นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวถึงโอกาสพิเศษในการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างความชัดเจนและนำประเทศออกจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายจำนำข้าวที่ขาดความทั่วถึง โดยเสนอให้ใช้ระบบประกันรายได้แทนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นวันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งก็เป็น กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในกระบวนการประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา เพราะก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้นรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นโอกาสดีที่ตัวแทน ของประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาจะได้แสดงความคิดเห็น ซักถาม ท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่รัฐบาลแถลงกับสภาซึ่งจะถือเป็นพันธะสัญญา ในการทำงานในระยะเวลา ๔ ปีข้างหน้า กระบวนการนี้สำหรับวันนี้และสำหรับผมมีความพิเศษ ตรงที่ว่าผมถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้สร้างความกระจ่างให้กับสมาชิกรัฐสภาและ พี่น้องประชาชน เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะความผันผวน ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องเศรษฐกิจ ภัยพิบัติซึ่งมากระทบกับปากท้องและปัญหา อื่น ๆ นั้นรอความชัดเจนในเชิงการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า สภาพการเมืองในช่วงระยะเวลาประมาณ ๕-๖ ปีที่ผ่านมาเป็นการเมืองที่เต็มไปด้วยความ สับสนวุ่นวายแล้วก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ เมื่อเรามี การเลือกตั้งทั่วไปและเมื่อพี่น้องประชาชนได้มีการตัดสินใจผ่านกระบวนการของการเลือกตั้ง อย่างชัดเจนสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาส มาทำงานจัดตั้งรัฐบาลนั้น ผมถือว่าวันนี้เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจาก ประชาชนจะได้เริ่มต้นกระบวนการในการนำบ้านเมืองออกจากวิกฤติต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลที่แล้ว ได้ปูทางในเรื่องของการนำประเทศออกจากทั้งวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่เราจะนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤติ นั่นก็คือการที่พวกเราทุกคน จะต้องเร่งสร้างความศรัทธาให้กับกระบวนการประชาธิปไตย เร่งสร้างความศรัทธาให้กับ กระบวนการทางการเมือง เร่งสร้างศรัทธาให้กับรัฐสภาและพรรคการเมืองและนักการเมือง และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของ การอภิปรายในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ด้วยหัวข้อหลัก ๆ ที่กระผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานนั้นมี ๔ หัวข้อ ซึ่งผมถือเป็นหัวใจในการที่จะสร้างศรัทธาให้กับ พวกเราทุกคน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของประเทศ และจะเป็นแนวทางในการที่จะ ทำให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างตรงจุด และที่สำคัญก็คือมีความ ยั่งยืน
หัวข้อแรกก็คือรัฐบาลมีความจำเป็นในการที่จะต้องดำเนินการตาม คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะรัฐบาลเป็นผู้ไปสร้างความคาดหวัง สร้างโจทย์ให้กับ ประเทศในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องของปากท้อง
หัวข้อที่ ๒ ก็คือว่าปัญหาของบ้านเมืองวันนี้มันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังที่รัฐบาลเองก็ได้แถลงเอาไว้ในนโยบายในคำปรารภอย่างชัดเจน หลายเรื่องจำเป็น ที่จะต้องอาศัยการทำงานที่เป็นการสานต่อ มีความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย ซึ่งก็จะทำให้ การแก้ปัญหานั้นเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่อยู่ในลักษณะที่มีการเดินวนกลับไปกลับมา เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของแต่ละรัฐบาล
หัวข้อที่ ๓ การจะสร้างศรัทธานั้นหมายถึงการที่รัฐบาลจะต้องมุ่งหน้าทำงาน โดยรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีผลประโยชน์อื่นใดมาแอบแฝงและ จะต้องขจัดปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งยังมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง
และสุดท้ายสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากก็คือว่าไม่ว่าการทำงานในเรื่องของ นโยบายจะเป็นอย่างไร แต่ว่าการรักษา การปกป้องสถาบันและระบบของประเทศ มีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญ ก็คืออนาคตของสังคมและของประเทศชาติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเริ่มต้นจากหัวข้อแรก พวกเรานักการเมือง ตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ตลอดเวลา ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตา ของพี่น้องประชาชนหรือสื่อมวลชนโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ดีครับ และสิ่งที่เขาจะสบประมาท พวกเราอยู่เสมอก็คือว่าพวกเราพูดอะไรก็ได้เพื่อหาคะแนนเสียง แต่ว่าเวลาที่จะต้องลงมือ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจริงนั้นมักจะไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ผมไม่อยากให้คำสบประมาท ในลักษณะนี้มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเราก็ทราบกันดีว่าเราอยู่ในห้วงเวลาของการที่ ต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ถ้าหากว่าประชาชนมองว่าการเลือกตั้ง การแข่งขันของพรรคการเมืองไม่ได้นำไปสู่ การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนจริงอย่างตรงไปตรงมา นั่นแหละครับจะเป็นตัวที่ทำลาย ศรัทธา จะเป็นตัวที่ทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองอย่างพวกเรามีปัญหาในสายตาของ ประชาชน และจะเป็นการทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรานั้นมีความเปราะบาง ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่า รัฐบาลชุดนี้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนนั้นปฏิเสธไม่ได้ ก็คือว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศชาติของเรานั้นเพิ่งผ่านพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง มาครั้งหนึ่ง แต่ต้องมาเผชิญกับปัญหาใหม่ก็คือปัญหาในเรื่องของปากท้องของแพง ที่เป็น ผลสืบเนื่องมาจากเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในโลก ประเด็นนี้แหละครับเป็นประเด็นที่อยู่ในใจ ของพี่น้องประชาชนมากที่สุดในวันที่เราไปเลือกตั้ง และท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรี หลายท่าน พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลก็ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้มากมายว่าจะสามารถ แก้ไขปัญหานี้ได้โดยเร็ว ที่จริงแล้วในการเลือกตั้งเกือบจะทุกครั้งไม่ใช่โดยเร็วครับ ท่านใช้คำว่า ข้อเท็จจริงวันนี้ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่วันเลือกตั้งเป็นต้นมาจนถึงกระบวนการของการจัดตั้ง รัฐบาล การแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเราพบความจริงว่าพี่น้อง ประชาชนมีความรู้สึกหวั่นไหว หวั่นไหวว่าคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะทำจริงหรือไม่ ผมคิดว่าตัวที่สะท้อนได้ดีที่สุดตัวหนึ่งก็จะสังเกตได้ว่า เป็นเรื่องแปลกว่า หลังจากการเลือกตั้งดัชนีความสุขของพี่น้องประชาชนนั้นกลับลดลง ทั้ง ๆ ที่เคยมี ความคาดหวังไว้อย่างสูงกับนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นคำมั่นสัญญาในช่วงระหว่างการหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่อยู่ในใจของพี่น้องประชาชนมากที่สุดก็คือการเพิ่มรายได้ และการลดค่าใช้จ่าย หรือภาระค่าครองชีพของประชาชน วันที่พรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาล ไปหาเสียงประกาศนโยบายนั้นชัดเจนมากครับ แต่หลังการเลือกตั้งความชัดเจนนั้น กลับกลายเป็นความคลุมเครือถึงขั้นที่ว่ามีรัฐมนตรีท่านหนึ่งเวลาถูกซักถามในนโยบาย บางประเด็นเช่นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท กล้าพูดขนาดว่านั่นเป็นการพูดจาระหว่างการหาเสียง วันนี้เป็นวันที่ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องแถลงให้ชัดต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ทำความชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของท่านเองและทำความชัดเจนเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้น ไม่หวั่นไหว มิฉะนั้นการสลายทุกข์หรือการสร้างความสุขเกิดขึ้นไม่ได้ ผมขอเริ่มต้นจาก นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ขอย้ำนะครับ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ที่ผมต้องย้ำคำว่าค่าแรงขั้นต่ำ เพราะว่าที่มาที่ไปของนโยบายที่เรียกกันว่า ๓๐๐ บาท มันมีที่มาที่ไปทั้งในเชิงความคิด ในเชิงโครงสร้างและในเชิงสถานการณ์ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนมาตลอดว่าเราจำเป็น ที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งในแง่ของความเป็นธรรมที่ระบบเศรษฐกิจ ของเรานั้น พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานนั้นมีรายได้ต่ำเกินไปและทั้งในแง่ของการที่ จะปรับโครงสร้างอย่างที่รัฐบาลก็เขียนในนโยบายว่าอยากจะเห็นเศรษฐกิจภายในประเทศ มีความเข้มแข็งหรือมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้การพึ่งพาเศรษฐกิจโลกในแง่ของการหา รายได้จากการส่งออกนั้นไม่มีความสำคัญมากจนเกินไป จนทำให้เราได้รับผลกระทบจาก ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในรัฐบาลชุดที่แล้ว เราให้ความสำคัญ กับกระบวนการของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแล้วก็เป็นในรอบ ๑๐ ปีดูจะเป็นรัฐบาลเดียว ที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ายุคของรัฐบาลที่แล้วเป็น ยุคเดียวในรอบ ๑๐ ปีที่ผู้ใช้แรงงานที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำนั้นได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้า