สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อภิปรายเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนในการจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายป่า สิ่งแวดล้อม และการจัดการที่ดิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกคนและปัญหา และการลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ที่ดิน
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมได้ นั่งฟังการแถลงนโยบายและการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่เช้า ขณะนี้ก็กว่า ๑๓ ชั่วโมงแล้วนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเมื่อเราดูจากกรอบนโยบาย ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงกับพวกเรา พวกเราทุกคนคงทราบดีนะครับว่าแบ่งเป็น ๒ กรอบใหญ่ กรอบแรกก็คือกรอบว่าด้วยนโยบายเร่งด่วนที่ท่านจะทำทันที ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๑๖ ข้อ ๑ ใน ๑๖ ข้อก็คือเรื่องของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ซึ่งต้อง กราบเรียนครับว่าเป็นนโยบายที่ดี แล้วก็ผมเห็นด้วยและยินดีที่จะสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือว่าใน ๑๖ ข้อนี้นั้นไม่มีข้อใดเลยที่ท่านกำหนดให้เป็นเรื่องเร่งด่วน ในการที่จะเข้ามาดูแลเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมในฐานะที่เป็น ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภา จึงขออนุญาต ที่จะต้องอภิปรายเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นปัญหาเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของประเทศ เผื่อว่าท่านจะเห็นด้วยและนำไปปรับปรุงเป็นแนวทางในการบริหาร บ้านเมืองของท่านต่อไป ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมก็พยายามศึกษาอย่างละเอียดก็พบว่าท่านเอาไปอยู่ในนโยบายที่ว่าด้วยกรอบ ระยะเวลา ๔ ปี หรือนโยบายระยะยาวในข้อที่ ๕ แล้วก็ซอยย่อยเป็น ๕.๑-๕.๘ เวลาผมซึ่งมี อยู่นั้นคงไม่มากเพียงพอที่จะมาแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้ท่านประธานได้รับทราบได้ทั้งหมด ขออนุญาตเอาเฉพาะที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ
๕.๑ รัฐบาลแถลงว่าอย่างนี้ครับ นายกรัฐมนตรีแถลงว่าอย่างนี้ครับว่า จะเร่งรัดให้มีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการป้องกันการลักลอบบุกรุกทำลายป่าไม้และ สัตว์ป่า เร่งสำรวจและจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน
นั่นก็แสดงว่ารัฐบาลทราบดีครับว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องการบุกรุก ทำลายป่า มีปัญหาเรื่องการคุกคามสัตว์ป่ามาก รวมไปถึงมีปัญหาเรื่องการกำหนดการใช้ แนวเขตที่ดิน ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขที่กรมป่าไม้ได้เสนอไว้ต่อสาธารณะนะครับว่าขณะนี้ พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากจำนวน ๕๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ประเทศซึ่งมีอยู่ ทั้งหมด ๓๒๑ ล้านไร่ ขณะนี้เหลืออยู่ ๓๒.๖๖ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ กำหนดไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะนี้พื้นที่ป่าของเราลดลงไปแล้ว ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในจำนวน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่หายไปนั้น ประเด็นหลักสาเหตุใหญ่ มาจากประเด็นเดียวกันครับก็คือขาดการบริหารจัดการจากหน่วยงานของรัฐที่ดีเพียงพอ ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องการสูญเสียพื้นที่ป่าทั่วประเทศครับท่านประธาน กรณีวังน้ำเขียว เป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุด และผมเองได้มีโอกาสลงพื้นที่ศึกษาปัญหาของกรณีวังน้ำเขียว