นิติภูมิ นวรัตน์ หารือเรื่องการเอาอัญมณีดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศโมซัมบิก และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาการรีดไถพลอยดิบ และขอความช่วยเหลือจากกงสุลกิตติมศักดิ์ของประเทศโมซัมบิก
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้เมตตากรุณา ที่เป็นกำลังใจให้ผมด้วยการมีจดหมายน้อยว่าขนาดอยู่ในห้องของสภาก็ยังมีคนที่มาเอ่ยนามถึง แต่ผมอยากจะเรียนนะครับ ผู้ที่เอ่ยนามถึงนั้นก็คือท่านมงคล ศรีกำแหง ท่านเป็นสมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดจันทบุรี ผมคิดว่าเรา ๒ คนนั้นมีข้อกังวลแบบเดียวกันแล้วก็ ในปัจจุบันนี้เราก็มีความชื่นใจแบบคล้าย ๆ กัน อันนี้เป็นความคิดผมเองที่ทางรัฐบาลได้มี นโยบายข้อที่ ๗.๗ ในการสนับสนุนการทูตเพื่อประชาชน คือผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ในประเทศไทยของเราในร่วมช่วงประมาณ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ร้ายของ ประเทศที่เราได้มีผู้คนที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับวงการอัญมณีได้ล้มหายตายจากไปจากวงการนี้ นับแสนคน แต่ถ้าเอารวมแบบทั้งประเทศนะครับรวมถึงคนที่เจียระไนพลอยด้วยผมว่า ก็น่าจะถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ คือคนพวกนี้ก็ต้องอาศัยพลอยดิบหรือว่าอัญมณีดิบจากดินแดน ต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ว่าในห้วงแบบช่วงที่ผ่านมาคนที่จะไปเอาอัญมณีดิบจากต่างประเทศนั้น มักจะเป็นคนที่มาจากจังหวัดจันทบุรี แล้วก็ในห้วงช่วงประมาณสัก ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเขาก็ ค้นพบพลอยดิบในเมืองมองเตอปวยซ์ในประเทศโมซัมบิก แล้วก็ในช่วงหลัง ๆ ก็มีการรีดไถ บรรดาผู้คนที่ไปนำพลอยดิบมาจากประเทศโมซัมบิก แล้วก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข คือก็มี ความพยายามในการแก้ไขในบางส่วนแต่ก็ยังไม่ประสบกับความสำเร็จ เพราะการแก้ไข ที่ถูกต้องนั้นก็จะต้องมีการเรียกว่าเจรจากันระหว่างผู้คนจากทางซีกรัฐบาลไทยกับรัฐบาล ของประเทศโมซัมบิก อาจจะต้องมีการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างผู้คนจากรัฐบาล โมซัมบิกนี่นะครับมายังประเทศไทย แล้วก็ผู้คนจากทางรัฐบาลไทยไปประเทศโมซัมบิก และนอกจากนั้นผมได้พูดคุยกับกงสุลกิตติมศักดิ์ของทางประเทศโมซัมบิกที่อยู่ใน ประเทศไทยว่าการแก้ไขที่ถูกต้องนั้นก็คือว่าการจะต้องตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำ ประเทศโมซัมบิกที่เมืองมองเตอปวยซ์ แล้วก็ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีพอสมควรว่าในวันอาทิตย์ ที่ผ่านมานี่นะครับ ผมบังเอิญได้พบกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านปัจจุบัน ท่านคงจะ ได้รับข่าวสารจากทางสื่อสารมวลชน ท่านก็พูดจากับผมว่าท่านสนใจปัญหาต่าง ๆ อย่างนี้ แล้วเมื่อมาบวกกับนโยบายของทางรัฐบาล ข้อ ๗.๗ ผมก็มีความเชื่อว่าผู้คนที่อกหักจาก อัญมณีดิบที่มาจากต่างประเทศ ที่ถูกรีดไถก็คงจะพ้นสภาพ แต่พวกที่อกหัก หลักลอย คอยงาน สังขารโรย ที่นับเป็นแสนเป็นล้านคนที่หายไปจากวงการนี้ ดังนั้นเราก็ถือว่าเมื่อมี รัฐบาลใหม่ แล้วก็มีนโยบายต่าง ๆ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องโชคดีของประเทศชาติ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าในห้วง ๒-๓ วันที่ผ่านมา ถ้าเราอ่านจากสื่อสารมวลชนก็จะเห็นว่า ผู้คนนั้นโจมตีทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องที่ใช้ภาษาไทย คือผม อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่าผมเป็นอาจารย์สอนวิชาการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ หลักการอย่างหนึ่งที่เราค้นพบจากผู้คนระดับนำ จากประเทศใหญ่ ๆ ทั่วโลกนั้น เมื่อมีการเจรจาอย่างเป็นทางการเขามักจะไม่ใช้ ภาษาอังกฤษหรือว่าเป็นภาษากลางอย่างอื่น แต่เขาจะใช้ภาษาของเขาเองแล้วก็ใช้ล่าม การใช้ล่ามมันเป็นการถือคติของช่างตัดผมอย่างหนึ่งก็คือว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว อันนั้น หมายความว่าคนที่ใช้ล่ามก็จะทำให้การเจรจานั้นเป็นการเจรจาแบบมืออาชีพ แล้วก็ อย่างเป็นทางการ สมมุติว่าถ้าทางอีกฝ่ายหนึ่งหรือทางผู้เจรจาอีกฝ่ายหนึ่งเขาพูดจาอะไรมา ทางฝ่ายเราก็มีเวลาแบบฉุกคิด แล้วเมื่อเราพูดจาผิดพลาดอะไรไปบ้างที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ล่ามนั้นก็อาจจะช่วยแปลให้กระชับ หรือให้ตรง หรือว่าไม่ให้ผิดความหมายมากจนเกิด ความเสียหายต่อการเจรจา ดังนั้นผมคิดว่าในวันนี้เราได้ของดีมา ๓ อย่าง อย่างหนึ่งผมคิดว่า เราได้รัฐบาลดีที่เข้าใจปัญหาของประชาชน แล้วก็อย่างหนึ่งเราได้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศดีที่สนใจปัญหาด้านระหว่างประเทศ แม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ในดินแดนแสนไกลในทวีปแอฟริกาก็ยังเอามาไถ่ถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างผม แล้วก็ อีกอย่างหนึ่งนั้นเราได้นโยบายที่ดี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนโยบายที่จะมองลู่ทาง ทางด้านการต่างประเทศ คงไม่ใช้เวลาของสภามากนะครับ เพียงแต่ว่าจะพูดจุดหลัก ๆ อย่างนี้ละครับ ก็ขอขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