รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ พูดถึงปัญหาการศึกษา โดยระบุว่าประเทศของเรามีทรัพยากรมาก แต่คุณภาพของคนถูกผลิตจากการศึกษายังไม่ตอบสนอง สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เสนอแนะให้รัฐบาลปรับนโยบายการศึกษาให้โอกาสทางการศึกษามีความเป็นธรรม และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้เน้นเรื่องจิตปัญญาและความคิด

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้รับมอบหมายจากที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการการศึกษาของวุฒิสภา และเชื่อมโยงกับมติของวิปวุฒิสภาให้มาอภิปราย นโยบายทางด้านการศึกษาของรัฐบาลภายใต้เวลาจำกัด ๑๐ นาที ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าใน ๗ ข้อของนโยบายรัฐบาลนั้นมีประเด็นที่จะต้องทำการวิพากษ์วิจารณ์ ติเพื่อก่อหลายประเด็นทีเดียว ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมพยายามที่จะมี ความคาดหวังว่ารัฐบาลนี้ท่านคงจะมีวิสัยทัศน์และให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา ผมก็คงไม่สรุปว่าท่านมีวิสัยทัศน์หรือไม่ ผมดูจากเอกสารครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าดูจาก ถ้อยคำดูจากข้อความนั้นท่านได้บรรจุประเด็นปัญหาไว้พอสมควร แล้วก็ท่านได้นำเสนอ ทางออกไว้พอสมควรครับ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือว่าเมื่ออ่านทั้งหมดทั้ง ๗ ข้อ ผมกลับไม่แน่ใจ ว่าท่านนั้นได้นำเสนอนโยบายที่มีลักษณะที่เป็นกระบวนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการ ศึกษาหรือนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการศึกษามากน้อยเพียงใด ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตได้พูดในส่วนที่ผมคิดว่ายังไม่เป็นกระบวนอันนี้ทำให้ภาพมีความเด่นชัดมากขึ้น แล้วก็เติมในส่วนที่ยังขาดอยู่ ท่านประธานที่เคารพ

ประเด็นแรก คุณภาพการศึกษา ผมเข้าใจว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องของคุณภาพ การศึกษานั้นทุกคนจะมองคล้าย ๆ กันว่าประเทศเรานั้นถึงแม้ว่าเรามีทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่ว่าคุณภาพของคนที่ถูกผลิตไปจากระบบการศึกษานั้นยังไม่ตอบสนอง ยังไม่ตอบโจทย์ หลายคนบอกว่าเมื่อเราจบการศึกษามาเป็นนักการเมือง ผู้คนก็วิจารณ์ว่านักการเมืองนั้น ไม่ซื่อสัตย์ ไม่สุจริต ไม่เสียสละ ไม่มีอุดมการณ์ หรือไปเป็นคนทำงานในภาคเอกชนนั้น คิดไม่เป็น ทำไม่เป็น ไปอยู่ภาคส่วนราชการก็อาจจะยังคิดไม่ดีทำไม่ดี การพูดจาในทำนอง อย่างนี้ผมคิดว่าประชาชนเขาสะท้อนได้ตรงครับ อันนี้เป็นปัญหาทางคุณภาพ แต่เวลาเรามา จัดการศึกษาโดยผู้บริหาร โดยเฉพาะของรัฐบาลเรามักจะพบว่ามักจะตีความคุณภาพ การศึกษาแคบลงเหลือเฉพาะเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นั่นก็คือเรื่องของการให้เด็ก ท่องจำแล้วก็ไปวัดผล วัดผลเสร็จ เราให้เด็กสอบเข้าเรียนต่อมัธยมดัง หรือต่อเข้า มหาวิทยาลัยดัง หรือที่เขาเรียกว่า แอดมิชชัน (Admission) ด้วยผลการสอบปรนัยแทบจะ ล้วน ๆ ดังนั้นนิยามหรือการตีความในเรื่องของคุณภาพเราจึงบิดเบี้ยวทันที ผมคิดว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลนั้นยึดมั่นตาม ข้อความที่ตัวเองเขียน ถึงแม้นว่ามันอาจจะไม่เป็นกระบวน แต่ท่านพูดถึงเรื่องของคุณธรรมก็ตาม พูดเรื่องประชาธิปไตยก็ตาม พูดถึงเรื่องของทักษะการคิดก็ตาม ท่านประธานครับ สิ่งตรงนี้ รัฐบาลจะต้องนำเอาไปเป็นจุดมุ่งหมายที่มีความเข้มข้นว่านี่แหละคือคุณภาพ หลังจากนั้น ท่านประธานครับ รัฐบาลจะต้องไปทำอะไร ในนี้ที่จริงรัฐบาลได้เขียนไว้เช่นกัน ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลเข้าใจนะครับ แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าความเชื่อมโยงนี้ท่านจะให้น้ำหนักร้อยเรียงกัน อย่างไร ก็คือเรื่องของครูซึ่งเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ รัฐบาลเข้าใจดีว่าปัจจุบันการกระจายครูยังไม่เหมาะสม เราจะมีความรับรู้ว่าครูขาดและ ครูเกินอยู่ตลอดเวลา ไปถามคนที่มีลูกหลานเรียนในโรงเรียนที่มีครู ๔ คน เด็ก ๔๐ คน ผู้ปกครองก็จะบอกว่าครูนั้นขาด เพราะว่าไม่ครบชั้นครับ เรียนถึง ป. ๖ มีครู ๔ คน ถ้าเรา เอาวิชามาจับ เรามี ๘ กลุ่มสาระวิชา เรามีครู ๔ คนก็ครูขาดอีก แต่ท่านครับถ้าเอาอัตรา เฉลี่ยมาจับ เรามีอัตราเฉลี่ยครูไทยในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน เรามี เด็กเกือบ ๑๐ ล้านคน อัตราเฉลี่ย ๑๙ นักเรียนต่อครู ๑ คน ซึ่งสูงกว่า เอดีบี (ADB) ธนาคาร พัฒนาแห่งเอเชีย ซึ่งมี ๒๕ ต่อ ๑ ท่านเห็นไหมครับว่าถ้าเอาค่าเฉลี่ยนี่ครูเกิน ฉะนั้นผมคิดว่า รัฐบาลเข้าใจในเรื่องของครู รัฐบาลจึงพยายามบอกว่าเอาภูมิสารสนเทศเพื่อใช้ ในการกระจายครู ตรงนี้ผมไม่คิดว่าจะตอบโจทย์ครับ การกระจายครูที่ไม่เหมาะสมมันเกิด มาจากการที่เราไปตีความเรื่องคุณภาพในประเด็นแรก แล้วเราไปวัดผลเรื่องวิชาการอย่างเดียว ตั้งแต่แอดมิชชันถึงที่สุดแล้วผู้ปกครอง หรือครู หรือนักเรียนเอง ก็จะต้องมุ่งไปสู่ลูกหรือพ่อ ที่เรียนวิชาการกันอย่างเดียว กวดวิชากันเข้าไป ไม่ทำกิจกรรมหรอกครับ จะไปพัฒนา จิตสาธารณะ คุณธรรมจริยธรรม เอาหลักธรรมของศาสนาเข้ามา คิดดีทำดีหรือคิดเป็นทำเป็น คิดสร้างสรรค์หรือประชาธิปไตย ใครจะไปทำครับ ไม่มีใครทำครับ เพราะว่ามันไม่ได้มีการวัดผล นี่ครับที่ผมจึงเรียนว่าปัจจัยในการที่จะทำให้คุณภาพของสังคมไทยนั้นเกิดในด้านการศึกษานั้น วันนี้ผมยังไม่พบว่ารัฐบาลไหนท่านจะได้เชื่อมโยงกันอย่างจริงจัง

