รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาการวางนโยบายที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล 500,000 บาทต่อปี 5 ปี ซึ่งอาจทำให้รายได้ของภาครัฐลดลง แต่สามารถชดเชยได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอัตราค่าเงินบาท การขยายรถไฟความเร็วสูงไปยังจังหวัดอุบลราชธานี และนโยบายไอทีของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการให้บรอดแบนด์และวายฟายในที่สาธารณะ โดยมีคำเตือนเกี่ยวกับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการนี้

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด ศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสอ่านนโยบายของ รัฐบาลทั้ง ๔๔ หน้านะครับ โดยภาพรวมมีความเห็นว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่มี ความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าสามารถดำเนินการตามที่รัฐบาลได้วางนโยบายไว้นะครับ ผมก็พยายามจินตนาการตามไปนะครับว่าเราจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานคร ไปถึงเชียงใหม่ มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานครไปถึงหัวหิน มีรถไฟฟ้าความเร็วสูง จากกรุงเทพมหานครไปถึงนครราชสีมา รวมทั้งจะมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในที่สาธารณะ ที่เราเรียกกันว่า วายฟาย ฟรีนะครับ คือไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย มีระบบสื่อสาร แบบบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงนะครับ โดยภาพรวมก็มองเห็นภาพประเทศไทยที่มี การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญครับ โดยนโยบายแล้วก็มีความเห็นว่าถ้าหากทำได้ก็เป็น สิ่งที่ดีครับ เราในฐานะที่เป็นคนไทยก็มีความปรารถนาดีอยากให้นโยบายดังกล่าวสัมฤทธิผลครับ อย่างไรก็ดีครับ จากการที่ได้ตรวจสอบนโยบายก็มีข้อคิดเห็นเป็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะ บางประการที่จะขออนุญาตฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับ

ประเด็นเรื่องแรก ก็คงเป็นเรื่องของบ้านหลังแรกครับ ที่มีนโยบายว่าจะมี การให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี เป็นระยะเวลา ๕ ปี มาตรการ ดังกล่าวก็จะทำให้รายได้ คิดตัวเลขกลม ๆ คร่าว ๆ รายได้ของภาครัฐจากภาษีเงินได้ก็จะลด ไปประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อหลังต่อปีเป็นระยะเวลา ๕ ปี อย่างไรก็ดีครับ แม้จะมีรายได้ ที่ลดลง แต่ว่าก็อาจจะมีรายได้ที่เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งจากการที่ผู้ประกอบการที่ทำเรื่องของ อสังหาริมทรัพย์บ้านเรือนสามารถขายบ้านได้มากขึ้น ก็จะมีผลตอบแทนจากภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากที่ผู้ประกอบการเรื่องบ้านท่านมีกำไรมากขึ้นก็จ่ายภาษีมากขึ้น รายได้ส่วนนี้ ส่วนหนึ่งก็คงจะไปชดเชยรายได้ส่วนที่เสียไปนะครับ การบริหารจัดการที่เหมาะสมก็จะทำให้ ภาระทางงบประมาณของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ลดลงนะครับ ก็ขอฝากรัฐบาลในเรื่องของ การวางมาตรการที่เหมาะสมครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมใคร่ขอตั้งข้อสังเกตหรือให้เป็นข้อเสนอแนะนะครับ ก็คง เป็นเรื่องของอัตราค่าเงินบาทครับ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายในเรื่องของการขึ้นค่าแรงหรือขึ้น เงินเดือนขั้นต่ำนะครับ โดยภาพรวมก็จะทำให้ต้นทุนสินค้าต่าง ๆ ของประเทศไทยสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ในการค้าระหว่างประเทศก็จะลดลงครับ โดยภาพรวมถ้าหากว่าใช้ค่าเงินที่อ่อนกว่าปัจจุบันนี้สักเล็กน้อยก็น่าจะมีส่วนช่วยรักษา ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการแข่งขันในตลาดโลกได้นะครับ ก็อยากฝากประเด็นเรื่องค่าเงินไว้ด้วยครับ

