นิพนธ์ บุญญามณี หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับราคายางพารา ปาล์ม และรายได้ของชาวประมงชายฝั่ง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรค ประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ดูในคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี ซึ่งประเด็นที่กระผมจะกราบเรียนกับท่านประธานสภานั้น ผมคิดว่า เป็นประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลได้แถลงไว้ในข้อ ๑.๕ ที่ท่านบอกว่า เร่งนำสันติสุขและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน ซึ่งในประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหา ความยากจนนั้นต้องยอมรับกันว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างแท้จริงครับท่านประธาน เพราะว่าในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น ท่านได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนในการที่จะมุ่งขจัดการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เพราะว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในภาคใต้นั้นต้องถือว่าต่ำมากครับ ท่านประธาน ซึ่งตัวเลขของสภาพัฒน์นั้นอยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ต่อปี นี่จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นคือท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ดำเนินนโยบายมุ่งที่จะยกรายได้ต่อครัวเรือนให้ได้ อย่างน้อยครัวเรือนละ ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี ซึ่งในช่วง ๑ ปีกว่าที่ผ่านมานั้นเราได้ยกฐานะ ยกรายได้ ความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาปีกว่า ๆ นั้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน นั่นก็คือขณะนี้รายได้ต่อครัวเรือนประมาณ ๖๘,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ซึ่งก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ แต่มันแสดงให้เห็นความชัดเจนว่ามีการพัฒนาการในทางที่มี รายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นนโยบายของคณะรัฐมนตรี ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าจะขจัดปัญหาความยากจนนั้น กระผมอยากจะให้ท่านกำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่า ท่านจะขจัดความยากจนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับนะครับว่า ในภาคใต้นั้นเรามีพืชเศรษฐกิจอยู่ไม่กี่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือยางพารา ปาล์ม แล้วก็พี่น้องชาวประมงชายฝั่ง ซึ่งแนวทางในการยกระดับราคา ยางพารานั้น ถ้าเรายกระดับยางพาราให้มีราคาสูงขึ้นได้ นั่นคือตัวการกระจายรายได้ที่ดีที่สุด สำหรับใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่นั้นจะมีสวนยางพารา ในพื้นที่ ๔-๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้บริเวณนั้น ซึ่งในช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรีท่านสุเทพเป็นประธานนโยบายการยางนั้น ยางพารามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๑๙๑ บาท ถ้าท่านประธานได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ว่าขณะนี้ยางพาราราคาตกต่ำลง มาอาจจะเป็นช่วงที่อะไรก็แล้วแต่นะครับ อาจจะเกิดจากการติดตามหรือว่าการไม่ใส่ใจ หรือ ว่าการละเลยของเจ้าหน้าที่ทำให้ยางพาราราคาลดลงเหลือราคากิโลกรัมละ ๑๑๗ บาท ๑๑๘ บาท อยู่ประมาณนี้นะครับ ๑๑๙ บาท ซึ่งส่วนที่หายไปนี้ส่วนที่ขาดไปนี้มันกระทบ มันส่งผลต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างคือปัญหาความยากจนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ผมจึงต้องขอฝากท่านประธานว่า ถ้าท่านจะแก้ปัญหาความยากจน ความชัดเจนในเรื่องราคา สินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ราคาปาล์ม แล้วก็การแก้รายได้ให้กับพี่น้องประมงชายฝั่ง ท่านจะต้องทำอย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนว่าท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร กระผมคิดว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านจะได้เห็นว่าพวกกระผมนั้นพยายามจะนำเสนอปัญหา นำเสนอข้อผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมาเพื่อต้องการอะไรครับ เพื่อไม่ต้องการให้เดินซ้ำรอย ความผิดพลาดในอดีต พวกกระผมจึงพูดในประเด็นนี้กัน แล้วก็คิดว่าปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้เป็นปัญหากระทบกับความมั่นคงของประเทศ เป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน อย่างยิ่ง ในเวลาที่เราแก้กฎหมายหรือว่าเราบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ ท่านจะเห็นได้ว่า แนวคิดของรัฐสภาอย่างน้อย ๒ ช่วงสมัยติดต่อกัน เห็นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาความสำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายอย่างน้อยที่สุดคือพระราชบัญญัติความมั่นคง ซึ่งได้ กำหนดให้ กอ.รมน. มีบทบาทในการดูแลเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ. กอ.รมน. นั่นก็คือว่าเราต้องการที่จะให้นายกรัฐมนตรีลงมาดูแล ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคงกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ ถ้าหากว่าเราจัดการปัญหานี้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ กฎหมายที่ออกตามมาหลังจากที่เรา ออกกฎหมายความมั่นคงมาแล้ว หลังจากที่ สนช. ในสมัยนั้นได้ออกกฎหมายความมั่นคง มาแล้ว รัฐสภาในสมัยที่แล้วได้ออกกฎหมายที่เรียกว่าพระราชบัญญัติการบริหารราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. นั้น ในกฎหมาย ศอ.บต. เดิม ศอ.บต. ขึ้นต่อ กระทรวงมหาดไทย เราก็ยกฐานะให้ ศอ.บต นั้นขึ้นต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผอ. ศอ.บต. ยกระดับจากข้าราชการซี ๑๐ เป็นข้าราชการเทียบเท่ากับข้าราชการตำแหน่งเดิมคือ ข้าราชการซี ๑๑ หรือปลัดกระทรวง แล้วให้ ศอ.บต. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ สาระสำคัญที่บอกว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันสำคัญเกินกว่าที่จะให้รัฐมนตรี กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งรับผิดชอบโดยเฉพาะ เพราะว่ามันกระทบหลายมิติ กระทบกับ หลายกระทรวงในพื้นที่ เมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลปัญหาจังหวัดชายแดน เราหวังว่าจะสามารถบูรณาการปัญหา ทุกอย่างหรือว่าภารกิจทุกอย่างในพื้นที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ สิ่งสำคัญไปกว่านั้นเราคิดว่าถ้าให้จังหวัดชายแดนอยู่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี การส่งสัญญาณผิด ๆ เหมือนอย่างในอดีตจะไม่มีจะไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดหลังจาก การเลือกตั้งครั้งนี้หรือว่านับจากการเลือกตั้งครั้งนี้มันมีสัญญาณที่ส่งออกมาแล้วกระผม ไม่สบายใจเกรงว่ามันจะไปเหมือนในอดีต ในอดีตเราส่งสัญญาณผิด ๆ ผมไม่อยากจะพูดซ้ำ แต่ว่าถ้าไม่พูดเพื่อนก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าปัญหาอะไรบ้าง อย่างน้อยที่สุดวันนี้ปัญหาจังหวัด ชายแดนไม่ว่าจะเป็นเรื่องนครปัตตานีก็ดี หรือในเรื่องค่าเยียวยาที่บอกว่า ๑๐ ล้านบาท ผมดีใจอย่างน้อยที่สุดวันนี้ความชัดเจนเริ่มมีขึ้น บอกว่านครรัฐปัตตานีไม่มี อย่างน้อย เยียวยา ๑๐ ล้านบาทให้เสื้อแดงนั้นไม่มี ท่านไม่ได้พูด เพราะอะไรที่ผมกังวลมาก เพราะท่าน เริ่มใช้มาตรฐานเยียวยา ๑๐ ล้านบาทให้กับคนกลุ่มเสื้อแดง ผมไม่มีอะไรติดใจ แต่ว่าผมติด ใจกรณีที่มันจะไปกระทบกับกรณีกรือเซะ ท่านจำได้เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมท่านออกมาพูดแล้วว่ากรณีกรือเซะซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตอนตีห้า ของวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ซึ่งขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีกรือเซะเราไม่จ่ายค่าชดเชยเลยค่าเยียวยาไม่มีได้เลยนะครับ เพราะเราไปถือหลักว่าไม่มี หลักเกณฑ์ใด ๆ ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กระทำความผิด เพราะกรณีกรือเซะเราไปตีว่า คนที่มีมีดเล่มเดียวมายึดที่ทำการคือป้อมตำรวจกับมัสยิดกรือเซะนั้นเป็นคนร้าย ถ้าเราใช้ มาตรฐานอย่างนี้ว่าคนที่มีมีดเล่มเดียวมายึดสถานที่แล้วมาทำร้ายเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำผิด แล้วเราไม่จ่ายค่าชดเชย วันนี้กรณีกรือเซะไม่ได้จ่ายค่าชดเชยนะครับ ถ้าเราจะเยียวยาให้ กรณีคนเสื้อแดงซึ่งก่อเหตุไม่ว่าจะเป็นสี่แยกราชประสงค์ก็ดี สี่แยกคอกวัวก็ดี หรือว่าหน้า โรงแรมดุสิตธานีก็ดี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองถึงแก่ชีวิตด้วย เราอย่าใช้มาตรฐานคนละ มาตรฐานกันเวลากรือเซะในวันนั้นรัฐบาลท่านทักษิณบอกว่าเป็นคนกระทำความผิดจึงไม่ จ่ายค่าชดเชยวันนี้กรณีคนเสื้อแดงคนที่ทำผิดที่สี่แยกคอกวัวซึ่งยิงเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างน้อย พันเอก ร่มเกล้าเสียชีวิต เรากำลังจะให้ค่าชดเชย บรรทัดฐานเหล่านี้ครับที่เรียกว่า มัน ๒ มาตรฐานเราไม่พึงกระทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกระผมเป็นกังวลอย่างยิ่งว่าถ้าหากว่า เราจะใช้บรรทัดฐานว่าพี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลายได้ค่าชดเชย ได้ค่าเยียวยา ท่านต้องไม่ลืม พี่น้องที่กรือเซะ ท่านจะต้องอย่ายกเลิก วันนั้นคนที่ ๓ จังหวัดเขาถูกทำร้ายเราไม่ให้ ค่าชดเชยไม่ให้ค่าเยียวยา วันนี้พอคนที่ใกล้ชิดกับท่านหรือว่ารู้จักกับท่าน ท่านบอกว่า เขาโดนทำร้ายท่านกำลังจะให้ค่าเยียวยา ๒ มาตรฐานอย่างนี้มันอันตรายถ้าเรานำมาใช้ กระผมกลัวว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนมันจะเพิ่มมากขึ้น กระผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงจะต้อง ระมัดระวังในการส่งสัญญาณอะไรออกไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านต้องมี ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เรื่องนราธิวาส เรื่องที่ตากใบผมคงไม่พูดซ้ำนะครับ แต่ว่าอย่างน้อย ที่สุดถ้าหากว่าท่านจะให้ค่าเยียวยา ๑๐ ล้านบาท หรือมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท เพราะกรณี ตากใบที่เขามาชุมนุมด้วยมือเปล่า แล้วก็ได้ค่าเยียวยานั้นได้คนหนึ่งประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นนะครับ วันนี้ถ้าเราจะให้มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท พี่น้องเรา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓ จังหวัดทุกกรณีจะต้องได้ในบรรทัดฐานเดียวกัน มาตรฐานอย่าง เดียวกัน นั่นก็คือต้องเท่ากับที่รัฐบาลจ่ายให้ แล้วที่สำคัญที่สุดรัฐบาลอย่าลืมนะครับว่า เงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนทั้งนั้นที่เรานำมาจ่ายค่าชดเชย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรารู้ ว่าใครกระทำความผิด ใครเป็นผู้ต้องหา แล้วในที่สุดศาลพิพากษาลงโทษผู้นั้นท่านจะต้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนเรียกคืนมาให้คนเหล่านั้นได้รับผิดชอบ เพราะว่านี่คือภาษีของพี่น้อง ประชาชนไม่ใช่เงินของคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นใครทำผิด ใครมีส่วนในการกระทำความผิด ต้องไล่เบี้ยจากคนนั้นเรียกเอาเงินนี้มาคืนแผนดินให้ได้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