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องโอกาสทางการศึกษา ผมเรียนว่าวันนี้เราพูดเรื่องโอกาสทางการศึกษากันมาก รัฐบาลที่แล้วจัดเรียนฟรี ๑๕ ปี ต้องชื่นชม เพียงแต่ว่าผมยังมีข้อติติงที่ผ่านไปว่าใช้การหารยาวเท่ากันบนทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัด ระหว่างเด็กที่นั่งรถเบนซ์ไปเรียนในโรงเรียนในกรุงเทพฯ โรงเรียนยอดนิยมกับ เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดนั้นรัฐบาลให้เท่ากัน ผมคิดว่าไม่ถูกและไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ หรือมีอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเราให้มหาวิทยาลัยดัง หรือโรงเรียนดังที่มีความพร้อมในงบประมาณที่สูงลิ่ว ผมยกตัวอย่างบางมหาวิทยาลัย ได้งบประมาณไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปีที่แล้ว ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะว่าผมไม่ได้ ตั้งใจดูถูกท่านแล้วไม่อิจฉาท่านด้วย แต่เรามีมหาวิทยาลัยอีกหลายมหาวิทยาลัยเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ ท่านครับ ๔๐ มหาวิทยาลัยรวมกันก็เพียงแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๑ มหาวิทยาลัยเดียว เฉลี่ยแล้ว ๒๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ลูกหลานคนจนเรียนครับ ถ้าท่านจะกระจายโอกาสมันต้องสร้างให้ราชภัฏมีความพร้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับงบประมาณน้อยกว่า ไม่ว่าจะเอาเรื่องของต่อหัวมาเฉลี่ย หรือเอาภาควิชา จริงอยู่บางมหาวิทยาลัยเรียนแพทย์ครับ ก็ตีไปสิครับ ๕๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ บาทไม่ว่ากัน แต่พอคูณไปแล้วมันก็ยังไม่เป็นธรรม ดังนั้น ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลเขียนเรื่องของโอกาสและความเป็นธรรม รัฐบาลจะต้องไปปรับนโยบาย ตรงนี้ โดยที่มันจะสะท้อนในรูปของการให้ความสำคัญกับงบประมาณ ท่านประธานครับ ในเวลาที่จำกัดผมจึงอยากเรียนข้อเสนอแนะที่ผมอยากจะเสนอแนะต่อรัฐบาลนี้ว่า ถ้าท่าน มุ่งหวังที่จะปฏิรูปการศึกษาเพื่อเอาการศึกษานั้นไปพัฒนาประเทศจริงละก็ ท่านละเลย ๔ ข้อนี้ไม่ได้ครับ

