รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทวาย-กาญจนบุรี

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การทำหน้าที่ของรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังที่ได้ดำเนินการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐสภาพิจารณาโดยไม่มีการลงมติ รัฐสภา พิจารณาโดยให้ความเห็น ทั้งนี้ เพราะว่านโยบายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ได้ฉันทานุมัติ จากประชาชนให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นคำแถลงนโยบายดังกล่าวนี้จึงเสมือน เป็นคัมภีร์หรือคู่มือการบริหารจากนี้ไป ๔ ปีหากว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระ ในมุมของสมาชิก รัฐสภา ผมเห็นว่า ๔ ปีนี้จะเป็น ๔ ปีแห่งโอกาสของประเทศ หรือเป็น ๔ ปีแห่งการ เสียโอกาส แน่นอนที่สุดในนโยบายดังกล่าวมีทั้งข้อดีข้อด้อย จุดดีจุดเด่น จุดแข็งจุดอ่อน แต่สิ่งที่อยากจะฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีรวมถึงคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นั่นคือมุมมอง ที่เห็นว่ารัฐบาลได้พลาดในจุดเน้น และจะทำให้ประเทศนี้เสียโอกาสครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือในเรื่องของอาเซียน (ASEAN) ความจริงท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อเช้านี้ถึงการให้ความสำคัญว่า ๑ ใน ๓ จุดมุ่งหมายของนโยบายคือการเตรียม ความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ รัฐบาลนี้จึงเป็น จุดผ่านสำคัญที่จะสร้างจุดเปลี่ยนและใช้โอกาสอย่างสูงสุดของประเทศนี้ต่อการที่เราจะเป็น ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นแกนหนึ่งในสามที่สำคัญ แต่น่าเสียดายว่าจะด้วยความไม่เข้าใจ จะด้วยการที่มองไม่เห็น หรือการที่ไม่มีเอกภาพ ของคณะรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีอย่างน้อย ๒ ท่านได้ให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยต่อในเรื่อง ของนโยบายประตูตะวันตก โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ทวาย-กาญจนบุรี ผมเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าความจริง โครงการนี้เป็นเรื่องที่สานงานต่อ และสร้างต่อจนสำเร็จในรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ยังต้องดำเนิน ต่อไป เพราะในอีก ๓ ปี ๔ เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะต้องเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นั่นหมายความว่าเราจะมีตลาดจาก ๖๗ ล้านคนของประชาชน คนไทยไปสู่การมีตลาด ๖๐๐ ล้านคน จากจีดีพี (GDP) ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ สู่การมีจีดีพี ๑.๕ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะมีตลาดที่มีการซื้อขายถึง ๑.๗ ล้านล้านเหรียญ สหรัฐ ในขณะที่เรามีการส่งออกอยู่ที่ ๑๙๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสอย่างสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากการที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคม อาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมีทั้งเรื่องการเปิดเสรีการค้า การบริการ และการลงทุน สิ่งที่สำคัญมากก็คือว่าเราไม่ใช่เพียงแค่การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ จุดของกาลเวลาในปี ๒๕๕๘ และการเป็นภาคีสมาชิกในนามของประชาคมอาเซียนเท่านั้น แต่เราไม่ได้วางและไม่มีความชัดเจนในนโยบายที่แถลงเมื่อเช้านี้จนมาถึงวันนี้ และนี่คือ คำถามเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ว่าท่านจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยวางไว้จุดไหน ในฐานะการเป็นเพียงผู้ตาม หรือการเป็นสมาชิก ๑ ใน ๑๐ ประเทศอาเซียน หรือการเป็น ผู้นำความเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของอาเซียน รัฐบาลที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบาย ๓ วงแหวน ๕ ประตู ในการกำหนดยุทธศาสตร์การตลาด ระหว่างประเทศใหม่ในการกำหนดให้ประเทศไทยมีความสำคัญในเชิงภูมิยุทธศาสตร์ เพราะเราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้กำหนดให้เราเป็นฮับ (Hub) เป็นศูนย์กลางทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และในเรื่องของโลจิสติกส์ เราจึงได้ ขับเคลื่อนนโยบายที่เรียกว่า ๕ ประตูการค้า ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่ผมได้ยกตัวอย่างก็คือ ในเรื่องของโครงการเมกะโปรเจกต์ทวาย ความจริงเริ่มมา ๑๐ ปีแล้วครับ ตั้งแต่สมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการทำเรื่องนี้ต่อเนื่องมาหลายรัฐบาลจนกระทั่ง มาตกถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี ๒๕๕๒ เราเป็นประธานอาเซียนจึงได้ใช้บทบาท ความเป็นผู้นำของอาเซียน โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่ละครับได้เจรจา บนโต๊ะทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีเต็งเส่งขณะนั้นและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมเองก็เป็นหนึ่ง รวมทั้งรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย ในที่สุดได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเป็นเจตจำนงร่วมกันของ ๒ ประเทศที่เห็นว่านี่จะเป็นเกทเวย์ (Gateway) ใหม่เป็นประตูการค้าใหม่ที่สำคัญและเป็น ความร่วมมือระหว่างสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน ระหว่างเมียนมาร์และประเทศไทย ๒ ปีกว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ถึง ปี ๒๕๕๔ ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้พบกับประธานาธิบดี เต็งเส่งหลังจากที่เขาเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้พูดกันถึงการยกระดับด่านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรีไปสู่ทวาย บัดนี้ ๒ ปีที่ผ่านมาเราได้สัมปทาน แต่ประเทศเดียวครับทั้งการสร้างท่าเรือน้ำลึก ทั้งการสร้างถนน การสร้างรางรถไฟ การสร้าง นิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ของภูมิภาคนี้ เราสามารถทำให้ประเทศไทย ได้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างแท้จริง การค้า การขนส่ง การลงทุนของโลกจะมาสู่ ประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่ ๔ ปีจากนี้ แต่นี่คืออีก ๔๐ ปี ๔๐๐ ปีข้างหน้าที่ประเทศไทย ได้เป็นหนึ่งของเส้นทางการค้าใหม่ของโลก วันนี้รัฐบาลได้พูดถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกใหม่ มีพลวัตสูงมาก โดยเฉพาะยุคหลังวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ทุกอย่างจะย้ายมาสู่เอเชีย แต่สิ่งที่เราได้เห็นชัดเจนคือเอเชียกำลังบุกโลก ในขณะเดียวกันเราต้องการให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นผู้นำไม่ใช่เป็นเพียงการเป็นสมาชิกหนึ่งเมื่อถึงปี ๒๕๕๘ เส้นทางนี้จะทำให้ เส้นทางค้าของโลกเปลี่ยนไปจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ ๔ ของโลกที่เราสามารถทำให้ ประเทศเกิดศักยภาพสูงสุดในฐานะศูนย์กลางการขนส่งของโลก เรามีคลองปานามาที่เกิดขึ้น เรามีคลองสุเอซเกิดขึ้น เรามีคลองกิวเกิดขึ้นในยุโรปเหนือ บัดนี้ เราได้สร้างสิ่งเหล่านี้ และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องสานต่อ แต่ไม่ใช่การออกมา ด้วยความไม่รู้ หรือด้วยความไม่เข้าใจ หรือการมองไม่เห็นถึงโอกาสและจะทำให้เกิดความเสีย โอกาสต่อประเทศนี้ วันนี้ถนนลูกรังอัดเรียบร้อย ๑๗๐ กิโลเมตรจากพุน้ำร้อนไปถึง มหาสมุทรอินเดีย ตลาดที่รออยู่ข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นเอเชียใต้ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ไม่ว่าจะ เป็นยุโรป หรือตะวันออกกลาง อยู่ใกล้แค่เอื้อม การย้ายฐานการผลิตของจีน ของญี่ปุ่น ภายหลังเกิดสึนามิ หรือว่าเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง เซินเจิ้น หรือแม้แต่ประเทศอาเซียน ในซีกของแปซิฟิกจะย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อเห็นว่าตลาดอยู่แค่เอื้อม เราสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ ได้อย่างมาก ร่นเวลาไม่ต้องไปอ้อมช่องแคบมะละกาได้อย่างน้อย ๑๕-๒๐ วัน และเรา สามารถเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายมาสู่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นการยกระดับ ในการทำให้ประเทศไทยนั้นกลายเป็นเส้นทางการขนส่งใหม่ของโลก อุตสาหกรรมและธุรกิจ ที่ต่อเนื่องจะตามมา ที่สำคัญคือนิคมอุตสาหกรรมที่เราไม่สามารถสร้างอนาคตประเทศได้ จากอุตสาหกรรมหนัก ไม่ว่าจะโรงเหล็กไปสร้างที่ไหนก็ไม่ได้ แม้แต่โรงงานปุ๋ยก็ยังสร้างไม่ได้ โรงงานแก๊สใหม่ ๆ ก็สร้างไม่ได้ จะเกิดโรงงานปุ๋ยใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นที่นิคมทวายของ ประเทศไทย รวมไปถึงโรงงานเหล็ก รวมไปถึงอุตสาหกรรมแยกแก๊สและน้ำมัน ซึ่งมี ความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยและจะทำให้ประเทศไทยนั้นกลายเป็น ผู้นำของภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง ผมหวังว่าท่านจะมีคำตอบ ผมหวังว่าท่านจะไม่เข้ามาเพื่อเป็น รัฐบาลที่สร้างความเสียโอกาสให้กับประเทศ นโยบายท่านหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คือจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ จะติเพื่อก่อ จะเสนอแนะ และจะทักท้วงเพื่อให้ท่าน เดินถูกทาง หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะสายเศรษฐกิจจะมีคำตอบ สำหรับประเด็นคำถามดังกล่าวครับ ขอบคุณมากครับ