำสั่งคณะปฏิวัติ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ กรุณาเอาเฉพาะส่วนที่ถูกพาดพิงนะครับ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็อภิปรายกันไปอภิปรายกันมา ไม่จบนะท่านครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ก็ช่วยไม่ได้ครับ อันนี้ มันก็ช่วยไม่ได้ครับ ผมก็ไม่มากกว่านี้แล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นขอให้อยู่ในเรื่องที่ ท่านถูกพาดพิงเถอะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ก็นี่ละครับ ที่ไปบอกว่าเลิกมาตรา ๓๐๙ แล้วจะนิรโทษกรรม มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไม่ว่าข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย ที่ท่านบอกผมเคยแสดงความเห็น เป็นการแสดงความเห็น โดยหนังสือพิมพ์เขียนเอง ลงเอง ผมยืนยันไม่เคยพูดโดยเด็ดขาด เอาละ ถ้าท่านยังมี ความเคลือบแคลงสงสัย ๑. พรรคเพื่อไทยไม่มีวันแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ โดยเด็ดขาด ๒. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แก้มาตรา ๒๑๑ ให้มีการเลือก สสร. จากพี่น้อง ประชาชนโดยตรงแต่ละจังหวัด แล้วมาเติมให้ครบ ๙๙ อรหันต์ และมีประธานยกร่าง รองประธาน มีประธานสภาร่าง แล้วไปทำความเห็นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ถ้าพี่น้องประชาชนเห็นอย่างไรเอาอย่างนั้น เราพยายามจะเขียนว่าถ้าประชาชนเห็นอย่างไร รัฐสภามีหน้าที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ถ้าท่านอ่านว่าผมเคยพูดอย่างนั้น รู้ใหม่นะ นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย ขอบพระคุณครับท่านรองประธานรัฐสภา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ท่านจุติมีอะไรครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ เพราะว่าเมื่อกี้นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้กล่าว บอกว่ากระทรวงไอซีทีรัฐบาลชุดที่แล้วที่ได้ดำเนินการปราบเว็บไซต์อย่างจริงจัง ทำให้รัฐบาล ชุดที่แล้วเสียหาย และผมในฐานะที่เป็นอดีตผู้บริหารของกระทรวงนี้ ผมจำเป็นต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงให้กับสภาได้บันทึกเอาไว้ครับท่านประธานครับ เพราะว่ามันเป็นข้อมูล ที่ไม่ถูกต้องครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ

ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานคือท่านประธานก็มีอาชีพ เป็นทหาร ท่านทราบครับว่าจะธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ ผมก็คนหนึ่งก็คนที่สาบานตน ท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ ขออภัยที่เอ่ยนามก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นทหารด้วย แล้วก็กล่าวคำสาบานตน ปฏิบัติหน้าที่ วันนี้ครับผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงและผมไม่อยากให้เอาสถาบันนั้นได้มา ละเลงกันในนี้จนเสียหายบอบซ้ำ ผมเรียนท่านด้วยความใจจริงครับ ผมอยากจะช่วยท่านอนุดิษฐ์นี่แหละไล่ตามปิดเว็บหมิ่น สถาบันให้หมดไปจากประเทศไทยเสียทีหนึ่ง ฉะนั้นที่ผมทำมา ๑๑ เดือนที่ผมเป็นรัฐมนตรี มานั้น ผมกราบเรียนท่านว่าผมมีหลักฐานครับว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารพร้อมกับหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมาย ยืนยันนะครับว่าทำ ภายใต้กฎหมาย ไม่มีใครปล่อยปละละเลยเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว กระทรวงตอนที่ผมเข้ามานั้น ต้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ก็ไม่พอครับ ผมได้ตั้งเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมถึง ๔๖ ตำแหน่ง เพื่อไปทำเรื่องนี้ และสิ่งที่ประชาชนทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่ใช้เว็บไม่ทราบก็กล่าวหากันว่ากระทรวงไอซีที นั้นปิดเว็บโดยพลการ โดยอำเภอใจ ปิดกั้นความคิด ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า หลักฐานอยู่ในมือผมนี่ครับ ผมยื่นท่านประธานได้ว่าทุกอย่างที่กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารทำนั้นทำภายใต้กฎหมาย มีสถิติคำยื่นร้องต่อศาลครับ การปิดกั้น เว็บไซต์ทำโดยพลการไม่ได้ครับ ต้องอาศัยอำนาจของศาลครับท่านประธานครับ ผมมี ตัวอย่างหมายเลขแดงที่ ษ ๒๖/๕๓ ไล่ไปเลย ๒๖ ๒๗ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ๓๙ ๔๐ ๔๒ ๔๑ ๔๕ ๕๑ ๕๔ นอกจากนั้นแล้วมีหมายเลขแดงอีกครับ หมายเลขแดงที่ ษ ๑ ๓ ๗ ๙ ๑๑ ๑๓ ๑๔ ๑๖ ๑๘ ๑๙ ๒๔ ๒๕ ๒๖ ๒๗ ของปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ กราบเรียน ท่านอนุดิษฐ์นะครับ ไปเรียกเจ้าหน้าที่มาดูได้นะครับ หมายศาลในแต่ละเรื่องนั้นนะครับ บางวันนั้นปิดกั้น ๒,๐๐๐ เว็บไซต์ครับ บางวัน ๒,๖๙๕ เว็บไซต์ครับ บางหมาย ๒,๕๐๐ เว็บไซต์ครับ ๑,๑๙๐ เว็บไซต์ครับ ๑,๗๖๐ เว็บไซต์ครับ ๑,๑๔๔ เว็บไซต์ครับ เต็มไปหมด เลยครับ และพวกนี้ต้องยืนยันครับท่านประธานครับ ปิดแล้ว ๖ ชั่วโมงขึ้นมาใหม่ครับ ๒ วัน ขึ้นมาใหม่ครับ ที่อยู่ใหม่ ไล่ตามปิดกันไม่หวาดไหวครับ ไปถามฝ่ายความมั่นคงครับ ฉะนั้น ก่อนที่ท่านจะมากล่าวหาว่าใครไม่ทำหน้าที่ก็กรุณาไปตรวจสอบสถิติตรงนี้ดูได้ นอกจากนั้นแล้ว อยากจะเรียนว่าสิ่งที่ผมในฐานะเป็นฝ่ายตรวจสอบ ผมจะไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นการเมืองครับ ผมจะทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวกผมจะทำงานถวายสถาบัน พระมหากษัตริย์ครับ ผมจะจ้ำจี้จ้ำไชท่านครับว่าวันนี้ท่านรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ครับ เช้าวันนี้ มีเว็บไซต์ที่ท่านยังไม่ได้ปิดอยู่นะครับ กรุณาไปปิดด้วย แล้วผมก็จะไม่เปิดเผยครับ ผมจะบอก กับท่าน อาจจะผ่านกับสภาไป ผ่านประธานคณะกรรมาธิการไป แต่จะบอกท่านว่าท่าน มีหน้าที่ต้องทำ พวกผมจะช่วยครับ ผมตามแกะรอยโจรมานานมากแล้ว จริง ๆ แล้วผมทำ ก่อนผมเป็นรัฐมนตรีครับ ผมทำกับท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ทำในคณะกรรมาธิการ การทหาร สภาชุดที่แล้วครับ ทำตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ที่มาเป็นผู้แทนครับ กรุณาทราบ ไว้ด้วย และสิ่งที่อยากจะทราบก็คือว่าเว็บไซต์ที่ปิดทั้งหลายนะครับ ขอให้สบายใจได้อย่างว่า คนที่เข้าใจผิดแล้วก็กล่าวหากันลอย ๆ คือท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ให้นโยบายนะครับว่า ความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่าไปแตะต้อง และท่านไปดูเลย เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการเมืองพวกผมไม่เคยไปปิดไปบล็อกครับ แต่ถ้าเผื่อทำผิดกฎหมาย ในประเทศไทยต้องปิดครับ ไม่อย่างนั้นผมโดนมาตรา ๑๕๗ ครับ และท่านลองไปดูสิครับ ไปรวบรวมสถิติเองนะครับว่าที่ปิดนี่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของรูปตัดต่อ แย่มากครับ ลำพังเอารูปท่าน รูปผมไปผมก็ว่าอุจาดพอแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยเคารพนับถือครับ มันยอมไม่ได้ หรอกครับ ผมยังบอกกับท่านผู้บริหารกระทรวงหลาย ๆ คนบอกว่าถ้าเผื่อใครไม่กล้าเสี่ยง ผมจะเสี่ยงสั่งเอง ผมจะยอมเป็นคนที่ติดคุกคนแรกที่สั่งเกินอำนาจเพื่อปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ ผมยืนยันครับว่าเวลาของท่านอีก ๔ ปีข้างหน้า ผมจะหายใจรดต้นคอท่าน เฉพาะเรื่องนี้ครับ เรื่องที่ท่านจะต้องเป็นทหารของชาติและทำหน้าที่ให้เต็มภาคภูมิครับว่า ผมหวังว่าสิ่งที่ท่านตั้งใจจะทำนั้นเว็บไซต์หมิ่นทั้งหลายจะหมดไปจากประเทศไทยใน ๔ ปี ข้างหน้า แล้วก็บอกด้วยนะครับว่าท่านไปเอาเอกสารได้จากคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วนะครับว่า จริง ๆ แล้วเว็บหมิ่นในเมืองไทยไม่ค่อยเคยมีนะครับ เกิดมาเมื่อปี ๒๕๕๐ แล้วมามีมากที่สุด ขึ้นเป็นดอกเห็ดแล้วก็ไม่ลงเลยนะครับ นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษานักการเมืองว่าทุจริตครับ นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์ เว็บนี้ขึ้นยิ่งกว่าดอกเห็ดอีกครับ ฉะนั้นท่านรู้ต้นสายปลายเหตุแล้วไปจับให้เจอครับ จะเจอใครเป็นผู้สนับสนุนครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็คงจะไม่จำเป็นต้องใช้เวลากันอีกมากนะครับ เพียงแต่กราบเรียนว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็มานั่งอยู่ตรงนี้เมื่อสักครู่ครับ แล้วก็ทำความเข้าใจว่าที่ผมพูดถึงว่า สิ่งที่ท่านพูดปี ๒๕๕๑ ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งครับ ท่านยืนยันว่าวันนี้อย่างไรก็ตามเมื่อศาล ตัดสินแล้วจะไม่ให้มีการไปแก้ไขกฎหมายใด ๆ ที่จะมีผลให้เกิดการนิรโทษกรรม ถ้าอันนี้เป็น นโยบายรัฐบาลผมยินดีด้วยครับ และถือว่าผมได้ทำหน้าที่ให้เรารักษาระบบนิติรัฐของเรา แล้วก็ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ยืนยันความเห็นทางกฎหมายอย่างนั้น

ประการที่ ๒ ท่านก็มายืนยันกับผมอย่างเด็ดขาดนะครับว่าไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ไม่ทราบว่าอันนี้ถ้าถือว่าเป็นสิ่งที่นโยบายที่รัฐบาลยืนยันกับสภาก็เช่นเดียวกันครับ ผมก็ขอบคุณในความชัดเจนครับ แล้วก็ขอให้ท่านได้ช่วยไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่ยัง ไม่เข้าใจเนื้อหาสาระเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๑๒ ต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญอภิปรายต่อนะครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม ๗ นาทีครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในชีวิตการเป็นผู้แทนราษฎรจะรู้สึกมีเกียรติ มีความสุข เมื่อเวลาเราไปหาเสียง กับประชาชนแล้วสิ่งที่เรานำไปพูดกับประชาชนได้มาบรรจุไว้เป็นนโยบายของรัฐบาล ผมดู นโยบายรัฐบาลซึ่งแถลงต่อสภาและรายละเอียดทั้งหมดแล้วครับ โดยเฉพาะนโยบายที่จะทำ ภายใน ๑ ปีเป็นสิ่งที่ผมไปพูดแถลงนโยบายกับประชาชนทั้งสิ้น ผมร่วมบอกประชาชนว่า สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทยจะทำคือนโยบายอดีตพรรคไทยรักไทยที่เคยทำดีแล้วจะทำต่อ ผมบอกพี่น้องประชาชนครับ ตามที่ท่านแถลงไว้โดยเฉพาะเร่งด่วนภายใน ๑ ปี ผมต้อง กราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ทำตามสัญญาซึ่งผู้แทนราษฎรได้ให้ไว้ กับประชาชน การคืนความสุขให้คนไทย คืนประชาธิปไตยให้ประชาชน ปรากฏชัดแจ้ง ในนโยบายที่ท่านแถลงต่อสภาในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบาย เร่งด่วน ผมบอกพี่น้องว่ากองทุนหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้ไป เอสเอ็มแอล ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้หมู่บ้านไปตัดสินใจ การรักษาอย่างมี คุณภาพ การประกันสุขภาพด้วยความเสมอภาคจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือการประกัน สุขภาพโดย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ผมบอกประชาชนที่บรรจุไว้ในนโยบาย ๑ ปีนี้ทุกอย่าง บอกว่าจะปราบปรามยาเสพติดให้จบภายใน ๑ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เวลาผมไปบอก ประชาชนผมบอกว่าถ้าพอใจนโยบายข้อไหนให้ตบมือดัง ๆ ข้อปราบปรามยาเสพติดนี่ ปรบมือดังมากครับ แสดงว่าขณะที่ผมหาเสียงมียาเสพติดในชุมชนจำนวนมาก การปราบปรามยาเสพติดไม่อาจทำได้โดยการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมบอก พี่น้องผมครับว่าสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณปราบได้นี่มันมีปัจจัยสำคัญอยู่ ๒ อย่าง ๑. ความเด็ดขาด การใช้กฎหมายเฉียบขาดและความสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาล ในวันที่ผมหาเสียงไม่มีสิ่งนี้ปราบไม่ได้ ผมบอกประชาชนอย่างนี้ครับ แล้วท่านก็บรรจุไว้ ชัดเจน ผมขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนครับ แล้วผมก็บอกพี่น้องประชาชนว่าพักหนี้อีก ๓ ปี ถ้าพักแล้วไปทำมาหาเงินยังไม่ได้ พักต่อให้อีก ๒ ปีก็ได้ นี่ท่านเขียนไว้แล้วครับ พักหนี้ ครัวเรือน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พักหนี้ให้ ๓ ปี ถ้าเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ปรับปรุงโครงสร้าง ให้ ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ให้ นี่เขียนบรรจุไว้ในนี้หมดแล้ว สิ่งใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ผมบอก พี่น้องประชาชนครับว่าต่อไปนี้ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมจะไปยกมือให้ท่านยิ่งลักษณ์เป็น นายกรัฐมนตรี ท่านเลือกเข้าไปมาก ๆ พวกผมเป็นรัฐบาล ท่านจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ที่รู้จัก อนาคต วันแรกที่ไถนี่รู้เลยว่าถ้าปลูกข้าวเจ้า รับรองว่าขายได้ตันละไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้าปลูกข้าวเหนียวได้ไม่ต่ำกว่าตันละ ๑๘,๐๐๐ บาท ถ้าปลูกข้าวหอมมะลิขายได้ไม่ต่ำกว่า ตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็แปลว่าชาวนารู้จักอนาคต รู้ตั้งแต่ยังไม่ทำนา ไม่ใช่ไม่รู้อนาคต นี่คือ สิ่งที่ผมบอกกับประชาชน แล้วท่านก็เขียนไว้ในนโยบาย ผมขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติและมีศักดิ์ศรีมากในการกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรรอบนี้ เพราะหาเสียง อย่างไรรัฐบาลทำอย่างนั้น ผมยังบอกพี่น้องประชาชาชนอีกครับ บอกว่าคราวนี้ไม่ใช่แค่ พักหนี้ แต่จะให้บัตรเครดิตด้วย ผมบอกครับ ธนาคารปัจจุบันไม่มีใครให้เครดิตชาวนา แต่พรรคเพื่อไทยนี่แหละจะให้เครดิตพี่น้อง เพราะว่าเคยให้กองทุนหมู่บ้านละล้าน วันนี้ ก็เหลือหมู่บ้านละล้านทุกหมู่บ้าน ไม่มีหนี้สูญ เพราะฉะนั้นความเชื่อต่อพี่น้องประชาชน คนรากหญ้า พรรคเพื่อไทยมีเต็มร้อย เพราะฉะนั้นเติมลงไปอีกวันละล้าน เสร็จแล้วออก บัตรเครดิตให้ตามผลงานของเกษตรกร จะไปประเมินแล้วก็เก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต ในรอบปี ออกบัตรเครดิตให้สำหรับไปลงทุนทางด้านการเกษตร ท่านก็เขียนไว้ให้ผมแล้ว นี่คือ สิ่งที่ผมภาคภูมิใจ ไม่ใช่ในฐานะที่มาเป็น ส.ส. รัฐบาลแล้วพูดเชียร์นโยบายรัฐบาลโดยไม่มี ที่มา ไม่ใช่ครับ สิ่งที่ผู้แทนราษฎรมีความภาคภูมิใจทุกคน ผมคิดว่าคนที่อยู่พรรคเพื่อไทย มีความภาคภูมิใจก็คือพูดกับประชาชนไว้อย่างไรรัฐบาลมาเขียนนโยบายแล้วจะทำในรอบ ๑ ปี ท่านยังเขียนไว้ชัดเจนในเรื่องที่หลายคนไม่เคยทำให้ชัดเจน ในเรื่องที่หลายรัฐบาลกลัว แล้วก็ทำไม่ได้ แต่ท่านยังเขียนไว้ครับ ข้อนโยบายภายใน ๑ ปี ข้อสุดท้าย ๑.๑๖ ท่านเขียนไว้ ชัดมากครับ ท่านเขียนบอกว่าท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วิธีการของท่านจะตั้งกรรมการ ตั้ง สสร. ท่านเขียนไว้ชัด เพราะท่านต้องการตอบโจทย์คนบางพวกที่กำลังจะมาบอกว่า ท่านจะแก้ไขเพื่อคนคนเดียว ชัดเจนครับ ท่านบอกจะตั้ง สสร. ก็คือให้พี่น้องประชาชนไป เลือกตั้ง เขาจะเลือกใครเรายังไม่ทราบ กฎเกณฑ์ยังไม่มี แต่วันนี้ท่านแสดงเจตนาจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้อย่างไรเป็นเรื่องของผู้แทนซึ่งประชาชนจะเลือกมา ขอบคุณครับ แล้วผมฝากเรื่องการปราบปราบทุจริตคอร์รัปชันครับ ผมฝากท่านที่เป็นรัฐบาลว่ากระทรวงศึกษาธิการ ที่รีบเซ็นสัญญาวันที่ ๒ วันที่ ๓ นี่ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ไปตรวจดูหน่อยครับ ผิดปกติครับ ห้องเรียนคุณภาพพิเศษ ๓,๓๔๐ ล้านบาท มันเป็นอย่างไรครับห้องเรียนตัวอย่าง คอมพิวเตอร์ ห้องละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านไปตรวจดูหน่อยครับ ปราบปรามทุจริตช่วยทำ ให้ดูเป็นตัวอย่างหน่อยครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรุ่งนี้ผมจะยื่นหนังสือให้ ท่านกลับไปตรวจสอบ ๒ โครงการนี้ ขอบคุณมากครับ แล้วก็ฝากสุดท้ายว่าการปราบปราม คอร์รัปชัน ท่านต้องบอกประชาชน วันนี้ประชาชนตื่นขึ้นมาทั่วประเทศครับ โดยเฉพาะ คนเสื้อแดงที่หลายคนกริ่งเกรงใช้ให้เป็นประโยชน์ครับ ตั้งให้เขาเป็นกองกำลังปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อนั้นจะประสบความสำเร็จครับ ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุวดี นิ่มสมบุญ ครับ

นางยุวดี นิ่มสมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางยุวดี นิ่มสมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน ขออภิปรายนโยบายรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าในภาพรวมของนโยบาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ นโยบายของรัฐบาลนี้มีเหตุผล หลักการ ที่สอดคล้องกับ ความเป็นจริงในสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัตน์ ดิฉันมองเห็นความเชื่อมโยง ความผสมผสาน บูรณาการ มุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคม กระจายโอกาสให้แก่คนทุกกลุ่ม ในสังคม พยายามที่จะลดช่องว่างระหว่างคนทุกกลุ่ม พยายามกำหนดแนวทางที่จะ ดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ระบุอย่างชัดเจนตามที่กล่าวไว้ในตอนท้ายของ นโยบาย และยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินที่จะบริหารดำเนินการ ตามแนวทางพระราชดำริ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนนโยบายการบริหาร การจัดการที่ดีในข้อ ๘ และในฐานะที่ต้องดูแลสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการและ ผู้ด้อยโอกาสที่ดูเหมือนว่าเป็นกลุ่มที่เสียเปรียบในสังคมทั้งหมดนี้น่าจะได้รับประโยชน์จาก นโยบายของรัฐบาลนี้มากกว่าประชาชนกลุ่มอื่น หากรัฐบาลทำได้จริงอย่างที่แถลงไว้ มีการกำหนดไว้ในข้อ ๔.๕ ว่าเรื่องนโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคมที่ประกอบด้วย การส่งเสริมการพัฒนาให้ครอบครัวสังคมไทยอบอุ่น การสร้างหลักประกันความมั่นคง ในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การส่งเสริมพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ สนับสนุนบทบาทสตรีไทยในการมีส่วนร่วม การพัฒนาประเทศอย่างเสมอภาค เสริมสร้างให้ ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนโยบายยังระบุสาระสำคัญไว้ ที่อื่น ๆ เช่น เรื่องการกีฬา ก็มุ่งส่งเสริมให้ผู้พิการเข้าถึงการกีฬา และแข่งขันกีฬาในทุกระดับ ในข้อ ๓.๔

นอกจากนั้นการแจกเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันได โดยที่ผู้สูงอายุ ๖๐-๖๙ ปี จะได้รับ ๖๐๐ บาท ๗๐-๗๙ ปีจะได้รับ ๗๐๐ บาท ๘๐-๘๙ ปีได้ ๘๐๐ บาท และอายุ ๙๐ ปี ขึ้นไป ๑,๐๐๐ บาท เรื่องข้อเสนอเรื่องนี้ เรื่องเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันไดนี้ ดิฉันอยากจะ เรียนว่าคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมที่ดิฉันดูแลอยู่ ได้เคยศึกษาและนำเสนอ อดีตท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๕๓ นอกจากนั้นในเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศในข้อ ๑.๑๐ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ได้มีการเน้นเรื่องผู้มีรายได้น้อยไว้ด้วย เป็นต้น

ท่านประธานที่เคารพคะ ดูเหมือนว่ากลุ่มประชาชนกลุ่มเป้าหมายของ คณะกรรมาธิการที่ดิฉันเป็นประธานดูแลอยู่น่าจะได้รับประโยชน์มาก เพราะระบุไว้ ในนโยบาย และหากจะสรุปว่าคนกลุ่มนี้เป็นฐานทางการเมืองของพรรครัฐบาลที่ใช้รณรงค์ หาเสียงเอาไว้น่าจะไม่ผิด และหากไม่ทำตามสัญญาดิฉันคิดว่าน่าจะมีปัญหาตามมาด้วย มีคำวิจารณ์จากนักวิชาการกล่าวว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีความเสี่ยงต้องใช้เงินมาก จะทำได้หรือ นโยบายบางนโยบายเช่นการประกันราคาข้าวจะเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตได้ ดิฉันหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมือง ที่ดีในข้อ ๘ ที่มีแนวคิดของธรรมาภิบาลแทรกอยู่ทุกเรื่องแล้ว นโยบายทุกนโยบาย ในประเทศนี้ดิฉันเห็นว่า หากดูจากลายลักษณ์อักษรจะดูดีทั้งนั้น เพราะมีการเตรียมการมา อย่างดีว่าจะให้ประโยชน์แก่คนกลุ่มใด จะมีจำนวนเท่าใด แล้วทำไมจึงกำหนดเช่นนั้น และต้องไม่ให้คนกลุ่มอีกกลุ่มเสียประโยชน์ แต่ความล้มเหลวอาจจะมาจากการบริหาร นโยบายที่ไม่ดี ล้มเหลวในเรื่องคนที่บริหารและทรัพยากรไม่พอเพียงและไม่เหมาะสม ตลอดจนไม่มีส่วนร่วมของประชาชน ดิฉันหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเตรียมการเช่นกันว่า จะกำหนดกลไกการบริหารและกลไกการเงินที่เหมาะสม และกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วม ของประชาชนให้สอดคล้องกับนโยบายที่กำหนดไว้ พูดง่าย ๆ จะเอาเงินมาจากที่ใดมา บริหาร จะเก็บภาษีพึ่งจากคนที่สามารถเสียภาษีได้เช่นนั้นหรือ และจะเป็นธรรมกับคนที่ ไม่ได้รับประโยชน์จากโยบายหรือไม่ หรือว่าจะไปกู้เงินจากที่ต่าง ๆ มา และจะเป็นธรรม ต่อประชาชนที่ต้องแบกรับหนี้ ที่รัฐบาลจะใช้เงินในอนาคต หากเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลใหม่จะรับผิดชอบแทนได้หรือ ในเรื่อง กลไกบริหาร รัฐบาลต้องการคนที่มีความรู้และประสบการณ์และเป็นคนดี มือสะอาด มีความมุ่งมั่นที่จะมาทำงานบริหาร หวังว่าการจัดคณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี คงจะนำแนวทางการบริหารที่รัฐบาลระบุว่าจะใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบาย การบริหาร เมื่อกล่าวถึงแนวนี้เป็นที่ทราบกันว่าหมายรวมเรื่องความพอดี ความมีเหตุมีผล ซึ่งสอดรับกับแนวคิดธรรมาภิบาล เป็นที่มาของพระราชบัญญัติการจัดการงานที่ดี ซึ่งรวมทั้งประสิทธิภาพ หลักวิชาการหลักนิติรัฐ หลักการ มีส่วนร่วม และที่สำคัญคือ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เรามีพระราชบัญญัติ การจัดการงานที่ดี ปี ๒๕๔๖ ที่มีรากฐานความคิดมาจากแนวคิดธรรมาภิบาลที่ทุกคนรู้จัก อยากให้รัฐบาลคลี่แนวความคิดนี้ให้ชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจสำหรับผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันในฐานะที่ทำงานด้านพัฒนาสตรี เ รามีนายกรัฐมนตรีเป็นสตรี เป็นท่านแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย องค์การสตรีในประเทศก็ยินดีและตื่นเต้น หากมีข้อสรุปเมื่อรัฐบาลหมดวาระว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี องค์กรสตรีย่อมยินดีมากขึ้น ดิฉันหวังว่าความเห็นต่าง ๆ นี้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลคงจะนำไปพิจารณา ปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบาย ให้ได้มากที่สุด แล้วก็ทุก ๆ ข้อด้วย ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ๑๐ นาทีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การทำหน้าที่ของรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังที่ได้ดำเนินการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐสภาพิจารณาโดยไม่มีการลงมติ รัฐสภา พิจารณาโดยให้ความเห็น ทั้งนี้ เพราะว่านโยบายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ได้ฉันทานุมัติ จากประชาชนให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นคำแถลงนโยบายดังกล่าวนี้จึงเสมือน เป็นคัมภีร์หรือคู่มือการบริหารจากนี้ไป ๔ ปีหากว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระ ในมุมของสมาชิก รัฐสภา ผมเห็นว่า ๔ ปีนี้จะเป็น ๔ ปีแห่งโอกาสของประเทศ หรือเป็น ๔ ปีแห่งการ เสียโอกาส แน่นอนที่สุดในนโยบายดังกล่าวมีทั้งข้อดีข้อด้อย จุดดีจุดเด่น จุดแข็งจุดอ่อน แต่สิ่งที่อยากจะฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีรวมถึงคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นั่นคือมุมมอง ที่เห็นว่ารัฐบาลได้พลาดในจุดเน้น และจะทำให้ประเทศนี้เสียโอกาสครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือในเรื่องของอาเซียน (ASEAN) ความจริงท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อเช้านี้ถึงการให้ความสำคัญว่า ๑ ใน ๓ จุดมุ่งหมายของนโยบายคือการเตรียม ความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ รัฐบาลนี้จึงเป็น จุดผ่านสำคัญที่จะสร้างจุดเปลี่ยนและใช้โอกาสอย่างสูงสุดของประเทศนี้ต่อการที่เราจะเป็น ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นแกนหนึ่งในสามที่สำคัญ แต่น่าเสียดายว่าจะด้วยความไม่เข้าใจ จะด้วยการที่มองไม่เห็น หรือการที่ไม่มีเอกภาพ ของคณะรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีอย่างน้อย ๒ ท่านได้ให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยต่อในเรื่อง ของนโยบายประตูตะวันตก โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทวาย-กาญจนบุรี ผมเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าความจริง โครงการนี้เป็นเรื่องที่สานงานต่อ และสร้างต่อจนสำเร็จในรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ยังต้องดำเนิน ต่อไป เพราะในอีก ๓ ปี ๔ เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะต้องเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นั่นหมายความว่าเราจะมีตลาดจาก ๖๗ ล้านคนของประชาชน คนไทยไปสู่การมีตลาด ๖๐๐ ล้านคน จากจีดีพี (GDP) ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ สู่การมีจีดีพี ๑.๕ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะมีตลาดที่มีการซื้อขายถึง ๑.๗ ล้านล้านเหรียญ สหรัฐ ในขณะที่เรามีการส่งออกอยู่ที่ ๑๙๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสอย่างสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากการที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคม อาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมีทั้งเรื่องการเปิดเสรีการค้า การบริการ และการลงทุน สิ่งที่สำคัญมากก็คือว่าเราไม่ใช่เพียงแค่การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ จุดของกาลเวลาในปี ๒๕๕๘ และการเป็นภาคีสมาชิกในนามของประชาคมอาเซียนเท่านั้น แต่เราไม่ได้วางและไม่มีความชัดเจนในนโยบายที่แถลงเมื่อเช้านี้จนมาถึงวันนี้ และนี่คือ คำถามเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ว่าท่านจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยวางไว้จุดไหน ในฐานะการเป็นเพียงผู้ตาม หรือการเป็นสมาชิก ๑ ใน ๑๐ ประเทศอาเซียน หรือการเป็น ผู้นำความเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของอาเซียน รัฐบาลที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบาย ๓ วงแหวน ๕ ประตู ในการกำหนดยุทธศาสตร์การตลาด ระหว่างประเทศใหม่ในการกำหนดให้ประเทศไทยมีความสำคัญในเชิงภูมิยุทธศาสตร์ เพราะเราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้กำหนดให้เราเป็นฮับ (Hub) เป็นศูนย์กลางทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และในเรื่องของโลจิสติกส์ เราจึงได้ ขับเคลื่อนนโยบายที่เรียกว่า ๕ ประตูการค้า ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่ผมได้ยกตัวอย่างก็คือ ในเรื่องของโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย ความจริงเริ่มมา ๑๐ ปีแล้วครับ ตั้งแต่สมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการทำเรื่องนี้ต่อเนื่องมาหลายรัฐบาลจนกระทั่ง มาตกถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี ๒๕๕๒ เราเป็นประธานอาเซียนจึงได้ใช้บทบาท ความเป็นผู้นำของอาเซียน โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่ละครับได้เจรจา บนโต๊ะทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีเต็งเส่งขณะนั้นและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมเองก็เป็นหนึ่ง รวมทั้งรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย ในที่สุดได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเป็นเจตจำนงร่วมกันของ ๒ ประเทศที่เห็นว่านี่จะเป็นเกทเวย์ (Gateway) ใหม่เป็นประตูการค้าใหม่ที่สำคัญและเป็น ความร่วมมือระหว่างสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน ระหว่างเมียนมาร์และประเทศไทย ๒ ปีกว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ถึง ปี ๒๕๕๔ ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้พบกับประธานาธิบดี เต็งเส่งหลังจากที่เขาเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้พูดกันถึงการยกระดับด่านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรีไปสู่ทวาย บัดนี้ ๒ ปีที่ผ่านมาเราได้สัมปทาน แต่ประเทศเดียวครับทั้งการสร้างท่าเรือน้ำลึก ทั้งการสร้างถนน การสร้างรางรถไฟ การสร้าง นิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ของภูมิภาคนี้ เราสามารถทำให้ประเทศไทย ได้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างแท้จริง การค้า การขนส่ง การลงทุนของโลกจะมาสู่ ประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่ ๔ ปีจากนี้ แต่นี่คืออีก ๔๐ ปี ๔๐๐ ปีข้างหน้าที่ประเทศไทย ได้เป็นหนึ่งของเส้นทางการค้าใหม่ของโลก วันนี้รัฐบาลได้พูดถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกใหม่ มีพลวัตสูงมาก โดยเฉพาะยุคหลังวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ทุกอย่างจะย้ายมาสู่เอเชีย แต่สิ่งที่เราได้เห็นชัดเจนคือเอเชียกำลังบุกโลก ในขณะเดียวกันเราต้องการให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นผู้นำไม่ใช่เป็นเพียงการเป็นสมาชิกหนึ่งเมื่อถึงปี ๒๕๕๘ เส้นทางนี้จะทำให้ เส้นทางค้าของโลกเปลี่ยนไปจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ ๔ ของโลกที่เราสามารถทำให้ ประเทศเกิดศักยภาพสูงสุดในฐานะศูนย์กลางการขนส่งของโลก เรามีคลองปานามาที่เกิดขึ้น เรามีคลองสุเอซเกิดขึ้น เรามีคลองกิวเกิดขึ้นในยุโรปเหนือ บัดนี้ เราได้สร้างสิ่งเหล่านี้ และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องสานต่อ แต่ไม่ใช่การออกมา ด้วยความไม่รู้ หรือด้วยความไม่เข้าใจ หรือการมองไม่เห็นถึงโอกาสและจะทำให้เกิดความเสีย โอกาสต่อประเทศนี้ วันนี้ถนนลูกรังอัดเรียบร้อย ๑๗๐ กิโลเมตรจากพุน้ำร้อนไปถึง มหาสมุทรอินเดีย ตลาดที่รออยู่ข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นเอเชียใต้ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ไม่ว่าจะ เป็นยุโรป หรือตะวันออกกลาง อยู่ใกล้แค่เอื้อม การย้ายฐานการผลิตของจีน ของญี่ปุ่น ภายหลังเกิดสึนามิ หรือว่าเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง เซินเจิ้น หรือแม้แต่ประเทศอาเซียน ในซีกของแปซิฟิกจะย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อเห็นว่าตลาดอยู่แค่เอื้อม เราสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ ได้อย่างมาก ร่นเวลาไม่ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกาได้อย่างน้อย ๑๕-๒๐ วัน และเรา สามารถเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายมาสู่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นการยกระดับ ในการทำให้ประเทศไทยนั้นกลายเป็นเส้นทางการขนส่งใหม่ของโลก อุตสาหกรรมและธุรกิจ ที่ต่อเนื่องจะตามมา ที่สำคัญคือนิคมอุตสาหกรรมที่เราไม่สามารถสร้างอนาคตประเทศได้ จากอุตสาหกรรมหนัก ไม่ว่าจะโรงเหล็กไปสร้างที่ไหนก็ไม่ได้ แม้แต่โรงงานปุ๋ยก็ยังสร้างไม่ได้ โรงงานแก๊สใหม่ ๆ ก็สร้างไม่ได้ จะเกิดโรงงานปุ๋ยใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นที่นิคมทวายของ ประเทศไทย รวมไปถึงโรงงานเหล็ก รวมไปถึงอุตสาหกรรมแยกแก๊สและน้ำมัน ซึ่งมี ความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยและจะทำให้ประเทศไทยนั้นกลายเป็น ผู้นำของภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง ผมหวังว่าท่านจะมีคำตอบ ผมหวังว่าท่านจะไม่เข้ามาเพื่อเป็น รัฐบาลที่สร้างความเสียโอกาสให้กับประเทศ นโยบายท่านหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คือจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ จะติเพื่อก่อ จะเสนอแนะ และจะทักท้วงเพื่อให้ท่าน เดินถูกทาง หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะสายเศรษฐกิจจะมีคำตอบ สำหรับประเด็นคำถามดังกล่าวครับ ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ ๗ นาทีครับ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้อง กราบขอบพระคุณที่ท่านให้โอกาสดิฉันได้มีการแสดงความคิดเห็นในการแถลง นโยบายของรัฐบาลในวันนี้ค่ะ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนั้นต้องยอมรับค่ะ ท่านประธานว่ามีหลายนโยบายก็ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่ดี แต่วันนี้ดิฉันเองก็อยากจะขอ มาพูดถึงนโยบายที่ต้องบอกว่าไม่เคยมีความเด่นชัดและชัดเจนเช่นการแถลงนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มาก่อนเลยค่ะ ก็คือนโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนพัฒนา บทบาทสตรี เฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท ต้องบอกเลยค่ะท่านประธานว่าดิฉันรู้สึกดีใจ เป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ประเทศไทยของเราได้มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคือท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และที่สำคัญดิฉันดีใจยิ่งไปกว่านั้นค่ะที่ดิฉันได้อยู่ในพรรคการเมืองที่ดีอย่างพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ต้องยอมรับว่ามีนโยบายในการดูแลผู้หญิงอย่างแท้จริงอย่างจริงจัง จนเรา สามารถชนะการเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วยคะแนนที่ท่วมท้นค่ะ ต้องเรียนว่า ตรงส่วนนี้นโยบายของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนี้เป็นผลทำให้พรรคของดิฉันได้รับ ความไว้วางใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก แล้วก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันค่ะที่มีนโยบายของ พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสตรีที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนที่สุดในการแถลงนโยบาย ในครั้งนี้ค่ะ ประเทศไทยของเราค่ะท่านประธาน เรามีประชากร ๖๐ กว่าล้านคน แต่ว่าเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรเป็นประชากรผู้หญิงค่ะ ซึ่งปัจจุบันนี้ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้ผู้หญิงของประเทศไทยเราต้องเข้ามามีส่วนร่วม ในการรับภาระในการดูแลครอบครัวกันมากขึ้น เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะมีงานมีการอะไร ในตามท้องถิ่นก็จะพบว่ากลุ่มแม่บ้านนี่แหละค่ะที่จะเป็นผู้ที่มีจิตอาสาทำงานโดยที่ไม่ได้รับ ผลตอบแทน แต่ก็ทำงานด้วยความเต็มใจ แล้วก็ช่วยส่วนรวมในการพัฒนาประเทศชาติ เป็นอย่างดีค่ะ แต่ที่สำคัญค่ะท่านประธาน ดิฉันคิดว่าตรงจุดนี้เป็นสาเหตุหนึ่งหรือที่มาของการที่ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำมาเป็นที่มาของการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งมีวงเงินเฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท ปัญหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงในสังคมไทย ท่านประธานคะ ท่านทราบไหม มันเป็นปัญหาที่ถูกปล่อยปละละเลยมาเป็นเวลานานค่ะ เราไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการถูกกดขี่ข่มเหงทั้งทางด้านร่างกาย ทางด้านจิตใจ การถูกเลือกปฏิบัติ การได้รับความไม่เป็นธรรมทางสังคม การถูกลิดรอนสิทธิ การถูกละเมิดสิทธิศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิง การขาดโอกาสและการยอมรับทางสังคม การถูกกระทำด้วยความรุนแรงทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกครอบครัว ต้องยอมรับค่ะ ท่านประธาน สังคมไทยเราผู้หญิงต้องทำงานหนักมาเป็นเวลานาน แต่เรากลับไม่ได้รับ การดูแลและเอาใจใส่ให้ความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น ผู้หญิงในปัจจุบันของเราต้องรับภาระ ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาระทางด้านครอบครัวหรือว่าทางด้านสังคม จะเห็นได้จากการที่ ในปัจจุบันเรามีผู้หญิงเป็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เป็นผู้นำครอบครัวเป็นจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้เป็นคนมีความรู้ความสามารถ แต่ยังไม่ได้รับโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาประเทศ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผู้หญิงเราจะมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นกว่า ในอดีตซึ่งอาจจะดูได้จาก การที่ผู้หญิงได้มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิกระดับประเทศอย่าง ส.ส. หรือ ส.ว. หรือว่าการที่ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นจำนวนมากขึ้น แต่หากเรานำกลับไปเทียบกับจำนวนประชากรที่เป็นผู้หญิงของ ประเทศไทยเรา เราจะพบได้เลยว่าสัดส่วนยังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยหรือว่าต่ำอยู่มาก แต่น่าดีใจในเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธานคือการที่ประเทศไทยของเราเริ่มให้โอกาสผู้หญิง เยอะขึ้นด้วยการที่เรามีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งในระดับผู้บริหารมากอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลกค่ะ ซึ่งตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าก็น่าจะเป็นโอกาสและแนวโน้มที่ดีขึ้นในการที่จะทำให้ผู้หญิงเข้ามามี บทบาทในการช่วยพัฒนาประเทศเราได้ค่ะ ดิฉันคิดว่าผู้หญิงที่มีโอกาสในการเป็นผู้บริหาร ส่วนใหญ่จะอยู่ในสังคมเมือง พูดง่าย ๆ ก็คืออยู่ในกรุงเทพมหานคร ตามชุมชนต่างจังหวัด หรือว่าชุมชนชนบทการที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสและได้รับการยอมรับเข้ามาเป็นผู้บริหาร ยังค่อนข้างน้อย ซึ่งตรงส่วนนี้จะต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอีกเป็นจำนวนมาก หรือว่าพัฒนาในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ ซึ่งน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเลยค่ะ ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เห็นความสำคัญตรงนี้ ก็เลยได้นำนโยบายกองทุน พัฒนาบทบาทสตรีเข้ามาเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการดำเนินการในปีแรก ดิฉันเอง ได้ฟังว่าจังหวัดทุกจังหวัดจะได้รับวงเงินเฉลี่ยงบประมาณจังหวัดละ ๑๐๐ บาท ตามความเข้าใจของดิฉันดิฉันก็คิดว่าคำว่าเฉลี่ยนี่ก็คงจะขึ้นอยู่กับตามขนาดของจังหวัดนั้น ๆ ค่ะ จังหวัดใหญ่ก็อาจจะได้เงินสนับสนุนกองทุนพัฒนาสตรีในวงเงินที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้การจัดสรรงบประมาณหรือการจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อจะสนองให้นโยบาย กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีประสบความสำเร็จได้ ดิฉันเข้าใจว่าน่าจะมีการจัดตั้ง เป็นคณะกรรมการระดับประเทศ ระดับจังหวัดเข้ามาดูแลในการอนุมัติในเรื่องดังกล่าว ดิฉันคิดว่าแนวโน้มก็คือน่าจะทำการในการให้ความรู้ ส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมการฝึกอบรม เพิ่มทักษะในการประกอบวิชาชีพ หรือช่วยให้กลุ่มสตรีได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าหา แหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้ผู้หญิงมีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงนี้ค่ะท่านประธาน ก็จะทำให้ผู้หญิงเราได้รับการยอมรับเป็นอย่างดียิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็น และเป็นการช่วยแก้ไข ปัญหาที่หมักหมมมานานได้เป็นอย่างดีค่ะ และนอกจากนั้นยังเป็นการต่อยอดถึงโครงการ โอทอป (OTOP) ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาให้สินค้าประจำประเทศของเราหรือสินค้าพื้นบ้าน ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทอผ้า สิ่งทอ ขนม อาหารที่เป็นขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมไทยก็น่าจะได้รับการอนุรักษ์ดูแลเป็นอย่างดี ต้องยอมรับค่ะเรามีองค์กรที่เป็นสตรี มาดูแลในการแก้ไขเป็นจำนวนมาก แต่ว่าเรายังขาดการสนับสนุนอีก ดิฉันต้องขอชมท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ค่ะ ที่ท่านได้นำนโยบายที่ดีอย่างกองทุนพัฒนาสตรี เข้ามาช่วยผลักดันในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้หญิงเราอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายเร่งด่วนและนโยบาย ๔ ปี ของสาธารณสุขแล้วผมรู้สึกผิดหวัง ผมเข้าใจว่าทางทีมที่ร่างนโยบายนี่เขาไม่เข้าใจปัญหา ที่แท้จริงของสาธารณสุข ท่านประธานครับ ปัญหาของสาธารณสุขนี่ความเป็นจริงแล้ว เราจะขมวดสั้น ๆ ก็คือว่าในทีมงานของสาธารณสุขประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัช แต่ว่าปัญหาจริง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือว่างานหนัก เงินน้อย แล้วถูกฟ้องนะครับ ท่านประธานครับ กรณีถูกฟ้องไม่มีเขียนไว้ในนโยบายว่าท่านจะทำอย่างไร ผมอยากจะฝาก ท่านประธานผ่านถึงท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า ท่านรัฐมนตรีจะต้องหยุดเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่สร้างความสับสน แล้วก็สร้างปัญหาให้กับวงการแพทย์ ค่อนข้างมาก ซ้ำเติมกับในมาตรา ๔๑ ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ท่านประธานครับ กรณีงานหนักนี่ในขณะนี้ รัฐบาลจะต้องบำรุงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องพบกับอัตราการใช้บริการของ ผู้ป่วยนอกที่สูงขึ้น ล่าสุดในปี ๒๕๕๓ สูงถึง ๓.๑๓ ครั้งต่อคนต่อปี เป็นครั้งแรกที่ตัวเลข เกิน ๓ ท่านประธานครับ ตรงนี้ภาระงานที่หนักอย่างนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งผลิตได้ไม่เพียงพอ กับความต้องการก็จะสร้างปัญหาให้กับคนที่มีอยู่เก่าต้องทำงานหนักขึ้นโดยเฉพาะในกรณี ของผู้ป่วยนอกนะครับ ในกรณีที่เงินน้อยนี่ จริง ๆ แล้วรัฐบาลจะต้องเผชิญกับปัญหา ความอยู่หรือรอดของระบบสาธารณสุขจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งจะเจอภายใน ไม่กี่ปีข้างหน้านี่ เผลอ ๆ อาจจะอยู่ในช่วงที่เป็นช่วงของรัฐบาลชุดนี้ด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ ปัญหาของเงินน้อยนี่มาจากเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนของแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันนี่ สำนักงบประมาณจัดสรรให้ ๔,๒๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๔ ซึ่งก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของ แพทย์ได้ส่วนหนึ่งก็คือว่าแพทย์จะทำให้สมองไหลน้อยลง แต่ว่าจะกลับเป็นภาระของ โรงพยาบาลทั้ง ๘๓๙ แห่ง ก็เนื่องจากว่าการจัดสรรงบประมาณให้นี่มันไม่ทันกาล แล้วต้นทุนของโรงพยาบาลต่าง ๆ นี่ประสบกับปัญหาเรื่องของลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีอยู่ถึง ๑๑๐,๐๐๐ คน โดยประมาณนะครับทั่วประเทศ ตรงนี้นี่เป็นภาระของโรงพยาบาลซึ่งจะต้อง จ่ายเงินบำรุงตอบแทนเหล่านี้ให้กับลูกจ้างชั่วคราว แทนที่จะเป็นงบประมาณของรัฐ ท่านประธานครับ งบเหมาจ่ายรายหัวที่น้อยเกินไป แม้จะเพิ่มถึง ๒,๘๙๕ บาท มากกว่าปีก่อน ๓๕๐ บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี ท่านประธานครับ ปัญหาในการบริหารจัดการของ สปสช. ท่านรัฐมนตรีจะต้องลงไปดูแล เพราะว่าในกรณีที่จัดสรรตามฐานประชากรนี่ สร้างปัญหาให้กับโรงพยาบาลเล็ก ๆ หรือจังหวัดเล็ก ๆ ซึ่งมีประชากรน้อยแต่มีเจ้าหน้าที่อยู่มาก แต่การที่มีเจ้าหน้าที่อยู่มากนี่มันสะสม เพราะว่าโรงพยาบาลนี่ตั้งขึ้นมาก่อนที่จะมีนโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องการเปลี่ยนชื่อ ท่านประธานครับ ปัญหานี้เมื่องบประมาณไม่พอนี่ แล้วก็มีเรื่องภาระของโรงพยาบาล ที่จะต้องใช้เงินมากมาย ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องขาดทุนซ้ำซาก ขาดงบดำเนินการ ขาดงบลงทุน หลายแห่งต้องติดค้างค่าตอบแทน ติดค้างค่ายา เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่มี บริษัทยาฟ้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่อศาลว่าไม่ชำระเงินค่ายา ซึ่งตรงนี้จะเกิดปัญหา ขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าท่านรัฐมนตรีไม่ใช้ความสามารถส่วนตัวดึงงบประมาณมาให้กับ สาธารณสุขหรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมว่าจะเกิดปัญหา ต่อไป โดยเฉพาะในกรณีที่การบริหารจัดการของ สปสช. ที่มีเวอร์ติคัล โปรแกรม (Vertical program) มากมาย และมี ๑๑ กองทุนใหญ่ ๓ กองทุนย่อยทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการเงินกระจายไปได้เต็มที่ แล้วก็ปัญหาเงินค้างท่อในปี ๒๕๕๓ มีอยู่ถึง ๑๗,๖๗๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ควรจะกระจาย ออกไปให้เต็มที่ เหล่านี้ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดทุน ในไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๕๔ มีโรงพยาบาลชุมชนขาดทุนอยู่ ๒๗๕ แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป ๒๖ แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ ๕ แห่ง แล้วก็การขาดทุนตรงนี้จะสะสมมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่แก้ไข สถานการณ์ให้ทันกาล ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ๑๐ นาทีครับ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉัน ขออภิปรายในนโยบายเร่งด่วนในปีแรกนะคะ ในนโยบายด้านเศรษฐกิจ การกระตุ้นระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนในข้อ ๑.๘.๒ ค่ะ ในข้อนี้ท่านได้แถลงนโยบายไว้ว่าดำเนินการ ให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพ ของบุคลากร ท่านประธานคะ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนค่ะ ปัญหาปากท้องของแพงค่ะ แล้วก็นโยบาย ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ของท่านนั้นดิฉันเห็นด้วยนะคะว่าจะต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับวิธีการปรับอย่างก้าวกระโดดของท่านนะคะ ซึ่งจะต้องเกิดผลกระทบในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ ในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาในการบริหารราชการบ้านเมืองได้เห็นถึงความสำคัญของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นระยะ ๆ และเป็นขั้นเป็นตอนค่ะ และในนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มี นโยบายขึ้นค่าแรง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา ๒ ปี ทำไมถึงต้องขึ้นเป็นอัตราส่วนร้อยละ เป็นเปอร์เซ็นต์เช่นนี้นะคะ เนื่องจากว่าค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศในแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากันค่ะ อย่างในกรุงเทพมหานคร ๒๒๐ กว่าบาท ในต่างจังหวัดอาจจะอย่างต่ำ ๑๕๐-๑๖๐ บาทก็มีนะคะ เพราะฉะนั้นการขึ้นอัตราเป็นร้อยละจะทำให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ทำให้เกิด ผลกระทบในภายหลังค่ะ เนื่องจากว่าเราได้ศึกษาเป็นอย่างดีก่อนที่เราจะดำเนินการ นโยบาย แต่ท่านบอกว่าท่านทำได้ดีกว่า ท่านให้ไปเลย ๓๐๐ บาททันทีทั่วประเทศ แต่ท่าน ไม่ทราบว่าได้ศึกษาอย่างถ่องแท้หรือไม่ ท่านได้ปรึกษาหรือขอความคิดเห็นจากผู้ที่ มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นผู้ประกอบการหรือไม่ ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับผู้ประกอบการนั้นหมายถึง ต้นทุนในการผลิตในทุกขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตอาจจะมีการ แปรรูปหรือการขนส่งด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นต้นทุนเพิ่มแน่นอนค่ะ แล้วยิ่งโรงงาน อุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ที่เขาต้องมีแรงงานเป็นต้นทุนหลักอาจจะ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เขาจะแบกภาระไหวไหมคะ แน่นอนค่ะนักธุรกิจพ่อค้าเขาคงไม่ยอมทำธุรกิจที่ขาดทุน เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีทางออก ทางออก ๒ ทาง ข้อที่ ๑ ต้นทุนเพิ่มก็ต้องปรับราคาสินค้า เป็นการผลักภาระให้กับประชาชนเท่ากับของแพง วิธีที่ ๒ ถ้าไม่อยากขึ้นราคาสินค้า เพื่อไม่ให้ขาดขีดการแข่งขันกับตลาดก็ต้องปลดคนงานออก มี ๒ อย่าง ตกงานกับของแพง เมื่อพูดถึงของแพงแล้วนะคะดิฉันคิดถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนได้ส่วนเสียและป็นกลุ่มใหญ่ ของประเทศด้วย กลุ่มรากแก้วค่ะ คนจนของประเทศ คนเหล่านี้น่าเห็นใจมากนะคะ ชาวไร่ ชาวนา คนขับรถแท็กซี่ สามล้อ หาบเร่ แผงลอย ธุรกิจเอกชน ธุรกิจเอสเอ็มอี ร้านโชห่วย ร้านกาแฟ คนเหล่านี้เขาไม่ได้อยู่ในระบบค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทนะคะ เขาไม่ได้มีรายได้ เพิ่มแต่เขาต้องมาช่วยแบกภาระของแพงที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบในการขึ้นค่าแรงทันที ๓๐๐ บาทของท่าน ท่านไม่ต้องมาอ้างว่าของแพงเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่ท่านก็ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า ส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายของท่านนี่ละค่ะ ดิฉันมีข้อมูล เป็นสถิติตัวเลขจากหลายหน่วยงาน ที่เขาฝากความห่วงใยมาถึงรัฐบาลค่ะ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้รวบรวม ข้อมูลด้านแรงงานไว้อย่างน่าสนใจว่า การจ้างแรงงานของผู้ประกอบการมีลูกจ้างรายวัน ๓๓.๘๖ เปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ๗๓.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบดังกล่าวจะมีผลทำให้การลดการจ้างงาน และแรงงานต่างด้าว จะไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเรามีแรงงานต่างด้าวเหล่านี้อยู่ถึงเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้ว อยู่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างถูกกฎหมายเพียง ๙๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ข้อห่วงใยจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยค่ะ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นในระยะสั้น ทำให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับผลกระทบจากการปรับ ค่าแรง นักลงทุนต่างชาติและไทยอาจจะย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีค่าแรง ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น มีธุรกิจข้ามชาติฮ่องกงรายใหญ่มาเปิดโรงงานผลิตกระเป๋าและรองเท้าหนัง ที่จังหวัดนครราชสีมาค่ะ และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก ๒ โรงงาน เพิ่มคนงานอีก ๓๐๐ ตำแหน่ง แต่เมื่อนโยบายรัฐบาลของท่านออกมา ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ผู้บริหารสั่งระงับโครงการนี้ ทันที ทำให้ประเทศเราเสียประโยชน์ อีกข้อห่วงใยสุดท้ายจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ปัจจุบันภาครัฐมีข้าราชการและลูกจ้างที่บรรจุวุฒิปริญญาตรีอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าหากว่าปรับเงินเดือนให้ได้รับเงินเดือนเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท หากให้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เฉพาะข้าราชการที่เข้าใหม่จะเกิดปัญหากับข้าราชการปริญญาตรีที่ทำงานอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ที่เขาเริ่มต้นที่ ๑๐,๐๐๐ บาท และเขาต้องใช้เวลาอีก ๖-๘ ปีในการไต่เต้าให้ได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท คนเหล่านี้เราจะทำอย่างไร แม้แต่ในส่วนของข้าราชการวุฒิปริญญาโท ซึ่งเขาเริ่มที่ ๑๓,๐๐๐ บาท เขาจะได้รับน้อยกว่าข้าราชการปริญญาตรีที่เข้าใหม่ ปัญหาเกิด แน่นอนนะคะ นี่คือความห่วงใยจากหลาย ๆ หน่วยงานที่ฝากมาถึงรัฐบาล ในรัฐบาลของ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นท่านได้มองเห็นถึงปัญหาตรงนี้ในส่วนของเด็กที่จบระดับปริญญาตรี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีงานทำค่ะ ส่วนมากไม่มีงานทำ อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เรียนสายอาชีพ ปวช. ปวส. ส่วนมากมีงานทำ เนื่องจากมีตลาดแรงงานรองรับ เพราะฉะนั้นท่านอภิสิทธิ์ จึงพยายามปรับตัวเลขเป็นอาชีวะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ปริญญาตรี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ สอดคล้องกับตลาดแรงงาน แต่ถ้านโยบาย ๑๕๐,๐๐๐ บาทนี้เกิดขึ้น เด็กก็ต้องหันไปเรียน ปริญญาตรี แล้วถามว่าปัญหาการว่างงานจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนะคะ อีกธุรกิจหนึ่งก็คือ ธุรกิจส่งออกที่ขาดไม่ได้ เพราะว่าเป็นธุรกิจหลักของประเทศ เป็นรายได้หลักค่ะ และปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดโลกก็สูงมาก ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายไว้ว่าจะนำพาประเทศ ไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในอีก ๓ ปีข้างหน้า ในปี ๒๕๕๘ แต่ว่า ถ้าขีดความสามารถในการแข่งขันของเราต่ำเช่นนี้ เราจะสู้เขาได้ไหมคะ ประเทศจีน มีความสามารถในการแข่งขันสูง ฐานเงินเดือนเขาต่ำมาก เพราะฉะนั้นเขาสามารถที่จะ ตัดราคาคู่แข่งได้ ถ้าเราไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ลูกค้าต่างชาติก็จะไม่เข้ามาลงทุน ในประเทศด้วยนะคะ แล้วรัฐบาลบอกว่ามีมาตรการเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการคือ การลดภาษี ดิฉันคิดว่าลดภาษีนั้นคงไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก เพราะว่าผู้ประกอบการ รายย่อยเขาจะได้ส่วนลดของภาษีนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการที่เขาจะต้องแบกภาระค่าแรง ที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ ไม่แน่นะคะ การลดอัตราภาษีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สามารถทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลต่อปีเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดิฉันกล่าวถึงนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์และเกี่ยวข้องกับคดีซุกหุ้นด้วย ถ้ามีการลดภาษีเขาได้ประโยชน์แน่นอน ไม่ทราบว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ รัฐบาลอุ้มคนรวยไม่ช่วย คนจนค่ะ และดิฉันเองก็เห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและท่านต้องทำให้ได้ ตามที่ท่านรับปากไว้กับประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไขด้วย ตอนหาเสียงท่านบอกว่า ๓๐๐ บาท ทั่วประเทศทันที แต่ตอนนี้ท่านบอกว่า ๓๐๐ บาทกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ๑๕,๐๐๐ บาททันที แต่ตอนนี้บอกว่าเฉพาะข้าราชการ ดิฉันขอทวงถามความเป็นธรรม ของคนที่เลือกท่านมาว่าท่านต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ไม่ใช่ว่าพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่งนะคะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง เชิญครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเด็นที่เรื่องค่าจ้าง ๓๐๐ บาทนะครับ ผมเป็น ผู้หนึ่งที่จะอภิปราย ผมว่าเพื่อประหยัดเวลาของสภาอยากให้สภาเดินหน้าไปได้แล้วก็จบ ตามกรอบเวลา ขอท่านรอสักครู่ได้ไหมครับ เดี๋ยวตอบทีเดียวเลยครับ ได้ไหมครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรี ว่าอย่างไร

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

ยินดีครับท่านประธาน เพื่อให้เกียรติท่านสมาชิกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านสถาพร มณีรัตน์ ๗ นาทีครับ

นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ในนาม สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่เราได้รับฟังได้รับรู้มาโดยตลอดนั่นก็คือการแถลง นโยบาย ซึ่งพรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่กล้าที่จะใช้นโยบาย ในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาสังคม และแก้ปัญหาทางการเมือง เราได้ รณรงค์ในการหาเสียง บอกกล่าวสร้างความเข้าอกเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเราถือว่า นี่คือการเมืองที่กินได้ครับ ระบอบประชาธิปไตยที่ให้พี่น้องประชาชนมีความคาดหวัง ความหวังของพี่น้องประชาชนอยู่ที่การเมืองครับท่านประธาน และพี่น้องประชาชนที่เคารพ วันนี้มีข้อสงสัยว่า ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาทจะมีประเด็นปัญหาที่ซักถามอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมภาคภูมิใจที่จะต้องพูดในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุน ให้พรรคเพื่อไทยประกาศการสร้างมิติใหม่ทางการจ้างงานทั่วประเทศให้หมดยุคกดขี่ข่มเหง ค่าแรง ให้หมดยุคที่ผู้ประกอบการใช้แรงงานเป็นตัวประกอบการในการหวังแสวงหากำไร ท่านประธานที่เคารพ วันละ ๓๐๐ บาท เดือนหนึ่ง ๒๔ วันครับ ๗,๒๐๐ บาทเพื่อคุณภาพ ชีวิตของพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงานทำไมกลัวกันนักกันหนา ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการ ภาษีก็จะได้ลด บีโอไอ (BOI) ก็ได้ลด ลดซับซิไดซ์ (Subsidize) ทุกอย่าง คุณเปิดตลาดใหม่ รัฐก็ซับซิไดซ์ คุณแต่งสูทส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเจ้าของกิจการมีทุกสิ่งทุกอย่างแต่คนงาน จะได้ ๓๐๐ บาทนะครับ ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงานมันช่างยากเย็น แสนเข็ญเสียนี่กระไรครับ วันที่ ๑ พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติ พี่น้องกรรมกรเรียกร้อง ทุกปี ๆเพื่อต้องการให้วิถีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วได้เท่าไรครับ ปีที่แล้วได้ ๓ บาท ๒ บาท แล้วตบมือแซ่ซ้องสรรเสริญว่าเรามีคุณูปการต่อกระบวนการแรงงานเงิน ๒ บาทซื้ออะไรได้ วันนี้ ค่ารถเมล์ ๓ บาทแล้ว ยกเว้นรถเมล์ฟรี ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นมิติของนโยบายคือมิติของการที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้สังคมได้รับรู้รับทราบว่า ต่อไปนี้กระบวนการในการจ้างงาน กระบวนการในผู้ประกอบการจะต้องหมดยุค ในการกดขี่ข่มเหง ผู้ประกอบการจะต้องเป็นจุดหลัก แข็งแรง เป็นนักบริหารที่แท้จริง คิดต้นทุนรอบด้าน ไม่ใช่กดเฉพาะแรงงานแล้วก็ไปซื้ออย่างอื่น บางบริษัทไปตรวจสอบ เลยครับ กดแรงงานแต่มีรถเบนซ์ในบริษัท ซึ่งเป็นรองเจ้าของบริษัทเป็น ๒๐-๓๐ คันครับ ไปตรวจดูบัญชีได้เลยครับ ทรัพย์สินมากครับ แต่จ้างแรงงานน้อยครับ แล้วก็มาคร่ำครวญ ให้รัฐลดภาษี ให้รัฐเอาบีโอไอเข้าใส่ ให้รัฐช่วยโน่นช่วยนี่ แต่คนงานขอให้รัฐช่วย ๓๐๐ บาท อย่าตกใจครับ ทำได้แน่นอน อย่าตกใจ เสร็จแล้วกิจการไหนที่มีผลกระทบจริง ๆ ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังผู้บริหารครับ วันนี้ในระบบประกันสังคมเรามีเงินจ้าง ๓๐๐ บาท ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ก็เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละครับที่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท ที่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท แต่ค่าเฉลี่ยออกมาแล้วมันไม่กระเทือนมากหรอกครับ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการ ผู้ที่มีเสียงดัง สภาทั้งหลายฟังเสียงกรรมกรบ้าง ฟังเสียง ของผู้ใช้แรงงานบ้างครับว่าเขาคิดอย่างไร เงิน ๓๐๐ บาทต่อวันครับ คิดดูสิครับ เดือนหนึ่ง ๗,๒๐๐ บาท ทำ ๒๔ วัน ไหนลูก ไหนเมีย ไหนพ่อ ไหนแม่ เพราะฉะนั้นก็เป็นฝีมือ ของรัฐบาล ผมให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ ให้กำลังใจทีมเศรษฐกิจครับว่าเราจะเปิด มิติใหม่ของการจ้างงานอย่างไร เป็นโจทย์ครับ ไม่ใช่ทำไม่ได้ ทำได้ ทำทันทีด้วย อยู่ที่ฝีมือ ของท่านแล้วครับ เพราะฉะนั้นอย่ากังวลครับ อันไหนที่บอกว่าจะเป็นจะตายให้ได้ จะเจ๊ง จะย้ายฐาน มาครับ รัฐต้องช่วย อยากเห็นครับ กลุ่มไหนครับที่จะเจ๊งทันทีทันใด ถ้า ๓๐๐ บาท ประกาศ ทันที ๑๕,๐๐๐ บาทอยากเห็นครับ กลุ่มธนาคารหรือครับ กลุ่มเอสเอ็มอีกลุ่มไหนครับ อยากเห็นมันจะเจ๊งนี่ แล้ววิถีชีวิตของพี่น้องผม กรรมกรของผม คนที่อยู่รากหญ้าจริง ๆ ของกระผมเขาจะได้เห็นว่า ๓๐๐ บาท ทำให้ช่วยวิถีชีวิตเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ต่อไปนี้คนขึ้นลำไย บ้านผมที่ลำพูน ๓๕๐ บาท คนเด็ดลำไย ๓๒๐ บาท หายากด้วย ชาวนาเขาไปไกลครับ ปลูกนาวันละ ๔๐๐ บาทหายากด้วย แล้วทำไมไม่คิดความเป็นจริงครับ เราต้องเอาความเป็นจริงมาพูดกัน การจ้างงานวันนี้ กระบวนการภาคเกษตรเขาไปไกลแล้ว เขาเหมาครับ เขาตัดช่วงไปแล้ว วันหนึ่งเขาได้ ๓๐๐ บาท ๔๐๐ บาท เพราะฉะนั้นกราบเรียนด้วยความเคารพว่านโยบาย ๓๐๐ บาท ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องมาเอะอะโวยวายแล้วจะมาเป็นเดือดเป็นร้อน คุยกันด้วย โลกของความเป็นจริงครับ คุยกันด้วยความเป็นจริง แล้ววิถีชีวิตลูกหลานกรรมกร ชาวไร่ชาวนา จะได้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น แค่นี้แหละครับ ส่วนหนึ่ง ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นความสามารถของรัฐบาลครับว่าจะทำโครงสร้างเงินเดือนแห่งชาติอย่างไร จะทำปรับ สภาพการจ้างอย่างไร อยู่ที่ความสามารถของทีมผู้บริหาร ท่านประธานที่เคารพ ผมขอขอบคุณครับที่ให้ผมลุกขึ้นมาที่อึดอัด ผมอยากจะเห็นวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ ทั้งประเทศไปพร้อม ๆ กันครับ ไม่ใช่ผู้ประกอบการรวยเอา ๆ คนจนก็จนเอา ๆ ช่องว่าง ก็ห่างขึ้น ๆ เรากระเถิบนิดเดียวเองครับ ไม่มากเลยครับ แล้วคนไหนที่เดือดร้อนจะเป็นจะตาย จะเจ๊งภายใน ๓ วัน ๗ วัน ถ้าขึ้น ๓๐๐ บาทมาบอกรัฐบาลสิครับ คุณจะต้องช่วย ๑ ๒ ๓ ท้ายที่สุดนี้ผมสนับสนุนยินดีที่เห็นรัฐบาลชุดนี้กล้าประกาศ กล้าสู้ให้กับคุณภาพชีวิตของคน ทั้งประเทศ ผมให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี ให้กำลังใจรัฐบาล แต่ถ้าทำไม่ได้เราไม่ว่ากันนะครับ ถ้าผมจะลุกขึ้นมาทวงถามเหมือนกับว่าผมได้สัญญากับพี่น้องประชาชนมาทั่วประเทศครับ กราบขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านแพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ๕ นาทีครับ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้เกี่ยวกับการพัฒนา สุขภาพของประชาชน ในข้อ ๔.๓ ซึ่งรวมการลดอัตราป่วย ตาย ด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ และการให้ความรู้ โดยสื่อสาธารณะเพื่อการป้องกันโรค ป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และข้อมูลด้านการสร้างเสริม สุขภาพซึ่งนับว่าเป็นนโยบายที่ดีนะคะ แต่ยังไม่มีความชัดเจนในด้านการปฏิบัติว่าจะให้ ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชนบทที่ห่างไกลได้อย่างไร ดิฉันเห็นว่าเพื่อความเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติท่านควรจะเชื่อมโยงนโยบายนี้เข้ากับนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ท่านได้ แถลงไว้ว่าจะพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั้งในเมืองและชนบท หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการนำนโยบายบรอดแบนด์ (Broadband) แห่งชาติมาใช้ก็จะสามารถ ทำให้เป็นรูปธรรมได้โดยเร็ว ข้อสำคัญคือท่านจะต้องขยายเครือข่ายไฟเบอร์ ออพติค (Fiber optic) จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ให้ครอบคลุม ๘๐ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ภายใน ๔ ปี ซึ่งก็เป็น ข้อปัญหาอยู่ว่าจะทำได้อย่างไร นอกจากนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวง สาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานเช่น สสส. ควรจะร่วมมือกันในการผลิต ข้อมูลด้านสุขภาพที่เหมาะสมและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนแทนที่จะปล่อยไป โดยไม่มีการควบคุมหรือดูแลให้มีคุณภาพที่ดี และถ้าจะพัฒนาความเท่าเทียมกันทางด้าน สุขภาพให้มากขึ้นด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและไฟเบอร์ ออพติคที่ควรจะลงไป ถึงโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพหรือสถานีอนามัยที่เราเรียกกันว่าสถานีอนามัยในสมัยก่อน ก็จะทำให้คนไข้โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ในพื้นที่ ที่ห่างไกลก็สามารถที่จะได้รับดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลศูนย์ในส่วนภูมิภาคได้โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง ซึ่งจะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนในชนบทที่ห่างไกล และเป็นการบรรลุถึงนโยบายที่ได้แถลงไว้ อย่างสมบูรณ์ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ๑๐ นาทีครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เป็น วันดีที่เราได้มีโอกาสมาพูดเรื่องนโยบายของรัฐบาลครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธาน อภิปรายและสอบถามทางรัฐบาลเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทในบางประเด็นครับ ตามเอกสารนโยบายหน้าที่ ๘ ข้อที่ ๑.๘.๒ ครับ ท่านประธานครับ นโยบายที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่เล่มนี้ ส่วนหนึ่งนำมาจากส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในช่วง รณรงค์หาเสียง ที่ได้นำเสนอไว้ต่อประชาชนคนทั้งประเทศ หลังจากนั้นสื่อมวลชนก็ตีพิมพ์กัน เกรียวกราวไปใหญ่เรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาทของพรรคเพื่อไทย ต้องยอมรับความจริงว่า พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนั้นไว้ว่า ๓๐๐ บาททำทันทีและทำพร้อมกัน ทั้งประเทศจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เขาเป็นรัฐบาลครับ พวกผมเป็นฝ่ายค้าน หน้าที่ทั้ง ๒ ฝ่ายเหมือนกันคือทำให้กับประชาชนครับ ท่านเป็นรัฐบาลท่านก็ต้องทำในสิ่งที่ ท่านได้หาเสียง ได้สัญญาไว้กับประชาชน พวกผมเป็นฝ่ายค้านครับ พวกผมก็มีหน้าที่ดูแล ผลประโยชน์ของประชาชนให้กับประชาชนครับ อย่าให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับ ความเสียหายจากนโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้ครับ ท่านประธานครับ เพื่อลำดับความ ให้ท่านประธานได้เข้าใจ ผมจะกราบเรียนท่านประธานถึงช่วงเวลา ๓ ช่วงของนโยบายเรื่อง ๓๐๐ บาทครับ

ช่วงที่ ๑ ก็คือช่วงที่รณรงค์และใช้ในขณะเวลาหาเสียงอยู่ ท่านพูดไว้ชัดเจน มากครับ พูดไว้ว่าเมื่อมาเป็นรัฐบาลใช้คำนี้เลยนะครับ เมื่อมาเป็นรัฐบาลจะทำทันที และพร้อมกันทั่วประเทศ ผมย้ำให้ท่านฟังครับ เมื่อท่านมาเป็นรัฐบาลท่านจะทำทันที และจะทำพร้อมกันทั่วประเทศ ช่วงที่ ๑ นะครับ

ช่วงที่ ๒ หลังจากการเลือกตั้งยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลครับ พูดกันหลากหลายมาก เพื่อประหยัดเวลาครับ ผมเอาเฉพาะข้อความสำคัญ ๆ และบุคคลสำคัญ ๆ ออกมาพูดครับ บุคคลที่ ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็บอกว่าจะดำเนินการทันที เหมือนครับ คำว่า ทันที เหมือนกับช่วงรณรงค์ขณะหาเสียง แต่ท่านขยักไว้ต่อครับ มีเงื่อนไขเพิ่มครับ คำว่า ทำทันที ของท่าน ตั้งแต่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๕ ก็แปลว่าถ้านับจากนี้ไปต้องอีก ๔ เดือนเศษครับ บางท่านวันนี้เป็นรัฐมนตรีอยู่ครับ ท่านก็บอกว่าการขึ้นค่าจ้าง ๓๐๐ บาททันทีเป็นแค่เทคนิค การหาเสียง และคงทำไม่ได้ทั่วประเทศ ถ้าแปลเป็นภาษาประชาชน ภาษาฟังง่าย ๆ ก็แปลว่าโม้อย่างไรครับ

ท่านที่ ๓ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ตรงนี้ละครับ ท่านก็บอกว่านโยบาย เศรษฐกิจของรัฐบาลจะมี ๓ ระยะครับ

ระยะที่ ๑ ดำเนินการทันที ก็เรื่องน้ำมันนะครับ

ระยะที่ ๒ ก็เป็นเรื่องจำนำข้าว

ระยะที่ ๓ ระยะกลางก็คือเรื่องค่าจ้างที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ที่นี่แหละครับ ๓๐๐ บาท

แต่พอวันนี้ท่านเอามาเขียนเป็นนโยบายรัฐบาล ท่านก็บอกว่านโยบาย เร่งด่วนจะเริ่มดำเนินการในปีแรก ดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละ ๓๐๐ บาท อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร มันก็มีคำถามเกิดขึ้นละครับ คำถามที่ชวนสงสัย คำถามที่ต้องถามแทนประชาชนคนใช้แรงงาน ๓๘ ล้านคนครับ คำถาม ก็คือเรื่องกรอบเวลา เวลาท่านหาเสียงท่านบอกว่าทำทันที ช่วงกลางหลังเลือกตั้งท่านก็บอก เป็นแค่เทคนิคบ้าง ๑ มกราคมบ้าง ระยะกลางบ้าง พอมาเขียนเป็นนโยบายรัฐบาล ท่านก็บอกทำในปีแรกก็คือทำไมถึงไม่ทำทันทีครับ ตามที่ท่านได้หาเสียงไว้เพราะอะไรครับ ความจริงนโยบายอย่างนี้ท่านต้องเขียนจากนโยบายที่ท่านนำเสนอมา ๘ ข้อ ความจริงต้อง เพิ่มอีกข้อหนึ่งครับ ข้อที่ ๙ แต่ข้อที่ ๙ ต้องเป็นข้อที่ ๑ เลยครับก็คือนโยบายทำทันที จะได้ สื่อได้ตรงกับที่ท่านไปหาเสียงไว้กับประชาชนครับ

ประการที่ ๒ ท่านจะทำที่ไหนครับ เพราะตอนที่ท่านหาเสียงท่านบอกว่า ท่านจะทำพร้อมกันทั่วประเทศ แต่พอหลังเลือกตั้งท่านก็บอกว่าคงไม่ได้ทำทั่วประเทศ ละครับ ทำเลือกเฉพาะบางจังหวัด จังหวัดใหญ่ ๆ บ้าง กรุงเทพฯ บ้าง จังหวัดภูเก็ตบ้าง จังหวัดเชียงใหม่บ้าง ไม่ชัดเจนครับ แล้วก็ไม่ใช่เป็นสัญญานะครับ แต่ตอนที่ท่านไปหาเสียง เป็นสัญญาทั่วประเทศ แต่พอท่านมาเขียนเป็นนโยบายท่านก็ไม่ได้เขียนไว้อีกว่าท่านจะทำ ที่ไหนคำถามก็เกิดว่าท่านจะทำทั่วประเทศไหมครับ และท่านจะทำพร้อมกันทั่วประเทศ หรือเปล่าครับ อันนี้ถามนะครับ เดี๋ยวท่านก็ค่อยตอบแล้วกัน

ทีนี้คำถามถัดมา เป็นเงื่อนไขครับ ช่วงที่ท่านหาเสียงท่านบอกว่าทำทันที และทำพร้อมกันทั่วประเทศ ท่านไม่ได้มีเงื่อนไขตัวอื่นเลยครับ ท่านบอกทำให้ทุกคนเข้าใจ ตรงกันครับว่าเมื่อท่านมาเป็นรัฐบาลแล้วค่าจ้างขั้นต่ำของท่านจะเท่ากันทั่วประเทศ และจะ พร้อมกันทั่วประเทศคือ ๓๐๐ บาทและจะต้องทำทันที นี่คือความเข้าใจของประชาชน คนทั้งประเทศครับ พอมาเป็นนโยบายรัฐบาลวันนี้นะครับ ท่านมาเขียน ๒ เงื่อนไขเพิ่มเติม ขึ้นมา เงื่อนไขที่ ๑ บอกว่าต้องสอดคล้องกับผลิตภาพ เงื่อนไขที่ ๒ ท่านบอกว่าต้องมี ประสิทธิภาพของบุคลากร มันคืออะไรครับท่านประธาน มันคืออะไร แปลว่าอะไรครับ เงื่อนไข ๒ ข้อนี้ละครับ แปลได้ไหมครับ แปลได้ไหมครับว่าถ้าวันนี้หลังจากท่านแถลง นโยบายเสร็จ วันนี้ถ้าผู้ใช้แรงงาน ๓๘ ล้านคนไม่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ ๓๐๐ บาท แปลว่า ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดของพรรคเพื่อไทยใช่ไหมครับ แต่กลับเป็นความผิด ของประชาชนคนใช้แรงงานใช่ไหมครับ แปลว่าประชาชนคนนั้นไม่สอดคล้องกับผลิตภาพ เลยไม่ได้ ๓๐๐ บาท แปลว่าประชาชนคนนั้นไม่มีประสิทธิภาพของบุคลากรเลยไม่ได้ ๓๐๐ บาทใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ ท่านไม่ต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมจากที่ท่านได้หาเสียงไว้ ก็ได้ครับ เพราะแค่ที่ท่านบอกว่าจะทำทันทีตามที่ท่านได้หาเสียงไว้ แล้วถ้าท่าน ทำช้าประชาชนคนใช้แรงงานก็แย่อยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ท่านลองคิดดูครับวันนี้ ค่าแรงงานถ้าในกรุงเทพมหานครนะครับเอาอัตราค่าจ้างปกติในปัจจุบันลบด้วย ๓๐๐ บาท ผู้ใช้แรงงาน ๑ คนในกรุงเทพฯ จะมีรายได้เพิ่ม ๘๕ บาทต่อวัน ต่างจังหวัดต้องเพิ่ม ๑๔๑ บาทต่อวันครับ ใน ๑ เดือนผู้ใช้แรงงานในกรุงเทพมหานครต้องมีอัตราเงินเพิ่มตามที่ ท่านได้หาเสียงไว้ ๒,๑๒๕ บาทต่อวัน คนต่างจังหวัดต้องมีเงินเพิ่มจากที่ท่านได้หาเสียงไว้ ๓,๕๒๕ บาทต่อวันครับ ท่านทำช้าไป ๑ เดือนเขาหมดเท่าไรครับ ถ้าท่านบอกว่าเริ่มทำ วันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๕ แปลว่า ๔ เดือนเศษจากนี้ไปผู้ใช้แรงงานหมดเงินรายรับไปเท่าไรครับ ถ้าท่านทำช้าใน ๑ ปีหมดเท่าไรครับ ท่านประธานครับ วันนี้ท่านไม่มีทางเลือกอื่นครับ ท่านประธานครับ นอกจากท่านเลือกจะปฏิบัติให้ตรงไปตามที่ท่านได้หาเสียงไว้ก็คือ เมื่อมาเป็นรัฐบาลจะทำทันทีและทำพร้อมกันทั่วประเทศเท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ ถ้าช่วงหาเสียงผมให้ท่านคะแนนเต็ม ๑๐๐ นะครับ เพราะนโยบายของท่านถูกใจผู้ใช้ แรงงานมาก แต่วันนี้ท่านเขียนนโยบายมาไม่ชัดเจนครับ ไม่ชัดเจน ท่านก็ไม่ใช่เขียน ไม่ชัดเจนอย่างเดียว ท่านกลับมาเขียนเงื่อนไขเพิ่มด้วยซ้ำไป วันนี้พูดตรง ๆ ครับไม่ทราบ จะให้คะแนนท่านเท่าไรครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระผมขออนุญาตทำหน้าที่ชี้แจง คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เป็นกลุ่มนโยบายทางเศรษฐกิจที่อยู่ในนโยบาย เร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก กระผมขออนุญาตสารภาพความว่าประสบการณ์ ในการร่างนโยบายอาจจะน้อย หลายท่านทราบดีว่าผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน คณะทำงานร่วมในการร่างนโยบาย ดังนั้นผมก็มีภารกิจที่จะต้องศึกษาแนวทางอันสมควร ของการร่างคำแถลงนโยบาย ได้มีโอกาสศึกษาคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ๆ และได้ ทราบดีว่าเป็นภารกิจในการร่างนโยบายที่จะต้องกำหนดกรอบระยะเวลา ดังนั้นการกำหนด กรอบระยะเวลาของนโยบายที่ระบุว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนและจะดำเนินการในปีแรก เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคำแถลงนโยบาย ซึ่งเป็นถ้อยคำเหมือนกับถ้อยคำเดียวกันกับ คำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ผมมีหน้าที่ที่จะต้องเชื่อมโยงนโยบายที่พรรคการเมือง ร่วมรัฐบาลได้แถลงไว้ในตอนหาเสียง และมีหน้าที่นำถ้อยคำมาร้อยเรียงในคำแถลงนโยบาย ซึ่งผมก็ขออนุญาตเรียนว่า ทุกถ้อยคำในคำแถลงนโยบายฉบับนี้เป็นถ้อยคำซึ่งผ่านสายตา และความรับผิดชอบผมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่ามีความเหมาะสมหรือสมควร ในการระบุนโยบายที่ให้กำหนดความชัดเจนระดับที่ท่านสมาชิกหลายท่านดูเหมือนจะกำลัง ให้กำลังใจรัฐบาล ประเด็นหลายประเด็นซึ่งท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปรายทั้งในส่วนที่ แสดงความเชื่อมั่นและแสดงความกังวล แต่ดูเหมือนว่าหลายท่านที่ได้แสดงความกังวลก็ให้ กำลังใจรัฐบาลว่าให้เร่งดำเนินการให้ได้ตามที่เราต้องการจะทำ การที่เราไม่ได้ระบุชัดเจน เช่นเดียวกันกับนโยบายในครั้งหาเสียง ก็เป็นทำนองเดียวกันกับที่พรรคการเมืองบางพรรค มิได้กำหนดนโยบายลงไปเป็นวัน ๆ ว่านโยบายใดจะทำให้เสร็จภายในกี่วัน ทั้ง ๆ ที่ผมเอง ก็เคยเห็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ระบุว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ภายในระยะเวลาจำนวนกี่วัน เสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามภารกิจในการชี้แจงของผมนี่นะครับไม่ได้มีเจตนาที่จะโต้เถียงโต้แย้ง แต่ประการใด แต่จะทำหน้าที่อธิบายว่าถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นนโยบายนี้ ขออนุญาตยืนยันว่ามิได้เป็นนโยบายที่มีความประสงค์จะสร้างประชานิยมเพื่อความนิยมของ ผู้ที่ได้รับผลกระทบผลประโยชน์ในทางตรงเป็นระยะสั้น ๆ แต่กลับเป็นกลุ่มนโยบายของ หลาย ๆ นโยบายที่เมื่อมีการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และดำเนินการ ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อตรง โปร่งใส ระมัดระวังความเสี่ยง และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย แล้วจะส่งผลให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ มหภาคในระยะยาว เริ่มตั้งแต่นโยบายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและ ผู้ประกอบการที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อและราคาพลังงาน มาตรการที่อยู่ภายใต้นโยบายนี้ เขียนไว้ชัดเจนว่าจะมีการชะลอการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเชื้อเพลิง หลายชนิด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงทันทีที่มีการชะลอการจัดเก็บ การดำเนิน นโยบายนี้เป็นนโยบายขั้นแรกเพราะมีความเรียบง่ายในการปฏิบัติ ก่อนที่จะตามมา ด้วยนโยบายในการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนด้วยการเพิ่มกำลังซื้อ ในประเทศ ซึ่งถ้าหากว่าท่านสังเกตถ้อยคำในนโยบายทางเศรษฐกิจของคำแถลงนี้จะพบว่า เป็นคำแถลงแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาหลังจากการกระจาย รายได้ มิได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ประสงค์จะเห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาล ประสงค์จะเห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น แนวทาง ในการดำเนินงานในเรื่องนี้มีนโยบายหลายประการ เช่น การพักการชำระหนี้ การปรับ โครงสร้างหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย ตามมาด้วยแนวทางในการดำเนินการ ให้แรงงานมีรายได้ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทต่อวัน และผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ผมอาจจะไม่เชี่ยวชาญในการใช้คำบางคำ แต่ว่า ผมเข้าใจและเห็นความแตกต่าง ผมเห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในขั้นตอนที่มีการหาเสียง แล้วใช้คำว่า แรงงานขั้นต่ำ ซึ่งท่านสมาชิกก็ได้กรุณาอภิปรายโดยเริ่มต้นด้วยคำว่า แรงงานขั้นต่ำ แต่เมื่ออภิปรายไปสักระยะหนึ่งดูเหมือนคำนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งสำหรับผมคำว่า ค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นศัพท์ทางกฎหมายซึ่งใช้กับผลของการพิจารณา ของคณะกรรมการแรงงานไตรภาคี ซึ่งประกอบไปด้วยนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในส่วนนี้มีความจริงใจที่ต้องการเห็นแรงงานมีรายได้ต่อวัน ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท ซึ่งไม่รวมถึงการทำงานในลักษณะของการล่วงเวลา ดังนั้น ความจริงใจตรงนี้จึงได้ระบุออกมาอย่างชัดเจนว่าจะมีการดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็น ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทต่อวัน ความหมายของคำว่า ทันที ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพครับ ท่านทราบดีว่าปัจจุบัน เราอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่จะต้องดำเนินการ เพื่อให้นโยบายใหม่ของรัฐบาลสามารถดำเนินการได้จะต้องกินเวลาในการดำเนินงาน ขณะนี้ คณะรัฐมนตรีได้เตรียมระยะเวลาในการทำงานเพื่อเตรียมงบประมาณ ร่างงบประมาณเข้าสู่ กระบวนการของรัฐสภา ซึ่งอย่างเร็วที่สุดกว่าเราจะสามารถใช้เงินจากงบประมาณใหม่ สำหรับนโยบายใหม่นี้ก็เป็นช่วงต้นปี ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นขออนุญาตยืนยันว่าการดำเนินการ โดยทันทีของรัฐบาลจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขณะนี้ผมมีความเชื่อมั่นครับว่าในทันที ที่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้เสร็จสิ้นลง คณะรัฐมนตรีจะดำเนินงานอย่างรวดเร็ว และจะสามารถนำกรอบนโยบายกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะกำหนด เป็นงบประมาณได้ภายในต้นเดือนกันยายน และหลังจากนั้นจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เพื่อจะนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ของรัฐสภา ดังนั้นนายจ้างรายหนึ่งก็คือรัฐบาลมีความจริงใจที่จะดำเนินการเรื่องนี้โดยทันที ลูกจ้างของรัฐบาลซึ่งถ้าหากว่าเป็นผู้ที่มีรายได้ มีรายรับต่อวันน้อยกว่า ๓๐๐ บาท ไม่ว่าท่าน จะอยู่ที่ไหนทั่วประเทศไทยแห่งนี้ท่านจะได้รับรายได้ ๓๐๐ บาท ข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดในประเทศนี้ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ท่านจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท คำถามของท่านสมาชิกหลายท่านว่าแล้วผู้อื่น ที่จบการศึกษาระดับอื่น ๆ ในระดับที่เทียบเคียงกันจะเป็นอย่างไร ผมแน่ใจครับว่าในฐานะ ผู้จ้างรายสำคัญแห่งนี้จะพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่สมควรมีรายได้เมื่อเทียบเคียงกับ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี

กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านนะครับว่ากลุ่มนโยบายเหล่านี้ไม่ใช่ เป็นเพียงเรื่องของแรงงาน เราดูถึงเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวซึ่งมีจำนวนเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน เราทราบดีว่าเกษตรกรเหล่านี้ถือเป็นคนสำคัญ เป็นผู้มีคุณูปการ ต่อประเทศ ขณะนี้ท่านขายสินค้าของท่านคือข้าวเปลือกได้ในราคาที่ไม่สูงนัก นโยบายในการ จำนำราคาข้าวโดยประกาศอย่างชัดเจนว่าถ้าหากว่าเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ รัฐจะรับประกัน รับจำนำในราคา ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน และถ้าหากว่าเป็นข้าวเจ้าก็จะเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท การดำเนินการในส่วนนี้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านที่แสดงความกังวล ในเรื่องของการจำนำราคาข้าว ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี แล้วก็ทราบว่า การดำเนินการอะไรก็ตามมีโอกาสที่จะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย การดำเนินการในการจำนำ ราคาข้าวได้ดำเนินการมานับเวลาเป็นสิบปี มีข้อเสียหายเกิดขึ้นบ้างตามสมควร มีค่าใช้จ่ายในการ บริหารจัดการเกิดขึ้นบ้างตามสมควร และขณะนี้ยอดความเสียหายต่าง ๆ เหล่านั้นยังคง สะสมอยู่ อย่างไรก็ตามขออนุญาตไม่เท้าความว่าสะสมอยู่มากน้อยแค่ไหนนะครับ แต่ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่ายอดสะสมที่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นและยังสะสมอยู่นั้น สำหรับการดำเนินการยาวนานกว่า ๑๐ ปี มีความเสียหายในลักษณะที่เป็นค่าใช้จ่าย เชิงงบประมาณน้อยกว่าการประกันราคาข้าวเปลือกที่ได้ดำเนินการในช่วง ๒ ปีหลังนี้ เฉพาะในช่วง ๒ ปีหลังนี้นะครับ รัฐได้จัดงบประมาณสำหรับการประกันรายได้ไว้สูงกว่า ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันยังมียอดสะสมที่เป็นหนี้ค้างอยู่เนื่องจากใช้งบประมาณ ไปหมดแล้วแต่ยังเป็นหนี้ค้างอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. อีกเกือบ ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยอด ๒ ยอดนี้ รวมกันเท่ากับยอดประมาณ ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท การดำเนินการในการประกันมีภาระที่สูง ต่อรัฐบาล ซึ่งแน่นอนมีข้อดีเกิดขึ้นกับเกษตรกรในเชิงการดูแลบางสิ่งบางอย่าง เช่น เกิดความเสียหายในการเพาะปลูกจนกระทั่งไม่สามารถเกิดผลผลิตขึ้นมาได้ แต่จุดที่เป็น จุดอ่อนของการประกันราคาข้าวเกิดขึ้นจากการที่แทบจะไม่มีผู้ใดเลยนะครับ มีภารกิจ ในการห่วงใยที่จะทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงเต็มศักยภาพของข้าว เกษตรกรผู้ขายข้าวเปลือก เมื่อเห็นว่าราคาที่ขายต่ำกว่าราคากลางที่จะมีการประกันไว้ ก็ทราบดีว่าจะสามารถไปรับ ส่วนต่างนั้นได้จากงบประมาณของรัฐบาลผ่าน ธ.ก.ส. พ่อค้าข้าวก็ทราบดีว่าถ้าหากว่าซื้อต่ำ สักหน่อยเกษตรกรก็ไม่ติดใจ การที่พ่อค้าอยากจะซื้อต่ำ ขายต่ำ เป็นภาวะปกติเพราะทำงานง่าย ดังนั้นยอดที่เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐบาลรวมทั้งหนี้คงค้างที่ยังอยู่กับ ธ.ก.ส. จึงเกิดขึ้นในระดับที่ผมได้กราบเรียนไว้

การดำเนินการในการจำนำราคาข้าวเปลือกเป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะ ดำเนินการไปตามกลไกราคาของตลาด แต่จะมีการดำเนินการโดยคำนึงถึงศักยภาพของ ธัญพืช อาหารที่สำคัญของโลกชนิดนี้ เราทราบดีครับว่าในรอบ ๕ ปีที่ผ่านมาธัญพืชอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตมีราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัว และถ้าหากว่าดูเฉพาะ ในระยะเวลาประมาณ ๒ ปีเศษ ราคาของธัญพืชเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคาข้าวของเราไม่ปรากฏว่าสามารถกระเตื้องขึ้นได้เลย สาเหตุที่สำคัญประการ หนึ่งอาจจะเป็นที่ผมกราบเรียนไปว่าดูเหมือนไม่มีใครมีแรงจูงใจเลยที่อยากจะเห็นราคาข้าว สูงขึ้น ราคาข้าวของไทยซึ่งเคยจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาข้าวของประเทศสำคัญ ผู้ผลิตข้าวเพื่อนบ้านของเราคือเวียดนาม เราเคยขายได้สูงกว่า ในช่วงหลังนี้ปรากฏว่าราคาข้าว ของเราในคุณภาพเดียวกันที่ใกล้เคียงกันกลับขายได้ในราคาต่ำกว่าแทบจะเป็นครั้งแรก ๆ ในประวัติการณ์ ดังนั้นผมทราบดีนะครับว่าการดำเนินการในการจำนำข้าวเปลือกให้มี ประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้นการดำเนินการเพื่อการ จำนำข้าวในรอบใหม่นี้ ผมขอยืนยันกับท่านนะครับว่าจะมีการดำเนินการด้วยความ ระมัดระวัง เราพบว่าในอดีตมีช่วงเวลาหลายช่วงที่มีการดำเนินการอย่างระมัดระวัง และความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับน้อยมาก คือระดับต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ การเก็บข้าวให้อยู่ในคุณภาพที่ดี เพื่อดำเนินการจัดจำหน่ายออกไป ผมทราบดีว่าได้มีการเตรียมการไว้ในกรอบแนว นโยบายเดิมนะครับ ถ้าหากจะมีการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอาจจะใช้ เงินประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาทในกรอบใหม่ของการจำนำข้าว ขอยืนยันว่าจำนวนเงินที่มี ผู้สนใจกล่าวถึงมียอดเป็นแสนแสนล้านนั้น มิใช่เงินที่เตรียมไว้เพื่อรองรับความเสียหายจาก การจำนำราคาข้าว แต่จะเป็นวงเงินสำหรับใช้ในการรับจำนำ แล้ววงเงินเหล่านั้นอาจถูกใช้ น้อยมาก ถ้าหากมีการดำเนินการอย่างรอบคอบเสียจนกระทั่งผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจ เกิดความเชื่อถือว่าราคาที่เรากำหนดนั้นเป็นราคาที่เหมาะสม ซึ่งผมขออนุญาตเรียนว่า มีการคำนวณกันอย่างเหมาะสมเทียบเคียงกับธัญพืชอาหารอื่น ๆ ว่าศักยภาพของราคา ข้าวหอมมะลิและราคาข้าวเจ้าควรจะเป็นที่ใด

ผมถูกถามอีกเรื่องหนึ่งด้วยว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างประสบ ความสำเร็จเต็มที่จนกระทั่งราคาข้าวเปลือกขึ้นไปยืนอยู่ในระดับที่เรารับจำนำ หรือบางที อาจจะขึ้นไปยืนอยู่เหนือระดับที่เรารับจำนำเสียด้วยซ้ำ อาจเป็นดาบสองคม เพราะราคา ข้าวสารอาจจะต้องแพงขึ้น ซึ่งผมก็มีหน้าที่ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาครับว่าสิ่งที่รัฐบาล อยากจะเห็นคือราคาข้าวเปลือกสูง ราคาข้าวสารอยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับราคา ข้าวเปลือกที่สูงนั้น รัฐบาลย่อมไม่ประสงค์ที่จะเห็นราคาข้าวเปลือกต่ำ ราคาข้าวสารสูง ดังนั้นการดำเนินงานในส่วนความรับผิดชอบของผมที่อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ จะมีภารกิจอีกด้านหนึ่ง การประกันราคาข้าวที่ผมได้กราบเรียนไปว่าอาจจะต้องใช้ทรัพยากร ที่มากของรัฐบาล และผมคิดว่ามากเกินกว่าที่รัฐบาลชุดนี้อยากจะเห็น มีข้อดีอีกด้านหนึ่งคือ ราคาข้าวถูก ในเมื่อราคาข้าวถูกก็เป็นที่พอใจของผู้บริโภค ผมมีหน้าที่จะต้องตอบคำถามว่า ถ้าหากว่าราคาข้าวหอมมะลิขึ้นไปสูงถึงระดับที่สอดคล้องกับราคาจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน จะส่งผลให้ราคาข้าวถุงหอมมะลิขึ้นไปที่จุดใด ผมก็ขออนุญาต เรียนว่าเราก็จะดูแลให้การดำเนินการที่มีการผลิตจนไปถึงผู้บริโภคนั้นไม่มีการบวกกำไร เกินสมควร แต่ผมคิดว่าเป็นภารกิจที่ผู้บริโภคซึ่งพร้อมจะเป็นผู้บริโภคข้าวคุณภาพสูงพึงจะ ยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงเหล่านั้น เพราะผู้ปลูกข้าวหอมมะลิสามารถปลูกได้เพียง ฤดูกาลละ ๑ ครั้งเท่านั้น ในขณะที่ผู้บริโภคข้าวจำนวนมากบริโภคข้าวในคุณภาพที่รองลงไป กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่คิดครับ แล้วผมก็กำลังหารือกันในกรอบนโยบายในเรื่องของการจัด งบประมาณว่าเราอาจจะต้องมีการชดเชย หรือใช้คำว่า ซับซิไดซ์ เพื่อให้ข้าวที่มีคุณภาพรอง เหล่านั้นได้ถูกบริโภคโดยคนส่วนใหญ่ในราคาที่ไม่สูงนัก ถามว่าคุยไปคุยมาเราก็พูดแต่เรื่องที่ รัฐจะต้องชดเชย รัฐจะต้องชดเชย การประกันรายได้ก็ต้องชดเชย แต่ผมขออนุญาตเรียนว่า การประกันรายได้ดูเหมือนจะเป็นการชดเชยให้กับผู้บริโภคข้าวทั้งโลก ซึ่งหมายถึงผู้บริโภค ข้าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสในการบริโภคข้าวไทยในราคาที่ถูกเกินกว่าที่สมควร ผมมีหน้าที่ดูแลให้ผู้บริโภคข้าวในต่างประเทศซึ่งมีความพร้อมในการที่จะเป็นผู้ซื้อธัญพืชข้าว ของเราเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี หรือข้าวโพด หรือธัญพืชอื่น มีหน้าที่ จ่ายราคาที่เหมาะสมให้กับราคาข้าวของไทย แต่ในขณะเดียวกันผมก็มีภารกิจที่จะต้องดูแล ให้ผู้บริโภคภายในประเทศมีโอกาสที่จะซื้อข้าวในราคาที่ยังไม่สูงนัก ก่อนที่นโยบายยกระดับ คุณภาพชีวิตจะส่งผลอย่างกว้างขวางจนกระทั่งทำให้ผู้บริโภคเกือบทั่วประเทศมีกำลังซื้อ ที่สมควรและสามารถจ่ายราคาสินค้าที่เป็นไปตามกลไกของตลาดโดยไม่จำเป็นต้องแทรกแซง ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงในส่วนของประเด็นการจำนำข้าวแต่เพียงเท่านี้นะครับ แต่ยังอยากจะขอวกกลับมาที่ประเด็นเรื่องของค่าแรงหรือประเด็นเรื่องรายได้ ๓๐๐ บาท อีกครั้งหนึ่งนะครับ การดำเนินการจะมีการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน อย่างที่ผมเรียน รัฐบาลจะดำเนินการทันที และแน่นอนกว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะมีโอกาส ได้รับรายรับที่เรากำหนดนั้นก็จะสอดคล้องกับการพิจารณางบประมาณของรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้าว่าท่านจะกรุณาดำเนินการในขั้นตอนของทางรัฐสภาด้วย เวลาอันกระชับ ผมขออนุญาตใช้คำว่า เวลาอันกระชับ มันจะสอดคล้องกับขั้นตอนที่เรากำลัง ดำเนินการในขณะนี้นะครับ

ภาคเอกชนเท่าที่ผมได้ปรึกษาหารือกันพร้อมให้ความร่วมมือที่จะทำให้ แรงงานมีรายได้ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทอย่างกว้างขวาง พร้อมที่จะดำเนินการให้ผู้สำเร็จ การศึกษาในระดับปริญญาตรีมีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทอย่างกว้างขวาง เหตุผลหนึ่ง ที่ท่านยินดีให้ความร่วมมือ เพราะท่านเห็นความจริงใจของรัฐบาลที่ได้ประกาศอย่างชัดเจน ว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กำหนดไว้ที่อัตราร้อยละ ๓๐ ในขณะนี้จะถูกลดลงเป็นร้อยละ ๒๓ สำหรับปี ๒๕๕๕ ซึ่งหมายถึงตั้งแต่การทำธุรกิจตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๕ ไปจนถึง สิ้นปีการเงิน ๒๕๕๕ ภาคเอกชนเหล่านั้นจะเห็นการลดลงของอัตราภาษีอย่างมีนัยสำคัญ มิได้เป็นประชานิยมระดับบรรษัทหรือบริษัท การดำเนินการในส่วนนี้เป็นการเตรียม ความพร้อมของนักธุรกิจไทยที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศที่มีพลังทางเศรษฐกิจที่สูงของประชาคมอาเซียนมีอัตราภาษี เงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าเราเป็นอันมาก ยังต่ำกว่าอัตราร้อยละ ๒๓ ที่เราประกาศจะใช้ ในปี ๒๕๕๕ เสียอีก ดังนั้นทิศทางที่กำลังเดินไปข้างหน้าก็คือปี ๒๕๕๖ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะลดลงเหลือ ร้อยละ ๒๐ ความร่วมมือในลักษณะนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้การทำงานในขั้นไตรภาคีของ กระทรวงแรงงานของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทำงานได้โดยง่าย ค่าจ้างขั้นต่ำ ตามกฎหมายไตรภาคีจะเดินตามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างรวดเร็ว

สำหรับเอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะมีความยากลำบากจะเริ่มเห็นและท่าน จะมีเวลาในการปรับตัวว่าท่านสามารถอยู่ในธุรกิจที่ท่านกำลังทำอยู่โดยรองรับค่าแรงที่สูงขึ้น ได้หรือไม่ ผมเชื่อว่ามีเอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งที่สามารถปรับตัวได้ แต่ที่ผ่านมาที่ยังไม่จ่ายสูง ขนาดนั้นเพราะการแข่งขันที่จะจ่ายให้สูงไม่มี ในทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลงท่านก็จะต้องคิดว่า ท่านจะรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพของท่านนั้นไว้ได้หรือไม่ในอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่า ภายใน ระยะเวลาอันสั้นจะมีคำตอบ หลายบริษัทที่สามารถปรับตัวได้ก็จะสามารถยืนร่วมกันกับ ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น ๆ หลายบริษัทอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง ขออนุญาต เรียนอย่างนี้นะครับ ปัจจุบันเรามีแรงงานที่มีรายได้เกินกว่า ๓๐๐ บาท ที่เรากำลังจะ พยายามผลักดันจำนวนไม่น้อย บางรายก็ ๓๐๐ บาท ๔๐๐ บาท ๕๐๐ บาท เหตุผล อันสำคัญที่ท่านเหล่านั้นมีรายได้สูงขนาดนั้นเป็นเพราะ ๒ เหตุผล เหตุผลที่ ๑ อยู่ในธุรกิจ ที่ถูกต้อง เหตุผลที่ ๒ มีทักษะ มีฝีมือ มีคุณภาพดี หรืออาจจะทั้ง ๒ เหตุผลรวมกัน การที่เราจะดำเนินการเพื่อชี้นำชักชวนให้ภาคธุรกิจคิดหาทางเลือกที่จะอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง จึงเป็นกระบวนการที่จะต้องใช้เวลาและมีการทำงานร่วมกัน ภาคธุรกิจที่ตระหนักว่า ไม่สามารถหาทางเลือกในธุรกิจที่ถูกต้องและดำรงอยู่ในประเทศไทยได้ท่านก็ยังไม่จำเป็น จะต้องเลิกทำธุรกิจ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังเปิดตัวขึ้น ท่านสามารถย้ายบริษัท ย้ายโรงงานไปอยู่ในประเทศซึ่งมีแรงงานมากกว่าและมีค่าแรงที่ต่ำกว่า ตัวเลขที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ว่ามีแรงงานถูกต้องตามกฎหมายจากต่างประเทศ ๙๐๐,๐๐๐ ราย ผมต้องกราบขอประทานโทษ ข้อมูลของผม ๑,๙๐๐,๐๐๐ ราย แต่ตัวเลขรวมของท่าน อาจจะมีความแม่นยำ สิ่งที่เราเห็นก็คือแรงงานจากต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการขยายตัวของธุรกิจของเราพึ่งพาแรงงานราคาถูกเหล่านั้น ในอนาคตจะต้อง มีการดำเนินการที่เข้มงวดในการที่แรงงานเหล่านี้จะก้าวเข้ามาสู่ประเทศเรา ในขณะเดียวกัน การที่เราจะมีโรงงานย้ายไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกต่อไป เราสามารถ ทำให้เพื่อนบ้านของเรามีแรงงานที่มีงานทำได้มากขึ้น และเขาก็จะกลายเป็นเพื่อนบ้าน ที่รักเรา

เมื่อสักครู่ท่านอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ได้กรุณาแสดงความห่วงใย ในเรื่องของอาเซียน ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามีการเขียนนโยบายในเรื่องของอาเซียนไว้ แล้วก็มีความสนใจที่มากกว่าเรื่องเศรษฐกิจเสียอีก เพราะเราระบุถึงความร่วมมือ เชิงวัฒนธรรม ความร่วมมือเชิงสังคม และความร่วมมือเชิงความมั่นคง เพราะฉะนั้น ขอสัญญาครับว่าในภารกิจนี้ผมจะทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อเป็นทีมงานของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และทำให้โครงการที่สอดรับกับนโยบายที่ผมใช้คำว่า เป็นกลุ่ม นโยบายเศรษฐกิจนี้สอดรับกับนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนย่อมรวมถึงนโยบาย ทางสังคมและคุณภาพชีวิตอีกด้วย

การดำเนินนโยบายทุกนโยบายจะสามารถเริ่มต้นได้ทันที เห็นผลอย่างมี นัยสำคัญในระยะเวลาอันสั้น ประสบความสำเร็จจนกระทั่งมีผลอย่างกว้างขวางภายใน ระยะเวลาอันกระชับ ซึ่งขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าระยะเวลาอันกระชับหมายถึงระยะเวลา ที่ไม่รวดเร็วเกินไปจนไม่มีใครสามารถปรับตัวได้ทันและเกิดเป็นผลเสียหาย แต่ระยะเวลา อันกระชับจะไม่เนิ่นนานจนกลายเป็นนโยบายที่เขียนบนกระดาษและไม่สามารถเกิดผล ในทางปฏิบัติ กระผมขอขอบคุณสำหรับกำลังใจทั้งในส่วนที่ท่านสมาชิกแสดงความเชื่อมั่น ขอขอบพระคุณ สำหรับข้อสังเกตและข้อกังวล ข้อห่วงใย รวมทั้งคำแนะนำที่ท่านได้มอบให้และจะนำไป รวมกันกับแนวทางที่จะดำเนินการเพื่อให้ทุกอย่างเป็นผลตามที่ท่านสมาชิกได้ฝากความหวังไว้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตหารือท่านประธานครับ ประธานครับ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือนะครับ คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ประสงค์ที่จะชี้แจงกับสภา ซึ่งกระผมทราบดีว่า ก็เป็นเอกสิทธิ์ของท่าน แต่ว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ในอีกสักครู่เราจะมีเพื่อนสมาชิก อีก ๓-๔ ท่านที่จะอภิปรายเรื่องของนโยบายพลังงาน ผมก็จะปรึกษาว่าถ้าเพื่อประหยัดเวลา แล้วก็เพื่อความครบถ้วนจะเป็นไปได้ไหมที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้อภิปรายก่อนที่จะตอบ คำถามครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีเห็นอย่างไรครับ จะรอตอบทีเดียวดีไหมครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กระผม ขออนุญาตตอบก่อนได้ไหมครับ ถ้ามีอีกก็จะตอบอีกนะครับ ประทานโทษนะครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญครับ ท่านประเสริฐ ประท้วงหรือเปล่าครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ คืออย่างนี้ครับ พอดีท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบได้ดีมากครับ แต่ว่ามันไม่เคลียร์ (Clear) จะขออนุญาตถามให้จบความเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท สัก ๑ นาที ๒ นาทีจะได้ไหมครับ เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศนะครับ ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีว่าการพลังงานจะมาตอบนะครับ เดี๋ยวมันจะไม่ต่อเนื่องกันนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมายถึงท่านประเสริฐขอใช้ สิทธิใช่ไหม

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตให้ ๑ นาที ขออภัยท่านรัฐมนตรีครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี อย่างนี้นะครับ คือเมื่อสักครู่ผมเกริ่นให้ท่านฟังว่าในขณะที่ท่านกำลังหาเสียงอยู่นะครับ ท่านใช้คำว่า ๓๐๐ บาททำทันทีและพร้อมกันทั่วประเทศ ทีนี้มีช่วงระหว่างหลังเลือกตั้ง หลังจากเลือกตั้งนะครับ ก่อนที่ท่านจะจัดตั้งรัฐบาล มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลท่านหนึ่ง ท่านก็มาพูดว่าการขึ้นค่าจ้าง ท่านฟังให้ชัดนะครับ การขึ้นค่าจ้าง ๓๐๐ บาททันที เป็นแค่เทคนิคในการหาเสียงและคงทำไม่ได้ทั่วประเทศ พอท่านพูดอย่างนี้ทำให้ประชาชน ผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศไทยก็ต้องเข้าใจครับว่าเมื่อท่านมาเป็นรัฐบาลแล้วเขาจะได้ค่าจ้าง ขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้แรงงานครับ ผู้ประกอบการก็เข้าใจว่า ๓๐๐ บาทต่อวัน ต่อคน ทีนี้ท่านก็มาใช้กับวันนี้เปลี่ยนเป็นใช้คำว่า รายได้ รายได้กับค่าจ้างขั้นต่ำแตกต่างกัน ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหลักประกันให้กับผู้ใช้แรงงานว่าอย่างน้อยต่อวันเขาจะมีเงินรายรับ ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท รายได้ไม่ใช่ครับ รายได้มันจะมีเงื่อนไขตัวอื่นแบบที่ท่านพูดขึ้นมา ๒ เงื่อนไข ผมถึงบอกว่าถ้าผู้ใช้แรงงานไม่ได้ ๓๐๐ บาทต่อวัน ต่อไปจะเป็นความผิดของผู้ใช้ แรงงานใช่ไหมครับ ผมถึงถามท่านครับ ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงนะครับ แต่ต้องการ อยากเห็นผู้ใช้แรงงาน ๓๘ ล้านคนของประเทศไทยนี่แหละครับมีสวัสดิภาพ มีรายรับที่ดีครับ ผมถึงมาสนับสนุนอภิปรายท่านนะครับ แต่ผมก็ต้องการให้ท่านดำเนินการทันทีพร้อมกัน ทั่วประเทศ และเป็น ๓๐๐ บาทครับ ทีนี้ท่านก็ไปผูกโยงเรื่องงบประมาณ ภาคเอกชน จะไปเกี่ยวอะไรกับงบประมาณล่ะครับ ขอบคุณครับ ว่าอย่างไรครับท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ว่าอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมพยายามให้เกียรติ เต็มที่ครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ได้ครับ ขอบคุณท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิสิทธิ์ครับ ขออย่างนี้ ได้ไหมครับ ท่านครับ ขออย่างนี้ครับ ถ้าจะใช้สิทธิอภิปรายก็ค่อยยกมือขอใช้สิทธิอภิปราย อีกทีนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็คนนั้นยกคนนี้ยกมันก็ไม่จบนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอใช้ สิทธิพาดพิงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พาดพิงประเด็นไหนครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มี ๓ ประเด็นที่พาดพิงมานะครับ

ประเด็นแรก ท่านพูดถึงว่าในอดีตมีพรรคการเมืองซึ่งเคยกำหนดกรอบเวลาไว้ เป็นวันในการหาเสียงนะครับ นี่ก็ประเด็นแรกที่พาดพิง

ประเด็นที่ ๒ มีการพูดถึงเรื่องของนโยบายประกันรายได้ ที่บอกว่าใช้เงิน มากกว่าการใช้นโยบายจำนำนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นที่พูดว่าในการอภิปรายในเรื่องของประเด็นที่ คุณประเสริฐพูดนี่นะครับ แต่ว่าจะครอบคลุมไปถึงเรื่อง ๑๕,๐๐๐ บาทด้วยครับ ๓ ประเด็น สั้น ๆ แค่นั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิสิทธิ์ครับ ที่จริง ผมให้เกียรตินะครับ แต่ทีนี้ประเด็นคือถ้าใช้สิทธิอย่างนี้มันก็ไม่จบครับ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่อง เหตุผลของแต่ละท่าน แต่ละฝ่าย ซึ่งอยู่ที่ประชาชนเขาจะฟังแล้วเขาจะตัดสินใจ มันไม่ใช่ การพาดพิงที่ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นการพาดพิง ท่านประธานครับ ขอความกรุณานะครับ เป็นการพาดพิงที่พูด ในประเด็นแรกที่เสมือนกับเป็นความเสียหายก็คือว่าพูดประหนึ่งว่าพรรคการเมืองกำหนดวัน ว่าจะทำภายในกี่วันเท่านั้นเท่านี้นะครับ เสร็จแล้วก็ไม่ได้มาเขียนหรือไม่ได้มาทำ นี่เป็นความ เสียหาย

ประการที่ ๒ พูดในทำนองว่าในการมาพูดอภิปรายสนับสนุนนโยบาย ประกันรายได้ ความจริงแล้วใช้เงินงบประมาณไปมากกว่าที่จะต้องใช้ในงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการจำนำนะครับ

ประการที่ ๓ ก็พูดเช่นเดียวกันว่าการใช้ศัพท์ในเรื่องของการอภิปราย ในเรื่องของค่าจ้าง ค่าแรง รายได้ ก็เป็นการใช้ในลักษณะที่ใช้แทนกันได้ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ ทั้ง ๓ เรื่องก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด แล้วก็เกิดความเสียหาย ท่านประธานจะกรุณา ก็สั้น ๆ เท่านั้นเองครับในการชี้แจง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิสิทธิ์ครับ ผมให้เกียรติเต็มที่นะครับ แต่ผมวินิจฉัยว่ามันไม่เป็นการพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นผมคงไม่อนุญาตครับ

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้นประท้วง)

ท่านใช้สิทธิประท้วงทั้งนั้น เลยนะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมยืนลุกขึ้นประท้วงท่านประธานนะครับ เพราะว่าข้อวินิจฉัยของท่านประธานดูแล้วจะไม่ครบถ้วนนะครับ เป็นการพาดพิงรัฐบาล ในอดีต แล้วท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล อดีตครับ ผมคิดว่าข้อวินิจฉัยของท่านดูเหมือนจะไม่เป็นธรรมนักครับ ถ้าท่านอยากให้สภานี้ เดินหน้าต่อไปด้วยความปกติสำหรับค่ำคืนนี้ ผมคิดว่าการเสียเวลาเพียงแค่ ๒-๓ นาที เพื่อจะ สรุปให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รู้ว่าโครงการประกันเป็นอย่างไร เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ จะเอากันแบบไหน ๒-๓ นาทีเท่านั้นแหละครับท่านประธาน เพื่อความสงบเรียบร้อยครับ ท่านประธานครับ ขอความกรุณาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมถือว่า ผมวินิจฉัยแล้ว แล้วเป็นที่สุดตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ นะครับ แต่เนื่องจากเมื่อกี้ท่านอรรถวิชช์พูด เพื่อบรรยากาศของการประชุม ผมจะถือโอกาสนี้ให้เกียรติท่านอภิสิทธิ์สัก ๑ นาทีครับ

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คงไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ท่านประท้วงต้องมีคนทำผิดข้อบังคับนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตอนก่อนเริ่มประชุม ผมจำได้ว่าท่านประธานได้ประกาศต่อที่ประชุมเองว่าได้มีข้อตกลง ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และแม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาว่า กำหนดเวลาของแต่ละฝ่ายไว้คนละ ของฝ่ายค้านได้ ๑๑ ชั่วโมง การอภิปรายต่าง ๆ ท่านประธานก็ทราบดี ธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาถ้าพรรคร่วมฝ่ายค้านลุกขึ้นขอใช้สิทธิ ท่านประธานก็สามารถตัดเวลาของฝ่ายค้านได้อยู่แล้ว เป็นการบริหารเวลากันภายในของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน เวลา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ขอความกรุณานะครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ ไม่มีใครทำผิดข้อบังคับนี่ครับ ผมขอ อย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านอภิสิทธิ์ใช้สิทธิในการอภิปรายเลยดีไหม ไม่ต้องใช้สิทธิพาดพิง ถ้าอย่างนี้ก็จบ แต่ท่านใช้สิทธิพาดพิงนะครับ คงไม่ต้องประท้วงแล้วครับไม่มีใครทำผิดข้อบังคับครับ ถ้าจะผิดก็ผิดตรงที่ผมอนุญาต ให้ท่านอภิสิทธิ์พูดนี่แหละ ท่านนั่งเถอะครับ นั่งเถอะครับ ผมจะได้อนุญาตให้ท่านอภิสิทธิ์ ได้อภิปราย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จะชี้แจงเท่าที่จำเป็นละครับ แล้วท่านจะหักเวลาจากฝ่ายค้านผมก็ ไม่ขัดข้องนะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าความแตกต่างจะเป็นอย่างไรในเรื่องการใช้สิทธิพาดพิงกับ การอภิปราย แต่ว่าเมื่อท่านประธานวินิจฉัยผมก็ยินดีปฏิบัติตามครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ การใช้สิทธิ พาดพิงหมายถึงมีการพาดพิงทำให้เกิดการเสียหายครับ แล้วประธานวินิจฉัยว่าเสียหายก็จะ อนุญาต แต่ถ้าประธานเห็นว่าไม่เสียหายก็ไม่อนุญาต แต่ถ้าท่านจะใช้สิทธิอภิปราย โดยหักเวลาในส่วนของพรรคฝ่ายค้านนะผมยินดีครับ เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานขอโทษนะครับ สักพักนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๓ ประเด็นที่ได้กล่าวไว้นะครับ

ประเด็นแรก ท่านประธานครับ สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์หาเสียง เรื่องนโยบาย ๙๙ วัน เราหาเสียงจริงครับ ปัญหาตอนเขียนนโยบายของเราไม่เหมือนกับ ตอนนี้ก็คือว่าเราไม่ได้เข้ามาเขียนนโยบายหลังการเลือกตั้ง แต่เราเข้ามารับผิดชอบหลังจาก ที่สภาผ่านไปแล้ว ๑ ปี สิ่งที่ผมดำเนินการก็คือว่าเมื่อเขียนนโยบายเสร็จก็ประกาศชัดว่า เรื่องที่จะทำใน ๙๙ วันก็จะทำให้ได้แล้วก็ทำได้คือเรียนฟรีทำให้เสร็จภายใน ๙๙ วัน คือเรื่องของ อสม. คือเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ มี ๒ เรื่องที่มันเปลี่ยนแปลงไปก็คือ ราคาน้ำมันมันเปลี่ยนก็จึงไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องของกองทุนน้ำมัน แล้วก็มีเรื่องของ การที่สภามีกฎหมายค้างอยู่ในสภาเยอะแล้วก็จึงเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ยนองค์กร ศอ.บต. มาเป็นการตั้งเป็นคณะกรรมการโดยเสนอกฎหมายแทน ประเด็นก็คือว่าเราทำตาม ๙๙ วัน และอะไรที่เราทำไม่ได้เราก็ยืนบอกกับประชาชนครับว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร ผมก็มาพูด วันนี้เช่นเดียวกันครับว่าที่พูดถึงค่าแรงขั้นต่ำ ค่าจ้างขั้นต่ำทำทันทีทั่วประเทศ ผมก็เพียงแต่ บอกว่าถ้าท่านจะทำได้ก็ขอให้บอกว่าทำได้ ทำไม่ได้ก็บอกว่าทำไม่ได้ ก็ไปสู่ประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๒ เรื่องการประกันรายได้นั้น ผมจะพูดหลังจากนี้ มันก็มา เกี่ยวเนื่องกับเรื่องค่าแรงกับเรื่องเงินเดือนครับ ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้ถ้าท่านจะยืนยัน ก็เป็นคำตอบว่าสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการ ๓๐๐ บาท กับ ๑๕,๐๐๐ บาท ที่ผมฟังเมื่อสักครู่นี้ มันไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เป็นเรื่องรายได้ซึ่งท่านจะคำนวณจากค่าจ้างขั้นต่ำบวกอะไร ก็แล้วแต่ก็เป็นคำตอบครับแต่ขอให้ยืนยัน เพราะในสนามเลือกตั้งที่พวกเราอยู่กันทุกคน เข้าใจหมดว่ามันคือค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาททั่วประเทศ เพราะคำว่าขั้นต่ำตรงนี้มันก็มีกลไก ไตรภาคีตัวเดียวละครับที่เป็นหลักประกันชัดเจนว่าบังคับใช้เป็นการทั่วไปได้ ถ้าวันนี้ท่านยืน ตอบแล้วบอกว่าไม่ใช่นโยบายท่านไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท แต่เป็นรายได้ ๓๐๐ บาท ก็เป็นสิทธิของท่านนะครับ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะว่าพวกผมจะสับสนในเรื่องคำว่ารายได้หรือ ค่าจ้าง ส่วนในเรื่อง ๑๕,๐๐๐ บาท อันนี้ยากหน่อยนะครับ เพราะตอนหาเสียงคำพูด ของท่านนายกรัฐมนตรีและทุกคนใช้คำว่าเงินเดือนครับ ไม่ได้ใช้คำว่ารายได้ เพราะฉะนั้น เงินเดือนก็คือเงินเดือน แล้วเงินเดือนตรงนี้จะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนจะไปตีความ หมายความว่ารายได้ไม่ได้

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิสิทธิ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ จริง ๆ โดยความเคารพตั้งแต่เช้า ผมก็ให้เกียรติในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ ใครทำผิดข้อบังคับครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ผิดข้อบังคับผมลืมไปนะครับ ท่านประธานผิดข้อบังคับทุกข้อเลยครับที่เกี่ยวกับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมยังพูด ไม่จบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมานิตย์ครับนั่งเถอะครับ เชิญท่านอภิสิทธิ์ต่อ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกกระผมทำนี่เป็นเพียงแค่การใช้สิทธิแทนพี่น้องประชาชน ที่ต้องการทราบความชัดเจนว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านยืนยันว่าเป็นรายได้ ๓๐๐ บาท ก็เป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะดำเนินการตามนั้น แต่ก็หมายความว่ามันไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ตัวนั้นตามคำชี้แจงของท่านก็บอกว่าจะตามมาทีหลัง หลังจากที่มี การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในเรื่องการลดภาษีหรือเรื่องอื่น ๆ ก็ว่ากันไป แต่เรื่อง ๑๕,๐๐๐ บาทนี่เมื่อใช้คำว่าเงินเดือนมาตลอด แล้ววันนี้เปลี่ยนมาเป็นรายได้ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะ ตรงกับสิ่งที่มีการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ที่สำคัญเมื่อสักครู่ที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐ ถามก็คือว่ากรณีของค่าจ้างขั้นต่ำมันไม่ควรจะมาเกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาล มันเป็นสิ่งที่ ดำเนินการได้ในกรอบของแรงงานที่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามขั้นตอนของมัน เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรครับ อย่างที่ผมกราบเรียนเป็นสิทธิของรัฐบาลว่าจะทำเรื่องใด ไม่ทำ เรื่องใด เราเพียงขอความชัดเจน ถ้าท่านบอก ๓๐๐ บาทหมายถึงรายได้ ไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำ พี่น้องประชาชนก็จะได้ทราบตั้งแต่วันนี้ว่ามันเป็นเรื่องของรายได้ ไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนเรื่อง รายได้กับเงินเดือนนั้นท่านคงต้องไปชี้แจงอีกว่าทำไมถึงเปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นรายได้

ส่วนประเด็นสุดท้ายเรื่องการประกันรายได้กราบเรียนท่านอย่างนี้ครับ

ประการแรก ถ้าท่านจะเทียบจำนวนเงินที่เราใช้ ต้องไม่ลืมว่าทุกบาท ทุกสตางค์ของนโยบายประกันรายได้นี่ถึงมือเกษตรกร แต่ค่าใช้จ่ายในเรื่องของจำนำนี่ หลายส่วนไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้ถึงมือเกษตรกรเลย ที่สำคัญจำนวนเกษตรกรที่เกี่ยวข้องที่ได้ ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายมันต่างกันประมาณ ๓-๔ เท่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะ กราบเรียนเป็นประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ผมมีความกังวลเล็กน้อยว่าคำชี้แจงของท่านรองนายกรัฐมนตรี อยู่บนสมมุติฐานว่าประเทศไทยสามารถกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้ ซึ่งผมคิดว่าสวนทาง กับความเป็นจริง ตรงกันข้ามที่ผ่านมานี่เราจะเห็นชัดครับว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะเป็น ตัวกำหนดราคาข้าวในประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ครับ เหตุผลที่ท่านให้มันจะเกิดความสับสนขึ้น ประการแรกเลย โครงการจำนำที่ท่านเท้าความไปเป็น ๑๐ ปี ไม่ใช่ครับ สมัยก่อนนี้ที่มีการ จำนำข้าวจะเป็นการรับจำนำในราคาต่ำกว่าราคาตลาดครับ เป็นวิธีการในการที่จะให้ เกษตรกรเอาข้าวที่ยังไม่อยากขายในราคานี้มาพักไว้ก่อน มันก็จะไม่มีปัญหาเหมือนกับ ยุคหลังซึ่งเพิ่งมาทำประมาณปี ๒๕๕๑ ครับท่านครับ ที่ไปจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด พอสูงกว่าราคาตลาดมันไม่ใช่จำนำหรือครับ มันเหมือนกับรับซื้อ เพราะทุกคนจะเอามาขาย ในโครงการนี้ แต่อย่างที่กราบเรียนมีปัญหาว่ามีโควตาไม่ทั่วถึง การจำนำความจริง ก็ไปรับจำนำเอาพืชผลการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตรวจสอบไม่ได้ แล้วสุดท้าย ก็ทำให้มีผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทย ที่ท่านบอกว่าราคาข้าวไม่ขึ้น ตามธัญพืชอื่น ถูกต้องครับ แต่ปัญหานี้เกิดขึ้นก่อนโครงการประกันรายได้ครับ ข้าวพุ่งสูงขึ้น ไปประมาณกลางปี ๒๕๕๑ แล้วก็เริ่มตกลงมาแล้วครับ เราถึงต้องมาจำนำต่อเนื่องมาจนถึง ปี ๒๕๕๒ แล้วหลังจากนั้นมาราคาข้าวก็ขยับยาก เพราะรัฐบาลมีข้าวในสต็อก (Stock) เยอะมากครับ มันเป็นไปตามหลักของอุปสงค์ อุปทาน และมีความยากลำบากเป็นพิเศษ เพราะว่าการระบายข้าวเมื่อซื้อเข้ามาสูงกว่าราคาตลาดมันจะขาดทุน มันก็ทำให้เกิด การลังเลว่าจะยอมขาดทุนเท่าไร ทางตลาด ทางพ่อค้าก็จับทางได้ว่ามันมีข้าวอยู่ในสต็อกที่มี ความจำเป็นจะต้องระบายออกมา ตัวนี้ต่างหากครับเป็นตัวที่กดราคาข้าว ผมก็จึงกราบเรียน ว่าในมุมมองของพวกกระผมที่ท่านวิเคราะห์นี่ไม่น่าจะถูกต้อง แต่ว่าก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการ พิสูจน์กันไป เพียงแต่อยากจะกราบเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่าภาระที่เกิดขึ้นกับโครงการ ประกันรายได้ ถ้าคิดถึงจำนวนเกษตรกรที่ได้ประโยชน์ ถ้าคิดถึงข้อเท็จจริงว่าทุกบาท ทุกสตางค์ถึงมือเกษตรกรและถึงอีกหลายกลุ่มซึ่งไม่มีโอกาสจะได้รับประโยชน์จากโครงการ จำนำ ผมถือว่าคุ้มค่าและอยากให้ดำเนินการต่อ แต่ก็เป็นสิทธิของรัฐบาลว่าท่านจะ ดำเนินการหรือไม่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พอดีผมมีประเด็นที่อยากจะสอบถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ตอบเมื่อสักครู่นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไม่ใช่จะพูด ก็ลุกขึ้นพูดเลยนะครับ ผมยังไม่อนุญาตเลยนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านนั่งครับ เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรีครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ 🔗

ผม กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ผมได้รับฟังคำอภิปราย ข้อคิดเห็น ข้อสังเกตของท่านสมาชิก อย่างที่ผมได้ กราบเรียนไปทั้งในส่วนที่มีความมั่นใจ ทั้งในส่วนที่แสดงความกังวล ผมทราบดีครับว่า แต่ละท่านย่อมมีเหตุผลที่แตกต่างกัน หน้าที่ผมในการกราบเรียนชี้แจงก็มีหน้าที่กราบเรียน ชี้แจงในสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราเชื่อ ในมุมที่ท่านพูดว่างบประมาณได้เข้าถึงเกษตรกรอย่างทั่วถึง ผมก็เห็นด้วยครับ ผมเพียงแต่ได้กราบเรียนไปว่าการดำเนินการอย่างนั้นทั้งเกษตรกร ทั้งพ่อค้าโรงสี ทั้งผู้ค้า ทั้งผู้ส่งออก มีความสบายใจร่วมกันที่จะได้ซื้อได้ขายข้าวในราคา ที่ไม่สูงนัก เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แล้วก็ผู้ค้าอาจจะเป็นผู้ที่ได้รับ ประโยชน์เสียอีก เพราะว่าซื้อถูกขายถูกก็ทำงานง่าย นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้พิจารณา ฉะนั้นที่ผมกราบเรียนไปว่าการดำเนินการอย่างนั้นน่าจะส่งผลว่าเหมือนเป็นการชดเชยให้กับ ผู้บริโภคข้าวของเราทั่วไปทั้งระบบซึ่งผมก็ได้ยอมรับไปนะครับว่าคนไทยเราก็ได้กินข้าว ในราคาเดียวกันกับที่ต่างประเทศได้กิน และที่ผมตั้งข้อสังเกตคือจำเป็นหรือเปล่า ที่เราจะต้องดำเนินการชดเชยอย่างนั้นเสียจนกระทั่งผู้บริโภคข้าวในตลาดต่างประเทศ ก็พลอยได้รับผลชดเชยทั้งทางตรงทางอ้อมนี้ไปด้วยในการได้ซื้อข้าวในราคาถูก ผมทราบดีว่า สิ่งที่ท่านมองเป็นนโยบายท่านมีเหตุผล แล้วก็ในขณะที่ท่านได้ทำหน้าที่ในการบริหาร ท่านก็ได้เลือกทิศทางวิธีการอย่างนั้น สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดนี้เราได้วิเคราะห์แล้วเราเห็นว่า เรายินดีที่จะทำงานหนักสักหน่อยในขั้นตอนของการจำนำ เพื่อหวังให้เกษตรกรได้รับรายได้ที่ สูงขึ้นจากการที่กลไกที่ราคาตลาดจะทำงานในระดับที่ทำให้ราคาข้าวสูงกว่าวิธีการประกัน รายได้ที่ผมได้กราบเรียนไปนะครับ ผมไม่มีเจตนาต่อท่านประธานที่เคารพที่จะถกเถียงกับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะประเด็นนี้เราเถียงกันไปเถียงกันมาแต่ละคนก็มีเหตุผลนะครับ ผมก็ไม่แปลกใจที่ท่านยังยืนยันว่าสิ่งที่ท่านได้ทำนั้นมีเหตุผลที่ดี นั่นคือเหตุผลที่เลือกใน นโยบายประกันรายได้ ผมมีสิทธิหน้าที่เพียงแต่เรียนชี้แจงว่าทำไมเราจึงไม่เลือกดำเนินการ ในการประกันรายได้ทั้งที่ง่าย รายละเอียดอื่น ๆ ผมยังไม่ได้กราบเรียนไปนะครับว่าเราแน่ใจ หรือเปล่าว่าการประกันรายได้ในกลุ่มนั้นเป็นข้าวที่ปลูกขึ้นจริง ๆ ในขั้นตอนที่อาจจะมีการ สงสัยว่าการรับจำนำคุณภาพจะเป็นอย่างไร จำนวนจะเป็นอย่างไร ยังมีกระบวนการที่ต้อง ตรวจสอบว่าข้าวมีจำนวนอย่างนั้นหรือเปล่า น้ำหนักเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ความชื้น เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ข้อสังเกตที่ท่านอาจจะเป็นห่วงเป็นใยว่าจะมีข้าวจากประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิหรือไม่ ทีมงานที่จะต้องดำเนินการรับจำนำ เรายืนยันนะครับว่า จะต้องเป็นข้าวไทยที่ปลูกโดยเกษตรกรไทย เพราะฉะนั้นการที่จะไม่ให้มีข้าวจากต่างประเทศ เข้ามาสวมสิทธิก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำงาน อย่างน้อยที่สุดเราก็มีกระบวนการที่ทำงานให้ ข้าวไทยเท่านั้นที่จะถูกจำนำ แล้วก็ต้องมีการดำเนินการร่วมมือกันกับคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อใด ตลาดเป็นของผู้ซื้อราคาก็ต่ำ เมื่อใดตลาดเป็นของผู้ขายคือผู้ขายมีความเข้าใจร่วมกันว่าของเราดี มีคุณภาพกว่านั้น เราอยากได้ราคาสูงกว่านั้น ๕๐๐ กว่าเหรียญเราคิดว่าต่ำเกินไป เราอยาก เห็นราคามันสูงขึ้นก็เป็นกระบวนการเท่านั้นเอง เราไม่มีเจตนาหรอกครับที่จะไปบิดเบือน ราคาเสียจนกระทั่งเราต้องกลายเป็นผู้เก็บข้าวจำนวนมากอยู่ในสต็อกข้าวของรัฐบาลแล้วก็ ไม่สามารถจำหน่ายออกไป เพราะทำอย่างนั้นไม่ช้าก็เร็วความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะเห็นชัด อยู่ดี

การประกันรายได้ไม่พบว่ามีหลักฐานอะไรที่จะเป็นความเสียหายมากมายไป กว่าเงินที่ได้แจกชดเชยให้กับเกษตรกรไป ดังนั้นการดำเนินการของเราก็อยากย้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีการทำงานที่ไม่ง่ายนัก แต่เราคิดว่าการดำเนินงานแบบนี้จะช่วยประหยัดทรัพยากรของ ประเทศได้มากกว่าวิธีการเดิม ในส่วนที่ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงว่าผมก็พูดไปตามความ จริง ผมได้ฟังท่านอภิปรายเริ่มต้นด้วยค่าแรงขั้นต่ำผ่านไป ๔-๕ นาที คำว่าค่าแรงขั้นต่ำ มันถูกเปลี่ยนเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ สำหรับผมค่าแรงขั้นต่ำกับค่าจ้างขั้นต่ำก็ไม่เหมือนกัน สำหรับผมค่าจ้างขั้นต่ำกับรายได้ ก็ไม่เหมือนกัน คำแถลงนโยบายขณะนี้นะครับยืนยันว่าเราจะทำงานกันอย่างเต็มที่ เสียจนกระทั่งทำให้ผู้ใช้แรงงานมีโอกาสมีรายได้ในระดับไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทต่อวัน ถ้อยคำที่เขียนเรื่องของความสอดคล้องของผลิตผล ประสิทธิภาพ ก็เขียนอย่างชัดเจน ผมได้ กราบเรียนไปว่าอัตราดังกล่าวถ้าหากว่าเราสามารถทำงานร่วมกันกับผู้ว่าจ้างกับแรงงานเสีย จนกระทั่งแรงงานมีคุณภาพ ทุกคนมีความสุข ทั้งนายจ้างมีความสุขที่จ่ายเงิน ๓๐๐ หรือ ๓๐๐ กว่าบาทอย่างพออกพอใจ ผู้ใช้แรงงานมีความพอใจในการได้รายได้ ๓๐๐ บาทนั้น ไม่ได้ได้มาในลักษณะที่มีใครมาให้ทาน การดำเนินการที่จะทำให้ทักษะฝีมือแรงงานของท่าน ดีขึ้น อยู่ในมาตรการที่ต้องทำงานกัน ซึ่งก็ไม่ได้ขยายความเสียทั้งหมดนะครับ แต่ว่า ก็ขออนุญาตเรียนว่าการดำเนินการได้คำนึงถึงว่าถ้าหากมีใครสักคนหนึ่งพยายามจะบังคับ ขับไสให้นายจ้างต้องจ้างลูกจ้างคนนั้น ๆ ในราคาที่สูงกว่าที่เขาอยากจ้าง ไม่ต้อง ๓๐๐ บาท หรอกครับ ๑๕๐ บาทเขาก็ไม่จ้างครับ แต่สิ่งที่เราต้องการทำงานก็คือว่า อยากให้แน่ใจว่า ผู้ใช้แรงงานเหล่านั้นได้รับรายได้ที่มากกว่า ๓๐๐ บาท เพราะทักษะฝีมือแรงงานที่ดี ดังนั้น ถ้อยคำตรงนั้นจึงชัดเจนนะครับว่าดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท อย่างสอดคล้องกับผลิตผลและประสิทธิภาพของแรงงาน ขอกราบเรียนย้ำถ้อยคำ ในคำแถลงอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานครับ ผมขออนุญาต เนื่องจากผมเป็นคนหนึ่งในการร่างนโยบายนะครับ จะขออนุญาตอธิบายกรอบรวมให้เห็นว่าเราอยากเห็นอะไรในประเทศนี้ เราเห็นว่าหลายปี ที่ผ่านมานี่ประเทศไทยเราประสบความล้มเหลวนะครับ และอยากเห็นว่าประเทศนี้ มีการแข่งขันที่ดีขึ้นได้อย่างไรนะครับ นโยบายหลักของเราคือการที่จะต้องปรับปรุง ความสามารถของประเทศให้ก้าวขึ้นมาได้ แล้วก็ทำอย่างไรให้ประเทศมีการเจริญเติบโตที่สูง เรามีวิสัยทัศน์ที่เราบอกว่าในปี ๒๐๒๐ เราจะมีการเจริญเติบโตของจีดีพีจาก ๑๐ ล้านล้าน เป็น ๒๔ ล้านล้านนะครับ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ เป็น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ทั้งนี้ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องมีความเตรียมพร้อมทางด้านพลังงานนะครับ เพราะว่าเรา จะต้องขับเคลื่อนไปอย่างไรนะครับ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีขอโทษที มีผู้ประท้วงครับ ท่านรังสิมาประท้วงใช่ไหมครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานคะ ดิฉัน รังสิมา รอดรัศมี ส.ส. สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ คือเมื่อกี้นี้ ดิฉันไม่ได้ประท้วงนะคะ อยากจะบอกท่านประธานว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านเปิดไมโครโฟนก่อนสิคะ ท่านเล่นปิดแล้วก็ไม่ฟัง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพูดเถอะครับ ปล่อยให้พูดแล้วครับ พูดเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

คือเมื่อกี้นี้ดิฉันฟังท่านรองชี้แจงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำกับรายได้ ดิฉันก็อยากให้ประชาชนได้ยิน ชัด ๆ ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านใช้สิทธิประท้วง ท่านรังสิมาครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ ผมอนุญาตให้ท่านประท้วง แต่ท่านกลับไม่ได้ประท้วง แล้วจะถือโอกาสอภิปราย เพราะฉะนั้นท่านนั่งเถอะครับ ท่านนั่งครับ ท่านนั่งเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

คราวที่แล้วท่านรองอธิบายก็ไม่ได้ยิน นี่ยิ่งไม่ได้ยินใหญ่เลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ช่วยดูเรื่องระบบ เครื่องเสียงด้วยนะครับ ข้างล่างบอกไม่ค่อยได้ยิน นั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ในแง่ของ พลังงานของประเทศหลายปีที่ผ่านมามันมีการบิดเบือนการใช้พลังงานนะครับ เราจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกัน ได้ยินไหมครับ แล้วจะทำอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยครับ ช่วยดูระบบเสียงด้วยครับ ข้างล่างไม่ค่อยได้ยินครับ ผมพูดได้ยินหรือเปล่าครับ ได้ยินไหมครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 🔗

ได้ยินครับ ต้องขอประทานด้วยครับผม หลายปีที่ผ่านมานะครับ ผมว่าการใช้พลังงานมีการบิดเบือนอยู่ เยอะนะครับ ปัญหาหลัก ๆ คือการจัดโครงสร้างการใช้พลังงานทั้งหมด แล้วก็การจะต้องหา แหล่งพลังงานในอนาคตให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศนะครับ ตอนนี้ก็อยากจะ อธิบายว่าในหลักการก็คือทำอย่างไรที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ คราวนี้ขออนุญาตตอบคำถาม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะว่าท่านก็ได้ให้คำพูดมาหลายเรื่อง แต่คราวนี้ผมอยากจะเรียน ปรึกษาว่าท่านเองอาจจะไม่ทราบว่าท่านเข้าใจ หรือท่านอาจจะไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ เพราะเรามีนโยบายระยะสั้นและระยะยาวชัดเจน นโยบายระยะสั้นถ้าท่านเปิดหน้า ๘ คือนโยบายเร่งด่วนที่เราจะต้องทำก็คือการที่จะต้องช่วยประชาชนที่เดือดร้อน คือแนวความคิดนี้เป็นกรอบแนวความคิดของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านเห็นว่าในปีที่ ผ่านมาประชาชนเดือดร้อนมาก เนื่องจากว่ามีรายจ่ายสูง รายได้ไม่เพิ่ม ค่าครองชีพสูง ท่านก็ เลยบอกว่าทำอย่างไรที่จะกระชากค่าใช้จ่ายของประชาชนให้ลงได้ ท่านเลยบอกว่าอยากจะ กระชากโดยการที่จะลดราคาน้ำมันลงมาก็เลยคิดว่า แนวความคิดก็คือการที่จะไม่ต้องจัดเก็บ กองทุนน้ำมัน ท่านก็ได้ดำเนินการและท่านก็พูดออกมา แต่ขณะนั้นก็คือท่านอยากเห็นว่า มีการลดการจัดเก็บ ไม่ต้องจัดเก็บเลย ท่านก็พูดว่ายกเลิกกองทุน แต่ในความหมายจริง ๆ ก็คือ ยกเลิกการจัดเก็บชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนได้มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงนะครับ อันนี้อยากจะเรียน เรื่องนี้ หลังจากนั้นต่อมาก็เลยมีการอธิบายทีหลังว่าได้มีการที่จะลดการจัดเก็บอย่างไร จริง ๆ แล้วก็มีความชัดเจนแล้วนะครับ ออกมาแล้วก็บอกว่าเป็นการลดการจัดเก็บชั่วคราว เบนซิน ๙๕ จะลดเท่าไร ๙๑ จะลดเท่าไร ดีเซลจะลดเท่าไร อันนี้คือการดำเนินการระยะสั้น เพื่อช่วยประชาชนนะครับ ซึ่งมีการดำเนินการในลักษณะชั่วคราว เพราะเรามีโครงการ ในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแล้วเราก็จะทยอยกลับมาจัดเก็บใหม่ อันนี้ขอให้ท่านทราบ ในเรื่องนโยบายระยะสั้นนะครับ ซึ่งต่อมาก็จะมีเรื่องนโยบายของการใช้เครดิต การ์ด (Credit card) พลังงานซึ่งก็คงจะอธิบายต่อไปเมื่อมีโอกาสนะครับ หลังจากที่ทำเรื่องนี้ แล้วแต่ในระยะยาว ซึ่งเราอยู่ในหน้า ๒๔ หน้า ๒๕ คือเรื่องของพลังงาน เรื่องของพลังงาน ในระยะยาวเราต้องกลับมาปรับพื้นฐานใหม่ทั้งหมดนะครับท่าน

ที่ท่านพูดถึงเรื่องแอลพีจีคืออย่างนี้ครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเราสนับสนุนเรื่องแอลพีจีผิดทางมาตลอดนะครับ ราคาที่เราขายอยู่ ๑๘ บาท เป็นราคาที่ต่ำที่สุดในอาเซียนนะครับ ในลาวเขาขาย ๔๖.๕๙ บาท เขมร ๓๙ ๘๔ บาท พม่าขายอยู่ ๓๕ บาท เวียดนามขายอยู่ ๔๕.๕๐ บาท กระทั่งมาเลเซีย เขาขุดได้เองเขายังขายแข่งกับเราเลยนะครับ ๒๐.๕๐ บาท จะเห็นได้ว่าไทยมีราคาแอลพีจี ต่ำที่สุด พอแอลพีจีต่ำที่สุดในปี ๒๐๑๕ ที่จะมีการรวมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น เออีซี (AEC) ที่เกิดขึ้นนี้จะมีการไหลเวียนของสินค้าได้ตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเรายังคง ราคานี้อยู่ ประเทศเพื่อนบ้านก็จะมาซื้อของเราไปใช่ไหมครับ แล้วเราก็ต้องแบกค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนมหาศาลซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ความคิดของเราคือในระยะยาวก่อนที่จะเกิดการ รวมตัวเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๐๑๕ เราคงต้องลอยตัวเพื่อให้ราคาเป็นสะท้อนความจริง แต่ว่าเราก็จะเจาะจงในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนที่มีรายได้น้อยนะครับ เราคงจะมีมาตรการนั้นออกมาช่วยเหลือประชาชน แต่อยากให้เห็นภาพนี้ว่าถ้าเรายังคง ปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นปัญหา แล้วแอลพีจีที่เอามาใช้ในรถยนต์ในการขนส่ง เป็นเรื่องที่ผิดมากนะครับ อย่างนี้ครับ ท่านเองอาจจะไม่ทราบ ท่านพูดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ เรื่องว่าผมไปพูดเรื่องภาษีสรรพสามิต คืออย่างนี้ครับ ภาษีสรรพสามิตขึ้นอยู่ กระทรวงการคลังไม่ได้อยู่กระทรวงพลังงาน ดังนั้นที่ท่านมาต่อว่าผมเรื่องภาษีสรรพสามิต ไม่ใช่นะครับ ขออนุญาตให้ท่านพูดถึงกระทรวงการคลัง อย่างนี้ครับ ในกรณีของภาษี สรรพสามิตในกรอบคิดก็คือว่าเป็นภาษีสำหรับการเก็บภาษีที่ถนนใช่ไหมครับ ก็คือเก็บไว้ สำหรับว่าเอาไปสร้างถนนถูกไหมครับ มันคนละกรอบกับภาษีกองทุนน้ำมัน กองทุนน้ำมันที่ ท่านพูดถูกต้องคือ ๑. เอาไปรักษาเสถียรภาพราคา ๒. เอาไปอุดหนุนพลังงานอื่น แต่ปัจจุบันนี้เอาไปใช้อุดหนุนพลังงานอื่นเกือบหมดนะครับ ไม่ได้เสถียรภาพราคาเลยนะครับ เราอุดหนุนแอลพีจีกันอยู่ถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อเดือน ซึ่งมันเป็นการบิดเบือนอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้ไปรักษาเสถียรภาพอย่างที่ท่านคิด และจริง ๆ แล้วเราก็ควรจะมารักษาเสถียรภาพมากกว่าจะเอาไปบิดเบือนเรื่องอื่นนะครับ อันนี้ผมอยากให้เห็นภาพนี้นะครับ ฉะนั้นก็เลยอยากจะชี้แจงให้เห็นว่าการปรับเรื่องการที่จะต้อง มีราคาพลังงานในอนาคตที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างเรื่องเอ็นจีวีเอย เราเองก็จะต้องปรับ เพราะปัจจุบันนี้เอ็นจีวีเอง ขายอยู่ที่ ๘.๕๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาดีเซลที่ ๓๐ กว่าบาท อยู่เยอะมาก และต้นทุนจริง ๆ มันอยู่ที่ ๑๕.๕๐ บาท และในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศเวียดนามเขาขาย ๓๘ บาท ในประเทศสิงคโปร์ก็ยังขาย ๓๐ บาทนะครับ ถ้าเกิดเราไม่ดำเนินการเราก็จะมีปัญหาลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นนะครับ

ตอนนี้ก็มาตอบคำถามท่านอดีตนายกรัฐมนตรีหลายเรื่องที่ท่านได้ให้ ข้อมูลไว้ คือท่านกรุณาอย่าเอาเรื่องที่มาตรการชั่วคราวมาปนกับมาตรการที่จะทำในอนาคต คือถ้าเกิดเรามองว่าระยะสั้นคือช่วยประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีค่าใช้จ่ายลดลง แต่ระยะยาวมันต้องปรับประเทศนี้นะครับ ผมว่าประเทศนี้เราบิดเบือนเรื่องต่าง ๆ มาเยอะมาก เราคิดว่าเราควรที่จะกลับมาพูดความจริงนะครับว่าเรื่องอะไรคือเรื่องที่ควรทำ เรื่องอะไรคือ เรื่องที่ไม่ควรทำ การจะเอามาเป็นเรื่องบิดเบือนทางการเมืองอย่างเดียวโดยที่ไม่มองความ เป็นจริงว่าประเทศนี้จะเดินไปทางไหน ผมว่ามันเดินไม่ได้นะครับประเทศนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ จะต้องพูดความจริงว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด และสังคมก็จะมาตัดสินว่าเรื่องนี้ใช่หรือไม่ใช่ ผมอยากให้เห็นภาพนี้ว่าประเทศเราควรจะเดินทางไหน ทางถูกคืออะไร ทางผิด ทางอะไร ก็มาคุยกันนะครับผมว่า และสุดท้ายประชาชนเป็นคนตัดสินว่าเราจะเดินทางไหนนะครับ

ต่อมาที่ท่านบอกผมว่าเรื่องภาษีผมอย่างนี้ครับเรื่องราคาน้ำมันมันผกผันขึ้น ตลอดเวลาใช่ไหมครับ ยิ่งปัจจุบันนี้เรื่องของลิเบียเองก็เริ่มจะสงบ ราคาก็อาจจะเริ่มลดต่ำลง ได้ใช่ไหมครับ เราก็มองว่าการประหยัดพลังงานเป็นสิ่งที่สำคัญ ในอดีตที่ผ่านมาผมว่า การประหยัดพลังงานถูกละเลยค่อนข้างมาก ไม่มีการส่งเสริมเท่าที่ควร รัฐบาลนี้เราจะ ส่งเสริมการประหยัดพลังงานอย่างมากนะครับ คงหลังจากที่เราแถลงนโยบายแล้ว คงมี มาตรการการประหยัดพลังงานกันเพื่อให้เห็นว่าเราจะทำอย่างไรกับประเทศนี้ เนื่องจากว่า ปัจจุบันไฟฟ้าเรามีส่วนเกินอยู่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าก็สร้างไม่ได้ และเราจะทำ อย่างไรกันต่อไปกับประเทศนี้ เราจะสร้างโรงไฟฟ้าอย่างไรนะครับ เราก็จะต้องมีหน่วยงาน ของกระทรวงพลังงานที่จะต้องเข้ามาให้ความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นว่าเราทำ โรงไฟฟ้าเพื่อประโยชน์กับพวกท่านนะ และโรงไฟฟ้าที่เกิดใหม่ก็จะต้องไม่มีมลภาวะ เพื่อที่จะให้ประเทศนี้เดินต่อไปได้นะครับ

อันนี้ก็เลยอยากจะเรียนต่อว่าเรื่องที่ท่านบอกว่าเบนซินถูก ดีเซลแพง ผมว่า มันก็ไม่ใช่นะครับ คืออย่างนี้ครับ คือเราก็มองดูว่าถ้าเผื่อราคาในโลกมันเริ่มลดลง เราก็ควร ที่ว่าทำอย่างไร ถ้ามันเห็นเหมาะสมเราก็ควรกลับมาดูว่า เอ๊ะ เราควรจะปรับไหมในบางเรื่อง ที่จะเหมาะสมกับราคา คืออยากให้คนประหยัดนะครับ อยากให้มองอันนี้ อย่าไปมองว่า เราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในแง่นโยบาย จริง ๆ แล้วอะไรที่เราประกาศแล้วเราต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำเดี๋ยวเขาจะหาว่าเราดีแต่พูดครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำครับ

ในส่วนของเรื่องการส่งเสริมไบโอดีเซลพวกเอทานอลนะครับ เราก็มองว่า เป็นสิ่งจำเป็นครับ ระยะยาวเรามีพื้นที่ปลูกพืชพลังงานได้เอง อย่างไรเราก็จะต้องส่งเสริม การปลูกพลังงานและมาใช้กับพืชพลังงานเยอะอยู่แล้ว อีกครั้งหนึ่งนะครับ คืออย่าที่จะเอา เรื่องระยะสั้นมาปนกับเรื่องระยะยาว ระยะสั้นนี้ช่วยประชาชน ถ้าเราไปเปลี่ยนอะไรเยอะ ๆ เวลาปรับกลับมันลำบากครับ ผมอยากให้เห็นว่าเวลาเราลดราคาน้ำมันมันลดง่าย แต่เวลา จะขึ้นมันขึ้นยากนะครับ แล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่นะครับ ถ้าเทียบ บอกว่าที่รัฐบาลท่านใช้อุดหนุนดีเซลนะครับ ท่านจ่ายไป ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หมายถึงว่ารายได้ที่ประเทศขาดไปจากการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐๐ ล้านบาท แล้วนะครับ ของเราก็คงน้อยนะครับ ในแง่ของเบนซิน ๙๑ ๙๕ ผมอยากให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือคนจนจริง ๆ นะครับ มอเตอร์ไซค์ ๑๗ ล้านคันต้องใช้เบนซิน นะครับ ใช้เอทานอลไม่ได้ ใช้แก๊สโซฮอล์ไม่ได้ เครื่องจักรการเกษตรก็ต้องใช้แก๊สโซฮอล์ อยากจะให้เห็นภาพนี้นะครับ รถยนต์เก่า ๆ ก่อนปี ๑๙๙๕ ซึ่งมีเป็นหลายล้านคันยังคงใช้อยู่ก็จะได้ประโยชน์จาก เรื่องนี้นะครับ ผมเองอยากเห็นว่าเรื่องที่เราทำเราวิเคราะห์แล้วว่าให้ถึงแก่ประโยชน์กับผู้มี รายได้น้อยจริง ๆ นะครับ แต่เรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทนหรือพืชพลังงานในระยะยาว เป็นสิ่งที่เราต้องทำนะครับ เราจะส่งเสริมอย่างจริงจัง ก็คงขออธิบายคร่าว ๆ เพียงเท่านี้ แล้วถ้าเกิดมีผู้ใดมาผมก็ยินดีจะตอบคำถามต่อนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญหม่อมหลวงอภิมงคลครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส อภิปรายนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง ซึ่งในช่วงการรณรงค์หาเสียงนั้นท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้หาเสียงไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากท่านได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นท่านมีความประสงค์ที่จะยุบกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง แต่ต่อมาเมื่อมีการแถลงนโยบายในวันนี้ก็ปรากฏว่าท่านได้เปลี่ยนแนวทาง เป็นการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับเชื้อเพลิงบางประเภทก็คือ เบนซิน ๙๕ เบนซิน ๙๑ แล้วก็ดีเซล กระผมเรียนครับไม่ว่าท่านจะยุบกองทุนหรือท่านจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุน ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบในวงกว้าง เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีความสำคัญในการดูแล ให้ราคาพลังงานทุก ๆ ด้านอยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าน้ำมันก็ดี ก๊าซหุงต้มก็ดี ก๊าซเอ็นจีวีก็ดี ล้วนแล้วแต่มีความผูกพันทางด้านกลไกราคา ผ่านการอุดหนุน และชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การดำเนินการที่ผ่านมาท่านจะเห็นว่ารัฐบาลนั้น ดำเนินการเก็บเงินเข้ากองทุนมาโดยตลอด ซึ่งสามารถสร้างสถานภาพกองทุนให้มี ความเข้มแข็ง ปัจจุบันนี้กองทุนมีเงินสดอยู่ที่สามารถเข้ามาช่วยบริหารสถานการณ์พลังงาน ประมาณ ๑๔,๓๐๐ ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันเมื่อราคาก๊าซหุงต้มและราคาก๊าซเอ็นจีวีพุ่ง สูงขึ้น กองทุนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการชดเชยราคา ส่งผลให้ปัจจุบันฐานะกองทุนนั้นเมื่อหัก หนี้ออกไปแล้วจะมีสถานะอยู่ที่ ๔๔๑ ล้านบาท ผมต้องเรียนครับว่ากองทุนนั้นเป็นกลไก สำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนในปัจจุบันนั้นได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ก๊าซหุงต้มในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันเมื่อมาดูถึงรายได้และรายรับของกองทุนพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเมื่อมี การเก็บเงินนั้น กองทุนมีรายได้ต่อเดือนประมาณ ๔,๑๕๐ ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย ๔,๑๓๐ ล้านบาท นั่นหมายถึงว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีสถานะที่สมดุล มีความสามารถ ที่จะเข้ามาดูแลราคาพลังงานหากราคาน้ำมันหรือราคาก๊าซหุงต้มและราคาก๊าซเอ็นจีวีพุ่งสูงขึ้น กระผมต้องเรียนครับว่าการที่ท่านจะงดการเก็บเงินเข้ากองทุนนั้นจะส่งผลให้รายได้ของ กองทุนหายไปกว่า ๓,๕๐๐ ล้านบาทต่อเดือน รายได้ในส่วนนี้เป็นรายได้สำคัญที่ปัจจุบัน นำมาค้ำจุน นำมาชดเชยในเรื่องของก๊าซหุงต้มก็ดี ในเรื่องของก๊าซเอ็นจีวีก็ดี กระผม ตระหนักดีครับว่าความจริงท่านรัฐมนตรีเองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ เพราะท่านได้ให้ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าท่านก็หนักใจ แต่ท่านไม่สามารถปฏิเสธนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ ผมก็เรียนครับเพราะผมเห็นท่านพยายามที่จะออกมาตรการต่าง ๆ ๓ มาตรการด้วยกันเพื่อที่จะเยียวยาลดภาระของกองทุน ไม่ว่าจะเป็นการบีบค่าการตลาด ของแอลพีจีภาคขนส่ง การปรับราคาเนื้อก๊าซเอ็นจีวีลง หรือว่าการรื้อโครงสร้างเอทานอล ให้สะท้อนต้นทุน ผมต้องเรียนกับท่านประธานเช่นเดียวกันครับว่าขณะที่รายได้ของกองทุน สูญเสียอยู่ ๓,๖๐๐ ล้านบาทต่อเดือน มาตรการต่าง ๆ ที่ท่านจะนำมาใช้นั้นจะสามารถ ลดภาระของกองทุนได้ไม่ถึง ๖๐๐ ล้านบาทต่อเดือน เมื่อเป็นเช่นนี้ครับการที่กองทุนจะต้อง ใช้จ่ายยังมีอยู่ถึง ๔,๒๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นกองทุนถ้าหากท่านงดเก็บเงินเข้าก็จะมีหนี้ ๓,๑๐๐ ล้านบาทต่อเดือนครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ครับ หมายความว่าถ้าท่านดำเนินการตามนโยบายที่ท่านว่าไว้ ใน ๖ เดือน ในช่วงข้างหน้านี้กองทุนจะมีสถานภาพติดลบเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ได้ไปนำ การพยากรณ์ราคาน้ำมันมาดูครับ หลายบริษัทการพยากรณ์ให้ความเห็นว่าราคาน้ำมันในช่วง ปลายปีและในช่วงต้นปีหน้าจะทะยานสูงขึ้นถึง ๑๒๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และต่อมาอาจถึง ๑๔๐ ซึ่งนั่นหมายความว่าราคาแอลพีจีและราคาเอ็นจีวีในตลาดของเราก็เช่นเดียวกันครับ จะปรับตัวขึ้น ถ้าหากท่านยังดำเนินนโยบายเช่นนี้อยู่จะทำให้กองทุนเป็นหนี้อย่างมหาศาล ในการที่จะต้องไปชดเชยก๊าซเอ็นจีวี แล้วก็ก๊าซแอลพีจี ท่านก็จะมีทางเลือก ๒ ทางครับ ถ้าหากว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นคือท่านจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ก๊าซหุงต้มได้ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ท่านก็มี ทางเลือกก็คือว่าท่านจะต้องลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวีทันที ถ้าหากท่านทำเช่นนั้นครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ถังก๊าซหุงต้มที่พี่น้องประชาชน ใช้อยู่ทุกวันนี้ครับ ๑๕ กิโลกรัมจะขึ้นเป็นถังละ ๕๔๐ บาท ผมคิดว่าการที่เราจะปรับ โครงสร้างพลังงานให้ลดความบิดเบือนเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้อง คำนึงถึงด้วยครับว่าระยะเวลาในการปรับนั้นไม่ใช่ปรับด้วยการที่มีแรงกดดัน เพราะเราไม่มี กลไกของกองทุนมาช่วยเหลือ ผมเรียนต่อนะครับ ประเด็นที่สำคัญนอกจากการก่อหนี้ก่อสิน และการสร้างแรงกดดันให้กับกองทุน ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีความบอบบาง ประเด็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็จะมีเรื่องของการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งจะมี ความน่าเป็นห่วง ปัจจุบันนี้ครับในโครงสร้างราคา ท่านประธานจะเห็นว่าเบนซิน ๙๕ อยู่ที่ลิตรละ ๔๖.๗๐ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ๓๖.๔๔ บาท เบนซิน ๙๑ ๔๑.๓๔ บาท และแก๊สโซฮอล์ ๙๑ อยู่ที่ ๓๓.๙๔ บาท แต่หลังมีการงดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันเบนซินทั้ง ๒ ประเภทแล้ว ท่านจะเห็นว่าความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบนซิน ๙๕ กับแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ลดลงเป็นอย่างมากเหลือเพียง ๓ บาท ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นครับ เดิมแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด พลังงานเอทานอลที่เราสามารถผลิตเองในประเทศเป็นการลด ดุลการค้า ลดการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ เดิมครับแก๊สโซฮอล์ ๙๕ เคยถูกกว่าเบนซิน ๙๑ ลิตรละ ๕ บาท เมื่อท่านถอดเรื่องของการเก็บเงินเข้ากองทุนออกจะส่งผลให้แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เราสนับสนุนมาโดยตลอดเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด เป็นเชื้อเพลิงที่ ชาวไร่ ชาวนา ของไทยเราเองสามารถได้ประโยชน์ด้วย กลับกลายเป็นว่าจะแพงกว่า เบนซิน ๙๑ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับท่านประธานก็คือรถจักรยานยนต์ รถยนต์ที่ สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ในปัจจุบันก็จะหันไปใช้เบนซิน ๙๑ นั่นหมายความว่าจะมี ผลกระทบเป็นลูกโซ่ครับ บริษัทที่ผลิตเอทานอลซึ่งเขามีความหวังว่าการใช้เอทานอล จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับก็จะต้องปิดการดำเนินการ ชาวไร่อ้อย ชาวมันสำปะหลัง ที่เดิมมีการใช้ วัตถุดิบมาเป็นเครื่องมือในการผลิตพลังงานก็จะไม่สามารถขายวัตถุดิบได้ เหล่านี้ครับ ผมยืนยันว่าถ้าหากว่ามีการดำเนินการในลักษณะนี้และไม่มีการทำสิ่งอื่นใดจะทำให้ แก๊สโซฮอล์ ๙๕ นั้นสูญพันธุ์ไปจากตลาดของไทย สิ่งเหล่านี้ผมเรียนเพราะผมอยากเห็น การพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานที่สะอาดอย่างยั่งยืน แล้วที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การ สนับสนุนจนกระทั่งมีการใช้เอทานอลในวันนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน แล้วผมก็หวังว่า ที่เราเคยตั้งเป้ากันไว้ว่าจะใช้กันจนถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ชาวสวนอ้อย พี่น้องชาวเกษตรกรเป็นอย่างมากก็อาจจะไม่เกิด ถ้าหากว่านโยบายในระยะสั้น ของท่านที่ท่านบอกว่า ๖ เดือน ถึง ๑ ปี ดำเนินการไปเช่นนี้ ผมเรียนนะครับว่าหลายเรื่อง ที่พวกเราเป็นห่วงนั้น เราทราบครับว่าโครงสร้างพลังงานในปัจจุบันมันมีความซ้ำซ้อน มันมีการชดเชย แล้วเราก็ประสงค์จะเห็นโครงสร้างพลังงานที่มีความบิดเบือนน้อยที่สุด แต่ระยะเวลาในการดำเนินการนั้นเป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะท่านต้องให้โอกาสกับพี่น้องประชาชน กับผู้ประกอบการที่จะสามารถปรับตัวไปใช้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปใช้พลังงานใหม่ ๆ ไม่ใช่การดำเนินการในลักษณะที่ฉุกละหุก ขาดการเปลี่ยนผ่านในลักษณะที่เกิดขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานสั้น ๆ อีกนิดเดียวครับ เพราะผมคิดว่าพวกเราทุกคนประสงค์ที่จะเห็นกองทุนที่มีความสามารถ พวกเราทุกคน ประสงค์ที่จะเห็นชาวไร่อ้อย โรงงานเอทานอล ในประเทศไทยได้รับการพัฒนา รวมทั้งพึงประสงค์ที่จะเห็นการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ผมเรียนครับว่า ถ้าโครงสร้างของราคาเนื่องจากการงดการเก็บเงินเข้ากองทุนเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เราจะได้รับก็คือ การบ่อนทำลายนโยบายพลังงานทดแทนของเรา รวมทั้งผมยืนยันว่าพวกเราในสภาแห่งนี้ คงไม่อยากเห็นรัฐบาลชุดนี้ทิ้งมรดกเอาไว้ให้พวกเราก็คือหนี้อันมหาศาลของกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีค่ะ ขออนุญาตตอบข้อซักถามที่สมาชิก มีข้อสงสัยนะคะ ในเรื่องขณะที่ดิฉันได้หาเสียงและมีการพูดถึงเรื่องของการยกเลิกกองทุน น้ำมัน ขณะนั้นวัตถุประสงค์ที่ดิฉันได้หาเสียงกับพี่น้องประชาชน เพราะในขณะนั้นมีปัญหา เรื่องค่าครองชีพที่สูงมาก ดิฉันและคณะกรรมการเห็นว่าการทำงานเหล่านี้ในเรื่องของค่า น้ำมันนั้นเป็นต้นทุนของสินค้าหลาย ๆ อย่าง เราจึงเห็นว่ามีความจำเป็นในเรื่องของการลด ราคาน้ำมัน ซึ่งสำหรับการยกเลิกกองทุนน้ำมันนั้นเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง หลังจากที่ได้มา ทำงานนั้นเราก็พบว่ามีหลาย ๆ วิธีที่จะทำงานได้ ก็สามารถที่จะไม่จำเป็นที่จะต้องยกเลิก ซึ่งเราเองเราได้ยืนยันในกรอบเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายของพี่น้องประชาชน นั่นก็คือ ความหมายของการลดราคาน้ำมันเพื่อที่จะลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน

สำหรับอีกประเด็นหนึ่ง ที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงว่าการทำงานของดิฉันนั้น จะทำงานเพื่อคนคนเดียว วันนี้พี่น้องประชาชนเลือกดิฉันมาและเลือกพรรคเพื่อไทย มานั้นเป็นการเลือกที่มาจากเสียงของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ และการเข้ามา ทำงานในฐานะรัฐบาล แน่นอนค่ะ ดิฉันมาจากเสียงของประชาชนที่ให้การยอมรับและ ไว้วางใจดิฉัน ดิฉันจะไม่ลืมในการทำงานทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชนค่ะ และหากดิฉันอยู่ใน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถ้าดิฉันทำงานเพื่อคนคนเดียวก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะไม่ให้ดิฉัน ทำงานในตำแหน่งนี้ ขอบคุณมากค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านมงคล ศรีคำแหง ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เชิญครับ ขออภัยท่านมงคล ขออภัยนิดหนึ่งครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนะครับ ตามที่สมาชิก ท่านได้กล่าวถึงเรื่องของการใช้พลังงานทดแทนนะครับ ผมได้เรียนแล้วว่าเราเห็น ความสำคัญเรื่องของพลังงานทดแทน และเราก็เห็นความสำคัญของผู้ปลูกอ้อย ผู้ปลูก มันสำปะหลัง ผมเองยังเห็นว่าในอนาคตประเทศเราควรจะต้องใช้เฟลค ฟลูเอล (Flex Fuel) เราจะส่งเสริมการใช้รถยนต์เฟลค ฟูเอลเลยคือมีการใช้บาลานซ์ (Balance) ระหว่างเอทานอลกับเบนซินตั้งแต่ อี ๑๐ อี ๒๐ ถึง อี ๘๕ ผมเชื่อว่า ควรจะใช้อันนี้เพิ่มขึ้น เพราะเนื่องจากเราปลูกเองได้เยอะนะครับ แต่ส่วนที่ท่านให้ ความกังวล ผมก็ได้เรียนแล้วว่าเรื่องที่ทำอยู่เป็นเรื่องระยะสั้น ท่านอย่าบิดเบือนครับ ขอความกรุณาอย่าบิดเบือนนะครับ ผมบอกแล้วว่าเราจะช่วยประชาชน เพราะประชาชน เดือดร้อนมา ที่เราชนะมาเยอะ ๆ ก็เพราะประชาชนเขาเดือดร้อน เขาถึงเลือกเราครับ เราก็ ต้องช่วยประชาชนนะครับ อยากให้ท่านเห็นภาพนี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะช่วยระยะสั้น เมื่อโครงการในการเพิ่มรายได้ประชาชนเสร็จแล้วเราถึงจะดำเนินการในการกลับมา เก็บใหม่ เราไม่ได้ปล่อยอย่างนี้ไปตลอดเวลานะครับ แล้วคงไม่ให้กองทุนจะมีหนี้เพิ่ม ไปเยอะแยะขนาดนั้น ที่หนี้เพิ่มเยอะก็บอกแล้วครับมันเกิดจากแอลพีจี กรุณาศึกษานิดหนึ่ง ว่ามันเกิดจากอะไร เกิดจากคอสท์ ซัพพอร์ต (Cost support) นะครับ ท่านจบเมืองนอกมา ผมขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ เพื่อท่านจะได้เข้าใจนะครับ มันเกิดมีการใช้แอลพีจีถึงเดือนละ ๓,๐๐๐ กว่าล้านลิตร ขออนุญาตให้เห็นภาพนี้ ซึ่งเราก็คงต้องหาทางว่าในอนาคตเราจะแก้ไข เรื่องนี้กันอย่างไร แต่เชื่อเถอะครับว่าพรรคเพื่อไทยเราโตมาจากเกษตรกร เกษตรกร เลือกเราเยอะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวสวนอ้อย ชาวมันสำปะหลังนี่ เราเห็นความสำคัญของเขา รับรองได้นโยบายเรื่องการใช้พลังงานทดแทนจะเป็นนโยบายหลักของเราเลย เราจะ ส่งเสริมอย่างเต็มที่นะครับ แต่เรื่องปัจจุบันที่ใช้ไม่กี่เดือนนี่นะครับ อาจจะเป็น ๔ เดือน ๖ เดือน หรือไม่เกินปี มันไม่กระทบกระเทือนมากหรอกครับ ถ้ามีการกระทบกระเทือนเราก็ จะเอามาพิจารณาอีกทีนะครับ เพราะอย่างไรเรื่องพลังงานทดแทนเป็นเรื่องหลักที่เราจะทำ อยู่แล้ว ขออนุญาตอธิบายนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านมงคลครับ ๑๐ นาทีครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง ๑ นาทีครับ ท่านรัฐมนตรีได้เรียนว่าผม ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งผมไม่ได้บิดเบือนนะครับ ผมจะต้องชี้แจงครับ ไม่อย่างนั้น ผมเสียหายครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมเรียนท่านครับที่ผมถามท่านว่าหากท่าน เก็บเงินเข้ากองทุนแล้ว จะเห็นได้ครับ เพราะโดยข้อมูลข้อเท็จจริงนี่ราคาเบนซิน ๙๑ จะถูกกว่า ราคาแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ผมไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงใด ๆ เลยครับ ผมก็บวกเลขเป็น บวก ลบ คูณ หารเอาก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งที่ผมบอกพี่น้องประชาชนก็คือว่าถ้าเป็นเช่นนั้น แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ก็จะหมดอนาคตครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีนิดเดียวนะครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ครับ ผมไม่ได้ พูดถึงท่านบิดเบือนเรื่องราคานะครับ ผมพูดถึงท่านบิดเบือนในเรื่องว่าพรรคเราจะทำให้ ชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะหลังเดือดร้อน ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในไอเดีย (Idea) นั้นนะครับ อย่างไร เราต้องช่วยเหลือชาวไร่อยู่แล้วนะครับ เราใช้ระยะสั้น ๆ ครับ ขอเน้นย้ำนะครับ ระยะสั้น ๆ แล้วเราจะกลับมาเก็บใหม่ ช่วงห่างระหว่างราคาแก๊สโซฮอล์กับราคาเบนซินในอนาคตต้อง ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนะครับ ผมขออนุญาตช่วยเหลือระยะสั้นครับ ขอเน้นย้ำ ไม่ได้ระยะยาวนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านมงคลครับ เชิญครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรีในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และคณะ ที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจเลือกพรรคท่านมาบริหารประเทศ พี่น้องชาวไทยส่วนมากก็ยินดีแล้วก็ตั้งความหวังไว้สูงมากกับรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่ประเทศไทย เรานั้นประสบปัญหาความแตกแยกผ่านมานั้น ๓-๔ ปีมานี้รัฐบาลที่ผ่านมาแทบ จะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผมเห็นด้วยกับท่านผู้นำฝ่ายค้านคือท่านอดีต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ได้พูดเมื่อเช้าว่ารัฐบาลนั้นต้องเร่งสร้างศรัทธาแล้วก็สร้างความ เชื่อมั่นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนแล้วก็ผู้ที่จะมาลงทุนเกิดความมั่นใจ ในเสถียรภาพของประเทศไทยเรา โดยเฉพาะของรัฐบาลนะครับ การสร้างความเชื่อมั่นนั้น ผมคิดว่าทำได้ยากนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ๒-๓ ปีที่ผ่านนั้นก็เป็น ตัวอย่างนะครับว่าทำงานมา ๒-๓ ปีแต่ว่าศรัทธาก็ลดลง นี่ผมพูดตามหลักความจริงนะครับ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่พ่ายแพ้การเลือกตั้งนะครับ การที่เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศนั้น มันต่างกับการที่ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจ การที่เป็นเจ้าของธุรกิจบริหารธุรกิจนั้นแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง ปัญหาของนักธุรกิจก็มีผลกำไร มีการขาดทุน แต่ว่าปัญหาของประเทศชาตินั้น มากมายเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และคณะจะต้องแบกรับภาระไว้ เพราะว่านโยบายที่ท่านได้แถลงในวันนี้มันเป็นสิ่งที่พูดได้สวยงาม แต่ว่าการกระทำนั้นผมเชื่อ ว่าต้องใช้ความพยายามแล้วก็ต้องใช้ความสามารถอย่างสูงมากนะครับ ประชาชนฝาก ความหวังไว้มากเท่าไร แรงกดดันก็ไปอยู่ที่ท่านมากเท่านั้น ผมอยากจะให้ข้อเสนอ กับท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเรานั้นหลาย ๆ ท่านมี ข้อดีแตกต่างกันอยากให้ท่านหยิบยก ผมยกตัวอย่างว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็มีข้อดีคือท่าน ไม่พูดมาก ทำงานมาก ข้อนี้เป็นข้อที่ดีที่สุด ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหารนั้นที่ผ่านมา ท่านเป็นคนที่ติดตามงาน สั่งแล้วต้องตาม ข้อนี้ก็เป็นข้อดี ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีชวนนั้น เป็นคนที่มีความรอบคอบสุขุมข้อดีของท่าน แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็มีข้อดีข้อเด่น ก็คือท่านมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก การเป็นผู้นำนั้นความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากว่า นายกรัฐมนตรีใหม่ถอดด้ามอย่างนี้ไม่เคยเข้าสู่การเมือง ถ้าเกิดว่าท่านไม่มีความเชื่อมั่น ในตัวเอง ไม่มีความอดทนแล้วก็จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญได้ยากมาก ผมอยากให้ เอาจุดเด่นจุดแข็งของแต่ละท่าน ของอดีตนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านนำมาใช้ ส่วนเรื่องที่ท่าน จะต้องรีบทำก็คือปัญหาเร่งด่วน ปัญหาเร่งด่วนนั้นมีหลายอย่างมากเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความปรองดอง เนื่องจากการแตกความสามัคคีของคนในชาติ แล้วก็เรื่องภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพี่น้องต่างจังหวัด ชาวไร่ชาวนานี้แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว บางจังหวัดน้ำท่วมซ้ำซาก ๔-๕ ครั้งในปีนี้ ผมว่า ท่านอย่าเพิ่งคุยกันเลยครับ ฟังผมพูดก่อนแล้วจะได้นำปัญหานี้ไปแก้ไขนะครับ มีเวลาคุยกัน อีกเยอะครับ คือพูดง่าย ๆ ว่าข้อแนะนำของผมก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีปูต้องทำให้ มากกว่าพูด ถ้าเกิดว่าท่านพูดแล้วทำไม่ได้เดี๋ยวคนก็จะบอกอีกว่าดีแต่พูด เพราะว่ามี หลายท่านหลายรัฐบาลที่เคยโดนข้อหาแบบนี้ แล้วก็การแก้ปัญหานั้นอันไหนเร่งด่วน ท่านต้องรีบทำก่อน แต่ปัญหาบางอย่างในประเทศไทยเรานั้นปัญหามันหมักหมมมานาน ปัญหาความยากจนท่านจะแก้ให้หมดภายในวันนี้ไม่ได้ต้องค่อย ๆ ทำ แล้วก็การแก้ปัญหา ต้องควบคู่กับการพัฒนาด้วยนะครับ ถ้าท่านมัวแต่แก้ปัญหาแต่หยุดพัฒนา ประเทศชาติ ของเราก็จะไปไม่ทันใคร เพราะประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือประเทศใด ก็แล้วแต่เวลานี้ออกนำเราไปเยอะมากแล้ว ทีนี้ผมขอวกกลับมาที่นโยบายเรื่องยาเสพติด ทุกคนในประเทศนี้เป็นห่วงมาก ปัญหายาเสพติดนี้ลุกลามเข้าไปที่วัด ที่โรงเรียน แม้แต่ในคุก นักโทษที่จับเข้าไปแล้วยังมีให้เห็นบ่อย ๆ ว่ามีการค้ายาเสพติด มีโทรศัพท์ออกมาสั่งการ ก็อยากให้ทางผู้ที่รับผิดชอบโดยรัฐบาลเร่งบูรณาการ ผมอยากให้เอ็กซเรย์ทั่วประเทศ เหมือนกับรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเคยทำเมื่อหลายปีก่อนนะครับ ต้องบูรณาการ ตั้งแต่ตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอต้องรู้ ท่านต้องไปสกรีน (Screen) มาให้ได้ ต้องเอกซเรย์ให้ได้ว่าใครเสพ ใครค้า ต้องแยกนักค้ายาเสพติด ผู้ที่ติดยาเสพติดออกจากพี่น้องประชาชนทั่วไป ต้องมีการบูรณาการ ข้อมูล และทำอย่างต่อเนื่องแล้วก็เร่งด่วนก็ฝากด้วย แต่งบประมาณนะครับท่าน ปีที่แล้ว ๒ ปีที่แล้วงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบยาเสพติดถูกตัดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ใครที่คุมตำรวจช่วยดูด้วย ยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นจับมากขึ้นแต่ว่างบประมาณ ถูกตัดลง คนก็น้อย ตำรวจตามจับนักค้ายาเสพติด ขณะนี้นักโทษที่ถูกศาลตัดสินประหาร ๒๐๐ กว่าคน แต่ยังไม่เคยประหารก็ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร แล้วจับข้างนอกก็ยังบอกว่า คนที่ถูกประหารในเรือนจำเป็นคนสั่ง เป็นคนบงการ เป็นไปได้อย่างไรอยู่ในคุกสี่เหลี่ยม ออกมาค้ายา ผมฝากด้วยนะครับใครที่ดูแลกรมราชทัณฑ์อะไรทำนองนี้ แต่ที่ผ่านมาผมคิดว่า อาจจะเป็นนโยบายของรัฐที่ไม่ได้เข้มงวดมากนัก หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าต่อจากนี้ นโยบายเร่งด่วนผมฝากด้วยเรื่องยาเสพติดนะครับท่านต้องบูรณการแล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนนโยบายอีกข้อหนึ่งที่ผมเป็นห่วงและอยากทำที่สุดก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ผิดหรอกครับ ท่าน พลเอก สนธิ นี่ฉีกทิ้งยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย แล้วยังเข้ามาในสภาอีกนะ นี่แหละบ่อเกิดของปัญหาที่ผ่านมานะครับ แก้ได้ครับ อะไรที่มัน ไม่ดีมันบกพร่องแก้ไปเถอะครับ ส.ว. ยินดี บางท่านก็อาจจะไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วย แก้ให้มันเป็นประชาธิปไตยแล้วก็แก้ให้พรรคการเมืองเกิดความเข้มแข็งนะครับ คราวที่แล้ว รัฐบาลที่แล้วบอกไม่แก้ ๆ พอพรรคร่วมบอกถ้าไม่แก้ถอน เป็นอย่างไรรีบแก้ แก้เพื่อใครครับ อย่าเพิ่งประท้วงนะครับ แก้เพื่อใคร แก้เพื่อตัวเองไหม ประชาชนได้อะไรนะครับ แก้แบ่งเขต แก้เพิ่มบัญชีรายชื่อนะครับ แล้วทำไมเมื่อรัฐบาลท่านเป็นจะแก้ไม่ได้นะครับ เสียงข้างมากเห็นด้วยก็แก้ได้ทั้งนั้นแหละครับ ผมฝากด้วย ไม่มีปัญหา ส่วนการจัดตั้ง ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นกระทรวงมหาดไทยนี่เหมาะสมมาก เพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นตั้งแต่ปลัดจนปลัดกระทรวงนะครับ ผมเห็นด้วยนะครับ ถูกต้อง มากเลย ความเป็นธรรมจะได้เกิดขึ้น การซื้อขายตำแหน่งจะไม่มีให้เห็นอีก ฝากความหวังไว้ นะครับท่าน ส่วนเรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอันนี้เป็นจุดเด่นเลย ผมจึงชม และให้กำลังใจท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ ดอกเตอร์โต ผมไม่รู้จักท่านเป็นส่วนตัว แต่ผมว่า อย่างไรก็ดีกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉย ๆ ก็ดีกว่านะครับ แล้วก็เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศผมอยากให้ลดงบประมาณทหาร ลงมานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีปูครับ ลดงบประมาณทหารลงมานิดหนึ่งเนื่องจากเรา ไม่ต้องไปทำสงครามกับใครแล้ว เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแล้ว คงไม่ต้องไปทำสงครามกับเพื่อนบ้านแล้วละครับ รัฐมนตรีคนใหม่นี่นะครับ ผมว่าเอา งบประมาณที่ลดจากทหารมาช่วยพี่น้องที่มีปัญหาน้ำท่วมนะครับ ก็ฝากรัฐมนตรีด้วย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศต้องค้าขายเป็นด้วยนะครับ ไม่ใช่ทำเรื่องเจรจา เรื่องการทูตอย่างเดียว บ้านเรามีของดีให้ค้าขายอีกเยอะ ท่านเอาไปขาย ฝากด้วยนะครับ แล้วคนที่เก่ง ๆ ก็มีอีกนะ ผมว่าดอกเตอร์นิติภูมิ นวรัตน์ ท่านเอาไปช่วยเถอะตำแหน่งอะไร เขาก็ช่วย เมื่อก่อนไม่ได้เป็น ส.ส. ยังทำเลยนะครับ ตะวันออกกลางพวกกลุ่มมุสลิม เอาเขาไปช่วยงานเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมดเวลาเชียร์แล้วครับ คงไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ เป็นกติกานะครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านกรณ์ จาติกวณิช ๓๐ นาทีนะครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าถึงเรื่องนโยบาย ผมอยาก ที่จะฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ว่าโอกาสที่ท่าน นายกรัฐมนตรี

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนเวลาท่าน เพื่อเป็นการประท้วงนะครับท่านประธานครับ เพียงแต่ว่ากระผมพูดในฐานะของการ ทำหน้าที่วิปรัฐบาลนะครับ เนื่องจากว่าเท่าที่ดูจากรายชื่อที่ท่านประธานได้เรียก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านปรีชาพลอย่างนี้ ท่านไปหารือกับวิปด้วยกันเองดีกว่านะครับ เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน ท่านสงสัยจะไม่ได้คุยกัน ลองไปคุยกันก่อน เชิญท่านต่อครับ เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมตั้งใจว่าจะฝากผ่านท่านประธานไปสู่ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีว่าโอกาสที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้กับคณะรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นโอกาส ระดับประวัติศาสตร์ พี่น้องประชาชนมีสิทธิที่จะเชื่อได้ว่าคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ จะต้องไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยคะแนนที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งในสภาที่จะดำเนินตามนโยบาย ทุก ๆ เรื่องที่ได้ใช้ในการหาเสียงในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากที่มีการอภิปรายเกือบทั้งวัน ในวันนี้ รวมไปถึงการฟังการชี้แจงจากท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีบางท่านก็ดี ผมไม่แน่ใจว่านาทีนี้ พี่น้องประชาชนยังมีความมั่นใจว่าจะได้รับในสิ่งที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ในช่วงหาเสียง หรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ผมใช้คำว่า ให้คำมั่นสัญญา ทั้ง ๆ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อเช้าวันนี้ก็ได้จำกัดความระหว่างคำว่า สัญญา กับคำว่า นโยบาย โดยที่ท่านพยายามที่จะชี้ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าการที่กำหนดนโยบาย ออกไปของพรรคเพื่อไทยนั้นต่างกันกับการให้คำสัญญา ความหมายถ้าเข้าใจกันตามชาวบ้าน ที่ฟังอยู่ก็คือนโยบายนั้นไม่ใช่คำมั่นสัญญาว่าจะทำจริงหรือไม่ ตรงนี้ผมคิดว่าอาจจะทำให้ พี่น้องประชาชนหลายล้านคนผิดหวัง เพราะเชื่อได้ว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะ เป็นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง นโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ก็ขับเคลื่อนดำเนินการเมื่อมีโอกาสเป็นรัฐบาลทั้งสิ้น ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ทุก ๆ นโยบายทาง พรรคเพื่อไทยก็ได้ยืนยันว่าเป็นนโยบายที่คิดมาแล้ว ดีจริง สามารถทำได้จริงและสามารถ ทำได้ทันที ผมขอยกตัวอย่างครับ นโยบายที่พี่น้องประชาชนฝากความคาดหวังไว้ ค่อนข้างมากโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ยากจน คือเรื่องของการพักหนี้ นโยบายชัดเจน ข้อ ๑.๘.๑ บอกว่าเรื่องของการพักหนี้นั้นจะเป็นการพักหนี้ที่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนที่เป็นเกษตรกรหรือเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำ แต่ปรากฏว่า รายละเอียดที่เกี่ยวกับนโยบายนี้ไม่เคยปรากฏ ผมทราบครับว่า ณ วันนี้รัฐบาลได้ติดต่อผ่าน ไปทางธนาคารในสังกัดของรัฐบาลก็คือ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน บอกให้ช่วยประเมินว่า สามารถที่จะดำเนินการในการพักหนี้ตามนโยบายนี้ได้อย่างไร ในส่วนของ ธ.ก.ส. เองมีผลแน่นอนครับ อยากจะเรียนว่าถ้าจะมีการพักหนี้ตามนโยบายที่ได้ให้คำมั่นกับ พี่น้องประชาชนไว้ หมายถึงการพักสินเชื่อถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของสินเชื่อทั้งหมดของ ธ.ก.ส. ซึ่งหมายถึงมูลหนี้โดยรวมประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นลูกหนี้ที่ดีของ ทาง ธ.ก.ส. แต่ด้วยนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลเลือกที่จะชดเชยดอกเบี้ยแทนที่จะให้พี่น้อง ประชาชนรับภาระซึ่งตรงนี้ก็ควรที่จะดำเนินการ สืบเนื่องมาจากว่าเป็นนโยบายที่ทาง พรรคเพื่อไทยได้มอบให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ นอกจากปัญหา ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ในเรื่องของวินัยทางการเงินทางการคลังของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาก็ยินดีที่จะจ่ายดอกเบี้ยส่วนนี้ อย่างน้อยได้สามารถกู้ยืมจาก ธ.ก.ส. ก็ยังดีกว่าไปพึ่งพาการกู้ยืมจากเจ้าหนี้นอกระบบ แต่ปัญหาคืออย่างนี้ครับ คำมั่นของทาง รัฐบาลนั้นคือการพักหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งแน่นอนที่สุด ธ.ก.ส. และออมสินเพียงแต่เป็นเสี้ยวเดียวของการเป็นเจ้าหนี้ในระบบโดยรวม ผมเพียงแค่ดูในส่วน ของหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้บัตรเงินสดที่เป็นทั้งบัตรของสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ไม่ได้เป็น สถาบันการเงิน ก็ปรากฏว่ามีพี่น้องประชาชนที่มีหนี้จำนวนเงินต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำนวนถึง ๑๖ ล้านคน ถ้านับรวมมูลหนี้ทั้งหมดเท่ากับประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นหนี้กับธนาคารของรัฐ ซึ่งถ้ารัฐบาลจะบังคับให้มีการพักหนี้ก็ต้องชดเชย ดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่เหล่านี้อัตราดอกเบี้ยที่พี่น้องประชาชน ต้องจ่ายอยู่สูงถึงโดยเฉลี่ยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตามนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลต้อง ชัดเจนครับว่าจะพักหนี้ให้กับประชาชนส่วนนี้เมื่อไร อย่างไร และการชดเชยด้วยเม็ดเงินภาษี เม็ดเงินงบประมาณให้กับสถาบันการเงินเหล่านี้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นหมายถึงภาระต่องบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนถึงอีก ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าบวกรวมกับภาระที่ต้องชดเชยให้กับ ธ.ก.ส. ภาระที่ต้อง ชดเชยให้กับธนาคารออมสินและภาระที่ต้องชดเชยให้กับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ เพียงแค่ นโยบายนี้อาจจะเป็นภาระภาษีให้กับพี่น้องประชาชนสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ - ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในเมื่อเป็นหนึ่งในนโยบายที่พี่น้องประชาชนใช้เป็นสาเหตุในการเทคะแนน ให้กับทางพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ชี้แจงในรายละเอียดว่า ท่านจะดำเนินการตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างไร รวมไปถึงการที่จะ ดูแลในเรื่องของการพักหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบด้วย ไม่ได้มีการจำกัดความในการหาเสียง ของทางพรรคเพื่อไทย ว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ของสถาบันการเงินเท่านั้น แน่นอนที่สุด ไม่ได้พูดว่าจะต้องเป็นหนี้สถาบันการเงินที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐเท่านั้น แต่พี่น้อง ประชาชนที่เดือดร้อนจากการเป็นภาระหนี้สินกับนายทุนนอกระบบยังมีจำนวนมาก นับล้านคน พี่น้องประชาชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุด รอคอยการช่วยเหลือของรัฐบาล เทคะแนนให้กับรัฐบาล ก็รอความชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่าการพักหนี้ทั้งในระบบธนาคาร ของรัฐและนอกระบบ รวมไปถึงในส่วนของหนี้ที่อยู่กับสถาบันการเงินนั้นทางรัฐบาลจะ ดำเนินการต่อไปอย่างไร

ในส่วนของประเด็นที่ ๒ นะครับ เป็นนโยบายที่วันนี้เราได้รับความกระจ่าง จากทางรัฐบาลว่าไม่เป็นไปตามที่ได้หาเสียงไว้ และแน่นอนที่สุดไม่ได้เป็นไปตามความเข้าใจ ของพี่น้องประชาชนก็คือเรื่องของค่าแรง เมื่อสักครู่นะครับได้รับการชี้แจงจาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ ท่านได้หยิบยกนะครับว่า ท่านจำกัดความแตกต่าง ระหว่างคำว่า ค่าจ้างขั้นต่ำ กับ ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องยอมรับนะครับว่าพวกเราที่อยู่ในฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าใจว่ามีความแตกต่างระหว่างค่าจ้างขั้นต่ำ กับค่าแรงขั้นต่ำ แล้วผมมั่นใจครับว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลเอง วันนี้ก็คง เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่รับรู้ว่ามีความแตกต่างกันระหว่าง ๒ เรื่องนี้ เพราะผมมั่นใจครับ ว่าเพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคเพื่อไทยทุกคนได้หาเสียงไว้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลนั้นจะไม่มีใครได้รับค่าแรงที่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท แต่วันนี้ ชัดเจนครับว่าแนวโน้มโอกาสก็คือจะมีบางท่านที่ได้ ๓๐๐ บาท บางท่านที่ไม่ได้ มีเงื่อนไขใน เรื่องของผลิตผล เรื่องของประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานท่านใดที่ไม่ได้ ๓๐๐ บาท ตามคำมั่นของรัฐบาลก็ถือว่าเป็นความผิดของผู้ใช้แรงงานท่านนั้นเองที่ไม่มี ประสิทธิภาพในการทำงานหรือผลิตผลไม่สูงพอที่จะได้ ๓๐๐ บาทตามนโยบายของ พรรคเพื่อไทยที่ได้กำหนดไว้

ส่วน ๑๕,๐๐๐ บาท ตรงนี้ก็ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่ ความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายมีก็คือได้พูดไว้ชัดเจนนะครับว่าเป็นเงินเดือนที่พี่น้อง ประชาชนทุกคนที่มีวุฒิปริญญาตรีจะต้องได้รับ ไม่ได้จำกัดเช่นเดียวกันครับว่าจะต้องเป็น ข้าราชการหรือจะเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน ประเด็นวันนี้ก็คือยังไม่มีความชัดเจนในการ ชี้แจงจากทางรัฐบาลว่าในส่วนของลูกจ้างที่เป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนนั้นจะได้รับ ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างไร ในส่วนของภาครัฐเอง ก็เห็นว่ามีงบประมาณที่จัดตั้งไว้ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับนโยบายนี้ ผมก็ข้องใจครับ เพราะว่าผมทราบว่ามีพี่น้องข้าราชการถึง ๘๖๐,๐๐๐ คน ที่ ณ ปัจจุบันมีปริญญาตรีแต่มีเงินเดือนเฉลี่ยเพียงแค่ ๑๐,๖๔๐ บาท เพียงแค่กลุ่มนี้ชดเชยให้ครบ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นเงินเดือนเพิ่มก็จะทำให้มีภาระต่อ งบประมาณสูงถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว สรุปได้ว่า ณ ปัจจุบันผมถามไปที่ กระทรวงการคลัง เขาชี้แจงว่าตามแผนก็คือจะเพิ่มรายได้ให้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาทให้กับ ข้าราชการเพียงประมาณ ๑ ใน ๓ ของข้าราชการที่ควรจะได้รับสิทธิทั้งหมด อันนี้ไม่ต้องหวัง เลยนะครับในส่วนของลูกจ้างประจำ ในส่วนของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ และ แน่นอนที่สุดรวมไปถึงลูกจ้างภาคเอกชนไม่มีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะได้ ๑๕,๐๐๐ บาท จากรัฐบาลอย่างไร และแม้แต่ข้าราชการเองก็ไม่ได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะในแผนของรัฐบาลจะให้เป็นเงินเพิ่มซึ่งมีความแตกต่างครับ เพราะเงินเดือนนั้น มีความมั่นคงถาวร และการคำนวณบำนาญในส่วนของการเป็นสมาชิก กบข. ก็คำนวณ สัดส่วนที่รัฐบาลสมทบให้จากเงินเดือน ไม่ใช่จากรายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า ทางรัฐบาลควรที่จะให้ความชัดเจนเช่นเดียวกันกับเรื่องของ ๓๐๐ บาทนะครับ ว่าถ้าความหมายก็คือจะไม่ได้ตามที่ท่านได้ประชาสัมพันธ์หาเสียงไว้ ก็ขอให้พูดไว้ให้ชัดเจน ในวันนี้ว่าเลิกหวังได้แล้วในส่วนของพี่น้องประชาชนที่เลือกรัฐบาลมา เพราะหวังว่า จบปริญญาตรีมาแล้วจะได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ว่าทำงานอยู่ที่ใด

เรื่องของการคืนภาษีรถยนต์นะครับ เช่นเดียวกันในส่วนเรื่องของการคืนภาษี รถยนต์ท่านบอกว่าจะคืนภาษีให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ท่านกำหนดว่าผู้มีสิทธิก็คือจะต้องเป็นรถ คันแรกมีมูลค่าไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งภาระภาษีทั้งหมดของรถราคาเท่านั้นอยู่ที่ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมไม่ทราบว่าตอนที่ ท่านออกนโยบายท่านทราบหรือไม่ แต่ตอนนี้ท่านทราบแล้วว่าตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต คืนไม่ได้ท่านก็เลยมาใช้วิธีการที่จะคืนผ่านการหักภาษีรายได้ส่วนบุคคล ผมก็ตั้งคำถามครับ ว่าผู้ที่เขาจะซื้อรถคันแรกมีกี่คนครับที่จ่ายภาษีเงินได้ส่วนบุคคลเพียงพอที่จะมีสิทธิรับ ภาษีคืนตามนี้และสุดท้ายจะมีพี่น้องประชาชนที่ซื้อรถคันแรกกี่คนที่ได้รับสิทธิตามนโยบาย ที่ท่านหาเสียงไว้แต่เดิม แต่เท่านั้นผมยังถือว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องชี้แจง ที่สำคัญก็คือท่านต้อง ชี้แจงว่าท่านมีนโยบายที่จะรองรับผลลัพธ์ต่าง ๆ ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบาย ของท่านอย่างไร ท่านบอกว่าท่านจะส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน แต่ในขณะเดียวกัน ท่านกำลังแก้นโยบายเพื่อที่จะทำให้รถยนต์ถูกลง น้ำมันถูกลง คนก็มีแนวโน้มที่จะเลิกพึ่ง การใช้ระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น ท่านบอกว่าท่านมีนโยบายในระยะยาวที่จะลดการพึ่งพา น้ำมันให้เหลือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ แต่ขณะเดียวกันท่านกำลัง ทำตามที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายให้น้ำมันเบนซินมีราคาลดลงมาเท่ากันกับ แก๊สโซฮอล์ ซึ่งก็จะเป็นผลทำให้คนเลือกที่จะไม่ใช้แก๊สโซฮอล์แล้วก็จะใช้น้ำมันเบนซินเอง วันนี้เองครับปรากฏเป็นข่าวจากผู้บริหารระดับสูงสุดของบริษัทบางจาก ผู้บริหารท่านนี้ ได้ชี้แจงผ่านสื่อว่าเดิมทีมีนโยบายว่าปี ๒๕๕๕ คือปีหน้าจะยกเลิกการขายน้ำมันเบนซิน แต่ปรากฏว่าเมื่อพบว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไม่สนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์แล้วก็จะ สลับเปลี่ยนครับ เป็นการยกเลิกการขายแก๊สโซฮอล์แทนขายแต่น้ำมันเบนซินเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านก็จะต้องตอบคำถามให้กับชาวไร่ โดยเฉพาะไร่มันสำปะหลังนะครับว่า ท่านจะดูแลเขาอย่างไรในกรณีที่ราคามันตกลงมา โดยเฉพาะท่านได้ยกเลิกโครงการประกัน รายได้ของรัฐบาลที่แล้วไปแล้ว

ในส่วนที่สำคัญที่สุดในเรื่องของผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายของท่าน ก็คือผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ท่านได้หยิบยกว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนั้นเป็น ปัญหาที่ท่านต้องแก้ไข แต่ปรากฏว่านโยบายสำคัญ ๆ ของท่านเกือบทุกเรื่องจะมีผลในการ เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมของเรา ยกตัวอย่างเช่นการที่ท่านมีนโยบายต่อต้านการดูแลเงินเฟ้อ ท่านออกมาขัดการทำงานของธนาคารกลางที่มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องของเงินเฟ้อ ของแพง ท่านพยายามที่จะข่มขู่ไม่ให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเขาทำหน้าที่ของเขา ในการที่จะดูแลไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องรับภาระจากของที่แพงขึ้น ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายไว้เมื่อเช้าว่าเงินเฟ้อนั้นถือว่าเป็นภาษีที่รัฐบาลไม่กล้าที่จะเก็บ จากพี่น้องประชาชนที่มีความยากจน คือพูดง่าย ๆ ครับ เงินเฟ้อนั้นมีผลต่อพี่น้องที่ยากจน มากกว่าพวกเราที่มีอันจะกิน ของที่แพงขึ้นมีผลต่อความเป็นอยู่ของเขามากกว่า เพราะฉะนั้นนโยบายของท่านที่จะพยายามสกัดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีโอกาส ทำงานในการดูแลเรื่องของเงินเฟ้อของแพงนั้นเป็นนโยบายที่จะเสริมสร้างทำให้อัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนยากจนกับคนมีสตางค์กว้างขึ้น เช่นเดียวกัน และในอนาคตผมหวังว่าท่านจะไม่โทษเศรษฐกิจโลกว่าเป็นปัญหาทำให้เกิด อัตราเงินเฟ้อขึ้น เพราะชัดเจนครับว่าเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอนเกิดขึ้นจาก นโยบายของท่านโดยตรงทั้งในส่วนของเม็ดเงินที่ท่านอัดฉีดเข้าไปในระบบและในส่วนของ การพยายามในการขัดขวางการทำหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำจะ เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันครับตามนโยบายการลดภาษีน้ำมันแล้วก็คืนภาษีรถยนต์ของทางรัฐบาล ของท่าน เพราะหลักของการเก็บภาษีทั้ง ๒ ภาษีนี้ก็คือผู้ที่ใช้รถยนต์ใช้ถนนควรที่จะเป็น ผู้รับผิดชอบต่องบประมาณการทำถนน การซ่อมแซมถนน แต่เมื่อท่านลดภาษีน้ำมันและลดภาษีรถยนต์ ภาระประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่เป็น ภาระของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็จะตกเป็นภาระของพี่น้องประชาชน ที่ไม่ได้มีโอกาสที่ได้ใช้ถนนเหล่านั้น กลับกลายเป็นว่าพี่น้องประชาชนที่ยากจนแต่เสียภาษี บางครั้งอาจจะไม่มีเงินแม้แต่จะขึ้นแท็กซี่ กลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระในการซ่อมแซมถนน ทำถนนใหม่ให้กับผู้ที่มีสตางค์ที่จะซื้อรถยนต์เพื่อจะได้ใช้ในการขับขี่ ตรงนี้ผมถือว่าไม่ได้เป็น การยุติธรรม และเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของเรา ส่วนนโยบายของท่านอีกเรื่องหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มความเหลื่อมล้ำก็คือนโยบาย การลดภาษีนิติบุคคล ประเด็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ชัดเจนในคืนนี้ก็คือเมื่อท่านลดภาษี นิติบุคคลแล้ว ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคืออะไร ผมขออนุญาตเรียนนะครับ ว่าผู้ที่จะได้ ประโยชน์ ยกตัวอย่างบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้น ในปี ๒๕๕๒ มีกำไรสุทธิ โดยรวม ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ เพิ่มขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๓ เป็น ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คำถามของผมก็คือในเมื่อบริษัทที่ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีส่วนเสียภาษีนิติบุคคลถึง ๑ ใน ๓ ของภาษีนิติบุคคล ทั้งหมด เขามีกำไรเพิ่มขึ้นถึงขนาดนี้ ค้าขายร่ำรวยขนาดนี้ มีความจำเป็นอย่างไรครับที่ท่าน ต้องลดภาระภาษีให้กับเขา และโดยเฉพาะก็เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ที่มีสตางค์ ผู้ที่เป็นนายทุน นั้นเสียภาษีตามสัดส่วนเทียบกับรายได้ของตนน้อยกว่าคนยากคนจนหลายสิบเท่า ทำไมครับ เพราะว่าภาษีส่วนใหญ่ที่เขาเสียหรือรายได้ส่วนใหญ่ของเขาไม่ใช่เกิดขึ้นจากเงินเดือนเหมือน มนุษย์เงินเดือนทั่วไป เขาค้าขายหุ้นมีกำไรก็ปลอดภาษี เขารับเงินปันผลในฐานะนายทุน ในฐานะผู้ถือหุ้นก็เสียภาษีเงินปันผลเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนี่ท่านยังจะลดภาษี นิติบุคคลให้กับบริษัทของเขาอีก จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องชี้แจงนะครับว่าความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการกระจายรายได้ที่ กว้างอยู่แล้วในสังคมของเรากำลังจะกว้างมากขึ้นจากนโยบายของท่านโดยตรง ถามว่า ประชาชนได้อะไร ถ้าท่านจะลุกขึ้นตอบบอกว่าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะทำให้ นายทุนทั้งต่างประเทศและในประเทศลงทุนเพิ่มขึ้น สร้างงาน สร้างโอกาส ผมขอตอบในที่นี้ เลยครับว่าท่านคิดผิด เพราะในส่วนของนักลงทุนเหล่านี้เขาได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ต้อง เสียภาษีอยู่แล้วผ่านบีโอไอครับ ลดลงมาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเขาก็จ่ายที่ ๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี และผมขออนุญาตนะครับ ที่เรียนท่านว่าท่านตกยุค เพราะแม้แต่ที่สหรัฐอเมริกาเองนะครับ ท่านคงเคยได้ยินชื่อมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของ อเมริกา เป็นนักลงทุนที่มีชื่อเสียงทั่วโลกชื่อ มิสเตอร์ วอร์เรน บัพเฟตต์ ท่านเพิ่งได้ทำ หนังสือเปิดผนึกถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมจะขออนุญาตไม่อ่าน ภาษาอังกฤษแต่จะแปลเลยนะครับว่า วอร์เรน บัพเฟตต์ พูดไว้ในเรื่องของภาษี โดยบอกกับ ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่ามหาเศรษฐีอย่างเขา นายทุนอย่างเขานี่ได้รับการอุ้มชูปกป้อง ทางด้านภาษีจากรัฐบาลมานานพอแล้ว และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม เขาพูดไว้ว่า ผมยังไม่เคยเห็นใครหนีการลงทุนที่ดี เพียงเพราะภาษีที่อาจจะต้องเสียจากกำไรที่จะได้ ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือถ้าลงทุนแล้วมีกำไร อัตราภาษีเท่าไรไม่เคยเป็นอุปสรรคครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในประเด็นนี้ท่านมีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนนะครับว่า นอกจากท่านจะอุ้มนายทุน และนายทุนจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้แล้ว พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่จะได้อะไร นอกจากเรื่องของการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ท่านต้องระมัดระวัง อย่างมากนะครับก็คือข้อกล่าวหาว่าทั้งหมดนี่ท่านทำเพื่อปกป้องและช่วยเหลือพวกพ้อง ขออนุญาตเรียนนะครับว่าอย่างเช่นนโยบายบ้านหลังแรกของท่าน เป็นนโยบาย ที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ทำมาแล้วในรัฐบาลที่แล้ว เป็นนโยบายที่ผมสนับสนุน บ้านเป็น ปัจจัยสี่ ซื้อบ้านเป็นวิธีการออมที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ไม่เหมือนซื้อรถคันแรกครับ ถอยออกจากอู่ ราคาก็ตกแล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ทันที แต่ราคาบ้านโดยเฉพาะในช่วงสภาวะ เงินเฟ้อนั้นสามารถรักษาราคาและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ผมสนับสนุน แต่ผมไม่เข้าใจว่าในนโยบายบ้านหลังแรกของรัฐบาลของท่านนี่ นอกจากผู้ประกอบการจะ ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคลแล้วตามที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ทำไมท่านถึงต้อง มีนโยบายในการที่จะลดภาษีธุรกิจเฉพาะ และทำไมท่านต้องมีนโยบายในการลดภาษีค่าโอน ส่วนของผู้ประกอบการด้วย ผมขออนุญาตอธิบายเล็กน้อยว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นี่ นอกจากเสียภาษีนิติบุคคลทั่วไปแล้ว มีภาษีธุรกิจเฉพาะ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ นโยบายของท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พูดเอง จะลดภาษีนี้ครึ่งหนึ่ง และนอกจากนั้นจะลดภาษีค่าโอน ในส่วนที่โดยปกติผู้ประกอบการเป็นผู้จ่ายด้วย ผมขออนุญาตเรียนว่าถ้าดูกำไรของบริษัท อสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี ๒๕๕๒ เทียบกับปี ๒๕๕๓ เพิ่มขึ้นจาก ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ทำไมเขาถึงต้องการ ความช่วยเหลือครับ ตรงนี้ท่านต้องชี้แจง เพราะไม่เช่นนั้นท่านอาจจะต้องพบข้อครหา เพราะครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำบริษัทหนึ่งคือเอสซี แอสเซท แล้วผมขอเรียนว่าเมื่อสักครู่ผมบอกว่าบริษัท โดยเฉลี่ยในตลาดหลักทรัพย์ในหมวดอสังหาริมทรัพย์นั้นมีกำไรเพิ่มขึ้น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี ๒๕๕๒ กับ ปี ๒๕๕๓ แต่ในส่วนของเอสซี แอสเซทเองเพิ่มขึ้นจาก ๗๖๔ ล้านบาท เป็น ๑,๑๕๒ ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในปีเดียว ทำไมต้องได้รับ การช่วยเหลือครับ ประเด็นนี้ท่านต้องชี้แจง ผมขอย้ำว่าโครงการบ้านหลังแรกที่ประชาชน ได้ประโยชน์นั้น พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน แต่การที่ท่านเอื้อประโยชน์ให้กับ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวของท่านมีประโยชน์ หรือครอบครัวของท่าน นายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน และได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนนั้นเป็นประเด็นที่ ท่านต้องชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชน ผมขอถามว่าด้วยนโยบายทั้งหมดเหล่านี้ ราคาบ้านจะ ถูกลงหรือเปล่า พี่น้องประชาชนจะซื้อบ้านในราคาที่ถูกลงได้หรือไม่ ตรงนี้ขออนุญาต ขอความชัดเจน ที่สำคัญครับนอกเหนือจากผลกระทบข้างเคียง รวมไปถึงเรื่องของการสร้าง ความชัดเจนในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว ท่านต้องตอบให้ได้ว่าเงินที่ท่านจะใช้นั้น จะมาจากไหน ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่ารายได้ตามประมาณการล่าสุดของทาง กระทรวงการคลังตอนที่เราทำกรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ซึ่งท่านจะต้องมาทำใหม่นั้น กระทรวงการคลังได้กำหนดรายได้ไว้ที่ ๑.๙ ล้านล้านบาท รายจ่ายอยู่ที่ ๒.๒๕ ล้านล้านบาท ขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงจากการขาดดุลในปี ๒๕๕๔ ที่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นก้าวสำคัญที่เราจะเดินไปสู่การจัดงบประมาณสมดุลภายใน ๔ ปี ผมระมัดระวัง ตอนที่กระทรวงการคลังทำข้อตกลงกับสำนักงบประมาณเรื่องของการเดินไปสู่การสร้าง ความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจเราด้วยการมีงบประมาณสมดุล ใน ๔ ปีนั้น ผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ณ เวลานั้นมาเป็นเพียงแค่พยาน ส่วนการลงนามนั้น ลงนามโดยข้าราชการประจำทั้ง ๒ ฝ่าย ที่ตั้งใจทำอย่างนั้นเพราะไม่ต้องการให้มีนักการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามาเปลี่ยนแนวทางนี้ ดังนั้นในวันนี้ผมจึงขอความชัดเจนกับท่าน ด้วยว่าท่านต้องการที่จะฉีกข้อตกลงฉบับนั้น ระหว่างกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณ หรือไม่ในการเดินไปสู่การมีงบสมดุล เพราะผมขอเรียนว่า งบขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ยังมีช่องที่ท่านสามารถที่จะกู้ได้เพิ่มเติมตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะอีกประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายตามนโยบายเร่งด่วนของท่านตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาอ่านให้พวกเราฟังเมื่อเช้านี้มีสูงอย่างน้อย ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับการลดภาษี ต่าง ๆ นานาด้วยนโยบายของท่านจะทำให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลสูญเสียรายได้อีก ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเท่ากับท่านจะติดลบเพิ่มเติมอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ตัวเลขพวกนี้มันฟังแล้วมันเยอะมากนะครับ แต่ข้อสรุปสั้น ๆ ในประเด็นนี้ก็คือ ท่านจะมี ช่องโหว่ประมาณอย่างน้อย ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมมองไม่เห็นว่าท่านจะเอามาจากไหน แล้วทั้งหมดนี้ยังไม่ได้นับหนี้ที่ผมต้องขอใช้คำว่า ซุก หนี้ที่ท่านจะซุกไว้นอกงบประมาณ อีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นที่ ธ.ก.ส. ผ่านโครงการการจำนำ ไม่ว่าจะเป็นที่สถาบันการเงินหรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตามนโยบายเร่งด่วนของท่าน ที่ผม คำนวณไว้ประมาณอีก ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรวมประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านจะเอาเม็ดเงินมาจากที่ไหน ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าท่านกู้เพิ่มเติมตามนี้ ตามนโยบายของท่านจะทำให้หนี้สาธารณะซึ่ง ณ ปัจจุบันฝ่าวิกฤติมา เราสามารถรักษา ระดับไว้ที่มีความมั่นคงอย่างยิ่งที่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจีดีพีภายใน ๑ ปีถ้าท่านทำ ตามนโยบายทุกข้อที่ท่านได้ให้คำมั่นไว้ตามคำแถลงของท่านในวันนี้ หนี้สาธารณะเทียบกับ ผลผลิตมวลรวมของประเทศจะเพิ่มจาก ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใน ๑ ปี และจะ เพิ่มขึ้นอีกในปริมาณใกล้เคียงกันในทุก ๆ ปีในอีก ๔ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ท่าน ต้องให้ความชัดเจน ตอนนี้ก็มีความพยายามในการที่จะสร้างกระแสเผื่อไว้เลยว่า ท่านที่จะต้องกู้มหาศาลเลยนี่ กู้มาใช้หนี้ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ยืมเอาไว้ ผมขออนุญาตเรียนล่วงหน้าเลยนะครับว่าวันนี้ผมก็ได้ชี้ให้เห็นชัดแล้วว่าการกู้ยืมของรัฐบาล ของท่านที่จะต้องตามมาในระดับที่สูงกว่ารัฐบาลที่แล้วได้กู้ยืมมาอย่างมาก ตราบใดที่ท่าน ทำตามคำมั่นสัญญาตามนโยบายของท่านนั้น เป็นการกู้ยืมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ตามนโยบายของท่านทั้งสิ้น และที่ท่านจะต้องกู้ด้วยเม็ดเงินสูงถึงขนาดนี้เป็นเพราะท่านไม่ได้ คิดเผื่อไว้ว่ารายได้ท่านจะหามาอย่างไร เพราะฉะนั้นผลต่อภาระหนี้นี้ก็จะมีผลต่อราคาสินค้า และจะมีผลต่อภาระของพี่น้องประชาชนที่จะต้องตามมา ท่านต้องชี้แจงครับ เงินทั้งหมดจะ มาจากไหน มันมีอยู่ ๒-๓ ทางเลือกครับ คือ ๑. ท่านไม่กู้ เพราะท่านจะไม่ทำนโยบายตามที่ ท่านได้เคยประชาสัมพันธ์ไว้และให้คำมั่นไว้กับพี่น้องประชาชน หรือไม่ถ้าท่านทำนโยบาย ตามที่ท่านให้คำมั่นไว้ ท่านก็มีความจำเป็นต้องกู้ สุดท้ายจริง ๆ แล้วมันมีอีกช่องทางหนึ่งครับ อีกช่องทางหนึ่งที่ท่านสามารถที่จะหาทางออกได้ก็คือในเมื่อท่านอาจจะเลือกที่จะไม่กู้ และในเมื่อท่านได้ลดภาษีให้กับนายทุนแล้ว ก็เหลือวิธีเดียวก็คือท่านต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษี จากพี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ท่านก็ต้องให้ความชัดเจนกับพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน ครับว่า สุดท้ายแล้วนั่นคือแหล่งที่มาของรายได้ของท่านหรือไม่ แต่ที่สำคัญที่สุดท่านต้อง แจ้งอย่างตรงไปตรงมากับพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจและยอมรับว่า สุดท้ายถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพี่น้องประชาชนต้องเสียสละเพื่ออะไร พี่น้องประชาชนจะได้อะไร กลับคืน และที่สำคัญที่สุดท่านต้องไม่ทำให้พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกว่าท่านปกป้องรับใช้ นายทุนหรือเจ้านาย เจ้าของพรรค และปล่อยให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระแต่เพียง ผู้เดียว เพราะฉะนั้นในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ โดยตรง ผมขออนุญาตเรียนท่านนะครับว่าสังคมก็จับตาดูท่านอยู่นะครับ แล้วก็สังคม ผมมั่นใจว่าพร้อมที่จะให้โอกาสท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเคลือบแคลงใจในหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับบทบาทของท่านในการที่จะดูแลประโยชน์ของเจ้านายของท่าน เพราะฉะนั้น ถ้าท่านปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระภาษีอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ท่านปล่อยให้นายทุน ปล่อยให้เจ้านายของท่านนั้นลอยตัว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ ตามข้อตกลง หมดเวลาครับ หมดแล้วครับ เพิ่มหักเวลาของพรรคเพิ่มไปนะครับ สักนาที ๒ นาที เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ถึงครับ ๑ ประโยคจริง ๆ ครับ ผมขอเริ่มต้นประโยคนั้นใหม่ว่า ในที่นี้ผมได้บอกว่าทางสังคมก็พร้อม ที่จะให้โอกาสทุก ๆ ท่านทำงาน แต่ในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมอยากจะเรียนท่านว่าถ้าท่านปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระที่จะเกิดขึ้นจาก การขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดของท่านเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่พี่น้องประชาชนมองว่าท่าน ปล่อย ละเลยต่อการตามเก็บภาษีจากทั้งนายทุนแล้วก็เจ้านายของท่านนั้น สังคมและ กฎหมายผมมั่นใจว่าก็จะไม่ปรานีท่านในอนาคตครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดิฉันขออนุญาตตอบข้อสงสัยของ ท่านสมาชิกข้อหนึ่งในเรื่องของนโยบายบ้านหลังแรก สำหรับนโยบายบ้านหลังแรกนั้นที่เรามี การหารือในเชิงของนโยบายนั้นมีวัตถุประสงค์ในการที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนผู้ที่เริ่มตั้งตัว สามารถมีบ้านของตนเองได้ เราถึงคิดนโยบายในเรื่องของการช่วยค่าลดหย่อนภาษี ซึ่งขณะที่คิดนั้นเป็นการให้ประโยชน์กับผู้ที่ซื้อโดยตรง ไม่มีการเกี่ยวข้องกับผู้ที่เป็น ผู้ประกอบการใด ๆ ทั้งสิ้น ขออนุญาตเรียนเพื่อความเข้าใจว่าการให้สิทธิทางภาษีนั้น เป็นการให้เพื่อช่วยที่จะให้สำหรับผู้ที่จะซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้น หากดิฉันมีความคิดที่จะช่วย ผู้ประกอบการมีหลายวิธีในการที่จะให้ประโยชน์ทางภาษี ไม่จำเป็นต้องมาดูแลเรื่องภาษี บ้านหลังแรก นั่นคือที่มาของวัตถุประสงค์ของดิฉันว่าทำไมเราอยากให้พี่น้องประชาชน คนไทยนั้น วันนี้นอกจากภาระต่าง ๆ ที่เจอพบมาทุกวันนี้ แล้วยังมีความต้องการที่จะมีบ้าน ของตัวเอง เพราะวันนี้พี่น้องประชาชนนั้นต้องเช่าอยู่ ไม่มีบ้านของตนเอง นี่คือสิ่งที่เรามี ความเห็นใจพี่น้องประชาชนว่าหากเริ่มตั้งตัวได้แล้ว สิ่งที่ครอบครัวอยากจะมีนั่นก็คือ บ้านหลังแรกซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจ จึงเป็นที่มาของนโยบายการที่จะให้สิทธิพิเศษในเรื่องของ ค่าลดหย่อนภาษีสำหรับบ้านหลังแรก ขอบคุณค่ะ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีเฉลิมครับ เชิญครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ท่านกรณ์ใจเย็นนิดหนึ่ง ผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมตอบเรื่องยาเสพติด และกระบวนการยุติธรรม ถ้าคุณกรณ์อยากรู้ว่ากระทรวงการคลังทำไมไม่เก็บภาษี ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท คุณกรณ์ขอเวลาพรรคประชาธิปัตย์สิ เดี๋ยวผมจะตอบให้ฟัง คุณกรณ์ ไปพูดคลุมเครือว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ยอมเก็บภาษี เดี๋ยวประชาชน จะเดือดร้อน ข้อเท็จจริงมันเก็บไม่ได้ แล้วเหตุที่ระงับการอุทธรณ์ในชั้นฎีกาอยู่ในสมัยที่ คุณกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ศาลตัดสิน เมื่อปลายปี ๒๕๕๓ พวกผมเป็นฝ่ายค้าน เวลาจะเก็บภาษีก็บอกทรัพย์เป็นของลูก เวลาจะ ยึดทรัพย์บอกทรัพย์เป็นของพ่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินแล้วความสรุปว่าการขายหุ้นแอมเพิล ริชของท่านทักษิณเป็นธุรกรรมอำพราง แปลว่า ไม่มีการซื้อขายกันจริง เพราะฉะนั้นเมื่อท่านทักษิณเป็นธุรกรรมอำพราง ไม่ได้ขายให้ แอมเพิล ริช ที่แอมเพิล ริชมีรายงานข่าวว่าบุตรท่านซื้อหุ้นละ ๑ บาท มันจึงไม่มีหุ้น และ ศาลภาษีอากรได้ตัดสินเรียบร้อยว่าบุตรท่านไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะทรัพย์เป็นของพ่อ คุณพูด คลุมเครืออย่างนี้กระทรวงการคลังเสียหาย ขอเวลาสิ ขอเวลาพรรคประชาธิปัตย์ เดี๋ยวผมจะ ตอบให้ในรายละเอียด ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เชิญครับ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ต้องขอขอบคุณท่านกรณ์ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ได้ ให้กำลังใจ แล้วก็ได้เตือนผมด้วยเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลการเก็บภาษีนั้นให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้อธิบายไปแล้วบางส่วน แต่ผมอยากจะเรียน ให้ท่านทราบว่ากระบวนการในการเก็บภาษีนั้นกำหนดโดยกฎหมายให้เป็นอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบโดยตรงของทางข้าราชการประจำ ดูแลโดยอธิบดีกรมสรรพากร แล้วเขา ออกแบบไว้เพื่อไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าไปสั่งการ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าใครมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็จะสั่งให้ไปตรวจสอบ คนโน้นคนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านเตือนไว้ผมขออนุญาตรับเอาไว้ว่าผมจะต้องทำให้ ทั้งหมดนี้เป็นที่เข้าใจของประชาชน แล้วก็จะต้องทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการทำงาน ของผม

ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่า ผมอยากจะให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้ทราบถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดอยู่ในเศรษฐกิจภายนอกประเทศสักนิดหนึ่งนะครับ อันที่จริงตอนที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนั้น รัฐบาลในขณะนั้น ได้เจอกับปัญหาวิกฤติการเงินของโลกนะครับ ซึ่งเรียกได้ว่าใหญ่มากในรอบหลายสิบปี ที่ผ่านมา แล้วทางท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้จัดกระบวนการโครงการ ไทยเข้มแข็งเพื่อที่จะมีการใช้จ่าย เพื่อที่จะรองรับวิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่อยากจะเรียน อย่างนี้ครับว่ากระบวนการแก้ไขวิกฤติในครั้งนั้นมันเกิดขึ้นและได้ผลค่อนข้างจะรวดเร็ว จริง ๆ ถ้าท่านไปดู ๆ นะครับว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ที่ลดลงไปต่ำมากในช่วงปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ นั้นได้ตีกลับขึ้นมาค่อนข้างจะเร็ว สาเหตุหนึ่ง ก็เนื่องจากว่าหลาย ๆ ประเทศได้มีการตกลงกันในการประชุมกลุ่มประเทศจี ๒๐ (G20) ที่จะใช้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกันหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกครับ เลยทำให้ฐานะเศรษฐกิจของหลายประเทศฟื้นขึ้นเร็ว แต่ปัญหา มันเป็นอย่างนี้ครับท่าน ปัญหาคือว่าพอดำเนินการไปแล้วเวลานี้หมดกระสุนครับ กลายเป็น ว่ากระสุนที่เหลืออยู่เหลือแต่นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง หลายประเทศเหยียบคันเร่ง จนยันเกจ์ (Gauge) กลายเป็นว่าหลายประเทศมีการใช้จ่ายเงินในภาคนโยบายการคลัง จนทำให้มีภาระหนี้สาธารณะอยู่ในขั้นอันตราย กรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาท่านคงได้รับ ข่าวนะครับว่าหนี้สาธารณะของประเทศนั้นสูงถึงร้อยละ ๙๖ ของรายได้ประชาชาติ แล้วก็ ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงมา ปัญหาคืออย่างนี้ครับว่าปัญหาซึ่งเดิมเราคิดว่ามีการแก้ไข ในประเทศหลัก ๆ ในอดีตในช่วงรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปแล้วนั้น จริง ๆ แล้วยังมีปัญหาขณะนี้ที่ยังต่อเนื่องอยู่อีกพอสมควร เพราะว่าถ้าถามว่าในประเทศ สหรัฐอเมริกากระบวนการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะนั้น ๒ พรรคการเมืองใหญ่ยังถกเถียง วิธีการยังไม่จบครับ พรรคหนึ่งต้องการให้ลดค่าใช้จ่าย อีกพรรคหนึ่งก็ต้องการให้เก็บภาษีเพิ่ม ประเด็นเรื่องเก็บภาษีเพิ่มที่เมื่อกี้ท่านกรณ์ได้พูดถึงนั่นแหละ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า สภาพแวดล้อมอย่างนี้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาจะแก้ได้โดยเร็วหรือไม่ คำตอบคือไม่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราวางนโยบายเศรษฐกิจแล้วก็วางงบประมาณ เอาแบบเดิม ๆ นะครับ มันก็จะไปหวังพึ่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อครับ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

มันก็จะ ไปหวังพึ่งการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาแบบเดิมไม่ได้แล้ว ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะ ประเทศสหรัฐอเมริกานะครับท่าน กรณีของเขตเศรษฐกิจยุโรปก็ปัญหาหนักเช่นเดียวกัน เวลานี้เศรษฐกิจยุโรปประเทศที่ขยายตัวหลัก ๆ จริง ๆ มีแต่ประเทศเยอรมนีครับท่าน แต่มัน มีประเทศที่มันมีฐานะอ่อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกรีซ ประเทศโปรตุเกส ประเทศไอซ์แลนด์ และเวลานี้ทำท่าจะลามไปถึงประเทศสเปนแล้วก็ประเทศอิตาลี ซึ่งมีปัญหาว่า มีหนี้เกินกว่ากำลังในการที่จะชำระ เสร็จแล้ววิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องก็คือว่าจะต้องเอา งบประมาณจากประเทศที่มีฐานะร่ำรวยกว่าไปช่วยประเทศที่มีฐานะอ่อน ตรงนี้เขาถกเถียง กันหนักอีกครับ เพราะว่านักการเมืองและขบวนการทางการเมืองในประเทศที่มีฐานะที่ร่ำรวยกว่านั้น ก็จะไม่ยอม เพราะฉะนั้นขบวนการในการถกเถียงแล้วก็จะแก้ไขปัญหาในประเทศหลัก ๒ ประเทศคือสหรัฐอเมริกาและยุโรป ดูแล้วมองไปในอนาคต ๓-๔ ปีข้างหน้าไม่สดใส ประเทศญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกันครับท่าน หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามินี่ เวลานี้นี่อัตราการขยาย เศรษฐกิจปีที่แล้วร้อยละ ๔ ล่าสุดในปีนี้ติดลบ ๑ เปอร์เซ็นต์ครับท่าน เพราะฉะนั้นภาวะ เศรษฐกิจในตลาดในสภาวะของโลกเวลานี้เป็นปัจจัยซึ่งมีความเสี่ยงและมีความท้าทายสูง อย่างมาก การที่มีปัญหาอย่างนี้นอกบ้าน เราจะทำนโยบายเศรษฐกิจแล้วก็งบประมาณ แบบเดิม ๆ ผมขออนุญาตใช้คำว่าแบบลักษณะของยาสามัญประจำบ้านคงไม่ได้แล้วครับ มันจะต้องเป็นกระบวนการวางนโยบายเศรษฐกิจแล้วก็งบประมาณที่นำไปสู่การปรับพื้นฐาน การปรับโครงสร้าง การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ซึ่งถ้าท่าน เข้าไปดูสิ่งที่นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ขณะนี้ชัดเจนว่าการที่เราต้องการที่จะมีการ ผลักดันค่าแรงและรายได้ของแรงงาน ๓๐๐ บาท และรวมทั้งรายได้ในเรื่องของผู้ที่จบ ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นก็จะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้ปัจจัย ในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้เรายังจะมีมาตรการอีกหลายประการเพื่อที่จะรองรับธุรกิจ ที่จะต้องแบกภาระจากต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นด้วยการให้มาตรการต่าง ๆ ในการที่จะกระตุ้น การลงทุนภาคเอกชน ยกตัวอย่าง เช่น อาจจะมีการเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีการลงทุน ในเครื่องจักรใหม่ในอนาคตนั้นสามารถจะคิดค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิม อาจจะ มีกระบวนการที่จะให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีการปล่อยสินเชื่อสำหรับโครงการที่มี การเพิ่มทักษะของแรงงาน แล้วก็เพิ่มกระบวนการปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพในการผลิต เพราะฉะนั้นกระบวนการในเรื่องของการจัดให้มีการปรับฐานของเศรษฐกิจ ผมเรียนตรง ๆ ว่าทำให้เป้าหมายที่เราเรียกว่าสมดุลการคลังที่เดิมตั้งเป้าไว้ในปี ๒๕๕๘ มีความสำคัญ เป็นรองครับ หลักก่อนจะต้องมาว่าเราจะปรับตัวเราอย่างไรจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรให้เราแข่งขันได้ดีขึ้น สมดุลปี ๒๕๕๘ ได้หรือไม่ สำคัญเป็นรองครับ ที่จริงแล้วต้อง เรียนอย่างนี้ว่าทางบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณนั้น ก็คือทำโดยปลัดกระทรวงการคลังนะครับ จริง ๆ ก็ไม่ได้มีการเสนอเข้าไปที่คณะรัฐมนตรี แล้วจริง ๆ ก็เป็นการสมดุลโดยที่ยังไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนของการชำระคืนเงินกู้และ ดอกเบี้ย ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่หลักสมดุลตามหลักสากลนะครับ เพราะฉะนั้นเลยอยากจะเรียน ให้ทราบว่าการที่เราไปยึดติดกับการเราจะต้องมีการสมดุลงบประมาณถึงแม้ไม่ใช่หลักสากล ให้ได้ภายในปี ๒๕๕๘ มันก็เป็นเรื่องสมมุติอยู่แล้วละครับ ทีนี้แนวทางในการบริหารการคลัง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า

ประการแรก ที่เราจะต้องดำเนินการก็คือเราจะต้องมีการทบทวนโครงการ เดิม ๆ ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลนี้ โครงการเดิม ๆ ซึ่งอาจจะมี ความไม่เหมาะสม ตรงนี้ก็ต้องมีการทบทวนเพื่อที่จะสงวนรายจ่าย นี่เป็นประการแรก

ประการที่ ๒ นั้นการบริหารรายจ่ายต่าง ๆ เราก็ต้องบริหารให้มีความรัดกุม แล้วก็ต้องบริหารในด้านรายรับให้มีประสิทธิภาพในงานจัดเก็บเต็มที่

แต่อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดต่ำลงนั้นก็จะมี โอกาสที่จะทำให้ฐานภาษีขยายตัวด้วยนะครับ เพราะว่าจะมีบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งเดิม อาจจะไม่มีความรู้สึกว่าอัตราภาษีนั้นสูงเกินไปนะครับ ต่อไปนั้นก็มีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ใน ระบบมากขึ้น แต่ว่ากระบวนการขับเคลื่อนอย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้นะครับ ที่ว่าเราเปลี่ยนเข้ามาแล้วว่า เป็นการขับเคลื่อนโดยใช้ปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น มันก็จะนำไปสู่การใช้จ่าย ภายในประเทศ แล้วก็จะทำให้มีรายได้เป็นภาษีเข้ามาเพิ่มขึ้นนะครับ กระบวนการที่เราจะ ผลักดันให้มีการขยายกำลังผลิตอุตสาหกรรม แล้วก็รวมทั้งนโยบายในการสร้างรายได้ให้แก่ ประเทศต่าง ๆ ที่กำหนดเอาไว้ทั้งหมด ๘ ข้อนี่นะครับ ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้มีรายได้ในแง่ของ ภาษีเข้ามาเพิ่มขึ้นโดยภาพรวม เพราะฉะนั้นถ้าเราถามว่าคำว่า วินัยทางการคลัง นิยาม โดยทั่วไปในกระทรวงการคลังนั้นกำหนดไว้ ๒ จุดด้วยกันครับท่าน

จุดที่ ๑ ก็คือว่ามีการกำหนดเพดานไว้ว่าหนี้สาธารณะคงค้างต่อรายได้ ประชาชาติจะต้องไม่เกินร้อยละ ๖๐ ครับ ขณะนี้ร้อยละ ๔๓ เรายังมีรูม (Room) นะครับ ถ้าจำเป็น อย่างที่ผมเรียนก็ในเมื่อเราไม่สามารถจะพึ่งภาวะเศรษฐกิจภายนอกได้ก็ต้อง พึ่งตนเอง เพราะฉะนั้นต่อให้มีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ยอดหนี้ขยับขึ้นไปบ้าง เรายังมีรูม แล้วผมดูแล้วสามารถจะรักษาวินัยข้อนี้ได้

จุดที่ ๒ ก็คือว่างบชำระหนี้ต่อรายจ่ายงบประมาณนั้นควรจะต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ตกอยู่ร้อยละ ๑๑.๕ เวลานี้ ดูแล้วก็น่าจะอยู่ในฐานะที่จะรักษาตรงนี้ได้เช่นเดียวกัน

ทีนี้มาในประเด็นที่ท่านหยิบยกขึ้นมาว่าการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการช่วยคนรวยหรือไม่ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่ากระบวนการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอาเซียน ขณะนี้ประเทศที่มีอัตราสูงสุดคือประเทศลาว ประเทศลาวร้อยละ ๓๕ ครับ รองลงมามี ๓ ประเทศก็คือประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ แล้วก็ประเทศพม่า อันนี้คือร้อยละ ๓๐ เพราะฉะนั้นขณะนี้เราติดอยู่ในระดับอันดับขั้นที่ ๒ ที่เหลือนี่ก็จะต่ำกว่า เราหมด แล้วจริง ๆ แล้วไม่ใช่ต่ำกว่าเราหมดอย่างเดียวที่เหลือเขาขยับลดลงไปเรื่อย ๆ อย่างเช่นกรณีของประเทศมาเลเซียเดิมร้อยละ ๒๘ แล้วเวลานี้ก็ลดลงมาเหลือ ร้อยละ ๒๕ ประเทศอินโดนีเซียเดิมก็ร้อยละ ๓๐ แล้วก็ขยับลงมาเวลานี้เหลือร้อยละ ๒๕ ประเทศสิงคโปร์ก็เช่นเดียวกันครับเดิมก็ร้อยละ ๒๐ เวลานี้ลงไปเหลือร้อยละ ๑๗ ปัญหาคือ อย่างนี้ครับว่าในขณะที่ธุรกิจต่างประเทศมาลงทุนในประเทศของเรา และได้รับสิทธิ ประโยชน์ในแง่ของบีโอไอเราไม่ต้องเสียภาษีเลยนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นธุรกิจไทยแล้วไปโดน ภาษีในอัตราร้อยละ ๓๐ ดูแล้วมันกลายเป็นว่าเหมือนกับเราทำให้ผู้ประกอบการคนไทย เสียเปรียบอยู่พอสมควร อย่างไรก็ดีครับท่านอดีตรัฐมนตรีได้เสนอคำแนะนำที่ดีว่าเราอาจจะ มีช่องทางที่เราน่าจะเก็บดูรายได้บางประเภทจากกิจกรรมในตลาดทุนอะไรบ้าง ตรงนี้คงเป็น ข้อเสนอแนะที่ดี ซึ่งผมขออนุญาตรีบเก็บไว้นะครับ เอาไว้ศึกษา

ในอีกส่วนหนึ่งนี่นะครับ ในส่วนเรื่องของผลกระทบต่อเงินเฟ้อนี่นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าหลักขณะนี้ที่ทางกระทรวงการคลังจะช่วยได้ก็คือว่ากระตุ้น หรือเปิดช่องให้มีการลงทุนภาคเอกชนที่คล่องตัวขึ้น แล้วในขณะเดียวกันนั้นก็หาทางที่จะ ช่วยเหลือในการเพิ่มทักษะแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้ แต่ว่า ในขณะเดียวกันนั้นบุคคลกลุ่มที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ในสภาวะที่ถ้าจำเป็น จะต้องมีการปรับราคาสินค้าต่าง ๆ ขึ้น เราก็จะดูแลช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เกษียณอายุ ก็ตามนะครับ พวกผู้รับจ้างรถโดยสารสาธารณะก็ตาม โดยใช้บัตรเครดิตพลังงาน หรือกลุ่ม หนุ่มสาวซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเริ่มตั้งตัวนะครับ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการใช้จ่ายในช่วงหนุ่มสาว ที่เยอะกว่า เป็นวัยที่จำเป็นต้องใช้ เพราะฉะนั้นพวกนี้เราก็จะพยายามเข้าไปช่วยเหลือ ในส่วนที่ท่านสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของการพักหนี้ เรียนว่าขณะนี้ที่ทางกระทรวงการคลัง ที่เราดูกันนี่นะครับ เราดูเฉพาะกรณีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนะครับ คือเราไม่ได้ เล็งออกไปถึงธนาคารเอกชน เพราะคิดว่าไม่จำเป็นครับ รู้สึกเท่าที่ผมดูตัวเลขแล้วธนาคาร เอกชนขณะนี้รู้สึกกำไรเยอะแยะอยู่แล้วนะครับ ธนาคารพาณิชย์เอกชนถ้าเขามีแรงกดดัน จากการที่ธนาคารของรัฐเข้าไปแข่งขัน เขาก็ควรจะลดดอกเบี้ยไปให้ลูกค้าโดยตัวของเขาเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปชดเชยให้ และอีกอย่างหนึ่งจะชดเชยอย่างไร เพราะว่าเวลาจะ ชดเชยนั้นขนาดธนาคารของรัฐก็ยังมีการต่อรองกันมากว่าดอกเบี้ยต้นทุนของเขาเป็นเท่าไร ระหว่างธนาคารรัฐกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพราะฉะนั้นขืนขยายวงไปถึงธนาคาร พาณิชย์เอกชนด้วยคงจะวุ่นน่าดู อันนี้คงเป็นสิ่งที่ผมพอจะให้ข้อมูลและความชัดเจนได้ คงไม่สามารถตอบคำถามท่านได้หมดนะครับในชั้นนี้คงยังไม่สามารถให้ความชัดเจน ในเรื่องอื่น ๆ ได้นอกเหนือจากนี้ แต่ว่าประเด็นและข้อสังเกตของท่าน ผมขออนุญาตรับไว้ ด้วยความขอบคุณครับ

(นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรณ์ครับ ท่านประท้วงหรือครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธาน ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ โดยทั้ง ๓ ท่าน ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรอง นายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั้น ๆ ในแต่ละท่านนะครับ ในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรีก่อน ผมก็อีกครั้งหนึ่งนะครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดียวกันครับ เราสนับสนุนโครงการบ้านหลังแรก ตามเหตุผลที่ผมได้อภิปรายไว้แล้ว แต่ที่ท่านบอกว่าท่านไม่มีเหตุผลหรือความตั้งใจที่จะมี มาตรการที่จะช่วยเหลือในส่วนของผู้ประกอบการก็คือผู้สร้างบ้านและขายบ้าน ก็ต้อง ขออนุญาตว่าผมก็ได้เพียงแต่อ้างจากคำสัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีเอง วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ และปรากฏในเว็บไซต์ของประชาชาติด้วย ท่านพูดไว้ชัดว่าท่านจะยกเว้นค่าโอนและค่าจดจำนองฝั่งทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรวม ๒ เปอร์เซ็นต์ ในที่นี้โดยปกติแล้ว ๒ เปอร์เซ็นต์ก็จะแบ่งกัน ผู้ขายเขารับผิดชอบ ๑ เปอร์เซ็นต์ ผู้ซื้อ ๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ท่านจะลดให้ก็เท่ากับเป็นการลดภาระให้กับ ผู้ประกอบการ และนอกจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดไว้ชัดเจนว่าในส่วนของ ผู้ประกอบการจะมีการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์นั้นเหลือครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ท่านมีมาตรการหรือได้เคยมีคำมั่นที่ให้ไว้กับผู้ประกอบการในช่วงของการรณรงค์หาเสียง ชัดเจนว่าท่านมีความตั้งใจ แต่ถ้าท่านยกเลิกตรงนี้แล้วก็ขอให้ท่านยืนยันจะได้มีความชัดเจน ว่าท่านไม่มีมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการแต่อย่างใด นอกเหนือจากการลดภาษี นิติบุคคล

ในส่วนของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิมนะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ เราเข้าใจตรงกันครับว่าในส่วนของการอ้างเท็จ ผมไม่รู้จะใช้คำว่า อะไรนะครับ โดยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณว่าจริง ๆ แล้วท่านขายหุ้นในแอมเพิล ริช ให้กับลูกชายท่านแล้ว แล้วก็บริษัท แอมเพิล ริช ก็ได้ขายหุ้นให้กับลูกชายและลูกสาวของท่าน สุดท้ายแล้วทั้งหมดศาลก็มีคำพิพากษาชัดเจนว่าแอมเพิล ริชนั้นก็ยังเป็นของคุณทักษิณอยู่ แล้วก็ผู้ซื้อหุ้นจากแอมเพิล ริชก็เป็นคุณทักษิณเอง แล้วก็นี่คือที่มาของคำว่าซุกหุ้น หลังจากนั้นศาลก็ไปดูหลักฐานว่านอกจากซุกหุ้นแล้วก็คือถือหุ้นโดยขัดต่อกฎหมายยังมี การเอื้อประโยชน์ต่อหุ้นที่ตนเองถือไว้หรือไม่ ก็ปรากฏว่ามีการเอื้อจริง แล้วก็เป็นที่มาของ การยึดทรัพย์ อันนี้เราเห็นตรงกัน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้นผมเองก็ได้ตั้งคำถามกับกรมสรรพากร เหมือนกันว่าในเมื่อศาลฎีกาเขาพิพากษาชัดเจนว่าทักษิณโกหก ไม่ได้ขายหุ้นให้กับลูก แต่อย่างใด ยังถือหุ้นอยู่เหมือนเดิม เรายังสมควรหรือจะสามารถที่จะตามไปเก็บภาษีจาก ลูกชายและลูกสาวของคุณทักษิณได้หรือไม่ ทำไมเราไม่เก็บภาษีจากผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้น ที่แท้จริงก็คือคุณทักษิณเองนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อศาลภาษีมีคำพิพากษาเมื่อปลายปีที่แล้วบอกว่าไปเก็บภาษีจาก ขออนุญาต ใช้ชื่อนะครับ โอ๊ค เอม คือลูกชายกับลูกสาวไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ตรรก ต่อไปนะครับก็คือกรมสรรพากรมีหน้าที่ที่จะไปเก็บจากผู้ถือหุ้นที่แท้จริงก็คือคุณทักษิณเอง เพราะฉะนั้นในชั้นที่ศาลพิพากษาว่าไม่ให้เก็บจากลูกนั้น ตอนนี้ก็ถือว่าจบไปแล้วครับ เราเห็นตรงกัน แต่หน้าที่ของกรมสรรพากรต่อไปก็คือไปเก็บภาษีจากผู้ที่เป็นเจ้าของจริง และที่ศาลอ้างว่าการซื้อขายหุ้นระหว่างแอมเพิล ริชกับคุณทักษิณนั้นเป็นธุรกรรมอำพราง เป็นนิติกรรมอำพรางนั้นไม่ได้หมายความว่านิติกรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแต่มีการอำพราง ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงก็คือซุกหุ้น ส่วนการขายหุ้นจากแอมเพิล ริชไปถึงคุณทักษิณเกิดขึ้น จริงครับ แล้วก็ปรากฏเป็นหลักฐานว่าเกิดขึ้นจริง ตอนนั้นคือขายหุ้นที่ราคา ๑ บาท ทั้ง ๆ ที่ ราคาหุ้น ๔๐ กว่าบาทในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริงก็เพราะ ๒-๓ วัน หลังจากนั้นได้มีการขายหุ้นทั้งหมดให้กับประเทศสิงคโปร์คือเทมาเส็ก ผู้ที่ขายหุ้นส่วนนี้ ให้กับเทมาเส็กไม่ใช่แอมเพิล ริชครับ คือทักษิณเองเพราะอะไร เพราะทักษิณได้ซื้อมาจาก แอมเพิล ริชแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าธุรกรรมนั้นตามที่ตรรกของท่านบอกว่าไม่เกิดขึ้นแล้วทำไม เทมาเส็กถึงสามารถซื้อหุ้นนั้นจากทักษิณได้ครับ ไม่ได้ซื้อจากแอมเพิล ริช เพราะฉะนั้น นิติกรรมนั้นเกิดขึ้นแท้แน่นอนครับ แล้วภาระภาษีก็มี เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะต้อง ตามไปจัดเก็บอีกทีหนึ่ง ทีนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการท่านก็ชี้แจงถูกต้องว่าอำนาจตามกฎหมาย เป็นอำนาจของท่านอธิบดี ตรงนี้ผมขอถือว่าเป็นสัญญาณชัดเจนให้กับข้าราชการประจำ ว่าถ้าท่านไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะท่านรัฐมนตรี จะไม่รับผิดชอบแทนท่านแน่นอน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอให้ชัดเจนในประเด็นนี้ แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายของท่าน ในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่ท่านได้พูดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แล้วก็พูดถึง เรื่องของประเด็นปัญหาในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นจากข้าวของแพง ภาวะเงินเฟ้อเนื่องจาก เศรษฐกิจโลกตอนนี้กำลังมีปัญหา ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ความจริงผมอ่านเอกสาร นโยบายของทางรัฐบาล ผมมีความรู้สึกว่าท่านใจแคบไปนิดหนึ่ง เวลาท่านพูดถึงการฟื้นตัว เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ท่านก็บอกว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และท่านมองไปสู่ อนาคต ท่านบอกว่าอนาคตนี่ข้าวของจะแพงขึ้น ท่านก็บอกว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจโลก ยังไม่ดี ก็คือโทษเศรษฐกิจโลกอีก ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่านโยบายของรัฐบาลมีผล โดยตรงต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ อย่างไรอย่างนั้นครับ ๒ ปีครึ่งที่ผ่านมา นโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผลไม่มากก็น้อย และนโยบายของท่านในวันนี้ ก็จะมีผลแน่นอนต่อสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ที่ผมพูดไว้แล้วนโยบายของท่านชี้ให้เห็น ชัดเจนว่าข้าวของจะต้องแพงขึ้น เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปในระบบ การต่อต้านการปรับขึ้น เพื่อควบคุมเงินเฟ้อโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เหล่านี้จะทำให้ของแพงขึ้นแน่นอน และท่านไม่มีสิทธิที่จะโทษเศรษฐกิจโลก ส่วนในช่วงที่ผ่านมาผมไม่ต้องอ้างเอง เพราะเดี๋ยว ท่านก็จะหาว่าแน่นอนที่สุดมีส่วนดูแลเศรษฐกิจก็ต้องพูดชมนโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาล ธนาคารโลกครับ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง เพิ่งยกระดับประเทศไทยจากประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นเพราะประเทศไทยเรามีระบบบริหารเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง อัตราความยากจนที่ลดลง อย่างมาก มีฐานะการคลังที่เข้มแข็งและมีหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อที่ต่ำ รวมถึงมีบรรยากาศ การลงทุนที่เป็นมิตร ทั้งหมดนี้คือนโยบายของรัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการชี้แจงในเรื่องอื่นๆ ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ท่านยังไม่ได้ชี้แจงนะครับ

(นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีท่านประท้วง มีสมาชิกประท้วงครับท่าน เชิญครับ

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ขอประท้วงผู้ที่กำลัง อภิปรายนะคะว่าอยู่นอกประเด็นในมาตรา ๔๓ ในการแถลงนโยบาย ผู้อภิปรายแสดงวาจา ใส่ร้าย เสียดสี แล้วก็พูดถึงบุคคลอื่นด้วยค่ะ ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ บังเอิญ ผมมาตอนจังหวะเปลี่ยนพอดี ก็ขอความกรุณาท่านสรุปให้มันอยู่ในประเด็นที่ท่านถูกพาดพิง ผมไม่ทราบว่าท่านโดนพาดพิงเรื่องอะไร กรุณาสั้น ๆ นะครับท่าน เพราะยังมีท่านรัฐมนตรี จะชี้แจงอีกครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผมยืนยันกับท่านประธานนะครับว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบการอภิปรายนโยบาย แล้วก็เป็นไป ตามเรื่องที่ถูกพาดพิงจริงนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ผมจะรีบสรุป ก็คือประเด็นคำถาม ที่ผมมีกับทางรัฐบาลผ่านท่านประธานสภาไปเมื่อสักครู่นี้ที่รอคำตอบที่มีความสำคัญมาก ที่สุดก็คือแหล่งที่มาของเม็ดเงิน ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงนี้ ไม่ได้ตอบให้ความชัดเจนหรือความโปร่งใส่ในประเด็นนี้เลย ท่านเพียงแต่พูดว่าด้วยปัญหา เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันไม่ควรที่จะทำงบประมาณแบบเดิม ๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าท่านหมายความว่า อย่างไร กฎหมายในแง่ของการทำงบประมาณก็มี กฎหมายในแง่ของการกำกับการกู้ยืมเงิน ตามงบประมาณก็มี ซึ่งผมก็ได้ชี้ให้แล้วว่าตามเม็ดเงินที่ท่านจะต้องใช้ในการขับเคลื่อน นโยบายต่าง ๆ ของท่านมันเกินกรอบกฎหมายเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็น ที่จะต้องชี้แจงว่าท่านจะทำนโยบายนั้นจริงหรือไม่ก่อนอื่นนะครับ แล้วถ้าท่านทำจริงเม็ดเงิน จะมาจากที่ไหน แล้วก็โดยเฉพาะท่านไปลดภาษีกับนายทุนทำให้รายได้ของรัฐบาลหายไป อย่างน้อยประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตลอดทั้งปีงบประมาณก็ยิ่งมีความจำเป็นที่ท่าน จะต้องตอบคำถามนี้ ส่วนที่ท่านเปรียบเทียบภาษีนิติบุคคลของไทยกับอัตราภาษีนิติบุคคล ของประเทศเพื่อนบ้าน ท่านก็ต้องยอมรับนะครับว่าภาษีนิติบุคคลที่เป็นภาระจริงเมื่อผนวก รวมกับสิทธิทางภาษีต่าง ๆ ก็คือพูดง่าย ๆ อัตราอาจจะ ๓๐ แต่โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทห้างร้าน ต่าง ๆ เสียภาษีอยู่ในอัตราเพียงแค่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอัตราภาษีของเราไม่ได้เป็น อุปสรรคต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านภาษีมากอย่างที่ท่านพยายามที่จะวาด ภาพให้พวกเราเข้าใจ

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการพักหนี้ ผมก็จะถือว่าวันนี้มีความชัดเจน ว่าท่านจะไม่พักหนี้ตามนโยบายที่ทางพรรคของท่านได้หาเสียงไว้ในช่วงการรณรงค์ การเลือกตั้ง เพราะท่านได้เขียนไว้ว่าการพักหนี้ท่านไม่ได้จำกัดความว่าจะต้องเป็นหนี้ที่อยู่ที่ ธนาคารของรัฐบาลเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่มีบัตรเงินสด บัตรเครดิต ผู้ที่มีหนี้อยู่ที่ธนาคาร พาณิชย์ ผู้ที่เป็นลูกหนี้นอกระบบสิ้นหวังครับวันนี้ เพราะท่านเพียงแต่จะช่วยพักหนี้ให้กับ ลูกหนี้ที่อยู่ที่ ธ.ก.ส. หรืออาจจะเป็นธนาคารออมสินเท่านั้น และสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านพูด เรื่องของข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณ ความพยายามของพวกเรา ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ที่จะสร้างวินัยทางการคลังและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้อง ประชาชน นักธุรกิจ และนักลงทุนในประเทศของเราว่าเราเอาจริงกับเรื่องนี้ มีการลงนาม ในข้อตกลงกัน มีการรายงานการลงนามนี้ให้กับคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ท่านบอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่เรื่องสมมุติ เพราะฉะนั้นผมต้องขออภัยท่าน ผอ. สำนักงบประมาณ ท่านปลัดกระทรวงการคลังนะครับ ท่านไม่จำเป็นต้องฉีกสัญญานี้ ผมไปไหนผมจะถือ สัญญานี้ไว้ใกล้ตัวครับเป็นการเตือนสติตนเองว่าในการกำหนดนโยบายทางการคลังของ รัฐบาลนั้นเรามีความจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของวินัยทางการคลัง วันนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านใหม่ท่านประกาศว่าท่านจะฉีกแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานครับ ท่านถูกพาดพิงใช่ไหมครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี กราบเรียนผู้อภิปรายคุณกรณ์ จาติกวณิช ด้วยความเคารพ ผมได้รับมอบหมายให้ชี้แจงเรื่อง กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่จะมาทำหน้าที่โดยไม่ได้รับมอบหมาย ท่านเป็นรัฐบาลท่านก็รู้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมอบหมายก็ต้องชี้แจง ที่ท่านบอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใจแคบหรือว่าอะไรก็แล้ว แต่ผมยืนยันได้เลยว่าพฤติกรรมคุณกรณ์วันนี้คุณทำใจไม่ได้ คุณอภิปรายลักษณะอย่างนี้มันเป็นการตั้งกระทู้ถาม ตั้งญัตติ หรือไม่ไว้วางใจ คุณอิน เดพธ์ (In-depth) คุณลงลึกในเรื่องที่คุณจะทำลายบุคคลอื่น โดยเฉพาะเป็นบุคคลที่พรรคเพื่อไทย เคารพ คุณจะเกลียดท่านทักษิณเรื่องของคุณแต่พวกผมรักและเคารพ ผมไม่คาดคิดว่ากระทรวงการคลังจะมีรัฐมนตรีที่มีสติปัญญาแค่นี้ เมื่อสักครู่ผมได้สรุปสั้น ๆ คุณก็ไม่เข้าใจคุณกล้าอธิษฐานในใจคุณไหมว่าทั้งรู้ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ผมเห็นคุณ ให้สัมภาษณ์มาตลอดในลักษณะคุณไม่เข้าใจ ในลักษณะพอรัฐบาลใหม่มา ข้าราชการ กระทรวงการคลัง กรมสรรพากรมาโพรเทคท์ (Protect) มาสนับสนุนมาไม่เก็บภาษี ผมเสียใจ ในความมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างคุณ ถ้าผมพูดสั้น ๆ พี่น้องประชาชน คนชาวบ้านไม่ทราบ เพื่อนสมาชิกก็ไม่ทราบ เรื่องนี้เป็นกฎหมายเทคนิค เรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ สืบเนื่องมาจากกรมสรรพากร คุณกรณ์ฟังผมไว้คุณจะได้หยุดพฤติกรรม ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ผมไม่อยากเห็นนักเรียนนอก ไม่อยากเห็นอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังมีพฤติกรรมแบบนี้ สืบเนื่องมาจากกรมสรรพากรได้ประเมินภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ปี ๒๕๔๙ สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติและคณะปฏิวัติก็ตั้ง คตส. ซึ่งเป็น ศัตรูกับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร คุณได้ยินไหมคุณกรณ์ สืบเนื่องมาจากกรมสรรพากร ได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี ๒๕๔๙ ของนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร โดยกรมสรรพากรมีเหตุอันควรเชื่อว่าการซื้อขายหุ้นชินคอร์ประหว่างบริษัทแอมเพิล ริช กับนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาในราคาหุ้นละ ๑ บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาหุ้นในตลาด หลักทรัพย์มีการซื้อขายหุ้นกันราคาหุ้นละ ๔๙.๒๕ บาท เป็นนิติกรรมอำพราง ซึ่งนิติกรรม ที่แท้จริงคือเป็นการให้โดยเสน่หา จึงเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินจากธุรกิจการพาณิชย์ ตามมาตรา ๔๐ (๘) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบุคคลทั้งสองจะต้องยื่นแบบแสดงรายการ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ภ.ง.ด. ๙๔ ในปี ๒๕๔๙ แต่บุคคลทั้งสองไม่ยื่นแบบแสดง รายการเสียภาษีดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบ คตส. ซึ่งมาจากอำนาจของการ รัฐประหารตั้งกรรมการขึ้นมาได้ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรว่าการโอนหุ้นขายให้บุคคลทั้งสอง เป็นการขายในฐานะบุคคลทั้งสองเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิล ริช จึงเป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากเจ้าหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำตามมาตรา ๓๙ ประกอบมาตรา ๔๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน ประเภทใด และท้ายสุดเห็นว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) แห่งประมวล รัษฎากรตามความเห็นของ คตส. คุณเป็นนักประชาธิปไตยคุณชอบคณะปฏิวัติหรือ และได้ คำนวณภาษีที่ต้องชำระให้บุคคลทั้งสองทราบ ๒ คนพี่น้องประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ผมเรียนอย่างนี้ เมื่อประเมินเสร็จเรื่องนี้ทั้งหมดส่งไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตัดสิน ว่าหุ้นเหล่านี้ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ขายให้บริษัทแอมเพิล ริชจริง คุณฟังอยู่หรือเปล่า เมื่อไม่ได้ขายให้บริษัทแอมเพิล ริชจริง บริษัทแอมเพิล ริชจะเอาอะไรไปขายให้พิณทองทา และพานทองแท้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงบอกว่า เป็นธุรกรรมอำพรางไม่ได้มีคำว่าซุกหุ้น คุณเคยอ่านคำพิพากษาบ้างไหม เขาไม่ได้บอกว่าซุกหุ้น ลูกซื้อนิติกรรมอำพราง พ่อขายธุรกรรมอำพราง

(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านรองครับ มีท่านประท้วงครับ เชิญครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอท้วงท่านที่กำลังอภิปรายนะคะ ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๒๐ ค่ะ ข้อ ๒๐ บอกว่า เมื่อท่านกล่าวต้องเป็นคำกล่าวกับประธานเท่านั้น แต่นี่ท่านกล่าวกับ คุณกรณ์ เรียกคุณกรณ์อยู่ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นท่านต้องหันไปพูดกับประธานและกล่าวกับ ประธานค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ คุณกรณ์ฟังคำพูดผมผ่านท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต้องพูดกับประธานนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ไม่มีปัญหา ง่าย ๆ ผมอยู่สภามา ๒๘ ปีเรื่องนี้ง่าย ๆ พอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่าหุ้นส่วนของบุตร ๒ คนของท่านเป็นหุ้นที่ไม่ได้ซื้อขายกันจริงจากแอมเพิล ริช เหตุเพราะแอมเพิล ริชไม่ได้ซื้อจาก พันตำรวจโท ทักษิณ เพราะ พันตำรวจโท ทักษิณ ทำธุรกรรมอำพราง ศาลฎีกาจึงยึดหุ้น ริบทรัพย์ พันตำรวจโท ทักษิณ ไป ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่กรมสรรพากรยุคมีรัฐมนตรี คือนายกรณ์ จาติกวณิช ไม่ยอม เพิกถอนการประเมิน ยังประเมินภาษี บุตรสาวทั้งสองของ พันตำรวจโท ทักษิณ จึงไปยื่นคำร้องให้ถอนการ ประเมิน กรมสรรพากรก็ไม่ถอนการประเมิน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เรื่องอย่างนี้ บ้านเมืองมันวิปริต บ้านเมืองมันวิกฤติ เพราะมันมีคนมีใจไม่เป็นธรรม พอไปถอนให้เพิกถอน การประเมิน ไม่เพิกถอน บุตรสาวและบุตรชายของท่านจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากร ศาลภาษีอากรตัดสินว่า ให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษี ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหตุผลเพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลสูงสุด ได้ตัดสินแล้วว่าหุ้นนี้ไม่ใช่ของบุตรท่าน กรมสรรพากรยังดื้อ ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความ เคารพอย่างยิ่ง มันมีคนไปบงการ กรมสรรพากรหารืออัยการ อัยการก็บอกอุทธรณ์ได้แต่ต้อง อุทธรณ์ในชั้นฎีกา และอุทธรณ์ในชั้นฎีกาต้องมีเงินวางค้ำประกัน และเรื่องที่จะอุทธรณ์ ในชั้นฎีกามันไม่มีวันชนะ มันเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ท่านประธานรู้ไว้เถอะครับว่า เมื่อศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด สุพรีม ลอว์ (Supreme law) เขาบอกว่าไม่ใช่หุ้นของลูก เวลาแกล้งเขา จะเก็บภาษีก็บอกหุ้นของลูก แต่พอจะยึดทรัพย์ก็บอกว่าเป็นหุ้นของพ่อ ผมพูดกับ ท่านประธาน ผมมีอารมณ์ ผมไม่อยากให้บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอย่างนี้ ผมเรียนท่านประธาน รัฐสภาก่อน ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเรื่องนี้ ให้กรมสรรพากรเพิกถอนเมื่อ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ พวกผมเป็นอะไรครับ ผมเป็นฝ่ายค้าน เลือกตั้ง ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลภาษีอากรได้มีคำพิพากษา ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากร ของเจ้าพนักงานประเมิน และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง ๒ รายดังกล่าว ซึ่งกรมสรรพากรตั้งขึ้นมา ต่อมากรมสรรพากรเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากร จึงไม่อุทธรณ์ เสร็จสิ้นเมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ พวกผมเป็นอะไรครับท่านประธาน พวกผมยังไม่มีตำแหน่งหน้าที่แต่มันเป็นข้อกฎหมาย ผมจะเรียนท่านประธานพูดกันให้มันชัด ผมไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่ได้เอาใจท่านทักษิณ ไม่ได้เอาใจลูกท่าน แต่วันนี้สังคมไทย ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องมีความถูกต้องชอบธรรมบนพื้นฐานนิติรัฐ นิติธรรม การประเมินภาษีอากรของบุคคลทั้งสอง ๑. กรมสรรพากรได้เริ่มตรวจสอบภาษีบุคคล ทั้งสอง โดยมีหมายเรียกให้ไปชี้แจงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๔๙ อันเป็นภายหลัง มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นอกจากนั้น คตส. ยังตรวจซ้ำภาษีการซื้อขายหุ้น ทั้ง ๒ รายนี้ด้วย และได้แจ้งการประเมินภาษีให้กับบุคคลทั้งสองเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ บุคคลทั้งสองได้ขออุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยคำอุทธรณ์ของบุคคล ทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๒ จนกระทั่งมีการฟ้องร้องในศาลภาษีอากรกลาง แล้วท้ายสุดกรมสรรพากรมีความเห็นไม่อุทธรณ์ คดีสิ้นสุดเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ๒๕๕๔ กระผมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ เกิดขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เกิดขึ้นภายหลังมีการขับไล่และปฏิวัติท่านทักษิณและ การไม่อุทธรณ์คดีนี้ก็เกิดขึ้นขณะพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และบุคคล ที่พรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือนายกรณ์ จาติกวณิช ผมเรียนท่านประธานรัฐสภาต่อ

ข้อ ๒ หากจะพิจารณาถึงเหตุผลในคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จะเห็นได้ว่าศาลได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษายืนยันยึดทรัพย์ พันตำรวจโท ทักษิณมารับฟัง เป็นข้อยุติว่า หุ้นชินคอร์ปที่นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาถือครองอยู่นั้น เป็นหุ้น ของ พันตำรวจโท ทักษิณ โดย พันตำรวจโท ทักษิณขายหุ้นดังกล่าวให้ บริษัท แอมเพิล ริช เป็นธุรกรรมอำพราง ไม่ได้ซุกหุ้น ไม่มีการซื้อขายกันจริง ซึ่งตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีแพ่ง ศาลจำต้องถือ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนคดีอาญา เมื่อศาลสูงได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว หุ้นดังกล่าวเป็นของ พันตำรวจโท ทักษิณ นิติกรรมการซื้อขายหุ้น ไม่ว่าขายแอมเพิล ริช แอมเพิล ริช ขายให้บุตรท่านจึงไม่เกิดขึ้น บุคคลทั้งสองคือลูกท่านจึงไม่มีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๒) (๘) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรประเมินภาษีนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทาด้วยชอบ จึงให้เพิกถอนการประเมินภาษีบุคคลทั้งสอง

ข้อ ๓ เหตุผล การอุทธรณ์คดีต่อไปหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของกรมสรรพากร ซึ่งมีสิทธิอุทธรณ์ในชั้นฎีกา หากกรมสรรพากรเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษี ชั้นต้น โดยมีเหตุผลสนับสนุนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าอุทธรณ์คดีนี้ต่อไปก็ไม่มี ประโยชน์ และจะต้องเสียค่าวางศาล หรือจะต้องแพ้คดีในศาลสูง กรมสรรพากรก็มีอำนาจ ที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่อุทธรณ์คดี เป็นการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เสียภาษี เสมอถ้วนหน้ากัน อันเป็นหลักธรรมาภิบาลที่ดีไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน

(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีประท้วงอีกแล้วครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ประท้วงทำไมครับ ของดี ๆ จะได้รู้มันอะไรเป็นอะไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไหนประท้วงก่อนครับ เชิญท่านที่ประท้วงก่อนครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายท่านรองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่โฆษก นายกรัฐมนตรี ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ไม่ ใครบอกท่าน ผมเป็นโฆษก

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

พฤติกรรมของ ท่านนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

อ๋อ ไม่ใช่ อย่ามา ดูแคลนกันในสภา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ กรุณาฟังครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

แต่ผมมีสิทธิชี้แจง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวสิครับ ให้พูดให้จบก่อนครับ ขอบคุณครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ข้อ ๔๓ ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภากำหนดเอาไว้ว่า การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวข้องในประเด็น ที่กำลังปรึกษากันอยู่และต้องไม่ฟุ่มเฟือย ท่านรองนายกรัฐมนตรีใช้เวลามาเป็นเวลานาน และใช้ลีลา และเวลามากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ข้อบังคับยังห้ามนำเอกสาร มาอ่าน ท่านใช้เวลามากเกินไปครับ ผมขอให้ท่านได้สรุปประเด็น และเรื่องที่ท่านพูดมา ทั้งหมดท่านรัฐมนตรีกรณ์และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบันก็ได้เห็น สอดคล้องต้องกันในข้อเท็จจริง ประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีกรณ์ได้สอบถามและเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งกับประชาชนก็คือว่ากรมสรรพากรจัดเก็บภาษีเจ้าของหุ้นตัวจริงคือคุณทักษิณ หรือไม่ อย่างไร ประเด็นที่ท่านพูดอยู่มันฟุ่มเฟือยซ้ำซาก พอเถอะครับพูดแค่นี้คุณทักษิณ ก็ยิ้มแก้มปริแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมวินิจฉัยนะครับ กรุณาอยู่ในประเด็นแล้วก็กรุณาสรุปด้วยนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผมไม่ได้เป็นโฆษกท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้เป็นโฆษกท่านทักษิณ แต่ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ชี้แจงตอบในสภา ชีวิตผมมันบุญน้อยไม่มีโอกาส เป็นโฆษก อยู่พรรคประชาธิปัตย์ครั้งแรกก็เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเลย เป็นกรรมการบริหารพรรคเลย แต่ที่ผมต้องพูดมันมีบทต่อเนื่องอีกนิดเดียวละครับ ส่วนที่ บอกว่าจะมาย้อนมาจัดเก็บภาษี พันตำรวจโท ทักษิณ ผมเรียนท่านประธานเพื่อคลายความทึบ ของคนที่ไม่รู้เรื่องแล้วชอบพูดรับรู้เสีย เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่านิติกรรมอำพราง พันตำรวจโท ทักษิณ กับบริษัท แอมเพิล ริช เป็นธุรกรรมอำพราง ดังนั้นสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่าง พันตำรวจโท ทักษิณ กับบริษัท แอมเพิล ริช ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อสัญญาซื้อขายหุ้นไม่เกิดขึ้น พันตำรวจโท ทักษิณจะมีเงินจากการขายหุ้นได้อย่างไร เมื่อไม่ได้จากการขายหุ้นก็ไม่ต้องเก็บ ภาษี ผมไม่อยากให้ใช้ความรู้สึก ผมไม่อยากให้คิดว่าน่าจะเป็น ผมอ่านข้อสอบออกว่าต้องมี คนพูดเรื่องนี้ ถ้าไม่ทำการบ้านให้จบดอกเตอร์ ออฟ ลอว์ (Doctor Of Law) จากไหนไม่ใช่ ผมคนเดียวก็หยิบขึ้นมาไม่ได้ครับ ผมต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่พูดเท็จใส่ร้ายกล่าวหากัน ผมไม่จำเป็นต้องเอาใจใครละครับเพราะเป็นรัฐมนตรีมา ๖ สมัย รอบนี้เป็น รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนราษฎร ๘ สมัย ได้ชื่อเป็นดาวสภากินไม่ได้นอนไม่หลับไปไหน คนก็ต้องฟังปราศรัย ผมพึงพอใจในตัวผม แต่อะไรที่มันเป็นสิ่งที่สังคมต้องรู้ผมมีสิทธินะครับ เพราะผมได้รับมอบหมายให้มาตอบกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ตอบเพราะเกลียดโกรธใคร แต่ผมไม่อยากให้คลุมเครือ เอี้ยวซ้าย เอี้ยวขวา เอี้ยวซ้าย เอี้ยวขวา เหมือนเล่นรักบี้วางทรัย (Try) ในโกล (Goal) โดยกรูเขา ขอบคุณท่านประธานรัฐสภาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานครับ

นายพิชัย นริพทะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ผม นายพิชัย นริพทะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จริง ๆ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พาดพิง ท่านกรณ์พาดพิงอะไรครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่พาดพิงอยู่ในหลายประเด็นแต่ผมอยากที่จะขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสั้น ๆ นะครับว่าไม่ใช่หน้าที่ของท่านครับที่จะเป็นผู้มาตัดสินว่าใครควร ที่จะต้องเสียภาษีหรือไม่ วันนี้ผมกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็มีความคิดเห็น ที่ตรงกันแล้วว่าอำนาจหน้าที่เป็นของอธิบดีกรมสรรพากร และ ณ ปัจจุบันนี้ในส่วนของ กระทรวงการคลังเองเขาก็ได้มีการมอบหมายรองปลัดกระทรวงท่านหนึ่งให้ช่วยศึกษาข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้ว่ามีช่องทางที่จะเก็บภาษีจากเจ้าของหุ้นที่แท้จริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกา คือคุณทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ ตรงนี้สาเหตุที่ผมต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นก็เพราะว่านโยบาย ของท่านต้องใช้เงินมากมาย ท่านไม่ต้องกู้ท่านก็ต้องไปเก็บภาษีเพิ่มจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเมื่อท่านลดภาษีให้กับนายทุน เมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็เพียงมีข้อแนะนำให้กับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าถ้าท่านกำลังที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน อย่างน้อยขออย่าให้พี่น้องประชาชนเคลือบแคลงใจว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือมีการช่วยเหลือ พวกพ้องหรือเจ้าของพรรคอย่างไร หรือไม่ ก็เพียงแค่นั้นครับ ส่วนข้อเท็จจริงว่าสุดท้ายแล้วจะมีภาษีที่พึงประเมินจะต้องจ่ายกันหรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ ของผู้มีอำนาจตามกฎหมายคืออธิบดีกรมสรรพากรที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ที่ผมกังวลมีอยู่ นิดเดียวครับก็คือผมอยากที่จะให้รัฐบาลปล่อยให้ข้าราชการเขาทำงานโดยอิสระ ลักษณะ การอภิปรายของท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่เป็นการข่มขู่ ใครที่เห็นไม่ตรงกับท่าน ท่านว่าว่าทึบ ท่านว่าว่าโง่ ซึ่งในลักษณะนี้ผมมองว่าถ้าผมเป็นข้าราชการผมก็คงกลัว กลัวว่า ถ้าตีความไปในทิศทางที่ถูกต้องแต่ขัดต่อความคิดหรือความต้องการของท่านรองนายกรัฐมนตรี หรือทางรัฐบาล จะมีประเด็นปัญหาต่อชีวิตราชการของท่านผู้นั้นหรือไม่ เพราะฉะนั้น ขอไม่ให้มีอย่างนี้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้าราชการก็ปล่อยให้เขาดำเนินการไป เราไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องมาต่อว่าต่อขานกันในสภาแห่งนี้ในเรื่องนี้ สำคัญกว่าเยอะครับก็คือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องชี้แจงว่าแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ในการขับเคลื่อน นโยบายที่ท่านได้ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนไว้นั้นจะมาจากที่ใด ตรงนี้พี่น้อง ประชาชนและผมยังรอคำตอบจากท่านรัฐมนตรีอยู่ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี จะมีอะไรครับ ยังเหลือท่านรัฐมนตรีอีก ๒ ท่านครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

อีกไม่นานครับ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สั้น ๆ นะครับท่าน

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

สิ่งแรกที่อยากจะเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมไม่ได้ข่มขู่แต่ผมเป็นคนเสียงดัง นี่มาย สไตล์ (My style) ผมไม่มีสิทธิข่มขู่ท่าน แต่ผมนี่ยิ่งฟังท่านพูดผมยิ่งเสียดายว่าท่านเป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ๒ ปี ๗ เดือน ท่านไม่รู้หรือ รองปลัดกระทรวงเขาเรียกหัวหน้ากลุ่มงาน ปลัดกระทรวงก็นัธธิง (Nothing) คนมีอำนาจเก็บภาษีคืออธิบดีกรมสรรพากร ถามว่าเรื่อง กฎหมายท่านอย่ามาแม่นกว่าผมเลย อธิบดีกรมสรรพากรเขามีอำนาจเก็บ และที่เขาไม่ อุทธรณ์เพราะว่าเขาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เขาอ่านคำพิพากษาศาลภาษี แล้วเขามี ความเห็นไปก่อนที่พวกผมจะเข้ามา แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับผม มันจะเกี่ยวอะไรกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจบเถอะ ยิ่งเถียงไปท่านก็ยิ่งเปลืองตัว ให้มันเป็นไป ตามกระบวนการยุติธรรม แล้ววันนี้ทุกอย่างจบแล้ว อายุความในการอุทธรณ์ชั้นฎีกาก็จบแล้ว ผมจะมาเกลียดชังคุณกรณ์ทำไม แต่เมื่อคุณกรณ์แวะมาตรงนี้ผมก็ต้องฉลองศรัทธาเป็นของ ธรรมดา ขอบพระคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานแล้วครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กระผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จริง ๆ แล้วผมเองก็ได้ตอบคำถาม ไปแล้วนะครับ แต่ว่าทางท่านผู้มีเกียรติก็ยังพูดซ้ำ ๆ นะครับ การพูดซ้ำ ๆ อาจจะทำให้ ประชาชนเข้าใจผิดได้ ผมเลยจะต้องขอออกมาตอบซ้ำ ๆ เพื่อให้ประชาชนไม่เข้าใจผิด นะครับ ก็คืออย่างนี้ครับ ขออนุญาตบอกว่านโยบายในการชะลอการจัดเก็บกองทุนน้ำมันนี่ เป็นชั่วคราวนะครับ ไม่มีความตั้งใจจะให้กระทบกระเทือนกับผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย เลยขอให้ท่านเข้าใจอย่างนี้นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะหลัง จะมาโกรธผม ซึ่งไม่ใช่นะครับ นโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยหลังจากเป็นรัฐบาลแล้วเราจะ ส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานด้วยนะครับ เรามองว่าพื้นที่ใหม่ในอนาคตเราอยากเห็นเป็นพืช พลังงานทั้งหมด เพราะเราเชื่อว่าราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วน้ำมันในโลกก็จะ ลดลงไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ หลักคิดคืออย่างนั้น เพราะฉะนั้นการใช้พลังงานทดแทนจะเป็น นโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยนะครับ เรายังฝันเห็นว่าถ้าเราสามารถทำแลนด์ บริดจ์ (Land bridge) เพื่อให้มันเกิดการขนถ่ายน้ำมันในภูมิภาคนี้ทั้งหมดนี่ เราก็จะมีการกลั่นน้ำมัน มีการใช้ พลังงานทดแทนเพื่อผสมกับน้ำมัน เพื่อเราจะเป็นการผลิตพลังงานทดแทน ในภูมิภาคนี้ทั้งหมดด้วยซ้ำ อันนี้คือวิสัยทัศน์ของเรานะครับ เราอยากเห็นภาพนี้จริง ๆ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีความสมดุลระหว่างพืชพลังงานและพืชเพื่อเป็นอาหารนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเกิดเราปลูกพลังงานอย่างเดียว อาหารเราจะขาดก็จะเป็นปัญหาเรื่อง อาหาร นี่ละครับทำไมเราถึงต้องจำนำข้าวที่ ๑๕,๐๐๐ บาท หอมมะลิที่ ๒๐,๐๐๐ บาท ล่ะครับ เพราะว่าเราต้องการที่จะให้มีความมั่นคงทางอาหารด้วย กรอบคิดเราครบนะครับ อยากให้เห็นภาพนี้ว่าเราต้องการมีความสมดุลทั้งอาหารและพลังงาน แต่ว่าเรื่องของพลังงาน มีความจำเป็นและพืชพลังงานเป็นสิ่งที่เราจะต้องส่งเสริมอย่างแน่นอนนะครับ กรุณาอย่าพูด ซ้ำ ๆ แล้วผมก็ต้องขึ้นมาตอบซ้ำ ๆ อีกนะครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ แหม สั้นดีจังครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ขออนุญาตพูดในประเด็นที่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ได้หยิบยกประเด็นที่ว่าทางกรมสรรพากรนั้นจะเป็นผู้ที่จะไปประเมินความเป็นไปได้ กฎระเบียบในการพิจารณาภาษีสำหรับกรณีของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนั้น ผมเองเกรงว่าถ้าสุดท้ายผลออกมาว่าทางกรมสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีการเก็บภาษี สำหรับกรณีนี้เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเกิดข้อเคลือบแคลงใจ แต่อยากจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบอย่างนี้นะครับว่ากรณีที่ถือว่าหลักทรัพย์หุ้น ชินคอร์ปนั้นเป็นหลักทรัพย์ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้วได้มีการขายหลักทรัพย์นั้น ในตลาดหลักทรัพย์ให้กับทางกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์นี่ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าเงินได้จาก การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์นั้นนะครับได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ครับ ตรงนี้เป็นไปตามข้อ ๒ (๒๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒๖ ออกเมื่อปี ๒๕๐๙ เป็นกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรนะครับ แล้วก็ การยกเว้นตรงนี้สำหรับคนที่เล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะรู้ดีครับ เพราะว่าทุก ๆ คนที่ซื้อ ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผมเข้าใจว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภานี้หลายคนก็คงจะซื้อขาย หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็รวมทั้งท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยก็คงจะ เข้าใจในหลักการอันนี้ดี เพราะฉะนั้นเลยอยากเรียนให้ท่านทราบนะครับว่ามันมีข้อยกเว้น สำหรับเงินได้ในการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์อยู่นะครับ แล้วผมเองก็ยืนยันว่า ทางข้าราชการและทางเจ้าหน้าที่ในกรมสรรพากรนั้นนะครับเขาก็มีภาระหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัดนะครับ แล้วก็มีความรับผิดชอบโดยตัวของเขาเอง อยู่แล้วครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านทัศนียา รัตนเศรษฐ ๗ นาทีครับ

นางทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ คำแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ดิฉันถือว่าเป็นเข็มทิศในการกำหนดทิศทางของรัฐบาลทั้งคณะที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ท่านประธานคะ จากคำอภิปรายตั้งแต่เช้าดิฉันได้ฟังค่ะ หลายท่านมีความวิตกกังวล ต่อนโยบายของรัฐบาลว่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ในเรื่องของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท แล้วก็ในเรื่องของจบปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งท่านบอกว่าจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของแพงขึ้น บางท่านก็บอกว่าจะทำให้เกิด การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไปอยู่ประเทศอื่นที่แรงงานถูกกว่า บางท่านก็บอกว่า จะทำให้เกิดการไหลทะลักของแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศแล้วทำให้เกิดภาระ ต่องบประมาณ ถึงกระทั่งบางท่านก็บอกว่าจะทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจ ขนาดเล็กอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการ นี่เป็นความคาดซึ่งไม่ทราบว่าจะเกิดหรือไม่นะคะ แต่ดิฉันนั้น กลับมองเห็นต่างค่ะท่านประธาน ดิฉันมองว่าการเพิ่มเงินให้กับผู้ใช้แรงงานขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท เป็นการเพิ่มเงินสำหรับใส่ ในตลาดของระบบเศรษฐกิจ ยิ่งเพิ่มมากเท่าไรก็จะทำให้กำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น เมื่อกำลังซื้อ เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้กำลังการผลิตขยายตัว และเมื่อกำลังการผลิตขยายตัวมันก็จะทำให้เกิด การซื้อการขาย การจ้างงาน แล้วก็เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ นี่เป็นวัฏจักรของเศรษฐกิจ และที่สำคัญนะคะท่าน มาตรการนี้ก็เป็นมาตรการเดียวกันที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ใช้ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ่ายเงิน ๒,๐๐๐ บาทให้กับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท มาตรการเดียวกันเลยค่ะท่าน แต่มันต่างกันตรงไหนท่านรู้ไหมคะ ต่างกันตรงที่ว่ารัฐบาล ครั้งที่แล้วจ่าย ๒,๐๐๐ บาท แล้วท่านก็บอกว่าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ข้าวของการค้าการขายดีขึ้น แต่พอมารัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้นจาก ๒๑๕ บาท เพิ่มเป็น ๓๐๐ บาท เพิ่มแค่ ๘๕ บาท ท่านกลับมองว่าจะทำให้เศรษฐกิจล่มจมบ้าง จะทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อบ้าง ต่าง ๆ นานา ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อว่านโยบายของรัฐบาลนั้นได้ดูมาอย่างรอบคอบ มีขั้นตอนมีกระบวนการ และที่สำคัญอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงค่ะท่าน เป็นความพอเพียง สำหรับผู้ใช้แรงงานที่จะทำให้เขาอยู่ได้ดำรงชีพตามสภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็เป็นความพอเพียงสำหรับสถานประกอบการที่จะสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ซึ่งทุกวันนี้มันเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก เป็นความพอเพียงสำหรับงบประมาณที่ผ่านมา ๙ เดือน บอกว่าเก็บได้เกินเป้าถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และที่สำคัญก็เป็นความพอเพียงสำหรับ ความมั่นคงทางสถานะการเงินการคลัง เพราะทุกวันนี้เรามีเงินคงคลังอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรามีทุนสำรองต่างประเทศอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอยู่ในสถานะที่เพียงพอ แล้วก็เข้มแข็งในการที่จะรองรับวิกฤติเศรษฐกิจโลกถ้าหากว่ากระทบมาถึงไทยจริง ท่านประธานคะ ด้วยความพอเพียงทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ รัฐบาลนี้ถึงกล้าออกนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะ นโยบายเร่งด่วน เพราะเราคิดว่าทำได้แล้วก็ทำจริง แล้วเราก็รู้ว่าเป็นความคาดหวังของ พี่น้องประชาชนที่พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำให้ประเทศเดินหน้าได้ จากการสร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นเสียที เขาคาดหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำให้สังคม สงบสุข ปลอดจากยาเสพติด มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเขาก็คาดหวังว่า จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กินดีอยู่ดี นี่คือความคาดหวังของรัฐบาล ท่านประธานคะ แล้วรัฐบาลก็รู้ดี และความคาดหวังนี้ละค่ะที่ประชาชนได้สะท้อนออกมา จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ ที่ผ่านมา ท่านประธานคะยังไม่เพียงพออีกหรือคะสำหรับเกือบ ๑๖ ล้านเสียงที่ทุ่มให้กับพรรคเพื่อไทยเพื่อให้มาเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลและนำนโยบาย มาปฏิบัติ และยังไม่เพียงพออีกหรือคะสำหรับ ๑๔๕ องค์กรภาคประชาชนที่เขาได้ร่วม ประชุมกัน ได้จัดการเสวนาแล้วนำเสนอต่อรัฐบาลถึงความต้องการที่แท้จริงของแต่ละองค์กร และยังไม่เพียงพออีกหรือคะสำหรับองค์กรภาคแรงงานที่มีสมาชิกทั้งหมด ๓๘ ล้านคน ที่ร้องขอต่อรัฐบาล ๙ ข้อ และ ๑ ใน ๙ ข้อนี้ก็คือขอให้มีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ตามสภาพความเป็นจริง แต่ที่สำคัญยังไม่เพียงพออีกหรือคะสำหรับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๗ ที่ว่าด้วยประชาชนพึงมีส่วนร่วมในการ กำหนดนโยบาย และในการที่กำหนดทิศทางของประเทศไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับภูมิภาค บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญปรากฏไว้ชัดเจนค่ะท่าน และด้วยความคาดหวังนี่ละค่ะ บวกกับเสียงสะท้อน บวกกับความพอเพียงนี่ละค่ะท่านประธานคะ ดิฉันจึงเห็นด้วยอย่างมากกับรัฐบาลที่ได้แถลง ในวันนี้ และดิฉันก็เชื่อว่ารัฐบาลทำได้ทุกนโยบาย และสิ่งที่สำคัญอยากจะฝากก็คือ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เรื่องการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งอันนี้รัฐบาลรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นเกิดความทุกข์ยากลำบากก็ขอเพียงแต่ว่าให้รัฐบาลได้เร่งทำ และดิฉันก็เชื่อว่าในเรื่องของความวิตกกังวลที่หลายท่านได้อภิปรายมาว่าเกิดจากนโยบาย ของรัฐบาล ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลนี้สามารถใช้มาตรการทางด้านการเงิน มาตรการทางด้าน การคลัง มาตรการทางภาษี หรือว่ามาตรการทางด้านการกำกับดูแลแก้ไขได้ทุกประการ และดิฉันก็เชื่อว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ทำงานเป็น ไม่ดีแต่พูด ไม่ทิ้งงบประมาณ เพียงเท่านี้ ดิฉันก็คิดว่าก็ทำให้ประเทศชาตินั้นเจริญก้าวหน้า ประชาชนก็เป็นสุขแล้วค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนันทนา สงฆ์ประชา ครับ

นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยนาท 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการที่ดิฉันได้อ่านนโยบายแล้วก็ได้รับฟังการ แถลงนโยบายในหน้า ๑๕ ข้อ ๓.๓ คือนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ทั้ง ๙ ข้อ ดิฉันได้ยินว่ามีนโยบายบางส่วนจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับพี่น้องเกษตรกรในเชิง ของการพักชำระหนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่น้อง เกษตรกร แต่ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันกำลังจะเสนอในข้อที่ ๑๐ ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นอานิสงส์ มันจะเป็นการตอบแทนบุญคุณให้กับเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกพวกเราเข้ามา เป็นผู้แทนราษฎร ดิฉันขอเสนอเติมข้อ ๑๐ เข้าไปนะคะว่าให้ท่านปลดหนี้ ให้ท่านล้างหนี้ ให้ท่านได้กลับไปทบทวนนะคะ หนี้สมัยโบราณต้องใช้คำว่า โบราณ ย้อนไปสัก ๑๐ ปี ๑๕ ปี คือหนี้ที่เกิดจากการส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรในการที่จะสนับสนุนให้พวกเขากู้ เช่น กู้เพื่อปลูก ถั่วเขียวผิวมัน สมัยโบราณเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีธีระคงจำได้นะคะว่ามีการส่งเสริมให้ปลูกไม้ผล ประเภทมะม่วงหิมพานต์ มีการให้กู้เพื่อที่จะให้ซื้อปุ๋ย ธ.ก.ส. อันนี้ถือเป็นหนี้โบราณที่เป็น มรดกตกทอดมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน ล้างไปเลย ปลดไปเลยท่าน พี่น้องเกษตรกรก็จะได้ ลืมตาอ้าปาก แล้วก็เริ่มกันใหม่ ดิฉันอยากจะกราบเรียนนะคะว่ายังมีหนี้ที่ควรจะไปค้น ไปค้นหาไม่ว่าจะเป็นหนี้ในส่วนของ ธ.ก.ส. หนี้ออมสิน หนี้ในกรมส่งเสริมการเกษตร หรือหน่วยงานเกษตรอื่น ๆ ก็ขอฝากเพื่อเติมข้อ ๑๐ ข้อนี้ลงไปเป็นนโยบายของทางรัฐบาลด้วย

ส่วนหนี้ในส่วนของกองทุนหมู่บ้านนี้นะคะ ดิฉันอยากกราบเรียนว่าคนที่อยู่ ในสมาชิกของกองทุนส่วนใหญ่ที่กู้ก็จะกู้ไปลงทุนในด้านการเกษตร ก็ขอให้เป็นอานิสงส์ รวมกันปลดหนี้ ล้างหนี้เดิม หนี้เก่าให้กับผู้ที่กู้ในส่วนของกองทุนด้วย

สำหรับนโยบายข้อ ๑ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นกลไกของเกษตรสื่อสารกับรัฐ ข้อนี้ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโครงสร้างของสภาเกษตรกรนี้พวกเรารอกันมานาน จะเป็นโครงสร้างที่นำเอา เกษตรกรตัวจริง ผู้รู้จริงในสาขาต่าง ๆ ของภาคการเกษตร เอานักวิชาการ เอาตัวแทนผู้ค้า เพื่อจะนำองค์ความรู้มาแก้ไขตามข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ แต่ดิฉันขอฝากสภาเกษตรกร นะคะว่าการทำงานของท่านเป็นความหวังอย่างยิ่งของพี่น้องเกษตรกร ต้องทำงาน ด้วยความตั้งใจที่อิสระ

แต่สำหรับในส่วนข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับด้านปศุสัตว์ ด้านพัฒนา ด้านประมง ดิฉันจะไม่ขอพูด ณ ที่นี้ เพราะเวลาคงจะไม่เพียงพอ แต่จะเน้นไปพูดเกี่ยวกับพืชเกษตร โดยเฉพาะข้าว ดิฉันเป็น ส.ส. ชัยนาท จังหวัดชัยนาทเรียกว่าเป็นแหล่งผลิตข้าวแหล่งใหญ่ ของประเทศ ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคกลาง ดิฉันจะสะท้อนให้เห็นชีวิตอันลำเค็ญ ก็แล้วกัน ต้องว่าอันลำเค็ญเลย ขณะนี้แค่เริ่มฤดูท่านรู้ไหมคะว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกำลัง ระบาดอย่างหนัก เสียหายยับเยิน ถามว่ามาตรการในการแก้ไขเร่งด่วนจะทำอย่างไรกันดี ซ้ำซากมากเรื่องนี้ ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม ปัญหาน้ำเดี๋ยวข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท จะไปห้ามว่า ให้ปลูกปีละ ๒ ครั้ง ไม่มีทาง น้ำจะเพียงพอในการปลูกข้าวได้อย่างไร ไหนจะปัญหาต้นทุน ตั้งแต่ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเตรียมดิน ค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมีป้องกันศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน ค่าเก็บเกี่ยว ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ซึ่งมีราคาแปรปรวนไม่แน่นอน ต้นทุนสูงขึ้นทุก ๆ ปี นโยบายของรัฐบาลเดิมเป็นนโยบายประกันราคาข้าว ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าเป็นมาตรการที่ดี แต่ใน ปัจจุบันนี้ก็จะมาใช้ในลักษณะของการรับจำนำ ดิฉันอยากจะให้ท่านมองว่าเอา ๒ นโยบายนี้ ลองมาบูรณาการดูสิว่าถ้าประกันดีอย่างไร จำนำดีอย่างไร และเอา ๒ อันนี้มาทำในสิ่งที่ดี ที่สุดให้กับพี่น้องเกษตรกรก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะ ๒ อย่างมันเป็นสิ่งที่ดี ท่านบอกว่า ท่านจะให้ ๑๕,๐๐๐ บาทกับข้าวเปลือกเจ้า เท่ากับกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ให้ไปเลยท่าน ดิฉัน อยากจะให้ท่านให้ ๒๐,๐๐๐ บาทด้วยซ้ำไปนะคะเกี่ยวกับข้าวเปลือกเจ้า เพราะมันเท่ากับ กิโลกรัมละ ๒๐ บาทเท่านั้น ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าการให้พี่น้องเกษตรกร พี่น้อง เกษตรกรไม่ใช่นักธุรกิจที่จะไปมีเงินฝากนะคะ เขาเรียกว่าจะได้บุญ บุญกุศลอันนี้ก็จะ ส่งเสริมให้พวกเรากลับเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรกันทุก ๆ สมัย ดิฉันอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะคะว่า ดิฉันเห็นด้วยกับนโยบายค่าแรง ๓๐๐ บาท ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท กองทุนจาก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จะให้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท รถคันแรก และโดยเฉพาะนโยบายพัฒนาสตรีเพราะเราเป็นผู้หญิง ตั้ง ๑๐๐ ล้านต่อจังหวัด โอ้โฮ กลับไป เขาเรียกกลับไปคิดว่าจะทำโครงการอะไรดี ๆ เพื่อพัฒนาสตรีในจังหวัดของเรา แต่จะกลับมาถามรัฐบาลนะคะว่า ๙ ข้อ ถ้าเป็นรูปธรรมแล้วนี่นะคะ ชาวนา เกษตรกรจะได้ อะไรที่ให้มันชัด ๆ เลยเหมือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท เหมือนค่าแรง ๓๐๐ บาทอย่างนี้ ชัด ๆ เลยชาวนาเกษตรกรจะได้อะไรนะคะ เพื่อที่จะตอบเลย ตอบเดี๋ยวนี้เลยนะคะ เกษตรกรกำลังจะนอนแล้ว คืนนี้ก็จะได้ฝันหวานนะคะ เพราะว่านโยบายนี้สำคัญมากเลย เพราะเป็นนโยบายเพื่อเกษตรกรทั้งประเทศนั่นเองนะคะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ สวัสดีค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมได้ นั่งฟังการแถลงนโยบายและการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่เช้า ขณะนี้ก็กว่า ๑๓ ชั่วโมงแล้วนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเมื่อเราดูจากกรอบนโยบาย ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงกับพวกเรา พวกเราทุกคนคงทราบดีนะครับว่าแบ่งเป็น ๒ กรอบใหญ่ กรอบแรกก็คือกรอบว่าด้วยนโยบายเร่งด่วนที่ท่านจะทำทันที ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๑๖ ข้อ ๑ ใน ๑๖ ข้อก็คือเรื่องของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ซึ่งต้อง กราบเรียนครับว่าเป็นนโยบายที่ดี แล้วก็ผมเห็นด้วยและยินดีที่จะสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือว่าใน ๑๖ ข้อนี้นั้นไม่มีข้อใดเลยที่ท่านกำหนดให้เป็นเรื่องเร่งด่วน ในการที่จะเข้ามาดูแลเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมในฐานะที่เป็น ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภา จึงขออนุญาต ที่จะต้องอภิปรายเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นปัญหาเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของประเทศ เผื่อว่าท่านจะเห็นด้วยและนำไปปรับปรุงเป็นแนวทางในการบริหาร บ้านเมืองของท่านต่อไป ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมก็พยายามศึกษาอย่างละเอียดก็พบว่าท่านเอาไปอยู่ในนโยบายที่ว่าด้วยกรอบ ระยะเวลา ๔ ปี หรือนโยบายระยะยาวในข้อที่ ๕ แล้วก็ซอยย่อยเป็น ๕.๑-๕.๘ เวลาผมซึ่งมี อยู่นั้นคงไม่มากเพียงพอที่จะมาแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้ท่านประธานได้รับทราบได้ทั้งหมด ขออนุญาตเอาเฉพาะที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ

๕.๑ รัฐบาลแถลงว่าอย่างนี้ครับ นายกรัฐมนตรีแถลงว่าอย่างนี้ครับว่า จะเร่งรัดให้มีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการป้องกันการลักลอบบุกรุกทำลายป่าไม้และ สัตว์ป่า เร่งสำรวจและจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน

นั่นก็แสดงว่ารัฐบาลทราบดีครับว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องการบุกรุก ทำลายป่า มีปัญหาเรื่องการคุกคามสัตว์ป่ามาก รวมไปถึงมีปัญหาเรื่องการกำหนดการใช้ แนวเขตที่ดิน ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขที่กรมป่าไม้ได้เสนอไว้ต่อสาธารณะนะครับว่าขณะนี้ พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากจำนวน ๕๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ประเทศซึ่งมีอยู่ ทั้งหมด ๓๒๑ ล้านไร่ ขณะนี้เหลืออยู่ ๓๒.๖๖ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ กำหนดไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะนี้พื้นที่ป่าของเราลดลงไปแล้ว ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในจำนวน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่หายไปนั้น ประเด็นหลักสาเหตุใหญ่ มาจากประเด็นเดียวกันครับก็คือขาดการบริหารจัดการจากหน่วยงานของรัฐที่ดีเพียงพอ ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องการสูญเสียพื้นที่ป่าทั่วประเทศครับท่านประธาน กรณีวังน้ำเขียว เป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุด และผมเองได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาปัญหาของกรณีวังน้ำเขียว ก็กราบเรียน ท่านประธานครับว่าสภาพปัญหามิได้มีอะไรแตกต่างไปจากกรณีการสูญเสียพื้นที่ป่าในพื้นที่ อื่น ๆ ของประเทศไทย ไม่ว่าหางดงที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูทับเบิก เขาค้อที่จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือภาคอีสานตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี ภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต ทุก ๆ พื้นที่เราล้วนแต่มีปัญหาเรื่องการสูญเสียพื้นที่ป่าทั้งสิ้น ผมจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าประเด็นปัญหาที่เกิดจากการที่ทำให้เราต้อง สูญเสียพื้นที่ป่านั้นประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาใหญ่ ๆ หลายประการครับ

ประการแรก เริ่มตั้งแต่ความบกพร่องผิดพลาดของหน่วยงานของรัฐในการ ประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวนหรือเขตอุทยาน โดยขีดวง ขีดเส้นบนแผนที่ แต่ไม่มีการจัดทำ หลักเขตที่แท้จริงในพื้นที่จริงก็ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในปัญหาพื้นที่ แล้วที่สุดก็เป็นการ โต้เถียงกันระหว่างราษฎรกับหน่วยงานของรัฐว่าป่ากับคนใครมาก่อน อุทยานกับคน ใครมาก่อน ที่วังน้ำเขียวก็มีข้อโต้เถียงอย่างนี้เช่นกันครับ ไม่ว่าบนเขาแผงม้าก็เป็นข้อโต้เถียง ระหว่างกรมอุทยานกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า ไม่ว่าเขตอุทยานของทับลานก็มีข้อโต้เถียง แนวเขตระหว่างกรมอุทยานกับพี่น้องประชาชนว่ามีข้อตกลงเมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งต่างกับ แนวเขตที่ประกาศอยู่ท้ายกฎกระทรวงเมื่อปี ๒๕๒๔ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นหนึ่งที่ เราจะต้องเข้ามาบริหารจัดการในเรื่องของปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่านั้น ผมจึง มีความเห็นว่ามาตรการที่ท่านใช้ระบุอยู่ในคำแถลงนโยบายว่าจะจัดการเกี่ยวกับการลักลอบ บุกรุกทำลายป่านั้น ท่านต้องไปกำหนดวิธีการให้ดีนะครับว่าวิธีการจัดการกับการบุกรุก ทำลายป่านั้นท่านต้องแยกคน แยกปัญหาออกจากสภาพปัญหาว่าคนต่าง ๆ เหล่านั้นเข้าไป อยู่ในป่า เพราะเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิอยู่เดิม หรือเป็นผู้ที่รับซื้อสิทธิในภายหลัง ถ้าท่านไม่แยก สภาพปัญหาอย่างนี้ท่านจัดการปัญหาไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านพูดถึงก็คือในข้อ ๕.๓ ท่านบอกท่านจะลด ความเหลื่อมล้ำในการใช้ที่ดินโดยการปฏิรูปการจัดการที่ดิน พวกเราคงทราบดีแล้วครับว่า เรื่องปฏิรูปที่ดินนั้นเรามีมาตั้งแต่ ๒๕๑๘ คือปีที่ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถามว่าจากปี ๒๕๑๘ ถึง ณ บัดนี้ เวลาผ่านไป ๓๖ ปีเศษ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเรื่องของการใช้กฎหมายการปฏิรูปที่ดินเป็นเครื่องมือ ในการบริหารจัดการในการจัดสรรที่ดินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกท่าน คงให้คำตอบเรื่องนี้ได้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปครับว่าปัญหาของการปฏิรูปที่ดินก็คือ ปัญหาความไม่โปร่งใสในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร ใครคือเกษตรกรตัวจริง หรือใครคือ เกษตรกรของใคร นั่นคือประเด็นปัญหาข้อที่ ๑

ปัญหาข้อที่ ๒ คือภายหลังการจัดการแล้วนั้น จัดสรรที่ดินแล้วไม่มี การติดตามครับว่าที่ดินนั้นได้มีการเปลี่ยนมือไปยังใครบ้าง เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นที่ ส.ป.ก. กลายเป็นรีสอร์ท (Resort) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนก็คือ ขอความกรุณาท่าน ให้ความสนใจในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ท่านแถลงอยู่ใน นโยบายครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ครับ

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาครับที่ได้กรุณาจัดให้ผมได้พูดในวันนี้หลังจากที่รอมาแล้วประมาณกว่า ๗ ชั่วโมง แล้วก็ได้รับการจัดสรรเวลาที่ต้องขอบคุณท่านประธานวิปฝ่ายค้านนะครับที่เพิ่ม จาก ๓ นาทีกว่าให้มาเป็น ๕ นาที แต่กระนั้นเพื่อไม่ให้เพื่อนสมาชิกได้เสียเวลามากเกินไป ผมก็จะขออภิปรายเฉพาะประเด็นหลัก ๆ ที่สำคัญ ๆ เท่านั้น

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ แม้พรรครักษ์สันติจะเป็นฝ่ายค้าน แต่ผม ยืนยันในที่นี้ว่าเราจะค้านอย่างสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็ขอแสดงความชื่นชมที่รัฐบาลได้ แถลงนโยบายต่าง ๆ ที่จะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนโดยตรง เป็นต้นว่า เรื่องปากท้องของประชาชน เรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริต การต่างประเทศและ สิ่งแวดล้อม ผมขอฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดนั้น ได้เคยมีการดำเนินการในเชิงป้องกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่บัดนี้มันได้หายไปครับ ก็ฝาก เรื่องการจัดระเบียบสังคมด้วย ที่สมาชิกบางท่านได้พูดถึงว่ามีการค้ายาเสพติด ในสถานบริการนี่แหละครับ ขณะนี้สถานบริการนั้นได้เปิดเลอะเทอะออกนอกโซนนิ่ง (Zoning) และพร้อมกันนั้นมีการเปิดถึงตีห้า เด็กเยาวชนไม่มีการตรวจบัตรครับ

เรื่องการทุจริตนั้นผมได้เคยจัดสัมมนา ๒ ครั้ง ที่จัดเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๕ ก็อยากจะกราบเรียนว่าความซื่อสัตย์นั้นต้องเริ่มจาก คณะรัฐมนตรีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๓๕ บวก ๑ ท่านจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และรวมทั้ง สภาแห่งนี้ทั้ง ๕๐๐ ท่าน

เรื่องการต่างประเทศ แน่นอนครับเรากำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน (ASIAN) และที่สำคัญอย่างยิ่งผมคงไม่ได้เห่อฝรั่ง ภาษากลางของอาเซียนนั้นคือภาษาอังกฤษ วันข้างหน้ารัฐสภาแห่งนี้อาจจะต้องมีการทดสอบภาษาอังกฤษก่อนที่จะมีการสมัคร รับเลือกตั้ง

ในด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญมาก พรรครักษ์สันติ ถือว่าเป็นพรรคที่อาจจะเรียกว่าเป็น กรีน ปาร์ตี้ (Green party) แต่กระนั้นผมก็ขอฝากว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรจะเป็นนโยบายเชิงรับ แต่ควรจะเป็นนโยบายเชิงรุก ที่คล่องตัวได้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่นับวันจะยิ่งทวีความถี่ และความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยยังรอคอยแผนเชิงรุกอยู่ในการป้องกันสภาวะโลกร้อน ที่อาจจะก่อให้เกิดมหันตภัยน้ำท่วมในที่ราบลุ่มทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ราบภาคกลาง ของประเทศไทย ในเรื่องนี้ประเทศไทยไม่มีแผนระยะยาวรองรับ ซึ่งควรจะพิจารณาไปถึง การย้ายส่วนราชการส่วนกลางออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเพื่อนบ้านเราที่มีฐานะ เศรษฐกิจด้อยกว่าเราได้ทำมาแล้วเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีที่ย้ายเมืองหลวงไปยังที่สูงกว่า ที่ผ่านมาเราก็เพียงแค่ย้ายส่วนราชการไปที่แยกหลักสี่ และในอนาคตอันใกล้เราก็ย้ายรัฐสภา แห่งนี้ไปแค่เกียกกายเท่านั้นเอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ในทางวิชาการนโยบายสาธารณะมันมีขอบเขต ครอบคลุมเพียงแค่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ประเด็นที่สำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือรัฐบาลไม่ควรทำอะไรหรือรัฐบาลต้องไม่ทำอะไร ในที่นี้ผมขอ ยกตัวอย่างอภิปรายสัก ๒ เรื่อง

ตัวอย่างแรกก็คือรัฐบาลต้องยืนยันที่จะไม่ใช้กฎหมายให้อยู่เหนือหลัก ความยุติธรรม เพราะว่าความยุติธรรมนั้นเป็นเป้าประสงค์หลักของการรวมตัวเป็น ประเทศชาติ ดังนั้นถ้าประเทศใดก็ตามที่ขาดความยุติธรรมประเทศนั้นก็ไม่อาจดำรง ความเป็นชาติอยู่ได้ ผมมีความยินดีที่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ คำมั่นว่าจะวางตนอยู่ในหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดและตรงไปตรงมา ประเด็นนี้สำคัญครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลสัญญาแล้วว่าจะไม่ใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิดที่จะช่วยเหลือบุคคลใด บุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและ ความสงบสุขของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ตัวอย่างที่ ๒ ก็คือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นงานของชาติ โดยส่วนรวม นับแต่อดีตกาลข้าราชการไทยทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ให้ความสำคัญต่อการแยกส่วนตัวออกจากส่วนรวม ดังนั้นญาติพี่น้องของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองจะต้องไม่เข้าก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ เนื่องจากเวลานี้ใกล้ฤดูการแต่งตั้งข้าราชการประจำ เพราะปีงบประมาณ ๒๕๕๕ จะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ผมคาดหวังว่าการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการประจำในทุกกระทรวง ทบวง กรม จะดำเนินการภายใต้ระบบคุณธรรม ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ เพราะระบบอุปถัมภ์นั้นมักเน้นย้ำทำให้เกิดความแตกความสามัคคี การเห็นแก่พวกพ้อง บ่อนทำลายความเป็นกลางและศักดิ์ศรีของข้าราชการประจำ จึงขอให้ รัฐบาลนี้ปฏิบัติต่อข้าราชการด้วยความเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลนี้จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่งคั่ง รุ่งเรืองและส่งเสริมให้ประชาชนมีความสมัครสมานสามัคคี อยู่ดีมีสุข โดยพรรครักษ์สันติจะคอย ติดตามและตรวจสอบให้กำลังใจหรือตำหนิติเตียนต่อไปครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านภูวนิดา คุนผลิน ครับ

นางสาวภูวนิดา คุนผลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภูวนิดา คุนผลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ ๒ ทางนะคะ ดูเอล แทรค (Dual Track) ดิฉันมั่นใจว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงแก่รัฐสภา ในวันนี้ได้นำเสนอแนวทางที่ชัดเจน ในแนวทางแรกนั้นก็คือการกระตุ้นรากหญ้า นโยบาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเพิ่มกองทุนหมู่บ้าน การจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ กองทุนพัฒนาสตรี การส่งเสริมโอทอป (OTOP) หรือโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ล้วนแล้วแต่จะเป็นการ กระตุ้นการสร้างรายได้ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ต่อไป ในแนวทางที่ ๒ นั้นก็คือในการกระตุ้นการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว ถือได้ว่าเป็นการที่จะทำให้ประเทศนั้นสามารถที่จะหารายได้จากเงินตราต่างประเทศ ดิฉันขออนุญาตที่จะพูดในแต่ละแนวทาง

ในแนวทางแรกนั่นก็คือการกระตุ้นรากหญ้า โครงการโอทอป หรือหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ตามที่รัฐบาลได้มีการจัดตั้งโครงการโอทอปตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ถือได้ว่าเป็น นโยบายที่ได้มีการขับเคลื่อนในภาคประชาชน ได้มีการกระจายรายได้ในส่วนของภูมิภาค ลงไปถึงมือพี่น้องประชาชน จากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรากหญ้า ดิฉันมั่นใจ ว่าการที่รัฐบาลได้มีการนำเสนอโอกาสในการที่จะเข้าถึงแหล่งทุนเพิ่มขึ้นจะเป็น แนวทางที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากโครงการโอทอป ดิฉันรู้สึก เสียดายในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาที่งบดำเนินการของคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ได้ถูกปรับลดลงในปี ๒๕๕๓ เหลือเพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้การขับเคลื่อน นโยบายโอทอปนั้นไม่สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงแม้ในปีนี้ ปี ๒๕๕๔ ได้มีการปรับงบประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็น ๓๐๐ ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอนะคะ ก็อยากจะขอฝากนโยบายดี ๆ ที่จะสามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชน สร้างวิสาหกิจชุมชนภายใต้ กรอบนโยบายเร่งด่วนในปีแรก ข้อ ๑.๑๓

ส่วนแนวทางที่ ๒ นั้นก็คือในเรื่องของการสร้างโอกาสการลงทุน การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวนั้นถือได้ว่าเป็นมาตรการเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนที่จะสามารถนำ รายได้เข้าสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน ดิฉันขอฝากนโยบายการท่องเที่ยวไปยังผู้รับผิดชอบ ให้เร่งผลักดันนโยบายนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขับเคลื่อนในเชิงรุก ก็ขอฝากพี่น้องประชาชนนะคะ ซึ่งเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวที่จะต้องช่วยกันดูแลประสานงานในส่วนของภาครัฐบาล ฝากไปยังรัฐบาลที่จะต้องก้าวเข้ามาดูแลในเรื่องของการส่งเสริม เนื่องจากว่างบประมาณ ที่เกิดขึ้นดิฉันมั่นใจค่ะว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศนี้ได้ และขอสนับสนุน ในแนวคิดแนวทางในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามที่แถลงในบทบัญญัติของรัฐสภา ในส่วนของการท่องเที่ยวที่สำคัญนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยกัน แก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้สิน ขณะนี้ยอดหนี้ของประเทศไทยนั้นเพิ่มขึ้นเป็นกว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาระที่ใหญ่หลวงของประเทศไทย ถ้าเราได้มีการกระตุ้น ในเรื่องของการสร้างเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ การกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการส่งเสริม การท่องเที่ยว หลาย ๆ นโยบายนั้นมีประโยชน์นะคะ ดิฉันเห็นได้มีการพูดคุยกันไว้ในเรื่อง ของการส่งเสริมวีซ่า (Visa) ฟรีนะคะ หรือการที่เราจะลดอัตรายกเว้นค่าตีตราเข้าประเทศก็ สามารถที่จะนำท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น อีกหลาย ๆ โครงการ ที่รัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านของการคมนาคมนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ก็จะสามารถที่จะช่วยส่งเสริมการกระจายตัวของความเจริญ ไปยังแหล่งท้องถิ่นได้ ทำให้ลดอัตราการอพยพของพี่น้องเข้าสู่เมือง และสามารถที่จะ ไปสร้างความเจริญสร้างรายได้ที่มั่นคงในส่วนของภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ดิฉันขอฝากค่ะ และขอเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลนี้ที่จะนำพาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ ๒ แนวทาง หรือที่เรารู้จักกันว่าดูเอล แทรคให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดและมั่นใจว่าภายใต้ การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีนี้จะสามารถนำพา เศรษฐกิจของไทย แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ปลดหนี้ สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสและ ที่สำคัญค่ะ นำพาความสุขกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอานิก อัมระนันทน์ ครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายนโยบายพลังงาน ของรัฐบาล ข้อ ๓.๕.๒ เกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ แล้วก็มี หลากหลายมิติ แต่ในวันนี้ดิฉันขอหยิบยกมากราบเรียนท่านเฉพาะเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เรื่องของการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ตีตาตาราง ในแผนที่อันนี้นะคะ แม้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะมีการพูดถึงน้อยมาก แต่หลังจากการจัดตั้ง รัฐบาลแล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นนโยบายที่โดดเด่นนะคะ ดังจะเห็นได้จากการลงหนังสือพิมพ์ ในสัปดาห์ที่แล้วเป็นหน้า ๑ ในหนังสือพิมพ์บางแห่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ท่านบอกว่าการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนนี้เป็นนโยบายระยะสั้นที่สำคัญ และท่านคิดว่าต้องเร่งดำเนินการและจะใช้วิธีการและลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนา ร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ (JDA) ท่านประธานที่เคารพคะ ตามบันทึกความเข้าใจระหว่าง ไทย-กัมพูชาของปี ๒๕๔๔ หรือที่เรียกกันว่า เอ็มโอยู (MOU) ๒๕๔๔ ซึ่งทำขึ้นสมัยรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นั้น พื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชามีขนาดใหญ่มากถึง ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร โดยตามเอ็มโอยูนี้พื้นที่จะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ เหนือเส้นละติจูด ๑๑ องศา จะเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการเจรจากันเพื่อกำหนดเขตเป้าหมาย เขตแดนให้ชัดเจน ส่วนพื้นที่ด้านใต้เส้นละติจูดนี้ก็จะต้องมีการเจรจาเพื่อที่จะมีการพัฒนา ร่วมกัน ตกลงกันว่าจะแบ่งผลประโยชน์อย่างไร เท่าที่ผ่านมาทางฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มด้วยการ เสนอว่าให้พื้นที่ด้านล่างของเส้นละติจูดทั้งหมดนี้แบ่งประโยชน์กันแบบ ๕๐ : ๕๐ แต่ฝ่ายไทยเสนอว่าต้องแบ่ง ๓ ส่วนเท่า ๆ กัน โดย ๕๐ : ๕๐ นี้จะใช้เฉพาะส่วนตรงกลาง นะคะ ด้านโซน (Zone) ด้านซ้าย ด้านขวา ก็จะแบ่งให้อยู่ใกล้ประเทศไหนประเทศนั้นก็จะได้ ๙๐ : ๑๐ ส่วน ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาก็มีการเจรจาหลายรอบ หลายรูปแบบ ทางฝ่ายกัมพูชา ก็ผลักดันที่จะให้มีการขยายพื้นที่ในส่วนตรงกลางที่เป็น ๕๐ : ๕๐ ให้กว้างขึ้น แล้วก็ให้พื้นที่ โซนด้านตะวันตก ตะวันออก นี้แคบลง พร้อมทั้งสัดส่วนของการแบ่งประโยชน์ของประเทศ ที่อยู่ใกล้ก็ให้น้อยลงนะคะ การผลักดันเช่นนี้ถ้ามีผลสำเร็จมากขึ้นก็จะมีผลกระทบแน่นอน ต่อประเทศไทยก็คือในส่วนโซนภาคตะวันตกนี้ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อกันว่ามีศักยภาพทาง ปิโตรเลียมสูงกว่าส่วนอื่น ๆ ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้ตรงนี้ก็จะลดน้อยถอยลง ถ้าเผื่อโซนตรงนี้แคบลงแล้วก็สัดส่วนของผลประโยชน์น้อยลงค่ะ

ทีนี้เราก็จะมาดูเปรียบเทียบการเจรจาในลักษณะแบบเอ็มโอยูของปี ๒๕๔๔ กับการเจรจาแบบเจดีเอ ไทย-มาเลเซีย ซึ่งในภาพนี้ก็คือส่วนด้านล่างของภาพซึ่งเป็น การเจรจาที่เริ่มต้นจากพื้นฐานของการใช้หลักกฎหมายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด จะมีการตรวจสอบ การอ้างสิทธิของเส้นต่าง ๆ ทั้ง ๒ ฝ่ายร่วมกันตรวจสอบอย่างชัดเจน แล้วก็มีการเจรจากัน มีการตกลงกันว่าเส้นอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับได้ของแต่ละฝ่ายทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วจึงตกลง ร่วมกันว่าจะมีการพัฒนาและแบ่งผลประโยชน์กัน ๕๐ : ๕๐ จะเห็นว่าวิธีการเจรจาต่างกันมาก ความเสี่ยงของการเจรจาก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทางรัฐมนตรี คณะ ครม. ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้มีมติยกเลิกเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปลายปี ๒๕๕๒ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้นำเข้าสู่รัฐสภา ท่านประธานคะ ถ้าเผื่อจะดูแผนที่อันนี้เราก็จะ เห็นว่าพื้นที่ทับซ้อนตามที่กำหนดในเอ็มโอยู ๒๕๔๔ อาจจะถูกเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นธรรม นักสำหรับประเทศไทย เพราะว่าถ้าเผื่อท่านดูที่ด้านบนสุดจะพบว่าเส้นนี้ลากผ่านเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะตรวจสอบ สามารถอ้างสิทธิได้จากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ในปี ๑๙๐๗ ท่านประธานคะ ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะยกเลิก เอ็มโอยู ๔๔ อย่างเป็นทางการ และเสนอกรอบข้อตกลงใหม่ที่ใช้หลักเกณฑ์กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นธรรมกับประเทศไทย มากกว่านี้ แม้อาจจะต้องใช้เวลาบ้างก็น่าจะเป็นโอกาสสำหรับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่จะสร้างผลงานที่ทรงคุณค่าไว้กับประเทศชาติ

ท่านประธานคะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เหนือหรือใต้ละติจูด ๑๑ องศา ไม่ว่าจะ เป็นการเจรจาภายใต้กรอบ เอ็มโอยู ๔๔ หรือกรอบอื่นใดกับประเทศกัมพูชา สิ่งที่รัฐบาลนี้ ต้องระมัดระวังที่สุดก็คือเรื่องของผลประโยชน์ขัดแย้งระหว่างบุคคลกับผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดค่ะ ดิฉันเห็นด้วยที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้ประกาศในนโยบายเร่งด่วนข้อ ๑.๓ ในเรื่องของการป้องกันปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ว่าท่านจะขยายการบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องการห้ามการกระทำที่เป็น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดิฉันก็หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่จะใช้นโยบายเร่งด่วนข้อนี้กับการ เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาด้วย

มีรายงานว่าคุณทักษิณอาจจะมีผลประโยชน์ในธุรกิจปิโตรเลียมในประเทศ กัมพูชา เรื่องนี้คงต้องพิสูจน์กันต่อไป และดิฉันเองก็ยอมรับได้ค่ะว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ของท่าน แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการที่ พันตำรวจโท ทักษิณ มีฐานะอื่นอีก ๒ อย่างควบคู่กันไป นั่นก็คือการที่ท่านทักษิณมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชามากเป็นพิเศษควบคู่ไปกับ การที่ท่านเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดเหนือพรรคแกนนำรัฐบาล แม้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเพียง อย่างเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว นี่ท่านเป็นทั้ง ๒ อย่าง จึงทำให้เกิดประเด็นของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน ดังตัวอย่างของปรากฏการณ์ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ซึ่งเมื่อพรรคเพื่อไทย

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม. ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายนั้น ได้อภิปรายพาดพิงถึงบุคคลอื่นนะครับ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่นะครับ ก็ยัง ไม่ถึงกับเสียหายกับบุคคลอื่นครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

แต่ท่านประธานครับ ในการพูด ขออนุญาตนะครับ ในการพูดลักษณะนี้มันเป็นการพาดพิง แล้วก็โยงมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันนะครับ ซึ่งในกฎข้อบังคับก็เขียนชัดเจนครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ถ้าเผื่อว่า ท่านประท้วงในเรื่องของพาดพิงหรือทำให้ท่านเสียหายหรือเปล่าครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

พูดถึง บุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภาครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ครับ ยังไม่เป็นไร มากนะครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขนาดไหนครับท่านประธานถึงจะเป็นอะไรมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมยังฟังอยู่ครับ เดี๋ยวผม ฟังต่อไปนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันต่อนะคะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ก็จะเล่าถึงปรากฏการณ์ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ซึ่งเมื่อพรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้ง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาก็รีบเชิญชวนว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ ของไทยให้รีบเปิดการเจรจาเพื่อที่จะได้มีการสำรวจขุดเจาะทางทะเลโดยเร็วที่สุด ท่านประธานคะ การเจรจาในกรอบเอ็มโอยู ๔๔ ที่เน้นการแบ่งโซนและการแบ่งสัดส่วน ผลประโยชน์ โดยไม่เน้นเรื่องการตรวจสอบการอ้างสิทธิตามกฎหมายมากนักอย่างในกรณี ของไทย-มาเลเซีย ซึ่งคือกรณีที่เห็นในภาพนี้ กับกรณีของไทย-เวียดนามซึ่งสะสางไปแล้ว นะคะ ในกรอบของ เอ็มโอยู ๔๔ แบบที่เป็นอยู่ในทางปฏิบัติย่อมจะทำให้การตกลงตัวเลข ของฝ่ายไทยสุ่มเสี่ยงต่ออิทธิพลที่อาจจะไม่ได้ปกป้องประโยชน์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง แล้วก็จะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากมากว่าอะไรเป็นการแบ่งที่เหมาะสมและเป็นธรรมระหว่าง ไทยกับกัมพูชา ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องเอาเปรียบ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่เกิดความเป็นธรรม และคงไม่มีวันจะตกลงกันได้ แต่ว่าถ้าหากกัมพูชารู้ความลับฝ่ายไทย รู้ว่าไทยสามารถจะยอมได้แค่ไหน ผลการเจรจาก็คง จะไม่เป็นธรรมกับประเทศไทยใช่ไหมคะ เหตุที่ดิฉันไม่ได้ยกตัวอย่างในทางกลับกันว่า ไทยอาจจะเป็นฝ่ายล้วงลึกกัมพูชาทำให้กัมพูชาเสียเปรียบ ก็เพราะว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน ๔-๕ ปีที่ผ่านมาบ่งชี้ไปในทางเดียว ที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของการที่รัฐบาล พรรคพลังประชาชนซึ่งอยู่ภายใต้ท่านทักษิณ ชินวัตร โดยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เห็นชอบการขึ้นทะเบียน เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชา แม้ศาลไทยจะตัดสินยกเลิกแถลงการณ์

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยในข้อ ๔๓ ด้วยครับ ท่านพูดว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้กำกับดูแลพรรคพลังประชาชน ท่านทราบได้อย่างไรครับ ขอให้ท่านอธิบายด้วย ถ้าไม่ใช่กรุณาช่วยถอนด้วยครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็เป็น ข้อเท็จจริง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญอธิบายครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันว่า เป็นข้อเท็จจริงที่แพร่หลายปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ตามการวิเคราะห์ของสื่อต่าง ๆ ทั้งฝ่าย ที่สนับสนุนและฝ่ายที่ไม่ได้สนับสนุนท่านทักษิณค่ะ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ที่ท่านสมาชิกพูดเป็นการเอ่ยแบบลอย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าพูดจากสื่อก็กรุณาระบุด้วยครับว่าจากสถานีโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ หรือจากที่ไหนครับ ไม่ใช่ท่านพูดลอย ๆ ขึ้นมาแบบนี้ ผมว่ามันพาดพิงถึงบุคคลอื่นด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต้องขอความกรุณา ท่านผู้อภิปรายนิดหนึ่งนะครับ แม้ว่าท่านจะรับผิดชอบสิ่งที่ท่านพูดนะครับ แต่กรุณาเถอะครับ อย่าพาดพิงอย่างนั้นอีกนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้น ดิฉันก็จะอภิปรายต่อนะคะ เมื่อกี้เราก็เล่าถึงเรื่องของมรดกโลกนะคะ ที่ได้มีการลงนาม ร่วมกันกับกัมพูชา แล้วก็ทำให้เขาสามารถจะขึ้นทะเบียนได้แต่ฝ่ายเดียว แล้วก็เป็นเรื่อง วุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในโลกด้วย แม้ศาลไทยจะตัดสินยกเลิกแถลงการณ์นี้แล้ว แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ต้องมาตามแก้ปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่าในเวทีต่างประเทศ เพราะว่า ไทยเสียเปรียบไปแล้วนะคะ ท่านประธานคะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานบอกว่า พื้นที่ทับซ้อนนี้จะสามารถทำให้ประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติสำรองเพิ่มขึ้นอีก ๓๐-๔๐ ปี ซึ่งถ้าตีเป็นมูลค่าคร่าว ๆ จากข้อมูลนี้ก็อาจจะพูดได้ว่าโครงการนี้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านล้านบาทค่ะ เพราะฉะนั้นหากท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีความจริงใจที่จะ ดำเนินการตามนโยบายป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ได้แถลงไว้ ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานในส่วนนี้เพื่อลดความเสี่ยง และลดผลกระทบ ของปัญหาความขัดกันแห่งผลประโยชน์ของโครงการที่อาจจะมีมูลค่าถึง ๑๐ ล้านล้านบาทนี้ แม้ปัญหานี้จะแก้ไม่ได้เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลง บทบาทของท่านทักษิณได้ แต่ท่านประธานที่เคารพคะ หากรัฐบาลจะยกเลิก เอ็มโอยู ๔๔ และเปลี่ยนข้อตกลงหรือกรอบเจรจาให้ใช้หลักการที่พึ่งพากฎหมาย อ้างอิงกฎหมายมากขึ้น ก็จะสามารถรักษาสิทธิของประเทศไทยได้ดีกว่า ดังตัวอย่างของกรณีเกาะกูดที่ได้เรียนไว้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ช่วยสรุปด้วยครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กรอบการเจรจาแบบนี้นะคะ จะทำให้การครอบงำ การเปลี่ยนตัวเลข การสั่งเปลี่ยนตัวเลข สัดส่วนผลประโยชน์ที่อาจจะทำให้ไทยเสียเปรียบได้ยากที่จะเกิดขึ้นนะคะ นอกจากนี้ กระบวนการเจรจาก็สมควรที่จะต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ง่าย

