ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงหลักประชาธิปไตย เช่น ความเสมอภาคและความเป็นพี่น้องกัน และเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภายึดหลักนี้เพื่อสร้างความสามัคคีในประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจำนำข้าว การบริหารจัดการเงินงบประมาณ การเก็บข้าวที่รับจำนำ และการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดการใช้ปุ๋ยเคมี การเพิ่มการวิจัยพันธุ์ข้าว และการเพิ่มการชลประทาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายนโยบาย วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะ เรื่องข้าวอย่างเดียวครับ ผมก็อ่านทุกเรื่องนะครับ แต่ว่าเพราะว่าสมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปราย เรื่องอื่นไปเยอะแล้ว ผมเห็นว่าในเรื่องข้าวที่พูดกันไปบ้างแล้วก็ยังไม่ลึกพอ เพราะคิดว่า สภาแห่งนี้น่าจะช่วยกันออกความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลและเพื่อประโยชน์ของ ประเทศในการดำเนินนโยบายดังกล่าวนั้นจะได้รอบคอบ แล้วก็มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ท่านประธานคงจะทราบดีแล้วนะครับ ก็ทราบกันทั้งประเทศนะครับ ประเด็น เรื่องนโยบายเกี่ยวกับข้าวนี่ ผมจะพูดเรื่องข้าวอย่างเดียว ประเด็นเรื่องนโยบายเรื่องข้าวนี่ เป็นความขัดแย้งคือมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างพรรคใหญ่ ๒ พรรคก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบันนี้กับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็เห็นว่า นโยบายการรับจำนำข้าวดีกว่านโยบายประกันรายได้ของชาวนาซึ่งเป็นนโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นตรงกันข้าม เห็นว่านโยบายการประกันรายได้ ดีกว่านโยบายจำนำของพรรคเพื่อไทย อันนี้เป็นเรื่องปกติครับ ความขัดแย้งกันในทาง ความคิดในระบอบประชาธิปไตยต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ พี่น้องคลานตามหลังกันมาจาก พ่อแม่เดียวกันยังมีความคิดเห็นเรื่องเดียวกันไม่ตรงกัน แล้วนับประสาอะไรที่เรามาจาก คนละพ่อคนละแม่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไม่ได้ เป็นเรื่องปกติในระบอบ ประชาธิปไตย ถ้าคิดตรงกันหมดสิครับจะมีปัญหาในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความคิด ที่แตกต่างกันถึงจะเป็นประโยชน์ในการที่จะแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุด แต่ว่าความคิดที่ แตกต่างกันนั้นมันไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราต้องแตกแยกกัน อันนี้เป็นหลักที่สำคัญที่สุด ความคิดที่แตกต่างกันในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราต้องแตกแยกกัน อันนี้เป็นหลักหนึ่งที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย ที่ผมจะขอกราบเรียนท่านประธาน ในทางปรัชญานี่อุดมการณ์ประชาธิปไตยมันมี ๓ อย่างที่ชัด ๆ เขารู้กันทั้งโลกนะครับ เพราะเขาคิดกันมา ๒๐๐-๓๐๐ ปี ก็มีหลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค แล้วก็หลักภราดรภาพ ถ้าเรายึดหลักภราดรภาพคือความเห็นที่แตกต่างกัน เรา ๖๘ ล้านคนเป็นพี่น้องกันหมด ไม่ว่าอยู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง ก็เป็นพี่น้องกันต้องยึดให้ได้ว่า เราเป็นพี่น้องกัน เพราะความเห็นที่แตกต่างกันไม่ได้ทำให้เราเลิกความเป็นพี่น้องกัน เป็นเรื่องปกติมีความเห็นที่แตกต่างกัน ถ้าเรายึดหลักข้อนี้ได้แล้วเราจะไม่มีความแตกแยกกัน ในประเทศอย่างที่เป็นอยู่นี่ผมไม่ค่อยสบายใจ เพราะว่าส่วนมากเราก็จะยึดมั่น ถือมั่น ในความคิดของกลุ่มของตัวเอง ใครคิดไม่เหมือนเราก็ถือว่าไม่ใช่พวกกัน ไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว ไม่พูดกันแล้ว ไม่กินกาแฟร่วมโต๊ะกันแล้ว อย่างนี้มันเสียหายต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ต้องยึดหลักภราดรภาพเสียก่อนว่าเราเป็นพี่น้องกันนะ เรามีความเห็นแตกต่างกันได้ เราก็ ไม่ได้เป็นศัตรูกัน ถ้าเผื่อเรายึดหลักนี้ได้แล้วเราก็มาร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนมากยิ่งขึ้น ให้ได้ความเสมอภาคของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีประเทศไหน ในโลกผมยืนยันที่มีความเสรีภาพที่สมบูรณ์แม้ในสหรัฐอเมริกา และไม่มีประเทศไหนในโลก ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด แม้แต่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่งสัมมนา ไปพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่คุนหมิงเมื่อปีที่แล้วเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาค ในประเทศจีนนี่ยกตัวอย่าง ถ้าเผื่อเรายึดมั่นในหลักนี้กันได้เราก็จะเป็นพี่น้องเราก็มาร่วม ต่อสู้กัน อันนี้ผมจะขอเกริ่นนิดหนึ่ง ที่จริงปราชญ์หลายคนที่คิดระบอบประชาธิปไตยกันมา เมื่อ ๒๐๐-๓๐๐ ปี คนที่เรียนรัฐศาสตร์จะรู้ดี ผมไม่จำเป็นที่จะต้องมาเอ่ยชื่อมาก แต่อยากเอ่ยชื่อ สักคนที่พูดแล้วเป็นหลักในเรื่องนี้คือวอลแตร์ของประเทศฝรั่งเศส วอลแตร์พูดเอาไว้ว่า ข้าพเจ้าพร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อจะปกป้องให้ท่านได้พูดในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยนี่คือ หลักประชาธิปไตย พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อให้ท่านได้พูดในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ถ้าเผื่อเรายึดหลักอันนี้ได้ประเทศก็จะสงบมากกว่านี้นะครับ ทีนี้เมื่อความเห็นเรา ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ในฐานะนักการเมือง ผมตระเวนไปทั่วนะครับ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคใต้ เพื่อจะไปพิสูจน์ว่าโครงการ ประกันรายได้มันดีกว่าโครงการจำนำได้อย่างไร แล้วพรรคเพื่อไทยก็ทำหน้าที่ของท่าน เพื่อพิสูจน์ว่านโยบายจำนำดีกว่านโยบายอื่นได้อย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของเรา เมื่อเราอธิบาย เรียบร้อยแล้วก็มีการเลือกตั้งประชาชนเป็นคนตัดสิน เขาตัดสินมาแล้วก็เลือกผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ๒๖๕ คน เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ๑๕๙ คน ทุกอย่างก็ยุติครับ เราก็ต้อง อนุมานว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายจำนำ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลสำหรับผมแล้ว ที่จะมาดีเฟนด์ (Defend) หรือที่จะมาป้องกันว่านโยบายประกันดีกว่าหรือไม่ ถ้าเผื่อเรา ไม่อนุมาน ไม่ยอมรับมติมหาชนประชาธิปไตยมันเดินไม่ได้ แล้วเราต้องยอมรับว่าประชาชน ต้องการให้ทำโครงการจำนำ เพราะฉะนั้นที่ผมลุกขึ้นมาพูดวันนี้จะไม่มาพูดว่าประกันดีกว่า จำนำอย่างไร สนับสนุนรัฐบาลให้ทำจำนำไปเลยเพราะประชาชนต้องการให้ทำ เพียงแต่ว่า เมื่อท่านเสนอมาในสภาแห่งนี้ ผมก็ต้องแสดงความเห็นเพื่อแนะนำว่าปัญหาระยะสั้น ระยะยาว อาจจะเกิดอะไรบ้างในโครงการจำนำเท่าที่ผมสังเกตมาในอดีตเพื่อความรอบคอบ ของรัฐบาลให้นโยบายนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่คือหน้าที่ของผม ก็เมื่อเสนอมาสภา ให้สภานี้เพื่อทราบ แล้วรัฐสภาเงียบเลย เพราะบอกเพื่อทราบเฉย ๆ เสนอมาแล้วก็ผ่านไป มันก็ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย สีสันมันก็ไม่มี เพราะว่าสภา ภาษาอังกฤษเขาเรียก พาร์เลีย เมนท์ (Parliament) มาจารากศัพท์ภาษาละตินว่า พาร์เลอ (Parler) แปลว่าสถานที่พูด นี่ต้องพูดภาษาอังกฤษสักหน่อย เดี๋ยวคุณเฉลิมไม่มีเพื่อน เพราะฉะนั้นผมก็จะแสดง ความเห็นนะครับเพื่อช่วยรัฐบาลด้วย ช่วยประเทศด้วยนะครับ ที่ผมจะพูดในวันนี้ก็จะแยก ประเด็นออกเป็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้นกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเพื่อให้ รัฐบาลได้สำเหนียก