ข้อที่ ๑ ผมคิดว่าต้องปรับปรุงจุดมุ่งหมายโดยเน้นผู้เรียน ให้ผู้เรียนนั้นได้มีจิต และมีปัญญาเพิ่มจากวิชานะครับ จิตก็คือคิดดีทำดี มีจิตสาธารณะ มีคุณธรรมจริยธรรม หรือเราอาจจะพูดในวาทกรรมอื่นก็ได้ ส่วนปัญญานั้นก็คือการคิดเป็นทำเป็น มีทักษะการคิด แก้ไขปัญหาได้ ตัดสินใจเป็น นี่ครับเป็นข้อที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนว่าจะต้องให้น้ำหนัก

ข้อที่ ๒ ในแง่ของแนวทางในการที่จะจัดกระบวนการเรียนการสอนนั้น ถึงที่สุดจะต้องกลับไปหาสิ่งที่เขาเรียกว่า ไชลด์ เซนเตอร์ (Child center) แต่ไม่เคยเป็นจริง นั่นก็คือจะต้องเอาจากผู้เรียน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือผู้เรียนเองครับ ไม่ใช่เป็นปัจจัยภายนอกแบบวัฒนธรรมสังคมไทย ที่อำนาจนิยมอยากจะเอาผู้ใหญ่หรือภายนอกอัดเข้าไป อัดข้อมูลลงไป แล้วถึงที่สุดไม่ประสบ ความสำเร็จทั้งเรื่องคุณภาพทางวิชาการนะครับ ตัววิชาก็ไม่สำเร็จ ส่วนจิตกับปัญญา ก็ล้มเหลว ดังนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับตัวเด็กเอง ถัดไปก็คือครู ทำอย่างไรจึงจะให้ครูมี จิตวิญญาณ ทำอย่างไรจึงจะให้ครูมีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ขีดเส้นใต้ ๒ เส้นครับ ไม่ใช่เรื่องของการอัดคอนเทนท์ (Content) หรือเอาข้อมูลใส่หัวครู แน่นอน การผลิตครูที่ท่านให้น้ำหนักในนี้เห็นด้วยครับ เอาครูดีเข้ามาผสมกับครูเก่ง เพราะว่า ๕,๐๐๐ คนต่อปีนะครับ ดังนั้นครูที่เหลืออยู่อีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี่ต้องใช้การพัฒนา ทีนี้การพัฒนาผมห่วงว่าจะไปย่ำต๊อกแบบเดิมก็คือว่าไปสำรวจประเมินผลว่าครูอ่อนวิชานั้น วิชานี้ อ่อนเสร็จก็ไปอบรมโดยการเอาวิชายัดใส่หัวครู ซึ่งไม่ใช่ครับ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ กระบวนการจัดการเรียนรู้ต่างหากสำหรับครูแล้วก็จิตวิญญาณ การให้ ๒ ข้อนี้ของครูประสบ ความสำเร็จต้องให้คุณภาพชีวิตครูที่ดี

ข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ หลักสูตร ผมคิดว่าการริเริ่มในรัฐบาลที่แล้วดี ที่ต้องการลดการเรียนในช่วงชั้นประถมลงไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือให้เด็กใช้ภาษาของ รัฐบาลก่อนหน้านั้นก็ได้ก็คือเรียนอย่างมีความรู้คือทำกิจกรรม แต่ปัญหาก็คือว่าเวลา ไปทำจริงวัฒนธรรมการศึกษามันไม่ทำครับ มันยังมุ่งให้เด็กเรียนในห้องเรียนแคบ ๆ และท่องวิชาแล้วไปสำรอกเพื่อตอบข้อสอบกันอย่างเดียว ดังนั้นหลักสูตรต้องมาปรับนะครับ ประถมศึกษาต้องเน้นเรื่องจิตกับปัญญาให้มาก มัธยมศึกษาเน้นเรื่องความคิด อุดมศึกษา ค่อยไปเน้นเรื่องวิชาการ ท่านประธานครับ อีกครึ่งนาทีครับ ขออนุญาตนะครับ

ข้อที่ ๔ การวัดผลต้องเปลี่ยนใหม่ครับ การวัดผลนั้นตั้งแต่แอดมิชชัน จะต้องไม่รับเด็กจากเรื่องของความจำหรือปรนัยอย่างเดียว ต้องใช้แบบนครปฐมโมเดล (Model) ก็คือเด็กดีมีที่เรียน ต้องเอาจากเด็กทำกิจกรรม เด็กที่มีทักษะการคิดหรือ มีคุณธรรมต่าง ๆ ขอบพระคุณท่านประธานครับ