รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

คำนูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและทรัพยากรพลังงานในเขตพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขทุนสำรองเงินตรา และเรียกร้องการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 เพื่อให้แบงก์ชาติสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ในคลังหลวงได้ และยังหารือเรื่องการนำพลังงานในอ่าวไทยในเขตพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบอธิปไตยของชาติ และผลประโยชน์ที่ขัดกัน

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ จุดเด่นที่สุดของนโยบายรัฐบาลชุดที่มีนายกรัฐมนตรีนามสกุล ชินวัตร นี้ไม่ว่าเมื่อปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ หรือว่าที่แถลงเมื่อวานนี้ก็คือมีชุดความคิดใหม่ ที่แตกต่างออกไปจากกรอบความคิดเดิมของราชการ คำแถลงเมื่อวานนี้ยังมีจุดเด่นอีกจุดอยู่ที่ความสละสลวยในคำและความของอารัมภบท แต่จุดเด่นนี้ก็อาจจะเป็นจุดด้อยไปพร้อม ๆ กันครับ หากว่าชุดความคิดใหม่ไม่ใช่ชุดความคิด ที่เหมาะสมที่สุดกับประเทศในยุคเศรษฐกิจทุนนิยมโลกกำลังประสบวิกฤติหนัก และมีอัตราเสี่ยงนานัปการ ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันจำกัดกระผมในฐานะตัวแทนของ กรรมาธิการการเงิน วุฒิสภา ขอตั้งข้อสังเกต ๒ ประการ หรือจะพูดได้ว่า ๒ ห่วงในนโยบาย อันตรายของรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นอันตรายจากแนวความคิดใหม่

ห่วงที่ ๑ เรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติในนโยบาย ๔ ปี ข้อ ๓.๑.๗

ห่วงที่ ๒ การนำทรัพยากรพลังงานในเขตพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ แปลความจากนโยบายข้อ ๑.๖

ในห่วงที่ ๑ นี้แม้ว่าเรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหรือซอฟเวอร์เรน เวลธ์ ฟันด์ (Sovereign Wealth Fund) จะไปบรรจุอยู่ในนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง ระยะเวลา ๔ ปีแรก แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบกับนโยบายเร่งด่วนที่ส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว คำถามที่ว่ารัฐบาลใหม่จะหาเงินจากที่ไหน มารองรับเพราะกู้ได้อีกไม่มากนักคืออาจจะทำได้ในปี ๒ ปีแรก แต่จากนั้นอาจจะลำบาก กระผมเชื่อว่าคำตอบหนึ่งก็คือตามกรอบความคิดใหม่ก็คือกองทุนที่ว่านี้ เพราะไม่มีแหล่งเงิน ที่ไหนจะมีมากและเร็วเท่ากับดึงสมบัติเก่าออกมาทำมาหากินให้เกิดดอกออกผล เต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าประการหนึ่งผู้ใหญ่ของทางธนาคารแห่งประเทศไทยทุกระดับ ออกมาให้ข่าวคัดค้านกัน ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักกับหน่วยงานนี้

