ธีรเดช มีเพียร เสนอชวนชวน หลีกภัย เข้าร่วมการหารือ โดยหารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องการความชัดเจนในนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประท้วงตามข้อ 15 และข้อ 43 ของรัฐสภา และการเปลี่ยนแปลงนโยบายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยชี้ว่าหากเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ควรไม่ทำลายโอกาสเด็กที่ยากจนได้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องเหตุการณ์ภาคใต้ โดยมีความเห็นว่าเหตุการณ์นี้มีมานาน และมีเหตุผลที่เป็นปัจจัยให้เกิดเหตุการณ์นี้ และมีความเห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ปัญหาการปกครอง แต่เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว และมีความเห็นว่าเหตุการณ์นี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังประท้วงการกล่าวถึงบุคคลภายนอกโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน และเรียกร้องให้ประธานสภาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
ต่อไปเชิญท่านชวน หลีกภัย ครับ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิก รัฐสภา กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าได้รับอนุญาตให้พูดไม่จำกัดเวลา ด้วยเงื่อนไข ของเวลาที่จำกัด เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าจะใช้เวลาตามความเหมาะสม แล้วประธานก็หักเวลาไปในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครับ ที่จริงแล้วกระผมคิดว่านโยบาย ของรัฐบาลทุกชุดนะครับก็จะเขียนเรื่องในสิ่งที่มีความปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองไปในทางที่ดี คงไม่มีใครเขียนนโยบายไปในทางที่จะให้เป็นผลร้าย แต่ว่าผลของ นโยบายจะเกิดขึ้นจริง ๆ นั้นก็จะอยู่ของผู้ปฏิบัติ หลายเรื่องเราเห็นการพูดหรือการแถลง ในสิ่งที่ดี แต่ว่าเวลาปฏิบัติตรงกันข้าม อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอนะครับ กระผมถือว่า ทุกนโยบายมีความสำคัญ เพียงแต่ว่าอาจจะเห็นไม่ตรงกันที่ว่าอะไรสำคัญกว่า แต่ว่าเฉพาะ ที่อยากจะขออนุญาตท่านประธาน อย่างน้อยอารัมภบทของนโยบายที่นายกรัฐมนตรี แถลงไว้เมื่อวาน กระผมคิดว่าถ้าหากเราได้ตระหนักถึงเรื่องนี้จริง ๆ นะครับ แล้วยึดมั่นจาก อารัมภบทนี้กระผมคิดว่าทิศทางบ้านเมืองก็จะมีความน่าสบายใจมากขึ้น คืออารัมภบท ที่บอกว่า ประเทศไทยมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี สะสมทางปัญญามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เนื่องด้วยภูมิปัญญาของสังคมและคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยที่ยึดมั่นในสถาบัน พระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันสูงสุดที่คนไทยทุกคนเคารพและยึดมั่น แล้วเขาบอกว่า ล้วนเป็นพลังผลักดันให้สังคมไทยสามารถแสวงหาทางออกได้เสมอมาจนเป็นที่ยอมรับของ นานาประเทศ แล้วก็ที่บอกว่าต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เราได้สะสมมาตั้งแต่ในอดีต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกัน ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน สนับสนุนความรู้สึกอันนี้นะครับ เพราะว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้จริง ๆ ท่านจะต้องไม่ไปทำสิ่ง ที่ดีงามที่เราสะสมมายาวนานให้เสียหาย เราต้องเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น แต่การสะสมสิ่งที่ดีงามนับเป็นพันปี เช่นวัฒนธรรมการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีทุกประเทศ ประเทศไทยเราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่เรามีใครก็ตามคิด ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือจาบจ้วงสถาบัน รัฐบาลต้องถือว่าท่านให้คำมั่นสัญญาจากที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขึ้นมากล่าว ถ้าทำได้จริง ๆ อย่างนั้น ไม่ลูบหน้า ปะจมูก ไม่ใช่ว่าคนที่สนับสนุนท่านไปละเมิดแล้วเราไม่กล้าทำอะไร อย่างนี้ก็จะมีปัญหา ก็กราบเรียนเป็นข้อสังเกตไว้ในตอนต้นครับ ที่จริงแล้วกระผมอยากกราบเรียนท่านประธาน ว่านโยบายหลายเรื่องที่แถลงมานั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ ผมมีความกังวลเรื่องนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ ข้องใจมาตลอดว่า ตกลงรัฐบาลนี้จะยึดแนวนครปัตตานีหรือจะยึดแนวกระจายอำนาจด้วยวิธีใด เรื่องนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องที่จะสงสัยว่าทำไมต้องข้องใจ เพราะว่าตอนหาเสียงท่านประกาศชัดเจนนะครับ ผมตระเวนอยู่ในภาคใต้นี่ก็เห็นพรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่าจะใช้นโยบายนครปัตตานี แล้วก็ทราบว่ามีตัวร่างพระราชบัญญัติแล้ว ๑๕๒ มาตรา เคยเห็นแล้วครับ ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่า เมื่อนโยบายเขียนมาในลักษณะที่ไม่ชัดเจน แล้วก็ท่าน ส.ส. ของเราได้สอบถามท่านเจะอามิง ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธได้กรุณาลุกขึ้นบอกว่าเป็นความเห็นของคนคนเดียว ไม่ใช่ ความเห็นของพรรค ก็แปลกใจเหมือนกันว่า ตกลงไปหาเสียงกับทางภาคใต้นี่ใครอนุมัติไป แต่อย่างน้อยคำตอบของท่านก็ถือว่าทำให้ ชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ชัดถึงขนาดที่จะบอกว่ารูปแบบที่ท่านพูดถึงนี้คืออะไร ผมขออนุญาตท่านประธานว่าจะขอเวลา เพราะว่าเมื่อฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านแรก ชี้แจงแล้วก็คิดว่าเราเข้าใจดีขึ้น แต่พอฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านที่ ๒ ลุกขึ้น มาพูดความเข้าใจดีขึ้นหายหมดเลยครับ เพราะผมเข้าใจว่าความไม่เข้าใจถ่องแท้ในปัญหานี้ อาจจะไม่สามารถสร้างกลไกที่แก้ปัญหาได้โดยชัดเจน ขออนุญาตท่านประธาน แต่ก่อนที่จะ ลงเรื่องนี้โดยละเอียดภายใต้เวลาที่จำกัดที่ผมกราบเรียนแล้ว ขออนุญาตไปเรื่องอื่นก่อน สักนิดนะครับ ความจริงท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ท่านได้กรุณาพูดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ความจริงท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านพูดไว้อย่างดีนะครับ ท่านไม่ใช่ ดีแต่พูดหรอกครับ แต่ว่าท่านพูดไว้อย่างดี คือปัญหาที่ยังไม่ได้ตอบเลยนะครับ ผมเห็นเพื่อน ถามไปคือกรณีที่จะส่งเสริมนโยบาย ๗.