ที่แพงขึ้น และผมก็ได้พูดต่อในวันที่มีการประกาศนโยบายของการที่จะปฏิรูปประเทศว่าถึง เวลาแล้วที่เราจำเป็นที่จะต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด ผมใช้คำนี้และพูดกับ ภาคธุรกิจเอกชน ทั้งนี้จำเป็นที่จะต้องเตรียมมาตรการในการที่จะลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ เอกชน เพราะหากเราไม่ทำเช่นนั้นการเพิ่มค่าแรงแบบก้าวกระโดดจะไม่มีประโยชน์กับ พี่น้องผู้ใช้แรงงานเอง เนื่องจากจะไปกระทบกับเรื่องของการจ้างงาน พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าเราคิดจะปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดด เราก็ต้องให้ความมั่นใจว่าธุรกิจอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะ เราห่วงธุรกิจหรอกครับ แต่เราห่วงว่าถ้าธุรกิจเขาอยู่ไม่ได้พี่น้องของเราไม่มีงานทำก็ป่วยการ ที่จะมีค่าแรงขั้นต่ำสูงแต่คนตกงาน วันนั้นพวกเราเองก็คำนวณกันละครับว่าอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ ๒ ปี คิดว่าค่าแรงมันคง จะเพิ่มขึ้นได้ประมาณร้อยละ ๒๕ ที่ใช้เป็นตัวเลขร้อยละไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขตายตัว เพราะเราทราบมาตั้งแต่ต้นว่าค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากัน เพราะค่าแรงขั้นต่ำ ในปัจจุบันนั้นถูกกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงค่าครองชีพ ความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องของการกระจายธุรกิจทำให้อัตราค่าแรงในปัจจุบันต่างกันมาก อยู่กรุงเทพฯ ได้เกือบ ๒๒๐ บาท อยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสานได้อยู่เพียง ประมาณ ๑๕๐-๑๖๐ บาท แต่ว่าในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็หาเสียง ความจริงประกาศตั้งแต่ ก่อนการเลือกตั้งว่าจะปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาท ผมเคยนั่งอยู่ตรงโน้นนะครับ สอบถามผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนั้น ซึ่งประกาศว่าจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาท ว่าท่านคิดว่าจะทำได้เมื่อไร เพราะผมถามไปเนื่องจากว่าผมพูดชัดเจนว่าการเตรียมการ ในการลดต้นทุนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๒ ปีที่จะเพิ่ม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคำนวณจากอัตราค่าจ้างที่สูงสุดในปัจจุบันก็ไปถึงประมาณ ๒๖๐-๒๗๐ บาท วันนั้น สมาชิกพรรคเพื่อไทยพูดชัดเจนบอกว่าถ้าได้รับเลือกตั้งมานั้นจะทำทันที ขึ้นได้ทันที และในการหาเสียงหลายต่อหลายโอกาส ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งในขณะนั้นก็เป็นผู้ที่จะอาสา ตัวมาดำรงตำแหน่งนี้ก็พูดในหลายโอกาสกับพี่น้องประชาชนว่าจะดำเนินการเพิ่มค่าแรง ขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาททันที จะมีวันสุดท้ายละครับที่มีการหาเสียงที่ดูเหมือนว่าท่านจะผ่อน เวลาไปนิดหน่อย แต่ก็พูดชัดเจนว่าจะเริ่มได้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ค่าจ้างขั้นต่ำหมายถึงอัตราค่าจ้างซึ่งต่ำที่สุดที่คนทำงานพึงจะได้ เข้าใหม่ไร้ฝีมือ นี่คือความ คาดหวังของพี่น้องประชาชนที่เขามอบความไว้วางใจให้กับท่าน แต่วันนี้หลังจากที่มีการ เลือกตั้งผ่านพ้นมานั้น ผมต้องกราบเรียนว่าการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีหลายต่อหลายท่าน พูดไม่ตรงกับนโยบายที่พูดไว้ตอนหาเสียง บางท่านดีที่สุดก็บอกว่าจะพยายามเร่งดำเนินการ ทันที ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงท่านก็ยืนยันทำนองนั้น แต่ในทีมเศรษฐกิจท่าน อื่น ๆ เริ่มไม่พูดถึงค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่พูดถึงว่าจะดำเนินการทันที ไม่พูดถึงว่าจะเท่าเทียมกัน ทั่วประเทศ และพอผมมาอ่านนโยบายในวันนี้ ท่านประธานครับ นโยบายในวันนี้ถ้อยคำที่ใช้ ไม่พูดถึงค่าจ้างขั้นต่ำ แต่บอกว่าให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท สิ่งที่ผม อยากจะได้คำตอบจากรัฐบาลในวันนี้ก็คือว่าคำว่า รายได้ ในที่นี้ท่านหมายถึงค่าจ้างขั้นต่ำ ใช่หรือไม่ หรือเป็นไปอย่างที่รัฐมนตรีบางท่านเริ่มให้สัมภาษณ์ว่าตรงนี้ไม่ใช่หมายถึงค่าจ้าง แต่อาจจะไปรวมในเรื่องของสวัสดิการ อาจจะไปรวมในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งมันจะไม่ตรงกับสิ่งที่ พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังและตัดสินใจมอบความไว้วางใจให้กับท่านมา ที่สำคัญที่สุดครับ นอกเหนือจากเขียนว่าเป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทแล้ว ท่านยังเพิ่มถ้อยคำว่า อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งทำให้เข้าใจไปได้อีกว่าคนที่จะ ได้รายได้ ๓๐๐ บาทนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพหรือจะต้องผ่านในเรื่องของมาตรฐานฝีมือ แรงงานบางประการ ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นนะครับว่าความแตกต่างระหว่าง คำมั่นสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความคาดหวังว่าท่ามกลางภาวะของแพง ท่ามกลาง คำมั่นสัญญาที่บอกว่าเราจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ค่าจ้างขั้นต่ำจะต้อง กระโดดขึ้นไป ๓๐๐ บาท ใครที่ได้ค่าจ้างมากกว่าขั้นต่ำในปัจจุบันก็คงจะมีการปรับ ในลักษณะลดหลั่นกันไป แต่วันนี้ไม่มีความชัดเจน ถ้าบอกว่า ๓๐๐ บาทต้องไปผูกติดอยู่กับประสิทธิภาพ ผลิตภาพ การใช้แรงงาน นั่นไม่ใช่ละครับ เพราะปัจจุบันเรามีค่าจ้างที่เป็นไปตามมาตรฐานฝีมือ แรงงานอยู่แล้ว ประกาศใช้ครั้งแรกก็ในรัฐบาลที่แล้วอย่างไรครับ ๒๒ สาขาซึ่งหลายสาขา สูงกว่า ๓๐๐ บาท เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากให้รัฐบาลยืนยัน ถ้าบอกทำทันทีไม่ได้ เอาตาม วันสุดท้ายก็ได้ที่หาเสียงว่า ๑ มกราคมนี้ ๓๐๐ บาทจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศดังที่บอก กับพี่น้องประชาชนไว้ แน่นอนผมพูดอย่างนี้ ท่านก็อาจจะบอกว่าก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ถูกต้องครับ ผมก็เข้าใจว่าวันที่ท่านให้คำมั่นสัญญากับประชาชนท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า การจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท มันต้องมีผลกระทบ แต่ก็มักจะพูดกันเสมอนี่ครับ ว่าได้เตรียมในเรื่องของการรองรับผลกระทบต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ซึ่งท่านก็สามารถที่จะทำได้ จากการที่จะไปใช้มาตรการทางภาษีอากรในการที่จะลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ แล้วท่าน ก็จะต้องดูผลกระทบอีก ๒ ด้าน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เป็นเรื่องสำคัญที่อยากจะให้ท่าน ไปดูอย่างชัดเจน เช่น ปัญหาในเรื่องของแรงงานต่างด้าว เพราะเพื่อนสมาชิกก็จะได้อภิปราย ต่อไปนะครับว่า อัตราค่าจ้างในประเทศเพื่อนบ้านนั้นต่ำกว่านี้มาก เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ คาดการณ์ได้ว่าจะมีการหลั่งไหลของแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพิ่มขึ้น จากจำนวนที่มีอยู่แล้ว ในประเทศเราก็คาดการณ์กันว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านจะต้องไปดูผลกระทบ ในเรื่องของปัญหาการกระจายตัวของธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะว่าอย่างที่ผมกราบเรียนครับ ถ้าเพิ่มขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาท ในกรุงเทพฯ ก็จะเพิ่มประมาณ ๘๐ กว่าบาท แต่ในบางจังหวัดนั้นเพิ่ม ๑๕๐ บาท หรือเป็นเท่าตัว ทำอย่างไรจะมีแรงจูงใจให้กับ ผู้ประกอบการในการที่จะมีธุรกิจ มีอุตสาหกรรม มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในจังหวัด เหล่านั้น ไม่ใช่ปิดกิจการแล้วก็ทำให้ทุกคนต้องหลั่งไหลมาเพื่อเข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร ท่านต้องไปดูผลกระทบในแง่ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกจะมี ผลกระทบทำให้มีการย้ายฐานการผลิต การไม่เข้ามาลงทุนหรือไม่ อย่างไร เพราะต้องไม่ลืม ถึงเราอยากจะให้เศรษฐกิจภายในประเทศแข็งแกร่ง แต่อุตสาหกรรมการส่งออก เป็นตัวที่ ช่วยทำให้เรามีการขยายตัวในเรื่องของการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจโลก เป็นตลาดที่ใหญ่มาก เมื่อการส่งออกไปได้ดีอย่างน้อยที่สุดการจ้างงานก็จะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าหากว่าเราแข่งขันไม่ได้ ยกระดับค่าจ้างและไม่ลดต้นทุนให้กับทางธุรกิจ เขา ตรงนี้การส่งออกก็จะหดตัว แล้วก็ในที่สุดเราก็จะไม่สามารถในการที่จะดำเนินการ ให้พี่น้องประชาชนของเรานั้นมีความกินดีอยู่ดี จากการที่มีงานทำ มีรายได้ มีอาชีพอย่างที่ เราหวัง เพราะฉะนั้นวันนี้ครับ เป็นโอกาสดีที่ท่านจะทำความชัดเจนว่าตกลง ๓๐๐ บาท ที่ว่าหมายถึงค่าจ้างขั้นต่ำใช่หรือไม่ หมายถึงค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้ทั่วประเทศใช่หรือไม่ และจะประกาศใช้ในวันที่ ๑ มกราคม อย่างที่ท่านได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ เกี่ยวข้องกันกับ นโยบายในเรื่องนี้ก็คือ นโยบายที่ประกาศเอาไว้ในเรื่องของ ๑๕,๐๐๐ บาทสำหรับผู้ที่จบ ระดับปริญญาตรี ตรงนี้ความจริงแล้วผมเองพยายามทำความเข้าใจกับนโยบายนี้ด้วยความ ยากลำบากตรงที่ว่า ผมไม่ทราบว่านโยบายนี้ซึ่งท่านพูดเอาไว้ว่าใช้กับทุกคนนั้น ท่านจะใช้ กลไกอะไรในการไปบังคับภาคเอกชน ที่คิดได้เร็ว ๆ ก็จะมีเฉพาะในภาคราชการ เพราะว่า อัตราเงินเดือนนั้นสามารถที่จะกำหนดได้โดยรัฐบาลเอง แต่ว่าภาคเอกชนจะมีหลักประกัน อะไรว่าผู้จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ผมกราบเรียนว่าวันที่ท่านหาเสียง ท่านก็ใช้คำว่าเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เลขาธิการพรรค บอกว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมปีนี้เป็นต้นไป วันนี้ในนโยบายท่านเขียนไม่ใช้คำว่า เงินเดือน ก็ใช้คำว่า รายได้ อีกเช่นเดียวกันครับ ๑๕,๐๐๐ บาท คำถามก็คือว่ายังคงเป็น เงินเดือนใช่หรือไม่ หรือจะเลี่ยงไปเป็นบอกว่าเป็นเงินเพิ่มหรือเงินอะไรแล้วก็ไม่มีการปรับ ฐานของเงินเดือน ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการพูดถึงเฉพาะ ๑๕,๐๐๐ บาท สำหรับปริญญาตรีนั้น ท่านก็ต้องมีคำตอบให้กับคนกลุ่มอื่น ๆ ด้วย