อีกประการหนึ่งยังเป็นที่ทราบกันดีว่าทุนสำรองเงินตราที่มีอยู่ ๓ บัญชีคือ บัญชีทุนสำรองเงินตรา บัญชีผลประโยชน์ประจำปี และบัญชีสำรองพิเศษที่อยู่ในความดูแล ของฝ่ายออกบัตรแบงก์ชาติก็คือเงินคลังหลวงในความหมายที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านกล่าวไว้หลายครั้ง ท่านประธานครับ กรอบแนวความคิดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินี้ โดยหลักก็คือนำสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตราส่วนที่มีมากเกินความจำเป็นมาลงทุนให้ ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ขีดเส้นใต้ตรงคำว่า มากเกินความจำเป็น แล้วก็ ขอตั้งคำถามสำคัญไว้ช่วยกันคิดด้วยว่าใครเป็นคนตัดสินและด้วยหลักคิดใด ทุนสำรองเงินตรานี้ตาม พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ มีข้อจำกัดอยู่ว่า จะเพิ่มขึ้นได้ก็แค่ จากดอกผลที่ฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และดอกผลจาก หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันโดยรัฐบาลต่างประเทศหรือสถาบันการเงินที่ไทยเป็นสมาชิก และมีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งเป็นไปเพื่อเป็นหลักประกันว่าทุนสำรองเงินตราจะไม่มี ความเสี่ยง แม้จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการไปลงทุนในนวัตกรรมทางการเงินและทางด้าน อื่น ๆ ที่เกิดใหม่ในภาคเอกชน เรื่องนี้หากจะทำกันจริง ๆ จะต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไข พ.ร.บ. เงินตราตั้งแต่ในบทนิยามว่าด้วยหลักทรัพย์ต่างประเทศในมาตรา ๔ และเพิ่มอำนาจ ให้แบงก์ชาติในมาตรา ๓๔ ท่านประธานครับ เคยมีความพยายามมาแล้ว ๓ ครั้ง ในรอบ ๑๕ ปี ที่จะนำทุนสำรองเงินตราที่อยู่ในบัญชีของฝ่ายออกบัตรหรือคลังหลวงออกมาใช้ ครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๑ เป็นความพยายามที่จะรวมบัญชีระหว่างบัญชีของ ฝ่ายออกบัตรกับบัญชีของฝ่ายการธนาคาร เพื่อนำไปใช้จ่ายทดแทนการดำเนินงานที่ขาดทุน ครั้งนั้นไม่สำเร็จครับ ครั้งที่ ๒ คือการตราพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ในปี ๒๕๔๕ ฉบับหนึ่ง โอนเงินจากบัญชีสำรองพิเศษของฝ่ายออกบัตรมาช่วยชดเชยผลการขาดทุนสะสมของ แบงก์ชาติเป็นจำนวน ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท อีกฉบับหนึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. เงินตรา โดยเพิ่มเติมมาตรา ๓๔/๒ ซึ่งก็คือการแก้ไขหลักการที่พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่า เป็นการเปิดคลังหลวงเอาไว้อ้าซ่าพอสมควร เดี๋ยวนี้ก็ยังเปิดอยู่ครับท่านประธาน และครั้งที่ ๓ ในปี ๒๕๕๐ รัฐบาลเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. เงินตราฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยแก้ไขบทนิยามคำว่าหลักทรัพย์ต่างประเทศในมาตรา ๔ และเพิ่มมาตรา ๓๔/๓ และมาตรา ๓๔/๔ เจตนาก็คือเพื่อจะให้แบงก์ชาติมีอำนาจเต็มในอันที่จะบริหารจัดการ หาประโยชน์จากสินทรัพย์ในคลังหลวงด้วยขอบเขตการลงทุนที่กว้างขึ้น และมอบอำนาจต่อ ให้เอกชนอื่นบริหารจัดการแทนได้ พูดง่าย ๆ ก็คือมีเจตนาเพื่อนำเงินในคลังหลวงไปลงทุน ในนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเงินในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่เพื่อนำไปใช้หนี้เหมือน ๒ ครั้งก่อน เท่านั้น แต่ก็ปรากฏว่าในที่สุดรัฐบาลต้องถอนร่าง พ.ร.บ. ออกไปถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา สาเหตุหนึ่งเพราะแรงคัดค้านจากกลุ่มลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงตา ท่านต้องการปกป้องเงินในคลังหลวงทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในส่วนที่ท่านรณรงค์ให้ประชาชน บริจาคตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เท่านั้น เพราะท่านต้องการให้บริหารเงินในคลังหลวงตามหลัก พอเพียง ไม่เสี่ยง ไม่ใช่บริหารเพื่อผลตอบแทนสูงสุดอย่างเดียว หลวงตาท่านต้องการ ให้บริหารเงินในคลังหลวงอย่างคำนึงถึงลักษณะพิเศษของประเทศไทย ไม่ใช่เอาอย่าง ตามเยี่ยงประเทศอื่น ๆ แล้วก็อ้างโลกาภิวัตน์ว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก ทันประเทศอื่น ๆ ท่านประธานครับ สินทรัพย์ในคลังหลวงนั้นเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ บรรพชน บูรพกษัตริย์ของสยามประเทศทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ จะมอบไว้ให้ชั่วลูกชั่วหลาน โดยเมื่อปี ๒๔๕๒ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเงินออกจาก ท้องพระคลังออกมา ๑๒ ล้านบาท มาตั้งให้เป็นกองทุนรักษาอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง เงินตราสยามกับเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น พ.ร.บ. เงินตรา ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ จึงวางหลักการ สำคัญไว้เช่นนี้ สินทรัพย์ในคลังหลวงจึงไม่ใช่ของแบงก์ชาติ ไม่ใช่ของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของแผ่นดิน เป็นของชาติ เป็นของประชาชน เป็นเพียงแต่เก็บไว้ ที่ฝ่ายออกบัตรธนาคารชาติเท่านั้น แนวคิดแก้ไขเงินในคลังหลวงครั้งที่ ๔ นี้ไปไกลกว่าใน ๓ ครั้งแรกมาก ครั้งนี้ก็คือจะดึงทุนสำรองเงินตราออกมาจากฝ่ายออกบัตรธนาคารชาติเลย พูดง่าย ๆ ก็คือดึงเงินออกมาจากคลังหลวงเลย ทำได้ครับ แต่จะต้องกระทำด้วย ความรอบคอบอย่างถึงที่สุด และควรจะต้องให้สังคมได้พิจารณาว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร ต้องให้สภารับรู้ ต้องให้สาธารณชนรับรู้และร่วมแสดงความคิดเห็น รัฐบาลต้องชี้แจง ให้ชัดเจนครับ และถ้ายังเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่า และจะต้องเดินหน้าจัดตั้งกองทุนให้ได้ โดยแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตรา ๒๕๐๑ ก็ขอให้เดินตามช่องทางพระราชบัญญัติ ไม่ใช่เดินทางตามช่องทางพระราชกำหนดเหมือนเมื่อปี ๒๕๔๕ ท่านประธานครับ กระผม ขอฝากกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปว่าท่านจะสามารถให้สัญญา ต่อสภาแห่งนี้ในวันนี้ได้ไหมครับว่าถ้าท่านจะทำเช่นนี้ท่านจะไม่ทำในรูปพระราชกำหนด ถ้าท่านให้สัญญาได้ก็จะเป็นการสง่างามอย่างยิ่งครับ