ก็กราบเรียน ท่านประธานครับว่าสภาพปัญหามิได้มีอะไรแตกต่างไปจากกรณีการสูญเสียพื้นที่ป่าในพื้นที่ อื่น ๆ ของประเทศไทย ไม่ว่าหางดงที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูทับเบิก เขาค้อที่จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือภาคอีสานตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี ภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต ทุก ๆ พื้นที่เราล้วนแต่มีปัญหาเรื่องการสูญเสียพื้นที่ป่าทั้งสิ้น ผมจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าประเด็นปัญหาที่เกิดจากการที่ทำให้เราต้อง สูญเสียพื้นที่ป่านั้นประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาใหญ่ ๆ หลายประการครับ
ประการแรก เริ่มตั้งแต่ความบกพร่องผิดพลาดของหน่วยงานของรัฐในการ ประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวนหรือเขตอุทยาน โดยขีดวง ขีดเส้นบนแผนที่ แต่ไม่มีการจัดทำ หลักเขตที่แท้จริงในพื้นที่จริงก็ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในปัญหาพื้นที่ แล้วที่สุดก็เป็นการ โต้เถียงกันระหว่างราษฎรกับหน่วยงานของรัฐว่าป่ากับคนใครมาก่อน อุทยานกับคน ใครมาก่อน ที่วังน้ำเขียวก็มีข้อโต้เถียงอย่างนี้เช่นกันครับ ไม่ว่าบนเขาแผงม้าก็เป็นข้อโต้เถียง ระหว่างกรมอุทยานกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า ไม่ว่าเขตอุทยานของทับลานก็มีข้อโต้เถียง แนวเขตระหว่างกรมอุทยานกับพี่น้องประชาชนว่ามีข้อตกลงเมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งต่างกับ แนวเขตที่ประกาศอยู่ท้ายกฎกระทรวงเมื่อปี ๒๕๒๔ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นหนึ่งที่ เราจะต้องเข้ามาบริหารจัดการในเรื่องของปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่านั้น ผมจึง มีความเห็นว่ามาตรการที่ท่านใช้ระบุอยู่ในคำแถลงนโยบายว่าจะจัดการเกี่ยวกับการลักลอบ บุกรุกทำลายป่านั้น ท่านต้องไปกำหนดวิธีการให้ดีนะครับว่าวิธีการจัดการกับการบุกรุก ทำลายป่านั้นท่านต้องแยกคน แยกปัญหาออกจากสภาพปัญหาว่าคนต่าง ๆ เหล่านั้นเข้าไป อยู่ในป่า เพราะเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิอยู่เดิม หรือเป็นผู้ที่รับซื้อสิทธิในภายหลัง ถ้าท่านไม่แยก สภาพปัญหาอย่างนี้ท่านจัดการปัญหาไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านพูดถึงก็คือในข้อ ๕.๓ ท่านบอกท่านจะลด ความเหลื่อมล้ำในการใช้ที่ดินโดยการปฏิรูปการจัดการที่ดิน พวกเราคงทราบดีแล้วครับว่า เรื่องปฏิรูปที่ดินนั้นเรามีมาตั้งแต่ ๒๕๑๘ คือปีที่ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถามว่าจากปี ๒๕๑๘ ถึง ณ บัดนี้ เวลาผ่านไป ๓๖ ปีเศษ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเรื่องของการใช้กฎหมายการปฏิรูปที่ดินเป็นเครื่องมือ ในการบริหารจัดการในการจัดสรรที่ดินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกท่าน คงให้คำตอบเรื่องนี้ได้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปครับว่าปัญหาของการปฏิรูปที่ดินก็คือ ปัญหาความไม่โปร่งใสในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร ใครคือเกษตรกรตัวจริง หรือใครคือ เกษตรกรของใคร นั่นคือประเด็นปัญหาข้อที่ ๑
ปัญหาข้อที่ ๒ คือภายหลังการจัดการแล้วนั้น จัดสรรที่ดินแล้วไม่มี การติดตามครับว่าที่ดินนั้นได้มีการเปลี่ยนมือไปยังใครบ้าง เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นที่ ส.ป.ก. กลายเป็นรีสอร์ท (Resort) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนก็คือ ขอความกรุณาท่าน ให้ความสนใจในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ท่านแถลงอยู่ใน นโยบายครับ กราบขอบพระคุณครับ