กนก ชี้แจงนโยบายแท็บเล็ต ป.๑ ไม่เหมาะสม ควรเปลี่ยนเป็น ม.๑

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายนโยบายเร่งด่วน ๑.๕ เกี่ยวกับการจัดหาแท็บเล็ตให้โรงเรียน โดยชี้แจงความขัดแย้งระหว่างนโยบายแจกแท็บเล็ตให้เด็กทุกคนกับการทดลองทำในโรงเรียนนำร่องชั้น ป.๑ และระบุว่านโยบายดังกล่าวไม่เหมาะสมเนื่องจากเด็กวัยนี้ยังอ่านเขียนไม่ได้ ควรใช้งบประมาณไปจ้างครูเพิ่มเติมแทน พร้อมวิจารณ์ว่าเด็กขาดวุฒิภาวะและเสี่ยงติดเกม จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็น ม.๑ และเตือนปัญหาเนื้อหาไม่พร้อม รวมถึงหารือปัญหาการใช้นโยบายแท็บเล็ตในโรงเรียนโดยชี้ขาดความพร้อมอินเทอร์เน็ตและระบบพื้นฐาน และกังวลเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขออนุญาตได้อภิปรายในนโยบายเร่งด่วน ๑.๕ ของรัฐบาลที่ได้พูดถึงการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนโดยเริ่ม ทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่องสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ควบคู่กับการเร่งรัดเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้ง จัดทำระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายตามมาตรฐานการให้บริการในสถานศึกษาที่กำหนด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

ประเด็นที่ ๑ นโยบายที่ท่านได้เขียนไว้ดังกล่าวนี้เมื่อไปเปรียบเทียบกับ นโยบายที่รัฐบาลโดยเฉพาะของพรรคเพื่อไทยในการหาเสียงที่พูดไว้ชัดเจนในเรื่องของ วัน แท็บเล็ต พีซี เพอร์ ไชลด์ (One tablet PC per child) นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกัน ผมขออนุญาต อธิบายนะครับว่าในการหาเสียงของท่านนั้นทำให้เด็กนักเรียนมากกว่า ๑๐ ล้านคน โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีความเข้าใจตรงกันว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลลูกหลานของ เขาจะได้แท็บเล็ตกันคนละ ๑ เครื่อง แล้วยิ่งไปกว่านั้นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ก็ได้ไปอธิบายเรื่องเหล่านี้นโยบายดังกล่าวนี้กับโรงเรียนในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อยืนยัน กับพ่อแม่พี่น้องของนักเรียน โดยเฉพาะผู้ปกครองว่าทุกคนจะได้แท็บเล็ตกัน ซึ่งในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตเรียนว่าผมได้มีโอกาสพบกับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยหลายท่านในระหว่าง หาเสียง ผมก็ได้เตือนท่านเหล่านั้นแล้วว่านโยบายแจกแท็บเล็ตดังกล่าวนี้คงจะทำ ไม่ได้แน่นะครับ ไม่ใช่เฉพาะว่าแท็บเล็ตจะเป็นประโยชน์หรือไม่เท่านั้น แต่การแจกแท็บเล็ต กับทุกคนนั้นคงจะทำไม่ได้ แต่ผู้สมัครที่ผมได้พบของพรรคเพื่อไทยต่างก็ยืนยันว่าทำได้ และทำได้ทันทีนะครับ อันนั้นคือคำตอบที่ผมได้ แล้วก็ในวันนี้ในคำแถลงนโยบายของท่าน ในประเด็นแรกก็คือว่าท่านบอกว่าท่านจะทดลองทำกับโรงเรียนนำร่องชั้น ป. ๑ ความหมาย ชัดเจนครับ ในการทำนำร่องนั้นก็หมายความว่าจะทำกับบางโรงเรียนเท่านั้นกับเด็กชั้น ป. ๑ แต่ในความเข้าใจของพ่อแม่ผู้ปกครองเขาบอกว่าท่านจะแจกทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นคำถามที่ใหญ่มาก ที่ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่รับผิดชอบตรงนี้ ท่านคงจะต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองนะครับ แล้วก็เดี๋ยวสักครู่ในตอนสรุปผมจะอธิบายว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องของการหาเสียงกับ นโยบายที่ไม่ตรงกันเท่านั้น มันมีนัยสำคัญของผลกระทบที่จะตามมา

ประการที่ ๒ ที่สำคัญก็คือการเลือกที่จะใช้กับเด็ก ป. ๑ นั้นผมคิดว่า ไม่เหมาะสม เด็ก ป. ๑ ทุกคนก็ทราบดีนะครับว่าอายุ ๖ ขวบเขายังอ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ การเขียนภาษาไทยที่ไม่ถูกต้อง การอ่านภาษาไทยที่ไม่ชัดนั้นเป็นการทำให้ภาษาไทยซึ่งเป็น มรดกทางวัฒนธรรมของชาติของเราเสียหายนะครับ ท่านจะต้องตระหนักในเรื่องนี้ ผมคิดว่า เด็กชั้น ป. ๑ เขาต้องการครูที่จะสอนในเรื่องการอ่าน การเขียน การใช้แท็บเล็ตโดยใช้มือสัมผัส เราก็ทราบดีอยู่ว่าการเขียนหนังสือจากการใช้มือสัมผัสบนหน้าจอของแท็บเล็ตนั้นไม่ได้ ส่งเสริมในเรื่องของการเขียนหนังสือแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเด็ก ป. ๑ ต้องการครูมากกว่า แท็บเล็ตครับ การที่ท่านจะเอาเงินไปซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียนนั้น ผมคิดว่าท่านไปจ้างครู ที่เราขาดแคลนเพิ่มขึ้นให้กับลูกหลานของเราที่อยู่ชั้น ป. ๑ จะไม่ดีกว่าหรือครับ การใช้แท็บเล็ต กับเด็ก ป. ๑ นั้นยังส่งความเสียหายในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งประชาชนได้บอกกับเรา และเราทราบกันดีอยู่แล้ว

อันแรกก็คือว่าในเรื่องสายตาและการมองเห็นของเด็กชั้น ป. ๑ ซึ่งจะต้อง พัฒนาต่อไปนั้นในระยะยาวจะมีปัญหาแน่นอนนะครับ สิ่งยั่วยวนในโลกออนไลน์ต่าง ๆ ที่มา กับอินเทอร์เน็ต ในขณะที่เด็กอายุ ๖ ขวบซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะทางด้านความคิด ทางด้าน อารมณ์ และทางด้านสติที่จะกลั่นกรองข้อมูลต่าง ๆ จากโลกออนไลน์นะครับ สิ่งเหล่านี้ จะนำมาสู่อันตรายอย่างยิ่ง นั่นก็คือการลอกเลียนแบบที่อันตราย เราเคยเห็นเด็กที่ดู หนังการ์ตูนและกระโดดจากชั้น ๒ ของบ้านลงมาข้างล่างเป็นตัวอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในวันนี้ เขาจะเห็นมากกว่านั้นอีก แล้วก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งนะครับ ปัญหาเหล่านี้จะเป็นปัญหาของ เด็กที่นำไปสู่ปัญหาของโรงเรียนแล้วก็ปัญหาของสังคมไทยในที่สุด วันนี้ทุกคนบ่นกันมากว่า ลูกหลานของเราติดเกมนะครับ แต่หลังจากท่านแจกแท็บเล็ตไปแล้ว ลูกหลานของเรา ก็จะติดแท็บเล็ตด้วย เด็กของเรา ลูกหลานของเราจะสามารถใช้แท็บเล็ตเล่นเกมได้ ตลอดเวลาตามที่ต้องการ จะไม่ใช่เป็นเรื่องของการเรียนตามที่ต้องการตามเจตนาที่ท่านคิดไว้ เพราะว่าจากการสำรวจนั้นร้อยละ ๙๐ เปอร์เซ็นต์บอกชัดเจนว่าเมื่อมีแท็บเล็ตแล้วเขาจะไป เล่นเกมครับ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านจำเป็นจะต้องแจกแท็บเล็ต ตามนโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้จริง ๆ ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าแจกกับเด็ก ป. ๑ ให้แจกกับเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ซึ่งยังมีความพร้อมแล้วก็การใช้ประโยชน์ได้มากกว่า

ในประเด็นที่ ๓ ความไม่พร้อมทางด้านเทคนิคครับ ในการแจกแท็บเล็ตตรงนี้ ประเด็นที่ท่านไม่พร้อมก็คือในเรื่องของเนื้อหาสาระวิชา คำถามก็คือว่าจะมาจากไหน ใครจะเป็นคนทำ และด้วยมาตรฐานอะไร เนื้อหาทางด้านที่กระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาได้ ใส่ลงไปในพีซี (PC) แล้วก็ใช้คีย์บอร์ด (Keyboard) แล้วก็ซอฟต์แวร์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมี การปรับปรุงใหม่ใช่หรือไม่ และการปรับปรุงนั้นไม่ได้ง่ายเลยนะครับ แล้วก็จะมีปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ในเรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญาก็จะเป็นปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน

ในประการที่ ๒ ที่จะเป็นปัญหาก็คือเรื่องของการปฏิบัตินโยบาย ท่านจะอบรมครูให้รู้วิธีการสอนที่ใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือได้อย่างไร และถ้าครูของเรา ไม่พร้อมแท็บเล็ตที่เราแจกไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ แล้วก็นโยบายนำร่องของท่าน เมื่อท่านนำไปขยายผลให้ไปทั่วประเทศ ผมเรียนเป็นห่วงท่านจริง ๆ ครับว่าเด็กในชนบท โรงเรียนที่อยู่ในชนบทซึ่งวายฟาย อินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ยังไม่พร้อม จะเป็นบุคคลที่เสียเปรียบ แล้วก็เสียโอกาส เพราะฉะนั้นแท็บเล็ตของท่านก็จะนำไปสู่ ๒ มาตรฐานทางด้านการศึกษา เพราะว่าความไม่พร้อมของระบบพื้นฐาน โครงสร้างในด้านของอินเทอร์เน็ตไร้สาย ของประเทศของเรา และที่สำคัญก็คือว่าท่านจะวัดผลของการเรียนการสอนในอินเทอร์เน็ตนี้ อย่างไร