กลุ่มหนึ่งก็คือคนที่ปัจจุบันอาจจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่เงินเดือนของเขาไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท หรือสูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง โครงสร้าง เงินเดือนถ้าบอกว่าปริญญาตรีจะได้ ๑๕,๐๐๐ บาท บางวันมีบางท่านพูดว่าเฉพาะคนที่ จบใหม่ เราจะทำให้โครงสร้างเงินเดือนมันมีความเป็นธรรมกับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร ถ้าจะยก อัตราเงินเดือนขึ้นทั้งระบบ ผมคำนวณคร่าว ๆ เฉพาะระบบราชการถ้าขึ้นในอัตรา ที่สอดคล้องกันคงจะต้องใช้เงินเกือบจะเป็นหลักแสนล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าท่านคงไม่ทำ แต่ก็ต้องมีคำตอบครับว่าเมื่อจะให้ผู้จบปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว การปรับโครงสร้าง อัตราเงินเดือนในภาคราชการเป็นอย่างน้อย จะเกิดขึ้นเมื่อไร อย่างไร และจะมีวิธีการ ในการดำเนินการให้ภาคเอกชนนั้นใช้มาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร
ส่วนกลุ่มคนที่สำคัญอีกกลุ่มใหญ่เลยครับ ที่ผมคิดว่าได้รับผลกระทบจาก นโยบายนี้ก็คือผู้ที่จบสายอาชีพ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. ปวส. จะไม่ปรับเงินเดือน ให้เขาหรือครับ จะไม่ปรับรายได้ให้เขาหรือครับ ตรงนี้ถ้าไม่ทำจะมีผลกระทบอย่างรุนแรง ๒ ด้าน
ด้านหนึ่งก็คือคนจ้างงานถ้ามีช่องว่างระหว่างเงินเดือนระหว่างปริญญาตรี กับ ปวส. ปวช. มากนักก็จะมีแนวโน้มที่จะจ้างงานคนที่จบปริญญาน้อยลงนะครับ เพราะต้นทุนจะสูงกว่าเยอะ แต่ว่าที่สำคัญกว่าครับ ผมว่านโยบายที่ไม่มีคำตอบสำหรับ คนที่จบสายอาชีพกำลังสวนทางกับความต้องการของการพัฒนาประเทศ ที่เราพยายาม ในช่วงที่ผ่านมา มุ่งเน้นว่าทำอย่างไรเราให้คนของเรานั้นไปเรียนสายอาชีพมากขึ้น เพราะข้อเท็จจริงก็คือปัจจุบันเราเริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่คนจบปริญญาตกงานมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการนั้นพยายามที่จะหาแรงงานทางด้านสายอาชีพแต่ขาดแคลน เพราะฉะนั้นการไปเจาะจงหรือระบุว่าปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท นอกจากท่านจะต้อง อธิบายให้เห็นชัดเจนว่าจะทำได้เมื่อไร ด้วยวิธีการใด แล้วผมอยากจะเรียกร้องแทนผู้ที่ ไม่ได้จบปริญญาตรี แทนผู้ที่จบอาชีวศึกษาสายอาชีพทั้งหมดว่าเขาจะมีโอกาสได้รับ ค่าตอบแทนที่ใกล้เคียง เทียบเคียง หรือมีความเป็นธรรมจากการที่มีการเปลี่ยนแปลง นโยบายนี้อย่างไร ๒ นโยบายนี้ครับ ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุด เป็นที่คาดหวังมากที่สุด ว่าจะเป็นคำตอบที่ท่านให้ในเรื่องของการสู้กับปัญหาของแพง และในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ดังที่ท่านได้ประกาศไว้ แต่ว่า ถ้าให้ผมอ่านจากนโยบายที่เขียนไว้ในข้อ ๑.๘.๒ ผมก็ต้องบอกว่ามันไม่ตรงกับความคาดหวัง ที่ท่านได้สร้างเอาไว้ ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นโฆษณาเกินจริง เดี๋ยวจะเดือดร้อนท่านรัฐมนตรี ที่ต้องไปดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันก่อนผมยังเห็น อย. เล่นงานเรื่องปัญหารังนก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กับรังนก ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ อย่าให้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลตกอยู่ในฐานะอย่างนั้นนะครับ ที่คนมองว่าเวลาโฆษณา ประชาสัมพันธ์พูดอย่าง แต่เวลาจะทำจริงกลับเปลี่ยนแปลง กลับเลี่ยง กลับไม่ดำเนินการ ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์เอาไว้ เรื่องนี้สำคัญ เพราะว่านอกเหนือจากการพูดว่าจะดำเนินการทันทีแล้ว มันเป็นเครื่องมือที่จะต้องมาตอบโจทย์ ในเรื่องของปัญหาของแพง เพราะมันเป็นเรื่องง่ายในการที่จะบ่นหรือตำหนิว่าข้าวของแพง แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายในการบริหารจัดการให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงในระบบเศรษฐกิจ แบบของเราซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี แล้วท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็จะทราบดีว่า ถ้าเราฝืนความเป็นจริงในเรื่องของต้นทุน เรื่องของตลาด มันก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมา เช่น การขาดแคลนของสินค้าอย่างนี้เป็นต้น วันนี้ผมต้องบอกที่มาเรียกร้องในเรื่องของ การเพิ่มรายได้ก็เพราะว่านับตั้งแต่เลือกตั้งมาของไม่ได้ถูกลงนะครับ ไข่คละหน้าฟาร์มก็สูงกว่า ช่วงเลือกตั้ง ที่หลายท่านที่นั่งอยู่ข้างบนก็ไปโจมตีรัฐบาลชุดก่อนว่าไม่สามารถทำให้ราคาไข่ ลดลงมาได้ หมูหน้าฟาร์ม เขียงหมูต่าง ๆ ขณะนี้ราคาก็สูงกว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้ง แล้วหลายท่านก็ไปตำหนิติติงว่าทำไมไม่สามารถทำให้ราคาสินค้าเหล่านั้นถูกลงได้ ในนโยบายก็ไม่ได้เขียนชัดเจนนักนะครับ นอกจากจะไปแก้เชิงโครงสร้างซึ่งรัฐบาลที่แล้ว ก็เริ่มเอาไว้แล้วเรื่องการเปิดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เพื่อที่จะเพิ่มไข่เข้าสู่ตลาดหรือการที่จะ พยายามดูแลในเรื่องของปัญหาการผูกขาดตัดตอน ผมได้ยินเฉพาะดูจะเป็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่บอกว่ารอให้สารทจีนพ้นไปครับของจะถูกลง ท่านประธานครับ ในเรื่องค่าครองชีพนั้นนอกจากจะต้องเร่งเพิ่มรายได้ตามคำมั่นสัญญาแล้ว ที่จริงท่าน นายกรัฐมนตรีเองท่านพูดชัดเจนเลยว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจ เป็นสิ่งแรกที่ท่านจะทำ แล้วก็คำปราศรัยของท่านที่ชัดเจนที่สุดก็คือท่านใช้คำว่า กระชาก ค่าครองชีพลงมา ถามว่าด้วยวิธีการอะไร ท่านใช้คำว่า ด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน วันนี้เรื่องของน้ำมันก็ยังคงอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน แต่นโยบายหลังการเลือกตั้ง ก็ดูจะเปลี่ยนไปจากนโยบายในช่วงของการหาเสียงที่บอกว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมัน เพราะว่าในนโยบายฉบับนี้ ข้อ ๑.๗.๑ ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้คำว่า ชะลอการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทชั่วคราว ๑. คือไม่ได้ยกเลิกนะครับ ๒. จะทำบางประเภท ๓. เปลี่ยนเป็นเรื่องว่าเป็นเรื่องของชั่วคราว แล้วก็กำลังสร้างความ สับสนครับ เพราะว่าเขียนต่อไปว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มุ่งสู่การ สะท้อนราคาต้นทุนพลังงาน แล้วในนโยบายพลังงานเองก็ยังยืนยันว่าจะสนับสนุนเรื่องของ แก๊สโซฮอล์ เรื่องของไบโอดีเซล ผมต้องโยงมาตรงนี้เพื่อจะสอบถามให้เกิดความชัดเจนครับ โดยเฉพาะล่าสุดที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้สัมภาษณ์ก็ยิ่งเพิ่มความสับสน ไปอีก สับสนอย่างไรครับ เรามีกองทุนน้ำมันเอาไว้นี่ครับ หลักของมันก็ทำ ๒ อย่าง ๑. ก็คือพยายามดูแลเสถียรภาพของราคาน้ำมันไม่ให้มันแกว่งตัวมากไปตามราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลก น้ำมันดิบในตลาดโลกแพงมาก ๆ ถ้าเรามีกำลังเราก็อาจจะใช้กองทุนนี้อุดหนุน ถ้าคิดว่ามันเป็นการสูงขึ้นเป็นการชั่วคราว เวลาราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง เราก็ใช้วิธีเก็บ เงินเข้ากองทุนก็ทำกันอย่างนี้มา ส่วนใหญ่เราก็พยายามดูแลไม่ให้กองทุนนั้นบวกมากเกินไป หรือติดลบมากเกินไป เพราะไม่ใช่วัตถุประสงค์ของมัน มียุคเดียวละครับก็ยุคสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณที่ทำให้กองทุนน้ำมันเป็นหนี้ ไปเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ทำให้ต่อมาในยุคของท่าน พลเอก สุรยุทธ์ ต้องมาไล่ เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้หนี้ตัวนี้ ในสมัยรัฐบาลที่แล้วเราก็ใช้หลักว่าจะไม่ให้กองทุน น้ำมันติดลบ และสถานะวันนี้ผมเข้าใจว่าก็อยู่ประมาณใกล้ ๐ พอดีครับ โดยหลักที่เราใช้ ก็คือว่าเราดูแลราคาน้ำมันดีเซลก่อน เพราะน้ำมันดีเซลนั้นมันเป็นต้นทุนทางด้าน โลจิสติกส์ (Logistics) ทางด้านการขนส่ง แล้วเราก็บอกว่าถ้ามันเกิน ๓๐ บาท พวกบริษัทขนส่ง ต่าง ๆ ก็จะมาขอขึ้นราคาก็จะกระทบกับต้นทุนสินค้าโดยตรง เราจึงบอกว่าก็ตรึงดีเซลไว้ที่ ๓๐ บาท แต่ตัวอื่นเราก็ยังไม่เข้าไปดำเนินการ เพราะรู้ว่าถ้าเข้าไปดำเนินการทั้งหมด นั่นหมายถึงว่ากองทุนน้ำมันจะต้องติดลบแล้วก็ต้องนำไปสู่การกู้ยืม แล้วเมื่อกองทุนน้ำมัน เป็นหนี้ก็มี ๒ อย่างครับ ๑. ก็คือในที่สุดต้องหาภาษีอากรของพี่น้องประชาชนนั่นแหละไปคืน หรือ ๒. ก็ต้องไปเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในวันข้างหน้าถ้าคิดว่าราคาน้ำมันจะลดลง วันนี้จากนโยบายตรงนี้ก็ทำให้เรายืนราคาน้ำมันดีเซลมาได้ที่ ๓๐ บาท ค่าขนส่งก็ไม่ขึ้น เมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลงตอนนี้ก็เก็บเงินเข้ากองทุนอยู่ประมาณ ๒ บาทกว่า แต่ที่ทำให้อยู่ได้ ที่ ๓๐ บาท โดยเก็บเงินเข้า ๒ บาทกว่านั้นคือเรายอมยกเว้นการเก็บภาษีไปประมาณ ๕ บาท เป็นการชั่วคราว ส่วนเบนซินนั้นก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุน วัตถุประสงค์ที่ ๒ ที่เราใช้ กองทุนน้ำมันอยู่ก็คือว่าที่เราเก็บเงินจากน้ำมันบางประเภทเพราะกองทุนน้ำมันมีค่าใช้จ่าย อีกด้านหนึ่งก็คือเราอุดหนุนในเรื่องของแก๊สหุงต้มสำหรับพี่น้องประชาชนที่ใช้ในครัวเรือน ในการประกอบอาหาร วันนี้ถ้าเราไม่ใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนแก๊สหุงต้ม ราคาแก๊สแต่ละถัง จะเพิ่มขึ้นแทบจะเรียกว่าเป็นเท่าตัวนะครับ ซึ่งจะเป็นภาระอย่างมากกับพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องถามวันนี้เพื่อความชัดเจนก็คือว่า สรุปแล้ว การชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันบางประเภทเป็นการชั่วคราวและปรับโครงสร้างราคา พลังงานให้สะท้อนราคาต้นทุนพลังงานจะแปลว่าอะไร ท่านยกเลิกการเก็บเบนซิน แน่นอน ผู้ใช้เบนซินย่อมมีความพอใจ แต่ถ้าจะไม่ให้กองทุนน้ำมันติดลบท่านก็ต้องยกเลิก การอุดหนุนแก๊สหุงต้ม พี่น้องที่ใช้แก๊สหุงต้มทุกครัวเรือนก็จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบจะเป็น เท่าตัว จะเอาอย่างนั้นหรือเปล่าครับ แต่ถ้าอุดหนุนแก๊สหุงต้มต่อก็หมายความว่าราคาน้ำมัน ในตลาดโลกในขณะนี้ซึ่งถือว่าอยู่กลาง ๆ นะครับไม่ได้สูงเหมือนกับบางช่วงที่รัฐบาลที่แล้ว หรือรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัครต้องเผชิญ ไม่ได้ต่ำจนเกินไป กองทุนน้ำมันก็จะมีหนี้ เดือนละประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านทำไป ๖ เดือน ครึ่งปี คำนวณดู ก็จะออกมาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ถ้าทำทั้งปีก็ต้องคูณ ๒ คำถาม ก็คือสุดท้ายจะเอาเงินจากไหนมาใช้หนี้กองทุนตัวนี้ เพราะอย่างไรเงินก็ต้องมาจากประชาชน ละครับ ไม่มาจากการเก็บภาษีก็ต้องมาจากการจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันประเภทใดประเภทหนึ่ง เข้าสู่กองทุนน้ำมัน แต่ว่าที่สับสนมากไปกว่านั้นก็คือว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานเองพอท่านเห็นราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลงบ้างในบางช่วง ในช่วงนี้ก็กำลังคิด ที่จะกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเร็วขึ้นกว่ากำหนดนะครับ มีข่าวอยู่ประมาณ วัน ๒ วันนี้ ซึ่งสรุปแล้วหมายความว่าท่านกำลังจะทำให้เบนซินลดลง แต่มีแนวคิดที่จะเพิ่มราคาน้ำมัน ดีเซลใช่หรือไม่ ท่านคิดว่านี่เป็นโครงสร้างพลังงานที่มีความเป็นธรรม ท่านคิดว่านี่จะเป็น โครงสร้างพลังงานที่จะช่วยในเรื่องของต้นทุนที่จะกระชากค่าครองชีพลงมาดังคำมั่นสัญญา ใช่หรือไม่ ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ และที่สำคัญนอกจากโครงสร้างดีเซล เบนซิน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่เบนซินถูกลง ดีเซลแพงขึ้น นั่นยังไม่พอ แต่ถ้ามีการถอด มีการชะลอ นั่นหมายความว่ากรณีของแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ซึ่งเดิมเราต้องใช้วิธีการ อุดหนุน เพราะถ้าบอกว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามต้นทุนนะครับ แก๊สโซฮอล์กับไบโอดีเซล ก็จะแข่งขันไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าดำเนินการตามนโยบายที่ว่านี้ก็แปลว่าที่เคยพยายาม ส่งเสริมแก๊สโซฮอล์กับไบโอดีเซลมาตลอดก็จะไม่เป็นการส่งเสริม จะถดถอย แล้วก็จะกระทบ ไปถึงพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรที่เป็นต้นทางของการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล มาสู่แก๊สโซฮอล์หรือไบโอดีเซล ผมจึงเรียนว่านโยบายตรงนี้สับสนมากครับเมื่อดูจากสิ่งที่ ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงมาเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ประกาศในวันนี้ไปจนถึงนโยบาย ที่เขียนไว้เป็นนโยบายในเชิงโครงสร้างระยะยาวในเรื่องของราคาพลังงานแล้วก็การส่งเสริม พลังงานทดแทน ท่านประธานที่เคารพครับ มีอีกหลายเรื่องซึ่งเป็นนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าจะมีเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายแต่ผมคิดว่าสิ่งที่กระผมได้กราบเรียนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของ ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท กองทุนน้ำมัน ตรงนี้คือสิ่งที่อยู่ในความสนใจของ พี่น้องประชาชนมากที่สุด ผลกระทบต่าง ๆ เมื่อท่านได้ประกาศไว้ผมก็สันนิษฐานว่าท่าน ต้องได้เตรียมการในการแก้ไขแล้ว ก็อยากจะเรียกร้องว่าสิ่งเหล่านี้ขอให้เริ่มต้นดำเนินการ อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ที่จริงแล้วก็ต้องทวงสัญญาว่าทันทีอย่างที่ได้เคยประกาศไว้ ในวันที่ไปขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน
สำหรับนโยบายอีกเรื่องซึ่งถือว่าเป็นคำมั่นสัญญานะครับ ที่คงจะถูกใจ พี่น้องประชาชนก็คงจะเป็นเรื่องของนโยบายด้านยาเสพติด เพราะเป็นปัญหาใหญ่มาก นโยบาย ๑.๒ นโยบายยาเสพติดที่เขียนไว้ก็ขอกราบเรียนครับว่าสำหรับพวกกระผมแล้ว เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นนโยบายที่ได้มีการดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับครับว่าแม้ว่าดำเนินการมาแล้วจะมีการจับกุมปราบปรามได้เป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาการแพร่ระบาดก็ยังมีอยู่มาก ที่เขียนทั้งหมดในข้อ ๑.๒ นี่ครับเป็นสิ่งที่มี การดำเนินการกันอยู่ ถ้าตกหล่นกันไปก็คือแนวคิดสุดท้ายที่รัฐบาลที่แล้วมีก็คือการ บูรณาการกำลัง เอาพลเรือน เอาทหาร เข้ามาช่วยตำรวจที่เราทดลองกันในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ที่เรียกว่า ๓๑๕ ก็อยากจะสอบถามว่ามีแนวคิดที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อหรือไม่ แต่ว่า ที่สงสัยก็เพราะท่านประกาศว่านโยบายของท่านจะสามารถขจัดยาเสพติดให้หมดไปได้ ในระยะเวลา ๑ ปี ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แล้วก็ต้องขอกราบเรียนครับว่าใน ๑ ปี ใช้แนวทางอย่างที่ทำมานี้อาจจะลดลงได้นะครับแต่ว่าจะขจัดให้เด็ดขาดคงจะเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามผมก็หวังนะครับว่าสิ่งที่เขียนเอาไว้นี้ก็จะเป็นแนวทางที่ใช้ในการปฏิบัติก็คือ การยึดหลักนิติธรรม ก็ต้องยอมรับว่าในอดีตท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเองก็ได้ยอมรับว่า ผิดพลาดไปในเรื่องของการใช้ความรุนแรงเกินเหตุแล้วก็ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนถึง ๒,๕๐๐ กว่าคน แม้กระทั่งเด็กที่บริสุทธิ์ก็ต้องสูญเสียจากเรื่องนี้ เราก็หวังว่าไม่ย้อนกลับไปสู่ ปัญหาอย่างนั้นนะครับ นี่คือคำมั่นสัญญาที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนอยากทวงถาม อยากเห็นความชัดเจน แล้ววันนี้ดีที่สุดก็คือท่านชี้แจงต่อสภาเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ถ้าท่านไม่ชี้แจง คือท่านจะทำ มั่นใจว่าทำได้ก็ประกาศ หรือถ้าตรงไหนท่านคิดว่ายังมีปัญหาอุปสรรค ยังทำไม่ได้แล้วชี้แจง ก็ดีกว่าการที่ปล่อยให้ภาวะนี้คลุมเครืออย่างต่อเนื่องต่อไป ผมกราบเรียนตรงนี้ จริง ๆ การคลุมเครือมันไม่เป็นประโยชน์กับใครหรอกครับ ความชัดเจนก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ ของฝ่ายค้านหรือสมาชิกสภาหรอกครับ ความชัดเจนจะเป็นประโยชน์กับการบริหารประเทศ บริหารเศรษฐกิจของท่าน และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน วันนี้พอพี่น้องประชาชน แต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายจ้าง หรือใครก็ตาม ไม่แน่ใจว่า ๓๐๐ บาทจะเริ่มเมื่อไร ๑๕,๐๐๐ บาทจะเริ่มเมื่อไร ราคาน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนี่ครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือ การคาดการณ์ แล้วสุดท้ายก็นำไปสู่หลายสิ่งหลายอย่างที่จะเป็นการไปซ้ำเติมปัญหา ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาสินค้า เพราะเชื่อเถอะครับว่าจะต้อง มีคนฉกฉวยโอกาสจากการที่บอกค่าแรงกำลังจะขึ้น เงินเดือนกำลังจะขึ้น ในการที่จะ ขึ้นราคาสินค้าไป แต่ในขณะที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีความชัดเจน ปัญหาก็จะวิ่งไปข้างหน้าสะสม ไปเรื่อย แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือพี่น้องประชาชน ผมอยากเห็นความชัดเจนนะครับ เพราะเวลาท่านพูดถึงกรณีการลดภาษีให้กับทางธุรกิจ ท่านเขียนชัดเลยครับว่าปี ๒๕๕๕ นี่เสร็จเรียบร้อยจากร้อยละ ๓๐ เหลือร้อยละ ๒๓ ปี ๒๕๕๖ ท่านฟันธงเลยว่าเหลือ ร้อยละ ๒๐ ทำไมกับผู้ประกอบการกับนายทุนท่านพูดชัดเจนได้ แต่ทำไมกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน กับลูกจ้างท่านพูดชัดเจนไม่ได้ล่ะครับว่าเขาจะได้ค่าจ้างที่สูงขึ้นเมื่อไร เพราะท่านเอา ๒ นโยบายนี้ผูกกันไว้เองตั้งแต่ต้นว่าจะเพิ่มค่าจ้างและลดภาษีเพื่อชดเชยให้กันและกัน ท่านประธานครับ นอกจากความไม่ชัดเจนจะส่งผลในเรื่องราคาสินค้า ความไม่ชัดเจนอาจจะ ส่งผลต่อเรื่องของปัญหาการจ้างงานนะครับ เพราะว่าก็มีลูกจ้างซึ่งก็จะเริ่มไปบ่นว่าทำไม ถึงยังไม่ได้ค่าจ้างตามที่นโยบายของรัฐบาลได้ประกาศไว้แล้ว การบริหารเศรษฐกิจที่มี ความคลุมเครืออย่างนี้ยังเป็นผลเสียต่อเรื่องอื่น ๆ ด้วย ท่านจะเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ระยะหลังนี่มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างที่จะรวดเร็วต่อเนื่อง นั่นก็เป็นเพราะว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเขามีหน้าที่ในการดูแลเรื่องเงินเฟ้อ เขาเห็นรัฐบาลประกาศนโยบาย ในการเพิ่มรายได้ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการจะใช้เงินลงทุนมหาศาลนี่ครับ ซึ่งความจริง ถ้าหากว่าท่านจะผลักดันนโยบายค่าจ้างนี่ท่านก็ทำได้เลยนะครับ เพียงแต่ว่าเอาเงินไป ชดเชยให้กับภาคเอกชนเขา แต่ความไม่ชัดเจนตรงนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะวิตก ในเรื่องของเงินเฟ้อและระมัดระวังเกินเหตุ จนในที่สุดเขาก็จะขึ้นดอกเบี้ยและดอกเบี้ยสูง ก็จะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก เป็นภาระกับเรื่องของธุรกิจ จะกระทบ ต่อเรื่องของการลงทุน กระทบต่อเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน กระทบไปถึงเรื่องของ การส่งออกและอื่น ๆ ผมจึงอยากให้วันนี้ละครับมีความชัดเจนกันไปทางใดทางหนึ่ง ทำได้ ก็ตอบให้ชัดว่าทำได้และทำเมื่อไร ยังทำไม่ได้ก็ให้เหตุผลให้ชัดเจน ระบุกรอบเวลาให้ชัดเจน เพื่อเกิดความชัดเจนความแน่นอนสำหรับระบบเศรษฐกิจต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะทวงคำมั่นสัญญาก็คงจะต้องทวงกันอีกหลายเรื่อง เด็ก ๆ รอแท็บเล็ตอยู่นะครับ ตอนหาเสียงใช้คำว่า เพอร์ ไชลด์ (Per child) แปลแล้วก็น่าจะแปลว่าก็ได้กันทุกคนนะครับ แต่วันนี้ ๑.