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านเป็นคนมีอำนาจ มีการประท้วงแล้วว่าผู้อภิปรายกล่าวถึงบุคคลภายนอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีเจตนาชัดเจนว่าเป็นเจตนา ๕ ปีแล้วที่ไม่ยอมเลิกที่จะโกรธจะเกลียดเขาอะไร นี่นะครับ ท่านประธานก็รู้ดี ท่านประธานก็เตือนบอก ครั้งสุดท้ายผมเห็นท่านประธานเตือน แล้วนะ แล้วเขาก็ยังพูดอีก แต่ท่านประธานนี่น่ารักมากไม่คำนึงถึงอำนาจของตัวท่านเลย ผมจึงอยากจะประท้วงท่านประธานว่า ท่านควรจะได้ยึดข้อบังคับว่าการกล่าวถึง บุคคลภายนอกอันมีเจตนาชัดเจนว่าจะทำให้เขาเสียหายนี่ควรพึงสังวรไว้ แล้วท่านประธาน ก็เตือนแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวสภามันจะยุ่ง เพราะคนอื่นเขาจะอ้างถึงคนอื่นบ้าง รวมทั้งถึง อาจจะอ้างถึงญาติประธานบ้างก็ได้ ขอบพระคุณครับ

ช่วยสรุปด้วยนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เท่าที่ ดิฉันทราบนะคะ การอภิปรายในสภานี้สามารถเอ่ยถึงบุคคลภายนอกได้นะคะ เมื่อมี ความจำเป็นและในกรณีนี้ก็มีความจำเป็น เพราะว่าเรา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ช่วยสรุปด้วยนะครับ เกินเวลาเยอะแล้วครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ เพราะว่าถูกประท้วงเยอะค่ะ นอกจากนี้กระบวนการก็จะต้องโปร่งใสและสามารถ ตรวจสอบได้ง่ายนะคะ ๒ ประเด็นสุดท้ายเล็ก ๆ ที่อยากจะฝากไว้ก็คือรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะ มาจากพรรคการเมืองไหน ไม่มีสิทธิที่จะใช้อำนาจรัฐไปเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจไทย โดยเอาผลประโยชน์ของประเทศไปแลก แล้วก็ที่สำคัญการที่กัมพูชาต้องการเร่งรัดพัฒนา พื้นที่ทับซ้อนนี้มากกว่าไทย รัฐบาลควรจะนำปัจจัยนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ในการต่อรอง ในเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยค่ะ เช่น การแก้ไข

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มีประท้วงอีกแล้วครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านประธานด้วยความเคารพครับ ข้อกำหนดของการประชุม ท่านประธานรัฐสภาเองก็ชัดเจน ท่านประธานก็ชัดเจนว่าต้องควบคุมให้อยู่ในเวลา เท่าที่ผ่านมา สมาชิกถึงแม้จะไม่จบประเด็นครับ พอถึงเวลาปุ๊บนี่ท่านประธานกดไมโครโฟนปิดทันที อยากให้เป็น บรรทัดฐานเดียวกันครับ ขออนุญาตท่านประธานได้กรุณา ใช้อำนาจท่านประธานควบคุม การประชุม และเวลาที่เกิดขึ้นจะต้องหักจากผู้ที่ทำหน้าที่ในการอภิปรายของแต่ละฝ่ายด้วย โปรดได้วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยครับ เป็นไปตามเวลาที่กำหนดให้นะครับ ส่วนที่เกินก็ไปหักจากฝ่ายของท่านนะครับ จบ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันกำลังจะจบแล้วค่ะ

ประเด็นสุดท้ายก็คือการที่ทางกัมพูชาต้องการเร่งรัดพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนนี้ มากกว่าทางฝ่ายไทย รัฐบาลควรจะได้ใช้ปัจจัยนี้นำไปให้เป็นประโยชน์ในการต่อรองในเรื่อง อื่น ๆ ให้กับประเทศไทยนะคะ เช่น การแก้ไขปัญหามรดกโลกในกรณีเขาพระวิหารเป็นต้น ดิฉันก็ขอกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานชี้แจงครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่แหละครับ ที่ผมพูดเสมอนะครับว่าประเทศเรานี่ต้องเอาความจริงมาคุยกันนะครับ ถ้าพูดเอาการเมือง อย่างเดียวแล้วชาตินี้ประเทศเราไม่ได้ผลประโยชน์ มีประโยชน์ไหมครับ ขอร้องเถอะครับ ถึงเวลาแล้วครับประเทศนี้เราต้องยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลักนะครับ

ผมขออนุญาตอย่างนี้เลยนะครับ ขออธิบายอย่างนี้นะครับ คุณอานิกเอง ผมได้มีโอกาสอภิปรายกับท่านหลายหนนะครับในระหว่างหาเสียง ท่านเองก็สนับสนุนเรื่อง การขุดแก๊สในพื้นที่ทับซ้อนนะครับ ผมยืนยันนะครับมีเทป ท่านก็พูดเอง อย่างนี้ครับ ขอยืนยันตรงนี้ขณะนี้ไม่มีใครได้ผลประโยชน์ในเรื่องนี้นอกจากประเทศไทยและคนไทยครับ แล้วผมขอยืนยันว่าทุกอย่างต้องโปร่งใสนะครับ เรามีแก๊สใช้อยู่เหลือแค่ ๑๕-๑๖ ปีเท่านั้น แล้วผมถามว่าเราจะเอาที่ไหนมาใช้ครับหลังจากนี้ ท่านคิดกันหรือเปล่าครับ ท่านอยู่กันไป วัน ๆ แล้วก็คิดว่า เออ ถึงเวลาค่อยไปแก้หรือครับ ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยครับ รัฐบาล พรรคเพื่อไทยเราต้องมองอนาคตนะครับ เราต้องมองเห็นว่าอะไรจะต้องเกิดขึ้น แล้วเรา จะต้องควรทำอย่างไร เราพูดถึงประโยชน์ทับซ้อน เราพูดถึงแก๊สและน้ำมันในเขมรนะครับ ไม่ได้พูดถึงน้ำมันปาล์มนะครับ ที่ผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจนนะครับ เรานี่ต้องการเห็นความ ปรองดองระหว่างเพื่อนบ้าน เอ อี ซี (AEC) จะเกิดขึ้นใน ๒๐๑๕ คุณจะไปทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ทำไมล่ะครับ รัฐบาลเพื่อไทยเราจะไม่มีวันส่ง ส.ส. เข้าไปในเขตเขมรเพื่อไปทะเลาะกับเขาให้ มีปัญหาให้ยิงกันนะครับ เราไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาดเพราะมันไม่ใช่นโยบายของเรา

(นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ ท่านรัฐมนตรีตอบโต้ดิฉันไม่ตรงประเด็นค่ะ เพราะว่าดิฉันไม่ได้บอกว่า ไม่ได้เสนอว่าเราไม่พัฒนาพื้นที่นี้ค่ะ ดิฉันเพียงแต่แสดงความวิตกกังวลว่าการพัฒนาพื้นที่นี้เรา ต้องระมัดระวังมากป้องกันไม่ให้มีการใช้ผลประโยชน์ทับซ้อนนะคะ ดังที่ดิฉันถึงได้จำเป็น จะต้องเอ่ยนามบุคคลบางท่านเพื่อให้เห็นว่าท่านมีบทบาทที่ขัดแย้งกัน ท่านใกล้ชิดทั้งรัฐบาล กัมพูชาและมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลไทย อันนี้เป็นหลักสากลทางธรรมาภิบาลเขาเรียกว่า ประโยชน์ทับซ้อนค่ะ ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรพัฒนานะคะ แต่บอกว่าให้เราระมัดระวัง ให้มากค่ะ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ผมเองไม่ได้มี ความคิดจะไปตอบโต้ท่านนะครับเพราะไม่จำเป็นครับ ผมเชื่อว่าที่ผมพูดอยู่นี้พูดให้ คนทั้งประเทศฟังครับว่าจุดประสงค์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเราต้องการเห็นอะไร เราต้องการเห็นความเจริญของประเทศนะครับ เราต้องการเห็นว่าลูกหลานเราจะต้องมีแก๊ส ใช้อีก ๓๐-๔๐ ปี กับของเดิมอีก ๑๕ ปี เป็น ๕๐-๖๐ ปี ผมเชื่อว่าถ้าผมทำเรื่องนี้สำเร็จ ผมถือว่าเป็นความสำเร็จของชีวิตผมครับ ผมถือว่าถ้าเกิดประชาชนชาวไทยมีความมั่นคง ในการใช้ไปอีก ๕๐-๖๐ ปี ผมถือว่าเวลาผมตายไปหรือผมเลิกเล่นการเมืองไปแล้วผมก็จะฝัน นึกถึงว่านี่คือสิ่งที่ผมทำ และผมจะไม่ยอมให้ใครได้ผลประโยชน์นะครับรับประกันได้ นอกจากคนไทยและประเทศไทย รายละเอียดผมยังไม่เคยคุยกับเขมรสักคนเลยนะครับ ถ้าเกิดท่านจำกันได้ผมพูดเรื่องนี้ผมเขียนในมติชน ผมเขียนในโพสต์ ทู เดย์ ผมเขียนเรื่องนี้ มาแล้ว ๒-๓ ปีที่แล้วนะครับ คือคนเราพูดแล้วต้องทำนะครับ ถ้าไม่พูดแล้วทำก็จะเป็นปัญหา เหมือนกับของที่แล้ว ๆ มานะครับ เพราะฉะนั้นหลักคิดชัดเจนครับ ทำอย่างไรให้คนไทยและ ประเทศไทยได้ประโยชน์นะครับ เรื่องการเจรจารายละเอียดยังไม่ได้ลงไปดีเทล (Detail) เลย เพียงแต่หลักคิดว่า ๒ ประเทศเราควรจะทำประกอบธุรกิจด้วยกัน แต่อย่างไรผมมีอย่างนี้ครับ ประเทศไทยอย่างไรก็ได้ประโยชน์นะครับ ทำไมถึงบอกว่าประเทศไทยได้ประโยชน์ อย่างนี้ครับ คุณภาพของแก๊สในพื้นที่ทับซ้อนกับคุณภาพแก๊สในอ่าวไทยเหมือนกันจะดีกว่า คุณภาพแก๊สในประเทศพม่านะครับ พื้นที่ในอันดามันแก๊สส่งมามันจะกลายเป็นการเผา อย่างเดียวเป็นแก๊สซึ่งไม่มีปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) ประกอบอยู่นะครับ แต่พื้นที่ใน อ่าวไทยเราสามารถที่จะเอาแก๊สขึ้นมาแล้วทำการแยกแก๊สเอาไปทำปิโตรเคมิคอลแล้วนี่ เราได้ผลตอบแทน ๙-๒๐ เท่าเลยนะครับท่าน อันนี้คือความจริงนะครับ เขมรเองยังไม่มี โรงแยกแก๊ส เขมรเองยังไม่มีโรงงานปิโตรเคมิคอลขุดขึ้นมาไทยก็จะได้ประโยชน์ทั้งหมด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ กรุณา ชี้แจงตามประเด็น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ไม่ครับ อันนี้ คือตามประเด็นครับ คือต้องให้ประชาชนได้รับรู้นะครับว่าสิ่งที่จะได้ประโยชน์ของประเทศนี้ คืออะไร ถ้าเกิดพวกคุณไม่รู้ก็พูดไปเรื่อยและถ้าเกิดว่ามาบีบประเด็นมาบอกว่าคนโน้นได้ ประโยชน์คนนี้ได้ประโยชน์มันไม่ใช่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประท้วงกันใหญ่ แล้วครับนี่

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ก็ต้องพูด ความจริงให้ประเทศนี้ได้ยินนะครับ นั่นคือหน้าที่ผมนะครับ ถ้าเกิดประเทศนี้ไม่รู้ความจริง เพียงแต่พูดว่าเรื่องนี้เป็นของคนโน้นเรื่องของคนนี้และประโยชน์ของคนไม่ได้มีกันมีประโยชน์ อะไรล่ะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ ใครประท้วงก่อน

(นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันก่อนค่ะ ท่านประธานคะ ท่านรัฐมนตรียังไปผิดประเด็นนะคะ ดิฉันกับท่านรัฐมนตรีเห็น ตรงกันค่ะว่าพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชานี้ควรได้รับการพัฒนา และการพัฒนาก็จะเป็น ประโยชน์กับประเทศของเรานะคะ แต่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านประท้วง ใครนะครับ ประเด็นไหนนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประท้วง ท่านรัฐมนตรีค่ะที่ท่านพูดเสมือนหนึ่งว่าดิฉันไม่เห็นว่าประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนา ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมโดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านเสียหาย ตรงไหนครับนี่

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เสียหาย เพราะว่าทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าดิฉันและพรรคการเมืองของดิฉันไม่ได้คิดที่จะพัฒนาให้ ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงานค่ะ แต่ประเด็นของดิฉันก็คือว่าการเจรจาที่จะนำแก๊ส มาใช้เราควรจะต้องทำอย่างโปร่งใส

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมว่าเข้าใจแล้วนะครับ ก็คิดตรงกันนะครับ เชิญนั่งเถอะครับ ท่านมีอะไรครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุม การชี้แจงของรัฐมนตรีคนนี้ครับ ในขณะที่รัฐมนตรีคนนี้พยายามจะพูดอยู่เสมอว่าอย่าเอา การเมืองเป็นตัวตั้ง แต่พอฟังการชี้แจงของท่านแล้ว เหมือนท่านพูดบนเวทีปราศรัยครับ มันไม่ได้ชี้แจงสมฐานะความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านประธานต้องควบคุม การชี้แจงของรัฐมนตรีคนนี้อย่าให้เกิดภาวะเสียดสีสมาชิกซึ่งเขาห่วงใยต่อความกังวลของ บ้านของเมือง ผมเห็นท่านชี้แจงวันนี้แล้ว ผมเห็นอนาคตของท่านครับ แล้วเราเจอกันครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ก็ขอความกรุณา ท่านรัฐมนตรีอยู่ในประเด็นนะครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

จริง ๆ แล้ว ประเด็นที่ผมชี้ให้เห็นคือประเด็นที่ประโยชน์ของประเทศจะได้รับ ซึ่งผมเชื่อว่าคนในประเทศ อีกหลายล้านคนยังไม่ได้รู้เรื่องนี้ว่าประเทศเราจะได้ประโยชน์ขนาดไหนจากการดำเนิน เรื่องนี้ ถ้าเขมรอยากจะทำ เราก็ไปให้ ปตท. ทำ ก็เป็นประโยชน์ของ ปตท. ไม่มีคนอื่นได้ ประโยชน์หรอกครับ รับรองได้ครับเรื่องนี้จะต้องทำอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์กับ ประเทศไทยและคนไทยอย่างแท้จริงครับ ผมขอยืนยันนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เข้าใจครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อกรณีที่ท่านสมาชิกมีความห่วงใยเกี่ยวกับพื้นที่ ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่ามันได้มีบันทึก ความเข้าใจหรือว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๔ ที่สมัยนั้น ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณ ชินวัตร ได้มีการพูดคุยหรือเจรจากับทางกัมพูชาเพื่อ ตกลงในการที่จะพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อย่างที่ท่านได้ นำเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ผมอยากจะกราบเรียนเลยครับว่าตัวเลขในการตกลงในครั้งนั้น ค่อนข้างที่จะชัดเจน ส่วนไหนของทะเลที่ใกล้กับกัมพูชาเขาก็จะได้ผลประโยชน์ในอัตราส่วน ผมไม่อยากจะพูดตัวเลข เพราะว่าตัวเลขนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตถ้ามีการตกลง ร่วมกันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เอาสมมุติว่าถ้าใกล้ประเทศไหนประเทศนั้นก็ได้ส่วนแบ่งมาก สำหรับผลประโยชน์ ตรงที่ตรงกลางก็แบ่งกัน ๕๐ : ๕๐ ถ้าส่วนไหนที่อยู่ใกล้ฝั่งทะเลไทยเรา ก็ได้ผลประโยชน์มาก สมดุลกันทั้ง ๒ ฝั่ง ผมไม่พูดตัวเลขนะครับ เพราะว่าจะเป็นเรื่องที่ อ่อนไหว บังเอิญครับเมื่อรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาบริหารราชการบ้านเมือง คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการบอกเลิก เอ็มโอยู เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ มีเหตุผลชัดเจนอย่างเดียวครับที่ให้ยกเลิก เพราะว่ารัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การเจรจาจัดทำเอ็มโอยู เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ๑๐ พฤศจิกายนนะครับ ได้มีมติ ครม. ให้ยกเลิกด้วยเหตุผลง่าย ๆ ดังนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดปรากฏอย่างนี้ครับว่าแม้ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้บอกเลิกเอ็มโอยู ดังกล่าว แต่ก็ยังมิได้มีการดำเนินการบอกเลิกเอ็มโอยูอย่างเป็นทางการไปยังฝ่ายกัมพูชา อีกทั้ง คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ๑ ปีให้หลังแต่งตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการร่วมภายใต้กรอบ เอ็มโอยู ดังกล่าว ผมไม่เข้าใจว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กำลังทำอะไรอยู่ มติ ครม. บอกให้ เลิก แต่ปรากฏว่าไม่มีการบอกเลิกอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ รัฐบาล ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่หลังวันที่ ๒๔ เมื่อแถลงจบวันที่ ๒๕ ผมจะดูเรื่องนี้ อย่างละเอียด วันนี้ผมไม่อยากจะพูดอะไรเพื่อจะกระทบความตกลงในอนาคตในการที่จะอยู่ ร่วมกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน ผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกเข้าใจนะครับ ผมไม่อยากให้กระทบ ความสัมพันธ์ใด ๆ อีกต่อไป วันนี้เราต้องอยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าจะไทยกับกัมพูชา ไทยกับลาว ไทยกับพม่า เอาแค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ๕ นาทีครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ จากอดีตจนถึงปัจจุบันสำหรับ ในภาคของประชาชนนั้นดิฉันคิดว่าส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นแกนนำในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดมา วันนี้เรามีผู้นำประเทศเป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้น ดิฉันก็หวังว่านโยบายในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคงจะได้รับการดูแล เป็นพิเศษ สำหรับดิฉันนั้นเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วุฒิสภา ดิฉันจึงมุ่งประเด็นด้วยเวลาอันน้อยนิดนั้นสนใจในหัวข้อ ๕.๑ คือด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า จากนโยบายที่วันนี้รัฐบาลได้แถลง ดิฉันคิดว่าดิฉันสนใจและเอาใจใส่ในเรื่องของการที่รัฐบาลมีนโยบายจะปลูกป่า เราจะเห็นว่า ทุกวันนี้ป่าปลูกกันมากมายมหาศาลแต่ปลูกแล้วก็หมดไป ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ท่านได้พระราชดำรัสว่าหน่วยงานต่าง ๆ ปลูกป่าให้พระองค์ท่านแต่ป่าทำไมหายไป และยิ่งกว่านั้นไม่ใช่ป่าไม้หายไปอย่างเดียวพื้นที่ของป่าไม้หายไปอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ มากที่รัฐบาลพึงตระหนักในเรื่องนี้ กล่าวคือดิฉันคิดว่าการปลูกป่าอย่างที่นโยบายรัฐบาล เร่งให้ปลูกป่าถ้าพูดอย่างนั้นมันคงไม่สำเร็จ ในความคิดของดิฉันที่จะนำเสนอกับท่านรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้หญิง เพราะดิฉันได้เกริ่นกล่าวไปแล้วว่าผู้หญิง เป็นแกนนำในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้อย่างมากเลย ดิฉันอยาก เสนอว่ารัฐบาลควรจะเอาแบบอย่างของภาคประชาชนก็โดยการที่รัฐจะต้องมีนโยบายรับรอง มูลค่าของต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ยืนต้นที่มีชีวิตแล้วก็ปลูกในพื้นดินของตัวเองให้ต้นไม้นั้น มีค่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ในการที่จะไปเป็นหลักทรัพย์เหมือนกับสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ดิฉันเรียก โดยรวมว่า ธนาคารต้นไม้ ซึ่งรายละเอียดถ้ารัฐบาลสนใจก็คงคุยกันนอกรอบได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะกล่าวถึงว่าในนโยบายเรื่องนี้นั้นรัฐบาลไม่ได้พูดถึง เรื่องของการดูแลสัตว์ป่า สัตว์ป่านี่ไม่ได้พูดถึงเลยว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรให้เป็น รูปธรรม ดิฉันอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรีว่าสัตว์ป่าที่รัฐบาลควรสนใจเป็นอย่างยิ่งแล้วก็ เป็นมงคลแก่รัฐบาลอย่างยิ่งเลยก็คือช้าง ให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาวิกฤติช้างไทย เพราะดิฉัน ถือว่าช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ เป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ และ ณ วันนี้ ปัญหาช้างไทยไม่มีรัฐบาลใดเลยให้ความสนใจ โดยเฉพาะช้างบ้านหรือช้างเลี้ยง ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดิฉันเชื่อมั่น หน่วยงานเอกชนให้ความสนใจเยอะแยะ มีมูลนิธิมากมายแต่ไม่ สามารถแก้ปัญหาได้ นั่นเพราะอะไร นั่นเพราะว่าภาครัฐไม่ได้ใส่ใจในการแก้ปัญหาช้าง ช้างในอดีตเป็นถึงเจ้าพระยามหากษัตริย์ ต่อมาเป็นกรรมกรชักลากไม้ ณ วันนี้ช้างเป็น ขอทาน ดิฉันอยากให้รัฐบาลตระหนักในเรื่องนี้แล้วแก้ปัญหาอย่างจริงจังซึ่งแก้ไม่ยาก ถ้ารัฐบาลลงมือแล้วเอาใจใส่ เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดที่ดิฉันจะฝากกับท่านรัฐบาลของ คุณยิ่งลักษณ์ก็คือว่าอยากให้รัฐบาลนั้นนำนโยบายมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมอยู่ทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ตั้งใจมาติดตามทวงถามในนโยบายหาเสียง ของทางรัฐบาลชุดนี้ว่าเรื่องไหนบ้างทำให้ประชาชนฝันสลายในการแถลงนโยบายวันนี้ครับ เพราะว่านโยบายหาเสียงทั้งหมดจะต้องถูกใส่ในเล่มนี้ละครับ เป็นนโยบายเพื่อไปบังคับต่อ เมื่อตอนหัวค่ำพี่น้องประชาชนก็ฝันสลายไปเรียบร้อยแล้วกับเรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้ชี้แจงแล้วว่าไม่ใช่ค่าแรง ขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท แต่เป็นเพียงแค่ ที่ท่านใช้คำนี้ครับ เป็นรายได้ครับ ท่านรับปากว่ารายได้นั้น จะต้องเกิน ๓๐๐ บาท รายได้มันประกอบด้วยอะไรบ้างท่านประธาน มีตัวค่าจ้างเอง มีเงินอุดหนุนต่าง ๆ เบี้ยพิเศษ พูดง่าย ๆ คือว่าใครที่ทำงานบ้านอยู่ทุกวันนี้ครับ แล้วก็นอน บ้านเจ้านาย หรือว่าเจ้านายอุดหนุนเป็นเบี้ยเลี้ยงกลางวัน เรียบร้อยครับ ท่านไม่ได้ขึ้นค่าแรง เป็น ๓๐๐ บาทตามที่รัฐบาลนี้ได้วางนโยบายเอาไว้ในตอนหาเสียงเลือกตั้ง เรียบร้อยครับ ฝันท่านสลายไป ๑ เรื่อง เรื่องค่าแรง เสียใจจริง ๆ กับรัฐบาลชุดนี้

เรื่องที่ ๒ ที่ฝันท่านสลายอีกครับ รัฐบาลชุดนี้โดยท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นั้นพูดชัดเจนว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมันครับ นั่นหมายถึงนโยบายถาวรในการทำให้ ราคาน้ำมันนั้นลงมาครับ วันนั้นท่านปราศรัยที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน พูดชัดเจนว่า จะยกเลิกกองทุนน้ำมันทำให้กระชากค่าครองชีพพี่น้องลงมา ฟังดูแล้วท่านกำลังพูดถึง นโยบายถาวรครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเปิดคลิป (Clip) ซึ่งผมได้ขออนุญาตไว้ เรียบร้อยแล้ว เป็นคลิปที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไว้ในการปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ห้องโสตครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปวิดีโอ)

“............... : พี่น้องคะหากพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสในการจัดตั้งและเป็น รัฐบาล สิ่งแรกที่เราจะทำนั่นคือการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจของพ่อแม่พี่น้อง คือการกระชากค่าครองชีพลงมาค่ะ ด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมันค่ะพ่อแม่พี่น้องคะ”

ชัดไหมครับ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณทางห้องโสตครับ ชัดนะครับ กระชากค่าครองชีพ ลงมาโดยการยกเลิกกองทุนครับ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ยกเลิกกองทุน เพราะนั่นคือ มาตรการถาวรในการที่ทำให้ราคาน้ำมันลงมาทันทีทันใดแบบที่ท่านใช้คำว่า กระชาก ครับ แต่วันนี้รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดเสียงเดียวกันหมดว่า การลดราคาน้ำมันที่จะ เกิดขึ้นในเดือนหน้าเป็นเพียงแค่มาตรการชั่วคราว ฝันสลายพี่น้องประชาชนครับ คนไทยคืนนี้ คำแถลงในนโยบายไม่ได้พูดแบบนั้น เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวขีดเส้นใต้อีก ๕๐๐ ครั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ พอมาดูครับ พอท่านบอกเป็นมาตรการชั่วคราวผมก็จะบอก ท่านว่ามันเป็นมาตรการแก้บน เพราะมันมีผลกระทบแบบนี้ครับ ลองเอาสไลด์ (Slide) ขึ้นครับ สไลด์ที่ ๑ ครับ เรื่องของราคาน้ำมันครับ ผมจะเปรียบเทียบให้ดูเชิญครับ ห้องโสตครับ ในสไลด์นี้นะครับ เดี๋ยวท่านจะเห็นว่าอย่างนี้ครับ เอาละครับ น้ำมันเบนซิน ๙๑ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะใช้มาตรการชั่วคราว ลดลงมา ๖.๗๐ บาท จะทำให้ราคา เบนซิน ๙๑ ออกมาแล้วใกล้ ๆ แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ครับ จะเห็นว่าส่วนต่างอยู่แค่ ๗๐ สตางค์ เท่านั้นเองครับ ผมบอกท่านเลยครับ คนแห่ไปใช้ ๙๑ หมด แล้วแก๊สโซฮอล์เจ๊งครับ ทั้งแก๊สโซฮอล์ ๙๕ แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ใครที่เปิดโรงงานทำพลังงานเอทานอลเรียบร้อยครับ ผมบอกครับ แล้วนี่ครับกำลังเข้าสู่ประเด็นที่ผมจะทวงท่านครับ คนที่เดือดร้อน คือพี่น้องชาวไร่อ้อย มันสำปะหลัง เพราะพืชพวกนี้เป็นพืชพลังงานครับ มาดูราคากันหน่อยครับ สไลด์ที่ ๓ ครับ เชิญครับ อันนี้เป็นอ้อยนะครับ โรงงานครับ สมัยพรรคพลังประชาชน ปี ๒๕๕๑ ราคาเฉลี่ย ๖๑๕ บาท พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในช่วงก่อนส่งมอบงาน ให้ท่าน ๙๓๐ บาทสำหรับอ้อยครับมากกว่าเดิม ๓๑๕ บาท สไลด์ต่อไปครับ ดูมันหน่อยครับ มันสำปะหลังสดครับ สมัยพรรคพลังประชาชน คงไม่เคยเจอคำว่า ๒ บาทนะครับ ราคาเฉลี่ย อยู่ ๑.๗๓ บาท ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก่อนส่งมอบงานให้ท่านอยู่ที่ ๒.๘๓ บาท บวกขึ้น ๑ บาทกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ เอาละครับ ได้แล้วครับ สไลด์ครับ ท่านเห็นแล้วนะครับ ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ทำราคาพืชผลพลังงานพวกนี้ขึ้นมา แต่ผม บอกท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ กำลังจะพังกันอีก แล้วครับราคาพืชผลพลังงาน แล้วผมบอกครับ ราคาอ้อยซึ่งเขามักจะหีบและจัดเก็บกัน ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม หน้าหนาวนี้ละครับราคาอ้อยจะตกต่ำอีกครั้ง ภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลท่าน สิ่งที่ผมขอวันนี้คือ ขอช่วยดูแลชาวไร่อ้อย ขอช่วยดูแลคนปลูกมันสำปะหลัง เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานบอกไม่กระทบ ไม่กระทบได้อย่างไรละครับ ก็แก๊สโซฮอล์มันเจ๊งครับ ราคา มันต่างกันแค่ ๗๐ สตางค์ เมื่อสักครู่ท่านก็เห็นแล้วคนไม่ใช้ล่ะครับ แก๊สโซฮอล์ครับ ขอนะครับ วันนี้ไหน ๆ ท่านก็ทำนโยบายท่านจะบิดไปแล้วว่าจากมาตรการลดน้ำมันถาวร เหลือเพียงชั่วคราว ก็ขอว่าไหน ๆ จะแก้บนกันแล้วอย่าให้ชาวไร่อ้อยและมันสำปะหลัง เดือดร้อนช่วยอุ้มเขาด้วยครับ นี่ครับสิ่งที่ผมจะขอ

ประการต่อมาด้วยความรวดเร็วครับ นโยบายด้านแอลพีจี ทุกวันนี้เงินเอาไป อุดหนุนช่วยแอลพีจีครับ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในอดีตอุดหนุน แอลพีจีให้ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียม ขึ้นชาร์ท (Chart) สุดท้ายของผมหน่อยครับ ราคาแก๊ส ต่อถัง ถัง ๑๕ กิโลกรัมที่เราใช้กันอยู่ในภาคครัวเรือน สมัยนี้ตอนนี้ครับ ซึ่งราคา ไม่เปลี่ยนแปลงกับสมัยพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ถังละ ๒๘๐ บาท แต่ถ้าลอยตัวจริง แบบที่ พรรคเพื่อไทยบอก ต่อถังจะไปที่ ๕๗๐ บาทครับ เพิ่มขึ้น กระชากขึ้น ๒ เท่าครับ แต่ไม่ได้ เป็นการกระชากลงนะครับ ค่าครองชีพแบบที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บอก จะเป็น การกระชากขึ้นครับ สไลด์พอแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ครับ สิ่งไหนที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไว้ดีแล้วในการอุ้มแอลพีจี ทำต่อเถอะครับ ผมไม่ว่าครับ ทำไม ล่ะครับ เราจะต้องแบ่งแยกคนหรือครับ หรือว่าเรารังเกียจนโยบายของพรรคพวกผมนักหนา ท่านบอกว่าท่านจะไปช่วยผ่านบัตรเครดิต เดี๋ยวผมช่วยท่านรัฐมนตรีโฆษณาให้เสร็จเลยครับ ท่านจะไปช่วยผ่านบัตรเครดิตพลังงานให้กับคนที่เขาเรียกว่าเป็นรถรับจ้างครับ อยู่ใน นโยบายของท่านด้วยครับ แต่ผมทวงถามแทนคนกรุงเทพมหานคร ส.ส. กรุงเทพฯ หลายคน ถามผมว่าแล้วไม่ช่วยคนกรุงคนเมืองที่เขาไม่ได้หาเช้ากินค่ำแบบคนขับรถแท็กซี่ แต่เขาหา เดือนชนเดือน วันนี้ถ้าผมเป็นสมุห์บัญชีอยู่ที่บริษัทไหน ผมเงินเดือนหมื่นกว่าบาทครับ ผมเป็นธุรการเงินเดือนหมื่นกว่าบาท ขับรถนิสสัน ซันนี่ ปี 1991 ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ติดแก๊ส แอลพีจี ผมไม่ได้รับบัตรเครดิตพลังงานจากท่านครับ เพราะในนโยบายท่านบอกแต่เพียงว่า ช่วยรถรับจ้างครับ ผมทวงแทนคนกรุงเทพมหานคร คนเมือง มนุษย์เงินเดือน เงินเดือน หมื่นกว่าบาท ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ ผมขอด้วยครับ แต่ถ้าจะให้ดีครับ ท่านกลับไปใช้นโยบายแอลพีจีที่อุ้มทั่วกันหมดทั้งประเทศไทย แบบที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยทำดีกว่า อย่าแบ่งแยกคนเลยครับ ท่านจะหยิบยกอ้างว่าไทยจะต้องเข้าสู่ประชาคม อาเซียนในปี ๒๕๕๘ ปีนี้ปี ๒๕๕๔ อีก ๔ ปีครับท่านรัฐมนตรี วิกฤตการณ์ของแพงเป็น วิกฤตการณ์ครับ อีก ๔ ปีอาเซียนไม่ต้องรีบร้อน อย่าแบ่งแยกคน ผมขอทิ้งเอาไว้ท้ายอย่างนี้ ครับว่านโยบายของพรรคท่านเองหลายเรื่องเป็นการแบ่งแยกคน ผมไม่อยากให้แบ่งแยกว่า กองเชียร์ของท่านในแท็กซี่ต้องดูแล ในขณะที่คนเมืองที่เงินเดือนหมื่นกว่าบาทที่เสียภาษี ในฐาน ท่านไม่ดูแล กลับไปเถอะครับ ใช้มาตรการเหมือนเดิม อุ้มแอลพีจีทั้งระบบแบบที่ พรรคประชาธิปัตย์เคยทำ ผมบอกท่านนะครับ นโยบายแบ่งแยกคนเช่นการเข้าไปช่วยเหลือ พี่น้องที่เสียชีวิตไปจากการชุมนุมรายละ ๑๐ ล้านบาทในกรณีเสื้อแดง ผมก็ไม่คัดค้านครับ แต่ขอให้ท่านคำนึงถึงพี่น้องที่เสียชีวิตที่เป็นทหารที่ภาคใต้ พี่น้องอิสลามที่เสียชีวิตกรือเซะ ตากใบ คนต่าง ๆ ที่ทำเพื่อประเทศไทย ขอให้ท่านจ่ายให้ครบถ้วนครับ ผมมีเท่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอให้มาตรการต่าง ๆ ของท่านนั้นทำเพื่อประโยชน์ โดยคนโดยรวม แล้วอย่าแบ่งแยกคน อย่าทำเพื่อตอบสนองใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพัชรีครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะชี้แจงนะครับ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นะครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ ให้ท่าน ประท้วงก่อนครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ชลน่าน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายจบลงไป ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมเองเคารพท่าน ให้ท่านได้อภิปรายจบ เพราะประเด็นที่ผมจะประท้วงในข้อเท็จจริงไม่ใช่ รุนแรง แต่ว่าผมเกรงว่าบันทึกไปในการประชุมของสภาแล้วจะเสียหาย ท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ของการประชุมรัฐสภา ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมนะครับ ที่คิดว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ในสภาของเรา คือนโยบายแก้บนครับ ผมอยากให้ถอนคำพูดคำว่า นโยบาย แก้บน เหตุผลก็เป็นการดูถูกพี่น้องประชาชน รัฐบาลชุดนี้ไม่จำเป็นต้องไปแก้บนกับพี่น้อง ประชาชนครับ มันไม่เหมาะสม ไม่อยากให้บันทึกไว้ ขอท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัย ช่วยถอนคำพูดด้วยครับ นโยบายแก้บน ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าผมไม่ได้ดูถูกประชาชนเลยครับ ผมใช้คำว่า รัฐบาลท่าน มีนโยบายแก้บนนะถูกแล้วครับ เพราะผมมองว่าพี่น้องประชาชนคือเสียงสวรรค์ เสียงเทพ เสียงสวรรค์ที่ทำให้ท่านได้มาเป็นรัฐบาลในวันนี้ และสิ่งที่ท่านทำการบิดพลิ้วกับพี่น้อง ประชาชนในนโยบายเรื่องค่าแรง ในนโยบายเรื่องกองทุนพลังงาน นั่นแหละครับท่านต้อง ตอบโจทย์กับพี่น้องประชาชนสิครับว่าท่านทำเสียงเทพ เสียงสวรรค์ ท่านบิดพลิ้วเขา ได้อย่างไรครับ ผมยืนยันคำเดิมครับท่านประธาน เพราะว่าผมไม่ได้ดูถูกพี่น้องประชาชน และใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เขายังพูดไม่จบเลยครับท่าน เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงตามข้อบังคับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เมื่อผมประท้วงแล้ว ท่านประธานต้องวินิจฉัยข้อประท้วงของกระผมว่าสิ่งที่กระผมประท้วงนั่นว่าสมาชิกทำผิด ข้อบังคับ ท่านประธานจะวินิจฉัยว่าผิดข้อบังคับหรือไม่ ถ้าท่านประธานกรุณาวินิจฉัยครับว่าเขาทำผิดหรือไม่ทำผิดก็จะมีการดำเนินการตามนั้นไป มิได้ให้เขาลุกขึ้นมาแล้วเขามาอธิบายหรืออภิปรายต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจะไม่จบครับ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นสมาชิกรัฐสภาผมถือว่าผมมีมารยาทที่จะรับฟังครับ ถ้าท่าน วินิจฉัยว่าคำประท้วงผมไม่เป็นผล ไม่ผิดข้อบังคับผมก็ยอมรับนั่งโดยสวัสดิภาพ แต่ถ้าท่าน วินิจฉัยว่าผิดนะ มันจะบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของสภาไทยเรานะว่านโยบายทุกอย่าง ที่พูดนี่คือการแก้บน ท่านอาจจะดูถูกหรือดูหมิ่นผู้ที่เราพูดถึงอย่างไรก็แล้วแต่ครับ แต่มัน ไม่เหมาะสมครับ ท่านนึกว่าเขาเป็นผีหรืออย่างไรต้องบน ท่านนึกว่าเขาเป็นเทวดาหรือ อย่างไรต้องบน มันจะเป็นประวัติศาสตร์ ผมก็เลยขอให้ท่านช่วยวินิจฉัยไม่ได้เสียหายเลยครับ แต่ไม่อยากให้บันทึกในสภา ขอความกรุณาท่านวินิจฉัยครับ ท่านอย่าได้ปล่อย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ไม่อย่างนั้นประชุม ไม่จบครับ กราบขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ผมฟังอยู่แก้บนก็ยังไม่เสียหายอะไรนะครับ เชิญท่านเกชาครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา คือผมจะขอเรียนท่านประธานนะครับว่าคณะรัฐมนตรีให้ผู้อภิปราย หลาย ๆ ท่านก่อนก็ได้นะครับแล้วท่านค่อยตอบ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานนะครับ วันนี้ท่านตอบมากเหลือเกิน ตอบทุกท่านที่อภิปรายนะครับ ผู้รออภิปราย ก็รอมานานมากแล้วนะครับ ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาท่านละ ๕-๖ นาที ไม่เกิน ๑๐ นาที ต้องรอรัฐบาลกับฝ่ายค้านเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมงถึงจะได้พูดสักคนหนึ่ง ท่านต้องเห็นใจ ด้วยนะครับ ขณะนี้เหลือวุฒิสมาชิกอีกประมาณเกือบ ๒๐ ท่านที่ยังไม่ได้อภิปราย ของฝ่ายค้าน รัฐบาลเหลือเพียง ๔-๕ ท่านเอง จากนี้ไปแล้วก็จะมีคณะ ส.ว. เพียงชุดเดียว ที่อภิปรายในคืนนี้ ท่านต้องจัดเวลาแบ่งปันให้ด้วยนะครับ ผมเรียนแค่นี้ก่อนครับท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ต่อไปเป็นท่านพัชรี โพธสุธน ๗ นาทีครับ

นางสาวพัชรี โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

เรียนท่านประธาน ดิฉัน พัชรี โพธสุธน

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

นิดหนึ่งนะครับ ท่านมีอะไร ประท้วงครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับ เพราะว่าขณะเวลาก็ใกล้เที่ยงคืน เพราะในแผนที่เราเคยทำกันมาอยู่เรื่อย ๆ เราเริ่มแต่เช้าเรามักจะพักตอนประมาณเที่ยงคืน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าหลังจากที่ทางส่วนของฝ่ายค้าน อีกสัก ๒ ท่าน ผมเชื่อว่าเที่ยงคืนเศษ ๆ เราน่าจะพักแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยต่อครับ ขอบคุณครับ

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ ท่านประท้วง อะไรครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมขออนุญาตประท้วง ท่านสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ เนื่องจากว่าท่านอภิปราย แล้วให้ข้อความที่เป็นเท็จต่อสภาแห่งนี้ ที่ท่านกล่าวหาว่าในช่วงที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ได้บริหารประเทศนั้น ราคามันสำปะหลังนั้นไม่เคยเกินกิโลกรัมละ ๒ บาท อันนี้เป็นการ โกหกกลางสภาผู้แทนราษฎร ผมมีข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๑ ราคามันสำปะหลังอยู่ที่กิโลกรัมละ ๒.๒๘ บาท ผมต้องเรียนชี้แจง ท่านประธานเผื่อผู้ชมทางบ้านนั้นจะเข้าใจผิดนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ พอแล้วกระมังนะครับ

นางสาวพัชรี โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ พาดพิง หรือครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตครับ เป็นตัวเลขเฉลี่ยครับ เฉลี่ยนั้นอยู่ที่ ๑.๗๓ บาทครับ แล้วที่ผมหมายถึง ผมหมายถึง ตัวเลขเฉลี่ยครับ แล้วก็หน้าจอก็ขึ้นอย่างนั้นครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพัชรี โพธสุธน ครับ

นางสาวพัชรี โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พัชรี โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในหัวข้อ ๑.๑๑ คือยกระดับราคาสินค้า เกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและ ข้าวเปลือกหอมมะลิที่ราคาเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาท ดิฉันต้อง ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะตลอด ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกจากที่เคยขายได้เกวียนละ ๑๑,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาท ก็ตกวูบลงมาเหลือตั้งแต่ราคา ๖,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท แต่แค่นั้นยังไม่ร้ายเท่าไรเพราะเราไม่มีข้าวที่จะขาย เพราะในปี ๒๕๕๒ มีโรคระบาดของ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำให้เกษตรกรชาวนาไม่ได้ข้าวที่ได้ลงทุนหว่านลงไป ต่อมาในปี ๒๕๕๓ ก็เกิดอุทกภัยข้าวที่เกือบจะเกี่ยวได้แล้วก็เสียหายไปกับน้ำท่วม แต่โชคดีที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการเยียวยาชาวนา เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีให้การชดเชยค่าเสียหายจากที่เคยได้ไร่ละ ๖๐๖ บาท เป็นไร่ละ ๒,๖๐๐ กว่าบาท ทำให้ชาวนาพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้างที่จะลงทุนในฤดูใหม่ ก็เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลดีต่อเกษตรกรชาวนาสำหรับการเยียวยา จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี ๒๕๕๔ เป็นการหว่านพืชผลฤดูใหม่ เริ่มต้นปีมา เราก็ไปประท้วงเรียกร้องราคาข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ตลอดมา เพราะว่าจังหวัดสุพรรณบุรี ของเรามีพื้นที่ทำนา ๑.๑ ล้านไร่ เกษตรกรมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร จังหวัดสุพรรณบุรีดำรงชีวิตจากการทำนาและทำไร่อ้อย การที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือกตกต่ำมาเป็นเวลา ๒ ปีกว่า ทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกร ของบ้านดิฉันสุพรรณบุรี การที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีนโยบายเรื่องของการรับจำนำ ราคาข้าวเปลือกที่ ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นสิ่งที่พวกเราตั้งตารอคอยหลังจากที่ ๒ ปีกว่า ที่ผ่านมารายได้หายไปทำให้ชาวนาหลาย ๆ คนก็เกิดท้อใจถึงกับบอกว่าจะเลิกทำนากันไป ซึ่งดิฉันก็คิดว่าก็คงจะมีปัญหาอื่นตามมาด้วยซ้ำนะคะ ถ้าเกิดว่าเกษตรกรชาวสุพรรณบุรี เลิกทำนา ก็เป็นผลดีดิฉันก็ขอขอบพระคุณนะคะ นอกเหนือจากนโยบายเรื่องของราคา ข้าวเปลือกที่ ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว ดิฉันก็ขอเสนอแนะอีกสัก ๓ ข้อนะคะในส่วนที่ดิฉัน เชื่อมั่นว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะสามารถทำได้

ข้อแรกก็คือการที่จะต้องควบคุมปัจจัยการผลิตให้อยู่ในราคาที่กำหนดรับได้ เมื่อเทียบกับราคาขายข้าวเปลือก ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ยเคมี ราคายาฆ่าแมลง น้ำมันเชื้อเพลิง และรวมทั้งปัจจัยน้ำต้นทุนที่ใช้ในการทำนาไม่มีมากไป ไม่มีน้อยไป แต่ขอให้พอเพียงเพื่อที่ เราจะได้ผลิตข้าวได้ ๒ ครั้งต่อปี เพราะของเราอยู่ในเขตชลประทาน

ข้อที่ ๒ ดิฉันอยากขอเสนอให้มีการจัดการบริหารจัดการกำหนดพื้นที่เกษตร เศรษฐกิจ ภาษาอังกฤษก็เรียกว่าโซนนิ่ง ดิฉันก็ไปเปิดดิคชันนารี (Dictionary) มา การโซนนิ่งของประเทศไทยเราอย่างที่ทราบกันดีแล้ว เราแบ่งประเทศไทยออกเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแต่ละภาค ก็มีความแตกต่างทางด้านสภาพภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ การปลูกพืชผลทางการเกษตร แต่ละชนิดก็แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นจังหวัดสุพรรณบุรีที่อยู่ในภาคกลางเป็นพื้นที่ เขตชลประทานสามารถทำนาได้ปีละ ๒ ครั้ง ๒ ปี ๕ ครั้ง ถ้าเทียบกับทางภาคอีสานซึ่งทำนา ได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น แถมต้องรอน้ำจากน้ำฝน การจัดการแต่ละอย่างไม่ควรจะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการจำนำหรือประกันราคา ดิฉันก็อยากที่จะเสนอให้ทางรัฐบาล อาจจะทบทวนในโอกาสข้างหน้า การจัดการในเรื่องนโยบายต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละ ภาคส่วน ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน แต่ควรจะทำให้เหมาะสมแต่ละภูมิภาคให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับประชาชน ให้เกิดอำนาจต่อรองที่เข้มแข็งแล้วก็แข่งขันได้

ข้อที่ ๓ ก็คือการผลักดันราคาข้าวให้สูงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนโดยไม่เป็น ภาระต่อรัฐบาลในอนาคต ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายข้าว ไม่ว่าจะเป็นการจำนำ หรือการรับประกัน ผู้ที่ถูกผลกระทบโดยตรงอีก ๒ คนก็คือโรงสีและผู้ส่งออก ดิฉันก็อยาก ที่จะให้รัฐบาลช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วยเพื่อที่ให้ทั้ง ๒ ภาคส่วนนี้เป็นกลไกที่สำคัญ ในการผลักดันราคาข้าวในอนาคต ดิฉันเคยได้ยินเรื่องของการรวมตัวกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าว และส่งออกเพื่อที่จะได้รวมตัวกันในกลุ่มประเทศอาเซียนของเราเพื่อมีอำนาจต่อรองสูง ในอนาคตอย่างเช่นกลุ่มผู้ค้าน้ำมันของโอเปก (OPEC) นะคะ ดิฉันได้ยินเรื่องนี้มานานมาก ดิฉันก็อยากที่จะให้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ผลักดันการรวมตัวกันของ กลุ่มผู้ค้าข้าวและส่งออกของกลุ่มประเทศอาเซียนของเรา ได้แก่ ประเทศพม่า ประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม แล้วก็ประเทศลาวด้วยนะคะ ถ้าเรารวมตัวกันได้ก็จะเกิดเป็นอำนาจ ต่อรองที่เข้มแข็งในอนาคต หลาย ๆ ประเทศในปัจจุบันนี้คำนึงถึงเรื่องการจัดการด้าน ความเสี่ยงของเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร ดิฉันเชื่อแน่ว่าการที่ท่านรวมตัวกันได้ก็จะ เป็นอีกกลไกหนึ่งให้รัฐบาลได้สามารถจัดการให้ราคาพืชผลการเกษตรของเราในอนาคตสูง อย่างยั่งยืนและไม่เป็นภาระแก่รัฐบาล ดิฉันก็ขอฝากข้อเสนอไว้เพียง ๓ ข้อนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านเจือ ราชสีห์ ครับ ๑๐ นาทีครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองนั่งฟังแต่เช้าครับ ท่านประธาน อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่ให้ความ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับท่านเจือ ท่านเกชามีอะไรครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี

เรียนท่านประธานครับ ผมรู้สึกว่าคิวการอภิปรายอยู่ที่ฝ่ายค้านนี่ถี่เหลือเกินนะครับท่าน วนไปวนมาก็อยู่ที่ฝ่ายค้าน อย่างเดียวนะครับท่าน ผมไม่ทราบว่าจัดคิวอย่างไรครับ นาน ๆ วุฒิสภาจะได้รับสักท่านหนึ่ง ผมนั่งอยู่นี่เกือบ ๒ ชั่วโมง วุฒิสมาชิกได้พูด ๓ ท่านเองนะครับ ฝ่ายค้านไป ๔-๕ ท่านแล้ว นะครับท่าน ท่านลองไล่ดูสิครับว่าคิวเป็นอย่างไรครับ ไม่สลับกันระหว่างฝ่ายละคน ๆ นะครับท่าน ขอให้ท่านดูด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่านเกชาครับ ตอนที่ผมมารับมันกลายเป็นอย่างนี้นะครับ ท่านประธานท่านฝากไว้ มันจะเป็นว่าฝ่ายค้าน แล้วก็วุฒิสมาชิกแล้วก็ฝ่ายค้านแล้วก็รัฐบาลก็จะเป็นอย่างนี้ครับ ก็จะสลับอย่างนี้ ของท่านเกชา กำลังจะถึงคนต่อไปนี่ครับ เชิญต่อครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

ท่านประธานครับ ผมให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนโยบายทางด้านพลังงานของรัฐบาลชุดนี้ครับ เท่าที่ได้รับฟัง เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเรื่องพลังงานแล้วผมเองได้นั่งฟังไปนั่งฟังมา รัฐมนตรีตอบไปตอบมา ก็เริ่มสับสนไปกับรัฐมนตรีด้วยแล้วครับ ผมคิดว่าเรื่องพลังงานที่เพื่อนสมาชิกให้ความสำคัญมาก เพราะว่ามีความสำคัญมากจริง ๆ ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนน้ำมันซึ่งนายกรัฐมนตรี จะยกเลิกหรือจะชะลอก็แล้วแต่ แต่ว่าเมื่อไม่มีเงินในกองทุนน้ำมันนั้นมันเป็นปัญหา หลายประการตามที่เพื่อนสมาชิกได้เรียนกับที่ประชุมนี้ให้รับทราบไปแล้ว ผมขออนุญาตถาม เป็นประเด็นสั้น ๆ เท่านั้นแหละครับเพื่อที่จะให้รัฐมนตรีตอบได้ชัดเจน เพราะว่ามันจะ พูดกันไปพูดกันมาเหมือนตอนหาเสียงบอกว่ายกเลิก ตอนนี้ชะลอ ในขณะนี้พวกผมเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศต้องถามให้ชัด รัฐบาลตอบให้ชัดนะครับ เมื่อไม่มีเงิน ในกองทุนน้ำมันแล้วปัญหาที่ตามมากระทบกับพี่น้องประชาชนชัดเจน แอลพีจี ในครัวเรือน แก๊สหุงต้ม ๑๕ กิโลกรัมขณะนี้ ๒๙๐ บาท เมื่อไม่มีเงินแล้วซึ่งเราจะชดเชยเดือนละเป็น พันล้านบาทนั้นรัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน จะขึ้นราคาแก๊สหุงต้มให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ หรือจะเอาเงินมาจากไหนชดเชย ไม่ว่า แอลพีจีหรือรถยนต์เอ็นจีวีที่รณรงค์กันให้ใช้เอ็นจีวี ถ้าจะขึ้นราคาก็ตอบสภานี้ให้ชัดเจน หรือที่เป็นข่าวว่าจะไปกู้ จะไปกู้มาเท่าไร เคยตำหนิรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่าชอบกู้ ถ้าท่านไปกู้ท่านก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าท่านมีความจำเป็น ตอบให้ชัดเจนครับว่า ยังชดเชยเขาอยู่อีกหรือไม่ อันที่ ๒ ที่ตามมาชัดเจน ผลกระทบก็คือว่าแก๊สโซฮอล์ซึ่งมี ส่วนผสมเอทานอล ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง อ้อยซึ่งเพื่อนสมาชิกได้เรียนกับที่ประชุม แล้วว่าราคาตกต่ำแน่นอนครับ ยืนยันได้ไหมนะครับว่าราคาอ้อยต้องเหลืออยู่ตันเท่าขณะนี้ ทุกวันนี้ ราคามันสำปะหลัง ๒ บาทกว่าอยู่เท่านี้ หรือราคาปาล์มน้ำมันของพี่น้องที่ปลูก ปาล์มน้ำมันจะอยู่ในราคาขณะนี้เท่านี้ หรือจะให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ นั่นคือผลกระทบ ที่พวกเรามีความห่วงใยว่านโยบายของท่านผิดพลาดนะครับ ท่านบอกว่าชั่วคราว ๆ ท่านพูด ตลอดเลยว่าชั่วคราว ๆ ท่านต้องการจะช่วยให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่ง แต่ไปเพิ่มภาระ ให้กับพี่น้องประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งใช่หรือไม่ใช่ ตอบมาให้ชัดหน่อยนะครับ เพราะว่า โดยเฉพาะพลังงานทดแทนที่พวกเรา รัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามที่จะประคับประคอง ทำกันมานั้นใช้เวลานานมากครับ ท่านไม่ใช่อยู่ ๆ ท่านจะยกเลิกใช้แค่ ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วกลับไปใช้พลังงานทดแทนอีก มันไม่ใช่ นโยบายของรัฐบาลกำลังสับสน นโยบายของ รัฐบาลกำลังขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง รัฐมนตรีบอกว่าพลังงานทดแทนทำ ทำ ทำ ทำอย่างไร ตอบมาให้ชัดนะครับ ขณะนี้เรามีพื้นที่นาร้าง รกร้างว่างเปล่าอยู่ ถ้าจะทำไบโอดีเซล ไปปลูก ปาล์มน้ำมันปลูกได้ รัฐมนตรีจะทำอย่างไร รัฐบาลจะทำอย่างไร จะให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ทำอย่างเดียวหรือ ที่ผ่านมาไม่ทันนะครับ กระทรวงพลังงานต้องเข้าไปช่วย เพื่อเราจะได้เอามาทำเป็นไบโอดีเซลได้ หรืออ้อย หรือมันสำปะหลัง เราจะส่งเสริมอย่างไร ตอบให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าจะทำโน่นจะทำนี่ ตอบก็ไม่ชัดนะครับ พวกผมฟังกันมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว ตอบไม่ชัด อันนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดว่าจะมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ซึ่งทำเรื่องนี้อยู่นะครับ ประเทศไทยเรามีน้ำมันบนดินมากมาย น้ำมันใต้ดินมีแต่จะ หมดไปเท่านั้นละครับ น้ำมันบนดินเรามีมากมายนะครับ เรามีที่ดินของเรามากมาย ถ้ารัฐบาลใช้เวลาตรงนี้ใช้โอกาสตรงนี้เพื่อที่จะมาทำพลังงานทดแทน หาน้ำมันบนดิน มันจะ มีประโยชน์มากที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมจะเรียนกับทางรัฐบาล เรียนกับทางรัฐมนตรี บอกว่า พวกผมบิดเบือน ไม่ได้บิดเบือนหรอกครับ พวกผมดูนโยบายของท่านที่ประกาศไปแล้วว่า มันทำไม่ได้ มันจะไปก่อปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ท่านต้องรับปากกับ ที่ประชุม รับปากกับพวกเราในสภานี้ แล้วก็มาชี้แจงให้ชัดเจนว่าแนวทางของท่านนั้นเป็น อย่างไรกันแน่นะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่พวกผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือว่ารัฐบาลฟังดูเหมือนมีวาระ ซ่อนเร้นนะครับ โดยเฉพาะ ๑.๓ ประเทศไทยยังนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูง สัดส่วน การนำเข้าพลังงานสุทธิต่อการใช้รวมยังคงสูงถึงร้อยละ ๕๕ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ แล้วต้อง บอกว่าเราต้องแสวงหาความร่วมมือการพัฒนาความมั่นคง พลังงานอนุภูมิภาคมีน้อยแล้วก็ ต้องมาร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วก็คือว่าระหว่างไทยกับกัมพูชา นั้นคือสิ่งที่เหมือนกับมีวาระซ่อนเร้น ซึ่งพวกผมในฐานะเป็นสมาชิกของรัฐสภา เป็นตัวแทน ของพี่น้องทั่วประเทศต้องขึ้นมาทวงถามให้ข้อคิดเห็น ไม่ใช่ว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีมุ่งเน้นเฉพาะ จะไปทำเรื่องไทย-กัมพูชาอย่างเดียว ลืมพี่น้องเกษตรในภาคพลังงานทดแทน ในภาคเกษตรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่ปลูกอ้อย ที่ปลูก มันสำปะหลัง หรือไม่เอาแล้วเรื่องพวกนี้ ผมจะไปทำเรื่องก๊าซธรรมชาติไทย-เขมรอย่างเดียว ใช้ได้ตั้งนาน นี่คือสิ่งที่พวกเราห่วงใย ผมเองผูกพันกับพี่น้องชาวไร่ ชาวนา พี่น้องปลูกปาล์ม น้ำมัน ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีครับทางพื้นที่ที่ปลูกยางพารารู้สึกจะว้าเหว่เหมือนกันนะครับ ขณะนี้ราคายางเริ่มลดลง เรื่องเหล่านี้พวกผมในฐานะที่เป็นสมาชิกต้องมาเรียนกับ พี่น้องทางรัฐบาลว่าท่านต้องตอบให้ชัดว่าการแก้ปัญหาเรื่องสินค้าทางด้านเกษตร ยางพาราก็ดี หรือพลังงานทดแทนทั้งหมดในกลุ่มของพลังงานก็ดี ท่านมีแนวทางที่จะแก้อย่างไร เพื่อจะให้พี่น้องทางด้านเกษตรอยู่ได้ ได้ลืมตาอ้าปากได้ ไม่ใช่ว่าท่านจะทำ ๆ ผมเองต้องขอ ใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้อยากจะฟังคำตอบของท่านรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งตอบเพื่อให้ชัดเจน ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ขอขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นท่านนิยม ช่างพินิจ ครับ

นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เองที่ผมอยากอธิบายแล้วก็ อยากทำความเข้าใจ แล้วก็จะเสนอแนะในเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ ในหน้า ๙ ๑.๑๑ สิ่งที่สำคัญที่นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะยกระดับราคาสินค้า ภาคการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการรับจำนำและจะได้ในเรื่องของในการ ใช้บัตรเครดิต ผมได้พูดมาหลายครั้งระหว่างนโยบายจำนำกับประกันรายได้ วันนี้เองก็คงจะ ชัดเจนแล้วครับ เปรียบเทียบได้เลยครับระหว่างโครงการประกันรายได้เกือบ ๒ ปีเศษ ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาเราใช้เม็ดเงินไปเท่าไร แล้วโครงการรับจำนำตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โครงการรับจำนำตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปี ๒๕๕๒ เราใช้เม็ดเงินไปเท่าไร นี่เป็นหลักคิดง่าย ๆ เป็นตรรกคิดง่าย ๆ เลย วันนี้น่าภาคภูมิใจครับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีเข้าใจถึงโครงสร้างโดยเฉพาะเศรษฐกิจในเรื่องของ โครงการรับจำนำ สิ่งที่สำคัญที่บอกว่าจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท ที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ก็เป็นที่ ชัดเจนครับท่านประธาน ก่อนมีการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ราคาข้าวท่านประธานทราบ ไหมครับราคาอยู่ที่เท่าไร ชดเชยเกวียนละเท่าไร ตันละเท่าไร ชดเชยอยู่ที่ ๒,๐๐๐ กว่าบาทครับ ๒,๘๐๐ บาท โดยที่เราไปเรียกร้องกันมาเมื่อก่อนประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท เราไปเรียกร้อง กันมาได้มา ๑๑,๐๐๐ บาท วันนั้นราคาอ้างอิงอยู่ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าบาท ที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่หาเสียงเม็ดเงินไหลเข้าไปมากมายให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยที่ชดเชย ให้ตันละ ๒,๘๐๐ กว่าบาท โดยที่ต่อครัวเรือน ๓๐ ตัน ท่านคิดเถอะครับเป็นเงินเท่าไร พอหลังเลือกตั้งครับท่านประธาน เมื่อพรรคเพื่อไทยดูแนวโน้มได้ ๒๖๕ เสียง ราคาข้าวขยับ ขึ้นมาเลยว่าโครงการรับจำนำนี่เกิดแน่ แล้ววันนี้หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงนโยบายเสร็จท่านทราบไหมครับท่านประธาน ราคาข้าววันนี้ ๙,๐๐๐ กว่าบาทซื้อขายกัน สิ่งที่ผมต้องพูดอย่างนี้อยากทำความเข้าใจให้กับเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนที่อยู่บ้านได้เข้าใจ ๙,๐๐๐ กว่าบาทที่ความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ โดยค่าเฉลี่ย ถ้าความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ราคา ๙,๐๐๐ กว่าบาทเท่ากับข้าวเปลือกเลยครับ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่ากับหมื่นกว่าบาทนะครับท่านประธาน นี่ยังไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพราะสิ่งที่ผ่านมาที่ผมพูดอยู่เสมอว่านโยบายประกันรายได้เราถูกพ่อค้าผู้ส่งออกกดขี่มาตลอด ที่ผมถามในสภาอยู่เสมอว่าพ่อค้าข้าวผู้ส่งออกได้กำไรตันละเท่าไรตอบได้ไหมครับ แล้ววันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วครับ แล้วไม่ต้องกลัวหรอกครับที่ท่านบอกว่าจะใช้เม็ดเงินเยอะ โอเคครับ ท่านประธานมันอาจจะใช้เม็ดเงินเยอะช่วงแรกนะครับ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ต้องใช้เม็ดเงิน เยอะเลยครับ เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบนะครับ โครงการรับจำนำ ที่ผ่านมาในอดีตปี ๒๕๔๒-๒๕๕๓ ใช้เม็ดเงินไป ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังมีของสต็อก อยู่นะครับ ถ้าระบายข้าวระบายของที่สต็อกอยู่คาดว่าจะได้อีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ใช้เงินไปแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอา ๑๐ ปีไปหารนะครับ เฉลี่ยแล้วใช้เงินแค่ปีละหมื่นล้านบาทเองครับท่านประธาน แต่สิ่งที่สำคัญประกันรายได้ ท่านทราบไหมครับ ช่วง ณ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ๒๐ เดือน ใช้เม็ดเงินไป ๑๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ต้องมาเปรียบเทียบไม่ต้องกดเครื่องคิดเลข หรอกครับ แล้วเงินนี้ก็สูญหายไปเลย ถึงท่านจะบอกว่าโครงการรับประกันรายได้จะมีการ ที่ว่าพี่น้องเกษตรกร ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ แต่ข้อเท็จจริง ถ้าพี่น้องที่ทำนาจริง ๆ เขาอยากได้ราคาครับ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะกราบเรียน ให้ท่านประธานทราบว่าวันนี้เองทำอย่างไรล่ะครับ ที่ผมรอคอยและผมใฝ่ฝันว่าโครงการนี้ จะเกิดแล้วก็เกิดจริง ๆ ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าโรงสีจะได้ประโยชน์ เพราะสิ่งที่สำคัญ ผมเห็นแนวความคิดของพรรคเพื่อไทยโดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรีเขามีจิกซอว์ (Jigsaw) ครับ เดี๋ยวจะมีบัตรเครดิตเข้ามาประกอบว่าพี่น้องเกษตรกรขึ้นทะเบียนมีนากี่ไร่ คาดว่าได้ข้าวเท่าไร ก็เอาตรงนี้มาหักลบกลบหนี้แล้วข้าวประเทศข้างเคียง ไม่ต้องกลัวหรอกครับที่จะไหลเข้ามาในประเทศ แล้วสิ่งสำคัญไปกว่านั้นครับ ผมอยากจะ กราบเรียนให้ทราบ วันนี้ท่านก็รู้จากอดีตที่ผมพูดอยู่เสมอว่าประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ ของโลกที่ส่งออกข้าว แต่ทำไมละครับท่านประธานเป็นผู้กำหนดราคาไม่ได้หรือต้องไปอิงตลาดที่ ชิคาโก อเมริกา โอเคครับ อเมริกาผลิตข้าวมากจริงแต่บริโภคภายในประเทศเกือบหมด เพราะฉะนั้นวันนี้จะเป็นหนึ่งเดียวที่จะมองเห็นว่าประเทศไทยนี่แหละครับที่เป็นผู้กำหนด ประสานกับประเทศข้างเคียง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องยากครับ วันนี้ผมต้องขอ ขอบพระคุณสิ่งที่ผมต้องพูดและอธิบายให้เข้าใจ ถามกันจังเลยว่าใครใช้เม็ดเงิน มากน้อยกว่ากันอะไรกว่ากันนะครับ อยากจะฝากท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยท่านว่าโรงสีมีผลประโยชน์ เอาให้ผู้ประกอบการที่พ่อค้ารายย่อยเข้ามามีส่วนร่วม ก็ได้ครับ แล้วท่านจะไม่ต้องใช้เม็ดเงินมากหรอกครับ เขาจะกักเก็บข้าวไว้ใช้เองนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะทำอย่างนี้จะทำให้กลไกตลาดราคาข้าวสูงขึ้น แล้วไม่ต้องกลัวครับ ว่าราคาข้าวในเมื่อราคาข้าวมันสูงขึ้นหมื่นกว่าบาท ราคาจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท ที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องเกษตรกรหมื่นกว่าบาทเขาก็พอใจแล้วครับ ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนครับท่านประธาน สิ่งที่สำคัญที่จะ ลดต้นทุนให้กับพี่น้องภาคการเกษตรได้อยากจะฝากครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากคือ แหล่งน้ำในการลดต้นทุน เมื่อวันที่ ๑๓ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปสุโขทัยแล้ววันที่ ๑๔ วันอาทิตย์ไปที่พิจิตร แล้ววันอังคารที่ผมได้นำเสนอในพรรคอภิปรายในพรรคในแนวทาง ในการแก้ไขที่จะลดต้นทุนให้กับพี่น้องภาคการเกษตร ผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นอย่างมากที่ให้ความอนุเคราะห์ที่จะช่วยเหลือพี่น้อง ชาวจังหวัดพิษณุโลกที่จะเอาอำเภอบางระกำเป็นโมเดล (Model) ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม และสิ่งที่สำคัญก็คือการแก้ปัญหาภัยแล้ง ผมเองต้องขอขอบพระคุณมากแล้วก็ฝาก แล้วก็ผมคงจะเสนอแนะต่อไปในอนาคตข้างหน้าในเรื่องของโครงการและนโยบายต่าง ๆ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร ๑๐ นาทีครับ

นางสาวชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ในช่วงเช้าท่านนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอนโยบาย ของรัฐบาล ซึ่งวันนี้ก็จะมีนโยบายที่เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะเห็นได้ว่าเริ่มดำเนินการภายใน ปีแรกนะคะ ดิฉันเองจะขออภิปรายนโยบายที่เร่งด่วน นโยบายนี้ในข้อ ๑.๑๕ ซึ่งอยู่ในหน้าที่ ๑๐ เป็นเรื่องของการจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับโรงเรียน จริง ๆ แล้วก็ต้องกราบเรียนว่า ในฐานะที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน หลายคนในพื้นที่แม้กระทั่งนักเรียน ตามโรงเรียนที่ต่างจังหวัดก็คงยังไม่ได้รู้จักกับคำว่าแท็บเล็ต ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้ก็คงจะต้อง กราบเรียนในภาษาที่เป็นภาษาธรรมดาว่า นั่นก็คือเรื่องของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ ในระบบพกพา ซึ่งอาจจะเห็นได้ในท้องตลาด ซึ่งเราจะเห็นในหมู่ของนักศึกษาหรือว่าวัยรุ่น ที่ได้พกพาแท็บเล็ต ซึ่งดิฉันจะขออนุญาตเรียกเป็นภาษาไทยว่าคอมพิวเตอร์พกพานะคะ และรัฐบาลเองยังได้เน้นในเรื่องที่จะมีการนำร่อง การแจกจ่ายคอมพิวเตอร์ในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ดิฉันเองในฐานะสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย และเป็นหนึ่งในพรรคร่วมฝ่ายค้านขอแสดงความห่วงใยกับรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วยนะคะ ขอให้รัฐบาลในฐานะผู้นำหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจจะเป็นในส่วนของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ และท่านมีรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก ๒ ท่าน ก็ขอได้โปรดช่วยรับฟังถึง ความเห็น แล้วก็การวิพากษ์วิจารณ์จากพี่น้องประชาชนแล้วก็นักวิชาการซึ่งท่านจะเห็นได้จาก ข่าวในปัจจุบันนี้ แล้วก็ขอให้เห็นถึงความพร้อมที่จะมองได้ว่ารัฐบาลนั้นในภาวะปัจจุบันนี้ มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนที่จะแจกเครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งจะถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ การเรียนการสอนที่รัฐบาลได้กล่าวมา ดิฉันเองต้องกราบเรียนว่าถ้าในภาวะของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก็คงจะรู้ได้ว่าอายุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ หรือ ป. ๑ นั้นอยู่ในเกณฑ์ ๗-๘ ขวบเท่านั้นนะคะ ในภาวะของเด็กวัยนี้ค่ะท่านประธาน ก็คงตอบได้ว่ายังเริ่มที่จะอ่านออกเขียนก็ยังไม่ค่อยได้เท่าไร เพราะฉะนั้นแท็บเล็ตตัวนี้ หรือคอมพิวเตอร์พกพานั้นจะเป็นสิ่งที่บอกว่าแน่นอนจะต้องใส่ภาษาไทยลงไปในนั้น เพราะว่าสื่อสารทางวิชาการนั้นประเทศเราคงจะเป็นภาษาไทย และอาจจะมีภาษาอังกฤษ รวมเข้าไปด้วยก็คงจะต้องชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ว่า นักเรียนขณะนี้มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนที่จะรับมือสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่กับ แท็บเล็ตหรือเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องนี้นะคะ เพราะว่าใน ป. ๑ นั้น ๗-๘ ขวบนั้น วุฒิภาวะยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างชัดเจน แล้วหลังเลิกเรียนนั้นก็คงจะเป็นอะไร ที่ใช้เวลาอยู่กับการออกกำลังกาย การสันทนาการ เพราะฉะนั้นความเห็นที่ว่าแท็บเล็ตหรือ เครื่องคอมพิวเตอร์พกพานี้จะเป็นเครื่องมือที่จะใช้ให้มีประโยชน์สำหรับในช่วงเวลาของนิสิต นักศึกษา ที่พร้อมจะใช้เครื่องมือเหล่านี้เอามาใช้ในการที่เรียกว่าจะหาความรู้ในโลกที่จะ ท่องไปในอินเทอร์เน็ตอันเป็นโลกไร้พรมแดนนะคะ ตรงนี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่บอกว่าถ้ามอบไว้ให้นั้น สุดท้ายรัฐบาลจะการันตีได้ไหมคะ รับประกันได้ไหมคะว่าความสนใจของเด็กจะอยู่ที่การเล่นเกม แล้วก็การใช้เวลากับสิ่งที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ ๆ มาสู่ในมือ แล้วจะเป็นจุดสุดท้ายที่จะบอกว่า จะเบื่อหน่ายหรือจะใช้ประโยชน์จากมันได้มากน้อยแค่ไหนนะคะ แล้วโรงเรียนดัง ๆ อย่างเช่นใน กทม. ปัจจุบันนี้ก็ต้องขอกราบเรียนว่ายังไม่ค่อยจะมีโรงเรียนไหนที่อนุญาตให้ นักเรียนที่พ่อแม่อาจจะมีฐานะดีนำเอาคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้หรือเข้าไปโชว์หรือเข้าไปเล่นกัน ในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือจะใช้ได้ก็เพียงวันหยุดหรือเวลาที่สามารถใช้ได้ ในช่วงหนึ่ง ๆ เท่านั้น เพื่อไม่ต้องการให้นักเรียนเหล่านั้นให้ความสนใจกับการเล่นเกมมาก จนเกินไปนะคะ แล้วดิฉันขอเรียนถามรัฐบาลว่า ซอฟต์แวร์ (Software) ที่รัฐบาล เตรียมจะใช้ในแท็บเล็ตอันนี้หรือเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาอันนี้จะใช้แบบไหน ที่รัฐบาลเตรียมจะใช้ในแท็บเล็ตอันนี้หรือพกพาอันนี้จะใช้แบบไหน และรัฐบาลมีกลไก การควบคุมที่จะควบคุมไม่ให้โปรแกรมที่จะใส่ลงมาในแท็บเล็ต เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา ตัวนี้เป็นสื่อที่จะนำให้เด็กมีความสนใจมากน้อยแค่ไหน ความกระตือรือร้นของเด็กวัยนี้ จะนำพาไปได้ไหม สู่โครงการหรือโปรแกรมที่เป็นเรื่องของโปรแกรมการพนันที่ท่านพึงต้อง ระวังด้วย โปรแกรมสื่อลามก ท่านควบคุมได้มากน้อยแค่ไหนนะคะ แล้วก็การเสิร์ช (Search) หาสิ่งต่าง ๆ ที่จะรู้จักกันในเกม เรียกว่าท่องอินเทอร์เน็ตและรู้จักกัน นัดกัน ไปเที่ยวกัน ในฐานะที่เราเห็นกันในสังคมปัจจุบันเท่าที่ได้เห็นในทีวี แล้วก็ก่อให้เกิดเรื่องราวที่สามารถ จะนัดพบพากันโดยที่ไม่รู้จักหน้าค่าตาหรือสังคมมาจากตรงไหน อินเทอร์เน็ต คาเฟ่ ที่รัฐบาล ก็คงจะเห็นว่าการไปนั่งในนั้นของเด็กวัยรุ่นเป็นวัน ๆ บางครั้งตั้งแต่เช้าจดเย็น ก็ต้องบอกว่า ไม่กลับบ้านกลับช่องกัน ตรงนี้ก็ขอฝากถึงท่านรัฐมนตรีด้วย ท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ขอฝากไว้ด้วยความห่วงใยนะคะ เพราะว่าสิ่งที่กำลัง เกิดขึ้นมานี้เป็นสิ่งที่ดิฉันจะเห็นท่านให้สัมภาษณ์ แล้วก็จะเน้นไปถึงเรื่องโปรแกรมของเรื่อง แท็บเล็ตที่ท่านจะให้ความรู้แล้วก็สื่อสารให้พวกเราได้ฟังตลอดเวลา ท่านพร้อมแค่ไหนคะ ในเรื่องการจัดการซ่อมแซมหลังจากที่ท่านมอบให้กับเด็กแล้วก็โรงเรียน เพราะว่าแท็บเล็ต การใช้ตรงนี้ตกปุ๊บก็จะเสียแล้วก็จะพัง โปรแกรมการจัดวางในเรื่องการซ่อมแซมอุปกรณ์ การดูแล และแม้กระทั่งครูที่จะสอนเรื่องคอมพิวเตอร์มีมากน้อยแค่ไหนนะคะ ตรงนี้ดิฉัน อยากจะฝากท่านด้วย ระยะนี้ก็คงจะได้ยินว่าคอมพิวเตอร์ตัวนี้แบบพกพาจะสามารถใช้ได้ ในพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และในประเทศไทยโรงเรียนกี่โรงเรียนคะที่จะมี อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง บอกให้ได้เลยค่ะว่าจากการที่ค้นพบมา ๒,๐๐๐ โรงเรียนเท่านั้นจาก ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ความพร้อมนั้นมีแค่ไหน ท่านรัฐมนตรีโปรดรับฟังด้วย และความเท่าเทียมกันในโอกาสของด้านการศึกษานั้นที่จะบอกว่าพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงในกรุงเทพมหานครนั้นแน่นอนว่าคงจะใช้ได้มาก และในส่วนของบ้านดิฉันเอง ก็ยังคงมีพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดน อย่างเช่นสวนผึ้งในจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ก็จะมี กะเหรี่ยง มีภาษาที่ยังใช้กะเหรี่ยงกระหร่างตรงนั้นนะคะ และขอถามว่าความจำเป็นในการที่ จะใช้คอมพิวเตอร์ตัวนี้ในราคาที่ท่านอาจจะซื้อได้ในวงเงินสี่ซ้าห้าพันนี้ มันมีความจำเป็นกับ พื้นที่ชายแดนมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่โรงเรียนในเขตชายแดนนั้นยังบอกว่าต้องการครูค่ะ ต้องการครูสอนภาษาไทย เพราะเด็ก ป. ๑ นั้นเป็นเด็กกะเหรี่ยงที่อยู่ในประเทศไทย ยังไม่สามารถที่จะพูดภาษาไทยได้นัก และยังไม่สามารถที่จะอ่านออก เขียนได้ เพราะฉะนั้น คอมพิวเตอร์พกพาสำหรับเด็กไทยในชายแดนนั้นจะจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้ ท่านรัฐมนตรีพิจารณาตรงนี้นะคะ ด้วยความห่วงใย และโดยเฉพาะอีกเรื่องหนึ่งใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ในฐานะที่จะต้องบอกว่าครูต้องการอะไรคะ ท่านรัฐมนตรี ท่านประธาน ต้องการความปลอดภัย ต้องการเรื่องเงินเดือน ต้องการ สวัสดิการ ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะเร่งในการที่จะดำเนินนโยบายตรงนี้เป็นเรื่องเริ่มต้น ด้วยความเร่งด่วนมากกว่าที่จะแจกแท็บเล็ตหรือเรียกว่าคอมพิวเตอร์พกพาให้กับเด็ก ที่เริ่มต้นระดับชั้น ป. ๑ แล้วในประเทศไทยตอนนี้ ป. ๑ ถึง ม. ๖ นั้นเรามีด้วยกันอยู่ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าชีวิต ท่านรัฐมนตรีจะจัดการอย่างไรกับการที่จะใช้เงินงบประมาณส่วนไหน ในการที่จะจัดซื้อคอมพิวเตอร์ตัวนี้ซึ่งจะต้องใช้เงินหลายหมื่นล้าน แล้วดิฉันขอฝาก ความห่วงใยจากภาษีของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นภาษีที่ทุกคนห่วงใยว่าจะใช้เงินตรงนี้กับการ วางคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตที่จะเป็นโอกาสที่จะเปิดโลกกว้างในฐานะที่จะให้ความสำคัญกับ สื่อการศึกษา ที่ต่อไปจะต้องเป็นการไร้พรมแดนที่จะบอกว่าจะต้องใส่เป็นอีบุ๊ค (e-Book) หรือว่าเป็นอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ลงไป ประเทศไทยเราพร้อมมากน้อยแค่ไหนคะ ขอให้ ท่านรัฐมนตรีแล้วก็ผ่านท่านประธานสภานี้ช่วยพิจารณาด้วยนะคะ นี่ก็คือเสียงหนึ่งจาก ส.ส. ของจังหวัดราชบุรีนะคะ โดยความรวมดิฉันเองก็ขอฝากท่านประธานสภาด้วยว่า ส.ส. ทุกคน ตอนนี้ยังไม่ได้คอมพิวเตอร์ ซึ่งในโอกาสที่จะได้หยิบยืมจากสภา ก็คงจะเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่บอกว่าถ้ารัฐบาลเน้นเรื่องคอมพิวเตอร์พกพาระบบอินเทอร์เน็ตที่เป็นความเร็วสูง ส.ส. ก็ยินดีที่จะเป็นหนูทดลองที่จะบอกว่าแท็บเล็ตที่ท่านประธานอาจจะต้องพิจารณา อีกสักครั้งหนึ่งนะคะ ก็คงจะต้องขอฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะคะว่าก็คงจะเป็นประมาณนั้นค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมดเวลาครับ เชิญท่าน ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ ๑๐ นาทีนะครับ ท่านขออภัยนิดหนึ่งท่านรัฐมนตรีขอชี้แจงครับ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ผมคาดว่าวันพรุ่งนี้คงจะมีอีกหลายท่านอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับ กระทรวงศึกษาธิการจะขออนุญาตรวมไปตอบครั้งเดียวเพราะว่าเข้าใจว่าเวลาของ คณะรัฐมนตรีเหลืออีกไม่มากนะครับ แต่ก็ขออนุญาตเรียนนิดเดียวครับ วันนี้อนาคตของเด็ก ที่จะต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้เด็ก พัฒนาการมีตั้งแต่ ๓-๖ ขวบ ป. ๑ เป็นวันเวลาที่เราต้องเริ่มต้นให้เขาได้เริ่มฝึกหัดที่ใช้ เทคโนโลยีที่มีความสามารถนะครับ ขออนุญาตพูดถึงว่าท่านบอกว่าท่านเป็นผู้แทนราษฎร ท่านคิดถึงคอมพิวเตอร์ของตัวเองที่ท่านจะได้รับ ทำไมท่านไม่คิดถึงเด็กบ้างล่ะครับว่า เด็กก็อยากได้รับเหมือนกัน วันนี้ถ้าถามเด็กทั้งประเทศ ถามพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศอยากได้รับเครื่องมือสื่อสารหรือว่าคอมพิวเตอร์ให้กับ ลูกหลานของเขา ถ้าเราเป็นผู้แทนราษฎรเราคิดถึงตัวเราว่าเราอยากได้รับผมเชื่อว่าลูกหลาน ของเราก็อยากได้รับเช่นกัน วันพรุ่งนี้ผมจะขออนุญาตรวบยอดตอบโดยรวมอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิติภูมิครับ ๑๐ นาทีครับ

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้เมตตากรุณา ที่เป็นกำลังใจให้ผมด้วยการมีจดหมายน้อยว่าขนาดอยู่ในห้องของสภาก็ยังมีคนที่มาเอ่ยนามถึง แต่ผมอยากจะเรียนนะครับ ผู้ที่เอ่ยนามถึงนั้นก็คือท่านมงคล ศรีกำแหง ท่านเป็นสมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดจันทบุรี ผมคิดว่าเรา ๒ คนนั้นมีข้อกังวลแบบเดียวกันแล้วก็ ในปัจจุบันนี้เราก็มีความชื่นใจแบบคล้าย ๆ กัน อันนี้เป็นความคิดผมเองที่ทางรัฐบาลได้มี นโยบายข้อที่ ๗.๗ ในการสนับสนุนการทูตเพื่อประชาชน คือผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ในประเทศไทยของเราในร่วมช่วงประมาณ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ร้ายของ ประเทศที่เราได้มีผู้คนที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับวงการอัญมณีได้ล้มหายตายจากไปจากวงการนี้ นับแสนคน แต่ถ้าเอารวมแบบทั้งประเทศนะครับรวมถึงคนที่เจียระไนพลอยด้วยผมว่า ก็น่าจะถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ คือคนพวกนี้ก็ต้องอาศัยพลอยดิบหรือว่าอัญมณีดิบจากดินแดน ต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ว่าในห้วงแบบช่วงที่ผ่านมาคนที่จะไปเอาอัญมณีดิบจากต่างประเทศนั้น มักจะเป็นคนที่มาจากจังหวัดจันทบุรี แล้วก็ในห้วงช่วงประมาณสัก ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเขาก็ ค้นพบพลอยดิบในเมืองมองเตอปวยซ์ในประเทศโมซัมบิก แล้วก็ในช่วงหลัง ๆ ก็มีการรีดไถ บรรดาผู้คนที่ไปนำพลอยดิบมาจากประเทศโมซัมบิก แล้วก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข คือก็มี ความพยายามในการแก้ไขในบางส่วนแต่ก็ยังไม่ประสบกับความสำเร็จ เพราะการแก้ไข ที่ถูกต้องนั้นก็จะต้องมีการเรียกว่าเจรจากันระหว่างผู้คนจากทางซีกรัฐบาลไทยกับรัฐบาล ของประเทศโมซัมบิก อาจจะต้องมีการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างผู้คนจากรัฐบาล โมซัมบิกนี่นะครับมายังประเทศไทย แล้วก็ผู้คนจากทางรัฐบาลไทยไปประเทศโมซัมบิก และนอกจากนั้นผมได้พูดคุยกับกงสุลกิตติมศักดิ์ของทางประเทศโมซัมบิกที่อยู่ใน ประเทศไทยว่าการแก้ไขที่ถูกต้องนั้นก็คือว่าการจะต้องตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำ ประเทศโมซัมบิกที่เมืองมองเตอปวยซ์ แล้วก็ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีพอสมควรว่าในวันอาทิตย์ ที่ผ่านมานี่นะครับ ผมบังเอิญได้พบกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านปัจจุบัน ท่านคงจะ ได้รับข่าวสารจากทางสื่อสารมวลชน ท่านก็พูดจากับผมว่าท่านสนใจปัญหาต่าง ๆ อย่างนี้ แล้วเมื่อมาบวกกับนโยบายของทางรัฐบาล ข้อ ๗.๗ ผมก็มีความเชื่อว่าผู้คนที่อกหักจาก อัญมณีดิบที่มาจากต่างประเทศ ที่ถูกรีดไถก็คงจะพ้นสภาพ แต่พวกที่อกหัก หลักลอย คอยงาน สังขารโรย ที่นับเป็นแสนเป็นล้านคนที่หายไปจากวงการนี้ ดังนั้นเราก็ถือว่าเมื่อมี รัฐบาลใหม่ แล้วก็มีนโยบายต่าง ๆ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องโชคดีของประเทศชาติ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าในห้วง ๒-๓ วันที่ผ่านมา ถ้าเราอ่านจากสื่อสารมวลชนก็จะเห็นว่า ผู้คนนั้นโจมตีทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องที่ใช้ภาษาไทย คือผม อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่าผมเป็นอาจารย์สอนวิชาการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ หลักการอย่างหนึ่งที่เราค้นพบจากผู้คนระดับนำ จากประเทศใหญ่ ๆ ทั่วโลกนั้น เมื่อมีการเจรจาอย่างเป็นทางการเขามักจะไม่ใช้ ภาษาอังกฤษหรือว่าเป็นภาษากลางอย่างอื่น แต่เขาจะใช้ภาษาของเขาเองแล้วก็ใช้ล่าม การใช้ล่ามมันเป็นการถือคติของช่างตัดผมอย่างหนึ่งก็คือว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว อันนั้น หมายความว่าคนที่ใช้ล่ามก็จะทำให้การเจรจานั้นเป็นการเจรจาแบบมืออาชีพ แล้วก็ อย่างเป็นทางการ สมมุติว่าถ้าทางอีกฝ่ายหนึ่งหรือทางผู้เจรจาอีกฝ่ายหนึ่งเขาพูดจาอะไรมา ทางฝ่ายเราก็มีเวลาแบบฉุกคิด แล้วเมื่อเราพูดจาผิดพลาดอะไรไปบ้างที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ล่ามนั้นก็อาจจะช่วยแปลให้กระชับ หรือให้ตรง หรือว่าไม่ให้ผิดความหมายมากจนเกิด ความเสียหายต่อการเจรจา ดังนั้นผมคิดว่าในวันนี้เราได้ของดีมา ๓ อย่าง อย่างหนึ่งผมคิดว่า เราได้รัฐบาลดีที่เข้าใจปัญหาของประชาชน แล้วก็อย่างหนึ่งเราได้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศดีที่สนใจปัญหาด้านระหว่างประเทศ แม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ในดินแดนแสนไกลในทวีปแอฟริกาก็ยังเอามาไถ่ถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างผม แล้วก็ อีกอย่างหนึ่งนั้นเราได้นโยบายที่ดี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนโยบายที่จะมองลู่ทาง ทางด้านการต่างประเทศ คงไม่ใช้เวลาของสภามากนะครับ เพียงแต่ว่าจะพูดจุดหลัก ๆ อย่างนี้ละครับ ก็ขอขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ ๑๐ นาทีนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วผมก็เสียดายครับท่านประธาน เพราะว่าขณะนี้เวลาค่อนข้างจะ ยามวิกาลไปนิดหนึ่ง แล้วก็เสียดายที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่อยู่ในที่นี้ เพราะว่าท่านมีส่วน ได้เสียในการกำหนดนโยบาย ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าในช่วงหาเสียงเลือกตั้งท่านก็จะ ไปหาเสียงเลือกตั้ง แม้แต่ที่จังหวัดพิษณุโลกท่านก็ยังไปพูดว่า ๓๐๐ บาทเอาไหม ประชาชน ก็ต้องตอบว่าเอา ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาทเอาไหม ประชาชนก็ต้องตอบว่าเอา ดังนั้นนั่นคือภาระ ทางนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้สัญญากับประชาชนไว้ เนื่องจากที่ผ่านมาท่านถาม ว่าเอาไหม ๆ วันนี้ก็เป็นหน้าที่ของผมที่หันไปทางประชาชนว่าพี่น้องข้าว ๑๕,๐๐๐ บาทได้หรืยัง ผมต้องไปถามประชาชนแล้วมาบอกกับทางรัฐบาล ดังนั้นไม่อยู่ไม่เป็นไรนะครับ แต่ผมเชื่อว่า ทางรัฐมนตรีอีกหลายท่านคงจะต้องจดเป็นประเด็นไว้ว่าวันนี้พวกผมในฐานะตัวแทน ประชาชนมาทวงสัญญาอะไรกับทางรัฐบาล แล้วผมคิดว่าเราก็คงไม่อยากได้ยินว่า สิ่งที่เป็นนโยบายรัฐบาลนั้นไม่ใช่สัญญาซึ่งฟังแล้วไม่สบายใจครับ แล้วโดยเฉพาะประเด็น สำคัญก็คือเรื่องข้าว เพราะวันนี้ทุกคนรับรู้อยู่แล้วนะครับว่าขณะนี้ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ ของแผ่นดิน พี่น้องชาวนายากจนมาตลอดในช่วงชีวิตรุ่นปู่ย่า ตายาย จนกระทั่งมีรัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์ได้ปรับนโยบายในอดีตที่ผ่านมาจากโครงการจำนำมาเป็นโครงการประกัน รายได้ ซึ่งผมเรียนให้ฟังสั้น ๆ นิดเดียวว่าโครงการประกันรายได้ก็คือหลักประกันในชีวิต ของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาว่าต่อไปนี้ทำไร่ทำนาแล้วมีกำไร แล้วอยู่มาวันหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็มาเปลี่ยนเป็นโครงการจำนำข้าวเจ้าทั่วไป ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทจริง ๆ แล้วท่านต้องเขียนข้าวเหนียว อีกครับ เพราะผมจำได้ว่าในระหว่างที่มีการหาเสียงกันนี่เคยได้ยินว่าข้าวเหนียว ๑๘,๐๐๐ บาท มันสะท้อนอะไรบางอย่างหรือไม่ว่าทำไมไม่เขียนข้าวเหนียว ๑๘,๐๐๐ บาทเข้าไปในนโยบาย ของทางรัฐบาล วันนี้บทสรุปก็คือว่าสิ่งที่ประชาชนฝากผมมาบอกกับทางรัฐบาลว่าวันนี้ ท่านชนะเลือกตั้ง ประชาชนรอว่าเมื่อไรจะเริ่มต้นที่ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาทแบบทุกเม็ด ที่ผม กล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าอดีตที่ผ่านมาผมเคยเจอรัฐมนตรีหลายท่านเราดีเบท (Debate) สู้กัน แล้วเขาบอกเราว่าข้าว ๑๕,๐๐๐ บาทต้องทุกเม็ด ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน หรือต่อเกวียนก็ต้องทุกเม็ด ดังนั้นหน้าที่ที่ผมจะมาบอกกับทางรัฐบาลคือ ๑๕,๐๐๐ บาท ทุกเม็ดทุกคน ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทก็ทุกเม็ดทุกคนเช่นกันนะครับอย่าหลอก ประชาชนครับ วันนี้เราจึงต้องมารู้จักกันอีกนิดหนึ่งว่าตกลงแล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะทำ โครงการจำนำ ซึ่งหลักของโครงการจำนำก็คือว่าเอาของไปที่โรงตึ๊งและเราได้เงินกลับบ้าน เราเอาข้าวไปจำนำ เราเอาข้าวไปที่โรงตึ๊ง โรงตึ๊งในที่นี้ก็คือโรงสี

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านเกียรติ์อุดมประท้วงอะไรครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผมขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายให้ท่านประธานวินิจฉัย วันนี้เป็น การแถลงนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลยังไม่ได้บริหารประเทศท่านก็ไปบอกแล้วว่าอย่าหลอก ประชาชน ขอให้ถอนครับท่านประธาน คำว่า อย่าหลอกประชาชน ต้องให้ถอนนะครับ คำว่า อย่าหลอกประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถือว่าประท้วงในข้อ ๔๓ ใส่ร้ายนะครับ ก็ขอให้ระวังคำพูดด้วยนะครับ เพราะเขายังไม่ได้บริหารงานเลยครับ เพิ่งจะ แถลงนโยบายเท่านั้นเองครับ เชิญต่อเลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ เวลาอย่าเพิ่งเลื่อนนะครับ ผมขอเรียนกับท่านประธานวิปฝ่ายค้านแล้วว่า ขอเพิ่มเวลาให้ผมอีก ๕ นาที ท่านประธานวิปตกลงเรียบร้อยแล้วนะครับแล้วหักเวลา ของทางฝ่ายค้านครับ ผมเข้าสู่เนื้อหา ผมเตือนรัฐบาล ผมเตือนว่าอย่าหลอกประชาชนนะ จะให้ผมพูดอะไร หรือให้ผมบอกว่าหลอกประชาชนไปเลย มันไม่ใช่นะ ผมว่ามันเป็นตรรก ทั่วไปครับคืออย่าหลอกประชาชน นี่คือการเตือนเพราะรู้ว่ายังไม่ได้ทำงาน ยังไม่ได้ตำหนิ อะไรทั้งสิ้น แต่เพียงแต่เตือนไว้นะอย่าหลอกนะ ประชาชนให้ผมมาบอกนะว่าอย่าหลอกนะ จริง ๆ ตั้งหลายเรื่องว่าอย่าหลอกตั้งหลายเรื่อง ๓๐๐ บาทอย่าหลอกนะ ๑๕,๐๐๐ บาท อย่าหลอกนะ ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท ทุกอย่างพวกนี้อย่าหลอกนะ เมื่อถึงวันนั้นแล้วถ้าหลอก ขึ้นมานี่พวกเราจะต้องมีมาตรการดำเนินการต่อไป เพราะว่าประชาชนใช้พวกเรามาบอก รัฐบาล ณ วันนี้ แล้วหลังจากนั้นแล้วประชาชนจึงใช้พวกเรามาตรวจสอบรัฐบาลว่าทำได้ จริงหรือไม่ หลอกลวงหรือไม่ นี่คือข้อเท็จจริงครับ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกียรติ์อุดมครับ คงไม่มีอะไรผิดข้อบังคับกระมังครับ ผมฟังอยู่ครับ นั่งเถอะครับเดี๋ยวก็เลิกแล้ว นั่งเถอะครับ ไม่เป็นไร ผมฟังอยู่ ท่านนั่งเถอะครับ เชิญคุณหมอต่อเลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากกับท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยสิ่งที่เราไม่สบายใจเลย ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งกันเราเอานโยบายมาสู้กัน เราเอาจำนำกับประกันมาสู้กัน ในหลาย ๆ เวที ปรากฏว่าคนที่มารับผิดชอบโครงการนโยบายจำนำของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ มีส่วนในการตอบโต้ในเชิงนโยบายแล้วผมไม่ไว้วางใจว่าเราจะทำได้จริงหรือไม่ แต่ไม่เป็นไรครับ เป็นข้อท้วงติงเฉย ๆ แต่มีข้อสังเกตดังนี้ครับ รัฐบาลบอกว่าข้าวเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน เป้าหมายของพวกผมก็คือว่า ๑๕,๐๐๐ บาท กับ ๒๐,๐๐๐ บาททุกคนนะ เพราะเราเคยสู้กันแล้วว่าเขาบอกข้าวทุกเม็ด ข้าวทุกเม็ดก็คือพี่น้องเกษตรกรต้องทุกคน ข้าวทุกเม็ดต้องได้ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาท คำถามถามว่าถ้ารัฐบาลจะลงทุนเองทั้งหมด ๓๒ ล้านตัน ใช้เงิน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ตอนดีเบทกันตอนหลังทางฝ่ายพรรคเพื่อไทยก็ยอมรับว่าเราไม่ลงทุนใช้เงินซื้อเอง ตอนหลัง เขาบอกว่าจะใช้เงินประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในระหว่างนั้นเขาก็บอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนี่เชื่อว่าจะมีการแย่งซื้อข้าวทำให้ข้าวราคาขึ้น ผมก็พยายามชี้ให้เห็นว่าการซื้อข้าวในราคา ที่แพงกว่าราคาตลาดเหมือนท่านเอาของไปจำนำที่โรงตึ๊งนี่ ไปจำนำราคาที่แพงกว่าตลาดนี่ ปัญหามันเป็นไปไม่ได้ พ่อค้าไม่มาแย่งซื้อ ข้าวตลาด ๙,๐๐๐ บาท แต่จำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท มีพ่อค้าที่ไหนจะไปแย่งซื้อ พ่อค้าโรงสีก็มาทำหน้าที่รับจ้างรัฐบาลในการรับจำนำจากทาง พี่น้องประชาชนแล้วในกรณีของคนจะส่งออกก็ไม่ต้องมาแย่งซื้อหรอก เพราะว่างานวิจัย อดีตที่ผ่านมาบ่งบอกแล้วว่า พ่อค้าส่งออกก็มาฮั้วกับทางรัฐบาล กับทางรัฐมนตรี มีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงทำให้โครงการจำนำนั้นขาดทุนมาตลอด เพราะปีหนึ่งขาดทุน ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมมีหน้าที่ในการให้ประชาชน ข้าวทุกเม็ดทุกคนต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในภาพรวม ฝากข้อสังเกตนิดเดียวว่าถ้าท่านซื้อโครงการจำนำประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จุดที่น่ากังวล ก็คือว่าเมื่อโรงสีหรือพ่อค้าคนกลางได้โควตามาแล้วมันจึงเกิดปัญหา ไม่มีพ่อค้าคนกลาง คนไหนหรอก อาจจะมีคนดีบางส่วน ส่วนใหญ่ได้โควตามา ๑๕,๐๐๐ บาท ไปบอกพี่น้อง บอกว่าตอนนี้โควตามันเต็มแล้ว ถ้าอยากจะขาย ๑๕,๐๐๐ บาทต้องไปขายที่ทำเนียบรัฐบาล กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อดีตที่ผ่านมามันออกมาในรูปแบบนั้น มีบางคนที่อยู่ชายแดน ทางเขมรก็เอาข้าวเขมรเข้ามาสวมสิทธิ บางครั้งก็เอาลมมาสวมสิทธิก็คือไม่มีโควตาอะไร เพียงแต่ว่าให้พี่น้องเกษตรกรเซ็นใบประทวนรับไปเลยเกวียนละ ๒๐๐ บาทหรือ ๓๐๐ บาท สุดท้ายแล้วมันจึงทำให้เงินไม่ถึงมือพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับ วันนี้เราถือว่าท่านทำแน่ ๆ แต่เราต้องการให้ท่านทำให้ได้ทุกเม็ด แล้วต้องย้ำนะครับว่า ประชาชนฝากบอกมาว่าไม่เอาแล้วนะอดีตที่ผ่านมา ที่ช่วงอาทิตย์ ๒ อาทิตย์แรกโครงการ จำนำเกิดขึ้น โอเค ๑๕,๐๐๐ บาทได้แน่เพราะว่ามีนักข่าวมาทำเพื่อออกโทรทัศน์ เสร็จแล้ว เอาไปออกโทรทัศน์แล้วโฆษณาใหญ่โต คนอีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ อย่างนั้นไม่เอานะครับ วันนี้เขาบอกว่าต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะว่าท่านเคย สัญญาไว้ว่าข้าวทุกเม็ดต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิต้อง ๒๐,๐๐๐ บาท และอย่าหลอก กันนะ นี่คือข้อสังเกตที่ผมอยากจะฝากไปยังทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และผมมีงาน บทความนิดหนึ่งครับดูแล้วน่าสนใจ คือท่านดอกเตอร์โกร่งครับ ดอกเตอร์วีระพงษ์ได้เขียนไว้ ในประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายโครงการรับจำนำ ทางด้านสินค้าเกษตรไว้ว่า

๑. นโยบายจำนำสินค้าเกษตรเป็นนโยบายที่ล้มเหลวที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ เป็นต้นมา ส่วนใหญ่แล้วผลประโยชน์ตกแก่โรงสี ผู้ส่งออก รัฐมนตรี นี่ดอกเตอร์โกร่งเขียนไว้ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ ๑๓ สิงหาคม

๒. โครงการนี้ถ้าเทียบกับอดีตที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์คือทำโครงการ ประกันรายได้ถือว่าน่าจะทำได้ดีอยู่แล้ว แต่โครงการประกันรายได้ถ้าชาวไร่ชาวนาจะมี การโกงกันบ้างก็ดีกว่าโครงการจำนำที่มีทั้งโรงสี ผู้ส่งออก และนักการเมืองโกง อันนี้ไปอ่านดู เอาเองนะครับ ผมเอาข้อเท็จจริงมาเล่าให้ฟัง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องน้ำท่วม เสียดายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็ไม่อยู่ วันนี้ผมสรุปเลยว่าอดีตที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ให้พี่น้อง เกษตรกรชาวนา ๔ เด้งครับท่านประธาน เด้งที่ ๑ คือช่วยชาวนา ๒,๐๙๘ บาทต่อไร่ เด้งที่ ๒ เนื่องจากโครงการประกันรายได้มีเงินส่วนต่าง ที่ผ่านมานั้นเกวียนหนึ่งได้เกือบ ๓,๐๐๐ บาท เด้งที่ ๓ น้ำท่วมบ้านได้ ๕,๐๐๐ บาท และเด้งที่ ๔ ได้พันธุ์ข้าว ผมทราบข่าวว่า ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอไปว่าขณะนี้ขอ ๒,๒๒๒ บาทต่อไร่ ซึ่งผมว่ามันน้อยไป เพราะว่าโครงการนี้คือโครงการจำนำของท่าน ท่านยังไม่บอกกับชาวนา เลยว่ามีเงินส่วนต่างหรือไม่ ถ้าบอกว่ายังมีเงินส่วนต่างในฤดูกาลนี้เราพอใจครับ แล้วท่าน อาจจะมีเงินน้ำท่วมบ้านช่วยชาวบ้านสักหน่อยหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่มีเงินส่วนต่าง คิดว่า อยากจะให้ท่านปรับเป็นอย่างน้อยสัก ๕,๐๐๐ บาท เพราะอดีตที่ผ่านมาท่านอภิสิทธิ์ ๒ ก้อนนี้ได้ประมาณ ๕,๐๐๐ บาท วันนี้ท่านได้แค่ ๒,๒๒๒ บาท ชาวนาบอกว่าน้อยเกินไป อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ฝากกับท่านไป

เรื่องที่ ๓ ที่จะบอกคือเรื่องโครงการบัตรเครดิต ท่านประธานครับ บัตรเครดิต ก็เป็นนโยบายที่หาเสียงเยอะมาก ผมอยากจะบอกอย่างนี้ครับว่าโครงการนี้มีสัญญาที่เป็น หลักฐานไว้เยอะ ถ้าจะระบุคน ทั้งจะดีเบทกัน ทั้งจะอะไรก็แล้วแต่ คือคุณพิชัย นริพทะพันธุ์ ซึ่งท่านอาจจะไม่อยู่ ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่ท่านต้องทำตามสัญญาคือเอกสารมีนะครับว่า

๑. ท่านต้องทำโครงการนี้ให้จบภายใน ๙๐ วัน วันนี้ท่านมีเวลานะครับ ถือว่า วันนี้เป็นวันเริ่มต้น หลังจากนี้ ๓ เดือนโครงการบัตรเครดิตชาวนาต้องเกิดขึ้น

๒. โครงการนี้เป็นเม็ดเงินเพื่อไปซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่คิดดอกเบี้ย ผมย้ำ กับพี่น้องเกษตรกรว่าต่อไปนี้รับบัตรเครดิตจำไว้เลยพี่น้องถ้ายังดูอยู่ว่าอย่าไปจ่ายดอกเบี้ย เพราะเขาสัญญาไว้ว่าจะไม่คิดดอกเบี้ย ฉะนั้นผมพวกเราทุกคนไปบอกกับเกษตรกรว่าอย่าไป จ่ายดอกเบี้ย

๓. เมื่อชาวนาได้ผลผลิตมาจำหน่ายก็จะหักเงินส่วนต่างที่กู้นั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อีก ๕ นาทียังไม่ โอเคครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

เสียจังหวะ ท่านประธาน เพราะผมบอกเจ้าหน้าที่ว่าบวกให้ผมอีก ๕ นาทีก่อน

ข้อที่ ๓ ก็คือว่าโครงการนี้หลังจากที่ตอนแรกไปกู้มา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของยอดแล้ว ท่านไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแล้ว เมื่อวันที่เอาข้าวไปเข้าร่วมโครงการได้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาท หักลบกันแล้วเอาเงินส่วนต่างที่เหลือกลับบ้าน ฉะนั้นต้องย้ำกับพี่น้อง เกษตรกรว่าไม่ต้องกลัวไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพราะเขาสัญญากับพวกเราไว้แล้ว มีปัญหา บอกพวกเรา ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ผมเชื่อว่าวันนี้ขณะนี้มีพี่น้องเกษตรกรดูอยู่

และสุดท้ายท่านสัญญาไว้ว่าเกษตรกรจะได้ซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกลง ต้องย้ำนะครับพี่น้อง ถ้าเอาบัตรเครดิตไปซื้อถ้าของแพงกว่าตลาดมาบอกพวกผม ผมจะ เข้ามาต่อว่าเป็นปากเป็นเสียงให้ แต่ได้ของดีราคาถูกไม่เป็นไรครับ ให้ผมมาเชียร์รัฐบาลให้ ก็ได้ และจุดสำคัญที่สุดต้องฝากรัฐบาลคือระวังเรื่องแก๊งบัตรเครดิตเพราะผมเชื่อว่าขนาด พี่น้องพวกเราทั่วไปใช้บัตรเครดิตยังเจอแก๊งบัตรเครดิตหลอกลวงคนชั้นกลางในเมือง แล้ววันนี้เกษตรกร ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนจะเป็นแหล่งทำมาหากินของ แก๊งบัตรเครดิตที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งรัฐบาลต้องช่วยดูแลตรงนี้

และประเด็นสุดท้ายที่วันนี้จะต้องคุยกัน ผมขอให้หน่วยโสตทัศนูปกรณ์ เนื่องจากว่าผมได้ขอเอาภาพฉายผ่านโปรเจคเตอร์ (Projector) ขอขึ้นได้เลยครับ หรือว่า เจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์หลับไปแล้ว ไม่เป็นไรขอกล้องซูม (Zoom) มาก็ได้ครับ อันนี้คือ หนังสือพิมพ์ อันนี้คือภาพข้อความข่าวจากหนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุน เมื่อวันที่ ๑๘ เดือน ๘ คือวันที่ ๑๘ สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหนังสือพิมพ์นี้ก็ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น วันนี้เป็นประเด็นที่ผมจะต้องมาพูด เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว และมันเกี่ยวข้องกับ หลักคิดที่ชื่อว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ มันสัมพันธ์กันครับเลยจำเป็นต้องเอามาพูด ถ้าแปล จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยผมให้คนช่วยแปลให้ เขาบอกว่าสรุปประเด็นคือทักษิณ มีกำหนดการเยือนประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ ๒๒ ถึงวันที่ ๒๘ สิงหาคม โดยนอกจาก จะพบปะกับผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคและนักธุรกิจในกรุงโตเกียวแล้ว ในวันที่ ๒๕ วันที่ ๒๖ ยังมีกำหนดการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ประสบภัยสึนามิ ซึ่ง ณ ที่นั่นคาดว่าเขาจะ เสนอพื้นที่นาในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าวให้กับชาวนาญี่ปุ่น มาทำนาในประเทศไทย ผมอยากจะบอกกับท่านประธานฝากไปยังนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นะครับว่า สิ่งที่ชื่อว่าทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ท่านจะทำตามนี้หรือเปล่า ผมว่ามันอันตราย อย่างน้อยชาวนาภาคเหนือตอนล่างไม่ว่าจะเป็นจังหวัดพิษณุโลกบ้านผม จังหวัดสุโขทัย ของท่าน ส.ส. สัมพันธ์ ท่าน ส.ส. นราพัฒน์ที่จังหวัดพิจิตร ท่าน ส.ส. สงกรานต์ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ท่าน ส.ส. อีกหลาย ๆ ท่าน สมบัติ ยะสินธุ์ เขาก็บอกไม่เอา เขาบอก คนบ้านเขาไม่เอา ไม่เอาให้ชาวนาญี่ปุ่นมาทำนาที่บ้านเขาเนื่องจากว่าขณะนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของชาวนาไม่มีที่ทำกิน ถ้าท่านเอาชาวนาญี่ปุ่นมาแย่งอาชีพชาวนาคนไทยแล้วอย่างน้อย ที่ทำกินของชาวนาไทยก็จะไม่มี ค่าเช่าที่นาก็แพงขึ้น สรุปแล้วชาวนาในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนล่าง ชาวนาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเขาบอกพวกเรามาว่าให้มาบอกด้วย ไม่เอา ไม่ต้องการ วิธีคิดที่ว่าทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ไม่ต้องการให้คนญี่ปุ่นมาแย่งอาชีพของพี่น้องเกษตรกร ชาวนาในประเทศไทย

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วง เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่กำลังอภิปรายท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การประชุมรัฐสภาแน่นอนครับท่านประธาน อภิปรายนอกประเด็นถึงแม้ท่าน จะอ้างทักษิณคิด เพื่อไทยทำ แต่สิ่งที่เพื่อไทยนำเสนอไม่มีการปลูกข้าว ไม่มีการเอาคนที่อื่น มาปลูกข้าวไปตรวจสอบนโยบายได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายพรรคเพื่อไทยหรือนโยบาย ของรัฐบาล ไม่มีประเด็นนี้ท่านประธานโปรดได้วินิจฉัยด้วยนอกประเด็นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอครับ คุณหมอวรงค์ครับ การแถลงนโยบายมันมีข้อบังคับที่ระบุถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะในข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๐๘ นะครับ แล้วก็ท่านพูดนอกกรอบของข้อ ๑๐๘ ก็ไปผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นะครับ ผมวินิจฉัยว่าท่านพูดนอกประเด็น เพราะฉะนั้นก็ขอให้เข้าสู่ประเด็นครับ ประเด็นนี้คงไม่อนุญาตให้พูดนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก และคำว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ มันคืออะไรท่านประธาน ก็ในเมื่อทักษิณคิดและทักษิณ ไปพูดที่ประเทศญี่ปุ่น ผมเห็นข่าวและเขาก็ส่งเมล์ (Mail) มาให้เราก็ตกใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นเนื้อหาที่ท่านพูด มันนอกประเด็นนะครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ครับ แล้วก็ผมวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นที่สุดตามข้อ ๔๕ เป็นเด็ดขาดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านปฏิบัติตามที่ผมได้วินิจฉัยเถอะครับ คงไม่อนุญาตให้พูด ประเด็นนี้ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าจริง ๆ แล้วผมต้องการความมั่นใจจากท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ท่านควรจะมาตอบว่า คำว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ที่ไปบอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าโต้แย้งเลยครับ ได้วินิจฉัยถือว่าเป็นที่สุด เป็นเด็ดขาด ตามข้อ ๔๕ แล้วครับ นโยบายที่จะเอาคนญี่ปุ่น มาทำนาทางเหนือไม่อยู่ในเล่มนี้เลยนะครับ ดูอย่างไรก็ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นท่านครับ เอาไว้ทำแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีนะครับ ท่านอยู่ในกรอบตามข้อ ๑๐๘ ครับ เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ดีเหมือนกัน เผื่ออย่างน้อยจะได้ให้พี่น้องสื่อมวลชน เพราะจริง ๆ เรื่องนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไปแล้ว ผมไม่ได้พูดเนื้อหานะครับ แต่ชี้ให้เห็นว่ามีการตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังคิดอะไรอยู่ หรือเปล่ากับพี่น้องเกษตรกร ผมอยากจะย้ำสุดท้ายท่านประธาน เพราะวันนี้ฟังดูแล้ว ไม่สบายจริง ๆ เศร้าใจ เพราะมีความรู้สึกว่าหลายเรื่อง หลายสิ่ง หลายอย่าง จริงอยู่วันนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ทำหน้าที่ พวกผมถึงพยายามว่าเรามีหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทน พี่น้องประชาชน แต่หลายอย่างคำตอบที่รัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนนั้นที่พูดมา มันบ่งบอกนัยว่า ท่านกำลังคิดจะหลอกลวงประชาชนหรือไม่ คำถามนะครับ ผมไม่ได้กล่าวหานะ เพราะว่า คำพูดหลาย ๆ คำพูด แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่พูดถึงเรื่องโครงการพักชำระหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท บอกเฉพาะ ธ.ก.ส. ชาวนาเกษตรกรเท่านั้น แต่ในเอกสารเขียนว่า เกษตรกรและคนยากจน เพราะคนจนในเมืองเยอะแยะไปหมด คือทำให้ผมวิตกกังวลว่า รัฐบาลชุดนี้กังวลว่าจะหลอกลวงหรือไม่ แต่ไม่เป็นไรนะครับท่านประธานครับ ผมบอกเลย นะครับว่า ๓ เดือนหลังจากนี้ไปถ้าทิศทางรัฐบาลหลอกลวง ผมจะไปเรียกว่ารัฐบาลชุดนี้คือ รัฐบาลยิ่งหลอก ไม่ใช่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ครับ และรัฐบาลชุดนี้คือ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ แล้วก็ เฉลิมตอบครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านจิรายุ ๗ นาทีครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานเบื่อเวลา ดูข่าวบ้างไหมครับ ผมกำลังจะพูดถึงข้อ ๘.๓ นะครับท่านประธานครับ ทำข่าวมาเกือบ ๒๐ ปีบางทียังเบื่อหน้าตัวเองเลยครับ เหตุผลก็เพราะว่าทุกวันนี้เรามีแต่รายการที่ชอบพูด คือพูดกันได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น คือถ้าชอบก็ชมกันจนลืมบ้านเลขที่ครับ แต่ถ้าเกลียดก็ด่ากัน จนลืมบ้านเลขที่เหมือนกันครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นที่ผมกำลังจะพูดนโยบาย ข้อ ๘.๓ ท่านประธานครับ พูดไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะกลับเข้ามาดูแล สื่อสารมวลชนของประเทศครับ ๒ นัยสำคัญครับท่านประธาน

นัยที่ ๑ ก็คือเรื่องของฮาร์ดแวร์ (Hardware) ท่านประธานรู้ไหมครับวันนี้ ช่อง ๑๑ ผมถามเจ้าหน้าที่หลายท่านครับ จานดาวเทียมใหญ่กว่าทาวน์เฮ้าส์ ๒ หลังนะครับ แต่ท่านไปดูสถานีโทรทัศน์ใหม่ ๆ ที่เขารายงานข้างล่างจานเท่าร่มนะครับท่านประธานครับ ไม่ว่ากันนะครับ พัฒนาฮาร์ดแวร์ดีอย่างไรก็แล้วแต่ครับ แต่ถ้าช่อง ๑๑ ยังมีรายการแปลก ๆ วัน ๆ ก็จะตามจับแต่คนทางไกล ด่าเช้าด่าเย็น ขุดรากเหง้าจนไม่รู้จะพูดอย่างไรครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงจะบอกท่านประธานว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศ ต้องแก้ไขทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปพร้อม ๆ กันครับ ผมเริ่มจากฮาร์ดแวร์ก่อนครับ ท่านประธาน เมื่อกี้ท่านสมาชิกจากฝ่ายค้านพูดถึงเรื่องของแท็บเล็ต ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าเทคโนโลยีสมัยนี้แท็บเล็ตมันสามารถส่งข้อมูลจาก อสมท. ได้ เขาเรียก กันว่าแอพพลิเคชัน (Application) ครับ ท่านประธานมีไอโฟน (iPhone) ไหมครับ ท่านประธานคลิกเข้าไปในแอพพลิเคชันนี่นะครับ ถ้าเข้าไปใน อสมท. แล้วสามารถส่งต่อ ผ่านวายฟาย (WiFi) ในระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปที่แท็บเล็ตได้ครับ เด็ก ๆ อยากรู้เรื่อง ดอกทานตะวัน อยากทราบว่าท่านประธานแต่งงานวันไหน เมื่อไร อย่างไร มีครอบครัวกี่คน คลิกเข้าไปดูได้ทันทีครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเทคโนโลยีแต่นั่นไม่ใช่ สาระสำคัญ เพราะสิ่งที่ใส่เข้าไปในแท็บเล็ตและผ่านวายฟายในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มันบีบอัดเป็นดิจิตอล (Digital) นี่ครับท่านประธาน มันมีเซอร์ไอแซก นิวตัน มันมีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ครับ มันมีดาวินชี่โค้ด เด็ก ๆ อยากรู้ภาพกิจกรรม เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์ ท่านประธานครับ คลิกเข้าไปเท่านั้นเองครับ ไม่ต้องให้คุณพ่อคุณแม่ขี่มอเตอร์ไซค์ ไปที่หอสมุดเสียค่าน้ำมันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นนี่คือเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ครับ ในเรื่องของฮาร์ดแวร์นะครับ

ในนโยบายข้อ ๘.๓.๑ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหยิบให้ท่านประธาน ได้อ่านนะครับ โลกอึ้งไทยจับมืออาเซียนบูมท่องเที่ยว อียูมึน หลังนักท่องเที่ยวแห่เข้าไทย คือทุกวันนี้เราดูแต่ข่าวในประเทศไทยครับท่านประธาน ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่า ปูตราจายาที่ประเทศมาเลเซียใกล้กับกรุงกัวลาลัมเปอร์เขาเจริญขนาดไหนครับ ศูนย์ข้าราชการเขาใหญ่โตขนาดไหน เราดูแล้วเราอยากเป็นไหมครับ ไม่ใช่วัน ๆ ก็จะทะเลาะกัน ฝ่ายค้านก็ด่าฝ่ายรัฐบาลก็ตอบโต้กันไปมา ไม่เคยคุยกันครับว่าประเทศไทยจะไปอย่างไร วันนี้ผมสนับสนุนรัฐบาลครับว่าถ้าเกิดท่านได้จับมือกับอาเซียน เอาละ ๑๑ ประเทศครับ ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน ประเทศ เวียดนาม อะไรก็แล้วแต่ในอาเซียนนี่นะครับ แล้วท่านแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารบ้างท่านจะรู้ ครับว่าเขานั่งรถไฟฟ้าจากโฮจิมินห์ซิตี้วิ่งถึงฮานอยไม่กี่ชั่วโมงครับ พอเราลุกปุ๊บเรารู้สึกมีพลัง ท่านประธานครับ รัฐบาลและฝ่ายค้านจับมือกันครับ อันไหนดีส่งเสริม อันไหนน่าสนใจทำไป ท่านประธานครับ นี่คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเชิงบวก ท่านประธานครับ และท่านประธานทราบไหมครับว่าในประเทศไทยมีสื่อมวลชนหลากหลายครับ ในรัฐบาล ชุดท่านทักษิณท่านก็กล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อครับ พอรัฐบาลชุดท่านอภิสิทธิ์ขออนุญาต ที่เอ่ยนามนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าแทรกแซงหรือเปล่า แต่ท่านไปดูสถานีโทรทัศน์หลายช่อง ที่เป็นของรัฐครับ ก็รายการของพวกท่านทั้งนั้นแหละครับ แล้ววันนี้พอเมื่อวานครับผมไม่ได้ อยู่ในห้องประชุมสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งครับก็พูดในที่ประชุมขอหารือกับ ท่านประธานวุฒิสภาบอกว่า นี่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาปุ๊บแทรกแซงสื่อ อย่างโน้นอย่างนี้ ท่านประธานครับ ที่นั่งอยู่นี่รัฐมนตรี ยังไม่รู้เลยครับดูแลสื่อหรือเปล่า ผมถามท่าน ตกลงท่านดูแลสื่อหรือเปล่า ท่านบอกยังไม่ได้รู้เลย ต้องรอแถลงนโยบายก่อน เพราะฉะนั้นท่านที่เคารพครับเป็นหน้าที่ของราชการครับ ไม่ว่ากันครับ แต่ผมเปลี่ยนชื่อ รายการได้ไหมครับ เป็น คลายทุกข์ชาวบ้าน ท่านประธานครับ รายการคลายอะไรก็ไม่รู้ นะครับทางช่อง ๑๑ แต่เอามาเป็นวิธีคิดแบบเชิงบวกได้ไหมครับ เอาละอะไรไม่ดีท่านว่ากันไป จบแล้วจบกันไป แต่อะไรที่เป็นของใหม่จับมือแล้วก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันให้โลก สื่อสารมวลชนมันไปได้อย่างดีท่านทำได้ไหมครับ ถ้าท่านทำได้ท่านก็จับมือฝ่ายค้านครับ ผมยังคิดกังวลเลยครับท่านประธาน ถ้าเกิดผมเป็นรัฐบาลแล้วเกิดวันดีคืนดี ผมไปบอกว่า ถ้ารายการนั้นรายการนี้ไม่ดีแล้วไปยกรายการหรือไปถอดรายการของเขา จะโดนด่าหาว่าแทรกแซงสื่อหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่พันธกิจของรัฐบาลเขียนชัดเจน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ช่อง ๑๑ ก็เขียนชัดเจนเป็นสื่อของรัฐ ช่อง ๙ อสมท. แม้จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐ มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์กิจการของรัฐเพื่อความมั่นคง ของประเทศ

เรื่องต่อมาท่านประธานครับ การสร้างดุลยภาพทางข่าวสารนะครับ พอมี เสื้อเหลือง เอเอสทีวี ท่านก็มีความสุขดีครับ แต่พอมีเสื้อแดงท่านไม่มีความสุขครับ นี่คือ การสร้างดุลยภาพทางข่าวสารครับท่านประธาน แน่นอนครับ คนดูเสื้อเหลืองก็เกลียด เสื้อแดง คนดูเสื้อแดงก็เกลียดเสื้อเหลือง แต่อนาคตประเทศไทยมันไม่ต้องมีแบบนี้ แล้วละครับ ทุกคนหล่อหลอมก้าวไปข้างหน้า เพราะเรารับเทคโนโลยีต่าง ๆ ครับ อสมท. มีศักยภาพทำได้ครับ นั่นคือฮาร์ดแวร์ครับ ซอฟต์แวร์ครับท่านประธาน ลูกชายผมตัวเล็ก ๆ ผมถามรู้จักซออู้ไหม เขาบอกไม่รู้ครับ ทุกวันนี้ท่านเปิดดูโทรทัศน์เลยครับ กดรีโมท (Remote) นะครับช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ กระโดดไปช่องเคเบิลเลยลืมช่อง ๑๑ และ ช่องไทยพีบีเอสท่านประธานครับ เกิดอะไรขึ้นล่ะครับ ก็แสดงว่ารายการน่าดูหรืออย่างไรครับ คนจึงกดรีโมทกระโดดครับ สมัยก่อนมีไอทีวีครับ ก่อนการปฏิวัติรัฐประหารยังพอดูข่าว ได้บ้าง ทุ่มหนึ่งกดไอทีวีดู เดี๋ยวนี้กดเลยไปโน่นเลยครับ คนชอบเหลืองก็ไปดูเอเอสทีวี คนชอบแดงก็ดูดีเอ็นเอ็นก็ว่ากันไป นี่คือประเด็นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการพัฒนา ซอฟต์แวร์ก็ดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นรายการอะไรก็แล้วแต่ ทางกระทรวงศึกษาธิการอธิบาย ได้ไหม แท็บเล็ตมันอัน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท จะไปให้มันหรูหราไฮโซแบบท่านสมาชิก ฝ่ายค้านพูดบอกว่าก็เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ บาท มันไม่ใช่หรอกครับ ๓,๐๐๐ บาท มันมีเซอร์ ไอแซก นิวตัน มีไอน์สไตน์ มีดาวินชี่ แค่นี้ก็บุญโขแล้วครับ ท่านประธาน ตกเย็น ๆ เด็ก ๆ ก็ร่ำเรียนก็กดเข้าไปเท่านี้ก็แฮปปี้ (Happy) แล้วครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ ผมอยากให้วันนี้ประเทศไทยพัฒนา ฮาร์ดแวร์ทั้งระบบที่เกี่ยวข้อง นี่ครับ แล้วนอกจากนั้นก็ขออนุญาตเสนอไปยังรัฐบาลครับ ผมเห็นด้วย ๓ ข้อครับ ท่านทำมานี่ ดีครับ สร้างดุลยภาพข่าวสารก็หมายความว่า ๑ คนพูดอีก ๑ คนต้องพูด ไม่ใช่อยู่ดี ๆ พอ ๑ คนพูด ไปบอกว่าสื่อทำอย่างนั้นสื่อทำอย่างนี้ น่าจะมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ท่านที่เคารพครับ ประเทศนี้สื่อเป็นของรัฐคือวิทยุและโทรทัศน์ครับ สิ่งพิมพ์ไม่สามารถ ดูแลเขาได้ครับ เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็ขออภัยด้วยนะครับที่อยากจะให้ ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความปรองดองจากการใช้สื่อมวลชนครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอเลื่อนไปประชุมต่อ พรุ่งนี้ครับ เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกาครับ ขอบคุณครับ

พักประชุมเวลา ๐๑.๐๐ นาฬิกา

ของวันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๘.๐๕ นาฬิกา

ของวันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

(เนื่องจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ติดราชการ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรียนท่านสมาชิก ในการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวานนี้ที่ประชุมก็ได้พิจารณาและอภิปราย ซักถามกันอย่างกว้างขวางนะครับ ท่านประธานในที่ประชุมเมื่อคืนนี้ก็เลยได้สั่งพักประชุม แล้วให้มาพิจารณาต่อในวันนี้เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อเลยนะครับ เริ่มจากฝ่ายสมาชิกวุฒิสภานะครับ ท่านเกชามาถึงหรือยังครับ ท่านจิตติพจน์ท่านสิริวัฒน์ ท่านรสนา ท่านวิชาญมานะครับ เชิญท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะของสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย แล้วก็ได้อ่านนโยบายในเอกสารที่แจกให้นะครับ ก็ขอชื่นชมในระดับหนึ่ง ว่ารัฐบาลนี้ก็พยายามที่จะทำความเข้าใจกับบริบทของประเทศไทยในวันนี้ โดยการเริ่มว่า ประเทศไทยมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี และมีการสะสมทางปัญญามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แล้วก็ขณะเดียวกันได้มีบอกว่าต้นทุนทางสังคมที่ได้สะสมมานั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ ประเทศเรามีภูมิคุ้มกัน แล้วก็พาประเทศมาสู่ความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองด้วยดีมาถึงวันนี้ อย่างไรก็ตามวันนี้เราก็ยังมีปัญหาอยู่แล้วก็สังคมเปลี่ยนแปลงโดยรวดเร็ว รัฐบาลบอกว่า จำเป็นจะต้องมีกรอบแนวคิดใหม่นะครับ ขณะเดียวกันก็เลยบอกว่าเรามีภาวะต้องการ เปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ แล้วก็ระบุว่าเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ประมวลจาก ต่างชาติแล้วก็ของเราเป็นแหล่งประกอบ ขณะเดียวกันก็มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แล้วก็ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับรากฐานของผู้มีรายได้น้อย และขาดโอกาสในการเพิ่ม รายได้ที่เป็นภาคเกษตร วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมนะครับ จากที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้อารัมภบทมาอย่างนี้ ผมก็หวังนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจะมีแนวคิดกรอบคิดใหม่ ที่คิดถึงประเทศไทยว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะมั่นคง เข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งท่านเองท่านก็ตั้งโจทย์ว่าจะนำประเทศไทยไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งนะครับ เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ผมอยากกราบเรียนว่าในบริบทอย่างนี้ประเทศไทยเราคงต้องกลับมาดูนะครับว่า ความเข้มแข็งของประเทศเราอยู่ที่ไหน จริง ๆ แล้วจากอดีตถึงปัจจุบันมันมีคำตอบ ที่เบ็ดเสร็จว่าประเทศไทยมีรากฐานที่สำคัญทางเศรษฐกิจอยู่ ๓ อย่างนะครับ ๑. ก็คือ เรื่องของการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร อันที่ ๒ เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว อันที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของภาคบริการ ถ้าเรามองว่าประเทศไทยมีฐาน ๓ อย่างอย่างนี้เราคงอาจจะต้อง ตั้งโจทย์หันหลังกลับนะครับ กลับมาดูว่าประเทศไทยที่เคยตั้งบริบทว่าเราจะพัฒนา อุตสาหกรรม เป็นประเทศอุตสาหกรรมนั้น ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า เราไม่สามารถทำได้ แล้วเราก็อาจจะไม่มีโอกาสทำได้นะครับ ก็น่าจะได้มีการกลับมา พิจารณาถึงปัจจัยเข้มแข็ง ๓ ประการที่น่าจะเป็นรากฐานยั่งยืนในการพัฒนาประเทศในอนาคต ก็ขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาว่าในอนาคตประเทศไทย อาจจำเป็นต้องมีการวางแผนกำหนดนโยบายที่ชัดเจนที่จะกลับมาดูใน ๓ ภาคส่วนนี้ก็คือ เรื่องของการเกษตร การท่องเที่ยว และการบริการ

หันมาดูเรื่องรายละเอียดในเชิงนโยนบายที่รัฐบาลได้เสนอต่อสภา นโยบาย เร่งด่วนนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าในประเด็นที่ ๑.๔ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ท่านพูดถึง เรื่องการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องการจัดการน้ำนี่นะครับ พูดมาทุกยุคทุกสมัยนะครับเรื่องการบูรณาการ แต่ตราบใดที่ทางราชการวันนี้ยังแตกเรื่อง ของภารกิจในการดูแลน้ำนะครับ ยังเป็นหน่วยงานประมาณ ๒๐-๓๐ หน่วยงานอยู่ใน กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย การบูรณาการย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นนะครับ ก็ฝากว่า

อันดับแรกนะครับเป็นไปได้ไหมที่จะตั้งกระทรวงน้ำ ขึ้นมาดูแลอย่างเป็น ระบบ

อันที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องก็คือเรื่องของการรวมงบประมาณน้ำนะครับ เอาแผนน้ำ ทั้งหมดมาดูแล้วเอางบประมาณทั้งหมดมาดูเพื่อจะให้เห็นชัดนะครับว่าการบริหารจัดการน้ำ เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร

นอกจากนี้มีประเด็นเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตในข้อ ๑.๘ ที่เขียนว่า ๑.๘.๑ เรื่องการพักหนี้ครัวเรือนเกษตรกร ผมเองผมเห็นด้วยนะครับในเรื่องการพักหนี้ แต่ประเด็นคำถามของผมก็คือว่าถ้าเรามอง ย้อนกลับไปเรื่องพักหนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ เริ่มตั้งแต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มาถึงวันนี้ รัฐบาลที่แล้วก็มีพักหนี้ รัฐบาลใหม่ก็บอกจะพักหนี้อีก ผมก็เลยสงสัยว่าเราจะ พักหนี้ต่อเนื่องหรืออย่างไร วันนี้เกษตรกรยังไม่เข้มแข็งหรืออย่างไร วันนี้ผู้มีรายได้น้อย ยังไม่เข้มแข็งหรืออย่างไร จึงจำเป็นต้องมีการพักหนี้อย่างต่อเนื่องอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้น ผมเห็นว่ากระบวนการดำเนินการเรื่องการพักหนี้นี้ไร้ซึ่งประสิทธิภาพมาแต่ต้น เพราะฉะนั้น ขอฝากประเด็นนี้กลับไปดูด้วยนะครับ นอกจากนี้ในเรื่องของการยกระดับราคาสินค้าเกษตร และให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน ผมเห็นด้วยใน ๑.๑๑ นี้ว่าในเรื่องของการยกระดับราคา สินค้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกร แต่ห่วงว่าจะทำได้หรือไม่ อย่างไร เพราะที่ผ่านมาก็มี ข้อกังวลอยู่ ๓ ประการนะครับ

ประการที่ ๑ เรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบในโครงการอย่างนี้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของการสวมสิทธิของประเทศเพื่อนบ้าน อย่าลืม ว่าประเทศเราเป็นพรมแดนค่อนข้างเปิด แล้วก็ภายใต้พันธกรณีเรื่องของเอฟทีเอ (FTA) เรื่อง ของการค้าเสรีจะเปิดช่องให้มีการสวมสิทธิหรือไม่ อย่างไร

แล้วสุดท้ายก็คือในเรื่องของการปลูก การขยายการปลูก เพราะว่าถ้ารัฐบาลนี้ จำนำข้าวในราคาเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ประเด็นปัญหาก็คือว่าเกษตรกรที่ปลูกพืช อย่างอื่นจะหันกลับมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้วก็จะเป็นภาระปัญหาหรือไม่ แล้วก็ อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าอยากจะฝากรัฐบาลไปคิดโจทย์ต่อเนื่องว่าถ้าข้าวเปลือกเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวสารถ้าเรามองจากปัจจุบันข้าวเปลือกอยู่ที่ ๙,๖๐๐ บาทต่อตัน ก็จะมี ปัญหาว่าราคาข้าวสารตอนนี้อยู่ประมาณกระสอบละ ๑,๕๐๐ บาท แต่ถ้าขึ้นไปเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ผมลองคำนวณในอัตราส่วนเดียวกันข้าวสารก็จะเป็น ๒,๕๐๐ บาท ต่อกระสอบ ถามว่าเมื่อ ๒,๕๐๐ บาท แล้วท่านคิดต่อไปหรือไม่ว่าชาวบ้านจะรับได้ไหม ต่างประเทศจะรับได้ไหม ถ้ารับไม่ได้ท่านจะทำอย่างไร มันไม่ใช่แค่คิดว่าจำนำได้ในราคา เป้าหมายแล้วนโยบายก็สำเร็จ มันควรจะคิดต่อไปด้วยว่าหลังจากนั้นแล้วจะมีอะไรต่อไป นอกจากนี้ก็คงจะเข้าสู่ในเรื่องของนโยบายหลัก ในเรื่องเศรษฐกิจมหภาค ท่านพูดไว้ ๓.๑.๒ แล้วก็ ๓.๑.๓ ในเรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน แล้วก็พัฒนาระบบ สถาบันการเงินในประเทศให้รับผิดชอบด้วยค่าบริการที่ต่ำและบริการที่มีประสิทธิภาพ คำถามของผมก็คือว่าวันนี้ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ อยู่ระหว่าง ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นมาตั้งแต่หลังเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี ๒๕๔๐ ตอนนั้น สถาบันการเงินมีปัญหา รัฐบาลก็ขยายช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยนี้จาก ๒ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ขยับอยู่ระหว่าง ๔ กับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นปัญหาก็คือว่าเมื่อไร จะลดลงมา วันนี้สถานการณ์การเงินในปีที่แล้วกำไรอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของสถาบันการเงิน ฉะนั้นขอฝากท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้โปรดพิจารณาในเรื่องประเด็นดอกเบี้ยนี้ด้วย

มาถึงเรื่องของการเกษตร อยากจะเรียนว่าเรื่องปรับโครงสร้างนั้นผมคิดว่า เป็นงานหนักแต่ก็เป็นประโยชน์กับเกษตรกร มีปัญหาในส่วนของภาคเกษตร (๒) เรื่องการเพิ่ม ประสิทธิภาพโดยการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ พัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านโรค เรื่องแมลงศัตรูพืช ทั้งหลาย ประเด็นคำถามก็คือว่าวันนี้มีสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรอยู่ ๔ ชนิดที่ทั่วโลก เขาเลิกใช้แล้วแต่ประเทศไทยเรายังใช้อยู่ ก็ขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ได้โปรดพิจารณาอย่าไปรอเลยครับว่าต้องวิจัยก่อน มันมีผลวิจัยอยู่ทั่วโลก แล้วที่สามารถใช้ได้ ในเรื่องของการผลิตปศุสัตว์วันนี้มีปัญหาครับ ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่ม ศักยภาพตามที่เขียนวันนี้ ประเด็นปัญหาก็คือว่าวันนี้วงการปศุสัตว์ของไทยอยู่ภายใต้ร่มเงา ของยักษ์ใหญ่ครบวงจรที่เป็นปัญหา ผมอยากจะถามรัฐบาลว่าทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะรื้อโครงสร้างนี้อย่างไร ในเรื่อง การประมงเขียนไว้ค่อนข้างดีครับแต่ยังมีปัญหาก็คือว่าในเรื่องของการประมงนอกน่านน้ำ ดูเหมือนว่ายังมีประเด็นปัญหาที่ไม่เข้าใจอยู่ว่าวันนี้กองเรือประมงน้ำลึกนั้นไม่สามารถเกิดขึ้น ได้แล้ว จำเป็นต้องมีการตั้งกองทุน จำเป็นต้องมีการแก้กฎหมาย ดังนั้นก็ขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย ขออีกนิดเดียวครับ ในเรื่องของ การเพิ่มมูลค่าวันนี้มีความจำเป็นต้องมีการใส่เงินวิจัย ขอฝากรัฐบาลพยายามดูแล เรื่องการวิจัยที่จำเป็นต้องใส่เงิน ไปพัฒนาสินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมก็ดี เป็นการต่อยอด เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ผมอยากยกตัวอย่างไปดูที่ภูเก็ต เอาเป๋าฮื้อไปวิจัยทำคอลลาเจน (Collagen) แตกออกไปทำเป็นยา ทำเป็นเครื่องสำอาง ที่นอกจากภาคเกษตรไปเลย เรามีวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้จากการเกษตรเยอะแยะที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ แต่จำเป็นที่ รัฐบาลต้องช่วยด้วยการใส่เงินวิจัย ด้วยเวลาอันจำกัดผมขออนุญาตจบเพียงเท่านี้ก่อน ขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายเกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะขออภิปรายนโยบายเร่งด่วนที่เริ่มดำเนินการในปีแรก ข้อ ๑.๑๑ หน้า ๙ เป็นนโยบายที่เกี่ยวกับการจำนำข้าว รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายชัดเจนว่า ต้องการที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตร และให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดูแลสินค้า เกษตรให้มีเสถียรภาพเหมาะสมโดยคำนึงถึงกลไกราคาตลาด ในขณะเดียวกันยืนยัน ชัดเจนว่าจะมีการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและหอมมะลิในราคาตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับนะครับ ตอนที่ท่านหาเสียงไว้ชัดเจนนะครับ ท่านรับปากไว้ ๓ เรื่อง

เรื่องแรกท่านพูดในหลายเวที ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีเองและสมาชิกท่านอื่น ว่าจำนำทุกเม็ด ข้าวทุกเม็ด ๓๒ ล้านตันข้าวเปลือก จำนำทุกเม็ด

ประการที่ ๒ ยืนยันไว้ชัดเจนเหมือนกันว่าจะเริ่มดำเนินการในฤดูเกี่ยวข้าว ที่จะถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้

ประการที่ ๓ ท่านพูดไว้ชัดเจนเหมือนกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ส่งออกข้าวอันดับ ๑ ของโลก เราสามารถที่จะทำให้ราคาสูงขึ้นได้ เรื่องนี้ผมจำแม่นครับ แล้วผมก็จะรอดูผลงานว่าให้ท่านทำเลยครับ เพราะไม่ดังก็ดับเลยครับ ผมต้องเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ยืนยันไว้อย่างนี้ผมยืนยันกับท่านว่าผมไม่เชื่อว่าทำได้ เหตุผล ที่ผมบอกว่าไม่เชื่อมี ๒ ประการ

ประการแรก ถ้าท่านมองย้อนหลังไป ๓๐ ปี ราคาข้าวในตลาดโลก มีบ้างไหม ที่ประเทศไหนในโลกนี้ที่สามารถที่จะมีมาตรการภายในประเทศที่ทำให้ราคาข้าวขยับขึ้นได้ ไม่มีครับ เงินที่ใช้ในการดูแลหรืออุดหนุนภาคเกษตรทั้งหมดในโลกนี้ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ มีการศึกษาไว้ชัดเจน ไม่มีมาตรการใดเลยนะครับ ประเทศใหญ่ ประเทศเล็ก ประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา ที่สามารถที่จะทำให้ราคาข้าวขยับในตลาดโลกได้ ราคาข้าวในตลาดโลก ขยับด้วยเหตุผลง่าย ๆ นิดเดียวดูสต็อก สต็อกนี่ถ้าสต็อกรวมในตลาดโลกมันสูงราคาตก สต็อกต่ำราคาขึ้น แล้วสต็อกนี้ก็เป็นผลมาจากดินฟ้าอากาศ การแปรปรวน การเพาะปลูก แล้วก็ในหลัง ๆ นี้ก็มีเรื่องการปลูกพืชน้ำมัน พืชพลังงานมาทดแทนพื้นที่เพาะปลูกพืชที่เป็น อาหารแค่นี้ครับ ไม่มีมาตรการใดเลย เรื่องนี้บางท่านบอกให้ผมถึงขนาดท้าเอาตำแหน่งเป็น ประกันนะครับ แต่ผมไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ ผมเชื่อว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแล ภาคเศรษฐกิจท่านเป็นคนมีจิตสำนึกดีครับ ถ้าท่านทำไม่ได้ท่านลาออกเองครับ แต่ผมจะคอย เฝ้าดู ผมเชียร์ให้ท่านทำนะครับ เชียร์ให้ท่านทำจริง ๆ เลยครับ แล้วถ้าได้ผมจะปรบมือ ให้ครับ เรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้สำคัญมากครับ แต่ผมวันนี้ไม่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในที่นี้ ไม่เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่ที่นี้ ผมไม่เห็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจอยู่ ที่นี้เสียดายครับ สำคัญมากเรื่องที่ผมจะพูดต่อไป เพราะว่าจะกระทบต่อสถานะทางการคลัง จะกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ ของไทย กระทบต่อเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศและอาจจะกระทบไปถึงเศรษฐกิจ ภาพรวมของประเทศได้ เรื่องจำนำไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เราทำมาทุกยุคทุกสมัยผมว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการจำนำมีไม่กี่เรื่องนะครับ

เรื่องแรกคือ สร้างเสถียรภาพให้กับราคา ไม่ใช่เป็นการไปแทรกแซงราคา ตลาด ราคาจำนำในอดีตปกติอยู่ประมาณร้อยละ ๘๐ ของราคาตลาด ผลผลิตที่มันออกมา มาก ๆ พร้อม ๆ กันของสินค้าเกษตรนี่นะครับ แล้วกระจายสินค้าได้ยาก พูดง่าย ๆ ใช้วิธี จำนำให้เกษตรกรสามารถที่จะมีเงินส่วนหนึ่งที่ไปปลดเปลื้องหนี้ หรือลดภาระดอกเบี้ย ข้าวยังเป็นของเกษตรกรนะครับ ยังไม่เป็นของรัฐบาลนะครับ ในอดีตที่เราจำนำมานี่นะครับ ผมให้ตัวเลขท่านเลยนะครับ ปี ๒๕๔๘ จำนำก็ต่ำกว่าราคาตลาด ข้าวเปลือกขาว ๗,๙๐๐ บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ปี ๒๕๔๙ เช่นกันครับ ๗,๕๐๐ บาท และ ๙,๐๐๐ บาทตามลำดับนะครับ พอมาปี ๒๕๕๑ นะครับ ท่านใช้นวัตกรรมครับ จำนำสูงกว่าราคาตลาดประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปีนั้นนะครับ แต่ไม่มากนัก ไม่เหมือนตอนนี้ครับ ไม่เหมือนนโยบายวันนี้ครับ ผลที่เกิดขึ้นในตอนนั้นนะครับ ผมนั่งอยู่กรรมาธิการการพาณิชย์ ตรวจสอบข้อมูลชัดเจน ตอนนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีมาแล้วนะครับ ยินดีนะครับ ผมตรวจสอบชัดเจนนะครับ ตอนนั้นใช้เงินในการแทรกแซงและรับจำนำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ปี ๒๕๕๑ ปีเดียวนะครับ ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร สต็อกเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วเลย สต็อกของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจาก ๒.๗ ล้านตัน เป็นเกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ภายในไม่กี่เดือนรัฐบาลท่านสมชายตอนนั้นนะครับ ขายข้าว ๒ ล็อต (Lot) วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ และ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ท่านดูให้ดีนะครับ ตอนนั้นขายไป ๒ ล็อตนี่นะครับขาดทุนครับ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขผมมีหมดนะครับ ถ้าท่านอยากได้ ตัวเลข ผมยินดีเอาให้ท่านครับ แล้วก็มันมีเรื่องระบบโควตา เกิดการทุจริตขึ้น รายใหญ่ ได้ประโยชน์ รายเล็กเข้าไม่ถึง และช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้อานิสงส์จากโครงการรับจำนำ ในครั้งนั้น ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้นเอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนายืนยันว่า ระบบจำนำถึงมือเกษตรกรแค่ ๑ ใน ๓ ๑ ใน ๓ เท่านั้นครับ มีการสวมสิทธิข้าวของประเทศ เพื่อนบ้าน มีการประเมินไว้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ตันในครั้งนั้น ผมเสียดาย ที่รัฐบาลอาจจะไม่คุ้นเคยกับโครงการประกันรายได้นะครับ เมื่อวานท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็พูด บางครั้งก็พูดประกันราคา บางครั้งก็พูดประกันรายได้ ไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าเราเข้าใจ ตรงกันนะครับ ประกันรายได้มีปัญหาบ้างผมยอมรับ ถ้าโกงกันในระดับชาวบ้านเสียหาย น้อยนะครับ แก้ไม่ยากปรับปรุงได้ แต่ระบบจำนำสูญหายไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ในระบบ มีการสวมสิทธิแน่นอนที่สำคัญนี่นะครับ โครงการประกันรายได้ ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ ท่านทราบไหมครับ ๗ เดือนที่ผ่านมาเราส่งออกข้าวเดือนละล้านตันไม่มีปัญหานะครับ รัฐบาลไม่ต้องมีสต็อก รัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณ ถือสต็อกไว้แล้วขายขาดทุนนะครับ แต่ที่สำคัญที่สุด ประเด็นที่ผมจะพูดกับท่านในวันนี้ก็คือว่าท่านดูเรื่องกฎระเบียบ ระหว่างประเทศดีแล้วหรือยัง เราเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เราลงนามในความตกลง ว่าด้วยการพัฒนาและภาษีศุลกากร ปี ๒๕๓๗ ในปีนั้นนะครับ ทุกประเทศที่เข้าไปเป็น สมาชิกยืนยันว่ามาตรการใดที่ใช้ในการแทรกแซงราคาตลาดนี่นะครับ ทำสิ่งใดไว้หยุดแค่นั้น ใช้เงินเท่าไรหยุดไว้แค่นั้น และใน ๑๐ ปีต้องลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยตอนนั้น มีมาตรการเดียวครับ จำนำ แล้วก็ใช้เงิน ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท พอถึง ๒๕๔๘ เราใช้เงิน เกินประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทไม่ได้จะขัดกฎระเบียบระหว่างประเทศ แล้วมาตรการ ที่เรามีก็คือมาตรการจำนำ มีข้อยกเว้นครับ มีข้อยกเว้นบอกว่าท่านอาจจะทำได้เหมือนกัน แต่ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตทั้งประเทศ ซึ่งหมายความว่า ณ วันนี้ท่านอาจจะทำได้ไม่เกินประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท การไปแทรกแซงราคาถ้าทำให้ราคาต่ำกว่าราคาตลาดก็ผิด ถ้าทำให้ราคา สูงกว่าตลาดก็ผิด ต่ำกว่าตลาดถ้าท่านส่งออกก็คืออุดหนุนการส่งออก สูงกว่าราคาตลาดก็คือว่า ท่านไปซื้อราคาต่ำ รัฐบาลซื้อราคาต่ำ ไปส่งออกในราคาที่เสียหาย ราคาที่สูง สมมุติ ถ้าท่านจำนำในราคาที่สูงจริง ๆ ก็เพิ่มผลผลิตเกินกว่าปริมาณปกติก็ผิดอีกเหมือนกันนะครับ มีคดีท่านไปดูได้เลยนะครับ แม้กระทั่งประเทศใหญ่ ๆ เช่นสหรัฐอเมริกาก็ต้องจ่ายเงินนะครับ โดนฟ้องนะครับ คดีฝ้ายครับ บราซิลฟ้อง เสียเงินครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่ท่านกำลัง จะทำ ๒๓.๕ ล้านตันข้าวเจ้า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตันข้าวหอมมะลิ ใช้เงินทั้งหมด ๔๗๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะว่าวันนี้ราคาตลาดอยู่ที่เกวียนละ ๑๑,๐๐๐ บาท ข้าวเปลือกเจ้านะครับ ข้าวหอมมะลิอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านรับจำนำ พูดง่าย ๆ ตันหนึ่งเกินกว่าราคาตลาด ๕,๐๐๐ บาท ไม่มีคนไหนจะมาซื้อจากตลาดหรอกครับ ซื้อจาก รัฐบาลอย่างเดียว รอซื้อจากรัฐบาลอย่างเดียวนะครับ ผมคำนวณง่าย ๆ ใช้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะต้องขายขาดทุนทันที ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามก็มีอยู่ว่า ๑. เอาเงินมาจากไหน ๒. ขาดทุนเลยใช่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องถามต่อไปด้วยครับ ผิดกฎระเบียบ องค์การการค้าโลกไหม ถ้าผิดมีประเทศอื่นไปร้องเรียน ประเทศไปร้องเรียน ตั้งกรรมการ มาสอบ สอบเสร็จพบว่าเราผิด เราจ่ายเงินชดเชย เราไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยเกิดอะไรขึ้นครับ เขาตอบโต้ทางการค้าได้ทันที แล้วเขาไม่จำเป็นต้องตอบโต้ในเรื่องข้าวนะครับ เขาเลือกรายการ สินค้าใดก็ได้ตอบโต้ประเทศไทย หมายความว่าอุตสาหกรรมบางอย่างอาจจะขายสินค้าไม่ได้ คนตกงานท่านจะว่าอย่างไร ผมเรียนท่านจริง ๆ นะครับ ตอนนี้ทั้งโลกจับตาดูท่านอยู่ครับว่า มาตรการนี้จะนำไปสู่อะไร ถ้าทำอย่างที่เขียนไว้ในนโยบาย ท่านตอบผมนิดหนึ่งครับ เรื่องกฎระเบียบระหว่างประเทศ ท่านดูดีแล้วหรือยังนะครับ ตอนนี้ปี ๒๕๕๑ เราเลี่ยง ไม่ยอมบอกองค์การการค้าโลกว่าเราแทรกแซงไปเท่าไร เขาทวงถามนะครับ วันนี้เขาตั้งโต๊ะ รอท่านอยู่แล้วครับถ้าท่านทำมาตรการนี้นะครับ ทวงถามแน่นอนครับ แล้วก็การสวมสิทธิ ตอนนี้ประเมินว่าอาจจะมีการสวมสิทธิจากประเทศเพื่อนบ้านกว่าล้านตัน เพราะผลผลิตของ เพื่อนบ้านสูงขึ้นไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกำลังจะบอกสภาแห่งนี้ว่าท่านกำลังจะทำ นโยบายที่ใช้เงิน ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำแล้วขาดทุนทันที ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำแล้ว เข้าข่ายละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ เสี่ยงต่อการตอบโต้ทางการค้า คนตกงานได้ แล้วในที่สุดครับ คนไทยกินข้าวแพงกว่าราคาตลาดโลก คนไทยอาจจะหันไปกิน ข้าวเวียดนาม ข้าวเขมรก็ได้ครับ เพราะมันถูกกว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้นล่ะครับ ท่านกล้าทำ กล้าคิด ท่านต้องกล้ารับผิดชอบนะครับ ขอให้ท่านกล้าอธิบายให้สภาแห่งนี้ว่า ท่านมีมาตรการใดรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างเช่นนี้ ต่อสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมต้องขอความกรุณานะครับ ขอความกรุณาให้รักษาเวลาด้วยนะครับ เพราะว่าเรามีเพื่อนสมาชิกยังไม่ได้อภิปราย อีกเยอะมากเลยครับ ต่อไปเป็นฝ่ายสมาชิกวุฒิสภานะครับ ท่านสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ๑๐ นาทีครับ

นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสาคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด สมุทรสาคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะอภิปราย ๒ เรื่องครับ เกี่ยวกับนโยบายที่ทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้นะครับ

เรื่องแรกเป็นข้อ ๑.๘.๒ เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็น วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท ความจริงแล้วเมื่อวานที่ผ่านมาก็มีการถกเถียงว่ารายได้ ไม่เกี่ยวกับค่าจ้างครับ ผมเองได้รับฟังจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขออนุญาตที่ได้เอ่ยชื่อท่านนะครับ ท่านได้ชี้แจงว่ามันไม่เกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำนะครับ ผมก็รู้สึกสบายใจครับ เพราะว่า ผู้ประกอบการเอง ผมเองอยู่ในคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม ผมเป็นประธานอยู่นะครับ แล้วก็ทางผู้ประกอบการได้มีความกังวลในเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำมากนะครับ แล้วให้ผมได้จัดการสัมมนา ผมได้สัมมนาเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาหรือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านนี้เองที่รัฐสภาแห่งนี้ที่อาคาร ๒ เราได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับเรื่องแรงงานไม่ว่าจะเป็นทางผู้ใช้แรงงาน ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทางสภาหอการค้าและผู้ประกอบการต่าง ๆ เราไม่คาดว่าจะมีผู้มาร่วมสัมมนาเป็นจำนวนมาก ถึง ๔๐๐ กว่าท่านนะครับ ซึ่งผมเองก็เข้าใจว่าผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเข้าใจว่าเป็นค่าแรง ขั้นต่ำจริง ๆ นะครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วผมก็มีความสบายใจว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่าไม่เกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำนะครับ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องดีครับไหน ๆ วันนี้ ผมได้อภิปรายเรื่องนี้ก็เลยอยากจะสรุปผลของการสัมมนาให้ฟังด้วยว่าผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ไม่ขัดข้องในการที่จะขึ้นค่าแรงเป็น ๓๐๐ บาท แต่ว่าควรจะทำแบบเป็นขั้นบันได เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่านขึ้นวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ผมคิดว่าเดือดร้อนแน่นอนครับ ผมก็ฝากท่านที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับว่าถ้าท่านจะปรับเป็น ๓๐๐ บาท ผู้ประกอบการ ไม่ขัดข้องครับ เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยเพราะว่าอยากให้ผู้ใช้แรงงานได้มีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วยนะครับ เพราะว่ามีการหมุนเวียนของเงินผมก็สนับสนุน แต่ขอให้ขึ้นเป็นขั้นบันได ระยะเวลาขึ้นอาจจะใช้เวลาสัก ๒-๓ ปี เพราะว่าอย่าลืมว่าการที่ ท่านจะปรับทีเดียว ผู้ประกอบการรับไม่ได้เพราะว่ายังมีแรงงานซึ่งอยู่ในฝั่งที่ทำงานมา ๕-๖ ปี แต่เพิ่งจะได้รับเงินเดือนหรือรายวันได้วันละ ๓๐๐ บาทเอง ตรงนี้คือปัญหาครับ แต่ท่านค่อย ๆ ทำแล้วก็ผมคิดว่าผู้ประกอบการคงจะปรับตัวได้ ผมก็ขออภัย เพื่อว่าท่านสามารถทำได้แต่ขอให้ใช้เวลาหน่อย เรื่องแรงงานผมก็คงจะขอผ่านไปนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องข้อ ๔.๒.๗ เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดมาตรการ ที่เหมาะสมในการควบคุมการเข้าทำงานของแรงงานต่างด้าว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผมดีใจมากที่ทางคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ได้นำเรื่องนี้เข้ามา ผมเองอยู่ในจังหวัด สมุทรสาครนะครับ มีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวมากจริง ๆ ครับ แรงงานต่างด้าวนี้นะครับ เข้ามาครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ นะครับ ดูเหมือนว่าจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดต้น ๆ ที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวนะครับ สมัยก่อนนี้เราจะใช้เฉพาะกิจการประมง ซึ่งกิจการประมงนี้ เป็นงานหนักคนไทยไม่ทำครับ ก็ทำให้ต้องใช้แรงงานต่างด้าวมาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน แต่ขณะนี้เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเริ่มดี ประเทศไทยมีการพัฒนาไป การใช้ แรงงานต่างด้าวนี้ครับ เดี๋ยวนี้ใช้เกือบทุกภาคส่วนเนื่องจากมีการขยายเศรษฐกิจของประเทศไทย เติบโตตามกำลังของทั่วโลกทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน แล้วผมเองก็เคยอยู่ใน คณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภานะครับ ผมก็เคยสัมมนาเรื่อง แรงงานต่างด้าวนะครับ ซึ่งแรงงานต่างด้าวนี้มีปัญหามากเลยครับ ผมแทบไม่เชื่อนะครับว่า เราไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงของแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยนะครับ ทุกหน่วยงาน ให้ข้อมูลไม่ตรงกันเลยครับ ทางกระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลอย่างหนึ่ง ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลอย่างหนึ่ง ตำรวจ ก็อีกอย่างหนึ่ง ผมเลยไม่ทราบว่าข้อมูลที่แท้จริงเท่าไร แม้แต่ในจังหวัดสมุทรสาครเอง มีแรงงานไปรายงานตัวประมาณแสนคนเศษนะครับ แต่ผมคิดว่ามีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ที่ประมาณดูนะครับ เพราะเนื่องจากขณะนี้ในจังหวัดสมุทรสาคร ภาษามอญเขียนเต็มเมือง เลยครับ แม้แต่เครื่องเอทีเอ็ม (ATM) ของบางธนาคารยังใช้ภาษามอญเลยครับ ก็แสดงว่า มีแรงงานต่างด้าวมากจริง ๆ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับชาติ ไม่ใช่ให้เฉพาะ บางกระทรวงมาแก้นะครับ ตอนนี้ผู้ที่รับหน้าที่แก้คือกระทรวงแรงงาน ซึ่งผมคิดว่ากระทรวง แรงงานก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ยังมีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวง อุตสาหกรรม เยอะแยะครับ เรื่องนี้จริง ๆ ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปทาง ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมอยากให้ท่านมาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมาทุก ๆ รัฐบาลมอบให้รองนายกรัฐมนตรีมาดูแลเรื่องนี้ บางปัญหามันต้องใช้ การตัดสินใจเด็ดขาดอย่างทันท่วงที ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้า แล้วเราแก้ปัญหา เดี๋ยวก็ต่ออายุ เดี๋ยวก็ต่ออายุ ต่อมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วครับ ผมเองก็ทราบว่ามีการต่ออายุก็ดีใจกับผู้ประกอบการ แต่จริง ๆ แล้วอยากจะให้แก้ไขให้เบ็ดเสร็จ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเกิดยังปล่อยเรื่องนี้ มีปัญหา ทางสังคมแน่นอนครับ ท่านทราบไหมครับว่าตอนนี้ผู้ใช้แรงงานที่มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ ถ้ามีลูกนะอายุ ๒๐ กว่าปีแล้วครับ แล้วพวกนี้ไม่มีสัญชาตินะครับ ไม่มีใบอะไรทั้งนั้น แล้วก็ เรียนตรง ๆ ว่าเวลามีปัญหาก็สืบจับยากมาก จริง ๆ แล้วปัญหาแรงงานต่างด้าวเป็นปัญหา เรื้อรัง ผมอยากให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องระดับชาติ ท่านต้องลงมาดูเองเลยเรื่องนี้ ผมอยากจะให้ท่านมาเห็นปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะ จังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่ใกล้กรุงเทพฯ มากนะครับ ท่านไปดูได้ทุกวันครับว่าท่านจะแก้ไข อย่างไร ผมก็ฝากเลยครับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้อย่างไรขอให้เรื่องแรงงานต่างด้าวพยายาม แก้ไขให้ได้จริง ๆ แล้วท่านจะได้รับคำชมเชยจากทุกภาคส่วน เพราะจริง ๆ แรงงานต่างด้าว เรากระจายไปทั่วประเทศแล้วนะครับ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสมุทรสาคร ไม่ว่ากรุงเทพฯ หรือทางเหนือ ทางใต้ มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าหรือมอญเยอะมาก ๆ แม้แต่อีสาน ก็มีนะครับ ชายแดนทางด้านกัมพูชา หรือว่าทางด้านลาวก็มีครับ ผมเองก็ไปดูสมัยที่อยู่ แรงงานผมก็ได้ไปดูเกือบ ๆ ทุกส่วน ไม่ว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องไหนผมก็ไปดู ซึ่งปัญหา มันเรื้อรังครับ ถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติ ผมก็ขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เมื่อท่านได้ มีนโยบายในเรื่องนี้แล้ว ขอให้เห็นแก่คนไทยนะครับ เพราะว่าเราจะได้แยกว่าคนไหนเป็น คนไทย เพื่อความชัดเจนของการดำเนินชีวิต ผมคิดว่าการอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขต้องให้ เขามาอยู่บนดินนะครับ ตอนนี้อยู่ใต้ดินมากเลยนะครับ ก็ขอฝากคณะรัฐมนตรีได้นำเรื่องนี้ ถือเป็นวาระแห่งชาติเพื่อการแก้ไข แล้วผมเองก็จะขอบคุณแทนผู้ประกอบการที่มีปัญหานี้ เรื้อรังมาก ๆ นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราไม่แก้ไข อีกหน่อยยากจะแก้ไข เหมือนฝีนะครับ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วถ้าเราไม่บ่งให้มันดีมันก็จะแตกนะครับ ผมก็ขอนำเสนอ ๒ เรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ทราบท่านไตรรงค์อยู่ไหมครับ ท่านไตรรงค์อยู่ไหมครับ ท่านวิฑูรย์ นามบุตร เชิญท่านอนุชา บูรพชัยศรี ครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้กับวันนี้เรามีการพูด เรามีการอภิปรายกันในเรื่องของนโยบายของคณะรัฐมนตรี ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรา ๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดไว้ว่าคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารราชการ แผ่นดินจะต้องชี้ให้ชัดว่าจะดำเนินการอะไรบ้าง ในระยะเวลาเท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็น นโยบายที่ได้มีการพูดเอาไว้ หรือได้มีการรณรงค์หาเสียงกันไว้ในช่วงที่มีการหาเสียงกับ พี่น้องประชาชนก่อนที่พี่น้องประชาชนจะหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อเลือกพรรคการเมืองไหน ที่เห็นด้วยกับนโยบายที่ถูกใจของประชาชน เมื่อวานนี้มีการพูดคุยในหลายประเด็นเรื่องของ นโยบายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท การลดราคาน้ำมัน การยกเลิกกองทุน น้ำมัน การที่จะมีการพูดถึงเรื่องอื่น ๆ ในวันนี้ ผมก็จะพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานเรื่องของการพัฒนาระบบรางเพื่อขนส่งมวลชน และการบริหารจัดการระบบขนส่งสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับประเด็นที่มี การเขียนไว้ในนี้เรื่องของการศึกษาและพัฒนาขยายทางรถไฟสายแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ (Airport rail link) ต่อจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผมได้พูดเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ผมเข้ามา เป็น ส.ส. สมัยที่แล้วว่าโครงการนี้มันไปไม่รอดครับ ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะมีการพูดถึงตั้งแต่ การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ พูดถึงตั้งแต่ตอนปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๕ มีการพูดถึงไอเดียนี้ โครงการนี้ มาเริ่มก่อสร้างจริง ๆ ประมาณปี ๒๕๔๘ ตอนผมเข้ามาเป็น ส.ส. ครับ ประมาณปี ๒๕๕๐ ปลาย ๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่าถ้าหากจะมีการก่อสร้างโครงการนี้เราหยุดไม่ได้ หรอกครับ แต่เราสามารถที่จะเพิ่มเติมในเรื่องของเส้นทางเพื่อที่จะให้โครงการนี้สามารถ ไปรอด ผมพูดตลอดว่าการที่มีเส้นทางรถไฟจากในเมืองแล้วอยู่ดี ๆ ก็ไปมุดอยู่ใต้สนามบิน สุวรรณภูมินี้ไม่มีทางที่จะสามารถได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นไปตามนั้นนะครับ เพราะว่าหลังจากที่ได้มีการเปิดใช้บริการมาร่วมปีกว่าแล้วตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๓ ปีที่แล้ว มาถึงตอนนี้มีผู้ใช้บริการนี้นะครับ ๓๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นครับ แบ่งเป็น ๒ เส้นทางนะครับ เส้นทางที่เขาเรียกว่าซิตี้ ไลน์ (City line) เริ่มจากพญาไทไปที่สนามบิน สุวรรณภูมิใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที จอดประมาณ ๘ สถานี มีผู้ใช้บริการวันหนึ่งประมาณ ๓๒,๐๐๐-๓๓,๐๐๐ คน ส่วนเอ็กซเพรส ไลน์ (Express line) ที่โดยตรงเลยจากมักกะสันไป ถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีผู้ใช้บริการวันหนึ่งไม่ถึง ๑,๐๐๐ คน มีรายได้จากโครงการนี้ ประมาณล้านกว่าบาทต่อวันเท่านั้นเอง เฉลี่ยค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณ ๓๐ กว่าบาท ๓๑ บาท ณ ตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ผมได้พูดใกล้จะเป็นความจริงครับจากที่ท่านได้ แถลงนโยบายเอาไว้ก็คือจะมีการขยายเส้นทางไปยังชลบุรีและพัทยา อันนี้ผมขอชื่นชมครับ อย่างน้อยสิ่งที่ผมพูดตลอดมาได้ใกล้จะเป็นความจริงว่าโครงการนี้ควรจะต่อขยายไปถึง ภาคตะวันออกไม่ใช่ลงไปแล้วสิ้นสุดที่ใต้สนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น แต่ที่ผมเป็นกังวล เพิ่มเติมก็คือเรื่องของการที่จะต่อขยายเข้ามาในเมืองครับจากที่ทางสำนักงานขนส่งและแผน สนข. ได้มีการพิจารณาไว้ เส้นทางนี้ควรที่จะผ่านมาจากพญาไทที่ตอนนี้ไปสิ้นสุดที่สถานี บีทีเอส (BTS) พญาไท ควรจะมาที่ดุสิตแล้วก็ไปที่บางซื่อ ผมอยากให้เป็นเส้นทางที่ต้อง ดำเนินการอย่างเร่งด่วนครับ เพราะว่าเพื่อให้โครงการนี้สามารถที่จะมีผลทางธุรกิจหรือมี ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านพูดว่าจะให้ ทุกเส้นทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอยู่ที่ ๒๐ บาท ผมก็อยากให้ตรงนี้เกิด ความเป็นจริงกับเส้นทางนี้ด้วยครับ เพื่อที่ให้ลดปริมาณการจราจรในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ทางที่จะไปสนามบินสุวรรณภูมิ ควรที่จะมีการต่อขยายเพิ่มเติมด้วยครับ ณ ตอนนี้ผมไม่เห็นในนโยบายที่ท่านได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ว่าท่านจะต่อจากสถานีบางซื่อไป สนามบินดอนเมืองหรือไม่ มันไม่สามารถที่จะไปเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อ แล้วไปต่อ ที่สนามบินดอนเมืองผ่านรถไฟสายสีแดงได้นะครับ เพราะว่ารางมันคนละมาตรฐานกันครับ แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มีมาตรฐานรางอยู่ที่ความกว้าง ๑.๔๓๕ ส่วนรถไฟสายสีแดง มีมาตรฐานความกว้างของรางอยู่ที่ ๑ เมตรเท่านั้นครับ การที่เราจะสามารถเชื่อมต่อไปถึง สนามบินดอนเมืองได้ถือว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะใช้ทรัพยากรหรือ สินทรัพย์ที่เรามีอยู่ของสนามบินดอนเมืองให้เกิดประโยชน์ครับ ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของ นโยบายที่ท่านได้แถลงเอาไว้เมื่อวานนี้นะครับ ท่านบอกว่าจะพัฒนาท่าอากาศยานสากล ท่าอากาศยานภูมิภาคและอุตสาหกรรมการบินของไทย เพิ่มขีดความสามารถของ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจาก ๔๕ ล้านคนเป็น ๖๕ ล้านคน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนำ ของเอเชียและโลก ผมเห็นด้วยครับกับการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผมไม่อยากจะให้เรา ทิ้งสนามบินดอนเมืองครับ มีอยู่ข้อหนึ่งท่านพูดเอาไว้ แล้วผมก็มาร์ก (Mark) เอาไว้ด้วย ข้อ ๓.๑.๗ ท่านบอกว่า จะบริหารสินทรัพย์ของประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างสูงสุด ผมมองว่าสนามบินดอนเมืองถือเป็นสินทรัพย์ของ ประเทศที่เราจะต้องมาบริหารอย่างมีประสิทธิภาพครับ ไม่จำเป็นที่จะต้องย้ายทุกอย่างไปที่ สนามบินสุวรรณภูมิ เรามีสนามบินดอนเมือง ผมคิดว่าเป็นสนามบินแห่งที่ ๒ ได้ครับ มีตัวอย่างทั่วโลกเลยครับ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงเดินทางไป ทั่วโลกเหมือนกันหลายประเทศมาก ที่ลอนดอนครับ มีถึง ๕ สนามบินนะครับ สนามบิน ฮีทโธรว์ สนามบินแกตวิค สนามบินลูตัน สนามบินสแตนสเตด สนามบินลอนดอนซิตี้ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๔๐-๕๐ กิโลเมตร ทุกสนามบินแหละครับ และเขาก็ใช้กันอย่างมี ประสิทธิภาพ ที่โตเกียวก็เช่นเดียวกันครับ มีทั้งสนามบินนาริตะ มีทั้งสนามบินฮาเนดะ ท่านลองถามการบินไทยปัจจุบันสิครับ บินไปสนามบินไหน การบินไทยในปัจจุบันบินไปทั้ง ๒ สนามบินเลยครับ สลับวันกันครับ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ อาจจะบินลงนาริตะ วันพุธ วันพฤหัสบดี วันเสาร์ อาจจะไปลงฮาเนดะ การบินไทยยังทำเลยครับ ที่โอซาก้าก็มีครับ สนามบินคันไซและสนามบินอิตามิ ทำไมประเทศไทย กรุงเทพฯ ของเราจะมี ๒ สนามบิน สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองไม่ได้ครับ ท่านไม่ได้แถลงไว้ในนโยบายตรงนี้ นะครับว่าท่านจะดำเนินการอย่างไร แต่ผมคิดว่าความเหมาะสมในการที่จะใช้สนามบินแห่งนี้ มีความเหมาะสมมากครับ ผมเข้าใจดีครับว่าจะมีโครงการที่จะขยายสนามบินสุวรรณภูมิ มากมายเลย ในส่วนของปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๕๙ สร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศและ รันเวย์ (Runway) ที่ ๓ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๓ ขยายอาคารผู้โดยสารภายในประเทศและ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ สร้างรันเวย์ที่ ๔ และอาคารเทียบเครื่องบินหลังที่ ๒ และ เฟส (Phase) ที่ ๓ ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๗ สร้างรันเวย์ที่ ๕ และอาคารผู้โดยสารฝั่งใต้ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ของเอโอที (AOT) เห็นด้วยหมดเลยครับ แต่อย่างไรก็ตามผมไม่อยากจะเห็น รัฐบาลชุดนี้ทิ้งสนามบินดอนเมืองแล้วไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิแห่งเดียวเท่านั้นครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะให้นโยบายของทางรัฐบาลได้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ส่งสัญญาณไป ทางการบินทั่วโลกนะครับว่าเขาควรจะวางแผนอย่างไรบ้าง