แล้วดูว่าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร หรือให้ปัญหา เหล่านั้นเกิดให้น้อยที่สุด เพราะว่าพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือผมนี่พึ่งเงินเขา แล้วเขาก็พึ่งดอกเบี้ยผม นี่เป็นเรื่องปกติ ของพวกเด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนในกรุงเทพฯ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้คือว่าทุกครั้งที่ผม ไปจำนำของ โรงรับจำนำเขาต้องให้เงินผมต่ำกว่าราคาตลาดของสินค้า ไม่อย่างนั้นธุรกิจ เขาก็อยู่ไม่ได้ เพราะนี่คือคำจำกัดความของคำว่า จำนำ แต่ว่าที่รัฐบาลในอดีตหรือรัฐบาลนี้ กำลังเสนอ การจำนำมันไม่ตรงกับความเข้าใจของประชาชนทั่วไปของคำจำกัดความคำว่า จำนำ เพราะว่าเราตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องอธิบายละเอียดเพราะมัน อาจจะเกิดปัญหาได้กับ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เพราะมันขัดกฎดับเบิลยูทีโอ ซึ่งคุณเกียรติ สิทธีอมร ได้พูดไปแล้วผมจะไม่พูดซ้ำอีก
ปัญหาถัดไปที่ผมจะพูดก็คือว่า ที่สังเกตดูมา นั่งดูมาที่ทำมาในอดีต การจำนำ มันไม่ทั่วถึงจริง ๆ ครับ มันไม่ทั่วถึง ก็มีท่านอภิสิทธิ์ก็พูดบ้างแล้วเรื่องนี้ แต่ผมจะเอาตัวเลข มาให้ดูนะครับ คือเท่าที่ทำมาในอดีตระบบจำนำข้าวทำได้เพียง ผู้ที่ได้รับบริการจาก ระบบจำนำมีเพียง ๕๗๐,๐๐๐ คน ในบรรดาชาวนาที่มีทั้งหมด ๓,๗๘๐,๐๐๐ ครอบครัว นี่ช่วยไปได้ ๕๗๐,๐๐๐ คน ก็ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะทำระบบจำนำ ผมอยากเห็นรัฐบาลดูแลพี่น้องชาวนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แน่นอนคงไม่ถึง ๓,๗๘๐,๐๐๐ คน ระบบประกันข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ดูแล ที่ได้จ่ายเงินไปจริง ก็ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่านิด ๆ แค่นั้นเอง มีคนยังไม่ควอลิไฟ (Qualify) ก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ผมอยากเห็นว่าให้พยายามขยายระบบจำนำ ไม่ใช่ที่ผ่านมาผู้ที่ได้ประโยชน์คือ ชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในภาคกลางเท่านั้นนะครับ ภาคกลางเขาว่ากรุงเทพฯ นี่จะได้ประโยชน์เยอะ แต่ว่าที่อยู่ไกลพื้นที่ออกมา พี่น้องทางภาคอีสาน พี่น้องทางภาคเหนือ พี่น้องทางภาคใต้ หรือทุกจังหวัดที่อยู่ไกลจากตัวเมืองใหญ่ ๆ ที่มีโรงสีอยู่ เขาจะไม่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะทำแล้วผมก็อยากจะฝากรัฐบาลว่าพยายามทำให้ทั่วถึงนะครับ คือรับชาวนาก็รับให้ทั่วกันให้หมด อันนี้เป็นประเด็นแรก
ประเด็นถัดไป วิธีการที่ทำมาที่ผมไปสังเกต คือเวลารัฐบาลเขาประกาศว่า จะรับจำนำราคา ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน พี่น้องชาวนาก็ต้องเข้าใจ หมายความว่าความชื้น ของท่านจะต้องไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้แม้แต่ระบบประกันรายได้ชาวนาก็ไม่ค่อยเข้าใจ อยากจะได้เงินมากแต่ว่าคุณภาพสินค้าตนเองไม่เข้าสเปก (Spec) ต้อง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับความชื้น เมื่อความชื้นของท่านมันมากกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะต้องลดราคา ลงไป ๑ เปอร์เซ็นต์ประมาณ ๑๕๐ บาท ถ้าความชื้น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ข้าวของท่านที่รัฐบาล จะรับจำนำก็ต้องลดลงไปประมาณ ๓๐๐ บาท อันนี้ชาวนาต้องเข้าใจ ต้องดูแลผลผลิต ของตัวเองด้วย แต่ว่าที่ทำมาที่ผมไปสังเกตก็คือว่าผมไปดูเองในโรงสีเมื่อสมัยที่เขาจำนำอยู่ เขาก็จะมีเครื่องวัดความชื้นมันคล้าย ๆ เทอร์โมมิเตอร์ ท่านประธานครับ ก็เอาสอดเข้าไปใน กองข้าวแล้วมันก็จะขึ้นติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงความชื้น๑๕ ถ้าความชื้น ๒๐ ขึ้น ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ความชื้น เขาก็จะลดราคาลงไปมันวัดได้รู้สึกว่าสูงสุด ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมาถึงโรงสีแล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ควบคุม การรับจำนำก็ไม่ค่อยสนใจหรอกครับ ข้าวจะเปียกจะชื้นอย่างไรเมื่อมาถึงแล้วเรียกว่าผีถึง ป่าช้าแล้วก็รับหมด รับหมดเพราะไม่ต้องการมีปัญหากับชาวนา เพราะผมไปสังเกตข้าว ข้าวบางลอต (Lot) แฉะนะครับ เปียกเพราะโดนน้ำมาก็รับ ไม่เอาความชื้นเกิน ๓๓ เปอร์เซ็นต์ก็ตีให้ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ก็รับเอาไว้ บางลอตหนีน้ำเพราะว่าฝนกำลังจะมา เขาตัดทั้ง ๆ ที่เม็ดยังเขียว ๆ ผมลูกชาวนา ผมทำนาตั้งแต่เด็ก ผมรู้นี่เม็ดเขียว ๆ ข้าวสาร ข้างในนี้มันก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไรหรือมีน้อย เวลาเอาไปสีมันก็เป็นข้าวหัก ขายก็ไม่ได้ราคา คือรับซื้อ ๒ ประเภทนี้รับซื้อคือก็ขาดทุนแล้ว ถ้าความชื้นสูงรับซื้อไปใส่ในโรงสีอีกหน่อย มันก็เน่า ถ้ามันไม่งอกข้าวนี่มันก็เน่า เพราะฉะนั้นก็ต้องให้รัฐบาลช่วยกำชับเจ้าหน้าที่ คือที่ เขาทำกันนี่มันก็หละหลวม เพราะว่าเงินของรัฐบาลหรือเงินภาษีอากรหรือเงินงบประมาณ แผ่นดินมันไม่ใช่เงินของเขา อันนี้คือปัญหามาก ผมมาเล่นการเมืองอยู่ในสภานี้ ๓๑ ปี ๓๐ กว่าปี เป็นวุฒิสมาชิกอยู่ ๖ ปี นอกนั้นก็เป็นผู้แทนราษฎรถ้าหักเวลาที่เขายึดอำนาจ เสียแล้ว ผมก็อยู่ในสภานี้ ๓๐ ปี อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๓๐ ปีทั้งวุฒิสภาและ ผู้แทนราษฎร แล้วนั่งหัวโต๊ะควบคุมกรรมาธิการงบประมาณอยู่ ๔ ปีที่ผ่านมาในชีวิตจึงเห็น ว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินนี่หละหลวมเยอะมากนะครับสิ่งที่ไม่ควรทำเขาก็ทำกัน โปรเจกต์บางโปรเจกต์นี่ไม่เฟลกซิเบิล (Flexible) ภาษาอังกฤษพูด หมายความว่า ไม่เหมาะสมที่จะลงทุน ลงทุนไปนี่ไม่คุ้มที่จะได้มา แต่เขาก็ลงทุนเขาก็ทำกัน อาจจะเป็น เพราะว่าผู้รับเหมาเขียนโครงการไว้ให้จึงจำเป็นต้องทำ เสียหายเยอะมาก ที่เสียหาย เยอะมาก ผมพูดทุกแห่งนะครับ ไม่ว่าในชั้นเรียนที่ผมสอนหนังสืออยู่ในปัจจุบันนี้ หรือว่า ในการประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีและผมเป็นประธาน หลายชุดมาก ผมจะพูดเหมือนกันหมดเลยว่าการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่สุรุ่ยสุร่ายนี่ เพราะเหตุผล ๒ ประการคือคนใช้งบประมาณแผ่นดินมีความรู้สึก
ประการที่ ๑ เงินนี้ไม่ใช่เงินของแม่กู
ประการที่ ๒ เงินนี้ไม่ใช่เงินของเมียกู
ถ้าเรารู้สึกว่าเงินนี้เป็นเงินของแม่เรา เราจะระมัดระวังในการใช้จ่าย เพราะสงสารแม่ แม่แกอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาให้เรา การใช้จ่ายเราจะระมัดระวังนะครับ เพราะสงสารแม่ ถ้ามีความรู้สึกว่าเงินนี้เป็นเงินของเมียเรา เราต้องระมัดระวัง เพราะถ้าเอา ไปลงทุนค้าขายขาดทุนกลับไปบ้านอาจจะโดนเมียด่า หนักกว่านั้นคือโดนเมียตบ เราก็ต้อง ระมัดระวัง แต่พอเงินที่ไม่ใช่ของแม่เรา ไม่ใช่เงินของเมียเรา เป็นเงินของหลวง เขาเรียก เงินหลวง เงินของงบประมาณ เงินภาษี เขาก็ไม่รัดกุมกันละครับ เขาก็ใช้จ่ายกันอย่างนี้ เหมือนอย่างการจำนำข้าว เจ้าหน้าที่ท่านต้องกำชับดูดี ๆ เพราะเขาไม่นำพา ทั้ง ๆ รู้ว่า จะเกิดความเสียหายในอนาคตก็รับจำนำ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็ขอฝากเตือนรัฐบาลให้ช่วย ดูด้วยนะครับ
ประการถัดไปก็คือว่าคุณหมอวรงค์พูดไปแล้วเมื่อคืน มันมีครับ มีคนเขา ยืนยันกับผมมันมี ในบรรดาพ่อค้าและข้าราชการทั้งหลายคนไม่ดีมันก็มีนะครับ แต่ส่วนใหญ่ เป็นคนดี สังคมมันถึงอยู่ได้เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่คนที่ไม่ดีเขาทำอย่างไร คือไปเอา ข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอย ไปเอาประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอย เพราะข้าวของพม่า หรือข้าวของเขมร เพราะที่นั่นราคามันถูก เกวียนหนึ่งมัน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท เอาไปจำนำ เราตั้งไว้ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไปซื้อมาสัก ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท แล้วเอามาจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท เอามาปนกับข้าวของประเทศไทย อันนี้ต้องรอบคอบนะครับ คือเจ้าหน้าที่ ต้องดูดี ๆ ผมไม่เป็นห่วงอะไร เป็นห่วงก็คือว่าเมื่อเอามารวมกับข้าวไทยแล้วท่านส่งไปขาย ต่างประเทศ เพราะว่าข้าวในประเทศพวกนี้คุณภาพต่ำกว่าเรา เมื่อปนกันไปแล้วจะทำให้ข้าว เรานี่เสียชื่อเสียงในต่างประเทศ มันจะเสียหายต่ออนาคตของตลาด อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ก็ขอ ฝากเตือนเอาไว้อีกประเด็นหนึ่ง ระยะสั้น ๆ มีปัญหาจุกจิกเยอะครับ แต่ผมจะไม่ให้เสียเวลา กับสภานี้มากไปกว่านี้นะครับ ผมก็จะขอก้าวไปสู่ปัญหาระยะยาว เพราะผมถือว่าปัญหา ระยะยาวเป็นปัญหาที่จะมีความสำคัญมากกว่าปัญหาระยะสั้นเสียด้วยซ้ำไป ปัญหาระยะยาว ก็คือว่า
ประการแรก เมื่อเรารับจำนำแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้มีโกดังของตนเอง รัฐบาล ก็จะเอาข้าวที่รับจำนำแล้วไปเช่าโกดังหรือไปเช่าโกดังของโรงสี เมื่อเช่าโกดังของโรงสี ต้องกราบเรียนเตือนรัฐบาลว่าอย่าเก็บไว้นานนะครับข้าว เพราะข้าวถ้าเก็บไว้นานแล้ว คุณภาพมันก็จะเสื่อม มีผู้ชำนาญการคำนวณให้ผมดูว่าข้าวถ้าเผื่ออายุที่เก็บไว้ในโกดัง ในอายุ ๑ ปี ๖ เดือน หลังจาก ๑ ปี ๖ เดือนไปแล้วยางข้าวมันเริ่มจะหาย ยางข้าว ข้าวมันอร่อย มันจะอร่อยไม่อร่อยมันอยู่ที่ยางข้าว เมื่อยางข้าวหายไป ไม่เป็นที่นิยม ของผู้บริโภค เพราะฉะนั้นราคาก็จะตก เขาคำนวณให้ดูว่า ถ้าอยู่ครบ ๒ ปี ราคาจะตก ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เอาตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ ถ้า ๓ ปี ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ต้องอย่าเก็บข้าวนานครับ อันนี้ต้องขอฝากเรียนว่าอย่าเก็บนาน เก็บนานแล้วเสียหาย
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเวลาเราเก็บในโรงสี ผมจะพูดแล้วเมื่อกี้รัฐบาลไม่ได้ มีโรงสีของตนเอง ไม่ได้มีโกดังของตัวเอง ก็ไปเช่าของโรงสีของชาวบ้านมา เพราะฉะนั้น เราต้องจ่ายค่าอะไรครับ ต้องจ่ายค่าเช่า นอกจากจ่ายค่าเช่าแล้ว รัฐบาลต้องจ่ายอะไร อีกครับ ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่กู้เงิน ธ.ก.ส. มา แล้ว ธ.ก.ส. เวลาคิดอัตราดอกเบี้ยนี่ไม่ได้ คิดถูกนะครับ ผมพูดไว้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของท่านอภิสิทธิ์ แต่ว่าก็รู้สึกจะแก้ไขอะไร ไม่ทันเพราะว่ายุบสภาเสียก่อน อัตราดอกเบี้ยที่คิดจากรัฐบาล ผมว่าแพงไป ธ.ก.ส. ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลเป็นลูกค้าที่ดีที่สุด อัตราความเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย รัฐบาลเป็นลูกหนี้ความเสี่ยงไม่มี เพราะฉะนั้นอัตราดอกเบี้ยต้องไม่คิดมากสิครับ อันนี้ผมต้องฝากรัฐบาลไปดูด้วย แต่ว่าการเก็บ ไว้นานมันเสียหายอย่างไร ผมเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีครั้งหลังสุด ผมเป็นมา ๒ ครั้งแล้ว ครั้งหลังสุดผมเป็นเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เข้ามาปรากฏว่าข้าวในโกดังที่เก็บเอาไว้จาก โครงการจำนำข้าวของทุกรัฐบาลผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลส่วนหนึ่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งหมด ๕.๖ ล้านตัน เยอะนะครับ ๕.๖ ล้านตันนี่เยอะ ๕.