๑๕ เขียนว่า เริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่องสำหรับระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ก็จะมีเพื่อนสมาชิกที่จะได้อภิปรายในเรื่องเหล่านี้ ต่อไป อย่างไรก็ตามครับมีนโยบายบางเรื่องซึ่งท่านก็ไปประกาศไว้ในช่วงหาเสียง ซึ่งผมจะไม่ทวง ให้ทำ เพราะผมคิดว่าไม่ควรจะทำ และก็ดีแล้วที่ไม่ได้ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรกก็คือนโยบายภาคใต้ที่มีการไปชูประเด็นเรื่องของนครรัฐปัตตานี ซึ่งพวกกระผมไม่เห็นด้วย แล้วก็คิดว่าท่านรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีที่จะมาดูแล เรื่องนี้ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าท่านก็คงจะไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไรครับเรื่องนี้เราไม่ทวงสัญญากัน เพราะผมถือว่านโยบายนี้ไม่ได้รับการขานรับตอบรับจากพี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้เลย ดังจะเห็นได้จากผลของการเลือกตั้ง แต่ว่านี่เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งผมอยากให้ ทางรัฐบาลได้ใช้แนวทางของการที่จะสานต่อนโยบายที่เราได้เริ่มต้นไว้แล้วในการปรับ โครงสร้างขององค์กรที่มาบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ยึดในเรื่องของ ความยุติธรรมและการพัฒนาเป็นหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเองเขียนในนโยบาย ข้อ ๗.๑๐ ว่าต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประเทศมุสลิม องค์กรอิสลามระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยกำลังดำเนินการแก้ไขด้วยหลักการตามแนวพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น อยากจะกราบเรียนว่าการประชุมโอไอซี (OIC) หรือกลุ่มประเทศมุสลิมในครั้ง ล่าสุดในรายงานในการอภิปรายในการประชุมดังกล่าวก็ได้พูดชัดเจนยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลง นโยบายของรัฐบาลไทยในยุคที่ผ่านมาว่าไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องนี้จะ ดำเนินการต่อเนื่องในแนวทางนี้โดยไม่ไปยึดติดกับเรื่องของนครรัฐปัตตานีตามที่ได้หาเสียงไว้นั้น ผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการทำงาน ในเรื่องของภาคใต้ ซึ่งยังจำเป็นจะต้อง มีมาตรการใหม่ ๆ หรือนโยบายที่จะเพิ่มเติมเข้ามา
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ติดใจที่จะทวงถามก็คือนโยบายถมทะเล ที่อ้างว่า จะมาป้องกันในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือจะไปสร้างเมืองใหม่ซึ่งจะต้องใช้เงินมหาศาล ผมเข้าใจว่าไม่ได้ระบุอยู่ในนโยบายฉบับนี้ ถ้าระบุอยู่ก็ช่วยกรุณาบอกด้วย ก็พยายามอ่านอยู่ เห็นที่ใกล้เคียงที่สุดก็มีแต่ว่าดำเนินการศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องความจำเป็นของโครงการ พัฒนาเขื่อนและเกาะเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ จากภัยพิบัติ ตรงนี้ไม่เป็นไรหรอกครับ เป็นนโยบายซึ่งผมคิดว่าช่วงที่มีการหาเสียงนั้นอาจจะไม่ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ แล้วก็จะไปกระทบถึงพื้นที่อีกหลายพื้นที่ ซึ่งก็จะมีสมาชิก ได้แสดงความห่วงใยต่อไป นั่นคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่เรามีความจำเป็นจะต้องมา ทวงถามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่เราควรจะมาช่วยกันสร้างศรัทธา ในระบบการทำงานของสภาและระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าพี่น้อง ประชาชนเองนั้นต้องเจอกับหลายปัญหาซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซาก เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วก็หลายเรื่องเราจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งการแก้ปัญหาในเชิงระบบ ในเชิงโครงสร้างนั้นมันไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งครับ เพราะฉะนั้น นโยบายบางเรื่องมันจำเป็นที่จะต้องมีการสานต่อ ผมก็หวังว่าเราจะได้เห็นการเมืองที่มี ความใจกว้าง อะไรที่สามารถจะดำเนินการต่อเนื่องได้ก็ทำถ้าเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนไม่ใช่ว่าจะต้องยกเลิกทุกเรื่องหรือจะต้องมาเปลี่ยนแปลงทุกเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น ในรัฐบาลของผมนั้นก็ทำงานต่อในเรื่องของโครงการ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงในเรื่องของ การบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นกรณีของกองทุนหมู่บ้านหรือเรื่องอื่น ๆ รัฐบาลนี้ก็อยากจะมา ต่อยอดเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าหลายเรื่องก็เป็นห่วงครับ นโยบาย อย่างเช่น เรื่องของโฉนดชุมชน นโยบายเรื่องบ้านมั่นคง ก็อยากจะเห็นมีการดำเนินการต่อ อย่างนี้เป็นต้น แต่ผมก็ได้ยินท่านรัฐมนตรีไปบอกว่าบางเรื่องถ้าจะทำก็ต้องเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยที่สุดต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะว่ามันเป็นเรื่องการเมือง ผมว่าไม่จำเป็นครับ ไม่จำเป็น หากควรจะดำเนินการอะไรที่มันเป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่องไป ก็มีเรื่องซึ่งท่านอาจจะมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น นโยบายที่ความจริงเริ่มต้นมาเป็นโครงการ ๓๐ บาท แล้วต่อมา มาเป็นโครงการรักษาฟรี เพราะว่าได้มีการยกเลิกเรื่องการจัดเก็บ ๓๐ บาทไปแล้ว วันนี้ในนโยบายที่แถลงไว้ ๑.๑๔ พัฒนาระบบประกันสุขภาพ ท่านใช้คำว่า เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ผมก็อยากจะได้ความชัดเจน นะครับว่า หมายความว่าท่านจะกลับมาเก็บ ๓๐ บาทใช่หรือไม่ ท่านอาจจะมองว่า ๓๐ บาท เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับแต่จริง ๆ มันก็เป็นภาระสำหรับพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนว่า หลักคิดเดิมที่เก็บ ๓๐ บาท มันมี ๒ เหตุผลเท่านั้นเองครับ
เหตุผลที่ ๑ ก็คือคิดว่าถ้าเก็บเงินแล้วก็จะช่วยให้มันมีรายได้สำหรับ โรงพยาบาล สำหรับรัฐบาลในการที่จะทำให้มาดูแลโครงการนี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงคือมันไม่ใช่ เพราะว่าก่อนที่จะมีการเริ่มต้นโครงการ ๓๐ บาท รัฐบาลชุดก่อน ๆ เขาเริ่มเรื่องของ การรักษาฟรีสำหรับเด็ก สำหรับผู้สูงอายุ สำหรับคนยากคนจนเอาไว้อยู่แล้ว พอมาทำ ๓๐ บาท ก็มีหลักการว่าใครที่เคยได้รับการรักษาฟรีก็ไม่ควรเก็บ ๓๐ บาท สุดท้ายการจัดเก็บ ๓๐ บาท ตัวเลขคร่าว ๆ กลม ๆ นะครับ ปีหนึ่งเก็บได้ประมาณพันล้านครับ หลักพัน ในขณะที่รายจ่ายของทั้งระบบมันเฉียดแสนล้านครับ เพราะฉะนั้นเก็บ ๓๐ บาทหรือไม่เก็บ ๓๐ บาทในแง่ของการบริหารจัดการเรื่องเงินมันไม่ได้ช่วยตรงนี้เท่าไร แต่จะยุ่งยากมากครับ ที่จะย้อนกลับไปเพราะเราเดินมาไกลแล้ว บัตรประชาชนรักษาฟรีกันทุกคนต้องมานั่ง แยกแยะกันใหม่ใช่ไหมครับ ใครจะต้องเสีย ๓๐ บาท ใครจะไม่ต้องเสีย พี่น้องประชาชนก็จะ เกิดความสับสนหวั่นไหวกันอีก เพราะว่าภาระค่าใช้จ่ายหลักตอนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายเรื่อง การเดินทางมา แล้วบางครั้งก็ไม่คิดว่าจะต้องมีภาระเรื่อง ๓๐ บาทต่อไปแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ ๒ ที่เขามักจะให้กันครับว่าทำไมต้องเก็บ ๓๐ บาท เขาบอกว่า จะเป็นวิธีการในการลดการใช้บริการ คือในเชิงวิชาการก็บอกว่าถ้าฟรีเหมือนกับว่าจะใช้กัน พร่ำเพรื่อ ผมไม่คิดอย่างนั้นครับ สภาพความเป็นจริงไม่มีใครหรอกครับที่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็อยากที่จะไปเที่ยวโรงพยาบาล เอารองเท้าไปเข้าคิวกันแต่เช้าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ หรอกครับ แล้วตัวเลขหลังจากที่เราเปลี่ยน ๓๐ บาทมาเป็นการรักษาฟรีก็พบว่าการเพิ่ม การใช้บริการด้านสุขภาพนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือเพิ่มขึ้นตามปกติ เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่ทราบว่าเขียนนโยบายอย่างนี้แล้วแปลว่าต้องกลับไปเก็บ ๓๐ บาทอีกหรือไม่นะครับ แล้วก็มองไม่เห็นจริง ๆ ว่าจะกลับไปเก็บ ๓๐ บาทเพื่ออะไรนะครับ นอกจากประโยชน์ เพียงอยากจะได้ในเชิงการตลาดว่าท่านเป็นผู้เริ่มนโยบาย ๓๐ บาทเอาไว้เท่านั้นเอง แต่นโยบายที่ผมคิดว่าอยากเห็นการสานต่อมีอีกหลายเรื่องครับ ที่บางเรื่องนั้น ก็คงต้องยอมรับว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่เสียดายที่สุดก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร เอาละครับ ท่านก็ให้คำมั่นสัญญาว่าข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าท่าน ก็ยืนยันการรับจำนำเป็นวิธีการ ผมก็ขอกราบเรียนสั้น ๆ นะครับ
ประการแรกเลย ในอดีตที่ผ่านมานโยบายการจำนำนั้นไม่เคยทั่วถึง เก่งที่สุด ประมาณ ๑ ใน ๔ ของเกษตรกรที่สามารถมาเข้าโครงการได้ เพราะท่านไม่มีทรัพยากร ไม่มี เงินหรอกครับที่จะมาไล่จำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดอย่างนี้ทุกเม็ด ถ้ากลับมาใช้จำนำ ก็หมายความว่าอีก ๓ ใน ๔ ของเกษตรกรซึ่งเคยได้ประโยชน์อยู่จากโครงการประกันรายได้ ก็จะไม่สามารถมาเข้าร่วมโครงการจำนำได้
ประการที่ ๒ ก็คือว่าโครงการประกันรายได้นั้นเราไปช่วยกลุ่มคนเพิ่มเติมได้ อีกอย่างน้อย ๒ กลุ่มคือ เกษตรกรที่เขาปลูกข้าวกินเองครับ ไม่ได้ขาย คนเหล่านี้ไม่เคยได้รับ การเหลียวแลดูแลในเรื่องรายได้จากรัฐบาลครับ แต่เป็นโครงการประกันรายได้ ขอให้ปลูกจริง ขึ้นทะเบียนสามารถมารับเงินส่วนต่าง เพื่อให้รายได้เขาถึงมาตรฐานที่เราคิดว่าเขาควรจะได้ แต่ถ้ากลับไปเป็นระบบจำนำ คนกลุ่มนี้ไม่ได้อะไรเลยจากรัฐบาล
กลุ่มที่ ๒ ซึ่งมีมากขึ้นโดยลำดับครับก็คือกลุ่มคนที่พืชผลได้รับความเสียหาย จะภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นโครงการประกันรายได้ ขอให้ปลูกขอให้ขึ้นทะเบียนไว้ เสียหาย ไม่มีของก็มารับเงินส่วนต่างได้ มาเป็นโครงการจำนำ เขาไม่มีของมาจำนำครับ วันนี้ท่านไป จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร จังหวัดสุโขทัย จังหวัดนครสวรรค์ และอีกหลายต่อหลาย จังหวัดนี่ครับ พี่น้องประชาชนจะถามว่าตกลงปีนี้เมื่อรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินส่วนต่าง จะได้ไหม เพราะเขาไม่มีข้าวไปจำนำแน่นอนเสียหายหมดแล้ว