ในเรื่องของอุปกรณ์แล้วก็ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ความคงทน การบำรุงรักษา อุปกรณ์เสียหายต่าง ๆ เหล่านี้ใครจะเป็นคนจ่ายครับ ถ้าแท็บเล็ตของลูกหลานหาย พ่อแม่ผู้ปกครองต้องซื้อใช้ใช่หรือไม่ครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องการความชัดเจน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สำคัญก็คือว่าอินเทอร์เน็ตฟรีในหลายบ้านนะครับ บ้านของ เด็กนักเรียนไม่ฟรีหรอกครับ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตยังไปไม่ถึง เขาต้องซื้อซิมใช่ไหมครับ ตรงนี้จะเป็นภาระกับผู้ปกครองมากขึ้นหรือไม่

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในประเด็นสุดท้ายในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดซื้อ และการพัฒนาสาระวิชาที่จะใส่ลงไปในแท็บเล็ต การจัดซื้อเพื่อจะให้ได้ในราคาประมาณ ๓,๐๐๐ บาทที่ท่านได้พูดไว้นั้นท่านจะต้องซื้อเป็นลอตใหญ่ ๆ การซื้อเป็นลอตใหญ่ ๆ ก็หมายความว่าซื้อแล้วก็จะแจกในปีถัดไป ปีถัดไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครหรอกครับที่เขาซื้อ แท็บเล็ตแล้วก็เก็บไว้ในสต็อก ๒ ปี ๓ ปีแล้วก็แจกไป สิ่งเหล่านี้ท่านจะถูกตั้งคำถามในเรื่อง ของความโปร่งใสในการจัดซื้อเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นสิ่งที่ประชาชนจะต้องเป็นห่วง คุณภาพ ของแท็บเล็ตที่จะต้องใช้ ๓ ๔ ๕ ปีนั้นมันจะเป็นตัวฟ้องนะครับว่าท่านทำได้อย่างไร ผมอยากจะขออนุญาตสรุปนะครับว่า

ประการแรก การแถลงนโยบายที่ไม่ตรงกับการหาเสียงตรงนี้เป็นสิ่งที่ อันตรายมากต่อระบบรัฐสภาของเรา เพราะเราเชื่อกันว่าการหาเสียงเป็นการที่ทำให้ ประชาชนเชื่อและเห็นชอบและประชาชนก็เลือก เมื่อประชาชนเลือกแล้วท่านเป็นรัฐบาล ท่านก็ปฏิบัติตามนโยบายนั้น แต่วันนี้สิ่งที่ท่านหาเสียง นโยบายที่ท่านพูดกับสิ่งที่ท่านปฏิบัติ ไม่ตรงกัน ตรงนี้เป็นเรื่องของความชอบธรรมของการเลือกตั้งนะครับ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันรักษาระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยของเราด้วยการรักษา ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง แต่นโยบายของท่านนี้กำลังสร้างปัญหาในเรื่องดังกล่าว การนำแท็บเล็ตมาใช้กับเด็ก ป. ๑ มีความเสี่ยงมากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายตาสั้น สมาธิสั้น คิดวิเคราะห์ไม่เป็น ศีลธรรมอ่อนแอลงแล้วก็เสื่อมลง สิ่งเหล่านี้จะเป็นภาระกับ พ่อแม่ผู้ปกครองและสังคมโดยรวมนะครับ นโยบายเป็นของท่านครับ แต่ความรับผิดชอบ และภาระเป็นของสังคมนะครับ

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมขออนุญาตการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องของอนาคตของชาติบ้านเมือง เด็กลูกหลานของเราเป็นทรัพยากรที่มีค่า ผมขอได้ไหมครับว่าเรื่องของการศึกษาเราไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีฝ่ายรัฐบาล ขอให้เราร่วมมือกัน เพราะว่าเราต้องการให้ลูกหลานของเรามีคุณภาพจริง ๆ ถ้าท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกล่าวนี้ ก็ขอความกรุณาเถอะครับที่จะรับฟังข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะในเชิงที่สร้างสรรค์ แล้วก็ รายละเอียดต่าง ๆ ถ้าท่านคิดว่าพวกผมสามารถที่จะเป็นประโยชน์กับท่านได้ เรายินดีที่จะ ให้ข้อเสนอแนะในรายละเอียดต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีครับ การศึกษาเราจะต้องรับผิดชอบ ร่วมกันนะครับเพราะเป็นลูกหลานของเรามันไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนในสังคมทุกภาคส่วนครับ เราจะต้องช่วยกันครับ ขอบพระคุณครับ