๖ ล้านตัน นี่ต้องจ่ายค่าเช่าและอัตรา ดอกเบี้ย เดือนหนึ่งเท่าไรท่านทราบไหมครับ ๘๑๐ ล้านบาทครับ ปีหนึ่งประมาณหมื่นล้าน ตัวเลข กลม ๆ ปีหนึ่งหมื่นล้าน แล้วบางอันเก็บมาตั้ง ๘ ปี ไม่รู้เก็บไว้ทำไม ๘ ปีเดี๋ยวผมจะพูดต่อไป ผมถึงต้องกราบเรียนว่าสินค้าพวกนี้เก็บไว้มันเน่าเสีย ในทางทฤษฎีการบริหารธุรกิจผมไปเช็ก ดูท่านรัฐมนตรีมีหลายท่านที่จบบริหารธุรกิจ บิซซิเนส แอดมินิสเทรชัน (Business Administration) มีหลายคนทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ผมไปเปิดดูตำราที่พวกท่านเรียนแล้ว เขาก็สอนพวกท่านนะครับ พวกนักศึกษาที่เรียน บีบีเอ (BBA) ทางด้านบริหารธุรกิจว่า ให้หลีกเลี่ยงการเก็บสต็อกสินค้า เพอร์ริชเอเบิล โปรดัคท์ (Perishable product) สินค้าเน่าเปื่อย เขาก็ให้หลีกเลี่ยงครับ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกักตุน นี่คือการบริหารโลจิสติกส์ ในการบริหารธุรกิจ เพราะนี่คือตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือว่าท่านเก็บนานไม่ได้นะครับ ท่านเก็บนานไป หายนะเสียหาย ที่เสียหายมันก็จะโยงข้อต่อไปก็คือว่าอันนี้เป็นหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การที่ท่านเก็บข้าวไว้ในสต็อกเป็นจำนวน ๕.๖ ล้านตัน มันหมายถึงอะไรครับ หมายความว่า ท่านดึงจำนวนข้าวจำนวนหนึ่งไม่ให้ออกสู่ตลาดโลก ดึงเก็บเอาไว้ มันก็อาจจะมีส่วน เพราะว่าเรา ค้าขายข้าวของเราประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราส่งข้าวออกประมาณสัก ๑๐ ล้านตัน ในบรรดามีการค้าขายข้าวกันในโลกประมาณ ๓๐ ล้านตันกว่า ๆ ๓๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราก็มีอิทธิพลพอสมควร แต่การที่เราเก็บข้าวเอาไว้ในสต็อก ๕.๖ ล้านตัน จำนวนไม่น้อยนะครับ มันก็มีผลทำให้ราคาในตลาดโลกอาจจะสูงขึ้น แต่เวลาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นคนได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ชาวนาไทยอย่างเดียวนะครับ เวียดนามก็ขายข้าวได้ราคาดีขึ้น เขมรก็ขายข้าวได้ดีขึ้น ปากีสถาน อินเดีย ขายข้าวได้ดีขึ้น แม้แต่อเมริกาผมว่าก็มีส่วนทำให้ขายข้าวได้ดีขึ้น เนื่องจาก การเก็บสต็อกของประเทศไทย เพราะเราต้องคิดในทางเศรษฐศาสตร์ว่าการเก็บสต็อกเอาไว้ ไม่ใช่ช่วยชาวนาของเราอย่างเดียวนะครับ เป็นการช่วยทำให้คนอื่นเขาขายข้าวได้ราคาดี ในหลายประเทศทั่วโลก บนอะไรครับ บนต้นทุนที่ประชาชนคนไทยต้องจ่ายเงินปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อความสุขของชาวนาทั้งโลก อันนี้ต้องคิดในหลักเศรษฐศาสตร์ เพราะท่าน เก็บได้ในสต็อกแต่ไม่ควรเก็บนานนะครับ เพราะผมไม่คิดว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะเป็น ซานตาครอสที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผมคิดว่าไม่มีคงทำไม่ได้และไม่ควรจะทำ ผมว่าคนไทยไม่ขัดข้องที่จะเอาภาษีอากรไปช่วยชาวนานะครับ ถ้าเผื่อตรงไปชาวนาไทยนะครับ แต่ท่านอาจจะไม่สบายใจถ้าเผื่อช่วยชาวนาทั้งโลก เวลาผมหมดหรือครับ เวลาผมหมดไม่เป็นไรครับ ท่านหักตกลงกับวิปไปแล้วหักไปเรื่อย ๆ ครับ หักเวลาของฝ่ายค้านนะครับ
ประเด็นต่อไปที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าถ้าเผื่อเราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้นะครับ ในเรื่องว่าพยายามจะตั้งราคาประกันของรัฐบาลที่แล้วให้สูงขึ้น พยายามตั้งราคาจำนำให้สูงขึ้น อันนี้อันตรายมากในอนาคต เพราะจะทำให้ข้าราชการและชาวนาไทยละเลยไม่สนใจในการลด ต้นทุน ไม่สนใจในการลดต้นทุนนี่คือที่ตายของประเทศไทยครับ ในขณะที่คู่แข่งเรา ยกตัวอย่างเช่น เวียดนามนโยบายเขาชัดเจนมากคือต้องลดต้นทุน เพิ่มนักวิจัย เพิ่มการวิจัย เขาวิจัยพันธุ์ข้าว ให้มีคุณภาพสู้กับประเทศไทยให้ได้ ขยายเออริเกชัน (Irrigation) ขยายการชลประทานไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วปัจจุบันนี้ของเรายัง ๒๕ เปอร์เซ็นต์อยู่เลย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยา ฆ่าแมลง เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ต้นทุนเขาต่ำ ต้นทุนเขาถึงต่ำกว่าเรา แต่เรานี้ไม่นำพาเลยนะ ประเทศเรานี่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาวคือต้องลดต้นทุนนะครับ ลดต้นทุนนี่ ผมดีใจนะครับที่รัฐบาลนี้ได้เขียนในนโยบายที่จะลดต้นทุน