สุดท้ายนี้ครับ ผมได้เห็นสมาชิกได้พูดคุย ได้อภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีได้ขึ้นมาตอบ ผมอยากจะเห็นว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากนโยบายจากรัฐบาลชุดนี้ สุดท้ายแล้วคงจะได้เห็นตามที่ท่านได้สัญญาประชาคมในการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง ตลอดระยะเวลาในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา ผมไม่อยากเห็นนักการเมืองของเราในประเทศไทย เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วได้รับการไว้วางใจเข้ามาแล้ว แล้วมาพูดในสภาแห่งนี้ว่าสิ่งที่พูด ไปบนเวทีปราศรัยเป็นเทคนิคการหาเสียง สิ่งที่พูดไประหว่างการรณรงค์หาเสียงเป็นสิ่งที่พูด เพื่อที่จะอยู่ในความรู้สึกของประชาชน แล้วเมื่อกลับเข้ามาบริหารแล้วมีเหตุผลว่าทำไมถึงทำ ไม่ได้ พวกเราให้กำลังใจท่านครับ แต่จะขอตรวจสอบว่าท่านสามารถดำเนินการได้ตาม นโยบายที่ท่านได้กำหนดไว้ทั้งหมดในช่วงหาเสียงและช่วงที่แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้หรือไม่ครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประจิตต์ โรจนพฤกษ์ ครับ

นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ 🔗

กราบเรียน ท่านประธาน กระผม นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมอยากจะขอพูดเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ ซึ่งในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในข้อ ๑.๖ ที่กล่าวว่า เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศ เพื่อนบ้านและนานาประเทศ และในข้อ ๗.๖ กล่าวว่า ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ ของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพรมแดน เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นกระผมได้อ่านข่าว หนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนนี้ว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะดำเนินการเร่งปฏิบัติการตามเอ็มโอยูหรือที่เราเรียกว่า บันทึกความเข้าใจ เอ็มโอยูนั้นก็เป็นชื่อเกี่ยวกับความตกลงระหว่างประเทศประเภทหนึ่ง ว่าเราจะเร่งดำเนินการตามเอ็มโอยูนี้ซึ่งทำในปี ๒๕๔๔ เกี่ยวกับเขตทับซ้อนไหล่ทวีประหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ก่อนที่จะกล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสาระในเอ็มโอยูนี้ กระผมใคร่จะกล่าวถึงเขตไหล่ทวีปเพื่อความเข้าใจโดยทั่วไปก่อน เพราะว่าเป็นเรื่องเทคนิค ทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะกฎหมายทะเลพูดเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ไหล่ทวีป ก็นึกถึงสภาพทะเลจากชายฝั่ง สมมุติว่าเอาน้ำออกไปหมดเขตที่ลาดจากชายฝั่งหรือจากเกาะ ซึ่งมีเขตทางทะเลเหมือนกันนั้นลาดลงไปบนพื้นดินลาดลงไปนั้นเป็นเขตซึ่งเรียกว่าเขตไหล่ ทวีป และเมื่อปี ๑๙๔๕ สหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ได้ประกาศเขตไหล่ทวีป เป็นครั้งแรก และในปี ๑๙๘๒ สหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลขึ้นมา ซึ่งรวมทั้งเขตไหล่ทวีปด้วย ทีนี้มาพูดถึงว่าเขตทับซ้อนทางทะเลของประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาเกิดได้อย่างไร เกิดได้เนื่องจากการประกาศเขตไหล่ทวีปของแต่ละฝ่าย ประเทศ กัมพูชาได้ประกาศเขตไหล่ทวีปในปี ๒๕๑๕ และประเทศไทยได้ประกาศเขตไหล่ทวีป ในปี ๒๕๑๖ หลังมา ๑ ปี การประกาศเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยนั้นได้ยึดหลักกฎหมาย สนับสนุนตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับหลังสุดคือฉบับปี ๑๙๘๒ แต่ว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าเส้นประกาศเขตไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชานั้นไม่มีข้อสนับสนุน แต่ว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าเส้นประกาศเขตไหล่ทวีปของกัมพูชานั้นไม่มีข้อสนับสนุน ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเลย กระผมจะเรียนชี้แจงดังนี้ว่าเป็นเพราะเหตุใด กัมพูชา ได้ถือเอาเส้นซึ่งเป็นเส้นประหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ดอทเทด ไลน์ (Dotted line) ซึ่งเป็นเส้นซึ่งลากจากชายฝั่งตรงจังหวัดตราด ซึ่งตรงกับหลักเขตที่ ๗๓ บนบก ไปถึงจุดที่ว่า จุดตรงข้ามของเกาะกูดซึ่งเป็นหลักสำหรับเล็งหลักเขต ๗๓ และในหลักเขต ๗๓ มาในดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งทำขึ้นโดยผลแห่งความตกลงของไทย สมัยนั้นยังเป็น สยามอยู่กับฝรั่งเศสนั้น จะเห็นได้ว่าไม่ใช้เส้นประหรือดอทเทด ไลน์ แต่ใช้เส้นกากบาท เพื่อแสดงพื้นที่เขตแดน เพราะสมัยนั้นมีการทำเส้นเขตแดนบนบกเท่านั้น และจะเห็นได้ว่า ในปี ๑๙๐๗ มีอนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ซึ่งมาโยงเกี่ยวกับเรื่องนี้และโยง ในเรื่องเกี่ยวกับเขตปราสาทพระวิหารด้วย ที่กำลังมีปัญหาขึ้นอยู่ในการพิจารณา ของศาลโลกในขณะนี้ โยงในเรื่องเกี่ยวกับเขตทับซ้อนนี้อย่างไร กระผมจะขอกราบเรียนว่า อนุสัญญาไทยสยาม ค.ศ. ๑๙๐๗ ฉบับถัดจาก ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งเราได้ยินกันบ่อย ๆ เพราะว่า เกี่ยวเนื่องกัน อนุสัญญา ๑๙๐๗ ประเทศไทยยอมคืน ๓ จังหวัด เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ให้กับฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คืนกลับมาให้ประเทศไทยคือ ด่านซ้าย จังหวัดตราด แหลมสิงห์ เกาะกูด ระบุในอนุสัญญาชัด ขอให้ท่านสังเกตว่าเกาะกูดตามอนุสัญญานี้ ฝรั่งเศสได้โอนคืนให้แก่ฝ่ายไทย เพราะฉะนั้นเกาะกูดไม่มีปัญหา เป็นของไทย เป็นกรรมสิทธิ์ ของไทย และดังที่กล่าวแล้วว่าเกาะกูดมีเขตทางทะเล สมัยนั้น ๑๙๐๗ เขตทางทะเลหรือ ที่เรียกว่าทะเลอาณาเขตนั้นมีความกว้างเพียง ๓ ไมล์ทะเล ระยะจากชายฝั่งตรง หลักเขต ๗๓ ถึงเกาะกูดมีระยะประมาณ ๑๙ ไมล์ทะเล สมัยนั้นทะเลอาณาเขต ๓ ไมล์ทะเล ทะเลอาณาเขตนั้นมีจากชายฝั่งและวัดจากเกาะ ถ้าวัดหันเข้าหากันก็เป็น ๖ ไมล์ทะเล ยังจะเหลือพื้นที่ทางทะเลอีก ๑๙ หรือ ๒๐ ลบ ๖ ก็เหลือ ๑๔ หรือ ๑๓ ไมล์ทะเล ซึ่งทั้ง ๒ ประเทศหรือว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะเอาเขตที่เลยทะเลอาณาเขตนั้น ซึ่งถือว่าสมัยนั้นเป็นทะเลหลวงเป็นเส้นเขตแดนไม่ได้ เพราะฉะนั้นดังที่กระผมกล่าวแล้วว่า แม้กระทั่งตามอนุสัญญาเกาะกูดก็เป็นของไทย และสมัยนั้นไม่มีการแบ่งเขตทางทะเล เพราะฉะนั้นกัมพูชาจะประกาศเอาเส้นนี้ซึ่งเป็นจุดเล็งไปยังยอดเกาะกูดมาเป็นเส้นเขต ทางทะเลนั้น รับไม่ได้เด็ดขาด กระผมขอกราบเรียนว่ากระผมมีประสบการณ์ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทะเลนี้โดยเฉพาะ กระผมแปลกใจมาก มากที่ว่าเราไปรับในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ ให้มีเขตทับซ้อน ในเมื่อ เส้นประกาศเขตไหล่ทวีปรับไม่ได้ เขตทับซ้อนก็รับไม่ได้ ดังนั้นเขตทับซ้อนส่วนหนึ่งเราจะไป แบ่งก็ไม่ได้ เพราะว่าผมเห็นว่าเขตทับซ้อนดังกล่าว ๒,๖๐๐ ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยหมด จึงเท่ากับว่าเอาของไทยไปแบ่งเขตทางทะเลส่วนเหนือละติจูด ๑๑ องศาและที่เหลือแบ่งเป็น ผลประโยชน์ร่วมกันนั้นทำไม่ได้ กระผมจึงแปลกใจมาก แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการระหว่าง ประเทศได้เชิญเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญามาชี้แจงเรื่องนี้แล้วครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ ครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ นโยบายรถไฟฟ้า ในหัวข้อ ๓.๔.๕ เป็นนโยบายที่น่าสนใจ ผมอยากจะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทันที ผมเห็น ด้วยที่รัฐบาลจะเร่งก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สาย แต่เป็นห่วงว่ารัฐบาลจะหาเงิน มาจากไหน เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก จะเป็นภาระหนักกับรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลต้อง ลงทุนเป็นส่วนใหญ่ไม่น้อยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออาจจะให้เอกชนมาร่วมลงทุนได้ เงินมากขนาดนี้หนีไม่พ้นหรอกครับที่จะต้องกู้ แล้วต้องกู้มากเสียด้วย ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง ก็คือการก่อสร้างรถไฟฟ้าพร้อม ๆ กันทั้ง ๑๐ สาย จะทำให้เกิดวิกฤติจราจร จราจรจะ จลาจล กรุงเทพฯ จะเป็นอัมพาตครับท่านประธาน ดังที่เห็นอยู่แล้วในเวลานี้ แม้ว่าไม่มี การก่อสร้างรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ ก็ตาม รถก็ยังติดกันอย่างวินาศสันตะโร ท่านประธาน คงจำได้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็เคยประกาศก้องว่าจะสร้างรถไฟฟ้าให้ได้ ๖ สายบ้างล่ะ ๗ สายบ้างล่ะ แต่สุดท้ายก็สร้างได้แค่สายเดียวเท่านั้นคือแอร์พอร์ต ลิงค์ที่มีปัญหามากมาย อยู่ในเวลานี้ ท่านประธานครับ การเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสายดูว่าดี ทำเสียเลย สิครับในวันนี้ พรุ่งนี้ ไม่ต้องรออะไร มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้วนี่ครับ แต่รัฐบาลจะต้องตอบ ให้ได้ว่าจะแก้ปัญหาเส้นทางที่ให้สัมปทานไปแล้วได้อย่างไร ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส และ รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าทั้ง ๒ สายนี้เก็บค่าโดยสารตามระยะทาง นั่งน้อยจ่ายน้อย นั่งมาก จ่ายมาก โดยมีค่าโดยสารสูงสุด ๔๐ บาท วันดีคืนดีท่านก็เก็บ ๒๐ บาท ใครจะยอมล่ะครับ ท่านประธาน เมื่อเขาไม่ยอม รัฐบาลก็ต้องหาทางแก้ ทางแก้ก็คือจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับ ผู้รับสัมปทาน หรือรัฐบาลจะต้องซื้อสัมปทานคืน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก มากนับแสนล้านบาท เงินจำนวนมากขนาดนี้เอาไปใช้ในการต่อขยายสายทางรถไฟฟ้าไปสู่ชานเมืองไม่ดีกว่าหรือครับ เช่น ไปคูคต ลำลูกกา มีนบุรี สำโรง บางกะปิ บางบอน มหาชัย พุทธมณฑล และศาลายา เป็นต้น รัฐบาลอาจจะเลือกแนวทางในการจ่ายเงินชดเชย เพราะคิดว่าเมื่อลดค่าโดยสาร ลงแล้วจะทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และรายได้จะเพิ่มตามขึ้นด้วย ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ต้อง เสียเงินชดเชยก็ได้ เรื่องนี้ต้องคิดให้ดี ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะการลดค่าโดยสารเหลือ ๒๐ บาทต่อสายนั้นจะไม่ทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมาก หรือเพิ่มขึ้นก็ไม่เท่ากับรายได้ ที่ลดน้อยลง เนื่องจากค่าโดยสารไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า แต่ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าค่าโดยสารจะถูกก็ตาม แต่ถ้าไม่อยู่ในเส้นทาง หรือไม่จำเป็นก็จะไม่ใช้ ท่านประธานครับ ในเวลานี้ผู้รับสัมปทานได้รายได้เฉลี่ย ๒๔ บาทต่อเที่ยว ยกตัวอย่างเช่นถ้าใช้ทั้งบีทีเอสและใต้ดิน บีทีเอส ได้ ๒๔ บาท ใต้ดินก็ได้ ๒๔ บาท รวมกันเป็น ๔๘ บาท พอให้เก็บ ๒๐ บาท รายได้รวมจะเหลือ ๒๐ บาท เท่านั้น จาก ๔๘ บาท เหลือเพียง ๒๐ บาทเท่านั้น ลดลงมากกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากรัฐบาลไม่ต้องการจ่ายเงินชดเชยก็จะต้องทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จึงจะมีรายได้เท่าเดิม มันยากนะครับท่านประธาน รัฐบาลอาจจะบอกว่า ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินก็ได้ แต่จะขยายเวลาสัมปทานให้วิธีการอย่างนี้ อย่าทำนะครับ เพราะมันไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้าร่วมประมูลในตอนเริ่มโครงการ ท่านประธานครับ หากมีการเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสายไม่ว่าจะนั่งกี่สายก็ตามจะแบ่งรายได้ อย่างเป็นธรรมให้ผู้รับสัมปทานแต่ละรายได้อย่างไร แน่นอนครับ ผู้รับสัมปทาน จะมีรายได้หรือได้ส่วนแบ่งน้อยกว่า ๒๐ บาท ยิ่งนั่งมากสายก็ยิ่งจะทำให้รับส่วนแบ่งน้อยลง นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มมากขึ้น ท่านประธานครับ หากมีผู้โดยสาร เพิ่มขึ้นจริงก็จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่นค่าลงทุนซื้อ ขบวนรถไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น รวมทั้ง ค่าบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายในการเดินรถที่เพิ่มเติมขึ้นด้วย นอกจากปัญหาที่จะเกิดกับ ผู้รับสัมปทาน แล้วนโยบาย ๒๐ บาทต่อสายจะทำให้เกิดปัญหาอื่นอีกที่รัฐบาลจะต้องมีคำตอบ ยกตัวอย่างเช่น

ปัญหาข้อที่ ๑ จะขาดความเป็นธรรมกับผู้โดยสาร คนที่นั่งระยะทางใกล้ ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่ากับคนที่นั่งระยะทางไกล คนที่นั่งเพียงสถานีเดียวจะให้เขาจ่ายเท่ากับ คนนั่ง ๒๐ สถานีได้อย่างไร ยิ่งในอนาคตอันยาวนานเราจะมีรถไฟฟ้ายาวกว่า ๕๐๐ กิโลเมตร เราก็จะยิ่งเห็นความไม่เป็นธรรมได้ชัดเจนขึ้น ที่สำคัญครับท่านประธาน ในเวลานี้มีผู้จ่ายค่าโดยสารต่ำกว่า ๒๐ บาทจำนวนมาก วันร้ายคืนร้ายแกก็จ่าย ๒๐ บาท ใครจะยอมล่ะครับท่านประธาน

ปัญหาข้อที่ ๒ ผู้โดยสารรถเมล์แอร์อาจจะเรียกร้องให้รัฐบาลเก็บค่าโดยสาร ราคาเดียวตลอดสายเช่นเดียวกัน หากรัฐบาลไม่ช่วยก็จะถูกหาว่าสองมาตรฐาน แต่หากช่วย ก็ต้องแบกภาระหนักเพิ่มขึ้น รัฐบาลพร้อมที่จะอุ้มคนทุกกลุ่มกระนั้นหรือ ในเวลานี้ ค่าโดยสารรถเมล์แอร์เก็บตามระยะทางโดยมีค่าโดยสารสูงสุด ๒๔ บาท ซึ่งแพงกว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาท แต่ ขสมก. ก็ยังหนี้สินล้นพ้นตัว

ปัญหาข้อที่ ๓ ครับท่านประธาน การเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทต่อสายนั้น จะทำให้หน่วยงานรถไฟฟ้าไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จะต้องขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ปีละหลายหมื่นล้านบาทตลอดไป นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องใช้เงินภาษีของพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศ เงินของตาสีตาสา มาช่วยคนกรุงเทพฯ ตอนก่อสร้างก็ใช้เงินภาษีของ พี่น้องในต่างจังหวัดมาช่วยสร้าง สร้างเสร็จแล้วเปิดให้บริการก็หนีไม่พ้นเงินภาษีของ พี่น้องในต่างจังหวัดต้องช่วยกันตลอดไปทุกปี มันไม่เป็นธรรมกับคนต่างจังหวัดครับ ท่านประธาน รัฐบาลอาจจะอ้างว่าในอนาคตอันยาวนานไม่รู้อีกกี่สิบปี เมื่อเรามีรถไฟฟ้า ครบทุกสายแล้วก็จะทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น ๖,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน ก็อาจจะทำให้มี กำไรได้ ไม่จริงครับ รถไฟฟ้าจะขาดทุนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ผมมองไม่เห็นแสงสว่าง ที่ปลายอุโมงค์เลยครับท่านประธาน ผู้โดยสาร ๖,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อวันเก็บค่าโดยสารวันละ ๒๐ บาท จะมีรายได้วันละ ๑๒๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมดในโครงการรถไฟฟ้าซึ่งมีมูลค่าประมาณ ๑ ล้านล้านบาท รายได้แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นไม่พอจ่ายดอกเบี้ยประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าบริหารจัดการอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า รถไฟฟ้าจะขาดทุน ๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มากนะครับท่านประธาน เอาเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปช่วยคนในต่างจังหวัดไม่ดีกว่าหรือครับ ผมได้ศึกษารถไฟฟ้าในนิวยอร์กซึ่งเก็บค่าโดยสารประมาณ ๗๕ บาทต่อสาย ทำให้เทศบาล เมืองนิวยอร์กต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลทุกปี ปีที่แล้วก็จ่ายไปกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รถไฟฟ้าก็ยังเสื่อมโทรมอย่างหนัก เพราะขาดเงินบำรุงรักษา ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ที่ประเทศไทย ท่านประธานครับ หากรัฐบาลตระหนักว่าการเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทต่อสายจะเป็นภาระหนัก จะถอยก็ไม่ว่ากัน เพื่อจะได้นำเงินที่ต้องเสียค่าชดเชย ปีละหลายหมื่นล้านบาทไปช่วยคนมีรายได้น้อยให้นั่งรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ใช้ไฟฟ้าฟรี ทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน ด้วยความห่วงใยรัฐบาล ผมไม่อยากเห็นนโยบาย ๒๐ บาท ตลอดสายต้องเป็นหมันเหมือนกับนโยบาย ๑๕ บาทตลอดสายในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรสนา โตสิตระกูล ครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประทานอนุญาตแสดงความเห็นต่อนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลง ต่อรัฐสภาโดยที่นโยบายบริหารของรัฐบาลนั้นได้แบ่งเป็น ๒ ระยะคือระยะเร่งด่วนและระยะ ยาวนะคะ โดยสิ่งที่ดิฉันได้เห็นก็คือนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้จัด ไว้ในลำดับต้น ๆ ซึ่งมีบรรจุอยู่ในทั้ง ๒ ระยะของการบริหารงาน ดิฉันเห็นว่านโยบายด้าน พลังงานของรัฐบาลนั้นเป็นประเด็นที่ได้เชื่อมโยงการทำงานในหลากหลายมิติ แล้วก็เป็น ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกก็ได้ให้ความสนใจค่อนข้างมากนะคะ ดังที่จะเห็นได้ว่าในการอภิปราย เมื่อวานนี้ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ค่อนข้างมาก สื่อมวลชนก็ได้ลงข่าวในเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนที่ รัฐบาลจะแถลงนโยบายด้วยซ้ำไป ดิฉันเองอยากจะขอเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็น เรื่องกองทุนน้ำมันที่มีการพูดถึงว่ารัฐบาลนั้นจะยกเลิกกองทุนน้ำมันหรือชะลอการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมัน ดิฉันขอบอกดิฉันเห็นด้วยกับการที่จะยกเลิก โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องที่ เอากองทุนน้ำมันมาชดเชยแอลพีจีและเอ็นจีวีนะคะ ดิฉันเองไม่เห็นด้วยในการที่รัฐบาลบอก ว่าจะไปหาเงินก้อนอื่นจากการกู้ จากการออกพันธบัตร จากการเอาเงินค่าภาคหลวงมา ชดเชยแทนกองทุนน้ำมัน แต่ดิฉันเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกันนะคะกับการที่รัฐบาลจะ ลอยตัวแอลพีจีทั้งระบบ ดิฉันจะขออธิบายอย่างนี้นะคะว่าถ้าหากรัฐบาลลองกลับไปดูข้อมูล ของกระทรวงพลังงานเองในเรื่องของภาคส่วนที่มีการใช้แอลพีจี ท่านจะเห็นว่าภาคส่วนของ การใช้นี่นะคะรวมในเรื่องการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยของเราเอง เราผลิตได้ปีละ ๔.๔ ล้านตัน ในขณะที่การใช้ภาคครัวเรือนและยานยนต์นั้น ในปี ๒๕๕๒ ใช้เพียงแค่ ๒.๘ ล้านตัน แล้วก็ขยายเพิ่มขึ้นมาเป็น ๓.๑ ล้านตันในปี ๒๕๕๓ แต่ในขณะที่ภาคส่วนของ ปิโตรเคมีนั้นมีความต้องการใช้ขยายตัวค่อนข้างมากนะคะจาก ๙๐๐,๐๐๐ ตันในปี ๒๕๕๑ เป็น ๑.๒ ล้านตันในปี ๒๕๕๒ และ ๑.๕ ล้านตันในปี ๒๕๕๓ ซึ่งขยายเท่ากับ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การขยายตัวการใช้ของภาคครัวเรือนนั้นมีเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกินกว่านั้นนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่ารัฐบาลควรมีนโยบายว่าให้มีการขายในราคาที่เป็นปกตินั้นในราคา ที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่การอุ้มนะคะ ให้กับภาคครัวเรือนและยานยนต์ ที่จริงแล้วใน ๔.๔ ล้านตัน ยังมีเหลืออยู่ถึง ๑.๓ ล้านตันให้กับภาคอุตสาหกรรมใช้นะคะ แต่ปรากฏว่าภาคอุตสาหกรรมนั้น มีความต้องการใช้มากขึ้น แต่กลายเป็นว่าให้รัฐบาลต้องเอาเงินจากกองทุนน้ำมัน มาชดเชย ซึ่งดิฉันเห็นว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อภาคส่วนอื่น ๆ ดิฉันเห็นว่ากองทุน น้ำมันในปัจจุบันนั้นกลายเป็นกองทุนประกันกำไรของธุรกิจก๊าซนะคะ ที่บอกชนิดเพราะว่า อะไรคะ ถ้าไปดูรายงานการเงินของบริษัท ปตท. นะคะ จะพบว่าในปี ๒๕๕๓ กำไร ก่อนดอกเบี้ยและภาษีในส่วนของก๊าซมีกำไรถึง ๓๗,๖๑๘ ล้านบาท สูงกว่าปี ๒๕๕๒ ถึง ๑๔.๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปดูในส่วนของการสำรวจและการผลิตนั้นกำไรถึง ๖๔,๓๔๘ ล้านบาท สูงกว่าปี ๒๕๕๒ ถึง ๒๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และถ้าดูในภาพรวมทั้งหมดของ กำไรสุทธิของบริษัท ปตท. ในปี ๒๕๕๓ นะคะ คือ ๘๓,๐๘๓ ล้านบาท สูงกว่าปี ๒๕๕๒ ถึง ๓๙.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลจะไปชดเชยให้กับบริษัท เว้นเสียแต่ว่า ถ้าบริษัทบอกว่าขาดทุน รัฐบาลควรจะดึงเอาก๊าซแยกออกมาใช้ เพราะปัจจุบันนี้ทั้งน้ำมัน และก๊าซตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำตกอยู่ในมือของบริษัทเพียงบริษัทเดียว การแข่งขันไม่เกิดขึ้นนะคะ แล้วก็เกิดต้นทุนเทียมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะคะ นอกจากนี้แล้วดิฉันอยากจะขอพูดถึง ในเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองแห่งชาตินะคะ ที่รัฐบาลมีดำริว่าจะมีการจัดตั้งขึ้น ตามนโยบายที่ท่านได้แถลง ดิฉันเห็นว่าเรื่องของการลงทุนในเรื่องกองทุนน้ำมันสำรองแบบนี้ ควรจะเป็นเรื่องของภาคเอกชน เพราะว่าการที่รัฐบาลมีหุ้นอยู่ในบริษัท ปตท. เพียง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามาลงทุนสำรองน้ำมันแทนบริษัท ซึ่งทำให้อีก ๔๘ เปอร์เซ็นต์นั้น ได้ประโยชน์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ๖๔ ล้านคนที่เป็นเจ้าของหุ้น ๕๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะใน ๔๘ เปอร์เซ็นต์นั้นมีคนไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ ราย ดิฉันจะขอประทานอนุญาต ท่านประธาน ในการแสดงเอกสารให้ดูว่าในการแปรรูป ปตท. เมื่อปี ๒๕๔๔ นะคะ มีการเพิ่มทุนตั้งแต่ ๒๕๔๔-๒๕๕๑ เพียง ๒๘,๒๗๗ ล้านบาทเท่านั้น เท่ากับว่า ๔๘ เปอร์เซ็นต์นั้นมีเม็ดเงินเข้ามาเพียง ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะคะ แต่ถ้าดูผลกำไรนะคะ ผลกำไรตั้งแต่ ๒๕๔๔-๒๕๕๓ มีกำไรถึง ๗๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๔๘ เปอร์เซ็นต์นั้น ได้ส่วนแบ่งกำไรไปทั้งหมด ๓๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ ไม่เป็นธรรมนะคะ ถ้ารัฐบาลยังยืนยันว่าจะมีการตั้งคลังน้ำมันสำรอง ดิฉันคิดว่ารัฐบาล ควรที่จะมีนโยบายในการนำ ปตท. กลับมาเป็นของประชาชนทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ ถึงจะเป็นธรรมนะคะ ดิฉันคิดว่าเวลานี้ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลไม่เคยแจ้ง ไม่เคยให้เรารู้เลย นะคะว่ามีใครเป็นผู้ถือหุ้นบ้าง กองทุนนอมินี (Nominee) มีใครบ้าง เรามีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนะคะมาจากตลาดหลักทรัพย์ ถ้ารัฐบาลจะเปิดให้มีการเปิดเผยข้อมูล เหล่านี้ก็จะเป็นการสนับสนุนในเรื่องของธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงนะคะ

ดิฉันเองอยากจะพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่ากองทุนมั่งคั่งของรัฐบาลนั้น ดิฉันเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนะคะ เพราะว่ากองทุนมั่งคั่งในแต่ละประเทศนั้นเขาจะอาศัย รายได้จากน้ำมันมา แต่ว่าการที่เราจะไปดึงเอาเงินทุนสำรองของประเทศมาตั้งนั้น ดิฉัน คิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ดิฉันคิดว่าประเทศที่ใช้เงินทุนสำรองมีเพียงประเทศเดียวคือ ประเทศจีนนะคะ ซึ่งเขามีเงินทุนสำรองถึง ๓.๒ ล้านล้านเหรียญ ในขณะที่ประเทศไทย มีเพียง ๑๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญเท่านั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นการทำให้เกิดภาระกับประเทศนะคะ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเคยกล่าวว่ารัฐบาลนั้นควรจะดำเนินนโยบายให้พอ แก่อัตภาพของประเทศ เราไม่ควรที่จะเห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้างนะคะ เพราะว่ากองทุน ที่เรียกว่าเป็นกองทุนมั่งคั่งนั้น ถ้าดึงเอาเงินทุนสำรองมาใช้ บริหารไม่ดีอาจจะกลายเป็น กองทุนหมดคลังก็ได้นะคะ

ดิฉันเองเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำอีกประการหนึ่งก็คือ ท่านลองดูนะคะ หน่วยงานของสหรัฐอเมริกาทำสำรวจประเทศไทยนะคะ เรานี่ขุดก๊าซมาขายในอันดับ ๒๓ ของโลกจาก ๒๒๔ ประเทศ ในขณะที่บรรดาองค์กรทั้งหลายที่เป็นสมาชิกโอเปกนั้น มีอยู่หลังเราจำนวนมาก แต่เราลองดูนะคะ แม้แต่ในประเทศพม่าก็อยู่ในอันดับที่ ๓๗ ของโลก แต่ปรากฏว่าข้อมูลจากเวิลด์ แบงก์ (World Bank) บอกว่า พม่า กัมพูชา มาเลเซีย ได้ส่วนแบ่งสัมปทานมากกว่าไทยนะคะ เราได้เพียง ๕-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านลองดูนะคะ ชาร์ทอันนี้เป็นข้อมูลของกระทรวงพลังงานเองนะคะ ท่านเห็นไหมคะ แท่งสีแดง ๆ นี้คือปริมาณการผลิตในประเทศไทย ในขณะที่เส้นสีเขียวนั้นคือมูลค่าการขาย ปิโตรเลียม ในขณะที่เส้นสีน้ำเงินข้างล่างนี้คือค่าภาคหลวงที่รัฐบาลได้ตลอดปีตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมา สิ่งที่เวิลด์ แบงก์ได้บอกก็คือว่าหลังวิกฤตการณ์น้ำมันในปี ๒๕๑๗ และปี ๒๕๒๒ แล้วนี่ทุกประเทศที่ขุดน้ำมันมาขายปรับสัมปทานของตัวเองโดยให้รัฐบาลมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น จาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๕-๗๕ เปอร์เซ็นต์ มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ได้รับ ส่วนแบ่งเพียง ๕-๑๕ เปอร์เซ็นต์ และมีส่วนเฉลี่ยเพียงแค่ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดิฉันคิดว่าถ้ารัฐบาลปรับปรุงให้เราได้รับสัมปทานเพิ่มขึ้น เอาแค่เหมือนกับประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทั้ง ๓ ประเทศนั้นมีส่วนแบ่งที่รัฐบาลได้ตั้งแต่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จนถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลได้มีการประมาณการรายรับจาก ค่าภาคหลวงในปี ๒๕๕๔ ในยอดเงินประมาณ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากว่า ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์นั้นเท่ากับ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากเพิ่มขึ้นมาเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะมีเงินถึง ๑๔๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าหากว่าขยายให้มีส่วนแบ่งจากสัมปทานนั้น เพิ่มขึ้นเท่ากับประเทศอื่น อย่างประเทศกัมพูชานี้เขาได้ ๖๕-๖๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราขยาย เพิ่มขึ้นเราจะมีเงินเข้ามามากขึ้น แล้วถ้ารัฐบาลจะนำเงินนี้มาทำเป็นกองคลัง เป็นสำรองเรื่องน้ำมัน หรือว่ากองทุนมั่งคั่งนี่นะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า การที่จะไปดึงเอาเงินทุนสำรองของประเทศมาใช้นะคะ ดิฉันเองก็ขอแสดงความปรารถนาดี ต่อรัฐบาลชุดนี้ ขอให้ท่านได้บริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน และดิฉันหวังว่าสิ่งที่ดิฉันได้นำเสนอท่านจะได้รับ การพิจารณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายนโยบาย วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะ เรื่องข้าวอย่างเดียวครับ ผมก็อ่านทุกเรื่องนะครับ แต่ว่าเพราะว่าสมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปราย เรื่องอื่นไปเยอะแล้ว ผมเห็นว่าในเรื่องข้าวที่พูดกันไปบ้างแล้วก็ยังไม่ลึกพอ เพราะคิดว่า สภาแห่งนี้น่าจะช่วยกันออกความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลและเพื่อประโยชน์ของ ประเทศในการดำเนินนโยบายดังกล่าวนั้นจะได้รอบคอบ แล้วก็มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ท่านประธานคงจะทราบดีแล้วนะครับ ก็ทราบกันทั้งประเทศนะครับ ประเด็น เรื่องนโยบายเกี่ยวกับข้าวนี่ ผมจะพูดเรื่องข้าวอย่างเดียว ประเด็นเรื่องนโยบายเรื่องข้าวนี่ เป็นความขัดแย้งคือมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างพรรคใหญ่ ๒ พรรคก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบันนี้กับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็เห็นว่า นโยบายการรับจำนำข้าวดีกว่านโยบายประกันรายได้ของชาวนาซึ่งเป็นนโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นตรงกันข้าม เห็นว่านโยบายการประกันรายได้ ดีกว่านโยบายจำนำของพรรคเพื่อไทย อันนี้เป็นเรื่องปกติครับ ความขัดแย้งกันในทาง ความคิดในระบอบประชาธิปไตยต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ พี่น้องคลานตามหลังกันมาจาก พ่อแม่เดียวกันยังมีความคิดเห็นเรื่องเดียวกันไม่ตรงกัน แล้วนับประสาอะไรที่เรามาจาก คนละพ่อคนละแม่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไม่ได้ เป็นเรื่องปกติในระบอบ ประชาธิปไตย ถ้าคิดตรงกันหมดสิครับจะมีปัญหาในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความคิด ที่แตกต่างกันถึงจะเป็นประโยชน์ในการที่จะแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุด แต่ว่าความคิดที่ แตกต่างกันนั้นมันไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราต้องแตกแยกกัน อันนี้เป็นหลักที่สำคัญที่สุด ความคิดที่แตกต่างกันในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราต้องแตกแยกกัน อันนี้เป็นหลักหนึ่งที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย ที่ผมจะขอกราบเรียนท่านประธาน ในทางปรัชญานี่อุดมการณ์ประชาธิปไตยมันมี ๓ อย่างที่ชัด ๆ เขารู้กันทั้งโลกนะครับ เพราะเขาคิดกันมา ๒๐๐-๓๐๐ ปี ก็มีหลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค แล้วก็หลักภราดรภาพ ถ้าเรายึดหลักภราดรภาพคือความเห็นที่แตกต่างกัน เรา ๖๘ ล้านคนเป็นพี่น้องกันหมด ไม่ว่าอยู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง ก็เป็นพี่น้องกันต้องยึดให้ได้ว่า เราเป็นพี่น้องกัน เพราะความเห็นที่แตกต่างกันไม่ได้ทำให้เราเลิกความเป็นพี่น้องกัน เป็นเรื่องปกติมีความเห็นที่แตกต่างกัน ถ้าเรายึดหลักข้อนี้ได้แล้วเราจะไม่มีความแตกแยกกัน ในประเทศอย่างที่เป็นอยู่นี่ผมไม่ค่อยสบายใจ เพราะว่าส่วนมากเราก็จะยึดมั่น ถือมั่น ในความคิดของกลุ่มของตัวเอง ใครคิดไม่เหมือนเราก็ถือว่าไม่ใช่พวกกัน ไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว ไม่พูดกันแล้ว ไม่กินกาแฟร่วมโต๊ะกันแล้ว อย่างนี้มันเสียหายต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ต้องยึดหลักภราดรภาพเสียก่อนว่าเราเป็นพี่น้องกันนะ เรามีความเห็นแตกต่างกันได้ เราก็ ไม่ได้เป็นศัตรูกัน ถ้าเผื่อเรายึดหลักนี้ได้แล้วเราก็มาร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนมากยิ่งขึ้น ให้ได้ความเสมอภาคของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีประเทศไหน ในโลกผมยืนยันที่มีความเสรีภาพที่สมบูรณ์แม้ในสหรัฐอเมริกา และไม่มีประเทศไหนในโลก ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด แม้แต่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่งสัมมนา ไปพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่คุนหมิงเมื่อปีที่แล้วเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาค ในประเทศจีนนี่ยกตัวอย่าง ถ้าเผื่อเรายึดมั่นในหลักนี้กันได้เราก็จะเป็นพี่น้องเราก็มาร่วม ต่อสู้กัน อันนี้ผมจะขอเกริ่นนิดหนึ่ง ที่จริงปราชญ์หลายคนที่คิดระบอบประชาธิปไตยกันมา เมื่อ ๒๐๐-๓๐๐ ปี คนที่เรียนรัฐศาสตร์จะรู้ดี ผมไม่จำเป็นที่จะต้องมาเอ่ยชื่อมาก แต่อยากเอ่ยชื่อ สักคนที่พูดแล้วเป็นหลักในเรื่องนี้คือวอลแตร์ของประเทศฝรั่งเศส วอลแตร์พูดเอาไว้ว่า ข้าพเจ้าพร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อจะปกป้องให้ท่านได้พูดในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยนี่คือ หลักประชาธิปไตย พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อให้ท่านได้พูดในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ถ้าเผื่อเรายึดหลักอันนี้ได้ประเทศก็จะสงบมากกว่านี้นะครับ ทีนี้เมื่อความเห็นเรา ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ในฐานะนักการเมือง ผมตระเวนไปทั่วนะครับ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคใต้ เพื่อจะไปพิสูจน์ว่าโครงการ ประกันรายได้มันดีกว่าโครงการจำนำได้อย่างไร แล้วพรรคเพื่อไทยก็ทำหน้าที่ของท่าน เพื่อพิสูจน์ว่านโยบายจำนำดีกว่านโยบายอื่นได้อย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของเรา เมื่อเราอธิบาย เรียบร้อยแล้วก็มีการเลือกตั้งประชาชนเป็นคนตัดสิน เขาตัดสินมาแล้วก็เลือกผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ๒๖๕ คน เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ๑๕๙ คน ทุกอย่างก็ยุติครับ เราก็ต้อง อนุมานว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายจำนำ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลสำหรับผมแล้ว ที่จะมาดีเฟนด์ (Defend) หรือที่จะมาป้องกันว่านโยบายประกันดีกว่าหรือไม่ ถ้าเผื่อเรา ไม่อนุมาน ไม่ยอมรับมติมหาชนประชาธิปไตยมันเดินไม่ได้ แล้วเราต้องยอมรับว่าประชาชน ต้องการให้ทำโครงการจำนำ เพราะฉะนั้นที่ผมลุกขึ้นมาพูดวันนี้จะไม่มาพูดว่าประกันดีกว่า จำนำอย่างไร สนับสนุนรัฐบาลให้ทำจำนำไปเลยเพราะประชาชนต้องการให้ทำ เพียงแต่ว่า เมื่อท่านเสนอมาในสภาแห่งนี้ ผมก็ต้องแสดงความเห็นเพื่อแนะนำว่าปัญหาระยะสั้น ระยะยาว อาจจะเกิดอะไรบ้างในโครงการจำนำเท่าที่ผมสังเกตมาในอดีตเพื่อความรอบคอบ ของรัฐบาลให้นโยบายนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่คือหน้าที่ของผม ก็เมื่อเสนอมาสภา ให้สภานี้เพื่อทราบ แล้วรัฐสภาเงียบเลย เพราะบอกเพื่อทราบเฉย ๆ เสนอมาแล้วก็ผ่านไป มันก็ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย สีสันมันก็ไม่มี เพราะว่าสภา ภาษาอังกฤษเขาเรียก พาร์เลีย เมนท์ (Parliament) มาจารากศัพท์ภาษาละตินว่า พาร์เลอ (Parler) แปลว่าสถานที่พูด นี่ต้องพูดภาษาอังกฤษสักหน่อย เดี๋ยวคุณเฉลิมไม่มีเพื่อน เพราะฉะนั้นผมก็จะแสดง ความเห็นนะครับเพื่อช่วยรัฐบาลด้วย ช่วยประเทศด้วยนะครับ ที่ผมจะพูดในวันนี้ก็จะแยก ประเด็นออกเป็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้นกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเพื่อให้ รัฐบาลได้สำเหนียก แล้วดูว่าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร หรือให้ปัญหา เหล่านั้นเกิดให้น้อยที่สุด เพราะว่าพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือผมนี่พึ่งเงินเขา แล้วเขาก็พึ่งดอกเบี้ยผม นี่เป็นเรื่องปกติ ของพวกเด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนในกรุงเทพฯ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้คือว่าทุกครั้งที่ผม ไปจำนำของ โรงรับจำนำเขาต้องให้เงินผมต่ำกว่าราคาตลาดของสินค้า ไม่อย่างนั้นธุรกิจ เขาก็อยู่ไม่ได้ เพราะนี่คือคำจำกัดความของคำว่า จำนำ แต่ว่าที่รัฐบาลในอดีตหรือรัฐบาลนี้ กำลังเสนอ การจำนำมันไม่ตรงกับความเข้าใจของประชาชนทั่วไปของคำจำกัดความคำว่า จำนำ เพราะว่าเราตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องอธิบายละเอียดเพราะมัน อาจจะเกิดปัญหาได้กับ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เพราะมันขัดกฎดับเบิลยูทีโอ ซึ่งคุณเกียรติ สิทธีอมร ได้พูดไปแล้วผมจะไม่พูดซ้ำอีก

ปัญหาถัดไปที่ผมจะพูดก็คือว่า ที่สังเกตดูมา นั่งดูมาที่ทำมาในอดีต การจำนำ มันไม่ทั่วถึงจริง ๆ ครับ มันไม่ทั่วถึง ก็มีท่านอภิสิทธิ์ก็พูดบ้างแล้วเรื่องนี้ แต่ผมจะเอาตัวเลข มาให้ดูนะครับ คือเท่าที่ทำมาในอดีตระบบจำนำข้าวทำได้เพียง ผู้ที่ได้รับบริการจาก ระบบจำนำมีเพียง ๕๗๐,๐๐๐ คน ในบรรดาชาวนาที่มีทั้งหมด ๓,๗๘๐,๐๐๐ ครอบครัว นี่ช่วยไปได้ ๕๗๐,๐๐๐ คน ก็ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะทำระบบจำนำ ผมอยากเห็นรัฐบาลดูแลพี่น้องชาวนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แน่นอนคงไม่ถึง ๓,๗๘๐,๐๐๐ คน ระบบประกันข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ดูแล ที่ได้จ่ายเงินไปจริง ก็ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่านิด ๆ แค่นั้นเอง มีคนยังไม่ควอลิไฟ (Qualify) ก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ผมอยากเห็นว่าให้พยายามขยายระบบจำนำ ไม่ใช่ที่ผ่านมาผู้ที่ได้ประโยชน์คือ ชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในภาคกลางเท่านั้นนะครับ ภาคกลางเขาว่ากรุงเทพฯ นี่จะได้ประโยชน์เยอะ แต่ว่าที่อยู่ไกลพื้นที่ออกมา พี่น้องทางภาคอีสาน พี่น้องทางภาคเหนือ พี่น้องทางภาคใต้ หรือทุกจังหวัดที่อยู่ไกลจากตัวเมืองใหญ่ ๆ ที่มีโรงสีอยู่ เขาจะไม่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะทำแล้วผมก็อยากจะฝากรัฐบาลว่าพยายามทำให้ทั่วถึงนะครับ คือรับชาวนาก็รับให้ทั่วกันให้หมด อันนี้เป็นประเด็นแรก

ประเด็นถัดไป วิธีการที่ทำมาที่ผมไปสังเกต คือเวลารัฐบาลเขาประกาศว่า จะรับจำนำราคา ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน พี่น้องชาวนาก็ต้องเข้าใจ หมายความว่าความชื้น ของท่านจะต้องไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้แม้แต่ระบบประกันรายได้ชาวนาก็ไม่ค่อยเข้าใจ อยากจะได้เงินมากแต่ว่าคุณภาพสินค้าตนเองไม่เข้าสเปก (Spec) ต้อง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับความชื้น เมื่อความชื้นของท่านมันมากกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะต้องลดราคา ลงไป ๑ เปอร์เซ็นต์ประมาณ ๑๕๐ บาท ถ้าความชื้น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ข้าวของท่านที่รัฐบาล จะรับจำนำก็ต้องลดลงไปประมาณ ๓๐๐ บาท อันนี้ชาวนาต้องเข้าใจ ต้องดูแลผลผลิต ของตัวเองด้วย แต่ว่าที่ทำมาที่ผมไปสังเกตก็คือว่าผมไปดูเองในโรงสีเมื่อสมัยที่เขาจำนำอยู่ เขาก็จะมีเครื่องวัดความชื้นมันคล้าย ๆ เทอร์โมมิเตอร์ ท่านประธานครับ ก็เอาสอดเข้าไปใน กองข้าวแล้วมันก็จะขึ้นติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงความชื้น๑๕ ถ้าความชื้น ๒๐ ขึ้น ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ความชื้น เขาก็จะลดราคาลงไปมันวัดได้รู้สึกว่าสูงสุด ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมาถึงโรงสีแล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ควบคุม การรับจำนำก็ไม่ค่อยสนใจหรอกครับ ข้าวจะเปียกจะชื้นอย่างไรเมื่อมาถึงแล้วเรียกว่าผีถึง ป่าช้าแล้วก็รับหมด รับหมดเพราะไม่ต้องการมีปัญหากับชาวนา เพราะผมไปสังเกตข้าว ข้าวบางลอต (Lot) แฉะนะครับ เปียกเพราะโดนน้ำมาก็รับ ไม่เอาความชื้นเกิน ๓๓ เปอร์เซ็นต์ก็ตีให้ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ก็รับเอาไว้ บางลอตหนีน้ำเพราะว่าฝนกำลังจะมา เขาตัดทั้ง ๆ ที่เม็ดยังเขียว ๆ ผมลูกชาวนา ผมทำนาตั้งแต่เด็ก ผมรู้นี่เม็ดเขียว ๆ ข้าวสาร ข้างในนี้มันก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไรหรือมีน้อย เวลาเอาไปสีมันก็เป็นข้าวหัก ขายก็ไม่ได้ราคา คือรับซื้อ ๒ ประเภทนี้รับซื้อคือก็ขาดทุนแล้ว ถ้าความชื้นสูงรับซื้อไปใส่ในโรงสีอีกหน่อย มันก็เน่า ถ้ามันไม่งอกข้าวนี่มันก็เน่า เพราะฉะนั้นก็ต้องให้รัฐบาลช่วยกำชับเจ้าหน้าที่ คือที่ เขาทำกันนี่มันก็หละหลวม เพราะว่าเงินของรัฐบาลหรือเงินภาษีอากรหรือเงินงบประมาณ แผ่นดินมันไม่ใช่เงินของเขา อันนี้คือปัญหามาก ผมมาเล่นการเมืองอยู่ในสภานี้ ๓๑ ปี ๓๐ กว่าปี เป็นวุฒิสมาชิกอยู่ ๖ ปี นอกนั้นก็เป็นผู้แทนราษฎรถ้าหักเวลาที่เขายึดอำนาจ เสียแล้ว ผมก็อยู่ในสภานี้ ๓๐ ปี อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๓๐ ปีทั้งวุฒิสภาและ ผู้แทนราษฎร แล้วนั่งหัวโต๊ะควบคุมกรรมาธิการงบประมาณอยู่ ๔ ปีที่ผ่านมาในชีวิตจึงเห็น ว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินนี่หละหลวมเยอะมากนะครับสิ่งที่ไม่ควรทำเขาก็ทำกัน โปรเจกต์บางโปรเจกต์นี่ไม่เฟลกซิเบิล (Flexible) ภาษาอังกฤษพูด หมายความว่า ไม่เหมาะสมที่จะลงทุน ลงทุนไปนี่ไม่คุ้มที่จะได้มา แต่เขาก็ลงทุนเขาก็ทำกัน อาจจะเป็น เพราะว่าผู้รับเหมาเขียนโครงการไว้ให้จึงจำเป็นต้องทำ เสียหายเยอะมาก ที่เสียหาย เยอะมาก ผมพูดทุกแห่งนะครับ ไม่ว่าในชั้นเรียนที่ผมสอนหนังสืออยู่ในปัจจุบันนี้ หรือว่า ในการประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีและผมเป็นประธาน หลายชุดมาก ผมจะพูดเหมือนกันหมดเลยว่าการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่สุรุ่ยสุร่ายนี่ เพราะเหตุผล ๒ ประการคือคนใช้งบประมาณแผ่นดินมีความรู้สึก

ประการที่ ๑ เงินนี้ไม่ใช่เงินของแม่กู

ประการที่ ๒ เงินนี้ไม่ใช่เงินของเมียกู

ถ้าเรารู้สึกว่าเงินนี้เป็นเงินของแม่เรา เราจะระมัดระวังในการใช้จ่าย เพราะสงสารแม่ แม่แกอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาให้เรา การใช้จ่ายเราจะระมัดระวังนะครับ เพราะสงสารแม่ ถ้ามีความรู้สึกว่าเงินนี้เป็นเงินของเมียเรา เราต้องระมัดระวัง เพราะถ้าเอา ไปลงทุนค้าขายขาดทุนกลับไปบ้านอาจจะโดนเมียด่า หนักกว่านั้นคือโดนเมียตบ เราก็ต้อง ระมัดระวัง แต่พอเงินที่ไม่ใช่ของแม่เรา ไม่ใช่เงินของเมียเรา เป็นเงินของหลวง เขาเรียก เงินหลวง เงินของงบประมาณ เงินภาษี เขาก็ไม่รัดกุมกันละครับ เขาก็ใช้จ่ายกันอย่างนี้ เหมือนอย่างการจำนำข้าว เจ้าหน้าที่ท่านต้องกำชับดูดี ๆ เพราะเขาไม่นำพา ทั้ง ๆ รู้ว่า จะเกิดความเสียหายในอนาคตก็รับจำนำ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็ขอฝากเตือนรัฐบาลให้ช่วย ดูด้วยนะครับ

ประการถัดไปก็คือว่าคุณหมอวรงค์พูดไปแล้วเมื่อคืน มันมีครับ มีคนเขา ยืนยันกับผมมันมี ในบรรดาพ่อค้าและข้าราชการทั้งหลายคนไม่ดีมันก็มีนะครับ แต่ส่วนใหญ่ เป็นคนดี สังคมมันถึงอยู่ได้เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่คนที่ไม่ดีเขาทำอย่างไร คือไปเอา ข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอย ไปเอาประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอย เพราะข้าวของพม่า หรือข้าวของเขมร เพราะที่นั่นราคามันถูก เกวียนหนึ่งมัน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท เอาไปจำนำ เราตั้งไว้ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไปซื้อมาสัก ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท แล้วเอามาจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท เอามาปนกับข้าวของประเทศไทย อันนี้ต้องรอบคอบนะครับ คือเจ้าหน้าที่ ต้องดูดี ๆ ผมไม่เป็นห่วงอะไร เป็นห่วงก็คือว่าเมื่อเอามารวมกับข้าวไทยแล้วท่านส่งไปขาย ต่างประเทศ เพราะว่าข้าวในประเทศพวกนี้คุณภาพต่ำกว่าเรา เมื่อปนกันไปแล้วจะทำให้ข้าว เรานี่เสียชื่อเสียงในต่างประเทศ มันจะเสียหายต่ออนาคตของตลาด อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ก็ขอ ฝากเตือนเอาไว้อีกประเด็นหนึ่ง ระยะสั้น ๆ มีปัญหาจุกจิกเยอะครับ แต่ผมจะไม่ให้เสียเวลา กับสภานี้มากไปกว่านี้นะครับ ผมก็จะขอก้าวไปสู่ปัญหาระยะยาว เพราะผมถือว่าปัญหา ระยะยาวเป็นปัญหาที่จะมีความสำคัญมากกว่าปัญหาระยะสั้นเสียด้วยซ้ำไป ปัญหาระยะยาว ก็คือว่า

ประการแรก เมื่อเรารับจำนำแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้มีโกดังของตนเอง รัฐบาล ก็จะเอาข้าวที่รับจำนำแล้วไปเช่าโกดังหรือไปเช่าโกดังของโรงสี เมื่อเช่าโกดังของโรงสี ต้องกราบเรียนเตือนรัฐบาลว่าอย่าเก็บไว้นานนะครับข้าว เพราะข้าวถ้าเก็บไว้นานแล้ว คุณภาพมันก็จะเสื่อม มีผู้ชำนาญการคำนวณให้ผมดูว่าข้าวถ้าเผื่ออายุที่เก็บไว้ในโกดัง ในอายุ ๑ ปี ๖ เดือน หลังจาก ๑ ปี ๖ เดือนไปแล้วยางข้าวมันเริ่มจะหาย ยางข้าว ข้าวมันอร่อย มันจะอร่อยไม่อร่อยมันอยู่ที่ยางข้าว เมื่อยางข้าวหายไป ไม่เป็นที่นิยม ของผู้บริโภค เพราะฉะนั้นราคาก็จะตก เขาคำนวณให้ดูว่า ถ้าอยู่ครบ ๒ ปี ราคาจะตก ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เอาตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ ถ้า ๓ ปี ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ต้องอย่าเก็บข้าวนานครับ อันนี้ต้องขอฝากเรียนว่าอย่าเก็บนาน เก็บนานแล้วเสียหาย

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเวลาเราเก็บในโรงสี ผมจะพูดแล้วเมื่อกี้รัฐบาลไม่ได้ มีโรงสีของตนเอง ไม่ได้มีโกดังของตัวเอง ก็ไปเช่าของโรงสีของชาวบ้านมา เพราะฉะนั้น เราต้องจ่ายค่าอะไรครับ ต้องจ่ายค่าเช่า นอกจากจ่ายค่าเช่าแล้ว รัฐบาลต้องจ่ายอะไร อีกครับ ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่กู้เงิน ธ.ก.ส. มา แล้ว ธ.ก.ส. เวลาคิดอัตราดอกเบี้ยนี่ไม่ได้ คิดถูกนะครับ ผมพูดไว้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของท่านอภิสิทธิ์ แต่ว่าก็รู้สึกจะแก้ไขอะไร ไม่ทันเพราะว่ายุบสภาเสียก่อน อัตราดอกเบี้ยที่คิดจากรัฐบาล ผมว่าแพงไป ธ.ก.ส. ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลเป็นลูกค้าที่ดีที่สุด อัตราความเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย รัฐบาลเป็นลูกหนี้ความเสี่ยงไม่มี เพราะฉะนั้นอัตราดอกเบี้ยต้องไม่คิดมากสิครับ อันนี้ผมต้องฝากรัฐบาลไปดูด้วย แต่ว่าการเก็บ ไว้นานมันเสียหายอย่างไร ผมเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีครั้งหลังสุด ผมเป็นมา ๒ ครั้งแล้ว ครั้งหลังสุดผมเป็นเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เข้ามาปรากฏว่าข้าวในโกดังที่เก็บเอาไว้จาก โครงการจำนำข้าวของทุกรัฐบาลผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลส่วนหนึ่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งหมด ๕.๖ ล้านตัน เยอะนะครับ ๕.๖ ล้านตันนี่เยอะ ๕.๖ ล้านตัน นี่ต้องจ่ายค่าเช่าและอัตรา ดอกเบี้ย เดือนหนึ่งเท่าไรท่านทราบไหมครับ ๘๑๐ ล้านบาทครับ ปีหนึ่งประมาณหมื่นล้าน ตัวเลข กลม ๆ ปีหนึ่งหมื่นล้าน แล้วบางอันเก็บมาตั้ง ๘ ปี ไม่รู้เก็บไว้ทำไม ๘ ปีเดี๋ยวผมจะพูดต่อไป ผมถึงต้องกราบเรียนว่าสินค้าพวกนี้เก็บไว้มันเน่าเสีย ในทางทฤษฎีการบริหารธุรกิจผมไปเช็ก ดูท่านรัฐมนตรีมีหลายท่านที่จบบริหารธุรกิจ บิซซิเนส แอดมินิสเทรชัน (Business Administration) มีหลายคนทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ผมไปเปิดดูตำราที่พวกท่านเรียนแล้ว เขาก็สอนพวกท่านนะครับ พวกนักศึกษาที่เรียน บีบีเอ (BBA) ทางด้านบริหารธุรกิจว่า ให้หลีกเลี่ยงการเก็บสต็อกสินค้า เพอร์ริชเอเบิล โปรดัคท์ (Perishable product) สินค้าเน่าเปื่อย เขาก็ให้หลีกเลี่ยงครับ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกักตุน นี่คือการบริหารโลจิสติกส์ ในการบริหารธุรกิจ เพราะนี่คือตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือว่าท่านเก็บนานไม่ได้นะครับ ท่านเก็บนานไป หายนะเสียหาย ที่เสียหายมันก็จะโยงข้อต่อไปก็คือว่าอันนี้เป็นหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การที่ท่านเก็บข้าวไว้ในสต็อกเป็นจำนวน ๕.๖ ล้านตัน มันหมายถึงอะไรครับ หมายความว่า ท่านดึงจำนวนข้าวจำนวนหนึ่งไม่ให้ออกสู่ตลาดโลก ดึงเก็บเอาไว้ มันก็อาจจะมีส่วน เพราะว่าเรา ค้าขายข้าวของเราประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราส่งข้าวออกประมาณสัก ๑๐ ล้านตัน ในบรรดามีการค้าขายข้าวกันในโลกประมาณ ๓๐ ล้านตันกว่า ๆ ๓๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราก็มีอิทธิพลพอสมควร แต่การที่เราเก็บข้าวเอาไว้ในสต็อก ๕.๖ ล้านตัน จำนวนไม่น้อยนะครับ มันก็มีผลทำให้ราคาในตลาดโลกอาจจะสูงขึ้น แต่เวลาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นคนได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ชาวนาไทยอย่างเดียวนะครับ เวียดนามก็ขายข้าวได้ราคาดีขึ้น เขมรก็ขายข้าวได้ดีขึ้น ปากีสถาน อินเดีย ขายข้าวได้ดีขึ้น แม้แต่อเมริกาผมว่าก็มีส่วนทำให้ขายข้าวได้ดีขึ้น เนื่องจาก การเก็บสต็อกของประเทศไทย เพราะเราต้องคิดในทางเศรษฐศาสตร์ว่าการเก็บสต็อกเอาไว้ ไม่ใช่ช่วยชาวนาของเราอย่างเดียวนะครับ เป็นการช่วยทำให้คนอื่นเขาขายข้าวได้ราคาดี ในหลายประเทศทั่วโลก บนอะไรครับ บนต้นทุนที่ประชาชนคนไทยต้องจ่ายเงินปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อความสุขของชาวนาทั้งโลก อันนี้ต้องคิดในหลักเศรษฐศาสตร์ เพราะท่าน เก็บได้ในสต็อกแต่ไม่ควรเก็บนานนะครับ เพราะผมไม่คิดว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะเป็น ซานตาครอสที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผมคิดว่าไม่มีคงทำไม่ได้และไม่ควรจะทำ ผมว่าคนไทยไม่ขัดข้องที่จะเอาภาษีอากรไปช่วยชาวนานะครับ ถ้าเผื่อตรงไปชาวนาไทยนะครับ แต่ท่านอาจจะไม่สบายใจถ้าเผื่อช่วยชาวนาทั้งโลก เวลาผมหมดหรือครับ เวลาผมหมดไม่เป็นไรครับ ท่านหักตกลงกับวิปไปแล้วหักไปเรื่อย ๆ ครับ หักเวลาของฝ่ายค้านนะครับ

ประเด็นต่อไปที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าถ้าเผื่อเราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้นะครับ ในเรื่องว่าพยายามจะตั้งราคาประกันของรัฐบาลที่แล้วให้สูงขึ้น พยายามตั้งราคาจำนำให้สูงขึ้น อันนี้อันตรายมากในอนาคต เพราะจะทำให้ข้าราชการและชาวนาไทยละเลยไม่สนใจในการลด ต้นทุน ไม่สนใจในการลดต้นทุนนี่คือที่ตายของประเทศไทยครับ ในขณะที่คู่แข่งเรา ยกตัวอย่างเช่น เวียดนามนโยบายเขาชัดเจนมากคือต้องลดต้นทุน เพิ่มนักวิจัย เพิ่มการวิจัย เขาวิจัยพันธุ์ข้าว ให้มีคุณภาพสู้กับประเทศไทยให้ได้ ขยายเออริเกชัน (Irrigation) ขยายการชลประทานไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วปัจจุบันนี้ของเรายัง ๒๕ เปอร์เซ็นต์อยู่เลย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยา ฆ่าแมลง เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ต้นทุนเขาต่ำ ต้นทุนเขาถึงต่ำกว่าเรา แต่เรานี้ไม่นำพาเลยนะ ประเทศเรานี่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาวคือต้องลดต้นทุนนะครับ ลดต้นทุนนี่ ผมดีใจนะครับที่รัฐบาลนี้ได้เขียนในนโยบายที่จะลดต้นทุน นโยบายค่อนข้างจะดีมากนะครับ ได้เขียนว่านโยบายจะเพิ่มการวิจัยพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชอันนี้ก็เขียนไว้ นโยบายปุ๋ยสั่งตัด เมื่อรัฐบาลที่แล้วทำร่วมกับรัฐมนตรีธีระในรัฐบาลนี้ก็ขอทำต่อเพื่อที่จะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะในประเทศไทยชาวนาใช้ปุ๋ยเคมีในปัจจุบันนี้ท่านไม่รู้ตัวนะครับ ครึ่งหนึ่งของปุ๋ยเคมีที่ท่าน ใช้อยู่เท่านั้นกับที่ต้นข้าวเอาไปเลี้ยงลำต้น เลี้ยงดอก เลี้ยงใบ อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ละลายไปกับน้ำ เมื่อลงไปในลำคลองน้ำก็เน่าและต้นข้าวก็อ่อนแอ แล้วเกิดเพลี้ยกระโดดเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย กับต้นข้าว ชาวนาไม่รู้ตัว ก็บ่นแต่ว่าปุ๋ยแพง เพราะว่าใช้ปุ๋ยเยอะมากไปดูที่ในเวียดนามเขาไม่ได้ ใช้เยอะอย่างเราเขาประหยัด เพราะฉะนั้นต้องขอบคุณนะครับ ที่ใส่ไว้ในนโยบาย คือผมทำงานร่วมกับท่านธีระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี่เรามีความทุกข์ร่วมกันมาตลอดเลยว่าทำอย่างไรที่จะลดต้นทุนการผลิตข้าวของเรานี้ให้ได้ นี่คือความอยู่รอดในอนาคตของชาวนาไทย เพราะฉะนั้นผมฝากว่ารัฐบาลช่วยสนับสนุน ท่านธีระด้วยในการลดต้นทุนนะครับ คณะรัฐมนตรีช่วยสนับสนุนด้วย รวมทั้งสำนัก งบประมาณและ ธ.ก.ส. ก็ต้องช่วยกันในการลดต้นทุนนะครับ มันมีวิธีการลดต้นทุนเยอะแยะ นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีแล้ว แม้แต่วิธีการทำนานี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราเก่งนะครับ เรื่องพันธุ์ข้าวนี่ เพิ่งค้นพบวิธีใหม่คือการโยนกล้า การโยนกล้าจะประหยัดต้นทุนไปได้ไร่ละ ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ บาท และจะทำให้ผลผลิตเพิ่มไร่หนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ บาท เพราะการเปลี่ยน วิธีปลูกข้าว แทนที่จะดำ แทนที่จะหว่าน เราใช้วิธีโยนกล้า จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ ๒,๐๐๐ บาทต่อ ๑ ไร่ ผมรู้เพราะผมทำอยู่ ปัจจุบันนี้ผมทำนาอยู่นะครับ ผมทำนาอยู่ ๔ ไร่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งไปโยนกล้ามาด้วยตัวเอง ที่นา ๔ ไร่ ผมโยนกล้า ๒ คนวันเดียวหมด ถ้าดำนะครับ ๔ ไร่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๔ วันครับ ๒ คนทำ นี่วิธีการอย่างนี้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ค้นพบมา ๕ ปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นต้องขยายไปทั่วราชอาณาจักร อันนี้ผมก็ต้องขอบคุณท่านธีระนะครับที่ได้ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค่อนข้างจะดี

ประเด็นสุดท้าย ผมเป็นห่วงเรื่องตลาดข้าวครับ เรื่องตลาดข้าวท่านคิดแค่นี้ ข้าวเปลือกปัจจุบันเกวียนละ ๑๒,๐๐๐ บาท พ่อค้าจะส่งไปขายในต่างประเทศที่จะอยู่ได้นี่ ต้องขายเกวียนหนึ่ง ๖๒๕ ดอลลาร์ ตันหนึ่งนี่ ตันหรือเกวียนเท่า ๆ กัน ต้นทุนข้าวเปลือก ถ้าตันหนึ่ง ๑๒,๐๐๐ บาท เขาต้องขาย ๖๒๕ ดอลลาร์ เขาถึงจะอยู่ได้ ในขณะที่ของ เวียดนามเขาขายเท่าไรครับ ข้าวคุณภาพใกล้เคียงของเรานี่เขาขายแค่ ๕๗๐ ดอลลาร์ ของเรา ๖๒๕ ดอลลาร์ ห่างกัน ๖๐-๗๐ เหรียญครับ เขาก็แย่งตลาดเราไปหมด เมื่อก่อนเรา ครองตลาดเอเชีย ปัจจุบันนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของตลาดเอเชียกลายเป็นตลาดของเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ไม่เคยซื้อของ เวียดนาม เป็นลูกค้าประจำของเรามาตลอด ปัจจุบันนี้ไปซื้อของเวียดนามหมดแล้ว เพราะเราสู้ไม่ได้ เราก็ทะนงตนองอาจว่าข้าวเราเป็นข้าวพรีเมียม (Premium) ข้าวหอมมะลิ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ไม่มีใครแย่งตลาดเราได้ ผมกราบเรียนว่าปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิของ เวียดนามกับข้าวหอมมะลิของไทยนี่ใกล้เคียงกันแล้วนะครับ ผมไปกินดูที่เวียดนาม ผมไปประชุมอาเซียนแล้วไปกินที่เวียดนามใกล้เคียงกันมาก เพราะว่าเราไม่ทุ่มเงินวิจัย ในการพัฒนาคุณภาพ ไม่รักษาคุณภาพไว้เลย ไปดูเถอะครับ การทุ่มการวิจัยของเรานี่แย่มาก เลยกรมการข้าว นักวิจัยปลดเกษียณไปก็ไม่มีค่าจ้างเพิ่ม ทุนวิจัยก็น้อย สถานีวิจัยเครื่องไม้เครื่องมือ ก็แย่มากเพราะไม่มีใครสนใจ คุณภาพของเวียดนามก็ใกล้เคียงมาก ข้าวหอมมะลิเรานี่ คุณภาพเสื่อมไปเยอะนะ เมื่อก่อนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วข้าวหอมมะลิหุงหลังบ้านนี่หอมถึงหน้า บ้าน ผมจะบอกให้ ปัจจุบันนี้ต้องไปนั่งในครัวถึงจะได้กลิ่นข้าวหอมมะลิ นี่คือคุณภาพ ที่มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท ประเทศฮ่องกงนี่เมื่อก่อนเราครองตลาดข้าว พรีเมียม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเหลือ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาไปกินข้าวเวียดนาม สิงคโปร์ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท เพราะฉะนั้นก็ต้องลงทุนกันในเรื่องนี้ครับ

ประเด็นสุดท้ายเลย ครับสุดท้ายจริง ๆ ก็คือว่าผมเป็นห่วงที่รัฐบาลเขียน เอาไว้ในนโยบาย ท่านเขียนไว้ในนโยบายว่า คือท่านมีเจตนาที่จะให้เรานี่เป็นผู้นำในเรื่อง ราคาข้าว อันนี้ผมฟังคนพูดมาเยอะแล้ว เราก็มักจะมีความรู้สึกว่าถ้าเผื่อเรารวมกันได้กับ เวียดนามหรือกับใครสักอย่างก็จะทำเขาเรียกว่า โอเรก (OREC) ก็เหมือนกับโอเปก อันนี้ ผมคิดว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนี่มันยาก เพราะว่าเวียดนามเขาไม่มีความจำเป็นต้องมา จับมือกับเราเลย อย่างผมอธิบายให้ฟังแล้ว คือเรากางร่มให้เขา เขาก็คอยแย่งตลาดเรา เพราะว่าข้าวเขาถูกกว่าเราประมาณ ๗๐-๘๐ เหรียญ ดูต้นทุนอยู่แล้ว เขาคงไม่ฉลาดน้อย ที่จะมาจับมือกับเรา เพราะเขาไม่มีเหตุผลอะไร เพราะเขาก็แย่งตลาดเราไปเรื่อย ๆ จนกว่า เราจะหมดตลาด เพราะฉะนั้นอันนี้เราจะไปเทียบโอเปก โอเปกนี่รีเสิร์ช (Research) ของเขานี่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของโลกนะครับ แล้วก็เขาครองตลาดอยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เรารวม เวียดนามแล้วเราจะครองตลาดข้าวได้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็จริงนะครับ แต่ว่าปริมาณ ผลผลิตข้าวของเรา ของประเทศไทยนี่ ๖ เปอร์เซ็นต์ของโลก ของเวียดนามมากกว่าเรา นิดหนึ่ง รวมกันแล้วก็เป็น ๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นชี้ได้นะครับ แต่ว่า นำไม่ได้หรอกครับ ผมไม่คิดว่าจะนำได้ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนะครับท่านประธานครับ ก็ด้วยความปรารถนาดี ก็อยากให้รัฐบาลทำ ต้องทำนะครับ เมื่อพูดแล้วนักการเมืองนี่ อันนี้ สำคัญมากเราเป็นนักการเมือง คนเขาดูถูกดูแคลนพวกเรา เราต้องปกป้องสถานภาพของ พวกเราเหมือนกัน เมื่อพูดแล้วเราต้องทำ ผมดีใจหลายเรื่องที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพูด ในการหาเสียงแล้วท่านทำนี่ขอบคุณ อย่างน้อยก็รักษาหน้าตาของความเป็นนักการเมือง เอาไว้ คือพูดแล้วต้องทำ แต่เวลาทำนี่ปราชญ์เขาสอนเอาไว้ครับ อะไรก็ตามถ้าเผื่อเรามี ความสำนึกเบื้องต้นว่ามันอาจจะเกิดความเสียหายได้อย่าดันทุรังและมันเสียหายจริง หรือทำไปแล้วมันเกิดความเสียหายก็อย่าดันทุรังก็หยุดแล้วก็เปลี่ยนเสีย เหมือนท่านอภิสิทธิ์ แนะนำว่าถ้าเผื่อมันเกิดความเสียหายท่านก็ลองทบทวนดู แต่ว่าสิ่งแรกคือท่านต้องทำก่อน ต้องทำก่อนเพราะพูดแล้วเราต้องทำเพื่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง ผมก็กราบเรียนเสนอแนะนะครับ ขออภัยถ้าเผื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วก็ขออภัยถ้าต้องมาฟังซ้ำ ท่านรู้อยู่แล้วนะครับ แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ก็ถือว่าเป็นการแนะนำกัน ในระหว่างเครือญาติก็แล้วกันนะครับ ก็ขอให้มีความสุขความเจริญนะครับทุกคน ขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ครับ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้รับมอบหมายจากที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการการศึกษาของวุฒิสภา และเชื่อมโยงกับมติของวิปวุฒิสภาให้มาอภิปราย นโยบายทางด้านการศึกษาของรัฐบาลภายใต้เวลาจำกัด ๑๐ นาที ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าใน ๗ ข้อของนโยบายรัฐบาลนั้นมีประเด็นที่จะต้องทำการวิพากษ์วิจารณ์ ติเพื่อก่อหลายประเด็นทีเดียว ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมพยายามที่จะมี ความคาดหวังว่ารัฐบาลนี้ท่านคงจะมีวิสัยทัศน์และให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา ผมก็คงไม่สรุปว่าท่านมีวิสัยทัศน์หรือไม่ ผมดูจากเอกสารครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าดูจาก ถ้อยคำดูจากข้อความนั้นท่านได้บรรจุประเด็นปัญหาไว้พอสมควร แล้วก็ท่านได้นำเสนอ ทางออกไว้พอสมควรครับ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือว่าเมื่ออ่านทั้งหมดทั้ง ๗ ข้อ ผมกลับไม่แน่ใจ ว่าท่านนั้นได้นำเสนอนโยบายที่มีลักษณะที่เป็นกระบวนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการ ศึกษาหรือนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการศึกษามากน้อยเพียงใด ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตได้พูดในส่วนที่ผมคิดว่ายังไม่เป็นกระบวนอันนี้ทำให้ภาพมีความเด่นชัดมากขึ้น แล้วก็เติมในส่วนที่ยังขาดอยู่ ท่านประธานที่เคารพ

ประเด็นแรก คุณภาพการศึกษา ผมเข้าใจว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องของคุณภาพ การศึกษานั้นทุกคนจะมองคล้าย ๆ กันว่าประเทศเรานั้นถึงแม้ว่าเรามีทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่ว่าคุณภาพของคนที่ถูกผลิตไปจากระบบการศึกษานั้นยังไม่ตอบสนอง ยังไม่ตอบโจทย์ หลายคนบอกว่าเมื่อเราจบการศึกษามาเป็นนักการเมือง ผู้คนก็วิจารณ์ว่านักการเมืองนั้น ไม่ซื่อสัตย์ ไม่สุจริต ไม่เสียสละ ไม่มีอุดมการณ์ หรือไปเป็นคนทำงานในภาคเอกชนนั้น คิดไม่เป็น ทำไม่เป็น ไปอยู่ภาคส่วนราชการก็อาจจะยังคิดไม่ดีทำไม่ดี การพูดจาในทำนอง อย่างนี้ผมคิดว่าประชาชนเขาสะท้อนได้ตรงครับ อันนี้เป็นปัญหาทางคุณภาพ แต่เวลาเรามา จัดการศึกษาโดยผู้บริหาร โดยเฉพาะของรัฐบาลเรามักจะพบว่ามักจะตีความคุณภาพ การศึกษาแคบลงเหลือเฉพาะเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นั่นก็คือเรื่องของการให้เด็ก ท่องจำแล้วก็ไปวัดผล วัดผลเสร็จ เราให้เด็กสอบเข้าเรียนต่อมัธยมดัง หรือต่อเข้า มหาวิทยาลัยดัง หรือที่เขาเรียกว่า แอดมิชชัน (Admission) ด้วยผลการสอบปรนัยแทบจะ ล้วน ๆ ดังนั้นนิยามหรือการตีความในเรื่องของคุณภาพเราจึงบิดเบี้ยวทันที ผมคิดว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลนั้นยึดมั่นตาม ข้อความที่ตัวเองเขียน ถึงแม้นว่ามันอาจจะไม่เป็นกระบวน แต่ท่านพูดถึงเรื่องของคุณธรรมก็ตาม พูดเรื่องประชาธิปไตยก็ตาม พูดถึงเรื่องของทักษะการคิดก็ตาม ท่านประธานครับ สิ่งตรงนี้ รัฐบาลจะต้องนำเอาไปเป็นจุดมุ่งหมายที่มีความเข้มข้นว่านี่แหละคือคุณภาพ หลังจากนั้น ท่านประธานครับ รัฐบาลจะต้องไปทำอะไร ในนี้ที่จริงรัฐบาลได้เขียนไว้เช่นกัน ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลเข้าใจนะครับ แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าความเชื่อมโยงนี้ท่านจะให้น้ำหนักร้อยเรียงกัน อย่างไร ก็คือเรื่องของครูซึ่งเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ รัฐบาลเข้าใจดีว่าปัจจุบันการกระจายครูยังไม่เหมาะสม เราจะมีความรับรู้ว่าครูขาดและ ครูเกินอยู่ตลอดเวลา ไปถามคนที่มีลูกหลานเรียนในโรงเรียนที่มีครู ๔ คน เด็ก ๔๐ คน ผู้ปกครองก็จะบอกว่าครูนั้นขาด เพราะว่าไม่ครบชั้นครับ เรียนถึง ป. ๖ มีครู ๔ คน ถ้าเรา เอาวิชามาจับ เรามี ๘ กลุ่มสาระวิชา เรามีครู ๔ คนก็ครูขาดอีก แต่ท่านครับถ้าเอาอัตรา เฉลี่ยมาจับ เรามีอัตราเฉลี่ยครูไทยในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เรามี เด็กเกือบ ๑๐ ล้านคน อัตราเฉลี่ย ๑๙ นักเรียนต่อครู ๑ คน ซึ่งสูงกว่า เอดีบี (ADB) ธนาคาร พัฒนาแห่งเอเชีย ซึ่งมี ๒๕ ต่อ ๑ ท่านเห็นไหมครับว่าถ้าเอาค่าเฉลี่ยนี่ครูเกิน ฉะนั้นผมคิดว่า รัฐบาลเข้าใจในเรื่องของครู รัฐบาลจึงพยายามบอกว่าเอาภูมิสารสนเทศเพื่อใช้ ในการกระจายครู ตรงนี้ผมไม่คิดว่าจะตอบโจทย์ครับ การกระจายครูที่ไม่เหมาะสมมันเกิด มาจากการที่เราไปตีความเรื่องคุณภาพในประเด็นแรก แล้วเราไปวัดผลเรื่องวิชาการอย่างเดียว ตั้งแต่แอดมิชชันถึงที่สุดแล้วผู้ปกครอง หรือครู หรือนักเรียนเอง ก็จะต้องมุ่งไปสู่ลูกหรือพ่อ ที่เรียนวิชาการกันอย่างเดียว กวดวิชากันเข้าไป ไม่ทำกิจกรรมหรอกครับ จะไปพัฒนา จิตสาธารณะ คุณธรรมจริยธรรม เอาหลักธรรมของศาสนาเข้ามา คิดดีทำดีหรือคิดเป็นทำเป็น คิดสร้างสรรค์หรือประชาธิปไตย ใครจะไปทำครับ ไม่มีใครทำครับ เพราะว่ามันไม่ได้มีการวัดผล นี่ครับที่ผมจึงเรียนว่าปัจจัยในการที่จะทำให้คุณภาพของสังคมไทยนั้นเกิดในด้านการศึกษานั้น วันนี้ผมยังไม่พบว่ารัฐบาลไหนท่านจะได้เชื่อมโยงกันอย่างจริงจัง

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องโอกาสทางการศึกษา ผมเรียนว่าวันนี้เราพูดเรื่องโอกาสทางการศึกษากันมาก รัฐบาลที่แล้วจัดเรียนฟรี ๑๕ ปี ต้องชื่นชม เพียงแต่ว่าผมยังมีข้อติติงที่ผ่านไปว่าใช้การหารยาวเท่ากันบนทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัด ระหว่างเด็กที่นั่งรถเบนซ์ไปเรียนในโรงเรียนในกรุงเทพฯ โรงเรียนยอดนิยมกับ เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดนั้นรัฐบาลให้เท่ากัน ผมคิดว่าไม่ถูกและไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ หรือมีอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเราให้มหาวิทยาลัยดัง หรือโรงเรียนดังที่มีความพร้อมในงบประมาณที่สูงลิ่ว ผมยกตัวอย่างบางมหาวิทยาลัย ได้งบประมาณไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปีที่แล้ว ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะว่าผมไม่ได้ ตั้งใจดูถูกท่านแล้วไม่อิจฉาท่านด้วย แต่เรามีมหาวิทยาลัยอีกหลายมหาวิทยาลัยเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ ท่านครับ ๔๐ มหาวิทยาลัยรวมกันก็เพียงแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๑ มหาวิทยาลัยเดียว เฉลี่ยแล้ว ๒๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ลูกหลานคนจนเรียนครับ ถ้าท่านจะกระจายโอกาสมันต้องสร้างให้ราชภัฏมีความพร้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับงบประมาณน้อยกว่า ไม่ว่าจะเอาเรื่องของต่อหัวมาเฉลี่ย หรือเอาภาควิชา จริงอยู่บางมหาวิทยาลัยเรียนแพทย์ครับ ก็ตีไปสิครับ ๕๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ บาทไม่ว่ากัน แต่พอคูณไปแล้วมันก็ยังไม่เป็นธรรม ดังนั้น ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลเขียนเรื่องของโอกาสและความเป็นธรรม รัฐบาลจะต้องไปปรับนโยบาย ตรงนี้ โดยที่มันจะสะท้อนในรูปของการให้ความสำคัญกับงบประมาณ ท่านประธานครับ ในเวลาที่จำกัดผมจึงอยากเรียนข้อเสนอแนะที่ผมอยากจะเสนอแนะต่อรัฐบาลนี้ว่า ถ้าท่าน มุ่งหวังที่จะปฏิรูปการศึกษาเพื่อเอาการศึกษานั้นไปพัฒนาประเทศจริงละก็ ท่านละเลย ๔ ข้อนี้ไม่ได้ครับ

ข้อที่ ๑ ผมคิดว่าต้องปรับปรุงจุดมุ่งหมายโดยเน้นผู้เรียน ให้ผู้เรียนนั้นได้มีจิต และมีปัญญาเพิ่มจากวิชานะครับ จิตก็คือคิดดีทำดี มีจิตสาธารณะ มีคุณธรรมจริยธรรม หรือเราอาจจะพูดในวาทกรรมอื่นก็ได้ ส่วนปัญญานั้นก็คือการคิดเป็นทำเป็น มีทักษะการคิด แก้ไขปัญหาได้ ตัดสินใจเป็น นี่ครับเป็นข้อที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนว่าจะต้องให้น้ำหนัก

ข้อที่ ๒ ในแง่ของแนวทางในการที่จะจัดกระบวนการเรียนการสอนนั้น ถึงที่สุดจะต้องกลับไปหาสิ่งที่เขาเรียกว่า ไชลด์ เซนเตอร์ (Child center) แต่ไม่เคยเป็นจริง นั่นก็คือจะต้องเอาจากผู้เรียน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือผู้เรียนเองครับ ไม่ใช่เป็นปัจจัยภายนอกแบบวัฒนธรรมสังคมไทย ที่อำนาจนิยมอยากจะเอาผู้ใหญ่หรือภายนอกอัดเข้าไป อัดข้อมูลลงไป แล้วถึงที่สุดไม่ประสบ ความสำเร็จทั้งเรื่องคุณภาพทางวิชาการนะครับ ตัววิชาก็ไม่สำเร็จ ส่วนจิตกับปัญญา ก็ล้มเหลว ดังนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับตัวเด็กเอง ถัดไปก็คือครู ทำอย่างไรจึงจะให้ครูมี จิตวิญญาณ ทำอย่างไรจึงจะให้ครูมีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ขีดเส้นใต้ ๒ เส้นครับ ไม่ใช่เรื่องของการอัดคอนเทนท์ (Content) หรือเอาข้อมูลใส่หัวครู แน่นอน การผลิตครูที่ท่านให้น้ำหนักในนี้เห็นด้วยครับ เอาครูดีเข้ามาผสมกับครูเก่ง เพราะว่า ๕,๐๐๐ คนต่อปีนะครับ ดังนั้นครูที่เหลืออยู่อีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี่ต้องใช้การพัฒนา ทีนี้การพัฒนาผมห่วงว่าจะไปย่ำต๊อกแบบเดิมก็คือว่าไปสำรวจประเมินผลว่าครูอ่อนวิชานั้น วิชานี้ อ่อนเสร็จก็ไปอบรมโดยการเอาวิชายัดใส่หัวครู ซึ่งไม่ใช่ครับ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ กระบวนการจัดการเรียนรู้ต่างหากสำหรับครูแล้วก็จิตวิญญาณ การให้ ๒ ข้อนี้ของครูประสบ ความสำเร็จต้องให้คุณภาพชีวิตครูที่ดี

ข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ หลักสูตร ผมคิดว่าการริเริ่มในรัฐบาลที่แล้วดี ที่ต้องการลดการเรียนในช่วงชั้นประถมลงไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือให้เด็กใช้ภาษาของ รัฐบาลก่อนหน้านั้นก็ได้ก็คือเรียนอย่างมีความรู้คือทำกิจกรรม แต่ปัญหาก็คือว่าเวลา ไปทำจริงวัฒนธรรมการศึกษามันไม่ทำครับ มันยังมุ่งให้เด็กเรียนในห้องเรียนแคบ ๆ และท่องวิชาแล้วไปสำรอกเพื่อตอบข้อสอบกันอย่างเดียว ดังนั้นหลักสูตรต้องมาปรับนะครับ ประถมศึกษาต้องเน้นเรื่องจิตกับปัญญาให้มาก มัธยมศึกษาเน้นเรื่องความคิด อุดมศึกษา ค่อยไปเน้นเรื่องวิชาการ ท่านประธานครับ อีกครึ่งนาทีครับ ขออนุญาตนะครับ

ข้อที่ ๔ การวัดผลต้องเปลี่ยนใหม่ครับ การวัดผลนั้นตั้งแต่แอดมิชชัน จะต้องไม่รับเด็กจากเรื่องของความจำหรือปรนัยอย่างเดียว ต้องใช้แบบนครปฐมโมเดล (Model) ก็คือเด็กดีมีที่เรียน ต้องเอาจากเด็กทำกิจกรรม เด็กที่มีทักษะการคิดหรือ มีคุณธรรมต่าง ๆ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกนก วงษ์ตระหง่าน

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขออนุญาตได้อภิปรายในนโยบายเร่งด่วน ๑.๕ ของรัฐบาลที่ได้พูดถึงการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนโดยเริ่ม ทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่องสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ควบคู่กับการเร่งรัดเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้ง จัดทำระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายตามมาตรฐานการให้บริการในสถานศึกษาที่กำหนด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

ประเด็นที่ ๑ นโยบายที่ท่านได้เขียนไว้ดังกล่าวนี้เมื่อไปเปรียบเทียบกับ นโยบายที่รัฐบาลโดยเฉพาะของพรรคเพื่อไทยในการหาเสียงที่พูดไว้ชัดเจนในเรื่องของ วัน แท็บเล็ต พีซี เพอร์ ไชลด์ (One tablet PC per child) นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกัน ผมขออนุญาต อธิบายนะครับว่าในการหาเสียงของท่านนั้นทำให้เด็กนักเรียนมากกว่า ๑๐ ล้านคน โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีความเข้าใจตรงกันว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลลูกหลานของ เขาจะได้แท็บเล็ตกันคนละ ๑ เครื่อง แล้วยิ่งไปกว่านั้นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ก็ได้ไปอธิบายเรื่องเหล่านี้นโยบายดังกล่าวนี้กับโรงเรียนในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อยืนยัน กับพ่อแม่พี่น้องของนักเรียน โดยเฉพาะผู้ปกครองว่าทุกคนจะได้แท็บเล็ตกัน ซึ่งในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตเรียนว่าผมได้มีโอกาสพบกับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยหลายท่านในระหว่าง หาเสียง ผมก็ได้เตือนท่านเหล่านั้นแล้วว่านโยบายแจกแท็บเล็ตดังกล่าวนี้คงจะทำ ไม่ได้แน่นะครับ ไม่ใช่เฉพาะว่าแท็บเล็ตจะเป็นประโยชน์หรือไม่เท่านั้น แต่การแจกแท็บเล็ต กับทุกคนนั้นคงจะทำไม่ได้ แต่ผู้สมัครที่ผมได้พบของพรรคเพื่อไทยต่างก็ยืนยันว่าทำได้ และทำได้ทันทีนะครับ อันนั้นคือคำตอบที่ผมได้ แล้วก็ในวันนี้ในคำแถลงนโยบายของท่าน ในประเด็นแรกก็คือว่าท่านบอกว่าท่านจะทดลองทำกับโรงเรียนนำร่องชั้น ป. ๑ ความหมาย ชัดเจนครับ ในการทำนำร่องนั้นก็หมายความว่าจะทำกับบางโรงเรียนเท่านั้นกับเด็กชั้น ป. ๑ แต่ในความเข้าใจของพ่อแม่ผู้ปกครองเขาบอกว่าท่านจะแจกทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นคำถามที่ใหญ่มาก ที่ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่รับผิดชอบตรงนี้ ท่านคงจะต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองนะครับ แล้วก็เดี๋ยวสักครู่ในตอนสรุปผมจะอธิบายว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องของการหาเสียงกับ นโยบายที่ไม่ตรงกันเท่านั้น มันมีนัยสำคัญของผลกระทบที่จะตามมา

ประการที่ ๒ ที่สำคัญก็คือการเลือกที่จะใช้กับเด็ก ป. ๑ นั้นผมคิดว่า ไม่เหมาะสม เด็ก ป. ๑ ทุกคนก็ทราบดีนะครับว่าอายุ ๖ ขวบเขายังอ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ การเขียนภาษาไทยที่ไม่ถูกต้อง การอ่านภาษาไทยที่ไม่ชัดนั้นเป็นการทำให้ภาษาไทยซึ่งเป็น มรดกทางวัฒนธรรมของชาติของเราเสียหายนะครับ ท่านจะต้องตระหนักในเรื่องนี้ ผมคิดว่า เด็กชั้น ป. ๑ เขาต้องการครูที่จะสอนในเรื่องการอ่าน การเขียน การใช้แท็บเล็ตโดยใช้มือสัมผัส เราก็ทราบดีอยู่ว่าการเขียนหนังสือจากการใช้มือสัมผัสบนหน้าจอของแท็บเล็ตนั้นไม่ได้ ส่งเสริมในเรื่องของการเขียนหนังสือแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเด็ก ป. ๑ ต้องการครูมากกว่า แท็บเล็ตครับ การที่ท่านจะเอาเงินไปซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียนนั้น ผมคิดว่าท่านไปจ้างครู ที่เราขาดแคลนเพิ่มขึ้นให้กับลูกหลานของเราที่อยู่ชั้น ป. ๑ จะไม่ดีกว่าหรือครับ การใช้แท็บเล็ต กับเด็ก ป. ๑ นั้นยังส่งความเสียหายในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งประชาชนได้บอกกับเรา และเราทราบกันดีอยู่แล้ว

อันแรกก็คือว่าในเรื่องสายตาและการมองเห็นของเด็กชั้น ป. ๑ ซึ่งจะต้อง พัฒนาต่อไปนั้นในระยะยาวจะมีปัญหาแน่นอนนะครับ สิ่งยั่วยวนในโลกออนไลน์ต่าง ๆ ที่มา กับอินเทอร์เน็ต ในขณะที่เด็กอายุ ๖ ขวบซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะทางด้านความคิด ทางด้าน อารมณ์ และทางด้านสติที่จะกลั่นกรองข้อมูลต่าง ๆ จากโลกออนไลน์นะครับ สิ่งเหล่านี้ จะนำมาสู่อันตรายอย่างยิ่ง นั่นก็คือการลอกเลียนแบบที่อันตราย เราเคยเห็นเด็กที่ดู หนังการ์ตูนและกระโดดจากชั้น ๒ ของบ้านลงมาข้างล่างเป็นตัวอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในวันนี้ เขาจะเห็นมากกว่านั้นอีก แล้วก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งนะครับ ปัญหาเหล่านี้จะเป็นปัญหาของ เด็กที่นำไปสู่ปัญหาของโรงเรียนแล้วก็ปัญหาของสังคมไทยในที่สุด วันนี้ทุกคนบ่นกันมากว่า ลูกหลานของเราติดเกมนะครับ แต่หลังจากท่านแจกแท็บเล็ตไปแล้ว ลูกหลานของเรา ก็จะติดแท็บเล็ตด้วย เด็กของเรา ลูกหลานของเราจะสามารถใช้แท็บเล็ตเล่นเกมได้ ตลอดเวลาตามที่ต้องการ จะไม่ใช่เป็นเรื่องของการเรียนตามที่ต้องการตามเจตนาที่ท่านคิดไว้ เพราะว่าจากการสำรวจนั้นร้อยละ ๙๐ เปอร์เซ็นต์บอกชัดเจนว่าเมื่อมีแท็บเล็ตแล้วเขาจะไป เล่นเกมครับ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านจำเป็นจะต้องแจกแท็บเล็ต ตามนโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้จริง ๆ ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าแจกกับเด็ก ป. ๑ ให้แจกกับเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ซึ่งยังมีความพร้อมแล้วก็การใช้ประโยชน์ได้มากกว่า

ในประเด็นที่ ๓ ความไม่พร้อมทางด้านเทคนิคครับ ในการแจกแท็บเล็ตตรงนี้ ประเด็นที่ท่านไม่พร้อมก็คือในเรื่องของเนื้อหาสาระวิชา คำถามก็คือว่าจะมาจากไหน ใครจะเป็นคนทำ และด้วยมาตรฐานอะไร เนื้อหาทางด้านที่กระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาได้ ใส่ลงไปในพีซี (PC) แล้วก็ใช้คีย์บอร์ด (Keyboard) แล้วก็ซอฟต์แวร์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมี การปรับปรุงใหม่ใช่หรือไม่ และการปรับปรุงนั้นไม่ได้ง่ายเลยนะครับ แล้วก็จะมีปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ในเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญาก็จะเป็นปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน

ในประการที่ ๒ ที่จะเป็นปัญหาก็คือเรื่องของการปฏิบัตินโยบาย ท่านจะอบรมครูให้รู้วิธีการสอนที่ใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือได้อย่างไร และถ้าครูของเรา ไม่พร้อมแท็บเล็ตที่เราแจกไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ แล้วก็นโยบายนำร่องของท่าน เมื่อท่านนำไปขยายผลให้ไปทั่วประเทศ ผมเรียนเป็นห่วงท่านจริง ๆ ครับว่าเด็กในชนบท โรงเรียนที่อยู่ในชนบทซึ่งวายฟาย อินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ยังไม่พร้อม จะเป็นบุคคลที่เสียเปรียบ แล้วก็เสียโอกาส เพราะฉะนั้นแท็บเล็ตของท่านก็จะนำไปสู่ ๒ มาตรฐานทางด้านการศึกษา เพราะว่าความไม่พร้อมของระบบพื้นฐาน โครงสร้างในด้านของอินเทอร์เน็ตไร้สาย ของประเทศของเรา และที่สำคัญก็คือว่าท่านจะวัดผลของการเรียนการสอนในอินเทอร์เน็ตนี้ อย่างไร

ในเรื่องของอุปกรณ์แล้วก็ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ความคงทน การบำรุงรักษา อุปกรณ์เสียหายต่าง ๆ เหล่านี้ใครจะเป็นคนจ่ายครับ ถ้าแท็บเล็ตของลูกหลานหาย พ่อแม่ผู้ปกครองต้องซื้อใช้ใช่หรือไม่ครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องการความชัดเจน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สำคัญก็คือว่าอินเทอร์เน็ตฟรีในหลายบ้านนะครับ บ้านของ เด็กนักเรียนไม่ฟรีหรอกครับ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตยังไปไม่ถึง เขาต้องซื้อซิมใช่ไหมครับ ตรงนี้จะเป็นภาระกับผู้ปกครองมากขึ้นหรือไม่

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในประเด็นสุดท้ายในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดซื้อ และการพัฒนาสาระวิชาที่จะใส่ลงไปในแท็บเล็ต การจัดซื้อเพื่อจะให้ได้ในราคาประมาณ ๓,๐๐๐ บาทที่ท่านได้พูดไว้นั้นท่านจะต้องซื้อเป็นลอตใหญ่ ๆ การซื้อเป็นลอตใหญ่ ๆ ก็หมายความว่าซื้อแล้วก็จะแจกในปีถัดไป ปีถัดไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครหรอกครับที่เขาซื้อ แท็บเล็ตแล้วก็เก็บไว้ในสต็อก ๒ ปี ๓ ปีแล้วก็แจกไป สิ่งเหล่านี้ท่านจะถูกตั้งคำถามในเรื่อง ของความโปร่งใสในการจัดซื้อเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นสิ่งที่ประชาชนจะต้องเป็นห่วง คุณภาพ ของแท็บเล็ตที่จะต้องใช้ ๓ ๔ ๕ ปีนั้นมันจะเป็นตัวฟ้องนะครับว่าท่านทำได้อย่างไร ผมอยากจะขออนุญาตสรุปนะครับว่า

ประการแรก การแถลงนโยบายที่ไม่ตรงกับการหาเสียงตรงนี้เป็นสิ่งที่ อันตรายมากต่อระบบรัฐสภาของเรา เพราะเราเชื่อกันว่าการหาเสียงเป็นการที่ทำให้ ประชาชนเชื่อและเห็นชอบและประชาชนก็เลือก เมื่อประชาชนเลือกแล้วท่านเป็นรัฐบาล ท่านก็ปฏิบัติตามนโยบายนั้น แต่วันนี้สิ่งที่ท่านหาเสียง นโยบายที่ท่านพูดกับสิ่งที่ท่านปฏิบัติ ไม่ตรงกัน ตรงนี้เป็นเรื่องของความชอบธรรมของการเลือกตั้งนะครับ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันรักษาระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยของเราด้วยการรักษา ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง แต่นโยบายของท่านนี้กำลังสร้างปัญหาในเรื่องดังกล่าว การนำแท็บเล็ตมาใช้กับเด็ก ป. ๑ มีความเสี่ยงมากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายตาสั้น สมาธิสั้น คิดวิเคราะห์ไม่เป็น ศีลธรรมอ่อนแอลงแล้วก็เสื่อมลง สิ่งเหล่านี้จะเป็นภาระกับ พ่อแม่ผู้ปกครองและสังคมโดยรวมนะครับ นโยบายเป็นของท่านครับ แต่ความรับผิดชอบ และภาระเป็นของสังคมนะครับ

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมขออนุญาตการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องของอนาคตของชาติบ้านเมือง เด็กลูกหลานของเราเป็นทรัพยากรที่มีค่า ผมขอได้ไหมครับว่าเรื่องของการศึกษาเราไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีฝ่ายรัฐบาล ขอให้เราร่วมมือกัน เพราะว่าเราต้องการให้ลูกหลานของเรามีคุณภาพจริง ๆ ถ้าท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกล่าวนี้ ก็ขอความกรุณาเถอะครับที่จะรับฟังข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะในเชิงที่สร้างสรรค์ แล้วก็ รายละเอียดต่าง ๆ ถ้าท่านคิดว่าพวกผมสามารถที่จะเป็นประโยชน์กับท่านได้ เรายินดีที่จะ ให้ข้อเสนอแนะในรายละเอียดต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีครับ การศึกษาเราจะต้องรับผิดชอบ ร่วมกันนะครับเพราะเป็นลูกหลานของเรามันไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนในสังคมทุกภาคส่วนครับ เราจะต้องช่วยกันครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ ครับ

พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สุราษฎร์ธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด สุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ การยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ได้นำเสนอในเรื่องนโยบาย กฎหมาย และการยุติธรรม ของรัฐบาลก็เป็นที่น่ายินดีนะครับว่า รัฐบาลได้เขียนนโยบายในเรื่องกฎหมายและ การยุติธรรมค่อนข้างที่จะครอบคลุมในทุกกระบวนการของยุติธรรม ทั้งการปฏิรูป ทั้งการพัฒนาในหลาย ๆ ระบบด้วยกัน ในหลาย ๆ มิติด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาทางวุฒิสภาเองก็ได้มีการศึกษาติดตาม ในกระบวนการยุติธรรมมาหลายครั้งหลายหน แล้วก็ได้นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในการปฏิรูป และการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบไปยังรัฐบาลที่แล้ว ๆ มานะครับ บางเรื่อง ก็ได้รับการสนองตอบและได้มีการปฏิบัติกันไปแล้ว บางเรื่องก็ยังคาอยู่ในสำนักงานตำรวจ แห่งชาติก็มี ในกระบวนการยุติธรรมอื่นก็มี ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ตามนโยบายข้อ ๘.๒ ข้อ ๘.๒.๑ ข้อ ๘.๒.๒ และข้อ ๘.๒.๓ และข้อ ๘.๒.๔ นี่ครับ ซึ่งกระผมได้กราบเรียนแต่ต้นแล้วว่าค่อนข้างจะครอบคลุมในทุกระบบและทุกมิติ ของกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว

ในเรื่องสำคัญในเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่จะต้องให้ความยุติธรรม ความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ผมอยากจะกราบเรียนฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ซึ่งผม ทราบดีว่าท่านนั้นได้คลุกคลีและรู้ถึงเหตุผล รู้ถึงปัญหาข้อขัดข้อง และอุปสรรคในการทำงาน ของตำรวจเป็นอย่างดี จะกล่าวเฉพาะในเรื่องของกระบวนการพัฒนาและในเรื่องของกระบวนการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และปฏิรูป โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งถือว่าเป็นต้นธารของ กระบวนการยุติธรรม วันนี้สังคมค่อนข้างที่จะสับสนในเรื่องของความยุติธรรมเบื้องต้น ในเรื่องของการป้องกันและการปราบปรามอาชญากรรม เราจะเห็นว่าประชาชนนั้นหวั่นไหว ต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน ทุกพื้นที่ ในตรอก ในซอก ในซอย คนดี ๆ ก็ไม่กล้า ที่จะเดินคนเดียวไม่กล้าที่จะไปไหนมาไหนโดยลำพัง สิ่งเหล่านี้เป็นความหวาดหวั่นของ พี่น้องประชาชนในภาพรวม เพราะฉะนั้นผมดีใจว่าถ้าหากว่ารัฐบาลได้ตั้งใจที่จะปฏิรูป ที่จะพัฒนาตรงนี้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นอานิสงส์ต่อพี่น้องประชาชนในภาพรวม ในเรื่อง ของตำรวจ โดยเฉพาะในกระบวนการของตำรวจแล้วนี่หลายปีที่ผ่านมาท่านก็คงจะทราบ จากสื่อและจากการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมนี่ว่าการเมืองเข้ามาครอบงำ เข้ามา ก้าวก่ายการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกระทั่งว่าตำรวจนั้นวันนี้ไม่รู้จะหันหน้า ไปทางไหน ส่วนหนึ่งซึ่งเรามีหน้าที่โดยตรงต่อการที่จะนำไปดูการดูแลพี่น้องทุกข์สุข ของประชาชนนี่ส่วนหนึ่งก็เหลียวหลังดูว่าการเมืองเขาจะเอาอย่างไร ไปไม่ถูกนะครับ เมื่อปีที่แล้วผมได้มีการกราบเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีไปครั้งหนึ่งว่าวันนี้ตำรวจสับสนมาก ตั้งแต่เราไม่สามารถตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ ไม่มีเหตุผลที่จะแสดง ไม่มีเหตุผลที่จะบอกกับสังคมได้เลยว่าทำไม สิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้กระบวนการ บังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นนั้นหวั่นไหว แต่วันนี้ผมเห็นนโยบายแล้ว ค่อนข้างจะดีใจก็ฝากท่านในส่วนนี้นะครับ ในเรื่องของกระบวนการของตำรวจ โดยเฉพาะ ในเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีข้อครหาค่อนข้างมากมายต่อการก้าวก่ายและ การครอบงำของทางการเมือง เราจะเห็นว่าเรามีคณะกรรมการต่าง ๆ มากมายในสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติตามกฎหมายตำรวจ พระราชบัญญัติตำรวจนั้น พ.ศ. ๒๕๔๗ มีคณะกรรมการ กตช. ซึ่งแน่นอนละครับตรงนี้เป็นคณะกรรมการนโยบาย รัฐบาลนั้น จะต้องเข้าไปนั่งแน่นอนจะต้องรู้ว่าตำรวจนั้นจะต้องดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาล ได้กำหนดไว้ ตรงนี้ไม่ติดใจละครับ ถ้าจะมีนักการเมืองสักกี่คนหรือสักคณะก็ไม่มีใครว่ากัน แต่ในกรณีที่เป็นคณะกรรมการตำรวจหรือ ก.ตร. นะครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน และท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติท่านคงเข้าใจ วันนี้เรามี นายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นประธานก็จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมอบหมายให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นไปดำเนินการ โดยโครงสร้าง ออกมาดูเหมือนดีนะครับ แต่ที่แล้วมาท่านก็คงจะได้ทราบข้อครหานะครับว่า สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติไม่สามารถที่จะดูแลในการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาองค์กรตำรวจ ได้อย่างแท้จริง เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วนี่การแต่งตั้ง การโยกย้าย ก็เป็นไปตามความต้องการ ของนักการเมืองที่นั่งชี้นิ้วอยู่ข้างบน สิ่งเหล่านี้ผมหวังอย่างยิ่งว่าในรัฐบาลของท่านนั้น ท่านคงจะต้องปลดปล่อยสิ่งเหล่านี้ออกมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เป็นอิสระ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาข้าราชการตำรวจ ผมหวังอย่างนี้ และทุกคนก็มีความหวังในฐานะที่ท่านเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงของข้าราชการตำรวจมานาน และเข้าใจปัญหาตรงนี้ดี เราได้มีการวิจัย เราได้มีการสัมมนาและทำเรื่องราวเสนอไปยัง รัฐบาลมาแล้ว เข้าใจว่าคงจะอยู่ในขั้นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการพิจารณากันอยู่ สิ่งเหล่านี้อยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี ฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้ดูแลสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติในส่วนนี้ด้วยนะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือประเด็นในข้อ ๘.๒.๒ ในเรื่องการปรับปรุงการช่วยเหลือ ประชาชนให้ได้เข้าถึงความเป็นธรรมได้ง่าย รวดเร็ว ถูกต้องนะครับ และการพัฒนาทางเลือก ของกระบวนการยุติธรรม ใน ๒ ปีที่ผ่านมาวุฒิสภาได้ศึกษาในส่วนนี้ก็คือกระบวนการ ทางเลือกทางยุติธรรมนะครับ คือในเรื่องของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์วันนี้พูดกันมาก แล้วเราก็ได้นำเสนอในเรื่องของการไกล่เกลี่ยคดีในชั้นสอบสวน ทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ได้เคยนำเสนอต่อรัฐบาล เมื่อสมัย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่ากฎหมายไม่ได้ผ่าน วาระของรัฐบาลก็หมดลงไป วันนี้ก็ยังค้างกันอยู่ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี อยากจะกราบเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านผู้ที่รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าเราทราบดีว่าในชั้นสอบสวนมีคดีหลาย ๆ คดีที่เราไกล่เกลี่ยกันชั้นพนักงานสอบสวน โดยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย วันนี้การไกล่เกลี่ยคดีในชั้นอัยการ ในชั้นศาลได้เริ่ม ดำเนินการกันไปบ้างแล้วนะครับ แต่ในชั้นพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนไม่มี การดำเนินการ เนื่องจากว่าเราไม่มีกฎหมายรองรับตรงนี้ และได้นำเสนอร่างกฎหมาย ซึ่งได้ศึกษาไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในส่วนนี้ ก็อยากจะฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้โปรดกรุณาหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาช่วยพิจารณาให้ด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องประสิทธิภาพของพนักงานสอบสวนตามข้อ ๘.๒.๓ วันนี้พูดกันมากในเรื่องของพนักงานสอบสวนซึ่งขาดทั้งทักษะ ขาดทั้งความรู้ แล้วก็พนักงาน สอบสวนส่วนใหญ่ก็พยายามที่จะหนีออกจากงานสอบสวน เนื่องจากว่าไม่มีความก้าวหน้า ในการรับราชการของตนเอง ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ได้ดำเนินการในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมคิดว่านอกจากที่เราจะพัฒนาในเรื่องของ กระบวนการสอบสวน การเพิ่มอัตราก็ดี การเลื่อนย้าย การเลื่อนตำแหน่งก็ดี สิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากท่านไปก็คือว่าความรู้ความสามารถและทักษะของพนักงานสอบสวนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ และงบประมาณที่ใช้ในการสืบสวน ความร่วมมือในภาคส่วนของสังคม จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเรื่องที่เราควรจะพูดกันมาก เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นอยู่ในกระบวนการของการพัฒนา ระบบการสืบสวนและ การสอบสวนของกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ผมมีเวลาไม่มากนักนะครับ มีเวลา อีกนิดเดียว เพราะฉะนั้นในอีกเรื่องหนึ่งก็อยากจะฝากท่านไว้ก็คือในเรื่องของการป้องกัน และการปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุกโดยมีประชาชนเป็นส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติได้ทำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีระเบียบ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีข้อบังคับ ที่เป็นกิจจะลักษณะ ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมก็มีความมั่นใจในการที่จะเข้ามาทำงาน ในด้านการป้องกันและการปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พยายาม ยกร่างกฎหมาย แต่วันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน ก็อยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กรุณารื้อฟื้นในเรื่องของประชาชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมต่อการป้องกันและการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ ผมมีเรื่องราวที่จะฝากท่านนายกรัฐมนตรีคร่าว ๆ อย่างนี้ไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี ไปยังผู้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กรุณานำเสนอและได้กรุณาหยิบยกสิ่งเหล่านี้ มาพิจารณาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในภาพรวมด้วย ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ครับ

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่ ทางรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้แบ่งกรอบเวลาเป็น ๒ ระยะคือ ระยะเร่งด่วนทำให้ แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี แล้วก็ระยะบริหารราชการ ๔ ปีของอายุรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองขออนุญาตอภิปรายถึงเรื่องการพัฒนาบูรณาการลุ่มน้ำ จริง ๆ แล้วนั้นทางรัฐบาล ได้แถลงนโยบายถึง ๒ ระยะนะครับ ทั้งระยะเร่งด่วนแล้วก็ระยะ ๔ ปี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำหลักของประเทศเรานั้นมีทั้งหมด ๒๕ ลุ่มน้ำ และวันนี้ผมก็ดีใจ ที่เห็นทางรัฐบาลได้เขียนอยู่ในนโยบายเพื่อจะได้ให้เป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้น แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีความชำนาญเรื่องน้ำ ท่านครับ ปัญหาลุ่มน้ำต่าง ๆ นั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าแต่ละลุ่มน้ำมีปัญหาแตกต่างกันนะครับ โดยเฉพาะลุ่มน้ำในภาคอีสานตอนล่างคือลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี ท่านครับ ตั้งแต่ที่ผมเองได้ลงเล่น การเมืองมาก็ประสบปัญหาเรื่องลุ่มน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ท่านครับ ในลุ่มน้ำมูลนี้มีปัญหา ทั้งอุทกภัยแล้วก็ภัยแล้ง จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปีมาจะมีเรื่องของแล้งซ้ำซาก ช่วงหลัง ๆ นี้ก็เป็นน้ำท่วมซ้ำซากอย่างที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายปีมานี้ ผมยอมรับนะครับว่า รัฐบาลนั้นได้เขียนโยบายเรื่องปัญหาลุ่มน้ำ แล้วก็ได้เขียนในเรื่องของการบูรณาการ ทั้งประเทศโดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละลุ่มน้ำ ผมขออนุญาตพูดถึงลุ่มน้ำมูลที่ผมกล่าวเมื่อกี้ ต้นน้ำนั้นอยู่ที่ในเขตจังหวัดนครราชสีมานะครับ ส่วนกลางน้ำก็อยู่แถวจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ แล้วก็ปลายน้ำไปอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีก่อนลงสู่ทะเล ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาสภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำมูล ต้นน้ำก็คือจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็มี ลุ่มน้ำสาขาที่สำคัญ ๆ หลายลุ่มน้ำ อย่างเช่น ลุ่มน้ำลำตะคอง ลุ่มน้ำลำพระเพลิง หรือลุ่มน้ำ ลำเชียงไกร แต่เนื่องจากภูมิประเทศของลุ่มน้ำต้นน้ำนะครับ ท่านครับ ลักษณะของต้นน้ำ ของลำน้ำมูลนั้นอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากว่าจังหวัดนครราชสีมา นั้นทางทิศตะวันตกของจังหวัดมีสภาพเป็นที่ราบสูงเป็นภูเขานะครับ โดยเฉพาะที่ อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว แล้วก็อำเภอด่านขุนทดที่อยู่ติดกับอำเภอชัยบาดาลของ จังหวัดลพบุรี ติดกับอำเภอเทพสถิตของจังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับจะมีเทือกเขา เขาใหญ่ เทือกเขาพังเหยนะครับ ซึ่งทอดยาวตั้งแต่ทิศเหนือตลอดทิศใต้ ลักษณะลาดเอียงของพื้นที่ ทำให้น้ำไหลจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก มีความลาดชันสูง จะเห็นว่าการเกิดอุทกภัย ที่ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงส่วนหนึ่งเนื่องจากมีพื้นที่ลาดเอียงชันที่ต้นน้ำ แล้วก็ค่อย ๆ ราบลง ๆ บริเวณลุ่มน้ำภาคกลางตอนน้ำพักกึ่งกลางแล้วก็ตอนปลาย ท่านประธานครับ จะเห็นเวลามีอุทกภัยเกิดขึ้นในเขตลุ่มน้ำมูลจะเกิดความเสียหายต่อที่อยู่กลางน้ำกับปลายน้ำ เป็นหลัก แต่ระหว่างน้ำเดินทางในฤดูที่ฝนชุก ประกอบกับพื้นที่บริเวณต้นน้ำไม่มีที่เก็บกักน้ำ ที่มีขนาดใหญ่หรือขนาดกลางที่จะคอยเก็บน้ำเอาไว้ เวลาฝนตกชุกทำให้น้ำจำนวนมหาศาล ก็ไหลสู่ข้างล่างด้วยความรวดเร็วทำให้น้ำต่าง ๆ ที่ไม่มีที่เก็บกักดังกล่าวที่ผมได้กราบเรียน เบื้องต้นเมื่อกี้นี้ทำให้ไปทับถมพี่น้องที่อยู่โซนล่าง จากด่านขุนทด เทพารักษ์ สีคิ้ว ก็ไปทับถม พี่น้องสูงเนิน พี่น้องในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา พี่น้องโนนไทย โนนสูง แล้วก็พิมาย จะเห็นว่าทุกปีเวลามีฝนตกชุกก็จะท่วมพี่น้องที่อยู่ในระดับกลาง ๆ น้ำ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การที่ทางรัฐบาลได้เขียนนโยบายถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาระดับประเทศ โดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละลุ่มน้ำ แต่ละแห่ง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับที่มีแนวทาง เรื่องนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องนี้เคยพูดกันหลายครั้งมากนะครับ ตั้งแต่ที่ผมเป็น ส.ส. สมัยปี ๒๕๔๔ จนปลายสมัย ก็ได้พูดถึงเรื่องการบูรณาการเรื่องลุ่มน้ำ ๒๕ ลุ่มน้ำหลัก วันนี้ ผมขออนุญาตเสนอแนวทาง แล้วก็ปัญหาที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำมูลเป็นหลัก เพราะว่าลุ่มน้ำมูลนั้น มีลุ่มน้ำสาขา ก่อนที่จะเป็นลุ่มน้ำมูลก็มีลุ่มน้ำสาขาหลัก ๆ หลายลุ่มน้ำที่ยังต้องการแก้ไข ปัญหาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องในเขตลุ่มน้ำทั้งลุ่มน้ำ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะว่าอย่างที่ผมได้กราบเรียนในเบื้องต้นนะครับว่า ไม่มีที่เก็บกักน้ำและสภาพก็เป็นดินเค็ม ไม่ว่าจะเป็นเขตอำเภอด่านขุนทด อำเภอโนนไทย อำเภอขามทะเลสอ ไม่สามารถเอาน้ำใต้ดินมาใช้ได้ เพราะว่ามีภูเขาเกลืออยู่ข้างล่าง และอีกสิ่งหนึ่งนอกจากน้ำท่วม อุทกภัยแล้ว อีกปัญหาหนึ่งคือขาดแคลนน้ำ เพราะว่าในบริเวณ ดังกล่าวเป็นเขตอับฝนครับ เฉลี่ยแล้วฝนตกปีหนึ่งไม่ถึง ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์มิลลิเมตร ประมาณ ๙๐๐ ลูกบาศก์มิลลิเมตรเศษ ๆ ทั้งปีนะครับ ในขณะที่ภาคตะวันออก ๓ , ๐ ๐ ๐ ก ว่ำ ลู ก บำ ศ ก์ มิ ล ลิ เ ม ต ร ห รื อ เ ฉ ลี่ ย ทั้ ง ป ร ะ เ ท ศ ก็ ป ร ะ มำ ณ ๑,๖๐๐ ลูกบาศก์มิลลิเมตรต่อปี แต่ที่เขตเลือกตั้ง เขตอำเภอด่านขุนทด อำเภอเทพารักษ์ อำเภอโนนไทย อำเภอขามทะเลสอ บริเวณนี้จะมีฝนตกน้อย อย่างที่ผมได้กราบเรียน ในเบื้องต้นว่าเป็นเขตอับฝน เพราะว่าเจอเทือกเขาพังเหยฝนก็ตกข้ามไปที่บุรีรัมย์ สุรินทร์ เป็นส่วนใหญ่ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นเองการที่รัฐบาลได้เขียนแนวนโยบาย บูรณาการผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าขณะนี้ก็มีแนวทางอีกที่ในนโยบายว่าจะมี การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำมูลมีปัญหาคือน้ำท่วมก็มี ท่วมรุนแรง ไหลแรง แล้วก็ขาดแคลน น้ำอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ มีลุ่มน้ำอยู่ใกล้ ๆ ครับ คือลุ่มน้ำชีที่อยู่ในเขตจังหวัด ชัยภูมิอยู่เขตติดกับอำเภอด่านขุนทด อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ การที่ทางรัฐบาลได้มี แนวนโยบายอยากจะผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับถ้าทำสำเร็จจะเป็น การแก้ปัญหาแม่น้ำชีที่ฤดูน้ำหลากนี้จะท่วมพี่น้องแถวจังหวัดชัยภูมิ แต่ถ้าเราสามารถผันน้ำ จากแม่น้ำชีที่บึงละหาน อำเภอจัตุรัสมาเติมให้กับพี่น้องลุ่มน้ำมูลที่มักจะขาดแคลนน้ำ เป็นประจำก็จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมเขตลุ่มน้ำชีได้ แล้วก็แก้ปัญหาน้ำขาดแคลนในเขต ลุ่มน้ำมูลได้ โดยเฉพาะอ่างลำเชียงไกร ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นอ่างลำเชียงไกรที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดของลุ่มน้ำลำเชียงไกร แต่ตื้นเขินนั้นมีเนื้อที่หลายพันไร่ครับท่านประธาน แต่เก็บกักน้ำได้แค่ ๒๗ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นเองเวลามีน้ำหลากจากตอนบน ทิศตะวันตกของอำเภออื่นของจังหวัดนครราชสีมาจะทำให้น้ำไหลเอ่อท่วมพี่น้องที่อยู่โซนล่าง โดยเฉพาะที่อำเภอโนนไทยสภาพดินเค็มเวลาน้ำมาแรง ๆ ทำให้ถนนขาด ที่ผมพูดถึงว่า มีบูรณาการ ขณะนี้มีการสร้างถนน ๔ เลน ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ในขณะที่ท่านไปเยี่ยมจังหวะน้ำท่วมพอดี ท่านก็เอางบไปขยายถนน สะพานให้กว้างขึ้น สูงขึ้น เพิ่มขึ้นอีกเกือบ ๑.๒๐ เมตร แล้วก็วางท่อลอดถนน ๔ เลน ช่วงด่านขุนทด-หนองสรวง ท่านประธานครับ ผมขออีกเรื่องเดียวครับ ขณะนี้จะมีการสร้างถนน ๔ เลน ที่สีคิ้ว-ชัยภูมิ ผมอยากฝากทางหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันบูรณาการเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นหากมี การสร้างถนน ๔ เลน สีคิ้ว-ชัยภูมิ แล้วไม่มีระบบระบายน้ำ พี่น้องด่านขุนทดที่อยู่ทาง ทิศตะวันตกของถนนสายสีคิ้ว-ชัยภูมิก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วม ก็ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกัน ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ จุดเด่นที่สุดของนโยบายรัฐบาลชุดที่มีนายกรัฐมนตรีนามสกุล ชินวัตร นี้ไม่ว่าเมื่อปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ หรือว่าที่แถลงเมื่อวานนี้ก็คือมีชุดความคิดใหม่ ที่แตกต่างออกไปจากกรอบความคิดเดิมของราชการ คำแถลงเมื่อวานนี้ยังมีจุดเด่นอีกจุดอยู่ที่ความสละสลวยในคำและความของอารัมภบท แต่จุดเด่นนี้ก็อาจจะเป็นจุดด้อยไปพร้อม ๆ กันครับ หากว่าชุดความคิดใหม่ไม่ใช่ชุดความคิด ที่เหมาะสมที่สุดกับประเทศในยุคเศรษฐกิจทุนนิยมโลกกำลังประสบวิกฤติหนัก และมีอัตราเสี่ยงนานัปการ ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันจำกัดกระผมในฐานะตัวแทนของ กรรมาธิการการเงิน วุฒิสภา ขอตั้งข้อสังเกต ๒ ประการ หรือจะพูดได้ว่า ๒ ห่วงในนโยบาย อันตรายของรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นอันตรายจากแนวความคิดใหม่

ห่วงที่ ๑ เรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติในนโยบาย ๔ ปี ข้อ ๓.๑.๗

ห่วงที่ ๒ การนำทรัพยากรพลังงานในเขตพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ แปลความจากนโยบายข้อ ๑.๖

ในห่วงที่ ๑ นี้แม้ว่าเรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหรือซอฟเวอร์เรน เวลธ์ ฟันด์ (Sovereign Wealth Fund) จะไปบรรจุอยู่ในนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง ระยะเวลา ๔ ปีแรก แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบกับนโยบายเร่งด่วนที่ส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว คำถามที่ว่ารัฐบาลใหม่จะหาเงินจากที่ไหน มารองรับเพราะกู้ได้อีกไม่มากนักคืออาจจะทำได้ในปี ๒ ปีแรก แต่จากนั้นอาจจะลำบาก กระผมเชื่อว่าคำตอบหนึ่งก็คือตามกรอบความคิดใหม่ก็คือกองทุนที่ว่านี้ เพราะไม่มีแหล่งเงิน ที่ไหนจะมีมากและเร็วเท่ากับดึงสมบัติเก่าออกมาทำมาหากินให้เกิดดอกออกผล เต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าประการหนึ่งผู้ใหญ่ของทางธนาคารแห่งประเทศไทยทุกระดับ ออกมาให้ข่าวคัดค้านกัน ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักกับหน่วยงานนี้

อีกประการหนึ่งยังเป็นที่ทราบกันดีว่าทุนสำรองเงินตราที่มีอยู่ ๓ บัญชีคือ บัญชีทุนสำรองเงินตรา บัญชีผลประโยชน์ประจำปี และบัญชีสำรองพิเศษที่อยู่ในความดูแล ของฝ่ายออกบัตรแบงก์ชาติก็คือเงินคลังหลวงในความหมายที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านกล่าวไว้หลายครั้ง ท่านประธานครับ กรอบแนวความคิดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินี้ โดยหลักก็คือนำสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตราส่วนที่มีมากเกินความจำเป็นมาลงทุนให้ ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ขีดเส้นใต้ตรงคำว่า มากเกินความจำเป็น แล้วก็ ขอตั้งคำถามสำคัญไว้ช่วยกันคิดด้วยว่าใครเป็นคนตัดสินและด้วยหลักคิดใด ทุนสำรองเงินตรานี้ตาม พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ มีข้อจำกัดอยู่ว่า จะเพิ่มขึ้นได้ก็แค่ จากดอกผลที่ฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และดอกผลจาก หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันโดยรัฐบาลต่างประเทศหรือสถาบันการเงินที่ไทยเป็นสมาชิก และมีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งเป็นไปเพื่อเป็นหลักประกันว่าทุนสำรองเงินตราจะไม่มี ความเสี่ยง แม้จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการไปลงทุนในนวัตกรรมทางการเงินและทางด้าน อื่น ๆ ที่เกิดใหม่ในภาคเอกชน เรื่องนี้หากจะทำกันจริง ๆ จะต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไข พ.ร.บ. เงินตราตั้งแต่ในบทนิยามว่าด้วยหลักทรัพย์ต่างประเทศในมาตรา ๔ และเพิ่มอำนาจ ให้แบงก์ชาติในมาตรา ๓๔ ท่านประธานครับ เคยมีความพยายามมาแล้ว ๓ ครั้ง ในรอบ ๑๕ ปี ที่จะนำทุนสำรองเงินตราที่อยู่ในบัญชีของฝ่ายออกบัตรหรือคลังหลวงออกมาใช้ ครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๑ เป็นความพยายามที่จะรวมบัญชีระหว่างบัญชีของ ฝ่ายออกบัตรกับบัญชีของฝ่ายการธนาคาร เพื่อนำไปใช้จ่ายทดแทนการดำเนินงานที่ขาดทุน ครั้งนั้นไม่สำเร็จครับ ครั้งที่ ๒ คือการตราพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ในปี ๒๕๔๕ ฉบับหนึ่ง โอนเงินจากบัญชีสำรองพิเศษของฝ่ายออกบัตรมาช่วยชดเชยผลการขาดทุนสะสมของ แบงก์ชาติเป็นจำนวน ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท อีกฉบับหนึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. เงินตรา โดยเพิ่มเติมมาตรา ๓๔/๒ ซึ่งก็คือการแก้ไขหลักการที่พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่า เป็นการเปิดคลังหลวงเอาไว้อ้าซ่าพอสมควร เดี๋ยวนี้ก็ยังเปิดอยู่ครับท่านประธาน และครั้งที่ ๓ ในปี ๒๕๕๐ รัฐบาลเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. เงินตราฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยแก้ไขบทนิยามคำว่าหลักทรัพย์ต่างประเทศในมาตรา ๔ และเพิ่มมาตรา ๓๔/๓ และมาตรา ๓๔/๔ เจตนาก็คือเพื่อจะให้แบงก์ชาติมีอำนาจเต็มในอันที่จะบริหารจัดการ หาประโยชน์จากสินทรัพย์ในคลังหลวงด้วยขอบเขตการลงทุนที่กว้างขึ้น และมอบอำนาจต่อ ให้เอกชนอื่นบริหารจัดการแทนได้ พูดง่าย ๆ ก็คือมีเจตนาเพื่อนำเงินในคลังหลวงไปลงทุน ในนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเงินในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่เพื่อนำไปใช้หนี้เหมือน ๒ ครั้งก่อน เท่านั้น แต่ก็ปรากฏว่าในที่สุดรัฐบาลต้องถอนร่าง พ.ร.บ. ออกไปถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา สาเหตุหนึ่งเพราะแรงคัดค้านจากกลุ่มลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงตา ท่านต้องการปกป้องเงินในคลังหลวงทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในส่วนที่ท่านรณรงค์ให้ประชาชน บริจาคตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เท่านั้น เพราะท่านต้องการให้บริหารเงินในคลังหลวงตามหลัก พอเพียง ไม่เสี่ยง ไม่ใช่บริหารเพื่อผลตอบแทนสูงสุดอย่างเดียว หลวงตาท่านต้องการ ให้บริหารเงินในคลังหลวงอย่างคำนึงถึงลักษณะพิเศษของประเทศไทย ไม่ใช่เอาอย่าง ตามเยี่ยงประเทศอื่น ๆ แล้วก็อ้างโลกาภิวัตน์ว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก ทันประเทศอื่น ๆ ท่านประธานครับ สินทรัพย์ในคลังหลวงนั้นเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ บรรพชน บูรพกษัตริย์ของสยามประเทศทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ จะมอบไว้ให้ชั่วลูกชั่วหลาน โดยเมื่อปี ๒๔๕๒ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเงินออกจาก ท้องพระคลังออกมา ๑๒ ล้านบาท มาตั้งให้เป็นกองทุนรักษาอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง เงินตราสยามกับเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น พ.ร.บ. เงินตรา ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ จึงวางหลักการ สำคัญไว้เช่นนี้ สินทรัพย์ในคลังหลวงจึงไม่ใช่ของแบงก์ชาติ ไม่ใช่ของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของแผ่นดิน เป็นของชาติ เป็นของประชาชน เป็นเพียงแต่เก็บไว้ ที่ฝ่ายออกบัตรธนาคารชาติเท่านั้น แนวคิดแก้ไขเงินในคลังหลวงครั้งที่ ๔ นี้ไปไกลกว่าใน ๓ ครั้งแรกมาก ครั้งนี้ก็คือจะดึงทุนสำรองเงินตราออกมาจากฝ่ายออกบัตรธนาคารชาติเลย พูดง่าย ๆ ก็คือดึงเงินออกมาจากคลังหลวงเลย ทำได้ครับ แต่จะต้องกระทำด้วย ความรอบคอบอย่างถึงที่สุด และควรจะต้องให้สังคมได้พิจารณาว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร ต้องให้สภารับรู้ ต้องให้สาธารณชนรับรู้และร่วมแสดงความคิดเห็น รัฐบาลต้องชี้แจง ให้ชัดเจนครับ และถ้ายังเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่า และจะต้องเดินหน้าจัดตั้งกองทุนให้ได้ โดยแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตรา ๒๕๐๑ ก็ขอให้เดินตามช่องทางพระราชบัญญัติ ไม่ใช่เดินทางตามช่องทางพระราชกำหนดเหมือนเมื่อปี ๒๕๔๕ ท่านประธานครับ กระผม ขอฝากกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปว่าท่านจะสามารถให้สัญญา ต่อสภาแห่งนี้ในวันนี้ได้ไหมครับว่าถ้าท่านจะทำเช่นนี้ท่านจะไม่ทำในรูปพระราชกำหนด ถ้าท่านให้สัญญาได้ก็จะเป็นการสง่างามอย่างยิ่งครับ

ประการที่ ๒ การหาเงินได้มาก ๆ ภายในเวลารวดเร็วอีกวิธีหนึ่งก็คือ การนำพลังงานในอ่าวไทยในเขตพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ เรื่องนี้จะโยงไปถึงความสัมพันธ์ไทย กับกัมพูชาในประเด็นข้อขัดแย้งเขตแดนทางบกด้วย ท่านประธานครับ เวลามีน้อย กระผม ขอเรียกร้องรัฐบาลในประเด็นสำคัญว่าในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาก็ดี ในกรณี นำทรัพยากรในอ่าวไทยในเขตพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ก็ดี เป็นเรื่องที่จะต้องพูดจากันมาก ที่จะต้องไม่ให้กระทบอธิปไตยของชาติ ไม่ให้เกิดการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ระหว่าง ผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และจะต้องอยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาล ในการกำหนดนโยบายพลังงานของชาติ ดังที่ท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ได้อภิปรายไว้ เมื่อเช้านี้ ท่านประธานครับ ทำอย่างนี้ได้ไหมครับ รัฐบาลเปิดสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทั้ง ๒ สภา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านก็ได้มีส่วน ทำเรื่องเหล่านี้ไว้มากก็จะได้มาชี้แจงกันทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งรัฐบาลตั้งกรรมการอิสระขึ้นมา เสนอแนะนโยบายที่ถูกที่ควรได้หรือไม่ครับ ท่านประธานครับ กรอบแนวความคิดใหม่ ถ้าทำได้อย่างรอบคอบก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าทำได้อย่างไม่รอบคอบและสังคมตั้งข้อสงสัย ก็จะกลายเป็นที่ติฉินว่ากรอบแนวความคิดใหม่นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่า ๑. ดึงสมบัติเก่า ออกมาใช้ ๒. เอามรดกที่ควรตกทอดแก่ลูกหลานในอนาคตขึ้นมาใช้

ท่านประธานครับ โดยสรุปกระผมเรียกร้อง ๑. ถ้าจะแตะเงินคลังหลวง จะต้องเดินทางพระราชบัญญัติไม่ใช่พระราชกำหนด ๒ . ประเด็นไทย-กัมพูชา เปิดสภาตาม มาตรา ๑๗๙ ครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอท่านวิฑูรย์ ๑๐ นาทีนะครับ แล้วตามด้วยท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ คำแถลงนโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ดูรวม ๆ หยาบ ๆ หลวม ๆ แล้วก็ไปเร็ว ๆ นี่ดูดีครับ ดูดุจประหนึ่งว่า ทุกเรื่องได้ครอบคลุมตามพันธะสัญญาที่มีกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลา ๔๐ กว่าวัน ซึ่งเป็นระยะสั้น ๆ ที่ท่านเดินสายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ผมเป็นคนที่สนใจ และติดตามเรื่องนี้ ถ้าไปแถวจังหวัดอุบลราชธานีหรือใกล้เคียงก็มีทีมงานเอาวิดีโอ (Video) มาดูว่าท่านว่าอย่างไร หรือถ้าไกล ๆ ก็ดูทีวี (TV) เสื้อแดง หรือทั้งสดและถ่ายทอดซ้ำ ท่านประธานครับ ก็ต้องบอกว่าทุกที่ที่ท่านไปได้รับความสนใจ สื่อมวลชนค่อนข้างนำเสนอ อย่างครบถ้วนทุกอิริยาบถ เพราะท่านใช้เวลาไม่มากในการเลือกตั้ง ในการรณรงค์ บางวัน บางครั้งไปได้หลายสิบเวที ท่านก็พูดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ เรื่องเดิม แต่ประเด็นที่สำคัญครับ ท่านพูด ได้หลายเรื่อง ท่านพูดได้หลายนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาก็คือ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เชื่อบางคนอาจจะยังไม่มั่นใจ ไม่เชื่อ แต่ก็อยากให้ลองดู ผลเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ผลก็คือคะแนนไหลมาเทมาเป็นกอบเป็นโกย ทะลักทลายเกินความคาดหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองไม่ได้แปลกใจว่า ท่านกล้านำเสนอนโยบายที่ท้าทายและเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ท่านที่เคารพครับ ก่อนพูด คำพูดเป็นนายเรา แต่พูดไปแล้วมันยากครับที่จะดำเนินการความจริงข้อเท็จจริงของจริง อยู่ที่การกระทำ ท่านประธานที่เคารพครับ หลายเรื่องได้บรรจุลงในนโยบายและน่าจะทำได้ และเชื่อว่าน่าจะเป็นจริงเพราะอย่างน้อย ๆ รัฐบาลมีงบประมาณปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านล้านบาท แต่ท่านประธานครับแต่บางเรื่องความจริงก็คือความจริง มันมีข้อจำกัด มันมีข้อมูล มันมี เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ยากก็เลยเห็นรอยมีลายที่จะเลี่ยง บางคำพูดก็ใช้ลอย ๆ ครับ ไม่ผูกมัด อาจมีบางเรื่อง อาจมีบางอย่างพยายามปรับเปลี่ยนไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่พูด หลายเรื่อง ผมพูดเรื่องรถไฟความเร็วสูง ท่านประธานที่เคารพครับ จะไม่ว่าเวทีไหนก็ตาม ประชาชนเขาสนใจเขาอยากได้ทั้งนั้นละครับ เพราะมันประหยัด เป็นประโยชน์ รวดเร็ว ท่านได้คะแนนนิยมในเรื่องรถไฟความเร็วสูงไม่น้อยไปกว่า ๓๐๐ บาท ไม่น้อยกว่าปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ว่าจะภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ผมนำเรื่องนี้มาอภิปราย ในฐานะฝ่ายตรวจสอบ ผมไม่มีเจตนาต่อต้าน คัดค้าน ทัดทาน ในเรื่องนี้แต่อย่างใด มีแต่จะสนับสนุนจะให้ความร่วมมือให้ท่านทำและทำโดยเร็ว ผมจะทวงสัญญาในเรื่องนี้ ทุกเวทีที่มีโอกาส ท่านประธานที่เคารพครับ คำตอบสุดท้ายผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หรือครบวาระ โครงการรถไฟความเร็วสูงจะยังไม่เกิดในรัฐบาลนี้ เพราะในประเด็น ปัญหาในนโยบายหน้า ๒๔ และผมก็ตรวจดูทั้ง ๔๔ หน้าครับ ไม่มีนโยบาย ไม่มีคำพูด หรือถ้อยแถลงตรงใดว่าท่านจะลงมือทำ ท่านเขียนไว้เพียง จะศึกษาและพัฒนารถไฟ ความเร็วสูง ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงวันนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะต้องมาศึกษา การศึกษา มันก็เหมือนไม่ต่างอะไรกับการซื้อเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลต้องไม่ลังเลใจ ต้องเดินหน้าทำนโยบายเรื่องรถไฟความเร็วสูงอย่างรีบด่วน ไม่ต้องไปคิดเล็กคิดน้อยครับว่า นโยบายเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เราได้เริ่มต้น และรัฐสภาแห่งนี้ ก็ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๕ สายทาง ท่านประธานครับ อะไรดีทำต่อ เรื่อง อสม. เรื่องผู้สูงอายุ รัฐบาลก็ยังมาต่อยอดได้ เรื่องนี้ ไม่มีอะไรเสียหายครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้รัฐบาล อยากจะให้นายกรัฐมนตรีทบทวนนโยบายนี้ใหม่ อยากจะให้มีความรู้สึกดี ๆ อยากจะให้เกิด ความปรองดองของคนในชาติ ผมอยากจะให้รถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นให้ได้ ท่านประธานที่เคารพ รถไฟความเร็วสูงเริ่มไว้ที่ ๕ สายทาง ที่รัฐสภาเราให้ความเห็นชอบก็คือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-ใต้ ชายแดนมาเลเซีย ๓. กรุงเทพฯ-ระยอง ๔. กรุงเทพฯ-หนองคาย ๕. กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ท่านประธานที่เคารพครับ พอมาดูในนโยบายปรากฏว่า หลายโครงการหายไป รัฐบาลที่ผ่านมามีคำที่บาดใจในสภาแห่งนี้ครับว่าจังหวัดไหนเลือกได้ จังหวัดไหนไม่เลือกไม่ทำให้ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง หายไป ไม่มีนโยบายนี้จะตอบพี่น้องระยอง จันทบุรี ตราด พี่น้อง ภาคตะวันออกอย่างไรครับ เขาทำอะไรผิดถึงต้องตัดโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ- ระยอง เขาเลือก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เขาผิดไหมครับ และเขาต้องไม่ได้รถไฟความเร็วสูง ใช่ไหมครับ อยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยตอบคนใต้ ๑๔ จังหวัดครับ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ใต้ ไม่มีครับ ถูกยกถูกถอดถูกถอนออกไปจากนโยบายของรัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ ถ้าท่านอยากเกิดความปรองดอง ความสามัคคีของคนในชาติอย่าแยกภาค อย่าเลือกปฏิบัติ อย่าทำหินแตก อย่าแยกประชาชน เติมลงในวันนี้หรือย้ำในวันนี้ไม่สายไป อย่าได้มาตอกย้ำ เรื่องจังหวัดไหนเลือกได้ จังหวัดไหนไม่เลือกไม่ทำ แต่ที่บาดใจมากกว่านั้น ท่านประธานครับ พี่น้องชาวอีสาน ๒๐ จังหวัดเลือกพรรคไทยรักไทย เลือกพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนใหญ่ ท่านครับ โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย หายไปครับ ไม่ได้บรรจุไว้ ในรายการนี้ จะตอบพี่น้องอุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย อย่างไรครับ เขาทั้งรักทั้งทุ่มเท ให้โอกาส รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ไม่มีปรากฏครับ ท่านประธานครับ ช่วยตอบประชาชนคนอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ว่าแผนที่เตรียมไว้ที่ทำไว้จาก รัฐบาลที่แล้วพอมาถึงรัฐบาลนี้ทำไมท่านปรับท่านตัดออกไป ท่านครับ จะพอดีใจบ้าง ก็คือรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โคราช-หัวหิน แต่ผมก็อยากเรียนพี่น้องชาวเหนือ และจังหวัดเชียงใหม่ครับ อย่าเพิ่งดีใจว่าจะเกิดรถไฟความเร็วสูงในยุคนี้ เพราะเพียงแต่ ศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และเส้นทางอื่นเพื่อเตรียมการ เชื่อมโยง ท่านครับ ผมกราบเรียนย้ำอีกครั้งครับว่าวันนี้ เวลานี้ ขณะนี้ มันไม่ใช่เวลาของ การมาศึกษาอย่าซื้อเวลาต่อไป การศึกษาการสำรวจความเหมาะสมหลายเรื่องที่เกิดขึ้น ในช่วงปี ๒๕๔๖ เราเห็นครับ รัฐบาลในขณะนั้นอนุมัติโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเล ที่เรียกว่าแหลมผักเบี้ย ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้งบศึกษาสำรวจออกแบบไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท้ายสุดสำรวจศึกษาไม่เหมาะสม งบประมาณที่สำรวจออกแบบศึกษา ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท หายไปเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้นครับ ผมอยากจะให้เร่งดำเนินการ จะทำสายเชียงใหม่ ก่อนเป็นสายแรกไม่ว่าขอให้เกิดขึ้นในยุคนี้ในสมัยนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้มี โครงการดี ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน ผมอยากจะให้ทำในสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ เริ่มลงมือก่อสร้างปีนี้ ในยุคนี้รัฐบาลนี้ให้เห็นรถไฟความเร็วสูง ผมเรียนกับท่านประธานครับ ว่าผมไม่กลัวที่จะมีรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้น กลัวอย่างเดียวก็คือกลัวจะไม่เกิด กลัวสิ่งที่ รัฐบาลหาเสียงไว้กับประชาชนจะทำให้พี่น้องผิดหวังและพวกเรานักการเมืองก็จะถูกตราหน้า ว่าพูดแล้วไม่ทำ พูดได้เพียงแต่เอาไปหาเสียง แต่ท้ายสุดก็ไม่ทำตามที่ว่าไว้ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านสุรเดช ๑๐ นาทีนะครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี 🔗

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการ การพลังงานมาพูดในด้านพลังงานของนโยบายรัฐบาล เนื่องจากว่าผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภานะครับ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ ความสำคัญด้านพลังงานเป็นอันมากซึ่งนโยบายรัฐบาลมี ๒ ระยะ

ระยะแรกคือนโยบายทางด้านการเร่งด่วนเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินงาน ในปีแรก ในหัวข้อที่ ๑.๗ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ประกอบการ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะที่ท่านสมาชิกพูดกันมากคือ ในหัวข้อที่ ๑.๗.๑ นะครับ ชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภทชั่วคราว เพื่อให้ราคาเชื้อเพลิงลดลงทันทีนะครับ แล้วก็ปรับโครงสร้างราคา ทั้งระบบให้มุ่งสู่สะท้อนต้นทุนพลังงาน ท่านประธานครับ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะลด การชะลอการจัดเก็บน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล ๒.๘๐ บาท เบนซิน ๙๕ ๗.๕๐ บาท และเบนซิน ๙๑ ๖.๗๐ บาท ในส่วนของน้ำมันดีเซลนั้นอย่างที่ท่านพูดไปแล้วว่าลดลง ซึ่งการใช้นั้น ในวันหนึ่งใช้ถึง ๕๕ ล้านลิตรต่อวันนะครับ ทำให้กองทุนลดลงนะครับ เฉพาะขณะนี้ ถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อเดือนนะครับ ซึ่งถ้าเทียบไปแล้วเป็นการชดเชยพลังงาน ซึ่งกองทุนนี้ชดเชยแอลพีจีจากโรงกลั่น ซึ่งโรงกลั่นที่นำเข้าใช้ถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาท เราเองต้องมามองว่าเราจะให้ความสำคัญอย่างไร ถ้าเกิดท่านพี่น้อง ท่านสมาชิก หรือพี่น้องประชาชนถ้าสนใจ ทางกรรมาธิการก็มีการสัมมนาเรื่องนโยบายการตรึงราคา พลังงานถูกทางหรือหลงทิศ ในวันพุธที่ ๗ กันยายน ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ก็ขอเชิญชวนนะครับ แต่ที่ผมสนใจและให้ความสำคัญโดยเฉพาะน้ำมัน เบนซิน ๙๕ และน้ำมันเบนซิน ๙๑ เนื่องจากว่าเบนซิน ๙๕ ใช้เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน รถที่ใช้คือรถราคาแพง เพราะลิตรหนึ่ง ๔๗ บาท คนไม่ใช้ แต่เบนซินเอธานอล ๙๕ ใช้ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นการที่ใช้พลังงานจากเอธานอลเป็นพลังงานต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งเบนซิน ๙๑ ซึ่งบอกว่าจะใช้กับมอเตอร์ไซค์ ๑๗ ล้านคัน ท่านประธานครับ มอเตอร์ไซค์ก็สามารถใช้เอธานอล ๙๑ ได้ ดังนั้นเองถ้าเราลดการจัดเก็บพลังงานจะทำให้ มีผลกระทบต่อเอธานอลเป็นอันมาก ผมเองก็เป็นห่วงว่าจะทำให้ระบบการส่งเสริมพลังงาน ทดแทน ซึ่งเดิมทีนโยบายของรัฐบาลท่านทักษิณเมื่อปี ๒๕๔๗ ก็มีมติ ครม. ให้ส่งเสริม พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติเช่นเดียวกัน ดังนั้นเองถ้าการลดกองทุนน้ำมันนี้จะทำ ให้ระบบของเอธานอลเสียหาย ถึงแม้ว่าจะบอกว่าลดชั่วคราว ในการที่ส่งเสริมให้ พี่น้องประชาชนใช้เอธานอลใช้เวลาร่วม ๑๐ ปี ถ้าเกิดว่าท่านลดถึงแม้ว่าชั่วคราวทำให้ พี่น้องประชาชนกลับไปใช้จะมีผลต่อระบบเอธานอลอย่างมาก ดังนั้นเองผมจึงมองว่า การที่ลดนั้นจะทำให้ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมากเกินไป ทำให้ประชาชนไม่รู้คุณค่า ของพลังงานนะครับ แล้วก็ไม่ประหยัดและทำให้การใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ รวมกระทั่งประเทศเพื่อนบ้านน้ำมันแพงกว่าเรา เราจะมีการลักลอบเป็นอันมาก เราจะเอา น้ำมันของเราไปให้ประเทศเพื่อนบ้านใช้หรือไม่ก็ขอฝาก ดังนั้นเองถ้าเป็นไปได้การลดดีเซล ผมเห็นด้วย เพราะว่าเป็นปัจจัยการผลิตแล้วท่านจะลอยตัวราคาพลังงานแเอลพีจีหรือเอ็นจีวี ก็ว่าไปนะครับเพื่อสะท้อนต้นทุน แต่การที่จะลดน้ำมันเบนซิน ๙๕ หรือเบนซิน ๙๑ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดแล้วว่าไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะว่าจะกระทบกับระบบ การผลิตน้ำมันทดแทน พลังงานทดแทน คือเอธานอลซึ่งมีผลต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นอันมาก ก็ขอให้ทางรัฐบาลทบทวนนะครับ ถึงแม้หาเสียงไปแล้ว ท่านบอกว่าลดเป็นบางประเภท ก็ไม่จำเป็นต้องลด ๙๕ หรือ ๙๑ อย่างไรนะครับ ส่วนนโยบายทางด้านการดำเนินการภายใน ๔ ปี ซึ่งทางรัฐบาลเองมีอยู่ ๕ ข้อในด้านพลังงาน ในหัวข้อที่ ๓.๕.๑ ที่ว่ามีการผลักดัน อุตสาหกรรมพลังงานให้เป็นรายได้ของประเทศ เพื่อนสมาชิกก็พูดเช่นเดียวกันเนื่องจากว่าพลังงานในอ่าวไทยเราใช้กันอยู่แล้ว มีทั้งแท่นขุดเจาะ เอราวัณซึ่งขุดเจาะเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว บงกชหรือปลาทองเราได้วางท่อแก๊สจากกลางอ่าวไทย มายังระยอง ที่มาบตาพุด หรือแม้กระทั่งพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเคดีเอ (KDA) นะครับ เรามีพื้นที่ทับซ้อนกัน แล้วมีความตกลงกันว่าผลประโยชน์ระหว่างไทย-มาเลเซียก็แบ่งกัน คนละครึ่งนะครับ ท่อแก๊สก็ผ่านเส้นท่อมายังจังหวัดระยองเช่นเดียวกัน แล้วก็พื้นที่ที่เรา พูดกันมากคือพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา มีพื้นที่ถึง ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ถ้าเทียบกับ พื้นที่ของเขาพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตรก็เป็นอันมากแต่ฉันใดฉันนั้นความร่วมมือทำงาน ร่วมกันก็มีความจำเป็นนะครับ ถ้าคิดง่าย ๆ พลังงานแก๊สในอ่าวไทยเท่ากับ ๑ ส่วนนะครับ ส่วนพลังงานไทย-มาเลเซียมีถึง ๒ ส่วน ถ้าการสำรวจของแหล่งเชื้อเพลิงแล้วว่าพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชามีปริมาณสำรองถึง ๔ เท่าของพื้นที่ในอ่าวไทยที่เราขุดเจาะในปัจจุบัน ดังนั้นเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผมห่วงคือการเจรจาต่อรองว่าพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซียเราขุดผลประโยชน์ แบ่งกัน ๕๐ : ๕๐ นะครับ ไทย-กัมพูชาก่อนหน้านี้มีความตกลงว่าแบ่ง ๕๐ : ๕๐ ถ้าพื้นที่ไหนที่ใกล้ประเทศนั้นเอาเป็น ๒๐ : ๘๐ หรือ ๙๐ : ๑๐ ผมเห็นด้วย เพราะว่าตราบใด ถ้ามีพื้นที่ทับซ้อนผลประโยชน์ต้องเท่ากันนะครับ การทำร่วมมือร่วมค้ากันต้องประโยชน์ เท่ากัน เพราะพื้นที่ทับซ้อนถ้าเกิดวัดตามระยะแล้วบริเวณนั้นจะใกล้ประเทศกัมพูชามากกว่า ประเทศไทยเพราะเนื่องจากว่าในอ่าวไทยเราขุดเจาะเกือบหมดแล้ว ดังนั้นเองผลประโยชน์ ที่จะต่อรองนะครับ ควรจะ ๕๐ : ๕๐ ไม่ควรจะเป็น ๒๐ : ๘๐ เพราะเหตุผลว่าใกล้ประเทศไทย เพราะฉะนั้นในเมื่อว่าพื้นที่ทับซ้อนแล้วต้องผลประโยชน์ร่วมกัน และแม้กระทั่งการพิจารณา ค่าภาคหลวงอย่างที่คุณรสนาบอกว่าต้องมีความเหมาะสม ต้องดูผลประโยชน์ว่าผลประโยชน์ ค่าภาคหลวงของประเทศพม่าก็ดี เวียดนามก็ดี ก็ต้องต่อรองให้ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลักนะครับ ดูว่าจะทำอย่างไรให้ประโยชน์มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือแม้กระทั่งว่าควรจะให้ประเทศไทยบริษัทไทยสามารถในการต่อรองสามารถในการขุดเจาะ แล้วก็ที่สำคัญนะครับพลังงานนั้นควรจะขึ้นท่อในอ่าวไทย เนื่องจากว่าพื้นที่ทับซ้อนนั้น ห่างไม่ไกลจากแนวท่อแก๊สที่เรามีอยู่นะครับ ระยะทางไม่กี่กิโลเมตรนะครับ เราอยากจะให้ มูลค่าเพิ่มของสินค้าเป็นอันมากนะครับ หรือแม้กระทั่งในมาตรการหรือนโยบายที่ ๓.๕.๒ นะครับ ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยแสวงหาและพัฒนาพลังงานแหล่งระบบไฟฟ้า จากทั้งในและต่างประเทศ เรามีความต้องการพลังงานนะครับ นิวเคลียร์เราก็ไม่เอา แก๊สเรา ใช้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินเราก็ต่อต้าน เขื่อนน้ำก็ไม่มี ดังนั้นเองความร่วมมือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำเป็นนะครับ เพราะปัจจุบันนี้เราใช้พลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้า จากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศลาว เราซื้อแก๊สจากประเทศพม่า ดังนั้นเอง ความร่วมมือก็มีนะครับ แล้วที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งเรื่องพลังงานทดแทนนะครับ พลังงาน ทดแทนของเรานั้นพลังงานหลักต้องยืนยันว่าพลังงานหลักคือแก๊สที่ใช้อยู่ และถ่านหิน ก็ไม่ควรละเลยนะครับ เนื่องจากว่าถ่านหินเป็นพลังงานที่ถูก แล้วก็มีทุนสำรองสามารถใช้ได้ ไปถึง ๑๕๐ ปี แต่ว่าเราจะมีมาตรการป้องกันในระบบปิดอย่างไร หรือมีเทคโนโลยีที่สะอาด อย่างไรนะครับ เพราะในเยอรมนีที่ผมไปดูงานก็สามารถใช้ในใจกลางเมืองได้ ฉะนั้นเอง ควรจะให้ความสำคัญ ส่วนพลังงานทดแทนที่มีทั้งเรื่องแสงแดด ลม มูลสัตว์ หรือพลังงาน ซีดีโอ (CDO) หรือเอธานอล ก็อยากจะฝากนะครับว่าขณะนี้เรามีวิจัยเป็นอันมากควรจะนำ การวิจัยมาใช้ ส่วนเรื่องมาตรการหรือนโยบายรัฐบาลในเรื่องในหัวข้อที่ ๓.๕.๓ เรื่องกำกับ ราคาพลังงานให้เหมาะสม ท่านประธานครับ พลังงานที่เหมาะสมผมมองว่าค่าเอฟที (FT) ปัจจุบันนี้เราบอกว่าค่าเอฟทีแพงควรจะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่าเอฟทีนั้นเกิดจาก อะไรนะครับ เอฟทีเกิดจากอะไร เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้เรียนรู้ว่ามันจำเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะที่สำคัญพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์ เซลล์ (Solar cell) ปัจจุบันนี้เมืองไทยผลิต ๕๓ เมกะวัตต์นะครับ ซึ่งความต้องการของกระทรวงพลังงานต้องการ ๕๐๐ เมกะวัตต์ ปัจจุบันนี้มีผู้ขอถึง ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์นะครับ ดู ๆ มันก็ดีนะครับ แต่ว่าท่านประธานครับ พลังงานแสงอาทิตย์ค่าต้นทุนนั้น ๑๕ บาท ถึง ๒๐ บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจุบันนี้ไทยเราขาย ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแค่ ๓ บาทต่อหน่วยนะครับ สำนักงานกำกับกิจการพลังงานต้องมีค่า แอดเดอร์ (Adder) ให้กับโซลาร์ เซลล์นั้นถึงยูนิตละ ๘ บาท ถ้าเราส่งเสริมมากเกิน ความจำเป็นนะครับการเรียนรู้ ๕๐๐ เมกะวัตต์ก็พอถ้าเกิดมากจะมีผลต่อค่าเอฟที หรือค่าทำให้ต้นทุนของพี่น้องประชาชนสูงขึ้น ดังนั้นเองควรพิจารณาให้รอบคอบว่า ควรส่งเสริมแค่ ๕๐๐ เมกกะวัตต์ก็เพียงพอนะครับ แล้วก็ให้ผู้ประกอบการที่แท้จริงทำนะครับ แล้วก็อีกเรื่องนะครับ มาตรการข้อที่ ๕ ของรัฐบาลเรื่องส่งเสริมพลังงานอนุรักษ์แล้วก็ทำ พลังงานเต็มที่นะครับ ก็ควรจะส่งเสริมให้มีการใช้โครงข่ายพลังงานสมาร์ท กริด (Smart Grid) จะทำให้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ท่านประธานครับ นอกเหนือจาก ๕ ข้อที่รัฐบาลเสนอแล้วผมขอฝากเพิ่มเติม ว่าน่าจะมีพลังงานชุมชนอย่างพอเพียงนะครับ เราขาดพลังงานชุมชนไป พูดถึงทุนนิยมไป แต่พลังงานชุมชนไม่มี หรือแม้กระทั่งนโยบายพลังงานแห่งชาติ นโยบายชุดหนึ่งก็ทำ อย่างหนึ่ง นโยบายชุดหนึ่งก็ทำอย่างหนึ่ง ถึงเวลาหรือยังครับต้องมารับฟังนโยบายแห่งชาติ ว่าจะมีปัญหาอย่างไร เพื่อความชัดเจนและความมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกคน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับที่รักษาเวลา ขอเชิญคุณนาที รัชกิจประการ ๑๐ นาที และตามด้วยท่านสิงห์ชัย ทุ่งทอง