ประการที่ ๒ การหาเงินได้มาก ๆ ภายในเวลารวดเร็วอีกวิธีหนึ่งก็คือ การนำพลังงานในอ่าวไทยในเขตพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ เรื่องนี้จะโยงไปถึงความสัมพันธ์ไทย กับกัมพูชาในประเด็นข้อขัดแย้งเขตแดนทางบกด้วย ท่านประธานครับ เวลามีน้อย กระผม ขอเรียกร้องรัฐบาลในประเด็นสำคัญว่าในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาก็ดี ในกรณี นำทรัพยากรในอ่าวไทยในเขตพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาใช้ก็ดี เป็นเรื่องที่จะต้องพูดจากันมาก ที่จะต้องไม่ให้กระทบอธิปไตยของชาติ ไม่ให้เกิดการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ระหว่าง ผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และจะต้องอยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาล ในการกำหนดนโยบายพลังงานของชาติ ดังที่ท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ได้อภิปรายไว้ เมื่อเช้านี้ ท่านประธานครับ ทำอย่างนี้ได้ไหมครับ รัฐบาลเปิดสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทั้ง ๒ สภา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านก็ได้มีส่วน ทำเรื่องเหล่านี้ไว้มากก็จะได้มาชี้แจงกันทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งรัฐบาลตั้งกรรมการอิสระขึ้นมา เสนอแนะนโยบายที่ถูกที่ควรได้หรือไม่ครับ ท่านประธานครับ กรอบแนวความคิดใหม่ ถ้าทำได้อย่างรอบคอบก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าทำได้อย่างไม่รอบคอบและสังคมตั้งข้อสงสัย ก็จะกลายเป็นที่ติฉินว่ากรอบแนวความคิดใหม่นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่า ๑. ดึงสมบัติเก่า ออกมาใช้ ๒. เอามรดกที่ควรตกทอดแก่ลูกหลานในอนาคตขึ้นมาใช้

ท่านประธานครับ โดยสรุปกระผมเรียกร้อง ๑. ถ้าจะแตะเงินคลังหลวง จะต้องเดินทางพระราชบัญญัติไม่ใช่พระราชกำหนด ๒ . ประเด็นไทย-กัมพูชา เปิดสภาตาม มาตรา ๑๗๙ ครับ ขอบพระคุณครับ