นโยบายค่อนข้างจะดีมากนะครับ ได้เขียนว่านโยบายจะเพิ่มการวิจัยพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชอันนี้ก็เขียนไว้ นโยบายปุ๋ยสั่งตัด เมื่อรัฐบาลที่แล้วทำร่วมกับรัฐมนตรีธีระในรัฐบาลนี้ก็ขอทำต่อเพื่อที่จะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะในประเทศไทยชาวนาใช้ปุ๋ยเคมีในปัจจุบันนี้ท่านไม่รู้ตัวนะครับ ครึ่งหนึ่งของปุ๋ยเคมีที่ท่าน ใช้อยู่เท่านั้นกับที่ต้นข้าวเอาไปเลี้ยงลำต้น เลี้ยงดอก เลี้ยงใบ อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ละลายไปกับน้ำ เมื่อลงไปในลำคลองน้ำก็เน่าและต้นข้าวก็อ่อนแอ แล้วเกิดเพลี้ยกระโดดเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย กับต้นข้าว ชาวนาไม่รู้ตัว ก็บ่นแต่ว่าปุ๋ยแพง เพราะว่าใช้ปุ๋ยเยอะมากไปดูที่ในเวียดนามเขาไม่ได้ ใช้เยอะอย่างเราเขาประหยัด เพราะฉะนั้นต้องขอบคุณนะครับ ที่ใส่ไว้ในนโยบาย คือผมทำงานร่วมกับท่านธีระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี่เรามีความทุกข์ร่วมกันมาตลอดเลยว่าทำอย่างไรที่จะลดต้นทุนการผลิตข้าวของเรานี้ให้ได้ นี่คือความอยู่รอดในอนาคตของชาวนาไทย เพราะฉะนั้นผมฝากว่ารัฐบาลช่วยสนับสนุน ท่านธีระด้วยในการลดต้นทุนนะครับ คณะรัฐมนตรีช่วยสนับสนุนด้วย รวมทั้งสำนัก งบประมาณและ ธ.ก.ส. ก็ต้องช่วยกันในการลดต้นทุนนะครับ มันมีวิธีการลดต้นทุนเยอะแยะ นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีแล้ว แม้แต่วิธีการทำนานี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราเก่งนะครับ เรื่องพันธุ์ข้าวนี่ เพิ่งค้นพบวิธีใหม่คือการโยนกล้า การโยนกล้าจะประหยัดต้นทุนไปได้ไร่ละ ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ บาท และจะทำให้ผลผลิตเพิ่มไร่หนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ บาท เพราะการเปลี่ยน วิธีปลูกข้าว แทนที่จะดำ แทนที่จะหว่าน เราใช้วิธีโยนกล้า จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ ๒,๐๐๐ บาทต่อ ๑ ไร่ ผมรู้เพราะผมทำอยู่ ปัจจุบันนี้ผมทำนาอยู่นะครับ ผมทำนาอยู่ ๔ ไร่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งไปโยนกล้ามาด้วยตัวเอง ที่นา ๔ ไร่ ผมโยนกล้า ๒ คนวันเดียวหมด ถ้าดำนะครับ ๔ ไร่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๔ วันครับ ๒ คนทำ นี่วิธีการอย่างนี้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ค้นพบมา ๕ ปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นต้องขยายไปทั่วราชอาณาจักร อันนี้ผมก็ต้องขอบคุณท่านธีระนะครับที่ได้ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค่อนข้างจะดี
ประเด็นสุดท้าย ผมเป็นห่วงเรื่องตลาดข้าวครับ เรื่องตลาดข้าวท่านคิดแค่นี้ ข้าวเปลือกปัจจุบันเกวียนละ ๑๒,๐๐๐ บาท พ่อค้าจะส่งไปขายในต่างประเทศที่จะอยู่ได้นี่ ต้องขายเกวียนหนึ่ง ๖๒๕ ดอลลาร์ ตันหนึ่งนี่ ตันหรือเกวียนเท่า ๆ กัน ต้นทุนข้าวเปลือก ถ้าตันหนึ่ง ๑๒,๐๐๐ บาท เขาต้องขาย ๖๒๕ ดอลลาร์ เขาถึงจะอยู่ได้ ในขณะที่ของ เวียดนามเขาขายเท่าไรครับ ข้าวคุณภาพใกล้เคียงของเรานี่เขาขายแค่ ๕๗๐ ดอลลาร์ ของเรา ๖๒๕ ดอลลาร์ ห่างกัน ๖๐-๗๐ เหรียญครับ เขาก็แย่งตลาดเราไปหมด เมื่อก่อนเรา ครองตลาดเอเชีย ปัจจุบันนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของตลาดเอเชียกลายเป็นตลาดของเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ไม่เคยซื้อของ เวียดนาม เป็นลูกค้าประจำของเรามาตลอด ปัจจุบันนี้ไปซื้อของเวียดนามหมดแล้ว เพราะเราสู้ไม่ได้ เราก็ทะนงตนองอาจว่าข้าวเราเป็นข้าวพรีเมียม (Premium) ข้าวหอมมะลิ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ไม่มีใครแย่งตลาดเราได้ ผมกราบเรียนว่าปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิของ เวียดนามกับข้าวหอมมะลิของไทยนี่ใกล้เคียงกันแล้วนะครับ ผมไปกินดูที่เวียดนาม