ประเด็นที่ ๓ รถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลได้วางแผนไว้ มีสายหนึ่งที่เดินทาง จากกรุงเทพฯ ไปถึงนครราชสีมา ถ้าหากว่าจะได้มีการปรับปรุงให้มีการขยายไปจนถึงจังหวัด อุบลราชธานี โดยผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ผมก็คิดว่าน่าที่จะเป็น ประโยชน์มากกว่าครับ เนื่องจากการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา ด้วยความคุ้นเคยของประชาชนที่พวกเราทราบกันก็คงจะเดินทางด้วยรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ ถ้าหากว่ารถไฟความเร็วสูงสามารถขยายไปจนถึงจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี ก็น่าที่จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งในอนาคตถ้าหากจะมีการขยายผ่านไปเชื่อมโยงกับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นลาวหรือเวียดนามก็น่าที่จะช่วยให้ขีดความสามารถใน การแข่งขันของภูมิภาคนี้ดีขึ้น ก็ขออนุญาตฝากประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกันครับ

ประเด็นที่ ๔ ก็คงเป็นประเด็นเรื่องนโยบายเกี่ยวกับไอทีของรัฐบาลครับ รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องไอทีไว้ในข้อ ๓.๖ เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์คือมีเรื่องของ บรอดแบนด์ หรือการสื่อสารความเร็วสูงทั่วประเทศ รวมทั้งวายฟายในที่สาธารณะ อย่างเช่น สถานศึกษา หรือสถานที่ราชการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้ก็ดีเช่นเดียวกันครับ แต่ทว่า ผมคิดว่าในการดำเนินงานของรัฐบาลอาจจะพบอุปสรรคบางประการครับ อุปสรรคอันนี้ อาจจะรุนแรงยิ่งกว่าอุปสรรคที่รัฐบาลเคยพบ รัฐบาลที่แล้วเคยพบในเรื่องของมาบตาพุดครับ ในตอนนั้นมีปัญหาในเรื่องของมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ เรื่ององค์กรอิสระทางด้าน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เรื่องของอีไอเอ (EIA) และเอชไอเอ (HIA) ทำให้มีผลกระทบกับ การลงทุนในเรื่องของมาบตาพุดเป็นเวลาปีเศษ ๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ในเรื่องเกี่ยวกับ เทคโนโลยีในเรื่องไอทีก็มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหาในทำนองเดียวกันเช่นเดียวกัน ปัญหา ที่ว่าก็คือปัญหาในเรื่องของ กสทช. ครับ ก็เป็นที่ทราบกันว่าเรื่องการสรรหา กสทช. มีข้อร้องเรียน มีข้อโต้แย้งค่อนข้างมาก มีการฟ้องร้องไปตามหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้ง ร้องเรียนมาที่กรรมาธิการของวุฒิสภาด้วยเช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการของกระผม คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีโอกาสได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เช่นเดียวกันครับ พวกเราได้พิจารณาข้อมูลด้วยความกังวลนะครับ นอกจากประเด็นเรื่อง ร้องเรียนแล้วเรายังพบประเด็นที่น่ากังวลกว่าที่เรื่องร้องเรียนกันอยู่นะครับก็คือประเด็นที่ว่า กรรมการที่ทำหน้าที่สรรหาหลายท่านอาจจะไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่อง ของการสรรหาหรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าอาจจะมีผู้ชายที่ใช้ชื่อว่า อำเภอ นายอำเภอ นี่นะครับ ท่านมาใช้อำนาจของนายอำเภอ หรือนาย ก มาใช้อำนาจของนายกในการสรรหา ที่กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากว่าเราพบพยานหลักฐานอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๑๔ (๘) ซึ่งกล่าวถึง กรรมการสรรหาท่านหนึ่ง ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างแค่บางประเด็นครับ มาตรา ๑๔ (๘) กล่าวถึงกรรมการสรรหาที่เป็นประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย บทบัญญัติ ของ พ.ร.บ. นะครับบอกว่าประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผมไม่มีเจตนา จะมีอคติต่อเพื่อนพี่น้องที่เป็นคนพิการนะครับ เรามีเจตนาบริสุทธิ์ครับ อยากเห็นตัวแทน ที่แท้จริงของคนพิการทั่วประเทศมาเป็นกรรมการสรรหา กสทช. แต่ว่าสิ่งที่เราพบเราพบว่า บุคคลที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา กสทช. นั้น เป็นบุคคลที่มาจากหน่วยงานที่เรียกว่า สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในแง่ขององค์กรก็เป็นองค์กรคนละองค์กร องค์กรหนึ่งชื่อตามพระราชบัญญัตินะครับ กสทช. บอกว่าเป็นสภาคนพิการทุกประเภท แห่งประเทศไทย แต่หน่วยงานที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหามาจากหน่วยงานที่เรียกว่า สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ส่วนตำแหน่งครับ ตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติระบุว่าเป็นประธาน