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อวานที่เราได้มีการพูดถึงเรื่องการแถลง นโยบายของคณะรัฐมนตรี ดิฉันในฐานะของสตรีก็อยากจะพูดถึงในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกเพื่อที่จะให้สอดคล้องกับโครงสร้าง เศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะมีในเรื่องของ๑.๕ ในการเร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงในเรื่องของ ๑.๘ ก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหลายโครงการที่รัฐบาลได้มีตั้งแต่การพักหนี้ ค่าแรง ๓๐๐ บาทหรือแม้แต่ การศึกษาระดับปริญญาตรีที่จะมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท รวมถึงการจัดให้ มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแล้วก็มาตรการการลดภาษี แล้วก็ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงที่พูดถึงในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตจะไม่มีในเรื่องของสตรี แต่ถ้าเรามาดูในเรื่องของ ๑.๑๐ จะมีในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งอันนี้ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องการยกคุณภาพชีวิต ในฐานะที่ตัวดิฉันเองเป็นสตรีแล้วเป็นหนึ่งที่ได้เข้าร่วม ในกิจกรรมทั้งประธานพัฒนาบทบาทสตรีและของสมัชชาด้วย และในช่วงที่ดิฉันได้มีโอกาส หาเสียงได้มีโอกาสไป ๓ จังหวัด ได้มีโอกาสพบปะสตรีที่เป็นสตรีหม้ายและสตรีหย่า จะเห็นว่าในภาคใต้ปัจจุบันนี้ที่เรามี ๓ จังหวัดประมาณ ๒,๒๙๕ คน รวมถึง มีเด็กกำพร้า ๔,๐๐๐ กว่าคน ถ้ารวมถึงทั่วประเทศเราจะมีสตรีหม้ายแล้วก็หย่าในระดับ ก็มากพอสมควร ๒๘๘,๔๕๓ คน เพราะฉะนั้นในประเด็นของเรื่องการจัดตั้งกองทุนพัฒนา บทบาทสตรีนะคะ สิ่งนี้ดิฉันอยากจะขอให้ตั้งเป็นข้อสังเกตว่ากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท อันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะเห็นก็ในเรื่องของความต่อเนื่องแล้วก็ เป็นรูปธรรม เพราะจะเห็นว่าในคำแถลงการณ์ของนโยบายจะมีแค่การจัดตั้งกองทุนเฉย ๆ แต่ไม่มีกิจกรรมหรือสิ่งไหนที่แสดงให้เห็นถึงว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องไหม แล้วก็เป็นรูปธรรมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในเรื่องของนโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก ดิฉันก็อยากให้กองทุนนี้มีประโยชน์ ต่อสตรีมากที่สุดในฐานะที่ดิฉันเป็นสตรี และโดยเฉพาะใน ๓ จังหวัดภาคใต้ แล้วก็จะมี การเชื่อมโยงถึงหลักศาสนาที่มีในแผนของ ๔ ปีด้วย ซึ่งในความคิดของดิฉันในเรื่องของ นโยบายศาสนาและศิลปวัฒนธรรมสิ่งนี้น่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะนำมาใช้ในการที่จะพัฒนา เศรษฐกิจ เพราะว่าอย่างไรก็แล้วแต่เศรษฐกิจจะโตไม่ได้ถ้าเกิดว่าสภาพสังคมยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นสภาพสังคมที่เราจะยกคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นมาได้ก็ด้วยการใช้ หลักศาสนามาใช้ ซึ่งในที่นี้ดิฉันจะพูดถึงหลักศาสนาที่คิดว่ามันต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน ถ้าตัวเองมีหลักอย่างน้อยสัก ๑ หลักก็ยังดีในเรื่องของหลักความพอหรือว่า ในหลักศาสนาเรียกว่าสันโดษ ซึ่งจะไปสอดคล้องกับแนวนโยบายของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่าในหลักของสันโดษเราจะมีอยู่ ๓ ประเด็น ที่เราพูดถึง

อันแรกเลยก็คือยถาลาภสันโดษ อันนี้ก็คือหมายถึงการที่เรามีความพอใจ ในสิ่งที่เรามีตั้งแต่ที่เราเกิดมา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือยถาพลสันโดษ ก็คือตัวเราเองเราต้องรู้ว่าเรามีพละกำลัง แค่ไหน เราทำได้แค่ไหนเราก็ต้องพอใจในแค่นั้น แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของยถาสารุปปสันโดษหรือว่ายินดีในฐานะที่เราเป็นอยู่ เราเกิดมาเป็นอย่างไร รูปร่างฐานะเราเป็นอย่างไรเราก็ต้องพอใจในสิ่งนั้น

เพราะฉะนั้นในเรื่องของสันโดษหรือความพอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ดิฉัน อยากจะให้รัฐบาล แล้วก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดข้อสังเกตว่าสิ่งสำคัญในวันนี้ในเรื่องของหลัก ศาสนาที่ในนโยบายของรัฐบาลจะพูดแต่ไม่ได้แตะแล้วก็ไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะขอฝากในประเด็นนี้ด้วย เพราะอย่างน้อยในวันนี้อย่างเมื่อเช้าเราก็มีการดูข่าว ว่า ๓ จังหวัดภาคใต้เราก็มีเหตุการณ์ไม่สงบอีกแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาในเรื่องของสตรีหม้าย หรือในเรื่องของเด็กกำพร้าก็จะมีตามมา อย่าลืมว่าสตรีหม้ายหรือว่าเด็กกำพร้ามันไม่เกิด เฉพาะ ๓ จังหวัดภาคใต้ มันก็จะเลยมาถึงทั้งประเทศด้วย เพราะบางครั้งเวลาเหตุการณ์ เกิดขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่ว่า ๓ จังหวัดอย่างเดียว เรายังมีสตรีที่เป็นภรรยาของตำรวจ ทหาร ซึ่งอาจจะอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศไทยก็ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะฝาก แล้วก็อยากให้เป็นรูปธรรม แล้วก็สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเงิน ๑๐๐ ล้านบาทนี้ก็อยากจะให้มี โครงการดี ๆ แล้วก็มีความต่อเนื่องตลอดไป เพราะอย่างน้อยในอดีตที่ผ่านมาของ จังหวัดนราธิวาสเราก็มีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่างอันเนื่องมาจาก พระราชดำริเราก็มีต้นแบบในเรื่องของกิจกรรมที่ให้กับสตรีหม้ายในจังหวัดนราธิวาสแล้ว แต่ว่าโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จแล้วตอนนี้ก็หายไป เพราะว่าเนื่องจากมีปัญหา ในเรื่องของการที่จะจำหน่ายในเรื่องของการตลาด เพราะว่าบางครั้งเมื่อเรามีโครงการแล้ว แต่ว่าการตลาดเราไม่ได้ส่งเสริมที่จะให้เขาทำไปแล้วไม่รู้จะขายที่ไหน ไม่ว่าจะเรื่องของ เซรามิก ผ้าคลุมผมหรือลายผ้าบาติกอะไรอย่างนี้ค่ะ พอทำมาแล้วเราไม่มีตลาดที่จะขาย เพราะฉะนั้นคือผลกระทบตรงนี้พอเขาทำแล้วเขาขายไม่ได้มันก็มีปัญหา เพราะฉะนั้น การรวมกลุ่มของสตรีในโครงการดังกล่าวก็เลยต้องยกเลิกไปเพราะว่าปัญหาดังกล่าวที่กล่าว มาแล้วเพราะฉะนั้นวันนี้ในเงิน ๑๐๐ ล้านบาทตรงนี้ดิฉันก็ต้องขอบพระคุณรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้โอกาสสตรี เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราไม่เคยมีเลยเงินตรงนี้ เวลาสตรีเราจะทำอะไร เราก็ต้องหาเงินกันเอง ตัวดิฉันเองในฐานะประธานของจังหวัดพัทลุงก็มีโอกาสได้ตั้งกองทุน สวัสดิการสตรีเพื่อที่จะได้ดูแลสตรีเมื่อเวลาคลอดลูก แล้วก็เจ็บป่วย แล้วก็ตาย อันนั้นเป็นเรื่องของจังหวัด แต่วันนี้เราก็มีความโชคดีที่เราได้เงิน ๑๐๐ ล้านบาทตรงนี้ แต่ทำ อย่างไรล่ะคะที่จะให้เงิน ๑๐๐ ล้านบาทตรงนี้มีผลประโยชน์มากที่สุด เพราะดิฉันคิดว่า ถ้าเกิดเราไปสัมมนาหรือไปทำโครงการอย่างอื่นที่ไม่เป็นรูปธรรมแล้วก็ไม่มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหลาย ๆ ท่านที่พูดถึงก็ไม่ใช่ไม่ดีนะคะ ในเรื่องของการพัฒนาบทบาทสตรีที่จะ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของสตรีหรือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่ดิฉันอยากจะฝากแล้วก็อยากจะเห็นในรัฐบาลชุดนี้ก็คือ โครงการที่สามารถ ทำรายได้ สามารถที่จะสร้างรายได้ให้สตรี เพราะอย่าลืมว่าสตรีก็เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาท ในสถาบันของครอบครัว เพราะจะเห็นว่าปัจจุบันนี้อย่างไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ว่าเราจะมีผู้ชาย ซึ่งเป็นช้างเท้าหน้าที่จะดูแลเรา แต่สตรีเราก็มีโอกาสที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีรายได้เข้ามา จุนเจือในครอบครัวได้ และเมื่อไรก็แล้วแต่ถ้าเกิดว่าสตรีเรามีโอกาส มีกิจกรรมที่จะทำ เพื่อที่จะเพิ่มสร้างรายได้ให้ได้ ตรงนี้ก็จะเป็นการช่วยสถาบันครอบครัวในเรื่องของเศรษฐกิจ และอันจะส่งผลถึงเรื่องสังคมด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ดิฉันได้ฝากและอยากจะเห็น ก็ได้ฝากไปแล้วในนโยบายเร่งด่วน

และอีกประเด็นหนึ่งที่ฝากเป็นข้อคิดในเรื่องของหลักศาสนาที่จะนำมาใช้ ซึ่งจริง ๆ ในรัฐบาลชุดนี้ก็ใช้เป็นโครงการระยะยาว ๔ ปี แต่จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณนาทีครับ หมดเวลาแล้วครับ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

พอดี ทางพรรคบอกว่าให้เวลาเพิ่มอีก ๑๐ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

โอเคครับ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ทางสมาชิกเขาเพิ่มเวลาให้ ต่อเนื่องในเรื่องของหลักศาสนาที่เมื่อกี้ดิฉันได้พูดถึงบอกว่า นอกเหนือจากโครงการดี ๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้เกี่ยวกับสตรีแล้ว ในเรื่องของ การนำหลักศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ วันนี้ปัญหาที่เราเห็นอยู่มีมากมาย เมื่อวาน เราก็มีการพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด แหล่งมั่วสุม เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่า จริง ๆ แล้วถ้าเรานำหลักศาสนามาใช้ เพราะว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีหมด สอนให้ เป็นคนดีแล้วก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดิฉัน อยากจะฝากนะคะว่า ไหน ๆ เรามีนโยบายในเรื่องของการใช้หลักศาสนาไปพัฒนาคุณภาพ ชีวิตแล้ว ก็อยากจะให้ทำให้เป็นรูปธรรม เพราะดิฉันนึกว่าในอดีตที่ผ่านมาเราอาจจะไม่เห็น อะไรเป็นรูปธรรมมากนัก ก็ขอฝากในรัฐบาลชุดนี้ ในเมื่อมาตรา ๘๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เราก็พูดถึงการคุ้มครองพัฒนาเด็ก เยาวชน สนับสนุนการอบรม เลี้ยงดูแล้วก็ให้การศึกษาปฐมวัย ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงชาย เสริมสร้างและพัฒนา ความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวเข้มแข็งมันก็จะส่งผลถึงชุมชน สังคม แล้วก็ประเทศชาติด้วยนะคะ นี่ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากแล้วก็ให้เป็นข้อคิด ในเรื่องของศาสนา

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากใน ๔.๕ ในเรื่องของนโยบายความมั่นคงของ ชีวิตและสังคม จะเห็นว่าใน ๔.๕ เราก็มีพูดถึงบทบาทของคณะสงฆ์แล้วก็ผู้นำทางศาสนา นะคะว่า วันนี้งานวิจัยในหลาย ๆ ชิ้นเราก็พูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้นำทางศาสนา วันนี้ เราทำอย่างไรให้บทบาทของคณะสงฆ์แล้วก็ผู้นำศาสนาให้เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ อย่าลืมนะคะ เมื่อไรที่เรามีปัญหา แทนที่เราจะไปหาคนเข้าทรงหรือไปดูหมออะไรอย่างนี้ค่ะ ก็อยากจะให้เรานำบทบาทของคณะสงฆ์แล้วก็ผู้นำศาสนามาใช้ เพื่อที่จะให้เหมือนในอดีต ที่ผ่านมา เพราะในอดีตที่ผ่านมาบทบาทของคณะสงฆ์หรือผู้นำจะมีเยอะมาก ในวัดในวา สมัยก่อน เราพอมีปัญหาหรือมีการพูดคุยหรือจะมีการพบปะเราก็ใช้วัดเป็นที่ประชุม มีการปรึกษาหารือ แต่ปัจจุบันนี้บทบาทของคณะสงฆ์แล้วก็ผู้นำศาสนาหายไป คนเราพอมีปัญหาจะหันไปหาสิ่งอื่น หันไปหายาเสพติด หันไปหาสิ่งมอมเมาอย่างอื่น ซึ่งจริง ๆ แล้วในหลักของศาสนาเราต้อง กลับมาพิจารณาตัวเอง แล้วก็ดึงบทบาทของคณะสงฆ์แล้วก็ผู้นำศาสนาตามที่นโยบายของ รัฐบาลที่กล่าวถึงในข้อ ๔.๕.๑ ที่จะใช้บทบาทของคณะสงฆ์ แล้วก็ผู้นำศาสนา ให้สามารถยึดเหนี่ยวทางจิตใจของประชาชนในแต่ละชุมชนได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นหลักจริง ๆ ที่เป็นการเชื่อมประสานงานระหว่างบ้าน โรงเรียน แล้วก็ครอบครัวที่อบอุ่น สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ ทำให้ระบบสังคมหรือความมั่นคงในชีวิตดีขึ้น แล้วก็จะส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจ แล้วก็โดยรวมของประเทศชาติด้วย ก็ขอบคุณที่ให้ดิฉันได้มีโอกาสได้มาพูดถึงทั้งในเรื่องของ นโยบายที่ดี ในเรื่องของเงิน ๑๐๐ ล้านบาท แล้วก็ขอฝากข้อคิดในเรื่องของศาสนา ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ไปตัวดิฉันเองในฐานะประธานสตรีก็คงจะตามในเรื่องของ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในเรื่องเงิน ๑๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะดูกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนาที่จะนำพาคุณภาพชีวิตเราให้ดีขึ้น ก็ขอฝากประธานรัฐสภาส่งไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องว่ามีดิฉันคนหนึ่งที่จะตามดูในเรื่องของนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ กราบขอบพระคุณค่ะ สวัสดีค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านสิงห์ชัย ทุ่งทอง ๑๐ นาทีครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ พี่และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ก่อนอื่นวันนี้ผมดีใจ มีความสุขตั้งแต่เมื่อวาน ในเบื้องต้นผมจะขอขอบพระคุณ พ่อแม่ พี่น้อง ประชาชนทุกคนว่าวันนี้สิ่งที่ท่านกำลังดูอยู่นี้คือการดำเนินการการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่คือผลงานของประชาชนทุกคน ถึงวันนี้ในโลกใบนี้ น่าจะเป็นที่ยอมรับว่าคงไม่มีการปกครองใดที่จะให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เท่าระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นใหญ่ ก่อนอื่นผมในฐานะตัวแทนของ คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม มีเวลาได้พูดประมาณ ๑๐ นาที ตั้งใจว่าวันนี้จะพูดในนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ด้วย เวลาขนาดนี้คงไม่สามารถจะพูดได้ทุกเรื่องแต่จะเอาเป็นบางประเด็น เช่นเดียวกันรัฐบาล ชุดใหม่ก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ การเขียนนโยบายนั้นมันก็เป็นเพียงทฤษฎี เป้าหมายหรือ แนวคิด แน่นอนที่สุดไม่สามารถจะเขียนได้ รายละเอียดจับตรงไหนจะพูดดีก็ได้ พูดร้ายก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ผมอยากจะพูดขอบพระคุณอดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างน้อยที่สุด ๒ ปีที่ผ่านมาท่านได้ดูแลบ้านเมืองดีชั่วประการใดคงไม่ต้องพูด ประชาชน เท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสิน แต่สิ่งสำคัญผมอยากจะให้กำลังใจ และเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมได้เห็นมีการร่วมการประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วร้องเพลง อย่ายอมแพ้ ท่านอย่าคิดอย่างนั้นครับ กฎกติกาของระบอบประชาธิปไตยประชาชน เสียงส่วนใหญ่เขาไม่ได้ให้ท่านพ่ายแพ้นะครับ แต่มันมีกฎกติกาไว้ว่าผู้ที่ได้รับเสียงข้างมาก จะมอบอำนาจให้ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และประชาชนเห็นว่าวันนี้ท่านน่าที่จะเหมาะสม มานั่งเป็นฝ่ายค้าน ทุกคนชนะครับไม่แพ้ ถ้าแพ้ท่านจะไม่ได้มานั่งในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านยังอายุน้อย วันนี้ท่านนั่งข้างล่าง ผมเชื่อว่าอีกไม่นานท่าน ก็จะต้องไปนั่งข้างบน ๓ ปีที่ผ่านมาในการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาได้เห็น การเปลี่ยนแปลง เห็นไหมครับนี่คือสัจธรรม แต่สิ่งสำคัญที่สุดพวกเราจะต้องคิดเป้าหมาย ข้างหน้าว่าทุกวันนี้เราทำเพื่อใคร ทุกคนอ้างทั้งสิ้น ประชาชน ประเทศชาติ ประชาชน กลุ่มไหนครับ มันมีกติกาครับ ประชาชนส่วนใหญ่วัดจากไหนครับ ก็นี่อย่างไรครับ การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นอย่าท้อแท้ เรามีเส้นทางที่น่าจะเหมาะสมถูกต้องที่สุดในขณะนี้

ขอพูดในนโยบายไอซีที (ICT) กับการท่องเที่ยวเพราะผมก็เป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน ขณะนี้ไม่ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเรามีแต่คิดในเชิงพัฒนาเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่เราไม่เคยมอง ย้อนกลับไปว่าสิ่งที่เราคิดทำ ทำ ทำแล้วมันมีอุจจาระตามมาหรือเปล่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องไอซีที ขณะนี้มีการโฆษณากันเต็มบ้านเต็มเมือง ๓ จี (3G) พรีเพด (Pre-paid) ไฮซิม (HISIM) ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้ใครเสียประโยชน์ แล้วล่าสุดเรื่องดาวเทียมไทยคม ถึงที่สุดแล้ว เราเป็นฝ่ายบริหารมาแล้วก็ไป ๆ แต่ผลกระทบที่มันจะกลับมาประชาชนอีกแล้ว ด้วยเวลาเพียงแค่นี้คงพูดรายละเอียดน้อย ขอทิ้งเป็นปุจฉาแล้ววันข้างหน้าค่อยมาคุยกัน เฉกเช่นเดียวกับการท่องเที่ยว นโยบายสวยหรู พัฒนาการท่องเที่ยวตลอด แต่มองย้อนกลับ ไปบ้างว่าเราได้ทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างมา ธรรมชาติได้มีให้ไว้ได้มองกันบ้างไหม ไม่มีเลย มีแต่พัฒนากันอย่างเดียว มีเหมือนกันแต่มันแตกย่อยรายละเอียดไม่เคย มีการบูรณาการ ขอทิ้งเป็นปุจฉาไว้เช่นเดียวกัน เพราะว่ามีเวลาแค่ ๑๐ นาที

อีกนิดหนึ่งจะเป็นจะตายกันค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ทำไมครับ นี่คือสิ่งที่ประชาชนระดับที่เราบอกว่าด้อยโอกาส ประชาชนคนไทยมีเกือบ ๗๐ ล้านคน แต่เชื่อไหมครับผมฟังนักวิชาการล่าสุดนี่นะครับ มีเลขบัญชีที่มีเงินเป็นจำนวนมาก มีแค่ ๗๐,๐๐๐ บัญชีเท่านั้นเอง แล้วตลอดช่วงที่ผมเกิดและจำความได้จนถึงวันนี้ผมยัง ไม่เห็นเลยว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนด้อยโอกาสของประเทศนี่ทำให้ประเทศชาติ มีปัญหา อย่างเก่งคนมีรายได้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเสียหายก็เสียหายแค่ ๙๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ที่ผ่านมาเห็นไหมครับ ปี ๒๕๔๐ คนเดียวนี่ครับทำสูญเสียเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับแค่เงิน ๓๐๐ บาท เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ๓๐๐ บาทพวกเรากิน ข้าว ๒ มื้อ มื้อละ ๓,๐๐๐ บาท จบแล้วครับ ไม่เป็นไรครับ ถ้าเราจะโทษกันว่า ๓๐๐ บาท สร้างอะไรต่ออะไรนะครับเป็นหน้าที่ของท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ มันคนละประเด็นกัน แต่ขณะนี้ คนไทยดีใจ คนที่ดีใจก็คือคนที่มีรายได้น้อย และคนที่เราดูถูกดูแคลนกันเสมอว่าคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ครับขอพูดไว้เพียงเท่านี้

ผมขอประเด็นสำคัญที่อยากจะพูดก็คือว่านโยบายเรื่องปรองดอง ผู้บริหาร ถ้าหากว่าไม่มีเวลาบริหารแล้วไม่ต้องคิดครับ จะคิดเชิงครีเอทีฟ ธิงกิง (Creative thinking) ขนาดไหนก็แล้วแต่ไม่มีทาง เพราะท่านยังมัวขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน ความปรองดอง นโยบายหนึ่งของท่านนายกรัฐมนตรีที่พูดแก้ไขไม่แก้แค้น ท่านต้องทำให้ เป็นที่ประจักษ์ และสิ่งที่ท่านจะต้องทำอันดับแรกนะครับ ข้าราชการประจำครับ ท่านรู้ไหมครับ นายของข้าราชการประจำคือฝ่ายบริหาร ถ้าไม่จำเป็นระดับหัวท่านอย่าเพิ่งไปโยกย้าย เขาต้องเชื่อท่านอยู่แล้วในการทำงาน และอยากจะพูดอีกนิดหนึ่ง เมื่อวานนี้ผมก็พูดแล้วใจ มันเหลือศูนย์ เราพูดกันมามากเหลือเกินเกี่ยวกับสถาบันของเรา หยุดเสียทีได้ไหมครับ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นถือว่าเป็นจิตวิญญาณของคนไทยแล้ว เราอย่าได้มาพูดกล่าวอ้าง ว่าใครรักไม่รัก ขอเถอะครับยุติได้แล้ว วัฒนธรรมของชาติสิ่งหนึ่งที่เรามีเหนือกว่าชาติอื่น และยังคงอยู่ขณะนี้คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เปรียบเสมือนชีวิตจิตวิญญาณของคนไทย อย่าได้กล่าวอ้าง อย่าได้ใช้สิ่งนี้มาทำลายกันในทางการเมืองเลย พวกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่วันหนึ่ง ก็กลายเป็นพวกเดียวกัน วันหนึ่งก็ออกตรงกันข้ามกันสลับสับเปลี่ยนกันไปมา ขอร้องเถอะครับ และสุดท้ายนะครับ ผมอยากจะมีคำกลอนไว้บทหนึ่งให้ท่านได้คิด คนเกิดก่อนสีเสื้อ เชื่อหรือไม่ แล้วทำไมต้องแบ่งแยกแตกเป็นสี สุดอนาถชาติบอบช้ำยับย่ำยี พอกันทีได้ไหม ไทยด้วยกัน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านอภิชาต การิกาญจน์ ๘ นาทีนะครับ แล้วตามด้วยท่านประสงค์ นุรักษ์ ๕ นาทีครับ

นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อภิชาต การิกาญจน์ พรรคประชาธิปัตย์จาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในนโยบายด้านการศึกษาของ รัฐบาลนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่อง ๔.๑.๑ การปฏิรูประบบความรู้ของสังคมไทยภายใต้ โครงการที่เรียกว่า โครงการตำราแห่งชาติ ผมคิดว่าการพูดถึงเรื่องการสร้างโครงการตำรา แห่งชาติอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะสามารถปฏิรูประบบความรู้ของสังคมไทยได้ สิ่งหนึ่ง ที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องทำก็คือการสานต่อในนโยบายที่เรียกว่ากำหนดให้ การอ่านเป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว เหตุผลที่ต้องให้การอ่านเป็นวาระ แห่งชาติ มันมีตัวอย่างกรณีของประเทศเกาหลีนะครับ ประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทย เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเราอยู่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนาใกล้เคียงกัน ผ่านมา ๓๐ ปีจนถึงเวลานี้ ประเทศเกาหลีสามารถพัฒนาการเรียนรู้ การอ่านออก การเขียนได้จากร้อยละ ๒๐ ของประชากรของประเทศเขยิบขึ้นมาเป็น ๙๓.๕ ของประชากร การสามารถสร้างสังคม แห่งการอ่าน เราเชื่อว่าทำให้ประเทศของเขาโดดเด่นก้าวหน้าในทุกด้าน เป็นประเทศ อุตสาหกรรมมั่งคั่ง มั่นคงแล้วก็ก้าวหน้าไปได้ เราเชื่อว่าความก้าวหน้าเหล่านั้นเกิดขึ้นจาก พื้นฐานของการสร้างการเรียนรู้ในหมู่ประชากรของประเทศเกาหลี ประเทศไทยเช่นเดียวกันครับ ถ้าเราปฏิรูปเฉพาะโครงการตำราแห่งชาติแล้วเราไม่สร้างนิสัยรักการอ่าน ไม่กำหนดให้ การอ่านเป็นนโยบายแห่งชาติ เราไม่มีทางที่จะสร้างความจำเริญในเรื่องความรู้ขึ้นมาได้ อย่างแท้จริง

ประเด็นที่ ๒ ข้อ ๔.๑.๓ ในการปฏิรูปครู หลักสูตรและการสอน ผมคิดว่า ภายใต้การปฏิรูปในทศวรรษที่ผ่านมา ครูและบุคลากรทางการศึกษาของเราค่อนข้าง จะพร้อมนะครับ ในเรื่องวิทยฐานะ ในเรื่องเงินค่าตอบแทน เงินค่าตำแหน่ง ในเรื่อง ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการ ทางด้านวิชาการ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถจะทำให้เราเดิน ไปได้ข้างหน้าอย่างมั่นคงและจำเป็นต้องการสานต่อจากรัฐบาลใหม่ก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ครูและบุคลากรทั้งหมดได้ทุ่มเทจิตใจในเรื่องการเรียนการสอน ในเรื่อง การจัดการศึกษา สิ่งหนึ่งที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เดินทางไปได้ ผมเชื่อว่าขึ้นอยู่กับการสร้าง ศรัทธาให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาระในการสร้างศรัทธาของครูทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ คน ในประเทศนี้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยทั้ง ๒ ท่านมีแนวคิดในเรื่องการสร้างศรัทธา ของครูเช่นไร ถ้าท่านทั้งสามสามารถสร้างศรัทธาให้ครูทั้งประเทศนี้มีความเชื่อมั่นศรัทธาว่า เราสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความสำเร็จในเรื่องคุณภาพของนักเรียน ในเรื่องคุณภาพ ของคนได้นี่ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราทำได้

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่อง ๔.๑.๗ การเตรียมการรองรับการเปิดเสรีประชาคม อาเซียนอีก ๔ ปีข้างหน้าเราจะเปิดการรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียนเรื่องนี้ ต้องกำหนดเป็นนโยบายมีตัวอย่างเช่นเดียวกันครับว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศจะเป็น คนกำหนดได้ว่าเราจะนำพาประเทศชาติไปทางไหน ผมนำคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรไปภูฏานนะครับ เราได้รู้ว่าเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว คิง (King) องค์ที่ ๔ ได้กำหนดให้ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนในทุกระดับ เมื่อถึงคิงองค์ที่ ๕ เขาโดดเด่น ในเรื่องการใช้ดัชนีชี้วัดความสุข ไม่ไหลตามกระแสของประเทศส่วนใหญ่ในโลก ที่พูดถึง เรื่องความจำเริญทางด้านเศรษฐกิจ คนทั่วโลกเดินทางมาดูว่าประเทศที่ใช้ดัชนีชี้วัดความสุข เป็นเช่นไร วันที่เขาเปิดประเทศค่อย ๆ เปิด คนของเขาสามารถใช้ภาษาอังกฤษ ในการต้อนรับแขกที่มาเยือนประเทศได้ ผมพูดถึงเรื่องนี้เพราะเห็นว่าการประกาศให้ชัดเจว่า ภาษาที่ ๒ เราจะเอาอย่างไร ในชีวิตคนยุคพวกเรานะครับ เรียนภาษาอังกฤษมา ๙ ปี ๑๐ ปี เห็นว่าเราใช้การไม่ได้ เด็กรุ่นใหม่จะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ที่เมื่อใช้เวลาใน การเรียนการสอนแล้วสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้อง กำหนดให้ชัดเจน ผมไม่เห็นว่านโยบายของรัฐบาลสามารถกำหนดทิศทางการศึกษาไทยได้ อย่างแท้จริง ถ้ามองว่าการศึกษาไม่ได้เกี่ยวเนื่องเฉพาะคุณภาพผู้เรียนนะครับ แต่มัน เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของผู้คนในสังคม ภายใต้สภาพของหลาย ๆ ประเทศที่เราเรียกว่า สังคมป่วย สังคมพิการ สิ่งเหล่านี้การศึกษาจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหา ถ้าเรา ย้อนกลับไปว่าปัญหาคุณภาพของคนในสังคมนี้เรามีปัญหาเรื่องใดบ้าง ผมพอสรุปได้คร่าว ๆ ในเวลากระชับว่า

๑. เรื่องความมีวินัยในตนเอง

๒. เรื่องการขาดระบบคิด

๓. เรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

๔. เรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีเป้าหมาย

๕. การไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา

นโยบายรัฐบาลในเรื่องการศึกษานี่จะต้องกำหนดให้เห็นทิศทางชัดเจนว่า สังคมการศึกษาของประเทศไทยในวันข้างหน้าต้องสามารถแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพคน เหล่านี้ได้ เราไม่มีทางที่จะก้าวไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลักสูตร ทำไมนักเรียนระดับ ป.๑-ป.๓ ต้องเรียน ๘ สาระวิชา ทำไมเราไม่เน้นว่า เด็กในช่วงชั้นนี้ควรจะเรียนเฉพาะให้อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น เรียนสังคม เรียนศิลปะ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจ ไม่จำเป็นต้องเรียน ๘ สาระวิชานะครับ ผมพูดเรื่องนี้มาตลอดเพราะว่า การเรียนให้ครบตาม ๘ สาระวิชาไม่สามารถทำให้เด็กทุกคนอ่านออกเขียนได้ แล้ววันนี้เรายัง มีปัญหาว่าเด็กจำนวนไม่น้อยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จนเรียนมัธยม จบปริญญาตรี ในบางหลักสูตรเขียนหนังสือ จับความไม่ได้ ถ้าเราสามารถจัดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องบางเรื่อง ในแต่ระดับที่เป็นปัญหาผมเชื่อว่า เราสามารถนำพาคุณภาพการศึกษาและทิศทางการศึกษาไทยไปได้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสงค์ นุรักษ์ ๕ นาทีนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาครับ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยครับ ก่อนอื่นกระผมขอร่วม แสดงความชื่นชมต่อท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้รับความสำเร็จ และได้รับ การไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นรัฐบาลทำหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดิน ไม่สำคัญครับว่าท่านจะได้มาโดยวิธีใด ตราบใดที่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และกติกาที่มีอยู่ แต่นี้ต่อไปท่านจะต้องปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์สุข อย่างสูงสุดต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ การทหาร วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ส่วนหนึ่งคือการพิจารณาและศึกษาเกี่ยวกับความมั่นคง ของชาติในการตรวจสอบ ติดตามการทำงานของรัฐบาล ท่านประธานครับ จากการศึกษา ระดับหนึ่งตามแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งได้รับทราบในระยะเวลาอันสั้น คณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการการทหาร วุฒิสภา ได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อนำเสนอผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลด้วยความหวังอย่างสูงสุด ว่าจะสอดคล้องกับแนวนโยบายในความมั่นคงแห่งรัฐ เพื่อนำไปพิจารณาเพื่อการปฏิบัติ ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติได้อย่างสูงสุดครับ จากนโยบายข้อ ๒ ความมั่นคงแห่งรัฐ ท่านประธานครับ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพและระบบป้องกันประเทศ เป็นภารกิจที่มีความสำคัญยิ่งประการหนึ่ง แม้นหวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ แต่ในโลกปัจจุบันนี้มันต้องปรับตัวและพัฒนาต่อไปอีกครับ ซึ่งจะต้องใช้กำลังรบที่มีอยู่เพื่อ การสร้างสรรค์ด้วยครับ การพัฒนา ฝึกฝน เตรียมพร้อม และเพียบพร้อมอยู่ตลอดเวลาของ ทหารทุกหมู่เหล่าเพื่อการช่วยเหลือประชาชนในยามได้รับภัยพิบัติทุกประเภท รัฐจะต้อง จัดการและสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถ คณะกรรมาธิการการทหารได้เดินทางไป ประเทศจีนเพื่อดูงานเขาได้รับความสำเร็จอย่างมาก ประเทศเราจะต้องทำได้และทำได้ดีกว่า ประเทศจีนครับท่านประธานครับ พื้นที่ในการดูแลของทหารมีมากมายพร้อมทั้งบุคลากรที่มี คุณภาพความจำเป็นเกี่ยวกับการใช้พลังงานเพื่อความมั่นคง ซึ่งทหารหลายหน่วย มีความขัดข้องอยู่ในเวลานี้ ทหารน่าจะได้รับการสนับสนุนให้การศึกษาได้นำมาใช้ประโยชน์ เกี่ยวกับพลังงานทดแทนในหน่วยทหารด้วยครับ ประเทศไทยมีพื้นที่ติดกับทะเลจำนวนมาก การเฝ้าระวังทางทะเลมีผลประโยชน์มหาศาลครับ เรือดำน้ำน่าจะมีความเหมาะสมที่จะใช้แล้ว ในขณะนี้ครับ การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญทุกท่านจะต้องมีกำลังใจและจะต้องมี สวัสดิการสิทธิกำลังพลของกองทัพจะต้องเป็นไปอย่างมีหลักประกันของชีวิตและครอบครัว ของทหารทุกเหล่าอย่างเพียงพอและทันท่วงที ผลกระทบด้านความมั่นคงด้านผู้เข้าเมือง โดยมิชอบโดยกฎหมาย โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านด้านพม่าเวลานี้ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นปัจจัยที่น่ากังวลหลายประการ การร่วมมือประสาน ระหว่างประเทศจะเป็นประโยชน์ด้านความมั่งคงอย่างมาก ไม่ทราบว่ารัฐบาลทราบหรือ เปล่าครับว่าขณะนี้ชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งคือ เคเอ็นยู (KNU) เคเอ็นแอลเอพีซี (KNLAPC) ได้รับการรับรองจากรัฐบาลพม่าอย่างเป็นทางการ ให้มีการพัฒนาตนเองในทุก ด้านในพื้นที่ของเขา รวมถึงการจัดการเรื่องการอพยพผู้ลี้ภัยด้วย หากรัฐบาลได้ใช้ช่องทางนี้ ให้เป็นประโยชน์น่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยได้มากพอสมควรครับ

ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเห็นว่าสำคัญมาก ๆ ถึงแม้จะมี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวมาแล้ว แต่เพื่อเน้นถึงความสำคัญเป็นความเห็นที่ ๒ คือ เรื่องความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่เข้าใจเจตนาของรัฐบาลอย่างแท้จริงว่า รัฐบาลนี้ต้องการอะไร ทั้ง ๆ ที่ปรากฏชัดเจนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกทำร้าย กำลังถูกทำลายในรูปแบบทุกรูปแบบทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ผมได้รับการประสาน จากต่างประเทศครับว่าให้เน้นเรื่องนี้ด้วย เพราะมีการใช้ข้อมูลทั้งทางด้านเอกสารและ ทางโลกไซเบอร์ (Cyber) ทุกประการมีมากมายและยังไม่มีเค้าของการยุติ รัฐบาลน่าจะทบทวน นโยบายด้วย การคิดใหม่ทำใหม่ใครจะเป็นผู้คิด แต่รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ทำครับ บนพื้นฐานของความมั่นคง แห่งรัฐซึ่งจะทำได้ครับ ผมสนับสนุน และขอให้รัฐบาลได้คิดเถอะครับว่า ควรจะเปลี่ยนแปลง ความสำคัญของนโยบายเกี่ยวกับการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จะดำเนินงานในระยะช่วงเวลา ๔ ปีมาเป็นนโยบายรีบด่วนดำเนินการทันที และดำเนินการ ตลอดไปครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประกอบ รัตนพันธ์ ๘ นาที แล้วตามด้วยท่าน พลเอก ชูชาติ สุขสงวน ๕ นาทีครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ท่านประธานเพื่อที่จะอภิปรายประเด็นนโยบายของรัฐบาลในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เบื้องต้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่านโยบายของกระทรวงศึกษาธิการจะสำเร็จ บรรลุผลได้นั้นต้องมีองค์ประกอบ ๒ ประการด้วยกัน

ประการแรก แน่นอนที่สุดนโยบายจะต้องเป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติได้ นำไปสู่คุณภาพมาตรฐานการศึกษาของชาติ

เรื่องที่ ๒ ผู้ขับเคลื่อนนโยบายคือเจ้ากระทรวงจะต้องเป็นคนเก่ง คนดี มีประสบการณ์ เข้าใจ มีวิสัยทัศน์ในเรื่องการจัดการศึกษา ถ้าเกิดว่า ๒ องค์ประกอบนี้ไปได้ ผมกราบเรียนว่าความสำเร็จของการศึกษาของชาติไปได้แน่นอน

ทีนี้ผมขออนุญาตท่านประธานในส่วนแรกก่อนครับ ในส่วนของนโยบายด้าน การศึกษาของรัฐบาลชุดนี้ เท่าที่ผมตรวจสอบนะครับ จริงอยู่นโยบายได้เขียนครอบคลุม เกือบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องบริบททางการศึกษา ไม่ว่าเรื่องของการปฏิรูปครู ไม่ว่าเรื่องของ คุณภาพการศึกษา แต่ว่าใน ๗ ประเด็นที่ท่านได้เขียนไว้นั้นเท่าที่ผมดูแล้วส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ของวาทกรรม เป็นเรื่องของพิธีกรรมมากกว่าที่จะลงลึกให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นั่นก็หมายความว่าเขียนนโยบายด้านการศึกษาคลุมเครือแบบกว้าง ๆ ยากที่จะปฏิบัติ ถ้าเกิดตัวรัฐมนตรีเองขาดความรู้ ทักษะ ความสามารถ วิสัยทัศน์ ในการบริหารจัดการศึกษานั้น ผมคิดว่าการศึกษาของชาติจะมีปัญหาอย่างแน่นอน ท่านประธานครับ การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ไม่ว่าประเทศใดให้ความสำคัญการศึกษานี่เป็นลำดับต้น ๆ ของนโยบาย ของรัฐบาลทุกประเทศ ทีนี้ในเรื่องการศึกษาในส่วนที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน เพื่อที่จะไม่ซ้ำซ้อนกับผู้อภิปรายท่านอื่นก็คือเรื่องของอาชีวศึกษา เท่าที่ผมดูรัฐบาล ให้ความสำคัญอาชีวศึกษานี้น้อยมากครับ เพียงได้เขียนไว้นิดเดียวในข้อ ๔.๑.๔ ที่บอกว่า ให้จัดการอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพเท่านั้นเองครับ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลไม่ได้เขียนนโยบายด้านการศึกษา อาชีวศึกษานี้อย่างชัดเจน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อสอบถามความชัดเจน นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จอาชีวศึกษาซึ่งเขาฝากผมมาสัก ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับนโยบาย

เรื่องที่ ๑ เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ที่จบ ปวช. ปวส. ฝากให้ผม ถามรัฐบาลว่าแล้วเขาล่ะได้รับอานิสงส์เรื่องนี้หรือไม่ ถ้าเกิดเขาไม่ได้รับ ท่านประธานครับ แน่นอนที่สุดการเปลี่ยนยอดศึกษาต่อของอาชีวศึกษานั้นจะไม่ไปตามเป้าหมายของชาติ ก็คือคนที่สำเร็จ ปวช. ปวส. แล้วจะต่อปริญญาตรีด้านสังคมเพื่อจะไปรับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท นี่คือปัญหาของประเทศชาติในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามผมหวังว่ารัฐบาล ชุดนี้คงเมตตากับผู้สำเร็จอาชีวศึกษาระดับ ปวช. ปวส. ที่จะให้อัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น กับผู้จบปริญญาตรีคือประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นี่คือเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ กองทุนตั้งตัวได้ ในนโยบายรัฐบาลนั้นบอกว่ารัฐบาลจะให้กองทุน ตั้งตัวได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมโครงการ ผมถามว่า สถานศึกษาอาชีวศึกษาซึ่งไม่เป็นอุดมศึกษานั้นได้รับอานิสงส์นี้หรือไม่ ถ้าได้ท่านจะทำ อย่างไร ท่านจะจัดสถาบันอุดมศึกษาเข้าโครงการนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ผมอยากให้ ท่านรัฐมนตรีได้ตอบด้วย

เรื่องที่ ๓ เรื่องวิทยฐานะของครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษานะครับ ที่แล้วมานั้นใช้ ว ๑๗ ในการประเมินเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ความรู้ความสามารถของครูบาอาจารย์ โดยใช้การประเมินเชิงประจักษ์ อย่างที่รัฐมนตรี ๒ ท่านของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้กำกับดูแลเพื่อให้ครูบาอาจารย์นั้นสามารถเข้าสู่วิทยฐานะได้อย่างเป็นรูปธรรมและ สอดคล้องกับผลงานที่เขาได้ปฏิบัติเชิงประจักษ์ แต่วันนี้ท่านรัฐมนตรีวรวัจน์ ท่านกรุณาให้ สัมภาษณ์ว่าท่านยกเลิกแล้ว ไม่เอาแล้วในการประเมินวิทยฐานะของครูอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษานั้น ท่านจะให้ผู้ปกครองเป็นผู้ประเมิน ผมถามว่าท่านทำอย่างไร เพราะวันนี้ครูบาอาจารย์นี่เขาสับสนกันมากนะครับ เขาจะไม่ทำงานผลงานวิชาการแล้ว เขาบอกว่าเขาเข้าหาผู้ปกครองดีกว่า ให้ผู้ปกครองบอกท่านรัฐมนตรีว่าเขานี่มีความรู้ ความสามารถที่จะเป็นวิทยฐานะขั้นชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญ พิเศษได้ เรื่องนี้สับสนมากครับ ผมอยากให้ท่านได้ชี้แจงให้ทราบ

เรื่องสุดท้ายครับ ผมกราบเรียนว่านอกจากนโยบายที่ไม่โดดเด่น ที่ไม่เป็น รูปธรรมแล้ว ผมไม่ได้ดูถูกดูแคลนตัวท่านรัฐมนตรี เพราะท่านรัฐมนตรีวรวัจน์นั้นเป็นคนที่มี ความรู้ความสามารถเป็นคนที่เก่งทางการเมืองเป็นที่ยอมรับ แต่เรื่องของการจัดการศึกษานั้น ผมยังไม่เคยเห็นท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ ได้พูดเรื่องการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เคยเห็น ท่านพูดเลย วันนี้พวกเราก็เลยว้าเหว่ ไม่แน่ใจว่าท่านกำกับนโยบายการศึกษาซึ่งไม่เป็น รูปธรรมแล้วนี่ไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ ท่านประธานครับ ในช่วงที่ท่านวรวัจน์ได้มาเป็น รัฐมนตรีนะครับ ยังไม่ทันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแต่ท่านทำสิ่งที่พวกเราไม่สบายใจ กระทบกระทั่งกับการศึกษา คุณภาพการศึกษาของชาติอย่างแน่นอน ผมขออนุญาต ท่านประธานเพื่อเปิดภาพคลิปวิดีโอสัก ๒-๓ ภาพ เพื่อให้ท่านได้เห็นว่านี่หรือวิสัยทัศน์ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ ขอเจ้าหน้าที่ปล่อยภาพด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ เรื่องแรกที่รัฐมนตรีทำครับ แทนที่ท่านจะเอางบประมาณน้อยนิดของ กระทรวงศึกษาธิการนี่ไปดูแลคุณภาพการศึกษา ท่านไปทำเรื่องคุณภาพการศึกษาของ ท่านเอง ไปสร้างบารมีของท่านเอง เริ่มรื้อพรมทางเดินเข้าสู่ห้องทำงานของท่านครับ ขออีกภาพครับ และพรมที่เป็นพรมสีแดงด้วยนะครับ พรมของกระทรวงศึกษาธิการยังไม่เก่า ยังใช้ได้อยู่ครับ ท่านไปเปลี่ยนพรมสีแดงไปยังห้องของท่าน และทราบข่าวว่าห้องของท่านนั้น เป็นพรมสีชมพูกับสีม่วงไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่าลองตรวจสอบดู เสียดายครับ ใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แทนที่จะไปสร้างโรงเรียน ที่กันดารสักหลังหนึ่ง แทนที่จะนำเงินไปสร้างคุณภาพการศึกษา ไปซื้ออาหารซื้อนมให้เด็ก ท่านไม่เอาครับ เอาเงินก้อนนี้มาสร้างบารมี สร้างความเป็นอำมาตย์ของท่าน นี่หรือครับ ความเป็นเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักของประเทศชาติ ผมขอตำหนิ ในเรื่องของการวางตัวบุคคลที่เหมาะสมกับงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ แล้ว ผมกราบเรียนว่าชาวกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศชาติเรานี่ว้าเหว่กับการนำพา การศึกษาของชาติ ของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอนครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่าน พลเอก ชูชาติ สุขสงวน ครับ ๕ นาที แล้วตามด้วยท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ นะครับ

พลเอก ชูชาติ สุขสงวน สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก ชูชาติ สุขสงวน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวได้ลงคะแนนให้เป็น ประเทศที่น่าอยู่ของโลกนะครับ คนไทยทุกคนต่างคาดหวังว่าจะเป็นประเทศที่ร่มเย็นแล้วก็ อยู่สบาย แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ในขณะนี้ สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดของปวงชนชาวไทย และเป็นสิ่งที่หวงแหน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๘๑ (๒) ได้กำหนดว่า รัฐต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ท่านประธานที่เคารพ มีหลักฐานและเหตุการณ์ยืนยันแต่อดีตตลอดมาจนปัจจุบันว่า การล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ที่สำคัญที่สุดมาจาก มาตรการทางกฎหมายอยู่ ๒ มาตรการครับ

มาตรการแรก คือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

มาตรการที่ ๒ คือการประกาศใช้กฎอัยการศึก ในจำนวนนี้กฎอัยการศึก นับเป็นการละเมิดที่รุนแรงที่สุด กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่ผู้คนทั้งโลกตั้งข้อรังเกียจ เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งภาวะสงคราม แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเป็นความจำเป็น ทางทหารที่ต้องให้อำนาจพิเศษรองรับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร จึงเป็นเรื่องที่ ประชาชนต้องฝืนทน ในประเทศอังกฤษถือว่ากฎอัยการศึกนั้นไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นภาวะ ที่ผิดกฎหมาย เมื่อใช้กฎอัยการศึกแล้วจะต้องออกกฎหมายมาปลดเปลื้องความรับผิดของ เจ้าหน้าที่ตามกฎอัยการศึก ยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติอินเดมนิตี้ แอคท์ (Indemnity Act) ค.ศ. ๑๙๒๐ ซึ่งออกมาภายหลังเพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าหน้าที่ตาม กฎอัยการศึกในสงครามโลก ครั้งที่ ๑ การประกาศใช้กฎอัยการศึกตามกฎหมายไทยถือเป็น พระราชอำนาจของจอมทัพไทย ผู้บังคับบัญชาทหารตั้งแต่ระดับกองพันอิสระขึ้นไป ก็สามารถประกาศกฎอัยการศึกเหนือพื้นที่ของตนได้เมื่อเกิดการโจมตีหรือจลาจล แต่การยกเลิกนั้นจะต้องเป็นไปโดยพระบรมราชโองการเท่านั้นครับ นับแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการบันทึกไว้ว่า มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๑ เมื่อ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ด้วยเหตุจลาจล ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๔๘๔ ด้วยเหตุเกิดสงครามอินโดจีน ครั้งที่ ๓ เมื่อ ๒๔ มกราคม ๒๔๘๙ ด้วยเหตุสงครามญี่ปุ่น และต่อมาได้อีก ๑๐ กว่าครั้งนะครับ เป็นการประกาศจาก การกบฏและการรัฐประหาร เพราะเป็นมาตรการรุนแรง เฉียบขาด รองรับการใช้กำลังทหาร ยอดนิยม การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศครั้งล่าสุดได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และได้มีการประกาศยกเลิกไปในบางพื้นที่ แต่ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังมีพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ล่าสุดเหลืออยู่ ๓๐ จังหวัด ๑๗๐ อำเภอ ซึ่งไม่รวมถึงการประกาศที่ค้างคามาตั้งแต่สมัย พ.ศ. ๒๕๑๓ อีกหลายครั้ง ท่านประธาน ที่เคารพ นโยบายรัฐบาลไม่ปรากฏเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน เพื่อให้ภาพลักษณ์ ของประเทศพ้นจากการสู้รบสงคราม และเป็นการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกส่วนหนึ่งด้วย กระผมขอเรียกร้องผ่านท่านประธานไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลดำเนินการยกเลิกกฎอัยการศึกให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หรือใช้มาตรการ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นรองรับแทนในบางพื้นที่ โดยให้ถือว่าเป็นนโยบายของ รัฐบาลและให้มีการปฏิบัติเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชินวรณ์ครับ ๑๐ นาทีนะครับ แล้วตามด้วยท่านสมชาย แสวงการ ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มายืนพูด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและต้องมี ความรับผิดชอบร่วมกันต่อสภาผู้แทนราษฎรและต่อรัฐสภาโดยทั่วไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายในเรื่องทางด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีว่านโยบายของรัฐบาลในวันนี้ที่แถลง ต่อสภา โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสังคม การศึกษาและคุณภาพชีวิต เมื่อผมอ่านทบทวน หลายเที่ยวแล้วก็พบว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญ ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า มีนโยบายเร่งด่วนก็เป็นเพียงนโยบายแก้บน เป็นนโยบายเชิงการตลาดเพื่อหวัง ต่อการหาเสียงเท่านั้น ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับหลายท่าน ที่บอกว่านโยบายที่รอหาเสียงนั้นไม่ใช่สัญญาประชาคม ผมคิดว่าคนเป็นนักการเมืองต้อง รับผิดชอบต่อประชาชนในการที่จะกำหนดนโยบายที่เป็นสัญญาประชาคม ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อผมมาดูนโยบายทางด้านสังคม การศึกษาและคุณภาพชีวิต ผมกราบเรียน ว่าแต่ละด้านผมคิดว่าแต่ละฝ่ายคงไปเขียนกันมาขาดการบูรณาการและการมองไปถึง การปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญนโยบายทางด้านนี้ก็เห็นภาพได้ชัด นะครับ ในขณะที่ผมพูดอยู่นี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สนใจที่จะมานั่งฟังไม่เหมือนนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจ อาจจะเป็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมีที่มาทางด้านธุรกิจ โดยเฉพาะก็เป็นไปได้

ประการที่ ๒ ที่ย้ำภาพรวมตรงนี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญก็คือ การมอบหมายงานให้กับรัฐมนตรีในกระทรวงทางด้านสังคม ผมคิดว่าเป็นการมอบหมายงาน ที่ใส่คนไม่ตรงกับงาน ที่นั่งอยู่ตรงนี้เช่น ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คุณหมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ควรจะอยู่กระทรวงสาธารณสุขนะครับ แต่ว่าท่านไม่ทราบไปดูแลงานด้านใด คุณสันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านรับเหมาก่อสร้างก็ให้มาดูแลด้านกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทั้ง ๓ ท่านครับ สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่านี่คือที่มาที่ผมเป็นห่วงว่า นโยบายทางสังคมของรัฐบาลนี้จะเอาจริงเอาจังหรือไม่ แต่เมื่อผมมาดูเป้าหมายผมก็พบ ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป้าหมายที่จะสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ เป้าหมายที่จะนำประเทศไปสู่ประชาคมอาเซียน แต่หัวใจสำคัญ ในการที่จะนำประเทศไปสู่ประชาคมอาเซียนก็คือเรื่องการศึกษา ผมมีประเด็นที่จะถาม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะเมื่อผิดฝาผิดตัวผมก็ไม่อยากจะถามรัฐมนตรี เพราะผมไม่ แน่ใจว่ารัฐมนตรีจะได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้ไปนานเท่าไร ผมอยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรี ประเด็นแรกก็คือว่าท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูปองค์ความรู้ จะปฏิรูปหลักสูตร แต่ในความหมาย ที่แท้จริงผมคิดว่าเรื่องการศึกษานั้นควรที่จะกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคน ทุกภาคส่วนต้องมีความเข้าใจตรงกันในเป้าหมายหลัก รัฐบาลที่ผ่านมาเราได้ทำเรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ได้มีคณะกรรมการปฏิรูป มีคณะกรรมการ ในการขับเคลื่อน ได้มีการวางระบบรากฐานที่ดี ผมคิดว่าถ้าท่านใจกว้างและท่านเห็น ความสำคัญว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชาติท่านควรที่จะเดินหน้าในการที่จะ ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๓ ต่อไปโดยเฉพาะการเน้นที่คุณภาพผู้เรียน

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ท่านได้พูดถึงเรื่องการกระจายโอกาสและ ความเสมอภาค แต่ผมอ่านในนโยบายของท่านแล้วผมคิดว่าท่านคงเขียนนโยบายในประเด็น ที่ท่านคงเข้าใจหมายถึงเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ การเข้าถึงโอกาสและความเสมอภาค ในโลกยุคใหม่นั้นก็คือการเข้าถึงคุณภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริง แต่ท่านกลับไม่พูดถึง โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีว่าจะเอาอย่างไรครับ เด็กนักเรียนของเราที่อยู่ห่างไกลในชนบทยังมี โอกาสไหมครับที่จะได้หนังสือเรียนฟรี ได้ชุดนักเรียนฟรี ได้อุปกรณ์การเรียนฟรี ได้เงิน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนฟรี ได้ชุดเครื่องแบบนักเรียนฟรี ท่านต้องยืนยันให้ชัดเจนครับ ผมเป็นห่วงมากเพราะว่าท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงตอนเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ ว่าท่านจะยกเลิกเรื่อง ตำราเรียนและไปซื้อแท็บเล็ต แต่วันนี้รู้สึกท่านจะเงียบไปเพราะท่านเข้าใจแล้วว่าตำราเรียน มีแค่เพียง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ในยอดเงิน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลที่แล้วได้ตั้งเอาไว้ สำหรับโครงการเรียนฟรี ใน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณครับ สังกัดการศึกษาเอกชน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และโรงเรียนนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีกประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ถึงเด็ก ทุกกลุ่มไม่ว่าเขาจะอยู่ห่างไกลและด้อยโอกาสอย่างไร เขามีโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อันนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องยืนยันให้ชัดเจนและเกี่ยวโยง กับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดเอาไว้

และแน่นอนที่สุดครับท่านประธานเรื่องที่ ๓ ที่ผมคิดว่าวันนี้ผมได้รับคำถาม ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มาถามรัฐบาลนี้คือเรื่องที่ รัฐบาลนี้ได้ประกาศในนโยบายชัดเจนว่า ต่อไปนี้จะยกเลิกเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และจะดำเนินการเงินกองทุนกู้ยืมที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต หรือ กรอ. ซึ่งท่านเคยทำมา ในช่วงที่เป็นยุคพรรคไทยรักไทยและประสบความล้มเหลว เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ท่านประธานครับ ผมสรุปสั้น ๆ ก็คือว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๓๘ ในสมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย และมาถึงยุคปัจจุบันนี้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กำหนดไว้ ชัดเจนว่าจะต้องเพิ่มเงินกองทุนกู้ยืมให้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาสให้ทั่วถึงอีก ๒๕๐,๐๐๐ ราย ในขณะนี้เรามีเงินกองทุนกู้ยืมที่เป็นนโยบายทำต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ครอบคลุมนักเรียนทั้งหมด ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน มีนักเรียนได้รับ ผลประโยชน์จบและมีงานทำแล้วในขณะนี้ประมาณเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ผมจึง อยากจะกราบเรียนว่าถ้าท่านจะยกเลิกท่านอาศัยกฎหมายใด ท่านต้องใช้เวลาเท่าไร ท่านเตรียมงบประมาณไว้อย่างไรครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะพูดโดยความคิดเห็นของตัวเอง ครับท่านประธาน แต่ว่าท่านดูสิครับ ท่านปลัดกระทรวงการคลัง ข่าวพาดหัววันนี้นะครับ คลังกุมขมับ กยศ. ฟื้น กรอ. แล้วท่านบอกว่าการดำเนินการในการที่จะให้กู้ยืมแบบ กรอ. จะต้องเว้นดอกเบี้ยเงินกู้หรือไม่ จะต้องปรับวงเงินต้นของการกู้ยืมตามเงินเฟ้อหรือไม่ เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำชำระเงินกู้หรือไม่ และมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องเป็นคำถามที่ตามมาว่า หากผู้กู้ยืมไม่มีรายได้ที่จะถึง ๑๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน กรอ. จะทวงหนี้คืนมาอย่างไร เพื่อให้ เงินภาษีของพี่น้องประชาชนได้กลับไปสู่การหมุนเวียน แต่เมื่อมาอ่านคำสัมภาษณ์ของ ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการบอกว่าขณะนี้มีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่า กองทุน กรอ. ดีกว่ากองทุน กยศ. หรือไม่ เพราะไม่มีการวิจัยและไม่มีผลที่จะรองรับ แต่ว่าเป็นเพียงแต่รัฐบาลต้องการจะเปลี่ยนแปลงไม่อยากจะให้คำ กยศ. นี้กินใจ เพราะเป็น ประโยชน์กับนักเรียนถึง ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน ท่านบอกว่าการกู้โดย กรอ. นั้นไม่ต้องคำนึงถึง รายได้ครอบครัว ไม่ต้องเอารายได้มายุ่งเกี่ยว ลูกเศรษฐีก็กู้ได้ ท่านประธานที่เคารพ นี่แหละครับ ผมจึงมาทวงถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการกองทุน กรอ. รัฐบาลได้มีการเตรียมการอย่างไร

และประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าถึงแม้ท่านจะแจก แท็บเล็ตซึ่งมีคนค้านเยอะ ท่านกนกได้พูดไปแล้ว แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา หัวใจสำคัญของการที่จะทำให้คุณภาพการศึกษา ของเราทัดเทียมกับต่างประเทศตั้งแต่ระดับปฐมวัย ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ที่เราจะต้องสร้างบัณฑิตยุคใหม่ที่ให้มีศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศนั้น หัวใจคือครูครับ ผมได้รับความเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี ขึ้นเงินเดือนให้ครูมา ๑๓ เปอร์เซ็นต์ พัฒนาครูทั้งระบบ ดึงคนดีคนเก่งมาเป็นครู ท่านบอกว่า ท่านจะยกเลิกครูพันธุ์ใหม่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมอยากเรียนว่าท่านต้องตอบให้ได้ว่าท่านจะดำเนินการอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ที่เราจะพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง และผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมีภาระรับผิดชอบร่วมกัน และผมจะตรวจสอบรัฐมนตรี ทั้ง ๓ ท่านในการทำงานต่อไปครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมชาย แสวงการ ๑๐ นาทีนะครับ แล้วตามด้วยท่านจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คงต้องยินดี กับประเทศไทยครับที่ได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ยินดีกับประเทศไทยที่มีสัญญาณ แห่งความวุ่นวายมาหลายปีน่าจะลดความรุนแรงลง เพราะว่าท่านก็ได้เป็นรัฐบาล แล้วก็ยินดีจริง ๆ ครับ เป็นที่ชัดเจนครับว่าชัยชนะของนโยบายประชานิยมนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหนือกว่า แล้วก็เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง แต่ว่าชัยชนะของการเลือกตั้งไม่ใช่ชัยชนะ ทางการเมืองอย่างถาวร รัฐบาลท่านคงต้องดำเนินการให้ได้ชัยชนะในอีก ๔ ปีข้างหน้า โจทย์ ยากที่สุดก็คือการทำให้นโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้นั้นปฏิบัติให้สำเร็จ เราเองคงไม่อยากเห็น ความล้มเหลวครับ ท่านเองก็ทราบครับว่าถ้าความล้มเหลวเกิดขึ้นนั้นอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเสียหาย ตัวอย่างของการล้มละลายของกรีซ ชัดเจนครับ จากอัตราหนี้สาธารณะ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๒๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้นะครับ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ท่านทราบไหมครับว่าหลายประเทศในยุโรป กำลังขอออกจากประชาคมยุโรปเพราะว่าไม่อยากจ่ายเงิน ประเทศไทยเองก็อาจจะเป็น ภาระในอนาคต ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลผมยังเชื่อครับว่าเมื่อใช้เงินได้อย่างเต็มที่ มีนโยบายที่จะใช้ ใน ๑๖ ภาระเร่งด่วนนี่ต้องทำแล้วก็ทำให้สำเร็จแต่ว่าการหาเงินก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะฉะนั้น ๓-๖ เดือนในขณะนี้เป็นช่วงที่ฮันนีมูน พีเรียด (Honeymoon period) ผมคิดว่ารัฐบาลต้องทำในขณะนี้ ในขณะที่ประชาชนรอคอยโอกาสแล้วก็ให้ความหวังนะครับ นายกรัฐมนตรีเองก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง รัฐบาลก็ต้องคิดว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควร ทำบ้าง และควรใช้ห้วงเวลานี้ให้ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน ความร้อนรนที่จะเร่งแก้ปัญหาบางอย่างบางประการอาจนำไปสู่วิกฤติการเมืองและ ความรุนแรงขึ้นได้ซึ่งผมเองก็เบื่อเหลือเกินครับ และทุกท่านเองก็ไม่อยากเห็นความรุนแรง วันนี้เราเห็นในโลกมากมายแล้วครับ หลายประเทศก็คงไม่ต้องเอ่ยนะครับเกิดขึ้นทั้งโลกแล้ว นโยบายที่รัฐบาลประกาศและคนกำลังรอความหวังไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ที่ท่านประกาศว่าจะทำทันทีนั้นผมเชียร์ครับ วันนี้แรงงานเรามีปัญหามากมายครับ เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาททันที ผมก็เชียร์อีกครับ แท็บเล็ตแจกฟรีก็เชียร์ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างนี่ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นยุบกองทุนน้ำมัน รถและบ้านฟรีภาษี ๕ ปีก็ทำเถอะครับ แต่ทุกอย่างต้องคำนึงด้วยนะครับว่าหลายสิ่งหลายอย่างนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจเป็นฟองสบู่ได้ ในอนาคต อาจทำให้เกิดปัญหาการจราจร อาจได้แท็บเล็ตจากจีนที่ขาดคุณภาพแล้วมี แบตเตอรี่ที่ระเบิดได้ อันนี้ท่านก็ต้องไปช่วยตรวจนักเรียน ป. ๑ ด้วยนะครับ อะไรทำไม่ได้ ท่านต้องบอกครับ และขอโทษประชาชนผมคิดว่าประชาชนรับได้ครับ ไม่ต้องกลัวนะครับ สิ่งที่ต้องทำต่ออีกครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นกรณีวัดปทุมวนาราม ๙๑ ศพ ใครยิงอาร์พีจี (RPG) ใครยิง เสธ. แดง ใครยิงเอ็ม ๗๙ (M ๗๙) ใครยิง พลเอก ร่มเกล้า และ ๗ ตุลา รวมถึงเหตุการณ์ไม่ว่า จะเป็นกรือเซะ ตากใบ ไอปาแย ผมหวังว่ารัฐบาลนี้จะดำเนินการในการติดตามให้ได้ ข้อเท็จจริงทั้งสิ้นทั้งปวงครับ นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำอีกก็คือเรื่อง การปราบปรามและยุติเว็บไซต์เถื่อนที่เกิดขึ้นมากมายในขณะนี้ สิ่งที่ผมเห็นและคิดว่ารัฐบาล ไม่ควรจะทำในขณะนี้ก็คือการเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะที่ยังไม่เหมาะสม อาจจะให้เลยไปสักระยะหนึ่งก่อนนะครับ แล้วก็การดำเนินการนั้นอาจทำให้เกิด ความแตกแยกและเกิดความเข้าใจผิดได้นะครับ รวมถึงการยุติโครงการบางโครงการที่มี การคัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นการถมทะเลหรือการที่จะเข้าไปช่วยเหลือบุคคลบางคน ซึ่งผมคิดว่า รัฐบาลคงจะต้องชี้แจงและทำความเข้าใจได้ สิ่งที่น่ายินดีครับเมื่อวานนี้ท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านรองนายกรัฐมนตรียืนยันชัดเจนครับระหว่างการแถลง นโยบายเมื่อวานนี้ว่าตามนโยบายข้อ ๒ เรื่องความมั่นคงแห่งรัฐนั้นจะไม่มีการแก้ไขประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยนั้นมีความมั่นคงก็ด้วยการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ความสงสัยเคลือบแคลงอะไรก็ตาม ผมเองเห็นด้วยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีเสมอครับว่า ในพรรคของท่านนั้นมีนายทหาร ซึ่งผมรู้จักหลายคนครับว่าเป็นนายทหารเวรราชองครักษ์มีความจงรักภักดี รวมถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตำรวจเอก โกวิท ก็เป็นผู้ใกล้ชิดนะครับ แต่ที่ต้องกราบเรียน ตรงนี้เพราะว่ามันมีกระบวนการจริง ๆ และผมคิดว่าท่านสามารถทำได้ครับไม่ว่าจะเป็น กระบวนการที่แฝงตัวมาจากมวลชนนะครับที่เรียกตามตรงเลยคือแดงล้มเจ้า สิ่งนี้เป็น สิ่งที่แฝงอยู่ครับ นโยบายที่เอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เดิม แก้วสามประการ เรื่องพรรคบวกกองกำลังบวกมวลชน วันนี้ท่านได้ชัยชนะทางการเมืองแล้ว ผมคิดว่าวันนี้ ปล่อยให้ประเทศเดินหน้าครับ ทำพรรคการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองนะครับ อย่าให้แดงล้มเจ้า ที่แอบแฝงอยู่ใช้เว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่น เว็บไซต์ของ นปช. ยูเอสเอ (USA) บ้าง เว็บไซต์ยูเค (UK) บ้าง หรือบุคคลหลายคนที่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่านายใจ อึ๊งอากรณ์ ในฐานะของแดงสยาม นายจักรภพ เพ็ญแข นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน หรืออีกหลายคนครับซึ่งก็มีคดี และถูกศาลตัดสิน เพราะได้ทำผิดในฐานะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมกราบเรียนครับว่า ดูจากนโยบายคำแถลงของคณะรัฐมนตรีแล้วก็เห็นว่ายังมีข้อบกพร่องนะครับ ซึ่งผมก็ไป ตรวจค้นจากนโยบายผ่านมาตั้งแต่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อปี ๒๕๔๘ อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้ง ๔ ฉบับนี้เขียนไว้คล้ายกันหมดคือ นโยบายเรื่อง รักษาความมั่นคงแห่งรัฐ รัฐบาลจะเทิดทูนและรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ แห่งพระมหากษัตริย์ไทย มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ ผมคิดว่าอันนี้คือใจความสำคัญครับ แต่บังเอิญจะตกหล่นหรืออย่างไรมิทราบ สมาชิกก็ได้เอ่ยไปเมื่อวานแล้ว ในข้อ ๒.๑ ท่านใช้ คำว่า เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ ผมไม่อ่านต่อนะครับ แต่มันตกคำว่า มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดมิได้ ซึ่งอันนี้สอดคล้องกับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา ๘ รวมถึงหน้าที่ของประชาชนไทยในการพิทักษ์สถาบัน พระมหากษัตริย์ ซึ่งผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาตินะครับ สิ่งที่ปรากฏอยู่ ก็คือขบวนการที่แฝงเข้ามาอยู่ในท่าน โอเคครับวันหนึ่งอาจจะร่วมขบวนกันได้นะครับ ผมกราบเรียนว่าเป็นส่วนน้อยนะครับที่เข้ามาร่วมมาแฝงอยู่ในคนดีมีคนไม่ดีปนเข้ามาแน่ แต่คนไม่ดีเหล่านี้กำลังจะทำให้การเมืองที่กำลังจะเดินเข้าสู่ทิศสู่ทางที่ถูกต้อง ถูกชักจูงไป ในทางเสียหาย ผมก็กราบเรียนอีกครับว่าไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่มีมากมาย ผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีไอซีทีได้รับปากแล้วว่าจะดำเนินการ และผมเชื่อว่าทำสำเร็จครับไม่ต้องใช้เงิน ๕๓๐ ล้านบาทหรอกครับ ดำเนินการกับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้นเองก็ยุติได้นะครับ

ส่วนเรื่องรัฐซ้อนรัฐในหมู่บ้านเสื้อแดง ผมก็กราบเรียนว่าเป็นเสรีภาพ ที่จะทำได้แต่บางสิ่งบางประการที่ไม่สบายใจจากรายงานข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลุกระดม โดยแจกจ่ายซีดี แจกจ่ายเอกสารในบางกลุ่มนะครับไม่ทุกหมู่บ้าน มีการพยายามไป ชักจูงอาจจะไม่หวังดีก็ได้นะครับ ไปปลดพระบรมสาทิสลักษณ์ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าไม่ควร เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย ก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าแก้ไขได้ และประเทศ จะเดินหน้า พวกเราไม่ได้อยากเห็นประเทศเข้าสู่ยุคที่จะต้องฆ่าฟันกันหรือเกิดจลาจลหรือ เกิดเหตุการณ์แบบลิเบีย แบบอียิปต์ หรือแบบใดก็ตาม แต่ความไม่ไว้วางใจกันที่เกิดขึ้น เพราะอาจจะมีความสงสัยบางประเด็น บางประการ เพราะมีกลุ่มคนที่แฝงเข้ามาได้ ปฏิบัติการจริงครับ ชำนาญและเชี่ยวชาญในยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีความฝังใจมีความแค้นเคือง มีเรื่องเก่า ๆในอดีตกับสถาบัน อาศัยตรงนี้เป็นเครื่องมือ ถ้าท่านดำเนินการในฐานะ นักการเมืองแบบเดียวกันในสภา ไม่ว่าจะเป็นในฐานะของสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน ในฐานะ พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ผมคิดว่าเรื่องนี้จบครับ และพวกเราก็จะยินดีครับแล้วก็จะ ร่วมมือกัน ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบท่านไป ฝ่ายวุฒิสภาก็ทำหน้าที่ในฐานะเป็นกลาง ในฐานะพลเมืองไทย ในฐานะประชาชนไทย ซึ่งผมเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านทรงกรำงานหนักมาตลอด ๖๐ กว่าปีให้กับแผ่นดินไทยนะครับ ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ เรื่องยากและผมเชื่อว่าท่านทำได้ ขอความกรุณาท่านได้ทำแล้วก็บอกให้เราชัดเจนครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ เพราะว่ามันมีข่าวในเรื่องของ การให้สัมภาษณ์ ดิ อินดิเพนเดนท์ ท่านยืนยันครับว่าจะดำเนินการเรื่องเหล่านี้จะไม่มี การแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ผมคิดว่าพวกเราก็จะเป็นที่ดีใจ แล้วก็จะได้ถือว่าเราเดินหน้าเข้าสู่ กระบวนการปรองดองได้อย่างแท้จริง ก็กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ บริหารเวลา ได้เยี่ยมเลยครับ ขออภัยท่านจักรวาลนะครับ ขอท่านรองนายกรัฐมนตรีสักนาทีครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรี คำอภิปรายของท่านวุฒิสมาชิกสมชาย ขอเรียนยืนยันว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาล คิดแล้วรัฐบาลจะปฏิบัติ สำหรับเว็บต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะไม่ควรหลังแถลงนโยบายแล้วรัฐบาล เดินหน้า แล้วย้ำอีกครั้งหนึ่งรัฐบาลชุดนี้ไม่มีแนวคิดแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และอะไรที่เป็นประโยชน์ที่ท่านอภิปรายไว้พวกผมรับฟังและนำไปปฏิบัติอย่างแน่นอน และชัดเจน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล ๑๕ นาที แล้วตามด้วย พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์ นะครับ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย แบบแบ่งเขต ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับ เอกสารคำแถลงนโยบายจากคณะรัฐมนตรี แล้วก็ได้รับฟังจากท่านนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายเมื่อวานนี้ ในส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่าคงจะต้องให้โอกาสคณะรัฐมนตรี แล้วก็รัฐบาลได้ทำงาน แต่ได้ดูเนื้อหาแล้วมีเนื้อหาอยู่ข้อหนึ่งก็คือนโยบายเร่งดำเนินการ ในปีแรก ซึ่งผมเปิดไปดูข้อ ๑.๔ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ แล้วก็เร่งรัดเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมกำลังจะกราบเรียน แล้วก็อธิบาย ให้กับท่านประธานคือ เรื่องการพัฒนาการแก้ไขบรรเทาทุกข์อุทกภัย แล้วก็ภัยแล้งของลุ่มน้ำ แม่น้ำยมตอนล่างครับ ในเนื้อหาก็คือว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการแล้วก็จะ ให้การสนับสนุนระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก แสดงว่าจะให้มี การสร้างเขื่อน สร้างอ่าง แล้วก็สร้างฝาย ตลอดจนคู คลองต่าง ๆ ให้มีการเดินของสายน้ำ ให้สะดวกเพื่อบรรเทาการท่วม ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานั้นผมได้เข้ามาประชุมทุกครั้ง โดยนั่งเรือมาบ้าง หนีน้ำท่วมมาบ้าง จังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดที่จะบอกว่าเป็นเมียน้อย ก็ไม่ได้ เป็นเมียทิ้ง จังหวัดสุโขทัยเป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดแพร่ซึ่งเป็นต้นน้ำเป็นพื้นที่ ลาดชัน เป็นพื้นที่รับน้ำมาก แต่ที่ผ่านมานั้นจังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดที่รับน้ำลักษณะเป็นรูป ของคอขวดหรือกรวย น้ำที่มามาก ๆ เข้ามันไม่มีเขื่อน ไม่มีอ่างคอยชะลอน้ำหรือกักเก็บน้ำ พักน้ำไว้เลย ท่านประธานครับ ฉะนั้นจังหวัดสุโขทัยจะต้องท่วมทุกครั้งที่มีข่าว มีความเผื่อแผ่ ไปถึงจังหวัดพิษณุโลก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิจิตร จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ไหลไปถึงบ้าน ท่านรัฐมนตรีวิทยา บุรณศิริ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งเหล่านี้ถูกทอดทิ้งมานาน ผมก็ไม่ทราบว่าที่ผ่านมานั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรานั้นไม่มีใครพูดเลย วันนี้ต้อง ขออนุญาตท่านประธานได้พูดนะครับ พี่น้องชาวสุโขทัยและลุ่มน้ำยม ท่านประธานครับ ลุ่มน้ำยมแห่งนี้เป็นลุ่มน้ำที่มีการเอ่อล้นแล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ ศึกษา แก้ปัญหามาตลอด ผมเลยกราบเรียนท่านประธานว่าแนวทางการที่แก้ไข ๔ แนวทาง

แนวทางหนึ่งก็คือการปรับปรุงแหล่งน้ำตามนโยบายของท่าน เอานโยบาย ของท่านในข้อ ๑.๔ เอาไปใส่ในแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมจบเลยท่านประธานถ้าหากทำได้ตามที่รัฐบาล ได้แถลงไว้ การขุดลอกคู คลอง ณ ตอนนี้จังหวัดสุโขทัย อบจ. สุโขทัย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ดำเนินการแล้วครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไรยังพอทำได้การหาแก้มลิงทำเป็นแหล่งพักน้ำ ตอนนี้จังหวัดสุโขทัยมี ๑ จุดคือทุ่งทะเลหลวงสามารถกักเก็บน้ำได้ ๓๒ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นที่พักน้ำรองรับน้ำจากทางเหนือสู่อำเภอเมืองสุโขทัย แล้วก็ใช้ทำน้ำประปาในฤดูแล้ง การผันน้ำหลากให้ออกจากแม่น้ำหลักคือแม่น้ำยม ตอนนี้มีการดำเนินการขุดลอกแม่น้ำเก่า ออกไปทางตะวันออกหรือทางซีกซ้ายผ่านอำเภอสวรรคโลก อำเภอศรีนคร อำเภอพิชัย ลงแม่น้ำน่านเพื่อระบายน้ำ อีกเส้นหนึ่งแยกไปทางทิศใต้ผ่านตำบลปากน้ำ ตำบลบางยม ตำบลคลองกระจง ตำบลย่านยาว เข้าสู่อำเภอพรหมพิรามปลายน้ำของแม่น้ำยม ซึ่งทำให้น้ำ ที่จะพุ่งเข้าสู่อำเภอสวรรคโลก อำเภอศรีสำโรงมาอำเภอบางระกำเป็นเขตเศรษฐกิจนั้น บรรเทาได้ ผมถึงกราบเรียนว่าตอนนี้ยังมีโครงการอีกโครงการหนึ่งซึ่งเป็นแม่น้ำฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันตก ซึ่งจะผ่านจากสวรรคโลกลงสู่ศรีสำโรงไปรองรับอยู่ที่แก้มลิง ทุ่งทะเลหลวง ซึ่งรองรับได้ถึง ๓๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านประธานครับ ใช้งบประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท ซึ่งไม่มากเลยที่จะ บรรเทาเหมือนกับแม่น้ำทางสายทางซีกซ้าย นี่คือจุดหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้ ท่านประธานครับ หลังจากนี้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ที่มีปัญหา พอผู้หลักผู้ใหญ่ ไปตรวจน้ำไปเยี่ยมน้ำก็ต้องมีการประท้วงกัน มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็คือแก่งเสือเต้น ก่อนแก่งเสือเต้นนั้นก็ยังมีระบบชลประทานอีกระบบหนึ่งก็คือเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน ซึ่ง ๒ เขื่อนนี้สามารถจะเก็บกักน้ำได้ ๑๖๖ ล้านลูกบาศก์เมตรกับ ๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้วเกือบ ๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรซึ่งจะช่วยพักน้ำให้ได้ แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการ ได้แต่สำรวจเสียงบประมาณไปมากมาย มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการแสดงความเห็น ลงทั้งโทรทัศน์ เอสเอ็มเอส (SMS) จากเรื่องเล่าเช้านี้ท่านสรยุทธ์ ก็มีคนลงความเห็น ๘๒ เปอร์เซ็นต์ กับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ว่าควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาลุ่มน้ำตอนใต้ โดยเฉพาะแก่งเสือเต้นตรงนี้ ทั่วประเทศเขาเห็นใจคนสุโขทัย คนพิจิตร คนพิษณุโลกหมด แต่ก็ยังมีการถูกทอดทิ้งไม่เหลียวแล ท่านประธานครับ วันนี้ ๒ อ่างแม่น้ำยมที่กำลังจะสร้าง ในงบประมาณ ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ จะกักเก็บน้ำได้พอสมควร แต่ที่สำคัญครับ แก่งเสือเต้นครับท่านประธาน ถ้าหากได้สร้างใช้ทุนน้อยกว่าของเขื่อนนี้อีกครับ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท สามารถจะขยายพื้นที่ของชลประทานหรือพื้นที่การเกษตรในฤดูฝน ได้ถึง ๗๗๔,๒๐๐ กว่าไร่ ซึ่งสร้างพื้นที่ได้ถึง ๒๕๕,๕๐๐ กว่าไร่ ส่วนฤดูแล้งที่เคยแล้ง ดูแลได้แค่ ๕๐,๐๐๐ กว่าไร่ กลับได้พื้นที่จะได้น้ำใช้ถึง ๓๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ สิ่งเหล่านี้มันเป็น สิ่งที่รัฐบาลน่าจะตัดสินใจแล้วก็น่าจะดำเนินการในการลงทุนครั้งนี้ คุ้มทุนทั้งทางด้าน สิ่งแวดล้อมแล้วก็ทางวิศวกรรม ผมถึงกราบเรียนว่าวันนี้ถ้าใครไม่เคยไปอยู่สุโขทัย ผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้รับเงินเดือนเลยครับ ผมยังไม่กล้าขึ้นเครื่องบิน เพราะกลัวเครื่องบินจะตกน้ำ หาลานบินที่จอดเครื่องบินไม่เจอ เห็นท่านนายกรัฐมนตรี ของเราไปตรวจน้ำก็นั่งเครื่องบิน ๕ นาที ยังสตาร์ท (Start) ไม่ติด ก็เลยพาให้ผมไม่กล้าขึ้น เครื่องบินด้วย ต้องขับรถมาประชุมสภา ท่านประธานครับ วันนี้ขอยกตัวอย่างที่จังหวัด สุโขทัย

ขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งครับว่า ผลจากการที่หากเราดำเนินการที่ผมพูดมา ข้างต้นนี้การสร้างเขื่อนของแม่น้ำยมตอนบนและแก่งเสือเต้นจะทำให้เกิดประโยชน์ อย่างไรท่านประธาน ลดน้ำที่จังหวัดแพร่ จากที่น้ำเคยวิ่งผ่านจังหวัดแพร่ที่ความเร็ว ๑,๗๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือแค่ ๖๐๐ กว่าครับ ถ้าน้ำจะวิ่งมาที่สุโขทัยจาก ๘๐๐ กว่าเหลือแค่ ๕๐๐ กว่า ทำให้เราบูรณาการหรือเราบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วมล้น ริมตลิ่งได้ ลดระดับน้ำจากตลิ่งให้ลงไปที่จังหวัดแพร่เกือบ ๒ เมตร จังหวัดสุโขทัยเกือบเมตร กว่านะครับ ลดการชะลอน้ำที่มันไหลมาไวที่เราไม่สามารถจะระงับมันได้ จากวัน ๒ วัน ถึงสวรรคโลก ถึงสุโขทัย จากแพร่ได้ถึง ๘ วัน ที่เราสามารถเตรียมการป้องกันน้ำท่วมได้ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในช่วงแล้ง ซึ่งกักเก็บเอาไว้ใช้จาก ๔๐๖ ล้านลูกบาศก์เมตร มาเป็นเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้ในพื้นที่เกษตรจาก ๑,๗๑๐,๐๐๐ ไร่เป็นเกือบ ๒,๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ทำไมรัฐบาลคิดตัวเลขไม่ได้หรือครับว่า ความเสียหายต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นมันเสียหายมา เอามารวมกับ ๓๐ ปีตั้งแต่ผมจบมัธยมมา เอามารวมกันสร้างแก่งได้ สร้างอะไรหลาย ๆ อย่างได้ครับ ความเสียหายพี่น้องตลอด แนวทางผมยกตัวอย่างจังหวัดสุโขทัยครับ ท่านประธานครับ วันนี้จังหวัดสุโขทัยโดนพายุ นกเต็นซึ่งจังหวัดสุโขทัยนี้รับน้ำได้ ๑,๘๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่นกเต็นเล่นเอาสุโขทัย ๒,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดป่วยแต่ก็ต้องทำงานอย่างขันแข็งเพื่อคน สุโขทัย ท่านจักรินทร์ เปลี่ยนวงษ์ ครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ ท่านต้องให้กำลังใจผู้ว่าราชการจังหวัดคนนี้ละครับ ผมกราบเรียนครับ พี่น้องครับ วันนี้สุโขทัย ๙ อำเภอจม แต่ ๑๒ ตำบล ๑๑๖ หมู่บ้าน ๑๑๘,๔๐๐ กว่าคน ๔๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว โรงเรียนเสียหายไป ๓๗ โรงเรียน วัด ๒๗ แห่ง ประปาหมู่บ้าน ๒๔ ถนน ๓๐๐ กว่าสาย คนตาย ๖ ชีวิต ดูเหมือนน้อยนะ ๖ ชีวิต ท่านครับ ลองเป็นญาติท่านแล้วจะรู้ครับ พื้นที่เกษตรครับท่านประธาน ๒๙๙,๗๔๗ ไร่ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตอนนี้ก็คง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าถ้าหากน้ำเอ่อไปหา เสียหายครับท่านครับ จึงบอกท่านประธานว่าวันนี้หากรัฐบาลมีความจริงใจและตามนโยบายที่แถลงไปว่า จะเร่งด่วน ผมก็เคารพโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่านวันที่แถลงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เสร็จ ผมก็บอกกับท่านประธานให้โอกาสผมได้ขึ้นพูด แล้วก็กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีไปเยี่ยม ท่านรัฐมนตรีของเราก็เป็นหญิงเก่งตัดสินใจไปจังหวัดสุโขทัย จังหวัดแรกเลยได้รับเกียรติจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนพัฒนา สังคมซึ่งตรงประเด็นหมดเลย ขาดแต่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเฉลิม อยู่บำรุง ลูกพี่เก่าผม ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมนับถือที่ท่านเคยอยู่พรรคมวลชนด้วยกัน วันหน้าก็คงเชิญท่านไปบ้างครับ ท่านครับ ผม ๑๕ นาทีครับ ไม่ใช่ ๑๐ นาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา 🔗

ครับเชิญครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหลือ ๕ นาทีครับ ท่านประธานจะให้โอกาสผมน้อยทุกครั้งเลยเวลาขึ้นพูด ท่านประธานครับ วันนี้ ความช่วยเหลือเร่งด่วนที่สุดตอนนี้ครับ บ้านเป็นสิบ ๆ หลัง น้ำมันขึ้นลง ๆ ตลิ่งมันพังมันไหล ลงไปแม่น้ำยมครับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องเอาแบคโฮ (Backhoe) ไปช่วยพยุง อำเภอต่าง ๆ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำงานหนักตอนนี้ น้ำลงหนักกว่าน้ำท่วมครับ ท่านประธานครับ ผมถึงบอกว่าวันนี้รัฐบาลมีความจริงใจ อย่างน้อยคนสุโขทัยถึงจะไม่มี ส.ส. ที่เป็นพรรคของรัฐบาลแต่คนสุโขทัยก็ลงคะแนนให้กับพรรครัฐบาลไม่ใช่น้อย และคาดหวังว่าสิ่งที่นโยบายท่านแล้วก็ท่านไปให้กำลังใจในครั้งที่วันที่ ๑๓ สิงหาคม ผ่านมานั้นอย่าให้มันหายไป ปัญหาคือไร่นาที่เสียหายไปครับท่านประธานครับ ครั้งที่แล้ว ได้รับความกรุณาจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปรับค่าชดเชยจาก ๖๐๖ บาท มาเป็น ๒,๐๙๖ บาท แต่ครั้งแล้วครั้งนั้นมันเป็นแค่การปลูกข้าวแค่เดือนกว่า ข้าวยังไม่ท้อง ยังไม่ออกรวงแต่ครั้งนี้เหลืออีก ๔-๕ วัน ชาวนากำลังจะเกี่ยวข้าว กำลังเห็น ข้าวเหลือง ๆ กำลังจะได้เงิน ลงทุนไปเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ๓,๐๐๐ กว่าบาท นโยบาย ท่านบอกอยากให้ข้าวเปลือก ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท ผมขอแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของนโยบายท่านครับ ๔,๕๐๐ บาท เอาลดลงมาอีกหน่อยครับ กราบเรียนถึง ท่านนายกรัฐมนตรีจนถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯพณฯ ธีระ วงศ์สมุทร ขอให้ท่านมีน้ำใจเหมือนมหาสมุทรครับ เพิ่มเป็น ๓,๐๐๐ บาทเถอะครับ ผมจะขอบคุณแทนพี่น้องลุ่มน้ำแม่น้ำยมที่เสียหายจะได้เป็นกำลังใจ จะได้ไม่ท้อแท้ครับ ท่านลงไปผัดข้าวส่งคนแก่ที่จมน้ำอยู่และเป็นพัน ๆ หลังท่านจะรู้ ผมถึงบอกว่าวันนี้ ท่านโชคดีที่ท่านไปอยู่ที่จังหวัดที่ไม่ท่วม ไม่ท่วมซ้ำซาก ไม่ท่วมแล้วท่วมอีก ตลิ่งที่เคยพัง น้ำตาที่เคยไหลมากมาย ผมถึงบอกว่าท่านประธานครับ วันนี้ผมเป็นผู้แทนใหม่ ผมเป็น ส.จ. ๓ สมัยซึ่งทำหน้าที่ให้กับอำเภอสวรรคโลกซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญ อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า ความจริงใจของรัฐบาลมีจริงตามนโยบายที่แถลงไปนั้นท่านรีบเข้าไปจังหวัด สุโขทัยสิครับ มันจะดูน่ากลัวมากกว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเรือท้องแบนบนผิวน้ำ มันลด ท่านไปดูตลิ่งครับมันสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ดูบ้านเรือนที่พัง ดูคนที่ตาย ผมถึงกราบเรียน ไปถึงพี่น้องชาวแพร่ องค์กรต่าง ๆ เวลาเราพูดถึงแก่งเสือเต้นแล้วก็จะเต้นกันตามครับ วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีหญิงสามารถเป็นวีรบุรุษลุ่มน้ำแม่น้ำยมได้ ผมจะขอเปลี่ยนแก่งเสือเต้น เป็นเขื่อนยิ่งลักษณ์ถ้าท่านทำได้ เพราะ ๒๗ คนผ่านมารัฐมนตรีได้ไปเยี่ยมแจกมาม่า แจกถุงยังชีพเท่านั้นเองครับ วันนี้ท่านไปแล้วอย่าให้คนสุโขทัยซึ่งมีความคาดหวังรัฐบาลใหม่ และเป็นผู้หญิงคนแรก ผมดูนะครับรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่านก็น่าจะมีศักยภาพพอสมควร ผมก็เคยให้ข่าวว่าให้กำลังใจให้โอกาสทำงานนะครับ วันนี้ผมอยากให้การเมืองเราสร้างสรรค์ และผมก็กราบขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่ไปเยี่ยมจังหวัดสุโขทัยในขณะที่ท่านก็ไม่มี ส.ส. ของท่านในเขตจังหวัดสุโขทัยเลย แต่ท่านก็มีน้ำใจไปเยี่ยม นี่ก็แสดงว่าการเมืองของรัฐสภานี้ให้พี่น้องประชาชนรู้ว่าเราไม่ได้แบ่งพวกในยามที่เรา บริหารงานเพื่อชาติ ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านนะครับ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบาย ของท่านที่แถลงไปว่าเร่งด่วนภายในปีแรกนั้น อย่างน้อยโครงสร้างให้คนสุโขทัยได้อุ่นใจ และมีกำลังใจต่อสู้ไป ท่านประธานครับ พูดมานี้คือเรื่องน้ำท่วม ส่วนน้ำแล้งนั้นจังหวัด สุโขทัยนั้นมี ๙ อำเภอ อำเภอที่แล้งสุด ๆ แล้งจนแย้ออกจากรูหายใจเฮือก ๆ อำเภอ บ้านด่านลานหอยครับ ตอนนี้กระทรวงที่รับผิดชอบอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กรมน้ำภาค ๙ ซึ่งกำลังจะเวนคืนที่ดินแล้วก็สร้างอ่างแม่รำพันให้กับพี่น้อง ชาวบ้านด่านลานหอยซึ่งจะมีประโยชน์กับพี่น้องตลิ่งชันมากมายเลย

และอีกโครงการหนึ่งคือโครงการอ่างแม่กะพงซึ่งเป็นด้านใต้ของ บ้านด่านลานหอยร้อนแล้งมาก จะทำให้เก็บน้ำให้กับพี่น้องบ้านด่านลานหอยได้อีกช่วงหนึ่ง ผมจึงกราบเรียนรัฐบาลว่า ๒ อ่างนี้ท่านไปสร้างให้พี่น้องบ้านด่านลานหอยนั้นจะช่วยให้ ภัยแล้งหายไป แล้วก็ยังช่วยให้น้ำที่ชะลอเข้าสู่ตัวเมืองสุโขทัยนั้นช้าลงแล้วก็น้อยลง ผลที่จะกระทบต่อพี่น้องหลาย ๆ จังหวัดนั้นจะน้อยลงจริง ๆ ท่านครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าขอให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานอย่างที่ท่านพูดได้จริง แล้วก็ขอให้รัฐบาลชุดนี้ ดำเนินการนโยบายเฉพาะเรื่องงบประมาณนั้นลงไปสู่จังหวัดสุโขทัยเร่งด่วน โดยเฉพาะ เรื่องการชดเชยขอให้ได้ ๓,๐๐๐ บาท ผมจะขอขอบคุณพี่น้องชาวเกษตรกรที่เดือดร้อน ท้ายที่สุดนี้ก็ขอขอบคุณประธานแล้วก็คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ขอขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ เชิญ พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์ ๘ นาที แล้วตามด้วยท่านนคร มาฉิม

พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์ สมาชิกวุฒิสภา หนองคาย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด หนองคาย เป็นประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานสวัสดิการสังคม วุฒิสภา กระผมจะขอ อภิปรายเฉพาะเรื่องของแรงงานซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการ และเป็นเรื่อง ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนขณะนี้ นั่นคือนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก

ข้อ ๑.๘.๒ ให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อย ๓๐๐ บาท ในเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการได้จัดให้มีการประชุมเชิงสัมมนา ๒ ครั้ง ครั้งแรกจัดที่ส่วนกลางที่วุฒิสภา ส่วนภูมิภาคจัดที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทน ของนายจ้าง ผู้แทนของลูกจ้างและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย

สรุปผลการสัมมนา ฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยมี ความเห็นว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ส่งผลให้สินค้าราคาแพง ผู้บริโภคเดือดร้อน นายจ้างจะนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทน มีการปลดแรงงาน เกิดภาวะคนว่างงาน แรงงาน ต่างด้าวเพิ่มขึ้น ส่วนฝ่ายลูกจ้างเห็นด้วยกับรัฐบาลโดยมีหลักคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ คำนวณ เป็นตัวเลขโดยถือว่าแรงงานเป็นต้นทุนการผลิตที่เป็นมนุษย์ มีความต้องการปัจจัยสี่ ต้องการ อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ครอบครัวประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาเล่าเรียนบุตรต้องใช้จ่ายหัวละ ประมาณ ๔๒๑ บาท เดือนละประมาณ ๑๒,๖๓๐ บาท จากนโยบายปรับค่าแรงงานขึ้น วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท ใน ๑ เดือน คือ ๒๖ วัน หักวันหยุด ๔ วัน ลูกจ้างจะได้ค่าแรง ๗,๘๐๐ บาท จำเป็นต้องหารายได้เสริมอีกเดือนละ ๔,๘๓๐ บาท จึงจะอยู่ในสังคมได้ อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นที่น่าสังเกตครับว่าในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ มีโรงงาน อุตสาหกรรมทั้งสิ้น ๗๕ โรง เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นคนต่างชาติ ๕๕ แห่ง ของคนไทย ๒๕ แห่ง เท่ากับ ๑ : ๒.๗ ได้ส่งผู้แทนมาร่วมประชุม ๑๗ คน เป็นลูกจ้างระดับ หัวหน้า เมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนานะครับก็มีคำถามว่า ๑. โรงงานของท่านมีผลกำไรปีละเท่าไร ๒. ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นหักจากผลกำไรของบริษัทได้หรือไม่ ผู้แทนฝ่ายนายจ้างไม่สามารถ ตอบคำถามได้ สรุปผลการประชุมเชิงสัมมนาของคณะกรรมาธิการไม่มีคำตอบครับ เป็นดุลยพินิจของผู้ร่วมประชุมเอง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อครั้งผมเป็นตำรวจ ตระเวนชายแดนภาคอีสาน บริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ได้นำผลประโยชน์ ผลกำไรของบริษัท ตั้งเป็นมูลนิธิสุมิตร เลิศสุมิตรกุล แล้วนำเงินของมูลนิธิมาถวายสมเด็จย่าเพื่อสร้างโรงเรียน ตำรวจตระเวนชายแดน ส่งเสริมให้นักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่จบ การศึกษามีการศึกษาเล่าเรียนที่ดีได้ต่อในโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย ใช้เงินประมาณปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ นอกจากนั้นผมยังจำได้ว่าบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกจ้างซื้อหุ้น ของบริษัทได้ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน การซื้อหุ้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกจ้าง มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ผมขอชมเชยบริษัทดังกล่าวนะครับ ซึ่งมันสอดคล้องกับ เรื่องที่ว่าผมพูด

เรื่องต่อไปคือนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อ ๔.๒.๓ ส่งเสริมระบบแรงงาน สัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นธรรมและ อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชนนั้นคือการลด รายจ่ายเพิ่มรายได้ ซึ่งต่อไปนี้ผมจะขออภิปรายถึงปัญหาคนหางานที่ไปทำงานต่างประเทศ คนหางานที่ไปทำงานต่างประเทศคือคนยากจนครับ มีอาชีพดั้งเดิมเป็นชาวนา ชาวไร่ มีถิ่นที่อยู่ในชนบทนอกเขตเมือง การศึกษาต่ำ รักสันติ ขยัน อดทนและซื่อสัตย์ เป็นผู้ที่ยัง ไม่มีงานทำครับ แต่ประสงค์ที่อยากจะไปทำงานต่างประเทศ ยังไม่มีนายจ้างจึงยังไม่อยู่ใน ความดูแลและรักษาสิทธิประโยชน์จากองค์กรนายจ้าง เช่น สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สภาองค์กรนายจ้าง หรือคณะกรรมการลูกจ้าง ดังนั้นคณะกรรมการจึงให้ความสนใจ เป็นพิเศษคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศจะต้องเสียค่าบริการจากบริษัทจัดหางาน จำนวนมากแล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกคือ ๑. ค่าตรวจสุขภาพครั้งละไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาทต่อ ๓ เดือน ถ้า ๑ ปียังเดินทางไม่ได้ก็จะต้องเสียถึง ๖,๐๐๐ บาท ๒. ค่าเรียน ภาษาอีก ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเวลาเรียน ๘๐ ถึง ๑๐๐ ชั่วโมงหรือ ๒ สัปดาห์ ในเรื่องของ ค่าตรวจสุขภาพเป็นประกาศของกรมการจัดหางานเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๗ ให้สถานตรวจสุขภาพเรียกเก็บค่าตรวจสุขภาพจากคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศ รายละไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาทต่อราย ประกาศฉบับนี้ไม่เป็นธรรมและไม่อยู่ภายใต้กรอบของ กฎหมายตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการบริการสาธารณสุข ที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถามว่าคนหางานเป็นคนจนหรือเปล่า มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิตามนี้หรือไม่ ประกาศฉบับนี้ขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๑ ในสาระสำคัญจึงใช้บังคับไม่ได้ แต่ก็ได้ใช้มาแล้ว ๗ ปีครับ เพราะเหตุใดถึงไม่มีการแก้ไข ผมจึงขอให้กรมการจัดหางาน ผ่านท่านประธานนะครับไปทบทวนและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยครับ ในส่วนของบัญชีรายชื่อ สถานพยาบาลก็เช่นเดียวกันครับ ไปกำหนดให้โรงพยาบาลของรัฐ ๓๗ แห่ง กำหนด ให้โรงพยาบาลเอกชนถึง ๕๑ แห่ง โรงพยาบาลเอกชนไม่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตาม มาตรา ๕๑นะครับ ทำไมไม่กำหนดให้โรงพยาบาลของรัฐทั้งประเทศเป็นสถานบริการสาธารณสุขให้ เพราะทุก ๆ โรงพยาบาลก็มีนายแพทย์เช่นเดียวกันนะครับ ผมขอจบการอภิปรายนะครับ ขอขอบพระคุณครับ จริง ๆ มันยังมีอีกแต่เวลามันหมดครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ เชิญ ท่านนคร มาฉิม ครับ ๘ นาทีนะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมาย จากพรรคประชาธิปัตย์และพี่น้องประชาชนให้สะท้อนปัญหาความทุกข์ยากความเดือดร้อน และสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการที่จะให้รัฐบาลที่ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แก้ไขปัญหาเพื่อความสุข เพื่อความก้าวหน้าและอยู่ดีมีสุขของพี่น้อง ประชาชน ถ้าเกิดว่ารัฐบาลสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาที่ผมอยากจะนำเรียน ท่านประธานก็คือเรื่องที่ดินทำกิน ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพของปัญหาในปัจจุบันนี้ หนักเหลือเกินครับ พี่น้องประชาชนในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือหลายจังหวัด ภาคอีสานหลายจังหวัด แม้กระทั่งภาคใต้เองหลายจังหวัด ยังคงมีปัญหาที่ดินทับซ้อนกันอยู่ ถูกกล่าวหาต่างนานาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐว่าเป็นคนรุกป่า เป็นคนที่อยู่ ในเขตป่า บางคนหนักครับถึงขนาดที่ว่าถูกจับกุม ถูกดำเนินคดี ถูกยึดทรัพย์สิน ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพของปัญหาที่ดินทำกินในปัจจุบันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่อง ยาวนานและหนักหน่วง พี่น้องคนไทยหลายคนรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนไทย ตนเองถูกละเลยสิทธิ ตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของประเทศเลย เนื่องจากว่าเวลา มีจำกัด ผมขออนุญาตเปรียบเทียบในเชิงทางสังคมผ่านภาพถ่ายแล้วก็บทสรุปของการวิจัย ขออนุญาตขอภาพถ่ายซึ่งผมได้ขออนุญาตต่อท่านประธานไว้แล้วครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดภาพถ่าย)

ภาพแรก ท่านประธานครับ อยากจะมองให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ ภาพบนสุดในภาพที่ ๑ เป็นคฤหาสน์ของเศรษฐีผู้ที่ร่ำรวย ซึ่งมีกระจุกอยู่แค่เพียงไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของคน ทั้งประเทศนะครับ มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท อีกภาพขวามือนะครับก็คือเป็นคอนโดหรู คนที่มีฐานะร่ำรวยมีเงินทองเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ส่วนอีกภาพหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ คือสลัมแหล่งชุมชนสำหรับผู้ยากไร้ ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ผู้ที่ขาดโอกาสทางด้านสังคม และคนจนทั้งในชนบทและคนจนในเมืองที่มีอยู่ทั่วไปประมาณร้อยละ ๙๐ ของคน ทั้งประเทศคือสภาพความเป็นอยู่ของความเหลื่อมล้ำทางสังคม เชิญภาพต่อไปครับ อันนี้คือ สัดส่วนในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน การถือครองที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่ ทั้งหมดทั่วประเทศ ๓๒๐,๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่ดิน ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการ อุตสาหกรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของคนมี ของคนรวย ถือครองที่ดิน อยู่ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินที่ได้รับการครอบครอง ส่วนคนอีกประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีที่ดินไม่ถึง ๑ ไร่ ไม่มีโอกาสที่จะลืมตา อ้าปาก ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งที่จะพัฒนารายได้อาชีพของตนเอง เชิญภาพต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือสภาพปัญหาที่เราเห็นและอยู่ในสังคมของประเทศของเรา มีการประท้วง มีการเรียกร้องสิทธิ มีความขัดแย้ง มีการต่อสู้ และมีข้อพิพาทระหว่างรัฐ กับประชาชนที่เกิดขึ้นทุกปี แล้วก็แม้กระทั่งเอกสารสิทธิที่ราษฎรควรที่จะมี ควรที่จะได้ ควรที่จะได้รับสิทธิอันชอบธรรม ควรที่จะเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อเป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลาน ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนอีกหลายล้านครัวเรือน อีกหลายล้านคนยังไม่มีโอกาส ที่จะเข้าถึงแหล่งที่ทำกิน เกิดปัญหาตามมาก็คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมดังภาพแรก แม้แต่ กรรมสิทธิ์ก็ยังไม่มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ความขัดแย้งทางสังคมจึงไกลและพัฒนา ไปสู่สงครามแห่งชนชั้นครับ คนจนไม่มีโอกาสแม้จะมีที่อยู่อาศัย ไม่มีโอกาสที่จะมีที่ดินเพื่อ ทำกิน เพื่อทำการเกษตร ไม่มีโอกาสที่จะพัฒนารายได้และอาชีพของตนเองจึงเกิด ความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคมไทยแห่งนี้พัฒนาไปสู่ชนชั้นครับ และต่อไปถ้าเกิดว่ารัฐบาล ไม่พัฒนาไม่ใส่ใจในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ความเหลื่อมล้ำจะกลายเป็น สงครามชนชั้นในประเทศ บ้านเมืองแทนที่จะสงบสุขสงครามชนชั้นจะเกิดขึ้นครับ ถ้าเกิดว่า รัฐไม่ใส่ใจและแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าเวลาจำกัดเหลือเกินครับ ผมขออนุญาตที่จะฝากข้อเสนอที่ได้สานต่อจากรัฐบาล ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และสภาผู้แทนราษฎรในชุดที่ ๒๓ ที่ผ่านมา ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งในการร่วมเสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น ร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้เห็นและผ่านความเห็นชอบไปใน ๓ วาระแล้ว เพื่อมอบความเป็นธรรม มอบสิทธิอันจะพึงมี พึงได้ของราษฎรที่ถือครองที่ดินและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและยังไม่มีที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำกินของตนเองได้รับสิทธิอันพึงมีพึงได้ ขอให้รัฐบาลของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสำคัญและเสนอกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก้ไขให้เป็นปัจจุบัน กฎหมาย การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอให้ท่านหยิบยกและยืนยันกฎหมายบริหารจัดการที่ดิน สงวนหวงห้ามที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขอให้ท่านสานต่อเจตจำนงของรัฐบาลเดิมที่ได้เสนอ กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงกฎหมายธนาคารที่ดิน พระราชบัญญัติภาษีที่ดิน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ให้ความเป็นธรรมในสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอถือโอกาสอีกนาทีเศษ ๆ นี้ สะท้อนเสียงอันทุกข์ยากของพี่น้องที่ยังไม่มีที่ดินทำกินที่ถูกรัฐดำเนินคดีอยู่ ที่เป็นคดีความ ในชั้นศาลถูกยึดทรัพย์สินอยู่ โดยขอให้

๑. ในระหว่างที่จะมีการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ ขอให้มีการระงับการจับกุม การดำเนินคดีกับประชาชนที่ยากไร้และทำกินอยู่ในเขตป่าที่ยังมีปัญหาอยู่

๒. ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผู้ที่ถือครองที่ดินในการจัดระบบที่ดิน เพื่อเกษตรกรทั้งประเทศให้เป็นข้อมูลสาธารณะ

๓. ให้มีการกำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนที่การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกร เพื่อทำการเกษตรขึ้นใหม่ โดยอาศัยข้อมูลที่ดินและการมีส่วนร่วมของชุมชน

๔. ขอให้มีการวางมาตรการในการจำกัดการถือครองที่ดินได้ไหมครับ ไม่อย่างนั้นที่ดินจะไปกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่ตระกูล คนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่มีโอกาส ในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน

๕. ก็คือกำหนดมาตรการในการจัดเก็บภาษีที่ดินให้ทันท่วงที ท่านครับ ผมขอฝากเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำตามวาทกรรมที่หลาย ๆ ฝ่าย เคยพูดไว้และคืนความเป็นธรรมให้กับเจ้าของประเทศในฐานะคนไทย กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ๑๐ นาทีครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาล ในฝันที่ผมมีความมุ่งมั่นที่อยากจะได้เห็นท่านยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี และท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ๒ ท่านนี้ผมหมายมั่นว่าจะได้แก้ปัญหา ประเทศชาติมาเป็นเวลา ๒ ปีแล้วนะครับ จากนโยบายรัฐบาลที่พวกเราได้อภิปรายและได้ฟังกัน ทั้งเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าแรงงาน ๓๐๐ บาท ข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐- ๒๐,๐๐๐ บาท ผมถือว่าเป็นนโยบายที่ดีที่จะให้พี่น้องคนยากคนจน ชาวไร่เกษตรกร รวมทั้งผู้ใช้แรงงาน ทั้งหมดได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากบ้าง ได้มีโอกาสเท่าเทียมกับกลุ่มทุน ซึ่งขณะนี้มีรายได้ ต่อวันมหาศาล บางท่านมีรายได้วันละหลายร้อยล้านบาทเป็นพันล้านบาทไม่เคยพูดถึง แต่พอจะ ๓๐๐ บาทก็จะมีการต่อต้านกันในส่วนนี้ ผมอยากจะเห็นฝ่ายค้านแล้วก็ ส.ว. ทั้งหมดได้ให้โอกาสรัฐบาลในการทำงานในรอบงบประมาณสัก ๑ ปี เพราะรัฐบาลที่แล้ว ก็ได้ทำมาแล้ว ๒ ปีกว่า เราก็ได้เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง รัฐบาลชุดใหม่นี้ได้รับ ความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอย่างท่วมท้น ๑ ปีผมคิดว่าไม่ช้าเกินไปที่ท่านจะได้แสดง ฝีมือ ผลงาน ผมเชื่อมั่นว่าท่านจะต้องบริหารงานได้ดีอย่างแน่นอน ถ้าท่านสามารถทำงาน ได้ดี ผมเชื่อว่าท่านจะได้อยู่ครบวาระและอยู่ได้อีกหลายสมัยแน่นอน เรื่องที่ผมจะฝาก ทางรัฐบาลในเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการ รวมถึงฝ่ายค้านด้วยนะครับคือเรื่องการปรองดอง ที่ผ่านมานั้นไม่เคยทำในเรื่องปรองดอง ได้แต่พูดกันว่าจะปรองดอง ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ ปรองดองกัน รัฐบาลชุดใหม่ท่านต้องรีบดำเนินการ รวมทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งผมคิดว่าถ้ายังไม่ยุบสภาที่ผ่านมา ป่านนี้ทั้งยาเสพติดและหวยน่าจะมีขายใน เซเว่น อีเลฟเวน (7-eleven) ได้แล้ว รัฐบาลใหม่ดำเนินการได้เลยนะครับเรื่องยาเสพติดนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก ตอนนี้แรงงานค่อนประเทศเป็นทาสยาเสพติดอย่างรุนแรง ราคายาบ้า เม็ดละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ได้ค่าจ้างแรงงานรายวันมาถึงจะให้แรงงานวันละ ๓๐๐ บาท ก็พอดีจะทำให้ยาบ้าขายดีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งหวยที่จะต้องแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องและถูกจุด ต้องเอาหวยขึ้นมาอยู่บนดิน โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีคือท่านเฉลิมท่านต้องดูเรื่องนี้ อย่างจริงใจ อย่าให้หวยใต้ดินระบาดอย่างทุกวันนี้ ท่านดูได้ผมว่าท่านก็น่าจะรู้ดี ส่วนเรื่อง ของแพงไม่ต้องพูดถึง ได้รับรู้หมดทุกคน การจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๕ นั้นอยากให้จัด ด้วยความเป็นธรรม อย่าไปจัดเฉพาะบ้านรัฐมนตรี บ้านนักการเมือง หรือกระจุกตัวไป ที่ใดที่หนึ่ง หรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ที่ผ่านมามีการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟที่ จังหวัดสุพรรณบุรี งบประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท ไม่แปลกนะครับที่สร้างที่สุพรรณบุรี แต่แปลกตรงที่สะพานข้ามทางรถไฟแห่งนี้มีรถไฟวิ่งวันละเพียง ๒ ขบวน ๑ ขบวนมี ๒-๓ ตู้ เอางบประมาณไปสร้าง ๓๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ฝากรัฐบาลให้ดูด้วยนะครับ การจัดงบให้เกิด ความเป็นธรรมแล้วก็ให้ทั่วถึงกัน เกี่ยวกับเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชันผมอยากจะให้ รัฐบาลได้เสนอให้ทั้ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ได้ออกระเบียบ ตั้งแต่ข้าราชการที่ท่านจะให้ เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทเข้าใหม่ได้ชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน พร้อมทั้งนักการเมืองทุกระดับ ทุก ๆ คนได้แจ้งบัญชีแรกเข้าทั้งหมด แล้วก็เลื่อนตำแหน่งสักกี่ครั้งก็ต้องแจ้งเพิ่มเติม เหมือนกับนักการเมืองระดับชาติ อันนี้จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง การคอร์รัปชันนั้นท่านก็ทราบดีว่า มีอยู่อย่างมากมาย ถ้าท่านไม่รู้หรือท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ทราบ ท่านสอบถามผมได้ว่า ที่ใดเขาทำอะไรกันบ้าง ผมได้ทราบว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมจะคุมสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ผมมีภาพเรื่องการจราจรแล้วก็การจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับเรื่อง การจับรถที่วิ่งเร็ว ทั้งบนทางด่วนบนทางหลวงทั้งหมดทุก ๆ ทาง อันนี้เป็นภาพหนึ่งขอให้ กล้องซูมว่าได้เกิดภาพอย่างนี้ ท่านเฉลิมครับ ท่านจะดูแลตำรวจท่านต้องดูหน่อยว่า ท่านดูเลยที่หน้าด่านเก็บเงินมีตำรวจจราจรไปยืนเรียกรถอยู่หน้าด่าน จากช่องที่ ๘ ท่านดู ตัดไปอยู่เลนซ้าย เลนที่ ๑ ท่านดูเอาแล้วกัน ผู้สื่อข่าวดู ไปยืนขวางทางไปเกะกะ ๆ เขา ท่านดูนะครับ อย่างนี้พวกเราก็ไปดูงานต่างประเทศกันมาโดยหลาย ๆ ประเทศ ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในบ้านในเมือง นักท่องเที่ยวเขาผ่านมาเขาเห็น เอ๊ะ ตำรวจบ้านเราทำอะไรอยากเป็นแขก ก็เลยยืนตากลมตากแดด แต่เนื่องจากว่าเขาต้องไปทำเพราะว่าเรามีเครื่องไม้เครื่องมือ ให้เขาไม่พอ ทางตำรวจเคยขอกล้องจับความเร็วรถนะครับปีหนึ่งได้ ๒-๓ ตัว รถบ้านเรา ใช้ความเร็วสูงมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ขอย้อนมาที่กรมทางหลวงนะครับ ปัจจุบันนี้ ถนน ๔ เลนระหว่างจังหวัด นโยบายรัฐบาลยังไม่ได้บอกเลยว่า จะสร้างถนน ๔ เลนให้ทั่ว ทุกจังหวัด มอเตอร์เวย์เป็นอย่างไร บางปะอิน-โคราช บางปะอิน-นครสวรรค์ บางปะอิน-กาญจนบุรี ไปเพชรบุรี ไปหัวหิน ไปชะอำ ถนนไร้ฝุ่น ของทางหลวงชนบท ไม่เขียนไว้ ไร้ฝุ่นต้องไร้คอร์รัปชันด้วยนะครับ และที่เกี่ยวกันอีกก็คือขณะนี้การจราจร วันนี้บ้านเราหนาแน่นมาก ๑ ปีที่แล้วที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๓ นะครับ มีรถยนต์ซื้อมา ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคัน ไม่รวมจักรยานยนต์อีก ๑,๙๐๐,๐๐๐ คัน ปีนี้เพียงแค่ ๘ เดือนนะครับ มีรถยนต์ ๖๒๐,๐๐๐ กว่าคัน จักรยานยนต์ ๑,๓๓๐,๐๐๐ คัน ถนนไม่มีจะวิ่งแล้วครับ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านก็ไปดูด้วยนะครับ ถนนจะไม่เพียงพอ ท่านต้องรีบดำเนินการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและฉับไวนะครับ ผมจะบอกที่มาของ การที่จะหารายได้ให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะที่กรมการขนส่งทางบก ปัจจุบันนี้จะไปมี การประมูลหมายเลขทะเบียนหมวดละ ๓๐๑ หมายเลข ตรงนี้สามารถเพิ่มเติมได้โดยการไป ประมูลประมาณสัก ๕๐๐-๖๐๐ หมายเลขได้ มีเลขที่นิยมอีกมากมาย ท่านถามอธิบดี กรมการขนส่งทางบกดูท่านจะรู้ว่ามีหมายเลขที่จะประมูลเพิ่มนะครับ ตั้งแต่รถตู้เพิ่มขึ้นมา ได้หมด รถบรรทุกเล็กนะครับ แล้วก็ท่านให้เปลี่ยนแปลงรถบัสโดยสาร ๑ คันคือเปลี่ยนเป็น รถตู้ได้ ๓ คัน ท่านไปเปลี่ยนเป็นรถตู้ แต่ท่านไม่ได้จัดหาที่จอดไว้ให้กับรถตู้ ท่านดูทั่ว กรุงเทพมหานครปัจจุบันนี้รถตู้จอดทุกซอกทุกซอยเต็มทั่วไปหมด ฝากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมว่าไปดูส่วนนี้ให้เรียบร้อยด้วยนะครับ แล้วยังฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ท่านห้ามนำรถยนต์เก่าเข้าประเทศ แต่ท่านรู้ไหมครับว่าทั้งคันเขาไม่นำเข้า เขาแยกมาเป็นชิ้น ๆ มา ๒-๓ ตู้ มา ๒-๓ บริษัท แล้วมาประกอบและจดทะเบียน ตรงนี้ รัฐขาดรายได้เป็นแสนล้านบาทเดี๋ยวผมจะเรียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า เป็นเพราะอะไร

เรื่องต่อไปเลยครับ เรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ปัจจุบันนี้กำลัง สร้างรถไฟฟ้ากันอย่างมากมาย ตั้งแต่แอร์พอร์ต ลิงค์ก็ขาดทุนอยู่ รถไฟรางคู่ตั้งแต่รัฐบาล ที่แล้ว ต้องเร่งต่อนะครับท่านครับ รถไฟฟ้าอีกเส้นทางหนึ่งที่ขณะนี้อยู่ในศาลปกครองด้วย คือบางซื่อ-ตลิ่งชัน วันที่ประมูลมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว เรื่องงบประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ผู้เสนอราคาได้ต่ำกว่าราคากลาง ๑,๐๐๐ บาท ท่านไปตรวจสอบดูว่าเรื่องนี้ มันจะไม่ชอบมาพากลอย่างไรบ้างนะครับ

เรื่องสุดท้ายสำคัญที่สุดนะครับก็คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเป็น ผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ขณะนั้นได้ลงชื่อร่วมกัน แล้วก็ถูก ยื่นถอดถอนมาด้วยกันหลาย ๆ ท่านในที่นี้นะครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พูดอยู่เสมอตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่ารัฐธรรมนูญจะต้องมีการแก้ไขหลาย ๆ ประเด็น โดยเฉพาะที่มาของ ส.ว. ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พูดเสมอว่าจะต้องเป็น ประชาธิปไตยนะครับ จะต้องมีการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ป่านนี้ท่านเป็นรัฐบาลมา ๒ ปีกว่า แก้เฉพาะเขตเลือกตั้งกับจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ของ ส.ว. ท่านบอกว่าเนื่องจาก จะเลือกตั้งแล้วแก้ไม่ทันท่านก็ว่าของท่านไปนะครับ ก็ขอฝากรัฐบาลด้วย มุ่งมั่นทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนสมกับที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ต่อไปเชิญท่านนริศ ขำนุรักษ์ ๘ นาทีครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอ อนุญาตอภิปรายนโยบายของรัฐบาลด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลำดับเรื่องที่ ๕.๑ นะครับ เพราะว่านโยบายด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า ผมคิดว่ารัฐบาลได้เขียนตกเอาไว้แตกต่างจากรัฐบาลอื่นก็คือไม่มีการสนับสนุน ให้มีการปลูกป่าภาคเอกชน ที่จริงข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำหรับพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังนี่ จะเพิ่มขึ้นโดยการปลูกป่าภาคเอกชนเป็นหลัก เนื้อที่ป่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ซึ่งรัฐบาล ในขณะนั้นคือรัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้มีโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เนื้อที่ป่าเกิดขึ้นในขณะนั้นดูได้จากภาพถ่ายดาวเทียมก็พบว่าเนื้อที่ป่าเพิ่มขึ้นตลอดมานะครับ การปลูกป่าภาครัฐถือว่าประเทศไทยล้มเหลวที่สุดนะครับ ๑๐๐ ปีที่เราปลูกป่าถ้าปลูกแล้วครบ ปลูกครบตามงบประมาณที่สภาอนุมัติไป ผมคิดว่าป่าขณะนี้เราปลูกไปชนเลยเข้าไปใน ประเทศพม่า ในประเทศลาว ในประเทศกัมพูชา และในประเทศมาเลเซียแล้ว แต่ว่าขณะนี้ ป่าที่เกิดขึ้นจากการปลูกป่าภาครัฐแทบไม่เห็นเนื้อป่าครับ แต่ว่าป่าที่เกิดขึ้นจากโครงการ ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติซึ่งนับ ๑ เมื่อปี ๒๕๓๗ มีเนื้อที่ป่าเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาปลูกป่า ไม่เหมือนกับในยุครัฐบาล ในอดีตที่ ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้มาปลูก ผมก็เลยคิดว่าเมื่อรัฐบาล มีนโยบายที่จะฟื้นฟูป่า และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าป่าที่เกิดขึ้นโดยภาครัฐนี่ไม่เกิดขึ้นเลยหรือ เกิดขึ้นเพียงน้อยนิดแล้วรัฐบาลจะทำนโยบายของรัฐบาลเพื่อที่จะฟื้นฟูสภาพป่านี้อย่างไร โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติเริ่มตั้งแต่ท่านชวน แล้วก็เสียดายครับว่ามาสะดุด หยุดลงและไม่เดินหน้าโครงการในสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับ ผมคิดว่า ถ้าสมมุติว่าไม่มีในนโยบายในวันนี้ แต่ว่ารัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์จะได้เริ่มนโยบายเพิ่มเติม ขึ้นมา ผมคิดว่าจะทำให้เป็นการแก้ไขความผิดพลาดของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณในอดีตก็ได้ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าไม่มีในนโยบาย แต่ว่าเพิ่มเติม เถอะครับ การปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติได้ผล เพิ่มพื้นที่ป่าจริง ๆ และเป็นการแก้ไข ความผิดพลาดของรัฐบาลในอดีตด้วย

เรื่องที่ ๒ เรื่องการส่งเสริมการบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างบูรณาการ นายกรัฐมนตรีได้ไปตรวจน้ำท่วมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าจะบูรณาการพัฒนาทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ไปพร้อม ๆ กัน วันนี้ก็มีอยู่ในนโยบาย แต่ว่ากราบเรียนครับ การให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น ประหนึ่งว่ารัฐบาลอื่นไม่ทำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ที่จริงทุกรัฐบาลเป็นต้นมาได้พัฒนาทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ มาทุกรัฐบาล เพียงแต่ว่าทำได้มากน้อยบ้างแล้วแต่ครับ แต่ว่าทำมาทุกรัฐบาล ยกเว้นรัฐบาล ที่เลือกปฏิบัติคือรัฐบาลของท่านทักษิณเมื่อปี ๒๕๔๘ เลือกทำเพียง ๒ ลุ่มน้ำเท่านั้นคือ ลุ่มน้ำยมกับลุ่มน้ำมูลเท่านั้นนะครับ นอกนั้นเขาทำมา ๒๕ ลุ่มน้ำทั้งหมด วันที่เลือกปฏิบัติ ในวันนั้นคือวันที่ปล่อยให้ลุ่มน้ำในภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกไม่ได้รับการพัฒนาด้วย วันนั้นเกิดวิกฤติน้ำอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ผมจึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้อย่าทำเป็น โครงการนำร่องอีกนะครับ ท่านทำให้เหมือนกับรัฐบาลอื่น ๆ ยกเว้นรัฐบาลทักษิณนะครับ ท่านทำให้ครบทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการดูแลพี่น้องประชาชน อย่าเลือกปฏิบัติเหมือนกับรัฐบาลในอดีต อย่าทำเป็นโครงการนำร่องเพียง ๒ โครงการ ทำไปเลยครับ ได้เท่าไรไม่เป็นไร แต่ว่าต้องทำไปพร้อม ๆ กันทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือผมดูที่จริงโครงการ นโยบายของรัฐบาลในด้านอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ท่านไม่จำเป็นจะต้องให้ใคร มาคิดให้นะครับ ประเทศไทยเพียงแต่นำเอาโครงการพระราชดำริ โครงการพระราชเสาวนีย์ มาปฏิบัติ เติมงบประมาณลงไปและดูแลอย่างจริงจัง ผมคิดว่าแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ แต่ว่ารัฐบาล ชุดนี้เขียนเรื่องแนวพระราชดำริไว้เพียงน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่วันที่ ๑๑ ที่มีพระราชดำรัส ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เช้ามานายกรัฐมนตรีก็บอกว่าจะปฏิบัติตาม รับสั่งเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม เช้ามาวันประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็กำชับ กับรัฐมนตรีนะครับ ผมได้อ่านแนวพระราชดำรัสดังกล่าวพบว่ามีรับสั่งถึงโครงการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งหมด ๑๑ โครงการ ๑. โครงการหลวง ๒. อ่างเก็บน้ำ ชลสิทธิ์ ๓. โครงการอ่างเก็บน้ำทั่วไป ๔. ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน ๕. พิกุลทอง โครงการ แกล้งดิน ๖. ธนาคารข้าว ๗. เกษตรที่สูง ๘. บ้านเล็กในป่าใหญ่ ๙. โครงการเศรษฐกิจ พอเพียง ๑๐. ฟาร์มตัวอย่าง และ ๑๑. อาสาสมัครพิทักษ์ป่า ผมนึกว่ารับสั่งมาอย่างนี้ นายกรัฐมนตรีซึ่งกำชับต่อรัฐมนตรีจะได้บรรจุไว้ในนโยบายบ้างกลับเป็นไม่มีครับ ทั้ง ๆ ที่ว่า ประเทศไทยนี้เชื่อกันว่าถ้าเอาแนวพระราชดำริมาอย่างเดียวแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ รับสั่งลงมาแล้วก็ยังไม่บรรจุไว้ในนโยบายอีก ผมเลยสงสัย กลับไปดู ในนโยบายว่าของพรรคมีหรือเปล่า เมื่อไม่มีในนโยบายรัฐบาลแล้วกลับไปดูพบว่าในนโยบาย ของพรรคเพื่อไทยไม่มีจริง ๆ ครับ ไม่มีนโยบายเพื่อสนับสนุนโครงการตามแนวพระราชดำริ แม้แต่นิดเดียว นโยบายของพรรคเพื่อไทยมี ๕ ข้อไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้เลย แตกต่างกับนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์เขียนไว้เป็นข้อที่ ๑ ว่าจะสนองโครงการพระราชดำริ ทางด้านสิ่งแวดล้อมทุกโครงการอย่างจริงจัง เหตุผลเหล่านี้ครับเพราะไม่มีในนโยบายพรรค จึงไม่มีในนโยบายรัฐบาล ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าแม้ไม่มีในนโยบายของรัฐบาล แต่ให้ท่านทำเถอะโครงการพระราชดำริ แม้ไม่มีในนโยบายพรรคขอให้ท่านทำเถอะเพราะว่า โครงการพระราชดำริทุกโครงการเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และขอให้รัฐบาลชุดนี้ ทำเถอะแม้ว่าไม่มีในนโยบายรัฐบาล ไม่มีในนโยบายของพรรคเพื่อไทยให้ทำเถอะเพราะว่า เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทุกพระองค์ที่ได้ทุ่มเทเพื่อแก้ไข ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กราบขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ๑๐ นาทีครับ ท่านจิตติพจน์ไม่อยู่หรือครับ เชิญท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ได้รับมอบหมายจากวุฒิสภาให้ทำหน้าที่อภิปรายซักถามแสดงความเห็นเกี่ยวกับงานทางด้าน กีฬาของการแถลงนโยบายในครั้งนี้ ท่านประธานคะ กีฬาในความหมายของพจนานุกรม ของไทยก็น่าจะหมายถึง การออกกำลังที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายให้แข็งแรงทั้งร่างกาย และจิตใจ แต่ในความหมายของพวกเราคนกีฬานี่ค่ะ ทั่วโลกเขามองเห็นว่ากีฬานั้นเป็น เครื่องมือที่สำคัญที่มีพลังอย่างยิ่งในการที่จะสร้างสรรค์สังคมและทำให้คุณภาพชีวิตคุณภาพ ของคนในแต่ละสังคมนั้นดีขึ้น ดิฉันได้เห็นความสำคัญนั้นด้วยตนเองได้ประสบได้เห็น ในหลายประเทศถึงความสำคัญของนโยบายกีฬา แต่กลับมาดูในคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ดิฉันก็รู้สึกผิดหวังบ้างพอสมควรทีเดียวค่ะ คำว่า นโยบายกีฬา ไม่ปรากฏ อยู่ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนี้นะคะ แปลกค่ะ ท่านยังไม่เห็นอานุภาพและยัง ไม่เห็นความสำคัญและบทบาทของการกีฬาต่อการพัฒนาชาติอย่างใดเลย จึงให้เกิดความคิด ว่ากลับไปดูสิคะว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นรัฐบาลแต่ละคณะให้ความสำคัญกับนโยบาย กีฬามากน้อยเพียงใด ดิฉันค้นไปถึงในปี ๒๕๔๔ ค่ะ เช่นเดียวกันค่ะ รัฐบาลสายตระกูลไทยรักไทยก็ไม่ได้ให้ คำนิยามหรือคำบันทึกนโยบายกีฬาไว้ในคำแถลงนโยบาย ผ่านมาถึงสมัยของ พรรคพลังประชาชนเช่นเดียวกันค่ะ ๒ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีคำว่านโยบายกีฬาอยู่ใน คำแถลงนโยบาย ผ่านมาถึงสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำ เรามีคำว่านโยบายกีฬา และนันทนาการเกิดขึ้น แม้ว่าความหมายและบทบาทของการกีฬายังตื้นเขินก็ยังดีกว่า ไม่มีค่ะ วันนี้เช่นเดียวกันค่ะ เข้าไปดูในคำแถลงนโยบาย เอกสารประกอบไม่มี แต่ถ้ามอง ลงไปในคำแถลงนโยบายหน้า ๒๑ ดิฉันพบคำว่า การพัฒนากีฬา ซึ่งทางคณะรัฐมนตรี ก็เอาไปฝากไว้กับนโยบายที่ดูแล้วจะไม่ค่อยสอดคล้องกันเท่าไรเลยก็คือไปฝากไว้กับนโยบาย การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อาจจะเป็นเหตุที่ว่ากีฬากับการท่องเที่ยวมาผูกพันกัน อย่างไม่มีเหตุผล ทำให้ไม่รู้จะวางกีฬาไว้ตรงไหน ดิฉันก็คงจะขอแสดงความเห็นไว้ ตรงนี้ว่าอันที่จริงแล้วกีฬานั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ท่านจะเอามาพัฒนาสังคมได้ จะอยู่ ในนโยบายของการพัฒนาสังคมก็น่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ น่าจะดีกว่าไม่มีการเขียนคำว่า นโยบายกีฬา ไว้เลยนะคะ สำหรับหน้า ๒๑ ในคำแถลงนโยบายนั้นดิฉันพบว่าคณะรัฐมนตรี ประสงค์ที่จะมีการพัฒนากีฬาอยู่ ๒-๓ ประเภทที่สำคัญคือ กีฬาเพื่อการสมัครเล่น หรือว่า กีฬาเพื่อความเป็นเลิศที่เรารู้จักกัน ในบรรดาสมาคมกีฬาต่าง ๆ ๖๔-๖๕ สมาคมที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทยในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราจะเห็นว่า ท่านอยากจะพัฒนากีฬาอาชีพ วันนี้บางท่านที่เป็นนักการเมืองอาจจะเห็นความสำคัญ ของกีฬาบางประเภทแล้วเช่นฟุตบอล บางท่านถึงขนาดพยายามที่จะเอากีฬามาเป็น เครื่องมือที่จะขายเพื่อจะให้ได้เสียงของประชาชนให้เข้ามาในสภา แต่ก็ยังไม่เข้าตาประชาชน เพราะประชาชนคิดว่าคนเป็นนักกีฬานั้นอาจจะไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นนักการเมืองหรือ ตัวแทนในสภา เพราะฉะนั้นความสำเร็จของนโยบายกีฬาของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการที่จะเอานักกีฬาเข้ามาเป็นนักการเมือง มาเป็นตัวแทนในสภาจึงไม่ปรากฏ ดิฉันคิดว่า ก็คงจะมีในอนาคตถ้ามีการเตรียมการให้ดี นโยบาย ๒ เรื่องคือ นโยบายเพื่อความเป็นเลิศ นโยบายเพื่อกีฬาอาชีพที่จะสนับสนุนให้นักกีฬา ทั้งนักกีฬาปกติและนักกีฬาผู้พิการ ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองนั้นต้องได้รับการสนับสนุนค่ะ กีฬาทั้งหลายที่เราปรากฏอยู่นี้ มักจะเป็นกีฬาซึ่งเป็นกีฬาสากลหรือเป็นกีฬาซึ่งพูดกันง่าย ๆ ว่าแข่งขันกันทั่วโลก แต่เรา อย่าลืมนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ประเทศไทยก็มีกีฬาซึ่งเป็นกีฬาสำคัญที่อยู่ในภูมิภาค ของเราคือกีฬาซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้าน เราละเลยไม่ได้ค่ะ ท่านประธานคะ เราเห็นไหมคะว่า ในช่วงที่ฤดูการเก็บเกี่ยวเลิกแล้ว น้ำมา ชาวบ้าน ชาวนา ชาวไร่ ที่มีเวลา รวบรวมกัน รวมตัวกันฝึกซ้อมกีฬาที่เรียกว่ากีฬาแข่งเรือยาว ตั้งแต่ภาคเหนือจดภาคใต้ค่ะ ภาคอีสานนะคะ จากภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง เรามีกิจกรรมแข่งเรือยาว เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งในหมู่บ้านและในระหว่างจังหวัด สิ่งอย่างนี้เป็นนโยบายซึ่งรัฐบาล ไม่ควรที่จะทอดทิ้ง ผู้คนเหล่านั้นรักษาวัฒนธรรมและสร้างความสามัคคี สร้างความสุข ให้กับตัวเอง ท่านต้องกำหนดอยู่ในนโยบายการพัฒนากีฬาของท่านด้วยค่ะ

กีฬามวลชนเป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้อง ให้ความสำคัญค่ะ ถามว่าทำไมคะ ดิฉันเป็นคนกีฬาหรืออย่างไรคะถึงจะต้องพูดว่าจะต้อง ให้ความสำคัญ ไม่ใช่ค่ะ เพราะกีฬาไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือแคบ ๆ ที่จะช่วยพัฒนาคน กีฬา ยังเป็นเครื่องมือซึ่งจะช่วยพยุงแล้วก็รักษาสังคมให้อยู่ในสภาพที่มีความสมดุลได้ด้วย อีกไม่กี่ปีนี้ค่ะท่านประธานคะ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมซึ่งอุดมไปด้วยผู้สูงอายุ เราจะต้อง มีการพัฒนากีฬา ซึ่งจะต้องรองรับบุคคลเหล่านั้นให้อยู่อย่างมีความสุข ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง และนั่นแหละคือความสำคัญของการที่จะพัฒนากีฬาเพื่อมวลชน คนแข็งแรงงบประมาณที่ใช้จ่ายในเรื่องของการรักษาพยาบาลก็ลดลง คนมีสุขภาพจิตดี บ้านเมืองก็มีความสุขสงบ ดิฉันคิดอย่างนั้นและเชื่อว่าพวกเราในสภาทุกคนก็คงมีความเห็น ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะฉะนั้นแล้วจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการให้มีการดูแล มีนโยบายที่จะลงไปถึงบุคคลเหล่านั้น ท่านประธานคะ ปัญหาของการพัฒนากีฬาของเรานั้น ชัดเจนที่สุดก็คือว่า ๑. ไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนว่าจะอยู่ตรงไหนของนโยบาย ๒. เรื่องของ งบประมาณจึงเป็นผลตามมา เรามีงานมากมายที่ต้องพัฒนาเยาวชน พัฒนาผู้คน พัฒนา ทั้งผู้สูงอายุ แต่ว่างบประมาณที่ให้กับการกีฬาโดยทั่วไปนั้นน้อยนิดนัก ในนโยบายของท่าน ท่านมุ่งที่จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาค ระดับโลก ใกล้ ๆ นี่แหละค่ะ ท่านประธานคะ จะมีการแข่งขันกีฬาฟุตซอลโลกที่ประเทศไทยเป็น เจ้าภาพ วันนี้สนามกีฬาหลักได้สร้างหรือยังดิฉันก็ยังสงสัยอยู่ กังวลใจค่ะ เมื่อเอาประเทศไทย เป็นตัวตั้งขายออกไปแล้วว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพความพร้อมต้องเต็มที่ การจัด งบประมาณในการสร้างสนามกีฬาต่าง ๆ นั้นควรจัดให้เต็มที่ และให้ได้มาตรฐานทีเดียวกันเลย ถ้าท่านอยากจะเป็นศูนย์การแข่งขันกีฬาในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก ท่านต้องมีสนามกีฬา ที่ได้มาตรฐานเลย ถ้าเป็นสนามกีฬาฟุตบอลก็ต้องมาตรฐานฟีฟ่า ถ้าเป็นสนามเทนนิสก็ต้อง เป็นมาตรฐานไอดีเอส ทำอย่างไรที่จะให้ผู้คนซึ่งอยู่ในภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการกีฬา ของเรา ทุกวันนี้เวลาเราดูฟุตบอลต่างประเทศเราเห็นว่าเอกชนของเราเข้าไปสนับสนุน การพัฒนากีฬาหรือว่าธุรกิจกีฬาของต่างประเทศอย่างชัดเจน ความภาคภูมิใจเรามีนะคะ เวลาที่เราเห็นช้างอยู่บนหน้าอกทีมเอฟเวอร์ตัน เวลาที่เราเห็นเชลซีแล้วมีเครื่องหมายสิงห์อยู่ เวลาที่เราเห็นอักษรของเราอยู่บนเลสเตอร์ ซึ่งเราบอกว่าทำไมเอกชนถึงกล้าไปลงทุน นับแสนนับพันล้านในกิจการของกีฬาในต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรี ของคณะรัฐบาลที่จะต้องจัดการให้เอกชนเหล่านั้นเข้ามาสนใจเข้ามาทุ่มเทเพื่อจะพัฒนากีฬา ของบ้านเราเรื่องของวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่เคยเข้ามาส่งเสริม ท่านประธานคะ รัฐบาลที่ผ่านมานั้นเสียดายโอกาสที่ไม่ได้ให้มีการส่งเสริมจากรัฐวิสาหกิจสู่การพัฒนากีฬาของ เรา นโยบายของท่านต้องเข้ามาค่ะ กีฬาอาชีพ ๑๒ ประเภทของเรานั้นจะต้องได้รับการ ส่งเสริมแบบยั่งยืนกองทุนพัฒนากีฬาอาชีพต้องมั่นคงค่ะ เป็นหน้าที่และเป็นนโยบายของ รัฐบาลนี้ที่จะต้องดำเนินการให้ยั่งยืน กีฬาประเภทไหนยั่งยืนแล้วก็ต้องยืนได้ค่ะ อย่างเช่น ฟุตบอลในวันนี้ ถ้าพูดถึงไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกแล้วนี้นะคะดิฉันคิดว่าน่าจะยืนได้ ด้วยตนเองได้แล้ว ส่งเสริมกีฬาอื่นด้วยค่ะ หน้าที่สำคัญคือทำให้กีฬาเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาประเทศด้วยมากกว่าแค่สร้างความสุข ขอบพระคุณค่ะ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาต ท่านประธานที่จะประท้วงด้วยความเคารพครับ ไม่ใช่ท่านนฤมลนะครับ ผมขออนุญาต ประท้วงท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายก่อนหน้าท่านนฤมลคือท่านนริศ ขำนุรักษ์ นะครับ เพราะว่าถ้อยคำอภิปรายของท่านนริศเองผมเชื่อว่าน่าจะผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาของเรา ท่านนริศได้ให้ข้อมูลว่าในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้บรรจุถ้อยคำเกี่ยวกับการส่งเสริมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระผมเองด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมได้ดูในหนังสือแถลงนโยบายข้อความเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในหน้าที่ ๑๑ ครับ ข้อ ๒.๑ หัวข้อใหญ่คือเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ และเขียนไว้ชัดครับในบรรทัดรองสุดท้าย ขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอ่านนะครับ ทั้งจะส่งเสริมและเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการรู้รักสามัคคีและดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง มีบรรจุไว้ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมอยากให้ท่านนริศได้กรุณาช่วยถอนเพื่อจะได้ไม่ได้บันทึก ไว้ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะไม่เป็นรายงานต่อไป เพราะมีถ้อยคำปรากฏอยู่จริง ๆ ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ กราบขอบคุณ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรื่องท่านนริศนี่ผ่านไปแล้ว ใช่ไหมครับเมื่อกี้นี้ ท่านประท้วงช้าไปนิดแล้วนะครับ ผมก็ลืมไปแล้วด้วย เชิญท่านนั่งเถอะครับ ผ่านไปแล้วครับ ไม่เป็นไรครับ บันทึกไปก็ไม่เป็นไรครับ เชิญนั่งเถอะครับ เชิญท่านอรรถพร พลบุตร ครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายนโยบายในข้อ ๕ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเด็นที่ ๕.๗ ที่มีข้อความระบุไว้ว่า สร้างภูมิคุ้มกัน และเตรียมความพร้อมในการรองรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติธรรมชาติ ที่หน้า ๓๖ ซึ่งมีข้อความ ๒-๓ ประโยคได้ระบุเอาไว้ ว่า จะมีการศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องความจำเป็นของการพัฒนาเขื่อนและเกาะ เพื่อป้องกันกรุงเทพฯ และภาคกลางให้ปลอดภัยจากการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลและการละลาย ของขั้วน้ำแข็งตามสภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น เป็นประโยค ๒-๓ ประโยคที่เรียบ ๆ ดูดีนะครับ แล้วก็แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่มองไกลไปถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะ ๕๐ ปี ๑๐๐ ปีข้างหน้า แต่ประโยคเรียบ ๆ ๒-๓ ประโยคนี้ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้เกิดการคัดค้านอย่างกว้างขวาง ในช่วงเดือน ๒ เดือนที่ผ่านมา เพราะเป็นประโยคที่ไปเชื่อมโยงกับการปราศรัยในช่วง การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศชัดเจนประกาศที่สนามราชมังคลากีฬาสถานบอกว่าถมทะเล ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ดีไหมคะ ขณะเดียวกันก็ได้ประกาศทั้งผ่านสื่อโฆษณาและการปราศรัยหาเสียงในพื้นที่ที่จะ ถมทะเล ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ในพื้นที่สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และสมุทรสาครหรือมหาชัย ผมไม่ได้อยู่ที่สนามกีฬาแห่งนั้นครับ วันนั้นอยู่เพชรบุรี ถ้าผมอยู่ด้วยผมจะบอกว่าไม่เอาค่ะ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์หรือคนที่คิดเรื่องนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศไม่มีความเข้าใจท้องทะเล โดยเฉพาะทะเลของ อ่าวไทยอย่างเพียงพอ ทะเลของอ่าวไทยไม่เหมือนทะเลที่ดูไบ ไม่เหมือนทะเล ที่เนเธอร์แลนด์ ไม่เหมือนทะเลที่กัมพูชา ทะเลอ่าวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่าก้นอ่าวไทย หรืออ่าวไทยตอนบน ซึ่งเริ่มจากจุด ๑๒ องศา ๓๐ ฟิลิปดาเหนือ มาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงนี้มีสถานะสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบวงจรชีวิตและนิเวศวิทยาทางทะเลของอ่าวไทย ทั้งอ่าวทั้งตอนบนและตอนล่าง พื้นที่ ๓-๔ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นแม่กลองของ ส.ส. รังสิมา รอดรัศมี มหาชัยของ ส.ส. นิติรัฐ สุนทรวร นั่งอยู่ตรงนี้ครับ ส.ส. ครรชิต ทับสุวรรณ ทำหน้าที่ ๒ อย่างที่สำคัญในระบบนิเวศวิทยาของทะเลไทยที่อ่าวไทย ๑. แม่น้ำ ๕ สายครับ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำมหาชัย แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง นำตะกอน นำธาตุอาหารลงมาผ่านการสังเคราะห์ของป่าชายเลนในบริเวณ ๓-๔ จังหวัดทางนี้ และกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารสำหรับแพลงตอน (Plankton) พืช แพลงตอนสัตว์ เป็นจุดเริ่มต้น ของห่วงโซ่อาหารเบื้องต้นก่อนจะพัฒนาไปสู่สัตว์น้ำในขนาดต่าง ๆ กัน และในที่สุด ก็กลายเป็นพลวัตทางเศรษฐกิจของพี่น้องชาวประมงนับล้านชีวิตในท้องทะเลอ่าวไทย ยังมีฐานะเป็นสถานผดุงครรภ์สำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ว่าจะปลาทูหรือปลาเศรษฐกิจ เกือบทุกชนิดที่จะมาเติบโตวางไข่บริเวณนี้ครับ และกระจายออกไปหมุนเวียนเป็นพลัง ทางเศรษฐกิจหล่อเลี้ยงชีวิตของคนทะเลทั้งทะเลอยู่ตรงนี้ เราทำลายทะเลตรงนี้ ก็คือการทำลายชีวิตทั้งอ่าวไทยและคน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าทะเลไทยวันนี้เหมือนคนที่สิ้นเรี่ยวสิ้นแรงครับ ถูกใช้งานหนัก มาทั้งชีวิต เราทำการประมง เราตักตวงประโยชน์จากท้องทะเลไม่ว่าจะอ่าวไทยหรืออันดามัน จนสุดที่ท้องทะเลจะผลิตผลผลิตออกมารองรับได้ วันนี้เราจึงต้องมุ่งเข้าไปเยียวยาฟื้นฟูชีวิต ของท้องทะเล จึงเป็นที่มาที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ฝั่งทะเลทั้งหมดร่วมกันเสนอกฎหมาย แก้ไข พ.ร.บ. การประมง เพื่อเพิ่มโทษการลักลอบทำการประมงที่มีการทำลายล้างรุนแรง รวมทั้งขอขยายเขตอนุรักษ์จาก ๓ กิโลเมตรเป็น ๕ กิโลเมตร เพื่อรักษาท้องทะเลเอาไว้ ความคิดที่จะไปกระหน่ำซ้ำเติมให้ชีวิตในอ่าวไทยคือชีวิตของท้องทะเลไทยล้มหายตายจาก ลงไปเป็นความคิดที่วิบัติครับ สิ่งหนึ่งที่เกิดการต่อต้านมากไปกว่านี้ก็คือความหวาดระแวง เขาหวาดระแวงเนื่องจากนอกจากการถมทะเลแล้ว ยังมีโครงการต่อเนื่องที่มีการประกาศไว้ คือการสร้างเมืองใหม่ครับ แล้วจะต้องใช้เงินลงทุนตรงนั้นมากกว่า ๑ ล้านล้านบาท เขาหวาดระแวง เขากลัวว่าเมื่อเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีการลงทุนเป็นล้านล้านบาท มีการจัดสรรเป็นเมือง เป็นย่านธุรกิจ มันจะไปเหมือนเมืองใหม่นครนายก ที่ได้ประกาศสร้าง เมืองใหม่ที่นครนายกแล้วก็มีการจัดสรรค้าขายที่ดิน มีบริษัทอย่างน้อย ๔๑ บริษัทที่ร่ำรวย จากนโยบายตรงนี้ แล้ววันนี้คนนครนายกเขาถามหาว่าเมืองใหม่มันอยู่ตรงไหน เมืองใหม่ นครนายกกลายเป็นเมืองลับแลที่มีแต่ในตำนานและหาเมืองไม่เจอจนถึงทุกวันนี้ เขากลัวจะ เหมือนอีลิท การ์ด (Elite card) ที่ประกาศนโยบายไปทั้งโลก ส่งเสริมการท่องเที่ยวขายบัตร อีลิท การ์ด ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใบจะทำเงินเข้าประเทศ ๑ ล้านล้านบาท วันนี้สิ่งที่เหลืออยู่คือ หนี้สินมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ขายบัตรได้ ๑,๐๐๐ กว่าใบครับ ซีเอ็นเอ็น (CNN) ต้องมา ประกาศทวงหนี้รัฐบาลไทยในยุคนั้น ๑๔๖ ล้านบาท อายขายหน้าไปทั้งประเทศ เขาหวาดระแวงว่าใครเป็นคนคิดโครงการนี้ พอมาปี ๒๕๕๑ ในรัฐบาลของ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช ผู้ล่วงลับ มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งครับ เชิญประธานกลุ่มทุนดูไบ เวิลด์ (Dubai world) มาแสดงวิสัยทัศน์ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ต่อหน้านักลงทุนประเทศไทย จำนวนนับร้อยนับพัน แสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การสร้างท่าเรือ การสร้างเกาะแก่งกลางทะเล และประโยคสุดท้ายที่ประธานดูไบ เวิลด์ซึ่งขณะนี้เกาะของท่าน ล่มสลายไปหมดแล้วครับ จมทะเลไปจนหมดแล้วครับ ขาดทุนย่อยยับเป็นเรื่องที่โด่งดังไป ทั้งโลก ประโยคสุดท้ายที่ประธานกลุ่มดูไบ เวิลด์ได้กล่าวเอาไว้เขาบอกว่าเราจะนำ ประสบการณ์ของเรามาถ่ายทอดให้เป็นประโยชน์กับประเทศไทย เขาก็เลยห่วงกันว่าเรื่องนี้ เกาะที่จะถมทะเล ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ดูไบคิด เพื่อไทยทำ คนทะเลรับกรรมหรือไม่ ฝากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาทบทวน อย่าเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป เพราะถ้าท่านเดินหน้า โครงการนี้ต่อไปท่านจะรู้ว่าพลังของคนทะเลที่เขาต่อสู้รักษาปากท้องหม้อข้าวของเขานี่ มันรุนแรงยิ่งกว่าพลังของคนที่สวมเสื้อทุกสีครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรอง นายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธาน ที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรี ผมต้องขอประทานอภัยบรรดาสมาชิกที่ขึ้นมาขอชี้แจงสั้น ๆ ประเดี๋ยวท่านสมาชิกฟังแล้วท่านผู้ชมทางบ้านฟังผู้อภิปรายแล้วจะสับสน แนวคิด พรรคเพื่อไทยที่จะถมทะเลมันเป็นแนวคิดจากมหาชัยผ่านบางขุนเทียนมาแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการคนละเรื่องกับอ่าวไทย ใครจะรู้จักบางขุนเทียนดีเท่าผม ผมเกิด บางขุนเทียน ผมอยู่บางขุนเทียน และผมโตบางขุนเทียน แนวคิดเรื่องนี้ปรากฏว่าขณะนี้ ทะเลมันรุกตลิ่ง ตลิ่งพังหมด ถ้าจะถมจริงก็ไม่ถึง ๑๐ กิโลเมตร และคิดว่ายาว ๓๐ กิโลเมตร ก็จะได้ที่ ๑๘๐,๐๐๐ ไร่ ไม่กระทบอ่าวไทยคนละเรื่อง ไม่ได้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมันมีต้นไม้เล็ก ๆ ผมไปดูมาแล้ว แล้วผมก็เรียนกับทางพรรคเขาจึงยังไม่บรรจุ เป็นนโยบาย แต่เป็นแนวคิดทำไมประเทศสิงคโปร์เขารีเคลม แลนด์ (Reclaim land) ได้ เขามีแชงกี วัน (Changi one) เขามีแชงกี ทู (Changi two) เขาทำสนามบิน ๑ ๒ เพราะถมทะเล ประเทศเล็ก ๆ คน ๕,๗๐๐,๐๐๐ คน แต่มีคนไปท่องเที่ยว ๓๒ ล้านคน พรรคเพื่อไทยก็คิดครับ แต่ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชนเราถึงทำ ถ้าทำแล้วไม่เกิด ประโยชน์ไม่ทำหรอกครับ และเมื่อสักครู่ท่านพูดว่าดูไบ เวิลด์มาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นั่นท่านอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ความจริงตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้คิดโปรเจกต์อะไรเลยครับ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วก็ไม่มีพ่อค้าพาณิชย์อะไรมากมาย ก็เป็นแต่เพียงว่าไปตั้งวงคุยกัน ฟังความคิดของบิทเทินอีสสิว่าเขาคิดอย่างไร ก็เท่านั้นละครับ ท่านก็ไปไกลไป เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นจริง นี่คือความจริงที่ผมกราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา และสมาชิก และท่านผู้ชมทางบ้าน ขอขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด ศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสอ่านนโยบายของ รัฐบาลทั้ง ๔๔ หน้านะครับ โดยภาพรวมมีความเห็นว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่มี ความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าสามารถดำเนินการตามที่รัฐบาลได้วางนโยบายไว้นะครับ ผมก็พยายามจินตนาการตามไปนะครับว่าเราจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานคร ไปถึงเชียงใหม่ มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานครไปถึงหัวหิน มีรถไฟฟ้าความเร็วสูง จากกรุงเทพมหานครไปถึงนครราชสีมา รวมทั้งจะมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในที่สาธารณะ ที่เราเรียกกันว่า วายฟาย ฟรีนะครับ คือไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย มีระบบสื่อสาร แบบบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงนะครับ โดยภาพรวมก็มองเห็นภาพประเทศไทยที่มี การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญครับ โดยนโยบายแล้วก็มีความเห็นว่าถ้าหากทำได้ก็เป็น สิ่งที่ดีครับ เราในฐานะที่เป็นคนไทยก็มีความปรารถนาดีอยากให้นโยบายดังกล่าวสัมฤทธิผลครับ อย่างไรก็ดีครับ จากการที่ได้ตรวจสอบนโยบายก็มีข้อคิดเห็นเป็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะ บางประการที่จะขออนุญาตฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับ

ประเด็นเรื่องแรก ก็คงเป็นเรื่องของบ้านหลังแรกครับ ที่มีนโยบายว่าจะมี การให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี เป็นระยะเวลา ๕ ปี มาตรการ ดังกล่าวก็จะทำให้รายได้ คิดตัวเลขกลม ๆ คร่าว ๆ รายได้ของภาครัฐจากภาษีเงินได้ก็จะลด ไปประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อหลังต่อปีเป็นระยะเวลา ๕ ปี อย่างไรก็ดีครับ แม้จะมีรายได้ ที่ลดลง แต่ว่าก็อาจจะมีรายได้ที่เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งจากการที่ผู้ประกอบการที่ทำเรื่องของ อสังหาริมทรัพย์บ้านเรือนสามารถขายบ้านได้มากขึ้น ก็จะมีผลตอบแทนจากภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากที่ผู้ประกอบการเรื่องบ้านท่านมีกำไรมากขึ้นก็จ่ายภาษีมากขึ้น รายได้ส่วนนี้ ส่วนหนึ่งก็คงจะไปชดเชยรายได้ส่วนที่เสียไปนะครับ การบริหารจัดการที่เหมาะสมก็จะทำให้ ภาระทางงบประมาณของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ลดลงนะครับ ก็ขอฝากรัฐบาลในเรื่องของ การวางมาตรการที่เหมาะสมครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมใคร่ขอตั้งข้อสังเกตหรือให้เป็นข้อเสนอแนะนะครับ ก็คง เป็นเรื่องของอัตราค่าเงินบาทครับ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายในเรื่องของการขึ้นค่าแรงหรือขึ้น เงินเดือนขั้นต่ำนะครับ โดยภาพรวมก็จะทำให้ต้นทุนสินค้าต่าง ๆ ของประเทศไทยสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ในการค้าระหว่างประเทศก็จะลดลงครับ โดยภาพรวมถ้าหากว่าใช้ค่าเงินที่อ่อนกว่าปัจจุบันนี้สักเล็กน้อยก็น่าจะมีส่วนช่วยรักษา ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการแข่งขันในตลาดโลกได้นะครับ ก็อยากฝากประเด็นเรื่องค่าเงินไว้ด้วยครับ

ประเด็นที่ ๓ รถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลได้วางแผนไว้ มีสายหนึ่งที่เดินทาง จากกรุงเทพฯ ไปถึงนครราชสีมา ถ้าหากว่าจะได้มีการปรับปรุงให้มีการขยายไปจนถึงจังหวัด อุบลราชธานี โดยผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ผมก็คิดว่าน่าที่จะเป็น ประโยชน์มากกว่าครับ เนื่องจากการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา ด้วยความคุ้นเคยของประชาชนที่พวกเราทราบกันก็คงจะเดินทางด้วยรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ ถ้าหากว่ารถไฟความเร็วสูงสามารถขยายไปจนถึงจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี ก็น่าที่จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งในอนาคตถ้าหากจะมีการขยายผ่านไปเชื่อมโยงกับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นลาวหรือเวียดนามก็น่าที่จะช่วยให้ขีดความสามารถใน การแข่งขันของภูมิภาคนี้ดีขึ้น ก็ขออนุญาตฝากประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกันครับ

ประเด็นที่ ๔ ก็คงเป็นประเด็นเรื่องนโยบายเกี่ยวกับไอทีของรัฐบาลครับ รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องไอทีไว้ในข้อ ๓.๖ เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์คือมีเรื่องของ บรอดแบนด์ หรือการสื่อสารความเร็วสูงทั่วประเทศ รวมทั้งวายฟายในที่สาธารณะ อย่างเช่น สถานศึกษา หรือสถานที่ราชการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้ก็ดีเช่นเดียวกันครับ แต่ทว่า ผมคิดว่าในการดำเนินงานของรัฐบาลอาจจะพบอุปสรรคบางประการครับ อุปสรรคอันนี้ อาจจะรุนแรงยิ่งกว่าอุปสรรคที่รัฐบาลเคยพบ รัฐบาลที่แล้วเคยพบในเรื่องของมาบตาพุดครับ ในตอนนั้นมีปัญหาในเรื่องของมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ เรื่ององค์กรอิสระทางด้าน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เรื่องของอีไอเอ (EIA) และเอชไอเอ (HIA) ทำให้มีผลกระทบกับ การลงทุนในเรื่องของมาบตาพุดเป็นเวลาปีเศษ ๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ในเรื่องเกี่ยวกับ เทคโนโลยีในเรื่องไอทีก็มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหาในทำนองเดียวกันเช่นเดียวกัน ปัญหา ที่ว่าก็คือปัญหาในเรื่องของ กสทช. ครับ ก็เป็นที่ทราบกันว่าเรื่องการสรรหา กสทช. มีข้อร้องเรียน มีข้อโต้แย้งค่อนข้างมาก มีการฟ้องร้องไปตามหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้ง ร้องเรียนมาที่กรรมาธิการของวุฒิสภาด้วยเช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการของกระผม คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีโอกาสได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เช่นเดียวกันครับ พวกเราได้พิจารณาข้อมูลด้วยความกังวลนะครับ นอกจากประเด็นเรื่อง ร้องเรียนแล้วเรายังพบประเด็นที่น่ากังวลกว่าที่เรื่องร้องเรียนกันอยู่นะครับก็คือประเด็นที่ว่า กรรมการที่ทำหน้าที่สรรหาหลายท่านอาจจะไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่อง ของการสรรหาหรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าอาจจะมีผู้ชายที่ใช้ชื่อว่า อำเภอ นายอำเภอ นี่นะครับ ท่านมาใช้อำนาจของนายอำเภอ หรือนาย ก มาใช้อำนาจของนายกในการสรรหา ที่กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากว่าเราพบพยานหลักฐานอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๑๔ (๘) ซึ่งกล่าวถึง กรรมการสรรหาท่านหนึ่ง ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างแค่บางประเด็นครับ มาตรา ๑๔ (๘) กล่าวถึงกรรมการสรรหาที่เป็นประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย บทบัญญัติ ของ พ.ร.บ. นะครับบอกว่าประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผมไม่มีเจตนา จะมีอคติต่อเพื่อนพี่น้องที่เป็นคนพิการนะครับ เรามีเจตนาบริสุทธิ์ครับ อยากเห็นตัวแทน ที่แท้จริงของคนพิการทั่วประเทศมาเป็นกรรมการสรรหา กสทช. แต่ว่าสิ่งที่เราพบเราพบว่า บุคคลที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา กสทช. นั้น เป็นบุคคลที่มาจากหน่วยงานที่เรียกว่า สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในแง่ขององค์กรก็เป็นองค์กรคนละองค์กร องค์กรหนึ่งชื่อตามพระราชบัญญัตินะครับ กสทช. บอกว่าเป็นสภาคนพิการทุกประเภท แห่งประเทศไทย แต่หน่วยงานที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหามาจากหน่วยงานที่เรียกว่า สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ส่วนตำแหน่งครับ ตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติระบุว่าเป็นประธาน

(นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษนะครับ ท่านจิตติพจน์ครับ ท่านมณเฑียรประท้วงอะไรครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ภาคอื่นครับ ท่านประธานครับ ผมขอ ประท้วงผู้กำลังอภิปรายนะครับ ท่านได้พาดพิงถึงองค์กรคนพิการซึ่งเป็นองค์กรประสานงาน เชิงนโยบายระดับชาติ เป็นองค์กรที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแพ่ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตครับ ท่านมณเฑียรครับ ทำอะไรให้ท่านมณเฑียรเสียหายไหมครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ การที่ ท่านกล่าวอ้างว่าสภาคนพิการและสมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยเป็นคนละ องค์กรนั้นเป็นความเท็จครับท่านประธานครับ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อพี่น้อง คนพิการทั่วประเทศ ท่านจะกล่าวด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าสิ่งที่ท่านนำมากล่าวนั้น เป็นความเท็จครับ ผมขอให้ท่านถอนคำพูดครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ครับ ด้วยความเคารพ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

