รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

อภิรักษ์ โกษะโยธิน พูดถึงความไม่สอดคล้องกันของนโยบายของรัฐบาลที่แถลงในวันนี้ กับสัญญาที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการทันทีตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมากกำลังติดตามฟังการอภิปรายการแถลง นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคาดหวังที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องข้าวของแพง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนรอคอย แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สำคัญก็คือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสานและ ภาคกลางกว่า ๓๐ จังหวัด ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมเองยังคงยืดเยื้อต่อไปถึงช่วงปลายปี ถ้ารวม ระยะเวลาที่จะต้องฟื้นฟูสภาพความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นในเรื่องของพืชผลในด้านการเกษตร ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องถึงราคาสินค้าอุปโภค และบริโภคในอนาคตก็จะใช้เวลาต่อเนื่องไปมากกว่า ๖ เดือน เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อเช้า ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยมีเป้าหมายที่สำคัญ ๓ เรื่องด้วยกัน

เป้าหมายแรกก็คือในเรื่องของการที่จะส่งเสริมการนำพาประเทศไทยเข้าสู่ เศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน

ประการที่ ๒ ก็คือการนำพาประเทศไทยสู่สังคมที่มีความปรองดอง สมานฉันท์

แล้วก็ประการสุดท้าย ก็คือการนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคม อาเซียนในปี ๒๕๕๘ อย่างสมบูรณ์

วันนี้ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายใน ๓ ประเด็นที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พี่น้อง ประชาชนมีความคาดหวัง

ประเด็นแรก ก็คือนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงในวันนี้สอดคล้องกับสัญญา ที่รัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยได้แถลงในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา

ประการที่ ๒ ก็คือแนวนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการแถลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เป็นไปอย่าง บูรณาการอย่างเป็นระบบ มีรายละเอียดในเรื่องของแนวทางการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้อง ประชาชน ผู้ประกอบอาชีพทั้ง ๓๘ ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ใช้แรงงานในระบบ ๑๔ ล้านคน และนอกระบบ ๒๔ ล้านคน และรวมถึงรายละเอียดของนโยบายในการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง โดยเฉพาะราคาอาหารสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งถือว่า เป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่ายครัวเรือนในปัจจุบัน และ

ประการสุดท้าย ก็คือแนวนโยบายเร่งด่วนที่ประกาศไว้ในช่วง ๑ ปี เป็นแนวนโยบายที่สอดคล้องกับการนำพาประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก ๔ ปี ข้างหน้าหรือไม่

ประการที่ ๑ ท่านหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเพื่อนสมาชิกหลายคน จากพรรคประชาธิปัตย์ได้กรุณาอภิปรายถึงนโยบายที่พี่น้องประชาชนมีความคาดหวังและ เชื่อมั่นว่าทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คือนโยบายค่าแรง ขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท และนโยบายปริญญาตรีมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งวันนี้พี่น้อง ประชาชนเองก็มีความคาดหวัง เพราะว่าในช่วงรณรงค์หาเสียงก็ประกาศว่าจะทำทันที ในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม นโยบายในเรื่องของการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายถือว่าเป็นนโยบาย ที่พรรคประชาธิปัตย์เองได้รณรงค์ในช่วงของการรณรงค์หาเสียง แล้วก็เชื่อว่ามีความสำคัญ แต่ค่าแรงขั้นต่ำที่พูดถึงก็อยู่ในกรอบที่มีความเป็นไปได้ก็คือเพิ่ม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ระยะเวลา ๒ ปี แล้วก็สอดคล้องกับรายละเอียดของค่าแรงซึ่งปัจจุบันจะมีความแตกต่าง ในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดของค่าแรงที่จะเห็นว่าในกรุงเทพมหานคร จะอยู่ที่ประมาณ ๒๑๕ บาท ในภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่สูงสุดประมาณ ๑๘๐ บาท ในภาคอีสานที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี ก็จะอยู่ในช่วง ประมาณ ๑๗๐-๑๘๐ บาท ที่จังหวัดชลบุรีก็ประมาณ ๑๙๐ กว่าบาท ซึ่งจะเห็นว่ามีความ แตกต่างสอดคล้องกับแนวทางค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นคำถามว่า แนวนโยบายนี้รัฐบาลจะดำเนินการทันทีตามที่เคยประกาศในช่วงรณรงค์หาเสียงหรือไม่ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในเรื่องเศรษฐกิจ ได้กรุณาให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ผมขออนุญาตที่จะอ่านรายละเอียดให้ทราบ กิตติรัตน์ลั่นค่าแรง ๓๐๐ บาททำทันทีไม่หวั่นสินค้าขึ้นตาม ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตที่ได้เอ่ยนามได้กรุณากล่าวให้สัมภาษณ์ว่าจะดำเนินการทันทีหลังจากที่ อภิปรายนโยบายในสภาผู้แทนราษฎรในช่วง ๒ วันนี้ แต่ว่าจากคำสัมภาษณ์หรือว่าแนวทาง ที่รัฐบาลได้ประกาศก็คือจะเริ่มทำในวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๕ แล้วก็มีแนวทางว่าอาจจะ เริ่มในบางพื้นที่ แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากกว่านั้นก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็มีองค์กร ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ได้ออกแถลงว่าผลกระทบ ที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เกิดผลกระทบของการที่จะลดคน มีแนวโน้มที่มีความเสี่ยงในการที่จะ ทำให้ผู้ใช้แรงงานตกงานกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน หรือกว่า ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีข้อเสนอ ที่จะเสนอให้รัฐบาลว่าถ้าจะดำเนินการอยากให้เป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นแนวทางที่ให้ ผ่านคณะกรรมการไตรภาคี และอยากให้มีมาตรการอื่นที่นอกเหนือจากมาตรการที่จะเพิ่ม ค่าแรง ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่อยากฝากถึงรัฐบาลผ่านท่านประธานสภาให้ได้ ดูแนวทางผลกระทบหรือแม้แต่ในเรื่องของผลกระทบที่มีความเสี่ยงในเรื่องของค่าครองชีพ แล้วก็สินค้าราคาแพงซึ่งอาจจะมีผลกระทบในการที่จะขึ้นราคาสินค้าขึ้นไปด้วย