ผมไปประชุมอาเซียนแล้วไปกินที่เวียดนามใกล้เคียงกันมาก เพราะว่าเราไม่ทุ่มเงินวิจัย ในการพัฒนาคุณภาพ ไม่รักษาคุณภาพไว้เลย ไปดูเถอะครับ การทุ่มการวิจัยของเรานี่แย่มาก เลยกรมการข้าว นักวิจัยปลดเกษียณไปก็ไม่มีค่าจ้างเพิ่ม ทุนวิจัยก็น้อย สถานีวิจัยเครื่องไม้เครื่องมือ ก็แย่มากเพราะไม่มีใครสนใจ คุณภาพของเวียดนามก็ใกล้เคียงมาก ข้าวหอมมะลิเรานี่ คุณภาพเสื่อมไปเยอะนะ เมื่อก่อนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วข้าวหอมมะลิหุงหลังบ้านนี่หอมถึงหน้า บ้าน ผมจะบอกให้ ปัจจุบันนี้ต้องไปนั่งในครัวถึงจะได้กลิ่นข้าวหอมมะลิ นี่คือคุณภาพ ที่มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท ประเทศฮ่องกงนี่เมื่อก่อนเราครองตลาดข้าว พรีเมียม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเหลือ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาไปกินข้าวเวียดนาม สิงคโปร์ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท เพราะฉะนั้นก็ต้องลงทุนกันในเรื่องนี้ครับ
ประเด็นสุดท้ายเลย ครับสุดท้ายจริง ๆ ก็คือว่าผมเป็นห่วงที่รัฐบาลเขียน เอาไว้ในนโยบาย ท่านเขียนไว้ในนโยบายว่า คือท่านมีเจตนาที่จะให้เรานี่เป็นผู้นำในเรื่อง ราคาข้าว อันนี้ผมฟังคนพูดมาเยอะแล้ว เราก็มักจะมีความรู้สึกว่าถ้าเผื่อเรารวมกันได้กับ เวียดนามหรือกับใครสักอย่างก็จะทำเขาเรียกว่า โอเรก (OREC) ก็เหมือนกับโอเปก อันนี้ ผมคิดว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนี่มันยาก เพราะว่าเวียดนามเขาไม่มีความจำเป็นต้องมา จับมือกับเราเลย อย่างผมอธิบายให้ฟังแล้ว คือเรากางร่มให้เขา เขาก็คอยแย่งตลาดเรา เพราะว่าข้าวเขาถูกกว่าเราประมาณ ๗๐-๘๐ เหรียญ ดูต้นทุนอยู่แล้ว เขาคงไม่ฉลาดน้อย ที่จะมาจับมือกับเรา เพราะเขาไม่มีเหตุผลอะไร เพราะเขาก็แย่งตลาดเราไปเรื่อย ๆ จนกว่า เราจะหมดตลาด เพราะฉะนั้นอันนี้เราจะไปเทียบโอเปก โอเปกนี่รีเสิร์ช (Research) ของเขานี่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของโลกนะครับ แล้วก็เขาครองตลาดอยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เรารวม เวียดนามแล้วเราจะครองตลาดข้าวได้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็จริงนะครับ แต่ว่าปริมาณ ผลผลิตข้าวของเรา ของประเทศไทยนี่ ๖ เปอร์เซ็นต์ของโลก ของเวียดนามมากกว่าเรา นิดหนึ่ง รวมกันแล้วก็เป็น ๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นชี้ได้นะครับ แต่ว่า นำไม่ได้หรอกครับ ผมไม่คิดว่าจะนำได้ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนะครับท่านประธานครับ ก็ด้วยความปรารถนาดี ก็อยากให้รัฐบาลทำ ต้องทำนะครับ เมื่อพูดแล้วนักการเมืองนี่ อันนี้ สำคัญมากเราเป็นนักการเมือง คนเขาดูถูกดูแคลนพวกเรา เราต้องปกป้องสถานภาพของ พวกเราเหมือนกัน เมื่อพูดแล้วเราต้องทำ ผมดีใจหลายเรื่องที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพูด ในการหาเสียงแล้วท่านทำนี่ขอบคุณ อย่างน้อยก็รักษาหน้าตาของความเป็นนักการเมือง เอาไว้ คือพูดแล้วต้องทำ แต่เวลาทำนี่ปราชญ์เขาสอนเอาไว้ครับ อะไรก็ตามถ้าเผื่อเรามี ความสำนึกเบื้องต้นว่ามันอาจจะเกิดความเสียหายได้อย่าดันทุรังและมันเสียหายจริง หรือทำไปแล้วมันเกิดความเสียหายก็อย่าดันทุรังก็หยุดแล้วก็เปลี่ยนเสีย เหมือนท่านอภิสิทธิ์ แนะนำว่าถ้าเผื่อมันเกิดความเสียหายท่านก็ลองทบทวนดู แต่ว่าสิ่งแรกคือท่านต้องทำก่อน ต้องทำก่อนเพราะพูดแล้วเราต้องทำเพื่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง ผมก็กราบเรียนเสนอแนะนะครับ ขออภัยถ้าเผื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วก็ขออภัยถ้าต้องมาฟังซ้ำ ท่านรู้อยู่แล้วนะครับ แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ก็ถือว่าเป็นการแนะนำกัน ในระหว่างเครือญาติก็แล้วกันนะครับ ก็ขอให้มีความสุขความเจริญนะครับทุกคน ขอบพระคุณมากครับ