สมาคมสภาคนพิการ ทุกประเภทแห่งประเทศไทยนั้นเป็นองค์กรเดียวกัน ลักษณะการเรียกขานไม่ต่างอะไรกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยและสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในลักษณะเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านกล่าวว่าเป็นคนละองค์กรนั้นเป็นความเท็จครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจิตติพจน์ถอนไหมครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ด้วยความเคารพต่อ ท่านประธานครับ หลังจากอภิปรายเสร็จนะครับ จะขออนุญาตมอบเอกสารท่านประธาน และฝากไปถึงคณะรัฐมนตรีนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ต่อพี่น้องคนพิการนะครับ ด้วยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๓ ของ กสทช. ประสงค์จะให้ตัวแทนที่แท้จริงของ คนพิการทั้งประเทศเลยมาเป็นตัวแทนเป็นกรรมการสรรหา พระราชบัญญัติระบุชัดเจนครับ ว่าองค์กรชื่อว่าสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย แล้วตำแหน่งที่จะมาคือประธาน สภาคนพิการนะครับ ตำแหน่งคือประธาน องค์กรคือสภาคนพิการนะครับแต่ปรากฏว่าจาก เอกสารที่เรามีโอกาสได้เชิญบุคคลที่มาเป็นกรรมการสรรหามาที่คณะกรรมาธิการของเรานะครับ เอกสารที่ท่านแจ้งต่อเราก็คือตำแหน่งของท่านเป็นนายกสมาคม หน่วยงานของท่าน คือสมาคมสภาคนพิการนะครับ ในแง่ของหน่วยงานไม่ตรงกันครับ หน่วยงานหนึ่งคือ สภาคนพิการตามพระราชบัญญัติแต่หน่วยงานที่มาทำหน้าที่สรรหาเป็นหน่วยงานที่ชื่อว่า สมาคมสภาคนพิการ สภาคนพิการกับสมาคมสภาคนพิการย่อมไม่เหมือนกัน ตำแหน่ง ประธานสภากับตำแหน่งนายกสมาคมสภาก็เป็นคนละตำแหน่งกัน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านมณเฑียรครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ คือท่านจะทราบ โดยมีเจตนาใดก็แล้วแต่นะครับ แต่เป็นที่ทราบกันทั่วบ้านทั่วเมืองนะครับว่าสภาคนพิการ ทุกประเภทแห่งประเทศไทยและสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยเป็น องค์กรเดียวกันครับ หรือท่านจะบอกว่าท่านไม่ทราบนะครับ และผมคิดว่าในทำนองเดียวกันครับ ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามองค์กรอื่นที่อยู่ในลักษณะคล้ายคลึงกัน สมาคมสภาสังคม สงเคราะห์แห่งประเทศไทยกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเป็นองค์กรเดียวกันครับ เวลาเราจดทะเบียนตามกฎหมายนี่มีฐานะเป็นสมาคม แต่ชื่อที่เรียกและเป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไป หนังสือเข้า หนังสือออก หน่วยราชการทั่วประเทศทราบกันดีครับข้อนี้ท่าน ย่อมทราบนะครับ การที่ท่านบอกว่าเป็นคนละองค์กร แล้วท่านก็พูดหลายรอบในสภาแห่งนี้ นี่ผมคิดว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนพิการครับ แล้วคนพิการเสียหายครับ ขอท่านได้กรุณา ถอนคำพูดครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจิตติพจน์ครับ กรุณา เถอะครับ จะได้จบ ๆ ครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ด้วยความเคารพ ต่อท่านประธานครับ ด้วยสามัญสำนึกของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย ผมต้องขอเรียนจริง ๆ ครับ ผมมีเอกสารอยู่ในมือนะครับ เป็นเอกสารที่ได้รับจากสมาคม สภาคนพิการนะครับ แล้วก็ขออนุญาตมอบท่านประธานครับ ในเอกสารฉบับนี้นะครับ เขียนบอกว่าองค์กรชื่อสมาคมสภาคนพิการ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวท่านมอบ เลยครับ ไม่ต้องอ่านครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

เหลือเวลา สั้น ๆ นะครับ ก็คือประเด็นองค์กรอื่นที่เป็นกรรมการสรรหานี่นะครับ มีปัญหาในทำนอง เดียวกันหลายองค์กรนะครับ ก็คือเกือบใช่กรรมการสรรหานะครับ เกือบใช่นะครับ เกือบใช่ แต่ไม่ใช่อำนาจของกรรมการสรรหา ซึ่งตาม พ.ร.บ. ปกครอง มาตรา ๑๒ กล่าวไว้ว่า เจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจทางปกครองต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เรื่องนั้นโดยตรง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ จบนะครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

ครับ ขออนุญาต มอบเอกสารครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านภราดร ปริศนานันทกุล ครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ที่ให้โอกาสผมได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลที่วันนี้ได้แถลง ต่อรัฐสภา ผมเรียนกับท่านประธานในเบื้องแรกครับว่า ผมเชื่อว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไป พี่น้องประชาชนทั้งประเทศคาดหวังจากรัฐบาล พี่น้องคนไทยทั้งประเทศทั้งคนที่สนับสนุน พรรคเพื่อไทยและคนที่ไม่ได้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยคาดหวังจากรัฐบาลนี้ว่ารัฐบาลนี้ จะเดินหน้าประเทศไทยไปสู่ความปรองดองและเดินหน้าประเทศไทยไปสู่ความสันติ เพราะเขามีความรู้สึกครับว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ๔-๕ ปีตั้งแต่ก่อนมีการรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งถึงขณะนี้ ประเทศของเราไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปในทิศทางไหน ได้เลย รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าเข้ามาเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ แต่ทุกรัฐบาลจะต้อง ประสบกับปัญหาและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็คือการแก้ไขปัญหาในเรื่องของผู้ชุมนุม ทางการเมือง ผู้ชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา จนทำให้รัฐบาล ไม่สามารถที่จะเดินหน้าประเทศไปได้ ตั้งแต่รัฐบาลสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช ก็เผชิญกับ กลุ่มเสื้อเหลือง หลังจากนั้นรัฐบาลท่านสมชายเช่นเดียวกันเผชิญกับกลุ่มเสื้อเหลือง หลังจากนั้น รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ต้องใช้สรรพกำลัง ใช้เวลาทั้งหมดในการที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องการชุมนุมของกลุ่มพี่น้องคนเสื้อแดง จะเห็นได้ว่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้นประเทศไทย ไม่สามารถที่จะเดินหน้าแล้วก็ขับเคลื่อนนโยบายที่มีประโยชน์กับประเทศ เมื่อวานนี้ผมได้มี โอกาสอ่านนโยบายของรัฐบาล ๔๔ หน้า และเช่นเดียวกันได้มีโอกาสนั่งฟังนายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภา ผมเชื่อมั่นครับว่าถ้าหากรัฐบาลนี้สามารถที่จะเดินหน้านโยบาย ทั้ง ๔๔ หน้าได้ประเทศนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ท่านประธานครับ เราไม่สามารถ ที่จะเดินหน้าในเรื่องของนโยบายได้เลยถ้าเราไม่สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งที่เคย เกิดขึ้นในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่านโยบายจะดีแค่ไหน ไม่ว่าคนที่จะเข้ามาบริหารจะมี ความเก่งกาจมากน้อยแค่ไหน เราไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้ ก็อย่างที่ผมได้กราบเรียน เวลาทั้งหมด สรรพกำลังทั้งหมด มันสมองทั้งหมดจะต้องไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แก้ไข ปัญหาทางด้านการเมือง แก้ไขปัญหากับพี่น้องที่มาชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ผมดีใจนะครับ ผมดีใจที่เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคมก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครับ ท่านนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้รับฉันทามติจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้สมัคร ส.ส. อันดับหนึ่งในระบบบัญชีรายชื่อของ พรรคเพื่อไทย ท่านได้ประกาศในวันนั้นครับว่าท่านเข้ามา ท่านไม่ตั้งใจที่จะมาเล่นการเมือง ท่านตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขและไม่แก้แค้น ผมเชื่อว่าวันนั้นเป็นสัญญาณบอกกับ พี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่า เป็นสัญญาณบวกและเป็นสัญญาณที่ดีต่อประเทศนี้ว่าเราจะ ก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ผมดีใจยิ่งกว่านั้นที่เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสเปิดดูนโยบาย ของรัฐบาล นโยบายเร่งด่วนข้อที่ ๑ เลยครับ เป็นนโยบายเรื่องการสร้างความปรองดอง การสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ เป็นนโยบายข้อที่ ๑ เป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล ซี่งผมต้องชื่นชมกับคณะรัฐมนตรีและชื่นชมกับท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่าน ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนข้อที่ ๑ แต่ผมก็บอกกับท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหมดครับ ว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นและจะนำพาประเทศไปสู่ความสันติได้นั้นจะต้องไม่เป็น ความปรองดองแต่ปาก จะต้องเป็นความปรองดองที่เกิดขึ้นจากการกระทำของทุกฝ่าย โดยเริ่มต้นจากคณะรัฐมนตรีก่อน ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ ความปรองดองจะไม่มี ทางเกิดขึ้นเลยถ้าปากคำหนึ่งพูดปรองดอง แต่อีกคำหนึ่งก็ไปใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามว่า พวกเผาบ้านเผาเมือง เช่นเดียวกันครับความปรองดองก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยถ้าคำหนึ่งพูด ปรองดองอีกคำหนึ่งไปใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่าฆาตกรมือเปื้อนเลือด สั่งฆ่าสังหารหมู่ประชาชน ผมคิดว่าคำพูดเหล่านี้และความคิดเหล่านี้จะต้องยุติครับ ไม่มีการให้อะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า การให้อภัยหรอกครับ ผมเรียกร้องทุกฝ่ายเดินหน้าสู่ความปรองดองให้อภัยกันเถอะครับ ผมเชื่อว่าเมื่อทุกฝ่ายให้อภัยกันเราสามารถที่จะเดินหน้าก้าวข้ามวิกฤติไปด้วยกันได้

นโยบายข้อที่ ๑.๑.๓ ครับ รัฐบาลเขียนเอาไว้ว่า จะสนับสนุนให้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ผมเข้าใจว่าเป็นคณะกรรมการชุดอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ผมเห็นด้วยและผม ก็สนับสนุนแนวความคิดของรัฐบาลที่จะสนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระ ซึ่งถูกแต่งตั้ง โดยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ทำหน้าที่ต่อไป ได้ทำหน้าที่สืบหาความเป็นจริง ที่มันเกิดขึ้นต่อไป แต่ผมกราบเรียนกับท่านประธานถึงคณะรัฐบาลว่าคณะกรรมการอิสระ ชุดนี้ ท่านจะต้องปล่อยให้เขาทำหน้าที่อย่างอิสระ ท่านอย่าเข้าไปแทรกแซงการทำงานของเขา และที่สำคัญท่านต้องส่งสัญญาณบอกไปถึงกลุ่มชุมนุม กลุ่มชุมนุมทางการเมืองทุกกลุ่ม ในประเทศนี้ว่าอย่าไปแทรกแซงการทำงาน หรืออย่าไปกดดันการทำงานของคณะกรรมการ อิสระชุดนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อข้อพิสูจน์ออกมา เมื่อข้อสรุปของกรรมการชุดนี้ออกมาจะเป็นที่ ยอมรับของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดเป็นข้อสำคัญอยากจะฝากกับรัฐบาลครับว่า ผมอยากจะให้ข้อสรุปของคณะกรรมการ คอป. นี่สรุปเป็นบทเรียน สรุปเป็นบทเรียนเพื่อให้ สังคมในอนาคต เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้ากันระหว่าง ๒ ฝ่ายแบบนี้ วิธีการที่เคยปฏิบัติมาของทั้ง ๒ ฝ่ายไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ให้ทุกฝ่ายได้ เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้สังคมได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าจะเอาข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ไปเป็นเครื่องมือ เครื่องมือในการที่จะไป ประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วก็ไม่มีประโยชน์อีกเช่นเดียวกันที่จะ เอาข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ไปปูนบำเหน็จให้กับบุคคลที่อยู่ฝ่ายตัวเอง ผมขอร้องกับ ทางรัฐบาลให้เอาข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้เป็นข้อศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต วันข้างหน้าและเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นทุกฝ่ายต้องตั้งสติและ เดินหน้าแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝากไปถึงทางรัฐบาลก็คือว่าช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา พวกเราประชาชนทั้งประเทศประสบกับความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีคำหนึ่งที่ทำให้ พี่น้องประชาชนคนไทยครึ่งค่อนประเทศรู้สึกเจ็บช้ำและรู้สึกเสียใจ คำนั้นสั้น ๆ ครับคือคำว่า ๒ มาตรฐาน คนที่เสียใจและคนที่บอบช้ำกับคำว่า ๒ มาตรฐานที่สุดคนหนึ่งในประเทศนี้คือ คนที่นั่งอยู่ด้านบนด้านซ้ายมือท่านประธานคนที่หนึ่งครับ คือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเจ็บปวดกับคำว่า ๒ มาตรฐาน ท่านรู้ว่าคำนี้นี่มันทำให้ท่านและชีวิตของท่านเป็นอย่างไร ผมอยากให้ท่านเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และผมไม่อยากให้สังคมนี้เดินหน้าต่อไปด้วยคำว่า ๒ มาตรฐาน ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้บังคับใช้กฎหมายให้กับผู้คนทั้งประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ผมอยากให้รัฐบาล ชุดนี้ลบคำว่า ๒ มาตรฐานออกไปจากสารบบของประเทศไทย ผมฝากกับรัฐบาลชุดนี้ ไว้เพียงสั้น ๆ ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ อย่างที่บอกไปเมื่อสักครู่ก็คือข้อสรุปของคณะกรรมการอิสระ ขอให้ข้อสรุปของคณะกรรมการอิสระเป็นบทเรียนของสังคมในวันข้างหน้า

ประเด็นที่ ๒ เรื่อง ๒ มาตรฐานอย่าให้เกิดขึ้นในสังคมนี้อีก ไม่ทันไรเลยครับ ท่านประธาน ไม่ทันไรเลยครับ รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำงานเลยครับ ในหลายจังหวัด ในหลายพื้นที่ก็มีแล้วครับ มีการไปเคลื่อนไหว มีการไปขับเคลื่อน ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ใช่เป็นการสั่งการ ของท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่เชื่อว่าเป็นการสั่งการของรัฐบาลชุดนี้ มีกลุ่มคนที่เรียกว่าชมรม เสียงสตรี พยายามใช้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลครับ เรื่องเงินสนับสนุนกลุ่มสตรี จังหวัดละประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ไปแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง มีการออกใบสมัคร มีการแถลงถึงจุดยืนของชมรมเสียงสตรีที่อยู่ในมือของผม ซึ่งผมจะ ส่งมอบให้กับท่านประธาน แล้วก็ส่งผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานในส่วนที่ท่านรับผิดชอบ กลุ่มสตรีทุกวันนี้อยู่ในการกำกับดูแลของ กรมพัฒนาชุมชน อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านกำกับดูแลโดยตรง และผมเชื่อว่าท่านควรจะต้องไปสะสางเรื่องนี้ เป็นการให้ใบสมัครสมาชิก แล้วก็พูดกันเสียง ดัง ๆ ว่าสมัครสมาชิกให้เป็นสตรีเสื้อแดง แล้วจะได้เงินสนับสนุน ๑๐๐ ล้านบาทไปตั้งกลุ่ม อย่างนั้น ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลตั้งใจที่จะเป็นรัฐบาลของ คนทุกคนในประเทศนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลของกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่งเท่านั้น ผมฝาก รัฐบาลเพียงแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้น

และในท้ายที่สุด ผมหวังว่าชัยชนะอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผมหวังว่าชัยชนะครั้งนี้ท่านจะแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะของ ประเทศไทย แล้วท่านจะแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะของคนไทยทั้งประเทศ ท่านจะเป็น นายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีของกลุ่มบุคคลใด กลุ่มบุคคลหนึ่ง ผมคาดหวังและผมเชื่อมั่นว่าประชาชนทั้งประเทศก็คาดหวัง แล้วก็อยากจะ เห็นบ้านเมืองก้าวหน้า แล้วก็ก้าวพ้นความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ผมขอถือโอกาส ในท้ายที่สุดเป็นกำลังใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ จากนี้ไป เราจะเปลี่ยนบรรยากาศการอภิปรายนะครับ เดิมทีเดียวเราอภิปรายทีละท่านสลับกัน จากนี้ไปจะเป็นทีละกลุ่มครับ วิปได้ตกลงกันว่าจะเป็นกลุ่มละประมาณ ๓๐ นาที ก็จะสลับกันระหว่างกลุ่มสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกฝ่ายค้าน ในชั้นต้นนี้กลุ่มละประมาณ ๓๐ นาที กลุ่มแรกเป็นของสมาชิกวุฒิสภานะครับ ประกอบไปด้วย ท่านสุรชัย ชัยตระกูลทอง ท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านตวง อันทะไชย ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ก็จะเป็นกลุ่มของวุฒิสมาชิกนะครับ เสร็จแล้ว พอท่านอภิปรายจบ ๓๐ นาทีถัดไปก็จะเป็นกลุ่มฝ่ายค้าน ก็จะมีท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เชิญกลุ่มสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ ๑ เลยครับ ประทานโทษ ในนี้เขียนแค่ ๓ ท่านของฝ่ายค้านนะครับ กลุ่มที่ ๑ ฝ่ายค้านมี ๓ ท่านเชิญท่านสุรชัย ชัยตระกูลทอง ครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองนั้นได้ฟังแถลงนโยบายจากท่านนายกรัฐมนตรี ในเมื่อเช้าเมื่อวานนี้และได้นำคำแถลงนั้นมาศึกษาได้อ่านดูก็รู้สึกดีใจแทนคนภาคตะวันออก และจังหวัดชลบุรี รวมถึงนักลงทุน การท่องเที่ยว นักอุตสาหกรรม ตลอดจนด้านการขนส่ง ในหัวข้อด้านนโยบายโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาระบบรางเพื่อขนส่งมวลชนและการบริหาร จัดการระบบขนส่งและบริการ ใน (๓) ว่า ศึกษาและพัฒนาขยายทางรถไฟสายแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ต่อจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังจังหวัดชลบุรีและพัทยา สิ่งที่ผมดีใจ และประทับใจก็คืออีกครั้งหนึ่งเพราะว่าเรื่องนี้ได้พูดกันมาถึงรัฐบาล ๔ รัฐบาลที่ผ่านมาแล้ว จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี้เป็นรัฐบาลที่ ๕ ได้มีโครงการเขียนอยู่ตลอดในนโยบาย ให้ทำการศึกษาด้านการขนส่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงไปยังจังหวัดชลบุรี พัทยา จังหวัดระยอง หรือถึงจังหวัดจันทบุรี แต่วันนี้ได้ใช้ของเรื่องต่อยอดจากแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ไปยังจังหวัด ชลบุรีและพัทยา ผมเองนั้นก็ดีใจอีกครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่มั่นใจว่าในนโยบายที่แถลงไว้ได้เขียนไว้นี้ จะสามารถลงมือทำการศึกษาอย่างจริงจังได้หรือไม่ สิ่งนี้ก็ต้องฝากกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไว้นะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมขอสนับสนุนว่าท่านได้เขียนได้ถูกต้อง ด้วยเหตุผลดังนี้นะครับว่า การพัฒนาด้านระบบเครือข่ายคมนาคมมวลชนโดยจากแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ไปยังจังหวัด ชลบุรี พัทยา เป็นการพัฒนาตามทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้พัฒนาไป ตามพื้นที่ที่มี ส.ส. ของพรรคนั้นอยู่พรรคนี้อยู่ อันนี้ผมขอสนับสนุนและเห็นด้วย ถึงแม้จังหวัดชลบุรีไม่มีพรรคเพื่อไทยแต่การพัฒนาครั้งนี้เป็นการพัฒนาไปตามทิศทาง การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์อีกอันหนึ่งท่านทราบไหมว่า ถนนพระรามเก้าไปยังสนามบินสุวรรณภูมิทั้ง ๒ ช่องทางไม่น้อยกว่า ๑๒ ช่องทาง วันนี้ หนาแน่นมาก แล้วก็จากสุวรรณภูมิไปถึงพัทยาประมาณ ๑๐ ช่องทางก็หนาแน่นไปด้วย รถบรรทุกและรถท่องเที่ยว ทั้งรถส่วนตัว ถ้าในวันนี้ที่ท่านได้เขียนว่าท่านจะศึกษา แล้วท่าน ได้ทำการศึกษาในระยะเวลา ๑ ปีหรือ ๒ ปี แล้วเอาความร่วมมือนั้นจากประเทศญี่ปุ่น ใช้ระบบพีพีพี (PPP) ความร่วมมือระหว่างกัฟเวิร์นเมนท์ (Government) รัฐบาลกับเอกชน นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นพร้อมมากที่จะมาสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทาง ดังกล่าว แล้วก็อนุมัติสร้างให้ได้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์จะได้ขยาย ความเจริญลงไปยังภูมิภาค ไม่ใช่ให้รถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นกระจุกตัวอยู่ใน กทม. เท่านั้น ใน กทม. ไม่ว่าคู่สายสีอะไรทุกเส้นทางนั้นเกิดขึ้นหมด แต่ภูมิภาคพูดมาเป็นเวลา ๘ ปีไม่เคย เกิดขึ้นเลย ดังนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางแรกในภูมิภาคที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะผลักดันและสนับสนุนอย่างจริงจังนะครับ

อีกประการหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็คือว่าการลงทุน การลงทุนก็จะ เกิดขึ้นมากไม่ว่านักลงทุนต่างชาติเมื่อเห็นระบบโครงข่ายการคมนาคมที่สะดวกและมีความ คล่องตัวก็จะย้ายฐานการลงทุนมาเลือกประเทศไทย โดยเฉพาะฝั่งจังหวัดชลบุรีและจังหวัด ระยองเป็นพื้นที่ที่ลงทุน ประทานโทษครับท่านประธาน ผมมี ๘ นาทีนะครับ

คราวนี้อีกอันหนึ่งนะครับก็คือว่าสิ่งหนึ่งก็จะสอดคล้องกับด้านพลังงาน ที่นโยบายรัฐบาลได้พยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง อันนี้ก็จะทำให้เกิดประโยชน์นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะต้องฝากทางรัฐบาลก็คือว่าท่านจะต้องไปตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๕ ไว้ด้วย มิฉะนั้นนโยบายที่เขียนไว้อาจจะไม่บังเกิดผล เพราะว่า ในงบประมาณดังกล่าวในรัฐบาลที่แล้วไม่ได้บรรจุไว้ ฉะนั้นก็ขอฝากรัฐบาลปัจจุบันนี้ด้วยนะครับ

ประการที่ ๒ ที่ผมเองก็จะขออนุญาตนำเรื่องราวจากเพื่อนสมาชิกของผม ท่านหนึ่งนะครับ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาเราแห่งนี้คือท่าน ส.ว. วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ ส.ว. จังหวัดลพบุรี ท่านเองก็ได้ฝากประเด็นด้านสังคมในข้อ ๔.๕ นะครับ พูดถึงว่า นโยบาย ความมั่นคงของชีวิตและสังคม ซึ่งวันนี้ท่านเป็นห่วงเรื่องเยาวชนไทยมากนะครับว่า เยาวชน ไทยเราวันนี้ไม่เหมือนกับในอดีตนะครับ มีปัญหาทางสังคมไม่ว่าการยกพวกตีกัน มีแก๊งซิ่ง รถจักรยานยนต์ หรือการติดด้านอบายมุขเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเยาวชนนั้นเป็นกำลังของชาติ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ได้ไปสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนไทยในยุคปัจจุบันนี้ได้เข้าถึงความรักพ่อแม่ ความ รักพี่น้อง ความรักเพื่อนคนไทยด้วยกัน ความรักความก้าวหน้า ความรักความมั่นคง ความรัก ของวงศ์ตระกูล ตลอดจนก็จะรักประเทศชาติและบ้านเมือง อันนี้ก็จะเป็นกำลังสำคัญที่จะ นำมาซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในอนาคตด้วยนะครับ แล้วก็ในขณะเดียวกันในเรื่อง สังคมเยาวชนนั้นคงจะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดูไม่ได้ กระทรวงใดที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่า ทุกกระทรวงนั้นจะต้องให้ความสำคัญและยื่นมือเข้าไปช่วยกันดูแล รวมถึงทั้งผู้ปกครองเอง ครู อาจารย์ สถานที่การศึกษาต่าง ๆ นั้นก็ต้องช่วยกันด้วยนะครับ

ในประการที่ ๓ ผมเองก็ได้รับหนังสือร้องเรียนจากสหพันธ์ขนส่งทางบก แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับรัฐบาลในอดีตเคยส่งเสริมให้ใช้พลังงานทางเลือกก็คือพลังงาน ธรรมชาติเอ็นจีวี อดีตนั้นได้มารณรงค์ ไม่ว่าจะ ปตท. ก็ดี ไม่ว่าจะกระทรวงพลังงานก็ดี ไปรณรงค์รถบรรทุก รถบัส ใน กทม. ให้ยกเครื่องยนต์ดีเซลออก เอาเครื่องยนต์เอ็นจีวีใส่ลงไป เพื่อจะทำให้กรุงเทพฯ เราสะอาด เป็นพลังงานสะอาด แต่สุดท้ายผู้ประกอบการเดินรถ ทั้งหลายนั้นก็ได้รับความเสียหายจากการที่นำเครื่องยนต์มาดัดแปลงกับรถที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ เอ็นจีวีโดยตรง แต่วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออีซูซุก็ดี ยี่ห้อฮีโน่ก็ดีได้ผลิตเครื่องยนต์เอ็นจีวีขึ้นมา ซึ่งมีเสถียรด้านคุณภาพนั้นสูงมาก การใช้งาน ไม่เกิดปัญหาใด ๆ จึงทำให้ผู้บริโภคหรือในตลาดการขนส่ง หรือผู้ใช้รถทั่วไปหันไปซื้อรถยนต์ รถบรรทุกใช้พลังงานแก๊สเอ็นจีวีจำนวนมาก ซึ่งยอดซื้อในขณะนี้เอง ถ้าเป็นรถบรรทุกขึ้นไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดการณ์ว่าปลายปีหรือต้นปีหน้าจะเป็นเอ็นจีวีถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และดีเซล ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เองครับที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผู้ใช้รถ ผู้ที่อยู่ในภาค เศรษฐกิจเขาไม่ได้รู้ว่า ขอนิดหนึ่งนะครับท่านประธานครับ จะสรุปจบแล้ว เขาไม่รู้ว่าเขาซื้อ มาแล้วนี่เขาไม่มีสถานีแก๊สเอ็นจีวีเติม ก็จึงต้องฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปดูนะครับ เพราะเป็นความเดือดร้อนของผู้ใช้รถจริง ๆ ผมเองก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ครับ

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัด กาฬสินธุ์ ภาคอีสาน ต้องขอแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ได้ ส.ส. จากภาคอีสานทั้งสิ้น ๑๐๔ ท่านจากการแบ่งเขตและจากบัญชีรายชื่อ ภาคอีสาน ที่เลือกท่าน ๗,๒๐๐,๐๐๐ กว่าท่านนะครับ เทียบเป็น ๔๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นท่านได้จาก ส.ส. สัดส่วน ๒๘ ท่านจากภาคอีสาน นะครับ ดังนั้น ๑๓๒ คน ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติที่คนภาคอีสานเลือกท่านมาเป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาลนะครับ ผมอยากฝาก ทำไมผมเน้นคำว่า ภาคอีสาน ภาคอีสานถูกทอดทิ้งละเลย มานานนะครับ คนอีสานของกระผมเป็นคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว งบประมาณที่เราได้ ในช่วงที่ผ่านมาต่อหัวน้อยกว่าโดยเฉลี่ยของทั่วประเทศ ประชากร ๑ ใน ๓ พื้นที่ ๑ ใน ๓ แต่รายได้เพียง ๑ ใน ๑๐ ของคนในกรุงเทพมหานครเท่านั้นนะครับ คนอีสานคงจะขอ โอกาส

ประเด็นที่อยากฝากก็คือตามนโยบายของรัฐบาลเรื่องการส่งเสริมให้มี การจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดการขยายเขตในพื้นที่ชลประทานนะครับ พื้นที่ ชลประทานในภาคอีสานเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดในประเทศไทยนะครับ ซึ่งเรามีพื้นที่มาก จริง ๆ แล้วอีสานมีพื้นที่ ๑ ใน ๓ สามารถเป็นครัวโลก ครัวของประเทศไทยได้ คงต้องฝากว่า จัดสรรงบประมาณทำเป็นเมกะโปรเจกต์ลงไปในภาคอีสาน อาจจะ ๑๐ ปี ใช้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อสร้างศักยภาพให้กับคนอีสานของกระผมนะครับ นโยบายศึกษา และพัฒนารถไฟความเร็วสูง อ่านแล้วก็อยากจะให้ท่านเพิ่มนะครับ สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา นครราชสีมาไปอยู่แค่ต้นทางนะครับ ต้องต่อไปถึงหนองคายเชื่อมไป ที่ลาวและจีน เราจะได้นักท่องเที่ยวจากจีนมหาศาลนะครับ แล้วถ้าเป็นไปได้ก็เชื่อมไปที่ อุบลราชธานี ไม่อยากให้ไปแค่กรุงเทพฯ-หัวหิน ก็ต้องลงไปเพื่อการกระจายไปอยู่ให้เกิด ความทัดเทียมในทั่วทุกภูมิภาคนะครับ เนื่องจากเวลาน้อยนิดนะครับ คงจะขอฝาก อีกเรื่องหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำบรรจุให้เป็น วาระแห่งชาติ เรื่องการลดอุบัติเหตุและการสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรให้เหลือน้อยที่สุดนะครับ เราละเลยมานาน ประเทศไทยอุบัติเหตุเกิด คนตายเกือบจะมากที่สุดในโลกก็ว่าได้นะครับ ท่านบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาตินะครับ ทำอย่างไรการบังคับใช้กฎหมายให้จริงจัง ทำอย่างไร คนขับรถเมาแล้วยังขับยังมีอยู่ตลอดเวลา ขอให้มีการเข้มงวด โดยเฉพาะรถโดยสาร สาธารณะนะครับ ทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวไทยนะครับ ประชานิยมเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ต้องให้พอดีและเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับพี่น้อง ของชาวไทยเรา ไม่อยากให้เป็นการประชานิยมเพื่อเสพติดนะครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ให้เกิดศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคตนะครับ ฝากไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลนะครับ

ท้ายที่สุดนะครับ ก็คงจะขอให้กำลังใจพรรครัฐบาลนะครับ โดยมี พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ท่านคงจะต้องทำงานหนักนะครับ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความมีประสิทธิภาพ เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนชาวไทยและความเจริญ ของประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เนื่องจากมีเวลาน้อยนิด ผมขอสรุปรวบรัดดังนี้ครับ เท่าที่ผมได้ศึกษาร่างนโยบาย ของรัฐบาลตลอด ๔๔ หน้า ๘ หมวดนั้น ผมพบว่ามีสิ่งที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง คือมิได้มีคำว่า พุทธศาสนา เอาไว้ในร่างนโยบายนี้เลยแม้แต่คำเดียว เป็นสิ่งที่ทำให้ผม แปลกใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าทางรัฐบาลจะเขียนไว้ในหมวด ๔ ข้อ ๔.๔ ว่าด้วยเรื่องของ นโยบายศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม แต่ก็เป็นการกล่าวเพียงกว้าง ๆ เท่านั้น ผมเข้าใจว่า ทางรัฐบาลพยายามที่จะหลีกเลี่ยงคำว่า พระพุทธศาสนา เพราะว่าเป็นคำที่มี ความละเอียดอ่อน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะครับ จริงอยู่ครับว่ามีศาสนาที่ได้รับการรับรอง ในประเทศไทยนั้นหลายศาสนา แต่อย่าลืมครับว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งแม้จะไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ก็มีพูดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๕ มาตรา ๗๙ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งผมเห็นว่า มีความสำคัญและมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันนั้นมีภัยที่มาคุกคาม ถึงความมั่นคงของพระพุทธศาสนานั้นมากมายเหลือเกินทั้งที่เป็นภัยภายนอกและภัยภายใน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจำเป็นที่จะต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ผมจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่รัฐจะต้องตราพระราชบัญญัติหรือกฎหมายพิเศษขึ้นมาฉบับหนึ่ง ชื่อว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกิจการพระพุทธศาสนา หรือทางรัฐบาลจะตั้งชื่อ อย่างไรก็สุดแล้วแต่ครับ ท่านประธานครับ กิจการพระพุทธศาสนานั้นถ้าจะกล่าวโดยสรุปนั้น มีกิจการกว้างขวางมากมายเหลือเกินสรุปได้พอสังเขปก็คือเกี่ยวกับศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ ศาสนพิธี ศาสนิกชน ศาสนทายาท ศาสนศึกษา และที่สำคัญที่สุดก็คือศาสนธรรม ทางสงฆ์นั้นโดยทั่วไปท่านจะใช้พระธรรมวินัยในการกำกับดูแลพระสงฆ์ด้วยกัน แต่อย่าลืม ครับว่ามีภัยที่มากระทบถึงความมั่นคงของพุทธศาสนานั้นมากมายอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ซึ่งเราจะปล่อยให้พระสงฆ์ท่านใช้พระธรรมวินัยในการกำกับดูแลพระสงฆ์ด้วยกันเองนั้นคงจะ ไม่เพียงพอ ในปัจจุบันนั้นประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งมีไว้เพื่อกำกับในการ ปกครองดูแลคณะสงฆ์มีอยู่เพียง ๔๕ มาตรา ตราขึ้นมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เป็นการยกเลิก ฉบับปี ๒๔๘๔ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและยุคสมัยทั้งทางด้านการเมือง สังคม แล้วก็เศรษฐกิจ โลกมีความเปลี่ยนแปลงพลิกผันไปมากมายเหลือเกินจึงไม่เพียงพอ ที่จะให้ใช้พระธรรมวินัยในการปกครองดูแลคณะสงฆ์เพียงอย่างเดียวเพื่อที่จะดูแลพระสงฆ์ ๓๐๐,๐๐๐ รูป วัด ๓๐,๐๐๐ วัดและฆราวาสอีกกว่า ๖๐ ล้านคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการ ของพระพุทธศาสนา เราจะได้พบเห็นกิจกรรมที่ผิด ๆ แปลก ๆ มากมายนะครับ การขาย พระวางขายพระตามพื้นตามทางเดินต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็น ๓ ประการที่ผม ขอเรียนเสนอไว้เป็นนโยบาย ๓ ประการ ๑. คือการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครอง กิจการพระพุทธศาสนา และอันที่ ๒ คือรัฐบาลควรจะมีกองทุนพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้พุทธบริษัทและพระสงฆ์เดินทางไปกราบนมัสการแดนพุทธภูมิ สังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดียและประเทศเนปาล และอันที่ ๓ คือ ควรจะสนับสนุนให้มีการสร้าง พุทธมณฑลประจำจังหวัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้ง ๓ ประการนี้ผมขอกราบเรียนว่า ชาวพุทธ ๖๐ ล้านคนรอคอยมานับ ๑๐ ปี ท่านจะเห็นทางสวรรค์กรุณาบรรจุสิ่งที่ผมนำเรียน เสนอนี้ไว้ในร่างนโยบายของรัฐบาลเพื่อที่จะดำเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับ

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษนะครับ มีประท้วงครับ เชิญท่านวิชาญ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภา ท่านประธานครับ สักครู่เพื่อนสมาชิกเอง ได้อธิบายความในส่วนของข้อความนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกเองอาจจะเข้าใจ คลาดเคลื่อน ซึ่งผลของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้มีข้อความซึ่งเป็นการปรับปรุง แก้ไขถ้อยคำนะครับ ซึ่งเป็นเอกสารแทรกแล้วก็เกี่ยวข้องกับที่ท่านอภิปรายไปว่าในเรื่องของ การดูแลนะครับ ในส่วนของเอกสารที่แทรกขึ้นมา ๔.๔.๒ อุปถัมภ์คุ้มครองและทำนุบำรุง พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ซึ่งในเนื้อหาต่าง ๆ ผมคงไม่อ่านทั้งหมดนะครับ จะเสียเวลา ในเรื่องดังกล่าวนี้ผมเกรงว่าเพื่อนสมาชิกเองอาจจะไม่ได้ดูเพราะว่าเป็นเอกสาร แทรก ก็คงขออนุญาตว่าสิ่งที่ท่านได้อภิปรายไปนั้นในเรื่องของเนื้อหาต่าง ๆ ที่ได้ นำคำแถลงนั้นเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาที่ท่านเองได้เสนอแนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านมณเฑียรต่อครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดง ความยินดีที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นคนแรก และเป็นความภาคภูมิใจของพี่น้อง ชาวเหนือแล้วก็ชาว มช. ของเราด้วยครับ กระผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่อง นโยบายของรัฐบาลบางประการนะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่านโยบายที่เป็นนโยบาย เร่งด่วนที่รัฐบาลได้หาเสียง เป็นการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยนะครับ หลายท่านจะชอบ หรือไม่ชอบก็ดี ทำได้หรือไม่ได้ก็ดีนะครับ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นนโยบายที่มีเป้าหมายที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรมครับ เรียกว่ามีทัชเอเบิล รีซัลท์ (Touchable result) แต่ว่าเมื่อมาดูนโยบาย ๔ ปีของท่าน ปรากฏว่าท่านเขียนในลักษณะที่คล้าย ๆ กับแนวนโยบายแห่งรัฐซึ่งบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดเป้าหมายซึ่งมีตัวชี้วัดชัดเจน ยากแก่การตรวจสอบ ยากแก่การ ติดตามผล เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านคงต้องทำการบ้านในการให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ทำแผนปฏิบัติการ เพื่อให้แผนของท่าน นโยบายของท่านนั้นมีเป้าหมายในเชิงปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางสังคมซึ่งผมคิดว่าท่านเขียน ได้สละสลวยนะครับ อย่างไรก็ตามครับสิ่งที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านยังจำเป็นต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติม เช่นในเรื่องนโยบายเกี่ยวกับทางการพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ในข้อ ๔ ที่ท่านพูดถึงเรื่องครอบครัวก็ดี พูดถึงเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติก็ดี หรือเด็ก เยาวชน หรือสตรี หรือคนพิการ ผู้สูงอายุก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมคุ้นเคยก็คือ เรื่องคนพิการ ผมคิดว่าถ้าท่านจะได้ไปดูกฎหมายด้านคนพิการของประเทศไทยซึ่งถือว่า เป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน และเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่ง ในเอเชีย แล้วนำกฎหมายมาทำให้สิทธิเป็นจริงให้ได้ นโยบายของท่านก็จะก้าวหน้ายิ่งกว่า ที่เขียนไว้ เพราะว่าที่ท่านเขียนไว้นี่ยังมองเห็นความเป็นรูปธรรมยากนะครับ อย่างไรก็ตามครับ ผมคิดว่าในส่วนที่ท่านได้เขียนไว้แล้วนี่ เช่นในเรื่องของการขจัดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผมคิดว่าเป็นแกนสำคัญในการที่จะบรรลุนโยบายเรื่องการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ อยากจะขอเสนอท่านได้เร่งออกกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ซึ่งเคยมีการยกร่างเอาไว้สมัยพรรคไทยรักไทยแหละครับ เข้าใจว่า อย่างนั้นนะครับ กระทรวงยุติธรรมเคยยกร่าง แล้วก็สมัย สนช. ท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ก็ได้เคยหยิบยกเอาร่างนี้มาปัดฝุ่นแต่ปรากฏว่าไม่ผ่านนะครับ ขณะนี้กฎหมายไทยทั้งหมดที่มีอยู่เรามีแต่พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการเท่านั้นที่มีบทบัญญัติห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมครับ ก็อยากให้ได้รับอานิสงส์ กันทั่วหน้าในประชาชนทุกกลุ่มครับ เมื่อพูดถึงเรื่องของนโยบายด้านคนพิการซึ่งไม่มีใคร พูดถึงในสภาแห่งนี้นะครับ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือเรื่องของ การบูรณาการประเด็นคนพิการเข้ากับนโยบายกระแสหลักทั้งหมด เรื่องนี้เป็นไปตามกระแสโลก ที่กำลังเป็นไป หลายคนอาจจะเข้าใจเรื่องคนพิการและผู้ด้อยโอกาสเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะด้าน แต่จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ออกมาในระยะหลังก็ดี มุ่งเน้นที่จะบูรณาการ หรือผนวกรวมเอาประเด็นเฉพาะกลุ่มไปไว้ในนโยบายกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การจัดสภาพแวดล้อมก็ดี ในโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่กำลังจะออกมา ท่านควรที่ จะต้องบรรจุหรือผนวกรวมเอาเรื่องของการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและ ใช้ประโยชน์ได้ร่วมกันมากกว่าคำนึงถึงเฉพาะเรื่องการจัดสิ่งอำนายความสะดวกเฉพาะด้าน เฉพาะกลุ่ม เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องเล็ก และไม่ควรค่าแก่การลงทุนสำหรับสายตาของ หลายท่านบางคนนะครับ เอาง่าย ๆ นะครับท่าน โครงการรถไฟฟ้าก็ดี สนามบินก็ดี

- ๒๖๙/

๑ ถ้าเราได้บรรจุเรื่องเหล่านี้ไว้ในทีโออาร์ (TOR) ตั้งแต่แรกก็จะเป็นประโยชน์เป็นอานิสงส์ มหาศาลครับ อันนี้รวมถึงเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมนะครับว่าท่านพูดถึงเรื่อง คนพิการเอาไว้ ท่านพูดถึงเรื่องกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้านเอาไว้นี่แต่อยากจะให้ท่าน ผนวกรวมประเด็นคนพิการไว้ในนโยบายด้านการกีฬาและการท่องเที่ยวกระแสหลัก เพราะขณะนี้ทราบมาว่าเวลามีการตั้งงบประมาณ สำนักงบประมาณเองก็บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ของกระทรวงการท่องเที่ยวซึ่งผมคิดว่าท่านมองประเด็นเหล่านี้ผิด แม้กระทั่งเอกสาร นโยบายที่ท่านแจกนี่นะครับก็ไม่ได้ผนวกรวมความต้องการของคนทุกกลุ่มเอาไว้ เพราะท่าน แจกเอกสารที่เป็นพีดีเอฟ (PDF) ท่านไม่ได้แจกเอกสารที่เป็นมาตรฐานอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานเปิด แม้แต่เว็บไซต์ของท่านนายกรัฐมนตรีก็อยากจะฝากไว้นะครับว่า ท่านควร จะพัฒนาเว็บไซต์ของท่านตามมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำไว้แล้วนะครับ

ประเด็นต่อไปครับ ผมว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม อยากจะเรียนเสนอว่าท่านได้โปรดพิจารณาออกกฎหมายหรือ แก้กฎหมายเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติ เช่น กฎหมายข้าราชการตุลาการซึ่งยังมีบทบัญญัติ ห้ามคนพิการไม่ให้ไปเป็นข้าราชการตุลาการ พระราชบัญญัติกีฬาซึ่งควรจะต้องแก้ไข พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อผนวกรวมประเด็นคนพิการไว้ในประเด็น การกีฬากระแสหลัก พระราชบัญญัติคนขอทานซึ่งล้าหลังและเป็นโทษในการบริหารจัดการ ก่อให้เกิดการกระทำที่ซ้ำซ้อนกับพระราชบัญญัติฉบับอื่น เช่น พระราชบัญญัติค้ามนุษย์ แล้วก็ควรจะต้องปฏิรูปแบบยกเครื่อง พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลครับ ขอหมายเหตุเล็กน้อยนะครับ ในพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มาตรา ๑๑ กำหนดให้ผู้แทนสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเป็นกรรมการสลากกินแบ่ง ผมไม่แน่ใจว่าสภาสังคมสงเคราะห์กับสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์นี่ไม่ใช่องค์กรเดียวกัน หรือไม่ อย่างไรนะครับ อันนี้ก็รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ นะครับ เช่น รัฐบาลควรจะยืนยัน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งกำลังเตรียมเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาอยู่แล้ว แล้วก็ได้โปรดสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการขจัด การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยครับ อีกอันหนึ่งซึ่งควรจะต้องยืนยันแล้วก็สนับสนุน ให้เดินหน้าต่อไปคือพระราชบัญญัติองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคครับ

ประการต่อมาครับ เพื่อเป็นการสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กร ภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมของเรา แบ่งเบาภาระทางราชการ ควรที่จะได้มีการสนับสนุนโดยการปฏิรูป พ.ร.บ. สลากกินแบ่งเพื่อนำเงินรายได้จาก สลากกินแบ่งซึ่งเป็นรายได้ที่อำนาจรัฐได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงเอาเงินของประชาชน ผู้ยากไร้มาเข้ารัฐนะครับ แล้วก็เอียร์มาร์ค (Ear mark) ไปเข้ากองทุนที่มีอยู่ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนคนพิการ กองทุนเด็กเยาวชน กองทุนสตรีหรือกองทุนอื่นตามกฎหมาย ไม่ใช่ไปเข้ากองทุนตามอำเภอใจเฉพาะกิจ

ประการต่อมาครับ ผมคิดว่าเพื่อให้การดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคม สามารถดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยเป็นรูปธรรมและบูรณาการที่สุด ขอเรียกร้องเชิญชวน ให้ท่านนายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานในคณะกรรมการแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรรมการเด็กเยาวชน กรรมการผู้สูงอายุหรือ กรรมการสตรีครับ ท่านไม่ต้องมอบรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านมานั่งเป็นประธานเองเลยครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านตวง อันทะไชย ครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานอนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานว่าเบื้องต้นนี้ความเป็นจริงเรื่องที่ผมจะ นำเสนอต่อไปนี้ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะอยู่ในห้องนี้ด้วยกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าไม่อยู่ขอฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าสิ่งที่ผมจะ นำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ยากแต่ว่าจำเป็นต้องทำ ผมเชื่อว่ามือเศรษฐกิจท่านก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าต้องกลับไปสู่โจทย์แรกก็คือเรื่องของการสร้าง ความปรองดองนั้น ไปดูผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ท่านจะทราบดีว่ามันต้อง เริ่มต้นจากผู้ที่ถืออำนาจรัฐก็คือรัฐบาลในการเริ่มต้น

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มานั่งฟังกับท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั่งฟังก็คือว่าเรื่องประชาคมอาเซียน ผมไปดูในร่าง พระราชบัญญัติที่เป็นการแถลงนโยบายของท่าน ผมติดตามเรื่องนี้มานาน และผมพบว่า แม้แต่ในการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังคงเขียนเอาไว้ ต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างเข้าใจ ผมพบว่ามีอยู่ ๒-๓ ที่ที่ท่านเขียนเอาไว้พอเป็นกระสาย ในข้อที่ ๑.๖ หน้า ๗ ข้อ ๔.๑.๗ หน้า ๒๘ ข้อ ๔.๒.๖ หน้า ๒๙ ข้อ ๗.๒ หน้า ๓๘ พูดถึงเรื่องประชาคมอาเซียน เอาไว้แบบไม่เสีย ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ๔-๕ ปีเราไม่เคยเตรียม พลเมืองของเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเลย ผมมีตัวอย่าง ๒ ตัวอย่าง เพื่อที่จะบอก ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเราต้องเตรียมพลเมืองของเราเข้าสู่ประชาคม อาเซียน

เรื่องแรก ท่านประธานจำได้ไหมครับ เราไปทำความตกลงอาฟตา เมื่อปี ๒๕๓๕ และมีผล ๑ มกราคม ๒๕๕๓ คนก็มาเดินขบวนบอกทำไมไปตกลงอะไร ไม่บอกกับประชาชน นั่นคือเหตุผลหนึ่งว่าเราไม่เตรียมประชาชน

เรื่องที่ ๒ ผลการสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงความตระหนัก ในความเป็นอาเซียนนั้นพบว่าประเทศไทยเราเป็นผู้ก่อตั้งประชาคมอาเซียนก็จริงครับ แต่เป็นประเทศที่รู้เรื่องอาเซียนท้ายสุดครับ หลังสุดเลยครับ ประเทศแรกก็คือประเทศลาวครับ ด้วยเหตุผลที่ผมพูดถึงทั้งหมดผมพบว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๐ เป็นต้นมา การเตรียม พลเมืองเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยจึงเป็นต่างคนต่างทำ ไม่มีงบประมาณครับ ใครคิดได้อะไรก็ทำไปเลย ข้อเสนอของผมก็คือว่าวันนี้รัฐบาลต้องประกาศเป็นนโยบาย ของรัฐ เพราะปี ๒๕๕๘ มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย ท่านประธานอาจจะถามผมว่าแล้วข้อเสนอผมต่อรัฐบาลที่จะต้องทำมันคืออะไร ด้วยข้อจำกัดเวลาผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ท่านประธานครับ

เรื่องแรก เรื่องการเตรียมพลเมืองที่เป็นขาที่มีความสำคัญคือเรื่อง ของประชาคม สังคม วัฒนธรรม ที่จะนำความสำเร็จไปสู่ขาความมั่นคงการเมือง และขา ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคม สังคม วัฒนธรรมนั้นเรื่องการศึกษาครับ วันนี้รัฐบาล ต้องตั้งหลักใหม่ว่าการผลิตคนไทย นักเรียนไทย นักศึกษาไทยหรือคนไทยออกไปนั้น เพียงให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข ไม่พอนะครับ เพียงเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติไม่พอนะครับ ต้องเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถแข่งขันในเวทีประชาคมอาเซียนได้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

ประการที่ ๒ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ควรจะต้องทำเป็นผลงานซึ่งจำเป็น ที่จะต้องทำ ในอาเซียนทำหมดแล้ว อาเซียนได้ตกลงให้ภาษาอังกฤษนั้นเป็นภาษาของ อาเซียน ผมขออนุญาตท่านประธานใช้คำภาษาอังกฤษว่า เวิร์กกิ้ง แลงค์กวิจ (Working Language) ก็คือต่อไปนี้อาเซียนตั้งแต่ยายมี ตาสี ตาสา ขึ้นมาถึงนายกรัฐมนตรี เวลาจะ เจรจาความเมืองเดินทางไปท่องเที่ยวต้องใช้ภาษาอังกฤษครับ ประเทศไทยเรายังใช้ ภาษาอังกฤษในลักษณะของเชิงโครงสร้าง คือถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือภาษาอังกฤษประเภท แกรมม่า (Grammar) สอบแกรมม่าได้เต็มครับแต่สนทนาไม่รู้เรื่อง เราสอนภาษาอังกฤษ แบบพูดต้องมีประธาน ต้องมีกริยา ต้องมีกรรม ข้อเสนอของผมก็คือว่าท่านประธานต้องไป แก้หลักสูตรครับ หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษต้องเป็นการสอนเพื่อการสื่อสาร ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวครับ ท่านประธานไปขึ้นเครื่องบิน เวลาเขาถามว่าท่านจะดื่มกาแฟ หรือจะดื่มน้ำชา เขาใช้คำว่า ที ออร์ คอฟฟี (Tea or coffee) เท่านั้นเองครับ ไม่ต้องมีประธาน กริยา กรรมครับ แต่หลักสูตรการเรียนการสอนประเทศไทยยังคงสอนภาษาอังกฤษ แบบมีประธาน มีกริยา กรรม เวลาจะพูดนึกไม่ออกครับ เวลาเจรจาความเมืองในเวทีระดับ ทวิภาคี ระบบพหุภาคีหรือจะทำมาค้าขายมันไม่ได้ครับ ต้องเปลี่ยนหลักสูตรการเรียน การสอนนั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือท่านจะต้องกลับไปพัฒนาอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เปลี่ยนทัศนคติ และวิธีคิด รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น อย่างน้อยอาชีพ ๗ อาชีพ อาชีพที่อาเซียนได้ตกลงร่วมกันก็คือ อาชีพ หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ อาชีพเหล่านี้ เป็นอาชีพที่สามารถที่จะเป็นเสรีให้ใครจะทำอาชีพก็ได้ใน ๑๐ ประเทศ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นประเทศเวียดนามส่งคนเข้ามาเรียนภาษาไทย ปีละหลายหมื่นคนครับ แต่ในขณะที่คนไทยเองไม่ได้มีนโยบายส่งเสริมหรือมีนโยบายให้ คนไทยไปเรียนรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม เรื่องเขมร หรือเรื่องลาวครับ แล้วเราก็จะ สามารถแข่งขันในเวทีประชาคมอาเซียนได้อย่างไร หัวใจสำคัญที่เป็นข้อเสนอของผมวันนี้ ก็คือว่าเมื่อรัฐบาลนี้จะต้องการเตรียมประชาคมอาเซียนเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน ทำไว้ในการประกาศให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน เขาจะต้องประกาศ เป็นนโยบาย ประกาศเป็นนโยบายจะนำไปสู่อะไร มันก็จะนำไปสู่งบประมาณครับ มันก็จะมีคน ท่านประธานครับ มีคนเขาก็จะสามารถจัดการเตรียมการเข้าสู่พลเมืองอาเซียนได้ โดยไม่ต้องไปรอใคร นั่นหมายความว่าจะต้องมีเจ้าภาพหลักไม่ใช่ปล่อยให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทำเรื่องอาเซียนตามอัตภาพของตัวเอง โรงเรียนที่เขาเตรียมพลเมืองเข้าสู่ อาเซียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบ้านผมนี่ครับ กว่าจะทำโรงเรียนอีพี (EP) ได้ต้องไปหา ผ้าป่า ท่านประธานครับ เตรียมโรงเรียนเข้าสู่พลเมืองอาเซียนต้องไปขอผ้าป่าเตรียมพลเมือง นโยบายที่เราจะต้องทำให้ประเทศเราทันต่ออาเซียนต้องเตรียมและพร้อม ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลนี้ประกาศก็จะเป็นนโยบายสำคัญให้ประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากมีเวลาเพียง ๔ นาที กระผมก็ขอเข้าประเด็นเนื้อหาเลย เรื่องแรกที่ผมจะขอวิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วให้ความเห็นเกี่ยวกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวานนี้ก็คือนโยบายเร่งรัดการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษบริเวณ พื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยให้ความสำคัญต่อจังหวัดชายแดน เพื่อส่งเสริมการค้าการตลาด การลงทุน การจ้างงาน และการใช้วัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ จากความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน ต่อนโยบายนี้กระผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าประเทศไทยเรานั้นถือว่าการค้า การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ทางรัฐบาลเร่งรัดนโยบายนี้โดยเร็วที่สุดครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรจะเริ่มที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากก่อนนะครับ เพราะนโยบายเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน ตรงนี้ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วแต่ว่าก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขอให้ทางรัฐบาลเร่งรัด โดยเร็วนะครับ อีกนโยบายหนึ่งที่กระผมขอให้ความเห็นก็คือนโยบายโครงสร้างพื้นฐานและ การบริหารจัดการระบบขนส่งสินค้าและบริการคือการพัฒนาการขนส่งทางน้ำและกิจการ พาณิชยนาวีขนส่งเดินเรือชายฝั่งทะเล ทั้งฝั่งด้าน ทะเลอันดามันและฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย โดยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและสภาเศรษฐกิจ คือแลนด์ บริดจ์ (Land bridge) เชื่อม ๒ ฝั่งทะเล ทางภาคใต้ นโยบายนี้กระผมเชื่อว่าก็คงมีทั้งที่ถูกใจและไม่ถูกใจประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ ในจังหวัดของภาคใต้ คนที่ถูกใจก็คงจะมองเห็นว่านโยบายนี้จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ ภาคใต้โดยรวม เพราะว่าน่าจะสร้างความมั่นคงไม่ต้องใช้เงินมากกมายในการปราบปราม โจรผู้ก่อการร้ายภาคใต้ด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดสตูลเองก็ใฝ่ฝันอยากจะเห็น ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่อำเภอละงู มาเป็นเวลาหลายปีแล้วนะครับ รวมทั้งแลนด์ บริดจ์ แล้วเขตนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องรองรับท่าเรือน้ำลึกตรงนี้ด้วยนะครับ ส่วนผู้ที่ คัดค้านก็แน่นอนครับ ก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พวกที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่าท่าเรือ น้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นจะทำลายบรรยากาศการลงทุนซึ่งเป็น หัวใจของภาคใต้ อย่างไรก็ตามนะครับ ความสำคัญของท่าเรือปากบารานั้นแทบจะหมดไปเลยนะครับ ในช่วงปี ๒ ปีที่ผ่านมา หลังจากที่มีข่าวว่าพม่าจะสร้างนิคมท่าเรือน้ำลึกทวายซึ่งอยู่ห่างจาก กาญจนบุรีเราเพียง ๑๖๐ กิโลเมตรเองนะครับ ตรงนี้เอง ท่านประธานที่เคารพ ทำให้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ไทยเราเอง ก็สนใจมากครับ สนใจมากก็เพราะว่าโครงการนี้นอกจากพม่าแล้วไทยจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ เหตุผลก็คือว่าโครงการนี้มีพื้นที่ถึง ๒๕๐ ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าพื้นที่อุตสาหกรรม มาบตาพุดรวมกับแหลมฉบังถึง ๑๐ เท่านะครับ เป็นโครงการที่รองรับการลงทุนในพม่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพม่า เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ แปรรูปยางพารา และแปรรูปอาหารนะครับ

ข้อต่อมาคือ เป็นโครงการพัฒนาน้ำลึก พื้นที่รองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เหล็กขั้นต้น เหล็กต้นน้ำ โรงไฟฟ้า แล้วก็ถ่านหินด้วยนะครับ เมืองไทยไม่สามารถที่จะขยาย การลงทุนอุตสาหกรรมหนักได้ ภายใน ๑๐ ปีเราจะไม่มีพื้นที่เหลืออยู่แล้วครับ ที่หมายอย่างเดียว ก็คือที่พม่า เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอกราบเรียนวิงวอนขอรัฐบาลว่าอย่ามองข้ามทวาย รัฐบาลชุดที่แล้วได้ลงเอ็มโอยูกับรัฐบาลพม่าไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ทุกอย่างทางภาคเอกชน ไทยเตรียมพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากทวาย เพราะฉะนั้นถ้าจะพัฒนาปากบาราโดยสร้าง แลนด์ บริดจ์ก็ทำไป แต่อย่ามองข้ามความสำคัญหรือว่าลอยเกาะโครงการทวายของพม่า เป็นอันขาดครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นสมาชิกฝ่ายค้าน ๓ ท่านนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การก้าวขึ้นมากุมอำนาจรัฐของพรรคการเมืองคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีผลการเลือกตั้งชนะอย่างเด็ดขาด แล้วก็ทำให้มีผู้นำของรัฐบาลซึ่งมา จากกลุ่มที่มีความร่ำรวยในระดับติดอันดับแถวหน้าของประเทศหรือในภูมิภาคครั้งนี้ ได้รับ การพูดถึงมากว่าเป็นรัฐบาลที่มีกลุ่มคนรากหญ้าหรือกลุ่มคนจนให้การสนับสนุนอยู่มาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมานั้น ผ่านการสะสม พลังมวลชน ผ่านกลุ่มสีเสื้อที่เรียกว่ามวลชนคนเสื้อแดง ในหลายปีที่ผ่านมา ในหลายครั้ง ได้มีการสร้างประเด็นเรื่องของสิ่งที่เราเรียกว่า อำมาตย์กับไพร่ อย่างที่เห็นกันอยู่ ในการเคลื่อนไหวในหลายครั้ง และหลายครั้งก็มีการนำเสนอประเด็นเรื่องชนชั้นขึ้นมา เสมือนกับว่าพรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนของคนซึ่งถูกกดขี่ เป็นตัวแทนของคนยากจน แต่รัฐบาลซึ่งทำหน้าที่บริหารขณะนั้นกลับเป็นตัวแทนของกลุ่ม อำมาตย์หรือเป็นกลุ่มซึ่งต้องการที่จะให้คนจนนั้นมีความยากจนต่อไป ในหลายครั้งที่มี การเคลื่อนไหวทาง การเมือง ผู้ที่มีแกนความคิดระดับสูงสุดของกลุ่มซึ่งเคลื่อนไหวและ เชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยได้มีการพูดถึงประเด็นนี้บ่อยครั้ง รวมทั้งมีการสร้างความคาดหวัง ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศแล้วการแก้ไขปัญหาความยากจน จะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ครั้งหนึ่งที่มีการพูดถึงโดยอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความเกี่ยวพันกัน อย่างลึกซึ้งกับรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการพูดวาทกรรมที่สำคัญเอาไว้บอกว่า ถ้าเราไม่ลุกขึ้นสู้แสดง ว่าประเทศกำลังถูกทำให้ถอยหลังด้อยกว่าประเทศอื่น เพราะอำมาตย์ไม่อยากเห็นคนหายจน ไม่อยากเห็นลูกหลานฉลาด เพราะเช่นนี้เราต้องพึ่งพาอำมาตย์ตลอดชีวิต ถ้าวันนี้ประชาชน ชนะ ประชาธิปไตยก็เป็นฝ่ายชนะ เรากำลังปลดแอกตัวเองให้พ้นจากอำมาตย์ทั้งหลายที่จะ บังคับให้เราโง่ บังคับให้เราจน ต่อไปนี้เราขอความยุติธรรม ขอความเสมอภาค และความเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง คำพูดประเด็นเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงวันที่ ๒๓ เมษายน ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน บุคคลดังกล่าวนั้นพรรคเพื่อไทยได้นำมาหาเสียงแล้วก็ บอกว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ได้มีถ้อยคำที่พูดถึงเรื่องการประกาศสงครามกับความยากจน ว่าจะต้องให้หมดไป ในการหาเสียงครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยก็มีการพูดถึงว่าอีก ๙ ปี คนไทยจะหายจน วันนี้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เสมือนกับว่าท่านได้ชัยชนะเหนือรัฐบาล ที่ท่านเรียกว่าอำมาตย์แล้ว คำถามของผมก็คือว่านโยบายที่ท่านแถลงต่อรัฐสภาวันนี้ มีความแตกต่างกับนโยบายที่ท่านเรียกว่ารัฐบาลอำมาตย์ตรงไหนครับ อะไรคือเนื้อความในนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นที่ท่านถูกสร้างขึ้นมานั้นไม่ใช่วาทกรรมว่างเปล่าที่หลอกลวง มวลชนให้เป็นฐานสนับสนุนการก้าวขึ้นมากุมอำนาจรัฐของฝ่ายทุนในพรรคการเมือง แล้วก็ ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันในการแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจน ผมไปดูนโยบายที่ท่านเขียน เอาไว้ทั้งหมด ทั้งหลักคิดหลักการ แนววิธีคิดและตัวนโยบายนั้นต้องบอกจริง ๆ ว่าเป็นเรื่อง น่าผิดหวังมาก ท่านเขียนเอาไว้ในหลักการ รวมถึงแนวคิดในการจัดทำนโยบายนั้นไม่มี การแตะเรื่องของความยากจนในเชิงโครงสร้างหรือการแก้ปัญหาให้กับคนจนที่แท้จริง อย่างที่บอกว่าเป็นรัฐบาลไม่เข้าใจคนจนเลย ไปดูหน้าที่ ๒ เรื่องการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ ที่เป็นตัววิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูง เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนก็ดี หรือเรื่องอื่นก็ดีนั้น ท่านพูดถึงเรื่องของทุน เรื่องของกลุ่มนายทุนทั้งสิ้น ในขณะที่ท่านพูดถึง หลักการ ๓ ข้อของนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของคนยากจน ที่ท่านจะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้เขาเลยแม้แต่ประโยคเดียวในทั้ง ๓ หลักการที่ท่านพูดถึง ผมจึงติดตามนโยบายนี้ต่อไปว่า สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อนำไปสู่การสะสมชัยชนะ จะเรื่องสงครามชนชั้นหรือเรื่องอำมาตย์ ไพร่ และการแก้ไขปัญหาคนจนนั้นมีอยู่ในเรื่องอื่น ในนโยบายหรือไม่ ปรากฏท่านไปเขียนในนโยบายเศรษฐกิจอยู่เป็นพยางค์เป็นประโยค เท่านั้นเองว่า ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่รูปธรรมที่ไปขยายข้อความเหล่านี้ไม่มีเลยครับ เรื่องที่เฉียดใกล้ที่สุดใน ๑๖ เรื่องเร่งด่วน ก็ไม่มีเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้างของคนที่ท่านบอกว่าเป็นรากหญ้า แล้วสนับสนุนท่านเลยแม้แต่ข้อเดียว ความฝันของเขา เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำก็ดี เรื่องของ ๑๕,๐๐๐ บาทก็ดี เมื่อวานนี้ก็มีคำตอบที่เห็นได้ชัดแล้วว่าเป็นเพียงแค่เทคนิคทางการเมือง แล้วที่สุดคนเหล่านั้นก็ฝันค้างไปเรียบร้อยแล้ว คนจนที่สุดในประเทศนี้คือใครครับ คนจน ที่สุดในประเทศนี้นั้นคือคนที่ไร้แม้แต่กระทั่งที่ดินทำกิน และคนที่ไร้แม้แต่กระทั่งที่อยู่อาศัยครับ ในการลงทะเบียนคนจนของอดีตรัฐบาลพรรคท่านเองนั่นแหละเมื่อปี ๒๕๔๗ คนในส่วนนี้ มีถึงประมาณเกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้มีคนจำนวนหนึ่งที่เป็นคนจนเมือง อยู่ใน บ้านที่เขาเรียกว่าอยู่ในชุมชนแออัดหรือในสลัมมากกว่าประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนทั่ว ประเทศ ๒. คือกลุ่มคนที่ไม่มีที่ทำกินแล้วต้องไปอยู่ในที่ดินของรัฐ ปัจจุบันนี้มีกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนอยู่ในที่ของรัฐมากกว่า ๑๐ ล้านไร่ทั่วทั้งประเทศ ผมพยายามมองดู นโยบายของท่านที่ไปแก้ปัญหาคนที่ยากจนที่สุดที่ท่านบอกว่าเป็นรากหญ้าที่เข้าใจ ท่านเหล่านี้ครับ เป็นเรื่องน่าผิดหวังมากครับ ไปดูทั้งฉบับแล้วมันมีเขียนอยู่เพียง ๒ ข้อ ท่านประธานครับในข้อ ๕.๔.๒ นั้นท่านพูดถึงการให้โอกาสประชาชนที่มีฐานะยากจนได้มี ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองหรือมีที่อยู่อาศัยพร้อมกับการสร้างอาชีพ สิ่งที่ท่านลืมไปเป็น เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องกรณีของบ้านมั่นคง บ้านมั่นคงเป็นนโยบายที่ถูกเริ่มต้นขึ้นในรัฐบาลอดีต ของรัฐบาลพรรคท่านเองคือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในเวลานั้นถูกสร้างขึ้นมาคู่กับเรื่อง ของบ้านเอื้ออาทร วันหนึ่งท่านทิ้งบ้านมั่นคงไป แต่บ้านเอื้ออาทรวันนี้ท่านตั้งใจว่าจะสร้าง นับเป็นล้านนี่ มันสร้างได้จริงประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ แล้วเกิดความเสียหายขายไม่ออก ในหลายที่ เป็นโครงการที่ล้มเหลว แต่บ้านมั่นคงซึ่งท่านไม่สนใจนี่ รัฐบาลชุดต่อมาโดยเฉพาะ รัฐบาลชุด พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมาถึงรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์นั้นให้เงิน บ้านมั่นคงไปถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้มีคนที่มีที่อยู่อาศัยมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ยูนิต (Unit) ทั่วทั้งประเทศ คนจนเหล่านี้ท่านไม่พูดถึงเขาเลยครับ แต่ในการเคลื่อนไหวกลุ่มคนเหล่านี้คือ ฐานของท่าน วันนี้ที่พูดคือให้ตาสว่างว่ารัฐบาลที่บอกว่าท่านถูกกดขี่แล้วมาแก้ไขปัญหาให้ ท่านนั้นก็คิดอะไรไม่ต่างกับรัฐบาลที่ท่านเรียกว่าอำมาตย์เลย แถมยังคิดล้าหลังกว่าด้วย

ประเด็นถัดมาที่ท่านมีการพูดถึงคือเรื่องของข้อ ๕.๔ การสร้าง ความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ความจริงประเด็นเรื่องนี้เครือข่ายภาคประชาชนนั้นเคลื่อนไหวไว้เยอะครับ และเขาหวังว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้างเรื่องที่ดินนั้นท่านต้อง เดินต่อครับ รัฐมนตรีคนหนึ่งรัฐบาลชุดนี้ซึ่งนั่งอยู่ข้างบนนี้ก็ไปรับข้อเสนอจากภาคประชาชน ท่านเขียนเอาไว้หลายเรื่องเหมือนกันครับ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจครับ เช่น ท่านบอกว่า กระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนโดยใช้มาตรการทางภาษี จัดตั้งธนาคารที่ดิน ให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย ประเด็นมันเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าจะช่วยเหลือคนจน อย่างแท้จริงนั้นอย่าปฏิเสธโครงการที่รัฐบาลชุดที่แล้ว นโยบายรัฐบาลชุดที่แล้วทำเอาไว้ครับ โฉนดชุมชนเป็นนโยบายหนึ่งที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินในเชิงโครงสร้างและภาคประชาชน เรียกร้อง รัฐบาลชุดที่แล้วดำเนินการเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วันนี้มีคนขอมาแล้ว ๔๒๘ ชุมชนทั่วประเทศ เป็นพื้นที่กว่า ๒,๑๔๒ ไร่ ๖๐,๐๐๐ ครัวเรือน ๒๓๖,๐๐๐ คน รัฐมนตรีคนหนึ่งบอกว่าจะทำต่อ แต่ขอเปลี่ยนชื่อโดยเหตุผลทางการเมือง ไม่ว่าอะไรครับ ผมจะดูว่าในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ท่านตั้งงบให้สำนักงานโฉนดชุมชนหรือไม่

เรื่องที่ ๒ ท่านพูดถึงธนาคารที่ดิน ด้วยความเคารพผมไม่เคยได้ยิน ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนใดคนหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์เรื่องคนจนในเรื่องธนาคารที่ดินเลย รัฐบาลชุดที่แล้วออกเป็นกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ อนุมัติงบประมาณโดยมติ ครม. ๒ ครั้ง เป็นเงินกว่า ๑,๙๐๐ ล้านบาท ให้ธนาคารที่ดินขับเคลื่อนต่อ วันนี้อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีเราอยากเห็นในส่วนนี้เดินหน้า ต่อครับ

แต่ที่สำคัญที่สุดครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของมาตรการภาษี รัฐบาล ชุดที่แล้วเสนอกฎหมายภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเอาไว้ในสภาชุดนี้ จะดูว่าท่าน จะย้อนกลับมาสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ท่านควรที่จะขับเคลื่อนต่อ แต่สิ่งที่ท่านไปนี้ไปไม่สุด ถ้าหากจะให้นโยบายรัฐบาลนี้เป็นนโยบายซึ่งต่างจากรัฐบาล ที่ท่านเคยเรียกว่าอำมาตย์จริง ๆ ซึ่งความจริงเขาเดินหน้าไปเยอะกว่าท่าน นี่ครับข้อเสนอ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ที่ชุดที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์กับท่านคุณหมอประเวศ เสนอเอาไว้ มีการพูดถึงเรื่องการจำกัดเพดานการถือครองที่ดินโดยการใช้มาตรการทางภาษี เฉพาะที่ดินทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งท่านไปเรียกเขาว่าอำมาตย์นี่ยอมรับและ ออกเป็นมติ ครม. ไว้ ผมจะติดตามดูว่าถึงเวลานี่ท่านจะยกเลิกมติ ครม. ชุดนี้หรือไม่ ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ ผมเพียงแต่ต้องการยืนยันเท่านั้นเองครับ ว่า มาถึงวันนี้ พรรคเพื่อไทยกับกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มีความแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้เมื่อวานนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นการสร้างวาทกรรม ซึ่งเป็นเทคนิคทางการเมือง หลอกลวงเรื่องของอำมาตย์ ไพร่ และเรื่องของทางชนชั้น เพื่อเอาคนเหล่านั้นมาเป็นมวลชนที่ปูฐานรองรับการขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนในพรรค แล้วในที่สุดคนส่วนนี้ก็สุขสบายเสวยสุข แล้วปล่อยให้พี่น้องไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ความยากจนต่อไปหรือไม่ ท่านยังมีเวลานะครับ ความจริงผมยังหวังว่าเรื่องเหล่านี้ ท่านนายกรัฐมนตรีน่าที่จะต้องมาฟังสภา แต่ผมก็เข้าใจว่าท่านอาจจะฟังอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ผมต้องการคำตอบครับ เราไม่อยากให้วาทกรรมของนักการเมืองนั้นถูกอธิบายในสภาว่า ไม่มีสัญญาและเป็นเพียงแค่เทคนิคการหาเสียง เพราะนั่นคือการหลอกลวงคนจนซึ่งเป็น บาปที่สุดในความเห็นของผม เพราะคนเหล่านั้นก้าวขึ้นมาสนับสนุนท่านเพราะวาทกรรม ที่ไปจากพวกท่านทั้งหลายนั่นเอง วันนี้เราต้องไม่ทำให้วาทกรรมนั้นเป็นวาทกรรมว่างเปล่า ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ความกล้าหาญ ลุกขึ้นมายืนยันว่าสิ่งที่เราพูดทั้งหมดนั้นรัฐบาล จะเดินหน้าต่อเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง มากกว่าที่จะต่อทุนให้กับกลุ่มทุน และเอาคนจนเหล่านั้นเป็นปัจจัยการผลิตให้กับทุนของตัวเองได้ขยายทุนของตัวเองต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ

(นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็น ที่พาดพิงก็คือว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย บอกว่าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงนั้นได้หลอกลวงพี่น้องประชาชนด้วยวาทกรรม คำว่า ไพร่และอำมาตย์ ผมเองเป็นคนทั้ง ๒ สถานะ ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงและเป็นสมาชิก ของพรรคเพื่อไทย ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า สิ่งที่พวกกระผมได้พูด สิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้กับพี่น้องประชาชนนั้นต้องผ่านวันนี้ ไปก่อนจึงจะเริ่มต้นกันได้ ผมไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่ไหนนะครับ ที่ความจริงแล้วฝ่ายค้าน ในวันนี้น่าจะรู้ว่ารัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นเขาจะเริ่มต้นในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ต้องแถลงนโยบายให้เสร็จสิ้นกันเสียก่อน ไม่ว่ากรณีที่ไปเล่นงานเรื่องกระทรวง การต่างประเทศก็ตาม รัฐมนตรีเขายังไม่ได้เริ่มทำงานเลยครับ ยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แต่สร้างเรื่องสร้างราวจนกระทั่งเกิดความผิดมากมาย วันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ปฏิบัติ หน้าที่แม้แต่เพียงวันเดียวแล้วจะบอกว่าหลอกลวงกันได้อย่างไรท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เอาประเด็นที่ท่าน เสียหายนะครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เสียหายสิครับ ถ้ามีใครบอกว่าท่านประธานไปสมคบกันว่าหลอกลวงพี่น้องประชาชน ๑๕,๗๐๐,๐๐๐ ท่านประธานว่าเสียหายหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมเรียนกับท่านประธาน ท่านประธานฟังผม จนจบครับ วาทกรรมคำว่า ไพร่และอำมาตย์ นั้นมันธิบายถึงความเหลื่อมล้ำจากการปฏิบัติ หน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้วมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยุติธรรม ไม่ว่าเรื่องของการปฏิบัติต่อ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจตุพรครับ ขอประทานโทษครับ ประท้วงกันเยอะเลย ท่านกรุณาอย่าอภิปรายนะครับ ท่านมีเรื่องเดียวนะครับ เดี๋ยวผมได้ วินิจฉัย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

การที่ผม ใช้สิทธิพาดพิงก็อยู่ในเวลาของพรรคร่วมรัฐบาลไม่กระทบกระเทือนเลย ผมยังนั่งอดทนฟัง ยังก้มฟังคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พูดได้ พอผมจะอธิบายความบ้างทำไมอย่างกับเหมือน น้ำร้อนลวกแบบนั้นล่ะ ตอบโต้มาก็ฟังให้จบ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับท่าน ถ้าพาดพิง ก็พาดพิง แต่ไม่อภิปรายนะครับ เชิญท่านนั่งครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สมาชิก รัฐสภามีสิทธิที่จะชี้แจง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมวินิจฉัย เชิญท่าน นั่งก่อนนะครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นการใส่ร้าย เพราะฉะนั้นขอให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้ถอนคำพูด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับท่านครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ให้ถอน คำพูดเสียก่อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ เข้าใจกัน ทั้งสภาแล้วครับตอนนี้ ท่านมีอะไรครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการทักท้วงของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ครับ ท่านลุกขึ้น มาพูด

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อย่างนี้ ไม่ได้เลยครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่ได้ อย่างไรครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประท้วง หรือจะใช้สิทธิพาดพิง ถ้าใช้สิทธิประท้วงต้องบอกว่าผิดข้อบังคับเรื่องอะไร ถ้าใช้สิทธิพาดพิง ต้องอธิบายว่าอย่างไร อย่ามาตีกินฟรี ๆ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตท่านประธานว่าท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมา ทักท้วงเมื่อสักครู่ครับ ท่านลุกขึ้นมาทักท้วงท่านต้องบอกว่าผิดข้อบังคับไหนครับ ไม่ใช่ท่าน ขึ้นมาอภิปรายครับ

(นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ จบแล้วครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผมขอประท้วง ผมใช้สิทธิพาดพิง ฟังไม่ได้ยินหรือครับว่าการประท้วง กับการใช้สิทธิพาดพิงคนละเรื่อง เป็นผู้แทนมาตั้งนานยังฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องอยู่อีก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอเถอะครับท่าน จบเถอะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่ได้ครับ ทำให้ผมเสียหายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเสียหายตรงไหนครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีที่ท่านสมาชิกที่พูดว่าพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ท่านจะต้องถอนคำพูดครับ ผมไม่ใช่ลิงนี่ครับ ผมไม่ใช่อุรังอุตังนี่ครับ ผมพูดภาษาคนรู้เรื่องครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจตุพรกรุณาเถอะครับ ถอนก็ถอนเถอะครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอ ถอนคำพูดว่า นายเจะอามิง โตะตาหยง ไม่ใช่ลิง ไม่ใช่อุรังอุตัง ผมขอถอนคำพูด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

จบนะครับท่านครับ เชิญท่านสมบูรณ์ครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มีหลายคนที่ไม่ค่อยเข้าใจครับ และโดยเฉพาะบางคนกลายเป็นดูถูกอาชีพ เพื่อนร่วมอาชีพนะครับ ผมคิดว่าสิ่งอย่างนี้ ไม่ควรจะมีอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ เราเข้ามาทำหน้าที่ในนามผู้แทนของพี่น้อง ประชาชน เมื่อสักครู่ท่านสาทิตย์ก็พูดถึงว่านโยบายทั้งหลายที่ท่านจะต้องแถลงนั้นมีเรื่อง ใดบ้าง มีเรื่องใดที่มันไม่มี พอมันไม่มีเราก็ต้องบอกว่านี่ก็คือการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ แน่นอนครับ การแถลงนโยบายก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหาร ตามกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ท่านประธานก็ทราบ คณะรัฐบาลนี้บางคนยังไม่ทันแถลงนโยบายเลย ทำงานแล้วครับ ทำเงินทอนแล้ว ตอบแทนผู้มีพระคุณแล้ว และโดยเฉพาะวันนี้ครับ ๒ วัน สมาชิกพยายามที่จะสะท้อนปัญหาให้กับคณะรัฐบาลได้รับทราบ มีกี่คนครับที่มารับฟัง คนที่ดำเนินนโยบายโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี หลายคนก็บอกว่าคงจะไปฟังอยู่ที่อื่น ไม่ต้องกังวลครับ ท่านให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบแทนก็ได้สภาแห่งนี้ยินดีที่จะรับฟัง เพราะเราถือว่านี่คือรัฐบาลของท่านนะครับ แน่นอนครับการทำนโยบายเอามาจากไหนครับ ท่านประธาน ก็คือเอามาจากคำสัญญาสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ โดยเฉพาะหาเสียงไว้กับ พี่น้องประชาชนก่อนการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ จากคำสัญญานี้ละครับ จากป้าย หาเสียงทั้งหลายนี้ละครับทำให้พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. มาเกินครึ่งหนึ่งมาจัดตั้งรัฐบาล วันนั้น พี่น้องประชาชนเริ่มมีความหวังครับ พวกแรงงานก็เริ่มยิ้มว่าหลังจากวันที่ ๓ เราคงได้รับเงิน ค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อย ๓๐๐ บาท ทีนี้แหละใครที่จบปริญญาตรี

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่านครับ เชิญครับ ท่านประท้วงอะไรครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่กำลังอภิปรายอยู่ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านกรุณาเปิดข้อ ๑๐๘ ครับ เป็นข้อที่เขียนไว้ให้สมาชิกอภิปรายเกี่ยวกับการแถลงนโยบาย ท่านประธานอ่านดูแล้ว ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านก็ได้ครับ สมาชิกมีสิทธิที่จะอภิปรายสนับสนุนและคัดค้าน ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จ ตามนโยบาย ความเหมาะสมและความสามารถนะครับ ในการนี้สมาชิกรัฐสภาอาจซักถาม และอภิปรายถึงแผนปฏิบัติและวิธีปฏิบัติ วิธีการที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้นท่านอภิปรายอยู่ นอกประเด็นครับ เขาให้อภิปรายในประเด็นเหล่านี้ นโยบายที่เป็นนโยบายหาเสียงไม่ใช่ นโยบายรัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นท่านโปรดวินิจฉัยด้วย ไม่อย่างนั้นจะเป็นประเด็นว่า คำสัญญา สิ่งที่เป็นนโยบายของพรรคการเมืองจะมาทึกทักเอาว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล ท่านต้องทำตามข้อบังคับครับ ผมฟังมา ๒ วันอยู่ในประเด็นนี้ตลอดครับ ทุกไม้ที่ขึ้นมา อยู่ประเด็นนี้ตลอด แล้วก็ซ้ำซากด้วยครับ ประท้วงข้อ ๔๓ ด้วย โปรดวินิจฉัยครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอให้ท่านผู้อภิปราย ท่านสมบูรณ์กรุณาอยู่ในกรอบนะครับ กรุณาอยู่ในประเด็นนะครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ผมขอเรียนท่านประธานว่าผมกำลังพูดอภิปรายอยู่ ในประเด็นเรื่องนโยบายของ

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่านประท้วง เชิญครับ ประท้วงอะไรครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตประท้วง ท่านประธานที่ได้ใช้ดุลยพินิจเมื่อท่านสมาชิกลุกขึ้นทักท้วงท่านประธานว่าสมาชิกที่กำลัง อภิปรายคือท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าวันนี้นอกจากสมาชิกสภาหรือรัฐสภาแห่งนี้ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ การประชุมสภาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่าข้อบังคับการประชุมสภาก็คือบทบัญญัติแห่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านดูแต่ข้อบังคับอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ วันนี้ท่านต้องดู บทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๗๖ ที่ระบุไว้ชัดเจนครับว่า คณะรัฐมนตรี ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและชี้แจงการดำเนินการ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ เมื่อสักครู่ ท่านประท้วงประธานว่าทำผิดเรื่องอะไรนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านประธานวินิจฉัยให้ท่านสมาชิกปฏิบัติ ตามข้อบังคับการประชุมสภาตามที่สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงนั้น ผมเห็นว่า การวินิจฉัยของท่านประธานนั้นไม่ชอบ เพราะการวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกกำลัง อภิปรายไม่อยู่ในข้อบังคับนั้นไม่ถูกต้อง เพราะข้อบังคับนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญด้วย สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมาย แม่บท ข้อบังคับนั้นเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติในการประชุมรัฐสภาเท่านั้น ผมกราบเรียน ท่านประธาน ฟังนิดเดียวครับท่านประธานแล้วผมจะไม่ใช้เวลาที่ประชุมแห่งนี้มาก การปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา พี่น้องประชาชน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าอภิปรายเลยนะครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญท่านสมบูรณ์อภิปรายต่อครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ท่านประธานคงเห็นนะครับว่าผมกำลังอภิปรายเรื่องนโยบายของทางรัฐบาล บางคนอาจจะวินิจฉัยไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีโอกาสที่จะมาเป็นรองประธานสภา ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้วันที่ ๒๓ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อถึงใครนะครับท่านประธาน ผมพูดถึง

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ว่าอย่างไรนะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานใช้เวลาสภา จริง ๆ ไม่อยากรบกวนครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกำลังละเมิดข้อบังคับพาดพิงบุคคลอื่นให้เสียหาย จริงอยู่ครับ ไม่พูดชื่อใครแต่การกล่าวขึ้นมาลอย ๆ อย่างนี้ทำให้เป็นที่เสื่อมเสีย ท่านหมายถึงตัวผม ผมรู้ สมาชิกทุกคนก็ทราบ เพราะฉะนั้นท่านประธานกรุณาให้ท่านถอนคำพูดนะครับว่า ไม่รู้จริงเลยไม่ได้เป็นรองประธานสภา ต้องถอนคำว่า ไม่รู้จริงเลยไม่ได้เป็นรองประธานสภา โปรดวินิจฉัย ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ จะวินิจฉัยอย่างไรผมยอมรับ แต่ต้องวินิจฉัย กราบขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่นะครับ ก็ยังไม่ได้ เอ่ยชื่อนะครับ ท่านก็อาจจะยังไม่เสียหายโดยตรงนะครับ เชิญต่อครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้จึงเป็นวันที่พี่น้องประชาชนเฝ้าฟังการอภิปรายเรื่องนโยบายของรัฐบาลมาดูว่า ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นแปลคำสัญญาของเขามาเป็นนโยบายกันอย่างไรนะครับ และโดยเฉพาะเมื่อวานนี้ทุกคนก็คงได้รับฟังจากปากของนายกรัฐมนตรีเอง ตามมาด้วย การตอบคำถามของสมาชิก ทั้งคณะรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ พอพี่น้องประชาชนได้ฟังเขาก็บอกผมว่าเป็นภาษาที่ท่านประธานอาจจะคงเคยได้ยิน เขาบอกว่า ใจหายวูบเหมือนไอ้ตูบพลัดพาน หมายถึงว่า ตกใจ ครับ ใจหายวูบเหมือนกับ สุนัขกำลังเดินบนสะพานแล้วตกจากสะพานนะครับ ใจหายวูบเหมือนไอ้ตูบพลัดพาน ท่านประธานครับ ไม่ใจหายวูบได้อย่างไรครับท่านประธาน ภาพลักษณ์ของนักการเมือง ขณะนี้ท่านทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองเสียหายในสายตาของพี่น้องประชาชน อย่างรุนแรง มีคนบอกว่านักการเมืองชอบโกหก ปลิ้นปล้อน เลี่ยงบาลี วันนี้เป็นอย่างไรครับ นโยบายกลับกลายมาเป็นเทคนิคทางการเมือง ท่านประธาน ทำทันที เราจะทำภายในปีแรก คำว่า เลิก กลายมาเป็น ชะลอ เห็นไหมครับ นโยบายดังกล่าวทำให้ประธานวิปฝ่ายค้านของเรา เลยตั้งเป็นนโยบายแก้บนครับ ทำกันแบบขอไปทีถือว่าถ้าทำไปแล้วก็คือแก้บนแล้ว ท่านประธานดูครับ ค่าแรงขั้นต่ำวันละ ๓๐๐ บาทกลายมาเป็นรายได้วันละ ๓๐๐ บาท มันต่างครับท่านประธาน อย่างนี้แก้บนชัดเจน นักเรียน ๑๒ ล้านคนได้แท็บเล็ตเป็นอย่างไรครับ วันนี้เราจะแจกเฉพาะ ป. ๑ และโดยเฉพาะโรงเรียนนำร่องเท่านั้น น้ำมันจะลดทันที ๗ บาท ท่านประธานครับ วันนี้ให้ชะลอไว้ก่อน สิ่งสำคัญที่ผมจะพูดถึงนโยบายที่สำคัญนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีลักษณะอยู่ ๒ ลักษณะ นโยบายแรก เรียกว่า นโยบายเกทับ ท่านประธานคงอาจจะเคยเล่นเก้าเกครับ การเกทับก็คือว่ากันไปนะครับ ท่านประธานดูครับ ท่านประธานดูง่าย ๆ พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าเราจะขึ้นค่าแรง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พรรคเพื่อไทยบอกว่าเอาอย่างนี้วันละ ๓๐๐ บาท พรรคประชาธิปัตย์บอกว่า เราเรียนฟรี แจกหนังสือให้กับเด็กนักเรียนฟรี พรรคเพื่อไทยบอกว่าเอาอย่างนี้ แจกแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์เลย เกกันไหมครับท่านประธาน พรรคประชาธิปัตย์ทำรักษาฟรีอย่างมีคุณภาพ ทำให้พี่น้องประชาชนได้รักษาอย่างมีคุณภาพ พรรคเพื่อไทยเกอย่างไรครับ เก็บ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค จากฟรีกลายเป็นต้องเสีย ๓๐ บาท นี่ครับอีกนโยบายหนึ่งเบี้ยผู้สูงอายุจาก ๕๐๐ บาท เกมาเป็น ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท แล้วก็ ๑,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ก็ขอขอบคุณว่าท่านเริ่มมาเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ท่านมองว่าคนแก่ ลืมง่าย ท่านประธานดูครับ เบี้ยผู้สูงอายุเริ่มจากรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นคนเริ่มตั้งแต่ สมัยชวน ๑ ให้คนละ ๒๐๐ บาท ต่อมารัฐบาลท่านบรรหารไม่มีการเพิ่ม รัฐบาลท่านชวลิต ไม่มีการเพิ่ม มาเพิ่มอีกครั้งหนึ่งก็คือรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย เพิ่มมาเป็น ๓๐๐ บาท รัฐบาล ที่รวยที่สุดต่อมาครับ นายกรัฐมนตรีที่รวยที่สุดนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ได้เพิ่มสักบาทหนึ่ง พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพิ่มมาเป็น ๕๐๐ บาท ท่านประธานครับ ต่อมาพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งก็คือท่านสมัครแล้วก็ท่านสมชาย เพิ่มสักบาทไหมครับท่านประธาน คนที่มาเพิ่มและทำให้กับพี่น้องผู้สูงอายุทั่วประเทศก็คือนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กันทุกคนครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เนื่องจากข้อจำกัดของเวลา ผมอยากจะ เรียนว่าวันนี้นโยบายนี้ท่านต้องทำทันที อย่าช้านะครับ เพราะผู้สูงอายุนี่วันเดียวก็ตายไป ไม่รู้กี่คน รีบจ่ายตั้งแต่เดือนนี้เลยยิ่งดีครับท่านประธาน และโดยเฉพาะท่าน ส.ส. ฝั่งพรรคเพื่อไทยครับ ท่านรู้ไหมว่านายกรัฐมนตรีของท่าน ๒ มาตรฐาน วันที่ พรรคประชาธิปัตย์ให้ผู้สูงอายุ ๕๐๐ บาท ให้คนพิการ ๕๐๐ บาทด้วย วันนี้ผู้สูงอายุได้แล้ว คนพิการอีกล้านกว่าคนที่ยังไม่ได้เขากำลังเรียกร้องมาผ่านท่านรัฐมนตรีอิสสระ สมชัย เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมเรียกร้องให้กับผู้สูงอายุแล้วก็ผู้พิการทั่วประเทศว่า ท่านต้องจัดการเดี๋ยวนี้นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับ ด้านสื่อสารมวลชนไว้ในหลายแห่ง โดยเฉพาะในข้อ ๘.๓ ซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะ ซึ่งในข้อ ๘.๓ นี้ได้แบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นอีก ๓ หัวข้อซึ่งถือว่า เป็นการเขียนนโยบายด้านสื่อสารมวลชนที่ยาวที่สุดตั้งแต่มีการแถลงนโยบายรัฐบาล มาละเอียด แต่ก็เป็นนโยบายที่ผมอยากจะเรียนว่าผมมีความกังวลมากที่สุด ท่านขึ้นต้นไว้ในข้อ ๘.๓ บอกว่า จะส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจาก ทางราชการ สื่อสารมวลชนและสื่อสาธารณะทุกประเภทได้อย่างกว้างขวางรวดเร็วถูกต้อง เป็นธรรม ต้องเรียนว่าเป็นนโยบายที่สวยหรูมากนะครับ มีความก้าวหน้าและมี ความกล้าหาญ ที่บอกว่ากล้าหาญนี่ไม่ใช่เป็นการชื่นชมนะครับ แต่ต้องการจะบอกกับท่านว่า ท่านกล้าหาญทั้ง ๆ ที่รู้ว่าท่านทำไม่ได้ และกล้าหาญทั้ง ๆ ที่ท่านเพิ่งได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม กับสิ่งที่ได้เขียนไว้ ผมอยากเรียนท่านประธานว่ามีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา อันใกล้นี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ท่านเขียนไว้

เรื่องแรก ก็คือกรณีอีเมล (e-Mail) อื้อฉาวที่มีการเปิดโปงกันมาในช่วง ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แล้วเรื่องนี้ก็นำไปสู่การสอบสวนของ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นข่าวครึกโครม และยังจะต้องเป็นหนังยาวอีกไม่น้อยนะครับ เรื่อง ๒ เรื่องที่เกิดขึ้นในกรณีอีเมลอื้อฉาว ผมอยากจะแยกออกให้ชัดเจน ๑. ก็คือกรณีที่มี การชำระความกันในหมู่สมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาตินั้น ผมคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเป็นเรื่องภายในและเป็นเรื่องของกระบวนการสอบสวนที่ยังไม่สิ้นสุด กระผมจะขอยุ่ง เฉพาะเรื่องของฝ่ายการเมืองที่เอาตัวเองเข้าไปยุ่ง อีเมลฉบับนี้เป็นของนักการเมืองรายหนึ่ง อยู่ในพรรคของท่าน ได้เขียนขึ้นมาบอกเล่าการทำงานลับบางอย่างในช่วงเลือกตั้งว่าได้ไป บริหารจัดการกับคนทำสื่อกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ช่วยเหลือเกื้อกูลในการเสนอภาพและข่าว ในด้านบวกของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง คำว่าบริหารจัดการของ ผู้เขียนอีเมล หมายถึงการใช้เงินจำนวนหนึ่งจ่ายให้กับคนทำงานสื่อหนังสือพิมพ์หลายสำนัก รวมแล้ว ๗ คน ก็มีการระบุชื่อเสียงเรียงนามชัดเจน ผมรับรู้เรื่องนี้ด้วยความหดหู่ใจ แล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นเดือดเป็นแค้นมาก เพราะเจ้าของอีเมลฉบับนี้เป็นนักการเมือง เป็นอดีตคนทำงานสื่อสารมวลชน เป็นถึงรองโฆษกพรรค เป็นถึงกรรมการบริหารในพรรค ของท่าน ผมไม่นึกเลยว่าคนในพรรคของท่านเขาจะกล้าทำร้ายคนในวงการสื่อสารมวลชน ที่เป็นพี่น้องของผมได้ลงคอ ท่านประธานครับ เขาอ้างว่าเขาใช้เงิน เศษเงินเพียงเล็กน้อย ฟาดหัวเพื่อนร่วมวิชาชีพของผม เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ ให้จริงหรือไม่จริงไม่รู้ เรื่องนี้ต้อง พิสูจน์กันต่อไป แต่คนที่เขียนอีเมลนี้ไปกล่าวร้องเอาผลงานกับเจ้านายตัวเองแล้ว ต้องบอก ว่าใจร้ายใจดำกับเพื่อนร่วมวิชาชีพผมมาก ถ้าพูดภาษาของท่านเฉลิม อยู่บำรุง ก็ต้องบอกว่า ทำแบบไม่มีหิริโอตตัปปะเอาเลย ท่านประธานครับ วันนี้ท่านกลับเอามาเขียนเป็นนโยบาย บอกว่า จะส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนตระหนักต่อจรรยาบรรณของสถาบันสื่อมวลชน มันจะเป็นจริงได้อย่างไรครับ จรรยาบรรณของสถาบันไหนล่ะครับที่สอนให้ซื้อคน ซื้อศักดิ์ศรี ของคนด้วยเงินแบบนี้ นับหนึ่งท่านก็บิดเบือนแล้วครับ แล้วนับจากนี้ไปเราจะเชื่อถือนโยบาย ของท่านได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ เสร็จสิทธิเลือกตั้งท่านไปกดดันเอากับคนในวงการหนังสือพิมพ์ นักหนังสือพิมพ์มืออาชีพที่เป็นที่ยอมรับในเรื่องของการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ต้องถูกบีบถูกเค้นถูกกดดันจนกระทั่งถูกเลิกจ้างไป เขาบีบคั้นกันอย่างไร เขากดดันกัน แบบไหน อะไรที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้นักข่าวฉบับนี้ต้องถูกออก ผมคงไม่เอามาพูดในที่นี้ แต่หัวหน้ารัฐบาลของท่านทราบดี เพราะอยู่ใกล้กับเหตุการณ์นี้มากที่สุด และเกี่ยวข้อง กับท่าน ท่านประธานครับ คนที่ทำงานสื่อที่เป็นแบบอย่างแบบนี้ เป็นที่ยอมรับในสากล เป็นที่ยอมรับถึงขนาดว่าเขาได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คนแบบนี้อยู่ใน วงการสื่อไม่ได้ แสดงความคิดอย่างอิสระในฐานะของคนทำสื่อไม่ได้ ท่านประธานครับ แล้วท่านจะส่งเสริมให้สื่อมวลชนทุกประเภทมีอิสระมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างไร ท่านไม่สนับสนุนคนประเภทอย่างนี้นะครับ ท่านชอบประเภทคนที่อวยท่าน อวยพวก ๆ ของท่าน แล้วคนประเภทนี้ก็ถูกบริหารจัดการ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหลือสื่อดี ๆ ไว้คอยปกป้องสำหรับการทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ท่านเขียนไว้ในข้อ ๘.๓.๒ ท่านบอกว่า จะปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชน เรื่องนี้ต้องเรียนกับท่านประธานว่า เป็นเรื่องใหญ่มาก คำถามก็คือว่าอะไรครับที่เป็นอุปสรรค จะต้องแก้ไขกฎหมายฉบับใด จะต้องมีบทบัญญัติกฎหมายฉบับใดเพิ่มเติมขึ้นมาในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ผมก็ ไม่แน่ใจนะครับว่าอุปสรรคในการทำหน้าที่สื่อมวลชนในสายตาของท่านกับคนในแวดวง วิชาชีพสื่อมวลชนนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันแต่เอาละครับ ผมคิดว่ามีกฎหมายอยู่ ๒-๓ ฉบับ ที่ควรจะต้องพูดถึง ๑. ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่อยากจะแนะนำ กับท่านว่าวันนี้ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการรับรู้ของพี่น้องประชาชน ไม่เอื้อให้สื่อมวลชนได้มี โอกาสได้ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงมาตีแผ่กับสังคม ในวงสัมมนาทุกที่ ทุกแห่งละครับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารปกปิดมากกว่าเปิดเผย นี่เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องไปแก้ไข

เรื่องที่ ๒ ก็คือมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญ เขาระบุชัดว่าให้เสรีภาพคนทำสื่อ ในการเสนอข่าวและความคิดเห็น โดยไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของเจ้าของหรือผู้บังคับบัญชา วันนี้ ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับรัฐธรรมนูญมาตรานี้เลยครับ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาบริหารประเทศ เราได้ผลักดันเรื่องนี้ไว้ให้คนที่ทำงานสื่อสารมวลชนมานั่งร่าง มานั่ง ยกร่างกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมานะครับ กฎหมายฉบับนี้ก็คือร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตอนนี้ไปตกแต่งอยู่ในกฤษฎีกา ท่านคิดว่าเป็นความสำคัญและจะเป็นหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนทำสื่อ ท่านหยิบมานำเสนอกับสภานี้ครับ ถ้าท่านไม่นำเสนอ ผมก็จะเสนอเอง กฎหมาย อีกฉบับหนึ่งครับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ หรือกฎหมาย กสทช. ครับ กฎหมาย ฉบับนี้เป็นประตูแห่งการปฏิรูปสื่อวิทยุ โทรทัศน์ เขาจะมีการจัดระเบียบตั้งแต่การกระจาย ความเป็นเจ้าของสื่อ การกำกับให้สื่อทำหน้าที่ภายใต้กรอบจรรยาวิชาชีพอย่างมีความ รับผิดชอบต่อสังคม แต่วันนี้มีความพยายามที่จะล้มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. อยู่ ในหลาย ๆรูปแบบ เขาพยายามกดดันกันในหลาย ๆ วิธี เหตุผลก็คือว่าตามกฎหมายเดิมยาก ที่จะทำให้คนที่ใกล้ชิดกับพวกท่านมีโอกาสเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ กสทช. วันนี้กฎหมาย ฉบับนี้มีความสำคัญมาก และมีผลกระทบกับธุรกิจโทรคมนาคม กระทบกับธุรกิจ สื่อสารมวลชนวิทยุ โทรทัศน์จำนวนมาก รวมทั้งวิทยุชุมชนที่เป็นเครื่องมือของพวกท่านใน การสนองเป้าหมายทางการเมืองอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะถามท่านประธานนะครับว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นอุปสรรคของท่านหรือไม่ แล้วท่านจะไปแก้ไขตามที่ท่านเขียนไว้ ในนโยบายนี้หรือไม่นะครับ

สุดท้ายคือผมเป็นห่วงท่านรัฐมนตรีที่จะมากำกับดูแล ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่ทราบ นะครับว่าจะเป็นใคร แต่ผมเชื่อนะครับว่าคนที่จะมานั่งกำกับดูแลนโยบายสื่อ กำกับควบคุมสื่อ ในวันนี้ที่มาจาก ครม. ไม่ใช่ตัวจริงหรอกครับ ตัวจริงที่จะกำหนดนโยบาย จัดระเบียบ ควบคุมสื่อทั้งระบบนั่งอยู่นอก ครม. แล้วคนเหล่านี้ก็เคยมีบทบาทสำคัญในการควบคุม การทำงานของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งคลื่นความถี่ ไม่ว่าการจัดสรรแบ่งเค้กโฆษณา ทั้งของรัฐ ของเอกชนในเครือข่ายทั้งหลายนั่งอยู่ข้างนอก ผมเป็นห่วงเหลือเกินนะครับว่า คนที่นั่งอยู่ข้างนอกเหล่านี้จะกำกับนโยบายสื่อให้เป็นทิศทางแบบหยาบ ๆ เถื่อน ๆ ที่เคยทำ ใช้ ปปง. ไปตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเหมือนกับที่ทำกับคุณเปลว สีเงิน คุณสุทธิชัย หยุ่น และแม่ถ้วน หลีกภัย ในอดีต ผมไม่อยากให้ภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปจะเป็นกลุ่มสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลนะครับ ซึ่งมี ๒ ท่านนะครับ ก็จะมีท่านปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ กับท่านสุชาติ ชมกลิ่น เชิญท่านปรเมศวร์ครับ

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอเสนอข้อคิดเห็นที่มีต่อนโยบายรัฐบาล ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ในนโยบายเร่งด่วนข้อ ๑.๘.๓ จัดให้มีเบี้ยยังชีพ รายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่ ๖๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งก็ถือว่า มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่เบี้ยความพิการนั้นในปัจจุบันผู้พิการได้รับ เพียง ๕๐๐ บาทต่อเดือน นั่นหมายรวมถึงมีการเสนอให้มีการได้รับแบบขั้นบันไดเช่นกัน แต่ว่าไม่ให้อ้างอิงจากอายุ ให้อ้างอิงจากความรุนแรงของความพิการ แต่ตรงนี้นั้นอาจจะหา ข้อยุติไม่ได้ ผมก็ขอเสนอว่าถ้าในโอกาสหน้านะครับในปีต่อ ๆ ไปของการบริหารรัฐบาลนั้น จะดำเนินการให้ใช้ขั้นบันไดสูงสุดนั่นคือจาก ๕๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาทนั้น ก็จะมีความเหมาะสม เนื่องจากว่าต้นทุนและอุปสรรคในการดำรงชีวิตของผู้พิการนั้น มีสูงกว่าคนปกติ และในนโยบายต่อไปคือนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ข้อ ๓.๓.๓ ภาคการท่องเที่ยว การบริการ และการกีฬาซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ดีและเอื้อต่อคนพิการ แล้วนะครับ แต่ว่านโยบายที่ดีนั้นควรนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจึงขอเสนอแนะ ในบางประการ

ประการที่ ๑ นั้นคือต้องมีการจัดสภาพแวดล้อม สถานที่ท่องเที่ยว สนามกีฬา สวนสาธารณะให้เอื้อต่อคนพิการ จะต้องจัดทำให้ถูกต้องครบถ้วนมีมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้นั้นถ้าเป็นพื้นที่ที่จะต้องก่อสร้างใหม่นั้นก็คงนับรวมถึงถึงการมีอารยะสถาปัตย์ หรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal design) นะครับ

ในประการที่ ๒ นั้นจัดให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลสถานที่พร้อมให้บริการ กลุ่มคนพิการและจัดกิจกรรมเพื่อการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กลุ่มคนพิการ ผู้สูงอายุ และครอบครัว ซึ่งตรงนี้นั้นจะใช้งบประมาณเพียงไม่มากนะครับ เพียงแค่ขอความร่วมมือ ในการรวบรวมข้อมูลจากสถานประกอบการต่าง ๆ ในการให้ข้อมูลว่าสถานที่แห่งใดนั้นให้ สิทธิในการอำนวยความสะดวกกับพี่น้องผู้พิการได้บ้างนะครับ ตรงนี้จะทำให้ผู้พิการทั้งชาว ไทยทั้งชาวต่างประเทศ จะได้รับการอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นนะครับ เพราะต้องรู้ว่า การที่ผู้พิการจะเดินทางออกจากบ้านนั้นเขาคิดนะครับว่าจะต้องเป็นภาระของใคร หรือเปล่า หากเพียงเรานั้นได้อำนวยความสะดวกในฐานข้อมูลตรงนี้ก็จะทำให้การเดินทางนั้น มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

และในประการที่ ๓ ต้องส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำในธุรกิจการท่องเที่ยว ภาคบริการ และการกีฬา เพราะตรงนี้นั้นจะเน้นให้กลุ่มเป้าหมายเฉพาะเนื่องจากว่าจะรับรู้ และมีความลึกซึ้งถึงงานที่ตัวเองทำนะครับ ยกตัวอย่างเช่นให้ผู้ที่มีความพิการทางการได้ยิน บกพร่องทางการได้ยินตรงนั้นได้เป็นมัคคุเทศก์ให้กับนักท่องเที่ยวคนพิการทางการรับฟัง เช่นกันนะครับ

และในประการสุดท้ายของนโยบายนี้นั้นก็คือการจัดตั้งศูนย์กีฬาและ นันทนาการสำหรับผู้พิการแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้นั้นทางนโยบายของรัฐบาลก็ได้กล่าวถึงว่าให้มี การจัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬาให้เพียงพอ จะเป็นการให้มีนักกีฬา ทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศได้เข้ามาฝึกซ้อมในประเทศไทย เรามีพื้นที่ที่เหมาะสม หลายพื้นที่นะครับ ยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรีก็มีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กีฬาในร่ม ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกแล้วก็สามารถเดินทางมาใกล้ จากสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาเพียงชั่วโมง เศษ ๆ และในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นั้นก็จัดให้มีการพัฒนาให้มีการศึกษาระบบแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ที่จะมาจากสุวรรณภูมิมาที่พัทยาด้วยนะครับ และในโอกาสนี้นั้นนักกีฬาที่เป็นนักกีฬา ของจังหวัดชลบุรีที่เป็นผู้พิการนั้นก็ได้ชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติถึง ๑๒ ปีติดต่อกัน

ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและวัฒนธรรม นโยบายนี้นั้น เป็นนโยบายที่ได้ครอบคลุมเกือบทุกประเด็นอยู่แล้วนะครับ แต่ผมอยากจะเสริมว่าควรจะมี การจัดให้มีมหกรรมในการแสดงศักยภาพของคนพิการในด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อจะส่งเสริมให้ผู้พิการเหล่านี้นั้นได้แสดงศักยภาพของตัวเองสร้างความภาคภูมิใจให้กับ ตัวเองแล้วก็ยังนำผลงานสู่สายตาของประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้นกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งก็มี ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยที่มีเนื้อที่กว่า ๕๘ ไร่ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่ได้มีการอำนวย ความสะดวกครบครันกับพี่น้องผู้พิการอยู่แล้วนะครับก็ควรจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาจจะเป็นปีละ ๔ ครั้งก็ได้นะครับ ก็เป็นเพียงข้อมูลพอสังเขปที่จะเสริมให้นโยบายรัฐบาลนั้น มีความเหมาะสมครอบคลุมถึงผู้พิการมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขณะนี้มี คณะเจ้าหน้าที่อาวุโสรัฐสภาสหรัฐอเมริกามาชมการประชุมอยู่ข้างบน ข้างหลังนะครับ ต่อไป เชิญท่านสุชาติ ชมกลิ่น ครับ

นายสุชาติ ชมกลิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายสุชาติ ชมกลิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขอสนับสนุนและเห็นด้วยกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลข้อที่ ๑.๙ เรื่องการปรับลดภาษี เงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ ๒๓ ในปี ๒๕๕๕ และลดเหลือร้อยละ ๒๐ ในปี ๒๕๕๖ ซึ่งทำให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชน และจะทำให้ฐานภาษีขยายในวงกว้างขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และสิ่งที่ผมเห็นด้วยและ สนับสนุนนั้น สืบเนื่องจากนโยบายปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สอดคล้องกับนโยบาย ของพรรคพลังชล ซึ่งตัวผมนั้นได้มีส่วนร่วมในการร่างนโยบายนี้ เรียนท่านประธานนะครับ ผมขอฝากข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นผ่านมายังท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีธีระชัยนะครับว่า เป็นไปได้ หรือไม่ครับที่ปี ๒๕๕๕ ท่านจะลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่มก็คือเรียกกัน ง่าย ๆ คือ ภาษีแวท (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ อยากให้ลดลงเหลือสัก ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วปี ๒๕๕๖ ให้ลดเหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นโครงสร้างภาษีปี ๒๕๕๖ ก็จะเป็นดังนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเหลือร้อยละ ๒๐ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวทเหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็บังเอิญไปตรงกับประเทศสิงคโปร์ที่เป็นสมาชิกของอาเซียนเหมือนกัน เพราะว่าเราต้อง เตรียมตัวเตรียมพร้อมในการที่จะเข้าไปสู่ปี ๒๕๕๘ ที่จะเข้าร่วมกับประชาคมอาเซียน ตัวเลขของภาษีนะครับ คร่าว ๆ ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผมพอมีตัวเลขนะครับในปี ๒๕๕๓ ซึ่งรวมทั้ง พพ. ๓๐ และ พพ. ๓๖ นะครับ พพ. ๓๐ ก็คือเก็บจากพี่น้องประชาชนในประเทศ พพ. ๓๖ ก็คือเก็บจากบริษัทต่างประเทศที่มีรายได้จากประเทศไทย ปี ๒๕๕๓ ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ ๓๑๔,๕๐๐ ล้านบาท ประมาณการนะครับ และปี ๒๕๕๔ นี้ ซึ่งยังไม่นับอีก ๒ เดือนนะครับ เก็บได้ ๓๑๗,๔๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งจะสังเกตนะครับว่า ยังไม่ครบอีก ๒ เดือน ภาษีมูลค่าเพิ่มก็เก็บได้มากกว่าปี ๒๕๕๓ นะครับ ผมอยากจะแนะนำ อย่างนี้นะครับว่าถ้าเราลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงไปด้วยจะทำให้ฐานภาษีจะขยายในวงกว้าง ในแนวนอน จะทำให้สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมก็คือภาพรวมของการลดต้นทุน ค่าครองชีพของประชาชน เพราะว่าภาษีแวทนั้นเก็บโดยตรงจากผู้ใช้บริการและ พี่น้องประชาชนทั่ว ๆ ไปตามชีวิตประจำวันที่เราเจออยู่ สิ่งหนึ่งผมก็ขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ท่านได้กล้าคิดและได้กล้าเปลี่ยนแปลงระบบ โครงสร้างภาษี ผมเชื่อนะครับว่าสิ่งที่ท่านคิดและเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้นำพาประเทศไทยเรา เป็นผู้นำของอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ที่จะมีถึงนี้นะครับ แล้วผมเองนั้นก็ขอฝากให้กับทางรัฐบาล กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านธีระชัยนะครับว่าโปรดให้ความสำคัญกับภาษีที่ผม ได้พูดในเบื้องต้นนี้ ผมเชื่อนะครับว่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจ การกระจายตัวของผู้จับจ่ายใช้สอยหรือพี่น้องประชาชนทางบ้านนั้นขยายในวงกว้างขึ้น และจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อในเรื่องของแพงลดลงเพราะภาษีแวทนั้น ถ้าเราลดภาษีแวท จะทำให้สินค้าก็จะลดลงตามครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขออนุญาตเอากลุ่มของสมาชิกวุฒิสภานะครับ ซึ่งจะเรียงตามนี้นะครับ ๕ ท่าน ก็มีท่านจตุรงค์ ธีระกนก คุณสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ครับ เริ่มที่คุณหมอจตุรงค์ ๔ นาทีครับ

นายจตุรงค์ ธีระกนก สมาชิกวุฒิสภา ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ผม นายแพทย์จตุรงค์ ธีระกนก สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิก รัฐสภา สิ่งที่ผมจะได้นำอภิปรายวันนี้ก็คงเป็นเรื่องการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ในนโยบายเรื่องการพัฒนาสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายเหล่านี้ในเรื่อง การสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเราถือว่าเป็นกลวิธีทางการสาธารณสุขที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการบริการทางสาธารณสุขของรัฐที่มีอยู่เดิมนั้นครับ แล้วก็ให้ความสำคัญ ในเรื่องของการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ในระดับตำบลและหมู่บ้าน มีการผนวกงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังโรค การป้องกันโรค แล้วก็การฟื้นฟูสภาพเข้ามาด้วยกันนะครับ แล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนการดำเนินการ หรือการประเมินผล เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า งานการสาธารณสุขมูลฐานนี้เป็นงานของประชาชนเพื่อประชาชนโดยตรงนะครับ ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่โครงการดำเนินเรื่องนี้เรามี อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้านนะครับ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขมูลฐานตรงนี้ ที่สำคัญ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เราจะพบว่าการดำเนินงานด้านสาธารณสุขในระดับปฐมภูมินั้น จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจุดเน้นของการงานที่เริ่มต้นด้วยการรักษาพยาบาล อย่างง่าย ๆ นั้นเปลี่ยนไปในเรื่องของการพัฒนาสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากแนวโน้ม ของปัญหาสุขภาพได้มีการเปลี่ยนแปลงจากโรคติดต่อไปสู่โรคไม่ติดต่อมากขึ้น อันเป็นผล มาจากการที่มีพฤติกรรมของการใช้ชีวิตในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ตรงนี้มากขึ้น ซึ่งเราก็จะพบ เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศ แม้กระทั่งประเทศที่เจริญแล้ว แต่อย่างไรก็ดี อาสาสมัครของเราเองได้รับการสนับสนุนในเรื่องของวิชาการให้มีความเข้าใจมีความสามารถ ที่จะจัดการเรื่องของสุขภาพชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหน่วยงานทางด้านบริการ หรืองานสาธารณสุขในระดับปฐมภูมินั้นอาสาสมัครเหล่านี้จะเป็นองค์กรสำคัญในการที่จะ ช่วยขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยงานในเรื่องของในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือ สถานีอนามัยเดิม ณ ตรงนั้น ในการที่จะจัดให้เกิดการบริการที่เราเรียกว่าใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้อย่างมากครับ โดยเฉพาะในขณะนี้ ในปัจจุบันนี้เรายังมีปัญหาในเรื่องของอัตราบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขที่มีจำนวนที่ไม่ เพียงพอหรือมีการกระจายที่ไม่ทั่วถึง เพราะฉะนั้นการพึ่งเครือข่ายภาคประชาชนโดยเฉพาะ อสม. หรือ กสค. ก็คือการนำสุขภาพประจำครอบครัวนั้นก็จะเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คงกราบเรียนว่าผมขอสนับสนุนนโยบายในเรื่องเหล่านี้ แต่ก็ขอให้เป็นนโยบายที่มี หลักการต่อเนื่อง มีความต่อเนื่องและที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องมีการสนับสนุนอย่างจริงจังนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งคือนโยบายเรื่องการผลิตบุคลากรทางสาธารณสุขให้เพิ่ม ให้เพียงพอตรงนั้นมีความเห็นด้วย แต่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเองคงจะต้องมี นโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ในการที่จะรับบุคคลหล่านั้นเข้าสู่ระบบ ในขณะนี้เรามีบุคลากร สาธารณสุขที่รอการบรรจุอีกมากมายนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คงเป็นมาตรการที่คงจะต้อง มีการจัดเพิ่มขึ้น และที่สำคัญเมื่ออยู่ในระบบแล้วก็คงจะต้องรักษาบุคคลเหล่านี้ให้อยู่ใน ระบบไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริมในเรื่องขวัญกำลังใจ ในเรื่องของความมั่นคง ของวิชาชีพ ความสุขเรื่องของการทำงานหรือแม้กระทั่งความก้าวหน้าของวิชาชีพต่าง ๆ นั้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คงจะเป็นเรื่องของการพัฒนาเรื่องระบบประกันสุขภาพ อยากจะเรียนถามท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องมาตรการเสริมในการที่จะพัฒนา เหล่านี้จะเป็นอย่างไร จะมีมาตรการเสริมอย่างอื่นนอกจาก ๓๐ บาท เช่นมาตรการเสริม ในเรื่องของการร่วมจ่าย ซึ่งนานาประเทศเริ่มมีการนำระบบนี้มาใช้แล้วครับ ก็ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านสุรพงษ์ครับ

นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภา กาญจนบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด กาญจนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อที่รัฐสภาแห่งนี้ ที่จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ จะบริหาร ราชการแผ่นดินด้วยความสุจริต จะสร้างความปรองดองแห่งชาติ และจะนำประเทศ สู่ความเจริญรุ่งเรืองนั้น ถือว่ารัฐบาลนี้ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อรัฐสภาแห่งนี้ และเป็นการให้ คำมั่นสัญญาต่อปวงชนชาวไทยทั้งปวง ซึ่งก็ขอให้รัฐบาลได้ทำตามคำมั่นสัญญานั้น ให้สัมฤทธิผลและฟังดูแล้วก็น่าชื่นใจนะครับ เหมือนท่านกำลังวาดภาพสวย ๆ ว่าจะวาดภาพ สวย ๆ ให้เราดู เหมือนท่านกำลังให้ความหวัง เหมือนกับให้ความฝัน แต่ว่าความหวังและ ความฝันนั้นจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อคณะของท่านทั้งหลายคือคณะรัฐมนตรีได้ใช้ความสามารถ แล้วก็ทำให้มันปรากฏต่อสาธารณชนทั่วไปว่านโยบายที่ท่านกำหนดไว้ได้กระทำและ สัมฤทธิผล ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่ท่านจะเรียกศรัทธาจากประชาชนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่คณะรัฐบาลจะทำตามนโยบายที่ท่านได้แถลงไว้นั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือว่า ในส่วนราชการทั้งหลายที่เป็นมือแขนของท่านนั้นล้วนเต็มไปด้วยคนดี เต็มไปด้วยคนเก่ง มีความสามารถ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านต้องพึงสังวรไว้ก็คือว่าข้าราชการนั้นไม่ว่ากรม กองใด ก็ตาม มีคนมีความสามารถจริงแต่ว่าขาดซึ่งการประสานงาน แม้แต่ในกอง ในกรมก็ตาม จะไม่ค่อยประสานงานกัน นี่คือข้อด้อยของระบบราชการไทย ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องแก้ไข ตรงจุดนี้ให้ได้นะครับ ซึ่งการทำงานร่วมกันนั้นเหมือนดนตรีครับ กรม กองต่าง ๆ ก็เหมือน เครื่องดนตรี แต่ไม่ค่อยเล่นพร้อมกันมันก็ไม่เป็นวง เพลงที่ออกมามันก็ไม่ไพเราะ ฉะนั้นสิ่งนี้ รัฐบาลต้องพึงระวัง และนโยบายที่ท่านได้แถลงไว้นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกับบ้านเมืองเราในขณะนี้

ข้อที่ ๑ นั้นท่านได้พูดถึงเรื่องการปรองดอง ซึ่งต้องขอบคุณครับว่าท่านกำลัง ได้ดำเนินการปัญหาที่เร่งด่วนจริง ๆ เรื่องการปรองดอง การปรองดองนั้นอยากจะเรียนว่า มีโจทย์ข้อนี้มีเรื่องที่จะต้องพึงระลึกถึงก็คือว่าการให้อภัย ถ้าการปรองดองแล้วโจทย์ข้อนี้ ท่านไม่มีคำว่าให้อภัย ท่านก็คงจะสำเร็จยาก วันนี้สีต่าง ๆ ควรจะหยุดได้แล้วครับ ท่านทั้งหลายปล่อยกระบวนท่ากันมาหมดแล้ว หลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี่ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ว่าชีวิต ไม่ว่าทรัพย์สิน ไม่ว่าบาดแผลที่บาดลึกในหัวใจ มันเต็มไปหมดแล้วครับ ฉะนั้นวันนี้ ประเทศไทยจะปรองดองได้นั้นท่านจะต้องลืมเรื่องเมื่อวาน จะต้องมีวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น ผมพูดอย่างนี้หลายคนคงยังไม่เห็นด้วย เพราะท่านยังไม่มีคำว่าให้อภัย การให้อภัยนั้น พุทธศาสนาบอกว่าเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคำหนึ่งคือการให้อภัย อยู่ในเรื่องนั้น ๆ นะครับ

และในข้อที่ ๒ ท่านพูดถึงเรื่องยาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมืองเรา เป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เหมือนโรคร้ายครับ ท่านต้องใช้ยาแรง ยาแรงในที่นี้พรรคไทยรักไทยในอดีต รัฐบาล เคยทำก็เอาข้อผิดพลาดในอดีตนั้นมาเป็นบทเรียนแล้วก็แก้ไข ซึ่งวันนี้ในคุกในตะราง ในเรือนจำทั้งหลายกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ต้องขังเป็นเรื่องคดียาเสพติด ห้องบางห้อง นอนกันแค่ ๒๐-๓๐ คน ก็นอนกันเข้าไป ๗๐-๘๐ คนวันนี้คือลุกไปแล้วก็กลับมาไม่มีที่นอน ข่าวว่าอย่างนั้น ก็ขอให้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องยาเสพติดแล้วก็โดยเฉพาะผู้ผลิต และผู้ค้าต้องใช้ความเด็ดขาดนะครับ

ในข้อที่ ๕ นโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อของท่าน ท่านพูดถึงความสงบสุข ความสันติสุขของชายแดนภาคใต้ ปัญหานี้ก็นมนานเหลือเกิน ถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องสรุป เสียทีว่าเรื่องราวมันอย่างไรกันแน่ แล้วแก้มันให้ถูกจุด

ข้อที่ ๖ ใน ๑๖ ของท่านท่านพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็น เรื่องสำคัญ เรามีเพื่อนบ้านอยู่ไม่กี่คน ทะเลาะเขาหมดเลยวันนี้ เราต้องอยู่กันอย่างญาติ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลพึงแก้ไขเรื่องนี้นะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ นายกรัฐมนตรีนั้นถูกสื่อแล้วก็หลาย ๆ กลุ่ม เขาบอกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีป้ายแดง เป็นนายกรัฐมนตรีมือใหม่หัดขับ ผมก็คิดอย่างนั้น ใช่ครับ เพราะท่านไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน และท่านก็ไม่ใช่นักการเมืองมาก่อน วันนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมคิดว่าต้องให้โอกาส ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านไม่รู้ไปทุกเรื่อง ผมก็ว่าใช่ครับ เพราะนักปราชญ์ก็ยังรู้ไม่ทุกเรื่อง แต่การที่ท่านไม่รู้ ทุกเรื่องนั้น แต่ท่านต้องตัดสินใจได้ทุกเรื่อง นั่นคือความสำคัญ แล้วภายใต้ข้อมูลและ การตัดสินใจทุกเรื่องนั้นจะต้องถูกต้องด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านว่านายกรัฐมนตรีนั้นวันนี้ประเทศไทยจะปฏิเสธนายกรัฐมนตรี ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ต้องเฝ้ารอกันให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ หนทางพิสูจน์ม้าครับ ให้เวลา เป็นเครื่องพิสูจน์ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ บนเส้นทางเดินของท่านนั้นจากนี้นับจากวันนี้ก็คง จะมีอุปสรรคก็ขอให้ท่านได้ใช้ความอดทนกับความหนักแน่น ฟันฝ่าก้าวข้ามอุปสรรคนั้น ให้ได้ครับ และอยากจะฝากคำท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า คนที่ทนในสิ่งที่คนอื่น ทนไม่ได้ จึงจะถือได้ว่าเป็นยอดคน ก็หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีของผมคนนี้จะเป็นยอดคนครับ ขอบคุณครับ

(นายกษิต ภิมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญ ท่านไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ครับ ประท้วงหรือครับ เชิญครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผมขอกล่าว สักนิดนะครับ เพราะว่าพาดพิงนะครับ ผม กษิต ภิรมย์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ

ท่านกษิตครับ มีพาดพิง ประเด็นไหนครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นเรื่อง ทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ ผมรับผิดชอบกระทรวงการต่างประเทศอยู่ ขอกราบเรียนชี้แจงนะครับ

ที่จริงก็ไม่ได้ระบุชื่ออะไร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คงไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ ทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านเสมือนว่ารัฐบาลของ

เชิญครับ ๒ นาทีนะท่านนะ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครับ ๒ นาที เพียงแต่ว่าผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านวุฒิสมาชิกที่ได้กล่าวเมื่อกี้นี้ว่า สถิติตัวเลขทั้งหมดนะครับเกี่ยวกับความสัมพันธ์

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

มีผู้ประท้วงอีก เชิญ ท่านสุนัยครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสักนิดหนึ่งเถอะครับ คำวินิจฉัยของท่านประธานที่จะให้เวลา ๑ นาที ๒ นาที กับสิ่งที่มันไม่ได้เป็นจริง เวลามันไม่มีครับ ผมเองก็ตัดการอภิปรายไปเยอะหมด ฝ่ายรัฐบาล อย่างกรณีที่ขอประทานโทษเถอะครับ ท่าน ส.ส. ที่เอ่ยชื่อท่านกษิต ขอประทานโทษ เอ่ยชื่อท่าน เขาไม่ได้พาดพิงท่านเลยครับ เขาบอกว่ามี

ท่านสุนัยครับ ขออภัยครับ ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง แต่ประเด็นผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ให้โอกาสท่านสัก ๒ นาที คงไม่เสียเวลามาก แล้วเวลา ๒ นาทีก็ไปหักในเวลาของท่านด้วย

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมเพียงแต่ขอกราบเรียนท่านประธานว่าความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดจากสถิติตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว รวมทั้งความช่วยเหลือ ของประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ ผมขอใช้ คำภาษาอังกฤษ โดเนอร์ คันทรี (Donor country) ในช่วง ๒ ปีครึ่งที่ผ่านมา สถิติทั้งหมด เป็นไปในทางบวกครับ รวมทั้งการดำเนินความสัมพันธ์ต่าง ๆ กับมิตรประเทศด้วย ไม่ได้ มีประเด็นปัญหาอันใด ถ้าเผื่อจะมีกับประเทศกัมพูชานั้นก็คงจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ตามใจ ทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเพียงแค่ ๒ เรื่องเท่านั้นเองนะครับ คือไม่ได้เห็นชอบกับแผนพัฒนา บริหารอาณาบริเวณของปราสาทพระวิหาร กับอันที่ ๒ คือเป้าประสงค์ที่จะให้มี การทบทวนเอ็มโอยูปี ๒๕๔๔ เพราะว่าการลากเส้นของฝ่ายประเทศกัมพูชานั้น มันไม่มีหลักการทางด้านกฎหมายหรือว่าข้อเท็จจริง ก็ขอกราบเรียนท่านประธานแค่นี้ครับ ขอขอบคุณมากครับ

ขอบคุณครับ เชิญท่านไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ๔ นาทีนะครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ท่านควรจะให้ ความกรุณาตั้งใจฟัง เพราะเรื่องต่อไปนี้ ๔ นาที ๒ เรื่องใหญ่

เรื่องแรก เรื่องด่วนครับ ๑.๓ ตามที่นโยบายรัฐบาลที่บอกว่าจะมีการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างจริงจังนั้น กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกระผมเป็นผู้รณรงค์การเมืองสีขาว การเมืองที่ทุกคนมีแต่ความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มี ทุจริต ไม่มีคอร์รัปชัน ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง และยังปลูกฝังไปสู่เยาวชนโดยการพบปะ นักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ มะรืนนี้วันศุกร์ก็ไปจังหวัดเพชรบุรี ๒ โรงเรียน โรงเรียนละ ๕๐๐ คน ๒ โรงเรียน ๑,๐๐๐ คน โดยงบส่วนตัว แล้วก็ไปเผยแพร่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ผู้รณรงค์การเมืองสีขาว จึงอยากจะเห็นการเมืองสีขาวที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีว่าควรนำการเมืองสีขาวนี้ไปทำให้ เป็นรูปธรรม เพราะจะเกิดการปรองดองด้วย และผมอยากจะเห็นพี่น้องนักการเมือง ในบ้านเมืองของเราที่จะร่วมแรงร่วมใจกันร่วมมือเพื่อชาติ ด้วยการยึดถือต่างประเทศที่เขา เจริญแล้วเป็นตัวอย่าง เวลาแข่งขันกัน เวลาผู้ที่จะชนะแล้ว ผู้ที่จะแพ้ก็จะเข้ามาร่วมมือและ ช่วยกันทำงานเพื่อชาติ จึงจะถือว่ามีสปิริท (Spirit) มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย แล้วมาร่วมกันทำให้การเมืองพัฒนา การศึกษาก้าวไกล เศรษฐกิจมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง นั่นคือการเมืองสีขาว

ส่วนเรื่องที่ ๒ นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อ ๓.๔.๖ นั่นก็คือนโยบายปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบรางเพื่อการขนส่งนั้น กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ระบบรางซึ่งเป็นระบบขนส่งที่เรียกว่าแลนด์ บริดจ์นั้นจะสู้อีกโครงการหนึ่งไม่ได้ที่ว่าเรา ศึกษากันมาแต่โบร่ำโบราณ แล้วก็วุฒิสมาชิกชุดที่แล้วก็ได้ศึกษาผ่านไปแล้ว ในชุด ๒๕๔๓ ซึ่งได้พิจารณาเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๘ นั่นคือโครงการขุดคอคอดกระ หรือเรียกว่าคลองไทย ในปัจจุบัน โครงการคอคอดกระหรือคลองไทย ถ้าหากว่าลงมือขุดหรือขุดสำเร็จเมื่อไร โครงการแลนด์ บริดจ์ทั้งหลายหยุดหมดครับ เพราะว่าโครงการคอคอดกระนี้เป็นโครงการ เขย่าโลก ทั้งโลกจะต้องให้ความสนใจในเรื่องคอคอดกระ และคอคอดกระนี้ถือว่า เป็นในแผ่นดินไทย เป็นของไทย ไม่ใช่ประเทศอื่น ด้านความมั่นคงไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่า เวลาเราจะเคลื่อนกองทัพเรือ ที่ผ่านมาเราจะต้องไปที่ใต้สุด ต้องไปขออนุญาตชายแดน ประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็รู้หมดว่าแสนยานุภาพเรามีเท่าไร แต่อันนี้ถ้าขุดคลองไทยผ่านเข้ามา ในช่องที่เรากำหนดไว้คือจุด ๙ เอ ที่วุฒิสภาชุดที่แล้วเสนอนั้น ก็จะทำให้การเคลื่อนย้าย แสนยานุภาพอยู่ในประเทศไทยเราเอง ไม่มีใครจะรู้เรื่องแสนยานุภาพของเรา ความมั่นคง ก็จะเกิด ที่สำคัญยิ่งจะประหยัดพลังงานลงไปปีหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งการลงทุนนี้อาจจะประมาณอยู่ที่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลา ๔-๕ ปี ก็เป็น การเฉลี่ยการลงทุน และในบริเวณ ๙ เอนั้นเป็นบริเวณที่มิได้มีสิ่งปลูกสร้างอะไรมากมายนัก อยากจะให้ท่านได้นำเรื่องนี้เข้ามาศึกษา หากต้องการเพิ่มเติมสามารถเรียกกระผมจะนำ นักวิชาการไปพรีเซนท์ (Present) ให้ ครม. ได้รับทราบจะเกิดการจ้างงานมากมาย แล้วก็จะ เกิดการท่องเที่ยว เกิดอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย ก็อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ครม. ว่าโครงการคอคอดกระนี้ โครงการดี ๆ อย่างนี้ โครงการที่จะสร้างความร่ำรวยให้กับประเทศไทยที่จะพลิกโฉมประวัติศาสตร์ ให้ประเทศไทยมีแต่รวย รวย รวย มั่งคั่ง มั่งคั่ง ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทำเวลาได้ยอดเยี่ยมเลยครับ ท่าน พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ๘ นาทีครับ

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา อุดรธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภาจาก จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขออภิปรายเรื่องนโยบาย เร่งด่วนของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดใน ๑.๒ นะครับ ท่านประธานครับ ผมดีใจที่ได้เห็นด้วยในปัญหาเรื่องนี้ที่รัฐบาลได้ขานรับปัญหาต่าง ๆ นำเป็นวาระแห่งชาติ ที่เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด พิษภัยของยาเสพติดขณะนี้ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มีความรุนแรงอย่างไรก็คงไม่ต้องไปพูดให้เสียเวลานะครับ ผมขอพูดเนื้อ ๆ เน้น ๆ ในประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตรับราชการโดยตลอด ก็คิดว่าท่านประธานก็เคยอยู่ทาง ภาคอีสานก็คงจะเคยได้ยินประวัติและการทำงานในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดของผม มาบ้างพอสมควร ที่ท่านพูดกันวันนี้ส่วนใหญ่ท่านก็จะพูดในลักษณะผมคิดว่าเป็นรูปธรรม มากกว่านะครับ เป็นแผนงานเป็นนโยบายอะไรไป ผมคิดว่าคงจะเสร็จได้แค่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้ย่อมนำไปปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างแท้จริงนะครับ ผมขอเรียนนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องวิธีการที่จะไปป้องกันและปราบปรามเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนี้นะครับ

เรื่องที่ ๑ นั้นจะต้องใช้ไพรออริตี้ (Priority) อันแรกก็คือมาตรการในการป้องกัน คนไม่ติดอย่าให้ติดอีก ขณะนี้จากตัวเลขที่มีการประเมินโดยทั่วไปบอกว่ามีพี่น้องประชาชน เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าใน ๑๐๐ คนจะมีคน ไปเกี่ยวข้องสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทำอย่างไรรัฐบาล ผมทราบว่าท่านก็คงจะมอบให้ท่าน ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง ก็ถือว่าเป็นมวยถูกคู่นะครับ เพราะท่านเป็นคน มีประสบการณ์และทางนี้ท่านมีอำนาจด้วยที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ สิ่งที่ผ่านมา คนที่มีอำนาจแต่ไม่มีประสบการณ์ แต่คนมีประสบการณ์ไม่มีอำนาจ ขณะนี้ท่านเฉลิม ได้มารับผิดชอบเรื่องนี้ ผมคิดว่าเรื่องแรกนะครับท่านต้องไปดำเนินการเรื่องป้องกันคนไม่ติด อย่าให้ติด ท่านไปใช้กระบวนการ ใช้กลไกของรัฐทั้งหลายทั้งปวงที่มีร่วมกับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ในชุมชน ในหมู่บ้านทั้งหลายนี่ครับ ตั้งให้เขาเป็นบุคคลสำคัญมีส่วนร่วม เป็นพลังแผ่นดินขึ้นมา ป้องกันคนไม่ติดอย่าให้ติดอีก แต่วิธีการดำเนินการอย่างไรนั้น ท่านไปปรับวิสัยทัศน์ ปรับยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ไปดำเนินการใหม่เพราะมีเวลาน้อย ไม่สามารถอธิบายได้

อันดับที่ ๒ ท่านต้องนำไปบำบัดก็คงมอบให้กระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการ จากการติดน้อย พอเราบำบัดได้ก็ไปบำบัด ถ้าคนติดมากไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ บำบัด ไม่ได้ท่านก็ไปหาวิธีการที่ควบคุมไม่ให้ออกมาทำร้ายสังคมได้ เพราะทราบกันดีอยู่ว่า ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นจะไปก่ออาชญากรรมต่อเนื่องอีกนะครับ ไปลัก วิ่ง ชิง ปล้น ไปก่ออาชญากรรมทั้งหลายจะทำได้ เพราะฉะนั้นมาตรการอันที่ ๒ ที่จะไปบำบัดรวมทั้ง การที่จะควบคุมกำกับดูแลพฤติกรรมพวกนี้ไม่ให้ไปก่อเหตุอีก

สุดท้ายประการที่ ๓ จึงจะปราบปราม การปราบปรามนี่นะครับก็ต้องเริ่ม ตั้งแต่ต้องทราบขบวนการค้ายาเสพติดเสียก่อนว่าตั้งแต่เริ่มผลิต ขนลำเลียง พักยา การค้าปลีก ค้าย่อย ค้าส่ง ไปจนถึงผู้เสพ เสพแล้วกลับมาค้า ค้าแล้วก็เสพอีก พวกนี้จะต้องมี กระบวนการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการ ป.ป.ส. มีเทคโนโลยี มีกำลัง งบประมาณ มีกำลังคนไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นกลุ่มผลิต กลุ่มค้า กลุ่มขบวนการใหญ่นี้ ต้องมอบให้ ป.ป.ส. ไปดำเนินการ ส่วนในขั้นพวกขนพวกลำเลียงก็มอบหมายให้ทาง กองบัญชาการแต่ละภาค จังหวัดก็เพิ่มไปถึงผู้บังคับการหรือผู้กำกับสถานีตำรวจ ไปดำเนินการในขบวนการค้ายาเสพติด ปราบปรามให้สิ้นซากไป ที่ผมเรียนว่าผู้เกี่ยวข้อง ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านไปบำบัดในระดับที่ ๒ หายไปสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คงจะ เหลือกลุ่มนี้ไปปราบปรามได้อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเริ่มดำเนินการตั้งแต่ป้องกันไว้ก่อนแล้วก็ไปบำบัด แล้วก็ไปปราบปราม ดำเนินการตามนี้ โดยท่านมีแผนการปฏิบัติที่มีวิธีการมีอะไรที่ถูกต้องแล้วครอบคลุม ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะได้ผลเป็นอย่างยิ่ง แล้วที่ต้องฝากเป็นพิเศษนะครับก็คือพวกนี้ จะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั่นก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ นี่อีกไม่นานก็จะมีการแต่งตั้ง โยกย้ายท่านจะต้องพยายามคัดเลือกตัวบุคคลที่เขามีศักยภาพ มีภาวะผู้นำ มีจิตใจรุกรบ ในการทำงาน มีความจริงใจ ท่านต้องคัดคนอย่างนี้ให้ผู้บังคับบัญชาเขามีโอกาสได้เลือก บุคคลไปทำงาน ขณะนี้สังคมเรียกร้องว่าปัญหาอาชญากรรมก็รุนแรง ยาเสพติดก็มาก แต่พี่น้องข้าราชการตำรวจนั้นมีความพร้อมหรือเปล่าอยู่ที่ผู้นำเป็นหลัก เพราะฉะนั้นขอฝากไว้ คนที่เกี่ยวข้องในการที่จะไปพิจารณาแต่งตั้งตำรวจ ท่านต้องแต่งตั้งคนที่เขามีฝีไม้ลายมือ จริง ๆ แต่ภาษาของหนังกำลังภายในเขาบอกท่านระดับจอมยุทธ์หน่อย ท่านอย่าเอาแต่ เสี่ยวเอ้อไปนะครับเที่ยวเดินตามพวกนี้ก็คงจะรับมือกับยาเสพติดไม่ไหวนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ท่านได้ไปพิจารณาตรงนี้ให้ชัดเจน

และอีกอันหนึ่งสุดท้ายที่ข้าราชการตำรวจที่จะถูกกล่าวขวัญ ถูกกล่าวหา ถูกนินทาว่าร้าย วิพากษ์วิจารณ์ไปเกี่ยวพันกับยาเสพติด เพราะผู้บังคับบัญชาไปตั้งกฎเกณฑ์ ตั้งเป้าให้ข้าราชการตำรวจจับเพื่อมาแถลงเป็นผลงาน ท่านทราบไหมครับว่าผู้บังคับบัญชา ระดับสูงนี่ท่านก็มีแต่สั่ง มีแต่บอก แต่ท่านไม่เคยลงไปทำเอง เพราะฉะนั้นตำรวจชั้นผู้น้อย เขาไปสืบสวนปราบปรามจับกุมเขาต้องใช้สาย ต้องใช้สตางค์ ต้องใช้ทุนลงแรงไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นกว่าจะจับกุมมาได้นี่ก็อาจจะต้องใช้กำลัง ใช้เงิน ใช้แรง ใช้เสียสละเท่าไร เพราะฉะนั้นเมื่อถูกผู้บังคับบัญชากดดันกำชับให้ว่าทำเป้า เดือนนี้ต้องจับให้ได้อย่างน้อย ๓๐ ราย ข้าราชการตำรวจที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติก็ไปเอาขี้ยาทั้งหลายนี่ที่เกี่ยวพันกับยาเสพติด เป็นลูกน้อง ก็เอามาเป็นลูกน้องตำรวจ ตำรวจไม่มีสตางค์ให้ก็ต้องกั๊กยาไว้บ้างเอายาไปให้ พวกนี้สูบ กินบ้าง เอาไปขายบ้าง มันก็เป็นขี้ปากพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นการที่ท่าน จะเคี่ยวเข็ญเร่งรัดให้ข้าราชการตำรวจในระดับปฏิบัติไปจับมาเพื่อเป็นผลงานนั้นขอให้ ทบทวนดูให้ดีนะครับว่าเขาไปจริงหรือเปล่า แล้วไปจับมาได้อย่างไร ที่ผู้บังคับบัญชามาแถลง ขอให้ดูเบื้องหลังด้วยว่าที่ตำรวจไปจับกุมมานั้นได้อย่างไร ถ้ามิฉะนั้นประเด็นนี้จะเป็นผล ย้อนกลับมาว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายไม่เชื่อมั่น ขณะนี้ท่านไปฟังดูสิครับเขาบอกว่าปัญหา ยาเสพติดนี่เพราะข้าราชการนั่นแหละไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น นี่ครับผมใน ฐานะเป็นข้าราชการตำรวจเก่าก็ฟังด้วยความปวดร้าวหัวใจมากในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น วันนี้ท่านรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ขอให้ท่านได้ไปทบทวนว่ามาตรการ ในการปราบปรามนั้นควรจะเอาไว้ข้างหลัง โดยสรุปก็คือท่านจะต้องไปใช้มาตรการ ในการป้องกัน บำบัด แล้วก็ไปปราบปราม แล้วขยายผลให้ถึงที่สุดนะครับ งานนี้เป็น งานหินนะครับไม่ใช่สำเร็จง่าย ๆ ก็ขอให้ท่านได้ดำเนินการต่อไป ผมคิดว่า ๑ ปีนี่อาจจะยัง ไม่พร้อมต้องทำต่อ ๆ ไปไม่มีหยุดยั้งนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ๘ นาทีครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านพี่น้องประชาชนที่รับฟังและรับชมทางวิทยุและทีวี ทั่วประเทศไทยนะครับ กระผม นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด ขอนแก่น ดินแดนที่ราบสูง มอดินแดงนะครับ อดีต ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วมีแต่ฝุ่นสีแดงนะครับ ปัจจุบันมีแต่ธงแดง หมู่บ้านแดง แล้วก็เสื้อแดงนะครับ รวมทั้ง ส.ส. แดงยกจังหวัดเลยครับ ก็กราบเรียนนิดหนึ่งครับ ชื่นชมกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีปูแดง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แก้ไข ไม่แก้แค้นนะครับ แก้ปากท้อง แก้โกง แก้แตกแยก แก้ยาเสพติด แก้รัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยครับ รีบทำเถอะครับ อีก ๔ ปีที่ท่านบอกว่าจะรู้ได้อย่างไรจะอยู่ครบ ๔ ปีรีบทำ สิ่งที่ถูกต้องนะครับ โดยเฉพาะ ๓๐๐ บาท ผมว่าเป็นเรื่องที่ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องชั้นล่าง ๆ ควรจะได้รับความสนใจจากทางรัฐบาลนะครับ แต่สิ่งที่เราจะให้ตรงนี้มี ๒ อย่าง ที่ผมอยากจะคุยตอนนี้นะครับคือ ๑. เราต้องคุยเรื่องแก้โกงก่อน ถ้าแก้โกงได้ แก้ปากท้อง ไม่ยาก ตอนนี้ผมขอคุยเรื่อง ๒ แก้ก่อนนะครับ

ขอเรื่องแรกก็คือแก้โกงก่อนนะครับ ซึ่งผมขออนุญาตตอนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์งามแต๊งามว่าตอนนี้บ่อยู่นะครับ ก็ขออนุญาตพูดผ่านท่านประธานนะครับว่า จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหา เรื่องของโกงนี่ไม่ยาก จี้จุดคีมึ้งก่อนนะครับ ผมใช้คำว่าจี้จุดคีมึ้งให้ได้ สิ่งที่คอร์รัปชันทั่วโลก ที่เกิดขึ้นนี่ที่อื่นเขาแก้โดยวิธีอย่างไร ดังนั้นจุดตรงนี้ผมขอเรียนผ่านท่านนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าท่านคงอยู่ที่ห้องทำงานด้านหลังของรัฐสภานี้นะครับ ท่านครับ ๑ หญิง ๕ ชาย ๑ หญิงก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ๕ ชายในนี้ผมขอกราบเรียน พี่อ๊อดมาแล้วนะครับ สวัสดีครับ พี่ครับ พี่เพื่อนผมครับ ตอนนี้เป็นพี่เป็นเพื่อนด้วยครับ พี่อ๊อดนะครับ ผมว่า ๑ หญิง ๕ ชาย มีพี่อยู่ ๑ ใน ๕ ชายด้วยนะครับ ผมจุดคีมึ้ง งานนี้จะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จเป็นเรื่องที่ยาวนะครับพี่อ๊อด อีก ๔ ท่านก็คือท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่าน พลอากาศเอก อิทธิพร ศุภวงศ์ ท่าน พลเรือเอก กำธร พุ่มหิรัญ แล้วก็ท่าน พลตำรวจเอก พี่น้อยนะครับ ท่านวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี นะครับ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เรื่องยาว นะครับพี่อ๊อดครับ ผมขออนุญาตนัดพี่ พี่อยู่ที่นี่พอดีนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์รับประทานข้าวกับพี่ ๆ ๔ ท่านนะครับ ผมเชื่อว่าแก้ไม่ได้ เพราะแต่ละท่านก็เป็น คนดีหมดนะครับ แต่ถ้าจุดนี้แก้ได้ไม่ยาก เชื่อผมเถอะครับแล้วก็จะเรียนนิดหนึ่งว่าชื่อ ของท่านจะติดอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมงคลชีวิตของ ร. ๕ ท่านก็กล่าวไว้นะครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ นิดหนึ่ง เสด็จพ่อ ร. ๕ นะครับท่านพูดว่า อันทรัพย์สินถิ่นฐานทั้งบ้านช่อง อีกเงินทองไร่นามหาศาล เป็นสมบัติของตัวได้ชั่วกาล จะต้องผ่านจากกันเมื่อวันตาย ล้วนความดีมีความสัตย์สมบัติแท้ ถึงต้องแก่กายดับมิสิ้นหาย จะสถิตติดแน่นตามร่างกาย ชนทั้งหลายสรรเสริญเจริญที ท่านเสด็จพ่อ ร. ๕ นะครับ ผมขอฝากตรงนี้สั้น ๆ นะครับ แล้วถ้ามีโอกาส พี่อ๊อดครับแล้วผมจะเรียนในรายละเอียดไม่ยากนะครับ

อันถัดไปครับคือเรื่องของแก้ปากท้องนะครับ ผมกราบเรียนนิดหนึ่ง เรื่องของ ๓๐๐ บาทที่จะให้นะครับ กราบเรียนว่าเป็นเรื่อง ๒ ประเด็นนะครับ ก็คือการที่เราจะให้ ๓๐๐ บาท เราต้องคิดถึงผู้รับและผู้จ่าย ผู้จ่ายก็ต้องการให้ผลงาน ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้รับก็ควรที่จะพยายามที่จะทำโดยเต็มศักยภาพ ในที่นี้ผมขอเรียน ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่ชีวิตของครอบครัว ของพื้นฐานของครอบครัว จึงขอว่าชีวิตในครอบครัว เป็นเรื่องที่จะต้องเริ่มต้นตั้งแต่เล็ก กราบเรียนว่าที่ขอนแก่นโดยเฉพาะน้องชายผมนะครับ ก็ได้เริ่มต้นเป็นจังหวัดแรกในร้านศึกษาภัณฑ์นะครับ ก็ขยายไปหลายจังหวัด ในภาคอีสาน ตอนนี้พนักงานก็ร่วมพันคน หลายจังหวัดก็ให้หัวละ ๓๐๐ บาทละครับ คนที่มากกว่า ๓๐๐ บาทก็จ่ายให้อีก นั่นคือสิ่งทดลองว่าเขาทำได้ไหม ก็ปรากฏว่าได้จริง ๆ นะครับ แต่ผมก็บอกน้องชายผม เหมือนกันว่าแล้วคนเขาจะมีเงินเก็บหรือไม่ อันนั้นเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องสอนนะครับว่าเริ่มตั้งแต่เล็ก ๆ ต้องให้มีการเก็บออม ซึ่งพี่ธีระชัยก็อยู่ในห้องนี้นะครับ ก็ฝากรบกวนพี่ธีด้วยนะครับ ช่วยนำเรียนเรื่องนี้ด้วยนะครับว่าจะทำอย่างไรให้เกิดภาพที่ให้ เด็กมีการเก็บออมนะครับ แล้วก็รู้จักหน้าที่ รู้จักวินัยในการรักษานะครับ เก็บเงินแล้วรู้จักใช้ ให้เกิดประโยชน์ เป็นจุดหนึ่งที่จะทำได้ไม่ยากนะครับ แม้จะเป็นภาคบริการ ขอให้ ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ทำได้ เป็นเรื่องที่ให้โอกาสกับคนยากคนจนนะครับ แท็กซี่ทั้งหลาย เขาก็อยากมีรายได้เก็บนะครับ เงิน ๓๐๐ บาทไม่พอหรอกครับ อย่างที่ท่านประธาน ขจร สัยวัตร์ นะครับ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานของวุฒิสภา ท่านก็พูดไว้ ๔๒๕ บาทหรือเท่าไรถึงจะพอเลี้ยงได้นะครับ มิฉะนั้นไม่พอหรอกครับ ดังนั้น คนพอมีเงินแล้วก็ให้เถอะครับ อีกข้อหนึ่งที่อยากเรียนผ่านนะครับว่าเราต้องมีความอดทน ในเรื่องของการทำงานก็ฝากพี่น้องผู้ใช้แรงงานด้วยว่าจะต้องมีความตั้งใจ เขามอบหมาย ให้เราทำ เราก็อย่าให้เสียหายนะครับ สินค้าที่ผลิตออกมาแล้วให้มีคุณภาพ ให้ได้ปริมาณ ตามที่เขาต้องการ ไม่มีนายจ้างคนไหนเขาไม่ให้หรอกครับถ้าคุณทำได้ดี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวันนี่ ๑ คนเขาทำงานได้เท่ากับกี่สิบเครื่องนะครับ คนไทยเรา ๑ คนทำได้ ๒-๓ เครื่อง ก็บ่นแล้วนี่ครับผมว่าอย่าว่า ๓๐๐ บาท ๕๐๐ บาทก็ให้ได้ครับ แล้วทุกอย่างก็จะดีตามมา อีก ๑ นาทีนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานนะครับในฐานะที่เป็นสมาชิก วุฒิสภาของภาคอีสานนะครับ แล้วพูดผ่านพี่น้องชาวอีสานและทั่วประเทศไทยด้วยนะครับ ก็ถือโอกาสเป็นข่าวดีแล้วก็ไม่อยากให้ผู้ใช้แรงงานคนไทยที่ใช้แรงงานอยู่ขณะนี้ไปทำงาน ต่างประเทศต้องถูกหลอกลวงนะครับ ตั้งแต่ปีหน้า ๑ มกราคม ๒๕๕๕ คนงานหรือ ผู้ใช้แรงงานที่ปรารถนาไปจังหวัด ประทานโทษไปไต้หวันนะครับ ไม่ต้องผ่านนายหน้า จัดหางานรายละเอียดเยอะมากนะครับ ติดต่อเบอร์ผมก็ได้ครับ ๐๘ ๑๘๖๘ ๖๘๒๐ ท่านไม่ต้องเสียผ่านนายหน้านะครับ อย่าไปเสียเงินนะครับเดิม ๑๒๕,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้ ๒๐,๐๐๐ บาทมีตั๋วเครื่องบิน มีวีซ่า (Visa) มีพาสปอร์ต (Passport) ตรวจโรคนิดหนึ่ง ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ท่านไปได้แล้วครับ จริง ๆ เมืองไทยก็มีงานเยอะแยะอยู่ใกล้คุณพ่อแม่ ดีกว่าถ้าไม่จำเป็นนะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ๒๐ นาทีครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามได้อ่านนโยบายรัฐบาลแล้ว รวมทั้งฟัง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านให้ฟังด้วย นโยบายของรัฐบาลได้ประกาศอย่างชัดเจน ถึงจุดมุ่งหมายที่จะไปบรรลุเป้าหมาย ๓ ประการด้วยกัน นั่นก็คือว่าเพื่อที่จะนำไทย ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล เพื่อนำไทยไปสู่สังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อนำไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ก็เพราะว่าผมยืนยันว่าเป้าหมายที่รัฐบาลได้นำเสนอนั้นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน และต้องสอดคล้องกับการจัดทำนโยบายของรัฐบาลทั้งชุดเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย ทั้ง ๓ ประการนี้ท่านประธานครับ ผมได้พิจารณาและได้ติดตามนโยบายแล้วก็พบว่า นโยบายที่ได้จัดทำไม่ได้ตอบสนองเป้าหมายนี้ หรือถ้าจะมีการตอบสนองอยู่บ้างก็เป็นไป อย่างมีเงื่อนไข แล้วก็ไม่ได้ทำทันที ทั้งยังเป็นนโยบายที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นสำคัญ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าการจัดทำนโยบายนั้นเป็นสิ่งที่ เราจะต้องตอบสนองเป้าหมายจริง ๆ และการตอบสนองเป้าหมายได้นั้น เราต้องค้นให้พบ จริง ๆ ด้วยครับว่าปัญหาของประเทศไทยคืออะไร ถ้าเราไม่ได้มีการพูดจากันถึงปัญหา ของประเทศไทย เราไม่มีวันที่จะตอบสนองเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน ผมเรียนตรงไปตรงมา กับท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่ารัฐบาลมุ่งหมายที่จะนำไทยไปสู่ประชาคมอาเซียน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ติดใจผมมานานครับ ท่านประธานครับ เราไปสู่ประชาคมอาเซียนไม่ได้แน่นอนถ้าประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องของ ความเชื่อมั่นไทยในเวทีสากล ประเทศไทยได้สูญเสียความเชื่อมั่นไปแล้วครับ และเรายัง ไม่สามารถที่จะเอาความเชื่อมั่นนั้นกลับคืนมาได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ท่านประธานคงจำได้ว่า ในปีที่ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นประธานอาเซียน ซึ่งเป็นเวลาที่คนไทยรอคอยอยู่ ๑๐ ปีเต็ม กว่าจากการเป็นประธานหมุนรอบกลับมาสู่ที่ประเทศไทย ได้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่พัทยา ได้มีการเดินขบวน ได้มีการเคลื่อนไหว ได้มีการกดดันล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่พัทยา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นผู้นำทั่วโลกที่มาร่วมประชุมคือ ๑๐ ประเทศอาเซียน และประเทศคู่เจรจาอีก ๖ ประเทศ ต่างมุ่งมาที่พัทยา การประชุมต้องเลิกล้มลงกลางคัน ผมจำติดใจมาตั้งแต่วันนั้นครับ วันที่ประเทศไทยมีโอกาสดีอย่างนี้ วันที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมแน่ใจว่าเมื่อขึ้นเวทีสากลคนไทยเชื่อมั่นและ คนไทยมีความสุขเมื่อคนอย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยในเวทีสากล การล้มการประชุมวันนั้นประเทศไทยได้สูญเสียความเชื่อมั่นไปแล้ว วันนี้ภารกิจที่เป็น ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องทำทันทีก็คือว่าเราต้องเอาความเชื่อมั่นนั้นกลับคืนมาให้ได้ นี่คือสิ่งที่ เป็นปัญหาและผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเรื่องแรก

ปัญหาที่ ๒ ปัญหาความมั่นคงของระบบการเมืองไทย วันนี้ต้องยอมรับว่า สถาบันต่าง ๆ ในประเทศไทยที่เป็นสถาบันของระบบการเมืองไม่ว่าเป็นสถาบัน พระมหากษัตริย์ ไม่ว่าเป็นศาลยุติธรรม ไม่ว่าเป็นองค์กรอิสระ รวมทั้งรัฐบาลและรัฐสภา องค์กรของระบบการเมืองไทยเราวันนี้ไม่อยู่ในฐานะที่มีความมั่นคง ไม่อยู่ในฐานะที่มี ความปลอดภัย ทุกองค์กรอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการกดดันและต่อรอง รวมทั้งมีการสร้าง เงื่อนไขที่ทำให้สถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ลดความน่าเชื่อถือ นี่คือปัญหาของประเทศไทย ที่เราจะต้องร่วมมือและจัดการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

ปัญหาที่ ๓ ปัญหาความเป็นธรรมและให้โอกาสอย่างเท่าเทียม เป็นความจริง ทีเดียวว่าเงื่อนไขของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทำให้คนไทยมีโอกาส ไม่เท่าเทียม ทำให้เงื่อนไขของการได้รับความเป็นธรรม และได้โอกาสที่เป็นธรรม และมี ความเท่าเทียมนั้นเป็นเงื่อนไขที่เป็นปัญหาที่เราจะต้องร่วมมือจัดการกันอย่างจริงจัง

ปัญหาที่ ๔ ปัญหาการตอบสนองทุกความต้องการให้แก่คนไทย วันนี้รัฐ มีหน้าที่ตอบคำถามประชาชนว่าถ้าเป็นรัฐบาลเราจะให้อะไรกับประชาชนไทยบ้าง ถ้าประชาชนเลือกเราและเราจะให้อะไรกับประชาชนได้บ้าง นี่เป็นคำถามที่รัฐต้องตอบเลย เวลาที่ประชาชนจะตอบคำถามว่าจะให้อะไรกับประเทศนี้ได้บ้าง นี่ก็เป็น ๑ ในปัญหาที่เรา จะต้องติดตามและทำกันต่อไป