ประการถัดมา นโยบายนี้ก็จะเป็นนโยบายซึ่งมีผลกระทบทั้งในแง่ของ ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก อาจจะกระทบไปถึงการที่เราไปละเมิด ข้อตกลงระหว่างประเทศ แล้วก็จะกระทบไปถึงเรื่องคุณภาพของข้าว เพราะเป็นนโยบาย ที่สร้างแรงจูงใจให้เร่งในลักษณะของการผลิตข้าวคุณภาพต่ำ ไม่นับรวมปัญหาการทุจริต ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเพราะว่าต้องซื้อเข้ามาแพงต้องจัดเก็บ และในสุดท้ายก็ต้องขายขาดทุน เพราะราคาในตลาดจะไม่สูงขึ้นเท่ากับราคาที่เราอยากจะให้กับเกษตรกรนะครับ วันที่เราทำ โครงการประกันรายได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากข้อเสนอของหน่วยงานที่ทำงานด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ที่บอกว่าโครงการที่ไม่ไปยุ่งกับกลไกตลาด โครงการที่ไม่ทำให้ รัฐบาลต้องเป็นผู้ซื้อขายข้าวเองเป็นหลัก จะเป็นโครงการที่ดูแลในเรื่องของความโปร่งใส ได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับ ถ้าทบทวนได้ก็อยากให้ท่านทบทวน แต่ว่าถ้าท่านทบทวนไม่ได้ก็คงต้องมีคำตอบว่าปัญหาต่าง ๆ ที่กระผมได้กราบเรียนมานั้น จะแก้ไขกันอย่างไร
ส่วนนโยบายอีกนโยบายหนึ่งนะครับที่อยากให้สานต่อก็คือนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของรถไฟความเร็วสูง จริง ๆ ทุกสาย ที่ท่านเขียนอยู่ในนโยบายก็อยู่ในแผนของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ที่แปลกก็คือว่าเส้นทางซึ่งมี ความก้าวหน้ามากที่สุดในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง ๒ เส้นทางนั้นกลับไม่ได้ถูกระบุไว้ ท่านอาจจะบอกว่าอยู่ในคำว่าอื่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันควรจะเดินหน้าสานต่อ นั่นก็คือ เส้นทางจากจังหวัดหนองคายเข้ามากรุงเทพฯ ครับ แล้วก็กรุงเทพฯ ลงไปชายแดน ไทย-มาเลเซีย อย่าไปเกี่ยงเลยครับว่ามันไปเริ่มในสมัยรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลท่านก็เลยต้อง เอาไว้ทีหลัง เอาก่อนเถอะครับ เพราะมันสามารถจะไปเชื่อมโยงกับที่ประเทศจีนกำลังทำกับ ประเทศลาว แล้วมันก็จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนในเรื่องของการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ได้เป็นอย่างดีก็อยากจะฝากไว้ครับ เมื่อกี้พบ ส.ส. ภาคอีสานท่านหนึ่งในห้องน้ำนะครับ พรรคท่านยังบ่นเลยบอกเดิมมันก็กรุงเทพฯ-หนองคาย ตอนนี้มาหยุดอยู่ที่จังหวัด นครราชสีมาทำไม อยากจะให้ทำต่อถึงจังหวัดหนองคายครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของนโยบายที่อยากจะให้ทำต่อเนื่อง ก็จะ มีเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการพัฒนาคน แล้วที่สำคัญก็คือว่า กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ในแง่ความเหลื่อมล้ำ ผมไม่อยากจะใช้เวลามากนะครับ แต่ว่ามี ๒ เรื่องหลักที่ผมอยากให้ท่านยืนยันทำทันที แล้วสิ่งที่ท่านจะสามารถแสดงเจตนาในการยืนยันทำทันทีได้ก็คือรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ ท่านสามารถยืนยันกฎหมายที่รัฐบาลที่แล้วเคยเสนอไว้ค้างอยู่ในสภาจะค้างอยู่วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม หรือวุฒิสภาก็ตามให้เดินต่อเลย
เรื่องแรกคือเรื่องที่เกี่ยวกับที่ทำกินทั้งหมดครับ เรามีการผลักดันเรื่องภาษี ที่ดินที่จะมาแก้ความเหลื่อมล้ำ เรามีในเรื่องของปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ที่ทางราชการเข้าไปสงวนไว้อะไรไว้ กฎหมายเหล่านี้มีความก้าวหน้าไปมากครับ อย่าเริ่มต้น จากศูนย์นะครับ ถ้าอยากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างจริง ๆ ขอให้ยืนยัน กฎหมายเหล่านี้แล้วก็เดินหน้าต่อจากที่ได้ทำเอาไว้นะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่จะแก้ความเหลื่อมล้ำได้ดีก็คือระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่เราได้ เตรียมการเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกองทุนเงินออมขอให้ทำต่อ การขยาย ประกันสังคม การดูแลกองทุนสวัสดิการชุมชนและเรื่องอื่น ๆ ครับ รวมไปจนถึงกฎหมาย อีกหลายฉบับซึ่งค้างอยู่ในสภา ซึ่งท่านสามารถยืนยันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย สัญชาติ กฎหมายที่จะมาดูแลเรื่องของการศึกษาที่จะมีการตั้งองค์กรที่เรียกว่า สสค. เอาเงิน ภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ ไปอุดหนุนองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาทำงานช่วยเหลือในเรื่องของการศึกษา และส่งเสริมให้เกิดคุณภาพของการเรียนรู้และการศึกษาในสังคม แล้วก็ที่สำคัญครับ มีกฎหมายซึ่งจะต้องดำเนินการหรือเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหลายฉบับ โดยเฉพาะในเรื่องขององค์กรอิสระ ทั้งองค์กรอิสระผู้บริโภค องค์กรอิสระเรื่องสิ่งแวดล้อม กฎหมายที่เกี่ยวกับท้องถิ่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การปราบปรามทุจริต ก็อยากจะขอให้ดำเนินการสานต่อหรือยืนยันกฎหมายครับ ให้สภา สามารถเดินหน้าไปได้เลย ผมต้องกราบเรียนเพราะผมกังวลนิดหน่อยว่า โดยเฉพาะกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อท่านไประบุเอาไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนในข้อ ๑.๑๖ ว่าจะ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านอาจจะไปตีความว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งที่ยังค้างอยู่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็จะไม่ทำ อยากจะให้ยืนยันนะครับว่าตกลงกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเหล่านี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่ อย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาสู่ ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับการที่จะช่วยดูแลให้การบริหารราชการแผ่นดินนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์อื่น ผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องขอกราบเรียน นะครับว่าเฉพาะเวลาที่ผ่านมาที่ดัชนีความสุขของพี่น้องประชาชน ความกังวลของพี่น้อง ประชาชนเพิ่มขึ้น ก็เพราะว่าในช่วงระยะเวลาก่อนแถลงนโยบายซึ่งรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ รัฐบาลนั้นบริหาราชการแผ่นดินได้ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ นโยบายที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เรากลับเห็นปรากฏการณ์ในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญที่มันสวนทางกับสิ่งที่เป็น ความเดือดร้อนของประชาชน ความจริงเดือดร้อนที่สุดก็คือเรื่องน้ำท่วมในขณะนี้นะครับ พวกเราทุกคน แม้อยู่ฝ่ายค้านก็ช่วยทำงานเรื่องนี้ครับ และองค์กรเอกชนเขาก็ช่วยทำงานกัน เรื่องนี้ แต่ประชาชนก็ยังมีความทุกข์ หลายพื้นที่ความช่วยเหลือก็ยังไม่ถึง หลายพื้นที่พี่น้อง ประชาชนก็วิตกกังวลว่าการช่วยเหลือ การชดเชยจากรัฐบาลนั้นจะเป็นอย่างไรกันแน่ ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าเงินส่วนต่างประกันรายได้นั้นก็ยัง ๕๐ : ๕๐ ไม่รู้ว่า รัฐบาลนี้จะเดินหน้าต่อกับนโยบายนี้หรือไม่ เงินช่วยเหลือสำหรับพืชผลทางการเกษตร ที่เสียหาย ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ท่านจะทราบดีว่าในสมัยที่ร่วมรัฐบาลอยู่ด้วยกันนั้น เราได้ปรับเงินช่วยเหลือจากเดิมซึ่งได้ ถ้าเป็นข้าวก็ไร่ละ ๖๐๐ กว่าบาท ขึ้นมาเป็น ๒,๐๐๐ กว่าบาทเป็นครั้งแรก วันนี้พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องก็กังวลใจอยู่ว่าจะยังได้ ๒,๐๐๐ กว่าบาทหรือไม่นะครับ ผมก็เพิ่งเห็นข่าววันนี้ครับ ดีใจว่าท่านรัฐมนตรีก็บอกว่าจะดำเนินการตามหลักการเดิม แต่ว่าปรับตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไป แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางคณะรัฐมนตรีก็ต้องให้ความ เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ก็อยากจะเรียกร้องละครับว่าสิ่งที่เราได้เริ่มต้นไว้ในการให้เป็นกรณี พิเศษ ๒,๐๐๐ กว่าบาทนั้น อยากให้ดำเนินการต่อและเร่งทำเรื่องการประกันภัยพืชผล เพราะมิฉะนั้นวันข้างหน้าก็จะเป็นภาระกับรัฐบาลอย่างมากนะครับ แต่นโยบายเรื่อง การประกันภัยพืชผล เท่าที่ผมตรวจสอบดูก็ไม่ปรากฏชัดเจนอยู่ในนโยบายฉบับนี้ ฝากด้วยนะครับว่ารอบที่แล้ว นอกจากให้ ๒,๐๐๐ บาทแล้วยังช่วยเรื่องพันธุ์ข้าวด้วย เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็มีพี่น้องประชาชน อีกจำนวนมากที่รอคอยในเรื่องของพันธุ์ข้าว ส่วนเงินก้อนที่ ๓ อันนี้ยังไม่ได้ยินว่าจะได้ หรือไม่นะครับ รัฐบาลที่แล้วกรณีซึ่งเป็นน้ำท่วมเฉียบพลันหรือน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ช่วยเหลือเรื่องของที่อยู่อาศัยครัวละ ๕,๐๐๐ บาท อยากให้รัฐบาลเร่งทำเรื่องเหล่านี้ครับ ทำความชัดเจนเสีย เพราะว่าพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมตอนนี้ทุกข์ กังวลใจโดยไม่จำเป็นครับ หากรัฐบาลจะเร่งทำความชัดเจนในเรื่องของการช่วยเหลือ ในเรื่องนี้ กราบเรียนว่าตรงนี้ที่ผมบอกว่ามันสวนทางก็เพราะว่าสิ่งที่เร่งทำความชัดเจน ออกมาหลายเรื่องมันไม่ใช่เรื่องประโยชน์ของประชาชน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ อดีตนายกรัฐมนตรีจะเป็นการจัดเก็บภาษี ซึ่งไปวินิจฉัยว่าทำไปทำมาเหมือนกับจะไม่ต้องมีใคร เสียภาษีเลยจากการที่เป็นนิติกรรมอำพราง รัฐบาลสูญเสียรายได้เป็นหมื่นล้าน ในขณะที่ กำลังจะต้องมาไล่ดูว่าจะหาเงินมาทำโครงการต่าง ๆ อย่างไร สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ เร่งด่วน หรือเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมาสร้างความชัดเจนสำหรับรัฐบาลแม้ก่อนแถลงนโยบาย ไม่นับเรื่องการออกวีซ่าซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายนะครับ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นบอกรัฐบาลนี้ ไปร้องขอ และที่สำคัญที่สุดครับ นโยบายที่เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ข้อ ๑.