ขจร สัยวัตร์ หารือเรื่องนโยบายแรงงานที่ประชาชนสนใจ เช่น นโยบายให้แรงงานมีรายได้ไม่น้อย 300 บาทต่อวัน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้แรงงานอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาคนหางานที่ไปทำงานต่างประเทศและประกาศเกี่ยวกับค่าตรวจสุขภาพที่ไม่เป็นธรรม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด หนองคาย เป็นประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานสวัสดิการสังคม วุฒิสภา กระผมจะขอ อภิปรายเฉพาะเรื่องของแรงงานซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการ และเป็นเรื่อง ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนขณะนี้ นั่นคือนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
ข้อ ๑.๘.๒ ให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อย ๓๐๐ บาท ในเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการได้จัดให้มีการประชุมเชิงสัมมนา ๒ ครั้ง ครั้งแรกจัดที่ส่วนกลางที่วุฒิสภา ส่วนภูมิภาคจัดที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทน ของนายจ้าง ผู้แทนของลูกจ้างและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย
สรุปผลการสัมมนา ฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยมี ความเห็นว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ส่งผลให้สินค้าราคาแพง ผู้บริโภคเดือดร้อน นายจ้างจะนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทน มีการปลดแรงงาน เกิดภาวะคนว่างงาน แรงงาน ต่างด้าวเพิ่มขึ้น ส่วนฝ่ายลูกจ้างเห็นด้วยกับรัฐบาลโดยมีหลักคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ คำนวณ เป็นตัวเลขโดยถือว่าแรงงานเป็นต้นทุนการผลิตที่เป็นมนุษย์ มีความต้องการปัจจัยสี่ ต้องการ อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ครอบครัวประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาเล่าเรียนบุตรต้องใช้จ่ายหัวละ ประมาณ ๔๒๑ บาท เดือนละประมาณ ๑๒,๖๓๐ บาท จากนโยบายปรับค่าแรงงานขึ้น วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท ใน ๑ เดือน คือ ๒๖ วัน หักวันหยุด ๔ วัน ลูกจ้างจะได้ค่าแรง ๗,๘๐๐ บาท จำเป็นต้องหารายได้เสริมอีกเดือนละ ๔,๘๓๐ บาท จึงจะอยู่ในสังคมได้ อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นที่น่าสังเกตครับว่าในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ มีโรงงาน อุตสาหกรรมทั้งสิ้น ๗๕ โรง เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นคนต่างชาติ ๕๕ แห่ง ของคนไทย ๒๕ แห่ง เท่ากับ ๑ : ๒.๗ ได้ส่งผู้แทนมาร่วมประชุม ๑๗ คน เป็นลูกจ้างระดับ หัวหน้า เมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนานะครับก็มีคำถามว่า ๑. โรงงานของท่านมีผลกำไรปีละเท่าไร ๒. ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นหักจากผลกำไรของบริษัทได้หรือไม่ ผู้แทนฝ่ายนายจ้างไม่สามารถ ตอบคำถามได้ สรุปผลการประชุมเชิงสัมมนาของคณะกรรมาธิการไม่มีคำตอบครับ เป็นดุลยพินิจของผู้ร่วมประชุมเอง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อครั้งผมเป็นตำรวจ ตระเวนชายแดนภาคอีสาน บริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ได้นำผลประโยชน์ ผลกำไรของบริษัท ตั้งเป็นมูลนิธิสุมิตร เลิศสุมิตรกุล แล้วนำเงินของมูลนิธิมาถวายสมเด็จย่าเพื่อสร้างโรงเรียน ตำรวจตระเวนชายแดน ส่งเสริมให้นักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่จบ การศึกษามีการศึกษาเล่าเรียนที่ดีได้ต่อในโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย ใช้เงินประมาณปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ นอกจากนั้นผมยังจำได้ว่าบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกจ้างซื้อหุ้น ของบริษัทได้ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน การซื้อหุ้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกจ้าง มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ผมขอชมเชยบริษัทดังกล่าวนะครับ ซึ่งมันสอดคล้องกับ เรื่องที่ว่าผมพูด
เรื่องต่อไปคือนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อ ๔.๒.๓ ส่งเสริมระบบแรงงาน สัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นธรรมและ อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชนนั้นคือการลด รายจ่ายเพิ่มรายได้ ซึ่งต่อไปนี้ผมจะขออภิปรายถึงปัญหาคนหางานที่ไปทำงานต่างประเทศ คนหางานที่ไปทำงานต่างประเทศคือคนยากจนครับ มีอาชีพดั้งเดิมเป็นชาวนา ชาวไร่ มีถิ่นที่อยู่ในชนบทนอกเขตเมือง การศึกษาต่ำ รักสันติ ขยัน อดทนและซื่อสัตย์ เป็นผู้ที่ยัง ไม่มีงานทำครับ แต่ประสงค์ที่อยากจะไปทำงานต่างประเทศ ยังไม่มีนายจ้างจึงยังไม่อยู่ใน ความดูแลและรักษาสิทธิประโยชน์จากองค์กรนายจ้าง เช่น สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สภาองค์กรนายจ้าง หรือคณะกรรมการลูกจ้าง ดังนั้นคณะกรรมการจึงให้ความสนใจ เป็นพิเศษคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศจะต้องเสียค่าบริการจากบริษัทจัดหางาน จำนวนมากแล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกคือ ๑. ค่าตรวจสุขภาพครั้งละไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาทต่อ ๓ เดือน ถ้า ๑ ปียังเดินทางไม่ได้ก็จะต้องเสียถึง ๖,๐๐๐ บาท ๒. ค่าเรียน ภาษาอีก ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเวลาเรียน ๘๐ ถึง ๑๐๐ ชั่วโมงหรือ ๒ สัปดาห์ ในเรื่องของ ค่าตรวจสุขภาพเป็นประกาศของกรมการจัดหางานเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๗ ให้สถานตรวจสุขภาพเรียกเก็บค่าตรวจสุขภาพจากคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศ รายละไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาทต่อราย ประกาศฉบับนี้ไม่เป็นธรรมและไม่อยู่ภายใต้กรอบของ กฎหมายตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการบริการสาธารณสุข ที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถามว่าคนหางานเป็นคนจนหรือเปล่า มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิตามนี้หรือไม่ ประกาศฉบับนี้ขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๑ ในสาระสำคัญจึงใช้บังคับไม่ได้ แต่ก็ได้ใช้มาแล้ว ๗ ปีครับ เพราะเหตุใดถึงไม่มีการแก้ไข ผมจึงขอให้กรมการจัดหางาน ผ่านท่านประธานนะครับไปทบทวนและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยครับ ในส่วนของบัญชีรายชื่อ สถานพยาบาลก็เช่นเดียวกันครับ ไปกำหนดให้โรงพยาบาลของรัฐ ๓๗ แห่ง กำหนด ให้โรงพยาบาลเอกชนถึง ๕๑ แห่ง โรงพยาบาลเอกชนไม่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตาม มาตรา ๕๑นะครับ ทำไมไม่กำหนดให้โรงพยาบาลของรัฐทั้งประเทศเป็นสถานบริการสาธารณสุขให้ เพราะทุก ๆ โรงพยาบาลก็มีนายแพทย์เช่นเดียวกันนะครับ ผมขอจบการอภิปรายนะครับ ขอขอบพระคุณครับ จริง ๆ มันยังมีอีกแต่เวลามันหมดครับ ขอบคุณครับ