ปัญหาที่ ๕ คือปัญหาการรวมอำนาจ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเกิดขึ้นเสมอหลังจากการเลือกตั้ง วันนี้เราต่างมาจาก ปวงชนชาวไทย การจัดทำนโยบายของรัฐบาลทั้งชุดเป็นนโยบายที่ตอบสนองให้กับคนไทย มากมาย แต่เป็นการตอบสนองบนพื้นฐานของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง นี่คือ การพลัดหลงอำนาจของปวงชนหลังจากได้รับการเลือกตั้งให้มีรัฐบาลขึ้นแล้ว ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็น การปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำทันที และเราต้องเดินหน้าไปให้ได้ครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานในเรื่องนี้ก็เพราะว่า ประสบการณ์ในปี ๒๕๔๔ เป็นประสบการณ์ที่ก่อนหน้านั้นเราได้มีการปฏิรูปโครงสร้างของ อำนาจในประเทศไทย เราได้มีการปรับแต่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามาแบกรับ ภารกิจตัวแทนของรัฐบาล ตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ได้จัดการและแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนเองโดยขจัดอำนาจของส่วนกลางที่เข้าไปกดขี่โดยไม่จำเป็นออกไปเสียสิ้น แต่ว่าการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๔ นโยบายชุดนี้เราได้ถูกตัดออกไป และได้แก้ไขปัญหา ด้วยวิธีการขายตรงจากทำเนียบ และเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในทางการเมืองต่อมาครับ ปัญหายุคของการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ อย่างในอดีตแล้วเท่านั้น เรายังต้องทำเรื่องอีกมากมาย นั่นก็คือว่ามันมีปัญหาใหญ่ ๆ อยู่อีก ๔ ปัญหาก็คือปัญหาความมั่นคงยุคใหม่ ท่านประธานครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่รัฐบาล เคยดูแลแต่เพียงผู้เดียว รัฐบาลเคยจัดการด้วยตามใจของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว แต่ต่อไปนี้ครับ อาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ จะต้องเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง อย่างแน่นอน ประเทศไทยไม่มีน้ำท่วม ประเทศไทยก็มีวาตภัย ไม่มีวาตภัยก็มีแผ่นดินถล่ม ไม่มีแผ่นดินถล่มก็มีสึนามิ เป็นเงื่อนไขเป็นปัจจัยที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ความมั่นคง ยุคใหม่รัฐรับผิดชอบคนเดียวไม่ได้แล้วครับ รัฐต้องรับผิดชอบร่วมกับท้องถิ่น ต้องร่วมกับ อาสาสมัคร ต้องรับผิดชอบร่วมกับภาคประชาสังคม นี่เป็นปัจจัยที่เราต้องเดินไปถึงการมอบ อำนาจให้แก่ท้องถิ่นให้ได้ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ท่านประธานครับ ชายแดนต่อไปนี้ ไม่ใช่เป็นประตูหลังบ้านที่ใส่กลอนต่อไปอีกแล้ว ถ้าเราจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ชายแดนคือประตูหน้าบ้าน ชายแดนคือห้องรับแขก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเราต้อง เข้ามามีบทบาทในด้านปัญหาความมั่นคงชายแดนแน่นอน และการพัฒนาที่เท่าเทียม โดยขจัดเงื่อนไขจังหวัดไหนที่ไม่เลือกเรารอก่อนออกไปได้ด้วยเงื่อนไขเดียวเท่านั้นแหละครับ คือการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชน ท่านประธานครับ ความเป็น ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้น ที่ผมเน้นในเรื่องนี้ก็เพราะว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้อง พูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังตรงไปตรงมา ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่านมีโอกาสไปครั้งเดียวแหละครับเมื่อเดือนมิถุนายน วันนั้นเธอไปเพื่อที่จะไป รณรงค์เลือกตั้งไปทำพิธีสวมฮิญาบสีแดง เป็นการต้อนรับที่น่ารักแล้วก็งดงาม วันนั้นเธอได้รับ ฉายาว่ายามิละห์ คือหญิงงามที่มีความสูงส่งประดุจคลีโอพัตราอะไรประมาณนั้นนะครับ แต่ว่าผมไม่ได้ติดใจในวันที่เธอได้สวมฮิญาบสีแดง แต่ผมติดใจในถ้อยคำที่เธอประกาศว่า จะให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นมหานครปัตตานี หรือการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แบบพัทยา เธอพูดไว้เท่านั้นแหละครับ ผมพยายามที่จะค้นหาว่ามันแปลว่าอะไร มันอธิบายว่าอย่างไร ผมไม่พบคำตอบอะไรอีกหลังจากนั้นเพราะดูเหมือนว่าเธอถูกหยุดให้ พูดหรือตั้งใจจะไม่พูด เอาเป็นว่าคำว่า มหานครปัตตานีและการปกครองท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษแบบพัทยานั้นถือเป็นเพียงคำพูดไม่ใช่ความคิด ถือเป็นเพียงวาทกรรมไม่ใช่วิสัยทัศน์ ท่านประธานครับ การกลับมาสู่กรุงเทพมหานครหลังจากวันนั้นเราไม่ได้ยินเธอพูดถึงเรื่อง การเมืองอีกเลย แต่ว่าเมื่อกลับมาดูนโยบาย ท่านประธานครับ มีอยู่ ๒ ครั้งที่รัฐบาลพูดไว้ใน ที่นี้ก็คือในเรื่องของการบริหารจัดการที่ดีกับเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเลือกที่จะ ใช้นโยบาย ๒ ข้อนี้มาพูดถึงท้องถิ่น แต่ว่ามันเป็นเพียงนโยบายที่อธิบายเป็นไปตามเงื่อนไข ของรัฐธรรมนูญ เรายังไม่ได้คิดที่จะทำ และยังไม่ใช่เรื่องที่มีโครงสร้าง มีรูปแบบ ผมพูดถึงปัญหาวันนี้และตั้งใจที่จะเสนอต่อรัฐบาลเพื่อไปสู่การปฏิบัติ เพราะว่าอย่างน้อย นอกจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดจาเรื่องนี้ไปบ้าง แม้ไม่มีความชัดเจนและจะไม่ทำ ก็ตามแต่ว่ายังมีอย่างน้อยที่สุดที่ผมเห็นว่ามันมีคนหนึ่งที่มาได้ถูกที่ถูกเวลาคือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านเคยเป็นปลัดเทศบาล มาก่อนท่านเคยเป็นพนักงานท้องถิ่นมาก่อน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาก่อน เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยมาก่อน เป็นอธิบดีมาก่อน และเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย มาก่อน อย่างน้อยที่สุดท่านต้องเข้าใจได้ว่าการจัดทำนโยบายในวันนี้และเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ จะต้องเอาการเมืองไทยออกจากวิกฤติให้ได้จริง ๆ ก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจด้วย เรามี ๓ เรื่องใหญ่ที่ต้องทำ ท่านประธานครับ นั่นก็คือการถ่ายโอนภารกิจตาม พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด เราจะต้องถ่ายโอนงบประมาณตามภารกิจที่ถ่ายโอนให้เสร็จสิ้นตามเงื่อนไขที่จะต้องทำด้วย และแน่นอนที่สุดครับการบริหารการจัดการคลังท้องถิ่นเพื่อให้มีรายได้ตามความเป็นจริง แบ่งเป็นประเภทภาษีของท้องถิ่นที่จัดเก็บได้ แบ่งรายได้ที่จัดเก็บได้ให้กับท้องถิ่น ให้ท้องถิ่น มีรายได้จากการจัดกิจกรรมหลักของเมือง ๓ ส่วนนี้เป็นเงื่อนไขตามกฎหมาย และ ๓ ส่วนนี้ เป็นเงื่อนไขใหม่ของการกระจายอำนาจในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำ ได้พูด หรือไม่ได้พูด ได้คิดหรือไม่ได้คิด แต่นี่เป็นภารกิจที่ต้องทำ ท่านประธานครับ ประเทศไทย เข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้ถ้าไม่มีการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับ ในเงื่อนไขนี้ นั่นก็เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นตัวตอบสนองและประเทศไทย ไม่เพียงแต่เข้าเป็นประชาคมอาเซียน ประเทศไทยทั้งขนาด ทั้งเงื่อนไข ทั้งความสามารถ และทั้งประชากร เราเป็นได้แม้กระทั่งการเป็นแกนนำของประชาคมอาเซียนเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในทันทีวันนี้ก็คือว่าเราจะต้องสร้างเมืองมหานครให้เกิดขึ้นได้แล้วครับ วันนี้เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา หาดใหญ่ เขาจะต้องเป็นมหานคร เป็นศูนย์กลางของ อนุภาคความสัมพันธ์ระหว่างพม่า จีน กับเชียงใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างลาว เวียดนาม กับขอนแก่น ระหว่างกัมพูชากับนครราชสีมา ระหว่างมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน กับหาดใหญ่ พื้นที่เหล่านี้ถึงเวลาแล้วครับ ถ้าเราไม่ทำเราเป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้จริง ๆ

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเมืองพิเศษจะต้องเกิดขึ้นแล้วครับ วันนี้ อย่างน้อยที่สุดเราต้องมีเมืองท่องเที่ยวเพิ่มอีก ๓ เมืองคือ เมืองสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมืองเกาะช้าง จังหวัดตราด เราต้องมีเมืองท่าที่เป็น ฮาร์เบอร์ ซิตี้ (Harbour city) อย่างน้อย ๒ เมืองคือ ที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี กับมาบตาพุด จังหวัดระยอง กับเมืองพิเศษอีกเมืองชายแดน วันนี้เมืองชายแดนอีก ๗ แห่งครับ แม่สอด จังหวัดตาก แม่สาย จังหวัดเชียงราย มุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมืองเบตง จังหวัดยะลา สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมืองสะเดา จังหวัดสงขลา โครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ผมไม่ได้นึกพูดเอาเอง ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาแล้ว นี่เป็นความคิดทางการเมืองของผม นี่เป็นวิสัยทัศน์ของ พรรคประชาธิปัตย์ และนี่เป็นสิ่งที่เตรียมการที่จะนำประเทศไทยเข้าไปสู่การเป็นประชาคม อาเซียน ท่านประธานที่เคารพครับ เรากำหนดเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ต่อไปอีก นั่นก็คือว่าวันนี้เมื่อก่อนนี้เขากำหนดให้ทุกจังหวัดเป็นเทศบาลเมือง ท่านประธานครับ ต่อไปนี้ที่ทราบที่ตั้งศาลากลางของทุกจังหวัดต้องเป็นเทศบาลนคร ที่ตั้งของทุกอำเภอ ต้องเป็นเทศบาลเมือง การยกระดับ อบต. ขึ้นมาเป็นเมืองมาเป็นเทศบาลจะต้องมีผ่านเกณฑ์ มาตรฐานที่เสร็จสิ้นเพื่อที่จะให้เราได้ดำเนินการไปสู่การจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์ ผมอธิบายโครงสร้างอย่างรวดเร็วพูดกันอย่างเร็ว เพราะว่าภายใต้เงื่อนไขของเวลาที่จำกัด ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้คำว่า เราต้องปฏิรูปประเทศไทย ประเทศไทยมีปัญหา ๕ ประการอย่างที่ผมได้กราบเรียนเงื่อนไขทั้ง ๕ ประการนี้ แล้วผมเลือกเสนอเพียงเพื่อเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือว่ามันเป็นเงื่อนไขเดียว ที่เรามีความขัดแย้งทางการเมืองน้อยที่สุด เป็นเงื่อนไขเดียวที่เราจะขจัดการรวมศูนย์อำนาจ ไว้ที่ส่วนกลาง ประสบการณ์นี้ผมไม่ได้พูดขึ้นอย่างเลื่อนลอยนะครับ ปี ๒๕๔๔ เป็นปีที่มี การเลือกตั้ง ก่อนหน้านั้นเราได้ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นรอบแรกไปแล้ว โดยมี ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี วันนั้นเป็นคำตอบ วันนั้นเป็นการให้โอกาสกับท้องถิ่น และวันนั้นเป็นวันที่ทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยนั้นเรามีหลายจังหวัด มีหลายพื้นที่ ที่ปัตตานี ที่ยะลาที่นราธิวาส ไม่มีมหานครปัตตานีครับท่านประธานครับ เรายังต้องยืนยันว่าเราต้องมี ประเทศไทย และประเทศไทยต้องมียะลา ต้องมีนราธิวาส และต้องมีปัตตานี ความเป็นสตูล มันมีอัตลักษณ์ของตนที่ไม่ใช่สงขลา คนยะลาไม่ใช่นราธิวาส คนนราธิวาสมีตัวตน มีเงื่อนไข ของตัวเอง และแน่นอนที่สุดปัตตานีก็เป็นจังหวัดหนึ่ง เราลืมเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวโดย ไร้เหตุผลเถอะครับ ประเทศไทยไม่ใช่จีนครับ ประเทศไทยไม่ใช่ไอซ์แลนด์ครับ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้วันนี้เขาต้องการขั้นตอนของความเป็นธรรม วันนี้เขาต้องการองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเช่นเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ ทั่วทั้งประเทศ เพียงแต่ว่าการปฏิรูปประเทศไทย ด้วยการใช้เงื่อนไขของการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เรายังทำกันได้ช้าและเราใช้ ช่วงเวลาหนึ่งมาเป็นการควบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นปัจจัย เป็นเงื่อนไข และทำให้ ปัญหานี้คาราคาซังมาถึงทุกวันนี้ ผมแน่ใจครับวันนี้ การที่ผมพูดถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านคงจะต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นประธานกระจาย อำนาจให้กับรัฐบาลด้วย เพราะฉะนั้นภารกิจนี้เป็นของรัฐบาล ภารกิจนี้เป็นของท่านแน่นอน ผมฝากสิ่งนี้ ยืนยันสิ่งนี้เพื่อร่วมมือกันปฏิรูปประเทศไทยครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยครับ

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างยิ่ง กระผม ยงยุทธ วิชัยดิษฐ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถ้าไม่มีท่านผู้ใดพูดในประเด็นนี้อีกนะครับ ผมขออนุญาตสภาแห่งนี้ได้ตอบ ขออนุญาต เอ่ยนามครับ ฯพณฯ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รบกวนเวลาของสภานิดเดียวนะครับว่าผมเพิ่งเป็น พระบวชใหม่ ถ้าไม่รับกฐินสักครั้งหนึ่งนี้ก็ไม่สมบูรณ์แบบ แต่กฐินที่ว่านี้ก็กรุณาอย่าจองบ่อย ขอปีละครั้งหรือ ๒ ปีครั้งก็จะเป็นพระคุณครับ อยากเรียนความรู้สึกเบื้องต้นก่อนว่าผมกับ ท่านชำนิมีสัมพันธภาพหลายระดับ ระดับแรกผมเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านก็เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านก็แนะนำให้ผมได้มาเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะในปี ๒๕๔๔ เราก็ได้ทำงานสำคัญงานหนึ่งนั่นก็คือการปฏิรูปการกระจายอำนาจ ของประเทศไทยและสำเร็จไปได้ด้วยดีจนถึงทุกวันนี้ ก็กราบเรียนยืนยันว่าเรา ๒ คนนี้ครับ ถึงจะเป็น ๒ ร่าง ใจก็คนละใจกัน แต่เฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่นเราเป็นคน ๒ ร่าง แต่ใจเดียวกัน เพราะว่าเราคิดตรงกันครับว่าความเข้มแข็งภาครัฐจะต้องลดน้อยลง ความเข้มแข็งภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็งยิ่งขึ้น ๆ ไปทุกครั้งทุกวันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในหลายข้อที่ท่านได้เสนอแนะมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีซึ่งท่านก็มาจาก ประชาชน ท่านกรุณามอบหมายให้ผมได้ขึ้นมายืนยันว่าการปกครองใดก็ตามไม่มีอะไรดีกว่า การปกครองในลักษณะของการกระจายอำนาจ เพราะว่าไม่มีผู้ใดทราบความต้องการของ บ้านตัวเองดีกว่าตัวเขาเอง ไม่มีใครแก้ปัญหาในท้องถิ่นได้ดีกว่าตัวของคนในท้องถิ่นเอง ไม่มีการปกครองใดที่ดีและยิ่งใหญ่ไปกว่าการปกครองตนเองของประชาชน นั่นคือ ๒ ร่าง แต่ใจเดียวกัน เพราะฉะนั้นข้อกังวลของท่านต่าง ๆ ในเรื่องนี้ถ้าผมจะพูดมากไปก็จะใช้เวลา ของสภาแห่งนี้มาก แต่ขอเรียนยืนยันว่าในประการแรกนครปัตตานีนั้นเป็นความเห็นของ บุคคลท่านเดียวในพรรค ไม่ใช่มติของพรรคและไม่ใช่ความเห็นของรัฐบาล มันคงเป็นไป ลำบากว่าจะเอาเมืองสตูล เอาเมืองนราธิวาส เอาเมืองยะลา เอาเมืองปัตตานีมาขึ้นอยู่กับ นครปัตตานี แต่ละเมืองก็มีเกียรติศักดิ์ แต่ละเมืองก็มีเกียรติยศ แต่ละเมืองก็มีประวัติ ความเป็นมาของแต่ละเมือง เพราะฉะนั้นการปกครองของแต่ละเมืองก็จะเป็นเรื่องของ แต่ละเมือง ผมเองก็ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการรับราชการอย่างน้อยก็ ๒๐ ปีอยู่ในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและ ๑๔-๑๕ ปีอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับก็จะยืนยันว่าผมมีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ดี และขอกราบเรียนไปยัง พี่น้องที่ภาคใต้ผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าเราจะตอบสนองการแก้ปัญหาของการปกครอง ส่วนท้องถิ่นในภาคใต้ให้อย่างดี และเห็นด้วยว่าการกระจายอำนาจ การสร้างมหานคร การสร้างเมืองใหญ่ อันนี้ละครับที่จะเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่จะทำให้ประชาคมอาเซียนได้เห็น เสาของประชาคมอาเซียนมี ๓ เสาที่จะเป็นประชาคมอาเซียนด้วยกันก็คือ ๑. เสาของการเมืองและความมั่นคง ๒. เสาของเศรษฐกิจ ๓. เสาของสังคม วัฒนธรรมและ ภาษา เพราะฉะนั้นการที่เราแสดงให้อาเซียนเห็นว่าการปกครองของประเทศไทยเป็นการ ปกครองที่ไม่ใช่รวมศูนย์แต่เป็นการปกครองแบบกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็น ตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่ให้เห็นถึงความก้าวหน้า เห็นถึงความสำคัญของประชาชน เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้ก็คงจะโดยสรุปว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอกับความคิดของผู้เสนอคือ ฯพณฯ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ แล้ว ผมคิดว่าเราก็จะได้ทำงานร่วมกันในส่วนนี้แล้วก็จะได้เห็นความก้าวหน้า ของการปกครองตนเองของประชาชนนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านเจะอามิง โตะตาหยง ๑๕ นาทีครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ เป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา สิ่งที่สำคัญคือกระบวนการที่เรามาอยู่ ณ ตรงนี้ได้ ก็ผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง การผ่านกระบวนการการเลือกตั้งก็ต้องมาจากพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากนำนโยบายที่ได้หาเสียงกับ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อมาแปรผลให้เป็นนโยบายของรัฐนำไปสู่ในการบริหาร บ้านเมืองต่อไป ท่านประธานครับ กระผมได้พยายามอ่านข้อความเนื้อหาสาระในการแถลง นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อ่านดูแล้วครับท่านประธาน พยายามอ่านดูทำความเข้าใจกับนโยบาย อ่านดูเท่าไรก็ไม่ตรงกับ ช่วงที่เขาได้หาเสียงไว้กับประชาชนอีกหลายนโยบาย ท่านประธานครับ กระผมพยายามดูว่า นโยบายที่รัฐบาลซึ่งมาจากพรรคการเมืองได้นำไปแถลงและขอเสียงสนับสนุนจาก พี่น้องประชาชนในพื้นที่ วันนี้อีกหลายโครงการไม่ได้นำมาสู่ในการปฏิบัติ เสมือนหนึ่ง นโยบายของรัฐบาล ณ วันนี้คือเสมือนนโยบายที่หลอกประชาชน เป็นนโยบายเสมือน นโยบายเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ ท่านประธานครับ นี่คือเป็นข้อพิสูจน์ว่านโยบายของรัฐบาล ช่วงการหาเสียงนั้นเป็นอย่างไร หาเสียงอีกเรื่องหนึ่ง เวลามาเป็นรัฐบาลก็ทำอีกเรื่องหนึ่ง

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน มีผู้ประท้วง เชิญ ท่านเกียรติ์อุดมครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ท่านประธานที่เคารพช่วยวินิจฉัยด้วย แต่ละท่านขึ้นมาพูดก็บอกเป็นนโยบายเดี๋ยวก็หลอกลวงบ้าง เดี๋ยวก็เด็กเลี้ยงแกะ นี่ต้องถอนครับ ท่านต้องวินิจฉัยให้ถอน เพราะฉะนั้นสมาชิกทุกท่านนะครับ ท่านก็บอกว่าเป็นสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านต้องรักษาตัวนี้ไว้นะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านให้ถอนคำไหนบ้างครับ ท่านเกียรติ์อุดมให้ถอนคำไหนบ้างครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

เด็กเลี้ยงแกะครับท่านประธาน นโยบายเด็กเลี้ยงแกะครับ ต้องถอนครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิงครับ ขอให้ ถอนคำนี้เถอะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตให้ย้อนกลับไปดูในเนื้อหา นิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมพูดว่าบางนโยบายรัฐบาลไม่ได้นำมาแปรสู่เป็นนโยบายของ รัฐบาลเสมือนหนึ่งเป็นนโยบายที่หลอกลวงประชาชน หรือเป็นนโยบายเด็กเลี้ยงแกะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ท่านอาจจะใช้คำอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ก็ได้ครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

เพื่อไม่ให้ มีปัญหาไม่เป็นไรครับท่านประธาน ผมขออนุญาตถอนคำพูดคำว่า เด็กเลี้ยงแกะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ลงไปดูในคำแถลงนโยบาย ของรัฐบาล สิ่งที่ผมให้ความสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือในประเด็นในการปกป้องสถาบันว่า เป็นไปตามบทบัญญัติ ตามกฎหมาย เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้เขียนไว้หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานครับ พอผมกลับไปดูในนโยบายว่าด้วยการปกป้องสถาบัน พอผมมาดู ในคณะรัฐมนตรี มาดูในอีกหลายท่านซึ่งนั่งอยู่ใกล้ตัวท่านนายกรัฐมนตรีนี่นะครับ หลายคนครับ แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎร คนที่เป็นสมาชิกอยู่ในพรรคของท่านนี่ครับ เป็นคนที่ถูก ดำเนินคดีเกี่ยวกับสถาบันก็อยู่ในพรรคเดียวกับท่าน พอมามองถึงตรงนี้ครับผมถึงบอกว่า ในประเด็นการแถลงนโยบายเกี่ยวกับการปกป้องสถาบันนี่ ผมถึงว่าไม่แน่ใจนะครับว่ารัฐบาล จะสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ณ วันนี้ รัฐบาลเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว มีหน้าที่ที่ต้องนำไปสู่ในการปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือ ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมือง รัฐบาลต้องอย่าลืมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย อย่ามัวแต่คิดในเรื่องการแก้ กฎหมาย ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมกับทุกคน ฉะนั้นกระบวนการใครที่ทำผิด กฎหมายจะเป็นลูกพรรคหรือเป็นคนใกล้ชิดของท่าน ท่านต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย นะครับท่านนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อ่านในเอกสารเพิ่มเติมต่อไปครับว่า พยายามติดตามโดยเฉพาะในแนวนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาในนโยบายเร่งด่วน ที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ลองมาอ่านดู ในข้อ ๑.๑.๒ ในประเด็นการเยียวยาฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความเห็นแตกต่าง และความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมย้อนมาถึงตรงนี้ผมจับใจความได้ว่า ในช่วงหนึ่งจะมีกลุ่มคนในฐานะซึ่งอยู่ในสถานะอีกส่วนหนึ่งก็คือเสื้อแดง อีกสถานะหนึ่ง ก็ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลว่าจะต้องมีการใช้จ่ายเงินที่เกิด ความเสียหายแก่บุคคลกลุ่มเสื้อแดง ๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ พอผมย้อนกลับไปดู ในนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ผมอยากจะถามไปถึงรัฐบาลว่าในประเด็นที่ถ้าหากจะต้อง มีการจ่ายเงิน ๑๐ ล้านบาทให้กับกลุ่มเสื้อแดงนี้ ท่านจะครอบคลุมไปถึงในกรณีกรือเซะ ตากใบหรือไม่ อย่างไร ในกรณีพี่น้องประชาชน ทั้งตำรวจ ทหาร โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม ครู ข้าราชการพลเรือน ทั้งพระ ถูกฆ่าเสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านจะชดใช้ ค่าเสียหาย ๑๐ ล้านบาทด้วยหรือไม่ ประเด็นอันนี้ผมถามไปถึงท่านประธานผ่านไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านจ่ายเงินให้กับคนเสื้อแดง ๑๐ ล้านบาท คนที่ได้รับผลกระทบจาก ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องได้ ๑๐ ล้านบาทเหมือนกันท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะเกิดจากนโยบายความผิดพลาดของรัฐบาลที่ได้วางนโยบายในสมัยรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เกิดความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึง ให้มีการสูญเสียจนถึงบัดนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไปดูในเนื้อหาสาระของการแถลงนโยบายวันนี้ ท่านประธานคงจะจำได้ในฐานะที่ท่านประธานเคยนั่งอยู่ข้างล่าง ผมเคยลุกขึ้นอภิปราย เหมือนกันว่าแนวทางในการแก้ไขปัญหาและปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเกิดจาก ความผิดพลาดของรัฐบาลภายใต้การนำของรัฐบาลท่านทักษิณ ชินวัตร ในสมัยนั้นจริง ๆ ณ วันนั้นผมจำได้ เวลาพวกผมขึ้นมาพูดจาปราศรัยเรื่องนี้ ทุกคนก็จะถูกหาว่าเป็นแผ่นเสียง ตกร่องบ้างอะไรบ้าง แต่วันนี้เพื่อเป็นการยืนยันต่อรัฐสภาว่า เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าในกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านได้เอ่ยปาก ขอโทษและยอมรับเปรียบเปรยเสมือนว่ายอมรับการใช้กำปั้นเหล็กเข้าแก้ปัญหา เลยลุกลาม กันมาใหญ่ ถ้าหากพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ เห็นไหมครับ ในวันที่พวกผมลุกขึ้นมาพูดในสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้าโน้นในสมัยที่แล้วนี่ครับ ทุกคน ในสมัยนั้นบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ใส่ร้ายรัฐบาล วันนี้คือคำตอบครับ ๒ นายกรัฐมนตรีมาขอโทษต่อสังคม ก่อนหน้านั้นก็คือ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เคยมา ขอโทษต่อสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นจะแลเห็นว่าวันนี้ถ้าพรรคกำลังจะถาม ท่านประธานผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า แนวทางที่ท่านได้พูดถึงในนโยบายของรัฐบาลที่บอกว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ ผมขออนุญาตเรียนว่า ท่านกำลังคิดอยู่กับแนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรูปแบบอะไร ท่านช่วยตอบให้พวกผมในสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบได้ไหมครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชน เขาเป็นห่วงครับ พี่น้องประชาชนยังมีความเป็นห่วงว่าท่านจะนำไปใช้ในรูปแบบการปกครอง นครปัตตานี ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาบอกว่าอย่าไปทำ จะทำให้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะแบ่งแยกเป็นอีก ๒ ฝ่าย และจะเป็นปัญหาขึ้นอีกครับ ท่านประธานครับ นี่คือประเด็นที่ พวกผมจำเป็นที่จะต้องฝากไว้กับทางรัฐบาล และรัฐบาลต้องไม่กลัวความเสียหน้าครับ เพราะรัฐบาลไม่มี ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่พวกผมในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาคใต้ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับ แนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล ขอให้ถามมาครับ อะไรที่จะสามารถร่วมมือในการ แก้ไขปัญหาให้เดินต่อไปข้างหน้า อันนี้จะทำให้ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตเรียน อย่างนี้ว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างรูปภาพ ๑ รูปครับ สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าดูรูปนี้เหมือนไม่มีอะไรนะครับ ผมจะบอกว่าลักษณะในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้มีลักษณะพิเศษคือเพียงเล็กน้อยครับท่านประธาน เพียงแต่เอาผ้าคลุมสีแดงไปคลุมหัว คลุมฮิญาบนี่ครับเป็นประเด็นครับ เป็นประเด็นเรื่องเล็กน้อย ถามว่ามันผิดหลักการศาสนาไหม ไม่ครับ แต่ว่าความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นมุสลิม ถือว่านายกรัฐมนตรีไม่ให้เกียรติ เพราะท่านไม่ได้เป็นมุสลิม แต่คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นมุสลิม ก็พยายามที่เอาเรื่องนี้มาให้ท่านใส่ผ้าคลุม ถามว่าใครคิดให้ท่านครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องคิดเป็นบ้างครับ อัตลักษณ์แนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อน และที่สำคัญที่สุด พอเวลาพรรคท่านมาเป็นรัฐบาลวันนี้ เขาบอกว่าพรรคเพื่อไทย ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ได้ประกาศกันทั่ว ทีนี้คนในภาคใต้เขามีความฝังลึกครับว่า วันหนึ่งเวลาคุณทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีการอุ้ม การฆ่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้จริง วันนี้เขากลัวครับ กลัวว่าวันนี้มาเป็นรัฐบาล น้องสาวมาเป็นนายกรัฐมนตรี และนามสกุล ชินวัตรเหมือนกัน จะทำนโยบายเหมือนในสมัยนั้นไหมครับ ท่านอย่าทำนะครับ ถ้าทำแล้ว ปัญหาของสังคมจะเกิดขึ้นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้แลเห็นว่าที่ผมพยายามเรียกร้องในกรณีของตากใบ ขออนุญาตท่านประธาน เพราะผมขออนุญาตท่านประธานแล้วนะครับ ขออนุญาตท่านประธานดูรูปนี้ครับ รูปนี้คือรูป ของตากใบ ในกรณีที่มีการประท้วงที่ตากใบ ที่ผมจะให้ท่านประธานได้แลเห็นก็คือให้ดูรูป เวลามีการนำผู้ประท้วงที่ตากใบนี่มีการทับถมคนแต่ละคนเป็นชั้น ๆ นี่ครับ ลักษณะอย่างนี้ ถือว่ามีความจงใจที่ต้องการทำให้บุคคลที่ประท้วงเสียชีวิตครับท่านประธาน นี่เป็นความจงใจ และตั้งใจเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าวันนี้พอเวลากลับไป ดูคนที่อยู่ในระดับบริหารที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ครับ ถามว่าในวันหนึ่งก่อนช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ตากใบ คนเหล่านั้นที่นั่งอยู่ข้างบนนี้เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ วันนี้ท่านมานั่งเป็นผู้บริหาร นั่งอยู่ฝ่ายบริหาร คนเขาไม่สบายใจว่าวันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ของตากใบ มีกรณีที่ผม ได้นำเรียน เวลาท่านขึ้นมาอยู่ในระดับนโยบายวันนี้เหตุการณ์วันนั้นจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ วันนี้เขาเกิดเริ่มมีความหวาดระแวงต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิง คนนี้ครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีครับ เรื่องที่ท่าน ส.ส. ได้พูดไปเมื่อสักครู่ก็ดีครับ แล้วก็มี ส.ส. หลายท่านได้พูดไป ผมจะชี้แจงในเรื่องสำคัญ ๒ เรื่อง

เรื่องแรกก็คือที่ท่านเป็นห่วงใยเรื่องการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ขอเรียนยืนยันว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดูแลและถวายพระเกียรติแด่สถาบัน พระมหากษัตริย์เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ผมเป็นตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่เป็น ผู้บังคับหมวด จนเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนแล้วก็ได้เป็นผู้บัญชาการสำนักงาน ตำรวจแห่งชาตินะครับ ก็ทำงานเกี่ยวข้องกับสถาบันมาโดยตลอด ขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้ มีความมุ่งมั่นที่จะทำอย่างเต็มที่นะครับ และจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด เราก็จะดำเนินการ อย่างตรงไปตรงมานะครับ รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มงาน วันพรุ่งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะประชุม คณะรัฐมนตรีว่าเราจะมีแนวทางในแต่ละนโยบายอย่างไรนะครับ ผมจะเรียนให้ทราบว่าปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา รัฐบาลก็จะถวาย พระเกียรติแล้วก็จะดำเนินการโครงการให้พี่น้องประชาชนมีความสามัคคี มีความปรองดอง เราจะลดความขัดแย้งต่าง ๆ อันนี้เพื่อถวายแด่พระองค์ท่านนะครับ พี่น้องคนไทยมีความสุข มีความเข้าใจกันนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เป็นปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลก็จะพยายามแก้ไขไป แล้วก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายทุกท่านนะครับ ที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมือง มีความสามัคคีปรองดอง ท่านได้มีพระราชดำรัสเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ไปเข้าเฝ้าว่า ขอให้ ช่วยกันทำให้ประเทศไทยเป็นที่อยู่ที่สุขสบาย โลกนี้วุ่นวายพอแล้ว ขอให้ช่วยกันทำให้ ประเทศไทยเป็นที่อยู่ที่สุขสบาย คณะรัฐมนตรีก็จะทำทุกอย่างที่จะให้พี่น้องคนไทย มีความสามัคคีปรองดองกัน มี ส.ว. หลายท่านได้พูดที่กินใจมากว่าเราต้องลืมอดีตนะครับ คิดถึงวันนี้และพรุ่งนี้ ถ้าเราไม่ให้อภัยกัน เราไม่ถอยกันบ้างมันก็ไม่จบนะครับ ฉะนั้น เรื่องสถาบันนั้นขอยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการไปตามกรอบของกฎหมาย แต่จะไม่กลั่นแกล้งใคร และจะไม่มองใครเป็นคนที่ไม่ดีไปหมด ผมขอเรียนว่าเรามาอยู่ฝ่ายการเมือง เมื่อเกิดเรื่องอะไร ขึ้นได้ยินคำพูด ๑ ประโยค ๒ ประโยคจะบอกว่าคนนี้เขาผิด ผิดอาญา คนนี้เขาผิดมาตรา ๑๑๒ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเป็นตำรวจมาทั้งชีวิตต้องฟังให้จบ ดูพฤติการณ์ การต่อเนื่องต่าง ๆ เพราะเมื่อเขาเป็นจำเลย เมื่อไปถึงศาล ศาลอาจจะตัดสินอย่างไรก็ได้ จนกว่าศาลฎีกาจะตัดสินว่าเขาได้กระทำความผิด อันนั้นถึงจะเข้าองค์ประกอบหรือถือได้ว่า เขาเป็นผู้ที่กระทำความผิด ขณะนี้อยู่ในขั้นเป็นแค่ผู้ต้องหา เขายังไม่ได้เป็นผู้รับโทษนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเปิดกว้างทำใจให้กว้าง คนไทยเรานั้น พูดจาอะไรกันไป เฉี่ยวกันไปเฉี่ยวกันมานะครับ ผมว่าต้องให้อภัยกัน ผมนั่งอยู่ ๒ วัน ผมก็นั่งฟังอยู่ตลอดนะครับ ผมไม่ถือว่าใครหมิ่นใครทั้งนั้น แต่ถือว่าเป็นการแสดง ความคิดเห็นทางการเมือง นี่ในเรื่องแรกนะครับ

สำหรับเรื่องที่ ๒ ที่ท่านเป็นห่วงว่าการแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะลดความรุนแรง หยุดยั้งความรุนแรง ทุกท่านก็ทราบดีว่าปัญหา ได้เกิดต่อเนื่องมานานหลายสิบปีแล้ว ทุกฝ่ายก็มีทั้งส่วนบกพร่อง มีทั้งความสำเร็จ มีทั้งทำถูกทำผิด ดีมาก ดีน้อยอะไรด้วยประการต่าง ๆ ปัญหาก็ยืดเยื้อมาจนเดี๋ยวนี้นะครับ รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ยกฐานะของ ศอ.บต. ขึ้นมาเป็นระดับปลัดกระทรวง ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ก็เป็นรูปแบบอันหนึ่งที่ต้องการที่จะแก้ปัญหา กอ.รมน. ก็ได้พัฒนา มาได้หลายอย่าง ฉะนั้นความผิดของแต่ละรัฐบาลในการแก้ปัญหาภาคใต้นั้นก็แล้วแต่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง แนวความคิดในการแก้ปัญหาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด ยังไม่มีสูตรใดที่มันประสบความสำเร็จ ทุกคนก็ยอมรับว่าความรุนแรงยังเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ มีเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ครู ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิตนะครับ เราจะไปตำหนิใคร ก็ไม่ได้ ผมเคยเป็น ผบ. ตำรวจมา เมื่อ ๑๐ ปีก่อนผมไปเยี่ยมลูกน้องได้ทุกที่ เอารถไป คันเดียวครับ นั่งไปเยี่ยมตามด่าน ตามห้องแถว วิ่งไปได้หมด เดี๋ยวนี้ไปไม่ได้ครับ เพราะว่า การก่อความไม่สงบมีความรุนแรงมากขึ้น ขีดความสามารถของผู้ก่อความไม่สงบมีมากขึ้น สามารถวางระเบิดได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ และมีความรุนแรงมากขึ้น การบาดเจ็บสูญเสีย ก็รุนแรงมากขึ้นครับ เราจะไปบังคับให้เขาลาดตระเวน จะให้เขาไปทำงานกลางคืน ตลอดวัน ตลอดคืน กลางวันยังเจ็บเลยครับ ยังเจ็บ ยังตายเลย ลูกเมียเขา ญาติพี่น้องเขา ก็ต้อง เห็นใจกัน ปัญหามันอยู่ตรงไหนซึ่งผมไม่สมควรจะมาพูดรายละเอียดในที่นี้เพราะเสียเวลา ผมมีหน้าที่ที่จะต้องไปแก้ไขปัญหา ผมจะไม่พูดว่าใครถูกมากถูกน้อยนะครับ และขอเรียน ยืนยันว่าผมทำงานร่วมกับ พันตำรวจโท ทักษิณ มาท่านมีความตั้งใจที่จะทำความดี ให้บ้านเมือง สถานการณ์ในแต่ละครั้งในแต่ละช่วง คิดตัดสินใจไปแล้วมันก็มีความสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ผลออกมามากน้อยเราจะมาตำหนิกันไม่ได้ นักรบต้องมีบาดแผล ผู้บริหาร ก็ต้องมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว แต่ความมุ่งมั่นความตั้งใจผมร่วมทำงานกับท่านมา ท่านเป็นคนรักบ้านเมืองครับมีความตั้งใจ ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น และผมมั่นใจ ฉะนั้นสิ่งที่ มุมมองของท่านนั้นอาจจะมองว่าเป็นคนที่ท่านไม่ชอบ ไม่ดี ท่านก็ตำหนิอยู่เรื่อยนะครับ ซึ่งไม่ตรงกับผมนะครับ ก็ไม่ว่ากันความคิดทางการเมืองไม่ตรงกันไม่เป็นไรครับ เราเป็น คนไทยด้วยกัน ผมจะร่วมกับท่านรับฟังและแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปตาม สติปัญญาและกำลังอย่างเต็มที่ที่สุดสำเร็จหรือไม่สำเร็จผมก็จะยอมรับ และผมก็จะไม่อับอาย ทั้งสิ้น ถ้าผมทำอะไรล้มเหลวหรือผิดพลาด ผมก็จะรับผิดอย่างลูกผู้ชาย และรับโทษด้วย ถ้ามีปัญหานะครับ

ขอเรียนกับท่านว่ารัฐบาลนี้มีความตั้งใจที่จะทำคิดยุทธศาสตร์ คิดเรื่อง การแก้ปัญหา เรื่องคนทุกอย่าง ปัญหาทุกอย่างนะครับ ผมก็ได้ปฏิบัติงานในพื้นที่มา พอสมควรแล้วก็เป็นผู้นำของตำรวจมาก่อนนะครับ ก็ขอเรียนว่าคนทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจพลเรือน ก็มีทั้งคนที่พร้อม คนที่ไม่พร้อม และคนเป็นปัญหาก็ต้องแก้กันไปไม่จบครับ เขาเป็นคน เมื่อผิดก็ต้องให้โอกาสบ้าง ปรับไปอะไรไป เราไม่รู้จะไปเอาคนที่ไหนที่มันพร้อม ทุกอย่างดีทุกอย่าง ทำอะไรก็ไม่ผิดเลยมันหาไม่ได้ครับ ฉะนั้นก็ขอเรียนยืนยันว่ารัฐบาล มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาในภาคใต้อย่างเต็มกำลัง ท่านมีคำแนะนำมีอะไรก็ยินดี ผมรับฟังครับ เพราะว่าพรรคเราไม่มี ส.ส. ในภาคใต้ ต้องรบกวนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคมาตุภูมิ ได้มาช่วยกันนะครับ ผมขอขอบพระคุณครับที่ท่านกรุณาได้เสนอแนะ ผมกับท่านก็มีความตั้งใจที่จะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยให้เกิดความสำเร็จครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมครับ

พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมขอตอบคำถามประเด็นของท่านเจะอามิงสั้น ๆ ครับ เป็นคำถามที่ผมคิดว่าเป็นคำถาม ที่สำคัญทีเดียว ท่านได้ถามมาว่าถ้ามีการชดเชยหรือเยียวยาคนเสื้อแดง ๑๐ ล้านบาท ท่านถามมาว่าแล้วผู้ที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะได้รับ การเยียวยาด้วยหรือไม่ กระผมก็ใคร่ตอบนะครับว่าในประเด็นนี้ทางรัฐบาลเราได้คิดไว้แล้ว ในการเยียวยานั้นเราจะต้องเยียวยาสำหรับคนทุกกลุ่มและในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะทาง ภาคใต้นั้นผมเรียนตรง ๆ ผมก็ได้ทำการบ้านไว้บ้างแล้วนะครับท่านจากเหตุการณ์กรือเซะ ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตนับร้อย และเหตุการณ์ตากใบด้วยวันที่ ๒๕ ตุลาคม และมีเหตุการณ์ที่มัสยิดอัลฟุรกอน เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน อันนี้ทางรัฐบาลก็ได้ทำงาน ไว้ล่วงหน้าแล้วครับท่าน แต่ทั้งนี้ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเราคงจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมา คณะหนึ่งเพื่อที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งนั่นก็จะต้องอิงกับความเห็นของคณะกรรมการอิสระ ที่ค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คือ คอป. เราจะยึดหลักของ คอป. นั้นมาเป็น แนวในเรื่องของการเยียวยาว่ารัฐบาลเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมให้มากที่สุด แล้วก็ใคร่ขอเรียนนะครับว่าในประเด็น ๑๐ ล้านบาทนั้นรัฐบาลเรายังไม่ได้พูดนะครับ ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นของบุคคลภายนอก จะเป็นเท่าไรนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องข้อสรุปของ คณะกรรมการซึ่งจะต้องมีขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่งครับ ก็ขอเรียนให้ ทราบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ชุดการอภิปรายของท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับ มีท่านสุธรรม พันธุศักดิ์ และ ท่านรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงษ์ ท่านภิญโญ สายนุ้ย ท่านจารุพงศ์ จีนาพันธ์ ท่านวิทยาอิลานา นายเจริญ ภักดีวานิช ครับ เชิญท่านสุธรรม ๔ นาทีครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการศึกษาของรัฐบาล โดยนโยบายของรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาไว้ ๗ ประการ คือ

๑. พัฒนาคุณภาพการศึกษา

๒. สร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษา

๓. ปฏิรูปครู

๔. จัดการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

๕. พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา

๖. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแก่มหาวิทยาลัย

๗. เพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคม อาเซียน

กระผมใคร่ขออภิปรายในเรื่องของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของ ชาติ โดยมีแผนปฏิรูปของการศึกษามาตลอดอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญในเรื่องสาระ ความรู้แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในการสร้างคนและสร้างเยาวชนให้มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ กับความรู้ทางด้านวิชาการ นั่นหมายความว่าคุณภาพของเยาวชนโดยการศึกษาได้ถูก มองข้ามมาโดยตลอดจากทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพ จากนโยบายด้านการศึกษา ๗ ข้อของรัฐบาล จะเห็นว่ารัฐบาล ได้มุ่งเน้นการพัฒนาในคุณภาพของการศึกษาด้านวิชาการอย่างเดียว โดยไม่ได้ให้ความสำคัญ แก่การพัฒนาเยาวชนด้านกายภาพ สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม และความรู้ทักษะในการ ดำรงชีวิต เพื่อสร้างความเป็นผู้นำต่อไปในอนาคต กระผมใคร่ขอเสนอในเรื่องของกิจการ ลูกเสือ และวิธีการลูกเสือที่จะช่วยเติมเต็มให้สิ่งที่ขาดไป กระผมใคร่ขอกราบเรียนในเรื่อง ของพระราชบัญญัติลูกเสือ ซึ่งได้พัฒนามาตลอดนะครับ ซึ่งเรามีพระราชบัญญัติลูกเสือ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๗ แล้วมีมาหลายฉบับ จนถึงฉบับปัจจุบัน ซึ่งให้มีคณะลูกเสือแห่งชาติ ประกอบด้วยบรรดาลูกเสือทั้งปวงและบุคลากรทางการลูกเสือ รวมทั้งกิจการลูกเสือชาวบ้าน นะครับ ในมาตรา ๗ อยากจะให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องกิจการลูกเสือ มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ได้ทรงเป็นประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ และมาตรา ๘ คณะลูกเสือ แห่งชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาลูกเสือทั้งกาย สติปัญญาและจิตใจ และศีลธรรมให้เป็น พลเมืองดี มีความรับผิดชอบและช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสามัคคีและมีความ เจริญก้าวหน้า กระผมอยากจะให้ท่านได้ทราบ การฝึกเรื่องลูกเสือ

๑. ให้มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟัง และพึ่งตนเอง

๒. ให้ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

๓. ให้รู้จักบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์

๔. ให้รู้จักการทำฝีมือ และฝึกฝนให้ทำกิจการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

๕. ให้รู้จักรักษาส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรม และความมั่นคงของ ประเทศ

ท่านประธานที่เคารพ ตามที่กระผมได้กล่าวจะเห็นว่ากิจการลูกเสือเป็น กิจการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง และผมก็ขอแสดงความยินดีที่เรามีท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งท่านเป็นสุภาพสตรีท่านแรกที่ได้มีโอกาสเป็นนายกสภาลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งตามมาตรา ๑๑ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นสภานายก รองนายกรัฐมนตรีเป็นอุปนายก และกรรมการโดยตำแหน่ง ก็มีตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กระผมใคร่ขอฝาก ประเด็นว่า ขอให้รัฐบาลได้เห็นความสำคัญถึงการพัฒนาเยาวชน โดยใช้กิจการลูกเสือเป็น หลักด้วยครับ ขอบพระคุณด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรองศาสตราจารย์ ประเสริฐ ชิตพงศ์ ๔ นาทีครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ก็ขออนุญาตใช้เวลาจำกัดในช่วงเวลา ๔ นาทีนี้จะพูดถึงนโยบาย ด้านการศึกษาในข้อ ๔.๑ ในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะครับ ได้มีสมาชิกรัฐสภา หลายท่านทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้พูดถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาไปแล้ว ผมก็ ขออนุญาตที่จะไปพูดถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากในฐานะก่อนที่จะมาเป็น สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลานั้นก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในระดับการทำงานอยู่ใน ภาคอุดมศึกษาในตำแหน่งอธิการบดีและตำแหน่งประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ก็ได้เลยคิดว่าอยากจะสะท้อน และอยากจะมีข้อสังเกตข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องอุดมศึกษา ซึ่งในนโยบายของรัฐบาลนั้นก็ได้พูดถึงไว้ในข้อ ๔.๑.๔ แล้วก็ ๔.๑.๖ รวมทั้งได้พูดเชื่อมโยงไป ในข้อ ๖ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งก็จะขออนุญาตให้ข้อสังเกตให้ข้อคิดเห็น บางประการในเวลาอันจำกัด ก็ขออนุญาตเรียนว่าทางกระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัยนั้น ได้แบ่งกลุ่มหลัก ๆ ทั้งในความเป็นสากลและในประเทศไทยเองออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มที่ ๑ ก็คือเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่สร้าง ความสามารถทางปัญญาและวิชาการในระดับสูง

กลุ่มที่ ๒ ก็คือสอนและวิจัย คือมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนา สรรถนะและความสามารถในการที่จะไปปฏิบัติงาน และพัฒนาวิชาการเพื่อพัฒนางาน ด้านต่าง ๆ

ส่วนกลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มที่เน้นการสอน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการเปิด โอกาสทางการศึกษาแล้วก็การประกอบวิชาชีพ กระผมขออนุญาตเรียนว่าในนโยบายของ รัฐบาลนั้น ในข้อ ๔.๑.๖ และข้อ ๖.๖.๓ และข้อ ๖.๖.๔ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็ได้พูดถึง ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในกลุ่มที่เน้นการวิจัยไว้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี จะทำให้เรื่องการวิจัยได้เป็นไปอย่างก้าวหน้า แต่ที่มีความห่วงใยในขณะนี้ก็คือการที่ สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้ไปจัดการอุดมศึกษาที่น่าห่วงใยว่า โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของการเปิดโอกาสทางการศึกษาก็คือการจัดการศึกษาที่อาจจะขาดมาตรฐาน ของการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่ โดยเฉพาะการกำกับดูแลของ กกง. และ สกง. ซึ่งอันนี้มาจากปัญหาเรื่องต่าง ๆ อยู่ ๔-๕ ประการนะครับ ด้วยเวลาจำกัด

ปัญหาอันดับแรกก็คืองบประมาณที่อุดมศึกษาได้รับนะครับ แล้วก็การที่ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดหลักสูตรการศึกษามากเกินไป เป็นการเปิดอย่างหลากหลาย และโดยเฉพาะการมอบอำนาจการเปิดหลักสูตรให้กับสภามหาวิทยาลัย และในที่สุด สภามหาวิทยาลัยเองก็ไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลและดำเนินการให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ และมาตรฐานได้ในสภามหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่ง ก็ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพ

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการที่การบริหารหลักสูตรให้จัดการเรียน การสอนนั้นไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้นะครับ ซึ่งก็อยากจะฝากทาง สกอ. และหน่วยต่าง ๆ ได้ไปดูแล

ประการที่ ๓ ก็คือการสอนและการวัดผลต่าง ๆ นั้นนะครับมีปัญหาอยู่ หลาย ๆ ประการ

ประการที่ ๔ ก็คือการจัดการศึกษานอกที่ตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ คุณภาพของอุดมศึกษาเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย

ประการสุดท้ายก็คือการจัดการศึกษาเชิงพาณิชย์ ซึ่งในเรื่องของ การจัดการศึกษาเชิงพาณิชย์นั้นเกิดคำพังเพยขึ้นมาว่า เรียนง่าย จ่ายครบ จบแน่ ซึ่งตรงนี้ เองที่เป็นปัญหาสำคัญของมาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝาก ทางรัฐบาลให้ช่วยไปดูแลกำกับให้ สกอ. ก็ตาม ให้ ก.พ.ร. ก็ตาม ให้ สมศ. ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ไปแก้ปัญหาเรื่องเรียนง่าย จ่ายครบ จบแน่ ด้วยนะครับ ก็ขอฝากไว้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านภิญโญ สายนุ้ย ๔ นาทีครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารัก ท่านประธาน ที่เคารพครับ นโยบายของรัฐบาล ๑. เร่งด่วน ๗ ระยะยาว ๔ ปีนั้นต้องการให้ประชาชน อยู่ดีกินดี ต้องการให้กระจายรายได้ อย่าให้รวยกระจุกจนกระจายเหมือนกับปัจจุบันนี้ อยากจะเห็นเป็นรูปธรรมที่จะเกิดขึ้นภายในเวลา ๔ ปี ดีใจมากที่มีรัฐบาลใหม่ที่มีเสียง ข้างมากโดยไม่ต้องง้อใคร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมในฐานะที่ทำงานอยู่เกี่ยวกับ การศึกษามา ๓๗ ปีหลายจังหวัด จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล จังหวัดนราธิวาส จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนนทบุรี ดูแลเกี่ยวกับการศึกษามาตลอดเป็นห่วงกระทรวงศึกษาธิการที่มี รัฐมนตรีมือใหม่ทั้ง ๓ ท่าน ซึ่งผมรู้จักท่านดี เดือนตุลาคมนี้ก็จะมีตำแหน่งว่าง โดยการแต่งตั้งผู้บริหารโดยเฉพาะ สกอ. ที่ท่านอาจารย์ประเสริฐกล่าวเมื่อกี้นะครับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ ในยุคที่ท่านปลัดอภิชาติ จีระวุฒิ นี้คิดว่าน่าจะโปร่งใสแล้วก็ทำดี สพฐ. มีคนอยู่เยอะ มีครูอยู่เยอะ ขอเรียนว่าแท็บเล็ตนั้น ผมไม่ห่วงนะครับว่าจะมีสักแสนเครื่องก็น่าจะนำร่องได้ แต่ที่สำคัญคือสเปกน่าให้โรงเรียน เป็นผู้ซื้อเอง คำว่า สเปก นี้ แท็บเล็ต ๖๐๐ ล้านบาทนี้มีปัญหาแน่ถ้าสเปกดูจากข้างบนคือ กระทรวง ณ บัดนี้การแต่งตั้งผู้บริหารของเขตพื้นที่ก็ยังไม่เรียบร้อยซึ่งเกี่ยวเนื่องมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยู่จังหวัดกระบี่ฝั่งอันดามัน ทางผู้ว่าราชการจังหวัด นำรวมกลุ่มเพื่อต้องการมหาวิทยาลัยอันดามันยังไม่เรียบร้อย ต้องการมหาวิทยาลัย ที่เป็นพหุที่เป็นสากลเฉพาะพื้นที่ จังหวัดกระบี่ปลูกปาล์มมากที่สุด รวมจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมจังหวัดชุมพรและใกล้เคียงเข้าไปด้วย แต่ราคาปาล์ม ๕ บาทกว่า แต่ราคาน้ำมัน ๔๐ บาท ที่ประเทศมาเลเซียราคาลูกปาล์มนั้น ๑๒ บาท แต่น้ำมัน ๓๐ กว่าบาท ซึ่งข้อแตกต่างนี้ไม่ทราบอยู่ที่ไหนครับ

ท่านประธานครับ ในเวลาอันน้อยนิดนี้ผมขอฝากเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ที่ผมได้ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญอยู่คือนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล จังหวัดปัตตานี ลงทุนไปหลายสตางค์แล้ว ๗๐๐-๘๐๐ ล้านบาทแล้ว อยากจะเห็นเป็นรูปธรรม เนื่องจากว่า ประเทศไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางอาเซียน ซึ่งมีคนมุสลิมเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ในละแวกนี้ และเป็นอุตสาหกรรมที่กระจายอาหารฮาลาลสู่สากลโลก ซึ่งมีมุสลิม ๓๐ เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกนะครับ เป็นห่วงในเรื่องนี้

เรื่องถัดไปก็คือเป็นห่วงเล็ก ๆ น้อย ๆ กับสนามบินดอนเมืองครับ ค่าใช้จ่าย วันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ น่าจะทำเป็นศูนย์โอทอปในบางส่วนได้

และสุดท้ายนี้ ผมอยากเห็นไฟฟ้าในราคาถูกที่ทำจากแสงอาทิตย์และจาก การใช้ขยะมาเผาในโรงงานที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้เศรษฐกิจกับประชาชนเป็นอย่างมาก ใครที่ได้รับประโยชน์จากขยะเหล่านั้นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ซึ่งหมกเม็ดอยู่ครับท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมหมดเวลาแล้ว ๔ นาที ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านจารุพงศ์ จีนาพันธ์ ครับ ๔ นาทีครับ

นายจารุพงศ์ จีนาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจารุพงศ์ จีนาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อยแค่ ๔ นาทีนะครับ จะกล่าวโดยรวดเร็ว ขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยรับฟังอย่างตั้งใจด้วยนะครับ จากนโยบายที่ ๓.๔.๗ นโยบายดังกล่าวรัฐบาลมีความต้องการที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการบิน โดยมีความมุ่งหวังที่จะเพิ่มปริมาณการรองรับจำนวนผู้โดยสารจากเดิม ๔๕ ล้านคนต่อปี เป็นปีละ ๖๕ ล้านคนต่อปี แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงนะครับ ตั้งแต่มีการเปิดใช้ สนามบินสุวรรณภูมิเป็นต้นมาได้ก่อให้เกิดมลพิษ มลภาวะทางเสียงนะครับ ส่งผลกระทบ ต่อประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่อาศัยอยู่ในแนวเส้นทาง ขึ้นลงของเครื่องบิน จากประเด็นดังกล่าวนี่นะครับ การที่รัฐบาลต้องการที่จะสนับสนุน สนามบินสุวรรณภูมิให้รองรับจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นนะครับ แน่นอนครับรัฐบาลจำเป็น ที่จะต้องสร้างรันเวย์ (Runway) เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่ขึ้นลงเพิ่มขึ้นด้วย เช่นกันนะครับ ประเด็นดังกล่าวนี้ก็จะก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง หรือมลภาวะทางเสียงได้ เพิ่มขึ้นนะครับ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลหลาย ๆ ชุดที่ผ่านมาจะได้มีการแก้ปัญหาโดย การจ่ายเงินชดเชย แต่นั่นก็เป็นการเยียวยาเป็นการบรรเทาในระยะสั้นเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวในประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยนะครับที่จะให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการบิน แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวรัฐบาลต้องเตรียมแก้ไขด้วยเช่นกันนะครับ ในขณะเดียวกันนะครับ การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทางการบินได้ไม่ใช่เพียงว่าเรามี สนามบินหรือรันเวย์จำนวนมากแล้วจะเป็นศูนย์กลางได้นะครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง อาศัยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องนะครับ อย่างเช่นว่าอุตสาหกรรมการซ่อมเครื่องบินหรือว่า ระบบโลจิสติกส์ที่จะต้องเชื่อมโยงกันระหว่างทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาศักยภาพการใช้สนามบิน ดอนเมืองโดยมีท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการของผม ได้ทำการรวบรวมเชิญผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาให้ข้อมูลนะครับ แล้วได้ผลสรุปซึ่งจะ เสนอต่อรัฐบาลดังนี้

ประการแรกนะครับ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะได้มีการใช้สนามบิน ดอนเมืองควบคู่ไปกับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยการผลักดันให้เครื่องบินขนาดเล็กซึ่งมี ความเร็วในการขึ้นลงต่ำ มาขึ้นลงที่สนามบินดอนเมืองแทนนะครับ ก็จะเป็นการเพิ่ม ศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการจราจรทางอากาศของสนามบินสุวรรณภูมิด้วย

ประการที่ ๒ นะครับ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะได้ผลักดันให้ สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์กลางของโลว์ คอส แอร์ไลน์ (Low cost airline) นะครับ โดยการสนับสนุนมาตรการทางด้าน เช่นลดค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของ เครื่องบิน ลดค่าธรรมเนียมในการจอดนะครับ

ประการที่ ๓ นะครับ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะได้ส่งเสริมให้ สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์ซ่อมนะครับ เพื่อจะได้เป็นการรองรับเครื่องบินที่จะบินมาลง ในภูมิภาคนี้นะครับ

ประการสุดท้ายนะครับ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะได้ส่งเสริมให้มี สายการบินขนาดเล็ก เพื่อเป็นคอนเนคติ้ง ไฟลท์ (Connecting flight) สำหรับสายการบิน ต่างประเทศที่มาลงนะครับ จะได้เชื่อมต่อโดยสายการบินขนาดเล็กก็จะไปลงในภูมิภาค ที่อาจจะมีประชากรไม่มากนัก เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนด้วยนะครับ

นอกจากนี้สมควรเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะได้จัดทำระบบขนส่งทางรางนะครับ หรือไฮ สปีด เทรน (High Speed Train) นั้นนะครับ เชื่อมโยงระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อเป็นการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารนะครับ ซึ่งโดยประมาณคร่าว ๆ ถ้ามี ไฮ สปีด เทรน นี่นะครับ ผู้โดยสารสามารถที่จะเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปสุวรรณภูมิโดยเวลาไม่เกิน ๑๕ นาที เท่านั้นเองนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลโดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้นำข้อเสนอแนะนี้ไปประกอบการพิจารณาเพื่อที่จะผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินอย่างสมบูรณ์ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวิทยา ๘ นาทีครับ

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม วันนี้แล้วก็ เมื่อวานนี้ที่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้แถลงนโยบายที่จะบริหารประเทศชาติต่อไปภายใน ๔ ปีข้างหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ ผมก็จะมาวิพากษ์และมีข้อเสนอแนะว่านโยบายที่ท่านเสนอจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิด ผลประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ก่อนอื่นผมจะขอย้อนกลับไปถึงว่าตั้งแต่สมัยท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยการเมืองเรามีเสถียรภาพ แต่หลังจากเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๙ เกิดรัฐประหารขึ้นมาทำให้ความมีเสถียรภาพ ทางการเมืองไม่ค่อยดี จากผลการสำรวจประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ ๑๗๐ กว่าประเทศว่า ประเทศไหนที่มีความเสี่ยงต่อการเมืองสูงที่สุด ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศแอฟริกา อันดับแรกก็คือซิมบับเว ส่วนในอาเซียนของเรา อันดับที่ ๓๓ ก็คือประเทศพม่า รองลงมาคือ ไทยนะครับ อยู่ที่ลำดับที่ ๓๙ แสดงว่าความมีเสถียรภาพทางการเมืองของเรานั้นหลังจาก เกิดการรัฐประหาร เกิดความแตกแยกในสังคม แยกเป็นเสื้อสีโน้นสีนี้ ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ทำให้ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลหลังจากนั้นลดน้อยลง การที่ลดน้อยลงมีเหตุผลอย่างไรครับ เกิดผลอย่างไรกับประเทศชาติ ก็คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนในอาเซียน และแม้กระทั่งนักลงทุนของไทยไม่มีความเชื่อมั่น เศรษฐกิจของไทยก็จะโตได้ไม่เหมือนกับ ที่เราตั้งใจไว้นะครับ แล้วต่อไปผมก็จะมาพูดว่าเศรษฐกิจที่ไทยจะเข้ามาสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยเราจะเปิดเออีซีหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งประชาคมในอาเซียนมี ๑๐ ประเทศ ประมาณ ๖๐๐ ล้านคน ถามว่าถ้าเปิดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนแล้วไทยจะอยู่ตรงไหนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะอยู่ตรงไหนของ ประชาคมอาเซียน ก็ลองมาดูผลจากการสำรวจ จากการเปรียบเทียบว่ามีการพัฒนาคนของ ในประเทศแต่ละประเทศนั้นมีการพัฒนาบุคลากรในชาติเขาเป็นอย่างไรบ้าง หรือว่า ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ฮิวแมน ดีเวลอปเมนท์ อินเด็กซ์ (Human Development Index) ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ เลยนะครับ ประเทศอยู่ในนอร์ดิกหรืออยู่ในสแกนดิเนเวีย การพัฒนา บุคลากรคนในชาติเขาจะให้ความสำคัญ เขาอยู่ลำดับต้น ๆ เลย พออยู่ลำดับต้น ๆ คนเขามี คุณภาพ เพราะฉะนั้นเขาก็จะสามารถแข่งขันกับโกลบอลไลเซชั่น (Globalization) หรือ โลกาภิวัตน์ได้ รัฐบาลสามารถที่จะเก็บภาษีได้สูง สามารถที่จะทำนโยบายประชานิยมได้ แต่หันมาดูกับอาเซียนสิครับ เปรียบเทียบกับประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง ในเรื่องของ การพัฒนาบุคลากรของประเทศไทย จากทั้งหมด ๑๗๘ ประเทศ จากการสำรวจประเทศไทย เราอยู่ลำดับที่ ๗๓ เหนือกว่าเรามีอยู่ ๓ ประเทศคือ สิงคโปร์ อยู่ลำดับที่ ๒๕ บรูไน ลำดับที่ ๓๓ มาเลเซีย ลำดับที่ ๖๑ ฟิลิปปินส์ ลำดับที่ ๘๔ เห็นว่าเปรียบเทียบแล้ว ไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในประเทศของตัวเอง มาดูนโยบายของรัฐบาล สิครับว่า ที่ท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงว่านโยบายของรัฐบาลมีจุดมุ่งหมาย ๓ ประการ สำคัญ ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ เรื่องความปรองดองสมานฉันท์ ประการที่ ๓ เรื่องการนำ ประเทศไทยไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ไม่มีเรื่องของการพัฒนาบุคลากร ในประเทศเลย แสดงว่ารัฐบาลท่านไม่มีความสนใจกับการให้คนมีปัญญา ไม่สนใจให้คนมี คุณภาพ เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ไทยเราแข่งขันสู้เขาไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เพราะว่าคณะรัฐมนตรี ในที่นี้ผมว่าทุกท่านมีฝีมือ ให้ความสนใจกับการพัฒนาคนหน่อยครับ สิงคโปร์นี่นะครับ จากข้อมูลที่ผมดูทั้งหมดมีอยู่ ๑๙ ไครทีเรีย (Criteria) เรื่องประชากร เรื่องจีดีพี เรื่องเนชันแนล รีซอร์ส (National resources) สิงคโปร์สู้ไม่ได้ แต่อีก ๑๖ ไครทีเรีย สิงคโปร์ เป็นอันดับ ๑ หมดครับ สิงคโปร์มีคนไม่ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน คนชาติสิงคโปร์จริง ๆ ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน อีกประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนมาจากการอิมพอร์ต (Import) คนเข้ามา ทำไมครับ สิงคโปร์ถึงอยู่ในลำดับต้น ๆ เมื่อประชากรเขานิดเดียวเอง ผมได้ไปพบ กับทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ท่านบอกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันนี้ให้ความสำคัญกับคนโดยการลงทุนพัฒนาคน ๓.๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ภายในอีก ๔ ปีก็คือ ๒๕๕๘ แผนต่อไปอีก ๔ ปีข้างหน้าเขาให้ความสำคัญเพิ่มเป็น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ย้อนกลับมาสู่ประเทศไทยล่ะครับเป็นอย่างไร ประเทศไทยเรานั้นในปีงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๕๔ งบประมาณในการวิจัยและการพัฒนาประเทศมีไม่ถึง ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีตรงนี้สมัยท่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่านอดีต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมก็พูดเรื่องนี้เหมือนกัน ท่านบอกว่าถ้าท่านอยู่เป็นรัฐบาลต่อไป ท่านจะเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ก็คือเป็น ๒ เท่า แต่เสียดาย ที่ท่านไม่ได้อยู่ในตรงนี้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมว่าท่านสามารถที่ จะทำเรื่องของการพัฒนาคนในชาติให้เห็นความสำคัญหน่อยครับ น่าจะบรรจุใน ๓ อันแล้วก็ ต้องบวก ๑ ด้วยนะครับ

อีกอันหนึ่ง เรื่องของการแข่งขันในอาเซียนเป็นอย่างไรบ้างนะครับ การแข่งขันจากข้อมูลของจีซีไอ (GCI) ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเป็นเดอะ โกลบอล คอมพีเทนซิส์ อินเด็กซ์ (The global competencies index) จาก ๑๖๕ ประเทศที่เขา ทำเก็บข้อมูลมานี่นะครับ อันดับต้น ๆ เราไม่เชื่อเลยครับ สิงคโปร์อยู่อันดับ ๓ แล้วประเทศ ในอาเซียนล่ะครับ มาเลเซีย อันดับ ๑๖ ประเทศไทยเราครับ ๒๗ แต่ปีก่อนหน้าโน้น อยู่ลำดับที่ ๒๖ แสดงว่าประเทศไทยการพัฒนาของเราไม่ค่อยดีเลย เพราะฉะนั้นผมฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่าให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนนะครับ แล้วผมเชื่อ ในศักยภาพของคณะรัฐมนตรีจะนำพาประเทศไทยเราสามารถที่จะยืนเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียนได้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านเจริญ ภักดีวานิช ครับ ๘ นาทีครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ดูนโยบายของรัฐบาลที่แถลงในวันนี้มีอยู่หลายนโยบายที่ค่อนข้างจะ ประทับใจนะครับ โดยเฉพาะนโยบาย ๑.๘.๓ เรื่องเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ใน ๓ ปีที่กระผม เป็นวุฒิสมาชิกได้เสนอกระทู้ ๒ กระทู้เรื่องผู้สูงอายุแล้วมันก็ตรงใจ แต่เนื่องจากเวลาจำกัด กระผมขอกราบเรียนท่านประธานเรื่องนโยบายเร่งด่วน ๒ นโยบายต่อสภาแห่งนี้

นโยบายแรกก็คือนโยบายเรื่องของการป้องกันปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ท่านประธานครับ เป็นนโยบายที่ผมมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งนะครับ การโกงกินเป็นการกัดกร่อนชาติ เป็นความหายนะและเป็นความอัปยศของประเทศเรานะครับ ท่านประธานครับ ในการปฏิวัติทุกครั้งหรือการรัฐประหารทุกครั้งจะอ้างเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าท่านประธานจำได้ตอนเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ประธานหอการค้า และองค์กรป้องกันปราบปรามทุจริตหลายองค์กรลุกขึ้นมาต่อสู่เรื่องการทุจริต ของประเทศเรา ถ้าท่านประธานตามต่อไปอีกองค์การโปร่งใสนานาชาติ จัดเราลำดับที่ ๗๘ ใน ๑๗๘ ประเทศนะครับ ที่สำคัญมีการสำรวจผู้บริหารระดับสูงของนิด้ากับกรุงเทพธุรกิจ ๘๖.๔๙ ก็ออกตรงกันเปอร์เซ็นต์นะครับ ๘๖.๔๙ เปอร์เซ็นต์ ว่าปัญหาการทุจริตนำไปสู่ ศักยภาพการแข่งขันก็ลดลง แต่ท่านประธานครับ กระผมมีตัวอย่างบางประเทศเพื่อประกอบ ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นความโชคดีของรัฐบาลนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี มีข้อมูล ในการไฟท์ (Fight) ตอนที่เป็นฝ่ายค้านค่อนข้างสมบูรณ์ และมีทีมงานเข้มแข็ง มีฝ่ายค้าน ที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธาน อินโดนีเซียในรอบ ๒ ปีนี้ก็มี ความโดดเด่นมากในเรื่องการปราบทุจริตคอร์รัปชัน นายกรัฐมนตรีของอินโดนีเซีย จำคุก นายกเทศมนตรี จำคุกผู้ว่าการธนาคารกลาง ตัดสินให้เจ้าหน้าที่สรรพากรติดคุกเนื่องจาก ทุจริตเรื่องการคุมภาษี ผมข้ามไปครับ ท่านประธานครับ ฟิลิปปินส์เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานจำได้ ประธานาธิบดีเอสตราดาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และเมื่อเดือน ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมานายแองเจโร่ ดาเยส ผู้บัญชาการทหารเก่า รัฐมนตรีสาธารณสุขยิงตัวตายเมื่อถูกตรวจสอบพบว่ามีการทุจริต ผมข้ามไปมาเลเซีย มาเลเซียมีลงโทษอยู่ ๒-๓ รายครับ ผมข้ามไปเพราะเวลาจำกัด ที่น่าสนใจมาก ๆ ท่านประธาน ที่บราซิลครับ นาซิม กาติน เป็นผู้หญิง ๓ เดือนที่ผ่านมานั้น รัฐมนตรีให้ออกจาก ครม. ๓ ราย ซึ่งผมมีข้อมูล รัฐมนตรีแรกก็คือ รัฐมนตรีท่องเที่ยว ใช้ตำรวจ ๒๐๐ คนในการที่ไปจับแล้วก็ถูกจับด้วยข้อหาคอร์รัปชัน เมื่อเดือนกรกฎาคม รัฐมนตรีคมนาคมก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมอยากเห็น นโยบายนี้เป็นจริงและเป็นรูปธรรม จะได้เป็นความสุขของพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง นั่นเป็น การแก้ปัญหาของประเทศ ท่านประธานครับ นโยบายที่ขุดรากถอนโคนการทุจริตของ อินโดนีเซียน่าสนใจ นโยบายการปลดรัฐมนตรีที่ทุจริตออกจากตำแหน่งของบราซิลน่าสนใจ ของจีนประหารชีวิตนะครับ โทษทุจริต ผมขอ ๒ เรื่องเท่านั้นท่านประธานเฉพาะรัฐบาลนี้ ถ้าเผื่อว่ามีรัฐมนตรีที่มีข้อกล่าวหาทุจริตและค่อนข้างชัดเจน ในการยกมือในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ อย่าสนับสนุนหรือปลดออกจากตำแหน่ง อันที่ ๒ ก็คือให้มีการลงโทษข้าราชการ อย่างชัดเจนแบบต่างประเทศ

นโยบายที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนก็คือเรื่องของการปรองดองซึ่งเป็นนโยบาย เร่งด่วน นโยบายปรองดองและสมานฉันท์ ของผมนิดเดียวครับ เพราะมีคนพูดหลายคน ท่านประธาน เรื่องของความปรองดองนั้น ผมคิดว่าความยุติธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็น จะต้องให้กับผู้ที่ถูกกระทบนะครับ ความยุติธรรมเป็นพื้นฐานที่จะต้องให้ได้ คือการเปิดเผย ความจริง เพราะฉะนั้นควบคู่กับการปรองดอง กระผมกราบเรียนให้ว่าขอให้รัฐบาลทำเรื่อง เปิดเผยความเป็นจริง ท่านประธานครับ มีตัวอย่างของอาร์เจนตินาซึ่งกระผมกราบเรียน เพื่อประกอบ อาร์เจนตินานั้นผู้ที่เผด็จการทหารที่ทำร้ายประชาชน ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน เกือบ ๓๐ กว่าปีนะท่านประธาน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๒-๒๕๒๖ อดีตประธานาธิบดีเป็นนายทหารมิกโตเน่นะครับ ถูกจำคุกเมื่ออายุ ๘๒ ปี ๒๕ ปีนี้ อีกคน นายพลฮิเดล่าถูกจำคุกตลอดชีวิต ผมมีนายพลอีกคนก็คือนายพลยอร์ค โฮลิเดล่า ถูกจำคุก ตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา ๒-๓ ๔ ปีนี้ ผมคิดว่ามีประชาชนผู้บริสุทธิ์ บางคน ผมพูดถึงผู้บริสุทธิ์บางคนที่ถูกทำร้าย หรือถูกทำร้ายด้วยเจ้าหน้าที่อาจจะจากการใช้ มาตรการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเราใช้คนจำนวนมาก โอกาสที่เราผิดพลาดค่อนข้างมี นอกจากการเยียวยาแล้วผมคิดว่า ในการที่ค้นหาความจริงมีความจำเป็น

ประเด็นที่ผมจะเสนอกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมคิดว่าสิ่งที่เกิดผลขึ้น อย่างมากเกี่ยวกับความเป็นธรรมก็คือการใช้พระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านประธานครับ ทั้งที่จังหวัดปัตตานี หรือจังหวัดยะลา จังหวัด นราธิวาส และทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้น การใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้นำไปสู่รัฐบาลเอง ซึ่งผู้ใช้อาจจะใช้อำนาจที่เกินกว่า เกินกว่าไปนั้น รัฐบาลไม่ใช้หรอก แต่เจ้าหน้าที่ที่เอา ข้อกำหนดหรือคำสั่งของคณะรัฐมนตรีไปปฏิบัติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจ ไม่เพียงพอ นำไปสู่เกิดความไม่เป็นธรรมหรือใช้กำลังที่เกินจำเป็น กระผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปทางคณะรัฐมนตรี ถ้าเผื่อท่านจะได้ทบทวน แก้ไข หรือปรับปรุง พระราชกำหนดฉบับนี้ ในมาตราที่กระทบสิทธิมาก ๆ เป็นมาตราที่เราใช้กำลังมาก ๆ เป็นมาตราที่มีข้อห้ามมาก ๆ ที่กระทบเสรีภาพและสิทธิของประชาชน ถ้าเผื่อรัฐบาลนี้ สามารถปรับปรุงแก้ไข หรือสามารถที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ ถ้าเราสามารถใช้กฎหมาย ปกติได้ก็จะทำให้ความผิดพลาดมีโอกาสน้อยลง

ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างให้ท่านเพื่อประกอบ การพิจารณา มีพี่น้องจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส บางคนถูก พระราชกำหนดฉบับนี้เชิญมา แล้วก็ผูกคอตาย พอผูกคอตายญาติพี่น้องก็บอกว่าอาจจะถูก ทำร้ายด้วยทหาร อาจจะเข้าใจผิด จะมีกรณีแบบนี้อีกหลายรายนะครับ ก็ขออนุญาต ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อรัฐบาลสามารถที่จะแก้ไขพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ก็จะเป็น ประโยชน์แล้วจะเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้น ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านอันวาร์ สาและ ครับ ๑๐ นาที

(นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงใช่ไหมครับ

นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม โปรดปราน โต๊ะราหนี ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พาดพิงประเด็นไหนครับ

นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กรณี ที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณายกภาพของท่านนายกรัฐมนตรีตอนที่สวมผ้าคลุมหัวครับ ซึ่งถ้าผม ไม่สามารถอธิบายได้นี่จะสร้างความเสื่อมเสียให้กับศาสนาอิสลามได้ครับ ต้องขออนุญาต ชี้แจงนิดหนึ่งครับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกแล้วก็พี่น้องทั่วประเทศครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไม่ได้เสียหายอะไร นี่ครับ

นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ผม นับถือศาสนาอิสลามครับ ถ้าบอกว่าการที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทำแบบนั้น แล้วเป็นการไม่ให้เกียรติศาสนาอิสลาม ผมถือว่าไม่ใช่ประเด็นนั้นครับ ผมถือว่าท่าน กระทำได้ เพราะว่าศาสนาอิสลามนั้นไม่ได้แคบ เป็นศาสนาที่กว้าง การที่ท่านเพื่อนสมาชิก บอกว่าไม่ได้กระทำผิดกฎศาสนา ก็แสดงว่าท่านเป็นการปฏิบัติตัวที่ไม่ได้ผิดและไม่ให้เกียรติ แต่คนศาสนาอิสลามบางกลุ่มบางพวกเขาบอกว่าท่านเป็นชื่อใหม่ก็คือชื่อยามีละห์ ก็คือ เป็นผู้หญิงที่สวยครับ แล้วก็แต่งตัวได้ถูกต้องตามธรรมเนียม ให้เกียรติครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านอันวาร์ สาและ เชิญครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้หลายท่าน แสดงความยินดีในเรื่องการมีนายกรัฐมนตรีที่ เป็นสตรีคนแรกของประเทศไทย แต่สำหรับคนใน ๓ จังหวัดนะครับ หรือสำหรับผมเอง ยังเร็วไปที่จะสรุปอย่างนั้น คนในพื้นที่ผมเขามีความรู้สึกกังวลและห่วงใยครับ เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนะครับที่มีสตรีท่านหนึ่งประสงค์จะลงเล่นการเมือง ประสงค์ จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวไทยแล้วระยะเวลาแค่ ๔๖ วันหรือ ๔๐ กว่าวันนั้น ได้ก้าวมาถึงตำแหน่งสูงสุดในการเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวไทยทุกคนในฐานะนายกรัฐมนตรี การเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวไทยนี่นะครับ ผมคิดว่าคงไม่มีใครที่จะบอกได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูก หรือผิด นอกจากตัวท่านเองที่จะพิสูจน์ในระยะเวลาที่เหลือนี้นะครับ สิ่งที่คนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือคนในจังหวัดภาคใต้ที่เขาเป็นห่วงมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ในการแถลงนโยบายในข้อ ๑.๕ ในเรื่องการนำสันติสุขและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน ยาเสพติด อิทธิพลอำนาจมืด และน้อมนำกระแสพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักปฏิบัติในแนวทางสันติวิธี ย้อนไปเมื่อตอนปี ๒๕๔๘ ครับ นโยบายนี้ไม่ได้เป็นนโยบายใหม่ครับ แล้วหลักใหญ่ใจความ ก็เหมือนตอนที่นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งได้แถลงนโยบาย ณ สภาแห่งนี้ครับ นั่นคือ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

ประเด็นที่ ๒ นายกรัฐมนตรีทักษิณได้ให้คำสัมภาษณ์หลายครั้งนะครับ แล้วครั้งหนึ่งก็ได้เอ่ยถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดแต่ท่านคือโคลนนิ่ง (Cloning) ของนายกรัฐมนตรีทักษิณ คำว่า โคลนนิ่ง คือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเซลล์เดียวกันนั่นหมายถึงว่าเหมือนกันครับ อย่างแรกคือนโยบาย อย่างที่ ๒ คือการโคลนนิ่ง ผมไม่ทราบนะครับว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีแนวคิดเหมือนกับ นายกรัฐมนตรีทักษิณในอดีตหรือไม่ อันนี้ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องตอบแล้วก็ชี้แจง ให้คนในพื้นที่ ๓ จังหวัดและคนชาวไทยทุกคนได้รู้ได้เข้าใจในบทตรงนี้ด้วย ข้อที่ ๓ ท่านเป็น นักธุรกิจเหมือนกันครับ และข้อที่ ๔ ผมเพิ่งพิสูจน์ได้เมื่อ ๒ วันนี้เองครับ การให้ความสำคัญ กับสภาครับวันนี้ขณะที่พูดผมพูดปัญหา ๑ ใน ๔ ของปัญหาสำคัญของประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้นั่งในสภาครับ นี่คือสิ่งที่เหมือนกันอีกประเด็นหนึ่ง ในอดีตนั้น ความผิดพลาดของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนำมาซึ่งปัญหาที่เราต้องแก้ปัญหาจนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าอันนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายที่เราต้องพูดนะครับ นโยบายที่มันจะสัมฤทธิผลมันมีอยู่ ๒ เรื่องครับ ๑. ตัวนโยบายเองแล้วก็ศักยภาพของตัวสัมฤทธิ์ของตัวนโยบาย ท่านครับ นายกรัฐมนตรีทักษิณเคยมองปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นเรื่องของโจรกระจอก เป็นเรื่องของคนไม่กี่คนที่จะต้องจัดการให้เรียบร้อยเบ็ดเสร็จ ในขณะนั้นท่านได้พูดว่า ภายใน ๓ เดือนจะต้องแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จบ นั่นคือส่งสัญญาณ อะไรบางอย่างในพื้นที่ครับ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์อุ้มฆ่าตายเป็นจำนวนมากในพื้นที่ ของผมครับ นำมาซึ่งความรู้สึกต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการแก้แค้นเอาคืนผสมโรงกับปัญหา ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้เราต้องเสียงบประมาณไปกี่แสนล้านบาทแล้วครับ ที่จะแก้ปัญหาความผิดพลาดในอดีตอันนั้น ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านมีแนวคิด ในการแก้ปัญหาเหมือนกับท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณหรือไม่ ท่านก็ต้องตอบคำถามพวกผมครับ แล้ววันนี้สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งนะครับท่านประกาศว่ายาเสพติดท่านจะแก้ปัญหา ภายใน ๑ ปี ในอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแก้ปัญหายาเสพติดอย่างไรครับ ๓,๐๐๐ กว่าศพ เกิดการฆ่าตัดตอนในขณะนั้น วันนี้ก็ยังคลุมเครืออยู่ แม้ครั้งหนึ่งในอดีตพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสว่าขอให้ชี้แจงในประเด็นเหล่านี้ให้กระจ่าง วันนี้ก็ยังไม่มี คำตอบเหล่านั้นครับ นี่อย่างไรครับผมถึงบอกว่าความไม่สบายใจของคนใน ๓ จังหวัด เขาไม่สบายใจเรื่องอะไร ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับรากฐาน รากเหง้ามาจาก ความไม่เป็นธรรมครับ มาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้อง ชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ นั่นคือ ๒ เหตุการณ์ในการแก้ปัญหาของนายกรัฐมนตรีทักษิณ เหตุการณ์ ที่ ๓ ครับ แก้ปัญหาคนที่ไปชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมที่อำเภอตากใบครับ เดือนนี้ละครับ เดือนที่ถือศีลอด เดือนที่คนมุสลิมไม่กระทำสิ่งที่ไม่ดีเดือนนี้ งดเว้นการทำชั่วทุกอย่าง แต่ในเดือนนั้นการแก้ปัญหาของนายกรัฐมนตรีในอดีตท่านนั้น ๔-๕ ชั่วโมง ๘๕ ศพครับ นี่อย่างไรครับพี่น้องชาวไทยในพื้นที่อื่น ท่านสามารถที่จะชุมนุมประท้วงเรียกร้องอะไร ได้หลายอย่าง แต่ไม่ใช่ภาคใต้ครับ ภาคใต้ชุมนุมทีไรเกิดการตายทุกครั้ง นี่ยังไม่นับรวม กรือเซะนะครับ ในพื้นที่กรือเซะเหตุการณ์เดียวกันนี้ ๑๐๐ กว่าศพครับ นี่คือวิธีแก้ของ นายกรัฐมนตรีในอดีต วิธีที่แก้ปัญหาของนายกรัฐมนตรีในอดีต ผมถามว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์จะทำอย่างนี้หรือไม่ ถ้าท่านอยู่ในบริเวณนี้ครับ ผมเรียนเชิญท่านเข้ามาฟังนะครับ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นประโยชน์กับท่านในการที่จะบริหารประเทศไปข้างหน้า และผมคิดว่า คำถามเหล่านี้ท่านจะต้องตอบเองครับ ท่านประธานครับ การตายในวันนั้นประชาชน ๒ มือเปล่าไม่มีอาวุธในมือครับ แล้วก็ตายด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๓ ท่านผู้อภิปรายอภิปรายในประเด็นที่ซ้ำ ๆ ตั้งแต่ตอนเช้าเรื่องกรือเซะ เรื่องชายแดนภาคใต้ ผมอยากจะเห็นความสร้างสรรค์ อยากจะ เห็นประเด็นใหม่ ๆ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล ผมไม่อยากให้พูดถึงเรื่องเก่า ๆ ซึ่งไม่ เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาตินะครับ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอันวาร์ครับ การแถลง นโยบายนี้นะครับเราจะยึดข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ข้อบังคับของรัฐสภา ข้อ ๑๐๘ ซึ่งมีอยู่ ๔ ประเด็นก็คือ ความเหมาะสมของนโยบาย และมาถึงเรื่องความสามารถในการปฏิบัติ ตามนโยบายตรงนั้น แล้วก็มาเรื่องขั้นตอน แล้วก็แผน ซึ่งจะอยู่ใน ๔ กรอบตรงนี้ ผมก็ฟัง ท่านมาตั้งแต่ต้นแล้วก็พยายามที่จะไม่อยากขัดจังหวะ แต่เมื่อมีผู้ประท้วงแล้ว ผมอยากให้ท่านอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้นท่านช่วยสรุปนะครับ แล้วก็อย่าขยายความไปถึง อดีตมากนักนะครับ กลายเป็นเล่าเรื่องอดีตครับ เพราะฉะนั้นเล่าเรื่องปัจจุบันนี้ครับ พูดถึง นโยบายที่รัฐบาลเสนอมา ๔๔ หน้านี้ครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้ออกจากนโยบายเลยครับ ผมกำลังเปรียบเทียบว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าแย้งเลยครับ ตามข้อ ๔๕ ถือว่าเด็ดขาดแล้วครับคำวินิจฉัย ท่านเป็นคนร่างเองไม่ใช่หรือครับ กติกา ข้อบังคับ ผมก็ใช้ข้อบังคับตามที่ท่านร่วมกันร่างขึ้นมานะครับ ท่านพูดแถลงนโยบาย นอกกรอบข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ เลยมาผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมวินิจฉัยตามข้อ ๔๕ แล้วก็ถือว่า เป็นเด็ดขาดตามข้อ ๔๕ ต้องด้วยข้อบังคับทุกประการ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ท่านครับ ผมกำลังเปรียบเทียบว่านโยบายเหมือนกัน ผู้ปฏิบัตินี่เชื่อมโยงกัน แล้วก็ในแผ่นป้ายนี้ครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วงอีก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าแย้งเลยครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านพูดในนโยบาย ๔๔ หน้า แต่ส่วนใหญ่ท่านไปพูดแต่เรื่องอดีต มันเลยไม่ใช่เรื่องนโยบาย เพราะเรื่องอดีตอะไรต่าง ๆ เราอาจจะพูดประกอบได้เล็กน้อย เท่านั้นครับเพื่อให้เนื้อหาของนโยบาย ๔๔ หน้าที่ท่านพูดถึงนี้มันสมบูรณ์ ถือว่าเป็นเด็ดขาด แล้วครับท่าน เข้าสู่นโยบายนะครับ ในกรอบข้อ ๑๐๘ ครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่อนุญาตครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ก็เดินต่อเลย แล้วกันนะครับ เอานะครับ ก็พูดนโยบายนี้ครับ นโยบายที่ท่านบอกว่าเป็นหลักปฏิบัติ ในแนวทางสันติ ในอดีตแนวทางสันติหรือครับที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ แล้วในแนวทางของ ท่านยิ่งลักษณ์จะยึดแนวทางสันติวิธีใดครับ ขอช่วยตอบด้วย และอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เป็นห่วงของพี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ท่านเห็นไหมครับ ข้อความที่เกี่ยวกับการหาเสียง ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คนเคยทำสนับสนุนในเรื่องของตอน หาเสียงอย่างนี้นี่ ถามว่าวิธีคิดวิธีทำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะทำอย่างไรครับ นี่ก็เป็นคำถามอีกคำถามหนึ่งที่ท่านจะต้องตอบนะครับ ในการน้อมนำแนวพระราชดำรัส ในเรื่องของความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมคิดว่าอันนี้ไม่ได้เข้าใจ แล้วก็เข้าถึงไม่ได้เนื่องจากเกิดการต่อต้านในพื้นที่ และผมถามว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จะใช้วิธีอย่างไรครับเพื่อให้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อสิ่งที่ท่านได้ปฏิบัติมา แล้วก็ความเหมือน ตรงนั้น คนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่เขากังวล เขาห่วงใยครับว่าการน้อมนำอย่างนี้ เขาไม่อยากให้ท่านไปพูด แล้วก็ปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวที่ผ่านมาอย่างนั้นอีก ท่านนำ แนวพระราชดำรัสเหล่านั้น ความเข้าใจของผมว่าท่านต้องการที่จะกลบเกลื่อนประเด็นของ พวกท่านไม่จงรักภักดีใช่ไหมครับ ถ้าใช่หรือไม่ใช่ช่วยตอบด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ญัตติที่เรากำลังคุยกันอยู่นี่คือญัตติการแถลงนโยบายของรัฐบาลนะครับ ไม่ใช่ญัตติความต่าง ความเหมือนระหว่างท่านทักษิณกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ พูดไปพูดมา ก็มาวนอยู่แถวนี้ครับ เพราะฉะนั้นมันเลยกลายเป็นนอกกรอบข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านธนาอย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตพยายามที่จะไม่ประท้วงตลอด ๒ วันที่ผ่านมา แต่ประธานได้ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง พยายามที่จะชี้นำแล้วก็ทำหน้าที่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านกำลังประท้วงผม ประเด็นไม่เป็นกลางใช่ไหมครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านฟังก่อน สิครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงนะครับ ผมให้สิทธิท่านประท้วง เพราะฉะนั้นต้องมีคนทำผิดข้อบังคับ ท่านต้องบอกว่าผมผิด ข้อบังคับข้อไหน ท่านบอกผมว่าผมไม่เป็นกลาง ถ้าไม่เป็นกลางนี่ผมต้องผิดข้อบังคับ ถ้าผมไม่มีอะไรที่ผิดข้อบังคับก็ถือว่าเป็นกลางและเป็นธรรมตามข้อบังคับอยู่แล้ว ท่านต้องชี้ให้เห็นว่าผมผิดข้อบังคับข้อไหน

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานใจเย็นอดทนฟังสักนิดหนึ่งเถอะครับ เวลาที่ท่านสมาชิกลุกขึ้นยืนยกมือถือว่า เป็นการประท้วง ประธานต้องให้โอกาสผู้ประท้วงชี้แจง ข้อบังคับเขียนไว้ชัดว่าต้องให้โอกาส ผมกำลังลุกขึ้นประท้วงท่านประธานเพื่อจะบอกว่าท่านประธานผิดข้อบังคับ ผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญมากกว่าข้อบังคับอีกครับ ผมกำลังบอกว่าท่านประธานทำผิดบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ที่ระบุว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทนต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ พอไหมครับท่านประธาน ที่จะบอกว่าขอประท้วงท่านประธานที่ทำผิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะชี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมทำหน้าที่ เป็นกลางแล้วนะครับ ที่จริงผมควรที่จะต้องตัดบทตั้งแต่แรกแล้ว แต่ผมอุตส่าห์ให้เกียรติแล้ว มีท่านผู้ประท้วง ผมก็วินิจฉัย วินิจฉัยย้ำอีกทีนะครับ ท่านอภิปรายผิดกรอบข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผมก็ใช้อำนาจของผมวินิจฉัยว่าผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ คำวินิจฉัยของประธานถือว่าเด็ดขาด แล้วท่านลุกขึ้นมาประท้วงผม ท่านต่างหากที่กำลังทำผิดข้อบังคับ ท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ แล้วกล่าวหาว่าผมไม่เป็นกลาง ผมทำถูกต้องตามข้อบังคับทุกอย่าง ตั้งแต่ ข้อ ๑๐๘ มาข้อ ๔๓ แล้วมาข้อ ๔๕

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงนะครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ ถ้าสมาชิกยกมือขึ้นประท้วง ท่านประธานก็ต้องให้เขาพูดสิครับ นี่เขายังไม่ทัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ นั่งเถอะครับ ผมอนุญาตแล้วครับ ได้พูดแล้วครับ ผมขออนุญาตอ่านข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ให้ท่านสมาชิกฟัง ขออนุญาตนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านอ่านแล้ว ท่านเคยอ่านแล้วครับ แล้วพวกเราก็อ่านมาทุกคนแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านดูสิครับว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมยังไม่ได้อนุญาตให้ท่านพูด ท่านก็ใช้สิทธิพูดโดยที่ผมไม่อนุญาตก็ผิดข้อบังคับอีกนะครับ ผิดแล้วผิดอีกนะครับ

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงนะครับ เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ แล้วขออนุญาต ท่านประธานชี้แจงเหตุผลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงว่าผมผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ในขณะที่ท่านกำลังทำผิดข้อ ๔๕ ที่ลุกมาประท้วงผม ประท้วง ข้อ ๔๕ ที่ผมวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมกำลังขอ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ คำวินิจฉัย ของประธานนี่ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ถือว่าเป็นเด็ดขาด ท่านไม่มีสิทธิโต้แย้งครับ ท่านกำลัง โต้แย้งผม ท่านกำลังผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด พิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๔๕ เช่นกันครับท่านประธาน ท่านประธานฟังนิดหนึ่งนะครับ เนื่องจากว่าในข้อ ๔๕ เขียนไว้ชัดเจน ผมอ่านให้ฟังนะครับ ว่า สมาชิกรัฐสภาผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ผมยืนยกมือขึ้นพ้นศีรษะ เพื่อนสมาชิกทั้งคุณธนา ทั้งคุณหมอสุกิจ ยืนยกมือขึ้นพ้นศีรษะ และประธานต้องให้โอกาสพวกนั้นชี้แจง ผมฟังดูแล้วท่านธนากำลังชี้แจงว่าท่านประธาน ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ท่านประธานต้องฟังท่านธนาครับว่า คำว่า ขัด หรือว่า ไม่เป็นกลางมันหมายความว่าอย่างไร ให้ท่านธนาได้ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ แล้วท่าน ค่อยวินิจฉัยอีกทีหนึ่ง แต่ผมฟังดูแล้วท่านธนายังไม่ได้ชี้แจงเลยว่าท่านไม่เป็นกลาง ในแง่ไหนบ้าง ในมุมใดบ้าง ท่านต้องฟังท่านธนาชี้แจงก่อนครับ หลังจากนั้นท่านจึงวินิจฉัย เมื่อท่านวินิจฉัยเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงถือว่าคำวินิจฉัยของท่านจึงเป็นเด็ดขาด เพราะฉะนั้น ได้โปรดให้ท่านธนาชี้แจงหน่อยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ท่านประท้วง ผมอนุญาตให้ประท้วงทุกท่าน ผมไม่ได้ผิดข้อบังคับตรงนี้ ผมอนุญาตทุกท่าน เลยครับ แล้วมาถึงท่านธนานี่ก็ประท้วงว่าผมไม่เป็นกลาง ถ้าผมไม่เป็นกลางก็ต้องชี้ว่า ผมผิดข้อบังคับข้อไหน ผมไม่ได้ดำเนินการผิดข้อบังคับข้อไหนเลยครับ เชิญครับ ท่านธนา เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ความจริงท่านประธานจะเห็นว่า ๒ วันที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านให้ความร่วมมือ เพื่อให้การแถลงนโยบายเป็นไปได้ด้วยดี เพราะเราถือว่ารัฐบาลนั้นมีความตั้งใจที่จะมา ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมให้เกียรติท่าน แล้วนะครับ ท่านต้องอธิบายว่าผมไม่เป็นกลางอย่างไรนะครับ เพราะท่านใช้สิทธิตรงนี้ ผมอนุญาตให้ท่านใช้สิทธิประท้วงว่าผมไม่เป็นกลาง ท่านพูดประเด็นนี้ครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านประธานว่า ท่านประธานไม่ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเป็นกลางตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการประท้วงนั้น เป็นการ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่กำลังอภิปรายและ ประท้วงอยู่ท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ในการประชุมรัฐสภาอย่างชัดเจนครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ อนุญาตให้ประท้วงสมาชิกหรือรัฐมนตรีที่กำลังอภิปรายอยู่ที่ผิดข้อบังคับเท่านั้นเองครับ ผิดข้อบังคับคือข้อบังคับในการประชุมครั้งนี้เท่านั้น กรณีผิดรัฐธรรมนูญไม่ได้สามารถ ประท้วงกันตรงนี้ครับเป็นข้อกล่าวหา ท่านต้องประท้วงว่าผิดข้อบังคับตรงนี้เท่านั้นเอง ท่านโปรดวินิจฉัยด้วยครับ ถ้าท่านจะประท้วงว่าท่านประธานผิดข้อบังคับก็ระบุว่า ผิดข้อบังคับ ประท้วงว่าผิดรัฐธรรมนูญไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติในตรงนี้ ถ้าจะบอกว่าประธาน ผิดรัฐธรรมนูญ ท่านก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยื่นท่านประธานกล่าวหาว่าผิดรัฐธรรมนูญไป ก็มีอำนาจอยู่แล้วโปรดวินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกำลังให้โอกาสท่านธนา ชี้แจงว่าที่ท่านประท้วงว่าผมไม่เป็นกลางนี่ไม่เป็นกลางอย่างไร ท่านต้องอธิบายตรงนี้

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน การที่เพื่อนสมาชิกท่าน ส.ส. อันวาร์ สาและ ได้

(นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมอนุญาตให้ ท่านธนากำลังประท้วงผมอยู่ครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นการแถลงนโยบาย สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิที่จะ ซักถาม ท่านอันวาร์ สาและ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่านโยบายที่รัฐบาลได้จัดทำขึ้นนั้นได้มีการพูดถึง ว่าใครเป็นคนต้นคิด ใครเป็นคนทำ เพราะฉะนั้นเพื่อนสมาชิกมีสิทธิที่จะตั้งข้อสังเกตให้เห็น ว่าเมื่อมีการอ้างอิงว่าเป็นนโยบายที่เกิดจากใคร และพฤติกรรมในอดีตนั้นเป็นอย่างไร สมาชิกมีสิทธิที่จะตั้งข้อซักถามว่านโยบายของรัฐบาลนี้จะเดินเหมือนในอดีตหรือไม่ ซึ่งเป็น เรื่องในกรอบของนโยบายที่รัฐบาลแห่งนี้ได้แถลงต่อรัฐสภา ผมไม่เห็นว่าท่านสมาชิก จะอภิปรายนอกกรอบแต่อย่างไร แต่ท่านประธานเองกลับทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงแทน รัฐบาล ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของท่านประธาน ท่านประธานต้องปล่อยให้รัฐบาลได้ตอบข้อชี้แจง ข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภาด้วยตัวรัฐบาลเอง รัฐบาลตอบได้ครับ ท่านประธานไม่ต้อง ทำหน้าที่นี้แทนรัฐบาลครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงว่าผมไม่เป็น กลางด้วยเหตุผลที่ท่านอภิปรายเมื่อสักครู่ ฉะนั้นผมขอชี้แจงนะครับ ผมวินิจฉัยว่า ท่านผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เพราะอภิปรายไม่ต้องกับข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ผมยังไม่เคยอ่านนะครับ ขออนุญาตอ่านครับ ข้อ ๑๐๘ สมาชิก รัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปรายทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้านในเรื่องความเหมาะสม ของนโยบาย ๑. ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารราชการ แผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย ๒. ในกรณีสมาชิกรัฐสภาอาจซักถามและอภิปรายถึง แผนการปฏิบัติ ๓. แผนการปฏิบัติ และ ๔. วิธีการที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ ด้วยก็ได้ นี่คือข้อ ๑๐๘ ที่กำหนดเกี่ยวกับการอภิปรายเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นอำนาจ ของประธานที่จะวินิจฉัยว่าท่านอภิปรายอยู่ในกรอบนี้หรือไม่ การอภิปรายอยู่ในกรอบนี้ ต้องอธิบายถึงนโยบาย ๔๔ หน้าที่รัฐบาลชุดนี้ได้ยื่นเสนอต่อรัฐสภา ไม่ใช่เกือบจะครึ่งหนึ่ง ของเนื้อหาทั้งหมดพูดแต่เรื่องท่านทักษิณ แล้วมันเข้าประเด็นตรงไหนล่ะครับ ผมถือว่า ผมวินิจฉัยไปแล้ว แล้วก็ถือว่าเป็นเด็ดขาดตามข้อ ๔๕ จบแล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านครับ นั่งลงเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับท่านนั่งครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ ก็เรื่อง เดิมครับ

(นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้ยืนและยก มือขึ้น)

เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน รัฐสภา ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านประธานว่ากระทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ประท้วงนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ก็ประท้วงข้อเดิม ไม่ละครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านนั่งครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านวิรัตน์ครับนั่งเถอะครับ ท่านประท้วงข้อ ๔๕ ผมไม่อนุญาตแล้วนะครับ ถ้าจะประท้วงประท้วงข้ออื่นครับ เชิญท่านเลยครับท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ผิดข้อ ๔๕ และผมไปประท้วงข้ออื่นมันเป็นไปไม่ได้ ท่านประธานต้องฟังคำอธิบายนะครับ เพราะว่าข้อ ๔๕ ต้องให้โอกาสผมชี้แจง ท่านฟังผมสักนิดหนึ่งนะครับ ใจเย็นนิดหนึ่งนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถ้าประท้วง ข้อ ๔๕ ผมไม่อนุญาตครับ ผมขออนุญาตอ่านข้อ ๔๕ นะครับ ผมขออนุญาตอ่านครับ สมาชิกรัฐสภาผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง ผมได้ให้โอกาสทุกท่านชี้แจงแล้วนะครับ แล้วทุกท่าน ก็ประท้วงผมว่าผิดข้อนี้แหละครับ ข้อ ๔๕ ทีนี้ฟังให้จบนะครับ ท่านฟังให้จบก่อนครับ แล้ว ให้ประธานวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงหรือไม่ ผมให้ท่านประท้วงแล้ว และผมก็วินิจฉัยแล้ว ผมเดินตามข้อบังคับนี้ถูกต้องมาโดยตลอดนะครับ คำวินิจฉัยของ ประธานถือเป็นเด็ดขาด ข้อความชัดเจนครับ ผมให้โอกาสท่านชี้แจงหลายครั้งแล้วครับ

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านพายัพเชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๕ ว่าด้วยอำนาจของประธานรัฐสภาและการทำหน้าที่ ท่านประธานได้วินิจฉัยในข้อ ๔๕ ของการประชุมรัฐสภาไปแล้วเรียบร้อย ถือว่าเป็นเรื่องที่สิ้นสุด ขณะนี้กระผมขออาศัย ข้อ ๕.๔ ว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการประชุมรัฐสภา ตลอดจนบริเวณรัฐสภา กระผมเห็นว่าสิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยไปทั้งหมดนั้น และได้เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้ ชี้แจงหลายครั้ง แต่ว่าเพื่อนสมาชิกก็ยังมีการประท้วงและแสดงความคิดเห็นอยู่ ท่านประธานก็ยังยืนยันที่จะเห็นว่าการวินิจฉัยของประธานสิ้นสุดแล้ว ผมจึงเห็นว่าประธาน ควรใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในการประชุมรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ถือว่าเป็นเด็ดขาดแล้ว ท่านนั่งเถอะครับ

(นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านผู้อาวุโสท่านนิพนธ์ มีอะไรครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมไม่อยากประท้วงท่านประธาน แต่ว่าเนื่องจากข้อบังคับ นี่นะครับ ผมเป็นประธานพิจารณาร่างข้อบังคับฉบับนี้ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ทีนี้ผมอยากจะเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การประท้วงของสมาชิกนั้นประท้วงได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เท่านั้น ทีนี้เมื่อมีการประท้วงนี่ประธานต้องฟังเหตุผลคำชี้แจงของแต่ละท่านซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน ท่านอาจจะวินิจฉัยท่านธนาไปแล้ว หรือวินิจฉัยท่านใดไปแล้ว แต่เมื่อท่านอื่นประท้วงขึ้นมา ท่านต้องฟังคำชี้แจงของแต่ละท่าน เพราะอาจจะประเด็นมันคนละอย่างกัน เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าในข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ นั้น ในเรื่องนโยบายเราพยายามเขียน ข้อบังคับเพื่อที่จะให้สมาชิกสามารถที่จะทักท้วงหรือชี้แจงปัญหานโยบายได้อย่างเต็มที่ ถึงวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นการอภิปรายของสมาชิกที่พูดถึงเหตุผล ในการที่ยกมานั้นอาจจะเป็นการประกอบการอภิปรายนโยบายที่จะปฏิบัติต่อไป เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนว่าท่านประธานต้องให้ผู้ประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ นั้น ประท้วงได้และชี้แจงได้ แล้วท่านก็สามารถที่วินิจฉัยได้แต่ละประเด็นแต่ละท่านไปนะครับ ผมว่าอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นท่านจะวินิจฉัยรายใดรายหนึ่งไปแล้วถือว่าคำวินิจฉัย ของท่านไปใช้กับรายอื่นนั้นคงไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านนิพนธ์ครับ ทุกท่านที่ประท้วง ก็ประท้วงในข้อเดียวกัน ในประเด็นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมอนุญาตให้ท่านประท้วงครับ ห้ามท้วงในเรื่องเดิมนะครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ ผมต้องขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๔๕ เพราะว่าข้อบังคับ ไว้ข้อเดียวที่ประท้วงได้ และเหตุผลท่านต้องให้ผมชี้แจง ที่ผมต้องชี้แจงท่านประธานก็คือว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ข้อ ๔๕ เป็นวิธีการประท้วง ใครต้องการประท้วงให้ยืนขึ้นและยกมือ การที่ยืนขึ้นและยกมือ เป็นการแสดงออกให้เห็นว่าเป็นการประท้วงตามข้อ ๔๕ แต่การประท้วงต้องมีใครทำผิด ข้อบังคับท่านประท้วงผม ท่านก็ต้องชี้ให้เห็นว่าผมผิดข้อบังคับข้อไหน ไม่ใช่ประท้วงว่าผมผิด ข้อบังคับข้อ ๔๕ ไม่ใช่ครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมประท้วง ท่านประธานว่า ตามข้อ ๔๕ นี้นะครับท่านประธานต้องให้ผู้ประท้วงชี้แจง ผมกำลังจะชี้แจงว่า ที่ท่านประธานทำผิดข้อบังคับ เพราะว่าท่านเล่นตัดบท เขายังไม่มีโอกาสชี้แจง แล้วแต่ละคน ที่ประท้วงแต่ละคนก็มีเหตุมีผลของตน ซึ่งท่านประธานจะวินิจฉัยก็วินิจฉัยรายคนไปนะครับ พวกเราให้ความเคารพ ผมกับท่านประธานเจอก็เคารพแล้วก็ไม่เคยประท้วง แต่ว่าถ้า ท่านประธานใช้ดุลยพินิจอย่างนี้ในการคุมเกมสภาเดินไม่ได้หรอกครับ ท่านต้องฟังผู้ประท้วง ผู้ประท้วงที่ไม่มีสาระขึ้นมาสังคมก็ประณามได้ เพราะฉะนั้นใครประท้วงนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสรุปแล้วผม ผิดข้อบังคับข้อไหนครับ ไม่ใช่ข้อ ๔๕ นะครับ ผมอนุญาตให้ท่านประท้วงตามข้อ ๔๕ แล้วผมถูกต้องตามข้อ ๔๕ แล้ว ท่านได้สิทธิตรงนั้นแล้วท่านต้องบอกว่าผมผิดข้อบังคับ ข้อไหน ไม่ใช่ข้อ ๔๕ นะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ข้อ ๕ ครับ ควบคุมและดำเนินกิจการ ข้อ ๕ (๑) เป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา สาระก็คือท่านต้องให้ โอกาสผู้ประท้วงชี้แจง เขาชี้แจงแล้วให้จบอย่าตัดบทนะครับ อย่าตัดบทแล้วท่านวินิจฉัย แล้วถึงจะจบ อย่างนั้นจึงจะเป็นบรรทัดฐานได้ ถ้าท่านใช้วิธีอย่างนี้ไม่สงบหรอกครับ ด้วยความเคารพผมอยากให้สภาเดินได้ ผมเคารพในระบบสภา ผมอยากเห็นสภานี้ ไปข้างหน้า ขอบคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วไม่รู้ว่าผมผิดข้อไหน ใช้สิทธิประท้วงตามข้อ ๔๕ ครับ จบนะครับ คุณหมอครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด พิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพราะผมมีความรู้สึกว่าท่านประธานไม่เข้าใจ จริง ๆ ครับ โดยเฉพาะข้อ ๔๕ เพราะว่าข้อ ๔๕ เขียนไว้ชัดเจนว่าเพื่อนที่จะทำการประท้วง ท่านประธานต้องเปิดโอกาสให้เขาชี้แจง แต่เพียงแต่ว่าท่านประธานที่ผ่านมาต้องย้ำอย่างที่ ท่านวิรัตน์พูดนะท่านตัดบทตลอด เวลาตัดบทตลอดก็เท่ากับว่าท่านไม่ได้เปิดโอกาสให้เขา ชี้แจง ท่านจึงผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ดังนั้นถ้าเกิดมีสมาชิกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือเพื่อน ส.ว. ลุกขึ้นประท้วงท่านต้องเปิดโอกาสให้เขาชี้แจงจนท่านจับความได้ เมื่อท่าน จับประเด็นได้แล้ว ท่านวินิจฉัยแล้ว อันนั้นอำนาจจะเป็นสุดท้ายของท่าน ดังนั้นท่านต้อง เปิดโอกาสให้สมาชิกชี้แจงให้ครบครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอทำความเข้าใจนะครับ ไม่ทราบท่านไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ข้อ ๔๕ สมาชิกรัฐสภา

(สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนได้ยืนและยกมือขึ้น)

นี่ก็ผิดอีกแล้วครับ ท่านนั่ง เถอะครับ ผมขออนุญาตได้ชี้แจงก่อนครับ ท่านนั่งเถอะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนที่ยืนขึ้นนั่งลง แต่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนที่ยืนขึ้น ไม่ปฏิบัติตาม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา จึงได้ยืนขึ้น)

ผมขอใช้อำนาจผมตาม ข้อ ๑๑๔ ครับ เชิญท่าน ๒ ท่านที่ยืนอยู่ออกจากห้องประชุมครับ เชิญครับ

(สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนได้ยืนขึ้น)

ท่านครับ ที่นี่เป็นรัฐสภา ท่านนั่งเถอะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ขอความกรุณานั่งเถอะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านนั่ง เถอะครับ อย่าดื้อเลยครับ ท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาครับ ขอเชิญครับ ไม่เป็นไรครับ ผมรับผิดชอบเองครับ ท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาครับเชิญครับ ถ้าใครยังไม่นั่งก็ได้เชิญท่าน ออกจากห้องประชุมครับ เชิญครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รัฐสภาเชิญสมาชิกที่ยืนออกจากที่ประชุม)

ท่านครับ นั่งเถอะครับ ท่านครับ นั่งเถอะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนนั่งลง แต่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนไม่ปฏิบัติตาม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา จึงได้ยืนขึ้น)
(สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนขึ้นบางส่วนได้นั่งลง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ทำอย่างนี้ แล้วได้ประโยชน์อะไรครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ บุญญามณี ๑๕ นาทีครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอวรงค์ประท้วง ใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นิดเดียวท่าน ขัดจังหวะ นิดเดียว ท่านใช้สิทธิประท้วงด้วยการลุกขึ้นยกมือ ตามข้อ ๔๕ ประธานต้องอนุญาต ผมอนุญาตท่านตามข้อ ๔๕ หมายความว่าจะต้องมีคนทำผิดข้อบังคับ ท่านต้องชี้ว่าใครผิด ข้อบังคับข้อไหน แต่ไม่ใช่ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด พิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกำลังประท้วงท่านประธานครับ ผมถือว่าท่านประธาน ขณะนี้ท่านประธานกำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ผมอยากจะพูดนิดหนึ่งก่อน อธิบายรายละเอียดว่าถ้าท่านประธานฟังผมตั้งแต่แรกมันไม่มีความวุ่นวายอย่างนี้ ท่านประธานอาจจะต้องพิจารณาตัวเองหลังจากกลับบ้านครับ ที่ผมต้องย้ำว่าท่านผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง เนื่องจากว่าท่านทำการเสียดสีบุคคลใด ๆ คำพูดของท่านเสียดสีครับ คำถามถามว่าเสียดสีเมื่อไร ก็ตอนที่ท่านพูดบอกว่าเหมือนกับว่าแกล้งไม่เข้าใจหรือไม่ซึ่งท่าน กำลังเสียดสีพวกเราครับว่าเหมือนกับพวกผมแกล้งไม่เข้าใจ ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่ ท่านประธาน ต่างหากที่ไม่เข้าใจ ดังนั้นท่านประธานต้องถอนคำพูดว่า แกล้งไม่เข้าใจออกแค่นี้เองครับ ท่านประธาน โปรดถอนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

(นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ขอหารือว่าถ้าท่านประธาน จะกรุณาพักประชุมสัก ๑๕ นาที แล้วให้วิป ๓ ฝ่ายร่วมกับท่านประธานตกลงพูดคุยกันถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่าน่าจะทำให้บรรยากาศดีกว่านี้ และการประชุมเดินหน้าต่อไปได้ ขอเสนอท่านประธานได้โปรดพิจารณาด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมขอถอน คำพูดเมื่อกี้ จบไหมครับ จบนะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ ท่านประท้วงอีกหรือครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรค ประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ดูในคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี ซึ่งประเด็นที่กระผมจะกราบเรียนกับท่านประธานสภานั้น ผมคิดว่า เป็นประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลได้แถลงไว้ในข้อ ๑.๕ ที่ท่านบอกว่า เร่งนำสันติสุขและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน ซึ่งในประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหา ความยากจนนั้นต้องยอมรับกันว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างแท้จริงครับท่านประธาน เพราะว่าในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น ท่านได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนในการที่จะมุ่งขจัดการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เพราะว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในภาคใต้นั้นต้องถือว่าต่ำมากครับ ท่านประธาน ซึ่งตัวเลขของสภาพัฒน์นั้นอยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ต่อปี นี่จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นคือท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ดำเนินนโยบายมุ่งที่จะยกรายได้ต่อครัวเรือนให้ได้ อย่างน้อยครัวเรือนละ ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี ซึ่งในช่วง ๑ ปีกว่าที่ผ่านมานั้นเราได้ยกฐานะ ยกรายได้ ความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาปีกว่า ๆ นั้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน นั่นก็คือขณะนี้รายได้ต่อครัวเรือนประมาณ ๖๘,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ซึ่งก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ แต่มันแสดงให้เห็นความชัดเจนว่ามีการพัฒนาการในทางที่มี รายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นนโยบายของคณะรัฐมนตรี ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าจะขจัดปัญหาความยากจนนั้น กระผมอยากจะให้ท่านกำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่า ท่านจะขจัดความยากจนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับนะครับว่า ในภาคใต้นั้นเรามีพืชเศรษฐกิจอยู่ไม่กี่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือยางพารา ปาล์ม แล้วก็พี่น้องชาวประมงชายฝั่ง ซึ่งแนวทางในการยกระดับราคา ยางพารานั้น ถ้าเรายกระดับยางพาราให้มีราคาสูงขึ้นได้ นั่นคือตัวการกระจายรายได้ที่ดีที่สุด สำหรับใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่นั้นจะมีสวนยางพารา ในพื้นที่ ๔-๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้บริเวณนั้น ซึ่งในช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรีท่านสุเทพเป็นประธานนโยบายการยางนั้น ยางพารามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๑๙๑ บาท ถ้าท่านประธานได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ว่าขณะนี้ยางพาราราคาตกต่ำลง มาอาจจะเป็นช่วงที่อะไรก็แล้วแต่นะครับ อาจจะเกิดจากการติดตามหรือว่าการไม่ใส่ใจ หรือ ว่าการละเลยของเจ้าหน้าที่ทำให้ยางพาราราคาลดลงเหลือราคากิโลกรัมละ ๑๑๗ บาท ๑๑๘ บาท อยู่ประมาณนี้นะครับ ๑๑๙ บาท ซึ่งส่วนที่หายไปนี้ส่วนที่ขาดไปนี้มันกระทบ มันส่งผลต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างคือปัญหาความยากจนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมจึงต้องขอฝากท่านประธานว่า ถ้าท่านจะแก้ปัญหาความยากจน ความชัดเจนในเรื่องราคา สินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ราคาปาล์ม แล้วก็การแก้รายได้ให้กับพี่น้องประมงชายฝั่ง ท่านจะต้องทำอย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนว่าท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร กระผมคิดว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านจะได้เห็นว่าพวกกระผมนั้นพยายามจะนำเสนอปัญหา นำเสนอข้อผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมาเพื่อต้องการอะไรครับ เพื่อไม่ต้องการให้เดินซ้ำรอย ความผิดพลาดในอดีต พวกกระผมจึงพูดในประเด็นนี้กัน แล้วก็คิดว่าปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้เป็นปัญหากระทบกับความมั่นคงของประเทศ เป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน อย่างยิ่ง ในเวลาที่เราแก้กฎหมายหรือว่าเราบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ ท่านจะเห็นได้ว่า แนวคิดของรัฐสภาอย่างน้อย ๒ ช่วงสมัยติดต่อกัน เห็นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาความสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายอย่างน้อยที่สุดคือพระราชบัญญัติความมั่นคง ซึ่งได้ กำหนดให้ กอ.รมน. มีบทบาทในการดูแลเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ. กอ.รมน. นั่นก็คือว่าเราต้องการที่จะให้นายกรัฐมนตรีลงมาดูแล ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคงกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ ถ้าหากว่าเราจัดการปัญหานี้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ กฎหมายที่ออกตามมาหลังจากที่เรา ออกกฎหมายความมั่นคงมาแล้ว หลังจากที่ สนช. ในสมัยนั้นได้ออกกฎหมายความมั่นคง มาแล้ว รัฐสภาในสมัยที่แล้วได้ออกกฎหมายที่เรียกว่าพระราชบัญญัติการบริหารราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. นั้น ในกฎหมาย ศอ.บต. เดิม ศอ.บต. ขึ้นต่อ กระทรวงมหาดไทย เราก็ยกฐานะให้ ศอ.บต นั้นขึ้นต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผอ. ศอ.บต. ยกระดับจากข้าราชการซี ๑๐ เป็นข้าราชการเทียบเท่ากับข้าราชการตำแหน่งเดิมคือ ข้าราชการซี ๑๑ หรือปลัดกระทรวง แล้วให้ ศอ.บต. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ สาระสำคัญที่บอกว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันสำคัญเกินกว่าที่จะให้รัฐมนตรี กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งรับผิดชอบโดยเฉพาะ เพราะว่ามันกระทบหลายมิติ กระทบกับ หลายกระทรวงในพื้นที่ เมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลปัญหาจังหวัดชายแดน เราหวังว่าจะสามารถบูรณาการปัญหา ทุกอย่างหรือว่าภารกิจทุกอย่างในพื้นที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ สิ่งสำคัญไปกว่านั้นเราคิดว่าถ้าให้จังหวัดชายแดนอยู่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี การส่งสัญญาณผิด ๆ เหมือนอย่างในอดีตจะไม่มีจะไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดหลังจาก การเลือกตั้งครั้งนี้หรือว่านับจากการเลือกตั้งครั้งนี้มันมีสัญญาณที่ส่งออกมาแล้วกระผม ไม่สบายใจเกรงว่ามันจะไปเหมือนในอดีต ในอดีตเราส่งสัญญาณผิด ๆ ผมไม่อยากจะพูดซ้ำ แต่ว่าถ้าไม่พูดเพื่อนก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าปัญหาอะไรบ้าง อย่างน้อยที่สุดวันนี้ปัญหาจังหวัด ชายแดนไม่ว่าจะเป็นเรื่องนครปัตตานีก็ดี หรือในเรื่องค่าเยียวยาที่บอกว่า ๑๐ ล้านบาท ผมดีใจอย่างน้อยที่สุดวันนี้ความชัดเจนเริ่มมีขึ้น บอกว่านครรัฐปัตตานีไม่มี อย่างน้อย เยียวยา ๑๐ ล้านบาทให้เสื้อแดงนั้นไม่มี ท่านไม่ได้พูด เพราะอะไรที่ผมกังวลมาก เพราะท่าน เริ่มใช้มาตรฐานเยียวยา ๑๐ ล้านบาทให้กับคนกลุ่มเสื้อแดง ผมไม่มีอะไรติดใจ แต่ว่าผมติด ใจกรณีที่มันจะไปกระทบกับกรณีกรือเซะ ท่านจำได้เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมท่านออกมาพูดแล้วว่ากรณีกรือเซะซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตอนตีห้า ของวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ซึ่งขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีกรือเซะเราไม่จ่ายค่าชดเชยเลยค่าเยียวยาไม่มีได้เลยนะครับ เพราะเราไปถือหลักว่าไม่มี หลักเกณฑ์ใด ๆ ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กระทำความผิด เพราะกรณีกรือเซะเราไปตีว่า คนที่มีมีดเล่มเดียวมายึดที่ทำการคือป้อมตำรวจกับมัสยิดกรือเซะนั้นเป็นคนร้าย ถ้าเราใช้ มาตรฐานอย่างนี้ว่าคนที่มีมีดเล่มเดียวมายึดสถานที่แล้วมาทำร้ายเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำผิด แล้วเราไม่จ่ายค่าชดเชย วันนี้กรณีกรือเซะไม่ได้จ่ายค่าชดเชยนะครับ ถ้าเราจะเยียวยาให้ กรณีคนเสื้อแดงซึ่งก่อเหตุไม่ว่าจะเป็นสี่แยกราชประสงค์ก็ดี สี่แยกคอกวัวก็ดี หรือว่าหน้า โรงแรมดุสิตธานีก็ดี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองถึงแก่ชีวิตด้วย เราอย่าใช้มาตรฐานคนละ มาตรฐานกันเวลากรือเซะในวันนั้นรัฐบาลท่านทักษิณบอกว่าเป็นคนกระทำความผิดจึงไม่ จ่ายค่าชดเชยวันนี้กรณีคนเสื้อแดงคนที่ทำผิดที่สี่แยกคอกวัวซึ่งยิงเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างน้อย พันเอก ร่มเกล้าเสียชีวิต เรากำลังจะให้ค่าชดเชย บรรทัดฐานเหล่านี้ครับที่เรียกว่า มัน ๒ มาตรฐานเราไม่พึงกระทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกระผมเป็นกังวลอย่างยิ่งว่าถ้าหากว่า เราจะใช้บรรทัดฐานว่าพี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลายได้ค่าชดเชย ได้ค่าเยียวยา ท่านต้องไม่ลืม พี่น้องที่กรือเซะ ท่านจะต้องอย่ายกเลิก วันนั้นคนที่ ๓ จังหวัดเขาถูกทำร้ายเราไม่ให้ ค่าชดเชยไม่ให้ค่าเยียวยา วันนี้พอคนที่ใกล้ชิดกับท่านหรือว่ารู้จักกับท่าน ท่านบอกว่า เขาโดนทำร้ายท่านกำลังจะให้ค่าเยียวยา ๒ มาตรฐานอย่างนี้มันอันตรายถ้าเรานำมาใช้ กระผมกลัวว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนมันจะเพิ่มมากขึ้น กระผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงจะต้อง ระมัดระวังในการส่งสัญญาณอะไรออกไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านต้องมี ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เรื่องนราธิวาส เรื่องที่ตากใบผมคงไม่พูดซ้ำนะครับ แต่ว่าอย่างน้อย ที่สุดถ้าหากว่าท่านจะให้ค่าเยียวยา ๑๐ ล้านบาท หรือมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท เพราะกรณี ตากใบที่เขามาชุมนุมด้วยมือเปล่า แล้วก็ได้ค่าเยียวยานั้นได้คนหนึ่งประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นนะครับ วันนี้ถ้าเราจะให้มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท พี่น้องเรา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓ จังหวัดทุกกรณีจะต้องได้ในบรรทัดฐานเดียวกัน มาตรฐานอย่าง เดียวกัน นั่นก็คือต้องเท่ากับที่รัฐบาลจ่ายให้ แล้วที่สำคัญที่สุดรัฐบาลอย่าลืมนะครับว่า เงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนทั้งนั้นที่เรานำมาจ่ายค่าชดเชย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรารู้ ว่าใครกระทำความผิด ใครเป็นผู้ต้องหา แล้วในที่สุดศาลพิพากษาลงโทษผู้นั้นท่านจะต้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนเรียกคืนมาให้คนเหล่านั้นได้รับผิดชอบ เพราะว่านี่คือภาษีของพี่น้อง ประชาชนไม่ใช่เงินของคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นใครทำผิด ใครมีส่วนในการกระทำความผิด ต้องไล่เบี้ยจากคนนั้นเรียกเอาเงินนี้มาคืนแผนดินให้ได้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา 🔗

ต่อไปเชิญท่านชวน หลีกภัย ครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิก รัฐสภา กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าได้รับอนุญาตให้พูดไม่จำกัดเวลา ด้วยเงื่อนไข ของเวลาที่จำกัด เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าจะใช้เวลาตามความเหมาะสม แล้วประธานก็หักเวลาไปในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครับ ที่จริงแล้วกระผมคิดว่านโยบาย ของรัฐบาลทุกชุดนะครับก็จะเขียนเรื่องในสิ่งที่มีความปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองไปในทางที่ดี คงไม่มีใครเขียนนโยบายไปในทางที่จะให้เป็นผลร้าย แต่ว่าผลของ นโยบายจะเกิดขึ้นจริง ๆ นั้นก็จะอยู่ของผู้ปฏิบัติ หลายเรื่องเราเห็นการพูดหรือการแถลง ในสิ่งที่ดี แต่ว่าเวลาปฏิบัติตรงกันข้าม อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอนะครับ กระผมถือว่า ทุกนโยบายมีความสำคัญ เพียงแต่ว่าอาจจะเห็นไม่ตรงกันที่ว่าอะไรสำคัญกว่า แต่ว่าเฉพาะ ที่อยากจะขออนุญาตท่านประธาน อย่างน้อยอารัมภบทของนโยบายที่นายกรัฐมนตรี แถลงไว้เมื่อวาน กระผมคิดว่าถ้าหากเราได้ตระหนักถึงเรื่องนี้จริง ๆ นะครับ แล้วยึดมั่นจาก อารัมภบทนี้กระผมคิดว่าทิศทางบ้านเมืองก็จะมีความน่าสบายใจมากขึ้น คืออารัมภบท ที่บอกว่า ประเทศไทยมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี สะสมทางปัญญามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เนื่องด้วยภูมิปัญญาของสังคมและคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยที่ยึดมั่นในสถาบัน พระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพและยึดมั่น แล้วเขาบอกว่า ล้วนเป็นพลังผลักดันให้สังคมไทยสามารถแสวงหาทางออกได้เสมอมาจนเป็นที่ยอมรับของ นานาประเทศ แล้วก็ที่บอกว่าต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เราได้สะสมมาตั้งแต่ในอดีต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกัน ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน สนับสนุนความรู้สึกอันนี้นะครับ เพราะว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้จริง ๆ ท่านจะต้องไม่ไปทำสิ่ง ที่ดีงามที่เราสะสมมายาวนานให้เสียหาย เราต้องเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น แต่การสะสมสิ่งที่ดีงามนับเป็นพันปี เช่นวัฒนธรรมการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีทุกประเทศ ประเทศไทยเราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่เรามีใครก็ตามคิด ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือจาบจ้วงสถาบัน รัฐบาลต้องถือว่าท่านให้คำมั่นสัญญาจากที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขึ้นมากล่าว ถ้าทำได้จริง ๆ อย่างนั้น ไม่ลูบหน้า ปะจมูก ไม่ใช่ว่าคนที่สนับสนุนท่านไปละเมิดแล้วเราไม่กล้าทำอะไร อย่างนี้ก็จะมีปัญหา ก็กราบเรียนเป็นข้อสังเกตไว้ในตอนต้นครับ ที่จริงแล้วกระผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ว่านโยบายหลายเรื่องที่แถลงมานั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ ผมมีความกังวลเรื่องนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ ข้องใจมาตลอดว่า ตกลงรัฐบาลนี้จะยึดแนวนครปัตตานีหรือจะยึดแนวกระจายอำนาจด้วยวิธีใด เรื่องนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องที่จะสงสัยว่าทำไมต้องข้องใจ เพราะว่าตอนหาเสียงท่านประกาศชัดเจนนะครับ ผมตระเวนอยู่ในภาคใต้นี่ก็เห็นพรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่าจะใช้นโยบายนครปัตตานี แล้วก็ทราบว่ามีตัวร่างพระราชบัญญัติแล้ว ๑๕๒ มาตรา เคยเห็นแล้วครับ ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่า เมื่อนโยบายเขียนมาในลักษณะที่ไม่ชัดเจน แล้วก็ท่าน ส.ส. ของเราได้สอบถามท่านเจะอามิง ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธได้กรุณาลุกขึ้นบอกว่าเป็นความเห็นของคนคนเดียว ไม่ใช่ ความเห็นของพรรค ก็แปลกใจเหมือนกันว่า ตกลงไปหาเสียงกับทางภาคใต้นี่ใครอนุมัติไป แต่อย่างน้อยคำตอบของท่านก็ถือว่าทำให้ ชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ชัดถึงขนาดที่จะบอกว่ารูปแบบที่ท่านพูดถึงนี้คืออะไร ผมขออนุญาตท่านประธานว่าจะขอเวลา เพราะว่าเมื่อฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านแรก ชี้แจงแล้วก็คิดว่าเราเข้าใจดีขึ้น แต่พอฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านที่ ๒ ลุกขึ้น มาพูดความเข้าใจดีขึ้นหายหมดเลยครับ เพราะผมเข้าใจว่าความไม่เข้าใจถ่องแท้ในปัญหานี้ อาจจะไม่สามารถสร้างกลไกที่แก้ปัญหาได้โดยชัดเจน ขออนุญาตท่านประธาน แต่ก่อนที่จะ ลงเรื่องนี้โดยละเอียดภายใต้เวลาที่จำกัดที่ผมกราบเรียนแล้ว ขออนุญาตไปเรื่องอื่นก่อน สักนิดนะครับ ความจริงท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ท่านได้กรุณาพูดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ความจริงท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านพูดไว้อย่างดีนะครับ ท่านไม่ใช่ ดีแต่พูดหรอกครับ แต่ว่าท่านพูดไว้อย่างดี คือปัญหาที่ยังไม่ได้ตอบเลยนะครับ ผมเห็นเพื่อน ถามไปคือกรณีที่จะส่งเสริมนโยบาย ๗.๑๐ นะครับท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านข้าม ไปก่อนขอประทานโทษครับ นโยบายเกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับการขยายรถไฟ ความเร็วสูงซึ่งได้มีการสอบถามเรื่องนี้ แต่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ตอบเลย ที่ผมจะกราบเรียน ถามก็คืออยากให้ท่านให้ความกระจ่างนิดเถอะครับ เพราะวันนี้ท่าน ส.ส. วิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งท่านอยู่อีสานนะครับ ท่านก็กรุณาช่วยถามให้เราแล้วแต่ว่ายังไม่มีคำตอบ ช่วยกรุณาตอบ ให้นิดครับว่าเส้นทางลงไปภาคใต้มันหายไปไหน หรือจริง ๆ ลงแค่หัวหิน หรือหมายถึง เส้นทางอื่น ๆ แต่ไม่ได้เขียนไว้ในนี้ ที่ต้องเรียนเรื่องนี้เพราะเหตุว่านโยบายตอนเริ่มต้น เมื่อสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นนั้นเข้าใจว่าไปถึงปาดังเบซาร์ครับ แต่ว่าจู่ ๆ หายไป หวังว่าคงไม่ใช่พัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทย หวังว่าแนวคิดในสมัยก่อนของ ท่านทักษิณพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยนั้นคงไม่มีอิทธิพลมาถึงความคิด ในขณะนี้นะครับ แต่ว่าช่วยกรุณาตอบสักนิดครับว่าเป็นอย่างไร ประชาชนในภาคใต้เขาจะ ได้เข้าใจเรื่องนี้ และผมก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมที่อยากสนับสนุนให้ทำไปถึงจังหวัดภาคใต้ด้วย เพราะเหตุว่าเราดูจากการขนส่งทางรถไฟ ท่านประธานอาจจะไม่ทราบนะครับว่าทุกวันนี้ เส้นทางที่ทำรายได้สูงที่สุดคือภาคใต้ครับ

( ธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านสุนัยมีอะไรครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในนามสมาชิก รัฐสภา ผมขออนุญาตใช้สิทธิการประท้วงตามข้อ ๑๕ แต่ว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลามากครับท่าน ประธานครับ ผมคิดว่าตามข้อ ๔๓ ที่เราพูดถึงว่าไม่ให้พูดถึงบุคคลภายนอกนั้น ผมเชื่อมั่นว่า ท่านผู้อภิปรายนี้มีคุณธรรมมากพอที่จะไม่กล่าวให้ร้ายใคร แต่ว่าเนื่องจากเวลามันเหลือ น้อยมาก ผมไม่อยากให้เกิดการประท้วงหรือการพูดถึงบุคคลภายนอก ซึ่งกระผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยความเคารพ ขอให้ท่านประธานควบคุมเคร่งครัดครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนโยบายนั้น ได้เขียนไว้ใน ๓.๔.๔ ข้อ ๒ ศึกษาพัฒนารถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน และเส้นทางอื่นเพื่อเตรียมการเชื่อมต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้าน กรุณาช่วยให้ความกระจ่างนะครับว่านโยบายที่ไม่พูดถึงปาดังเบซาร์ หรือภาคใต้นั้น เหตุผลอะไรครับ หรือไม่อยากจะเปลืองกระดาษ หรือไม่มีนโยบาย กรุณา ไม่ยากที่จะตอบ ประเด็นนี้นะครับ แต่ที่กระผมพูดเอาไว้ว่าเส้นทางคมนาคมทางรถไฟขณะนี้ รายได้ที่เลี้ยง รถไฟอยู่คือเส้นทางสายใต้ รองลงมาก็คือสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วสุดท้ายก็คือ ภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเส้นทางสายนั้นได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนอุดหนุน การรถไฟอยู่จนทุกวันนี้นะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนที่อยากจะให้เกิดความสบายใจเมื่อเราอ่าน นโยบาย เพื่อเราจะได้ไปชี้แจงกับประชาชนได้นะครับ

นอกจากนั้นผมขออนุญาตท่านประธานอีกเรื่องเดียวครับ ความจริงก็ได้พูดไว้ อย่างดีแล้วโดยท่านชินวรณ์ แต่ว่าเพื่อให้สมบูรณ์นะครับ เพราะเชื่อว่าท่านผู้ที่มาทำนโยบาย เรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานี้ท่านก็คงหวังดี แต่ว่าอาจจะแนวความเข้าใจเราไม่เหมือนกัน ผมขออนุญาตเรียนเรื่องนี้กับท่านผู้รับผิดชอบนะครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. ซึ่งขณะนี้กำลังจะเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่งขออนุญาต ท่านประธานว่า ความคิดเรื่องนี้แต่เดิมถ้าเราได้ทราบเราจะได้เข้าใจครับว่าเราคิดในเรื่องของ หลักกระจายโอกาส เพื่อให้เด็กที่มีฐานะยากจนได้เรียน โดยการกู้เงินกองทุน การทำ ในขณะนั้นทำคู่กับ ๑. เปิดมหาวิทยาลัยใหม่ เป็นมติคณะรัฐมนตรีในปี ๒๕๓๘ กระผม เป็นประธานเองในการพิจารณาว่าจะขยายเปิดมหาวิทยาลัยใหม่อีก ๑๑ จังหวัดครับ โดยให้มหาวิทยาลัยแม่รับผิดชอบ เพราะเราไม่มีเงินที่จะเปิดใหม่ พร้อมกันนั้นเราก็มีมติตั้ง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพราะรู้ว่าแม้จะมีสถาบันการศึกษาเกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าถ้านักเรียน เยาวชนเรา พ่อแม่ฐานะไม่ดีก็คงเรียนยาก เพราะฉะนั้นก็ให้มีกองทุนงบประมาณปีแรก จึงตั้งไว้ ๔,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๓๙ มติออกมาปี ๒๕๓๘ ตอนผมเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก อันนี้คือแนวคิดตอนนั้น วัตถุประสงค์กองทุนนี้จึงเพื่อเด็กที่ยากจนจึงกำหนด คุณสมบัติว่าครอบครัวที่จะกู้ยืมต้องมีรายได้ไม่เกินปีละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่เรียนเรื่องนี้เพราะว่าขณะนี้นโยบายรัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนไปในอีกรูป แบบหนึ่ง ซึ่งไม่เอาฐานะของผู้กู้ยืมมาเป็นหลัก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้เด็กที่มีฐานะพ่อแม่มีฐานะ ร่ำรวย เรียนหนังสือดี ไม่อยากใช้เงินตัวเอง ก็กู้ยืมเงินได้ มันก็จะไปรบกวนโอกาสของเด็กที่ พ่อแม่ยากจน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานในประเด็นนี้นะครับ ฝากข้อสังเกตว่า ด้วยวัตถุประสงค์เริ่มต้นอย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติท่านจะเปลี่ยนไม่คิดจะตั้งกองทุนใหม่ หรือครับ แล้วอย่าไปทำลายกองทุนเดิมให้เด็กยากจนได้มีโอกาสกู้ยืมเรียนอันนี้เป็นนโยบาย ที่เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนชัดเจน ก็ขอเสนอความคิดความเห็นเพื่อประโยชน์ด้วยกัน ๒ ฝ่ายนะครับ เพราะเชื่อว่าแนวคิดของท่านก็เป็นประโยชน์ในอีกด้านหนึ่ง แต่ว่าถ้า เจตนารมณ์กองทุนเมื่อตั้งไว้ปี ๒๕๓๘ จนถึงบัดนี้เกือบ ๒๐ ปีนะครับได้ประโยชน์ไปแล้วเป็น จำนวนถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เงินหมุนเวียนไปเป็นแสน ๆ ล้านบาท ซึ่งก็มีจุดอ่อนบ้าง ตรงที่ว่าการคืนเงินมีปัญหาบางกลุ่ม บางคน แต่ว่าคนเหล่านั้นก็ต้องทวงคืนเพราะว่าคนที่เอา เงินภาษีประชาชนไปใช้ก็ต้องมีความรับผิดชอบ อันนั้นคงเป็นจุดที่แก้ไขได้แต่ว่าวัตถุประสงค์ ผมไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงนะครับ จริงอยู่รัฐบาลย่อมมีสิทธิที่จะคิดนโยบายตัวเองแล้วก็ เปลี่ยน แต่เมื่อท่านจะต่อยอดเรื่องนี้ ก็ให้ของเดิมยังคงอยู่ แล้วท่านตั้งกองทุนใหม่ของท่าน ขึ้นมา เพื่อให้กับคนที่ท่านประสงค์จะกู้ยืมโดยไม่คำนึงถึงฐานะว่าจนหรือรวย อันนี้ก็จะเป็น ประโยชน์ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เสนอความเห็นต่อท่านประธานครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตย้อนมาในประเด็นที่ผมกราบเรียน ว่าอยากจะขอทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด เพราะเมื่อได้ฟัง ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลตำรวจเอก โกวิทพูด ผมก็เป็นห่วง แต่ว่าก็เข้าใจนะครับว่า ช่วงที่ท่านทำงาน ผมเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านอยู่ตำรวจตระเวนชายแดนแล้วก็ไม่เคยลงไปรับผิดชอบในพื้นที่ข้างล่างหรือเหตุการณ์ มันผ่านมานานจำไม่ได้ แล้วก็สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบางคนก็สับสนนึกว่ามันเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ความจริงเมื่อวานนี้เราเริ่มแถลงนโยบาย ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย เมื่อวาน ก่อนเริ่มแถลงนโยบายก็มีเหตุร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บหลายราย มีระเบิด แล้วก็มีสามเณรบาดเจ็บอีก คนอาจจะเฉย ๆ แล้วครับ เพราะมันเกิดทุกวัน ทำไมอยู่ดี ๆ มันเกิดอย่างนี้ทุกวัน เพราะพื้นที่ ๓ จังหวัดมันไม่มีกระจายอำนาจหรือ หรือเพราะโครงสร้าง การปกครองพื้นที่มันไม่มีนครปัตตานี หรือเพราะเหตุผลอะไร อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมาทำ ความเข้าใจ มิฉะนั้นเราจะคิดแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แล้วในที่สุดโครงการที่ท่านเสนอต่อไปนั้น ไม่แน่ใจว่าจะตรงตามวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ คือนโยบายจะเขียนไว้อย่างนี้ ส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ข้อความไม่ยาวแต่อธิบายให้เห็นภาพได้ยาก รูปแบบที่สอดคล้อง กับลักษณะพื้นที่หมายความว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่าขณะนี้รัฐบาลอาจจะยังไม่ชัดเจน ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบก็ชัดเจนว่าไม่เอารูปแบบนครปัตตานี แต่รูปแบบอื่นคืออะไร ถ้าสามารถตอบได้ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธกรุณาอธิบายให้กระจ่างชัดมากกว่านี้ แต่ผมจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เราได้เห็นว่าเหตุที่มันเกิดวันนี้รุนแรงเสียหายอย่างหนัก มีคนเสียชีวิตไปแล้ว ถ้ายึดตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ ๔,๗๐๐ กว่าคน เราคิดเพียงแค่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ถึงวันนี้ วันนี้อาจจะเพิ่มอีกสักคน ๒ คน เมื่อเช้านี้ มีสื่อรายงานมีแม่หม้ายอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ๒,๒๐๐ กว่าคน มีเด็กกำพร้า ๔,๐๐๐ กว่าคน โชคดีนะครับที่มีโครงการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเข้าไปรองรับบรรเทา ความยากลำบากของสตรีหม้ายเหล่านี้ไปได้ในระดับหนึ่งซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอย่างยิ่ง ผมจะกราบเรียนท่านประธานเพื่ออาจจะมีส่วนช่วยไม่บังอาจเสนอความเห็นแนะนำ แต่ว่าข้อเท็จจริงที่จะกราบเรียนอาจจะช่วยทำให้เราเข้าใจว่าเหตุที่มาของปัญหามันไม่ใช่ เพราะว่ารูปแบบการปกครองมันผิด เพราะเป็นความจริงอย่างที่ท่าน พลตำรวจเอก โกวิท พูด ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดว่าปัญหาภาคใต้มันมีมานานแล้ว ผมเคยอภิปรายในสภาหลายครั้ง เพราะเป็นคนในพื้นที่ อ่านประวัติศาสตร์พื้นที่มามาก เคยเข้าไปดูปัญหา เคยพบหัวหน้า แบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ และมาแก้ปัญหาด้วยตัวเองและประสบความสำเร็จ เหตุร้ายเกือบหมดสิ้น เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านประธานได้ว่ามีประสบการณ์โดยตัวเอง จำได้เหตุการณ์ตอนไหนเกิดอย่างไร เป็นความจริงที่ปัตตานีหรือภาคใต้มันเคยมี นครรัฐปัตตานี มันเคยมีรัฐปัตตานีครับ เคยยิ่งใหญ่ครับ เคยสู้กับอยุธยา กรุงศรีอยุธยา เคยส่งเรือมารบตีไม่แตกต้องกลับไปต่อเรือใหม่ แต่ว่ามีเจ้าเมืองกับพระสงฆ์ช่วยเจรจา อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ต่างชาติบันทึกเอาไว้เลยนะครับ วันมะริดบันทึกไว้ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากอยู่ในพื้นที่แล้วก็ลงไปในพื้นที่ตั้งแต่ เป็นนักศึกษาจึงติดตามและศึกษาปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด วันหนึ่งเมื่อมาแก้ปัญหา ก็เลยสามารถทำให้ปัญหาเบาลงได้ หรือจะไม่ถือว่าหมดสิ้นแต่ว่าเหตุร้ายก็ลดลงไปจากปีละ ประมาณ ๘๐ กว่าครั้งก็เหลือปีละประมาณสัก ๑๑-๑๒ ครั้ง ในความเห็นส่วนตัวตอนนั้นคิดว่า ไฟดับแล้วเหลือแต่ควันอย่าเอาน้ำมันไปราด เหตุร้ายก็จะหมดแล้ว แต่ว่าพอเปลี่ยนรัฐบาล หลังจากรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยเข้ามา นโยบายเปลี่ยน ก็เป็นสิทธิของนโยบายรัฐบาลที่จะเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนนโยบายโดยมาจากพื้นฐาน ที่ไม่เข้าใจปัญหาประวัติศาสตร์ของพื้นที่มันทำให้เป็นปัญหา ไม่มีความประสงค์จะเสียเวลา ทบทวนนะครับ แต่ว่าถ้าไม่เล่าให้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีอาจจะนึกไม่ออก แต่ว่าถ้าเล่าให้ฟังสั้น ๆ ท่านจะนึกออกว่านโยบายมันเปลี่ยนเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๔ เราส่วนใหญ่ไปยึดเหตุการณ์วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ เพราะมันเป็นวันปล้นปืน แต่ความจริง นั่นคือวันที่กองกำลังจรยุทธ์น้อยตั้งเป็นปึกแผ่นแล้ว กองกำลังจรยุทธ์น้อยตั้งเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงได้สามารถปล้นปืน ๔๐๐ กระบอกจากค่ายทหารได้ แต่กว่าจะตั้งหน่วยนี้ขึ้นมามีศักยภาพ อย่างนี้มันเริ่มจาก ๑๘ เมษายน ๒๕๔๔ เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณขณะนั้นเดินทางไปประชุม ที่หาดใหญ่ แล้วประกาศ ผมจำแม่นเลยครับ ฟังด้วยตัวเอง แต่ยังแปลกใจว่าปัญหา มันมีมานาน แต่รัฐบาลขณะนั้นประกาศว่าบัดนี้รัฐบาลรู้ปัญหาภาคใต้หมดแล้ว ทุกอย่างเสร็จภายใน ๓ เดือน นั่นคืออะไรครับ นั่นคือการเริ่มต้นแนวทางแก้ปัญหา ด้วยวิธีการฆ่าทิ้ง มันไม่ใช่ว่ามีคนเห็นด้วยหมดนะครับ อย่างน้อยคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กล้าท้วงในที่ประชุมคือรองแม่ทัพภาค ๔ ในการประชุมที่หาดใหญ่ แล้วในที่สุดรองแม่ทัพ ภาค ๔ ก็โดนตำหนิว่าไปท้วงนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมว่าแนวคิดอย่างนี้มันจะมีปัญหา คือพูดง่าย ๆ คนที่สงสัยว่าเป็นโจรก่อการร้ายมีกี่คน สามารถฆ่าให้หมดได้ภายใน ๓ เดือน ก็ทุกอย่างคิดว่าฆ่าหมด ๓ เดือนก็ปัญหาจบ นั่นคือจุดเริ่มต้นของนโยบาย ๓ เดือนจบครับ และนี่คือที่มาของการส่งคนไปดำเนินการ แล้วในที่สุด

( สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านสุนัยมีอะไรครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าข้อบังคับนั้นการกล่าวถึงบุคคลภายนอกเป็นเรื่องที่ต้องห้าม แต่ว่าถ้ามี เหตุผลก็ได้ แต่ถ้าการอภิปรายนั้นเข้าลักษณะเสียดสีใส่ร้ายตั้งแต่ที่ เมื่อกี้ผมด้วยความเกรงใจ ผมไม่พูดนะครับว่าท่านใส่ร้ายว่าอะไร และด้วยความเกรงใจผมก็ไม่ให้ท่านถอนคำพูดครับ ที่ท่านบอกว่าการเลือกตั้ง รถไฟไม่ไปภาคใต้เพราะว่าเขาอย่าใช้นโยบายเหมือนเดิมนะ ไม่เลือกเลยไม่ให้ ไม่มีใครเคยพูดเช่นนั้น แต่เอาเถอะครับ ไม่เป็นไรครับ มาถึงตอนหลังนี่ ผมคิดว่าหนักมากแล้ว บอกว่าทักษิณสั่งฆ่านี่ ผมว่าท่านครับ แต่ยังให้ความเคารพอยู่อีกครับ ไม่ได้เรียกร้องให้ถอน เพราะว่าเดี๋ยวจะมีการชี้แจง แต่ว่าขอท่านประธานเถอะครับ การกล่าวถึงบุคคลภายนอกอย่างที่ผมกราบเรียนท่านไปแล้วครับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แล้วสิ่งเหล่านี้มัน ๕ ปีมาแล้วครับที่เราอยากจะเข้าสู่การปรองดอง ถ้าเรายังใช้วิธีการอย่างนี้อีก มันไม่ได้ ให้ผมยกมือไหว้ก็ยกเถอะครับ ถ้าเกิดความสามัคคีภายในชาติบ้านเมืองโดยไม่ใส่ร้ายกัน จะกราบขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : การกระทำ ในครั้งนั้นมันก่อให้เกิดเหตุความรุนแรงในที่สุด จึงได้เกิดกลุ่มจรยุทธ์น้อยที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไป นั่นคือกลุ่มอาร์เคเค คนกลุ่มนี้แหละครับที่รวมตัวกันก่อเหตุ แล้วก็ก่อเหตุร้ายเรื่อยมาจนวันนี้ ซึ่งการสูญเสียเหล่านี้เดิมไม่ค่อยมีใครยอมรับว่า เป็นความผิดพลาด แต่บัดนี้ได้ยอมรับแล้วครับ เมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทส์ ไทมส์ ของสิงคโปร์ว่า ยอมรับว่าการกระทำที่รุนแรงต่อชาวมาเลย์-มุสลิมในภาคใต้สมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นความผิดพลาด และกล่าวว่าการเป็นตำรวจนั้นทำให้ตนถูกสอนมาว่าต้องใช้ ทั้งกำปั้นเหล็กและถุงมือกำมะหยี่ ที่ผ่านมาใช้กำปั้นเหล็กมากเกินไป เสียใจในสิ่งที่เคยทำ นี่คือคำสารภาพของ พันตำรวจโท ทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าของนโยบายในขณะนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราไม่ยอมรับความเป็นจริงเราจะแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อเรารู้ว่าความจริงมันเกิดอย่างไรเราจะได้หาจุดให้ถูกต่อไปว่าการแก้ปัญหา ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต้องมีรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะใด ท่านประธานที่เคารพ

(นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านจตุพรประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่าท่านคงดู โทรทัศน์ที่พวกผมออกอยู่เลยจำสลับคน ไม่เป็นไรละครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เมื่อสักครู่ ท่านสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ยกมือประท้วงว่าท่านผู้กำลังอภิปราย ด้วยความเคารพครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านผู้อาวุโส ท่านชวน หลีกภัย ได้อภิปราย โดยเอ่ยถึงแล้วกำลังพาดพิงกล่าวหา ล่าสุดนี่ใส่ร้ายป้ายสี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรว่า เป็นผู้ก่อเหตุ เป็นต้นเหตุในการทำให้เหตุการณ์ภาคใต้ลุกลามบานปลายมาจนถึงปัจจุบัน ท่านประธานต้องวินิจฉัยคำประท้วงของท่านสุนัยก่อนครับ ท่านเห็นอย่างไรนี่จะตักเตือน จะควบคุมอย่างไร ท่านประธานต้องวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนมันเป็นเรื่องของความคิด เป็นเรื่องความเชื่อ เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ สิ่งที่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการไปเมื่อคราวเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้ว ตกลงท่านจะให้ ผมทำอะไรครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

วินิจฉัย ท่านไม่วินิจฉัยผมก็พูดไว้ก่อนละครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะ วินิจฉัยครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ ตกลงผมขอความกรุณาท่านผู้อภิปรายกรุณาหลีกเลี่ยง เอ่ยถึงบุคคลที่ ๓ แล้วกันนะครับ เชิญต่อเลยครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สามารถที่จะ กล่าวได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากความเข้าใจสถานการณ์ในขณะนั้นผิด คือไม่เข้าใจว่า เหตุที่มันเกิดคืออะไร แล้วไปโทษว่าเป็นปัญหาโจรกระจอก อันนี้ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานให้เข้าใจนะครับว่าเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นอย่างที่กราบเรียนไว้ ตอนต้นว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านณัฐวุฒิ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานวินิจฉัยเช่นนั้น ผมเคารพครับ แล้วก็เคารพท่านผู้อาวุโสผู้กำลังอภิปราย แต่ว่าประเด็นที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ผมขอความกรุณาท่านถอนเถอะครับ ที่บอกว่า พันตำรวจโท ทักษิณให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ต่างชาติแล้วเป็นคำสารภาพว่าได้ก่อเหตุปราบปรามประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ จนเกิดสถานการณ์บานปลายจนปัจจุบัน ถอนคำว่า พันตำรวจโท ทักษิณสารภาพครับ เพราะอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มิได้กล่าวคำสารภาพว่าได้สั่งการ ปราบปรามประชาชนใด ๆ เป็นแต่เพียงพูดว่ามีข้อบกพร่องในการใช้อำนาจบริหาร แล้วก็ เป็นการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษในฐานะผู้นำประเทศ มีผู้นำประเทศบางคนสั่งการ จนประชาชนล้มตาย ๙๑ ศพ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำสารภาพ นี่คือการแสดงอัตลักษณ์ ของสุภาพบุรุษครับท่านประธานที่เคารพครับ ขอความกรุณาได้ถอนครับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มิได้สารภาพในเรื่องนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สักครู่ครับ ทางนี้ ยังไม่จบนะครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่มี เจตนาจะต่อความยาวสาวความยืดครับ ท่านประธานครับ ผมพูดแล้วก็เรียกร้องสิ่งนี้ ต่อท่านผู้อาวุโส แล้วก็ยินดีที่จะนั่งฟังท่านอภิปรายต่อไปด้วยความสงบครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ผมว่า ผมก็ฟังอยู่นะครับ ที่ท่านอภิปรายผมก็ฟังอยู่นะครับ แล้วผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนนี่ก็สามารถ ใช้วิจารณญาณที่จะเข้าใจได้นะครับว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงไร อย่างไรนะครับ ท่านมีอะไรครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านมีอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานที่ท่านไม่เด็ดขาดครับ เมื่อกี้นี้คุณณัฐวุฒิก็พูดเองว่า ให้ท่านวินิจฉัย แต่พอท่านวินิจฉัยแล้วก็ไม่ยอมรับคำวินิจฉัย เพราะฉะนั้นท่านจะปล่อยให้ เขาพูดนานอย่างนั้นไม่ได้ครับ แล้วท่านชวนท่านไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไร การอภิปราย ก็ต้องมีการกล่าวย้อนกล่าวอ้างยกเหตุผลมาประกอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ของการอภิปรายในสภา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญนั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านต้องเด็ดขาดนะครับ ขอบคุณครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ผมเชื่อว่า ท่านประธานก็จะเข้าใจนะครับว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรานั้นมีลักษณะพิเศษ ในบางอย่าง เช่น ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ด้วยคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้การปกครองพื้นที่นั้นต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ โชคดีที่ด้วยเพราะวิสัยทัศน์ อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ออกรัฐประศาสโนบายไว้ ๖ ข้อ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการบริหาร ซึ่งผมเชื่อว่าท่านรองนายกมนตรีหรือท่านผู้เคยบริหารงาน จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี ประเทศไทยให้โอกาสมากกับพี่น้องมุสลิม มีกฎหมายพิเศษสำหรับ พิจารณาคดีที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่มีคดีทางมรดก มุสลิมเคยพูดว่าประเทศไทยให้โอกาสกับ พี่น้องมุสลิมมากกว่าประเทศอื่น อันนี้คือคุณสมบัติที่ได้รับการชื่นชมยกย่อง เพราะฉะนั้น ปัญหาในพื้นที่อันเกิดจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งต้นเรื่องก็มาจากความเข้าใจผิดว่า ไม่มีคนคิดแบ่งแยกดินแดน มองว่าเป็นเรื่องโจรกระจอก ก็คิดว่าถ้าจัดการฆ่าให้หมดปัญหาก็จบ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดว่าเป็นอย่างนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าต้องยกย่องคนที่เขา เคยทำงานมา แม้กระทั่งปัจจุบัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมชื่นชมยกย่องข้าราชการ พี่น้องประชาชน ทั้งพุทธ มุสลิม คริสต์ ทุกศาสนา ทุกอาชีพ ที่เขายืนหยัดอยู่ในพื้นที่ ผมเคยตั้งกระทู้ถามเมื่อรัฐบาลสมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนนี่นะครับ ผมเคยตั้งกระทู้ถามในสมัยนั้นว่ามีคนไทยพุทธอพยพออกมากน้อยเพียงไร รัฐบาลสมัยนั้น ตอบว่ามีน้อยครับ แต่บัดนี้ท่านประธานครับ คนไทยพุทธย้ายออกมาก น่าเป็นห่วงครับ อันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานไว้ว่ารัฐบาลต้องรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพื่อทำอย่างไร ให้พี่น้องในพื้นที่นั้นอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบ เราเคยเป็นประเทศที่เพื่อนบ้านยกเป็นตัวอย่างนะครับ นานาชาติเขาเคยยกเป็นตัวอย่างว่าประเทศไทยคือตัวอย่างของประเทศที่มีความหลากหลาย ต่างวัฒนธรรมอยู่กันได้อย่างสงบเรียบร้อย ผมกราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้เป็นความจริง ตลอดมา แต่ทำไมวันนี้จึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเหตุร้ายที่เกิดขึ้นปีละ ๑๑-๑๒ ครั้ง กลายเป็น ปีหนึ่งเกือบ ๒,๐๐๐ ครั้ง อันนี้คือสิ่งที่เราต้องทบทวน อย่าไปลืมครับท่านรองนายกรัฐมนตรี ครับ อย่าไปบอกว่าแล้วก็แล้ว ลืมไป ไม่ได้ครับ แต่เราจำไว้เพื่อว่าอะไรที่เป็นข้อผิดพลาด เราจะไม่ทำซ้ำ อะไรที่เป็นข้อที่ดีแล้วเราก็ต้องยืนยันต่อไป มันไม่ใช่เป็นการไปกลัวว่าจะไป ลอกนโยบายของรัฐบาลก่อนหรือรัฐบาลอื่น อะไรที่เป็นสิ่งถูกต้องมันก็ต้องทำไป เพราะว่า เหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มันสงบลงมาได้ในระยะหนึ่งนั้นต้องยอมรับว่าคือ ความต่อเนื่อง กราบเรียนท่านประธานว่า ขออนุญาตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเสด็จอย่างนี้ครับ เดือนสิงหาคม กันยายนนี่ทุกปี พี่น้องพุทธ มุสลิมมารับเสด็จ เหตุการณ์สงบลง ๆ โดยลำดับ เกือบจะพูดได้ว่าปัญหาควรจะหมดแล้ว แต่ในที่สุด ด้วยการประเมินเหตุการณ์ผิดว่ามันเป็นเรื่องโจรกระจอกก็เลยทำให้ปัญหาบานปลายมา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าความคิดแบ่งแยกดินแดนที่เกิดขึ้นอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ ต้องมีลักษณะพิเศษนั้นมันไม่ใช่ของแปลกหรอกครับ ถ้าไม่คิดก็แปลกเพราะเขาเคยรุ่งเรือง มาอย่างที่ผมกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะรู้ดีนะครับ ท่านอยู่ใน กระทรวง ท่านจะเห็นว่าปืนพญาตานีกระบอกใหญ่ที่สุด ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เคยทำได้ ปัตตานีทำได้ เพราะฉะนั้นเมืองเขาเคยรุ่งเรือง เมื่อวันหนึ่งเขาสูญเสียอำนาจไป เขาไม่พอใจ แต่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย เราก็ยอมไม่ได้ เราจะยอมให้เขาแบ่งแยกประเทศก็ต้องทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องดำเนินการ อันนี้เป็นสิ่งที่ให้เข้าใจว่ามันมาอย่างไร ด้วยแนวทางการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานกับผู้บริหารทุกระดับจึงทำให้ สถานการณ์ดีขึ้น แต่ในที่สุดเมื่อเรายกเลิกหน่วยงานที่เป็นประโยชน์ เช่น ศอ.บต. หน่วยพลเรือน ตำรวจ ทหาร พตท. ๔๓ เราก็ขาดกำลังเจ้าหน้าที่หูตาไป ซ้ำร้ายพวกเรา คงนึกไม่ออกนะครับ สมัยก่อนเขามีสำนักงานศึกษาธิการเขต ๒ อยู่ที่จังหวัดยะลา สามารถตรวจสอบได้ โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนไหน โรงเรียนอิสลามสอนอะไร แต่เมื่อปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานนี้หมดสิ้นไป สภาพตอนนั้นประเทศไทย จึงเหมือนกับตาบอดมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นกลุ่มจรยุทธ์ที่เกิดขึ้นในตอนหลังจึงสามารถ ก่อตัวและฝึกฝนจนมีความสามารถในการก่อเหตุร้ายเหี้ยมโหดทารุณ วันนี้เราสูญเสียคนไป ๔,๗๐๐ กว่าคน ท่านประธานครับ ทุกอาชีพที่ผมกราบเรียนยกย่องคนที่อยู่ในที่นั่น เพราะว่าเขาไม่ออก ยังยืนหยัดนับตั้งแต่พระคุณเจ้า พระสงฆ์องค์เจ้าไปถึงข้าราชการทุกระดับ ซึ่งก็ไม่รู้ครับว่าพรุ่งนี้อะไรสูญเสียอีก สูญเสียทุกอาชีพนับตั้งแต่ผู้พิพากษาไปถึงครู อันนี้ คือความจริงที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เราให้ ความสำคัญเป็นพิเศษ เราอยากให้รัฐบาลประสบความสำเร็จ ถ้ารัฐบาลทำงาน ประสบความสำเร็จ เท่ากับว่าเราลดความรุนแรงลงมา แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า นโยบายความมั่งคงของประเทศไม่ใช่นโยบายเหมือนกับเรื่องอื่น ท่านอาจจะทดลองนโยบาย บางเรื่องได้ ผิดพลาดขาดทุนเสียหาย ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท เอาเงินไปชดเชย ไม่มีใครตาย แต่นโยบายความมั่นคงของชาติถ้าท่านทดลองแล้วผิดเห็นไหมครับ วันนี้ ๔,๗๐๐ กว่าคน ประเมินค่าได้ไหมครับ ประเมินค่าไม่ได้ ใครชดเชยได้ไหม ชดเชยไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราผิดพลาดถึงขั้นทำให้คนสูญเสีย ประเทศชาติเสียหายอย่างนี้ อย่าทดลอง ถ้าไม่แน่ใจ กราบเรียนท่านประธานไว้ว่าท่านมีสิทธิที่จะออกนโยบาย เพราะท่านเป็นรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องมายึดเหนี่ยวนโยบายของรัฐบาลอื่น แต่ขอท่านกรุณาถ้าไม่แน่ใจ อย่าเอา ความมั่นคงชาติมาทดลอง มิฉะนั้นมันจะไม่สูญเสียเฉพาะคนนะครับ แผ่นดินจะมีปัญหา ก็ต้องกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายกระผมขอกราบเรียนว่า โดยความคิดของรัฐบาลจากนโยบายที่แถลง

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านก่อแก้วมีอะไรครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. พรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเห็นใจ ไม่อยากประท้วงท่านผู้อภิปรายในฐานะท่านเป็นผู้อาวุโสและเป็นที่เคารพรักของคนไทย จำนวนมาก แต่ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังท่านผู้อภิปรายอภิปรายเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เนื้อหาของท่านผู้อภิปรายนั้นเป็นการใส่ร้ายป้ายสี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ให้คนไทยเข้าใจผิดว่าปัญหาของจังหวัดภาคใต้นั้นที่แก้ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดจากกระทำของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นะครับ ท่านดูเหมือนว่าท่านมีความรู้ในปัญหาภาคใต้ดี ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ครั้ง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านพิกุลแก้วประท้วง เรื่องอะไรนะครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายครับ ข้อ ๔๓ ครับ ผู้อภิปรายพูดใส่ร้ายกล่าวหาบุคคลภายนอกที่ไม่สามารถ มาชี้แจงในสภาแห่งนี้ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านครับ ผมฟังอยู่ ก็ยังอยู่ในประเด็นนะครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ ท่านสมบูรณ์มีอะไรครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ก็กราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าด้วยความปรารถนาดีถึงได้กราบเรียนว่าถ้าไม่แน่ใจอย่าเอาประเทศไป ทดลองนโยบายความมั่นคงของชาติ เพราะพลาดแล้วแก้ยากครับ รัฐบาลทุกชุดละครับ อยากแก้ปัญหา แม้กระทั่งรัฐบาลชุดนี้ผมเชื่อว่าท่านเจตนาจะแก้ปัญหา แต่ว่าผมเห็นใจครับ ผมไม่หวังว่าท่านจะเปลี่ยนหลังมือเป็นหน้ามือได้ทันที เพราะพอผิดพลาดเรื่องนี้แล้วแก้ยาก กรุณาอย่าผิดพลาดซ้ำสอง อย่างที่กราบเรียนแล้วว่ามันจะสูญเสียสิ่งที่มากกว่าชีวิต

สุดท้ายที่กราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ก็คือว่านโยบายที่ท่านรัฐบาลได้แถลงนะครับ เรื่องหลักการของการบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาลในประการที่ ๒ ก็คือนำประเทศสู่สังคม ที่มีความปรองดองสมานฉันท์ อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ ผมขอเรียนเรื่องนี้สั้น ๆ ว่าผมสนับสนุนครับ ขอยึดหลักนิติธรรมครับ เพราะผมไม่เคยเห็น บ้านเมืองตกอับถ้ายึดมั่นในหลักกฎหมาย แต่ถ้าเราออกนอกหลักกฎหมาย ตัดสินด้วยตัวเอง ฝ่ายบริหารฆ่าเอง ตัดสินเอง ไม่ปล่อยให้ตุลาการเป็นผู้ตัดสิน บ้านเมืองจะมีวิกฤติทุกครั้ง เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนแนวนี้ แต่ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีก็ส่งสัญญาณที่ดีได้พูดว่า จะไม่แก้ไข ไม่แก้แค้น แต่ว่าผมก็ไม่เข้าใจความหมายคืออะไรนะครับ แต่ว่าที่อยากจะเรียน ก็คือว่าในกรณีที่มีการกระทำผิด เอาของจริง ยกตัวอย่างรัฐบาลชุดที่แล้วของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ถ้าทำผิดสั่งฆ่าคน เรื่องอย่างนี้มันไม่ใช่แก้แค้นนะครับ มันเป็นเรื่องที่ต้องจัดการตามกฎหมาย ต้องสอบครับ สอบถ้าปรากฏว่าเป็นความจริง ต้องดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ก็คือการรักษาความถูกต้อง มันจะเป็นวิธีปรองดองที่ดีที่สุด มีหลักอ้าง ทำผิดต้องรับผิด นายกรัฐมนตรีสั่งฆ่าคน ๙๑ ศพ ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องรับผิด ใครที่เผาศาลากลาง เผาบ้านเผาเมือง ถ้าจริงก็ต้องรับผิด อย่างนี้ไม่ใช่เป็นการแก้แค้นครับ แต่เป็นการรักษาหลักบ้านเมือง และบ้านเมืองจะอยู่ได้ถ้าเรารักษาหลักครับ ขอบพระคุณท่านประธาน