๑๐ นะครับท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านข้าม ไปก่อนขอประทานโทษครับ นโยบายเกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับการขยายรถไฟ ความเร็วสูงซึ่งได้มีการสอบถามเรื่องนี้ แต่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ตอบเลย ที่ผมจะกราบเรียน ถามก็คืออยากให้ท่านให้ความกระจ่างนิดเถอะครับ เพราะวันนี้ท่าน ส.ส. วิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งท่านอยู่อีสานนะครับ ท่านก็กรุณาช่วยถามให้เราแล้วแต่ว่ายังไม่มีคำตอบ ช่วยกรุณาตอบ ให้นิดครับว่าเส้นทางลงไปภาคใต้มันหายไปไหน หรือจริง ๆ ลงแค่หัวหิน หรือหมายถึง เส้นทางอื่น ๆ แต่ไม่ได้เขียนไว้ในนี้ ที่ต้องเรียนเรื่องนี้เพราะเหตุว่านโยบายตอนเริ่มต้น เมื่อสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นนั้นเข้าใจว่าไปถึงปาดังเบซาร์ครับ แต่ว่าจู่ ๆ หายไป หวังว่าคงไม่ใช่พัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทย หวังว่าแนวคิดในสมัยก่อนของ ท่านทักษิณพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยนั้นคงไม่มีอิทธิพลมาถึงความคิด ในขณะนี้นะครับ แต่ว่าช่วยกรุณาตอบสักนิดครับว่าเป็นอย่างไร ประชาชนในภาคใต้เขาจะ ได้เข้าใจเรื่องนี้ และผมก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมที่อยากสนับสนุนให้ทำไปถึงจังหวัดภาคใต้ด้วย เพราะเหตุว่าเราดูจากการขนส่งทางรถไฟ ท่านประธานอาจจะไม่ทราบนะครับว่าทุกวันนี้ เส้นทางที่ทำรายได้สูงที่สุดคือภาคใต้ครับ
( ธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
ท่านสุนัยมีอะไรครับ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในนามสมาชิก รัฐสภา ผมขออนุญาตใช้สิทธิการประท้วงตามข้อ ๑๕ แต่ว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลามากครับท่าน ประธานครับ ผมคิดว่าตามข้อ ๔๓ ที่เราพูดถึงว่าไม่ให้พูดถึงบุคคลภายนอกนั้น ผมเชื่อมั่นว่า ท่านผู้อภิปรายนี้มีคุณธรรมมากพอที่จะไม่กล่าวให้ร้ายใคร แต่ว่าเนื่องจากเวลามันเหลือ น้อยมาก ผมไม่อยากให้เกิดการประท้วงหรือการพูดถึงบุคคลภายนอก ซึ่งกระผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยความเคารพ ขอให้ท่านประธานควบคุมเคร่งครัดครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อครับ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนโยบายนั้น ได้เขียนไว้ใน ๓.๔.๔ ข้อ ๒ ศึกษาพัฒนารถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน และเส้นทางอื่นเพื่อเตรียมการเชื่อมต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้าน กรุณาช่วยให้ความกระจ่างนะครับว่านโยบายที่ไม่พูดถึงปาดังเบซาร์ หรือภาคใต้นั้น เหตุผลอะไรครับ หรือไม่อยากจะเปลืองกระดาษ หรือไม่มีนโยบาย กรุณา ไม่ยากที่จะตอบ ประเด็นนี้นะครับ แต่ที่กระผมพูดเอาไว้ว่าเส้นทางคมนาคมทางรถไฟขณะนี้ รายได้ที่เลี้ยง รถไฟอยู่คือเส้นทางสายใต้ รองลงมาก็คือสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วสุดท้ายก็คือ ภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเส้นทางสายนั้นได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนอุดหนุน การรถไฟอยู่จนทุกวันนี้นะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนที่อยากจะให้เกิดความสบายใจเมื่อเราอ่าน นโยบาย เพื่อเราจะได้ไปชี้แจงกับประชาชนได้นะครับ
นอกจากนั้นผมขออนุญาตท่านประธานอีกเรื่องเดียวครับ ความจริงก็ได้พูดไว้ อย่างดีแล้วโดยท่านชินวรณ์ แต่ว่าเพื่อให้สมบูรณ์นะครับ เพราะเชื่อว่าท่านผู้ที่มาทำนโยบาย เรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานี้ท่านก็คงหวังดี แต่ว่าอาจจะแนวความเข้าใจเราไม่เหมือนกัน ผมขออนุญาตเรียนเรื่องนี้กับท่านผู้รับผิดชอบนะครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. ซึ่งขณะนี้กำลังจะเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่งขออนุญาต ท่านประธานว่า ความคิดเรื่องนี้แต่เดิมถ้าเราได้ทราบเราจะได้เข้าใจครับว่าเราคิดในเรื่องของ หลักกระจายโอกาส เพื่อให้เด็กที่มีฐานะยากจนได้เรียน โดยการกู้เงินกองทุน การทำ ในขณะนั้นทำคู่กับ ๑. เปิดมหาวิทยาลัยใหม่ เป็นมติคณะรัฐมนตรีในปี ๒๕๓๘ กระผม เป็นประธานเองในการพิจารณาว่าจะขยายเปิดมหาวิทยาลัยใหม่อีก ๑๑ จังหวัดครับ โดยให้มหาวิทยาลัยแม่รับผิดชอบ เพราะเราไม่มีเงินที่จะเปิดใหม่ พร้อมกันนั้นเราก็มีมติตั้ง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพราะรู้ว่าแม้จะมีสถาบันการศึกษาเกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าถ้านักเรียน เยาวชนเรา พ่อแม่ฐานะไม่ดีก็คงเรียนยาก เพราะฉะนั้นก็ให้มีกองทุนงบประมาณปีแรก จึงตั้งไว้ ๔,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๓๙ มติออกมาปี ๒๕๓๘ ตอนผมเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก อันนี้คือแนวคิดตอนนั้น วัตถุประสงค์กองทุนนี้จึงเพื่อเด็กที่ยากจนจึงกำหนด คุณสมบัติว่าครอบครัวที่จะกู้ยืมต้องมีรายได้ไม่เกินปีละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่เรียนเรื่องนี้เพราะว่าขณะนี้นโยบายรัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนไปในอีกรูป แบบหนึ่ง ซึ่งไม่เอาฐานะของผู้กู้ยืมมาเป็นหลัก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้เด็กที่มีฐานะพ่อแม่มีฐานะ ร่ำรวย เรียนหนังสือดี ไม่อยากใช้เงินตัวเอง ก็กู้ยืมเงินได้ มันก็จะไปรบกวนโอกาสของเด็กที่ พ่อแม่ยากจน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานในประเด็นนี้นะครับ ฝากข้อสังเกตว่า ด้วยวัตถุประสงค์เริ่มต้นอย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติท่านจะเปลี่ยนไม่คิดจะตั้งกองทุนใหม่ หรือครับ แล้วอย่าไปทำลายกองทุนเดิมให้เด็กยากจนได้มีโอกาสกู้ยืมเรียนอันนี้เป็นนโยบาย ที่เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนชัดเจน ก็ขอเสนอความคิดความเห็นเพื่อประโยชน์ด้วยกัน ๒ ฝ่ายนะครับ เพราะเชื่อว่าแนวคิดของท่านก็เป็นประโยชน์ในอีกด้านหนึ่ง แต่ว่าถ้า เจตนารมณ์กองทุนเมื่อตั้งไว้ปี ๒๕๓๘ จนถึงบัดนี้เกือบ ๒๐ ปีนะครับได้ประโยชน์ไปแล้วเป็น จำนวนถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เงินหมุนเวียนไปเป็นแสน ๆ ล้านบาท ซึ่งก็มีจุดอ่อนบ้าง ตรงที่ว่าการคืนเงินมีปัญหาบางกลุ่ม บางคน แต่ว่าคนเหล่านั้นก็ต้องทวงคืนเพราะว่าคนที่เอา เงินภาษีประชาชนไปใช้ก็ต้องมีความรับผิดชอบ อันนั้นคงเป็นจุดที่แก้ไขได้แต่ว่าวัตถุประสงค์ ผมไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงนะครับ จริงอยู่รัฐบาลย่อมมีสิทธิที่จะคิดนโยบายตัวเองแล้วก็ เปลี่ยน แต่เมื่อท่านจะต่อยอดเรื่องนี้ ก็ให้ของเดิมยังคงอยู่ แล้วท่านตั้งกองทุนใหม่ของท่าน ขึ้นมา เพื่อให้กับคนที่ท่านประสงค์จะกู้ยืมโดยไม่คำนึงถึงฐานะว่าจนหรือรวย อันนี้ก็จะเป็น ประโยชน์ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เสนอความเห็นต่อท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตย้อนมาในประเด็นที่ผมกราบเรียน ว่าอยากจะขอทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด เพราะเมื่อได้ฟัง ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลตำรวจเอก โกวิทพูด ผมก็เป็นห่วง แต่ว่าก็เข้าใจนะครับว่า ช่วงที่ท่านทำงาน ผมเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านอยู่ตำรวจตระเวนชายแดนแล้วก็ไม่เคยลงไปรับผิดชอบในพื้นที่ข้างล่างหรือเหตุการณ์ มันผ่านมานานจำไม่ได้ แล้วก็สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบางคนก็สับสนนึกว่ามันเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ความจริงเมื่อวานนี้เราเริ่มแถลงนโยบาย ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย เมื่อวาน ก่อนเริ่มแถลงนโยบายก็มีเหตุร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บหลายราย มีระเบิด แล้วก็มีสามเณรบาดเจ็บอีก คนอาจจะเฉย ๆ แล้วครับ เพราะมันเกิดทุกวัน ทำไมอยู่ดี ๆ มันเกิดอย่างนี้ทุกวัน เพราะพื้นที่ ๓ จังหวัดมันไม่มีกระจายอำนาจหรือ หรือเพราะโครงสร้าง การปกครองพื้นที่มันไม่มีนครปัตตานี หรือเพราะเหตุผลอะไร อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมาทำ ความเข้าใจ มิฉะนั้นเราจะคิดแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แล้วในที่สุดโครงการที่ท่านเสนอต่อไปนั้น ไม่แน่ใจว่าจะตรงตามวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ คือนโยบายจะเขียนไว้อย่างนี้ ส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ข้อความไม่ยาวแต่อธิบายให้เห็นภาพได้ยาก รูปแบบที่สอดคล้อง กับลักษณะพื้นที่หมายความว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่าขณะนี้รัฐบาลอาจจะยังไม่ชัดเจน ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบก็ชัดเจนว่าไม่เอารูปแบบนครปัตตานี แต่รูปแบบอื่นคืออะไร ถ้าสามารถตอบได้ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธกรุณาอธิบายให้กระจ่างชัดมากกว่านี้ แต่ผมจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เราได้เห็นว่าเหตุที่มันเกิดวันนี้รุนแรงเสียหายอย่างหนัก มีคนเสียชีวิตไปแล้ว ถ้ายึดตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ ๔,๗๐๐ กว่าคน เราคิดเพียงแค่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ถึงวันนี้ วันนี้อาจจะเพิ่มอีกสักคน ๒ คน เมื่อเช้านี้ มีสื่อรายงานมีแม่หม้ายอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ๒,๒๐๐ กว่าคน มีเด็กกำพร้า ๔,๐๐๐ กว่าคน โชคดีนะครับที่มีโครงการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเข้าไปรองรับบรรเทา ความยากลำบากของสตรีหม้ายเหล่านี้ไปได้ในระดับหนึ่งซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอย่างยิ่ง