ประการที่ ๒ ที่จะมีความสำคัญก็คือแนวนโยบายในเรื่องของปริญญาตรี ได้เงินเดือนจบใหม่ ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้าดูรายละเอียดในเรื่องของอัตราเงินเดือนของ ข้าราชการกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คน รัฐวิสาหกิจกว่า ๖๐,๐๐๐ คน ก็จะพบว่าเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ ๑๐,๖๔๐ บาท และถ้าไปถามภาคเอกชนวันนี้ที่ผ่านมาเงินเดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาท กว่าที่จะทำงานให้ได้เงินเดือนประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาทต้องใช้ ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า ๕ ปีถึง ๑๐ ปีถ้ามีการปรับเงินเดือนเฉลี่ยอัตราประมาณ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่อยากถามถึงมาตรการรองรับที่จะเกิดขึ้นในกรณี ที่จะมีการปรับอัตราเงินเดือนให้กับคนที่จบปริญญาตรี แล้วก็ที่สำคัญที่ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ได้กรุณากล่าวเมื่อช่วงเช้าก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนในสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา ซึ่งจบ ปวช. ปวส. ซึ่งก็ถือว่ามีความสำคัญในเรื่องของการที่จะสร้างอาชีพเข้าสู่ในเรื่องของ กระบวนการที่จะส่งเสริมให้ลูกหลานของพวกเราได้มีโอกาสเรียนในสายวิชาชีพ มากขึ้น แต่ว่าก็จะเป็นแรงจูงใจที่อยากให้ย้ายมาเรียนปริญญาตรี เพราะเขารู้สึกว่าจะได้ เงินเดือนที่มากกว่า ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากฝากในประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ แนวนโยบายที่เคยประกาศไว้ว่าจะทำทันที

ประการที่ ๓ ก็คือแนวนโยบายซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมถึงพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบกว่า ๒๔ ล้านคน แล้วก็พี่น้องประชาชนในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นแรงงานขั้นต่ำ แล้วก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่จบปริญญาตรี ที่จะได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งในกลุ่มนี้สิ่งที่มีความสำคัญก็คือในเรื่องของค่าครองชีพ ในเรื่องของสวัสดิการเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ได้มีการเขียนไว้ในนโยบายว่าจะมี มาตรการในการที่จะเพิ่มรายได้ หรือแม้แต่รายละเอียดในเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้อง คนยากคนจนที่เป็นคนจนเมือง พี่น้องคนยากคนจนที่อยู่ในชนบท อันนี้ก็จะเป็นนโยบาย ที่อยากจะฝากถึงรัฐบาลผ่านท่านประธานสภา แล้วที่สำคัญก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) กว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งก็ไม่ได้มีมาตรการรายละเอียด ที่รองรับ แม้ว่าจะมีการลดอัตราภาษีจาก ๓๐ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า แต่ก็จะเกิดผล เฉพาะกับสถานประกอบการที่ได้กำไรเท่านั้นเอง

และประการสุดท้ายก็คือแนวนโยบายที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรการเร่งด่วน ก็ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดในเรื่องของการที่จะเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ถ้าทางรัฐบาลเองได้ดูในรายละเอียด ก็จะพบว่าในกรอบของการที่จะเข้าสู่องค์ประกอบอาเซียนก็จะมีรายละเอียดที่จะต้องเตรียม ความพร้อมทั้งในเรื่องของการเป็นตลาดและฐานเดียวกัน การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ในกรอบอุตสาหกรรมถึง ๑๒ อุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งที่มีความสำคัญก็คือในเรื่องของการสร้าง ความเข้มแข็ง การพัฒนาฝีมือแรงงาน การเพิ่มผลผลิตที่เป็นโพรดัคทิวิตี้ (Productivity) แล้วก็การลดผลกระทบนะครับ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็จะได้มีการกำหนดกรอบในเรื่องของการ ที่จะจัดตั้งกองทุนหรือแนวนโยบายที่จะลดผลกระทบผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก แนวนโยบายในเรื่องของการค้าเสรี หรือแนวนโยบายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคม อาเซียน ฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่อยากฝากท่านประธานถึงรัฐบาล แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เรากำลังก้าวสู่แนวทางที่เป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งก็จะพบว่า พี่น้องผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยเองก็จะได้รับผลกระทบจากประเทศใกล้เคียง ซึ่งก็จะมี ค่าแรงขั้นต่ำที่ต่ำกว่าประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องฝากถึงรัฐบาลว่าสิ่งที่ได้ เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงก็จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่พี่น้องประชาชนมีความคาดหวัง ที่จะเห็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