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธาน ผม สุนัย จุลพงศธร ขอใช้สิทธิประท้วงตามข้อ ๔๕ กับข้อ ๔๓ แต่ที่อดทนรออยู่นั้น เพื่อไม่ต้องการไปขัดขวางการอภิปรายของท่านสมาชิกอาวุโส แต่ว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกอาวุโส ได้ใส่ร้ายป้ายสี พันตำรวจโท ทักษิณ ซึ่งผมประท้วงไปแล้ว ท่านไม่ได้ถอนคำพูดว่า ทักษิณ สั่งฆ่า ขออนุญาตผมนิดเดียวครับท่าน ดังนั้นเรื่องนี้ถ้าจะให้ท่านถอนก็จะกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน แต่ถ้าผู้นี้ไม่ถอน ผมเคยแล้วครับทำอย่างไรคนนี้ก็ไม่ถอน ประการที่ ๑ ท่านครับ เพื่อความเข้าใจชัดเจน มีการกล่าว

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ทีละท่านได้ไหมครับ ท่านสุนัยกรุณาบอกประเด็นให้ชัดเจนครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมประท้วง ข้อ ๔๕ เนื่องจากท่านอภิปราย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ครับท่านสมบูรณ์

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใส่ร้ายป้ายสี ตามข้อ ๔๓ ผมขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่อภิปรายนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ใช่ อภิปรายครับ เป็นการกล่าวเท็จครับท่านครับ กรณีที่ท่านพูดว่ามีการยกเลิกสำนักงาน ศึกษาธิการเขต ๒ ยะลา อันนี้ท่านพูดไม่หมดครับ เป็นการยกเลิกตามพระราชบัญญัติ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมกำลังฟังคุณสุนัยอยู่ครับ เชิญท่านนั่งก่อนได้ไหมครับ ท่านสุนัยครับ เอาสั้น ๆ นะครับ ประเด็นไหนครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ผมขอชี้แจง ว่าที่ผมกล่าวว่าท่าน ถ้าผมกล่าวว่าท่านกล่าวเท็จโดยไม่มีเหตุผลนี่ คนทั้งหลายจะประณามผมได้

ไม่เป็นไรครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลักฐาน สำนักงานศึกษาธิการเขต ๒ ยะลาที่ท่านพูดถึงว่าเลิกไปนั้น เลิกตามพระราชบัญญัติปฏิรูป การศึกษา ปี ๒๕๔๒ ใครเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ครับ เรื่องการสั่งฆ่า ผมต้องกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

ท่านสุนัยจะให้ผมวินิจฉัย ไหมครับ คือผมฟังอยู่นะครับท่าน แล้วผมก็ยังเห็นว่ายังอยู่ในประเด็นนะครับ แล้วก็ยังไม่ได้ ทำให้ใครเสียหาย แล้วที่สำคัญก็คือว่าเรื่องทั้งหมดผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบครับท่านครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านครับ ผมยินดีให้ท่านวินิจฉัยว่า ขอให้ท่านผู้อภิปรายนั้นถอนคำพูดว่า ทักษิณสั่งฆ่า แต่ท่านยังไม่ได้ วินิจฉัยเรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกสำนักงานศึกษาธิการเขต ๒ ยะลานี้ก็ไม่ใช่นะครับ

ไม่เป็นไรครับท่านครับ ประเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีก็คงจะอธิบายเองนะครับท่าน กรุณานั่งเถอะครับกรุณาเถอะครับ จะจบแล้วครับ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธาน กรุณาวินิจฉัยก่อนครับ

ผมวินิจฉัยแล้วครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านยังไม่ได้ วินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

วินิจฉัยแล้วครับว่าผมฟังอยู่ แล้วสิ่งที่ท่านพูดท่านรับผิดชอบครับ อยู่ในประเด็นครับ กรุณานั่งเถอะครับท่านสุนัยครับ เชิญท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติผม สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดปัตตานี ท่านประธานครับ ผมรอโอกาสมาหลายชั่วโมง ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้เป็นความโชคดีของผมได้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสักครู่นี้ก็มีโอกาสเสียสละให้ท่านชวน หลีกภัย ได้พูดก่อนผม จริง ๆ แล้วเป็นคิวของผม วันนี้ผมต้องบอกกับท่านประธานผ่านท่านนายกรัฐมนตรีในวันแถลงนโยบายวันนี้เป็นวันที่ ๒ ผมต้องบอกว่าขอบคุณมากที่ท่านได้เขียนนโยบายเร่งด่วนเพื่อนำสันติสุขและความปลอดภัย ในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนกลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายที่ผมอ่านผมบอก ตรง ๆ วันนี้ในประเด็นของพื้นที่ภาคใต้ ผมดูแล้วน่าสนใจ ผมดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับ พื้นที่ของผม แต่ว่ามันจะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่การดำเนินการในอนาคตว่า ท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย สามารถนำสันติสุขกลับไปสู่พื้นที่ ชายแดนใต้ได้หรือไม่ ผมในฐานะคนปัตตานีเดินทางมา ๑๑ ปีกว่าจะได้เข้ามาเป็น ผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ผ่ามรสุมภาคใต้มาได้คนเดียวในฐานะพรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน ผมก็รู้ดี ผมก็รู้เรื่อง แล้วผมก็มีความเข้าใจในปัญหาในพื้นที่ของผม วันนี้ผมขอนำเรียน อภิปรายในประเด็นเร่งด่วน ๑.๕ จริง ๆ แล้วผมมีเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่จะนำเสนอ แต่ว่าหลายท่านก็ได้พูด แม้กระทั่งท่านชวนเองในประเด็นที่ผมจะพูดท่านก็ได้เล่า ในระดับหนึ่งแล้ว ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมเสียดายเวลามันน้อยสำหรับผม จริง ๆ แล้วผมยังมีมิติ อีกหลายด้านที่จะนำเสนอ วันนี้ผมขอบอกว่าถ้าท่านจะใช้รูปแบบการกระจายอำนาจในพื้นที่ ๓ จังหวัดช่วยกรุณานำมิติวัฒนธรรม มิติชุมชนมาใช้ โดยเฉพาะระบบ ชูซ ลอว์ (Choose Law) เลือกผู้ซึ่งเหมาะสมก่อน แล้วเราส่งเข้าไปสู่ระบบการเลือกตั้งในระบอบตามที่รัฐธรรมนูญ ได้กำหนด

ประเด็นต่อมา ผมขอบอกท่านนายกรัฐมนตรี ผมบอกตรง ๆ ครับ ท่านได้ใจ กับคนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ช่วงเลือกตั้งผมตกใจนะครับ รูปท่านเต็มพื้นที่หมด เขาพูดอย่างไร เขาพูดว่าท่านสวย เขาพูดอย่างไรครับ เขาบอกว่าท่านไม่ใช่นายกรัฐมนตรีทักษิณ เขาพูดอย่างไรครับ ผมบอกท่านนายกรัฐมนตรีท่านอย่าท้อแท้นะครับ ท่านมีโอกาสทำงาน ให้กับประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ท่านจะต้องตั้งใจและทิ้งอดีตให้หมดเป็นบทเรียน กรณีกรือเซะ ตากใบ จริง ๆ แล้วมันเป็นความเจ็บปวดของคน ๓ จังหวัด แต่วันนี้ผมคนหนึ่ง ที่จะให้โอกาสท่าน เพราะว่าท่านนะบีได้อ่านคูตาโบ๊ะ สุดท้ายที่สุดก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ก็คือท่านห้ามการล้างแค้น หยุดการล้างแค้น ประเด็นมิตินี้ผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรี นำสิ่งที่ดี ๆ ลงสู่ชายแดนภาคใต้ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ เชิญครับ

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอกราบรบกวนเวลาที่ประชุม อันสำคัญแห่งนี้สักนิดหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ก็ดี หลาย ๆ ท่านก็ดีที่ได้กรุณาแสดงความเห็นก็ล้วนแต่เป็นความเห็น ที่เป็นประโยชน์ กระผมโดยส่วนหนึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็คงจะได้มอบให้ผมไปดูแล ศอ.บต. แทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผมสำนึกดีว่าปัญหาของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เมื่อมีการสูญเสียทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน ผมคิดโดยตลอดในสมัยที่รับราชการ ก็คิดว่าส่วนหนึ่งผมต้องรับบาปนั้นว่าในฐานะที่เราเป็นฝ่ายปกครองและเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่ ของบ้านเมืองโดยเฉพาะสังกัดกระทรวงมหาดไทยนั้น เมื่อมีการเสียชีวิต เมื่อมีการเสีย ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะยิ่งเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าหรือจะเป็นคนธรรมดา ก็แล้วแต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่เราละเลยไม่ได้ ก็อยากกราบเรียนว่าไม่มีผู้ใด เขาอยากจะให้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รุนแรงและลุกลามมากมาถึงขนาดนี้ การแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นเรื่องยากแล้วก็ต้องทำให้ถูกทาง มีแนวทางที่ถูกอยู่แล้วก็คือพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะนำ ๓ พระบรมราโชวาท ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๓ คำนี้เป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหา ผมอยากจะชี้แจงรายละเอียด เพียงสั้น ๆ อยู่ ๒-๓ ประการ

ประการแรกก็คือรูปแบบของการปกครองท้องถิ่น ที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้กรุณาถามว่าความชัดเจนคืออะไร ความชัดเจนก็คือ ๑. นครปัตตานีไม่ทำแน่นอน เพราะว่าไม่ใช่นโยบายของพรรคและไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล เป็นความคิดของท่าน ท่านหนึ่งจริง ๆ

ประการที่ ๒ รูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลได้เขียนเป็นนโยบายนั้น ก็กราบเรียนในภาพกว้าง ๆ ได้ ณ ขณะนี้นะครับว่าก็เป็นการกระจายอำนาจที่เหมาะสม ถูกต้องกับพื้นที่ ท่านผู้แทนราษฎรสักครู่นี้ที่ท่านได้พูดถึงเป็นคำพูดที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การหาผู้นำไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง ผมจำคำพูด ของตวนกูอับดุล ยะลา นาแซร์ ได้ครับ เขาลี้ภัยไปอยู่มาเลเซีย เขาพูดประโยคหนึ่งว่า ขอให้เขาได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เขาจะแก้ปัญหาทุกอย่างของจังหวัดปัตตานีได้ ผมเองโดยส่วนตัวก็มีความรู้สึกคล้อยตามไปกับตวนกูอับดุล ยะลา นาแซร์ แต่ปัญหา ข้อจำกัดของประเทศไทยและของสังคมไทยนั้นมีปัญหาในเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ จังหวัดกรุงเทพมหานครไม่มีลักษณะแตกต่างแต่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ เป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางราชการ เป็นสถานที่สำคัญหลายอย่าง ก็มีการปกครองในลักษณะพิเศษ มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เช่นเดียวกันไม่ได้มีลักษณะแตกต่าง แต่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ถ้าผมจะเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มันก็อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวและเป็นการก้าวกระโดด จนเกินไป แต่ผมก็ยังคิดโดยส่วนตัวของผมนะครับว่าปัญหานี้เราจะตรงกับปัญหา ที่ท่านผู้แทนราษฎรได้พูดไปสักครู่นี้ว่าเราจะเลือกผู้นำไปที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ ได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้มันยากเป็นโจทย์ที่ยาก แต่ก็พยายามทำในระดับนั้นนะครับ ส่วนการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบที่เหมาะสมจริง ๆ ผมคิดว่าตัวผมเอง มหาวิทยาลัย ปัตตานีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันพระปกเกล้า ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนใน พื้นที่ก็จะระดมความคิดกันครับว่าจะมีรูปแบบการปกครองใดที่เหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าว แล้วก็จะนำมากราบเรียนขอความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือ ศอ.บต. ศอ.บต. นั้นตั้งขึ้นมาผมคิดว่าโครงสร้างของ ศอ.บต. เป็นประโยชน์ของภาครัฐ มากกว่าประโยชน์ของภาคประชาชน เพราะเหตุว่าอย่างน้อยที่สุดผู้อำนวยการ ศอ.บต. ก็ได้รับระดับ ๑๑ งบประมาณของภาครัฐมีข้าราชการที่รับราชการอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ก็จะได้ทวีคูณ รับราชการ ๑ ปีก็จะเท่ากับ ๒ ปี รับราชการ ๓ ปีก็เท่ากับ ๖ ปี แต่ประชาชนได้รับประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างนั้นบ้างไหมครับ มีไหมครับที่เขาจะได้ทวีคูณ มีไหมครับจะได้งบประมาณ มีไหมครับที่เขาได้รับเลื่อนระดับ คือรูปแบบก็ใช้ได้ แต่ผมอยากจะปรับเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ ศอ.บต. ที่ในภาคของ ราชการนะครับก็ทำไป แต่ผมอยากจะเพิ่มความสำคัญของภาคเอกชนใน ศอ.บต. นี่ครับว่า ไม่ใช่เป็นเฉพาะที่ปรึกษา ไม่ใช่เป็นเฉพาะรูปแบบ แต่ขอให้การตัดสินใจของภาคประชาชน ใน ศอ.บต. นี่ครับได้นำไปสู่การปฏิบัติจริง ๆ กำลังหารูปแบบที่เหมาะสมอยู่ แล้วก็จะไม่ทำ โดยพลการนะครับ ก็จะปรึกษาท่านทั้งหลายที่เคารพที่ทราบเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ดี เพราะว่า อย่างที่ ฯพณฯ ชวนบอกนะครับว่าเรื่องนี้มันทดลองไม่ได้ มันต้องทำจริง ๆ การเลือกคน ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีปัญหามาก เพราะว่าเขาไม่ทราบประเพณี เอาอย่างง่าย ๆ ผมยกตัวอย่างว่าในพิธีการ แห่งหนึ่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไปเป็นประธานเปิดงาน เจ้าหน้าที่ก็ให้ทุกคนยืนขึ้น เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูป ผมเห็นแล้วว่าประชากรที่นั่นมีไทยพุทธอยู่เพียง ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ที่มาร่วมงานทั้งหมดเป็นชาวไทยมุสลิม ผมก็ต้องบอกพิธีกรว่าให้งดพิธีการ อันนี้อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เรื่องง่าย ๆ ครับ เรื่องง่ายนิดเดียว แต่ว่าจากเรื่องง่ายนี่ ที่สั่งสมมาแล้วก็เกิดปัญหากับความรู้สึกของพี่น้องชาวไทยมุสลิมครับ อย่างน้อยที่สุด ในระดับหนึ่งผมก็กราบเรียนได้นะครับว่า ด้วยตัวผมเองที่ผูกพันรับราชการอยู่ในภาคใต้ แทบจะตลอดชีวิตของการรับราชการและอยู่ที่จังหวัดชายแดนด้วยก็มีความเข้าใจ ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ดี ก็อยากจะร่วมมือร่วมใจร่วมความคิดเห็นกับท่านทั้งหลายเพื่อนำไปสู่ ความสงบสุขของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงทำไม่สำเร็จแต่ผมเชื่อมั่นว่าก็คงจะดีขึ้น ในระดับหนึ่งครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นกลุ่มของ สมาชิกวุฒิสภา ๓ ท่านนะครับ ท่านแรก พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เชิญครับ

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟู ประชาธิปไตย อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าการปรองดองกันนั้นผมอยากให้สมาชิก รัฐสภาทั้งหมดได้มีความปรองดองสมานฉันท์กันก่อน ส่วนประชาชนเขาไม่มีปัญหาในเรื่อง ปรองดองหรอกครับ ในสมาชิกรัฐสภาด้วยกันนี่แหละปรองดองกันก่อน พรรคการเมือง ทุกพรรคปรองดองกันก่อน แล้วค่อยไปพูดกับพี่น้องประชาชนนะครับอันนี้

ประเด็นที่ ๒ การฟื้นฟูประชาธิปไตย ผมบอกเลยว่าประชาธิปไตย มรดกอันล้ำค่าของปวงชนชาวไทยคือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่แหละครับเป็นมรดกของพี่น้องชาวไทย ประชาธิปไตยนี่แหละ ส่วนเรื่องปรองดองสมานฉันท์นั้นให้ทุกคนอย่าฟื้นอดีต ให้ลืมเสียอดีต ทั้งหมดที่ผ่านมา ทำปัจจุบันสร้างฝันสู่อนาคต นี่แหละคือความปรองดองที่จะเกิดขึ้น ในชาติของไทย ให้ยกตัวอย่างนะครับ ในขณะนี้ประเทศไทยเดินตามหลังประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาเมื่อก่อนมี ๔ ฝ่าย มีนายกรัฐมนตรี ๒ คน มีรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง กระทรวงละ ๒ คน เขาทำมาแล้ว ประเทศไทยอยากจะทำอย่างนั้นไหมครับ ถ้าไม่อยากทำ ก็รีบปรองดองกันเสีย สมาชิกรัฐสภา รัฐบาลและฝ่ายค้านนะครับ

ประเด็นต่อไปนะครับ นโยบายแรงงาน นโยบายแรงงานในปัจจุบันนี้ ๓๐๐ บาท ประชาชนที่เคยทำงานโรงงานได้รับค่าจ้างค่าแรงขั้นต่ำ ๑๐๐ กว่าบาท ๒๐๐ กว่าบาท ไม่พอกิน เขาออกจากโรงงานไปขับวินมอเตอร์ไชค์ ขับแท็กซี่ เป็นยาม รักษาความปลอดภัย แม่บ้านทำความสะอาด เขาได้เงินมากกว่า อิสระกว่า เพราะฉะนั้น ปัญหาแรงงานไทยจึงไม่อยากทำงานในโรงงาน

แล้วปัญหาแรงงานต่างด้าวตามที่ผมได้รับร้องเรียนมาก็คือปัญหาต่างด้าวนี่ ให้กระทรวงแรงงานได้ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว แล้วปัญหาที่ ๒ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอในปริมณฑล เทศบาลต่าง ๆ ในปริมณฑล หรือว่าต่างจังหวัด เขาไปทำบัตรคนต่างด้าว เจ้าหน้าที่ทำล่าช้ามากก็ขอให้แก้ไข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานได้ประสานงานกันด้วยนะครับ

ต่อไปปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ผมอยากจะให้ทางรัฐบาลชุดปัจจุบัน นำนโยบายปี ๒๕๔๔ จนถึงปี ๒๕๔๘ ขึ้นมาปัดฝุ่น รีเอกซเรย์ (Re-X-ray) ทุกพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้การเป็นปาท่องโก๋ นายอำเภอกับผู้กำกับเป็นปาท่องโก๋ ผู้ใหญ่บ้าน กำนันร่วมมือ ทุกหน่วยงานร่วมมือ ยาเสพติดหมดแน่นะครับ

แล้วก็เรื่องหวยใต้ดิน หวยใต้ดินนี่ไม่ได้เสียภาษี มีแต่กินกับเจ๊า เจ้ามือรับเละ เพราะฉะนั้นอยากให้มันถูกก็ออกพระราชบัญญัติสลากกินแบ่งประชาชน ปัจจุบันนี้ มีสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ยังทำได้ หวยใต้ดินออกเป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติสลากกินแบ่ง ประชาชน ก็แบ่งประชาชนให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ส่วนการพนัน ประเภทอื่น ๆ ไพ่ ไฮโลอะไรต่าง ๆ งานศพเขาก็เล่นกันอยู่ เพราะฉะนั้นกฎหมายการพนัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อนุญาต อนุญาตหน่อยสิครับ ถ้าอนุญาตได้ จะไม่มีบ่อนในประเทศไทย มันถูกต้องหมดนะครับ

ส่วนเรื่องความเป็นธรรมในระบบราชการ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๑ ยังไม่ได้ตั้งเลยครับปีหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งเสียนะครับ และข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ให้แต่งตั้งด้วยระบบคุณธรรม อย่าเล่นเส้น เล่นสายกัน

ส่วนปัญหาของพี่น้องชาวจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ก็คือเรื่องน้ำท่วมนา ช่วงที่ผ่านมาเสียหายมาก วอนรัฐบาลได้เยียวยากับพี่น้องชาวมุกดาหาร ด้วยนะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ การกีฬา สนามกีฬาจังหวัดมุกดาหารไม่มีสปอตไลท์ (Spotlight) นะครับ คนที่ไปเล่นกีฬาที่มุกดาหารนี่พอถึงหกโมงเย็นไม่สามารถที่จะเล่นกีฬา ต่อหรือว่าแข่งขันกีฬาต่อได้ ก็ขอให้ทางรัฐบาลจัดงบประมาณไปทำไฟสปอตไลท์ ที่สนามกีฬาจังหวัดมุกดาหารด้วยนะครับ

ส่วนเรื่องนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการระบบขนส่ง สินค้าและบริการ จังหวัดมุกดาหารขอเสนออย่างนี้นะครับ ขอสนับสนุนงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ให้รัฐบาลได้บรรจุในแผนด้วยก็คือ

การก่อสร้างถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางขององค์การบริหารส่วนจังหวัด มุกดาหาร สายบ้านนาโสก-บ้านนาโด่ ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ระยะทาง ๓,๘๐๐ เมตร

เส้นที่ ๒ คือการก่อสร้างถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดมุกดาหาร ระหว่างบ้านหนองนกเขียน ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อยถึง บ้านโคกหินกอง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ระยะทาง ๔,๖๐๐ เมตร

เส้นทางที่ ๓ ก็คือเส้นทางถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางของทางหลวงชนบท หมายเลข มห ๔๐๑๓ ระหว่างบ้านโคกขามเรียน ตำบลดงเย็น อำเภอเมืองมุกดาหาร ถึงบ้านทรายไหลแล้ง ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย ระยะทาง ๕ กิโลเมตร

เส้นทางที่ ๔ ก็คือการก่อสร้างถนนทางหลวงแผ่นดิน ขยายเป็น ๔ ช่องทางจราจร จากตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ไปอำเภอธาตุพนมจังหวัด นครพนม ระยะทาง ๒๗ กิโลเมตร

เส้นทางสุดท้าย การก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายมุกดาหารไปถึงอำเภอ แม่สอด จังหวัดตาก ขอขยายเป็น ๔ ช่องทางจราจร จากอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ถึงอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะทาง ๑๒๕ กิโลเมตร อันนี้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจระหว่างตะวันออกไปสู่ตะวันตกของประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ทางรัฐบาลได้ดำเนินการสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้ เป็นงบประมาณปี ๒๕๕๕ ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดมุกดาหารด้วยนะครับ เพื่อเป็นระบบ การขนส่งสินค้าและการบริการของจังหวัดมุกดาหาร เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอสนับสนุน นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาทุกประเด็นในวันนี้ให้รัฐบาลทำไป แม้ว่าจะมีบุคคลใด บุคคลหนึ่งยังคัดค้านหรือว่ายังสงสัยในประเด็นต่าง ๆ นั้น ก็ขอให้รัฐบาลได้มีกำลังใจ ได้ทำหน้าที่ต่อไปเพื่อประโยชน์พี่น้องประชาชนโดยไม่ต้องแบ่งฝ่ายนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ภาคไหน ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง ก็เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในชาติได้ก็ดำเนินนโยบายตามรัฐบาลที่ได้แถลง ต่อรัฐสภาในวันนี้ด้วยนะครับ กราบขอบคุณครับ สวัสดีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านพายัพ ปั้นเกตุ ท่านมีเรื่องด่วนขอปรึกษา ขอหารือครับ เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอกราบหารือท่านประธานในเรื่องของการถ่ายทอดสด ในขณะนี้ในช่วงเวลา ๑๙.๓๐ นาฬิกา เมื่อสักครู่นี้ทางทีวีช่อง ๑๑ อ้างว่าจะไปถ่ายทอดข่าว ในพระราชสำนัก ซึ่งประชาชนก็คงไม่ขัดข้อง แล้วในสภาแห่งนี้ก็คงไม่ขัดข้อง แต่ปรากฏว่า ทางช่อง ๑๑ ได้ไปดำเนินการถ่ายทอดการทำกับข้าวแล้วก็ข่าวกีฬา ซึ่งประชาชนท้วงมาว่า ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญในการอภิปรายเรื่องนโยบายของรัฐบาลในสภาแห่งนี้ประชาชน สนใจมาก จึงขอความกรุณาหารือท่านประธานว่าทำอย่างไรเราจึงจะมีการถ่ายทอด ในช่วงสำคัญ ๆ ที่เป็นช่วงสุดท้ายในการถ่ายทอดการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในช่วงนี้ได้ ขอหารือท่านประธานและรบกวนประธานช่วยสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เดี๋ยวจะให้ สำนักงานเลขาธิการติดต่อไปนะครับ ท่านต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ครับ

พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี วุฒิสมาชิกสรรหา วันนี้ขอมาพูดในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมอยากจะเรียนแสดงความรู้สึกว่า การที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อทางรัฐสภาเพื่อให้ทางรัฐสภา ได้มีการสอบถามแล้วก็อภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลได้ร่างนโยบายมาให้พวกเรา ทุกคนได้พิจารณา

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนโยบายเร่งด่วนของทาง คณะรัฐมนตรีในข้อที่ ๑.๑๑ กระผมอยากจะบอกว่าเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับเรื่องการรับจำนำ ผลิตผลทางด้านการเกษตรที่รัฐบาลได้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผมห่วงใย และหวังดีต่อนโยบายของรัฐบาลนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าจากการที่ผมเองเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือกนาปรัง นาปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ จนกระทั่งปี ๒๕๕๑ ตลอดมานั้น ผมขอกราบเรียน ว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงพอสมควร รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับประมาณไม่ถึง ๑๐ ปี ท่านประธานครับ ทุกขั้นตอนของโครงการที่รับจำนำที่ผ่านมาที่ผมตรวจสอบกับ คณะกรรมาธิการด้วยนั้น ทุกขั้นตอนมีการทุจริต คนที่รับประโยชน์จากโครงการนี้มีหลายส่วน ตั้งแต่กระบวนการของการรับแจ้ง รับจดทะเบียน ชาวนาก็ดี หรือผู้ที่ประกอบการปลูกพืช ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลังก็ดี ไม่ว่าเป็นข้าวโพดก็ดี รวมทั้งลำไยด้วย ที่ผมตรวจสอบ เจ้าของโกดังก็มีปัญหา เนื่องจากโกดังส่วนใหญ่นั้นผมจะบอกทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่านักการเมืองเหล่านี้แหละครับเป็นเจ้าของ เจ้าของโรงสีก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมอยากจะบอกว่าเจ้าของโรงสีมีส่วนอย่างมากในการที่จะทำให้โครงการรับจำนำนั้น มีปัญหามากมาย มีการยักยอก มีการฉ้อโกง มีการลักทรัพย์ โดยเฉพาะข้าวและสิ่งของ พืชเกษตรที่รับจำนำไว้เอาไปดำเนินการหมุนเวียนแทบทั้งสิ้น ผู้ส่งออกมีรายใหญ่ ๆ อยู่แค่ ๕-๖ เจ้าที่ครอบคลุมตลาดการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้าหรือข้าวหอมมะลิก็ดี ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดก็ดี ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลังก็ดี ไม่ว่าจะเป็นลำไยก็ดี ผมอยากจะเรียนว่า เหมือนจะเป็นรูปแบบทั้งทุกส่วนนั้นมี ๕ เสือใหญ่ครอบครองตลาด มีอิทธิพลต่อการส่งออก แทบทั้งสิ้น แล้วอยากจะบอกว่าที่ปรึกษาของนักการเมืองทั้งหลายนั่นแหละคือที่ปรึกษา ของห้างใหญ่ ๆ หรือบริษัทใหญ่ ๆ ทั้ง ๔-๕ พืชที่ผมอยากจะกล่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แทบทั้งหมด แล้วผลประโยชน์เหล่านั้นตกอยู่กับนักการเมืองส่วนหนึ่ง พ่อค้าส่วนหนึ่ง แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งที่มีปัญหามากคือเรื่องการเข้าโควตาในการที่จะใช้สิทธิในการที่จะ เข้าโครงการเหล่านี้ได้มีการวิ่งเต้นเซอร์เวเยอร์ (Surveyor) ที่ควบคุมการดูแลคุณภาพข้าว ต่าง ๆ ก็มีปัญหา มีการวิ่งเต้น แล้วก็ตรวจสอบคุณภาพก็ไม่จริง ปล่อยปละละเลย ให้มีการสูญเสียมากมายมหาศาล สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องสูญเสียปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ประชาชนผู้ที่ได้รับการจำนำนั้นครอบครัวหนึ่งรับได้ไม่กี่หมื่นบาท อันนี้ผมถือว่า เป็นนโยบายที่ค่อนข้างจะเสี่ยงสำหรับรัฐบาลนี้พอสมควร จากการที่ผมมีการตรวจสอบ ผมอยากจะบอกว่าได้มีการรายงานให้ทางรัฐบาลที่แล้วทราบตั้งแต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ปรากฏว่ารัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัครได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายบางส่วน เพื่อป้องกันการกระทำเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตนี้พอสมควร แล้วต่อมารัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ท่านได้มีการปรับปรุงเป็นระบบประกันรายได้ ผมก็ถือว่า ในส่วนนี้ท่านรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ถือว่าได้แก้ไขปัญหาไปส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นที่เป็นห่วงเป็นใย ก็เนื่องจากว่าปัญหาเรื่องการจำนำพืชผลทางการเกษตรนั้นมีปัญหามากมาย ผมอยากจะเรียน ท่านว่าถ้าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลเรื่องนี้อยู่นั้นควบคุม ผมเชื่อว่าบางครั้งรายละเอียดต่าง ๆ ในการทุจริตนั้นทางรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าการยักยอก การฉ้อโกง ในลักษณะที่เกิดขึ้นที่จังหวัดบางจังหวัดนั้นเหมือนกับมีการแรลลี่ (Rally) แรลลี่ข้าว ใครเคยได้ยินบ้าง แรลลี่ข้าวคือมีการรู้กันว่าถ้าใครจะมาตรวจข้าว โรงนั้นเอาข้าวไปขายก่อน โรงสีเอาข้าวไปขายก่อน ก็จะเอาโรงอื่นไปช่วยเพื่อให้ตรวจครบ แล้วก่อนไปตรวจเจ้าหน้าที่เอง จะบอกว่าวันนี้คณะกรรมการจะไปตรวจ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งผมอยากจะบอกว่า เป็นการทุจริตมากมายในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นผมอยากเรียนให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ดี ได้ตระหนักและมีมาตรการในเรื่องนี้โดยเข้มงวด ผมอาจจะมองว่าบางครั้งผมยังมองว่า รองนายกรัฐมนตรีที่ควบคุมกระทรวงพาณิชย์ด้วยอาจจะไม่ทันเกมด้วยซ้ำไป ในเรื่องของการทุจริตของโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตร ผมถึงอยากให้ ท่าน พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ ซึ่งเป็นนายเก่าผม ผมเห็นว่าคนนี้เป็นคนซื่อตรงเที่ยงตรง เข้ามาควบคุมดูแล ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ๘ นาทีเองหมดแล้วหรือครับ อีก ๔ นาที หรือเปล่าครับ ผมหมดแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมมี ๒ เรื่องก็ขออนุญาตเอาไว้คราวหน้าครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านดิเรก ถึงฝั่ง ครับ

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา นนทบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่องที่จะอภิปรายเพียง ๒-๓ เรื่องด้วยเวลาที่มีอยู่จำนวนน้อย ท่านประธานที่เคารพ ผมอ่านนโยบายของรัฐบาลผมดีใจและชื่นใจ ที่ดีใจและชื่นใจอะไรทราบไหมครับ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลข้อแรกเลยก็คือว่าท่านต้องการให้มีการปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งนั่นเป็นแนวทางที่ผมและคณะทีมงานได้กระทำในสิ่งเหล่านี้เสนอรัฐบาลและผลักดัน รัฐบาลมาโดยตลอดว่าการที่ประเทศเรานั้นจะแก้ปัญหาความแตกแยกและขับเคลื่อน เดินไปสู่การดำเนินนโยบายในการแก้ปัญหาให้แก่ชาติบ้านเมืองนั้น สิ่งแรกที่จะต้องแก้ก่อน ก็คือเรื่องของการปรองดองสมานฉันท์ ผมได้แนะนำไว้ในเอกสารค่อนข้างมากว่าวิธีการนั้น ควรจะทำอย่างไร และผมก็พูดต่อไปว่าการสมานฉันท์หรือการปรองดองนั้นจะต้องเริ่ม ที่รัฐบาลก่อน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ที่ริเริ่มในการดำเนินการในสิ่งนี้มันจึงจะเดินไป สู่การปรองดองได้ และบัดนี้รัฐบาลก็ได้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนอันที่ ๑ ตรงนี้แหละ ซึ่งเป็นความพึงพอใจอย่างยิ่ง ผมอยากให้การปรองดองนั้นขับเคลื่อนเดินไปได้ด้วยดี ในแนวทางที่ผมได้เสนอไว้นั้น ในข้อที่ ๑ เลยว่าต้องลดวิวาทะ ลดอคติ ลดการใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งกันและกัน ไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ ลดเงื่อนไขเก่าลง และในที่สุดก็นำไปสู่การเจรจากัน เห็นไหมครับในที่สุดจะต้องนำไปสู่การเจรจากันมันถึงจะนำไปสู่การปรองดองที่ถูกต้องได้ รายละเอียดเราได้เสนอไว้เยอะแยะแต่เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาพอที่จะอธิบาย แต่ผมชื่นชมว่า แนวทางของรัฐบาลนั้นถูกต้องแล้วจะต้องเริ่มด้วยการปรองดองสมานฉันท์และอย่างอื่น มันจะตามมาหมด มันจะค่อย ๆ ไปได้ด้วยดีด้วยการเจรจากันไปทีละขั้นทีละตอน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดอภิปรายในวันนี้

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาเรื่องช่องว่าง เรื่อง ๓๐๐ บาท เรื่อง ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นผมเห็นด้วย ทำไมครับผมจึงเห็นด้วย ท่านลองหลับตานึกภาพดูนะครับว่ารายได้วันละ ๓๐๐ บาท เดือนหนึ่งเท่าไรครับ ๙,๐๐๐ บาท ถ้าเราหักวันอาทิตย์ออกไป ๔ อาทิตย์ เหลืออยู่เพียง ๗,๘๐๐ บาท ถ้าไม่หัก ก็แค่ ๙,๐๐๐ บาท นึกภาพดูสิครับว่าครอบครัวหนึ่งมีเงิน ๙,๐๐๐ บาท เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานไปด้วย รอดไหมครับ ทั้งค่าใช้จ่ายทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งลูกเต้าที่จะต้องเรียนหนังสือด้วย ๙,๐๐๐ บาทนั้น ไม่พอแน่นอน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองที่จะเป็นตัวที่ทำให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างคนรวย กับคนจนได้ ส่วนหนึ่งก็คือทำให้ช่องว่างนั้นมันแคบลงมาบ้าง ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้กล่าวและพูดมาตลอดว่า มนุษย์ในโลกนี้ไม่ว่าจะปกครอง อยู่ในระบบใด ทุกประเทศในโลกนี้ไม่ว่าจะปกครองในระบบใด จะเป็นเผด็จการ เป็นคอมมิวนิสต์ หรือเป็นประชาธิปไตย แนวคิดของคนทั้งโลกเหมือนกันอยู่หมดครับว่า ทุกคนต้องการมีความเป็นอิสระ เสรี ได้รับความเป็นธรรม และมีความอยู่ดีกินดี ถ้าไม่ได้รับ ในสิ่งเหล่านี้จะปกครองโดยอะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดมันก็จะก้าวไปสู่ความเป็นจลาจล เพราะฉะนั้นการยกระดับความอยู่ดีกินดีด้วยการเพิ่มรายได้นั้นมันจะเป็นตัวหนึ่ง ที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นแคบลงมา คนที่รวยแล้ว นักธุรกิจที่มีความมั่งคั่ง มั่นคง ท่านอาจจะมองว่าท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไปในบางส่วน ผมกราบเรียนท่านว่า ถ้าท่านมองในอนาคตไกล ท่านเสียในส่วนนี้เวลานี้ กับวิธีการที่รัฐบาลจะนำสู่การแก้ปัญหา ดีกว่าการที่จะต้องให้ไปสิ้นสุดด้วยการเกิดการจลาจล แนวคิดที่ผมได้กล่าวมานั้นเป็นแนวคิด ที่คนทั้งโลกมีความคิดเหมือนกันหมดเลยก็คือ ความมีอิสรภาพ เสรี ความเป็นธรรมในสังคม และความอยู่ดีกินดี ไม่ใช่ว่าคนรวยเท่านั้นที่อยู่ดีกินดี คนจนก็จะต้องอยู่ดีกินดีได้ด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมจึงสนับสนุนเรื่องรายได้ เพียงแต่ว่าท่านจะต้องไปทำกระบวนการ ในส่วนนี้ให้เกิดแนวทางที่ไปกันได้ในทุกฝ่าย ให้สังคมยอมรับว่านี่คือวิธีการที่จะให้บ้านเมือง เราเดินไปสู่ความปกติสุข นี่เป็นเรื่องที่ ๒

เรื่องที่ ๓ เรื่องของยาเสพติด ผมเองพึงพอใจเนื่องจากว่าในอดีตพวกเราเคย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เคยทำงานเรื่องการปราบปรามยาเสพติดมาแล้ว ผมอยากจะเสนอ แนวทางว่าขอให้ท่านนำแนวทางเดิมคือการเอกซเรย์หาผู้ค้า หาผู้เสพ และเข้าสู่กระบวนการ จับกุมตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ได้หมายถึงการฆ่าตัดตอนนะครับ เราไม่ส่งเสริมให้มี การฆ่าตัดตอน แต่เราต้องการให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กล่าวคือท่านจะต้องบูรณาการ กันทุกฝ่ายในจังหวัด ตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล โดยให้คณะกรรมการหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจในท้องที่ เอกซเรย์ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล แล้วก็แยกผู้ค้าแยกผู้เสพออกมาให้ได้ ผู้เสพ ก็นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ผู้ค้าท่านต้องใช้มาตรการทางกฎหมายจับกุมอย่างจริงจัง โดยกำหนดเป็นห้วงเวลาให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการจับกุม อย่างเฉียบขาด จับกุมอย่างรวดเร็ว โดยมีกำหนด ระยะเวลาเป็นระยะ ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่ายาเสพติดในพื้นที่นั้นจะหายไป ผมอยากให้กลับมาใช้วิธีเอกซเรย์เหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ฆ่าตัดตอนนะครับ

ท่านประธานที่เคารพ ผมมีเวลาเพียงนิดเดียว เหลืออีก ๓๐ วินาทีก็จะจบแล้ว ผมฝากทั้ง ๓ ข้อนี้ไปสู่รัฐบาลว่าขอให้รัฐบาลได้ดำเนินการส่วนนี้อย่างจริงจัง จะนำไปสู่ การแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้เป็นอย่างดีครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ท่านประธานอย่าเพิ่ง เดินนาฬิกานะครับ ผมอาภัพกว่าท่านดิเรกอีก ผมมีแค่ ๕ นาทีเอง ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายคำแถลงนโยบายในประเด็นข้อที่ ๕ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในประเด็น ๕.๒ คือนโยบายแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งนะครับ แล้วก็ ๕.๗ นโยบาย ถมทะเลสร้างเขื่อนและเกาะเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม. ซึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยภาษา ที่คลุมเครือนะครับ ถ้าอ่านไม่ดีก็ไม่เจอคือท่านเขียนไว้ว่า ดำเนินการศึกษาอย่างรอบคอบ ในเรื่องของความจำเป็นของโครงการพัฒนาเขื่อนและเกาะเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ และภาคกลางให้ปลอดภัยจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการละลายของน้ำแข็ง ขั้วโลกตามสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนะครับ คือทีแรกตอนหาเสียงนี้บอกว่าจะแก้ปัญหา น้ำท่วม กทม. โดยสร้างเกาะใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยานะครับ กว้าง ๑๐ กิโลเมตร ยาว ๓๐ กิโลเมตรท่านช่วยดูในนี้ท่านจะเห็นนะครับ นี่ก็คืออ่าวไทยชั้นในที่สุดอ่าว ก. ไก่ ประเทศเรามีสุดยอดอ่าวอยู่ ๓ อ่าว ก็คืออ่าว ก. ไก่ อ่าวบ้านดอน แล้วก็อ่าวพังงานะครับ อ่าว ก. ไก่ นี้เป็น ๑ ใน ๑๗ อ่าวที่ดีที่สุดในโลกใบนี้นะครับ ซึ่งในอ่าว ก. ไก่ ชั้นในนี้ จะเป็นทะเลตรงทั้งหมด ถ้ากล้องโคลส (Close) เข้ามาใกล้ก็จะเห็นแพลงค์ตอน (Plankton) พืชบูมเต็มอ่าวหลังน้ำหลากที่บอกว่าปล่อยน้ำท่าลงทะเลสูญเปล่านั้น ไม่จริงนะครับ ตรงนี้เป็นขุมทรัพย์ของเรานะครับ ทีนี้ตำแหน่งที่ท่านจะสร้างก็คือ จากปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการกับบางขุนเทียนบางส่วนยาวไปถึง จังหวัดสมุทรสาคร อันนี้ก็ตามที่ผมผสมข้อมูลจากท่านปลอดประสพกับท่านสุชาติ ธาดาธำรงเวช จากข่าวหนังสือพิมพ์กับจากรายการคมชัดลึกนะครับ ทีนี้เกาะกว้าง ๑๐ กิโลเมตร ยาว ๓๐ กิโลเมตร ก็จะเป็นเนื้อที่ ๓๐๐ ตารางกิโลเมตรนะครับ ๑๘๐,๐๐๐ กว่าไร่ แต่บางข่าวเขาบอกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ เอาไว้ใช้ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ขายนายทุนสัก ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ไร่ละ ๒๐ ล้านบาท ก็จะได้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการนี้จะลงทุน ๑.๘ ล้านล้านบาทนะครับ พื้นที่นี้ถ้าคำนวณว่าจะใช้ทรายเท่าไร หรือใช้ ดินถมเท่าไรนะครับ ก็คือ ๑ ตารางกิโลเมตรเท่ากับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรนะครับ ถ้าพื้นที่ขณะนี้ก็จะใช้ทราย เนื่องจากทะเลตรงนี้ห่างฝั่ง ๑๐ กิโลเมตร ถมออกไปอีก ๑๐ กิโลเมตร เพื่อจะให้สูงน้ำนี่ ชายฝั่งตรงนี้ก็จะมีความลึกตั้งแต่ ๖-๗ เมตรไปถึง ๑๐ เมตร ถ้าจะถมให้พ้นน้ำก็จะต้องใช้ทรายประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านคิว ใหญ่กว่าเดอะปาล์มที่ดูไบ เป็น ๑๐๐ เท่า แต่ตรงนี้ท่านก็เห็นแล้วว่ามีแม่น้ำ ๕ สายไหลมาออกก็คือบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง แล้วก็แม่น้ำเพชรบุรี เหนือแหลมหลวงขึ้นมานี้เป็นหาดเลน ทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่หาดทราย แต่ตรงนี้เป็นขุมทรัพย์ของประเทศเรานะครับ ทีนี้อ่าวชั้นใน น้ำยกตัวสูงที่สุดกว่าอ่าวใดในประเทศก็เพราะว่าอ่าวไทยนี่ปากกว้าง ตูดแคบ เมื่อเข้ามาถึง อ่าว ก. ไก่นี่น้ำจะยกขึ้นสูง ๓ เมตรกว่า แม่กลองอยู่ตรงมุมนี้ตรงหัว ก.ไก่ น้ำขึ้นสูงสุด ๓.๙๐ เมตร ในอ่าว ก. ไก่ ไม่มีจังหวัดใดน้ำขึ้นลงสูงกว่าแม่กลอง แต่เหตุไฉนแม่กลอง น้ำไม่ท่วม อันนี้ก็เพราะว่าเราไปนับถือฝรั่งเป็นบิดานะครับ ถ้าคิดจะแก้ปัญหานี้ต้องไปถาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งน้ำขึ้นลงแค่เมตรกว่า เรานี่ขึ้นลง ๓ เมตรกว่านะครับ แต่บรรพบุรุษ เราสร้างบ้านแปลงเมืองอย่างไร เราไม่เคยเรียนรู้จากบรรพบุรุษเรา นี่คือภาพกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ ๔ เป็นเครือข่ายทางน้ำแบบนี้เต็มไปหมด เหลือนาทีเดียวแล้วหรือ แต่ว่าแม่กลองนี้ยังเป็นเครือข่ายทางน้ำที่รักษาไว้ได้อยู่นะครับ ทีนี้ถ้าเราถมทะเล จะเกิดอะไรขึ้น นี่คือมาบตาพุด แหลมฉบัง เมื่อคุณถมทะเลลงไปตักทรายข้างหน้ามาใส่ มันจะเกิดการกัดเซาะนี่ที่หาดแสงจันทร์ ถ้าท่านกันการกัดเซาะในแนวขนานฝั่งมันจะกัดหาด เว้าเป็นวงพระจันทร์แบบนี้ ถ้าป้องกันการกัดเซาะเป็นตั้งฉากกับฝั่งมันจะเกิดการงอกซีกหนึ่ง แล้วพังอีกซีกหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นคดีคาศาลปกครองจังหวัดสงขลาอยู่ในขณะนี้ ผมก็พูดได้ แค่นี้นะครับ ท่านสมาชิกท่านมีบุญได้ฟังแค่นี้ก็ขอบพระคุณครับ ก็หวังว่าอย่าได้ทิฐิมานะ แล้วบอกว่าเมื่อเถียงกันมากก็จะไปจ้างบริษัทที่ปรึกษาเหมือนโครงการแหลมผักเบี้ยเสียไป ๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่โครงการนี้ ๑.๘ ล้านล้านบาท ถ้าจะต้องไปจ้างบริษัทที่ปรึกษา ผมก็ไม่ทราบว่าจะใช้เงินกี่ร้อยล้านบาท กี่พันล้านบาท แต่ว่าชาวประมงชายทะเล ชายฝั่งทุกนี่ทราบปัญหานี้นะครับ และเรามีชายฝั่งยาว ๒,๖๐๐ กิโลเมตร พังวิกฤติอยู่แบบนี้ ก็คือ ๑-๕ เมตรต่อปี ๖๐๐-๗๐๐ กิโลเมตร แล้วสารพัดรูปแบบนะครับ ทั้งไส้กรอกทราย ทั้งกรอย-ทีกรอย ทั้งเขื่อนกันทรายครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนันท์ สิงห์สมบุญ ๔ นาทีนะครับ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สักครู่ครับ ท่านรัฐมนตรี เชิญครับท่าน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม นายปลอดประสพ สุรัสวดี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะครับ เหตุที่ผมจำเป็นจะต้องขออนุญาตใช้เวลา ให้รายละเอียดเรื่องนี้สักนิดหนึ่งนะครับ ก็ด้วยเหตุผล ๒ อย่าง

อย่างที่ ๑ ในนามของพรรค ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการของพรรค ทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านทะเล ก็ได้เป็นคนเขียนและอธิบายเรื่องนี้ในระดับหนึ่ง

ข้อที่ ๒ ก็คือว่า ๒ วันมานี้นะครับ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติพูดถึงเรื่องนี้ หลายท่าน อย่างน้อยมี ๒ ท่านที่พูดค่อนข้างละเอียด กราบเรียนว่าที่ท่านกังวลและพูดมานั้น ผมไม่เถียงเลย แต่ที่ท่านพูดมากับที่เราคิดมันคนละเรื่องกันครับ ถามว่ามันคนละเรื่องกัน อย่างไร ผมอยากจะขึ้นต้นอย่างนี้ว่าทั้งหลายแหล่ในเรื่องนี้มันเกิดขึ้นจากความวิตกกังวลของ ท่านนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย และปัจจุบันของรัฐบาลนะครับ ที่เป็นห่วงว่าประเทศ ไทย ผมย้ำนะครับประเทศไทยจะเสียหายจากการที่น้ำท่วมโลก น้ำท่วมโลกนะครับผม อยากจะย้ำอย่างนี้ อยากขอเรียนว่าตั้งแต่โลกเราเกิดมา ๔,๐๐๐ ล้านปีนี่ โดยประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านปี ตัวเลขเยอะนะครับ โลกและประเทศไทยถูกน้ำท่วมมาตลอด เพราะโลก ของเรานี้ร้อนบ้าง หนาวบ้าง เป็นธรรมดาตามประสาโลก เอาช่วงสั้น ๆ นะครับ ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ปีที่ผ่านมานี้เฉพาะประเทศไทย แน่นอนครับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ปีมามันยัง ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะเป็นประเทศไทยมาแค่ ๑,๐๐๐ ปี เอาว่าแผ่นดินตรงนี้ก็แล้วกัน ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ปีท่วมมาแล้ว ๔ ครั้ง ครั้งสุดท้ายท่วมมาเมื่อ ๘,๐๐๐ ปีที่แล้ว ถ้าผมพูด ตัวเลข ๑,๐๐๐,๐๐๐ ปีก็แปลว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านปีเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เกิดครั้งสุดท้าย เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีที่แล้วก็แปลว่าถ้าปฏิทินเป็นอย่างนี้ ก็รอไปอีกสัก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าปีจะท่วม แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ผมอยากเรียนนิดหนึ่งนะครับ ท่านก็อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ เวลามันท่วม มันท่วมแค่ไหน จากข้อมูลทางด้านธรณีวิทยา ไม่ใช่ผมโม้ส่งเดชนะครับ เพราะเขาขุดดินดูชั้นดินแล้วก็ไปตรวจคาร์บอนฟูลธิน กรุงเทพฯ นี่แหละครับ บริเวณกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้เรียกว่ากรุงเทพฯ นะครับ เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีที่แล้ว ก็ไม่เรียกว่ากรุงเทพฯ จะท่วมประมาณ ๗ เมตร ถามว่า ๗ เมตรแค่ไหน ก็ยอดเสาธงละครับ ถามว่า ๗ เมตรนี่ท่วมแค่ไหนในภาคกลาง ทางเหนือก็ลพบุรีครับ ตะวันตกก็สุพรรณบุรี ตะวันออกก็กบินทร์บุรี หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่าประเทศไทยจะถูกท่วมไปประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และเป็นจุดอู่ข้าวอู่น้ำ ตอนนี้เราเผชิญปัญหาโลกร้อน โลกร้อนเมื่อกี้ผมเรียน ท่านตั้งแต่ต้นแล้วว่า ร้อน ๆ หนาว ๆ เป็นธรรมดาของโลกเกิดมาเสมอ แต่คราวนี้ เขาเรียกเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เราพัฒนาทางอุตสาหกรรมมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไปในบรรยากาศเยอะแยะไปหมด ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ก็เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ อย่างน้อย ๒ เท่าในขณะนี้ โมเดลของฝรั่งก็บอกว่า ที่ว่า ๒๕๐,๐๐๐ ปีเกิดขึ้นครั้ง มันไม่ใช่นะครับ มันจะเร็วกว่านั้นเยอะแยะ อเมริกันบอกว่าน่าจะเริ่มสัมผัสน้ำท่วมในอีก ๒๐๐ ปีข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์อเมริกันนะครับ เชื่อไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่ แต่นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย เนื่องจากประเทศเขาเป็นเกาะ บอกว่าไม่เชื่อ เราน่าจะสัมผัสน้ำท่วมได้ภายในอีก ๒๐ ปี ถามว่าเวลาสัมผัสนี่สัมผัสได้แค่ไหน โดยประมาณก็จะขึ้นปีละประมาณ ๕ มิลลิเมตร ๕ มิลลิเมตรก็แปลว่า ๑๐ ปีก็ ๕ เซนติเมตร ๑๐๐ ปีก็ ๕๐ เซนติเมตร ผมอยากเรียนว่า ขณะนี้กรุงเทพฯ เป็นประเทศไทยแล้วนะครับตอนนี้ ทรุดลงไปนี่ ๑ เมตรโดยเฉลี่ย สมมุติว่า ในหน้าน้ำ น้ำขึ้นสูงสุด สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ๒ เมตร ก็แปลว่าท่วมเพียง เซนติเมตร ๒ เซนติเมตรก็ท่วมแล้วครับ คือท่วมไปตรงที่มันเป็นหลุม แต่เอาเถอะยังมีข้อมูล อีกนะครับ มีนักวิทยาศาสตร์บางคนซึ่งผมว่าถึงไม่เชื่อก็ต้องฟังเขา เขาก็บอกว่าถ้าเราคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ได้ ถ้าปล่อยให้คาร์บอนไดออกไซด์ มีเพิ่มขึ้นถึง ๔ เท่า ซึ่งผมก็ไม่อยากเชื่อว่าเราจะคุมไม่ได้ แล้วจะเกิด ๔ เท่า เพราะถ้า ๔ เท่า ปริมาณน้ำแข็งที่ละลายจะทำให้น้ำท่วมมากกว่าที่ผมพูดเมื่อกี้ ๑๐ เท่า เมื่อกี้ผมได้เรียนต่อ ที่ประชุมว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ๗ เมตร ๗ เมตรนี้เคยท่วมครั้งสุดท้ายเมื่อ ๘,๐๐๐ ปีที่แล้ว ก็แปลว่าจะท่วม ๗๐ เมตร ถามว่า ๗๐ เมตรแค่ไหนครับ ยอดภูเขาทองครับ เมื่อท่วม ๗ เมตรนะครับ เมื่อกี้ผมเล่าว่าท่วมถึงลพบุรี ท่วมถึงกบินทร์บุรีถึงสุพรรณบุรี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ แต่ถ้าท่วม ๗๐ เมตร ประเทศไทยหายไปครึ่งหนึ่งครับที่ไปจับกันแถว ๆ ปากช่อง โคราชนะครับ ที่ชอบไปอยู่แถวนั้นเพราะกลัวน้ำท่วม ไม่ต้องห่วงครับถึงไปอยู่ตรงนั้นน้ำก็ท่วม แน่นอนครับ เพราะมันท่วม ๗๐ เมตร ตอนนี้ต้องถามว่าทำอย่างไรนะครับ เราเชื่อข้อมูล วิทยาศาสตร์นี้ไหม เขาเชื่อกันทั้งโลกครับ หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในที่ต่ำ ประเทศที่เป็นเกาะเขาก็ไปศึกษานะครับ แล้วก็หาทางป้องกันว่าจะทำอย่างไร เราก็มีหน้าที่ จะต้องวิตก เชื่อในวิทยาศาสตร์ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พยายามจะให้คนไทยเชื่อในทางวิทยาศาสตร์นะครับ ไม่ใช่ไปนับกล้วย แล้วก็ไปซื้อลอตเตอรี่ แต่โชคร้ายครับ เบอร์รถของท่านนายกรัฐมนตรีผมดันถูกลอตเตอรี่ทำให้คำอธิบายผมเป็น ปัญหาขึ้นมาทันที ผมพูดให้มันสนุกเล่น ท่านประธานครับ มันยังไม่ท่วมใช่ไหม ใช่ มีแนวโน้ม จะท่วมใช่ไหม ท่วมแน่ เพราะโดยธรรมชาติมันก็ท่วมอยู่แล้วด้วยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผมบอกแล้วว่ามันมีมากขึ้น มันมาแน่และมาเร็ว รัฐบาลนี้ต่อให้อยู่อีก ๑๐ สมัย ๔๐ ปี ไม่ต้องทำอะไรก็ได้แต่มันสมควรไหมครับ เราคิดว่าในเมื่อเหตุมันจะเกิดแน่นอน แล้วมันเป็น เหตุเภทภัยที่อันตรายเหลือเกิน ก็ต้องศึกษาเตรียมพร้อมว่าจะป้องกันประเทศไทยอย่างไร ทั้งที่ท่วมน้อยที่สุดจนท่วมสูงสุด คราวนี้ป้องกันย่างไรครับถามว่าป้องกันอย่างไร เวลานี้ น้ำท่วมภาคกลางหรือกรุงเทพฯ เป็นการท่วมจากน้ำฝนมาเป็นน้ำท่า แล้วก็ไหลมาตามแม่น้ำ เจ้าพระยา แล้วก็มาเจอน้ำทะเลสูงในช่วงเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม สิ่งที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ก็คือสูบน้ำออกในพื้นที่ลุ่มกับ ๒. ก็คือว่าทำเขื่อนกั้นริมแม่น้ำ เจ้าพระยา เขื่อนกั้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาหรือแม่น้ำใด ๆ ก็ตามในกรุงเทพฯ สร้างอย่างไร ก็สูงไม่เกิน ๓ เมตร เพราะถ้าสูงเกิน ๓ เมตร คนกรุงเทพฯคนธนบุรีก็จะต้องอยู่ใต้เขื่อนหมด เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หนทางเดียวที่จะป้องกันน้ำท่วมจากน้ำทะเล ผมขอย้ำ ไม่ใช่จากน้ำ จากฟ้าตกไปทางเหนือไหลมาจากน้ำทะเลนะครับก็ต้องกั้นไม่ให้น้ำทะเลท่วมประเทศไทย และกรุงเทพฯ ถามว่าทำอย่างไร ทำได้ ๒ ทางครับอันที่ ๑ สร้างที่ริมฝั่งเลย ตลอดแนวตั้งแต่ หัวหินแล้วอ้อมมานะครับ ไปถึงพัทยา แต่คงจะลำบาก สร้างง่ายครับ แต่ประชาชนลำบาก แน่นอน เพราะอยู่อาศัยเต็มไปหมดต้องย้ายคนไม่รู้สักกี่ล้านคน แต่ยิ่งกว่านั้นในทาง วิศวกรรม การสร้างประตูน้ำขนาดใหญ่ที่ปากแม่น้ำ ตั้งแต่ท่าจีน แม่กลอง เจ้าพระยา บางปะกงเป็นเรื่องยากมาก ขณะนี้มีเขื่อนที่ปากแม่น้ำอยู่แห่งหนึ่งหมดไป ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบดี ใช้ไม่ได้ เพราะมันอยู่ใกล้ปากแม่น้ำ เกินไป เขาเรียก เรโซแนนซ์ (Resonance) เวลาน้ำขึ้น เกิดพายุมันพ้นตลิ่งท่วมหมดสร้าง ไม่ได้ สร้างลึกไปในทะเลนิดเดียว นิดเดียวนะครับ ก็คงจะไม่ดี เพราะคนอยู่ริมฝั่ง มองไม่ต้อง เห็นทะเลเห็นแต่เขื่อนแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องทางวิศวกรรม เพราะบริเวณริมทะเล เฉพาะโคลน อย่างเดียวลึกเฉลี่ย ๒๐-๒๕ เมตร ตอกเข็มด้วยนะครับ ตัวเข็มก็ต้องลึก ๒๕ เมตร แล้วก็ผสม ด้วยน้ำท่วมอีกตกลงก็ไม่ต้องทำอะไร ถามว่าทำอย่างไร ก็ต้องมองลึกลงไปในทะเล ลึกลงไป ลึกแค่ไหนลึกไปเท่าที่สันทรายมันมี สันทรายมันอยู่ที่ไหน สันทรายมันอยู่ห่างจากฝั่ง ประมาณ ๑๕-๓๐ กิโลเมตร นั่นคือที่มาของตัวเลข ๑๕-๓๐ กิโลเมตร สันทรายตรงนี้พาด จากไหนครับพาดโดยประมาณจากเพชรบุรีไปถึงชลบุรี เพราะฉะนั้นในทางวิศวกรรม แบบฝัน ๆ เขาบอกโอเคที่ที่จะสร้างดีที่สุดก็ต้องสร้างบนสันทรายเพราะมันแข็ง จากไหน ก็จากประมาณเพชรบุรีนั่นละครับ ข้ามไปชลบุรี ถามว่าคราวนี้สร้างอย่างไร จะสร้างอย่างไร จะสร้างเขื่อนถมเป็นเขื่อนตันนะครับ น้ำไหลไม่ได้ กระแสน้ำไม่มี ผู้คนเดือดร้อน อย่างนั้นไหม ไม่มีครับ ใครคิดอย่างนั้นก็ถือว่าแย่นะครับ เอาความรู้ ป. ๔ มาคิด ก็จะสร้างเป็นคล้าย ๆ กับถนน ถ้าสร้างวันหน้าวันไหนไม่รู้ เท่าที่คิดได้วันนี้นะครับ เป็นแค่ถนน ๔ เลนก็ได้ ๖ เลนก็ได้นะครับ แล้วก็มีช่องขนาดใหญ่มากเลย แล้วก็มีประตูน้ำ อยู่ข้างใต้ประตูน้ำสมัยนี้สร้างได้ ๒ อย่างครับ อยู่ใต้น้ำก็ได้พออัดลมก็กระดกขึ้นไป หรือเป็นเรือก็ได้ยาวเป็นร้อย ๆ เมตรเลย มาถึงก็จอดปั๊บเอาน้ำเข้าล็อกอิน (Log in) เลย ฝรั่งเขาทำเรียบร้อยแล้ว ในชั้นนี้ถ้าจะสร้างแล้วน้ำมันยังไม่ท่วมก็ทำถนนอย่างเดียว ข้อดีของถนนเป็นอย่างไรครับ ก็ข้ามไปเลยถูกไหมครับ ข้ามไป ประชาชนก็ได้ใช้ บนถนนทำที่ไฟฟ้า คลื่นก็เอามาทำไฟฟ้า แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แปลว่าจะทำครับ เปล่าเลย จะศึกษาว่าจะป้องกันประเทศ จากกรุงเทพมหานครให้พ้นจากน้ำท่วมจากทะเลได้อย่างไร มันมีกี่หนทางนะครับ ทีนี้ถามว่าแล้วถมทะเลมันมาอย่างไร คือทำถนน ต่อไปนี้ผมจะเรียกว่า ถนนนะครับ ถนนที่ว่านี้ซึ่งออกแบบเป็นเขื่อนได้ด้วยในยามจำเป็น ตรงขอบมัน ๒ ข้าง อย่างไรก็ต้องเป็นเขื่อนครับ มันก็อาจจะเป็นเขื่อนดิน เขื่อนทราย ตอนริมของทั้ง ๒ ฝั่ง หรือในบางพื้นที่ถ้าเห็นว่าจำเป็นและเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและไม่มีผลกระทบ ทางสิ่งแวดล้อม จะทำก็ได้เป็นเกาะใหญ่ ๆ สักเกาะหนึ่งเพราะมันอยู่ห่างไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเรื่องของการศึกษานะครับ จะใช้เงินเท่าไรสำหรับผมนะครับก็ต้องยอม เพราะนี่เราจะ เซฟ (Safe) ประเทศไทย เซฟกรุงเทพมหานคร ให้ลูกหลานเราข้างหน้าอยู่ จะมาหวงทำไมครับ

ทีนี้ถามว่าถ้าจ้างจะต้องจ้างใคร ก็ต้องจ้างคนไทยแล้วก็จ้างฝรั่งนะครับ ให้มหาวิทยาลัย ให้ผู้เชี่ยวชาญ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ นะครับในโลกนี้ ขอกราบเรียนโดยสรุปนะครับ ผมพูดมายาวเพราะคิดว่าเป็นความรู้ แล้วก็จะได้ไม่ทำให้ถูกว่านะครับ ทั้ง ๆ ที่เราตั้งใจดีและตั้งใจจะทำล่วงหน้า เพื่อใครก็ไม่รู้ ข้างหน้าเพราะมันเป็นเรื่องยาว แต่ท่านอย่าห้ามเราคิด ท่านอย่าห้ามนักวิทยาศาสตร์คิด ท่านอย่าห้ามเราหวังดี ท่านต้องสนับสนุนเรา คิดป้องกันประเทศของท่าน ทำไม่ทำค่อยว่ากัน อีกทีหนึ่งนะครับ และเอาความรู้ที่ดีที่สุดมาทำ ไม่มีเจตนาร้ายกับผู้ใด โดยเฉพาะตัวผม ผมเป็นอธิบดีกรมประมง ผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้มา ที่พูด ๆ กันทั้งหมดนี้ข้อมูลผมรู้ดีกว่า ด้วยซ้ำไปครับ แต่ผมเคารพความรู้ของท่าน และดีใจที่ท่านก็อุตส่าห์รู้มาขนาดนี้ และจะเอาความรู้ของท่านไปให้เกิดประโยชน์

สุดท้ายครับ เป็นความหวังดีของเรา ขอความกรุณาอย่าตกอกตกใจ อย่าคิดไปในทางที่ไม่ดี สนับสนุนพวกเราทำการศึกษาแล้วหาลู่ทางที่ดีที่สุดแล้วก็ทำ เมื่อถึงเวลาที่ควรจะทำครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนันท์ สิงห์สมบุญ ครับ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น

(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ

นายอรรถพร พลบุตร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (เพชรบุร : ผมขอโทษท่าน ที่กำลังอภิปรายด้วยนะครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงไปเมื่อสักครู่นี้ อาจจะทำให้ท่านผู้ฟัง ผู้ชมทางบ้านเกิดความเข้าใจว่าผมไปห้ามท่านคิด ผมกราบเรียน ท่านสั้น ๆ ใช้เวลานาทีเดียวครับว่าถ้าท่านฟังการอภิปรายของผมเมื่อเที่ยงวันนี้ อย่างกระจ่างแจ้งในช่วงแรกของการอภิปรายผมชื่นชมท่านด้วยซ้ำไปว่ารัฐบาลนี้มีวิสัยทัศน์ ที่ได้เล็งเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแน่ ๆ ในระยะ ๓๐ ปี ๕๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี ต่อไป ผมชื่นชมครับ เพียงแต่ประเด็นที่เราอภิปรายเราชี้ถึงผลกระทบและชี้ว่าจะต้องมี การศึกษาผลกระทบทุกแง่ทุกมุมอย่างรอบด้าน และมีเวลาที่เหมาะสม เราไม่อยากให้มี การแก้ปัญหาปัญหาหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาหนึ่งซึ่งใหญ่กว่า และประเด็นสำคัญ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษนะครับ อย่าว่า อย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ ท่านเสียหายตรงไหนนะครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

คือท่านรัฐมนตรีได้กล่าวเหมือนกับผมหรือท่าน ส.ว. จากแม่กลองไปห้ามท่านคิดครับ ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เหตุที่เราเสนอจริงคือขอให้ศึกษาอย่างรอบคอบก่อนที่จะ ลงมือตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งก็คือว่าในขณะที่ท่านเองยังไม่ชัดเจนเรื่องแนวทาง ท่านไปประกาศเป็นสัญญาประชาคมเอาไว้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ราชมังคลา กีฬาสถาน โดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าจะถมทะเล ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ท่านประกาศไปในขณะที่ยังไม่ได้ศึกษาและยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะถมหรือจะเป็น สะพาน หรือจะเป็นเกาะกลางทะเล ตรงนี้ต่างหากที่เราอภิปรายครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนันท์ ๔ นาทีนะครับ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่ทราบว่า จะให้เวลาพิเศษหรือเปล่าคะ เพราะขึ้น ๒ ครั้งแล้วยังไม่ได้พูดเลยค่ะ ดิฉันจะไปอย่างเร็ว ที่สุดเลยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉัน ขอแสดงความยินดีถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรจิตครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม

ผมขออนุญาต นิดเดียวนะครับ ผมรู้สึกว่าผมเสียหายนิดหน่อยเท่านั้นแหละ แต่ว่าจำเป็นคือที่ผมพูด ผมเพียงแต่อยากจะฝากท่านว่าเมื่อเป็นนโยบายพรรคมันน่าจะคิดมาอย่างตกผลึกแล้ว แล้วที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าทำไมผมถึงยกภาพเมืองแม่กลองให้ดูว่าเมืองแม่กลองน้ำขึ้นลงสูงสุด ในอ่าว ก. ไก่ แต่เหตุไฉนน้ำไม่ท่วม ยังไม่ต้องไปจ้างนักวิชาการหรือชาวต่างชาติที่ไหนหรอก บรรพบุรุษเราสร้างบ้านแปลงเมืองซึ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แล้วก็ตัวเลขที่เป็นที่ยอมรับกัน ตอนนี้ก็คือว่าทะเลโดยรวมนี่มันสูงขึ้น ๒ มิลลิเมตรต่อปีใช่ไหมครับ แล้วผมกลัวว่า เดี๋ยวชาวบ้านจะวิตกจริตว่าน้ำจะสูง ๗ เมตรใน ๒๐๐ ปีข้างหน้า น้ำทะเลนี่มันขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้นไม่ใช่ขึ้นแล้วไม่รู้จักลงนะครับ ผมขอเท่านี้ละครับ คือช่วยกันเสริมสร้างเท่านั้นเองว่า อย่าไปเสียเงินเสียทองศึกษา เพราะโครงการนี้ถ้ามันเป็นอย่างนี้ ๑.๘ ล้านล้านบาทนะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าค่าปรึกษามันเท่าไร แต่ว่าเครือข่ายอ่าว ก. ไก่ รอบอ่าวนี่ไปคุยกับชาวบ้าน ก็จะได้ความรู้เช่นเดียวกัน เขาอยู่ชายทะเลเสี่ยงกว่าเยอะแยะนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านรัฐมนตรี

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ปลอดประสพ สุรัสวดี กราบเรียนด้วยความจริงใจนะครับ ผมเคารพความเห็นของทั้ง ๒ ท่านนะครับ แล้วก็ เข้าใจความกังวลของทั้ง ๒ ท่านเป็นอย่างดี ขอบพระคุณเป็นอย่างมากที่ท่านพูดมา ผมจะจำไว้แล้วนำไปใช้ เพียงแต่ว่าท่านกำลังพยายามบังคับให้ผมไปถมทะเลนะ ผมอุตส่าห์ บอกว่าไม่ถม ท่านก็บอกไม่ได้ ๆ ไปหาเสียงไว้นะครับ จงไปถมทะเล แหมท่าน ผมก็จะศึกษา ความจริงผมเคยออกทีวีกับท่าน ท่านวุฒิสมาชิกครับ แล้วผมก็ชมท่านว่า ท่านมีความรู้มากเหลือเกินรู้มากกว่าผมอีก ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ แต่ที่ท่านพูดเมื่อกี้ ต้องขอขัดคอท่านหน่อยครับ ท่านบอกว่าวันหนึ่งมันขึ้นลง ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง อ้าว เชื่อท่านอีกนะครับ แต่เมื่อกี้ผมพูดถึงในเหตุการณ์ไม่ปกติซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอนนะครับ ถ้าโลกมันไม่ร้อน น้ำแข็งมันไม่ละลายมันก็เป็นอย่างท่านว่านะครับ ทีนี้ท่านมาบอกอย่างนี้แล้วก็กลัวว่า คนจะกลัว คนไทยต้องกลัวแล้วก็ช่วยกันเตรียมล่วงหน้า ขอความกรุณาเถอะครับ ผมไม่เถียงกับท่าน เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมกราบขอบพระคุณท่าน ผมจะทำอย่างดีที่สุดนะครับ แล้วก็จะหมั่นไปหาท่านขอความรู้จากท่านอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็ประชาชนที่อยู่ริมทะเล ก็อย่าตกอกตกใจไม่มีความเดือดร้อนกับท่านครับ พรรคเพื่อไทยชนะมาเพราะท่านโอบอุ้ม ไปทำให้ท่านเดือดร้อน แล้วมันจะชนะอีกได้อย่างไรครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้เชิญท่านสุนันท์ อย่าเพิ่งถอดใจนะครับ เชิญครับ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ฝั่งโน้นมียกมือ ตกลงอย่างไรกันแน่คะ ขอก่อนเลยได้ไหมคะ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉัน ขอแสดงความยินดีถึงท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน วันนี้ท่านได้แสดงเจตนารมณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศและประชาชนชาวไทยทุกคน ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอบพระคุณแทนพี่น้องชาวไทยทุกคน ท่านประธานรัฐสภาคะ ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจ ของประเทศไทยมีความเปราะบางบวกกับสภาวะเศรษฐกิจของโลกมีความไม่แน่นอน ปัญหาภาวะหนี้สินที่ประเทศไทยมีอยู่สูงมาก โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพา การส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ความห่วงใยที่ดิฉัน มีต่อนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลของท่านจะเริ่มดำเนินการในปีแรกในหน้าที่ ๙ หัวข้อที่ ๑.๑๑ เรื่องยกระดับราคาสินค้าทางเกษตร

เรื่องที่ ๑ การบริหารจัดการซื้อขายสินค้าทางการเกษตรล่วงหน้า สินค้า ทางการเกษตรที่ส่งออกไปขายต่างประเทศทุกชนิดเราไม่มีโควตาในการส่งออก ไม่มีภาษีขา ออกเหตุนี้สินค้าเกษตรทุกตัวจึงถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก เราเป็นผู้ส่งออกที่สำคัญ แต่ เราไม่ใช่เป็นผู้ส่งออกรายเดียว เราจึงเป็นผู้รับราคาหรือไพรซ์ เทคเกอร์ (Price taker) ไม่ใช่ ผู้กำหนดราคาหรือไพรซ์ เมคเกอร์ (Price maker) นะคะ ปัญหาการที่รัฐบาลจะใช้นโยบาย ในการรับจำนำข้าวเปลือกที่ตั้งราคาไว้สูงจะมีผลกระทบต่อราคาข้าวสารที่บริโภค ภายในประเทศ และจะกระทบต่อราคาข้าวสารที่ส่งออกไปต่างประเทศ อาจทำให้เรา ไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งต่างประเทศได้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวอย่างหนักหากราคา ข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท และราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ท่านประธานคะ รัฐจะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร โดยจะยอมขาดทุนหรือไม่ หรือรัฐจะให้ การสนับสนุนแก่ผู้ส่งออกในรูปแบบใด เพราะทิศทางการส่งออกข้าวไทยปีนี้เชื่อว่าจะเป็นไป ตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ด้วยความห่วงใยนี้รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่ในการดำเนิน นโยบายจำนำข้าวเปลือกเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติโดยส่วนรวม หากท่านทุ่มเท ดำเนินนโยบายเพื่อเกษตรกรเพียงอย่างเดียวอาจจะส่งผลเสียต่อภาคการส่งออกของเอกชนได้

เรื่องที่ ๒ การใช้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นนโยบายที่ท่านได้หาเสียงและประกาศว่าจะนำโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือกมาใช้ อันนี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวในปัจจุบันนี้ช่วงนี้เพิ่มขึ้นนะคะ อย่างไรก็ตามการยกระดับรายได้ของชาวนาให้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบาย จำนำอย่างเดียว ยังต้องมีนโยบายอื่น ๆ ที่ช่วยเป็นกลไกขับเคลื่อน เช่น การเพิ่มผลผลิต และคุณภาพ และลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างประเทศเวียดนาม การพัฒนาคุณภาพข้าวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องใส่ใจ และจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหา คุณภาพข้าวไทยให้เป็นวาระของชาติตลอดไปนะคะ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ดิฉันอยากเห็นการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องชาวไทยทุกคน การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งอาจสร้างผลกระทบ อีกส่วนหนึ่งนะคะ แต่ทั้งนี้ดิฉันอยากขอให้ท่านตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะฝ่ายบริหารต้องควบคุมดูแลกำกับมิให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน และดิฉัน ขอขอบพระคุณแทนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตั้งใจบริหารราชการแผ่นดินตามที่ท่านได้แถลงนโยบายบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต และมีประสิทธิภาพเพื่อประเทศชาติต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นเวลาของสมาชิก ฝ่ายค้านนะครับ ชุดต่อไปจะมี ๓ ท่านนะครับ ท่านแรกผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก เชิญครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันจะขอ อภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศค่ะ ภายหลังของการแถลงนโยบายในวันนี้ พรุ่งนี้ก็จะเป็นการเริ่มต้นของคณะรัฐบาลที่จะได้บริหารประเทศอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากจะให้มาตัดสินว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมีความสามารถในการนำนโยบายไปปฏิบัติตามที่ ได้แถลงไว้นั้นก็คงจะเร็วเกินไป เพราะดิฉันเชื่อว่าการบริหารประเทศต้องใช้เวลาค่ะ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถและความจริงใจของรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันก็เป็นผู้หนึ่ง ที่พร้อมที่จะให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถค่ะ แต่อย่างไรก็ตามดิฉัน ก็ขอทำหน้าที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทย นำเรียนท่านประธานถึงข้อสังเกตกังวลใจ ของพี่น้องประชาชนเพื่อผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการนำ นโยบายการต่างประเทศไปปฏิบัติ เพราะ ณ เวลานี้มีพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เกิดความไม่สบายใจว่านโยบายที่ได้แถลงไปแล้วนั้นหากผลักดันนำสู่การปฏิบัติ จะเกิดผลประโยชน์อย่างสูงสุดของประเทศชาติจริงหรือเปล่า การต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นการต่างประเทศเพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชนจริงหรือไม่ ข้อกังวลของดิฉัน ก็มี ๒-๓ ประการด้วยกันค่ะ

ในประเด็นที่ ๑ สืบเนื่องมาจากทันทีที่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการแถลงนโยบายครั้งนี้ถึง ๗ วันด้วยกัน พี่น้องคนไทยก็ได้ทราบข่าว จากการแถลงของโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นว่า รัฐบาลไทยได้ร้องขอให้ทางการญี่ปุ่นออกวีซ่าให้แก่ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ศาลตัดสินจำคุก ๒ ปี ดิฉันจึงอยากถาม ท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแทนพี่น้องประชาชนว่าการร้องขอให้ ทางการประเทศญี่ปุ่นนั้นออกวีซ่าให้กับผู้ต้องหาหลบหนีคดีในครั้งนี้เป็นความประสงค์ ของคณะรัฐมนตรีหรือเป็นความคิดของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่เพียงผู้เดียว หากท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่าที่ไปที่มา มันเป็นอย่างไร และเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัว ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนจะได้ไม่ต้องคอยระแวงค่ะ ว่าการบริหารประเทศ นโยบายการต่างประเทศจะเป็นไปเพื่อคนบางคน หากความคลุมเครือ ยังอยู่คณะรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงได้ ดิฉันก็เกรงว่าพี่น้องประชาชนก็ยังคงจะต้องสงสัยว่า รัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลที่เป็นนิติธรรมจะมีธรรมาภิบาลหรือเปล่า พี่น้องประชาชน ก็คงจะต้องรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังปกป้องผู้กระทำผิด รัฐบาลชุดนี้ไม่เคารพกระบวนการ ยุติธรรม หากเป็นเช่นนี้จริง ๆ แล้วความเชื่อมั่นของประเทศไทยจะอยู่ที่ไหน ใครจะกล้ามา ลงทุนกับประเทศไทย ในเมื่อกฎหมายก็ไม่เป็นกฎหมาย รัฐบาลก็ไม่เคารพกฎหมาย ดิฉันก็อยากให้คณะรัฐมนตรีช่วยชี้แจงในประเด็นนี้ด้วย แต่ถ้าหากว่าการร้องขอให้รัฐบาล ญี่ปุ่นออกวีซ่าให้กับผู้ต้องหาหลบหนีคดีในครั้งนี้เป็นเพียงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการกระทำที่ทำโดยพลการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดิฉันก็อยากเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยชี้แนะบทบาท ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้กับท่านรัฐมนตรี ด้วยค่ะ เพราะดิฉันเกรงว่าหากยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยท่าทีที่ไม่เหมาะสมแบบนี้ พี่น้องประชาชนก็คงจะมองว่าท่านทำงานเสมือนเจ้าหน้าที่บริษัททัวร์คอยออกวีซ่า และดำเนินการเรื่องขอพาสปอร์ตให้กับใครคนใดคนหนึ่ง

ประเด็นต่อมาข้อสงสัยที่ดิฉันอยากจะได้ความกระจ่างก็คือเป็นเรื่องของ นโยบายค่ะ นโยบายที่รัฐบาลเขียนไว้ในข้อ ๑.๖ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนา ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ ในเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน รัฐบาลบอกว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้นภายใน ๑ ปีแรก วัตถุประสงค์ของนโยบายข้อ ๑.๖ นี้ ก็คือเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เร่งดำเนินการตามข้อผูกพัน ในการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนและเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งภายใน และภายนอกอนุภูมิภาค

คำถามก็คือว่า ท่านจะเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับ ประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไรคะ จริง ๆ แล้วประเทศไทยไม่ได้มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อย่างใดนะคะ เราเป็นผู้ให้ ทั้งลาว ทั้งเวียดนาม ทั้งพม่า รวมถึงกัมพูชาด้วย จะมีก็ในเรื่อง ของเขตแดน ถ้าท่านเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์มันเร่งได้หรือคะ ดิฉันคิดว่ามันต้องค่อย ๆ ดูใจกันไป ดูความจริงใจ ถ้าเขาจริงใจมา เราก็จริงใจไป แต่ประสบการณ์ในหลาย ๆ ครั้งก็สอนให้ว่าเราต้องคิดทบทวนให้ดี เพราะฉะนั้นที่ท่านบอก ว่าเร่งนี่ พฤติกรรมที่จะเป็นรูปธรรม โครงการต่าง ๆ มันคืออะไรคะ ก็อยากให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงด้วย

ในส่วนของเรื่องการเร่งดำเนินการตามข้อผูกพันในการรวมตัวเป็นประชาคม อาเซียน ท่านประธานคะ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนแม้ว่าเราจะมีเป้าหมายให้เป็น ประชาคมเดียวกันภายในปี ๒๕๕๘ แต่ถ้าท่านเขียนว่าเร่งดำเนินการ ดิฉันกลัวว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเมื่อถึงปี ๒๕๕๘ นั้นจะเป็นการรวมตัวเพียงแค่ เศษกระดาษเท่านั้น ถ้าเราไม่มีการวางรากฐานเตรียมความพร้อมที่ดีในวันนี้ มีการบูรณาการ การทำงานระหว่างกระทรวงให้ดีแล้ว ประชาคมอาเซียนก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้คณะรัฐบาลพิจารณาให้ดีค่ะว่าการที่ท่านจะไปเร่งดำเนินการ ตามข้อผูกพัน ขอให้ดำเนินการศึกษาให้รอบคอบ เพราะบางเรื่องอาจจะมีผลกระทบ มีความเสียหายในระยะยาวได้

อีกเรื่องหนึ่งนะคะที่อยากจะเห็นความชัดเจน ท่านบอกว่าจะเชื่อมโยง เส้นทางคมนาคมขนส่งภายในและภายนอกภูมิภาค แผนการคืออะไรคะ ดิฉันอยากเห็นภาพค่ะ ท่านบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในปีแรก ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากนะคะ ที่ท่านจะบอกให้สมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนแห่งนี้ว่า เรื่องเร่ง ๆ ต่าง ๆ ที่อยู่ ในนโยบาย ๑.๖ ท่านจะทำอะไร โดยเฉพาะในเรื่องของเส้นทางคมนาคมขนส่งภายใน ท่านไม่ได้เขียนเลยค่ะว่าท่านจะเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมตรงไหน ดิฉันจึงขออนุมานว่า ภายใน ๑ ปีแรกท่านก็คงจะสานต่อสิ่งดี ๆ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ดำเนินการไป ดำเนินการ ผลักดันในเรื่องของการเชื่อมโยงเส้นทางจากคุนหมิงมาลาว ลาวมากรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ไปยังกาญจนบุรี แล้วต่อไปยังท่าเรือน้ำลึกทวาย หรือเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ถ้าท่านคิดไม่ออก ใช้นโยบายของเก่าที่ดี ๆ ไว้ก็ได้นะคะ อย่าเร่ง ๆ คิดอะไรใหม่แล้วมันก็เกิดความเสียหาย ดิฉันคิดว่ามันคงจะไม่เกิดประโยชน์ แต่อย่างใด

ประเด็นที่ ๓ ค่ะ มีการพูดกันมากว่ารัฐบาลชุดนี้จะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ในมิติหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นมันก็ทำให้เกิด การพูดคุยกันง่ายขึ้น จะบินไปบินมาไปเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็อาจจะไม่ดีเสมอไปก็ได้นะคะ ถ้าเราพิจารณาประวัติศาสตร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผู้ปกครองประเทศก็เป็นญาติ ๆ กันทั้งนั้น สุดท้ายก็จบลงที่สงคราม และในอีกด้านหนึ่ง หากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่แน่นแฟ้นนั้นท่านไม่รักษาระยะให้ดีก็อาจจะนำไปสู่คำถามที่ว่า มันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกันหรือเปล่า คณะรัฐมนตรีก็อย่าเพิ่ง หงุดหงิดกับความช่างสงสัยของสังคมนะคะ ด้วยท่านมีนโยบายที่จะเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ ประเทศเพื่อนบ้าน ท่านมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน มันก็นำมาสู่คำถามว่า แล้วเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ทางทะเลนี้มันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ที่ดีอย่างแท้จริงกับ ประเทศหรือเปล่า ดิฉันก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือว่าคณะรัฐมนตรีช่วยชี้แจงให้เกิด ความกระจ่างกับสมาชิกในที่นี้นะคะ ทั้งหลายทั้งปวงที่พูดไปนั้นก็เป็นความปรารถนาดีค่ะ ดิฉันอยากเห็นคณะรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาให้ประเทศก้าวหน้า มีศักดิ์ศรี ได้รับความเชื่อมั่นจากประเทศเพื่อนบ้าน ดิฉันไม่อยากให้พี่น้องประชาชนคิดว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลชุดนี้ก็ใช้การต่างประเทศ เป็นเครื่องมือรับใช้คนบางคน ขอบคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ๒๐ นาทีนะครับท่าน ๒๐ นาทีครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ที่จะอภิปรายในนโยบายของรัฐบาลเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลได้เขียนเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ ในปีแรก การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการฟื้นฟูประชาธิปไตยตาม นโยบายของรัฐบาลนั้นมีข้อย่อยอยู่ ๓ ข้อด้วยกัน ผมขออนุญาตประธานที่จะอภิปรายเป็น ลำดับไปนะครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะได้ลงในเนื้อหาของคำอภิปรายในวันนี้ ผมกราบเรียนท่าน ประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องการทำหน้าที่ ของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอยู่เยอะมาก ผมเป็นผู้แทนราษฎรใหม่ ๆ เข้ามาในสภานี้ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ผมได้ไปถามอาจารย์ที่เขาสอนเรื่องพรรคการเมือง เขาสอน กฎหมายมหาชน จบปริญญาเอกมาจากประเทศฝรั่งเศส ถามอาจารย์เหล่านั้นว่าจริง ๆ แล้วฝ่ายค้านคืออะไร ฝ่ายค้านทำหน้าที่อะไร อาจารย์ท่านนั้นก็ได้อธิบายผมว่าฝ่ายค้านมาจากรากศัพท์ ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ผมถามต่อไปว่าแล้วฝ่ายค้านมีหน้าที่ อะไรบ้าง อาจารย์ท่านนั้นบอกว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่อย่างเดียวคือการอยู่ตรงข้ามรัฐบาล คือการคัดค้านแล้วก็การตรวจสอบรัฐบาล และผมถามต่อว่าแล้วถ้ารัฐบาลเขาได้ดีล่ะ เขาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการชื่นชมหรือสนับสนุนบ้างไหม อาจารย์ที่เขา เขียนตำราเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาบอกคุณอย่าโง่เลย ฝ่ายค้านไม่มีหน้าที่ในการชื่นชมรัฐบาลเลย เพราะฝ่ายค้านคือฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาล ผมถามว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลเขาทำถูกฝ่ายค้าน มีหน้าที่อย่างเดียวคืออยู่เฉย ๆ ไม่ต้องชื่นชม ฝ่ายค้านที่ชื่นชมรัฐบาลให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า นั่นคือฝ่ายที่กำลังรอร่วมรัฐบาลมิใช่ฝ่ายค้านตามคำนิยามในเรื่องหลักการปกครองประเทศ และหลักประชาธิปไตย ผมจำเรื่องนี้มา ๒๐ ปี แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมยืนขึ้นอภิปรายในวันนี้ผมกล่าวกับท่านประธานว่าผมพูดกับท่านประธานในฐานะที่ผม เป็นผู้แพ้การเลือกตั้ง ผมถืออำนาจประชาชนมาเพียง ๑๑ ล้านเสียงเท่านั้นเองครับ ผมกำลังนำพี่น้องประชาชน ๑๑ ล้านเสียงมากล่าวกับผู้ชนะซึ่งมีเสียงอยู่ ๑๕ ล้านเสียง ผมอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกับท่านซึ่งถืออำนาจส่วนใหญ่ของประเทศนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมจะอภิปรายในแนวที่เราสามารถลงตัวกันได้ในเรื่องของความสมานฉันท์ ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องพูดถึงบุคคลภายนอกแต่ผมจะไม่ระบุชื่อ ผมอาจจะต้องพูดถึงกลุ่มการเมือง ข้างนอกซึ่งละเลยไม่ได้ กระผมคิดว่ากลุ่มการเมืองข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสำเร็จ หรือเป็นอุปสรรคในการสร้างความปรองดอง หรือความสมานฉันท์ ของคนในประเทศ ท่านประธานครับ รัฐบาลได้เขียนไว้ในนโยบายว่า รัฐบาลจะสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่บรรลุผลสำเร็จหรอกครับ ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางที่ท่านจะหาความสมานฉันท์ ความเห็นร่วมกันได้เลย ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไปคิดเรื่องนี้ใหม่ครับ หลักของประชาธิปไตยต้องสนับสนุนความเห็นต่างครับ หลักมันอยู่ว่าไม่ใช่หาความเห็นร่วม เป็นเอกฉันท์นะครับ นั่นคือเผด็จการ หลักของประชาธิปไตยคือต้องรักษาความเห็นต่าง แต่อย่าทำร้ายกัน วันนี้เราขัดแย้งกันเรื่องประชาธิปไตยครับ เรานำผู้คนออกมาแล้วบอกว่า เรานี่แหละจะเป็นผู้กำหนดนิยามของคำว่า ประชาธิปไตย แล้วเราก็ถึงเวลาที่ต้องฆ่ากัน ทำร้ายกันกลางถนนเพื่อกำหนดนิยามของคำว่า ประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานครับ เป็นความจริงว่าเมื่อมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ขออภัยเอ่ยนามครับ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านได้ วิดีโอ ลิงค์ (Video link) มาที่ประเทศไทย ท่านประธานจำได้ครับ ท่านบอกว่าต่อไปนี้ พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์การเดิน ๒ ขา หลังจากนั้นคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงก็รับนโยบายนี้และบอกว่า จะดำเนินยุทธศาสตร์ด้วยการเดิน ๒ ขา ขาที่ ๑ คือเพื่อไทย ขาที่ ๒ คือคนเสื้อแดง นี่คือความจริงที่ปรากฏในบ้านเมืองนี้ครับ แล้วยุทธศาสตร์ ๒ ขาก็เดินในประเทศนี้ ผมเสียดายเหลือเกินครับท่านประธานเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมขมขื่นเหลือเกินครับ ผมเจ็บปวดครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปที่จังหวัดนครปฐม ไปที่จังหวัดหลายจังหวัดในประเทศนี้

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ ผม วรชัย เหมะ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณวิดีโอ ลิงค์มาว่า เดิน ๒ ขา ไม่จริงครับ ท่านไม่ได้วิดีโอ ลิงค์มาอย่างนี้ครับท่านประธาน ขอให้ถอนคำพูดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านทักษิณ ไม่ได้บอกว่าให้เดิน ๒ ขานะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านจะดู เอกสารไหมครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ขอให้ ผู้อภิปรายถอนคำพูดครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านนิพิฏฐ์ครับ ให้ระมัดระวังสักนิดหนึ่ง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วประเด็นนี้เนื้อหา ทั้งหมดนี่เราอาจจะหยิบยกประเด็นพวกนี้มาประกอบได้ แต่ไม่ใช่เนื้อหาเกือบทั้งหมด หรือครึ่งต่อครึ่ง กลายเป็นเรื่องของท่านทักษิณไป ไม่อยากให้ไปเป็นอย่างนั้นนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณประโยคเดียว แล้วผมจะไม่พูดต่อครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญต่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

แต่ผมกำลัง กราบเรียนท่านประธานว่า คุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำของคนเสื้อแดงก็ได้ประกาศ ยุทธศาสตร์ในการเดิน ๒ ขา ผมเจ็บปวดเหลือเกินครับ ยุทธศาสตร์การเดิน ๒ ขานั้น เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปที่จังหวัดนครปฐม ไปที่หลาย ๆ จังหวัด ปรากฏว่าเข้าในพื้นที่ไม่ได้ ไปพบปะปราศรัยกับพี่น้องประชาชนไม่ได้ ท่านประธานจำได้ไหมครับ ผู้สื่อข่าวไปถามท่าน ตอนนั้นท่านเป็นผู้สมัคร ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ บอกว่า ท่านยิ่งลักษณ์ในยุทธศาสตร์การเดิน ๒ ขานี้ ท่านจะห้ามคนเสื้อแดงไม่ให้รังควาน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไหม ผู้สื่อข่าวไปถามอย่างนั้นครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ตอบว่าอย่างไรครับ ตอบว่าห้ามไม่ได้ มันเป็นสิทธิ ของประชาชน ผมเลยยืนขึ้นมาถามท่านนายกรัฐมนตรีครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ มันมีมนุษย์คนไหนละครับที่ห้ามขาของตัวเองไม่ได้ ผมคิดว่ามนุษย์ที่ห้ามขาของตัวเองไม่ได้ มีเพียงประเภทเดียวคือคนที่เป็นอัมพาตท่อนล่างที่ไม่สามารถสั่งขาของตัวเองได้ ผมเปรียบเทียบอย่างนี้นะครับ นี่คือยุทธศาสตร์ในการเดิน ๒ ขาครับ ผมจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรคในการปรองดองของรัฐบาล ไม่อยากให้เรื่องนี้ เป็นอุปสรรคในการปรองดองของคนในชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงหรือคนเสื้อเหลืองหรือคนที่ไหนก็ตาม เสื้ออะไรก็ตาม ทำในประเทศนี้ ผมยอมรับว่าใจเขาถึงกว่าผม เขากล้ากว่าผม ท่านรัฐมนตรีครับ เขากล้าทำ ในสิ่งที่ผมใช้คำว่า สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ผมไม่กล่าวหาว่าผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยงต่อ การทำผิดกฎหมาย และด้วยการสุ่มเสี่ยงเหล่านั้นวันนี้เขาชนะมาเป็นรัฐบาล ท่านประธานครับ ทุกคนที่ทำความผิดต้องขึ้นศาล เมื่อวานท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง พูดว่าอย่างไร ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมบอกว่าการแทรกแซงศาลทำอย่างไร แทรกแซง กระบวนการยุติธรรมทำอย่างไร รัฐบาลทำไม่เป็น พวกเราอาจจะเคยแทรกแซงมาแล้ว ถามท่านประธานเถอะครับ การทำถุงขนมหล่น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทในห้องพิจารณาคดี ผมไม่ว่าใครนะครับ อันนี้เป็นการแทรกแซงไหมครับ เราไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้นนะครับ แต่ใครทำ ผมไม่รู้

(นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ มีผู้ประท้วงเชิญครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้กำลังอภิปรายว่ากำลังใส่ร้ายครับ คือผมก็ใช้ความอดทนนะครับ คือการพูดอย่างนี้เหมือนกับว่าการให้สินบน ไปดูคำสั่งให้ดี ผมก็พยายามใช้ความอดทนนะครับ จะพูดจาพูดอะไรเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมถือว่า เป็นเรื่องใส่ร้ายนะครับ คุณต้องเคารพสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ผมขอให้ถอนคำพูด เรื่องถุงขนม ๒ ล้านบาทด้วยครับ

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ คุณประเสริฐครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้นั่งฟังผู้อภิปราย ด้วยความอดทน และขอประท้วงตามข้อ ๔๓ ที่ต้องกล่าวคำเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าผู้อภิปรายนั้น พยายามกล่าวเสียดสีผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะข้อความสุดท้าย ท่านประธานครับ ที่ได้กล่าวบอกว่า มีกลุ่มคนที่ทำการอันสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายแล้วมาชนะการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าประเด็นนี้คนที่ชนะการเลือกตั้งนั้นคือพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยนั้น ไม่เคยกระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การชนะการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ท่านประธานครับ อยากจะให้ท่านประธานได้ช่วยควบคุมการประชุมและช่วยตักเตือน ท่านสมาชิกผู้นี้ในการอภิปรายในครั้งนี้ด้วยครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ผมขอให้ท่านได้โปรดวินิจฉัยครับ เพราะผมประท้วงครับ กราบขอบพระคุณครับท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกำลังจะวินิจฉัยครับ นั่งเถอะครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ผมเข้าใจครับว่าท่านกำลังพยายามพูดเพื่อเลี่ยงไม่ให้ คนประท้วงนะครับ ผมก็เข้าใจ แต่ทีนี้ถึงเลี่ยงอย่างไรดูแล้วมันก็ยังเข้าข่าย เพราะฉะนั้นก็ขอ ตักเตือนนะครับ ท่านกรุณาระมัดระวังคำพูดด้วยนะครับ เชิญต่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมจะรับคำแนะนำของท่านประธานไปปฏิบัตินะครับ

(นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทยนะครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายนะครับ เพราะในวันนี้ เป็นการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ผมพยายามอ่านทุกตัวอักษรในนโยบายของรัฐบาล ไม่ปรากฏแม้แต่ตัวอักษรเดียวนะครับว่า ในนโยบายรัฐบาลพูดถึงเรื่องการเดินด้วย ๒ ขา ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยนะครับ แล้วขอให้ท่านประธานได้โปรดกรุณาห้าม ท่านผู้กำลังอภิปรายนะครับ ไปพูดถึงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ๒ ขา ผมหวังเป็นอย่างยิ่ง นะครับว่าผู้อภิปรายคงจะตั้งใจให้เกิดความสมานฉันท์ หากว่าท่านนำเรื่อง ๒ ขามาอภิปราย ผมเข้าใจว่าคงจะไม่จบครับ คงได้มีการต่อล้อต่อเถียงกันในเรื่องนี้ ดังนั้นขอให้ท่านประธาน ได้โปรด ช่วยกรุณาคุมการอภิปรายในวันนี้ให้เป็นไปตามข้อ ๕ คือให้การอภิปรายเป็นไปด้วย ความสงบเรียบร้อยนะครับ ดังนั้นอยากจะเรียกร้องให้สมาชิกผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ โปรดอภิปรายนโยบายของรัฐบาลด้วยครับ ท่านประธานโปรดกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอเหวงครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ คงต้องกลับมาที่ข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ นะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ท่านตรงนี้ เพราะทางรัฐบาลเขายังไม่ได้ทำงานอะไรเลยนะครับ เพียงแต่นำเสนอนโยบายว่า เขาอยากจะปรองดองถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ดูในประเด็นตรงนี้ แล้วก็อาจจะยกมา ประกอบได้บ้างพอสมควรนะครับ แต่ไม่ใช่เอาแต่เรื่องอดีตมาพูดทั้งหมดเลยคงไม่ได้ กรุณาระมัดระวังด้วยนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมจะระมัดระวังครับท่านครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้

(นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับท่านจตุพร

พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ส.ส. นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พาดพิง ส.ส. พิชิต ชื่นบาน ส.ส. พิชิตได้ประกาศขอให้มี การถอนคำพูด ซึ่งท่านประธานจะต้องวินิจฉัยก่อนในสิ่งที่ ส.ส. พิชิต ชื่นบาน ได้ร้อง ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา

ประเด็นต่อมาก็คือว่าในเรื่องกรณีคนเสื้อแดงว่าทำผิดกฎหมายและชนะ การเลือกตั้ง ฆ่าคนก็แพ้การเลือกตั้งได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการพูดพาดพิงเฉี่ยวกัน แบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีความยุติธรรม แต่ผมเองก็จะทนฟังจนจบ และถ้าพาดพิงก็จะใช้สิทธิ พาดพิง แต่ท่านประธานต้องวินิจฉัยกรณีพิชิต ชื่นบาน ก่อนที่ให้นายนิพิฏฐ์ถอนคำพูด ขอบพระคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจตุพรครับ ให้ถอน ประเด็นไหนครับ คำพูดไหนครับ

พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กรณีที่มี การพาดพิงนายพิชิต ชื่นบาน กรณีเรื่องถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคำวินิจฉัยของศาล ฎีกานั้นทางนายพิชิตก็ได้บอกกับท่านประธานชัดเจนว่าทางผู้ที่กล่าวหานั้นได้ไปอ่าน คำวินิจฉัยแล้วหรือยัง เพราะฉะนั้นเมื่อเขาร้องขอให้มีการวินิจฉัยว่านี่เป็นลักษณะใส่ร้าย แล้วมี การร้องขอให้มีการถอนคำพูด ท่านประธานต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้ก่อน ขอบพระคุณ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพื่อความเรียบร้อย ท่านนิพิฏฐ์ช่วยถอนตรงนี้หน่อยครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ถอนตรงไหนครับ ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนตรงที่ใส่ร้าย ท่านพิชิต

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมไม่ได้ระบุ ชื่อท่านเลยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นที่เข้าใจครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

เข้าใจว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจว่าหมายถึงใคร

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมไม่ทราบ เลยว่าคุณพิชิตเป็นคนทำ เอาถุงขนมไปหล่นที่หน้าศาล ผมไม่ทราบเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เขาทราบกันทั้งประเทศ ละครับท่าน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

อ๋อ หรือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

เพราะฉะนั้น ผมเรียนท่านประธานครับว่า

นายสมศักดิ์ เกีรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเมื่อทราบแล้วก็ถอนเถอะ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ครับ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้แล้วกันครับว่า เอาเป็นว่าพฤติการณ์นะครับท่านประธาน ท่านประธาน แนะนำผมได้นะครับ พฤติการณ์ที่นำถุงขนมนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถอนเถอะครับ จะได้จบ ไม่อย่างนั้นมันอภิปรายต่อไม่ได้ มันก็ประท้วงกันอยู่อย่างนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ถอนเรื่อง ถุงขนมที่หล่นในศาลผมถอนครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานว่าพรรคผมนี่นะครับ คนตั้ง ๑๑ ล้านนะครับ ที่เลือก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ผมขออภัย ขัดจังหวะนิดเดียว ผมอยากให้พูดเรื่องอนาคตเราจะเดินไปอย่างไรนะครับ อย่าเอาเรื่อง อดีตมา ไม่อย่างนั้นมันไม่จบ เดี๋ยวฝั่งโน้นก็ประท้วงแล้วก็เอาเรื่องอดีตมาว่ากันไปว่ากันมา มันไม่จบหรอกครับ มันไม่สร้างสรรค์ ผมอยากให้สร้างสรรค์ เราพูดเรื่องอนาคตดีกว่านะครับ ขอความกรุณาครับ อาจจะเอาอดีตมาเป็นอุทาหรณ์นิด ๆ หน่อย ๆ ได้ครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ได้ครับ แต่ว่าผมเรียนท่านประธานนิดเถอะครับ ผมเคารพท่านประธานนะครับ และพร้อมที่จะ ปฏิบัตินะครับ แต่ว่าเมื่อวานท่านประธานจำได้นะครับ ที่ผมจำเป็นต้องเริ่มต้นอย่างนี้ เพราะว่าคุณหมอเหวงได้พูดอย่างนี้ครับท่านครับ คุณหมอเหวงว่าหลักของการปรองดองคือ การชี้ให้เห็นว่าขยะหรืออาจมอยู่ที่ไหน ผมเลยมาขยายว่าเราต้องยอมรับความจริงครับ ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงนะครับ เราเดินหน้าไม่ได้เลยครับ ตรงไหนที่เป็นขยะ ตรงไหน ที่เป็นอาจม ผมกำลังบอกว่านี่แหละครับมันเป็นอุปสรรคในการปรองดองหรือความสมานฉันท์ แต่ว่าเมื่อท่านประธานได้กรุณาร้องขอ ผมจะละเลยสิ่งนี้แล้วจะไม่พูดถึงสิ่งนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ ขอบคุณ นะครับที่ท่านให้ความร่วมมือ แต่ทีนี้ประเด็นอย่างนี้ครับ รัฐบาลเขาก็คงจะเริ่มทำงานกัน พรุ่งนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเขาก็มีนโยบายชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดครับ แก้ไข ไม่แก้แค้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากจะให้พูดเรื่องอดีต

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมจะเดินหน้านะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ คุณหมอ มีอะไรครับ

นายเหวง โตจิ ราการ สมาชิ กสภาผู้ แทนราษฎร บั ญชี รายชื่ อ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกรัฐสภา ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมได้พูดชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตที่จะทบทวนสักนิดหนึ่งเพราะว่าพาดพิงนะครับ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ผู้ชม ทางบ้านไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เมื่อวาน

นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอ อนุญาตครับ เพราะเขาพูดถึงผมนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เขาพูดแล้ว ไม่เสียหายครับ ผมก็ฟังอยู่ครับ คุณหมอนั่งเถอะครับ เมื่อวานเขาก็ฟังคุณหมอพูดอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องมาพูดซ้ำครับ คุณหมอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ผมวินิจฉัยไว้แล้วว่า มันไม่เสียหาย ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมมีประเด็นสั้น ๆ อยู่ ๒ ประเด็นนะครับ เรื่องการฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนะครับ ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่นะครับ เรามองประชาธิปไตยต่างกันเท่านั้นละครับ เรามองประชาธิปไตยต่างกัน แล้วเราก็ขัดแย้งกันเรื่องประชาธิปไตย มันไม่มีเรื่องอะไรเลย ครับ ผมถือว่าแพ้หรือชนะท่านรัฐมนตรีเฉลิมครับ ผมมีเกียรติ ผมมีศักดิ์ศรี เกียรติ หรือศักดิ์ศรีมันไม่ได้อยู่ที่ชนะหรือแพ้ ท่านเข้าใจว่าชนะมีเกียรติหรือครับ มิได้ครับ นั่นเป็น นิยามของท่าน มิใช่ของผมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดนี้เรามองประชาธิปไตย ต่างกันแล้วเราขัดแย้งกันเรื่องประชาธิปไตยทั้งนั้นเลยครับ เราต้องหาจุดร่วมว่าประชาธิปไตย จริง ๆ แล้วมันคืออะไร แล้ววาทะทั้งหลาย นี่ผมเรียนท่านประธานเริ่มต้นนะครับว่า ผมพูดใน ฐานะผู้แพ้นะครับ ผมพูดในฐานะเสียงข้างน้อย ผมอยากให้เสียงข้างมากได้รับฟังผม ท่านประธานขอผมหลายเรื่องผมให้กับท่านประธาน ผมกำลังขอให้ท่านประธานฝากไปถึง เสียงข้างมาก วาทะบางเรื่องนะครับ ผมก็ขอท่านได้ว่าหยุดได้ไหมครับ มือที่มองไม่เห็น มีอำนาจนอกบารมี สิ่งเหล่านี้ครับควรจะหยุดทั้ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ อย่างนี้นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยากให้สภาของเราพูดในเรื่องที่เราจะทำร่วมกันใน อนาคตในแนวสร้างสรรค์ ถ้าจะกรุณานะครับ เรื่องอดีตลืมได้ก็ดีครับ เราอย่าไปนึกถึงมันเลยครับ ถ้าหยิบอดีตมาพูดนี่ มันเดินหน้าไม่ได้เลยนะครับ มามองในมุมประเด็นว่านโยบายปรองดองฝ่ายค้านเห็นว่า อย่างไร จะเดินไปอย่างไรในอนาคตมองไปอย่างนั้นดีกว่า อย่าไปรื้อฟื้นความหลังเลยครับ ประชาชนเขาเบื่อแล้วละครับ เขาไม่อยากฟัง เขาอยากฟังว่าพวกเราจะทำอะไรกันต่อไป ในอนาคต ขณะนี้มันเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในบ้านในเมือง เราในฐานะที่เป็นตัวแทนของ ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเรามีภาระความรับผิดชอบต่อประชาชน ร่วมกัน เพราะฉะนั้นเราจะรับผิดชอบตรงนี้ต่อประชาชนอย่างไรในเรื่องของการปรองดอง อย่าไปรื้อฟื้นเลยครับ ขอความกรุณาครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าผมเห็นด้วยกับท่านประธาน

(นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ประท้วงครับ ท่านประธานครับ ผม ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์นะครับผมขอ ประท้วงท่านประธานผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ท่านอย่าชี้แจงเองให้รัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจงครับ นี่คือตามข้อบังคับครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมคงไม่ได้ผิดนะครับ แล้วผมก็ไม่ได้ชี้แจง ผมแค่ทำความเข้าใจ เป็นสิทธิของประธานที่จะทำความเข้าใจหรือ หารือหรือพูดคุยกับสมาชิกได้ครับ ไม่มีปัญหา เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมกำลังสรุป ในประเด็นนี้สั้น ๆ อย่างนี้ครับ ผมเคารพท่านประธานนะครับ แล้วก็อยากจะเรียน ท่านประธานว่าการปรองดองนะครับ วิวาทะบางเรื่องผมเห็นด้วยท่านประธาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าต้องยุติ อย่างคำผมไม่อยากจะกล่าวซ้ำว่าคำอะไรบ้างนะครับ คำเหล่านี้ ต่อไปยุตินะครับ ถ้าไม่ยุติฝ่ายไหนก็ออกมาโต้ได้ครับแล้วมันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น คำบางคำที่ผมยกขึ้นมาสักครู่นะครับต่อไปนี้จะไม่มีแล้ว แต่ว่าถ้ามีคำเหล่านี้ต่อไปนะครับ ฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาโต้อีก การปรองดองหรือความสมานฉันท์มันก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผมเรียนเรื่องนี้เรื่องประชาธิปไตยเท่านี้ครับ

เรื่องสุดท้ายครับ ผมไม่พูดจนหมด ๒๐ นาทีแล้วครับ ดูว่ามันจะมีอุปสรรค เรื่องการยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ผมเรียนท่านประธานอีกสักครั้งนะครับ ต้องยอมรับความจริงกันบ้างนะครับ ความจริง บางเรื่องมันอาจจะเจ็บปวด แต่ว่าถ้าเราไม่ยอมรับความจริงว่าเราปวดหัวและมาบอก ปวดท้องมันไม่จบหรอกครับ ผมชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เขียนไว้หลายเรื่อง หลายตอนเหลือเกินครับ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ผมกังวลนะครับ นี่เสียงข้างน้อยพูดนะครับ ท่านรัฐมนตรีเฉลิมครับ นี่ผู้แพ้ พูดนะครับ ผมกังวลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพูดกับประธานครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

เห็นท่านจ้อง หน้าผมอยู่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าไปมองเลยครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่านี่เสียงข้างน้อยพูดครับท่านประธานครับ อย่าเขียนเฉพาะ ในนโยบายของรัฐบาลนะครับ ต้องปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ หนังสือนี้ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม คือไม่ใช่เล่มนี้นะครับ เรด เพาเวอร์แจกในที่ประชุม พรรคเพื่อไทยครับ ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน ผมว่าเอาละครับ เมื่อกี้ผมจะขอบคุณท่านอยู่แล้วนะครับท่านให้ความร่วมมือกระผมอย่างดีเลยเมื้อกี้นะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ บรรยากาศมันดีมาตลอดนะครับ อย่าไปรื้อฟื้นเลยครับ เอาว่าท่านนิพิฏฐ์ท่านเป็นฝ่ายเริ่มก่อนดีกว่านะครับ เข้าใจครับ ก็เอาว่าท่านเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ว่าเนื้อหา มีอะไรบ้าง แต่ว่าเนื้อหาเหล่านี้ครับคนส่วนหนึ่ง

(ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วงใช่ไหมครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ผมประท้วงครับ เขาขออนุญาตเอาหนังสือมาแสดงหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ขออนุญาตท่านประธานแสดงไม่ได้ แล้วเมื่อสักครู่บอกว่าผมมองหน้า ก็ท่านนั่งข้างหน้าผมจะให้ผมมองหลังเหมือนท่านหรือครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีการแจกหนังสือซึ่งคน ผมคิดว่าคน ๑๑ ล้านคนที่เลือกผมแล้วกันนะครับ ไม่สบายใจครับ ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีโกวิทครับ ผมเป็น เสียงข้างน้อยครับท่านครับ ผมเรียนท่านประธานฝากไปถึงท่านรองโกวิทครับ เราเจ็บปวดครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะเจ็บปวดหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ท่านต้องไปอ่านเนื้อหาว่า ในเนื้อหานั้นเขาเขียนว่าอะไร แล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะไปแพร่หลายในบรรดาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพรรคหลักของประเทศนี้ มีกิจกรรม ท่านประธานครับ เขียนจดหมายถึงฟ้า ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตำรวจเอก โกวิท ท่านเคยทราบกิจกรรมนี้ ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เรื่องสถาบัน ผมว่ามันพอสมควรแล้วนะครับ ผมว่ามันจะเดินต่อไม่ได้เลยนะครับท่านครับ

(นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านสาทิตย์ เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงก็ไม่ได้อยากประท้วงนะครับ แต่ว่า จำเป็นต้องประท้วงท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานกำลังฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุม และท่านประธานกำลังฝ่าฝืนสิทธิของสมาชิกที่จะอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อบังคับนี้ไม่ได้ ให้อำนาจท่านประธานอย่างไม่มีขีดจำกัดนะครับ ข้อบังคับนี้ให้อำนาจท่านประธาน ในการตักเตือนกรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนข้อบังคับตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ นั่นแปลว่าถ้าวินิจฉัยว่า มีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ท่านประธานก็มีอำนาจเตือน ห้ามปรามให้ถอนคำพูด หรือห้ามพูดได้ นั่นเป็นเรื่องชอบครับ แต่คุณนิพิฏฐ์กำลังอภิปรายซึ่งเป็นสิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิ เขาใช้คำว่า สิทธินะครับ จะซักถามและอภิปราย ทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้านในเรื่องความเหมาะสม ของนโยบายและความสามารถ ซึ่งท่านประธานก็เคยอ่านมาแล้ว ผมคิดว่าถ้าสมาชิกเขาใช้ สิทธิในการอภิปราย การไปฝ่าฝืนหรือบังคับ ไปจำกัดสิทธิเขานี่กระทำไม่ได้ครับ เว้นไว้แต่ว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เขาฝ่าฝืนข้อบังคับ ก็ชอบท่านประธานจะใช้อำนาจตามข้อบังคับนี้ ผมคิดว่าข้อบังคับนี้สมาชิกรัฐสภาทุกคนเข้าใจทั่วกัน แต่ท่านประธานครับ ตลอดเวลาที่ผม นั่งฟังการอภิปรายมานี่ ท่านพยายามที่จะบอกสมาชิกว่าเรื่องนั้นพูดได้ เรื่องนี้พูดไม่ได้ เรื่องนั้นสร้างสรรค์ เรื่องนี้ไม่สร้างสรรค์ รัฐสภาเป็นที่พวกเราซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนะครับ เพราะฉะนั้นการพูดเพื่อที่จะพูดถึงความเหมาะสมนโยบายนั้นคุณนิพิฏฐ์ทำได้ครับ ผมเพียงแต่กราบเรียนประท้วงท่านประธานเพื่อขอให้เราดำเนินการตามสิทธิของข้อบังคับ เท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสาทิตย์ครับ ก็เห็นด้วยกับที่ท่านพูดมาเมื่อกี้ทั้งหมดเลยนะครับ แล้วก็เห็นด้วยว่า ถ้านอกจากสมาชิกทำผิดข้อบังคับ ถูกไหมครับ ทีนี้ผมจะชี้ว่าท่านนิพิฏฐ์ทำผิดข้อบังคับ อย่างไร ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง เขาห้ามไว้ครับว่า ห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าโดยความเห็นส่วนตัว เรื่องสถาบันเราเอามาพูดจนบางครั้งผมว่ามันเกินจำเป็น ผมก็เห็นว่ามันควรจะหยุดได้แล้ว ไม่อย่างนั้นมันเดินต่อไม่ได้ แล้วดูแล้วมันก็จะไม่สร้างสรรค์ ผมก็เลยใช้อำนาจของผมครับ เพราะท่านนิพิฏฐ์ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ก็เท่านั้นนะครับ

ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ

(นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานเพราะว่าท่านประธานทำผิดข้อบังคับครับ เพราะว่าข้อ ๔๓ วรรคสอง ที่ท่านประธานวินิจฉัยเมื่อสักครู่ผมคิดว่าท่านนิพิฏฐ์กำลังอยู่ใน ประเด็นนี้ครับ กำลังจะชี้ให้เห็นว่านโยบายรัฐบาลที่เขียนประเด็นนี้ไว้นี่ถ้าหากว่ารัฐบาลยังไม่ เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแล้วมันมีข้อโต้แย้งกันอยู่นี่มันจะทำให้นโยบายเป็นไปไม่ได้ ท่านก็อยู่ในประเด็นนะครับ ถ้าอย่างนั้นไม่สามารถจะอภิปรายเนื้อหานโยบายของรัฐบาล ได้เลย นี่คือสิ่งที่สมาชิกกังวลนี่ครับ เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้ผิดข้อบังคับอย่างใดทั้งสิ้น ท่านประธานต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านนิพนธ์ครับ ผมว่ามันอ่านชัดเจน ข้อ ๔๓ วรรคสอง ห้ามเอ่ยถึงพระมหากษัตริย์ มันแปลเป็นอื่นไม่ได้นะครับ แล้วเมื่อสักครู่ผมก็อธิบายได้ชัดเจนครับ เราพูดถึงเรื่องสถาบัน มามากแล้วผมไม่อยากให้นำมาพูดอีก ไม่อย่างนั้นเราประชุมต่อไม่ได้ครับ แล้วที่สำคัญเขาให้ อำนาจประธานวินิจฉัยแล้วถือเป็นเด็ดขาด แล้วท่านก็ไม่ยอมอย่างนี้ นี่ท่านยืนขึ้นประท้วง ผมนี่ท่านผิดข้อบังคับทั้งนั้นละครับ ท่านไม่มีสิทธิประท้วงเลยครับ ถึงแม้ว่าผมตัดสิน ถูกหรือผิดก็เป็นเรื่องของประธานนะครับ ประชาชนเขาตัดสิน คนดูเขาดูกันทั้งประเทศ ท่านนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านนิพิฏฐ์จะได้อภิปรายต่อ นั่งเถอะครับ

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญครับท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

ประเด็นแรกที่ผมประท้วงท่านประธานก็คือท่านประธานวินิจฉัยขัดต่อ ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๓ นั่นคือเรื่องแรก ท่านประธานอ่านข้อบังคับแล้วท่านอ่าน ไม่หมดครับ ท่านบอกว่าห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ แต่ท่านไม่อ่านให้จบครับ หรือออกชื่อ สมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ท่านต้องอ่านให้จบครับ สภาแห่งนี้นี่นะครับ ในกรณีที่เอ่ยถึงบุคคลภายนอก เอ่ยได้ครับ ถ้าไม่อย่างนั้นที่ประชุมสภาแห่งนี้ไม่มีวันที่จะรับรู้ เรื่องราวทั้งหมดได้เลยถ้าพูดถึงบุคคลภายนอกไม่ได้ ก็แสดงว่าเราพูดกันถึงเฉพาะสมาชิก ที่อยู่ในห้องประชุมสภาเท่านั้นหรือครับ การประชุมสภาที่นี่เป็นการทำหน้าที่ปวงชนชาวไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์และผาสุก วันนี้การแถลงนโยบายถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ของรัฐสภา รัฐธรรมนูญถึงต้องกำหนดครับว่าให้ตัวแทนปวงชนชาวไทยช่วยกันเสนอแนะ ให้ข้อสังเกต ให้ข้อแนะนำกับรัฐบาล เพราะสิ่งที่ท่านสมาชิกลุกขึ้นนั้นก็เพื่อประโยชน์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สบายใจในการทำหน้าที่ ของประธานมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ท่านนิพิฏฐ์กำลังอภิปราย ท่านประธานอย่าไปนึกก่อนเลยละครับว่าท่านนิพิฏฐ์จะอภิปราย อะไร ท่านประธานต้องรับฟัง ท่านประธานเป็นประธานของที่ประชุมแห่งนี้ท่านต้องเคารพ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ท่านเป็นประมุขของที่ประชุมแห่งนี้ไม่ได้หมายถึง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ ไม่ได้ใช้สิทธิอภิปรายนะครับ เนื้อหาท่านประท้วงจบหมดแล้วครับ ท่านใช้สิทธิประท้วง ท่านประท้วงจบแล้วครับ แล้วท่านกำลังอธิบาย ทีนี้ท่านอภิปราย ไปแล้วครับ ผมขอวินิจฉัยครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมจะวินิจฉัยครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านครับ ถ้าเช่นนั้นไม่จบครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านผมขออนุญาตชี้แจง เป็นอำนาจของ ประธานครับ ผมอนุญาตให้ท่านประท้วง แล้วท่านได้ประท้วงแล้วชี้ประเด็นครบถ้วนแล้ว

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม ผมคิดว่า ถ้าท่านธนาจะพูดให้พูดต่อจากท่านนิพิฏฐ์เลยครับ แล้วหักเวลาของพรรคประชาธิปัตย์ไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้วครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ พอแล้วครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ ตามข้อ ๔๓ วรรคสอง ห้ามเอ่ยถึง พระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น ส่วนจำเป็นหรือไม่จำเป็นนั้นเป็นอำนาจของประธานที่จะต้อง ใช้ดุลยพินิจ เพราะฉะนั้นผมได้ใช้ดุลยพินิจแล้วนะครับว่าเราประชุมกันนี่ได้หยิบยก เรื่องสถาบันมาพูดกันมากพอสมควรแล้ว ผมก็เห็นว่ามันพอสมควรก็ไม่อยากจะให้เอ่ยถึง ถ้าเอ่ยถึงอย่างนี้แล้วมันก็ไม่สามารถที่จะประชุมต่อได้ โดยเฉพาะถ้าจะเอาเรื่องหลัง เรื่องเก่ามาพูดกัน เดี๋ยวก็มีการประท้วง แล้วก็เก็บเรื่องอดีตมาคุยกันก็ไม่ต้องไปไหนเลยครับ ผมอยากให้เราทำการเมืองกันแบบสร้างสรรค์ ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเมื่อสักครู่ว่าท่านนิพิฏฐ์กำลังอภิปรายนโยบาย รัฐบาล ท่านอ่านนโยบาย ข้อ ๒ ดูสิครับ นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ ๒.๑ เทิดทูนและพิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ นโยบายรัฐบาลเขียนไว้อย่างนี้ ท่านนิพิฏฐ์กำลังอธิบายประเด็นนี้ของนโยบายรัฐบาล แล้วท่านจะไม่ให้ชี้แจงได้อย่างไรล่ะครับ ท่านกำลังถามรองนายกรัฐมนตรีว่ากรณีมีหนังสือ ออกมาอย่างนี้มันสวนทางกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่ หรือว่าเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล นี่คือ สิ่งที่กำลังอภิปรายกันอยู่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ถ้าจะพูดถึง เรื่องประเด็นนี้นะครับ ต้องพูดในเรื่องอนาคตอย่าไปรื้อความเก่ามาพูดเลยครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ผมคิดว่าท่านประธานกำลังใช้ดุลยพินิจที่ส่อ ไปทางที่ท่านธนาบอกว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมได้วินิจฉัย แล้วนะครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขอ อนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย

นายนิพนธ์ บุญญามณี บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ของผมนี่ท่านประธานวินิจฉัยก่อน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว เมื่อกี้ ผมย้ำกับท่านแล้วว่าประเด็นที่ท่านประท้วง ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว ก็ประเด็นเดิมนะครับ ทีนี้ ท่านจิรายุก็ประท้วง ผมก็อนุญาต แต่ท่านก็อยู่ ๆ ท่านก็พูดสวนมาอย่างนี้ ท่านได้ใช้สิทธิของท่าน แล้วผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้วก็เป็นข้อประท้วงเดิม ซึ่งผมก็ได้ยืนยันว่าผมได้วินิจฉัยไปแล้ว ท่านนั่งก่อน

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอาศัย ข้อบังคับการประชุมในข้อ ๔๕ ประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ท่านนิพิฏฐ์นะครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่มีการใส่ร้าย เสียดสีบุคคลอื่นใด เนื่องจากกระผมเป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทย แล้วก็มีตำแหน่งเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ในการประชุมพรรคเพื่อไทย ทุกครั้งผมเข้าประชุมทุกครั้งครับ ไม่เคยเห็นหนังสือที่ท่านได้นำเสนอ เคยเห็นหนังสือนี้ ตามแผงหนังสือทั่ว ๆ ไปครับ แต่ไม่เคยเห็นพรรคเพื่อไทยนำมาแจกให้กับสมาชิก ในการประชุมพรรคในแต่ละครั้ง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตให้ท่านประธานวินิจฉัย ให้ถอนคำพูดที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยแจกหนังสือนี้ในที่ประชุมพรรคครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นี่ผมว่าก็ประท้วงกันไปมา ถ้าพูดเรื่องนี้แล้วเอาอดีตมาพูดนะครับ ผมว่ามันไม่จบ แล้วไม่สร้างสรรค์ แล้วก็ประท้วง กันไปประท้วงกันมาอย่างนี้ ท่านครับ รัฐบาลเขายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ ผมถือว่าผมได้ วินิจฉัยไปแล้ว แล้วผมก็ยืนยันคำวินิจฉัยเดิม ไม่เป็นไรครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ขอท่านอย่างนี้ ท่านอภิปรายต่อแล้วพยายามอย่าให้มีกระทบ แล้วถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเอาเรื่องอดีตมารื้อฟื้น เลยนะครับ ท่านพูดเรื่องอนาคตดีกว่าครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมจะพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

แต่ว่า ท่านประธานครับ ผมเรียนอีกสักครั้งหนึ่งเถอะครับว่า

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานช่วยกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ ตามข้อ ๔๓ ใส่ร้ายป้ายสีครับท่านประธานครับ ว่าได้มีการแจกในห้องประชุมของพรรคครับ โดยเฉพาะเอกสารนี้ และท่านชูขึ้นมาแบบนี้ นี่ครับ สมาชิกพรรคหลายล้านคนเสียหาย โดยเฉพาะสมาชิกที่ประชุมในที่ประชุมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ช่วยถอนตรงนี้ เถอะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

อันนี้ ท่านประธานครับ ผมยอมให้ถูกฟ้อง ผมไม่ถอน เพราะผมมีหลักฐาน แต่อย่าเพิ่งเปิดให้ ท่านประธานดูนะครับ มีหลักฐานครับว่ามีการนำหนังสือเรด เพาเวอร์ ในฉบับที่ ผมอธิบาย ต่อได้ไหมท่านครับ นี่ครับ ผมถอนไม่ได้ เพราะอันนี้เป็นเรื่องจริงแต่ว่าไม่ใช่ฉบับนี้ ฉบับที่มี ภาพท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นซูเปอร์แมน (Superman) แจกในที่ประชุมเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมครับ มันมีเป็นข่าวครับ ถ้าผมพูดเรื่องนี้ไม่จริงแล้วท่านเสียหาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านนิพิฏฐ์ ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงซึ่งต้องพิสูจน์กัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตผ่านข้าม เรื่องนี้ไปก่อน ท่านอภิปรายต่อครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ครับ ผมขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วผมพยายามที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของ ท่านประธานนะครับ แต่ว่าผมเรียนท่านประธานว่าความจริงนี่ครับบางครั้งมันต้องเจ็บปวด แต่ว่าถ้าเราไม่รับความจริงเราเดินหน้าไม่ได้ บางครั้งต้องยอมรับความจริงครับ ที่ผมเรียน ท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้เพื่อความปรองดอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติอย่าให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นอีก ถ้าสิ่งเหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นอีก ความปรองดองมันก็ง่ายครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มันต้องมีกติกาครับ ผมเรียนท่านประธานต่อไปนะครับว่า สงครามในโลกยุคใหม่มันไม่ได้เป็นสงคราม ในการแย่งชิงทรัพยากรนะครับ ไม่ได้แย่งชิงอาณาเขตกันนะครับ สงครามใหญ่ในโลก ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสงครามที่เราต่อสู้กันในเรื่องความเชื่อสูงสุด เขาเลยมีหลักนะครับ ท่านประธานครับว่าความเชื่อสูงสุดของมนุษย์ห้ามยกมาเถียงกัน เมื่อไรก็ตามที่เราเถียงกันใน เรื่องความเชื่อสูงสุด เช่น ศาสนา สงครามเกิดขึ้นได้ เมื่อใดก็ตามที่เราเถียงกันเรื่องสถาบัน สูงสุดของชาติ ไม่ว่าสถาบันไหนเถอะครับ สงครามเกิดขึ้นได้ สงครามกลางเมืองในประเทศนี้ เกิดขึ้นได้เพราะเราเถียงกันในเรื่องความเชื่อสูงสุด ผมเชื่อในสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือ ความเชื่อสูงสุดของผมและพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเราขัดแย้งกันในเรื่องนี้เราจำเป็นต้องสู้กัน แต่ถ้าขัดแย้งกันในเรื่องอื่นครับ ยอมได้ ผมเรียนผมนี่คือผู้แพ้นะครับ แต่อย่าต่อสู้กันในเรื่อง ความเชื่อสูงสุด ผมขอท่านประธานเป็นประโยคสุดท้ายครับ คนเสื้อแดงจัดงาน ทักษิณ มหาราษฎร์ ท่านประธานที่เคารพครับ

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ซึ่งท่านประธาน ได้ตักเตือนท่านสมาชิกท่านผู้นี้หลายครั้งแล้ว ก็ไม่เคยเชื่อฟังนะครับ อยากจะฟัง ท่านสมาชิกท่านผู้นี้พูดเรื่องนโยบายของรัฐบาล เสนอแนะในเรื่องต่าง ๆ ผมไม่เชื่อนะครับ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกท่านผู้นี้ท่านเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าเลยครับ เอาละครับ พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ นั่งเถอะครับ นั่งเถอะครับ ท่านจตุพรครับ คงพอแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ คือมีอยู่ ๒ ประเด็นครับท่านประธาน ๑. ท่านประธานให้นายนิพิฏฐ์ หยุดพูด ๒. ก็คือท่านประธานอนุญาตให้พูดต่อและผมจะได้ใช้สิทธิพาดพิง เพราะสิ่งที่ นายนิพิฏฐ์พูดเป็นความเท็จทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานอนุญาตให้นายนิพิฏฐ์ พูดต่อในกรณีการจัดงาน คนเสื้อแดงจัดงานทักษิณมหาราษฎร์ เป็นความเท็จที่เลวที่สุด เพราะฉะนั้นก็คือว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้วครับ ท่านจตุพรครับ พอแล้วครับ ท่านจตุพรครับ พอแล้วครับ

(นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ผมไม่อนุญาตให้ประท้วงครับ เพราะผมปิดเสียงไว้แล้วเมื่อกี้ ไม่เสียหายหรอกครับ ท่านนั่งเถอะครับ ไม่มีใครทำผิด ข้อบังคับนี่ครับ เมื่อกี้ผมปิดไมโครโฟนไว้แล้วครับ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเสียหาย ท่านนั่ง เถอะครับ เอาอย่างนี้ครับ ผมให้ใช้สิทธิตามเวลาที่กำหนดกันนะครับ แล้วก็จะอนุญาตให้ ท่านนิพิฏฐ์พูดได้เต็มที่ แล้วก็ท่านจตุพรก็ใช้สิทธิพาดพิง แล้วไม่ต้องประท้วงนะครับ เงื่อนไข ต้องไม่ประท้วงนะครับ ต้องปล่อยให้ทั้ง ๒ ท่านได้อภิปรายเต็มที่เลยนะครับ ได้ไหมครับ หรือไม่ก็ต้องยุติครับไม่ให้พูดถึงตามที่ผมได้วินิจฉัย แต่ถ้าจะพูดท่านจตุพรก็ต้อง ใช้สิทธิพาดพิง แล้วผมจะปล่อยให้พูดเต็มที่เลยแต่ห้ามประท้วง ผมว่ามันไม่สร้างสรรค์ นะครับท่านครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอวรงค์ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด พิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานในเงื่อนไขที่ประธานตั้งขึ้นมาครับ เพราะ ท่านประธานตั้งเงื่อนไขว่าให้ท่านนิพิฏฐ์พูดได้เต็มที่ และให้ท่านจตุพรพูดได้เต็มที่ แล้วต่างฝ่ายต่างพูดได้เต็มที่โดยไม่ต้องมีการประท้วงกัน ซึ่งผมถือว่าเงื่อนไขนี้มันไม่ใช่ เงื่อนไขของข้อบังคับการประชุม ท่านต้องเอาข้อบังคับการประชุมเป็นหลักในการประชุม รัฐสภา ถ้าท่านทำหน้าที่ไม่ได้ผมว่าท่านลงเถอะครับท่านประธาน เอารองประธานขึ้นมา ทำหน้าที่ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมหมายถึงผมจะดูแลเอง เพื่อให้ทุกคนได้ใช้สิทธิเต็มที่ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เมื่อกี้ก็จะจบอยู่แล้วครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขอบคุณครับ ผมจะจบแล้วครับท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าจบแบบเมื่อกี้เลยครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่านี่คือความเชื่อสูงสุดของผม นโยบายเทิดทูนและพิทักษ์รักษา ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเชื่อผมอย่างนั้น ผมดีใจนะครับ เมื่อมีการประกาศรายชื่อ คณะรัฐมนตรี มีรายชื่อของอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๒ ท่านอยู่ใน คณะรัฐมนตรีผมเชื่อท่านทั้งสองครับว่าท่านจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้อง คนอื่นผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อครับ ผมเชื่อท่านโกวิทกับท่านประชาว่าท่านสามารถปฏิบัติตามนโยบายนี้ได้ คนอื่น ผมไม่เชื่อนะครับ เพราะไม่เคยแสดงให้ผมเห็น ท่านต้องรักษาเกียรติยศของตำรวจ ท่านโกวิทครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปถึงท่านโกวิทนะครับ อย่าให้มีงานเหล่านี้ เกิดขึ้นนะครับงานเหล่านี้ครับมันสร้างความขมขื่นให้กับคนส่วนหนึ่งของประเทศ อย่าใช้ คำพ้องเสียงอย่าคิดว่าเหมือนสุรามหาราชนะครับ ทักษิณมหาราษฎร์ไม่เหมือนกันครับ ผมขอท่านทั้งสองเถอะครับ เพราะเป็นกิจกรรมของคนเสื้อแดงซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เดิน ๒ ขา ของพรรคเพื่อไทย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะจบอยู่แล้วครับ เดี๋ยวท่านใช้สิทธิพาดพิงทีหลัง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อย่างนั้น ใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านนั่งเถอะครับ เดี๋ยวให้ท่านจตุพรใช้สิทธิพาดพิง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมกำลังจะจบ อย่างนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะจบอยู่แล้วครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมกำลังจะจบ ฝากท่านประธานถึงท่านรองโกวิท ถึงท่าน พลตำรวจเอก ประชาครับ ตำรวจเป็นอาชีพ เดียวที่มีตราหน้าหมวกไม่เหมือนอาชีพอื่น ผมไม่พูดกับท่านรัฐมนตรีเฉลิมหรอกครับ ตราหน้าหมวกของตำรวจคือตราแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ผมขอให้ท่านทั้งสองรักษา ตราแผ่นดินและรักษาแผ่นดินนี้ไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีขอ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ไม่ครับ พี่ก่อน เขาพาดพิง ๒ รอบ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ และท่าน ผู้ชมผู้ฟังทางบ้าน ผมกราบยืนยันต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ พรรคเพื่อไทยและพสกนิกร ชาวไทยทุกหมู่เหล่าถวายความจงรักภักดีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ และไม่มีใคร สักคนเดียวที่เป็นพสกนิกรชาวไทยไม่ว่าพุทธ คริสต์ พราหมณ์ อิสลาม ฮินดู ต่างจงรักภักดี ทั้งนั้น ผมไม่อยากให้การเมืองแอบอ้างอิงสถาบัน การแสดงออกพรรคเพื่อไทยชัดเจนว่าเราจงรักภักดีและรอยัลตี้ (Royalty) นั่งข้างบน มี ๔ พลเอก ๒ พลตำรวจเอก ๑ พลอากาศเอก ๑ พลเอก ผมยศน้อยครับ แต่ผมก็มี ความจงรักภักดีและผมรอยัลตี้ ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมสำหรับคนที่พูดพาดพิงสถาบัน อย่าเคลือบแคลง อย่าสงสัยว่าพวกผมไม่จงรักภักดี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร จบโรงเรียนเตรียมทหาร จบนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อย่าใส่ร้ายเหมือนกับใส่ร้ายอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เลยครับ ใครก็ตามที่คิดใส่ร้าย ขอให้รับรู้ รับทราบ ณ บัดนี้ พวกผมนี่ผ่าหัวใจ เลือดสีน้ำเงิน แต่ความจงรักภักดีนั่นอยู่ในใจ ท่านจงรักภักดี ดีครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบอกว่าพวกผมไม่จงรักภักดี ขอให้จบ ขอให้ เลิกเถอะครับ ฝรั่งบอก ฟอร์เก็ต อีส เดอะ พาสท์ สตาร์ท ออฟ เดอะ นิว (Forget is the past start of the new) ลืมความหลังแล้วเริ่มต้นใหม่ ใครผิดพวกผมดำเนินคดี ถ้าใครไม่ผิด แต่เป็นความรู้สึกว่าคนนี้ไม่จงรักภักดี นั่นเป็นอิแมจิน (Imagine) เป็นฝัน เป็นความรู้สึกของคนบางคนที่รับไม่ได้ เป็นความรู้สึกของคนบางคนที่ทำใจไม่ได้ แล้วที่บอกว่า ผมนี่ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มันแทรกแซงไม่ได้หรอกครับ กระบวนการยุติธรรม ท่านเป็นอิสระ แล้ววันนี้รัฐบาลไม่มีส่วนไหนเลยที่มีปฏิสัมพันธ์กับศาลสถิตยุติธรรม ขอให้ทำใจให้สบาย ท่านทำหน้าที่ฝ่ายค้านเถอะครับ ค้านเก่ง ๆ ดี เพราะรัฐบาลชุดนี้บริหาร ราชการดี ประโยชน์มันตกกับประเทศชาติ เลิกพูดถึงสถาบันสักทีเถอะครับ เพราะเราต่าง จงรักภักดีเหมือนกัน ขอบพระคุณครับท่านประธานรัฐสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ ท่านจตุพรครับ เชิญครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สั้น ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอความกรุณา นิดเดียวนะครับ อย่างนี้ท่าน เอาเฉพาะประเด็นที่พาดพิงแล้วเสียหาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้กล่าวพาดพิงว่าคนเสื้อแดงจัดงาน ทักษิณมหาราษฎร์ ผมให้นายนิพิฏฐ์นำหลักฐานมาแสดงว่ามีคนเสื้อแดงคนไหนไปจัดงาน ที่นายนิพิฏฐ์หยิบมากล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงปรากฏเป็นอย่างนี้ หลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะ การเลือกตั้ง มีคนชั่วขี้เรื้อนบางคนไปขึ้นป้ายปล่อยข้อความว่า ทักษิณมหาราษฎร์ เพื่อจะ พ้องคำ พวกกระผมไม่ได้ไปกินแกลบ ก็รู้ว่านี่เป็นการทำลาย พันตำรวจโท ทักษิณ เป็นการทำลายคนเสื้อแดง เป็นการทำลายพรรคเพื่อไทย ผมขอสาปแช่งให้คนชั่วที่ร่วม สมคบกันเอาป้ายข้อความนี้นำมาเผยแพร่ ขอให้มันมีอันเป็นไป นี่สาบานกันต่อหน้า พระบรมสาทิสลักษณ์

ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมเองไม่ได้มีสถานะ ที่แตกต่างไปจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกแจ้งความคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นายอภิสิทธิ์ไปถูกแจ้งที่กองปราบ ผมก็ไปถูกแจ้งที่ สน. สำราญราษฎร์ เรื่องของพวกผม ไปที่ดีเอสไอผมไปบอกกับดีเอสไอว่าขอสละสิทธิการใช้เอกสิทธิ์ แต่นายอภิสิทธิ์ คุมกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คดีล้มเจ้า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านครับ เอาเฉพาะที่เขาพาดพิงเรานะครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ ส.ส. นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ซึ่งมีการพูดเหมือนกับวันที่จ่ายเงิน ๕๐๐ เพื่อชดเชยนายทุนพาดพิงกระผมนั้น ผมเรียนกับท่านประธานเลยว่าพวกผมนี่เจ็บปวด ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง ก็อธิบายชัดเจน ศอฉ. ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไปขึ้นผังล้มเจ้า แล้วปรากฏว่านายถวิล เปลี่ยนศรี เลขานุการของ ศอฉ. มาสารภาพบอกว่านี่เป็นตราบาปของ ศอฉ. โฆษกของ ศอฉ. ก็ไปยอมรับว่าเป็นความเท็จ กลางศาล ท่านประธานปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ไม่มีปัญหาหรอก ท่านประธาน แต่เวลานี้ต้องการทำลายใครก็ชี้หน้ากล่าวหาเขา

(นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิทยาครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะประท้วงท่านประธานที่จะควบคุมการประชุมให้เป็นไป ด้วยความเรียบร้อยนะครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง นะครับ ผมเข้าใจว่าคำตอบท่านชัดเจนครับ แล้วท่านยืนยันต่อสภาถึงความเหมาะสม ความควร ที่สมาชิกควรจะทำทั้งหมด ทีนี้ผมติดใจเพื่อนสมาชิกที่ขึ้นมาอภิปรายเมื่อสักครู่ แล้วก็ ลามปามไปใหญ่โต ฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมด้วยครับ ไปช่วยตามอ้ายขี้เรื้อน ที่ขึ้นข้อความว่า ทักษิณมหาราษฎร์ ไปตามมาด้วยครับ อ้ายขี้เรื้อนนี้ต้องจัดการครับ เพราะมันแดงเทียมไม่ใช่ใครทั้งหมดครับ อย่าเดือดร้อนนั่งลงก่อนครับ นั่งครับ

(นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ ท่านจตุพรครับ ท่านพอเถอะครับ

(นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านสุเทพครับ เมื่อสักครู่นี้ ผมปิดไมโครโฟนไว้แล้วครับ ไม่เสียหายหรอกครับ ผมปิดไมโครโฟนตั้งนานแล้วครับ ที่จะเสียหาย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุเทพเอาประเด็น ที่ท่านเสียหายครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

เมื่อสักครู่ท่านประธานปิดไมโครโฟนช้าไปหน่อย เวลาคุณจตุพรอภิปรายท่านก็มักจะมือสั่น ปิดไมโครโฟนช้า ผมเสียหาย ท่านปล่อยให้คุณจตุพรพูดในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับที่คุณนิพิฏฐ์ อภิปรายเลยเถิดไปถึงว่า ศอฉ. ที่ผมเป็นคนกำกับดูแลได้ทำหลักฐานปลอม ได้ไปใส่ร้าย คุณจตุพร อันนี้ผมเสียหาย ท่านประธานจะอนุญาตให้ผมชี้แจงไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขอเล็กน้อยเฉพาะ ประเด็นนี้นะครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ใช่ครับ ผมจะชี้แจงกับท่านประธานว่าได้มีความพยายามของกลุ่มบุคคลที่ได้กระทำการล่วงละเมิด ต่อสถาบันเบื้องสูง วันนั้นผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ผมมีหน้าที่ดูแลรักษา กฎหมายบ้านเมือง เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรมที่กระทำการที่เป็นการลบหลู่สถาบัน ที่เคารพก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องใส่ร้าย เพราะ ณ บัดนี้ก็ชัดเจน แล้วว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งข้อกล่าวหา มีจำเลย มีผู้ต้องหาทั้งหมด ๑๙ คน ในจำนวนนั้นก็มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ อยู่ด้วย และมีพรรคพวกของนายจตุพรที่เป็น ผู้แทนราษฎรอยู่ในสภานี้อยู่พรรคเพื่อไทยด้วย นี่คือข้อเท็จจริงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คนเสื้อแดง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมใช้สิทธิ พาดพิงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิเอาเฉพาะ ที่ท่านสุเทพพูดถึงเมื่อกี้นี้แล้วไม่ควรพาดพิงกลับไปอีกจะได้จบ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ด้วยความเคารพครับ ยินดีปฏิบัติเช่นนั้น ผมเป็น ๑ ใน ๑๙ คน เป็นพรรคพวกของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูง ท่านประธานครับ พวกผมยืนยันความบริสุทธิ์แล้วได้แสดงความบริสุทธิ์ใจไปแสดงตัวต่อดีเอสไอ เซ็นหนังสือ แสดงเจตนารมณ์สละเอกสิทธิ์คุ้มครองระหว่างสมัยประชุม นี่คือสิ่งที่พวกผมทำ เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าจนยุติอย่างไรให้เป็นเรื่องของ กระบวนการได้ไหมครับ การมากล่าวหากันเช่นนี้มันไม่มีหนทางที่จะปรองดองได้ การกล่าวอ้าง สถาบันเบื้องสูงมาใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมืองไม่เป็นผลดีต่อสิ่งใดส่วนใดเลย แม้กระทั่ง สถาบันเบื้องสูงก็ตาม ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านและพี่น้อง ประชาชนว่าวันนี้เราอภิปรายนโยบายรัฐบาลการกล่าวหาด้วยเรื่องนี้มันทำลายทุกคน ทำลายทุกฝ่าย นายกรัฐมนตรีผู้มีคุณูปการกับการอภิวัตน์ประชาธิปไตยถูกทำลาย ด้วยข้อกล่าวหานี้ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสูงสุดในประวัติศาสตร์ ของประเทศถูกทำลายด้วยข้อกล่าวหานี้ และที่ผมเจ็บปวดที่สุดข้อกล่าวหานี้ใช้กล่าวหา แล้วเข่นฆ่าประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ข้อกล่าวหานี้ใช้กล่าวหาแล้วออกใบอนุญาตฆ่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพอสมควรแล้วครับ ขอบคุณครับ พอแล้วครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคำเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอเถอะครับ ไม่อนุญาต แล้วครับท่านครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านณัฐวุฒิคำเดียวที่ว่าอย่าเป็นเรื่องของการแขวะ กลับเลยนะครับ เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ คนที่เป็นเหยื่อในข้อกล่าวหานี้ทั้งที่เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นรอยเจ็บปวด ในประวัติศาสตร์ เป็นความช้ำใจของประเทศที่สูญเสียคนดีมีความสามารถ แล้วไม่อาจเอา กลับคืนได้ ดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ กลับมาในวันที่เป็นเถ้าถ่านเป็นรัฐบุรุษ เป็นบุคคลสำคัญ ของโลก แต่แผ่นดินไทยได้สูญเสียบุคคลเหล่านี้ไป ผมอยากจะให้ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน ของพวกเราทั้งหมดครับ ขอเรียกร้องเท่านี้เอง ไม่อยากให้มีใครถูกทำลายและตายเพิ่ม ด้วยข้อกล่าวหานี้ ด้วยความเคารพครับ

(นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่มีอะไรเสียหายครับ ท่านสุเทพครับ ด้วยความเคารพครับ ท่านพอเถอะครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านใช้ สิทธิอะไรครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงหรือใช้สิทธิ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มี ๒ ตอนด้วยกันนะครับ ตอนนี้ขอประท้วง ท่านประธานก่อนว่าท่านกำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ข้อ ๑๑๔ เขาให้ท่านประธานได้ใช้ อำนาจได้เมื่อมีคนกระทำผิดข้อบังคับนะครับ แต่ว่าท่านประธานใช้อำนาจเกินอำนาจ ตามข้อ ๑๔ กระผมจะไม่เสียเวลากับประโยคนี้กับข้อนี้นะครับ ที่ผมลุกขึ้นมาประท้วงก็คือว่า ท่านประธานปล่อยให้ท่านสมาชิกอภิปรายและทำให้เกิดความเสียหาย ความเสียหายนั้น ไม่ได้เกิดกับผมคนเดียวหรือคณะรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่กว้างกว่านั้น เพราะท่านประธาน เปิดเสียงปล่อยให้เขาพูด บอกว่าข้อหาที่ใส่ร้ายนั้นซึ่งเป็นข้อหาล่วงละเมิดสถาบันนั้นเป็นเหตุ ไปสู่การฆ่าสังหารไม่จริง เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องเป็นคนละกรณีกัน กระบวนการของคนที่ถูก ตั้งข้อหาว่าล่วงละเมิดเบื้องสูงนั้นมีพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเขาได้รวบรวม พยานหลักฐานไม่ใช่เรื่องที่ผมตั้งข้อหาเอง แต่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รักษา กฎหมาย ส่วนกรณีที่มีการเป็นการตายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่ต้องการให้ท่านประธาน ปล่อยให้มีการพูดจาอย่างนี้ ท่านประธานต้องสั่งให้เขาถอนคำพูดตรงนี้เสียก่อนครับ เพราะ เรื่องนี้บันทึกอยู่ในสภาไม่ได้ เป็นคนละเรื่องกันครับ ท่านประธานจะวินิจฉัยว่าอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุเทพครับ นี่อย่างไร ที่ผมถึงไม่อยากให้พูด ถ้าพูดแล้วมันก็จะเป็นปัญหาแล้วก็ไม่จบ ประเด็นเดียวกันนะท่าน ประเด็นเดียวกันก่อนที่ท่านณัฐวุฒิจะได้พูดเรื่องนี้ ก็เพราะท่านณัฐวุฒิรวมทั้งท่านจตุพร ถูกกล่าวหา เขาก็ต้องชี้แจง พอชี้แจงแล้วมันก็ต้องกระทบอีกฝั่งหนึ่งแน่นอน เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าสมควรแล้วครับ พอแล้วครับ

(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญท่านอภิสิทธิ์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะประท้วงท่านประธานครับ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกคือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ประท้วงไม่ใช่เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพวกกระผมครับ แต่เป็นประเด็นที่ ส.ส. ที่ถูกประท้วงเอาเรื่องของสถาบันไปผูกโยงกับเรื่องของการสูญเสียชีวิต ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลยแม้แต่น้อยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ไม่ได้หมายถึง อย่างนั้นนะครับ ท่านครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ ข้อบังคับที่พวกเราร่างขึ้นมาเป็นกติกาให้อำนาจประธานเป็นผู้วินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด ส่วนผิดหรือถูกอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมถือว่าผมวินิจฉัยแล้วต้องเป็นเด็ดขาดครับ ไม่อย่างนั้น มันจบไม่ได้ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประท้วง ให้จบเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ขอความกรุณาท่านอย่างนี้นะครับ ผมฟังเหมือนกับ เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านได้ฟัง ถ้าไม่จริงไม่เป็นไรครับ ให้ท่านสมาชิกท่านนั้นลุกขึ้นมา พูดใหม่ ยืนยันเสียว่าเหตุการณ์การเสียชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นปี ๒๕๕๓ สอบกันไป ตามความเป็นจริงครับ เหมือนที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวนพูด ใครผิดต้องถูกลงโทษ ผมนั่งฟังด้วยความอดทนครับ ผมก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าใครที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ผมเปิดโอกาสให้คณะกรรมการอิสระสอบ แต่จะสอบอย่างไรไม่ใช่อย่างที่เพื่อนสมาชิก พูดเมื่อสักครู่ว่าเอาเรื่องของข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสถาบันมาเป็นใบอนุญาตหรือมาเป็นเงื่อนไข ในการทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ทำอย่างนั้น พูดอย่างนั้น สรุปอย่างนั้น พวกกระผมไม่ได้ เสียหายครับ สถาบันสูงสุดเสียหาย ถ้าไม่ได้พูดลุกขึ้นมายืนยันว่าไม่ได้พูด แล้วก็จบกันไป เท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านณัฐวุฒิครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุเทพครับ กรณี ของท่านผมได้วินิจฉัยแล้วนะครับ ถือว่าจบนะครับ ท่านสุเทพท่านจะประท้วงประเด็นไหนครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ เมื่อสักครู่ผมประท้วง แล้วผมขอให้ ท่านประธานมีคำวินิจฉัย แล้วท่านประธานก็ไม่วินิจฉัย และมีผู้ประท้วงท่านอื่นท่านก็ปล่อย ให้เขาพูดไป ผมก็เรียนกับท่านประธานแล้วว่าผมยังประท้วงอยู่ ผมอาจจะยอมท่านประธาน ได้หลายเรื่องแต่ว่าเรื่องนี้ผมเรียนว่าผมยอมไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านสุเทพครับ ผมจะอนุญาตท่านอีกทีครับ เชิญครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

คุณณัฐวุฒิ ขออภัยที่ต้องเอ่ยแล้ว คราวนี้เป็นความจำเป็นตามข้อ ๔๓ ท่านณัฐวุฒิกล่าว อย่างนี้ครับ ข้อกล่าวหานี้ออกใบอนุญาตให้ฆ่าประชาชนไม่อยากให้คนตายเพิ่มเติมด้วยข้อกล่าวหานี้อีก อย่างนี้ผมยอมไม่ได้ เพราะไม่ได้เสียหายเฉพาะผม ไม่ว่าเขาจะเจตนาหรือไม่เจตนาอย่างไร ท่านประธานต้องสั่งให้เขาถอนคำพูด ผมไม่ต้องการให้บันทึกไว้ในสภา ผมถามว่า ท่านประธานจะวินิจฉัยไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งก่อนครับ ท่านณัฐวุฒิครับ เมื่อกี้ท่านสุเทพ ท่านอภิสิทธิ์ ได้กล่าวว่าท่านพูดอย่างเมื่อกี้ ขอความชัดเจน อีกสักทีได้ไหมครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมแน่ใจว่าสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจครับว่าผมพูดเพราะต้องการ แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเรื่องนี้ แล้วเรียกร้องอย่างยิ่งจริง ๆ ครับ ที่ไม่อยากจะให้ใคร ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าฝ่ายผม ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือฝ่ายอื่น นำข้อกล่าวหาเรื่องสถาบันเบื้องสูง มาใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมืองอีก เพราะมันเจ็บปวด คนไทยที่ไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมกับ กิจกรรมทางการเมืองก็เจ็บปวด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเฉพาะประเด็นเมื่อกี้ ที่เขาสงสัย ชี้แจงเฉพาะประเด็นเมื่อกี้นะครับ

(นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานนะครับ ท่านนั่งเป็นประธานในที่ประชุม ท่านได้ยินชัดเจนเขาพูดอะไร ผมก็อุตส่าห์ทวนความให้ท่านฟังอีก แล้วผมก็เรียกร้อง ให้ท่านวินิจฉัย ท่านต้องวินิจฉัยครับ ไม่ใช่ไปถามว่าเมื่อกี้เขาพูดอะไร แล้วปล่อยให้เขาพูด เลยเถิดไปอีกเสียหายอีก ท่านวินิจฉัยก่อนสิครับในสิ่งที่ผมประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุเทพครับ เมื่อกี้ ท่านประท้วงประเด็นคำพูด ขอย้ำอีกทีครับท่านหมายถึงประเด็นไหน ประเด็นที่ท่าน ประท้วงเมื่อกี้ ชัด ๆ อีกทีครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ผมเสียใจจริง ๆ นะท่านประธานครับ เรียนท่านประธานตรง ๆ นะครับ จริง ๆ ผมอยากให้ ท่านประธานพักประชุมแล้วไปเปิดเทปฟัง เพราะพูดออกไปก็เสียหายอีก ผมไม่อยากซ้ำแล้ว เพราะผมพูดแล้วถ้าท่านประธานฟังที่ผมพูดแล้วไม่ชัดไม่เข้าใจนี่ ผมคิดว่าท่านประธานต้อง พักประชุมแล้วไปเปิดเทปฟังเอง ผมเรียกร้องให้ท่านประธานวินิจฉัยก่อนทำอย่างอื่น ถ้าท่านประธานชี้ให้คุณณัฐวุฒิพูดอีก ผมก็จะประท้วงไม่หยุดครับ แล้วพวกผมไม่สามารถจะ ยอมรับท่านประธานได้ด้วย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมให้ท่านสุเทพ ประท้วงอยู่ครับ ท่านนั่งก่อนครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ถ้าท่านประธานอยากจะทราบ ผมเอาที่เขียนให้อ่าน ผมเสียใจไม่อยากพูดต่อ ท่านประธาน จะได้รู้ว่าเขาพูดอะไร

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้นำ เอกสารมอบให้ประธานรัฐสภา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิครับ

(นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอ อนุญาตประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจตุพรท่านนั่งก่อนครับ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอ อนุญาตประท้วงสิ่งที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกำลังอนุญาต ให้คุณสุเทพประท้วง แล้วขั้นตอนยังไม่จบ ท่านนั่งก่อนครับ ท่านณัฐวุฒิครับ ข้อกล่าวหานี้ ออกใบอนุญาตให้ฆ่าประชาชน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มิได้ครับ ผมบอกว่าข้อกล่าวหานี้ได้ทำลายนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ๒ คน อันนี้สรุปความโดยย่อนะครับ ฟังก่อนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อยู่ในความสงบ เรียบร้อยด้วยครับ ท่านครับ ผมขออนุญาตพักประชุมสัก ๑๐ นาที ขอไปดูข้อความนะครับ

พักประชุมเวลา ๒๒.๒๖ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๓.๐๖ นาฬิกา

ผมขออนุญาตดำเนินการ ประชุมต่อนะครับ เมื่อกี้ท่านสุเทพได้ประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอวินิจฉัยตามที่ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประท้วงนะครับ ขอให้ท่านณัฐวุฒิถอนคำพูดครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมเคารพและยินดีปฏิบัติ ตามคำวินิจฉัยของท่านประธาน แต่ขอได้แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อสภานี้สั้น ๆ ครับ ผมยืนยัน ไม่มีเจตนาอื่น และยินดีถอนคำพูดเพื่อให้กระบวนการของสภาเดินไปข้างหน้าได้ แต่ยืนยัน ในความบริสุทธิ์ใจไม่มีเจตนาอื่นใด ถอนคำพูดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าสภาแห่งนี้และท่านสมาชิกได้อภิปรายได้เวลาอันสมควรแล้ว อาศัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๒ (๕) ผมขอเสนอญัตติปิดอภิปราย ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้เสนอปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง มีท่านเห็นเป็นอื่นไหมครับ เชิญครับ เชิญท่าน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนว่าการประชุมยังดำเนินการไป ไม่ครบถ้วนตามข้อตกลง นั่นก็คือว่าสมาชิกพรรคฝ่ายค้านยังอภิปรายไม่ครบถ้วนตามที่ได้ ตกลงกันไว้ เพราะฉะนั้นเห็นควรเปิดอภิปรายต่อไป ให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ครับ จึงขอเสนอให้เปิดอภิปรายต่อไปครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอมติเลยนะครับ ก่อนขอมติครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
(สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนได้เดินออกจากที่ประชุม)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านสมาชิกครับ ถ้าพร้อมแสดงตนได้เลยนะครับ ผมจะขอมติแล้วครับ คงไม่อนุญาตแล้วครับ คงไม่อนุญาต แล้วครับ ท่านแสดงตนได้เลยครับ แสดงตนนะครับ พร้อมหรือยังครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ปิดการแสดงตนครับ ส่งคะแนนได้แล้วครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ ขอแสดงตนใหม่อีกทีครับ ฝั่งโน้นไม่มี สัญญาณเลยครับ เป็นอำนาจของประธานในการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เรียบร้อย หรือยังครับ ใช้ได้หรือยังครับ เนื่องจากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มันขัดข้อง แล้วหลายท่าน ใช้ไม่ได้เลย แล้วตอนนี้เรายังใช้ไม่ได้อยู่ครับ ต้องใช้บัตรของท่านนะครับ ท่านสมาชิกต้องใช้บัตรของตัวเองเท่านั้นนะครับ ถ้าใช้บัตรสำรองจะพูดได้อย่างเดียว ลงคะแนนไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องใช้บัตรที่เจ้าหน้าที่ออกให้กับเรา ของผมก็ยังไม่มีครับ ก็ต้องรออยู่ ของผมเพิ่งได้รับครับ รอจนกว่าจะได้บัตรครบทุกท่านนะครับแล้วก็ลงขอ แสดงตนใหม่อีกรอบหนึ่งครับ เรียบร้อยหรือยังครับ ท่านใดยังมีปัญหาอยู่ครับดูของ ท่านเฉลิมด้วยนะครับ มีท่านไหนอีกครับ พร้อมหรือยังครับ ยังมีท่านไหนที่มีปัญหาอยู่ครับ ที่ยังไม่ได้บัตรถูกต้องครับ มีอยู่ ๒ ท่าน ๓ ท่าน เจ้าหน้าที่ดูความเรียบร้อยด้วย ได้ครบหรือยังครับ ชี้นี่คืออะไรครับ ชี้นี่คืออะไร ได้ครบหรือยัง ได้ครบหรือยังครับ ผมคงไม่อนุญาตให้ใครพูดนะครับ เพราะผมจะขอมติแล้ว แล้วก็เป็นอำนาจของผมที่จะขอ มติ ก็คงไม่อนุญาตให้ใครพูด ผมตรวจสอบเฉพาะสมาชิกมีบัตร พร้อมทุกท่านหรือยังครับ ตกลงมีบัตรพร้อมหรือยังครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตรวจสอบองค์ประชุมเลยนะครับ ที่ชี้นี่หมายความว่าอย่างไร ผมถามว่าได้บัตรครบหรือยังครับ ใครยังไม่ได้บัตรยกมือขึ้นเลยครับ ไหนครับ เจ้าหน้าที่ลบของเก่าก่อนครับแล้วจะลงมติใหม่ พร้อมแล้วแสดงตนได้เลยครับ ของใครมีปัญหาใช่ไหมครับ ท่านปวีณเรียบร้อยหรือยังครับ เรียบร้อยนะครับ ท่านทนุศักดิ์ ว่าอย่างไรครับ ยังใช้ไม่ได้อยู่หรือครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้แล้วนะครับ พร้อมนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ปิดการแสดงตน ส่งคะแนนได้แล้วครับ ท่านทนุศักดิ์มีอะไรครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุตรดิตถ์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุตรดิตถ์ ของผมบัตรใช้ไม่ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีท่านใดอีกครับ ท่านเดียวนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกรัฐสภา กรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องแสดงตน เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายต่อ ฝ่ายรัฐบาลขอปิดอภิปราย ท่านประธานต้องถามแต่เพียงว่าใครเห็นด้วยกับการปิดอภิปรายและใครเห็นด้วยกับการเปิด อภิปราย เพราะการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นการแถลงเพื่อทราบ ไม่ใช่มีการลงคะแนนว่า การลงคะแนนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นมีมารยาทหน่อยครับ ถ้าคุณไม่ฟัง คุณก็ออกไปข้างนอก เรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ การแสดงตนหมายความว่า ต้องลงคะแนนในกฎหมายสำคัญหรือลง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเฉลิมครับ ท่านนั่งเถอะครับ มตินะครับ คะแนนแสดงตนทั้งหมด ๓๑๓ นะครับ เมื่อกี้บวกอีก ๑ เป็น ๓๑๔ นะครับ ถือว่าไม่ครบองค์ประชุมครับ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๓.๒๗ นาฬิกา

ของวันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