๑๖ ที่บอกว่าจะต้องเร่งทำเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องขอใช้เวลาตรงนี้ เพราะว่าเรื่องของรัฐธรรมนูญความจริงถ้าท่านฟังเสียงของพี่น้องประชาชนที่เขาไปสำรวจ ความคิดเห็นก็ตอบค่อนข้างชัดครับว่าส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และมองว่า น่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งในสังคมด้วย ผมเห็นการสำรวจความคิดเห็นเมื่อวานนี้ จะมีประชาชนร้อยละ ๒๐ ที่เห็นด้วยหรือคัดค้านเรื่องนี้และพร้อมที่จะไปชักชวนคนมาชุมนุม ครึ่งหนึ่งก็จะชักชวนคนมาสนับสนุน อีกครึ่งหนึ่งก็จะชักชวนคนมาต่อต้าน คำถามคือทำไม เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ทำไมเร่งด่วนกว่าเรื่องปากท้อง ทำไมเร่งด่วนกว่าเรื่องน้ำท่วม ผมก็ คิดไม่ออกครับ เพราะว่าที่จริงตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา พวกเราก็ใช้กันทุกคน ทุกท่านมาอยู่ในสภานี้ได้ก็ตามกติการัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งสิ้น ตั้งกรรมาธิการ กันในสภา ตั้งคณะกรรมการของสภา ศึกษากันไปแล้วก็ยังไม่มีผลการศึกษาไหนที่บอกว่า มันมีเรื่องเร่งด่วนเลยครับที่จะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญกันฉบับใหม่ทั้งฉบับ มันมีเหตุเดียว เท่านั้นเองละครับที่มีคนพยายามที่บอกว่าต้องไปรื้อฉบับเก่าคือหวังผลเรื่องนิรโทษกรรม ผมก็กราบเรียนว่าเรามีบทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อปี ๒๕๕๑ บ้านเมืองกลับเข้าสู่ กระบวนการการเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งควรจะเดินหน้าได้แก้ปัญหาของประชาชน แต่พอหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสังคมขัดแย้งกันรุนแรงแล้วก็ก่อให้เกิดวิกฤติครั้งใหม่ ผมว่าอันนี้ก็จะ เป็นบทพิสูจน์ว่าที่สุดแล้วผลประโยชน์ของใครคือผลประโยชน์ที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ สูงสุด พวกผมให้โอกาสครับ ความจริงในการอภิปรายนโยบายพวกเราก็มีสิทธิที่จะอภิปราย ถึงตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานเหมือนกัน เพราะว่าตามข้อบังคับของสภาก็บอกเอาไว้ว่าเรา สามารถอภิปรายได้ทั้งความเหมาะสมของนโยบายและโอกาสของความสำเร็จของนโยบาย ในการบริหารนโยบายนั้น ๆ ไปสู่ความสำเร็จนะครับ ก็ต้องยอมรับครับว่าบุคคลที่เข้ามาอยู่ ในรัฐบาลชุดนี้หลายท่านก็เกี่ยวข้องมากับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องหลักทรัพย์ ทั้งเรื่องภาษี แม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดี ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงทรัพย์สินหรือไปถึง เรื่องการให้การเท็จ แต่ว่าเมื่อท่านมานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว สิ่งที่เราคาดหวังก็คือท่านจะพิสูจน์ว่าเมื่อมาตรงนี้มาทำงาน เพื่อพี่น้องประชาชน แล้วท่านก็ต้องยอมรับการตรวจสอบนะครับ ผมก็ไม่ทราบว่ามาตรฐาน การยอมรับการตรวจสอบของรัฐบาลนี้จะเป็นมาตรฐานของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านใหม่หรือไม่นะครับ ที่เพียงแต่พวกผมเอาสิ่งที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่น เขายืนยันมาเพื่อตรวจสอบ ท่านก็ไปแจ้งความทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ไม่เป็นไรหรอกครับ พิสูจน์กันในศาลได้นะครับ แล้วถ้าพิสูจน์แล้วท่านอาจจะโดนข้อหาเพิ่มก็ได้ แต่ว่าถ้าเราจะใช้ มาตรฐานอย่างนี้ผมก็ว่าเป็นเรื่องแปลกนะครับ ถ้าฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องอะไรมาต้องฟ้อง กลับรัฐบาลที่แล้วคงต้องฟ้องเป็น ๑๐๐ กว่าคดีครับ บางท่านยื่นรายวันเลยนะครับ แต่ว่า มาเป็นรัฐบาลในวิถีทางประชาธิปไตยผมคิดว่าการตรวจสอบ ท่านไม่ได้ทำท่านก็ชี้แจงได้ครับ ไม่มีหรอกครับที่จะไปเอาเรื่องของการที่จะไปกุเรื่องขึ้นมากลั่นแกล้ง ทั้งหมดนี้ก็จะดูตาม สภาพความเป็นจริงของแต่ละเรื่อง แล้วก็ว่ากันไปตามเนื้อหาสาระ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก็มาถึงประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนว่า ในการบริหารนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดนี่ รัฐบาลแต่ละชุดก็อาจจะมีปัญหา มีนโยบาย ต้องบริหารสถานการณ์ซึ่งแตกต่างกันไป แต่ว่าสิ่งที่มันสำคัญกว่าความอยู่รอด หรือความสำเร็จของแต่ละรัฐบาลคือการรักษาระบบและการรักษาบ้านเมือง ผมก็มี ความห่วงใยครับว่าทั้งนโยบายที่ถ้าเราเอาเนื้อหาสาระทั้งหลายมารวมกันหมดแล้ว ผลกระทบต่อระบบในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องการเมือง ในเรื่องสังคม ผมอยากให้เรา ให้ความสำคัญ คือในเรื่องเศรษฐกิจผมไม่มาถกเถียงกันเรื่องประชานิยม ไม่ประชานิยมครับ แต่กรณีของกองทุนน้ำมันเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ถ้าเราคำนวณว่าภาระของเงินที่จะต้อง ใช้ตามนโยบายเฉพาะเร่งด่วนนี่ก็อาจจะประเมินกันได้ตั้งแต่ ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านับนโยบายอื่น ๆ ด้วยก็คงเข้าสู่หลักล้านล้านบาท เมื่อตัดสินใจที่จะทำแล้วก็ต้องดูแล ผลกระทบ
ผลกระทบอันแรกก็คือวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลที่แล้วตั้งกรอบเอาไว้ว่าเรา จะสามารถกลับไปใช้งบประมาณสมดุลได้ในประมาณ ๔ ปีข้างหน้า ที่เราต้องขาดดุล ในรัฐบาลที่แล้วเพราะเราเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งถดถอยอย่างรุนแรง เราเคยคิดว่า ต้องกู้เงินมากถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอหมดความจำเป็นเราก็ไม่กู้ครับ กู้เหลือแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นกฎหมายพิเศษ และเราก็ปรับลดการขาดดุลลงมาตามทิศทาง ที่กำหนดกรอบเอาไว้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เงินคงคลังถึงเพิ่มมาเป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินทุนสำรองเราก็สะสมไว้จนขึ้นมาถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ผมก็ยังคิดอยู่เลยว่า ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังเดินออกไปนี่ครับ ท้าเอาไว้ว่าใน ๖ เดือนนี่จะทำได้มากกว่าที่รัฐบาลที่แล้วทำ ๒ ปี ก็จะดูว่าท่านจะสะสม ทุนสำรอง ท่านจะสะสมเงินคงคลัง แล้วท่านจะลดอัตราการว่างงานได้มากเท่าไหม ไม่เป็นไร หรอกครับ ไม่ได้อภิปรายท่านต่อครับ อยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าเรา ไม่ใส่ใจว่ากรอบในเรื่องของการเงินการคลังจะเป็นอย่างไร สุดท้ายสิ่งที่ทำทั้งหมดนี่ วันข้างหน้ามันจะสูญเปล่า ผมไม่สบายใจ เห็นทีมเศรษฐกิจพูดว่าไม่ต้องสนใจเงินเฟ้อมากนัก คือผมยอมรับได้ถ้าบอกว่าเราจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะมีผลต่อเงินเฟ้อบ้าง แต่จะ ไปบอกว่าเงินเฟ้อไม่ต้องไปสนใจไม่ได้นะครับ เงินเฟ้อนี่คือภาษีที่เก็บกับประชาชนทุกคน เพราะของที่แพงขึ้นทุกคนต้องจ่าย แล้วคนเดือดร้อนมากที่สุดก็คือคนยากคนจน แล้วถ้าเราไปทำลายระบบความเป็นอิสระ ในเรื่องวินัยทางการเงินการคลัง เงินเฟ้อนี่ครับพอมันเพิ่มเกินระดับหนึ่งเข้าไปแล้วมันจะ ควบคุมยาก หลายประเทศเจอวิกฤติอย่างรุนแรงมาแล้วเราไม่เคยไปสู่จุดนั้นเราไม่ควรที่จะ เริ่มต้นไปบนเส้นทางนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะเตือนว่าอย่ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เขามีความรับผิดชอบ มีหน้าที่ตามกฎหมายได้ดำเนินการ อย่างเป็นอิสระอย่างเต็มที่ต่อไป ผมแนะนำมาตลอดว่าดีที่สุดคือท่านไปปรึกษาหารือกัน ภายใน กำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจให้มันตรงกันแล้วก็ทำ นโยบายการเงินการคลังให้สอดคล้องกัน อย่าใช้วิธีการในการกดดันหรือไปพูดจาผ่านสื่อ มันกระทบกับความเชื่อมั่นโดยไม่จำเป็นนะครับ
และที่สำคัญก็คือว่าสำหรับระยะยาว เนื่องจากท่านเขียนนโยบายเรื่อง กองทุนความมั่งคั่งเอาไว้ ตรงนี้ก็มีหลายฝ่ายที่เป็นห่วงว่านั่นหมายถึงท่านก็จะต้องเอา ทุนสำรองของประเทศออกมาใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยากจะได้ความชัดเจนครับว่า ท่านจะทำด้วยวิธีใด เงินสักเท่าไร จะแก้กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ แล้วก็ ที่สำคัญจะมีหลักประกันอะไรครับว่ากองทุนนี้จะมีการบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ที่ควร จะเป็นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารสินทรัพย์ของประเทศ ไม่ใช่ เป็นแหล่งเงินใหม่ที่มาใช้เป็นงบค่าใช้จ่ายของรัฐบาลตามปกติ เพราะที่รัฐมนตรีหลายท่าน พูดว่าจะเอาเงินสำรองบ้าง หรือตั้งกองทุนมั่งคั่งบ้าง ดูเหมือนจะเอามาเป็นเรื่องของ การใช้จ่ายปกติมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการบริหารสินทรัพย์ ตรงนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจก็คงจะต้องไปดูแลให้เกิดความชัดเจนว่าไม่ไปทำลายตรงนั้น ในระยะยาวนะครับ
