รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

สรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องนโยบายรัฐบาลที่ทำให้ราคาข้าวของแพงขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการขึ้นค่าแรง 300 บาท และขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท และเรียกร้องให้รัฐบาลวิจัยและออกมาตรการแก้ไขปัญหาข้าวของแพงขึ้น

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงในเรื่องมุมมองทางด้าน เศรษฐกิจของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็มีอยู่ด้วยกันหลายจุดนะครับ แต่ผมคิดว่าอีกสักครู่ เพื่อนสมาชิกก็คงจะอภิปรายอีกหลายต่อหลายท่านต่อไป สำหรับตัวผมเองนั้นสิ่งที่ผมกังวล แล้วก็เป็นมุมมองที่ ณ ขณะนี้เป็นปัญหาที่สุดในระบบเศรษฐกิจของเรา เป็นปัญหาที่กระทบ ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ๖๐ กว่าล้านคนก็คือในเรื่องของข้าวของที่แพงขึ้น ผมคิดว่า รัฐบาลจากการแถลงนโยบายเร่งด่วน มาตรการหรือนโยบายต่าง ๆ ในเรื่องของการดูแล ราคาข้าวของไม่ให้แพงขึ้นมีไม่เพียงพอครับ แล้วก็จริง ๆ ยังมีอีกหลายประเด็นที่อยากจะพูด แต่ที่ต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด เพราะว่าเป็นประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหามากที่สุด ในขณะนี้ ผมจะขอพูดถึงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีผลกระทบต่อราคาข้าวของที่แพงขึ้น ในที่นี้เห็นอยู่ด้วยกัน ๒ นโยบายที่เป็นปัญหาหลักใหญ่ก็คือ ในเรื่องของการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท การขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรีเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ก่อนที่ผมจะอภิปรายไปถึงเรื่องนี้นะครับ ต้องขอเรียนท่านประธานก่อนว่าผมไม่ได้คัดค้าน ไม่ได้ขัดแย้งในการขึ้นค่าแรงของรัฐบาล เพราะที่จริงก็เป็นแนวทางที่ตามหลังนโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์มา ที่จริงพรรคประชาธิปัตย์เสนอก่อนครับ ขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปี และสำหรับพวกเราทุกคนหรือสำหรับพี่น้องประชาชนที่ติดตามการทำงานของ พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็คงจะทราบดีว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันครับ พรรคเพื่อไทยก็เสนอ ออกมาเป็น ๓๐๐ บาททำทันที ไม่ได้คัดค้านครับ แล้วก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วย เพราะผมถือว่า เรื่องนี้ต้องเป็นมติของประชาชน ในขณะเดียวกันครับในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านพวกเรา ทุกคนก็ต้องตรวจสอบว่ารัฐบาลทำตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ทำครบหรือไม่ ถ้าไม่ครบหน้าที่ของพวกเราก็คือทวงนโยบายที่รัฐบาลได้มอบไว้ให้กับ พี่น้องประชาชน แต่ที่ต้องหยิบยกขึ้นมาครับ ในเรื่องของการขึ้นค่าแรงขึ้นมานั้น ผมเห็นว่า จะทำให้ข้าวของแพงขึ้นมาก และรัฐบาลก็ไม่ได้มีนโยบายในการดูแลในเรื่องข้าวของที่ แพงขึ้นอย่างชัดเจน เรามาลองดูในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลกันครับว่าในเรื่องข้าวของแพงนั้น เขียนไว้ว่าอย่างไรบ้าง ต้องขออนุญาตอ่านนะครับ มีอยู่ ๒ ข้อเท่านั้น ๑.๗.๓ ดูแลราคา สินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและ ผู้ผลิต ๑.๗.๔ แก้ไขปัญหาค่าครองชีพโดยการดูแลราคาสินค้าและการมีรายได้เพื่อเพิ่มกำลัง สุทธิของประชาชนโดยป้องกันและแก้ไขการผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่อยากจะ ใช้คำนี้นะครับ แต่ว่าเขียนในลักษณะที่ว่าขอไปที ถ้ามาเทียบกับนโยบายอื่นของรัฐบาลครับ ทางด้านเศรษฐกิจมีเป้าหมายชัดเจนครับ อย่างเช่น ในเรื่องของการพักหนี้ครัวเรือนบอกไว้ชัด ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท พักอย่างน้อย ๓ ปี หรือว่าในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้ชรานี่ก็เป็น การต่อยอดของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ก็บอกไว้ชัดครับ อายุเท่าไรจะได้เงินเท่าไร มีตัวเลขชัดเจน แต่ในเรื่องของการแก้ไขสินค้าราคาแพงขึ้นกลับเขียนไว้เท่านี้ครับ ไม่มีอะไร ชัดเจนไปมากกว่านี้ ที่จริงผมคิดว่าเมื่อรัฐบาลออกนโยบายนี้นะครับ ก็จะต้องมีการทำการวิจัย แล้วก็จะทราบว่าเมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ธุรกิจอุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบเท่าไร แล้วก็ออก มาตรการแก้ไขออกมาเป็นรายสินค้า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีการวิจัยตั้งแต่แรก ถ้ามีการศึกษาตั้งแต่แรก แต่ว่านโยบายดูแลราคาสินค้าเป็นรายตัวที่เป็นนโยบายเร่งด่วน ในที่นี้ก็ไม่มีครับ ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำการวิจัยนะครับ ก็จะขอถือโอกาสนี้จะเรียนให้ทราบ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลไม่วิจัย แต่ว่าก็มีหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายสำนักวิจัย ได้ทำการเรื่องนี้ และคิดว่าถ้ารัฐบาลขยันสักหน่อยก็คงจะทราบถึงผลกระทบว่าไปโดน สินค้าตัวไหน มีการวิจัยจำนวนมากครับ แต่ที่ผมจะขออนุญาตหยิบยกขึ้นมาเป็นการวิจัย ของดอกเตอร์เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ แล้วก็ไม่เป็น การเสียหายแต่อย่างใด ที่ผมต้องหยิบยกการวิจัยของดอกเตอร์เบญจรงค์ขึ้นมานั้น ไม่ใช่ เพราะว่าท่านเป็นลูกของท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี นะครับ แต่ว่าการวิจัยของท่านเป็นหลักเป็นเกณฑ์มีขั้นตอนชัดเจนครับ ท่านบอกว่าการขึ้นค่าแรง จะไปกระทบต่ออุตสาหกรรมใดบ้าง กระทบเท่าไร และสุดท้ายตามสภาวะตลาดครับ สินค้า ตัวไหนราคาจะขึ้นบ้าง สินค้าที่แพงขึ้นมีหลายรายการครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัสดุ ก่อสร้าง ในเรื่องของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ในเรื่องของรถยนต์ แต่ว่าที่ผมเป็นห่วง มากที่สุดก็จะเป็นในเรื่องของอาหาร ที่เป็นห่วงที่สุดครับ ราคาอาหารตามการวิจัยปีหน้านี้ จะเพิ่มขึ้น ๑๒-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมจำได้ดีครับสมัยที่พวกเราทุกคนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รัฐบาลที่เป็นฝ่ายค้านในขณะนั้นก็เป็นช่วงของการหาเสียงครับ รณรงค์โจมตีรัฐบาลชุดเก่า ของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าข้าวของแพง พูดกันไปทั่วครับ บอกว่าข้าวของแพงขึ้น อย่าเลือกอภิสิทธิ์ ท่านประธานทราบไหมว่าราคาอาหารในขณะนั้นแพงขึ้นเท่าไร เงินเฟ้อ เฉพาะอาหารนะครับ ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมก็เป็นช่วงที่ขณะนั้นรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์รักษาการทำหน้าที่อยู่ขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ ณ เวลานี้ดาบนั้นกำลังจะ คืนสนองไปสู่รัฐบาล เพราะว่าราคาสินค้าอาหารที่แพงขึ้นรัฐบาลชุดท่านจะเจอถึง ๑๒ ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในปีหน้าหนักกว่ารัฐบาลชุดก่อน ถ้าเกิดว่าท่านไม่มีนโยบายในการแก้ไขเรื่องนี้ อย่างชัดเจน ส่วนตัวผมเองเดาใจว่ารัฐบาลก็คงจะชี้แจงมาว่ามีมาตรการในการช่วยเหลือ ภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนราคาสินค้าแพงขึ้น เป็นการช่วยเหลือในการลดภาษีให้กับทุกบริษัท และนี่ผมก็คิดว่าเป็นข้อแตกต่างอย่างมากสำหรับการดำเนินนโยบาย สำหรับการคิดนโยบาย ที่คิดเป็นระบบตั้งแต่แรกกับนโยบายที่คิดแยกส่วนแล้วก็นำมาโยงกันทีหลังประหนึ่งว่า จะเป็นระบบแต่จริง ๆ ไม่ใช่ ของเราขึ้นเงินเดือน เราชดเชยให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จริง ๆ แต่รัฐบาลชดเชยในลักษณะคลุมทุกบริษัท ผลที่ได้ก็คือใช้เงินภาษีของประชาชน จำนวนมหาศาล ต้องอย่าลืมทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ลดไปภาษีรายได้ของรัฐบาลลดลง ๒,๑๐๐ ล้านบาท ลดไป ๗ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ท่านจะทำก็หายไป ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปีถัดไปหายไปอีก ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นข้อแตกต่าง ที่เป็นนโยบายสำหรับการคิดเป็นทั้งระบบกับนโยบายที่คิดเป็นแยกส่วนแล้วก็นำมาโยงกัน ทีหลัง คิดว่ารัฐบาลจะต้องมีมาตรการให้ครอบคลุมกว่านี้และชัดเจนกว่านี้นะครับ ที่ผมต้อง เรียน ณ ที่นี้ก็เกรงว่ารัฐบาลจะผลักภาระไปให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแล ข้าวของที่แพงขึ้น ผลักไม่ได้นะครับ ผมขอเรียนไว้ตรงนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ ดูแลเงินเฟ้อก็จริงแต่เครื่องมือของเขามีอยู่อย่างเดียวคือขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเป็นการลด ความต้องการในการซื้อของไม่ใช่การลดต้นทุน ที่สำคัญจะขึ้นดอกเบี้ยได้เงินเฟ้อต้องเกิดขึ้นก่อน ผมจะเรียนครับว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของใคร เป็นหน้าที่ของทั้งกระทรวงการคลังและทั้ง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังต้องชดเชยให้กับผู้ประกอบการให้ตรงมากกว่านี้ ไม่ใช่เหวี่ยงแหไปใช้เงินมหาศาล แล้วผู้ประกอบการจะมีต้นทุนที่ไม่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้น ของค่าแรง ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลราคาสินค้าตามตัวที่ได้ชดเชยไปไม่ให้ขึ้นราคา เป็นหน้าที่หลักครับ และผมก็เกรงว่าถ้าหากรัฐบาลไม่มีนโยบายเร่งด่วนสำหรับ ๒ กระทรวงนี้ พวกเราทุกคนก็จะต้องติดตามการทำงานของ ๒ กระทรวงนี้ต่อไป เพราะผมเกรงว่าหากเป็น เช่นนี้ครับ