ผมจะกราบเรียนท่านประธานเพื่ออาจจะมีส่วนช่วยไม่บังอาจเสนอความเห็นแนะนำ แต่ว่าข้อเท็จจริงที่จะกราบเรียนอาจจะช่วยทำให้เราเข้าใจว่าเหตุที่มาของปัญหามันไม่ใช่ เพราะว่ารูปแบบการปกครองมันผิด เพราะเป็นความจริงอย่างที่ท่าน พลตำรวจเอก โกวิท พูด ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดว่าปัญหาภาคใต้มันมีมานานแล้ว ผมเคยอภิปรายในสภาหลายครั้ง เพราะเป็นคนในพื้นที่ อ่านประวัติศาสตร์พื้นที่มามาก เคยเข้าไปดูปัญหา เคยพบหัวหน้า แบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ และมาแก้ปัญหาด้วยตัวเองและประสบความสำเร็จ เหตุร้ายเกือบหมดสิ้น เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านประธานได้ว่ามีประสบการณ์โดยตัวเอง จำได้เหตุการณ์ตอนไหนเกิดอย่างไร เป็นความจริงที่ปัตตานีหรือภาคใต้มันเคยมี นครรัฐปัตตานี มันเคยมีรัฐปัตตานีครับ เคยยิ่งใหญ่ครับ เคยสู้กับอยุธยา กรุงศรีอยุธยา เคยส่งเรือมารบตีไม่แตกต้องกลับไปต่อเรือใหม่ แต่ว่ามีเจ้าเมืองกับพระสงฆ์ช่วยเจรจา อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ต่างชาติบันทึกเอาไว้เลยนะครับ วันมะริดบันทึกไว้ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากอยู่ในพื้นที่แล้วก็ลงไปในพื้นที่ตั้งแต่ เป็นนักศึกษาจึงติดตามและศึกษาปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด วันหนึ่งเมื่อมาแก้ปัญหา ก็เลยสามารถทำให้ปัญหาเบาลงได้ หรือจะไม่ถือว่าหมดสิ้นแต่ว่าเหตุร้ายก็ลดลงไปจากปีละ ประมาณ ๘๐ กว่าครั้งก็เหลือปีละประมาณสัก ๑๑-๑๒ ครั้ง ในความเห็นส่วนตัวตอนนั้นคิดว่า ไฟดับแล้วเหลือแต่ควันอย่าเอาน้ำมันไปราด เหตุร้ายก็จะหมดแล้ว แต่ว่าพอเปลี่ยนรัฐบาล หลังจากรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยเข้ามา นโยบายเปลี่ยน ก็เป็นสิทธิของนโยบายรัฐบาลที่จะเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนนโยบายโดยมาจากพื้นฐาน ที่ไม่เข้าใจปัญหาประวัติศาสตร์ของพื้นที่มันทำให้เป็นปัญหา ไม่มีความประสงค์จะเสียเวลา ทบทวนนะครับ แต่ว่าถ้าไม่เล่าให้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีอาจจะนึกไม่ออก แต่ว่าถ้าเล่าให้ฟังสั้น ๆ ท่านจะนึกออกว่านโยบายมันเปลี่ยนเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๔ เราส่วนใหญ่ไปยึดเหตุการณ์วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ เพราะมันเป็นวันปล้นปืน แต่ความจริง นั่นคือวันที่กองกำลังจรยุทธ์น้อยตั้งเป็นปึกแผ่นแล้ว กองกำลังจรยุทธ์น้อยตั้งเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงได้สามารถปล้นปืน ๔๐๐ กระบอกจากค่ายทหารได้ แต่กว่าจะตั้งหน่วยนี้ขึ้นมามีศักยภาพ อย่างนี้มันเริ่มจาก ๑๘ เมษายน ๒๕๔๔ เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณขณะนั้นเดินทางไปประชุม ที่หาดใหญ่ แล้วประกาศ ผมจำแม่นเลยครับ ฟังด้วยตัวเอง แต่ยังแปลกใจว่าปัญหา มันมีมานาน แต่รัฐบาลขณะนั้นประกาศว่าบัดนี้รัฐบาลรู้ปัญหาภาคใต้หมดแล้ว ทุกอย่างเสร็จภายใน ๓ เดือน นั่นคืออะไรครับ นั่นคือการเริ่มต้นแนวทางแก้ปัญหา ด้วยวิธีการฆ่าทิ้ง มันไม่ใช่ว่ามีคนเห็นด้วยหมดนะครับ อย่างน้อยคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กล้าท้วงในที่ประชุมคือรองแม่ทัพภาค ๔ ในการประชุมที่หาดใหญ่ แล้วในที่สุดรองแม่ทัพ ภาค ๔ ก็โดนตำหนิว่าไปท้วงนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมว่าแนวคิดอย่างนี้มันจะมีปัญหา คือพูดง่าย ๆ คนที่สงสัยว่าเป็นโจรก่อการร้ายมีกี่คน สามารถฆ่าให้หมดได้ภายใน ๓ เดือน ก็ทุกอย่างคิดว่าฆ่าหมด ๓ เดือนก็ปัญหาจบ นั่นคือจุดเริ่มต้นของนโยบาย ๓ เดือนจบครับ และนี่คือที่มาของการส่งคนไปดำเนินการ แล้วในที่สุด
( สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุนัยมีอะไรครับ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าข้อบังคับนั้นการกล่าวถึงบุคคลภายนอกเป็นเรื่องที่ต้องห้าม แต่ว่าถ้ามี เหตุผลก็ได้ แต่ถ้าการอภิปรายนั้นเข้าลักษณะเสียดสีใส่ร้ายตั้งแต่ที่ เมื่อกี้ผมด้วยความเกรงใจ ผมไม่พูดนะครับว่าท่านใส่ร้ายว่าอะไร และด้วยความเกรงใจผมก็ไม่ให้ท่านถอนคำพูดครับ ที่ท่านบอกว่าการเลือกตั้ง รถไฟไม่ไปภาคใต้เพราะว่าเขาอย่าใช้นโยบายเหมือนเดิมนะ ไม่เลือกเลยไม่ให้ ไม่มีใครเคยพูดเช่นนั้น แต่เอาเถอะครับ ไม่เป็นไรครับ มาถึงตอนหลังนี่ ผมคิดว่าหนักมากแล้ว บอกว่าทักษิณสั่งฆ่านี่ ผมว่าท่านครับ แต่ยังให้ความเคารพอยู่อีกครับ ไม่ได้เรียกร้องให้ถอน เพราะว่าเดี๋ยวจะมีการชี้แจง แต่ว่าขอท่านประธานเถอะครับ การกล่าวถึงบุคคลภายนอกอย่างที่ผมกราบเรียนท่านไปแล้วครับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แล้วสิ่งเหล่านี้มัน ๕ ปีมาแล้วครับที่เราอยากจะเข้าสู่การปรองดอง ถ้าเรายังใช้วิธีการอย่างนี้อีก มันไม่ได้ ให้ผมยกมือไหว้ก็ยกเถอะครับ ถ้าเกิดความสามัคคีภายในชาติบ้านเมืองโดยไม่ใส่ร้ายกัน จะกราบขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร : การกระทำ ในครั้งนั้นมันก่อให้เกิดเหตุความรุนแรงในที่สุด จึงได้เกิดกลุ่มจรยุทธ์น้อยที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไป นั่นคือกลุ่มอาร์เคเค คนกลุ่มนี้แหละครับที่รวมตัวกันก่อเหตุ แล้วก็ก่อเหตุร้ายเรื่อยมาจนวันนี้ ซึ่งการสูญเสียเหล่านี้เดิมไม่ค่อยมีใครยอมรับว่า เป็นความผิดพลาด แต่บัดนี้ได้ยอมรับแล้วครับ เมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทส์ ไทมส์ ของสิงคโปร์ว่า ยอมรับว่าการกระทำที่รุนแรงต่อชาวมาเลย์-มุสลิมในภาคใต้สมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นความผิดพลาด และกล่าวว่าการเป็นตำรวจนั้นทำให้ตนถูกสอนมาว่าต้องใช้ ทั้งกำปั้นเหล็กและถุงมือกำมะหยี่ ที่ผ่านมาใช้กำปั้นเหล็กมากเกินไป เสียใจในสิ่งที่เคยทำ นี่คือคำสารภาพของ พันตำรวจโท ทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าของนโยบายในขณะนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราไม่ยอมรับความเป็นจริงเราจะแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อเรารู้ว่าความจริงมันเกิดอย่างไรเราจะได้หาจุดให้ถูกต่อไปว่าการแก้ปัญหา ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต้องมีรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะใด ท่านประธานที่เคารพ
(นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
ท่านจตุพรประท้วงหรือครับ เชิญครับ