ส่วนทางด้านการเมืองและการบริหาร ผมก็กราบเรียนครับว่ารัฐบาลนี้ เน้นมากเรื่องประชาธิปไตย แต่ว่าคำว่า ประชาธิปไตย มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเสียงข้างมาก เรื่องของการเลือกตั้ง วิธีเขียน และวิธีปฏิบัติที่ผ่านมาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ มีผลกระทบกระเทือนอย่างสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคตในระยะยาว นโยบาย ในเรื่องของการเทิดทูนพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะมีสมาชิกอภิปราย ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะต้องยอมรับว่าหลายฝ่ายหลายคนที่มีการเคลื่อนไหว แล้วกระทบกระเทือนต่อสถาบันนั้นก็เคยมีความเชื่อมโยงหรือยังอาจจะเชื่อมโยงอยู่กับ รัฐบาลจะทำอย่างไร และที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าจะพิจารณาเรื่องมาตรา ๑๑๒ ของ ประมวลกฎหมายอาญาที่เราระบุว่าการละเมิดสถาบันเป็นความผิดทางอาญา เป็นความผิด ทางความมั่นคงที่จะพิจารณานั้นจะพิจารณาอย่างไร จะทำอะไร ตรงนี้ก็ควรจะมี ความชัดเจน คือต้องยอมรับว่าเรามีสถาบันหลักที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แล้วเราต้องช่วยทำให้สถาบันเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ไม่นำสถาบันมาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้แนวทางนี้ เราก็จะมีหลักประกันครับว่าการเมืองของเราซึ่งโดยธรรมชาติมีความขัดแย้ง เพราะมีความหลากหลาย มีความเป็นประชาธิปไตยไม่กระทบกระเทือนถึงการมีสถาบัน หลัก ๆ ที่จะสามารถรวมจิตใจของประชาชนหรือสถาบันที่จะเป็นผู้กำหนดหรือตัดสินในเรื่อง ผิดถูกได้ก็คือสถาบันทางด้านตุลาการด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ช่วงที่ผ่านมาสถาบันศาล กระบวนการยุติธรรม ก็ถูกลากลงมา ให้อยู่ในความขัดแย้ง ผมก็ไม่สบายใจนะครับนโยบายที่ท่านแถลงวันนี้ท่านใช้คำว่า จะปฏิรูป กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย นี่ครับ ให้ประเทศไทยมีระบบและกระบวนการอำนวย ความยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียว ๒ มาตรฐานนี่มันเป็นวาทกรรมซึ่งถูกนำมาใช้ครับ เวลาตัดสินฝ่ายตัวเองชนะคดีไม่เคยพูด ๒ มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลชั้นต้น เวลาชนะคดีผมไม่เห็นท่านพูดเรื่อง ๒ มาตรฐาน เวลาตัดสินไม่ตรงกับใจท่าน ท่านบอกเป็น ๒ มาตรฐาน และนโยบายที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์นี่ ถ้าเรายัง ปล่อยให้สภาพของการใช้มวลชนกดดันทุกสถาบัน ความขัดแย้งไม่จบละครับ ความจริง พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุนท่านนี่ก็ยังคิดว่าเมื่อท่านชนะการเลือกตั้งแล้วก็กุม อำนาจรัฐแล้วนี่ ปัญหาเหล่านี้มันน่าจะหมดไป เพราะว่าท่านก็ไม่น่าจะต้องไปเกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนไหวอะไรอีกแล้ว แต่หลังเลือกตั้งมามันไม่จบครับ กดดัน กกต. กดดันศาล แล้วต่อไปเราจะมั่นใจอย่างไรครับว่าการวินิจฉัยขององค์กรซึ่งว่ากันไปตามผิดถูกนะครับ ไม่ใช่พวกมากลากไป หรือใครเสียงดังกว่าเป็นความถูกต้อง จะสามารถรักษาความยุติธรรม ให้กับบ้านเมืองได้ ถ้าจะสมานฉันท์ ปรองดองด้วยความยุติธรรม ก็ต้องให้ทุกอย่าง ตรงไปตรงมาในเรื่องความจริง ถ้ามีธงล่วงหน้าว่าคนนั้นต้องผิด คนนี้ต้องไม่ผิด มันไม่เกิด ความจริง และมันไม่เกิดความยุติธรรม และมันจะไม่เกิดความปรองดองสมานฉันท์ วันนี้ ท่านมีโอกาสในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านก็มีส่วนในการที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้มันจบสิ้นแล้วเราถึงจะเดินหน้าได้ แต่ถ้าไม่แก้ความขัดแย้งก็มีแต่จะทวีความรุนแรง มากยิ่งขึ้น ผมดีใจท่านเขียนว่าจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระที่เราตั้งขึ้น แต่ว่าขอให้เป็นการให้ทำงานอย่างอิสระจริง ๆ ไม่ใช่ไปกดดันเหมือนที่ทำกับกรรมการ สิทธิมนุษยชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว เราจะได้ความจริง แล้วก็จะได้ แก้ไข เป็นวิธีการเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุกฝ่าย ผมเองผมยึดมั่น มาตลอดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนผมหรือต่อต้านผม เมื่อไรได้รับ เรื่องความไม่เป็นธรรมก็สั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปช่วยดูแลเยียวยาให้ แล้วก็ทราบครับว่ายังมี อีกหลายเรื่องที่ต้องเยียวยาให้ แต่ว่าต้องปฏิบัติเสมอภาคกัน และความจริงนอกจาก เหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว เหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ฆ่าตัดตอนยาเสพ ติด จะอำนวยความยุติธรรมเยียวยาให้เหมือนกันหรือไม่ และจะไปไล่เบี้ยจากคนที่ก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างไรนะครับ อันนี้ก็จะมีเพื่อนสมาชิกที่พูดถึงอีกหลายท่าน เช่นเดียวกัน แต่ว่านอกเหนือจากองค์กรต่าง ๆ แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าในนโยบายปรองดอง สมานฉันท์นี่ ท่านมีท่าทีอย่างไรในเรื่องของการแบ่งแยกประชาชน ผมอยากสนับสนุน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ เข้าใจว่าวันหนึ่งท่านให้สัมภาษณ์ว่าเรื่อง หมู่บ้านแดงนี่ควรจะยุติได้แล้ว ผมว่าพี่น้องเสื้อแดงเขามีสิทธิที่จะรวมตัวกันแล้วก็ทำกิจกรรม ทางการเมืองครับ มีเสรีภาพในการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่การไป แบ่งแยกหมู่บ้านเป็นสีนั้นสีนี้ มีธงเป็นสัญลักษณ์มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ ผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านคงเห็นด้วยกับผม ว่ามันไม่น่าที่จะเป็นแนวทางที่เราควรจะส่งเสริมสนับสนุนต่อไป แต่ผมฟังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยได้ไม่นานก็เพิ่งมีการไปเปิดหมู่บ้านสีแดง แล้วก็มีการพูดว่านอกจาก สนับสนุนให้เปิดแล้ว จะมีเงินงบประมาณมาให้ด้วยถ้าเปิด เราก็จะกลับไปสู่สภาพ ความแตกแยกอีกใช่ไหมครับ เราจะเอาเรื่องเหล่านี้มา แล้วก็มาต่อรอง มาบีบบังคับมากดดัน มาข่มขู่ ให้ต้องมีการเลือกข้าง ให้ต้องสนับสนุนทางการเมืองกันอย่างนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่คิดหรอ กว่านั่นเป็นหนทางที่พวกเราอยากจะเดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระผมกราบเรียน ท่านประธานในวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนอยู่ในสังคมร่วมกันได้อย่างที่ควรจะอยู่ร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตย ผมก็กราบเรียนในส่วนสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือว่ากรณีของ สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรจากที่สภาการหนังสือพิมพ์ได้มีการสอบ ในเรื่องของการที่จะเข้าไปแทรกแซง หรือแทรกซึม หรือแทรกซื้อสื่อ ก็ต้องมีการพิสูจน์กัน ต่อไป แต่อยากจะกราบเรียนว่าเราต้องช่วยกันทำให้แต่ละสถาบัน แต่ละองค์กร แต่ละภาคี ในสังคม เขาสามารถทำหน้าที่ของเขาได้อย่างตรงไปตรงมา ผมก็หวังว่าการจัดการจะ โดยการใช้อำนาจเงิน อำนาจทางธุรกิจ หรืออำนาจรัฐ ไม่ย้อนรอยกลับไปสู่สภาพ ซึ่งในที่สุด ทำให้สังคมเกิดความอึดอัด และสุดท้ายก็เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเมืองที่มันเริ่มต้นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ในส่วนการจัดการของพรรคอำนาจเงินนั้นก็อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่า ที่มีสภาการหนังสือพิมพ์เขาได้มีการสอบ แต่ว่าในส่วนของอำนาจรัฐก็คงต้องจับตาดู การทำงานของท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมไม่ค่อยเชื่อหรอกว่าเป็นเหตุบังเอิญว่ารายการ โทรทัศน์ช่อง ๑๑ ที่มีคนดูมากที่สุด ๒ รายการ ที่บังเอิญเป็นรายการที่วิพากษ์วิจารณ์ ด้านการเมือง สัปดาห์ที่ผ่านมาถูกงดทั้ง ๒ รายการเลยครับ แล้วก็คาดว่าภายในเดือนกันยายน ก็คงจะถูกเลิกสัญญาไป ผมก็ไม่อยากให้เป็นสภาพที่กลับไปสู่การที่แต่ละคน แต่ละฝ่าย ก็จะไปหาพื้นที่ของตนเองแล้วก็ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ความจริง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ประทานโทษเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านก็เป็นคนหนึ่งซึ่งคุยกับผม เสมอว่าเราอยากจะให้การต่อสู้ทางการเมืองมันอยู่ในห้องนี้ ส่วนอื่น ๆ อย่าไปยุ่งเลยครับ ให้ภาคประชาชน ให้สื่อมวลชน ให้คนทั่ว ๆ ไปเขาสามารถที่จะทำหน้าที่ของเขาได้ อย่างอิสระ อย่าย้อนกลับไปสู่ยุคซึ่งบีบจนกระทั่งการเมืองก็ต้องทะลักออกไปสู่ท้องถนน แล้วก็สร้างวงจรที่นำมาสู่สภาพวิกฤติของบ้านเมืองในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียน ท่านประธานอีกครั้งว่า ประเด็นทั้งหมดที่ผมกราบเรียนนั้นก็ด้วยมุ่งหมายว่าวันนี้เราต้องมา สร้างศรัทธาให้กับระบบการเมืองของเรา รัฐบาลทำตามคำมั่นสัญญาเถอะครับ สานต่อ สิ่งดี ๆ เถอะครับ ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประชาชนอย่าให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เถอะครับ แล้วก็ช่วยกันรักษาสถาบันแล้วก็โครงสร้างของสังคมที่ทำให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าอยู่มาเป็นเวลาช้านาน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ อยู่ในที่นี้ที่จะฟังการอภิปราย กระผมก็กราบเรียนว่าความจริงก็เป็นสิทธิของท่าน โดยเฉพาะ จะตอบคำถามหรือไม่ อย่างไร แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ท่านก็ยังคง จะต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดต่อสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในบ้านเมือง ผมคิดว่าท่านก็คง เป็นคนที่พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นได้ให้โอกาสอย่างเต็มที่ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงท่านแรก เป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนพร้อมจะให้โอกาส โดยที่มีประสบการณ์ในเรื่องของการเมืองและการบริหารราชการน้อยมากหรือแทบไม่มี แต่ว่าเมื่อพี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจท่านมาแล้ว มันก็กลายเป็นภาระ มันก็กลายเป็น ความรับผิดชอบของท่าน และผมก็เชื่อเสมอครับว่าสังคมของเราอย่างไรก็เป็นสังคม ที่ให้โอกาส ขอให้ดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ขอให้ดำเนินการโดยไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งอีกต่อไป ที่มันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ประโยชน์ของพวกของพ้อง ของกลุ่ม ของญาติ ของครอบครัว และผมเชื่อว่าแม้นโยบาย หลายเรื่องเขียนอยู่ในนี้ครับ ผมเชื่อว่าคนเขียนก็ยอมรับว่าจะทำสำเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทำด้วยความตั้งใจ ด้วยความจริงใจ แม้ไม่สำเร็จในบางเรื่อง ผมก็มั่นใจ ว่าสังคมนี้ก็พร้อมที่จะให้โอกาสท่านทำงาน แต่ว่าถ้าความไว้วางใจนั้นถูกนำไปใช้ในทางอื่น สังคมนี้ก็เป็นสังคมที่รักความเป็นธรรม ความถูกต้อง เราก็ไม่อยากจะเห็นสภาพปัญหาของ ความขัดแย้งหรือความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นต่อไป วันนี้ก็เป็นสิทธิ เป็นอำนาจ แล้วก็ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านที่จะเดินหน้าประเทศต่อไปอีก ๔ ปี พวกกระผมในฐานะ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็จะทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบด้วยความสร้างสรรค์และด้วย ความมุ่งมั่นประการเดียวก็คือรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณครับ