รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

วัฒนา เมืองสุข หารือเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยการเมือง และการไม่ใช้กฎหมายอาญาในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดการขัดแย้งในอนาคต

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วัฒนา เมืองสุข บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในข้อ ๑.๑ คือนโยบายการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ และฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยมีวิธีการดำเนินการปรากฏอยู่ ในข้อ ๑.๑.๑ ถึง ๑.๑.๓ โดยสรุปก็คือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การเยียวยาฟื้นฟู และการสนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการโดยอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพิจารณาแนวนโยบายแล้วจะเห็นว่าเรามีสิ่งที่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้โดยสำคัญ ๒ ส่วน ก็คือการสร้างความปรองดองสมานฉันท์และการฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งในเรื่องของการฟื้นฟู ประชาธิปไตยจะมอบให้ท่านอื่นเป็นผู้อภิปราย การปรองดองสมานฉันท์ซึ่งเป็นไปตาม ความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนะครับ ใช้คำว่า ความปรองดอง ปรากฏในหน้า ๖๕๒ หมายความว่า การออมชอม การประนีประนอม การไม่แก่งแย่งกัน การตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย หรือการตกลงกันด้วยไมตรีจิต ซึ่งจะเป็นความหมาย ที่สอดคล้อง ส่วนคำว่า สมานฉันท์ เป็นคำนาม หมายความว่า ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้อง ร่วมกัน เมื่อรวมความคำว่า การปรองดองสมานฉันท์ มันน่าจะหมายถึงการตกลงกัน ด้วยไมตรีจิตบนความพอใจร่วมกันหรือเห็นพ้องร่วมกัน เหตุที่ประเทศชาติต้องเข้าสู่ กระบวนการปรองดอง ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในรอบ ๔-๕ ปีที่ผ่านมาทำให้สังคมไทยแตกแยกร้าวลึก ข้อเรียกร้องให้มีการปรองดองจะตรง และสอดคล้องกับข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าท่านประธานจำได้ สมาคม ผู้สื่อข่าวและสมาคมธุรกิจประมาณ ๒๑ องค์กรเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองยอมรับ ๓ ประการ ประการแรก ให้ยอมรับผลของการเลือกตั้ง ประการที่ ๒ ทุกพรรคการเมือง ต้องถือว่านโยบายปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ และต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยทันที และข้อ ๓ การปรองดองต้องทำโดยองค์กรที่มีความเป็นกลางไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตรงนี้ ต้องยอมรับเป็นความกล้าหาญของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่ยอมให้คณะกรรมการอิสระ คอป. ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับผิดชอบ แสดงถึงความเป็นกลางแล้วก็ยอมรับในกระบวนการปรองดองโดยไม่มี เงื่อนไข ท่านประธานครับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยรอบปีที่ผ่านมา ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศในโลก ซึ่งก็มีความขัดแย้งทางการเมืองดังว่า นี่แหละครับ โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้วนี่การเมืองแบ่งเป็น ๒ ขั้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกาก็มีเดโมแครตกับรีพลับลิกันซึ่งก็ไม่เคยคิดเหมือนกันมานานตั้งแต่มีประเทศชาติมา

๗๓/๑ ในประเทศอังกฤษก็ยังมีคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) กับเลเบอร์ (Labor) ก็ไม่เคยคิด เหมือนกันมาแล้วก็เป็นเสน่ห์ของประชาธิปไตย แต่ประเทศที่เจริญเหล่านั้นเขาเรียนรู้ กระบวนการอยู่ร่วมกันบนความขัดแย้ง บนความคิดที่ไม่เหมือนกัน เรียนรู้การที่จะรอคอย ทางการเมืองให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการเมืองแก้ไขแบบการเมืองนะครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ท่านประธานครับ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบุช ผู้พ่อได้เป็นประธานาธิบดีอยู่ในอำนาจ ๔ ปี คลินตันก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอยู่อีก ๘ ปี บุชผู้ลูกก็มาเป็นประธานาธิบดีมันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้ แต่ประเทศไทยเราไม่อดทน รอคอยให้การเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงโดยวิธีทางการเมือง เราใช้วิธียึดอำนาจ เราคิดว่าการ ยึดอำนาจคือการแก้ไขปัญหามันกลับสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นและทำให้ปัญหาที่มีมากมาย อยู่แล้วมันทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นครับท่านประธาน สาเหตุเพราะว่าหลังจากมีการยึดอำนาจ แล้วได้มีการใช้มาตรการทุกวิถีทางที่จะจัดการกับฝ่ายตรงข้าม นำเอาองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะ องค์กรอิสระ หรือองค์กรในกระบวนยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือ จึงทำให้ความขัดแย้งที่มี มากขึ้นอยู่แล้วนี่มีมากขึ้น แล้วก็ซับซ้อนยิ่งขึ้นจนยากแก่การแก้ไข ท่านประธานครับ ที่สำคัญคนที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองซึ่งกระผม ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน คุณทำความผิดแต่คุณไปออกกฎหมายนิรโทษให้ตัวเอง แต่ที่สำคัญท่านประธานครับ ยังมี นักวิชาการหลายคนที่ผ่านการศึกษาอบรมจากประเทศที่เป็นอารยะกลับบอกว่าการกระทำ ดังนี้ถูกต้อง ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหาโดยการปฏิวัติได้สร้างปัญหาเพิ่มเติม มีการปฏิบัติที่เป็น ๒ มาตรฐานทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความไม่พอใจ ภายหลังจาก มีการคืนอำนาจ มีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนก็ชนะเลือกตั้งเข้ามาก็เกิดการชุมนุม เรียกร้องของอีกฝ่ายซึ่งมีความไม่พอใจ นั่นคือฝ่ายเสื้อเหลือง มีการชุมนุมเรียกร้อง ทางการเมืองของแต่ละฝ่ายจนนำไปสู่การสูญเสียของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง สารพัดเสื้อ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ผมถือว่าทุกคนนี่เป็น เหยื่อของความขัดแย้งแต่เป็นวีรบุรุษของสถานการณ์ เพราะใครก็ตามที่ยอมเสียสละได้ กระทั่งชีวิตเพื่อความเชื่อของเขาเป็นความยิ่งใหญ่ครับ ท่านประธานครับ องค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรในกระบวนยุติธรรมมีส่วนในการทำให้ความขัดแย้งมันบานปลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ (DSI) หรือแม้แต่ศาล เพราะองค์กรเหล่านั้นไม่เข้าใจ ความขัดแย้งในทางการเมืองเอากฎหมายอาญามาแก้ปัญหา กฎหมายอาญาไม่สามารถจะ แก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ครับท่านประธาน เพราะว่าวิธีคิดของกฎหมายอาญาคือการลงโทษ เพื่อเป็นการแก้แค้นและตัดผู้กระทำความผิดออกจากสังคมโดยเด็ดขาด นั่นคือเอาไปประหารชีวิต หรือชั่วคราวเอาไปใส่คุก ที่สำคัญอุดมการณ์ของผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญานะครับ เป้าประสงค์ต่างจากผู้กระทำความผิดทางการเมือง คนที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา นี่นะครับท่านประธานเขามีเป้าประสงค์ต่อทรัพย์ มือปืนก็มีเป้าประสงค์ต่อทรัพย์อยากฆ่าคน เพื่อให้ได้เงินแล้วคนเหล่านี้กลัวตาย มันต่างจากผู้กระทำความผิดทางการเมืองซึ่งเขาไม่มี เจตนาและไม่มีสันดานเป็นอาชญากร ดังนั้นการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเอากฎหมายอาญา มาใช้บังคับกับการกระทำความผิดทางการเมืองจึงเป็นการทำให้ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นอยู่ แล้วนี่ทวีเพิ่มขึ้นอีก

ที่สำคัญครับองค์กรที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นราชทัณฑ์ได้นำผู้ต้องหา ในคดีการเมืองไปขังรวมกับผู้ต้องหาคดีอาญาปกติเป็นการซ้ำนะครับ ที่ผ่านมาเรามี การควบคุมผู้ต้องหาคดีการเมืองแยกต่างหาก ตรงนี้เมื่อเข้าไปสู่กระบวนการฟื้นฟูต้องแก้ไข องค์กรทางยุติธรรมได้เรียกผู้ที่มาเรียกร้องทางการเมืองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นการซ้ำเติม สถานการณ์ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน วัตถุประสงค์ของการเรียกร้อง ทางการเมืองนี่มันมีเป้าประสงค์ต่างจากอาชญากรรมทั่วไป ดังนั้นโดยสรุปเรานำเอา กฎหมายอาญามาใช้กับกรณีนี้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง ผมถือว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องนี่ไม่ได้รับรู้ ความซับซ้อนของปัญหาและไม่เข้าใจปัญหา คิดว่าวิธีแก้ไขปัญหาของตัวเองหรือความหวังดี ของตัวเองจะช่วยแก้ปัญหาแต่มันกลับสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าถ้าไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ ประเทศไทยต้องเกิดการฆ่ากัน อีกรอบหนึ่งแน่นอน แน่นอนครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานบนความเป็นกลาง สำหรับพี่น้องเสื้อเหลืองที่ไปยึดสนามบิน ไม่ได้มีสันดานเรียกเป็นอาชญากรแน่นอนครับ เขาไม่ได้ไปยึดสนามบินเพื่อจะขโมยเครื่องบินไปขาย แต่เขาทำเพื่อต่อรองทางการเมือง ผิดถูกไม่ได้ว่ากัน พี่น้องเสื้อดำที่ไปยึดเอ็นบีทีก็เช่นกันครับท่านประธาน ไม่ได้ไปยึดเพื่อจะ ขโมยกล้องไปขาย แต่ยึดเพื่อต่อรองทางการเมืองเช่นเดียวกับพี่น้องคนเสื้อแดง คนเหล่านี้คือ ผู้ต้องหาทางการเมือง ท่านต้องปฏิบัติกับเขาแบบนักโทษทางการเมืองที่มีการให้เกียรติกัน ซึ่งในต่างประเทศก็มี ส่วนวิธีการประนีประนอมดำเนินการอย่างไรครับ จริง ๆ แล้ววิธีการ ประนีประนอมการปรองดองเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการไว้ มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ก็คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและ ค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ให้มีกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่คือกรรมการ คอป. นะครับ ชื่อภาษาอังกฤษก็คือทีอาร์ซีที (TRCT) ซึ่งย่อมาจาก ทรัสท์ ฟอร์ เรคอนซิลิเอชัน คอมมิชชัน ออฟ ไทยแลนด์ (Trust for Reconciliation Commission of Thailand) ทำหน้าที่ในการตรวจสอบค้นหาความจริง เยียวยาฟื้นฟู วางมาตรการฟื้นฟู เพื่อลดความขัดแย้ง และป้องกันไม่ให้มีการขัดแย้งขึ้นอีก ที่น่าสนใจคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวได้ใช้คำว่า กระบวนยุติธรรมสมานฉันท์ ซึ่งเป็นคำใหม่ ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า เรสทอเรทีฟ จัสทิส (Restorative justice) ท่านประธานครับ สำหรับมาตรการทางกฎหมายที่จะต้องนำมา ใช้กับการปรองดอง ผมได้กราบเรียนแล้วว่ากฎหมายอาญามันใช้ไม่ได้ เพราะคนที่ทำ ความผิดทางการเมืองไม่ใช่อาชญากร จึงต้องนำกระบวนการทางยุติธรรมซึ่งต่างประเทศ เขาใช้กันนะครับ อย่างแรกเขาเรียกว่า กระบวนยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ทรานซิชันแนล จัสทิซ (Transitional justice) ซึ่งประเทศไทยอาจจะไม่คุ้นกับคำคำนี้ คำที่ ๒ ที่ต้องนำมาใช้ก็คือกระบวนยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ ซึ่งมีในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ภาษาอังกฤษใช้คำว่า เรสทอเรทีพ จัสติก ที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว และยังมีอีกคำหนึ่ง ก็คือความยุติธรรมทางสังคมหรือว่าโซเชียล จัสทิซ (Social justice) ทั้ง ๓ ตัวเหล่านี้มีวิธีคิด และวิธีการดำเนินการที่ไม่เหมือนกฎหมายอาญานะครับ กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ก็คือการนำเอากระบวนยุติธรรมในเชิงเปลี่ยนผ่านมาใช้กับกรณีดังกล่าว เนื่องจาก กฎหมายอาญามันนำมาใช้บังคับไม่ได้ เช่น กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม ปีที่แล้ว มีพี่น้องทหาร ตำรวจ จำนวนหลายหมื่นคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเราถือว่าตรงนั้นคือ การฆ่าประชาชนก็ต้องเอาเขาไปติดคุก คนจำนวนมากไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้มี เจตนาร้าย เขามาทำตามหน้าที่ของเขา พี่น้องคนเสื้อแดงก็เช่นกันก็มาทำตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้วิธีที่ต้องดำเนินการก็คือต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองนะครับ แล้วก็ใช้ กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มีการขอโทษแบบที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ อันนั้น เขาเรียกว่า กระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ท่านประธานครับ กระบวนการปรองดอง ที่คณะกรรมการอิสระ คือ คอป. ดำเนินการ เขาจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาความจริง คือต้อง หาความจริงให้ได้ก่อนว่าความจริงเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นแก้ปัญหาไม่ได้ ปรองดองไม่ใช่เดิน ไปจับมือแล้วบอกจบแล้ว ไม่ใช่ครับ ต้องหาความจริง เขาถึงใช้ชื่อคณะกรรมการนี้ว่า อิสระ และตรวจสอบค้นหาความจริง เมื่อได้ความจริงแล้วนำไปสู่การเยียวยา เหมือนเราขับรถ ไปชนลูกหลานเขาตาย ต้องไปชดใช้ดูแลทำศพ เยียวยาจนเขาพอใจแล้ว เขาอาจจะให้อภัยท่าน ไม่เอาโทษท่าน อย่างนี้จึงจะเรียกว่าการปรองดองโดยใช้กระบวนยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน และกระบวนยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานมาบังคับใช้ ที่สำคัญ ท่านประธานที่เคารพ กระบวนการปรองดองนี่มันเกี่ยวข้องกับนานาชาติ เพราะมีคน ต่างประเทศของเขาตายกับเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือมีนักข่าว อิตาลีและมีนักข่าวญี่ปุ่นถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญท่านประธานครับ คนที่ตายในเหตุการณ์ของเดือนเมษายน พฤษภาคม ปีที่แล้วจำนวนเกือบ ๑๐๐ คน มีลักษณะเหมือนเป็นการฆ่าที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งตามหลักกฎหมายอาญา ศาลอาญาระหว่างประเทศ คดีนี้ต้องขึ้นศาลแน่นอน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าสู่ กระบวนการปรองดอง ท่านประธานครับ สิ่งที่ได้ทำกันมาในอดีตในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะ เป็นด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมจนมีเหตุให้มีคนตายเป็นร้อยเป็นการกระทำที่นานา ประชาคมโลกเขาไม่ให้การยอมรับ ท่านประธานถึงเห็นว่าเขายังคงให้เกียรติ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ เขาไม่ได้คิดว่านายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นเทวดาครับ แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นสัญลักษณ์ของการถูกกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลที่โลกเขา ยอมรับ เขาไม่ยอมรับการปฏิวัติ เพราะเป็นการกระทำที่เขาถือว่าเลวที่สุด สิ่งนี้แสดงออก ท่านประธานจะเห็นว่าประเพณีทางการทูตได้ถูกล้มล้างไปโดยสิ้นเชิงในประเทศไทย ปกติแล้วในการยอมรับรัฐบาลจะทำโดยทูตานุทูตมาขอเยี่ยมท่านนายกรัฐมนตรี แล้วเขาจะไม่ทำจนกว่านายกรัฐมนตรีนั้นจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่ในการ เลือกตั้งที่ผ่านมาวันที่ ๓ กรกฎาคม วันที่ ๔ พอรู้ว่าชนะทูตานุทูตมาเยี่ยมคุณยิ่งลักษณ์ มายอมรับความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที เขาไม่ได้คิดว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นเทวดาครับ เขามาบอกว่านี่คือรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่าได้คิดอะไรที่มันไม่ถูกต้อง อย่าได้หา กระบวนการโกงมาใช้อีกเขาไม่ยอมรับ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมองค์กรตำรวจสากล หรืออินเทอร์โพล (Interpol) ไม่ยอมขึ้นหมายแดงกับท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เพราะเขา ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่คุณได้ทำมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมถึงบอกว่ารัฐบาลนี้ ท่านที่เคารพครับ อย่าได้เป็นตัวตลกในสายตาประชาคมโลกต่อไปเลยครับ วันนี้ท่านต้องกลับมาคิดว่าสิ่งที่ ถูกต้องที่ต้องควรทำคืออะไร ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่จำกัดความจริงแล้วผมจะขอสรุป ซึ่งอาจจะเกินที่จะเป็นประโยชน์จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในวันนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรปฏิบัติอย่างไร อย่างแรกนะครับ ควรสนับสนุนกระบวนการค้นหา ความจริง เพราะการค้นหาซึ่งความจริงเท่านั้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ประการที่ ๒ เร่งรัด การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